สิ่งใดคือการไล่ตามเสาะหาความจริง (10)

ในการชุมนุมครั้งที่แล้วของพวกเรา พวกเราสามัคคีธรรมและวิเคราะห์คำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “การประหารชีวิตไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากทำให้ศีรษะกลิ้ง จงเมตตาเมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้”  ตอนนี้พวกเจ้ามีความเข้าใจจริงต่อคำกล่าวสารพัดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือไม่?  คำกล่าวเหล่านี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมแตกต่างจากความจริงอย่างไร?  ตอนนี้พวกเจ้าสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าคำกล่าวเหล่านี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมโดยรากฐานแล้วไม่ใช่ความจริง และไม่สามารถแทนที่ความจริงได้อย่างแน่นอน?  (ยืนยันได้)  ที่เจ้าสามารถยืนยันการนี้ได้แสดงให้เห็นอะไร?  (ว่าฉันมีความสามารถอยู่บ้างที่จะใช้ปัญญาแยกแยะว่าคำกล่าวเหล่านี้ในวัฒนธรรมดั้งเดิมแท้จริงแล้วคืออะไร  ในอดีตฉันไม่ได้ตระหนักว่าฉันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจของฉัน  จนเมื่อหลังจากการสามัคคีธรรมและการวิเคราะห์โดยพระเจ้าไม่กี่ครั้งเหล่านี้นั่นเอง ฉันจึงได้มาตระหนักว่าฉันอยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด และตระหนักว่าฉันมีทรรศนะต่อผู้คนและสิ่งทั้งหลายบนพื้นฐานของวัฒนธรรมตามประเพณีเสมอ  ฉันยังเห็นด้วยว่าคำกล่าวของวัฒนธรรมตามประเพณีเหล่านี้จริงๆ แล้วไม่ลงรอยกับความจริง และเป็นทุกสรรพสิ่งที่ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามทั้งสิ้น)  เมื่อยืนยันเช่นนี้แล้ว แรกที่สุดเจ้าก็มีวิจารณญาณอยู่บ้างในสิ่งต่างๆ ทางวัฒนธรรมตามประเพณีเหล่านี้  เจ้าไม่เพียงมีความรู้จากประสาทสัมผัสรับรู้เท่านั้น แต่เจ้ายังสามารถใช้ปัญญาแยกแยะแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้ออกจากมุมมองทางทฤษฎีได้อีกด้วย  ประการที่สอง เจ้าจะไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งทั้งหลายในวัฒนธรรมตามประเพณีอีกต่อไป และสามารถกำจัดทิ้งผลกระทบ การควบคุมและพันธนาการของสิ่งเหล่านี้ออกไปจากหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของเจ้า  โดยเฉพาะเวลาที่ให้ทรรศนะต่อสิ่งสารพันหรือจัดการปัญหาสารพัด เจ้าจะไม่ถูกแนวคิดและทัศนะเหล่านี้มีอิทธิพลและจำกัดเหนี่ยวรั้งไว้อีกต่อไป  โดยทั่วไปแล้ว พวกเจ้าได้รับวิจารณญาณผ่านทางการสามัคคีธรรมมาบ้างเกี่ยวกับแนวคิดและทัศนะของวัฒนธรรมตามประเพณีเหล่านี้  นี่คือผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์จากการเข้าใจความจริง  สิ่งเหล่านี้จากวัฒนธรรมตามประเพณีเป็นคำกล่าวที่น่าฟังแต่กลวงเปล่า เต็มไปด้วยปรัชญาแบบซาตาน โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ” “หากเจ้าโบยตีผู้อื่นจงอย่าโบยตีพวกเขาที่ใบหน้า หากเจ้าร้องเรียกผู้อื่นจงอย่าเปิดเผยข้อบกพร่องของพวกเขา” และ “การประหารชีวิตไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากทำให้ศีรษะกลิ้ง จงเมตตาเมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้”  คำกล่าวเหล่านี้มีอิทธิพล ควบคุมและพันธนาการมนุษย์อย่างต่อเนื่องผ่านทางความคิดของพวกเขา และไม่มีบทบาทเชิงรุกและที่เป็นบวกในการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของผู้คน  แม้ว่าตอนนี้พวกเจ้ามีวิจารณญาณบ้างแล้ว แต่ก็ยากที่จะถอนรากถอนโคนอิทธิพลของสิ่งเหล่านี้ให้หมดไปจากส่วนลึกของหัวใจของพวกเจ้า  เจ้าต้องเตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริงและประสบการณ์ตามพระวจนะของพระเจ้าเป็นระยะเวลาหนึ่ง  เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนและถาวรว่าสิ่งที่หน้าซื่อใจคดเหล่านี้เป็นอันตราย ผิด และวิปริตผิดแผกอย่างลึกล้ำพียงใด และเมื่อนั้นเท่านั้นปัญหาจึงจะถูกแก้ไขจากรากเหง้าได้  หากเจ้าต้องการตัดขาดจากความคิดและแนวคิดที่ผิดเหล่านี้ และปลิดตัวเองออกจากอิทธิพล การควบคุม และพันธนาการของความคิดและแนวคิดเหล่านี้โดยเพียงแค่เข้าใจคำสอนบางข้อ นี่ก็จะสัมฤทธิ์ผลยากมาก  ในเมื่อพวกเจ้าพอจะสามารถหยั่งรู้ว่าคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้แท้จริงแล้วคืออะไร อย่างน้อยเจ้าก็พอมีความเข้าใจอยู่บ้างและได้ก้าวหน้าในการคิดอ่านของตนบ้างแล้ว  ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่คนเราแสวงหาความจริง และวิธีที่คนเรามองผู้คนและสิ่งทั้งหลายตามพระวจนะของพระเจ้า และวิธีที่คนเราผ่านประสบการณ์ในอนาคต

หลังจากการสามัคคีธรรมและการวิเคราะห์คำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณี พวกเจ้ามองเห็นแก่นแท้ของคำกล่าวเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนหรือไม่?  หากเจ้ามองเห็นได้อย่างชัดเจนจริงๆ เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็สามารถกำหนดพิจารณาได้ว่าคำกล่าวเหล่านี้ที่มาจากวัฒนธรรมตามประเพณีนั้นไม่ใช่ความจริง และทำหน้าที่แทนความจริงไม่ได้  ส่วนนี้ย่อมแน่นอน และผู้คนส่วนใหญ่ได้ตรวจสอบยืนยันเรื่องนี้ในใจของตนผ่านทางการสามัคคีธรรมแล้ว  ดังนั้นคนเราควรเข้าใจแก่นแท้ของสารพัดคำกล่าวทั้งหลายที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมอย่างไร?  หากคนเราไม่เผชิญหน้าประเด็นปัญหานี้ตามพระวจนะของพระเจ้าและความจริง เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางที่จะหยั่งรู้และเข้าใจประเด็นปัญหานี้  ไม่ว่าคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีจะสูงส่งและเป็นบวกเพียงใดบนกระดาษ แต่คำกล่าวเหล่านี้คือหลักเกณฑ์สำหรับการกระทำและพฤติกรรมของผู้คน หรือหลักการวางตัวจริงๆ หรือ?  (ไม่ใช่)  คำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่หลักธรรมหรือหลักเกณฑ์ของการวางตัว  ดังนั้นคำกล่าวเหล่านี้คืออะไรกันแน่?  ด้วยการวิเคราะห์แก่นแท้ของแต่ละคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม พวกเจ้าสามารถสรุปออกมาได้หรือไม่ว่า ความจริงและแก่นแท้ของคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ได้ผุดขึ้นมาในหมู่ผู้คนนั้นคืออะไรกันแน่?  พวกเจ้าไม่เคยคิดเกี่ยวกับคำถามข้อนี้เลยหรือ?  พวกเรามาละวางจุดมุ่งหมายของผู้ที่เรียกกันว่านักคิดและนักศีลธรรมที่ยกยอปอปั้นและประจบประแจงชนชั้นปกครองทั้งหลายและยินดีเหลือเกินที่จะรับใช้พวกเขา แล้วมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหานี้จากมุมมองของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ในเมื่อคำกล่าวเหล่านี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่ใช่ความจริง ไม่ต้องพูดเลยว่าสามารถทำหน้าที่แทนความจริงได้ คำกล่าวเหล่านี้ก็ต้องลวงโลก  คำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกอย่างแน่นอน—เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน  ในหนทางนี้ หากพวกเจ้าสามารถตระหนักว่าคำกล่าวเหล่านี้แท้จริงแล้วคืออะไร นั่นก็พิสูจน์ว่าพวกเจ้าเข้าใจความจริงในบางระดับแล้วในหัวใจของพวกเจ้า และมีวิจารณญาณเล็กน้อยแล้ว  คำกล่าวเหล่านี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก และไม่ใช่หลักเกณฑ์สำหรับการกระทำและพฤติกรรมของผู้คน และยิ่งไม่ใช่หลักธรรมสำหรับการวางตัวที่ผู้คนควรยึดปฏิบัติตาม ดังนั้นจึงมีบางสิ่งผิดในคำกล่าวเหล่านี้  เรื่องนี้ควรค่าที่จะขุดหาสาเหตุให้พบหรือไม่?  (ควรค่า)  หากเจ้าเพียงแค่พิจารณา “การประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม” และคิดว่าคำกล่าวเหล่านี้เป็นทัศนะที่ถูกต้องและสิ่งที่เป็นบวก เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คิดผิดและหลงกลไปกับคำกล่าวเหล่านั้นและโดนหลอกลวง  สิ่งที่หน้าซื่อใจคดไม่มีวันเป็นสิ่งที่เป็นบวกไปได้  สำหรับสารพัดการแสดงอวดพฤติกรรมที่มีคุณธรรมนั้น คนเราควรแยกแยะให้ออกว่าการแสดงอวดเหล่านี้กระทำอย่างจริงใจและจากหัวใจหรือไม่  หากกระทำด้วยความฝืนใจ การเสแสร้งหรือเพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นนั้นแล้วการแสดงอวดพฤติกรรมเหล่านี้ก็มีปัญหา  พวกเจ้าสามารถหยั่งรู้ได้หรือไม่ว่าคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้แท้จริงแล้วคืออะไร?  ใครสามารถบอกเราได้?  (ซาตานใช้คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่อทำให้ผู้คนสับสนและเสื่อมทราม และทำให้พวกเขายึดปฏิบัติตามคำกล่าวเหล่านี้ และนำคำกล่าวเหล่านี้ไปปฏิบัติเพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของการโน้มน้าวให้พวกเขาเคารพบูชาและติดตามซาตาน และการทำให้พวกเขาอยู่ห่างพระเจ้า  นี่คือหนึ่งในกลวิธีและวิธีการหนึ่งของซาตานในการทำให้ผู้คนเสื่อมทราม)  นี่ไม่ใช่แก่นแท้ของคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม  นี่คือจุดมุ่งหมายที่ซาตานสัมฤทธิ์โดยการใช้คำกล่าวเช่นนี้ล่อลวงผู้คน  แรกที่สุด พวกเจ้าต้องรู้อย่างชัดเจนว่าคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่ว่าชนิดใดก็ไม่ใช่ความจริง และยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าสามารถทำหน้าที่แทนความจริงได้  คำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกด้วยซ้ำ  ดังนั้นคำกล่าวเหล่านี้คืออะไรกันแน่?  อาจพูดด้วยความแน่ใจได้ว่าคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมก็คือหตุผลวิบัตินอกศาสนาที่ซาตานใช้ล่อลวงผู้คน  คำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่ความเป็นจริงความจริงในตัวเองที่ผู้คนควรครอง และไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกที่สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรจะดำเนินชีวิตตาม  คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นของปลอม การเสแสร้ง สิ่งเทียมเท็จและเล่ห์กล—เป็นพฤติกรรมจอมปลอม และไม่ได้เกิดจากมโนธรรมและเหตุผลของมนุษย์หรือในการคิดอ่านที่ปกติของพวกเขา  เพราะฉะนั้น คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของวัฒนธรรมตามประเพณีจึงเป็นเรื่องนอกรีตและเหตุผลวิบัติที่ไร้สาระวิปริตผิดแผกทั้งสิ้น  ด้วยการสามัคคีธรรมไม่กี่ครั้งนี้ คำกล่าวที่ซาตานเสนอเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมจึงได้ถูกกล่าวโทษถึงตายไปจนหมดสิ้นในวันนี้  หากคำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเป็นบวกเสียด้วยซ้ำ แล้วให้ผู้คนยอมรับได้อย่างไร?  ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตตามแนวคิดและทัศนะเหล่านี้ได้อย่างไรกัน?  เหตุผลก็คือคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมนั้นอยู่ในแนวเดียวกันอย่างดียิ่งกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผู้คน  คำกล่าวเหล่านี้ทำให้เกิดความเลื่อมใสและความเห็นชอบ ดังนั้นผู้คนจึงยอมรับคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไว้ในหัวใจของตน และแม้ว่าพวกเขาไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ แต่ภายในพวกเขากลับอ้าแขนรับและเคารพบูชาคำกล่าวเหล่านี้ด้วยความกระตือรือร้น  และด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงใช้คำกล่าวสารพัดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม เพื่อล่อลวงผู้คน ควบคุมหัวใจและพฤติกรรมของพวกเขา เพราะว่าในหัวใจของผู้คนนั้น พวกเขาเคารพบูชาและมีความเชื่อแบบมืดบอดในคำกล่าวทุกชนิดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม และพวกเขาทั้งหมดต้องการจะใช้คำอ้างเหล่านี้เพื่อส่งผลให้ศักดิ์ศรี ความสูงศักดิ์ และความเมตตากรุณายิ่งใหญ่ขึ้น แล้วจึงสัมฤทธิ์จุดหมายของตนในการได้รับการยกย่องและสรรเสริญอย่างสูงด้วยเหตุนี้  พูดสั้นๆ ก็คือคำกล่าวสารพัดทั้งหมดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมขอว่าเมื่อผู้คนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาควรสาธิตแสดงพฤติกรรมหรือคุณภาพแบบมนุษย์บางอย่างในอาณาเขตของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม  พฤติกรรมและคุณภาพแบบมนุษย์เหล่านี้ดูเหมือนว่าสูงศักดิ์มากและได้รับความเคารพ ดังนั้นในหัวใจของตน ผู้คนทั้งหมดจึงปรารถนาสิ่งเหล่านี้อย่างมาก  แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงก็คือว่าคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่ใช่หลักธรรมของการวางตัวที่คนปกติควรจะปฏิบัติตามแต่อย่างใด แต่กลับเป็นพฤติกรรมหน้าซื่อใจคดอันหลากหลายที่คนเราอาจส่งผลให้เกิดขึ้น  สิ่งเหล่านี้คือการเบี่ยงเบนจากมาตรฐานของมโนธรรมและเหตุผล การตีห่างจากเจตจำนงของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ซาตานใช้คำกล่าวเทียมเท็จและเสแสร้งที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่อล่อลวงผู้คน ทำให้พวกเขาเคารพบูชาตนและพวกที่เรียกกันว่านักปราชญ์ที่หน้าซื่อใจคดเหล่านั้น และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนมองสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและหลักเกณฑ์สำหรับการวางตัวแบบมนุษย์เป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญ เรียบง่ายและแม้กระทั่งต่ำต้อย  ผู้คนรังเกียจสิ่งเหล่านี้และคิดว่าสิ่งเหล่านี้ด้อยค่าเกินกว่าจะเหยียดหยาม  นี่เป็นเพราะว่าคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ซาตานเลือกใช้ดูน่าพอใจและอยู่ในแนวเดียวกันเหลือเกินกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์  แต่ทว่าข้อเท็จจริงก็คือไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวใดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมก็ไม่ใช่หลักธรรมที่ผู้คนควรจะปฏิบัติตามในการวางตัวหรือการคบค้าสมาคมของพวกเขาในโลกเลย  จงขบคิดเรื่องนี้—นี่ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?  โดยแก่นแท้แล้ว คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเป็นแค่ข้อเรียกร้องให้ผู้คนดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและสูงศักดิ์ขึ้นอย่างผิวเผิน ทำให้พวกเขาสามารถมีผู้อื่นเคารพบูชาหรือสรรเสริญตน แทนที่จะดูถูกตน  แก่นแท้ของคำกล่าวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคำกล่าวเหล่านี้เป็นแค่ข้อเรียกร้องให้ผู้คนสาธิตแสดงการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ดีงามผ่านทางพฤติกรรมที่ดีงาม ดังนั้นจึงปิดบังและเหนี่ยวรั้งความมักใหญ่ใฝ่สูงและความปรารถนาอันฟุ้งเฟ้อของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม ปกปิดแก่นแท้ธรรมชาติที่ชั่วและน่าเกลียดน่ากลัวของมนุษย์ ตลอดจนการสำแดงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามสารพัดเอาไว้  คำกล่าวเหล่านี้หมายที่จะเสริมสร้างบุคลิกภาพของบุคคลผ่านทางพฤติกรรมและการปฏิบัติที่ดีงามอย่างผิวเผิน ที่จะเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ผู้อื่นมองตนและการประมาณค่าของพวกเขาโดยโลกที่กว้างขึ้น  ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเกี่ยวกับการปกปิดความคิดภายใน ทัศนะ จุดมุ่งหมายและความตั้งใจของมนุษย์ โฉมหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของพวกเขา และแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาที่มีพฤติกรรมและการปฏิบัติที่ผิวเผิน  สิ่งเหล่านี้สามารถถูกปกปิดได้สำเร็จหรือ?  การพยายามปกปิดสิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้ทุกอย่างเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นหรือ?  แต่ซาตานไม่ใส่ใจเรื่องนั้น  จุดประสงค์ของซาตานคือเพื่อปกปิดโฉมหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของสภาวะความเป็นมนุษย์อันเสื่อมทราม เพื่อปกปิดความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของมนุษย์  ดังนั้น ซาตานจึงให้ผู้คนเลือกใช้การสำแดงพฤติกรรมด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่ออำพรางตนเอง ซึ่งหมายความว่าซาตานใช้กฎเกณฑ์และพฤติกรรมด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่อสร้างบรรจุภัณฑ์อันประณีตของรูปลักษณ์มนุษย์ เสริมสร้างคุณสมบัติและบุคลิกภาพแบบมนุษย์ของบุคคลเพื่อให้พวกเขาสามารถมีผู้อื่นนับถือและสรรเสริญพวกเขา  โดยพื้นฐานแล้ว คำกล่าวเหล่านี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมกำหนดพิจารณาว่าบุคคลผู้หนึ่งสูงศักดิ์หรือต่ำต้อยจากพื้นฐานของการสำแดงพฤติกรรมและมาตรฐานทางศีลธรรมของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น การวัดว่าใครบางคนเห็นแก่ส่วนรวมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการที่พวกเขาสาธิตแสดงว่าพวกเขาพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเพื่อผู้อื่น  หากพวกเขาสาธิตแสดงได้ดี อำพรางตนได้ดี และทำให้ตนเองดูน่าเลื่อมใสเป็นพิเศษ เช่นนั้นแล้วบุคคลผู้นี้ก็จะถูกมองว่าเป็นคนที่มีความสัตย์สุจริตและมีศักดิ์ศรี เป็นใครบางคนที่มีมาตรฐานทางศีลธรรมสูงเป็นพิเศษในสายตาผู้อื่น และรัฐจะมอบโล่รางวัลให้พวกเขาที่เป็นบุคคลตัวอย่างสมบูรณ์แบบของหลักศีลธรรมสำหรับให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ เคารพบูชาและเอาอย่าง  ดังนั้นผู้คนควรจะประเมินอย่างไรว่าสตรีผู้หนึ่งเป็นคนดีหรือเลว?  โดยการดูว่าพฤติกรรมสารพัดที่สตรีผู้นี้สาธิตแสดงในสังคมของเธอคล้อยตามคำกล่าวที่ว่า “สตรีต้องมีคุณธรรม มีเมตตา อ่อนโยน และมีศีลธรรม”  หากเธอคล้อยตามคำกล่าวนี้ในทุกด้าน โดยการมีคุณธรรม มีเมตตาและว่าง่าย แสดงความเคารพที่สุดต่อผู้สูงอายุ พร้อมยอมประนีประนอมด้วยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม มีความอดทนและสามารถสู้ทนอย่างที่สุดต่อความยากลำบาก ไม่ถือสาผู้คนหรือโต้เถียงผู้อื่น และโดยการเคารพบิดามารดาของสามีและดูแลสามีและบุตรธิดาของเธออย่างดี ไม่เคยนึกถึงตนเอง ไม่เคยแสวงหาสิ่งใดตอบแทน และไม่สุขสำราญกับความยินดีทั้งหลายของเนื้อหนังและอื่นๆ เช่นนั้นแล้วเธอก็เป็นสตรีที่มีคุณธรรม มีเมตตา อ่อนโยนและมีศีลธรรมจริงๆ  ผู้คนใช้พฤติกรรมภายนอกเหล่านี้เพื่อประเมินการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของสตรี  การวัดคุณค่า ความดีและความชั่วของบุคคลด้วยวิถีทางที่พวกเขาปฏิบัติและประพฤติอย่างผิวเผินนั้นไม่ถูกต้องแม่นยำและไม่สมจริง  การยืนยันเช่นนี้เทียมเท็จ หลอกลวง และวิปริตผิดแผกเช่นกัน  นี่คือปัญหาที่มีแก่นสารของคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ถูกเปิดโปงในผู้คน

เมื่อคำนึงถึงแง่มุมมากมายที่เอ่ยถึงข้างต้น คำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีเหล่านี้คือหลักธรรมในการวางตัวจริงๆ หรือไม่?  (ไม่ใช่)  คำกล่าวเหล่านี้ไม่สนองความต้องการที่จำเป็นของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติเลย ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง  สิ่งที่คำกล่าวเหล่านี้จัดเตรียมให้มวลมนุษย์ไม่ใช่หลักธรรมในการวางตัว หรือหลักธรรมสำหรับการกระทำและพฤติกรรมของผู้คน  ตรงกันข้าม คำกล่าวเล่านี้พึงประสงค์ให้ผู้คนอำพรางตนเอง ปกปิดตนเอง วางตัวและปฏิบัติตนในลักษณะหนึ่งต่อหน้าผู้อื่น เพื่อที่พวกเขาจะได้รับการยกย่องและสรรเสริญอย่างสูง โดยไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจวิธีวางตัวอย่างถูกต้อง หรือหนทางประพฤติปฏิบัติตนที่ถูกต้อง แต่เพื่อทำให้ผู้คนดำเนินชีวิตที่ก้าวไปกับกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผู้อื่นมากขึ้น และเพื่อให้ได้รับการสรรเสริญและการยอมรับนับถือจากผู้อื่น  นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเลย ซึ่งก็คือให้ผู้คนประพฤติปฏิบัติตนและกระทำการตามหลักธรรมความจริง โดยไม่ใส่ใจในสิ่งที่ผู้คนคิดและกลับมุ่งเน้นไปที่การได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าเท่านั้นแทน  คำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเกี่ยวกับการพึงประสงค์ให้ผู้คนดีพร้อมและสูงศักดิ์ในด้านพฤติกรรม การปฏิบัติและในรูปลักษณ์ที่พวกเขานำเสนอออกมา—ต่อให้เป็นการอำพรางตัวก็ตาม—มากกว่าที่จะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความคิดและทัศนะของผู้คน หรือที่เกี่ยวกับแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือข้อพึงประสงค์ที่คำกล่าวเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีตั้งไว้ให้ผู้คนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับแก่นแท้ของผู้คน และยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าคำนึงถึงขอบเขตที่สัมฤทธิ์ได้ของมโนธรรมและเหตุผล  ในเวลาเดียวกัน คำกล่าวเหล่านี้ก็ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เป็นกลางที่ว่าผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นทั้งนั้น และบังคับให้ผู้คนทำสิ่งนี้สิ่งนั้นในแง่ของพฤติกรรมและการปฏิบัติของพวกเขา  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคำกล่าวเหล่านี้จะตั้งข้อพึงประสงค์กับผู้คนจากมุมมองใดก็ตาม โดยรากฐานแล้วคำกล่าวเหล่านี้ก็ไม่สามารถปลดปล่อยผู้คนจากพันธนาการและการควบคุมของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้ อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับแก่นแท้ของผู้คนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคำกล่าวเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนได้  ด้วยเหตุนี้คำกล่าวเหล่านี้จึงไม่สามารถเปลี่ยนหลักธรรมและทิศทางการวางตัวของผู้คน อีกทั้งไม่สามารถทำให้ผู้คนเข้าใจวิธีวางตัว วิธีปฏิบัติต่อผู้อื่น หรือวิธีจัดการสัมพันธภาพระหว่างบุคคลจากแง่มุมที่เป็นบวก  เมื่อพูดจากอีกมุมมองหนึ่ง คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมก็เป็นแค่กฎเกณฑ์และข้อจำกัดด้านพฤติกรรมประเภทหนึ่งที่ถูกมอบไว้ให้ผู้คน  แม้ว่าคำกล่าวเหล่านี้จะดูเหมือนค่อนข้างดีอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการคิดอ่านและทัศนะของผู้คนโดยไม่ทันรู้ตัว จำกัดควบคุมและผูกมัดพวกเขา ส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถพบหลักธรรมและเส้นทางการวางตัวและการกระทำที่ถูกต้องได้  ในบริบทนี้ ผู้คนทำได้เพียงแค่ฝืนใจยอมรับอิทธิพลของแนวคิดและทัศนะทางวัฒนธรรมตามประเพณี และภายใต้อิทธิพลของแนวคิดและทัศนะที่ผิดพลาดเหล่านี้ พวกเขาก็สูญเสียหลักธรรม จุดหมาย และทิศทางของการวางตัวไปโดยไม่ทันรู้ตัว  นี่เป็นเหตุให้มนุษย์ที่เสื่อมทรามตกลงสู่ความมืดมนและสูญเสียความสว่าง ส่งผลให้พวกเขาทำได้เพียงแค่ไล่ตามชื่อเสียงและผลกำไรส่วนตัวโดยพึ่งพาการปลอมแปลง การเสแสร้งและเล่ห์กระเท่ห์  ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าเห็นบุคคลที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ เจ้าก็คิดโดยทันทีว่า “การวางตัวที่ถูกต้องเหมาะสมหมายถึงการได้รับความหรรษายินดีจากการช่วยเหลือผู้อื่น  นี่เป็นหลักธรรมและมาตรฐานทางศีลธรรมพื้นฐานสำหรับการวางตัวของผู้คน” และดังนั้นเจ้าจึงจะช่วยเหลือบุคคลนั้นโดยไม่ทันรู้ตัว  หลังจากช่วยเหลือพวกเขาแล้ว เจ้าก็รู้สึกว่าโดยการวางตัวเช่นนี้ เจ้าสูงศักดิ์และครองสภาวะความเป็นมนุษย์เล็กน้อยแล้ว และเจ้าถึงกับสรรเสริญตนเองโดยไม่ทันรู้ตัวว่าเป็นบุคคลที่สูงศักดิ์ บุคคลซึ่งมีบุคลิกลักษณะสูงศักดิ์ บุคคลซึ่งมีศักดิ์ศรีและบุคลิกลักษณะ และแน่นอนว่าเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การนับถือ  หากเจ้าไม่ช่วยเหลือพวกเขา เจ้าก็คิดว่า “อนิจจา ฉันไม่ใช่คนดี  เมื่อใดก็ตามที่ฉันบังเอิญพบคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือและคิดที่จะยื่นมือเข้าช่วย ฉันจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองเสมอ  ฉันช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวเหลือเกิน!”  เจ้าจะใช้ทัศนะเชิงอุดมการณ์ที่ว่า “จงได้รับความหรรษายินดีจากการช่วยเหลือผู้อื่น” โดยไม่ทันรู้ตัว เพื่อประเมินตนเอง บังคับใจตนเองและตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด  เมื่อเจ้าไม่สามารถนำคำกล่าวนี้ไปปฏิบัติได้ เจ้าก็จะดูหมิ่นตนเองหรือดูถูกตนเอง และรู้สึกค่อนข้างไม่สบายใจ  เจ้าจะเหลือบมองผู้ที่สามารถได้รับความหรรษายินดีจากการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยสายตาที่ชื่นชมและซาบซึ้ง รู้สึกว่าพวกเขาสูงศักดิ์กว่าเจ้า มีศักดิ์ศรีมากกว่าเจ้า และมีบุคลิกลักษณะดีกว่าเจ้า  อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องของประเด็นเหล่านี้ ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าก็ต่างออกไป  ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้ามีไว้ให้เจ้ายึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์และหลักธรรมความจริง  ผู้คนควรปฏิบัติอย่างไรหรือในเรื่องของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม?  โดยการยึดตามทัศนะทางศีลธรรมและวัฒนธรรมตามประเพณี หรือโดยการยึดตามพระวจนะของพระเจ้า?  ทุกคนเผชิญกับทางเลือกนี้  ตอนนี้เจ้าชัดเจนเกี่ยวกับหลักธรรมความจริงที่พระเจ้าทรงสอนผู้คนหรือไม่?  เจ้าเข้าใจหลักธรรมเหล่านี้หรือไม่?  เจ้ายึดปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านี้ดีเพียงใด?  ขณะยึดปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านี้ เจ้าได้รับอิทธิพลและถูกขัดขวางโดยความคิดและทัศนะใด และอุปนิสัยเสื่อมทรามอันใดที่ถูกเปิดเผย?  เจ้าควรคิดทบทวนตนเองเช่นนี้  เจ้าสามารถมองเห็นแก่นแท้ของคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีอย่างชัดเจนในหัวใจของเจ้าได้มากเพียงใดกันแน่?  วัฒนธรรมตามประเพณียังคงมีที่ทางอยู่ในหัวใจของเจ้าหรือไม่?  เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ผู้คนต้องแก้ไข  เมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการแก้ไข และเจ้าสามารถเชื่อฟังความจริงและยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์และโดยไร้ข้อต่อรอง เมื่อนั้นสิ่งที่เจ้าปฏิบัติก็จะสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงอย่างครบบริบูรณ์  เจ้าจะไม่ถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามตีกรอบ หรือถูกแนวคิดและทัศนะทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีพันธนาการอีกต่อไป และจะสามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติและประพฤติตนตามหลักธรรมความจริงได้อย่างถูกต้องแม่นยำ  เหล่านี้คือหลักธรรมที่ควรจะบ่งบอกถึงการวางตัวและการกระทำของผู้เชื่อ  เมื่อเจ้าสามารถปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ยึดตามพระวจนะของพระเจ้า และปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง เจ้าก็จะไม่เพียงแค่เป็นคนที่มีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมอันดีงามเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่สามารถดำเนินตามทางแห่งพระเจ้าอีกด้วย  เมื่อเจ้าปฏิบัติหลักธรรมและความจริงของการวางตัว เจ้าไม่เพียงแค่มีมาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังมีหลักธรรมความจริงอยู่ในการวางตัวของเจ้าอีกด้วย  การยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงกับการยึดปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมต่างกันหรือไม่?  (ต่างกัน)  ต่างกันอย่างไร?  การยึดปฏิบัติตามข้อพึงประสงค์สำหรับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเป็นเพียงการปฏิบัติและการสำแดงทางพฤติกรรมเท่านั้น ส่วนการยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงก็ดูจากภายนอกแล้วเหมือนเป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่งเช่นกัน แต่การปฏิบัตินี้ยึดตามหลักธรรมความจริง  จากมุมมองนี้ การยึดตามหลักธรรมความจริงสัมพันธ์กับการวางตัวและเส้นทางที่ผู้คนเดิน  นี่ก็หมายความว่าหากเจ้าปฏิบัติความจริงและยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงในพระวจนะของพระเจ้า นั่นก็คือการเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง ส่วนการปฏิบัติตามข้อพึงประสงค์ของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีเป็นเพียงแค่การแสดงพฤติกรรม เหมือนกับการเชื่อฟังกฎเกณฑ์ไม่มีผิด  เรื่องนี้ไม่เกี่ยวพันกับหลักธรรมความจริงและไม่สัมพันธ์กับเส้นทางที่ผู้คนเดิน  เจ้าเข้าใจสิ่งที่เรากำลังพูดหรือไม่?  (เข้าใจ)  นี่คือตัวอย่างหนึ่ง  ตัวอย่างเช่น คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “จงพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเพื่อผู้อื่น” พึงประสงค์ให้ผู้คน “ละทิ้งอัตตาและทำตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าให้เป็นจริง” ทุกเมื่อและในทุกสถานการณ์  ในหมู่ผู้ไม่เชื่อ นี่เป็นรูปแบบที่เรียกว่าการมีความสูงศักดิ์ในบุคลิกลักษณะและมั่นคงในความสัตย์สุจริต  “จงละทิ้งอัตตาและทำตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าให้เป็นจริง”—ช่างเป็นวาทศิลป์ที่เลิศหรูนัก!  น่าเสียดายที่คำกล่าวนี้เพียงฟังคล้ายลักษณะแนวที่สูงศักดิ์ในบุคลิกลักษณะและมั่นคงในความสัตย์สุจริตเท่านั้น แต่ไม่ใช่หลักธรรมความจริงที่ผู้คนควรจะยึดปฏิบัติตาม  ข้อเท็จจริงก็คือจุดมุ่งหมายท้ายสุดของคำกล่าวที่ว่า “จงละทิ้งอัตตาและทำตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าให้เป็นจริง” และการทำให้ผู้คนพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเองเพื่อผู้อื่นนั้น แท้จริงแล้วก็เพื่อให้แน่ใจว่าผู้อื่นรับใช้พวกเขา  จากมุมมองของจุดมุ่งหมายและความตั้งใจของผู้คน คำกล่าวนี้แฝงไว้ด้วยปรัชญาแบบซาตานและมีความคล้ายคลึงกับลักษณะการทำธุรกรรมซื้อขาย  จากเรื่องนี้เจ้าสามารถกำหนดพิจารณาได้ไหมว่ามีหลักธรรมความจริงในคำกล่าวที่ว่า “จงละทิ้งอัตตาและทำตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าให้เป็นจริง” หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่มี!  นี่ไม่ใช่หลักธรรมของการวางตัวเลย แต่เป็นปรัชญาแบบซาตานอย่างถ่องแท้ เพราะจุดมุ่งหมายของผู้คนในการละทิ้งอัตตาก็เพื่อทำตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าของตนให้เป็นจริง  ไม่ว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะสูงศักดิ์หรือหยาบช้า ก็เป็นเพียงกฎเกณฑ์ที่พันธนาการผู้คน  กฎเกณฑ์นี้ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่วิปริตผิดแผกและไร้สาระในแก่นแท้  ไม่ว่าอะไรจะตกแก่เจ้า ก็เพียงแค่พึงประสงค์ให้ผู้คนพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเพื่อผู้อื่นเท่านั้น  ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ หรือเจ้าสามารถทำได้หรือไม่ และไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นเช่นไร ก็เพียงแค่ต้องการให้เจ้าพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเพื่อผู้อื่น  หากเจ้า “ละทิ้งอัตตา” ไม่ได้ เช่นนั้นแล้ววลีที่ว่า “ทำตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าให้เป็นจริง” ก็มีไว้เพื่อทดลองเจ้า เพื่อที่ว่าต่อให้เจ้าไม่สามารถพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเองเพื่อผู้อื่นได้ แต่ยังคงไม่อยากปล่อยมือ  ผู้คนถูกล่อหลอกด้วยความคิดที่ว่า “ทำตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าให้เป็นจริง”  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเช่นนี้ จึงยากที่จะเลือก  ดังนั้นการพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเองเพื่อผู้อื่นคือหลักธรรมของการวางตัวหรือไม่?  สามารถสัมฤทธิ์จุดจบที่เป็นบวกได้หรือไม่?  ทุกคนปกปิดตนเองเป็นอย่างดีจริงๆ และแสดงให้เห็นความสูงศักดิ์ ศักดิ์ศรีและบุคลิกลักษณะ แต่สุดท้ายแล้วจุดจบจะเป็นเช่นไรหรือ?  อาจกล่าวได้เพียงว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจากเรื่องนี้ เพราะการทำเช่นนี้สามารถได้รับความซาบซึ้งใจจากผู้อื่นเท่านั้น แต่จะไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระผู้สร้าง  เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  นี่เป็นผลลัพธ์จากการที่ทุกคนยึดปฏิบัติตามคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีและทำตามปรัชญาแบบซาตานหรือไม่?  หากทุกคนยอมรับพระวจนะของพระเจ้า ยอมรับแนวคิดและทัศนะที่ถูกต้อง ยึดมั่นในหลักธรรมความจริง และไล่ตามเสาะหาทิศทางในชีวิตที่พระเจ้าทรงชี้นำ เช่นนั้นแล้วการให้ผู้คนเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตก็จะง่าย  การปฏิบัติในหนทางนี้ดีกว่าการพลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเองเพื่อผู้อื่นหรือไม่?  การปฏิบัติในหนทางนี้คือการยึดตามหลักธรรมความจริงและการดำเนินชีวิตในความสว่างตามพระวจนะของพระเจ้า มากกว่าการติดตามซาตานบนเส้นทางแห่งความหน้าซื่อใจคด  โดยการละทิ้งปรัชญาของซาตาน ตลอดจนแนวคิดสารพัดทั้งหมดที่คำกล่าวว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีสื่อให้รู้ และโดยการยอมรับความจริงและดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงสามารถดำเนินชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่จริงแท้และได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า

จากสิ่งที่พวกเราได้สามัคคีธรรมไปแล้วข้างต้น พวกเจ้าได้ข้อสรุปใดเกี่ยวกับแก่นแท้ของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมบ้างหรือไม่?  คำกล่าวต่างๆ ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้เป็นเพียงข้อบังคับและกติกาที่จำกัดความคิด ทัศนะ และพฤติกรรมภายนอกของผู้คนทั้งสิ้น ไม่ใช่หลักธรรมหรือหลักเกณฑ์ในการวางตัวแต่อย่างใด และไม่ใช่หลักธรรมที่ผู้คนควรยึดปฏิบัติตามยามเผชิญหน้าผู้คน เรื่องราว และสิ่งต่างๆ ทุกประเภท  ดังนั้นผู้คนควรยึดปฏิบัติตามหลักธรรมใด?  พวกเราควรสามัคคีธรรมเรื่องนี้มิใช่หรือ?  บางคนพูดว่า “มีความแตกต่างอะไรระหว่างหลักธรรมความจริงที่ผู้คนควรยึดปฏิบัติกับข้อบังคับและกติกาของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านั้น?”  จงบอกเราเถิดว่ามีความแตกต่างบ้างหรือไม่?  (มี)  มีความแตกต่างในด้านใด?  คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเป็นเพียงข้อบังคับและกติกาที่ตีกรอบความคิด ทัศนะ และพฤติกรรมของผู้คน  ส่วนเรื่องต่างๆ ทั้งหมดที่บังเกิดแก่ผู้คน คำกล่าวเหล่านั้นได้วางข้อกำหนดไว้ให้ ซึ่งจำกัดพฤติกรรมและมัดมือมัดเท้าของพวกเขา บังคับให้พวกเขาทำนี่ทำนั่น แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาแสวงหาหลักธรรมที่ถูกต้องและหนทางที่เหมาะสมในการจัดการผู้คน เรื่องราว และสิ่งต่างๆ  แต่ทว่าหลักธรรมความจริงนั้นแตกต่าง  ข้อกำหนดหลากหลายแง่มุมที่พระวจนะของพระเจ้าวางให้ผู้คนไม่ใช่กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือกติกา และยิ่งไม่ใช่คำกล่าวนานัปการที่จำกัดการคิดอ่านและพฤติกรรมของพวกเขา  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ข้อกำหนดเหล่านี้กลับบอกผู้คนถึงหลักธรรมความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจและยึดปฏิบัติในสภาพแวดล้อมทุกประเภทและเมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งบังเกิดแก่พวกเขา  ดังนั้นแท้จริงแล้วหลักธรรมเหล่านี้คืออะไร?  เหตุใดเราจึงพูดว่าพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริงหรือหลักธรรมความจริง?  เพราะข้อกำหนดต่างๆ ที่พระวจนะของพระเจ้าวางให้ผู้คนล้วนบรรลุได้ด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ถึงขนาดกำหนดให้ผู้คนไม่ถูกภาวะอารมณ์ ความอยากได้อยากมี ความมักใหญ่ใฝ่สูง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนครอบงำและควบคุมเมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งบังเกิดแก่พวกเขา แต่กลับให้ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมความจริงอันเป็นหลักธรรมที่ผู้คนสามารถยึดปฏิบัติตามได้  หลักธรรมความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าชี้ให้เห็นทิศทางและจุดหมายที่ถูกต้องที่ผู้คนควรติดตาม ทั้งยังเป็นเส้นทางที่ผู้คนควรเดินอีกด้วย  หลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้าไม่เพียงทำให้มโนธรรมและเหตุผลของผู้คนทำหน้าที่ต่อไปตามปกติเท่านั้น แต่ยังเพิ่มหลักธรรมของความจริงให้กับรากฐานที่เป็นมโนธรรมและเหตุผลของผู้คนอย่างเป็นธรรมชาติด้วย  เหล่านี้คือมาตรฐานของความจริงซึ่งผู้คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลสามารถทำได้  เมื่อผู้คนยึดปฏิบัติตามหลักธรรมเหล่านี้ในพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่พวกเขาได้รับไม่ใช่การเสริมสร้างศีลธรรมและความซื่อตรงของตน หรือการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตน  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตแล้ว  เมื่อคนคนหนึ่งเชื่อฟังหลักธรรมความจริงเหล่านี้ในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่เพียงมีมโนธรรมและเหตุผลเหมือนคนปกติเท่านั้น แต่บนรากฐานของการมีมโนธรรมและเหตุผล พวกเขายังเข้าใจหลักธรรมความจริงมากขึ้นว่าพวกเขาควรวางตัวอย่างไรอีกด้วย  พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขาเข้าใจหลักการวางตัว รู้ว่าควรใช้หลักธรรมความจริงข้อใดเวลามองผู้คนและสิ่งต่างๆ เวลาวางตัวและกระทำการ และไม่ถูกภาวะอารมณ์ ความอยากได้อยากมี ความมักใหญ่ใฝ่สูง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนควบคุมและครอบงำอีกต่อไป  ในหนทางนี้พวกเขาจึงดำเนินชีวิตตามสภาพเสมือนบุคคลที่ปกติอย่างบริบูรณ์  โดยรากฐานแล้ว หลักธรรมความจริงที่พระเจ้าทรงชี้แจงไว้เหล่านี้แก้ปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ควบคุมผู้คนและกีดกันไม่ให้พวกเขาถอนตัวจากบาป เพื่อให้ผู้คนไม่ใช้ชีวิตแบบเดิมที่ถูกภาวะอารมณ์ ความอยากได้อยากมี ความมักใหญ่ใฝ่สูง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามควบคุมอีกต่อไป  แล้วทั้งหมดนี้มีอะไรมาแทนที่?  ย่อมเป็นหลักเกณฑ์แห่งพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมความจริง ซึ่งกลายเป็นชีวิตของคนเรา  กล่าวโดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้คนเริ่มยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงที่มวลมนุษย์ควรยึดปฏิบัติ พวกเขาก็ไม่ดำเนินชีวิตอยู่ในความเดือดร้อนต่างๆ ของเนื้อหนังอีกต่อไป  พูดให้แน่ชัดลงไปก็คือผู้คนไม่ดำเนินชีวิตภายใต้การหลอกลวง การหลอกใช้ และการควบคุมของซาตานอีกต่อไป  กล่าวอย่างเจาะจงลงไปก็คือ พวกเขาไม่ได้ดำเนินชีวิตภายใต้พันธนาการและการควบคุมของแนวคิด ทัศนะ และปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนที่ซาตานปลูกฝังเอาไว้ในตัวผู้คนอีกต่อไป  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับดำเนินชีวิตที่ไม่เพียงมีศักดิ์ศรีและซื่อตรงเท่านั้น แต่ยังมีอิสระและมีสภาพเสมือนผู้คนอีกด้วย ซึ่งเป็นสภาพเสมือนสิ่งมีชีวิตทรงสร้างภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้างโดยแท้  นี่คือความแตกต่างที่สำคัญยิ่งระหว่างพระวจนะและความจริงของพระเจ้า กับคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมดั้งเดิม

หัวข้อของการสามัคคีธรรมในวันนี้ค่อนข้างลุ่มลึก  หลังจากฟังแล้ว พวกเจ้าควรไตร่ตรองสักพักหนึ่ง ปล่อยให้เรื่องซึมซาบเข้าไป และดูว่าเจ้าเข้าใจสิ่งที่พูดไปนี้หรือไม่  จากการสามัคคีธรรมครั้งนี้ พวกเจ้าเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมกับความจริงอย่างถ่องแท้หรือไม่?  จงบอกเราด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายที่สุดว่าอะไรคือแก่นแท้ของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม?  (คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเป็นเพียงข้อบังคับและกติกาที่ตีกรอบความคิดและพฤติกรรมของผู้คน ไม่ใช่หลักธรรมและหลักเกณฑ์ของการวางตัว)  พูดได้ดี  มีเรื่องเล่าในวัฒนธรรมดั้งเดิมเกี่ยวกับข่งหรง[ก]ที่ยอมยกลูกแพร์ที่ใหญ่กว่าให้  พวกเจ้าคิดอย่างไร?  คนที่เป็นเหมือนข่งหรงไม่ได้ย่อมไม่ใช่คนดีกระนั้นหรือ?  ผู้คนเคยคิดว่าใครก็ตามที่เป็นเหมือนข่งหรงได้ย่อมมีลักษณะนิสัยที่สูงส่งและมั่นคงในความซื่อตรง เห็นแก่ผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงตัวเอง—เป็นคนดี  ข่งหรงในเรื่องเล่าซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์นี้ใช่บุคคลต้นแบบที่ทุกคนพากันเอาอย่างหรือไม่?  คนแบบนี้มีที่ทางในหัวใจของผู้คนบ้างหรือไม่?  (มี)  ไม่ใช่ชื่อของเขา แต่เป็นความคิดและการปฏิบัติ ศีลธรรมและพฤติกรรมของเขาที่ครองที่ทางในหัวใจของผู้คน  ผู้คนนับถือและเห็นชอบกับการปฏิบัติเช่นนี้ และพวกเขาเลื่อมใสในการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของข่งหรงอยู่ในใจ  เพราะฉะนั้นหากเจ้าเห็นคนที่พลีอุทิศผลประโยชน์ของตนเองเพื่อผู้อื่นไม่ได้ ไม่ใช่คนประเภทที่ยอมสละลูกแพร์ที่ใหญ่กว่าเหมือนที่ข่งหรงทำ เจ้าย่อมจะนึกรำคาญพวกเขาอยู่ภายใน และคิดไม่ดีกับพวกเขา  ดังนั้นความรำคาญและความคิดเห็นที่ไม่ดีของเจ้ามีเหตุอันสมควรหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้ต้องอิงหลักการบางอย่าง  แรกสุดเลยเจ้าคิดว่า “ข่งหรงยังเด็กมาก แต่เขาก็สามารถสละลูกแพร์ที่ใหญ่กว่าได้ ส่วนคุณนั้นโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แต่กลับเห็นแก่ตัวแบบนี้” และเจ้าก็คิดไม่ดีกับพวกเขาอยู่ในใจ  ดังนั้นความเห็นที่ไม่ดีและความรำคาญของเจ้ามาจากเรื่องเล่าของข่งหรงที่ยอมสละลูกแพร์ที่ใหญ่กว่าใช่หรือไม่?  (ใช่)  ถูกต้องหรือไม่ที่จะมองผู้คนตามหลักการนี้?  (ไม่ถูกต้อง)  เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง?  เพราะหลักการที่เจ้าใช้มองผู้คนและสิ่งต่างๆ มีที่มาที่ไม่ถูกต้อง และเพราะจุดเริ่มต้นของเจ้านั้นผิดอย่างสิ้นเชิง  จุดเริ่มต้นของเจ้าคือการเอาเรื่องที่ข่งหรงสละลูกแพร์ที่ใหญ่กว่ามาเป็นมาตรฐานสำหรับประเมินผู้คนและสิ่งต่างๆ แต่แนวทางและวิธีการประเมินนี้ผิด  ผิดอย่างไร?  ผิดที่เจ้าเชื่อว่าแนวคิดเบื้องหลังเรื่องเล่าของข่งหรงนั้นถูกต้อง และเจ้าเห็นเป็นมุมมองเชิงบวกทางอุดมคติสำหรับประเมินผู้คนและสิ่งต่างๆ  เมื่อเจ้าประเมินในหนทางนี้ ผลลัพธ์ที่เจ้าจะได้ในที่สุดก็คือผู้คนส่วนใหญ่ย่อมไม่ใช่คนดี  ผลของการประเมินแบบนี้แม่นยำหรือไม่?  (ไม่แม่นยำ)  เหตุใดจึงไม่แม่นยำ?  เพราะมาตรฐานการประเมินของเจ้าผิด  ถ้าคนเราใช้วิธีการและหลักธรรมที่พระเจ้ามอบไว้ คนเราควรประเมินคนแบบนี้อย่างไร?  ด้วยการพิจารณาว่าคนคนนั้นค้ำจุนผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ พวกเขาอยู่ข้างพระเจ้าหรือไม่ พวกเขามีหัวใจที่เคารพพระเจ้าหรือไม่ และพวกเขาแสวงหาหลักธรรมความจริงในสิ่งที่ตนทำหรือไม่ กล่าวคือ มีเพียงการประเมินตามแง่มุมเหล่านี้เท่านั้นที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด  เมื่อใดก็ตามที่บางสิ่งบังเกิดแก่คนคนนี้ หากพวกเขาอธิษฐาน แสวงหา และหารือเรื่องนี้กับทุกคน และ—แม้ว่าบางครั้งพวกเขาจะไม่สามารถคำนึงถึงผู้อื่นและเห็นแก่ตัวบ้างนิดหน่อย—หากสิ่งที่พวกเขาทำนั้นโดยพื้นฐานแล้วดีพอเมื่อประเมินด้วยแง่มุมต่างๆ ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือคนที่ยอมรับความจริงได้ เป็นคนที่ชอบธรรม  ดังนั้นข้อสรุปนี้อิงตามหลักอะไร?  (อิงตามพระวจนะและข้อกำหนดของพระเจ้า)  เพราะฉะนั้นข้อสรุปนี้ถูกต้องแม่นยำหรือไม่?  ข้อสรุปนี้แม่นยำกว่าการที่เจ้าประเมินโดยใช้มุมมองเชิงอุดมคติของข่งหรงที่ยอมสละลูกแพร์ที่ใหญ่กว่าอย่างมาก  มุมมองเชิงอุดมคติในเรื่องเล่าของข่งหรงประเมินพฤติกรรมและการปฏิบัติชั่วครั้งชั่วคราวของผู้คน แต่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนประเมินแก่นแท้ของคนคนนี้ ประเมินว่าแท้จริงแล้วท่าทีที่คนคนนี้มีต่อความจริงและข้อกำหนดของพระเจ้าเป็นอย่างไร  เจ้าใช้คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมมาประเมินพฤติกรรมชั่วแล่นของคน หรือประเมินการกระทำหรือการเปิดเผยชั่วแล่นของพวกเขาในเหตุการณ์หนึ่งๆ  หากเจ้าใช้คำกล่าวเหล่านี้มาประเมินคุณสมบัติที่คนคนหนึ่งมีตามธรรมชาติ ก็จะไม่แม่นยำ เพราะการประเมินคุณสมบัติตามธรรมชาติของคนโดยใช้คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมคือการประเมินสิ่งเหล่านั้นโดยใช้หลักธรรมที่ผิด และผลลัพธ์ที่เจ้าได้มาย่อมจะไม่แม่นยำ  ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมภายนอกของพวกเขา แต่อยู่ที่แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  เพราะฉะนั้นโดยรากฐานแล้วการประเมินผู้คนโดยใช้คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมจึงผิด  มีเพียงการประเมินผู้คนโดยใช้หลักธรรมความจริงเท่านั้นที่แม่นยำ  เจ้าเข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือไม่?

แก่นแท้ของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมก็คือ คำกล่าวเหล่านี้เป็นข้อบังคับและกติกาที่ตีกรอบพฤติกรรมและความคิดของผู้คน  ในระดับหนึ่ง คำกล่าวเหล่านี้จำกัดและควบคุมการคิดอ่านของผู้คน ตีกรอบการแสดงออกทางความคิดที่ถูกต้องบางอย่างและข้อกำหนดตามปกติของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  แน่นอนว่าอาจกล่าวได้เช่นกันว่าในขอบข่ายหนึ่ง คำกล่าวเหล่านี้ละเมิดกฎบางข้อแห่งการอยู่รอดของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ลิดรอนสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมี รวมทั้งสิทธิมนุษยชนจากผู้คนที่ปกติอีกด้วย  ตัวอย่างเช่น คำกล่าวดั้งเดิมที่ว่า “สตรีต้องมีคุณธรรม มีเมตตา อ่อนโยน และมีศีลธรรม” นั้นแทรกแซงและทำลายสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงอย่างรุนแรง  คำกล่าวนี้ทำให้ผู้หญิงมีบทบาทเช่นไรในสังคมมนุษย์โดยรวม?  บทบาทของผู้หญิงคือการตกเป็นทาส  เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  จากมุมมองนี้ ข้อบังคับและกติกาของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ได้ทำลายความคิดของมนุษย์ ริบเอาสิ่งต่างๆ ที่สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติจำเป็นต้องมี และในเวลาเดียวกันก็จำกัดขอบเขตการแสดงความคิดต่างๆ ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  โดยรากฐานแล้วคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นตามสิ่งที่ผู้คนปกติจำเป็นต้องมี หรือตามมาตรฐานที่ผู้คนปกติสามารถทำได้ แต่ล้วนประดิษฐ์ขึ้นตามความคิดฝันและความอยากอันมักใหญ่ใฝ่สูงของผู้คน  คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ไม่เพียงตีกรอบและจำกัดขอบเขตความคิดของผู้คน และตีกรอบพฤติกรรมของผู้คนเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้คนเคารพบูชาและไล่ตามสิ่งที่เทียมเท็จและมีอยู่แต่ในจินตนาการอีกด้วย  แต่ผู้คนไม่สามารถบรรลุสิ่งเหล่านี้ได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงใช้การเสแสร้งมาอำพรางและปิดบังตนเองเพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่สูงส่งและน่าเคารพ ชีวิตที่ดูมีศักดิ์ศรีมาก  แต่ข้อเท็จจริงก็คือการดำเนินชีวิตภายใต้แนวคิดและทัศนะด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ย่อมหมายความว่าความคิดอ่านของมนุษยชาติถูกทำให้บิดเบี้ยวและถูกจำกัดขอบเขต ผู้คนดำเนินชีวิตกันอย่างไม่ปกติและผิดประหลาดภายใต้การกำกับของแนวคิดและมุมมองที่ผิดพลาดเหล่านี้ ใช่หรือไม่?  (ใช่)  ผู้คนไม่ต้องการมีชีวิตแบบนี้ และไม่ต้องการทำแบบนี้ แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากข้อจำกัดที่เป็นโซ่ตรวนทางอุดมคติเหล่านี้ได้  ทั้งหมดที่พวกเขาทำได้ก็คือดำเนินชีวิตอย่างไม่เต็มใจและไม่สมัครใจภายใต้อิทธิพลและการจำกัดขอบเขตของแนวคิดและทัศนะเหล่านี้  ขณะเดียวกันเพราะความกดดันจากมติมหาชน และเพราะแนวคิดและทัศนะเหล่านี้ในหัวใจของผู้คน พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยืดเวลาของการดำรงอยู่อย่างต่ำต้อยในโลกนี้ออกไป โดยสวมหน้ากากของความหน้าซื่อใจคดอันแล้วอันเล่า  นี่คือผลสืบเนื่องของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมสำหรับมวลมนุษย์  พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้แล้วหรือยัง?  (เข้าใจแล้ว)  ยิ่งพวกเราสามัคคีธรรมและวิเคราะห์คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้มากเพียงใด ผู้คนก็ยิ่งมองเห็นคำกล่าวเหล่านี้ได้ชัดเจนมากขึ้นเพียงนั้น และพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเพียงนั้นด้วยว่าคำกล่าวต่างๆ เหล่านี้ในวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก  คำกล่าวเหล่านี้ชักนำให้มนุษย์หลงผิดและทำร้ายพวกเขามาหลายพันปีแล้ว ถึงขนาดที่ว่าแม้หลังจากที่ผู้คนได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าและมาเข้าใจความจริงแล้ว พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถขจัดอิทธิพลของแนวคิดและทัศนะทั้งหลายจากวัฒนธรรมดั้งเดิมได้ และถึงกับอยากทำตามคำกล่าวเหล่านี้ได้ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เป็นบวก  ผู้คนมากมายถึงกับใช้สิ่งเหล่านี้แทนที่ความจริงและปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ในฐานะความจริง  ผ่านทางการสามัคคีธรรมในวันนี้ พวกเจ้าได้รับความเข้าใจที่ดีขึ้นและแม่นยำขึ้นเกี่ยวกับคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ในวัฒนธรรมดั้งเดิมบ้างหรือไม่?  (ได้รับ)  ในเมื่อเจ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้บ้างแล้ว พวกเราก็มาสามัคคีธรรมถึงคำกล่าวอื่นๆ ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมกันต่อไปเถิด

ถัดไปพวกเราจะสามัคคีธรรมกันถึงคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “เมตตาให้น้ำหนึ่งหยดควรตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู”  ดังที่พวกเจ้าก็บอกได้ คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้แต่ละคำช่างเกินจริงและใหญ่โตเหลือเกิน ราวกับว่าเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของผู้กล้าและคุณสมบัติของผู้ยิ่งใหญ่ และไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยคนที่ดูธรรมดาหรือคนทั่วไป  “เมตตาให้น้ำหนึ่งหยดควรตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู”—นี่ย่อมต้องใช้จิตใจที่กว้างใหญ่ไพศาล!  เจ้าจำเป็นต้องมีบุคลิกภาพที่ใจดี เมตตากรุณา และยิ่งใหญ่เพียงใดจึงจะทำเช่นนี้ได้!  “น้ำหนึ่งหยด” สัมพันธ์กับ “น้ำพุอันพรั่งพรู” แต่ในเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์นี้ก็ทำให้เข้าใจไปว่ามีช่องว่างที่ไม่อาจประมาณได้และความแตกต่างอันมหาศาลระหว่างสองสิ่งนี้  นี่หมายความว่าเจ้าต้องตอบแทนแม้แต่ความใจดีมีเมตตาที่ให้น้ำหนึ่งหยด แต่ด้วยอะไร?  ควรตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู ด้วยการกระทำหรือพฤติกรรมมากมายหลายครั้งหรือด้วยความจริงใจและความเต็มใจที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แทนที่จะลืม  นี่คือปริมาณที่ต้องใช้เพื่อตอบแทนความใจดีมีเมตตาที่ให้น้ำหนึ่งหยด และหากเจ้าตอบแทนด้วยสิ่งใดที่น้อยกว่านี้ เจ้าก็ไม่มีมโนธรรม  ตามตรรกะนี้ คนที่แสดงความใจดีมีเมตตาก็คือคนที่ได้ประโยชน์อย่างไม่ยุติธรรมในที่สุดด้วยมิใช่หรือ?  แน่นอนว่าผู้มีบุญคุณคนนี้ได้กำไรงามจากความใจดีมีเมตตาของตน!  พวกเขาแสดงความใจดีมีเมตตาโดยการให้น้ำหนึ่งหยดและได้รับน้ำพุอันพรั่งพรูเป็นการตอบแทน นี่คือข้อตกลงที่สร้างกำไรอย่างมากและเป็นหนทางที่จะได้ประโยชน์อย่างงามบนความลำบากของผู้อื่น  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  ในชีวิตนี้ ทุกคนย่อมจะยอมรับความใจดีมีเมตตาของการให้น้ำหนึ่งหยด  หากพวกเขาทั้งหมดต้องตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู ก็คงต้องตอบแทนกันตลอดชีวิต ทิ้งให้พวกเขาไม่สามารถลุล่วงความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัวและสังคมของตนแต่อย่างใด และยิ่งไม่สามารถพิจารณาเส้นทางชีวิตของตน  หากเจ้าชื่นชมความใจดีมีเมตตาจากน้ำหนึ่งหยด แต่ล้มเหลวที่จะตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู เจ้าก็จะถูกสังคมและมโนธรรมของเจ้ากล่าวโทษ และย่อมจะมองตนเองเป็นกบฏ เป็นคนเลว คนเนรคุณ และไม่ใช่มนุษย์  แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากใครบางคนสามารถตอบแทนความใจดีมีเมตตานั้นด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู?  เขาจะพูดว่า “ไม่มีใครมีมโนธรรมมากไปกว่าฉัน เพราะฉันสามารถตอบแทนการเมตตาให้น้ำหนึ่งหยดด้วยน้ำพุอันพรั่งพรูได้  ในหนทางนี้ คนที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือฉันและแสดงความใจดีมีเมตตาต่อฉันย่อมจะเห็นได้ว่าฉันเป็นคนแบบไหน และพวกเขาทำพลาดที่มาช่วยเหลือฉันหรือไม่ และคุ้มค่ากันแล้วหรือไม่ที่พวกเขามาช่วยเหลือฉัน  แบบนี้พวกเขาจะไม่มีวันลืม และพวกเขาจะรู้สึกกระดากใจด้วยซ้ำ  ยิ่งไปกว่านั้น ฉันจะจ่ายคืนพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ  ในเมื่อฉันตอบแทนการเมตตาให้น้ำหนึ่งหยดด้วยน้ำพุอันพรั่งพรูได้ ฉันก็เป็นคนที่มีลักษณะนิสัยอันสูงส่งมิใช่หรือ?  ฉันคือสุภาพบุรุษมิใช่หรือ?  ฉันคือคนที่ดีเลิศมิใช่หรือ?  ฉันไม่ควรค่าแก่การเลื่อมใสหรอกหรือ?”  ทุกคนสรรเสริญและปรบมือให้เขา และนี่ก็ปลุกเร้าความรู้สึกของเขาอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ในเมื่อพวกคุณยกย่องฉันว่าเป็นคนใจดี มีลักษณะนิสัยอันสูงส่ง เป็นแบบอย่างในหมู่มนุษย์ และเป็นแบบฉบับทางด้านศีลธรรมของมนุษยชาติ เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่ฉันตายไป พวกคุณก็ควรสร้างอนุสาวรีย์ให้ฉันและเขียนคำจารึกไว้ให้ฉันว่า ‘บุคคลผู้นี้คือแบบฉบับของคติที่ว่า “เมตตาให้น้ำหนึ่งหยดควรตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู” และเรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างทางด้านศีลธรรมของมนุษยชาติ’”  แต่แม้หลังจากสร้างอนุสาวรีย์แล้ว เขาก็คิดว่าคนเหล่านั้นควรปั้นดินเหนียวเป็นรูปเขาไปตั้งไว้ในวิหาร จากนั้นก็จารึกชื่ออันทรงเกียรติของเขาไว้ที่รูปปั้นว่า “สถานบูชาพระเจ้านั้นๆ” และตั้งแท่นเครื่องหอมไว้บูชาอยู่ใต้รูป ที่ซึ่งทุกคนต้องถวายเครื่องหอมให้เขา จะได้มีการเผาเครื่องหอมให้เขาอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ผู้คนก็ต้องมีรูปปั้นขนาดเล็กของเขาตามบ้านของตน เผาเครื่องหอมและก้มกราบเขาวันละสามครั้ง สั่งสอนบุตรธิดาและหลานๆ ของตน รวมทั้งรุ่นต่อๆ ไปให้เป็นเหมือนเขาไม่มีผิด บอกบุตรธิดาของตนว่าต้องสมรสกับคนที่เหมือนเขา คนที่สามารถตอบแทนการเมตตาให้น้ำหนึ่งหยดด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู—เป็นแบบฉบับและต้นแบบทางด้านศีลธรรมของมนุษยชาติ  แนวทางการศึกษาแบบดั้งเดิมของชาวจีนคือการสอนบุตรธิดาของตนให้เป็นคนดี เน้นการรับรู้ความใจดีมีเมตตาและการพยายามตอบแทน  หากเจ้าได้รับความใจดีมีเมตตาเป็นน้ำหนึ่งหยด เจ้าก็ต้องตอบแทนด้วยการทำงานหนักไปตลอดชีวิต กล่าวคือด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู  เมื่อบุตรธิดาเติบโต พวกเขาก็จะสอนรุ่นต่อๆ ไปในหนทางเดียวกัน และก็เป็นเช่นนั้นต่อไป ส่งต่อจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นถัดไป  เมื่อคนที่ทำเช่นนี้สามารถตอบแทนการเมตตาให้น้ำหนึ่งหยดด้วยน้ำพุอันพรั่งพรูได้ เมื่อนั้นเขาก็สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายสูงสุดของเขาแล้วเช่นกัน  เขาสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายอะไร?  สัมฤทธิ์การที่สังคมและผู้คนทางโลกตระหนักรู้และยอมรับเขา  แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องรอง  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ผู้คนแขวนภาพเหมือนของเขาไว้บนผนังและถวายเครื่องบูชาแก่รูปปั้นของเขา การที่เขาสามารถสุขสำราญกับเครื่องหอมของโลกนี้ที่เผาไหม้จากรุ่นสู่รุ่น และการที่จิตวิญญาณและแนวคิดของเขาสามารถถูกส่งต่อไปในโลกและได้รับการยกย่องจากคนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต  ในที่สุดหลังจากที่มัวเมาอยู่กับเครื่องหอมที่เผาไหม้ของโลกนี้แล้ว เขากลายเป็นอะไร?  เขากลายเป็นกษัตริย์มาร และสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนในที่สุด  นี่คือผลสุดท้ายของการที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม  ในตอนเริ่มแรก ผู้คนเพียงแค่ยอมรับแนวคิดอย่างหนึ่งด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น ความเมตตากรุณา ความชอบธรรม ความเหมาะควร ปัญญา และความน่าเชื่อถือ  ต่อมาพวกเขาก็ยอมทำตามข้อกำหนดของแนวคิดนี้ เป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นโดยนำแนวคิดนี้และข้อกำหนดนี้ไปปฏิบัติและยึดปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของการเป็นต้นแบบและแบบฉบับทางด้านศีลธรรมสำหรับมนุษยชาติที่เหลือ  จากนั้นหลังจากที่พวกเขาตายไป พวกเขาก็เหลือกิตติศัพท์อันดีไว้เบื้องหลังซึ่งเล่าขานกันผ่านรุ่นต่างๆ  ในที่สุดพวกเขาก็ได้สิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งก็คือการสูดเครื่องหอมที่เผาไหม้ของโลกนี้นานหลายปีและกลายเป็นกษัตริย์ของพวกปีศาจ  นี่ใช่เรื่องดีหรือไม่?  (ไม่ใช่)  เหตุใดเจ้าจึงบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี?  นี่คือจุดหมายสูงสุดที่ผู้ไม่เชื่ออยากไปให้ถึงในชีวิต  พวกเขาเห็นชอบกับแนวคิดด้านการประพฤติปฏิบัติอย่างหนึ่งทางศีลธรรม แล้วก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จัดการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางศีลธรรมเหล่านี้จนในที่สุดพวกเขาก็ไปถึงจุดที่ทุกคนสรรเสริญว่าเป็นคนดี ใจดี เป็นคนที่โดดเด่น และมีลักษณะนิสัยอันสูงส่ง  มนุษยชาติทั้งปวงพากันเล่าลือถึงพฤติกรรมและการกระทำของพวกเขา และผู้คนรุ่นต่างๆ ก็ศึกษาและเคารพพฤติกรรมและการกระทำของพวกเขา จนในที่สุดคนคนนั้นก็กลายเป็นบุคคลต้นแบบสำหรับคนทั้งรุ่น และแน่นอนว่าเป็นกษัตริย์ของพวกปีศาจสำหรับคนทั้งรุ่น  นี่คือเส้นทางที่ผู้คนทางโลกเดินกันมิใช่หรือ?  นี่คือผลลัพธ์ที่ผู้คนทางโลกอยากได้มิใช่หรือ?  นี่มีความเชื่อมโยงกับความจริงหรือไม่?  มีความเชื่อมโยงกับความรอดของพระเจ้าหรือไม่?  ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ทั้งสิ้น  เช่นนี้คือจุดจบที่คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเตรียมไว้ให้ผู้คน  หากบุคคลยอมรับแนวคิดต่างๆ ทั้งหมดในวัฒนธรรมดั้งเดิมและยึดปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ เช่นนั้นแล้วเส้นทางที่พวกเขาเดินก็คือหนทางของปีศาจอย่างไม่ต้องสงสัย  หากเจ้าเริ่มออกเดินไปบนหนทางของปีศาจอย่างถาวร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีความเชื่อมโยงกับพระราชกิจของพระเจ้าที่ช่วยผู้คนให้รอด และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความรอดอย่างสิ้นเชิง  เพราะฉะนั้น บนรากฐานของการเข้าใจความจริง ถ้าเจ้ายังคงถูกแนวคิดของวัฒนธรรมดั้งเดิมจำกัดขอบเขตและครอบงำ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดเหล่านี้ไปพร้อมกัน ยึดปฏิบัติตามกฎของแนวคิดเหล่านี้ และยึดปฏิบัติตามข้อกำหนดและคำกล่าวเหล่านี้ ไม่สามารถละทิ้งหรือปล่อยสิ่งเหล่านี้ไป และไม่สามารถยอมรับข้อกำหนดจากพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะลงเอยด้วยการเดินตามหนทางของปีศาจและกลายเป็นกษัตริย์ของปีศาจ  เจ้าเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่?  ไม่มีทฤษฎีหรือคำกล่าวใดในโลกที่สามารถแทนที่เส้นทางแห่งความรอดที่พระเจ้าทรงมอบให้มวลมนุษย์ แม้กระทั่งมาตรฐานสูงสุดทางศีลธรรมของโลกก็แทนที่ไม่ได้  หากผู้คนต้องการออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องซึ่งก็คือเส้นทางแห่งความรอด เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าก็ด้วยการมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าอย่างว่าง่ายและแน่วแน่ ยอมรับคำกล่าวอ้างและข้อกำหนดต่างๆ ทั้งหมดจากพระองค์ วางตัวและกระทำการโดยมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักเกณฑ์เท่านั้น  มิฉะนั้นแล้วผู้คนจะไม่มีทางออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต และจะทำได้เพียงเดินตามปรัชญาของซาตานไปบนถนนสู่ความพินาศเท่านั้น  บางคนถามว่า “มีหนทางสายกลางไหม?”  ไม่มี เจ้าย่อมเดินตามหนทางของพระเจ้าหรือไม่ก็เดินตามหนทางฝ่ายมารของซาตาน  มีเพียงสองหนทางเท่านั้น  หากเจ้าไม่เดินตามหนทางของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่าเจ้าย่อมยึดปฏิบัติตามแนวคิดต่างๆ ที่ซาตานนำมาให้เจ้าและหนทางต่างๆ ฝ่ายมารที่แนวคิดเหล่านี้ก่อขึ้น  หากเจ้าต้องการประนีประนอมโดยใช้หนทางสายกลางหรือทางสักทางที่เป็นทางที่สาม นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้  ข้อนี้ชัดเจนหรือไม่?  (ชัดเจน)  เราจะไม่สาธยายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำกล่าวที่ว่า “เมตตาให้น้ำหนึ่งหยดควรตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู” เพราะคำกล่าวนี้คล้ายคลึงไม่มากก็น้อยกับคำกล่าวที่ว่า “ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ” ซึ่งพวกเราได้สามัคคีธรรมกันไปก่อนหน้านี้  แก่นแท้ของคำกล่าวทั้งสองนี้เหมือนกันมาก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเสวนาเรื่องนี้ในรายละเอียดอีก

ตอนนี้พวกเรามาพูดคุยกันถึงคำกล่าวถัดไปด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่าจงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น  คำกล่าวนี้ควรที่จะวินิจฉัยได้ง่ายมากมิใช่หรือ?  เมื่อเปรียบเทียบกับข้อกำหนดของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่พวกเราพูดคุยกันไปก่อนหน้านี้ ก็ชัดเจนว่าคำกล่าวนี้คือกฎเกณฑ์ที่ไม่มีความยืดหยุ่น ซึ่งพันธนาการผู้คนไว้เช่นกัน  แม้ว่าเมื่ออยู่บนกระดาษ คำกล่าวนี้จะดูยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ และดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด ทั้งยังดูเป็นหลักธรรมที่เรียบง่ายเรื่องการคบค้าสมาคมกับผู้คน แต่หลักธรรมที่เรียบง่ายนี้ไม่สมเหตุสมผลแต่อย่างใดเมื่อเป็นเรื่องของวิธีการวางตัวหรือวิธีปฏิบัติต่อผู้คน และไม่ช่วยอะไรในการวางตัวหรือการไล่ตามเสาะหาชีวิตของคน  นี่ไม่ใช่หลักธรรมที่ผู้คนควรยึดถือในการประพฤติปฏิบัติและในพฤติกรรมของตน และไม่ใช่หลักธรรมของการไล่ตามเสาะหาทิศทางและจุดหมายที่ถูกต้องในชีวิตของผู้คน  ต่อให้เจ้ายึดปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ ข้อกำหนดนี้ก็ดีแต่ยับยั้งเจ้าไม่ให้ทำสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเวลาคบค้าสมาคมกับผู้คนเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้านั้นมีความรักที่แท้จริงให้ผู้คนหรือช่วยเหลือพวกเขาจริงๆ และยิ่งไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต  โดยความหมายตามตัวอักษรแล้ว “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” หมายความว่าหากเจ้าไม่ชอบบางสิ่งหรือไม่ชอบทำบางสิ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ควรยัดเยียดสิ่งนั้นให้แก่ผู้อื่นเช่นกัน  นี่ดูเหมือนฉลาดและสมเหตุสมผล แต่หากเจ้าใช้ปรัชญาข้อนี้ของซาตานในการรับมือทุกสถานการณ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะทำความผิดพลาดมากมาย  มีแนวโน้มว่าเจ้าจะทำอันตราย ล่อลวง หรือแม้กระทั่งทำร้ายผู้คน  นี่ก็เป็นเช่นเดียวกันกับการที่พ่อแม่บางคนไม่ชอบเรียน แต่กลับชอบให้ลูกๆ ของตนเรียนหนังสือ และพยายามใช้เหตุผลกับพวกเขาอยู่เสมอ กระตุ้นให้พวกเขาเรียนหนัก  หากเจ้าจะนำข้อกำหนดที่ว่านี้มาใช้ในการ “ไม่ยัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” เช่นนั้นแล้วพ่อแม่เหล่านี้ก็ไม่ควรบังคับให้ลูกๆ ของตนเรียนหนังสือเพราะพวกเขาเองก็ไม่สนุกกับการเรียน  ยังมีคนอื่นๆ ที่เชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แม้กระนั้นพวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าการเชื่อในพระเจ้าคือเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต  หากพวกเขาเห็นว่าลูกๆ ของตนไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง พวกเขาก็คอยกำชับให้ลูกๆ เชื่อในพระเจ้า  ถึงแม้พวกเขาเองไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่พวกเขาก็ยังคงต้องการให้ลูกๆ ของตนไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับพร  ในสถานการณ์เช่นนี้ หากพวกเขายึดตามคำกล่าวที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” เช่นนั้นแล้วพ่อแม่เหล่านี้ก็ไม่ควรบังคับให้ลูกๆ ของตนเชื่อในพระเจ้า  นั่นย่อมจะตรงตามปรัชญาข้อนี้ของซาตาน แต่ก็จะทำลายโอกาสที่ลูกๆ ของพวกเขาจะได้รับความรอดไปด้วย  ใครคือคนที่รับผิดชอบผลลัพธ์นี้?  คำกล่าวดั้งเดิมด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ไม่ให้ยัดเยียดสิ่งที่ตัวเจ้าเองไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่นนี้ทำร้ายผู้คนมิใช่หรือ?  ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่าง  พ่อแม่บางคนไม่พอใจการดำเนินชีวิตที่เคร่งครัดต่อหน้าที่และเคารพกฎหมาย  พวกเขาไม่เต็มใจที่จะตรากตรำทำงานอยู่กับผืนดินหรือไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวของตน  แต่พวกเขากลับชอบฉ้อโกง หลอกต้ม หรือพนัน ใช้วิถีทางที่ไม่ชอบธรรมเพื่อสร้างความร่ำรวยที่ทุจริต เพื่อที่พวกเขาจะสามารถมีชีวิตที่หรูหรา สนุกสนานและสุขสำราญกับความยินดีทางเนื้อหนัง  พวกเขาไม่ชอบทำงานที่สุจริตหรือเดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง  นี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่อยากได้ใช่หรือไม่?  พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่านี่ไม่ดี  ในสถานการณ์แบบนี้ พวกเขาควรอบรมสั่งสอนลูกๆ ของตนเองอย่างไร?  ผู้คนที่ปกติจะสอนบุตรธิดาของตนให้เรียนหนักและเชี่ยวชาญทักษะอย่างหนึ่งเพื่อให้พวกเขาสามารถหางานดีๆ ได้ในอนาคต และให้ลูกๆ ของตนเดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง  นี่คือการลุล่วงความรับผิดชอบของคนเราในฐานะพ่อแม่มิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่ถูกต้องแล้ว  แต่หากพวกเขายึดตามคำกล่าวที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะพูดว่า “ลูกเอ๋ย ดูพ่อสิ  พ่อทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ทุกรูปแบบ เช่น กินดื่มอย่างหรูหรา เที่ยวโสเภณีและเล่นพนัน  พ่อเอาตัวรอดในชีวิตได้แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือหรือเรียนรู้ทักษะสักอย่าง  ในอนาคตลูกก็เรียนรู้กับพ่อ  ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนและเรียนหนัก  มาหัดขโมย ฉ้อโกง และพนัน  ลูกจะมีชีวิตที่สุขสบายไปตลอดชีวิตของลูกได้อยู่ดี!”  การทำเช่นนั้นถูกต้องแล้วหรือ?  มีใครเคยสอนลูกๆ ของตนแบบนี้บ้างหรือไม่?  (ไม่เคย)  นี่คือ “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” ใช่หรือไม่?  ตัวอย่างเหล่านี้หักล้างคำกล่าวนี้อย่างสิ้นเชิงมิใช่หรือ?  คำกล่าวนี้ไม่มีอะไรถูกต้องเลย  ตัวอย่างเช่น บางคนไม่รักความจริง พวกเขาละโมบในความสะดวกสบายทั้งหลายของเนื้อหนัง และหาวิธีอู้งานเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน  พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์หรือจ่ายราคา  พวกเขาคิดว่าคำกล่าวที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” กล่าวไว้ดีแล้ว และบอกผู้คนว่า “พวกคุณควรเรียนรู้ที่จะสนุกบ้าง  พวกคุณไม่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ของคุณให้ดี หรือทุกข์ทนกับความยากลำยาก หรือจ่ายราคา  ถ้าพวกคุณอู้งานได้ก็อู้งานเถอะ  ถ้าพวกคุณทำบางสิ่งแค่พอให้พ้นตัวได้ ก็ทำแค่พอให้พ้นๆ ไป  อย่าทำให้สิ่งต่างๆ ยากสำหรับตัวเองนักเลย  ดูสิ ฉันใช้ชีวิตแบบนี้—ยอดเยี่ยมใช่ไหม?  ชีวิตของฉันสมบูรณ์แบบจริงๆ!  พวกคุณกำลังทำให้ตัวเองหมดเรี่ยวหมดแรงไปกับการใช้ชีวิตแบบนั้น!  พวกคุณควรเรียนรู้จากฉัน”  นี่ก็เป็นไปตามข้อกำหนดที่ว่า “ไม่ยัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” ไม่ใช่หรือ?  หากเจ้าทำตัวเช่นนี้ เจ้าย่อมเป็นคนที่มีมโนธรรมและมีเหตุผลใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  หากคนคนหนึ่งสูญเสียมโนธรรมและเหตุผล พวกเขาก็ไร้คุณธรรมมิใช่หรือ?  นี่เรียกว่าไร้คุณธรรม  เหตุใดพวกเราจึงเรียกเช่นนี้?  เพราะพวกเขาใฝ่หาความสุขสบาย พวกเขาจึงทำหน้าที่ของตนแต่พอให้พ้นตัว ยุแหย่และครอบงำผู้อื่นให้สุกเอาเผากินและใฝ่หาความสุขสบายเหมือนตน  อะไรคือปัญหาของเรื่องนี้?  การสุกเอาเผากินและไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของเจ้าคือการใช้เล่ห์กระเท่ห์และต้านทานพระเจ้า  หากเจ้าสุกเอาเผากินต่อไปและไม่กลับใจ เจ้าก็จะถูกเปิดโปงและขับออกไป  ผู้คนมากมายในคริสตจักรถูกให้ออกไปเพราะอย่างนี้  นี่คือข้อเท็จจริงใช่หรือไม่?  (ใช่)  ดังนั้นในการยึดตามคำกล่าวนี้และยุแหย่ให้ทุกคนเป็นเหมือนพวกเขา เพื่อไม่ให้ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างขยันขันแข็ง แต่กลับหลอกใช้และหลอกลวงพระเจ้าแทน นี่คือการนำภัยมาสู่ผู้คนและพาให้พวกเขาพบกับความย่อยยับของตนมิใช่หรือ?  ตัวพวกเขาเองเกียจคร้านและตลบตะแลง แล้วพวกเขาก็ยังกีดกันผู้อื่นจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนอีกด้วย  นี่คือการขัดขวางและรบกวนงานของคริสตจักรมิใช่หรือ?  นี่คือการทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัยมิใช่หรือ?  พระนิเวศของพระเจ้าจะเก็บผู้คนเช่นนี้ไว้ได้หรือ?  สมมุติว่าบางคนที่ทำงานในบริษัทของพวกผู้ไม่เชื่อ ยุแหย่ให้ลูกจ้างคนอื่นไม่ทำงานของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม  นายจ้างจะไม่ไล่เขาออกหรอกหรือหากเธอรู้เข้า?  เธอจะไล่เขาออกไปอย่างแน่นอน  ดังนั้นหากเขายังคงทำเช่นนี้ได้ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า คนคนนี้ใช่คนที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  นี่คือคนเลวและผู้ปราศจากความเชื่อที่แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า  เขาต้องถูกปลดและขับออกไป!  หลังจากฟังตัวอย่างเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าก็ค่อนข้างจะตระหนักรู้แก่นแท้ของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” ได้แล้วใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเจ้าสรุปได้ข้อยุติว่าอย่างไรบ้าง?  ข้อกำหนดนี้ใช่หลักธรรมความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  เห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่าไม่ใช่  ดังนั้นข้อกำหนดนี้คืออะไร?  เป็นเพียงคำกล่าวที่เลอะเลือน คำกล่าวที่ฟังเผินๆ ก็ดีอยู่ แต่อันที่จริงแล้วไม่มีความหมายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง

พวกเจ้าสนับสนุนคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” หรือไม่?  หากใครบางคนสนับสนุนวลีนี้ พวกเจ้าจะคิดว่าพวกเขายิ่งใหญ่และสูงส่งหรือไม่?  มีบางคนที่จะพูดว่า “ดูสิ พวกเขาไม่ยัดเยียด พวกเขาไม่ทำสิ่งต่างๆ ให้ยากสำหรับผู้อื่น หรือทำให้คนอื่นตกอยู่ในฐานะลำบาก  พวกเขาไม่ยอดเยี่ยมหรอกหรือ?  พวกเขาเข้มงวดกับตนเองเสมอ แต่ก็ยอมผ่อนปรนต่อผู้อื่น พวกเขาไม่เคยบอกให้ผู้ใดทำสิ่งที่พวกเขาเองจะไม่ทำ  พวกเขาให้อิสระมากมายแก่ผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นรู้สึกถึงความอบอุ่นและการยอมรับอย่างมาก  ช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมเสียจริง!”  เป็นเช่นนี้จริงหรือไม่?  ความหมายโดยนัยของคำกล่าวที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” คือพวกเจ้าควรมอบหรือจัดหาสิ่งที่ตนเองชอบและยินดีมาให้แก่ผู้อื่นเท่านั้น  แต่สิ่งที่ผู้คนที่เสื่อมทรามชอบและยินดีคืออะไร?  สิ่งที่เสื่อมทราม สิ่งที่เหลวไหลไร้สาระ และความอยากได้อยากมีที่ฟุ้งเฟ้อ  หากเจ้ามอบและจัดหาสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้ให้ผู้คน มนุษยชาติทั้งมวลจะไม่เสื่อมทรามลงเรื่อยๆ หรอกหรือ?  จะมีสิ่งที่เป็นบวกน้อยลงเรื่อยๆ  นี่คือข้อเท็จจริงมิใช่หรือ?  ข้อเท็จจริงก็คือมนุษยชาติถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ  มนุษย์ที่เสื่อมทรามชอบไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ และความยินดีทั้งหลายทางเนื้อหนัง พวกเขาต้องการเป็นคนดัง มีฤทธิ์เดช และเหนือมนุษย์  พวกเขาต้องการชีวิตที่สะดวกสบายและไม่ชอบงานหนัก พวกเขาอยากได้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ต้องออกแรง  มีพวกเขาน้อยคนนักที่รักความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวก  หากผู้คนมอบและจัดหาความเสื่อมทรามและสิ่งที่ตนโปรดปรานให้ผู้อื่น จะเกิดอะไรขึ้น?  ย่อมเหมือนกับที่เจ้าคิดไว้ไม่มีผิดคือมนุษยชาติจะเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ  ผู้สนับสนุนแนวคิดที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” นั้นขอร้องให้ผู้คนมอบและจัดหาความเสื่อมทรามของตน สิ่งที่ตนโปรดปราน และความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของตนให้แก่ผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นแสวงหาความชั่ว ความสุขสบาย เงินทอง และความก้าวหน้า  นี่คือเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตกระนั้นหรือ?  เห็นได้ชัดว่าคำกล่าว “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” นั้นเป็นปัญหามาก  ช่องโหว่และข้อเสียในคำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่ทนโท่ ไม่ควรค่าที่จะชำแหละและวินิจฉัยด้วยซ้ำ  ด้วยการตรวจสอบเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นความผิดพลาดและความน่าหัวร่อของคำกล่าวนี้ได้อย่างชัดเจน  อย่างไรก็ตาม มีพวกเจ้าหลายคนที่ถูกคำกล่าวนี้ชักนำและครอบงำโดยง่าย และยอมรับคำกล่าวนี้โดยไม่ใช้วิจารณญาณ  เวลามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เจ้ามักจะใช้คำกล่าวนี้เตือนใจตนเองและเตือนสติผู้อื่น  ด้วยการทำเช่นนี้ เจ้าจึงคิดว่าลักษณะนิสัยของเจ้าสูงส่งเป็นพิเศษ และการวางตัวของเจ้าก็สมเหตุสมผลมาก  แต่ไม่ทันตระหนักว่าคำพูดเหล่านี้ได้เปิดเผยหลักธรรมในการดำเนินชีวิตของเจ้าและจุดยืนของเจ้าในประเด็นต่างๆ  พร้อมกันนั้นเจ้าก็ได้หลอกลวงและชักจูงผู้อื่นให้ปฏิบัติต่อผู้คนและรูปการณ์แวดล้อมด้วยทัศนะและจุดยืนเดียวกันกับเจ้า  เจ้าทำตัวเหมือนคนสองจิตสองใจโดยแท้และใช้ทางสายกลางโดยสมบูรณ์  เจ้าพูดว่า “ไม่ว่าประเด็นปัญหาจะเป็นอะไรก็ไม่จำเป็นต้องจริงจังกับมัน  อย่าทำสิ่งต่างๆ ให้เป็นเรื่องยากสำหรับตัวคุณเองหรือคนอื่น  ถ้าคุณทำสิ่งต่างๆ ให้เป็นเรื่องยากสำหรับคนอื่น เช่นนั้นแล้วคุณก็กำลังทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับตัวคุณเอง  การใจดีกับคนอื่นก็คือการใจดีกับตัวเอง  ถ้าคุณเข้มงวดกับคนอื่น เช่นนั้นแล้วคุณก็กำลังเข้มงวดกับตัวคุณเอง  ทำไมต้องทำให้ตัวเองอยู่ในฐานะที่ลำบาก?  การไม่ยัดเยียดสิ่งที่ตัวคุณเองไม่อยากได้ให้แก่คนอื่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำเพื่อตัวเองได้ และมีน้ำใจที่สุด”  ท่าทีนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นท่าทีที่ไม่พิถีพิถันในเรื่องใดๆ  เจ้าไม่มีจุดยืนหรือมุมมองที่ถูกต้องในประเด็นใดๆ เจ้ามีทัศนะที่เลอะเลือนกับทุกสิ่งทุกอย่าง  เจ้าไม่พิถีพิถันและเอาแต่ทำเป็นไม่เห็นสิ่งต่างๆ  เมื่อเจ้ายืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในที่สุดและอธิบายตนเอง นี่จะเป็นความเลอะเลือนครั้งใหญ่  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เพราะเจ้าพูดเสมอว่าเจ้าไม่ควรยัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น  นี่ชูใจเจ้าและทำให้เจ้ารู้สึกชื่นชมยินดีอย่างมาก แต่ในเวลาเดียวกันก็จะก่อปัญหาใหญ่ให้เจ้า จนถึงขั้นที่ทำให้เจ้าไม่สามารถมีทัศนะหรือจุดยืนที่ชัดเจนในหลายๆ เรื่องได้  แน่นอนว่านี่ยังทำให้เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าข้อกำหนดและมาตรฐานที่พระเจ้าทรงมีให้เจ้าเมื่อเจ้าเผชิญสถานการณ์เหล่านี้คืออะไร หรือเจ้าควรสัมฤทธิ์ผลลัพธ์อันใด  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าไม่พิถีพิถันในเรื่องใดเลย สิ่งเหล่านี้เกิดจากท่าทีและทัศนะที่สับสนปนเปของเจ้า  การไม่ยัดเยียดสิ่งที่เจ้าเองไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่นคือท่าทีของการยอมผ่อนปรนที่เจ้าควรมีต่อผู้คนและสิ่งต่างๆ กระนั้นหรือ?  ไม่ใช่  นี่เป็นเพียงทฤษฎีที่ดูภายนอกเหมือนถูกต้อง สูงส่ง และใจดี แต่ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่เป็นลบอย่างสิ้นเชิง  ชัดเจนว่านี่ยิ่งไม่ใช่หลักธรรมความจริงที่ผู้คนควรยึดปฏิบัติ  พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกร้องให้ผู้คนไม่ยัดเยียดสิ่งที่พวกเขาเองไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น แต่พระองค์ทรงขอให้ผู้คนชัดเจนในหลักธรรมที่พวกเขาควรถือปฏิบัติเวลารับมือสถานการณ์ต่างๆ แทน  ถ้าหลักธรรมนั้นถูกต้องและตรงตามความจริงในพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องยึดตามนั้น  และไม่เพียงเจ้าต้องยึดตามนั้นเท่านั้น แต่เจ้าต้องเตือนสอน ชักนำ และสามัคคีธรรมกับผู้อื่นด้วย เพื่อให้พวกเขาเข้าใจแน่ชัดว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าคืออะไร และหลักธรรมความจริงคืออะไร  นี่คือความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงขอให้เจ้าเดินทางสายกลาง และพระองค์ยิ่งไม่ทรงขอให้เจ้าโอ้อวดว่าหัวใจของเจ้ากว้างใหญ่เพียงใด  เจ้าควรยึดมั่นในสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงเตือนสติเจ้าและสอนเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าตรัสถึงในพระวจนะของพระองค์ ซึ่งก็คือข้อกำหนด หลักเกณฑ์ และหลักธรรมความจริงที่ผู้คนควรถือปฏิบัติ  เจ้าไม่เพียงต้องยึดถือสิ่งเหล่านี้ไว้ตลอดไปเท่านั้น แต่เจ้าต้องปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงเหล่านี้อีกด้วยโดยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง รวมทั้งชักนำ ดูแล ช่วยเหลือ และชี้แนะผู้อื่นให้ยึดถือ รักษา และปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงเหล่านี้ในหนทางเดียวกันกับที่เจ้าทำ  พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เจ้าทำเช่นนี้—นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงไว้วางใจมอบหมายให้เจ้าทำ  เจ้าไม่สามารถกำหนดให้ตนเองทำตามนั้นอยู่คนเดียวพลางเพิกเฉยต่อผู้อื่น  พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เจ้ามีจุดยืนที่ถูกต้องในประเด็นต่างๆ ยึดมั่นในหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง และรู้แน่แท้ว่าหลักเกณฑ์ในพระวจนะของพระเจ้าคืออะไร และให้เจ้าขบคิดจนเข้าใจอย่างแน่ชัดว่าหลักธรรมความจริงคืออะไร  ต่อให้เจ้าไม่สามารถทำให้เรื่องนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ต่อให้เจ้าไม่เต็มใจ หากเจ้าไม่ชอบสิ่งนี้ หากเจ้ามีมโนคติอันหลงผิด หรือหากเจ้าต้านทานสิ่งนี้ เจ้าก็ต้องทำเหมือนว่านี่คือความรับผิดชอบของเจ้า เป็นภาระผูกพันของเจ้า  เจ้าต้องสามัคคีธรรมกับผู้คนถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นบวกซึ่งมาจากพระเจ้า สิ่งที่เหมาะสมและถูกต้อง และใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อช่วยเหลือ ชี้นำ และส่งผลต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้คนสามารถได้รับประโยชน์และความเจริญใจจากสิ่งเหล่านี้ และเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต  นี่คือความรับผิดชอบของเจ้า และเจ้าไม่ควรดื้อดึงยึดติดกับแนวคิดที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” ซึ่งซาตานเอามาใส่ไว้ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า  ในสายพระเนตรของพระเจ้า คำกล่าวนี้เป็นเพียงปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิต เป็นวิธีคิดที่บรรจุเล่ห์กระเท่ห์ของซาตานเอาไว้ นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องเลย และไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกด้วย  ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงประสงค์จากเจ้าก็คือให้เจ้าเป็นคนเที่ยงธรรมที่เข้าใจอย่างชัดเจนว่าตนควรและไม่ควรทำอะไร  พระองค์ไม่ได้ทรงเรียกให้เจ้ามาเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนหรือคนสองจิตสองใจ พระองค์ไม่ได้ทรงเรียกให้เจ้ามาเดินทางสายกลาง  เมื่อมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง เจ้าต้องพูดสิ่งที่จำเป็นต้องพูดและเข้าใจสิ่งที่จำเป็นต้องเข้าใจ  หากมีใครบางคนไม่เข้าใจบางสิ่ง แต่เจ้านั้นเข้าใจ และเจ้าสามารถให้คำชี้แนะและช่วยเหลือพวกเขาได้ เช่นนั้นแล้วก็แน่นอนว่าเจ้าต้องลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันนี้  เจ้าต้องไม่เอาแต่ยืนดูอยู่เฉยๆ และยิ่งไม่ควรยึดติดปรัชญาที่ซาตานใส่ไว้ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า เช่น การไม่ยัดเยียดสิ่งที่ตัวเจ้าเองไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น  เจ้าเข้าใจหรือไม่?  (เข้าใจ)  สิ่งที่ถูกต้องและเป็นบวกย่อมเป็นเช่นนั้น ต่อให้เจ้าไม่ชอบ ไม่เต็มใจทำ ไม่สามารถทำและสัมฤทธิ์ได้ ต้านทาน หรือเกิดมโนคติอันหลงผิดที่ต่อต้านก็ตาม  แก่นแท้แห่งพระวจนะของพระเจ้าและความจริงจะไม่เปลี่ยนแปลงเพียงเพราะมวลมนุษย์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและมีภาวะอารมณ์ ความรู้สึก ความอยากได้อยากมี และมโนคติอันหลงผิดบางอย่าง  แก่นแท้แห่งพระวจนะของพระเจ้าและความจริงจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด  ทันทีที่เจ้ารู้ เข้าใจ ผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าและความจริง เข้าใจพระวจนะและความจริงแล้ว ก็เป็นภาระผูกพันของเจ้าที่จะต้องสามัคคีธรรมถึงประสบการณ์และคำพยานของเจ้าให้ผู้อื่นฟัง  นี่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นไปอีกเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เข้าใจและบรรลุความจริง เข้าใจข้อเรียกร้องและมาตรฐานของพระเจ้า และเข้าใจหลักธรรมความจริง  ด้วยการทำเช่นนี้ผู้คนเหล่านี้ก็จะมีเส้นทางปฏิบัติเมื่อพวกเขาเผชิญปัญหาในชีวิตประจำวันของตน และจะไม่สับสนหรือถูกแนวคิดและทัศนะต่างๆ ของซาตานตีตรวน  คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” แท้จริงแล้วเป็นกลอุบายที่ฉลาดแกมโกงของซาตานที่จะควบคุมความรู้สึกนึกคิดของผู้คน  หากเจ้าค้ำจุนคำกล่าวนี้อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือคนที่ดำเนินชีวิตตามปรัชญาของซาตาน เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานโดยสมบูรณ์  หากเจ้าไม่เดินตามหนทางของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่รักหรือไล่ตามเสาะหาความจริง  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลักธรรมที่เจ้าควรปฏิบัติและสิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าต้องทำก็คือช่วยเหลือผู้คนให้มากเท่าที่เจ้าจะทำได้  เจ้าไม่ควรปฏิบัติตามสิ่งที่ซาตานบอก ซึ่งก็คือ “ไม่ยัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” และเป็นคน “ฉลาด” ที่ชอบเอาใจผู้คน  การช่วยเหลือผู้คนให้มากเท่าที่เจ้าจะทำได้หมายถึงอะไร?  หมายถึงการลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้า  ทันทีที่เจ้าเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้า เจ้าก็ควรสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าและความจริง  นี่คือความหมายของการลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้า  โดยพื้นฐานแล้วสามัคคีธรรมนี้ทำให้คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “จงอย่ายัดเยียดสิ่งที่ตนไม่อยากได้ให้แก่ผู้อื่น” กระจ่างขึ้นบ้างหรือไม่?  พวกเจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง?  (เข้าใจแล้ว)  คำกล่าวนี้ใช้วิจารณญาณแยกแยะค่อนข้างง่าย และเจ้าสามารถระบุได้ว่าคำกล่าวนี้มีอะไรผิดโดยไม่ต้องใคร่ครวญมากนัก  แท้จริงแล้วคำกล่าวนี้ไร้สาระเกินไป ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสามัคคีธรรมให้ละเอียดกว่านี้

คราวนี้พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงคำกล่าวถัดไปด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม—ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน  นี่เป็นถ้อยแถลงที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ ซึ่งแพร่หลายอย่างมากในหมู่มวลมนุษย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่ให้ค่ากับอารมณ์และให้ความสำคัญกับภราดรภาพนั้นเลือกใช้คำกล่าวนี้เป็นคติในการผูกมิตรมากหน้าหลายตา  ไม่ว่าจะใช้ในยุคสมัยใดหรือกลุ่มชาติพันธุ์ใด คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” นี้ก็ยังใช้ได้ดีทีเดียว  กล่าวคือ คำกล่าวนี้สอดคล้องกับมโนธรรมและเหตุผลของมนุษยชาติค่อนข้างดี  กล่าวอย่างเจาะจงยิ่งขึ้นก็คือ คำกล่าวนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “ภราดรภาพ” ที่ผู้คนยึดมั่นในมโนธรรมของตน  ผู้คนที่ให้ค่ากับภราดรภาพย่อมจะเต็มใจยอมรับกระสุนแทนเพื่อน  ไม่ว่าเพื่อนของพวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากยากเย็นและอันตรายเพียงใด พวกเขาก็จะก้าวออกไปรับกระสุนแทนเพื่อน  นี่คือจิตวิญญาณของการเสียสละผลประโยชน์ของตนเองเพื่อผู้อื่น  โดยพื้นฐานแล้วสิ่งที่คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมว่า “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” ปลูกฝังไว้ในตัวผู้คนก็คือการให้คุณค่าแก่ภราดรภาพ  มาตรฐานที่คำกล่าวนี้กำหนดให้มนุษยชาติรักษาไว้ก็คือคนเราต้องให้คุณค่าแก่ภราดรภาพ  นั่นคือแก่นแท้ของคำกล่าวนี้  คำว่า “ภราดรภาพ” นี้หมายถึงอะไร?  มาตรฐานของภราดรภาพคืออะไร?  คือการสามารถเสียสละผลประโยชน์ของตนเองเพื่อเพื่อนและทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เพื่อนพอใจ  ไม่ว่าเพื่อนของเจ้าจะต้องการอะไร เจ้าก็จำต้องให้ความช่วยเหลือทุกอย่างที่พวกเขาต้องการด้วยเกียรติของเจ้า และหากนั่นหมายความว่าเจ้าต้องเสี่ยงชีวิต ก็ให้เป็นไปตามนั้น  นี่คือสิ่งที่ต้องทำในการเป็นเพื่อนแท้ และมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ถือได้ว่าเป็นภราดรภาพที่แท้จริง  การตีความภราดรภาพอีกประการหนึ่งคือการสามารถเสี่ยงชีวิตของเจ้า ยอมสละชีวิตของเจ้า หรือแขวนชีวิตของเจ้าไว้บนเส้นด้ายเพื่อเพื่อน โดยไม่คำนึงถึงความเป็นความตาย  นี่คือมิตรภาพที่สู้ทนความทุกข์ยากแสนสาหัสที่คุกคามชีวิต เป็นมิตรภาพของความเป็นความตาย และนี่คือภราดรภาพที่แท้จริง  นี่คือคำนิยามของเพื่อนตามข้อกำหนดด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม  เจ้าต้องเต็มใจรับกระสุนแทนเพื่อนของเจ้าเพื่อที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเพื่อนแท้ นี่คือหลักเกณฑ์ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่คนคนหนึ่งควรยึดถือเมื่อคบหาเพื่อน และนี่คือข้อกำหนดด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของผู้คนในเรื่องการผูกมิตร  คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” ฟังดูเป็นผู้กล้าและเที่ยงธรรมมาก ยิ่งใหญ่และสูงส่งเป็นพิเศษ บันดาลใจให้ผู้คนพากันเลื่อมใสและเห็นชอบ และทำให้ผู้คนรู้สึกว่าผู้ที่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ก็เหมือนผู้เป็นอมตะจากโลกอื่นที่กระโดดออกมาจากรอยแยกบนก้อนหิน และทำให้พวกเขาคิดว่าผู้คนเหล่านี้ชอบธรรมเป็นพิเศษ เหมือนอัศวินหรือนักดาบ  นั่นคือสาเหตุที่แนวคิดและทัศนะที่ไม่ซับซ้อนและตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นที่ยอมรับของมนุษย์อย่างรวดเร็ว และซึมลึกเข้าไปในหัวใจของพวกเขาอย่างง่ายดาย  พวกเจ้ามีความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันนี้ต่อคำกล่าวที่ว่า “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” หรือไม่?  (มี)  แม้ว่าในปัจจุบันจะมีผู้คนไม่มากนักที่ยอมรับกระสุนแทนเพื่อน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็หวังว่าเพื่อนของตนจะเต็มใจยอมรับกระสุนแทนตน เป็นคนที่จงรักภักดี เป็นเพื่อนสนิทที่ดี และในยามที่เดือดร้อน เพื่อนๆ ของพวกเขาก็จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยไม่ลังเลและไม่มีเงื่อนไขใดๆ และเพื่อนๆ ของพวกเขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพวกเขา ไม่สนใจความยากลำบากทั้งมวลและไม่กลัวเกรงอันตราย  หากเจ้ามีข้อกำหนดที่คล้ายคลึงกันให้กับเพื่อนของเจ้า นี่ก็อาจแสดงให้เห็นหรือไม่ว่าเจ้ายังคงถูกแนวคิดของการยอมรับกระสุนแทนเพื่อนครอบงำและพันธนาการเอาไว้?  เจ้าคิดว่าเจ้ายังคงดำเนินชีวิตตามวิธีคิดเก่าๆ แบบดั้งเดิมนี้หรือไม่?  (ยังทำอยู่)  ทุกวันนี้ผู้คนมักจะโอดครวญกันว่า “เดี๋ยวนี้หลักศีลธรรมของคนทั่วไปเสื่อมลง วิธีคิดของผู้คนไม่เหมือนรุ่นบรรพชน ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว มิตรสหายไม่เหมือนอย่างที่เคยเป็น ผู้คนไม่ให้ค่ากับภราดรภาพอีกต่อไป ผู้คนสูญเสียความอบอุ่นของมนุษย์ และสัมพันธภาพระหว่างคนด้วยกันก็เริ่มห่างออกไปเรื่อยๆ”  แม้ว่าทุกวันนี้จะมีผู้คนน้อยนักที่ให้ค่ากับภราดรภาพในตัวเพื่อนๆ แต่ผู้คนก็ยังคงระลึกด้วยความรักใคร่ถึงผู้ที่ห้าวหาญและมีหัวใจที่อบอุ่นในสมัยโบราณ และยอมสละชีวิตของตนเพื่อเพื่อน พวกเขาเคารพรูปแบบการแสดงออกของคนเหล่านั้น  ตัวอย่างเช่น เรื่องเล่าบางเรื่องที่เล่าต่อกันมาในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผู้คนแต่เก่าก่อนที่สละชีวิตเพื่อเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเล่าในโลกของศิลปะการต่อสู้ถึงผู้คนที่ค้ำจุนภราดรภาพ  จวบจนทุกวันนี้ เมื่อผู้คนรับชมเรื่องราวเหล่านี้ทางภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ พวกเขาก็ยังคงรู้สึกถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในหัวใจของตน และมีความหวังที่จะได้กลับไปสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของมนุษย์ ยุคที่ผู้คนให้ค่าแก่ภราดรภาพ  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นอะไร?  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดที่ยอมรับกระสุนแทนเพื่อนนี้ได้รับการเคารพในฐานะสิ่งที่เป็นบวกในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน และได้รับการยกย่องให้เป็นมาตรฐานทางศีลธรรมอันสูงส่งสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นหรือกลายเป็นคนดี ใช่หรือไม่?  (ใช่)  แม้ว่าทุกวันนี้ผู้คนไม่กล้ากวดขันให้ตนเองทำเช่นนี้และสัมฤทธิ์สิ่งนี้ด้วยตนเองไม่ได้ แต่ก็ยังคงหวังว่าจะได้พบเจอผู้คนเช่นนี้ในชุมชนของตน คบหาและเป็นเพื่อนกับคนเหล่านั้น เพื่อที่ว่าเมื่อตนเองเผชิญความยากลำบาก เพื่อนของตนก็จะสามารถยอมรับกระสุนแทนพวกเขาได้  เมื่อพิจารณาท่าทีและทัศนะที่ผู้คนมีต่อคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมนี้ ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้คนได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิดและทัศนะเหล่านี้ซึ่งให้ค่ากับภราดรภาพ  เมื่อคำนึงว่าผู้คนได้รับอิทธิพลจากแนวคิดและมุมมองเหล่านี้ซึ่งสนับสนุนให้พวกเขามุ่งมาดปรารถนาและยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ ก็แน่นอนว่าพวกเขาย่อมมีแนวโน้มอย่างมากที่จะดำเนินชีวิตตามสิ่งเหล่านี้  ผลลัพธ์ก็คือผู้คนมีแนวโน้มที่จะถูกแนวคิดและทัศนะดังกล่าวควบคุมและครอบงำ และมีแนวโน้มที่จะมองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย วางตัวและกระทำการตามแนวคิดและทัศนะดังกล่าว และในเวลาเดียวกันพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะใช้แนวคิดและทัศนะดังกล่าวตัดสินผู้คนโดยถามตนเองว่า “คนคนนี้ให้ค่ากับภราดรภาพหรือไม่?  ถ้าพวกเขาให้ค่ากับภราดรภาพ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นคนนิสัยดี แต่ถ้าพวกเขาไม่ให้ค่า พวกเขาก็ไม่ควรค่าที่จะคบหาด้วยและไม่ใช่คนดี”  แน่นอนว่าเจ้าย่อมมีแนวโน้มที่จะได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่องภราดรภาพนี้ในด้านการกำกับพฤติกรรมตนเอง และในด้านการตีกรอบและตัดสินพฤติกรรมของเจ้าเอง รวมทั้งใช้เป็นหลักเกณฑ์และทิศทางของปฏิสัมพันธ์ที่เจ้ามีกับผู้อื่น  ตัวอย่างเช่น ภายใต้อิทธิพลที่ฝังลึกของแนวคิดและทัศนะดังกล่าว เมื่อเจ้าคบหากับพี่น้องชายหญิง เจ้าก็ใช้มโนธรรมของตนมาประเมินทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ  คำว่า “มโนธรรม” นี้หมายถึงอะไร?  ข้อเท็จจริงก็คือลึกลงไปในหัวใจของผู้คน มโนธรรมหมายถึงภราดรภาพเท่านั้น  บางครั้งการช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงของตนก็ทำไปเพราะภราดรภาพ  บางครั้งการเห็นอกเห็นใจพวกเขาก็ทำไปเพราะภราดรภาพเช่นกัน  บางครั้งการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราและการพยายามแบบขอไปทีในครอบครัวของพระเจ้า หรือการสละ หรือการมีความแน่วแน่แบบชั่วครู่ชั่วยาม ที่จริงแล้วล้วนเกิดขึ้นภายใต้การกำกับของแนวคิดที่ให้ค่ากับภราดรภาพแบบนี้  ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนและแจ่มแจ้งมิใช่หรือว่าผู้คนได้รับอิทธิพลอย่างลึกล้ำจากแนวคิดและทัศนะเช่นนี้ และถูกสิ่งเหล่านี้ตีตรวนและกลืนไปแล้ว?  คำว่า “ตีตรวน” และ “กลืน” นี้เราหมายถึงอะไร?  สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าแนวคิดและทัศนะอย่างที่ให้ค่าแก่ภราดรภาพนี้ไม่เพียงควบคุมพฤติกรรมของผู้คนได้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นปรัชญาแห่งการดำรงอยู่ของผู้คนและชีวิตของพวกเขาไปแล้วอีกด้วย และผู้คนก็ยึดถือและทำเหมือนสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวก?  เหตุใดเราจึงบอกว่าพวกเขาทำเหมือนสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวก?  นี่หมายความว่าเมื่อผู้คนฟังพระวจนะของพระเจ้า นำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติและเชื่อฟังพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเอาใจใส่และไม่สุกเอาเผากิน จ่ายราคาที่สูงขึ้น และสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า พฤติกรรมทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่ถูกแนวคิดเรื่องภราดรภาพกำกับไว้ และถูกเรื่องภราดรภาพนี้ปลอมปน  ตัวอย่างเช่น บางคนพูดว่า “พวกเราต้องมีมโนธรรมในการวางตัว พวกเราจะทำหน้าที่ของตัวเองแต่พอให้พ้นตัวไม่ได้!  พระเจ้าทรงมอบพระคุณให้พวกเรามากมายเหลือเกิน  ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายเช่นนี้ ทั้งยังมีการปราบปรามและการข่มเหงไปทั่วของพญานาคใหญ่สีแดง พระเจ้าทรงปกป้องพวกเราและช่วยพวกเราให้รอดจากอิทธิพลของซาตาน  พวกเราต้องไม่สูญเสียมโนธรรมของตัวเอง ต้องปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า!  พระเจ้าทรงมอบชีวิตให้พวกเรา ดังนั้นพวกเราก็ต้องสัตย์ซื่อต่อพระองค์เพื่อตอบแทนความรักของพระองค์  พวกเราจะเนรคุณไม่ได้!”  ยังมีคนอื่นๆ ที่พบเจอหน้าที่ที่ต้องเสี่ยงและจ่ายราคา และพูดว่า “ถ้าคนอื่นไม่ก้าวออกไป ฉันจะก้าวออกไปเอง  ฉันไม่กลัวอันตราย!”  ผู้คนถามพวกเขาว่า “ทำไมคุณถึงไม่กลัวอันตราย?”  และพวกเขาก็ตอบว่า “คุณไม่มีความซื่อตรงทางศีลธรรมในการวางตัวของคุณแม้แต่น้อยเลยหรือ?  ครอบครัวของพระเจ้าปฏิบัติต่อฉันอย่างดี และพระเจ้าก็ทรงดีต่อฉัน  ในเมื่อฉันมุ่งมั่นที่จะติดตามพระองค์ ฉันก็ควรทำส่วนของฉันและยอมรับความเสี่ยงเหล่านี้  ฉันต้องมีจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพและให้ค่ากับสิ่งนี้”  และอื่นๆ  ปรากฏการณ์เหล่านี้และสิ่งที่ผู้คนเปิดเผยออกมานี้ถูกแนวคิดและทัศนะที่ให้ค่าแก่ภราดรภาพครอบงำเอาไว้ระดับหนึ่งใช่หรือไม่?  เมื่อถูกแนวคิดและทัศนะเช่นนี้ครอบงำ การตัดสินและสิ่งที่ผู้คนเลือกและพฤติกรรมบางอย่างที่ผู้คนเผยให้เห็นกันโดยมากย่อมไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติความจริงแต่อย่างใด  สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ เป็นสภาวะทางจิตใจเพียงชั่วครู่ชั่วยาม หรือความอยากได้อยากมีเพียงชั่วแล่น  เนื่องจากนี่ไม่ใช่การยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง ไม่ได้เกิดจากเจตจำนงส่วนตัวของบุคคลที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และไม่ได้ทำไปเพราะรักความจริงและรักสิ่งที่เป็นบวก ภราดรภาพระหว่างผู้คนนี้จึงมักจะคงอยู่ไม่ได้ ยั่งยืนอยู่ได้ไม่เกินสองสามครั้ง และไม่สามารถคงอยู่ได้นานนัก  ผ่านไปสักพักผู้คนก็หมดแรงเหมือนลูกบอลแฟบ  บางคนบอกว่า “ทำไมก่อนหน้านี้ฉันถึงมีพลังมากขนาดนั้น?  ทำไมฉันถึงเต็มใจเหลือเกินที่จะรับงานอันตรายเหล่านี้เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า?  ทำไมตอนนี้เรี่ยวแรงนั่นถึงหายไปหมด?”  ในเวลานั้น นั่นเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ ความอยากได้อยากมีหรือความแน่วแน่ชั่วครู่ชั่วยามในส่วนของเจ้าเท่านั้น และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเรื่องของภราดรภาพปลอมปนอยู่  ซึ่งจะว่าไปแล้ว คำว่า “ภราดรภาพ” หมายถึงอะไรกันแน่?  พูดง่ายๆ ก็คืออารมณ์หรือสภาพจิตใจชั่วขณะหนึ่ง กล่าวคือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในตัวผู้คนในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่พิเศษ  อารมณ์เช่นนี้เบิกบานมาก ร่าเริงมาก และเป็นบวกมาก ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าตัดสินในทางบวกและเลือกสิ่งที่เป็นบวก หรือทำให้เจ้าผลิตถ้อยแถลงที่ยิ่งใหญ่บางอย่าง และก่อให้เกิดความเต็มใจที่จะทำงานหนัก แต่ความเต็มใจแบบนี้ไม่ใช่สภาวะที่แท้จริงของการรักความจริง การเข้าใจความจริง หรือการปฏิบัติความจริง  นี่เป็นเพียงอารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้การกำกับของแนวคิดและทัศนะดังกล่าวที่ให้ค่าแก่ภราดรภาพ  หากพูดกันอย่างง่ายๆ เรื่องราวก็ย่อมเป็นเช่นนี้  ส่วนในระดับที่ลึกลงไปอีก จากมุมมองของเรา ที่จริงแล้วภราดรภาพคือการพรั่งพรูความมุทะลุออกมา  คำว่า “การพรั่งพรูความมุทะลุออกมา” นั้น เราหมายความว่าอย่างไร?  ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนมีความสุขชั่วครู่ชั่วยาม พวกเขาก็สามารถอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่กินหรือนอน แต่ก็ไม่รู้สึกหิวหรือเหนื่อย  นี่เป็นเรื่องปกติหรือไม่?  ภายใต้รูปการณ์ที่ปกติ ผู้คนย่อมจะหิวหากไม่ได้กินอาหารสักมื้อ และจะเงื่องหงอย เฉื่อยชา หากพวกเขานอนหลับไม่สนิททั้งคืน  แต่หากพวกเขามีอารมณ์ที่เบิกบานขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน และไม่รู้สึกหิว ง่วงนอน หรือเหนื่อยล้า นี่ไม่ผิดปกติหรอกหรือ?  (ผิดปกติ)  นี่ใช่การเปิดเผยอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตออกมาตามธรรมชาติหรือไม่?  (ไม่ใช่)  หากนี่ไม่ใช่การเปิดเผยตามปกติ เช่นนั้นแล้วนี่คืออะไร?  นี่คือความมุทะลุ  ความมุทะลุหมายความว่าอย่างไรอีก?  หมายความว่าเพราะภาวะอารมณ์ที่ผิดปกติ เช่น ความสุขหรือความโกรธชั่วครู่ชั่วยาม ผู้คนจึงแสดงพฤติกรรมสุดโต่งบางอย่างออกมาขณะอยู่ในสภาวะที่ไร้เหตุผล  พฤติกรรมสุดโต่งเหล่านี้มีอะไรบ้าง?  บางครั้งเวลาที่พวกเขามีความสุข พวกเขาก็แจกจ่ายสิ่งล้ำค่าที่สุดในบ้านของตนให้แก่ผู้อื่น หรือบางครั้งพวกเขาบันดาลโทสะและใช้มีดฆ่าใครบางคน  นี่คือความมุทะลุมิใช่หรือ?  เหล่านี้คือพฤติกรรมที่เกือบจะสุดโต่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้คนอยู่ในสภาวะที่ไร้เหตุผล นี่คือความมุทะลุ  บางคนมีความสุขเป็นพิเศษเมื่อพวกเขาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นครั้งแรก  พวกเขาไม่รู้สึกหิวเมื่อถึงเวลากิน และไม่รู้สึกง่วงเมื่อถึงเวลาพักผ่อน  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับร้องตะโกนว่า “สละเพื่อพระเจ้า จ่ายราคาเพื่อพระเจ้า และสู้ทนความทุกข์ยากทุกอย่าง!”  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาก็ไม่อยากทำอะไร ไม่ชอบหน้าทุกคนที่ตนพบเห็น และถึงกับคิดที่จะไม่เชื่ออีกต่อไป  ทั้งหมดนี้คือความมุทะลุ  ความมุทะลุนี้เกิดขึ้นมาอย่างไร?  เกิดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนหรือไม่?  เมื่อดูที่รากเหง้าแล้ว ความมุทะลุเกิดจากการที่ผู้คนไม่เข้าใจความจริงและไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้  เมื่อผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาก็ถูกความคิดที่เบี่ยงเบนต่างๆ ครอบงำ  เมื่ออยู่ภายใต้อิทธิพลของความคิดนานัปการที่เบี่ยงเบนและเป็นลบ พวกเขาก็เกิดอารมณ์ที่ไร้เหตุผลและผิดปกตินานาประการ  ขณะที่ตกอยู่ในอารมณ์เหล่านี้ พวกเขาก็มีการตัดสินและพฤติกรรมหัวร้อนสารพัดอย่าง  เรื่องของเรื่องก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  อะไรคือแก่นแท้ของมุมมองเชิงอุดมคติที่ว่า “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” นี้?  (ความมุทะลุ)  ถูกต้อง ความมุทะลุนั่นเอง  ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” มีความเป็นเหตุเป็นผลบ้างหรือไม่?  คำกล่าวนี้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่?  ใช่สิ่งที่เป็นบวกที่ผู้คนควรยึดปฏิบัติหรือไม่?  เห็นได้ชัดทีเดียวว่าไม่ใช่  เรื่องการยอมรับกระสุนแทนเพื่อนนี้ไร้เหตุผล วู่วาม และมุทะลุ  เรื่องนี้ต้องจัดการด้วยเหตุผล  จะเป็นไรหรือไม่หากเจ้าไม่ให้ค่ากับภราดรภาพมากจนถึงขนาดที่เจ้าจะยอมรับกระสุนแทนเพื่อน?  จะเป็นไรหรือไม่กับการช่วยเหลือเพื่อนของเจ้าภายในขอบเขตความสามารถของเจ้าเท่านั้น?  ควรทำสิ่งต่างๆ อย่างไรจึงจะถูกต้อง?  เหตุใดแนวคิดและทัศนะอย่าง ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน ซึ่งดูเหมือนจะให้ค่าแก่ภราดรภาพเป็นพิเศษ จึงผิดอย่างสิ้นเชิง?  สิ่งเหล่านี้มีอะไรผิด?  เรื่องนี้จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจน  เมื่อเรื่องนี้กระจ่างแล้ว ผู้คนก็จะปล่อยมือจากแนวคิดและทัศนะเช่นนี้กันจนหมดสิ้น  อันที่จริงเรื่องนี้เรียบง่ายมาก  พวกเจ้าสามารถอธิบายให้ชัดเจนได้หรือไม่?  พวกเจ้าไม่มีทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่มีอะไรจะพูด  นี่ยืนยันสิ่งหนึ่งซึ่งก็คือก่อนที่เราจะวิเคราะห์คำกล่าวที่ว่า “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” พวกเจ้าล้วนเป็นผู้คนที่ยึดถือหรือเคารพบูชาคำกล่าวนี้เป็นพิเศษ พวกเจ้าทุกคนอิจฉาผู้ที่จะยอมรับกระสุนแทนเพื่อน และยังอิจฉาผู้ที่สามารถเป็นเพื่อนกับคนแบบนั้นได้ และรู้สึกว่าการมีเพื่อนเช่นนั้นคือความชื่นบานและเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง  เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่?  พวกเจ้ามองเรื่องนี้อย่างไร?  (ข้าพระองค์คิดว่าการคบหาสมาคมกับผู้คนตามคำกล่าวที่ว่า “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” นั้นไม่มีหลักธรรมและไม่สอดคล้องกับความจริง)  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับคำตอบนี้?  คำตอบนี้สามารถปลดเปลื้องพันธนาการและโซ่ตรวนที่แนวคิดและทัศนะเช่นนี้ล่ามเจ้าไว้ได้หรือไม่?  คำตอบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการและหลักธรรมที่เจ้าใช้จัดการเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่?  คำตอบนี้สามารถแก้ไขทัศนะที่ผิดพลาดของเจ้าในเรื่องเหล่านี้ให้ถูกต้องได้หรือไม่?  หากไม่ได้ เช่นนั้นแล้วคำตอบนี้คืออะไร?  (คำสอน)  การกล่าวคำสอนมีประโยชน์อะไรบ้าง?  จงอย่าพูดถึงคำสอนเลย  คำสอนเกิดขึ้นมาอย่างไร?  คำสอนคือการที่เจ้ามองไม่เห็นแก่นแท้ของแนวคิดและทัศนะดังกล่าวอย่างชัดเจน และเจ้าไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลกระทบเชิงลบและเภทภัยที่แนวคิดและทัศนะเช่นนี้มีต่อวิธีการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย วิธีการวางตัวและกระทำการของเจ้า  เจ้าไม่รู้ว่าแนวคิดและทัศนะเช่นนี้มีอะไรผิดพลาด ดังนั้นเจ้าจึงทำได้แต่เพียงใช้คำสอนที่ตื้นเขินมาตอบและแก้ไขปัญหานี้  ผลสุดท้ายก็คือคำสอนไม่สามารถแก้ไขปัญหาของเจ้าได้ และเจ้าก็ใช้ชีวิตภายใต้การกำกับและอิทธิพลของแนวคิดและมุมมองดังกล่าวอยู่ดี

แนวคิดและทัศนะอย่าง “การยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” มีอะไรผิด?  อันที่จริงคำถามนี้ง่ายมากและไม่ยาก  ไม่มีใครที่มีชีวิตอยู่ในโลกกระโดดออกมาจากรอยแยกในก้อนหิน  ทุกคนมีพ่อแม่และมีลูก ทุกคนมีญาติพี่น้อง ไม่มีใครดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศในโลกมนุษย์นี้  จากที่กล่าวมานี้เราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายความว่าเจ้ามีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นี้ และเจ้ามีภาระผูกพันของตนเองที่ต้องลุล่วง  ประการแรก เจ้าต้องเกื้อหนุนพ่อแม่ของเจ้า และประการที่สอง เจ้าต้องเลี้ยงดูลูกๆ ของเจ้าให้เติบใหญ่  เหล่านี้คือความรับผิดชอบที่เจ้ามีภายในครอบครัว  ส่วนในสังคมนั้น เจ้ามีความรับผิดชอบและภาระผูกพันทางสังคมที่ต้องลุล่วงเช่นกัน  เจ้าต้องมีบทบาทในสังคม เช่น เป็นคนทำงาน เป็นเกษตรกร นักธุรกิจ นักเรียน หรือปัญญาชน  จากครอบครัวไปจนถึงสังคมมีความรับผิดชอบและภาระผูกพันมากมายที่เจ้าควรลุล่วง  นั่นคือ นอกเหนือจากอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการคมนาคมขนส่งแล้ว เจ้ายังมีอีกหลายสิ่งที่เจ้าต้องทำ และมีหลายสิ่งที่เจ้าควรทำ มีภาระผูกพันมากมายที่เจ้าควรลุล่วงอีกด้วย  หากพักวางเส้นทางที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้าที่ผู้คนใช้เดินเอาไว้ก่อน ในฐานะปัจเจกบุคคล เจ้าย่อมมีความรับผิดชอบในครอบครัวและภาระผูกพันทางสังคมมากมายให้ลุล่วง  เจ้าไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเอกเทศ  ความรับผิดชอบบนบ่าของเจ้าไม่ใช่แค่การผูกมิตรและสนุกสนานกัน หรือการพบเจอใครบางคนที่เจ้าสามารถพูดคุยด้วยและเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือเจ้าได้  ความรับผิดชอบของเจ้าส่วนใหญ่—และส่วนที่สำคัญที่สุด—เกี่ยวข้องกับครอบครัวและสังคมของเจ้า  ต่อเมื่อเจ้าลุล่วงความรับผิดชอบในครอบครัวและภาระผูกพันทางสังคมให้ดีเท่านั้น จึงจะถือว่าชีวิตของเจ้าในฐานะคนคนหนึ่งนั้นสมบูรณ์และเพียบพร้อม  ดังนั้นความรับผิดชอบในครอบครัวที่เจ้าควรลุล่วงมีอะไรบ้าง?  ในฐานะลูก เจ้าควรกตัญญูและเกื้อหนุนพ่อแม่  เมื่อใดก็ตามที่พ่อแม่ของเจ้าป่วยหรือลำบาก เจ้าก็ควรทำทุกอย่างที่เจ้าสามารถทำได้  ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ เจ้าต้องอาบเหงื่อและทุ่มเท ทำงานหนักและสู้ทนความยากลำบาก เพื่อหาเลี้ยงทั้งครอบครัว และต้องแบกรับความรับผิดชอบอันหนักหนาของการเป็นพ่อแม่ เลี้ยงดูลูกๆ ของเจ้าให้เติบโต อบรมสั่งสอนพวกเขาให้เดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง และทำให้พวกเขาเข้าใจหลักธรรมแห่งการวางตัว  ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงมีความรับผิดชอบมากมายในครอบครัวของเจ้า  เจ้าต้องเกื้อหนุนพ่อแม่ของเจ้าและรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกๆ ของเจ้า  มีสิ่งที่ควรทำอย่างนี้มากมาย  แล้วอะไรคือความรับผิดชอบของเจ้าในสังคม?  เจ้าต้องยึดปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ เจ้าต้องมีหลักธรรมในการคบหาสมาคมกับผู้อื่น เจ้าต้องทำงานให้ดีที่สุด และจัดการอาชีพการงานของเจ้าให้ดี  เจ้าต้องสละเวลาและพลังงานของเจ้าร้อยละแปดสิบหรือเก้าสิบให้แก่สิ่งเหล่านี้  กล่าวคือ ไม่ว่าเจ้าจะมีบทบาทอะไรในครอบครัวของเจ้าหรือในสังคม ไม่ว่าเจ้าจะเดินบนเส้นทางใด ไม่ว่าความมักใหญ่ใฝ่สูงและความทะเยอทะยานของเจ้าจะเป็นเช่นใด แต่ละคนก็มีความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมีความสำคัญกับพวกเขามาก และยึดเอาเวลาและพลังงานของพวกเขาไปเกือบหมด  เมื่อมองในแง่ของความรับผิดชอบในครอบครัวและสังคม คุณค่าของเจ้าในฐานะคนคนหนึ่งและคุณค่าของชีวิตของเจ้าในการมายังโลกมนุษย์นี้คืออะไร?  คือการลุล่วงความรับผิดชอบและภารกิจที่สวรรค์มอบให้เจ้า  ชีวิตของเจ้าไม่ได้เป็นของเจ้าแต่ผู้เดียว และแน่นอนว่าชีวิตของเจ้าไม่ได้เป็นของผู้อื่น  ชีวิตของเจ้าดำรงอยู่เพื่อภารกิจและความรับผิดชอบของเจ้า และเพื่อความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน และภารกิจที่เจ้าควรลุล่วงในโลกมนุษย์นี้  ชีวิตของเจ้าไม่ได้เป็นของพ่อแม่ของเจ้า หรือของภรรยา (สามี) ของเจ้า และแน่นอนว่าไม่ได้เป็นของลูกๆ ของเจ้า  ชีวิตของเจ้ายิ่งไม่ได้เป็นของลูกหลานของเจ้า  ดังนั้นชีวิตของเจ้าเป็นของใคร?  เมื่อพูดจากมุมมองของคนที่อยู่ในโลก ชีวิตของเจ้าเป็นของความรับผิดชอบและภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เจ้า  แต่จากมุมมองของผู้เชื่อ ชีวิตของเจ้าควรเป็นของพระเจ้า เพราะพระองค์คือผู้ที่จัดแจงเตรียมการและครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเจ้า  เพราะฉะนั้นในฐานะคนที่อาศัยอยู่ในโลก เจ้าไม่ควรสัญญาว่าจะยกชีวิตของเจ้าให้แก่ผู้อื่นตามอำเภอใจ และเจ้าไม่ควรพลีอุทิศชีวิตของเจ้าให้แก่ผู้ใดตามอำเภอใจเพื่อเห็นแก่ภราดรภาพ  กล่าวคือ เจ้าไม่ควรดูเบาชีวิตของตนเอง  ชีวิตของเจ้าไม่มีค่าสำหรับคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับซาตาน สำหรับสังคมนี้ และสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้ แต่สำหรับพ่อแม่และญาติพี่น้องของเจ้าแล้ว ชีวิตของเจ้ามีความสำคัญสูงสุด เพราะความรับผิดชอบของเจ้าสัมพันธ์กับการอยู่รอดของพวกเขาอย่างแยกไม่ออก  แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือชีวิตของเจ้าสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่างและเหนือเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล  ท่ามกลางชีวิตจำนวนมากที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ชีวิตของเจ้าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้  บางทีเจ้าอาจไม่ให้ค่าแก่ชีวิตของเจ้ามากขนาดนั้น และบางทีเจ้าอาจไม่ควรให้ค่าแก่ชีวิตของเจ้ามากขนาดนั้น แต่ข้อเท็จจริงก็คือชีวิตของเจ้าสำคัญอย่างยิ่งต่อพ่อแม่และญาติพี่น้องของเจ้า ซึ่งเจ้ามีความผูกพันอันแนบแน่นและสัมพันธภาพที่แยกไม่ออกกับพวกเขา  เหตุใดเราจึงพูดเช่นนั้น?  เพราะเจ้ามีความรับผิดชอบต่อพวกเขา พวกเขาเองก็มีความรับผิดชอบต่อเจ้าด้วย เจ้ามีความรับผิดชอบต่อสังคมนี้ และความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อสังคมก็สัมพันธ์กับบทบาทของเจ้าในสังคมนี้  บทบาทของทุกคนและของทุกสิ่งที่มีชีวิตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับพระเจ้า และล้วนเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในอธิปไตยที่พระเจ้ามีเหนือมวลมนุษย์ โลกนี้ พิภพนี้ และจักรวาลนี้  ในสายพระเนตรของพระเจ้า ทุกชีวิตมีนัยสำคัญน้อยยิ่งกว่าทรายเม็ดหนึ่ง และน่าเหยียดหยามยิ่งกว่ามดตัวหนึ่ง อย่างไรก็ดี เพราะคนแต่ละคนคือชีวิตหนึ่ง เป็นชีวิตที่โลดแล่นและมีลมหายใจ เพราะฉะนั้น ภายในอธิปไตยของพระเจ้า แม้ว่าบทบาทที่คนคนนั้นมีจะไม่ใช่บทบาทที่สำคัญ แต่ก็ขาดพวกเขาไม่ได้เช่นกัน  ดังนั้น เมื่อพิจารณาเรื่องนี้จากแง่มุมเหล่านี้ หากคนคนหนึ่งพร้อมที่จะยอมรับกระสุนแทนเพื่อนและไม่เพียงแค่คิดที่จะทำเช่นนั้น แต่เตรียมพร้อมที่จะทำเช่นนั้นทุกขณะ สละชีวิตของตนเองโดยไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบที่ตนมีต่อครอบครัว ความรับผิดชอบที่ตนมีต่อสังคม และแม้กระทั่งภารกิจและหน้าที่ที่พระเจ้าทรงวางไว้บนบ่าของพวกเขา นั่นไม่ผิดหรอกหรือ?  (ผิด)  นั่นคือการทรยศ!  สิ่งล้ำค่าที่สุดที่พระเจ้าทรงมอบให้มนุษย์คือลมหายใจนี้ที่เรียกว่าชีวิต  หากเจ้าสัญญาตามใจชอบว่าจะยกชีวิตของเจ้าให้แก่เพื่อนที่เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถยกชีวิตให้ได้ นี่ไม่ใช่การทรยศพระเจ้าหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่การไม่เคารพชีวิตหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่การกระทำที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรอกหรือ?  นี่เป็นการกระทำที่กบฏต่อพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ชัดเจนว่านี่คือการละทิ้งความรับผิดชอบที่เจ้าควรลุล่วงในครอบครัวของเจ้าและในสังคม และหลบเลี่ยงภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้เจ้าไว้  นี่คือการทรยศ  สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนมีเพียงความรับผิดชอบที่คนเราควรแบกรับเอาไว้ในชีวิตนี้เท่านั้น—ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ความรับผิดชอบต่อสังคม และภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เจ้า  สิ่งสำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบและภารกิจเหล่านี้  หากเจ้าเสียชีวิตด้วยการยอมมอบชีวิตให้แก่อีกคนหนึ่งตามใจชอบเพราะสำนึกชั่วขณะแห่งภราดรภาพและความมุทะลุชั่ววูบ ความรับผิดชอบทั้งหลายของเจ้าจะยังคงดำรงอยู่หรือไม่?  เช่นนั้นแล้วเจ้าจะพูดคุยถึงภารกิจทั้งหลายได้อย่างไร?  ชัดเจนว่าเจ้าไม่ได้รักและทะนุถนอมชีวิตที่พระเจ้าทรงมอบให้เจ้าประดุจสิ่งล้ำค่าที่สุด แต่กลับสัญญายกชีวิตนั้นให้แก่ผู้อื่นตามอำเภอใจ ยอมสละชีวิตของเจ้าเพื่อผู้อื่น ไม่ใส่ใจหรือละทิ้งความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อครอบครัวของเจ้าและสังคมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งผิดศีลธรรมและไม่ยุติธรรม  ดังนั้นเรากำลังพยายามบอกอะไรพวกเจ้าอยู่?  จงอย่าสละชีวิตของเจ้าหรือสัญญาว่าจะยกชีวิตของเจ้าให้แก่ผู้อื่นตามใจชอบ  บางคนถามว่า “ฉันสัญญายกชีวิตของฉันให้พ่อแม่ได้ไหม?  แล้วสัญญายกชีวิตของฉันให้คนรักของฉันล่ะ ใช้ได้ไหม?”  นั่นใช้ไม่ได้  ทำไมจึงใช้ไม่ได้?  พระเจ้าทรงมอบชีวิตให้แก่เจ้าและเปิดโอกาสให้ชีวิตของเจ้าดำเนินต่อไปเพื่อให้เจ้าสามารถลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อครอบครัวของเจ้าและสังคม และลุล่วงภารกิจที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ  เจ้าไม่ควรปฏิบัติต่อชีวิตของตนเองเหมือนเป็นเรื่องตลกโดยการสัญญายกชีวิตของเจ้าให้แก่ผู้อื่น มอบชีวิตของเจ้าให้ผู้อื่น สละชีวิตของเจ้าเพื่อผู้อื่น และอุทิศชีวิตของเจ้าให้ผู้อื่นตามอำเภอใจ  หากคนคนหนึ่งเสียชีวิต พวกเขาจะยังคงสามารถลุล่วงความรับผิดชอบของตนในครอบครัวและสังคม รวมทั้งภารกิจของตนได้หรือไม่?  จะยังคงทำได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  และเมื่อความรับผิดชอบที่คนคนหนึ่งมีต่อครอบครัวและสังคมสิ้นสุดลง บทบาททางสังคมที่พวกเขามีจะยังคงดำรงอยู่หรือไม่?  (ไม่)  เมื่อบทบาททางสังคมที่คนคนหนึ่งมีนั้นสิ้นสุดลง ภารกิจของคนคนนั้นจะยังคงดำรงอยู่หรือไม่?  ไม่ดำรงอยู่  เมื่อภารกิจและบทบาททางสังคมของคนคนหนึ่งสิ้นสุดลง เมื่อนั้นสิ่งที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้าจะยังคงดำรงอยู่หรือไม่?  สิ่งที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้าคือสิ่งมีชีวิต เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต และเมื่อความรับผิดชอบทางสังคมและชีวิตของพวกเขาสิ้นสุดลง และบทบาททั้งหมดทางสังคมของพวกเขากลับคืนสู่ความว่างเปล่า นี่คือการพยายามทำให้มวลมนุษย์ซึ่งอยู่ใต้อธิปไตยของพระเจ้า และแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า กลับคืนสู่ความว่างเปล่าใช่หรือไม่?  หากเจ้าทำเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นการทรยศไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือการทรยศจริงๆ  ชีวิตของเจ้าดำรงอยู่เพื่อความรับผิดชอบและภารกิจของเจ้าเท่านั้น มีแต่ความรับผิดชอบและภารกิจของเจ้าเท่านั้นที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าของชีวิตของเจ้าได้  นอกจากนี้ การยอมรับกระสุนแทนเพื่อนไม่ใช่ความรับผิดชอบและภารกิจของเจ้า  ในฐานะบุคคลที่พระเจ้าทรงมอบชีวิตให้ การลุล่วงความรับผิดชอบและภารกิจที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำคือสิ่งที่เจ้าควรทำ  แต่การยอมรับกระสุนแทนเพื่อนไม่ใช่ความรับผิดชอบหรือภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เจ้า  ในทางกลับกัน นี่เป็นการที่เจ้ากระทำตามสำนึกแห่งภราดรภาพ เป็นการคิดฝันเฟื่องของเจ้าเอง เป็นการคิดอ่านที่ขาดความรับผิดชอบซึ่งเจ้ามีต่อชีวิต และแน่นอนว่าเป็นการคิดอ่านประเภทหนึ่งที่ซาตานปลูกฝังเอาไว้ในตัวผู้คนเพื่อเหยียดหยามและเหยียบย่ำชีวิตของพวกเขา  ดังนั้น ไม่ว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อใด ไม่ว่าเจ้าจะมีเพื่อนรักเป็นคนแบบใด ต่อให้มิตรภาพของเจ้ากับพวกเขาสู้ทนผ่านพ้นสถานการณ์ที่คุกคามชีวิตมาแล้ว ก็จงอย่าสัญญาตามอำเภอใจว่าจะยอมรับกระสุนแทนพวกเขา และอย่ามีความคิดเช่นนี้โดยง่าย อย่าคิดที่จะทุ่มเทอุทิศทั้งชีวิตของเจ้า การมีอยู่ของเจ้า ให้พวกเขา  เจ้าไม่มีความรับผิดชอบหรือภาระผูกพันต่อพวกเขาแต่อย่างใด  หากพวกเจ้ามีผลประโยชน์ที่คล้ายคลึงกัน บุคลิกที่คล้ายคลึงกัน และเดินบนเส้นทางเดียวกัน พวกเจ้าก็สามารถช่วยเหลือกัน พูดคุยกันเกี่ยวกับอะไรก็ตามที่พวกเจ้าชอบ และเป็นเพื่อนสนิทกันได้ แต่มิตรภาพอันใกล้ชิดนี้ไม่ได้สร้างขึ้นบนรากฐานของการยอมรับกระสุนแทนกัน หรือขึ้นอยู่กับการให้ค่าแก่ภราดรภาพ  เจ้าไม่จำเป็นต้องยอมรับกระสุนแทนพวกเขา และเจ้าไม่จำเป็นต้องสละชีวิตของเจ้าหรือแม้แต่หลั่งเลือดสักหยดแทนพวกเขา  บางคนถามว่า “แล้วสำนึกแห่งภราดรภาพของฉันมีไว้ทำอะไร?  ในสภาวะความเป็นมนุษย์ของฉันและในหัวใจของฉัน ฉันอยากแสดงภราดรภาพออกมาเสมอ แล้วฉันควรทำอย่างไร?”  หากเจ้าอยากแสดงให้เห็นภราดรภาพจริงๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรบอกอีกฝ่ายถึงความจริงที่เจ้าเข้าใจ  เมื่อเจ้าเห็นว่าอีกฝ่ายอ่อนแอก็จงเกื้อหนุนเขา  จงอย่ายืนดูอยู่ด้านข้างเฉยๆ เมื่อพวกเขาไปผิดทาง ก็จงเตือนพวกเขา แนะนำพวกเขา และยื่นมือช่วยเหลือพวกเขา  เมื่อเจ้าเห็นปัญหาของอีกฝ่าย เจ้าก็มีภาระผูกพันที่จะต้องช่วยเหลือพวกเขา แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องยอมรับกระสุนแทนพวกเขา เจ้าไม่จำเป็นต้องสัญญาว่าจะยกชีวิตของเจ้าให้แก่พวกเขา  ความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อพวกเขาเป็นเพียงการช่วยเหลือ เกื้อหนุน เตือนความจำ ให้คำแนะนำ หรือบางครั้งก็ให้อภัยและยอมผ่อนปรนสักหน่อย แต่ไม่ใช่การสละชีวิตของเจ้าเพื่อพวกเขา และยิ่งไม่ต้องแสดงให้พวกเขาเห็นสำนึกบางอย่างที่เรียกกันว่าภราดรภาพ  สำหรับเรา ภราดรภาพเป็นแต่เพียงความมุทะลุ และไม่ได้เป็นของความจริง  เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตที่พระเจ้าทรงมอบให้ผู้คนแล้ว ภราดรภาพระหว่างผู้คนก็คือขยะ  เป็นความมุทะลุประเภทหนึ่งที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวผู้คน เป็นกลอุบายอันฉลาดแกมโกงที่ทำให้ผู้คนทำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยความหุนหันพลันแล่นเพื่อภราดรภาพ สิ่งที่พวกเขาจะพยายามลืมไปเสีย และเป็นสิ่งที่พวกเขาจะเสียใจไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่  นี่ไม่สมควรกระทำ  เพราะฉะนั้นเจ้าควรปล่อยแนวคิดเรื่องภราดรภาพนี้ไปจะดีกว่า  อย่าดำเนินชีวิตตามภราดรภาพ แต่จงดำเนินชีวิตตามความจริงและพระวจนะของพระเจ้าแทน  อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ควรดำเนินชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ มโนธรรม และเหตุผลของเจ้า คบหาทุกคนและรับมือทุกสิ่งอย่างมีเหตุผล และทำทุกสิ่งอย่างถูกต้องเหมาะสมตามมโนธรรมและเหตุผลของเจ้า

เมื่อได้สามัคคีธรรมถึงคำกล่าวและข้อคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบและชีวิตไปแล้ว ตอนนี้พวกเจ้ามีวิจารณญาณในเรื่องข้อกำหนดทางด้านศีลธรรมที่ให้ยอมรับกระสุนแทนเพื่อนแล้วหรือไม่?  ในเมื่อเจ้ามีวิจารณญาณแล้ว เจ้ามีหลักธรรมที่ถูกต้องเพื่อจัดการข้อกำหนดเช่นนี้หรือไม่?  (มี)  เจ้าจะทำอย่างไรหากมีใครบางคนขอให้เจ้ายอมรับกระสุนแทนพวกเขาจริงๆ?  เจ้าจะตอบว่าอย่างไร?  เจ้าย่อมจะพูดว่า “ถ้าคุณเรียกร้องให้ฉันยอมรับกระสุนแทนคุณ เช่นนั้นแล้วคุณก็คือคนที่อยากเอาชีวิตฉัน  ถ้าคุณอยากเอาชีวิตฉัน ถ้าคุณเรียกร้องเอาจากฉันแบบนี้ เช่นนั้นแล้วคุณก็กำลังลิดรอนสิทธิ์ที่จะลุล่วงความรับผิดชอบในครอบครัวของฉัน และสิทธิ์ของฉันที่จะลุล่วงความรับผิดชอบในสังคม  นี่คือการลิดรอนสิทธิมนุษยชนของฉันด้วย และที่สำคัญกว่านั้น ลิดรอนโอกาสที่ฉันจะนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของฉันให้ดี  การที่คุณลิดรอนสิทธิมนุษยชนของฉันเช่นนี้ย่อมจะเป็นจุดจบของฉัน!  คุณกำลังลิดรอนสิทธิ์มากมายไปจากฉันและกำลังจะให้ฉันยอมตายเพื่อคุณ  คุณจะเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจไปได้ถึงไหนกัน?  แล้วคุณยังคงเป็นเพื่อนของฉันอยู่หรือเปล่า?  ชัดเจนว่าคุณไม่ใช่เพื่อนของฉัน แต่เป็นศัตรูของฉัน”  การพูดเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  นั่นเป็นเรื่องถูกต้องที่ควรพูดจริงๆ  เจ้ากล้าพูดเช่นนั้นหรือไม่?  เจ้าเข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริงหรือไม่?  หากเพื่อนของเจ้าคนใดเฝ้าขอให้เจ้ายอมรับกระสุนแทนพวกเขาและเรียกร้องชีวิตของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรอยู่ให้ห่างจากพวกเขาทันทีที่มีโอกาส เพราะพวกเขาไม่ใช่คนดี  จงอย่าคิดว่าพวกเขาควรเป็นเพื่อนของเจ้าเพียงเพราะพวกเขายอมรับกระสุนแทนเจ้าได้  เจ้าจงพูดว่า “ฉันไม่ได้ขอให้คุณยอมรับกระสุนแทนฉัน เป็นคุณเองที่อาสาทำอย่างนั้น  ต่อให้คุณสามารถรับกระสุนแทนฉันได้ ก็อย่าแม้แต่จะคิดขอให้ฉันยอมรับกระสุนแทนคุณ  คุณไม่มีเหตุผล แต่ฉันเข้าใจความจริง ฉันมีเหตุผล และฉันก็จะจัดการเรื่องนี้อย่างมีเหตุผล  ไม่ว่าคุณจะรับกระสุนแทนฉันไปกี่ครั้งแล้วก็ตาม ฉันจะไม่วู่วามยอมรับกระสุนแทนคุณ  ถ้าคุณกำลังลำบาก ฉันจะช่วยเหลือคุณอย่างสุดความสามารถ แต่แน่นอนที่สุดว่าฉันจะไม่ละทิ้งความรับผิดชอบและภารกิจที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันทำในชีวิตนี้ แล้วมามีชีวิตอยู่เพื่อคุณเท่านั้น  ในโลกของฉันมีแต่ความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน และภารกิจเท่านั้น  ถ้าคุณต้องการผูกมิตรกับฉัน เช่นนั้นแล้วฉันขอให้คุณช่วยเหลือฉัน สนับสนุนให้ฉันลุล่วงความรับผิดชอบของฉันและทำภารกิจของฉันให้เสร็จสิ้นไปด้วยกัน  เมื่อนั้นเท่านั้นคุณถึงจะเป็นเพื่อนแท้ของฉัน  ถ้าคุณเฝ้าขอให้ฉันยอมรับกระสุนแทนคุณ และยังคงให้ฉันสัญญาอะไรแบบนี้ ให้สละชีวิตเพื่อคุณ และยกชีวิตของฉันให้คุณ เช่นนั้นแล้วคุณก็ควรไปจากฉันทันที คุณไม่ใช่เพื่อนของฉัน ฉันไม่อยากผูกมิตรกับคนอย่างคุณ และฉันก็ไม่อยากเป็นเพื่อนกับคนอย่างคุณ”  เจ้าคิดอย่างไรกับการพูดเช่นนี้?  (ดี)  ดีอย่างไร?  เมื่อไม่มีเพื่อนเช่นนี้ เจ้าก็ไม่มีความกดดัน เป็นอิสระจากความกังวล ปราศจากภาระทางความคิดใดๆ และไม่ถูกพันธนาการไว้โดยแนวคิดต่างๆ เช่น การให้ค่าแก่ภราดรภาพ  อันที่จริงหากมีใครบางคนพูดว่า “คนอย่างคุณที่ไม่ยอมรับกระสุนแทนเพื่อน ไม่ควรค่าที่จะคบหา และไม่สามารถเป็นเพื่อนกับใครได้” เจ้าจะรู้สึกเศร้าเมื่อได้ฟังเช่นนี้หรือไม่?  คำพูดเหล่านี้จะส่งผลกับเจ้าหรือไม่?  เจ้าจะรู้สึกเศร้าและคิดลบ รู้สึกว่าถูกผู้คนทอดทิ้ง ไม่รู้สึกถึงการดำรงอยู่ แล้วก็ไม่มีความหวังในชีวิตหรือไม่?  นี่เป็นไปได้ แต่เมื่อเจ้าเข้าใจความจริง เจ้าก็จะสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้ และเจ้าจะไม่ถูกคำพูดเหล่านี้ตีกรอบ  เริ่มจากวันนี้ไปเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นของวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องแบกภาระเหล่านี้ไว้  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตได้  เจ้าจะนำเรื่องนี้ไปปฏิบัติหรือไม่?  (ทำ)  แน่นอนว่านี่ไม่ใช่บางสิ่งที่สามารถวางมือได้เร็วขนาดนั้น  ก่อนอื่นผู้คนต้องตระเตรียมความรู้สึกนึกคิดของตน ใคร่ครวญทีละนิด แสวงหาความจริงทีละน้อย เข้าใจทีละนิด แล้วนำไปปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงทีละน้อย  นี่คือการใช้หลักธรรมความจริงมาจัดการและรับมือสัมพันธภาพและการคบหากับผู้คน  โดยสรุป เราอยากจะกล่าวแก่พวกเจ้าสักสองสามคำเป็นการปิดท้ายว่า จงรักและทะนุถนอมชีวิตและความรับผิดชอบของเจ้า รักและทะนุถนอมโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้เจ้า ตลอดจนรักและทะนุถนอมภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้เจ้า  เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่?  (ใช่)  น่ายินดีมิใช่หรือที่เจ้าเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้?  (ใช่)  หากเจ้าไม่ถูกแนวคิดและทัศนะที่ผิดพลาดเหล่านี้ควบคุมและพันธนาการเอาไว้ เจ้าก็จะรู้สึกสบายใจ  แต่ตอนนี้เจ้าไม่สบายใจจริงๆ  ในอนาคตเมื่อเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่ถูกสิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นทุกข์อีกต่อไปแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสบายใจอย่างแท้จริง  เฉพาะผู้ที่มองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย ประพฤติปฏิบัติตนและกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าทุกประการอย่างแท้จริง โดยมีความจริงเป็นหลักเกณฑ์ของตนเท่านั้น ที่ผ่อนคลายและสบายใจอย่างแท้จริง มีสันติสุขและความยินดี ดำเนินชีวิตและวางตัวตามความจริง และจะไม่มีวันเสียใจ  พวกเรามาจบสามัคคีธรรมของวันนี้กันตรงนี้เถิด

7 พฤษภาคม ค.ศ. 2022

เชิงอรรถ:

ก. ข่งหรงปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าของจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและใช้อบรมสั่งสอนเด็กๆ ตามขนบเกี่ยวกับคุณค่าของความมีมารยาทและความรักฉันพี่น้อง  เรื่องดังกล่าวเล่าถึงการที่ข่งหรงในวัยสี่ขวบยกลูกแพร์ที่ใหญ่กว่าให้พี่ชายทั้งหลายของตนและเอาลูกแพร์ที่เล็กที่สุดไว้เองตอนที่ครอบครัวของเขาได้รับลูกแพร์มาหนึ่งตะกร้า

ก่อนหน้า: การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (9)

ถัดไป: การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11)

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger