การตื่นรู้ที่ล่าช้า

วันที่ 29 เดือน 07 ปี 2022

โดย หลินหมิ่น, จีน

ปี 2013 ฉันยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ตอนนั้นฉัน กระตือรือร้นมาก ฉันมักจะอ่านพระวจนะ เข้านัดพบ และสามัคคีธรรมอย่างแข็งขัน ในไม่ช้า ผู้นำก็ให้ฉันดูแลกลุ่มนัดพบสองสามกลุ่ม แถมยังคอยส่งเสริมฉันให้ไล่ตามความจริง และเตรียมฝึกฉันเป็นมัคนายกให้น้ำ ตอนนั้น ฉันเพลิดเพลินกับความรู้สึกมีค่า จึงพยายามสามัคคีธรรมตามความจริง และแก้ไขปัญหาของพี่น้องชายหญิง ฉันอยากให้ทุกคนนับถือ และพูดว่าฉันมีขีดความสามารถดี ถึงจะเชื่อมาไม่นาน ฉันก็สามัคคีธรรมตามความจริงและแก้ไขปัญหาได้ และฉันคือคนที่ไล่ตามความจริง

ไม่ช้า พี่เซียวเจินก็ถูกย้ายมาคริสตจักรเรา ตอนแรกฉันดูแลการให้น้ำ และนัดพบเธอ ผ่านไปสักพัก คริสตจักรก็จัดการเลือกตั้ง คนอื่นๆ มองว่าเธอไล่ตามได้ดี มีขีดความสามารถดี และรับความจริงได้โดยบริสุทธิ์ พวกเขาจึงเลือกเธอเป็นมัคนายกให้น้ำ ตอนนั้นฉันเห็นเหล่าพี่น้องต่างนับถือ แถมผู้นำก็ให้ค่าเธอ ฉันรู้สึกว่าตัวเองถูกลืม จึงเกิดความอิจฉา และเศร้ามาก คิดว่า “ถ้าเซียวเจินไม่มาที่นี่ ผู้นำคงบ่มเพาะฉันแทน แต่ตอนนี้เธอมาขโมยความรุ่งโรจน์ไปจากฉัน ถ้าปฏิบัตินานกว่านี้อีกหน่อย เธอก็จะเหนือกว่าฉัน แล้วพี่น้องชายหญิง ก็จะนับถือเธอมากกว่า” ยิ่งคิดเรื่องนี้ฉันยิ่งหงุดหงิด จนถึงขั้นนอนไม่หลับ เพื่อห้ามไม่ให้ผู้นำบ่มเพาะเซียวเจิน ฉันจึงพูดต่อหน้าผู้นำหลายครั้งว่า “เซียวเจินเชื่อมาไม่นาน เธอจึงไม่เข้าใจความจริง และแก้ปัญหาด้วยความจริงไม่ได้ เธอไม่เหมาะกับงานให้น้ำ” ผู้นำเห็นฉันอยู่ในสภาวะของความอิจฉา จึงสามัคคีธรรม และชี้ให้ฉันเห็นถึงปัญหาที่มี บอกว่า ฉันอยากได้สถานะ อิจฉาและทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้ เหล่านี้คือการสำแดงความเป็นมนุษย์ที่แย่ ฉันรู้ว่าการอิจฉาเซียวเจินนั้นผิด พระเจ้าทรงเกลียด และฉันต้องเลิกเป็นแบบนี้ จากนั้น ถึงภายนอกฉันจะดูควบคุมตัวเองและเลิกพูดเรื่องเซียวเจิน แต่ฉันก็ปล่อยความริษยาที่มีต่อเธอไปไม่ได้ บางครั้ง เธอมาถามฉันเวลาไม่รู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับงาน และจัดแจงให้ฉันไปเกื้อหนุนผู้มาใหม่ สิ่งนี้ทำให้ฉันข้องใจมาก คิดว่า “ฉันเคยให้น้ำคุณมาก่อน แต่พอมีตำแหน่ง คุณก็สั่งให้ฉันทำนู่นทำนี่ ฉันต้องรับคำสั่งคุณเหรอ? ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้นำหรือคนทำงาน แต่ก็ไม่ได้แย่ไปกว่าคุณเลย” ฉันคิดว่า “ฉันต้องสามัคคีธรรมตามความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของเหล่าพี่น้องให้มากขึ้น แบบนั้น พวกเขาจะได้คิดว่าฉันเก่งกว่าเซียวเจิน แล้วพวกเขาก็จะเคารพฉันมากกว่า” หลังจากนั้น เวลาเห็นเหล่าพี่น้องมีเรื่องยากลำบากหรือสภาวะที่ทุกข์ใจ ฉันจะรุดหาพระวจนะ ไปสามัคคีธรรมและแก้ไข ทุกคนบอกว่าฉันสามัคคีธรรมได้ดี ซึ่งฉันมีความสุขมาก

มีครั้งหนึ่ง เซียวเจินชี้ให้เห็นปัญหาของเหลียงจิง แต่เหลียงจิงไม่ยอมรับ แถมเผยแพร่อคติและความเห็นต่อเซียวเจินในการนัดพบ พอได้ยินฉันก็พอใจมาก “ดีที่ได้เห็นทุกคนมีความเห็นเรื่องเธอ แบบนี้เธอก็จะได้ไม่มีที่ในหัวใจของเหล่าพี่น้อง” ฉันรีบเสริมต่อจากเหลียงจิงว่า “ฉันก็ไม่ประทับใจในตัวเซียวเจินเหมือนกัน เธอเป็นมัคนายกให้น้ำ แต่ทำตัวเหมือนพวกข้าราชการ คอยสั่งให้ฉันทำนู่นทำนี่” พอพูดจบ เหลียงจิงและพี่สาวอีกคนก็เห็นด้วย ฉันบอกว่าเซียวเจินมีประสบการณ์ที่ผิวเผิน ไม่เข้าใจเรื่องต่างๆ และพูดแรงเกินไป พอฟังที่ฉันพูด เหลียงจิงก็ยิ่งอคติกับเซียวเฉินมากขึ้น ต่อมาที่การนัดพบ เวลาเซียวเจินสามัคคีธรรม เหลียงจิงจะฟังด้วยใบหน้าบึ้งตึง บางครั้งก็จะคอยเถียงกับเซียวเจินในเรื่องเล็กๆ ซึ่งทำให้เซียวเจินอึดอัด ก่อความไม่สงบและทำให้ชีวิตคริสตจักรหยุดชะงัก ตอนนั้น ฉันสามัคคีธรรมกับเหลียงจิงไปลวกๆ ว่าควรปฏิบัติต่อเซียวเจินให้ถูก แต่ที่จริงฉันมีความสุขมาก เหลียงจิงทะเลาะกับเซียวเจินตลอด ซึ่งกระทบกับสภาวะของเซียวเจินแน่นอน ถ้าเธอเกิดคิดลบและทำหน้าที่ให้ดีไม่ได้ เธอคงถูกเปลี่ยนตัว แล้วพี่น้องชายหญิงก็จะไม่นับถือเธอ ฉันแปลกใจมาก ที่สภาวะของเธอฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เซียวเจินยังคงแบกรับภาระในหน้าที่ ปกป้องงานของคริสตจักร และยุติธรรม ไม่กี่เดือนต่อมา เซียวเจินถูกเลือกเป็นผู้นำคริสตจักร มีเรื่องอะไรเหล่าพี่น้องก็จะไปหาเธอ และฉันรู้สึกเศร้าใจมาก คิดว่า “ฉันก็แก้ไขปัญหาได้ ฉันไม่ได้แย่ไปกว่าเธอเลย แต่ตอนนี้เธอเป็นผู้นำ และนับจากนี้ ในใจของเหล่าพี่น้องก็จะมีแต่เธอ ไม่ใช่ฉัน” พอคิดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกอิจฉาและต่อต้าน จากนั้นในการนัดพบ ฉันก็ไม่อยากคุยกับเธอ เวลาเห็นเธอสามัคคีธรรมไม่ชัดเจน หรืองานบางอย่างเสร็จแบบไม่ดี ฉันก็ไม่พยายามชดเชยหรือแก้ไข ฉันถึงกับจงใจขุดปัญหาของเธอ และโจมตีให้เธอดูแย่

ครั้งหนึ่งที่การนัดพบ พี่สาวสองคนทะเลาะกัน เพราะมีมุมมองต่างกัน ซึ่งมันก่อความไม่สงบแก่ชีวิตคริสตจักร ฉันรายงานเรื่องนี้ต่อเซียวเจิน แต่เธอยุ่งเรื่องอื่นอยู่ และสามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขไม่ทัน ฉันจึงหยิบปัญหานี้มาพูดต่อหน้าทุกคน ว่าเธอไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง หวังว่าพี่น้องชายหญิงเลิกนับถือเธอ บางคนพอได้ยินเรื่องนี้ ก็ตำหนิที่เธอไม่แก้ปัญหา ซึ่งทำให้เซียวเจินคิดลบ และรู้สึกอายเล็กน้อย ต่อมาที่การนัดพบ เวลาเซียวเจินอยู่ ฉันก็มักจะแข่งขันกับเธอ เพื่อให้เธอดูแย่กว่า และทำให้คนอื่นนับถือฉัน หากว่าใครมีปัญหา ฉันก็จะรีบหา ว่าพระวจนะส่วนไหนช่วยแก้ไขได้ และจะสามัคคีธรรมก่อน ฉันกลัวว่าเสียวเจิน จะชิงทำก่อน และฉันจะไม่มีโอกาสได้อวดตน พอเซียวเจินเห็นฉันแก้ปัญหาแล้ว เธอก็ไม่ได้สามัคคีธรรมเพิ่มเติม เพราะฉันอวดตนอยู่บ่อยครั้ง ทุกคนจึงชื่นชมฉัน ในการพบปะ ทุกคนต่างมุ่งความสนใจมาที่ฉัน และหวังว่าฉันจะสามัคคีธรรม และแก้ไขสภาวะหรือความยากลำบากของพวกเขาได้ ผู้นำกลุ่มคนหนึ่งเตือนฉันว่า ฉันกำลังไล่ตามความมีหน้ามีตา และอยู่บนทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ แต่ฉันก็ไม่ใส่ใจ ต่อมา เซียวเจินยิ่งอึดอัดในหน้าที่มากขึ้น สามัคคีธรรมในการนัดพบน้อยลง และอยู่ในสภาวะที่คิดลบ เธอบอกว่า ให้ฉันทำหน้าที่แทนเธอเลยคงจะดีกว่า เธอถึงกับเสนอว่าจะลาออกหลายครั้ง สุดท้ายเธอก็ถูกปลด เพราะอยู่ในสภาวะที่แย่ และทำหน้าที่ได้ไม่ดี ตอนฉันรู้เรื่องนี้ ฉันมีความสุขมาก คิดว่า “ในที่สุดเซียวเจินก็ถูกปลด ที่นี้เธอก็จะไม่ดูเก่งกว่าฉันแล้ว และเหล่าพี่น้องก็จะไม่คิดว่าฉันแย่กว่าเธอ”

ผ่านไปไม่นาน ผู้นำก็รู้ถึงพฤติกรรม และมาสามัคคีธรรมกับฉัน เธอเปิดโปงฉัน ที่ไม่รับบทบาทเชิงบวกในคริสตจักร แข่งกับเซียวเจินเพื่อสถานะ ดูแคลน ตัดสิน และกีดกันเธออยู่บ่อยๆ จนทำให้เธอคิดลบ และอึดอัด จนไม่มีทางทำหน้าที่ได้ สุดท้ายเธอก็อยากลาออก นี่เป็นการโจมตีเธอ และทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก ผู้นำยังชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาของพี่น้องชายหญิง ทำให้ฉันดูมีความรับผิดชอบ แต่ที่จริงมันคือการอวดตน แนะนำคนอื่นมาอยู่หน้าฉัน สุดท้ายผู้นำก็ปลดฉันและแยกฉันออกจากคนอื่น และบอกให้ฉันทบทวนตัวเอง ฉันยอมรับ และเชื่อฟังแบบผิวเผิน แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนมันไม่ยุติธรรม ฉันคิดว่าผู้นำ ยึดเอาความเสื่อมทรามของฉันมาเป็นประเด็นเพื่อลงโทษฉัน ฉันระบายความไม่พอใจในการนัดพบ บอกว่าผู้นำไม่ทำตามหลักธรรม ลงโทษฉันตามอำเภอใจ และอื่นๆ ทำให้ทุกคนที่นั่นเข้าข้างฉัน และตัดสินผู้นำ เพราะว่าฉันแข่งขันเพื่อสถานะ สร้างพรรคพวก และทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักอย่างร้ายแรง แถมยังไม่ทบทวนตัวเองหรือกลับใจ ตอนที่ถูกเปิดโปงและจัดการ จากผู้นำ คนทำงาน และพี่น้องชายหญิงหลายครั้ง สุดท้ายฉันก็ถูกไล่ออกจากคริสตจักร

ตอนที่ได้ยินเรื่องการจัดเตรียมนี้ ฉันก็ชะงักไปเลย ฉันรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัส และร้องไห้เยอะมาก คิดว่า “มันจบลงแล้วจริงๆ ฉันจะใช้ชีวิตคริสตจักรและทำหน้าที่ไม่ได้อีกต่อไป และฉันจะไม่ถูกช่วยให้รอด” ฉันรู้สึกว่าถูกพระนิเวศกีดกัน เลยถูกเปิดโปงและขับออก เวลาอธิษฐาน ฉันไม่รู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่เลย มันรู้สึกเหมือนกับตายไปแล้ว เมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริง ว่าเหล่าพี่น้องเปิดโปงฉัน ยิ่งกว่าความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง คือฉันพอใจและต่อต้านมาก คิดว่า “ฉันทำชั่วไปมากมายจริงเหรอ? มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันจะอวดตนได้ยังไง? ฉันก็สามัคคีธรรมตามพระวจนะทุกครั้งไม่ใช่เหรอ? อีกอย่าง ฉันเชื่อในพระเจ้ามาแค่สี่ปี และยังไม่เข้าใจความจริง ถึงฉันจะเปิดโปงความเสื่อมทราม และทำตัวชั่วร้ายไปบ้าง มันก็เป็นเรื่องที่อภัยได้ ไม่ถึงกับต้องไล่ออกใช่ไหม? การจัดการฉันแบบนี้ไม่แรงไปเหรอ?” ยิ่งคิดฉันยิ่งรู้สึกคิดลบ ฉันรู้สึกหมดหวังกับการเชื่อในพระเจ้า คิดว่าไม่มีอวสานหรือบั้นปลาย น้ำตาฉันพรั่งพรูออกมาอย่างคุมไม่อยู่ แล้วฉัน ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายวัน ปวดหัวจนเหมือนมันแตกออกจากกัน ฉันทุกข์ใจ และหมดหวัง คิดว่า “ในเมื่อชีวิตมันเจ็บปวดขนาดนี้ ตายแล้วจบทุกอย่างไปดีกว่า”

สองสามวันต่อมา พี่สาวคนหนึ่งมาหาฉัน เธอเห็นใบหน้าที่ซีดเซียว ได้ยินเสียงที่อ่อนแอของฉัน และตระหนักได้ว่า ฉันยังอยู่ในสภาวะที่เป็นลบ จึงสามัคคีธรรมกับฉันว่า “เมื่อสภาพแวดล้อมเช่นนี้มาถึง พระเจ้าทรงต้องการให้เราทบทวนตัวเอง รู้จักแหล่งกำเนิดของความชั่ว กลับใจ และเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราไม่เข้าใจน้ำพระทัย ไม่ทบทวนตัวเองอย่างเหมาะสม ยังคำนึงถึงจุดจบของตัวเอง และต่อต้านอย่างนิ่งเฉย ถ้ายังทำแบบนี้ เราก็จะถูกพระเจ้าทรงเกลียดและขับออกจริงๆ” เธอยังบอกด้วยว่า “การกระทำชั่วของชาวนีนะเวห์ล่วงเกินพระเจ้า แต่เมื่อพวกเขาสารภาพบาป และกลับใจต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง พระองค์ก็ทรงถอนพระพิโรธ และแสดงความกรุณาแก่พวกเขา” พอฟังสามัคคีธรรมของพี่คนนี้ ฉันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย

พอเธอกลับไป ฉันก็เปิดหนังสือพระวจนะและอ่านบทตอนนี้ “ไม่ว่าพระเจ้ากริ้วชาวนีนะเวห์เพียงใดก็ตาม ทันทีที่พวกเขาประกาศเรื่องการอดอาหารและนุ่งห่มผ้ากระสอบและนั่งบนกองขี้เถ้า พระทัยของพระองค์ก็เริ่มอ่อนลง และพระองค์เริ่มเปลี่ยนพระทัย ในเวลาที่พระองค์ทรงกล่าวประกาศต่อพวกเขาว่าพระองค์จะทำลายเมืองนี้—ชั่วขณะก่อนการกลับใจและการสารภาพบาปของพวกเขานั้น—พระเจ้ายังคงกริ้วพวกเขา ทันทีที่พวกเขาได้ดำเนินลำดับการกระทำที่กลับใจต่างๆ แล้ว พระโทสะที่พระเจ้ามีต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์ก็ค่อยๆ แปลงรูปเป็นความปรานีและการทนยอมรับพวกเขา…พระเจ้าทรงใช้ท่าทีของพระองค์เพื่อบอกผู้คนดังนี้ว่า ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่ทรงทนยอมรับผู้คนหรือว่าพระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์จะแสดงความปรานีต่อพวกเขา แต่เป็นเพราะพวกเขาแทบจะไม่กลับใจต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่พบได้ยากที่ผู้คนจะหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำอย่างแท้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อพระเจ้ากริ้วมนุษย์ พระองค์ทรงหวังว่ามนุษย์จะสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง และพระองค์ทรงหวังโดยแท้ว่าจะมองเห็นการกลับใจที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งในกรณีนั้น พระองค์ก็จะประทานความปรานีและการทนยอมรับให้กับมนุษย์อย่างโอบอ้อมอารีต่อไป นี่จึงกล่าวได้ว่าการประพฤติชั่วของมนุษย์ก่อให้เกิดพระพิโรธของพระเจ้า ในขณะที่ความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้าถูกประทานให้กับผู้ที่ฟังพระเจ้าและกลับใจเฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างแท้จริง ให้กับผู้ที่สามารถหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ ท่าทีของพระเจ้าได้รับการเผยอย่างชัดเจนมากในการปฏิบัติต่อชาวนีนะเวห์ของพระองค์ กล่าวคือ ความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้าไม่ได้ยากที่จะได้รับมาเลย และสิ่งที่พระองค์ทรงพึงประสงค์คือการกลับใจที่แท้จริงของคนเรา ตราบเท่าที่ผู้คนหันกลับจากการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ พระเจ้าจะเปลี่ยนพระทัยของพระองค์และท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขา” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังอ่านพระวจนะ ฉันก็ตื้นตันใจมาก ชาวนีนะเวห์ทำชั่วมากมายและต่อต้านพระเจ้า และพระองค์ก็ส่งความวิบัติไปทำลายพวกเขา แต่พอพวกเขาได้ฟังคำประกาศของโยนาห์ พวกเขาก็สารภาพบาปอย่างจริงใจ กลับใจ ยุติความรุนแรง และหยุดทำชั่ว จนถึงจุดที่พระเจ้าเปลี่ยนพระทัย และแสดงการทนยอมรับและความปรานีต่อพวกเขา พระวจนะทำให้ฉันได้มีหวังขึ้นมา การกระทำของฉัน ทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก สิ่งนี้ล่วงเกินพระอุปนิสัย ฉันจึงถูกขับไล่จากคริสตจักร นี่คือพระพิโรธที่พระเจ้ามีต่อฉัน และเป็นการตีสอนอันชอบธรรมด้วย พระเจ้าไม่ได้ทรงพยายามขับฉันออก แต่ทรงต้องการให้ฉันรับรู้อุปนิสัยเสื่อมทรามของตัวเอง และกลับใจอย่างแท้จริง แต่ฉันล่ะ? ฉันไม่ทบทวนตัวเอง ไม่สารภาพบาปต่อพระเจ้าและกลับใจ ฉันยังคิดลบและต่อต้าน ถึงขั้นอยากสู้กับพระเจ้าด้วยความตาย ฉันไม่รู้ว่าอะไรดีสำหรับฉัน ฉันมันไร้เหตุผลจริงๆ! ถึงฉันจะถูกไล่ออกจากคริสตจักร งานแห่งความรอดของพระเจ้าก็ยังไม่จบลง ฉันจึงยอมล้มเลิกไม่ได้ ฉันต้องทบทวนตัวเอง แสวงหาความจริง เพื่อแก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทราม และกลับใจต่อพระเจ้า

แล้วจากนั้น ฉันก็อธิษฐานต่อพระองค์ และอ่านพระวจนะเพื่อทบทวนตัวเอง ครั้งหนึ่ง ฉันเห็นพระวจนะสองบทตอนที่ว่า “ผู้คนบางคนชื่นชูเปาโลมากเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาชอบที่จะออกไปข้างนอกและกล่าวสุนทรพจน์และทำงาน พวกเขาชอบที่จะเข้าร่วมการชุมนุมและเทศนา พวกเขาชอบให้ผู้คนฟังพวกเขา เคารพบูชาพวกเขา และกังวลสนใจพวกเขาเป็นหลัก พวกเขาชอบที่จะมีสถานะในจิตใจของผู้อื่น และพวกเขาซาบซึ้งเมื่อผู้อื่นให้คุณค่าภาพลักษณ์ที่พวกเขานำเสนอ พวกเราลองมาวิเคราะห์ธรรมชาติของพวกเขาจากพฤติกรรมเหล่านี้กันว่า สิ่งใดหรือที่เป็นธรรมชาติของพวกเขา? หากพวกเขาประพฤติเช่นนี้จริง เช่นนั้นแล้วมันก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาโอหังและทะนงตน พวกเขาไม่นมัสการพระเจ้าแต่อย่างใดเลย พวกเขาแสวงหาสถานะที่สูงส่งกว่าและปรารถนาที่จะมีสิทธิอำนาจเหนือผู้อื่น ที่จะครองพวกเขา และที่จะมีสถานะในจิตใจของพวกเขา นี่คือภาพลักษณ์ดั้งเดิมของซาตาน แง่มุมที่โดดเด่นของธรรมชาติของพวกเขาก็คือความโอหังและความทะนงตน ความไม่เต็มใจที่จะนมัสการพระเจ้า และความปรารถนาที่จะได้รับการเคารพบูชาจากผู้อื่น พฤติกรรมเช่นนั้นสามารถให้ทรรศนะที่ชัดเจนมากแก่เจ้าในเรื่องธรรมชาติของพวกเขา” (“วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) “ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีอุปนิสัยที่โอหังและทะนงตน เช่นนั้นแล้วการถูกบอกให้ไม่ต่อต้านพระเจ้าก็คงไม่สร้างความแตกต่างอะไร เจ้าไม่อาจห้ามตัวเองได้มันอยู่เหนือการควบคุมของตัวเจ้า เจ้าคงจะไม่ทำสิ่งนั้นโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำสิ่งนั้นไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้าและเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง นำเสนอตัวเจ้าเองอยู่เนืองนิตย์ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าสบประมาทผู้อื่น สิ่งเหล่านั้นจะไม่ปล่อยให้หัวใจของเจ้ามีผู้ใดนอกจากตัวเจ้าเอง ความโอหังและความทะนงตนจะปล้นที่ทางของพระเจ้าในหัวใจของเจ้าไป และในท้ายที่สุดก็จะเป็นเหตุให้เจ้านั่งแทนที่พระเจ้าและเรียกร้องให้ผู้คนนบนอบเจ้า เทิดทูนความคิด แนวคิด และมโนคติอันหลงผิดของเจ้าว่าเป็นความจริง จงดูเถิดว่า ผู้คนทำความชั่วไปมากเพียงใดภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของพวกเขา!” (“โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระวจนะเปิดเผยการสำแดงของฉัน ฉันมีอุปนิสัยที่โอหังและคิดว่าตนชอบธรรม ฉันชอบอวดตนตอนสามัคคีธรรม ชอบให้คนอื่นอยู่รายล้อม ฉันอยากยึดครองพื้นที่ในใจคน และทำให้พวกเขาชื่นชมนับถือฉัน ฉันใช้ชีวิตตามธรรมชาติของปีศาจ เหมือนอย่างซาตาน ในตอนแรก ผู้นำมุ่งเน้นที่จะบ่มเพาะฉัน และฉันก็ชอบใจมาก ต่อมาฉันก็เห็นว่าผู้นำให้ค่า และบ่มเพาะเซียวเจิน ฉันรู้สึกถึงวิกฤต และกังวลว่าเธอจะมาแทนที่ฉัน ฉันจึงอิจฉา และแข่งกับเธอในทุกเรื่อง หวังจะข่มเหงเธอ ในการชุมนุม เมื่อไหร่ที่เซียวเจินมา ฉันก็พยายามสามัคคีธรรมก่อนเธอ เพราะกลัวเธอจะแย่งความสนใจไป เพื่อทำให้พี่น้องชายหญิงนับถือฉัน ฉันจึงกระตือรือร้นใช้พระวจนะสามัคคีธรรม และแก้ปัญหา หรือสภาวะของเหล่าพี่น้อง เพื่ออวดตนว่าฉันเข้าใจความจริง และแบกรับภาระในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ฉันยังอวดตนไปทั่วทุกที่ ซึ่งเป็นการหลอกลวงพี่น้องทุกคน ให้ชื่นชม และนับถือฉัน ทำให้พวกเขานำความยากลำบากและสภาวะมาหาฉัน ฉันกำลังนำผู้คนมาอยู่หน้าตัวเองไม่ใช่เหรอ? ฉันเห็นว่าตัวเองโอหังถึงขั้นไม่เคารพใคร และไม่มีพระเจ้าในหัวใจ ฉันไม่ได้แย่งชิงสถานะกับใคร แต่แข่งกับพระเจ้าเพื่อผู้คน ซึ่งมันล่วงเกินพระอุปนิสัย

จากนั้น ฉันก็อ่านพระวจนะอีกครั้ง “ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติหน้าที่อันใด พวกเขาก็จะพยายามให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งอาวุโสและเข้าควบคุมดูแล พวกเขาไม่มีวันสามารถเป็นผู้ติดตามธรรมดาอย่างสงบได้ และพวกเขาหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใด? กับการยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน ออกคำสั่งและดุด่าผู้คน ทำให้ผู้คนทำตามที่พวกเขาบอก พวกเขาไม่เคยคิดถึงวิธีปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม—และในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขายิ่งไม่แสวงหาหลักธรรมของความจริงเพื่อปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แทนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขากลับเค้นสมองหาทางทำให้ตนเองโดดเด่น ทำให้ผู้นำคิดว่าพวกเขาสูงส่งและส่งเสริมพวกเขา เพื่อให้พวกเขาเองสามารถกลายเป็นผู้นำหรือคนทำงาน และสามารถนำทางผู้อื่นได้ นี่คือสิ่งที่พวกเขาใช้เวลาทั้งวันครุ่นคิดและมุ่งหวัง ศัตรูของพระคริสต์ไม่เต็มใจที่จะให้ผู้อื่นนำทาง และพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดาสามัญ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำให้หน้าที่ของตนลุล่วงอย่างเงียบๆ ปราศจากการประโคมข่าว ไม่ว่าหน้าที่ของพวกเขาคืออะไร หากพวกเขาไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุด หากพวกเขาไม่สามารถอยู่เหนือผู้อื่นและเป็นผู้นำได้ พวกเขาก็มองไม่เห็นจุดประสงค์ในการทำให้หน้าที่ของตนลุล่วง และกลายเป็นคิดลบและเริ่มย่อหย่อน เมื่อไม่มีการสรรเสริญหรือความเลื่อมใสจากผู้อื่น นี่ก็ยิ่งน่าสนใจน้อยลงไปอีกสำหรับพวกเขา และพวกเขาก็ยิ่งอยากทำให้หน้าที่ของตนลุล่วงน้อยลงไปด้วย แต่หากพวกเขาสามารถอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดขณะที่ทำให้หน้าที่ของตนลุล่วงและสามารถเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด พวกเขาก็จะรู้สึกแข็งแกร่ง และจะยอมทนทุกข์กับความยากลำบากทุกอย่าง พวกเขามีแรงจูงใจส่วนตนในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่เสมอ และพวกเขาต้องการยืนอยู่เหนือผู้อื่นเพื่อสนองความต้องการของตนที่อยากจะล้ำเลิศกว่าผู้อื่น และเพื่อสนองความอยากได้อยากมีและความมักใหญ่ใฝ่สูงของตน ขณะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา นอกเหนือจากการชอบแข่งขันอย่างมาก—แข่งกันโดดเด่น แข่งกันอยู่สูงสุด แข่งกันอยู่เหนือผู้อื่นในทุกด้านแล้ว—พวกเขายังคิดหาวิธีเสริมสร้างสถานะ ความมีหน้ามีตา และเกียรติยศของตนให้มั่นคงอีกด้วย หากมีผู้ใดคุกคามสถานะหรือความมีหน้ามีตาของพวกเขา พวกเขาก็จะทำทุกวิถีทางและอย่างไม่ปรานีปราศรัยเพื่อโค่นล้มและกีดกันคนเหล่านั้น พวกเขาถึงกับใช้วิถีทางที่น่าดูหมิ่นเพื่อโจมตีผู้ที่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดีและด้วยสำนึกรับผิดชอบ พวกเขายังเต็มไปด้วยความริษยาและความเกลียดชังต่อพี่น้องชายหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเกลียดชังผู้ที่พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ สนับสนุนและเห็นชอบ พวกเขาเชื่อว่าผู้คนเช่นนั้นเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิ่งที่พวกเขาเพียรพยายามให้ได้มา ต่อสถานะและเกียรติยศของพวกเขา และในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาสาบานว่า ‘ไม่คุณก็ฉัน ไม่ฉันก็คุณ ไม่มีที่พอสำหรับพวกเราทั้งสอง และถ้าฉันไม่ล้มคุณและกำจัดคุณไปเสีย ฉันก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่กับตัวเองได้!’ สำหรับพี่น้องชายหญิงที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เปิดโปงข้อบกพร่องบางประการของพวกเขา หรือคุกคามสถานะของพวกเขา พวกเขาก็ไม่ลดราวาศอกให้ กล่าวคือ พวกเขาคิดทำทุกอย่างเท่าที่ตนสามารถเพื่อสืบหาข้อมูลบางอย่างมาเล่นงานคนเหล่านั้น กล่าวโจมตีและบ่อนทำลายคนเหล่านั้น และพวกเขาจะไม่ยอมหยุดพักจนกว่าพวกเขาจะทำสำเร็จ” (“พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นจนหมดสิ้นเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (ภาคที่เจ็ด)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) “ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะหลอกลวงผู้คนและพยายามชักจูงผู้คนด้วยวิถีทางใด มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ เพื่ออำนาจและสถานะของตนเอง พวกเขาจะเค้นสมองและใช้ทุกวิถีทางที่พวกเขามีเพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตน อีกสิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ไม่ว่าพวกเขากำลังทำอะไร พวกเขาไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน และยิ่งไม่ใช่เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี แต่เพื่อให้สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเขาที่จะยึดอำนาจภายในคริสตจักร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าพวกเขากำลังทำอะไร พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขายิ่งไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เจ้าจะไม่มีวันพบทั้งสองสิ่งนี้ในพจนานุกรมของพวกศัตรูของพระคริสต์ ทั้งสองสิ่งนี้ย่อมไม่มีอยู่ในตัวพวกเขาโดยธรรมชาติ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้นำระดับใด พวกเขาก็ไม่แยแสผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและของผู้ที่ได้รับการเลือกสรรอย่างสิ้นเชิง ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา งานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย พวกเขาดูถูกดูแคลนสองสิ่งนี้ พวกเขาคำนึงถึงสถานะและผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น จากการนี้ พวกเราจะเห็นได้ว่าธรรมชาติและแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงชั่วเท่านั้น แต่ยังเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นอย่างลึกล้ำอีกด้วย พวกเขากระทำการเพียงเพื่อส่งเสริมชื่อเสียง โชคลาภ และตำแหน่งของตนเองเท่านั้น พวกเขาไม่ใส่ใจว่าผู้อื่นจะเป็นหรือตาย และพวกเขาจะใช้วิธีการทุกอย่างที่ผิดทำนองคลองธรรมเพื่อกำราบ กีดกัน และลงโทษทุกคนที่เป็นภัยคุกคามสถานะของตนอย่างโหดเหี้ยม” (“พวกเขาทำให้ผู้คนประหลาดใจสับสน ดึงผู้คนมาเข้าร่วม ข่มขู่ และควบคุมผู้คน” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) การอ่านพระวจนะ กระทบใจฉันจริงๆ ฉันเห็นว่า การสำแดงและอุปนิสัยของฉัน เหมือนศัตรูของพระคริสต์ที่พระเจ้าทรงเปิดเผย ศัตรูของพระคริสต์เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ และคิดถึงแต่ความมีหน้ามีตาและสถานะของตน พวกเขาไม่เคยคิดถึงความรู้สึกคนอื่น หรือคุ้มงานของครอบครัวพระเจ้าเลย หากใครดูท่าว่าจะคุกคามตำแหน่ง พวกเขาจะริษยา เกลียดชัง ถึงขั้นโจมตี และกีดกันคนเช่นนั้นอย่างไร้ยางอาย และจะไม่พอใจ จนกว่าคนเหล่านั้นจะคิดลบ และตกต่ำ ฉันตระหนักว่าฉันเองก็เหมือนกัน ตอนที่เซียวเจินถูกเลือกเป็นมัคนายกให้น้ำ ได้รับความชื่นชมอย่างสูงจากผู้นำ และเป็นที่นับถือของเหล่าพี่น้อง ฉันก็มองเธอเป็นหนามยอกอก และอยากผลักให้เธอล้มอยู่ตลอด ฉันยังเปิดโปงข้อเสียของเธอซ้ำๆ ต่อหน้าผู้นำ หวังว่าผู้นำจะหาคนมาแทนเธอ พี่น้องชายหญิง จะได้หันมาสนใจฉัน ในฐานะมัคนายกให้น้ำ เซียวเจินมีสิทธิ์จัดแจงฉันให้ทำสิ่งต่างๆ แต่ฉันกลับนบนอบไม่ได้ ฉันมักจะทำตัวก้าวร้าว และไม่ยอมทำงานร่วมกับเธอ จนทำให้เธออึดอัดในหน้าที่ เธอเพิ่งจะเริ่มเป็นผู้นำ จึงเป็นธรรมดา ที่งานบางชิ้นจะไม่เสร็จอย่างเหมาะสม แต่เพื่อให้พี่น้องชายหญิงปฏิเสธและไม่ฟังเธอ ฉันจึงจู้จี้จุกจิก และยึดเอาการเบี่ยงเบนและสิ่งที่ตกหล่นในหน้าที่ มาเปิดโปงข้อเสียของเธอ ดูแคลน และตัดสินเธอต่อหน้าพี่น้องของเรา แถมยังหว่านความบาดหมางไว้ลับหลัง จนทำให้บางคนมีอคติกับเธอ ไม่สนับสนุนงาน กีดกัน และออกห่างจากเธอ นี่นอกจากจะทำให้ชีวิตคริสตจักรหยุดชะงัก มันยังทำให้เธออับอายและคิดลบ จนสุดท้ายก็อยากลาออก การเห็นเซียวเจินรู้สึกคิดลบและโดนกดขี่ นอกจากจะไม่ตำหนิตัวเองแล้ว ฉันยังยินดีกับคราวเคราะห์ของเธอ รู้สึกว่าถ้าเธอโดนปลดไป ฉันก็จะได้โดดเด่นเสียที ฉันชั่วร้ายและน่ารังเกียจมาก! ถึงเซียวเจินจะเชื่อในพระเจ้ามาไม่นาน มีข้อบกพร่องและข้อเสียอยู่บ้าง เธอก็มีขีดความสามารถดี ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม เวลาเห็นคนอื่นมีปัญหา และเบี่ยงเบน เธอก็นำและช่วยเหลือพวกเขา รวมถึงคุ้มกันผลประโยชน์ของพระนิเวศได้ การมีเธอเป็นผู้นำ เป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศ และการเข้าสู่ชีวิตของเหล่าพี่น้อง ฉันควรส่งเสริม และร่วมมือกับเธอ แต่เพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะไว้ ฉันก็ใช้วิธีการที่ไร้ยางอายเพื่อสู้กับเธอ และข่มเหงเธอด้วยความอิจฉา โดยไม่คำนึงถึงงานของพระนิเวศ และจะไม่หยุด จนกว่าเธอจะทำหน้าที่ไม่ได้อีกเลย นอกจากจะนำความเจ็บปวดและเสียหายมาสู่เซียวเจิน ยังทำให้งานของพระนิเวศหยุดชะงักด้วย ฉันมีความเป็นมนุษย์ที่แย่มาก และมีอุปนิสัยที่ชั่วร้าย เพื่อให้ได้สถานะ ฉันพร้อมจะลงโทษผู้อื่น ฉันนึกถึงการที่พญานาคใหญ่สีแดงจะรักษาความมั่นคงของระบอบ เวลาใครหรือกองกำลังใดเป็นอันตรายต่อสถานะ มันจะพยายามทุกทางเพื่อต่อสู้ วิจารณ์ และถึงกับฆ่าให้ตาย ฉันเห็นว่าธรรมชาติของฉันชั่วร้ายเลวทรามเหมือนมันเลย! พอตระหนักได้ ฉันก็เสียใจและเกลียดตัวเอง พระเจ้าทรงให้โอกาสฉันทำหน้าที่ ฉันจะได้ไล่ตามความจริง กำจัดความเสื่อมทราม ร่วมมือกับเหล่าพี่น้อง เรียนรู้ข้อดี และปกป้องงานของคริสตจักรได้ แต่ฉันกลับ บ่อนทำลายและทำตัวชั่วร้ายซ้ำๆ จนงานของพระนิเวศหยุดชะงัก ฉันไม่มีมโนธรรมหรือความเป็นมนุษย์เลย และฉันก็ไม่คู่ควรจะถูกเรียกว่ามนุษย์ พี่น้องชายหญิงเตือนฉันหลายครั้งเพื่อช่วยเหลือ แต่ฉันกลับเคลิบเคลิ้มกับความมีหน้ามีตาและสถานะ และไม่ใส่ใจมันเลย ถึงกับต่อต้าน และไม่อยากกลับใจ หลังถูกปลดฉันก็ไม่ทบทวนตัวเอง พร่ำบ่นความคับข้องใจ เผยแพร่ความไม่พอใจต่อผู้นำ ดึงเหล่าพี่น้องให้มาตัดสินผู้นำ และก่อความไม่สงบให้ชีวิตคริสตจักรต่อไป ฉันยืนกรานจะอยู่บนทางตันนี้ เพิ่งเริ่มทบทวนและรู้จักตัวเอง ตอนที่โดนไล่ออกจากคริสตจักรแล้วเท่านั้น อุปนิสัยของฉันดื้อด้านเกินไป และฉันดูหมิ่นความจริง ถึงถูกจัดการหลายครั้ง ฉันก็ไม่กลับใจ ฉันยังดื้อดึงเป็นศัตรูกับพระเจ้า และใช้วิธีการอันน่ารังเกียจ เพื่อโค่นและสู้กับคนดีที่ไล่ตามความจริง ขัดขวางและปะทะคารมในที่ทำงานของพระเจ้า ทำให้งานของพระนิเวศหยุดชะงัก แถมยังทำลายโอกาสที่พระเจ้ามอบให้ ในการได้รับความจริงและถูกช่วยให้รอด สิ่งที่ฉันเจอ เป็นความชอบธรรมของพระเจ้า ฉันผิดเอง ไม่มีอะไรที่ไม่ยุติธรรมเลย

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะสองบทตอน “เราได้ทำงานมากมายเหลือเกินและได้กล่าววจนะไปมากมายเหลือเกินท่ามกลางพวกเจ้า—สิ่งเหล่านั้นมากมายเพียงใดได้เข้าหูของพวกเจ้าอย่างแท้จริง? สิ่งเหล่านั้นมากมายเพียงใดที่เจ้าได้เคยเชื่อฟัง? เมื่องานของเราสิ้นสุด นั่นจะเป็นเวลาที่เจ้าหยุดต่อต้านเรา เวลาที่เจ้าหยุดยืนต้านเรา ขณะที่เราทำงาน พวกเจ้าปฏิบัติตนต่อต้านเราอยู่เนืองนิตย์ พวกเจ้าไม่เคยปฏิบัติตามวจนะของเรา เราทำงานของเรา และเจ้าก็ทำ ‘งาน’ ของเจ้าเอง สร้างราชอาณาจักรน้อยของเจ้าเอง พวกเจ้าไม่ใช่สิ่งใดนอกจากฝูงสุนัขจิ้งจอกและสุนัข ทำทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นการต่อต้านเรา!…ภาพลักษณ์ของพวกเจ้ายิ่งใหญ่กว่าของพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ สถานะของพวกเจ้าสูงกว่าของพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ คงไม่ต้องพูดถึงเกียรติยศของพวกเจ้าท่ามกลางพวกมนุษย์—พวกเจ้าได้กลายเป็นรูปเคารพที่ผู้คนเคารพบูชา เจ้าไม่ได้กลายเป็นหัวหน้าทูตสวรรค์แล้วหรอกหรือ? เมื่อบทอวสานของผู้คนถูกเปิดเผย ซึ่งก็เป็นเวลาที่พระราชกิจแห่งความรอดจะเข้าใกล้ตอนจบด้วยเช่นกัน คนเหล่านั้นมากมายในท่ามกลางพวกเจ้าจะเป็นซากศพที่เกินกว่าจะได้รับความรอดและจะต้องถูกกำจัดทิ้ง” (“การปฏิบัติ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “เราจะทำให้ทุกคนที่ได้ยั่วยุความโกรธเคืองของเราต้องได้รับการลงโทษจากเรา เราจะกระหน่ำความโกรธเคืองของเราทั้งหมดทั้งมวลลงมายังบรรดาสัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้นที่ครั้งหนึ่งได้ปรารถนาที่จะยืนเคียงข้างเราในฐานะผู้เทียบเท่าเรา กระนั้นกลับไม่ได้นมัสการหรือเชื่อฟังเรา ไม้เรียวซึ่งเราใช้ตีมนุษย์จะฟาดลงบนบรรดาสัตว์เหล่านั้น ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยชื่นชมการดูแลเอาใจใส่ของเราและครั้งหนึ่งได้ชื่นชมความล้ำลึกทั้งหลายที่เราได้พูด และผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยพยายามที่จะรับเอาความชื่นชมทางวัตถุทั้งหลายจากเรา เราจะไม่ให้อภัยบุคคลคนใดซึ่งพยายามแทนที่เรา เราจะไม่ละเว้นผู้ใดสักคนในบรรดาผู้ที่พยายามแย่งชิงอาหารและเสื้อผ้าจากเรา สำหรับตอนนี้ พวกเจ้ายังคงเป็นอิสระจากอันตรายและยังคงทำเกินเลยต่อไปในข้อเรียกร้องทั้งหลายที่พวกเจ้าขอจากเรา เมื่อวันแห่งความโกรธเคืองมาถึง พวกเจ้าจะไม่เรียกร้องใดๆ จากเราอีก ณ เวลานั้น เราจะยอมให้พวกเจ้าได้ ‘ชื่นชม’ ตัวพวกเจ้าเองจนพอใจ เราจะบังคับให้หน้าของพวกเจ้าคว่ำลงดิน และพวกเจ้าจะไม่มีวันสามารถที่จะลุกขึ้นได้อีกครั้ง!” (“การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะอันเปี่ยมบารมีและพระพิโรธ ทำให้ใจฉันปั่นป่วน ฉันรู้สึกถึงพระพิโรธของพระเจ้า และเห็นว่าพระอุปนิสัยนั้นชอบธรรมและไม่อาจล่วงเกินได้ พระเจ้าทรงเกลียดคนที่แข่งขันกับพระองค์เพื่อตำแหน่ง คนเช่นนั้นจะถูกพระเจ้าสาปแช่งและลงโทษ ไม่มีใครหนีไปได้ เพื่อให้ได้รับสถานะ ฉันจึงสู้กับคนอื่นเพื่อชื่อเสียงโชคลาภ โจมตี และปฏิเสธคนที่ไล่ตามความจริง แถมยังอวดตนไปทั่ว และพาคนมาอยู่หน้าตัวเอง ฉันสู้กับพระเจ้า เพื่อตำแหน่งและผู้คน สิ่งนี้ล่วงเกินพระอุปนิสัยอย่างร้ายแรง ฉันรู้สึกว่าได้ทำชั่วใหญ่หลวง และทำบาปที่ไม่อาจอภัย มันเหมือนกับฉันเคาะประตูนรกเลย ฉันกลัวมาก จนแทบจะหายใจไม่ออก ฉันไม่รู้ว่าจะยังได้รับความปรานีของพระเจ้าอยู่ไหม พระเจ้าอาจจะไม่ให้อภัยฉันก็ได้ พระองค์จะฆ่าและทำลายฉันได้ทุกเมื่อเลยหรือเปล่า? ในความเจ็บปวด ฉันมาเฉพาะพระพักตร์ซ้ำๆ เพื่ออธิษฐาน สารภาพบาป และกลับใจ บอกว่า “พระเจ้า ข้าฯ ทำชั่ว ต่อต้านพระองค์ และล่วงเกินพระอุปนิสัย ข้าฯ อยู่อย่างระแวงทุกวัน กลัวจะถูกลงโทษและสาปแช่งได้ทุกเมื่อ พระเจ้า ข้าฯ อยากกลับใจ โปรดช่วยข้าฯ ให้รอดที” หลังอธิษฐานเสร็จ ฉันก็รู้สึกสงบขึ้นเล็กน้อย

ระหว่างเฝ้าเดี่ยวทางจิตวิญญาณ ฉันก็เห็นพระวจนะที่ว่า “วันนี้ พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเจ้า ตีสอนพวกเจ้า และกล่าวโทษพวกเจ้า แต่เจ้าต้องรู้ว่าประเด็นของการกล่าวโทษพวกเจ้าคือ เพื่อให้เจ้ารู้จักตัวเอง พระองค์ทรงกล่าวโทษ สาปแช่ง พิพากษา และตีสอน ก็เพื่อที่เจ้าอาจจะรู้จักตัวเจ้าเอง เพื่อที่อุปนิสัยของเจ้าอาจจะเปลี่ยนแปลง และที่ยิ่งไปมากกว่านั้นก็คือ เพื่อที่เจ้าอาจจะรู้คุณค่าของเจ้าเอง และมองเห็นว่าการกระทำทั้งหมดของพระเจ้านั้นชอบธรรมและเป็นไปโดยสอดคล้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์และข้อพึงประสงค์ทั้งหลายแห่งพระราชกิจของพระองค์ มองเห็นว่าพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจโดยสอดคล้องกับแผนการของพระองค์เพื่อความรอดของมนุษย์ และมองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม ผู้ซึ่งทรงรัก ทรงช่วยให้รอด ทรงพิพากษา และทรงตีสอนมนุษย์ หากเจ้ารู้เพียงว่าเจ้ามีสถานะอันต่ำต้อย รู้เพียงว่าเจ้าเสื่อมทรามและไม่เชื่อฟัง แต่ไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเผยชัดถึงความรอดของพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนที่พระองค์ทรงกระทำในตัวเจ้าในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีหนทางใดเลยที่จะได้รับประสบการณ์ นับประสาอะไรที่เจ้าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ พระเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อประหัตประหารหรือทำลายล้าง แต่เพื่อพิพากษา สาปแช่ง ตีสอน และช่วยให้รอด จนกว่าแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์จะมาถึงจุดปิดตัว—ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดเผยบทอวสานของมนุษย์แต่ละหมวดหมู่—พระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความรอด จุดประสงค์ทั้งมวลของพระราชกิจก็คือการทำให้ผู้ที่รักพระองค์มีความครบบริบูรณ์—อย่างถ้วนทั่วเช่นนั้น—และเพื่อนำพาพวกเขาเข้ามาอยู่ในความนบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์…จงตรองดูเถิดว่า หากเจตนาของเราในการมาคือเพื่อที่จะกล่าวโทษและลงโทษพวกเจ้าแทนการช่วยเจ้าให้รอด วันเวลาของพวกเจ้าจะสามารถยืนยาวมาได้นานขนาดนั้นหรือ? สิ่งดำรงอยู่ซึ่งเป็นเลือดเนื้อที่เต็มไปด้วยบาปอย่างพวกเจ้าจะสามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงวันนี้หรือ? หากเป้าหมายของเราเป็นเพียงการลงโทษพวกเจ้า แล้วเหตุใด เราจึงได้บังเกิดเป็นมนุษย์และเริ่มลงมือดำเนินการประกอบการอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น? การลงโทษพวกเจ้าซึ่งเป็นแค่พวกมนุษย์ธรรมดานั้น มิใช่ว่ากระทำได้โดยง่ายดาย ด้วยการเปล่งวจนะคำเดียวหรอกหรือ? เรายังจำเป็นจะต้องทำลายพวกเจ้าหลังจากที่กล่าวโทษพวกเจ้าอย่างมีจุดประสงค์กระนั้นหรือ? พวกเจ้ายังคงไม่เชื่อวจนะเหล่านี้ของเราหรือ? เราจะสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้เพียงโดยผ่านทางความรักและความเมตตาสงสารหรือ? หรือเราจะสามารถใช้ได้เฉพาะการตรึงกางเขนเท่านั้นในการช่วยมนุษย์ให้รอด? อุปนิสัยอันชอบธรรมของเรามิได้เอื้ออำนวยมากกว่าหรอกหรือในการที่จะทำให้มนุษย์เชื่อฟังอย่างครบบริบูรณ์? อุปนิสัยอันชอบธรรมของเราไม่มีความสามารถในการช่วยมนุษย์ให้รอดอย่างทั่วถึงได้มากกว่าหรอกหรือ?” (“เจ้าควรละวางพรเกี่ยวกับสถานะลงและทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังอ่านพระวจนะ ฉันก็ตื้นตันใจมาก ฉันยังเข้าใจด้วยว่า พระเจ้าทรงใช้พระวจนะอันรุนแรงเพื่อเปิดโปงและพิพากษาฉัน ถึงขั้นกล่าวโทษ และสาปแช่ง แต่ไม่ได้ทรงทำเพื่อให้ฉันถึงฆาต ทรงทำเพื่อให้ฉันรู้จักตัวเอง และเห็นธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ต่อต้านพระเจ้าของตัวเองได้ชัดเจน ได้กลับใจและเปลี่ยนแปลง มันยังทำให้ฉันรู้ถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมด้วย เวลาผู้คนต่อสู้เพื่อสถานะ หรือทำลายงานของพระนิเวศ พระเจ้าย่อมทรงเกลียด และมองว่าเกินทนได้ พระเจ้าคือแหล่งกำเนิดของทุกสรรพสิ่งเชิงบวก และไม่ทรงทนต่อการมีอยู่ของสิ่งทางลบและชั่ว คริสตจักรคือที่ซึ่งคนที่พระเจ้าทรงเลือกสรร มานมัสการพระองค์ และไล่ตามความจริง แถมยังเป็นที่ที่น้ำพระทัยไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง แต่ฉันล่ะ? ฉันไม่มีบทบาทเชิงบวกในคริสตจักร ได้แต่ทำให้สิ่งต่างๆ หยุดชะงักและพังยับ พระพิโรธจึงมาสู่ฉัน การที่ฉันถูกไล่ออกจากคริสตจักรคือความชอบธรรมของพระเจ้า ตลอดหลายปีมานี้ ฉันไม่ได้ไล่ตามความจริง เอาแต่ไล่ตามชื่อเสียงและสถานะ พอมีคนที่เป็นภัยต่อตำแหน่งของฉัน ฉันก็เกิดอิจฉา ไม่พอใจ และทำให้งานของพระนิเวศหยุดชะงัก ซึ่งนี่คือทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ฉันทำชั่วมากมาย และสมควรจะถูกพระเจ้าลงโทษ แต่พระเจ้าไม่ปฏิบัติต่อฉันตามความชั่วที่ทำ เวลาฉันเจ็บปวดและสิ้นหวัง คิดถึงการตาย พระเจ้าทรงกลัว ว่าฉันจะหลงกลซาตาน จึงทรงใช้สามัคคีธรรมของพี่สาว และพระวจนะเพื่อให้ความรู้แจ้งและนำฉัน และพาฉันออกจากความคิดลบ ฉันรู้สึกลึกๆ ในใจว่า ทั้งหมดนี้คือความรักและความรอดของพระเจ้าค่ะ

พอเข้าใจน้ำพระทัยแล้ว ฉันก็ไม่อยากหดหู่อีกต่อไป ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะอีกบทตอนที่ว่า “ในฐานะหนึ่งในสรรพสิ่งทรงสร้าง มนุษย์ต้องรักษาตำแหน่งของเขาเอง และประพฤติตนอย่างมีมโนธรรม จงเฝ้าระวังรักษาสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายแก่เจ้าตามหน้าที่ จงอย่ากระทำการล้ำเส้น หรือทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถของเจ้า หรือที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง จงอย่าพยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือกลายเป็นยอดมนุษย์ หรือเหนือสิ่งอื่นใด จงอย่าพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ผู้คนไม่ควรอยากจะเป็น การพยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์นั้นไร้สาระ การเสาะแสวงที่จะกลายเป็นพระเจ้าย่อมเป็นที่เสื่อมเสียยิ่งกว่า ทั้งน่าขยะแขยงและน่าดูหมิ่น สิ่งที่น่าชมเชยและสิ่งที่สิ่งทรงสร้างทั้งหลายควรจะยึดปฏิบัติยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ การกลายเป็นสิ่งทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ทุกคนควรไล่ตามเสาะหา” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะทำให้ฉันอับอาย และละอายใจ ฉันเป็นแค่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างตัวจ้อย เป็นคนโสมม เสื่อมทราม ทว่ายังอยากเป็นที่เคารพนับถือของคนอื่น ฉันอวดตนไปทั่ว พยายามแย่งความสนใจในทุกที่ และใช้พระวจนะสามัคคีธรรมกับคนอื่น ฉันไม่มีสำนึกเลยจริงๆ! ฉันไม่มีความเป็นจริงของความจริง และการรู้จักตัวเองสักนิด ฉันพูดแต่ตัวอักษรและคำสอน แต่ก็ยังพูดต่อไปเรื่อยๆ แก่นแท้คือการทำให้สับสน ฉันไม่รู้จักตัวเองเลย แถมยังโจมตีและกีดกันเซียวเจิน ฉันมันโอหังอย่างไร้เหตุผลมากๆ ฉันน่ารังเกียจ และน่าขยะแขยงมาก! ฉันควรปล่อยวาง ความทะยานอยากของตัวเอง ทำตัวให้ดี อยู่ในที่ที่เหมาะสม และทำหน้าที่ให้ดี ด้วยนิสัยที่ถ่อมตัว นี่คือเหตุผลที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี ไม่ว่าจุดจบจะเป็นยังไง ฉันก็สัญญาจะทำหน้าที่ให้ดี ตราบใดที่ยังมีชีวิต ฉันรู้ว่าฉันต้องไล่ตามความจริง หนีจากความเสื่อมทราม และใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ เพื่อชูพระทัยพระเจ้า หลังจากนั้น ฉันก็อธิษฐานกับพระเจ้าทุกวัน เพื่อขอพระองค์ทรงนำฉันในการทบทวนตัวเอง จะได้กลับใจและเปลี่ยนแปลง พออ่านพระวจนะ ฉันก็หมั่นเอามาเทียบกับตัวเอง ใคร่ครวญและตรวจสอบ สิ่งที่ฉันเปิดโปงในแต่ละวัน แล้วฉันก็ ค่อยๆ ได้รับความรู้ถึงอุปนิสัยโอหัง การกระทำชั่วร้าย ตัวตน และสถานะขึ้นบ้าง ฉันยังเผยแผ่ข่าวประเสริฐกับคนรู้จักและญาติมิตรอย่างเต็มที่ ช่วยเหลือคริสตจักร ในส่วนงานที่ฉันจะพอทำได้ แถมยังเป็นเจ้าบ้านให้เหล่าพี่น้องบ่อยๆ ฉันมีความสุขมาก และตั้งใจไว้ว่า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อฉันอย่างไร ฉันจะมีบั้นปลายที่ดีหรือไม่ ฉันก็จะไม่พยายามแลกเปลี่ยนหรือเรียกร้อง และจะทำหน้าที่ให้ดี

โดยไม่ทันคิด วันหนึ่งในเดือนธันวาคมปี 2020 ผู้นำแจ้งฉันว่า ฉันถูกรับกลับเข้าคริสตจักร และใช้ชีวิตคริสตจักรได้อีกครั้ง ตอนได้ยินข่าวนี้ ฉันตื่นเต้นมากจนน้ำตามันเอ่อขึ้นมา และคิดในใจว่า “ฉันทำชั่วมากมาย แต่พอกลับใจจริงๆ ฉันก็ได้กลับเข้ามาในคริสตจักรอีก นี่คือความรักและความปรานีของพระเจ้าจริงๆ” มองย้อนกลับไป ฉันมักรู้สึกว่าฉันไล่ตามได้ดี แบกรับภาระในหน้าที่ และรักพี่น้องชายหญิง แต่เพียงผ่านการเปิดโปง กำจัด ตัดสิน และเปิดเผยผ่านพระวจนะ ที่ทำให้ฉันเห็น ว่าฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม จนไร้ความเป็นมนุษย์ และคิดถึงแต่เรื่องชั่วๆ ถ้าไม่ได้การพิพากษาและตีสอนของพระเจ้า ฉันคงไล่ตามสถานะ เพื่อสนองความทะยานอยากของตัวเองต่อไป จะไม่มีวันทบทวนตัวเอง และตื่นขึ้นมา ฉันได้ประสบในสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้จริงๆว่า “จงรู้ไว้ว่าการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าคือความสว่าง และแสงสว่างแห่งความรอดของมนุษย์ และรู้ว่าไม่มีการได้รับพรใด พระคุณใด หรือการคุ้มครองปกป้องใดที่ดีกว่านี้อีกแล้วสำหรับมนุษย์” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พอประสบสิ่งเหล่านี้ ฉันก็ได้เห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และยังเห็นการอารักขาและความรอดที่พระเจ้ามีต่อฉันด้วย ถึงอุปนิสัยเสื่อมทรามของฉันจะยังร้ายแรงอยู่มาก ฉันก็เต็มใจทำงานหนัก เพื่อยอมรับการพิพากษาและตีสอนของพระเจ้า ยอมรับการตัดแต่ง และจัดการของพี่น้องชายหญิง รวมถึงไล่ตามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ให้ได้

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การเรียนรู้ที่จะนบนอบโดยผ่านทางความยากลำบาก

โดย หลี่หยาง ประเทศจีน ช่วงต้นปี 2008 ฉันสังเกตว่าที่หลังหูเขามีก้อนเนื้ออยู่ ฉันพาเขาไปตรวจที่โรงพยาบาล แล้วหมอก็บอกว่ามันเป็นเนื้องอก...

หลังจากถูกจับ

โดย โจว ลี่, ประเทศจีน บ่ายวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 ตอนที่ฉัน กำลังไปชุมนุมพร้อมพี่สาวอีกสามคน เราตระหนักได้ว่า มีรถสองคัน...

ติดต่อเราผ่าน Messenger