64. ความเจ็บป่วยของผมคือพรจากพระเจ้า

โดยเสี่ยวจิน ประเทศจีน

ในเดือนเมษายน ปี 2017 ผมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและพบว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบบี  ระดับเอนไซม์ตับของผมสูงถึง 220 U/L และไวรัสตับอักเสบบีก็กำลังกำเริบ  คริสตจักรพิจารณาอาการของผม จึงให้กลับไปรักษาตัวที่บ้าน  ขณะเก็บกระเป๋า ผมมองดูพี่น้องชายสองคนที่ทำงานร่วมกัน พูดคุยหัวเราะกันขณะปรึกษาเรื่องงาน  ผมรู้สึกหดหู่ใจและคิดว่า “ตอนนี้พระราชกิจของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดแล้ว นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องทำหน้าที่และตระเตรียมความดี แต่ผมกลับต้องไปพักฟื้นที่บ้าน  ถ้าผมอยู่บ้านสักปีสองปีและทำหน้าที่อะไรไม่ได้เลย ผมจะตระเตรียมความดีได้ยังไง?  เมื่อมหันตภัยมาถึง ผมจะต้องตกอยู่ในนั้นแน่ๆ ถ้าผมตายไป ความเชื่อพระเจ้าของผมจะไม่สูญเปล่าหรอกเหรอ?  ผมออกจากบ้านมาทำหน้าที่หลังจากเริ่มเชื่อในพระเจ้าได้ไม่ถึงปี  ไม่ว่าคริสตจักรจะมอบหมายหน้าที่อะไรให้ ผมก็ไม่เคยเกี่ยง และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นเสมอ โดยเฉพาะช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ตัดต่อ  ผมมักตื่นแต่เช้าและนอนดึก  ไม่เคยถอยหนีเมื่อเจอความลำบากยากเย็น และพยายามเรียนรู้ทักษะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องอย่างหนัก การทำหน้าที่ของผมก็เกิดผลอยู่บ้าง ผมกระตือรือร้นและตั้งใจทำหน้าที่มากขนาดนี้ แล้วทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงคุ้มครองผมล่ะ?  ทำไมพระองค์ถึงทรงปล่อยให้ผมเป็นโรคนี้แทน?”  ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ  เมื่อเงยหน้ามองพี่น้องชายสองคนนั้น ผมก็อิจฉาที่พวกเขามีสุขภาพดีและยังทำหน้าที่ที่นี่ต่อไปได้ ส่วนผมกลับกำลังจะต้องออกจากที่ที่เคยทำหน้าที่เพื่อกลับบ้าน ผมรู้สึกว่าอนาคตมืดมนสุดๆ รู้สึกท้อแท้ถึงขีดสุด จนร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด เมื่อคิดว่านี่คือพระราชกิจระยะสุดท้ายของพระเจ้าและเป็นโอกาสเดียวที่มวลมนุษย์จะได้รับความรอด และผมโชคดีที่ได้มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ ผมจึงไม่อยากยอมแพ้ไปแบบนี้เลยจริงๆ ผมต้องรีบรักษาตัวเมื่อกลับถึงบ้าน และจะกลับมาทำหน้าที่ทันทีที่หายป่วย  แบบนั้นผมจะได้ตระเตรียมความดีมากขึ้นและมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้ความรอดมากขึ้น

หลังจากกลับถึงบ้าน ผมได้ยินมาว่ายาจีนรักษาไวรัสตับอักเสบบีได้ผลดีมาก จึงรีบขอให้พ่อไปหามาให้ ผมยังคงเพียรเรียนรู้เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ที่เคยทำ โดยคิดว่าหลังจากหายป่วย จะได้กลับออกไปทำหน้าที่ได้อีกครั้ง ผมกินยาตรงเวลาตามที่หมอสั่ง หวังว่าจะหายดีในเร็ววัน  หนึ่งเดือนต่อมา ผมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลด้วยความหวังเต็มเปี่ยม หลังจากได้ผลตรวจ ผมพบว่าระดับเอนไซม์ตับไม่ลดลงเลย ผมไม่อยากจะเชื่อเลย และคิดว่า “ฉันกินยาตรงเวลาตลอดทั้งเดือนนี้ ทำไมอาการถึงไม่ดีขึ้นเลย?  ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงอวยพรฉันล่ะ?”  ผ่านไปสักพัก ราวเดือนสิงหาคม พี่น้องหญิงคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับพืชชนิดหนึ่งที่เรียกว่าขึ้นฉ่ายป่า ซึ่งบางคนใช้รักษาโรคตับอักเสบบี ผมตื่นเต้นมากหลังจากได้ยินเรื่องนี้ แม้ว่าพี่น้องหญิงจะย้ำหลายครั้งว่าพืชชนิดนี้มีพิษร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากนำไปใช้ไม่ถูกวิธี แต่ผมก็ยังอยากลอง  ผมคิดว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงถ้ามันช่วยรักษาโรคของผมได้ แต่ผิดคาด กินไปแล้วไม่ได้ผลเลย ผมรู้สึกทุกข์ใจอย่างยิ่ง ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้  หลังจากนั้น ผมก็ตกอยู่ในสภาวะเป็นลบ  ผมไม่มีอะไรจะพูดในคำอธิษฐานเลย ซึ่งแห้งแล้งจริงๆ ผมกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าน้อยลง ผมไม่อยากเรียนเทคนิคที่เคยเพียรศึกษามาก่อน และรู้สึกขาดแรงจูงใจอยู่เสมอ

ราวเดือนพฤศจิกายน พี่น้องชายคนหนึ่งเอาตำรับยามาให้ผม บอกว่าเป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบบีโดยเฉพาะ  ผมอยากลองมาก  แต่พอนึกถึงความล้มเหลวจากการรักษาด้วยขึ้นฉ่ายป่าครั้งก่อน ผมก็คิดในใจว่า “เป็นเพราะฉันสนใจแต่เรื่องยาและแทบไม่ได้อธิษฐานเลยหรือเปล่า?  ดูเหมือนว่าระหว่างการรักษา ฉันต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าให้มากขึ้น บางทีเมื่อพระเจ้าทรงเห็นใจจริงของฉัน พระองค์ก็จะทรงอวยพรและรักษาโรคของฉันให้หาย” ผมรีบนำตำรับยาไปจัดยา  ไม่ว่ายาจะขมแค่ไหน  ผมก็อดทนและดื่มจนหมด ในช่วงนี้ ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าหลายครั้ง บอกพระองค์ว่าอยากออกไปทำหน้าที่และไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงจัง ผมหวังจะสัมผัสพระทัยของพระเจ้าด้วยท่าที “จริงใจ” เช่นนี้ เพื่อพระองค์จะทรงอวยพรให้ผมหายจากโรค หนึ่งเดือนต่อมา เมื่อไปรับผลตรวจ หมอก็บอกว่า “เราตรวจคุณสองครั้งแล้ว  ปริมาณไวรัสของคุณสูงมาก  ระดับเอนไซม์ตับของคุณสูงเกิน 1,200 เลยทีเดียว!”  ผมคิดในใจว่า “ระดับเอนไซม์ตับที่เกิน 200 ก็ถือว่าร้ายแรงมากอยู่แล้วตั้งแต่แรก แล้วระดับที่เกินหนึ่งพันจะหมายความว่ายังไง?”  ผมยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น  นึกถึงที่เคยมีคนบอกว่าถ้าโรคตับอักเสบบีไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่โรคตับแข็งหรือแม้แต่มะเร็งตับ ผมจะเป็นมะเร็งตับด้วยหรือเปล่า?  เมื่อคิดแบบนี้ ผมก็รู้สึกหวาดกลัวและอับจนหนทางสุดๆ  ผมนึกถึงว่าตลอดเดือนที่ผ่านมาผมอธิษฐานต่อพระเจ้าบ่อยครั้งให้ทรงรักษาโรคของผม แต่ตอนนี้ ไม่เพียงอาการไม่ดีขึ้น กลับแย่ลงไปอีก การที่ผมเจอทางตันซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมแค่อยากหายป่วย และคิดว่าเพราะอยากหายเพื่อไปทำหน้าที่ จึงเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผล แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือเปล่า  ผมเริ่มคิดว่า “บางทีเจตนารมณ์ของพระเจ้าอาจอยู่ในการที่อาการของฉันทรุดลงอย่างกะทันหันนี้ ผมจะดื้อดึงและไม่ยอมกลับใจต่อไปไม่ได้แล้ว  ผมต้องอธิษฐาน แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเรียนรู้บทเรียน”  ผมจึงร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจังในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า การที่อาการของข้าพระองค์ทรุดลงนั้นเป็นไปตามการทรงอนุญาตของพระองค์ แม้ข้าพระองค์จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ แต่ข้าพระองค์รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ข้าพระองค์กำลังแสวงหานั้นไม่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์อย่างแน่นอน ขอพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ให้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์และไม่กบฏต่อพระองค์เถิด” ผมนั่งเหม่อลอยอยู่บนบันไดของโรงพยาบาล ร้องทูลต่อพระเจ้าในใจไม่หยุด ทันใดนั้นผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เคยอ่านมาก่อนที่ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำมีความจำเป็นและมีความสำคัญเหนือธรรมดา เพราะทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำในตัวมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระองค์และความรอดของมวลมนุษย์  โดยธรรมชาติแล้ว พระราชกิจที่พระเจ้าทำในตัวโยบก็ไม่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าโยบจะเป็นคนดีพร้อมและเที่ยงตรงในสายพระเนตรของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2)  โยบสูญเสียทรัพย์สินและบุตรทั้งหมด และความเจ็บป่วยก็มาเยือน ทำให้เนื้อหนังของเขาต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส จากมุมมองของคนทางโลก สิ่งที่เกิดขึ้นกับโยบไม่ใช่เรื่องดีแต่เป็นเรื่องร้าย  แต่โยบยำเกรงพระเจ้า  เขาไม่ได้ตัดพ้อต่อพระเจ้า เขาสามารถนบนอบ และสรรเสริญพระนามของพระเจ้า  หลังจากโยบผ่านบททดสอบ เขาก็เข้าใจพระเจ้าขึ้นมาบ้าง ความเชื่อและความยำเกรงพระเจ้าของเขาก็ยกระดับขึ้น แล้วพระเจ้าก็ทรงปรากฏแก่เขา  นี่ช่างเป็นพระพรอันยิ่งใหญ่จริงๆ!  เมื่อผมไตร่ตรองเรื่องนี้ ผมก็ตระหนักว่าไม่ว่าความเจ็บป่วยหรือความทุกข์ยากที่มาเยือนจะหนักหนาแค่ไหน หรือต้องทนทุกข์มากเพียงใด หากเราสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงและแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในที่สุดก็จะได้รับความจริงและได้รับผลลัพธ์ที่ดีจากสิ่งนั้น  เจตนารมณ์ของพระเจ้านั้นดีงาม และพระองค์ไม่ได้ทรงต้องการกลั่นแกล้งใคร  เมื่อเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว ความรู้สึกอบอุ่นก็ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจของผม และจิตใจที่อับจนหนทางและหวาดกลัวของผมก็อบอุ่นขึ้นและค่อยๆ สงบลง  ผมต้องเอาอย่างโยบ มีท่าทีแห่งการนบนอบ และอธิษฐานเพื่อแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงนำผม

สภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลเสียงดังเกินไป ผมจึงลุกขึ้นและเดินไปที่ป่าใกล้ๆ  ขณะเดินอยู่ในป่า ผมอดไม่ได้ที่จะเริ่มกังวลเรื่องอาการของตัวเองอีกครั้ง  ผมคิดว่า “เดือนนี้ ระดับเอนไซม์ตับของฉันพุ่งสูงเกิน 1,000  ถ้ามันยังเป็นแบบนี้ต่อไป และกลายเป็นมะเร็งตับจริงๆ ชีวิตฉันไม่จบสิ้นเลยเหรอ?  หรือว่าครั้งนี้พระเจ้าจะทรงเอาชีวิตฉันไปจริงๆ?”  เมื่อคิดถึงความตาย ผมก็ต่อต้านในใจโดยไม่รู้ตัว และคิดว่า “ทำไมพระเจ้าถึงต้องการให้ฉันตายล่ะ?  ฉันยังหนุ่มอยู่เลย!  ชีวิตฉันจะต้องจบลงทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นจริงๆ เหรอ?  ถ้าฉันไม่ได้เชื่อพระเจ้า ฉันจะรอดพ้นจากบททดสอบแบบนี้ไหม?  แล้วจะไม่ต้องเป็นโรคแบบนี้หรือเปล่า?  ถึงแม้จะไม่ได้รับความรอด แต่อย่างน้อยฉันก็อาจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี!”  ตอนนั้นเอง ผมก็ใจหายวาบ  ผมคิดว่า “นี่ผมกำลังตัดพ้อต่อพระเจ้าอยู่ไม่ใช่เหรอ?”  ผมรีบอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการตัดพ้อต่อพระองค์ แต่จิตใจของข้าพระองค์ถูกความตายบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา  ขอพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ให้รับมือกับเรื่องนี้อย่างถูกต้องด้วยเถิด”  หลังจากอธิษฐาน ผมก็นึกถึงบทเพลงนมัสการที่เคยร้องบ่อยๆ ชื่อว่า “สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยอมอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า

1  ไม่ว่าพระเจ้าทรงขอสิ่งใดจากเจ้า เจ้าเพียงจำเป็นต้องทำด้วยพละกำลังทั้งหมดของเจ้าเท่านั้น และเราหวังว่าเจ้าจะสามารถลุล่วงความจงรักภักดีของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ในห้วงวันสุดท้ายนี้  ตราบเท่าที่เจ้าสามารถมองเห็นรอยแย้มพระโอษฐ์ด้วยความพอพระทัยของพระเจ้าขณะที่พระองค์ประทับบนพระบัลลังก์ของพระองค์ ต่อให้ชั่วขณะนี้เป็นเวลาที่กำหนดไว้สำหรับความตายของเจ้า เจ้าก็ควรจะสามารถหัวเราะและยิ้มได้เมื่อเจ้าหลับตาลง  ระหว่างที่เจ้ามีชีวิตอยู่ เจ้าต้องทำหน้าที่สุดท้ายของเจ้าเพื่อพระเจ้า

2  ในอดีต เปโตรถูกตรึงกางเขนโดยกลับศีรษะลงเพื่อพระเจ้า แต่เจ้าควรทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในห้วงวันสุดท้าย และใช้พลังงานทั้งหมดของเจ้าให้หมดไปเพื่อพระองค์  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถทำสิ่งใดเพื่อพระเจ้าได้บ้าง?  เจ้าควรถวายตัวเองล่วงหน้าต่อพระเจ้า เพื่อให้พระองค์ทรงจัดวางเจ้าตามแต่พระทัยของพระองค์  ตราบเท่าที่การนั้นจะทำให้พระเจ้าทรงมีความสุขและพอพระทัย ก็จงปล่อยให้พระองค์ทรงทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์กับเจ้า  พวกมนุษย์มีสิทธิ์อันใดที่จะกล่าวคำร้องทุกข์เล่า?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เผยความล้ำลึกต่างๆ ใน “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 41

ผมฮัมเพลงนมัสการเบาๆ และน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว พระเจ้าประทานพระคุณแก่ผมด้วยการทรงนำผมเข้ามาในพระนิเวศของพระองค์ ผมได้อ่านพระวจนะของพระองค์มามากมาย และรู้ว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า มวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างไร พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดทีละขั้นตอนอย่างไร และพระเจ้าทรงชำระให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงผู้คนในยุคสุดท้ายอย่างไร  ในการทำหน้าที่ ผมได้ประสบกับความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และยังได้เข้าใจความจริงบางอย่างด้วย  ผมได้รับสิ่งต่างๆ มากมายจากพระเจ้า แต่ผมกลับไม่สำนึกในพระคุณของพระองค์เลย  ตอนนี้ที่อาการทรุดลง ผมกลับตัดพ้อต่อพระเจ้า และถึงกับนึกเสียใจที่เชื่อในพระองค์ นั่นไม่ใช่การทำให้พระทัยของพระเจ้าแตกสลายจริงๆ หรอกเหรอ?  นั่นไม่ใช่การทรยศหรอกเหรอ?  ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ย่อมเจ็บป่วยได้ และผู้คนมากมายที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็ทนทุกข์จากโรคร้ายแรงและมะเร็ง แต่ผมก็ยังคงตัดพ้อในใจ คิดว่าถ้าไม่ได้เชื่อในพระเจ้า ผมก็อาจไม่เป็นโรคนี้ ผมช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!  แม้จะเป็นโรคนี้ แต่ผมก็ยังอธิษฐานต่อพระเจ้า และพระองค์ก็ทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำผมด้วยพระวจนะของพระองค์ ประทานการปลอบประโลมและการค้ำจุนแก่ฉัน เมื่อมีพระเจ้าเป็นที่พึ่ง ผมก็รู้สึกมีความสุขกว่าผู้ไม่มีความเชื่อมาก  อีกอย่าง ผมก็เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระเจ้าทรงสร้างผมขึ้นมา และแม้ว่าพระองค์จะทรงเอาชีวิตผมกลับคืนไป ผมก็ไม่ควรตัดพ้อต่อพระองค์ และยิ่งไม่ควรเสียใจที่เชื่อพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ผมควรนบนอบ  จากนั้นผมก็อธิษฐานนบนอบต่อพระเจ้า และรู้สึกสบายใจมาก  ไม่กลัวความตายอีกต่อไป

ระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองบ้าง  พระเจ้าตรัสว่า “ในเมื่อผู้คนในปัจจุบันไม่ได้ครอบครองสภาวะความเป็นมนุษย์แบบเดียวกันกับโยบ แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา และท่าทีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้าเป็นอย่างไร?  พวกเขายำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่?  บรรดาผู้ที่ไม่ยำเกรงพระเจ้าหรือหลบเลี่ยงความชั่วสามารถสรุปได้ด้วยสามคำเท่านั้น นั่นก็คือ ‘ศัตรูของพระเจ้า’  พวกเจ้ามักจะกล่าวสามคำเหล่านี้บ่อยๆ แต่พวกเจ้าไม่เคยรู้ความหมายจริงของคำเหล่านี้  คำว่า ‘ศัตรูของพระเจ้า’ มีสาระสำคัญ กล่าวคือ  คำพูดเหล่านี้ไม่ได้กำลังกล่าวว่าพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นมนุษย์เป็นศัตรู แต่กล่าวว่ามนุษย์มองเห็นพระเจ้าเป็นศัตรู  ประการแรก เมื่อผู้คนเริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้า พวกเขาคนใดบ้างที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย สิ่งจูงใจ และความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง?  ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งของพวกเขาจะเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าและได้มองเห็นการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่การเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้าก็ยังคงมีสิ่งจูงใจเหล่านั้นอยู่ และเป้าหมายสูงสุดในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก็คือ เพื่อจะได้รับพรและสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องการจากพระองค์  ในประสบการณ์ชีวิตของผู้คนนั้น พวกเขามักคิดในใจว่า ‘ฉันได้ยอมทิ้งครอบครัวและงานของฉันเพื่อพระเจ้าแล้ว และพระองค์ได้ประทานสิ่งใดให้ฉัน?  ฉันต้องคำนวณและตรวจสอบว่า—ในช่วงเวลานี้ฉันได้รับพรบ้างหรือไม่?  ฉันได้ทุ่มเทอย่างมากมายในระหว่างช่วงเวลานี้  วิ่งไม่หยุด และทนทุกข์มามาก—พระเจ้าได้ประทานสัญญาใดๆ เป็นการตอบแทนการปฏิบัติของฉันในช่วงเวลานี้หรือไม่?  พระองค์ได้ทรงจดจำความประพฤติดีของฉันหรือเปล่า?  จุดจบของฉันจะเป็นอย่างไร?  ฉันสามารถได้รับพรจากพระเจ้าหรือไม่?…’  ทุกคนทำการคิดคำนวณเช่นนี้อยู่ในหัวใจบ่อยครั้งและอย่างต่อเนื่อง โดยเก็บงำแรงจูงใจ ความทะเยอทะยาน และวิธีคิดแบบแลกเปลี่ยนเมื่อพวกเขาทูลขอสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า  กล่าวคือ ในหัวใจของมนุษย์นั้น เขากำลังทดสอบพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ คิดวางแผนเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา ‘ยกเหตุผลโต้แย้ง’ เพื่อจุดจบของตนเองกับพระเจ้าอยู่เสมอ และพยายามดึงถ้อยแถลงจากพระเจ้าออกมา และดูว่าพระเจ้าจะประทานสิ่งที่เขาต้องการหรือไม่  ในเวลาเดียวกันกับที่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้า มนุษย์ไม่ปฏิบัติต่อพระเจ้าดังเช่นพระเจ้า  มนุษย์พยายามที่จะทำข้อตกลงกับพระเจ้าอยู่เสมอ ทูลขอสิ่งต่างๆ จากพระองค์อย่างไม่หยุดหย่อน และถึงกับกดดันพระองค์ในทุกขั้นตอน โดยหลังจากได้คืบแล้วก็พยายามที่จะเอาศอก  ในเวลาเดียวกันกับที่พยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า มนุษย์ยังโต้แย้งกับพระองค์ด้วย และเมื่อการทดสอบมาถึงตัวหรือพบว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง ก็ถึงกับมีผู้คนที่มักจะกลายเป็นคนอ่อนแอ คิดลบ และหย่อนยานในงานของตน ทั้งยังเต็มไปด้วยถ้อยคำที่พร่ำบ่นพระเจ้า  จากเวลาที่มนุษย์ได้เริ่มเชื่อในพระเจ้านั้น เขาได้พิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นมีดพับสวิส และเขาได้พิจารณาตัวเขาเองว่าเป็นเจ้าหนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า ราวกับว่าการขอพรและสัญญาจากพระเจ้าเป็นสิทธิ์และภาระผูกพันโดยกำเนิดของตน  ส่วนการคุ้มครอง ดูแล และจัดเตรียมให้มนุษย์เป็นความรับผิดชอบที่พระเจ้าควรลุล่วง  นั่นคือความเข้าใจพื้นฐานต่อคำสามคำที่ว่า ‘การเชื่อในพระเจ้า’ ของพวกที่เชื่อในพระเจ้าทั้งหมดนั้น และเช่นนั้นคือความเข้าใจส่วนลึกที่สุดของพวกเขาเกี่ยวกับมโนทัศน์แห่งการเชื่อในพระเจ้า  จากแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ไปจนถึงการไล่ตามเสาะหาในใจของเขา ไม่มีสิ่งใดที่สัมพันธ์กับความยำเกรงพระเจ้าเลย  จุดมุ่งหมายของมนุษย์ในการเชื่อในพระเจ้าไม่สามารถเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการนมัสการพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มนุษย์ไม่เคยได้พิจารณาหรือเข้าใจว่าการเชื่อในพระเจ้าจำเป็นต้องมีการยำเกรงและการนมัสการพระเจ้า  เนื่องจากสภาพเงื่อนไขเช่นนั้น เนื้อแท้ของมนุษย์ก็ชัดแจ้ง  เนื้อแท้นี้คือสิ่งใด?  มันก็คือหัวใจของมนุษย์นั้นมุ่งร้าย เก็บงำการทรยศหักหลังและการหลอกลวง ไม่รักความยุติธรรมและความชอบธรรมและสิ่งที่เป็นเชิงบวก และมันน่าเหยียดหยามและโลภ  หัวใจของมนุษย์ไม่สามารถใกล้ชิดกับพระเจ้าได้มากขึ้น เขาไม่ได้มอบมันให้แก่พระเจ้าเลย  พระเจ้าไม่เคยทรงมองเห็นหัวใจที่แท้จริงของมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่เคยได้รับการนมัสการโดยมนุษย์  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงจ่ายราคาที่ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือพระองค์ทรงพระราชกิจมากเพียงใด หรือพระองค์ทรงจัดเตรียมให้มนุษย์มากเพียงใด มนุษย์ยังคงมืดบอดและไม่แยแสอย่างสิ้นเชิงต่อการนั้นทั้งหมด  มนุษย์ไม่เคยได้มอบหัวใจของเขาแด่พระเจ้า เขาเพียงต้องการที่จะเอาใจใส่หัวใจของเขาด้วยตัวเอง ที่จะทำการตัดสินใจของเขาเองเท่านั้น—ซึ่งความนัยก็คือว่ามนุษย์ไม่ต้องการที่จะติดตามหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว หรือนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า อีกทั้งเขาไม่ต้องการนมัสการพระเจ้าในฐานะพระเจ้า  เช่นนั้นคือสภาวะของมนุษย์ในปัจจุบัน(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2)  พระเจ้าทรงเปิดโปงเจตนาและวิธีการของผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแต่พยายามต่อรองกับพระองค์ พระเจ้าตรัสว่าคนเหล่านี้มีแก่นแท้ที่น่ารังเกียจ ละโมบ คดโกง และหลอกลวง  น้ำเสียงและถ้อยคำในพระวจนะของพระเจ้าเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความรังเกียจต่อคนประเภทนี้ และผมก็สัมผัสได้ถึงความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ของพระเจ้า  เมื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติต่อพระเจ้าของคนเหล่านี้กับตัวเอง ผมก็เห็นว่าผมเองก็ปฏิบัติต่อพระองค์ในแบบเดียวกัน เมื่อผมได้รู้ว่าในยุคสุดท้าย พระเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจเพื่อยุติยุคนี้ และผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าจะสามารถมีชีวิตรอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อชื่นชมพระพรนิรันดร์ ผมก็อยากได้พระพรที่พระเจ้าจะประทานแก่มนุษย์อย่างที่สุด จึงเลือกที่จะเชื่อในพระเจ้า หลังจากเริ่มเชื่อพระเจ้า ผมก็ไล่ตามเสาะหาด้วยความกระตือรือร้น และภายในหนึ่งปีก็เริ่มทำหน้าที่แบบเต็มเวลา ผมไม่เคยหลบเลี่ยงการทำหน้าที่ตัดต่อแม้จะเจอความลำบากยากเย็นมากมาย และริเริ่มศึกษาทักษะวิชาชีพ ทุ่มเทความพยายามอย่างมาก ผมคิดว่าในเมื่อผมกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ขนาดนี้ พระเจ้าจะต้องทรงโปรดปรานผมและเห็นชอบในตัวผมแน่ๆ และผมจะมีความหวังอย่างมากที่จะได้รับพระพรในอนาคต พอตรวจพบว่าเป็นโรคตับอักเสบบีชนิดที่เชื้อกำลังกำเริบ ผมก็ตัดพ้อต่อพระเจ้าอยู่ในใจ และคิดว่าพระเจ้าไม่ควรปล่อยให้ผมป่วย เพราะผมกระตือรือร้นทำหน้าที่ขนาดนี้ ผมคิดว่าถ้าต้องกลับบ้านไปพักฟื้น ผมก็จะทำหน้าที่ไม่ได้ และจะไม่ได้รับพระพรในอนาคต จึงรู้สึกทุกข์ใจอย่างยิ่ง หลังจากกลับถึงบ้าน ผมก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาโรคนี้ และหวังว่าพระเจ้าจะทรงรักษาผมให้หายโดยเร็ว  เมื่ออาการไม่ดีขึ้นแต่กลับแย่ลง ผมรู้สึกทุกข์ทรมานและสิ้นหวังอย่างที่สุด ผมไม่อยากอธิษฐาน กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือเรียนรู้เทคนิคการตัดต่ออีกต่อไป และใช้ชีวิตอยู่ในทัศนคติเชิงลบ ต่อมา ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างไม่จริงใจ บอกว่าชีวิตของผมก้าวหน้าช้าเพราะไม่ได้ทำหน้าที่ เจตนาแฝงของผมก็คือขอให้พระเจ้าทรงเอาโรคของผมไปเพื่อจะทำหน้าที่ต่อไปได้ อันที่จริง ผมอยากออกไปทำหน้าที่ไม่ใช่เพื่อสนองพระเจ้า แต่เพื่อบั้นปลายในอนาคตของผมเอง  ผมกลัวว่าถ้าทำหน้าที่ไม่ได้ ผมจะไม่มีบั้นปลายที่ดี แต่เมื่ออธิษฐานต่อพระเจ้า ผมกลับบอกว่าอยากทำหน้าที่เพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและสนองพระองค์ นี่ผมกำลังหลอกลวงพระเจ้าอย่างโจ่งแจ้งอยู่ไม่ใช่เหรอ?  ผมเห็นว่าเจตนาในการเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของผม ก็เพื่อรับพรและผลประโยชน์จากพระองค์เท่านั้น  สิ่งที่ผมทำมีเพียงการต่อรองและเรียกร้องจากพระเจ้า  และไม่มีความจริงใจเลยแม้แต่น้อย ผมถูกพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา  และทุกสิ่งที่ผมมีล้วนมาจากพระองค์ ผมโชคดีที่ได้ยอมรับความรอดของพระเจ้า—ทั้งหมดนี้คือความรักของพระเจ้า—แต่ผมกลับไม่สำนึกในพระคุณของพระองค์เลย  ผมถึงกับพยายามต่อรองกับพระเจ้า หลอกลวงพระองค์ และหลอกใช้พระองค์ ผมไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกใดๆ เลย ผมช่างน่ารังเกียจจริงๆ!  ผมไม่มีความเป็นมนุษย์เลย!  หากความเชื่อพระเจ้าของผมเจือปนไปด้วยความพยายามที่จะต่อรองกับพระองค์อยู่เสมอ พระองค์ก็จะไม่มีวันทรงเห็นชอบในตัวผม ไม่ว่าผมจะทำหน้าที่มากแค่ไหนก็ตาม อุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย และผมก็ยังคงเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เลวทราม เลวร้าย และหลอกลวง  ผมจะได้รับการช่วยให้รอดได้ยังไงในเมื่อเป็นแบบนี้?  ผมคิดถึงเปาโลที่ทำงานมากมายและทนทุกข์มามาก  แต่เขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย  เขาถึงกับใช้ผลงานและการสละตนเป็นต้นทุนเพื่อเรียกร้องมงกุฎจากพระเจ้า โดยกล่าวว่า “ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” (2 ทิโมธี 4:8)  ความหมายแฝงก็คือพระเจ้าจะทรงไม่ชอบธรรมหากไม่ประทานมงกุฎแก่เปาโล เขาโวยวายต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผย ซึ่งล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้า และทำให้เขาถูกพระองค์สาปแช่งและลงโทษ  เมื่อผมไตร่ตรองเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกหวาดกลัว และตระหนักว่าการเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อไล่ตามไขว่คว้าพระพรนั้นมีผลลัพธ์ที่ร้ายแรง ตอนนั้นเองผมถึงเข้าใจว่าเจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้าซ่อนอยู่ในการที่ผมป่วยเป็นโรคนี้  ผมเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแต่ไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริงเลย ผมไล่ตามไขว่คว้าแต่พระพรและพยายามต่อรองกับพระเจ้าเท่านั้น พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้ผมเดินต่อไปในเส้นทางที่ผิด จึงทรงใช้ความเจ็บป่วยหยุดยั้งผมไว้ เผยให้เห็นเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ในการไล่ตามไขว่คว้าพระพรของผม บังคับให้ผมสงบสติอารมณ์และทบทวนตัวเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่ผมจะได้ปรับมุมมองการไล่ตามเสาะหาที่ผิดพลาดให้ทันท่วงที ถ้าผมไม่ได้ป่วยเป็นโรคนี้ ผมก็คงไม่มีทางเข้าใจตัวเองได้เลย  ตอนนั้นเองผมถึงเข้าใจเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้า และทันใดนั้น ความเข้าใจผิดและความรู้สึกตัดพ้อต่อพระเจ้าก่อนหน้านี้ก็หายไป  จิตใจของผมกลับเต็มไปด้วยความสำนึกในพระคุณต่อพระองค์แทน  ผมตระหนักว่าในอนาคตผมจะเรียกร้องจากพระเจ้าไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าโรคนี้จะหายหรือไม่ก็ตาม  แต่ผมต้องเชื่อและนบนอบต่อพระเจ้าอย่างถูกต้อง ไม่กี่วันต่อมา พ่อพาผมไปรักษาที่โรงพยาบาล  ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าวันนี้จะต้องเผชิญกับอะไรเมื่อไปโรงพยาบาล  แต่ข้าพระองค์เชื่อว่าเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์อยู่ในทุกสิ่ง  ไม่ว่าอาการของข้าพระองค์จะเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ก็เต็มใจที่จะนบนอบพระองค์”  หมอประหลาดใจเมื่อเห็นผลตรวจของผม และบอกว่าอาการของผมค่อนข้างร้ายแรง  ตับของผมได้รับความเสียหายและมีปริมาณไวรัสตับอักเสบบีในร่างกายสูงมากเกินไป จึงต้องรักษาอย่างเร่งด่วน หลังจากได้ยินแบบนี้  ผมก็กังวลอยู่บ้าง  แต่ไม่นานก็ตระหนักว่าโรคของผมจะหายหรือไม่นั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า สิ่งที่ผมต้องทำคือเผชิญหน้ากับมันโดยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและเข้ารับการรักษา  ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผมเต็มใจที่จะฝากไว้กับพระเจ้า เมื่อคิดแบบนี้ ผมก็รู้สึกสบายใจ

ต่อมา ผมมักจะรู้สึกไม่สบายใจและคิดว่า “ฉันเอาแต่อยู่บ้านทุกวันและทำหน้าที่ไม่ได้  ฉันจะไม่กลายเป็นแค่คนไร้ประโยชน์หรอกเหรอ?  ถ้าทำหน้าที่ไม่ได้พระเจ้าก็ไม่ทรงเห็นชอบน่ะสิ!”  ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าและแสวงหาพระองค์ วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่ว่าเขาจะได้รับพรหรือพบเจอวิบัติ  หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้ลุล่วง เป็นงานของเขาที่สวรรค์ส่งมาให้ ซึ่งมนุษย์ควรปฏิบัติโดยไม่แสวงหาสิ่งตอบแทน ไร้เงื่อนไขหรือข้ออ้าง  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา  การได้รับพรหมายถึงพรทั้งหลายที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่อพวกเขาได้รับการทำให้เพียบพร้อมหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา  การประสบเคราะห์ร้ายหมายถึงการลงโทษที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่ออุปนิสัยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่พวกเขาได้ก้าวผ่านการตีสอนและการพิพากษาแล้ว—นั่นคือ เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่คือสิ่งที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำเป็นอย่างน้อย(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์)  “หากในความเชื่อในพระเจ้าและในการไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเจ้า พวกเจ้าสามารถกล่าวได้ว่า ‘ความป่วยไข้หรือเหตุการณ์ไม่น่าพึงใจอันใดก็ตามที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้บังเกิดกับฉัน—ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด—ฉันต้องนบนอบ และอยู่ในที่ของฉันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ก่อนสิ่งอื่นทั้งปวง ฉันต้องนำความจริงแง่มุมนี้—การนบนอบ—มาปฏิบัติ ฉันต้องปฏิบัติให้เกิดผลจริง และใช้ชีวิตตามความเป็นจริงแห่งการนบนอบพระเจ้า  ที่มากกว่านั้นคือ ฉันต้องไม่ทิ้งสิ่งที่พระเจ้าได้มีพระบัญชาแก่ฉันและหน้าที่ที่ฉันควรปฏิบัติ  ต่อให้เป็นลมหายใจห้วงสุดท้ายของฉัน ฉันก็ต้องยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน’  นี่ไม่ใช่การเป็นคำพยานหรอกหรือ?  เมื่อพวกเจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่ประเภทนี้และสภาวะประเภทนี้ พวกเจ้าจะยังคงมีความสามารถที่จะคร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือ?  ไม่ พวกเจ้าทำไม่ได้  ในเวลาเช่นนั้น พวกเจ้าจะคิดกับตัวเจ้าเองว่า ‘พระเจ้าทรงมอบลมหายใจนี้ให้ฉัน พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมให้ฉันและทรงคุ้มครองฉันตลอดหลายปีมานี้ พระองค์ทรงรับความเจ็บปวดไปจากฉัน ทรงมอบพระคุณมากมายและความจริงมากมายให้แก่ฉัน  ฉันได้เข้าใจความจริงและความล้ำลึกที่ผู้คนยังไม่เข้าใจมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน  ฉันได้รับมาจากพระเจ้ามากมายยิ่งนัก  ดังนั้น ฉันต้องชดใช้คืนให้พระเจ้า!  เมื่อก่อนนั้น วุฒิภาวะของฉันเล็กน้อยเกินไป ฉันไม่เข้าใจอะไร และทุกสิ่งที่ฉันทำเป็นที่น่าเจ็บปวดสำหรับพระเจ้า  ฉันอาจไม่มีโอกาสอื่นอีกในการชดใช้คืนให้พระเจ้าในอนาคต  ไม่ว่าฉันมีเวลาเหลือที่จะใช้ชีวิตอีกเท่าไร ฉันต้องถวายเรี่ยวแรงกำลังอันน้อยนิดที่ฉันมีและทำสิ่งที่ฉันสามารถทำได้เพื่อพระเจ้า เพื่อที่พระองค์จะทรงสามารถมองเห็นว่าตลอดหลายปีแห่งการจัดเตรียมให้แก่ฉันนี้ไม่ได้สูญเปล่าเลย แต่ได้เกิดดอกผลแล้ว  ขอให้ฉันได้นำความชูใจมาสู่พระเจ้า และไม่ทำร้ายหรือทำให้พระองค์ทรงผิดหวังอีกต่อไป’  การคิดในหนทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง?  จงอย่าคิดถึงวิธีที่จะช่วยตัวพวกเจ้าเองให้รอดหรือหนีพ้น โดยการคิดว่า ‘เมื่อไหร่ความเจ็บไข้ได้ป่วยนี้จะได้รับการเยียวยา?  เมื่อถึงเวลานั้น ฉันจะทำสุดความสามารถเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของฉันและอุทิศตน  ฉันจะสามารถอุทิศตนในตอนที่ฉันป่วยได้อย่างไร?  ฉันจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?’  ตราบเท่าที่เจ้ามีลมหายใจหนึ่ง พวกเจ้าไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าได้หรือ?  ตราบเท่าที่พวกเจ้ามีลมหายใจหนึ่ง พวกเจ้าสามารถที่จะไม่นำความอับอายมาสู่พระเจ้าได้หรือไม่?  ตราบเท่าที่พวกเจ้ามีลมหายใจหนึ่ง ตราบเท่าที่จิตใจของพวกเจ้าแจ่มแจ้ง พวกเจ้าสามารถที่จะไม่คร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือไม่?  (สามารถทำได้)” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นประจำเท่านั้นจึงจะมีเส้นทางให้เดิน)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า จิตใจของผมก็กระจ่างขึ้น และผมก็เข้าใจว่าหน้าที่ของเราไม่เกี่ยวกับการที่เราจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายเลย การทำหน้าที่คือความรับผิดชอบและภารกิจของเราในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เป็นสิ่งที่เราสมควรทำอยู่แล้ว ในมโนคติอันหลงผิดของผม ผมเคยเชื่อว่าตราบใดที่ทำหน้าที่มากขึ้น ผมก็จะได้รับพรจากพระเจ้าในที่สุด คิดว่ามันก็เหมือนตอนที่ผู้ไม่มีความเชื่อทำงานให้เจ้านาย ยิ่งทำงานมาก ก็ยิ่งได้ค่าจ้างมาก แต่ความจริงแล้ว  พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าตราบใดที่เราทำหน้าที่และทำหน้าที่ให้มากเข้าไว้  พระองค์จะทรงเห็นชอบและประทานพรแก่เรา สิ่งนี้มาจากมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของผมล้วนๆ และไม่สอดคล้องกับความจริงเลยแม้แต่น้อย  การทำหน้าที่เป็นหนทางให้เราไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับการช่วยให้รอดในการเชื่อในพระเจ้า  หากเราทำหน้าที่แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เดินบนเส้นทางที่ผิด และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นไม่ว่าเราจะทำหน้าที่มากแค่ไหน  พระเจ้าก็จะไม่มีวันทรงเห็นชอบในตัวเรา อย่างเช่นผมเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว และทำหน้าที่ในคริสตจักรมาตลอด  แต่ผมกลับไม่ได้ใส่ใจกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เจตนาในการทำหน้าที่ของผมมีเพียงเพื่อได้รับพรจากพระเจ้าเสมอมา และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เห็นแก่ตัวและโลภของผมก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย เมื่อความเจ็บป่วยมาเยือนและคุกคามชีวิต ผมก็อดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นและตัดพ้อต่อพระเจ้า  นี่ไม่ใช่การกบฏและต่อต้านพระเจ้าหรอกเหรอ?  ถ้าผมยังคงไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ท้ายที่สุดอุปนิสัยของผมก็จะไม่เปลี่ยนแปลง ผมก็จะไม่แสดงความนบนอบหรือความยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย และจะไม่มีคำพยานใดๆ  หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าผมจะทุ่มเทความพยายามหรือปฏิบัติหน้าที่มากเพียงใด ทุกอย่างก็ล้วนสูญเปล่า และไม่อาจได้รับความรอด ผมนึกถึงโยบ ในยุคของเขา พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจมากมาย และก็ไม่ได้ทรงไว้วางพระทัยมอบหมายสิ่งต่างๆ ให้มนุษย์เท่าใดนัก ชีวิตของโยบส่วนใหญ่หมดไปกับการเลี้ยงสัตว์ แต่ในหัวใจของเขามีที่สำหรับพระเจ้า เขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ในชีวิต เขามักจะแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าและไม่เคยทำสิ่งใดที่ล่วงเกินพระเจ้า  แม้เมื่อบททดสอบมาเยือนจนเขาสูญเสียทรัพย์สินและบุตรไป  และแม้เมื่อร่างกายเต็มไปด้วยฝีที่เจ็บปวดจนทนไม่ไหว เขาก็ไม่เคยตัดพ้อต่อพระเจ้าเลย เขายังคงนบนอบต่อพระเจ้าและสรรเสริญพระนามของพระองค์ได้ การดำเนินชีวิตจริงของโยบกลายเป็นคำพยานถึงชัยชนะของพระเจ้าเหนือซาตาน และเขาก็ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า ผมกลัวเอาแต่กลัวว่าจะทำหน้าที่ไม่ได้อีกต่อไปและถูกกำจัด  นี่คือมโนคติอันหลงผิดของผม หน้าที่ที่ผมทำได้นั้นมีจำกัดเพราะอาการป่วย  พระเจ้าทรงตระหนักถึงสถานการณ์ของผมเป็นอย่างดี  อย่างเช่น พี่น้องชายหญิงบางคนทำหน้าที่ไม่ได้เพราะต้องติดคุก แต่พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าพระองค์ไม่ทรงให้ความเห็นชอบพวกเขา  พระเจ้าไม่ได้ทรงวัดผู้คนจากจำนวนหน้าที่ที่ทำ แต่ทรงพิจารณาว่าพวกเขาเดินบนเส้นทางใดและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ตอนนี้ สิ่งที่ผมควรทำคือยอมรับและนบนอบ มุ่งเน้นการกินดื่มพระวจนะของพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริง  เมื่อได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้โดยเฉพาะ ที่ว่า “จงอย่าคิดถึงวิธีที่จะช่วยตัวพวกเจ้าเองให้รอดหรือหนีพ้น โดยการคิดว่า ‘เมื่อไหร่ความเจ็บไข้ได้ป่วยนี้จะได้รับการเยียวยา?  เมื่อถึงเวลานั้น ฉันจะทำสุดความสามารถเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของฉันและอุทิศตน  ฉันจะสามารถอุทิศตนในตอนที่ฉันป่วยได้อย่างไร?  ฉันจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?’  ตราบเท่าที่เจ้ามีลมหายใจหนึ่ง พวกเจ้าไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าได้หรือ?  ตราบเท่าที่พวกเจ้ามีลมหายใจหนึ่ง พวกเจ้าสามารถที่จะไม่นำความอับอายมาสู่พระเจ้าได้หรือไม่?  ตราบเท่าที่พวกเจ้ามีลมหายใจหนึ่ง ตราบเท่าที่จิตใจของพวกเจ้าแจ่มแจ้ง พวกเจ้าสามารถที่จะไม่คร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือไม่?”  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าเมื่อพระเจ้าทรงกำหนดให้เราทำหน้าที่ นั่นหมายถึงการปฏิบัติความจริงและเป็นพยานให้พระองค์ พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ผู้คนตรากตรำเพื่อพระองค์  ต่อให้ผมจะไม่มีวันหายป่วย และไม่สามารถออกไปทำหน้าที่ได้อีกต่อไป ถ้าผมสามารถปล่อยวางเจตนาที่จะได้รับพร เลิกพยายามต่อรองกับพระเจ้า และเต็มใจนบนอบต่อพระองค์ไม่ว่าจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายก็ตาม นี่ก็คือหน้าที่หนึ่งที่ผมควรทำต่อพระพักตร์พระเจ้าเช่นกัน ไม่ว่าอาการของผมจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต  ผมต้องเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงจังและไล่ตามเสาะหาความจริงต่อไป  เมื่อเข้าใจสิ่งนี้ จิตใจผมก็กระจ่างขึ้นอย่างแท้จริง และผมก็ไม่กังวลอีกต่อไปว่าจะหายจากโรคหรือไม่  ความรู้สึกนั้นเหมือนกับความโล่งใจและความเบาสบายจากการปลดโซ่ตรวนอันหนักอึ้งออกไป

หลังจากนั้น ผมก็วางแผนให้ตัวเองในแต่ละวัน ผมเฝ้าเดี่ยว กินดื่มพระวจนะของพระเจ้า ร้องเพลงนมัสการ และเรียนรู้เทคนิคการตัดต่อ ใช้ชีวิตอย่างอิ่มเอมใจอย่างมาก ต่อมา ผมยังฝึกเขียนคำเทศนาสำหรับการประกาศข่าวประเสริฐด้วย ไม่ทันรู้ตัว ผมก็ลืมเรื่องโรคของตัวเองไปแล้ว และบางครั้งถึงกับลืมกินยาตอนตื่นนอนด้วยซ้ำ ไม่นานก็ผ่านไปหนึ่งเดือน และถึงเวลาต้องไปตรวจร่างกายอีกครั้ง  ผมไม่กังวลอีกต่อไป และไม่หวังให้โรคหายอีกแล้ว  ผมรู้ว่ามีบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ไม่ว่าจะหายหรือไม่ก็ตาม ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ และเข้ารับการตรวจด้วยใจสงบ ตอนไปรับผลตรวจ ผมเห็นว่าระดับเอนไซม์ตับลดลงเหลือ 34 U/L!  ผมกลัวว่าจะอ่านผิด จึงอ่านซ้ำอีกครั้งอย่างละเอียด มันคือ 34 U/L จริงๆ!  การทำงานของตับกลับมาเป็นปกติแล้ว และระดับไวรัสตับอักเสบบีก็ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติด้วย  ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยจนกระทั่งเดินออกจากโรงพยาบาล  รู้สึกเหมือนฝันไป  เดือนนี้เป็นเดือนที่ผมกินยาไม่สม่ำเสมอที่สุด  บางครั้งถึงกับลืมกินยาติดต่อกันสองวัน แต่โรคของผมกลับหายดีโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ  ในใจผมรู้แน่ชัดว่านี่คือกิจการของพระเจ้ ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และทุกอย่างในชีวิตของเขาก็อยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งและทุกอย่าง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นมาใหม่และปลาสนาการไปตามพระดำริของพระเจ้า  นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมตระหนักว่าสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไร้ชีวิต ล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริของพระองค์ ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยอื่นใดเลย นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้า  อย่างเช่น โรคของผมจะหายหรือไม่นั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  ตอนที่ผมอยู่ในสภาวะที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะรักษาโรคยังไง อาการก็มีแต่แย่ลง ไม่เคยดีขึ้นเลย  แต่เมื่อผมเข้าใจตัวเองบ้างและสภาวะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผมก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะกินยาไม่สม่ำเสมอก็ตาม  พระเจ้าทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ยิ่งนัก และกิจการของพระองค์ก็ช่างน่าอัศจรรย์!  ผมสรรเสริญพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ  โรคนี้ยืดเยื้อมาเกือบปี และผมก็ทนทุกข์อย่างมากในช่วงเวลานั้น  แต่เมื่อผ่านประสบการณ์นี้มา ผมมีความเข้าใจในสิทธิอำนาจของพระเจ้าอยู่บ้าง และความเชื่อในพระเจ้าของผมก็เพิ่มพูนขึ้น ผมจึงรู้สึกว่าการป่วยครั้งนี้คุ้มค่าจริงๆ!

ผ่านความเจ็บป่วยนี้ ผมเข้าใจเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ของตัวเองในการไล่ตามไขว่คว้าพระพรจากความเชื่อในพระเจ้า และยังเห็นด้านที่น่าเกลียดของตัวเองอย่างชัดเจนว่าผมเป็นคนเห็นแก่ตัวและเลวทราม  ผมเห็นว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำก็เพื่อชำระผมให้บริสุทธิ์ ทรงนำผมเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า และทรงทำให้ผมใช้ชีวิตอย่างมีความเป็นมนุษย์และมีสำนึก ความเจ็บป่วยนี้นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนบนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าของผม ผมได้รับประสบการณ์อย่างแท้จริงว่าความเจ็บป่วยที่มาเยือนนี้คือพระพรจากพระเจ้า และผมขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ!

ก่อนหน้า: 63. เหตุผลที่ฉันไม่อยากแบกรับภาระ

ถัดไป: 65. ในที่สุดฉันก็ได้ต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger