88. บทเรียนอันขมขื่นจากการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน

โดยฟ่านอี้ ประเทศจีน

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021 หวังหัวกับผมได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร  เนื่องจากหวังหัวเคยมีประสบการณ์เป็นผู้นำมาก่อน และยังมีประสบการณ์ในการประกาศข่าวประเสริฐ เธอจึงรับผิดชอบงานข่าวประเสริฐเป็นหลัก ส่วนผมจัดการงานอื่นๆ  เมื่อพบปัญหาหรือความลำบากยากเย็นในงาน ผมก็จะแสวงหาจากเธอ และเธอก็เต็มใจที่จะสามัคคีธรรมและช่วยเหลือผมเสมอ  เราทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นดี  หลังจากนั้นพักหนึ่ง ผมสังเกตเห็นว่าหวังหัวเป็นคนที่ยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่มาก โดยเฉพาะในเรื่องการคัดเลือกและใช้งานผู้คน  เธอมักจะพึ่งพามุมมองของตัวเองโดยไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง และไม่แสดงความเต็มใจที่จะพิจารณาคำแนะนำของคนอื่นเลย  วันหนึ่ง มัคนายกข่าวประเสริฐรายงานว่าหลี่จื้อที่เป็นผู้นำทีม ทำหน้าที่ของเขาอย่างสุกเอาเผากินมาโดยตลอด ไม่แสดงให้เห็นถึงภาระ และแม้จะมีการสามัคคีธรรมหลายครั้ง เขาก็ยังไม่แก้ไขพฤติกรรมของตัวเอง  เขาถึงกับทิ้งหน้าที่ไปเป็นสัปดาห์ โดยไม่สนใจดูแลเลยเพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องส่วนตัว หลังจากได้ยินเรื่องนี้ ผมรู้สึกโกรธมากและรู้สึกว่าหลี่จื้อไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำทีมต่อไป และตามหลักธรรมแล้ว เขาควรถูกปลดและย้ายหน้าที่  ผมแบ่งปันมุมมองของผมกับหวังหัว แต่ที่น่าแปลกใจคือ เธอไม่เพียงแต่ไม่ยอมฟัง แต่ยังวิจารณ์ผมอย่างรุนแรง โดยบอกว่าผมมีความคิดที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่และเรียกร้องจากคนอื่นมากเกินไป  เธอถึงกับบอกว่าตอนที่หลี่จื้ออยู่ในสภาวะที่ดี เขาสามารถได้รับผู้คนจากการประกาศข่าวประเสริฐ และเขาต้องการการสามัคคีธรรมและความช่วยเหลือมากกว่านี้  ผมพูดว่า “การเป็นผู้นำทีม คนเราต้องมีภาระและความรับผิดชอบ  จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของหลี่จื้อในการทำหน้าที่ เขาไม่เหมาะกับตำแหน่งผู้นำทีมเลย  แต่คุณก็ยังยืนกรานที่จะให้เขาอยู่ในตำแหน่งนี้  นี่มันขัดกับหลักธรรม!”  แต่หวังหัวก็ยังไม่ยอมฟังและพูดว่า “ถ้าเราปลดหลี่จื้อแล้วหาคนมาแทนที่เหมาะสมไม่ได้ทันที ผลงานอาจจะแย่ลง แล้วเราก็จะไม่สามารถอธิบายให้ผู้นำฟังได้อย่างน่าพอใจถ้าพวกเขาถามถึงเรื่องนี้  มีคนอยู่ในตำแหน่งก็ยังดีกว่าไม่มีใครเลย”  เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ ผมก็เห็นได้ว่าเธอมุ่งเน้นไปที่ชื่อเสียงและสถานะของตัวเองเท่านั้น และเธอไม่ได้คำนึงถึงงานของคริสตจักรเลย  ดังนั้นผมจึงอยากเปิดโปงธรรมชาติและผลสืบเนื่องจากการกระทำแบบนี้ของเธอ  แต่พอเห็นสีหน้าโกรธเคืองของเธอ ผมก็รู้สึกกังวล โดยคิดว่า “ปกติแค่ผมพูดถึงปัญหาในงานของเธอนิดๆ หน่อยๆ เธอก็หงุดหงิดแล้ว ถ้าผมพูดอย่างชัดเจนและซึ่งหน้าเกินไป ผมคงทำให้เธอโกรธ และเธอจะเมินเฉยใส่ผม  ถ้าเรื่องนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเราตึงเครียด ในอนาคตเราจะร่วมมือกันได้ยังไง?  แล้วถ้าผมเจอความลำบากยากเย็นในงานแล้วเธอไม่ช่วยผมอีกล่ะ?  บางทีไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยน่าจะดีกว่า  เธอทำหน้าที่มาหลายปีและเข้าใจหลักธรรมในการย้ายหน้าที่ผู้คนได้ดีกว่าผม  เธอคงมีแผนของตัวเองแหละ  ดีที่สุดคืออย่าไปยุ่งกับเรื่องนี้มากเกินไป”  ดังนั้น ผมจึงแค่เตือนให้เธอพิจารณาข้อดีข้อเสียเมื่อเป็นเรื่องของการใช้งานผู้คน และไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก

ไม่นานหลังจากนั้น หวังหัวบอกผมว่าพี่น้องหญิงซูซินเป็นคนหัวไวและมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับผู้คน และเธอก็วางแผนที่จะบ่มเพาะเธอให้ประกาศข่าวประเสริฐ  เมื่อได้ยินแบบนี้ ผมก็คิดว่า “ผมคุ้นเคยกับซูซินดี  เธอเป็นคนไม่รับผิดชอบในหน้าที่ เห็นแก่ตัว และหลอกลวงมาโดยตลอด  ตอนที่เธอได้รับการบ่มเพาะให้ให้น้ำผู้มาใหม่ก่อนหน้านี้ เธอมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและกลัวที่จะต้องรับผิดชอบถ้าผู้มาใหม่จากไป  หลังจากให้น้ำได้แค่ยี่สิบกว่าวัน เธอก็เลิกไปและถึงกับกุเรื่องอ้างว่าสามีขัดขวางไม่ให้เธอทำหน้าที่” ดังนั้นผมจึงแบ่งปันสิ่งที่ผมรู้กับหวังหัว และเตือนเธอว่าคนอย่างซูซินไม่เหมาะที่จะนำมาบ่มเพาะ  หวังหัวไม่ฟังคำแนะนำของผมเลย  เธอบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินธรรมชาติที่แท้จริงของคนคนหนึ่งจากการมีปฏิสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว และเราต้องมองพวกเขาในแง่ของการพัฒนาสิ  ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมและอยากจะหยุดเธอ  แต่แล้วผมก็คิดว่า “เธอบอกทุกคนเรื่องที่จะบ่มเพาะซูซินไปแล้ว ดังนั้นถ้าผมไม่เห็นด้วย ก็คงทำให้เธออับอายแน่ๆ  เธอจะคิดว่าผมโอหังและชอบยุ่งเรื่องคนอื่นหรือเปล่า?  แล้วถ้าเรื่องนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเราตึงเครียดล่ะ?  นั่นคงทำให้เข้ากันได้ยากในอนาคต”  เมื่อคิดได้แบบนี้ ผมก็หมดความมั่นใจที่จะยืนกรานต่อไป และแค่ปลอบใจตัวเองโดยคิดว่า “อย่างน้อยผมก็ได้เตือนทุกอย่างที่ควรเตือนไปแล้ว  ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในอนาคต มันก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผม”

ต่อมา ผมได้รู้ว่าหลี่จื้อยังคงเพิกเฉยต่อหน้าที่ของเขา และเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบต่อสภาวะของพี่น้องชายหญิง ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานตกต่ำลงมาก นอกจากนี้ ซูซินก็ไม่แสดงให้เห็นถึงภาระในการประกาศข่าวประเสริฐ และเธอจะทิ้งหน้าที่ของตัวเองทุกครั้งที่ยุ่งกับเรื่องที่บ้าน และหน้าที่ของเธอก็แทบไม่เกิดผลลัพธ์เลย  ผู้นำได้ส่งจดหมายมาจัดการกับความเบี่ยงเบนและปัญหาในงานข่าวประเสริฐของเรา ทั้งยังได้สามัคคีธรรมและตัดแต่งพวกเรา แต่หวังหัวไม่มีความสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับโต้เถียงและพยายามแก้ตัว โดยบอกว่าพี่น้องชายหญิงไม่มีความรู้สึกแบกรับภาระในหน้าที่ของพวกเขา  ผมอยากจะเปิดโปงและชำแหละปัญหาของเธอจริงๆ แต่ผมก็กลัวว่าเธอจะหาว่าผมไม่รู้จักตัวเองและแค่กำลังตัดแต่งเธอ ผมจึงแค่เตือนเธอไปนิดหน่อย ให้ทบทวนตัวเองและกลับใจต่อพระเจ้า  ต่อมา ผมเห็นว่าหวังหัวไม่มีความรู้จักตัวเองเลย  พี่น้องชายหญิงต่างรายงานว่า ระหว่างการชุมนุม เธอมุ่งแต่จะจับผิดเรื่องงานและตำหนิพวกเขา เธอไม่ได้แก้ไขปัญหาที่แท้จริง และทุกคนก็รู้สึกถูกเธอบีบคั้น  ผมดูออกเลยว่า หวังหัวน่าจะเป็นผู้นำเทียมเท็จ ผมเลยอยากเอาเรื่องนี้ไปรายงานกับผู้นำระดับสูง แต่แล้วผมก็คิดว่า “ถ้าเธอรู้ว่าผมรายงานปัญหาของเธอ เธอจะไม่ผูกใจเจ็บผมเหรอ?  ยังไงซะ เธอก็เคยช่วยผมในการทำหน้าที่…” ผมคิดทบทวนอยู่ตลอด แต่สุดท้ายผมก็ยังไม่มีความกล้าพอที่จะเขียนรายงานเรื่องของเธอ  ต่อมา ผู้นำระดับสูงได้เข้ามาตรวจงาน  พวกเขาพบว่าหวังหัวโอหังและคิดว่าตนเองถูก ทำงานโดยไม่มีหลักธรรมใดๆ ไม่ยอมรับคำแนะนำของคนอื่น และเธอเอาแต่พูดวาจาและคำสอนโดยไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงใดๆ เธอจึงถูกระบุว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จและถูกปลด  นอกจากนี้ เพราะผมเอาแต่ทำตัวเป็นคนคอยเอาใจผู้คนและล้มเหลวในการค้ำจุนงานของคริสตจักร ผมก็เลยถูกปลดด้วยเช่นกัน  ไม่นานหลังจากนั้น หลี่จื้อกับซูซินก็ถูกปลดเช่นกัน  พอถูกจัดการแบบนี้ ผมก็รู้สึกหวาดกลัว และรู้ว่าตัวเองได้ทำความชั่วลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผมนึกย้อนไปถึงตอนที่ผู้นำตั้งคำถามกับผมว่า “ตอนที่คุณเห็นหวังหัวทำขัดกับหลักธรรมแล้วคุณหยุดเธอไม่ได้ ทำไมคุณถึงไม่รายงานเรื่องของเธอ?  ทำไมคุณถึงเอาแต่พยายามปกป้องความสัมพันธ์ของคุณกับเธอ?  คุณไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของคุณเอาซะเลย!” ผมรู้สึกเจ็บแปลบในใจอย่างรุนแรง  เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของผมกับหวังหัว ผมไม่ได้คำนึงถึงงานของคริสตจักรเลย  ผมเห็นว่าเธอขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร แต่ผมก็ไม่ได้ห้ามเธอ ผมกำลังยอมให้กับการกระทำชั่วของผู้นำเทียมเท็จคนนี้และทำตัวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของเธอ!  ในช่วงหลายเดือนหลังจากถูกปลด ผมรู้สึกท้อแท้มาก และใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่สิ้นหวังอย่างที่สุดและตัดสินตัวเองในแง่ลบ

เมื่อเห็นผมอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ พี่น้องชายหญิงจึงแบ่งปันพระวจนะของพระเจ้ากับผมเพื่อช่วยเหลือผม  มีพระวจนะบทตอนหนึ่งที่ประทับใจผมอย่างลึกซึ้ง  พระเจ้าตรัสว่า “ระหว่างกระบวนการเติบโตในชีวิตและครรลองของความรอดของมนุษย์นั้น บางครั้งผู้คนอาจเลือกเส้นทางที่ผิด เบี่ยงเบน หรือมีเวลาที่พวกเขาแสดงสภาวะและพฤติกรรมของการไม่มีวุฒิภาวะในชีวิตออกมา  พวกเขาอาจมีเวลาที่อ่อนแอและคิดลบ เวลาที่พวกเขาพูดในสิ่งที่ผิด สะดุด หรือประสบกับความล้มเหลว  ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติในสายพระเนตรของพระเจ้า  พระองค์มิทรงใช้สิ่งเหล่านี้มาตำหนิพวกเขา  บางคนคิดว่าความเสื่อมทรามของพวกเขาลึกซึ้งเกินไป และพวกเขาไม่มีวันที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเศร้าใจและเกลียดชังตนเอง  ผู้ที่มีหัวใจที่กลับใจเช่นนี้ย่อมเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอดอย่างแน่นอน  ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เชื่อว่าตนเองไม่ต้องการความรอดของพระเจ้า ผู้ที่คิดว่าพวกเขาเป็นคนดีและไม่ได้ทำอะไรผิด โดยทั่วไปย่อมไม่ใช่ผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด  สิ่งที่เรากำลังสื่อสารบอกเจ้าอยู่นี้คืออะไร?  ใครก็ตามที่เข้าใจจงกล่าวออกมา  (พวกเราต้องรับมือกับการเผยความเสื่อมทรามของตนเองได้อย่างเหมาะสมและต้องมุ่งปฏิบัติความจริงแล้วพวกเราก็จะได้รับความรอดของพระเจ้า  หากพวกเราเข้าใจพระเจ้าผิดอยู่ตลอด พวกเราย่อมจะยอมให้ตนเองอยู่ในความสิ้นหวังได้อย่างง่ายดาย)  เจ้าต้องมีความเชื่อและกล่าวว่า ‘ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะอ่อนแอ อีกทั้งเคยสะดุดและล้มเหลวมา  ฉันจะเติบโตขึ้น และวันหนึ่งฉันจะเข้าใจความจริง ทำให้พระเจ้าพอพระทัย และบรรลุความรอดให้ได้’  เจ้าต้องมีความแน่วแน่เช่นนี้  ไม่ว่าเจ้าเผชิญกับความพ่ายแพ้ ความยากลำบาก ความล้มเหลว หรือการสะดุดใดๆ เจ้าต้องไม่คิดลบ  เจ้าต้องรู้ว่าผู้คนประเภทใดที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด  นอกจากนี้หากเจ้ารู้สึกว่าตนเองยังไม่มีคุณสมบัติที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด หรือเจ้าไปอยู่ในสภาวะที่พระเจ้าทรงเกลียดหรือไม่พอพระทัยเป็นครั้งคราว หรือถ้าเคยมีช่วงเวลาที่เจ้าประพฤติตัวแย่มาก และพระเจ้าก็ไม่ทรงยอมรับเจ้า หรือว่าตัวเจ้าเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นย่อมไม่ใช่เรื่องสำคัญ  ขณะนี้เจ้ารู้แล้ว และมันยังไม่สายเกินไป  ตราบใดที่เจ้ากลับใจ พระเจ้าย่อมจะทรงมอบโอกาสให้แก่เจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ในการเชื่อในพระเจ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์)  เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมก็สัมผัสได้ถึงความรักของพระองค์ และเห็นว่าพระทัยของพระเจ้าในการช่วยผู้คนให้รอดนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง  พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดช่วยผมให้รอดเพียงเพราะผมเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักร  ตรงกันข้าม พระองค์ทรงหวังว่าผ่านความล้มเหลวนี้ ผมจะทบทวนและรู้จักปัญหาของตัวเอง เรียนรู้บทเรียน กลับใจ และเปลี่ยนแปลง  ผมต้องลุกขึ้นยืนหยัด ทบทวนถึงเหตุผลของความล้มเหลวของตัวเอง และกลับใจอย่างจริงใจ  ดังนั้น ผมจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์ละเลยในหน้าที่ และข้าพระองค์รู้สึกละอายใจที่จะเผชิญหน้ากับพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่อยากอยู่ในสภาวะที่ท้อแท้นี้ โปรดทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำข้าพระองค์ให้รู้จักปัญหาของตัวเองด้วยเถิด”

วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ “เมื่อพวกเจ้าจำเป็นต้องปฏิบัติความจริงและปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้าสามารถเอาชนะการจำกัดของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและยืนอยู่ฝ่ายความจริงได้หรือไม่?  ตัวอย่างเช่น เจ้าร่วมมือกับใครสักคนเพื่อดำเนินงานชำระคริสตจักรให้สะอาด แต่เขากลับสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงอยู่เสมอว่าพระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพวกเราต้องปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความรักและให้โอกาสพวกเขากลับใจ  จากการสามัคคีธรรมของเขา เจ้าก็ตระหนักว่าเขามีบางอย่างผิดปกติ  แม้ว่าคำพูดที่เขาพูดจะฟังดูถูกต้อง แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้วเจ้าก็ค้นพบว่าเขากำลังเก็บงำเจตนาและเหตุจูงใจแอบแฝงเอาไว้ เขาไม่เต็มใจที่จะล่วงเกินผู้ใด และไม่ต้องการที่จะดำเนินงานตามการจัดการเตรียมงาน  เมื่อเขาสามัคคีธรรมเช่นนี้ ผู้คนที่มีวุฒิภาวะน้อยและไม่มีวิจารณญาณแยกแยะก็จะถูกเขาก่อกวน  เขาจะแสดงความรักอย่างมืดบอดโดยไร้หลักธรรม ไม่ใส่ใจที่จะแยกแยะผู้อื่น และจะไม่เปิดโปงหรือรายงานพวกศัตรูของพระคริสต์ คนชั่ว หรือผู้ไม่เชื่อ  นี่เป็นอุปสรรคต่องานชำระคริสตจักรให้สะอาด  หากไม่สามารถชำระศัตรูของพระคริสต์ คนชั่ว และผู้ไม่เชื่อออกไปได้อย่างทันท่วงที ก็จะส่งผลต่อการกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ตามปกติของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น ยังจะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร อันเป็นการทำร้ายผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  ในเวลาเช่นนี้ เจ้าควรปฏิบัติอย่างไร?  เมื่อเจ้าสังเกตเห็นปัญหา เจ้าต้องลุกขึ้นยืนเพื่อเปิดโปงและหยุดยั้งคนคนนั้น และปกป้องงานของคริสตจักร  เจ้าอาจใคร่ครวญว่า ‘พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน  ถ้าฉันเปิดโปงเขาตรงๆ แล้วเขาไม่ยอมรับ พวกเราจะไม่แตกหักกันหรือ?  ไม่ได้ ฉันจะพูดออกไปตรงๆ ไม่ได้ ฉันต้องมีชั้นเชิงมากกว่านี้หน่อย’  ดังนั้นเจ้าจึงเพียงแค่เตือนความจำและเตือนสติเขาด้วยคำพูดไม่กี่คำ  หลังจากได้ยินสิ่งที่เจ้าพูด เขาก็ไม่ยอมรับ และยังยกเหตุผลมากมายมาหักล้างเจ้าอีกด้วย  เมื่อเจ้าเห็นว่าเขาไม่ยอมรับ และงานของพระนิเวศของพระเจ้าจะได้รับความสูญเสีย เจ้าจะทำอย่างไร?  เจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าโดยกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดจัดเตรียมและจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งด้วยเถิด  ขอทรงบ่มวินัยเขาด้วย  ข้าพระองค์ไม่สามารถทำอะไรไปมากกว่านี้แล้ว’  เจ้าคิดว่าเจ้าไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้ ดังนั้นเจ้าจึงปล่อยเขาไปโดยไม่มีการควบคุม  นี่เป็นการสำแดงของการมีความรับผิดชอบหรือไม่?  เจ้าได้ปฏิบัติความจริงแล้วหรือยัง?  หากเจ้าไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้ เหตุใดเจ้าจึงไม่รายงานเรื่องนี้ต่อผู้นำและคนทำงาน?  เหตุใดเจ้าจึงไม่นำเรื่องนี้เข้าที่ชุมนุมและให้ทุกคนสามัคคีธรรมและหารือกัน?  หากเจ้าไม่ทำเช่นนี้ แล้วเจ้าจะไม่รู้สึกผิดในภายหลังจริงๆ หรือ?  หากเจ้ากล่าวว่า ‘ฉันจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ดังนั้นฉันก็แค่จะเพิกเฉยเสีย  ฉันมีมโนธรรมที่ชัดเจน’ เช่นนั้นเจ้ามีหัวใจแบบใด?  เป็นหัวใจที่รักอย่างแท้จริงหรือเป็นหัวใจที่ทำร้ายผู้อื่น?  หัวใจของเจ้าเป็นหัวใจที่มุ่งร้ายเหลือเกิน เพราะเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าก็กลัวที่จะล่วงเกินผู้คนและไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม  แท้จริงแล้ว เจ้าย่อมรู้ดีกว่าคนคนนี้มีเหตุจูงใจแอบแฝงของตนเองในการกระทำเช่นนี้ และเจ้าไม่สามารถรับฟังเขาในเรื่องนี้ได้  อย่างไรก็ตาม เจ้ากลับล้มเหลวในการปฏิบัติตามหลักธรรมและหยุดยั้งเขาจากการชักพาผู้อื่นให้หลงผิด และในท้ายที่สุด เรื่องนี้ก็ทำร้ายผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  หลังจากนี้เจ้าจะรู้สึกผิดหรือไม่? (ข้าพระองค์จะรู้สึก)  การรู้สึกผิดทำให้เจ้าชดเชยความสูญเสียได้หรือไม่?  เจ้าไม่สามารถชดเชยความสูญเสียได้  หลังจากนั้น เจ้าก็ใคร่ครวญอีกครั้งว่า ‘อย่างไรเสียฉันก็ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของฉันแล้ว และพระเจ้าก็ทรงทราบ  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกในหัวใจของผู้คน’  นี่เป็นคำพูดแบบใดกัน?  นี่เป็นคำพูดหลอกลวงเยี่ยงมารที่พยายามหลอกลวงทั้งมนุษย์และพระเจ้า  เจ้าไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน และถึงกับมองหาเหตุผลและข้อแก้ตัวเพื่อปัดความรับผิดชอบ  นี่เป็นการหลอกลวงและการดื้อแพ่งของเจ้า  คนเช่นนี้มีความจริงใจต่อพระเจ้าบ้างหรือไม่?  พวกเขามีสำนึกของความยุติธรรมหรือไม่? (พวกเขาไม่มี)  นี่คือคนที่ไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย เป็นจำพวกเดียวกับซาตาน  เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าก็ดำเนินชีวิตตามปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก และไม่ปฏิบัติความจริง และเจ้ากลัวที่จะล่วงเกินผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่กลัวที่จะล่วงเกินพระเจ้า และถึงกับสามารถสละผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของเจ้า  ผลที่ตามมาของการกระทำเช่นนี้คืออะไร?  เจ้าจะปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของเจ้าไว้ได้เป็นอย่างดี แต่เจ้าจะล่วงเกินพระเจ้า และพระองค์จะทรงรังเกียจเดียดฉันท์เจ้า และจะทรงพระพิโรธต่อเจ้า  โดยรวมแล้ว สิ่งใดร้ายแรงกว่ากัน?  หากเจ้าไม่สามารถรู้สึกได้ เช่นนั้นเจ้าก็เลอะเลือนโดยสิ้นเชิง นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อย  หากเจ้ายังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปโดยไม่เคยตื่นรู้เลย อันตรายย่อมใหญ่หลวงนัก  ในท้ายที่สุด เจ้าจะไม่สามารถบรรลุความจริง และเจ้าจะเป็นผู้ที่ทนทุกข์กับความสูญเสีย(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงสภาวะของผมอย่างแม่นยำ  ผมเห็นว่าตัวเองเป็นแค่คนเห็นแก่ตัว จอมหลอกลวง และชอบเอาใจผู้คน โดยไม่มีความรับผิดชอบต่องานของคริสตจักรเลย ผมเห็นชัดเจนว่าหวังหัวทำงานตามความตั้งใจของเธอเองและไม่แสวงหาหลักธรรม และผมก็รู้ด้วยว่าผมควรจะยึดมั่นในหลักธรรมและเปิดโปงและหยุดเธอเพื่อปกป้องงานของคริสตจักร  แต่เมื่อผมชี้ให้เห็นปัญหาของเธอแล้วเธอไม่ยอมรับ ผมก็กลัวว่าจะทำให้เธอไม่พอใจและทำลายความร่วมมือในการทำหน้าที่ของเรา  เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของผมกับเธอ ผมมักจะลดทอนความสำคัญของปัญหาของเธอเสมอ และผมไม่เคยเปิดโปงแก่นแท้ของปัญหาของเธอเลย  ผมยังไม่ได้รายงานปัญหาของเธอต่อผู้นำของเราด้วย  ท้ายที่สุดสิ่งนี้ก็ทำร้ายงานข่าวประเสริฐ  แต่ถึงแม้เรื่องนี้จะเกิดขึ้น ผมก็ไม่ได้ทบทวนตัวเองและกลับหาข้อแก้ตัวเพื่อผ่อนปรนให้ตัวเองแทน  ผมคิดว่าในเมื่อผมได้เตือนเธอไปแล้วและเธอไม่ยอมรับ ผมก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว  แต่ลึกๆ แล้ว ผมรู้ดีว่าผมไม่ได้ทำความรับผิดชอบของตัวเองให้ลุล่วงเลย  ผมแค่พูดถึงเรื่องต่างๆ อย่างผิวเผิน โดยไม่เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริงใดๆ  ผมแค่กำลังหลอกตัวเองและคนอื่น!  แม้ตอนที่ผมแยกแยะได้ว่าเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จ ผมก็ยังไม่เปิดโปงหรือรายงานเธอ  ทั้งยังปล่อยให้เธอขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ผมกำลังเสียสละผลประโยชน์ของคริสตจักรเพื่อเอาใจความสัมพันธ์ส่วนตัว ปกป้องและยอมให้ผู้นำเทียมเท็จทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร  ผมเห็นแก่ตัวและเลวทรามจริงๆ!

จากนั้นผมก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ก่อนที่ผู้คนจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าใจความจริง ธรรมชาติของซาตานคือสิ่งที่กำกับดูแลและครอบงำพวกเขาจากภายใน  ธรรมชาติเช่นนั้นประกอบด้วยสิ่งใดกันแน่?  ตัวอย่างเช่น เหตุใดเจ้าจึงเห็นแก่ตัว?  เหตุใดเจ้าจึงปกป้องสถานะของตนเอง?  เหตุใดเจ้าจึงได้รับอิทธิพลจากความรู้สึกของตนมากถึงเพียงนี้?  เหตุใดเจ้าจึงชอบสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้นและสิ่งที่ชั่วร้ายเหล่านั้น?  อะไรคือพื้นฐานที่ทำให้เจ้าชอบสิ่งเหล่านั้น?  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  เหตุใดเจ้าจึงชอบและยอมรับสิ่งเหล่านี้?  ตอนนี้ พวกเจ้าทุกคนย่อมเข้าใจแล้วว่า เหตุผลหลักก็คือ พิษของซาตานอยู่ภายในตัวมนุษย์  แล้วอะไรคือพิษของซาตาน?  พิษเหล่านี้แสดงตัวออกมาได้อย่างไรบ้าง?  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามว่า ‘ผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร?  ผู้คนควรดำรงชีวิตเพื่อสิ่งใด?’ ทุกคนก็จะตอบว่า ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’  เพียงวลีเดียวนี้ก็แสดงให้เห็นรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาแล้ว  ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด แท้จริงแล้วพวกเขาย่อมทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้น พวกเขาทุกคนจึงดำรงชีวิตเพื่อตนเองทั้งสิ้น  ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพสะท้อนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้กลายเป็นรากฐานในการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้วโดยสิ้นเชิง  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร)  เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า  ผมก็ตระหนักว่ารากเหง้าของแนวโน้มที่ผมจะเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนก็คือการที่ผมรับเอาพิษของซาตานมา  เช่น “ความปรองดองคือขุมทรัพย์ ความอดกลั้นคือความปราดเปรื่อง”  “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” และ “เพื่อนมากขึ้นหนึ่งคนหมายถึงหนทางมากขึ้นหนึ่งทาง” มาเป็นกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต  ผมเชื่อว่าในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น คนเราจำเป็นต้องสร้างสายสัมพันธ์ทางสังคมที่กว้างขวางและความสัมพันธ์ที่ดี มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถยืนหยัดในสังคมได้ และการล่วงเกินคนเพิ่มอีกหนึ่งคนก็หมายถึงการได้ศัตรูเพิ่มอีกหนึ่งคน  แม้แต่ตอนทำหน้าที่ในคริสตจักร ผมก็ยังคงใช้ชีวิตตามปรัชญาซาตานเหล่านี้ โดยให้ความสำคัญอย่างมากกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น และขาดหลักธรรมหรือจุดยืนใดๆ ในหน้าที่ของผม  พระเจ้าทรงแสดงพระคุณต่อผมโดยให้โอกาสผมได้ฝึกฝนเป็นผู้นำ  ผมควรจะให้ความสำคัญกับงานของคริสตจักรเป็นอันดับแรกในทุกสิ่ง  เมื่อผมเห็นพี่น้องหญิงที่เป็นคู่ทำงานของผมกระทำขัดกับหลักธรรม ผมควรจะชี้ให้เห็นและช่วยเหลือเธอทันที และถ้าเธอยังยืนกรานในหนทางของเธอ ผมก็ควรจะเปิดโปงเธอและหยุดเธอ หรือผมอาจจะรายงานปัญหาต่อผู้นำของเราอย่างทันท่วงทีก็ได้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่องานของคริสตจักร  แต่ตรงกันข้าม เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง ผมกลับทำตัวเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและไม่ได้ปฏิบัติความจริง  ผมล้มเหลวในการกำกับดูแลงานของเธอ และผมก็ยอมให้เธอทำชั่ว  ผมไม่ได้คำนึงถึงงานของคริสตจักรและขาดสำนึกถึงความยุติธรรม  หวังหัวกระทำความชั่วอย่างไม่ยั้งคิดและน่ารังเกียจ และผมก็รู้ดีว่าเธอกำลังทำชั่วและก่อกวน แต่ผมก็ไม่ได้เปิดโปงหรือหยุดเธออย่างทันท่วงที ปล่อยให้เธอทำร้ายงานของคริสตจักร  ธรรมชาติของพฤติกรรมของผมนั้นชั่วช้าและน่าละอายยิ่งกว่า!  ถ้าผมรายงานปัญหาของหวังหัวเร็วกว่านี้ ผู้นำก็จะจัดการและแก้ไขปัญหาได้เร็วกว่านี้ และเรื่องต่างๆ ก็คงไม่แย่ลงถึงขนาดนี้  การใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานทำให้ผมกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและหลอกลวงอย่างแท้จริง  ผมไม่กล้าชี้ให้เห็นปัญหาที่ผมสังเกตเห็นในตัวคนอื่น และผมก็ขาดความจริงใจและความรักที่แท้จริงต่อผู้อื่น  ผมยังขาดสำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ของผมด้วย  ทุกสิ่งที่ผมทำนำความเสียหายมาสู่งานของคริสตจักร  ผมได้กินและดื่มและชื่นชมทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ผม แต่ไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์เลย  ผมเข้าข้างผู้นำเทียมเท็จครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งทำร้ายงานของคริสตจักร  ผมเป็นแค่คนทรยศที่เนรคุณ ขาดซึ่งความเป็นมนุษย์หรือสำนึกใดๆ!  คนอย่างผมไม่คู่ควรอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำ นับประสาอะไรที่จะใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  การที่คริสตจักรปลดผมออกจากตำแหน่งเป็นการสำแดงความชอบธรรมของพระเจ้าและผลสืบเนื่องจากการกระทำของผมเอง  เมื่อคิดได้ ผมก็รู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเองอย่างมาก

หลังจากนั้น ผมก็อธิษฐานถึงพระเจ้า แสวงหาเส้นทางเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผม  วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “หากเจ้าอยากปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงดีและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวเสียก่อน  เวลาร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าควรพิจารณาดังต่อไปนี้ว่า ‘ความปรองดองคืออะไร?  คำพูดคำจาของฉันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกเขาหรือไม่?  ความคิดของฉันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกเขาหรือไม่?  วิธีที่ฉันทำสิ่งต่างๆ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกเขาหรือไม่?’  จงพิจารณาว่าทำเช่นไรจึงจะเป็นการร่วมมือกันอย่างปรองดอง  ในบางครั้ง ความปรองดองหมายถึงความอดกลั้นและความยอมผ่อนปรน แต่ก็หมายรวมถึงการรักษาจุดยืนของเจ้าและการยึดมั่นในหลักธรรมด้วย  ความกลมเกลียวไม่ได้หมายถึงการกลบเกลื่อนสิ่งต่างๆ หรือพยายามเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน หรือใช้วิธีประนีประนอม—และแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงการประจบประแจงใคร  เหล่านี้คือหลักธรรม  เมื่อเจ้าจับหลักธรรมเหล่านี้ได้แล้ว วาจาและการกระทำของเจ้าก็จะตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว เจ้าจะมีหลักธรรมในการปฏิบัติต่อผู้คน และสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรม  เมื่อทำเช่นนี้ เจ้าย่อมจะสามารถเข้ากับพี่น้องชายหญิงฉันมิตร และเข้าถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ง่าย(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ว่าด้วยการร่วมมือกันอย่างปรองดอง)  “ความร่วมมือคืออะไร?  เจ้าต้องหารือกันในเรื่องต่างๆ ได้ แสดงทัศนะและความคิดเห็นได้ เจ้าต้องส่งเสริมและกำกับดูแลกันและกัน แสวงหาจากกันและกัน สอบถามกัน และคอยกระตุ้นเตือนกัน  นั่นคือการร่วมมืออย่างกลมเกลียว  ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเจ้าจัดการบางสิ่งตามเจตจำนงของตนเอง แล้วใครสักคนพูดว่า ‘คุณทำผิด ทั้งหมดนั้นขัดต่อหลักธรรม  ทำไมคุณถึงจัดการตามใจชอบโดยไม่แสวงหาความจริง?’  เจ้ากล่าวตอบไปว่า ‘จริงด้วย—ฉันดีใจที่คุณเตือนให้ฉันรู้ตัว!  ถ้าคุณไม่เตือน ก็คงจะเกิดความวิบัติ!’  นั่นคือการกระตุ้นเตือนกันและกัน  แล้วการกำกับดูแลกันเป็นเช่นใด?  ทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และอาจทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน ดูแลรักษาแต่สถานะและความหยิ่งทะนงของตนเอง แทนที่จะเป็นผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  สภาวะดังกล่าวมีอยู่ในตัวทุกคน  หากเจ้ารู้ว่าใครสักคนมีปัญหา เจ้าก็ควรเป็นฝ่ายริเริ่มสามัคคีธรรมกับเขา เตือนเขาให้ทำหน้าที่ของตนอย่างสอดคล้องกับหลักธรรม พลางใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง  นั่นคือการกำกับดูแลซึ่งกันและกัน  การกำกับดูแลกันและกันมีหน้าที่อย่างไร?  เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า ทั้งยังป้องกันไม่ให้ผู้คนเดินในทางที่ผิดอีกด้วย(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ตลอดจนข้อบกพร่องและข้อด้อย  การที่คริสตจักรจัดแจงให้ผู้นำและคนทำงานให้ความร่วมมือกันในการทำหน้าที่นั้นมีความหมาย  เป้าหมายคือเพื่อให้พวกเขากำกับดูแล เตือนสติ และเติมเต็มซึ่งกันและกัน คอยปรามกัน ป้องกันการขัดขวางและการก่อกวนงานของคริสตจักรที่เกิดจากการกระทำที่มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา  ในการทำหน้าที่โดยให้ความร่วมมือกัน ก็ต้องมีหลักธรรมด้วย  ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง เราสามารถปฏิบัติความอดทนและความอดกลั้นได้  แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริงและผลประโยชน์ของคริสตจักร เราต้องไม่ออมชอมหรือผ่อนปรน  เราต้องยึดมั่นในหลักธรรมและตั้งมั่น  นี่คือการปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรและการรับผิดชอบต่องาน  เมื่อเผชิญกับคำแนะนำและการช่วยเหลือจากผู้อื่น ผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้อย่างแท้จริงจะสามารถยอมรับสิ่งเหล่านั้นจากพระเจ้า ทบทวนและรู้จักตัวเอง และแก้ไขปัญหาและความเบี่ยงเบนอย่างทันท่วงที  พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่ขุ่นเคืองผู้อื่น แต่พวกเขาจะรู้สึกขอบคุณในหัวใจด้วย  แต่ผมกลับเชื่ออย่างไร้สาระว่าการชี้ให้เห็นปัญหาของใครบางคนจะทำให้ความสัมพันธ์เสียหายและเป็นการล่วงเกินพวกเขา  ดังนั้นผมจึงแค่ตามใจและยอมให้พวกเขา โดยไม่เปิดโปงหรือรายงานปัญหาของพวกเขา  ผลก็คืองานของคริสตจักรล่าช้า และผมก็ลงเอยด้วยการกระทำผิด  ผมตระหนักว่าการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนนั้นทำร้ายทั้งคนอื่นและตัวผมเองจริงๆ!

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “หากเจ้ามีเจตนาและมุมมองของคนที่ชอบเอาใจผู้คน เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ปฏิบัติความจริงหรือค้ำชูหลักธรรมในทุกเรื่อง ดังนั้นเจ้าย่อมจะล้มเหลวและล้มลงเสมอ  หากเจ้าไม่ตื่นรู้และไม่เคยแสวงหาความจริงเลย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือผู้ไม่เชื่อ และเจ้าจะไม่มีวันได้รับความจริงและชีวิตเลย  แล้วเจ้าควรทำอย่างไร?  เมื่อเผชิญเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและร้องเรียกพระองค์ ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและพละกำลังแก่เจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถค้ำชูหลักธรรม ทำในสิ่งที่เจ้าควรทำ จัดการสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม รักษาจุดยืนที่เจ้าควรดำรงเอาไว้ ปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และป้องกันไม่ให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความสูญเสียใดๆ  หากเจ้าสามารถขบถต่อผลประโยชน์ส่วนตน ความภาคภูมิใจ และมุมมองของคนที่ชอบเอาใจผู้คนของเจ้าได้ และหากเจ้าทำในสิ่งที่เจ้าควรทำด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์และแน่วแน่ เจ้าก็จะเอาชนะซาตานและได้รับความจริงในแง่มุมนี้  หากเจ้ายืนกรานอย่างดื้อดึงที่จะดำเนินชีวิตตามปรัชญาของซาตาน ปกป้องความสัมพันธ์ของเจ้ากับผู้อื่น และหากเจ้าไม่เคยนำความจริงไปปฏิบัติได้เลย และไม่กล้าที่จะค้ำชูหลักธรรม เช่นนั้น เจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงในเรื่องอื่นๆ ได้หรือไม่?  เจ้าจะยังคงไม่มีความเชื่อหรือพละกำลัง  หากเจ้าไม่เคยแสวงหาหรือยอมรับความจริงได้เลย แล้วความเชื่อในพระเจ้าเช่นนั้นจะเอื้อให้เจ้าได้รับความจริงหรือไม่?  (ไม่)  และหากเจ้าไม่สามารถได้รับความจริง เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่?  เจ้าย่อมไม่ได้รับ  หากเจ้าดำเนินชีวิตตามปรัชญาของซาตานอยู่เสมอ โดยปราศจากความเป็นจริงความจริงแม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่มีทางได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างแน่นอน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้าให้เส้นทางแห่งการปฏิบัติแก่ผม  เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ผมอยากจะเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนอีกครั้ง ผมต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าทันที และทูลขอความเข้มแข็งจากพระองค์เพื่อที่ผมจะได้ละทิ้งผลประโยชน์ของตัวเองและกระทำตามหลักธรรม เพื่อให้แน่ใจว่างานของคริสตจักรจะไม่ได้รับความเสียหาย  นี่คือความรับผิดชอบที่คนเราควรลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ถ้าผมเอาแต่ยึดติดกับกรอบความคิดของการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน และเอาแต่พยายามปกป้องความสัมพันธ์ของผมกับผู้อื่น อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนของผมก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และท้ายที่สุด ผมก็จะไม่มีวันได้รับความจริง นับประสาอะไรกับการได้รับความรอดจากพระเจ้า  ดังนั้น ผมจึงตั้งปณิธานในหัวใจว่า “ไม่ว่าผมจะพบเจอผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งทั้งหลายแบบไหนในอนาคต ผมต้องไม่ถูกตีกรอบด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองอีกต่อไป  ผมต้องยึดมั่นในหลักธรรมเพื่อปกป้องงานของคริสตจักรและเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ”

ไม่กี่เดือนต่อมา ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักรอีกครั้ง  ผมสังเกตเห็นว่าจางเจี๋ย มัคนายกฝ่ายธุรการทั่วไป มีอุปนิสัยที่โอหังมาก  เธอทำตามอำเภอใจและเผด็จการในหน้าที่ของเธอ และเธอเอาแต่พยายามรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองและไม่ให้ความร่วมมือกับคนอื่น  ดังนั้นผมจึงอยากสามัคคีธรรมกับเธอเพื่อเปิดโปงธรรมชาติและผลสืบเนื่องของท่าทีนี้  แต่เมื่อผมคิดถึงว่าผมเพิ่งมาถึงคริสตจักรนี้และต้องการความช่วยเหลือและความร่วมมือจากเธอในหลายๆ งาน ผมก็กังวลว่าถ้าผมพูดรุนแรงเกินไปแล้วเธอรับไม่ได้ ผมจะทำอย่างไร  ผมคิดว่าผมไม่ควรล่วงเกินเธอและแค่พูดสั้นๆ ไม่กี่คำจะดีกว่า  ในตอนนั้น ผมนึกขึ้นได้ว่าผมเคยล้มเหลวในอดีตยังไงเพราะการทำตัวเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน และผมก็รู้สึกผิดอย่างรุนแรง และคิดว่า “ในเมื่อผมระบุปัญหาของจางเจี๋ยได้แล้ว ผมก็ควรแก้ไขและช่วยเหลือเธอ  เธอเป็นคนทำงาน และถ้าเธอไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างกลมเกลียว มันก็จะต้องส่งผลกระทบต่องานแน่ๆ”  ดังนั้นผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะผมให้ปฏิบัติความจริงและปกป้องงานของคริสตจักร  หลังจากอธิษฐาน ผมก็รู้สึกเข้มแข็งขึ้น  ผมนำพระวจนะของพระเจ้ามาสามัคคีธรรมกับจางเจี๋ยและชำแหละปัญหาของเธอ และผมยังนำประสบการณ์ของตัวเองมาช่วยเหลือเธอด้วย  จางเจี๋ยยอมรับคำชี้แนะและความช่วยเหลือของผม และทบทวนและได้รู้จักตัวเอง และต่อมา เธอก็สามารถให้ความร่วมมือกับคนอื่นได้อย่างเป็นปกติ  การได้เห็นผลลัพธ์นี้ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมาก  เมื่อผมปฏิบัติความจริงและไม่ทำตัวเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน ผมก็ไม่ได้ล่วงเกินคนอื่นอย่างที่ผมจินตนาการไว้  การปฏิบัติแบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพี่น้องชายหญิงเท่านั้น แต่ยังปกป้องงานของคริสตจักรด้วย  ผมได้เห็นว่าด้วยการปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าและการจัดการเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรมเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี  ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 82. ฉันก้าวผ่านความโศกเศร้าจากการจากไปของแม่ได้อย่างไร

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger