58. การหนีจากรังปีศาจ

โดยเสี่ยวคัง ประเทศจีน

ในวันที่ฉันถูกจับ ฉันกำลังชุมนุมอยู่กับพี่น้องหญิงสองคนตอนที่ตำรวจ 20 กว่านายบุกเข้ามา  พวกมันตะโกนใส่พวกเราว่า "ทุกคนอย่าขยับ นั่งลงกับพื้น!"  จากนั้นพวกมันก็ถ่ายรูปพวกเราสามคนไว้ก่อนจะลงมือรื้อค้นบ้านทั้งหลังกระจุยกระจายเหมือนอย่างแก๊งโจร  ตำรวจคนหนึ่งพบใบเสร็จรับเงิน 200,000 หยวนเข้ากองทุนของคริสตจักรอยู่ในกระเป๋าถือของฉัน  หัวใจของฉันกระดอนขึ้นมาอยู่ที่คอหอยตอนที่ฉันคิดว่า "พวกมันเจอใบเสร็จนี่แล้ว จะต้องถามหาที่เก็บเงินทุนของคริสตจักรจากฉันแน่นอน"  ฉันรีบอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงช่วยไม่ให้ฉันทรยศพระองค์เหมือนที่ยูดาสเคยทำ และอนุญาตให้ฉันตั้งมั่นในการเป็นพยานให้แก่พระองค์  จากนั้นตำรวจคนหนึ่งก็ถามฉันว่า "นี่กระเป๋าถือของแกใช่ไหม?"  พอฉันไม่ตอบ มันก็ตบหน้าฉันอย่างแรงและเตะฉันหลายครั้ง  จากนั้นพวกมันก็บังคับคุมตัวพวกเราขึ้นรถสายตรวจ

หลังจากที่ไปถึงสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ พวกเราก็ถูกแยกนำตัวไปสอบสวน  ผู้กองจากกองพลรักษาความมั่นคงแห่งชาติถามฉันว่าฉันเป็นผู้นำระดับสูงขนาดไหนและปกติฉันชุมนุมกับใครบ้าง  พอฉันไม่ตอบ มันก็หยิบหนังสือขึ้นมาฟาดหน้ากับศีรษะฉันหลายครั้ง จนหน้าฉันเจ็บแสบไปหมด  ฉันคิดในใจว่า "พวกมันจะทรมานฉันแบบไหนเพื่อให้ได้เงิน 200,000 หยวนนั่นจากฉันกันนะ?  ฉันจะทนได้ไหม?  ถ้าหากฉันสติแตกแล้วทรยศพระเจ้าเหมือนยูดาสล่ะ?"  ขณะที่เกิดความคิดเหล่านี้ ฉันก็พลันร้อนใจและขอให้พระเจ้าประทานความเชื่อและพละกำลังให้ฉัน  จากนั้นฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “พวกคนเหล่านั้นที่มีอำนาจอาจดูเหมือนเลวทรามจากภายนอก แต่จงอย่าได้กลัวไปเลย ด้วยเหตุที่นี่เป็นเพราะว่าพวกเจ้ามีความเชื่ออันน้อยนิด  ตราบเท่าที่ความเชื่อของพวกเจ้าเติบโตขึ้น จะไม่มีอะไรลำบากยากเย็นเกินไป” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล บทที่ 75)  "ใช่แล้ว" ฉันคิด  "ไม่ว่าตำรวจพวกนี้จะชั่วร้ายอย่างไร พวกมันก็ล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต พวกมันก็ไม่สามารถแตะต้องฉันได้แม้แต่ปลายก้อย  ฉันควรจะมีความเชื่อในพระเจ้าและฝากตัวอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  ไม่ว่าตำรวจจะปฏิบัติต่อฉันอย่างไร ฉันก็ต้องพึ่งพาพระเจ้าและตั้งมั่นในการเป็นพยานให้พระองค์"  ฉันถามพวกมันอย่างโกรธเกรี้ยวว่า "พวกแกจับกุมพวกเรามาซ้อมด้วยข้อหาอะไร?  พวกเราทำผิดกฎหมายข้อไหน?"  นายตำรวจอีกคนตอบอย่างชั่วร้ายว่า "ยังไม่ยอมรับผิดอีกใช่ไหม?  การเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นปรปักษ์กับพรรค และประเทศของพวกเรา!"  ฉันตอบไปว่า "ในความเชื่อของพวกเรา ทั้งหมดที่เราทำก็คือชุมนุมและอ่านพระวจนะของพระเจ้า  พวกเราไม่เคยมีส่วนร่วมกับการเมือง แล้วเราจะทำตัวเป็นปรปักษ์กับพรรคและประเทศได้อย่างไร?  การที่พวกแกจับกุมและซ้อมพวกเราโดยไม่มีมูลเหตุเป็นการจงใจละเมิดกฎหมาย"  มันโกรธจนจวนเจียนจะตบฉันแน่แล้ว แต่ในตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่อีกคนก็เข้ามาบอกพวกมันให้ไปกินมื้อเย็นแล้วค่อยกลับมาสอบสวนต่อตอนกลางคืน

ค่ำวันนั้น พวกมันนำตัวฉันไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งและคาดคั้นให้ฉันบอกว่าใครดูแลเงิน 200,000 หยวนในกองทุนของคริสตจักรและพวกเขาอยู่ที่ไหน  พอฉันไม่ยอมตอบ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ตบฉันแรงมากจนฉันเริ่มเห็นดาวและแสบแก้มไปหมด  ผู้กองจากกองพลรักษาความมั่นคงแห่งชาติพยายามขู่ฉันว่า "ไม่กี่วันก่อน พวกเราจับผู้นำระดับสูงของแกได้หลายคน  พวกเราตามแกมาสักพักหนึ่งแล้วและรู้ว่าแกก็เป็นผู้นำ  แกให้ความร่วมมือกับพวกเราอย่างเต็มที่ดีกว่า ไม่อย่างนั้นจะซ้อมให้ตาย!"  ฉันเมินมันและเอาแต่เฝ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจ ขอให้พระองค์ประทานความกล้าหาญและปัญญาให้ฉันเพื่อให้ฉันไม่กลัวซาตาน  หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่อีกคนก็แสร้งยิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติและพูดว่า "ทั้งหมดที่แกต้องทำก็คือบอกสิ่งที่รู้มา จากนั้นก็กลับบ้านได้  ลูกของแกยังเล็กมากและไม่มีคนอื่นที่จะดูแลพ่อแม่ให้แก  พวกเขาจะอยู่อย่างไรถ้าแกไม่อยู่ที่บ้านดูแลพวกเขา?  บอกสิ่งที่แกรู้มาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นแกจะติดคุกนะ!"  พอได้ยิน ฉันก็คิดว่า "พ่อแม่ของฉันอยู่ในวัยเจ็ดสิบกว่าทั้งคู่และลูกสาวของฉันก็ยังเล็กมาก  ถ้าฉันถูกตัดสินจำคุก แล้วใครจะดูแลพวกเขา?"  พอคิดแบบนี้ ฉันก็อดร้องไห้ไม่ได้  ตอนนั้นเองที่ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “ในทุกเวลา ประชากรของเราควรเตรียมพร้อมต่อต้านกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน พิทักษ์ประตูบ้านของเราเพื่อเรา…เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในกับดักของซาตาน ซึ่งในเวลานั้นก็คงจะสายเกินกว่าจะเสียใจ” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 3)  พระวจนะของพระเจ้าย้ำเตือนฉันว่าซาตานกำลังพยายามใช้ความห่วงใยคนในครอบครัวของฉันมาทดลองให้ฉันยอมทรยศพระเจ้า  ฉันจะตกหลุมพรางของมันไม่ได้  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “เหตุใดเจ้าจึงไม่วางใจฝากพวกเขาไว้ในมือของเราเล่า?  เจ้าไม่มีความเชื่อในเราเพียงพอหรอกหรือ?  หรือเป็นเพราะเจ้ารู้สึกกลัวว่าเราจะลงมือจัดการเตรียมการที่ไม่เหมาะสมกับเจ้า?  เหตุใดเจ้าจึงกังวลเกี่ยวกับครอบครัวแห่งเนื้อหนังของเจ้าอยู่เสมอ?  เจ้าคะนึงหาผู้เป็นที่รักทั้งหลายของเจ้าอยู่เสมอ! เรามีที่สักแห่งอยู่ในหัวใจของเจ้าบ้างไหม?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล บทที่ 59)  ใช่แล้ว ชะตากรรมของลูกสาวและพ่อแม่ของฉันล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าและเป็นของพระองค์ที่จะทรงควบคุมและจัดการเตรียมการ ดังนั้นฉันจะต้องกังวลอะไร?  ฉันควรมอบพวกเขาให้พระเจ้าและไม่ควรทรยศพี่น้องชายหญิงเพราะความเป็นห่วงครอบครัวของตัวเอง  ฉันปฏิญาณในใจว่า "ต่อให้ฉันต้องติดคุกไปตลอดชีวิต ฉันก็จะไม่มีวันขายพี่น้องชายหญิงหรือทรยศพระเจ้า!"  ตอนนั้นเองที่เจ้าหน้าที่อีกคนเข้ามาพูดว่าพวกมันจำเป็นต้องสอบสวนพี่น้องหญิงอีกสองคนก่อน แล้วพวกมันก็ย้ายไปห้องที่อยู่ติดกัน เหลือเจ้าหน้าที่ไว้เฝ้าดูฉันแค่สองคน  ไม่นานหลังจากนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่ชวนให้เสียวสันหลังของพี่น้องหญิงทั้งสองดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า  ฉันเดือดดาลมาก—ในฐานะผู้เชื่อและผู้ติดตามพระเจ้า พวกเรากำลังเดินอยู่บนทางที่ถูกต้องและไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อใด แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับจับกุมและทารุณกรรมพวกเรา!  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “ที่นี่เป็นแผ่นดินแห่งความโสมมมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว  มันสกปรกเหลือทน ความทุกข์ระทมดาษดื่น พวกผีวิ่งอาละวาดไปทั่วทุกแห่งหน ลวงล่อและหลอกลวง ตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล[1]  เหี้ยมโหดและชั่วช้า เหยียบย่ำเมืองผีนี้และทิ้งให้มันกลาดเกลื่อนไปด้วยศพ กลิ่นสาบสางของซากที่เสื่อมสลายปกคลุมแผ่นดินและตลบอบอวลในอากาศ และมันถูกพิทักษ์อย่างแน่นหนา[2]  ผู้ใดจะสามารถมองเห็นพิภพเหนือโพ้นฟ้าได้?…เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ?  บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ?  พวกเขาล้วนต่อต้านพระเจ้า!  การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย!  เสรีภาพทางศาสนาหรือ?  สิทธิ์และผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ?  ทั้งหมดนั้นคือเพทุบายเพื่อที่จะปิดบังบาป!” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานและการเข้าสู่ (8))  พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือมารที่เกลียดชังและต่อต้านพระเจ้า  การที่พระเจ้าทรงปรากฏในรูปมนุษย์และช่วยมนุษยชาติให้รอดเป็นโอกาสอันน่ายินดีอย่างแท้จริง  แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เห็นชอบที่พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก  พวกมันไม่ยอมให้พวกเราเชื่อในพระเจ้า ติดตามพระเจ้าและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง  พวกมันตามล่าพระคริสต์อย่างเกรี้ยวกราดและจัดการผู้ติดตามพระเจ้าอย่างรุนแรง  พวกมันตั้งใจที่จะถอนรากถอนโคนพวกเรา กำจัดพวกเราให้หมดสิ้นและปราบปรามพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อที่จะสัมฤทธิ์อธิปไตยชั่วนิรันดร์และสนองความทะเยอทะยานอันป่าเถื่อนของพวกมันที่จะควบคุมมนุษยชาติ พวกมันเป็นปฏิปักษ์อย่างแท้จริง  ฉันเกลียดพรรคคอมมิวนิสต์จีน ปีศาจชราตนนี้ อย่างสุดหัวใจ และยิ่งพวกมันข่มเหงฉัน ฉันก็ยิ่งปรารถนาที่จะติดตามพระเจ้า   ไม่ว่าฉันจะต้องทนทุกข์มากขนาดไหน ฉันก็เต็มใจที่จะตั้งมั่นในการเป็นพยานให้แก่พระเจ้าเพื่อทำให้ซาตานอับอาย

ต่อมา ตอนเช้าตรู่เวลาตีสี่นิดๆ พวกที่เฝ้ายามก็เอนหลังลงบนเตียงและนอนหลับไป  ฉันเกิดความรู้สึกอยากจะวิ่งหนีออกจากที่นั่นมากอย่างเหลือเชื่อ แต่ฉันก็ห่วงด้วยว่าถ้าทำไม่สำเร็จแล้วถูกจับกลับไป พวกตำรวจจะหาทางทรมานฉันรุนแรงขึ้นอีก  ฉันจึงรีบอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า "ข้าแต่พระเจ้า!  หากพระองค์ประทานทางออกนี้ให้แก่ข้าพระองค์ ขอทรงทำให้ข้าพระองค์เปี่ยมไปด้วยความเชื่อ ความกล้าหาญ และปัญญาที่ข้าพระองค์จำเป็นต้องใช้ในการหนีไปจากถ้ำสิงโตแห่งนี้ด้วยเถิด"  พออธิษฐานจบ ฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “ในบรรดาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาล ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย  มีสิ่งใดหรือที่ไม่ได้อยู่ในมือของเรา?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 1)  พระวจนะของพระเจ้าให้พละกำลังแก่ฉันว่าพระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์และทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง  ซาตานก็อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า  ฉันนึกถึงตอนที่โมเสสนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์และติดอยู่ระหว่างกองรถศึกที่ไล่ตามมาข้างหลังกับทะเลแดงที่อยู่เบื้องหน้า โมเสสร้องหาพระยาห์เวห์พระเจ้าอย่างเร่งด่วนและพระเจ้าก็ทรงเปิดทางให้แก่พวกเขา แยกห้วงน้ำในทะเลแดงออกจากกัน และเผยให้เห็นพื้นดินเป็นทางยาวตรงกลาง  หลังจากที่คนอิสราเอลข้ามทะเลแดงไปแล้ว พระเจ้าก็ทรงปล่อยผืนน้ำสูงๆ ลงปิดเส้นทางอย่างรวดเร็ว กลืนกินคนอียิปต์ที่ไล่ตามมาไปด้วย  เมื่อตระหนักว่าสรรพสิ่งอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกกลัวน้อยลง มีความกล้าและความเชื่อที่จะหนี  ฉันเปิดประตูอย่างเงียบๆ และปิดประตูตามหลังอย่างแผ่วเบา ก่อนจะถือรองเท้าค่อยๆ เดินลงไปที่ชั้นหนึ่ง  ที่แผนกต้อนรับด้านหน้าไม่มีคน แต่พอฉันไปถึงทางเข้าออกอาคาร ก็เห็นว่ามันล็อก  ฉันเลยคิดว่า "ฉันยังหนีไปตอนนี้ไม่ได้  กลับขึ้นไปดีกว่า  ถ้าพวกตำรวจจับได้ละก็ พวกมันต้องซ้อมฉันหนักแน่"  ฉันกระวนกระวายสุดๆ และหัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ  แต่ก็ต้องประหลาดใจเพราะระหว่างที่ฉันกลับขึ้นไปยังปล่องบันไดชั้นสอง ทันใดนั้นฉันก็สังเกตเห็นว่ามีทางออกด้านหลัง  ฉันจึงค่อยๆ เดินไปดู แต่ประตูนั้นล็อกเช่นกัน—ฉันผิดหวังอีกครั้ง คิดในใจว่า "ข้าแต่พระเจ้า! ข้าพระองค์จะไม่พยายามหนีหากพระองค์ไม่ทรงเห็นชอบ  ข้าพระองค์เต็มใจจะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการของพระองค์  หากพระองค์ทรงอนุญาต ขอทรงโปรดเปิดทางให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด"  ฉันดึงตัวล็อกอย่างระมัดระวังและก็ต้องประหลาดใจเมื่อมันเปิดออก!  ฉันดีใจมากและวิ่งออกประตูหลังมาอย่างรวดเร็วที่สุด  ฉันวิ่งสุดชีวิตและหลังจากการเดินทางอันทรหด ในที่สุดฉันก็ไปถึงบ้านของป้าที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 4 กิโลเมตร

ฉันเพิ่งลงนั่งที่บ้านของป้ายังไม่ทันไร ก็พลันได้ยินเสียงหวอตำรวจร้องแสบแก้วหูดังมาจากถนน—แบบเดียวกับที่ใช้เวลาพวกมันตามล่าอาชญากรร้ายแรง  เพียงแค่คิดถึงใบหน้าดุร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจพวกนั้นและวิธีทรมานอันหลากหลายของพวกมัน ฉันก็ตื่นตระหนกและกังวลว่าพวกมันจะมาจับตัวฉันไปได้ทุกเมื่อ  ตอนนั้นเอง พระวจนะของพระเจ้าก็มอบการหนุนใจให้ฉันอีกครั้งว่า “จงอย่ากลัว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จอมทัพจะอยู่กับเจ้าอย่างแน่นอน พระองค์ทรงอยู่เบื้องหลังพวกเจ้า และพระองค์คือโล่ของเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล บทที่ 26)  พระวจนะของพระเจ้าพาความกล้าหาญและความเชื่อหลั่งไหลเข้ามาในตัวฉันทันที  เมื่อมีพระเจ้าทรงหนุนหลัง ฉันยังจะต้องเกรงกลัวอะไร?  พระเจ้าทรงช่วยปลดปล่อยฉันจากถ้ำสิงโตแล้วไม่ใช่หรือ?  ฉันต้องมีความเชื่อในพระเจ้าและฝากตัวไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์โดยสมบูรณ์  พระเจ้าทรงลิขิตไว้แล้วว่าฉันจะทนทุกข์มากขนาดไหน และถ้าฉันถูกจับอีก ก็เป็นเพราะพระองค์ทรงอนุญาต  พอคิดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกสงบลงเล็กน้อย แต่แล้วฉันก็คิดถึงการที่ลูกชายและลูกสะใภ้ของป้าต่างก็คัดค้านการเชื่อในพระเจ้าของป้าและเคยอยากนำตัวป้าไปส่งที่สถานีตำรวจเกินกว่าหนึ่งครั้งด้วยซ้ำ  ฉันไม่แน่ใจว่าถ้าพวกเขารู้เข้าว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังควานหาตัวฉัน พวกเขาจะทำอย่างไร ดังนั้นฉันจึงรู้ว่าฉันต้องออกจากที่นั่นโดยเร็วที่สุด

ฉันตัดผมสั้นและเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครจำฉันได้  จากนั้นในเช้าวันที่สามที่ฉันอยู่บ้านป้า ตอนประมาณตีสี่ ฉันแอบออกจากบ้านและขี่จักรยานยนต์ไป 20 กิโลเมตรตามถนนเส้นเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีรถวิ่ง เพื่อไปยังบ้านของพี่น้องหญิงต่งเอิน  ฉันจำได้ว่าฉันเคยนัดคุยกับพี่น้องหญิงสองสามคนทุกวันตอนประมาณเที่ยง แต่พวกเธอไม่รู้ว่าฉันถูกจับกุมและตำรวจได้มือถือฉันไป—ถ้าพวกเธอโทรหาฉัน ก็จะถูกสอดส่องและสุดท้ายก็จะโดนจับ  ฉันจึงซื้อการ์ดโทรศัพท์ใหม่และโทรไปบอกพวกเธอให้ปิดโทรศัพท์ทันที  โชคไม่ดีที่ตำรวจกำลังตามดูการโทรของพวกเธอและทันทีที่ฉันติดต่อพวกเธอ ตำรวจก็ระบุได้ทันทีว่าฉันอยู่ที่ไหน  สองสามวันต่อมาตอนประมาณหนึ่งทุ่ม พรรคคอมมิวนิสต์จีนระดมกำลังตำรวจจำนวนมหาศาลซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานความมั่นคงสาธารณะ ตำรวจติดอาวุธ และหน่วยสวาท เพื่อตามหาและจับกุมฉันในหมู่บ้านของต่งเอิน  ทันทีที่สามีของต่งเอินรู้เข้า เขารีบบอกฉันว่าตำรวจล้อมหมู่บ้านไว้หมดแล้วและพวกมันน่าจะมาจับฉัน  ณ ตอนนั้นหัวใจของฉันเริ่มเต้นตึกตักด้วยความหวาดกลัวและฉันก็รีบวิ่งลงบันไดโดยไม่ได้เปลี่ยนรองเท้าแตะที่ใส่อยู่ในห้องด้วยซ้ำ  พอฉันลงไปถึงชั้นหนึ่ง พี่น้องหญิงหลิวอี้ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็ทักฉันทันที  เธอคว้ามือฉันแล้วเราทั้งคู่ก็วิ่งเต็มฝีเท้าออกจากบ้านไปที่ไร่ถั่วเหลืองที่อยู่ห่างไปประมาณ 50 เมตร  พอเราสองคนหมอบลงในไร่นั่น ทีมเจ้าหน้าที่เจ็ดหรือแปดคนก็บุกเข้าไปในบ้านของต่งเอินและเริ่มใช้ไฟฉายค้นหาไปทั่วทุกชั้น  หลังจากค้นหาอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมงและยังไม่เจอตัวฉัน พวกมันก็จับตัวสามีของต่งเอินไปแทน  ฉันกับหลิวอี้แอบอยู่ในไร่ถั่วเหลืองนั่นจนประมาณห้าทุ่มคืนนั้น ซึ่งเป็นเวลาที่หลิวอี้ตัดสินใจกลับเข้าไปในบ้านของต่งเอินเพื่อดูลาดเลา เพราะเชื่อว่าตำรวจกลับไปแล้ว  เธอหายไปนานมากจนฉันเป็นห่วงอย่างยิ่ง แต่ฉันก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม  ทันใดนั้นรถตำรวจคันหนึ่งก็มาจอดด้านนอกบ้านและชั่วไม่กี่อึดใจต่อมาฉันก็ต้องเฝ้าดูพวกมันคุมตัวหลิวอี้ขึ้นรถสายตรวจไปอย่างช่วยอะไรไม่ได้  ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่และเกลียดตัวเองที่ยอมให้หลิวอี้กลับเข้าไปในบ้าน แต่ฉันตอนนั้นก็ทำได้แค่อธิษฐานให้เธออยู่ในใจ

ในตอนนั้น ฉันไม่กล้าไปที่บ้านของพี่น้องชายหญิงคนไหนอีก และฉันไม่รู้ว่าควรจะหนีไปที่ไหน ฉันจึงเริ่มหนีลงใต้อย่างเดียวโดยไม่มีจุดหมาย  แต่สุนัขในหมู่บ้านบางตัวก็ไล่เห่าฉันไม่เลิก  ฉันกลัวว่าตำรวจจะมาตรวจดูถ้าได้ยินเสียงพวกมัน ฉันจึงรีบซ่อนตัวในไร่ข้าวโพด  ไม่นานหลังจากนั้นฉันได้ยินเสียงเครื่องสกูตเตอร์ขี่วนอยู่บริเวณใกล้เคียงและกลัวจนเกือบจะขาดสติ  ฉันคิดในใจว่า "ตำรวจแห่กันมาตามหาฉันเยอะขนาดนี้ ไม่มีทางที่ฉันจะหนีไปได้แน่  พวกมันรู้ว่าฉันเป็นผู้นำและได้ใบเสร็จนั้นไปแล้ว—ถ้าพวกมันจับฉันได้อีก ต้องฆ่าฉันแน่ๆ  ชะตากรรมของฉันจะต้องถูกพรรคคอมมิวนิสต์ฆ่าตายตอนอายุยังน้อยแบบนี้จริงๆ หรือ?"  พอตระหนักแบบนี้ ฉันก็ใจแป้วเล็กน้อย แต่ตอนนั้นเองฉันก็จำได้ว่าพระวจนะกล่าวว่า “จากมวลมนุษย์ทั้งหมด ผู้ใดไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อยู่ในสายพระเนตรขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์?  ผู้ใดไม่ได้ใช้ชีวิตท่ามกลางการทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์?  ชีวิตและความตายของมนุษย์เกิดขึ้นด้วยการเลือกของเขาเองกระนั้นหรือ?  มนุษย์ควบคุมชะตากรรมของเขาเองหรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 11)  ใช่แล้ว ชะตากรรมของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และพระองค์ทรงชี้ขาดว่าฉันจะอยู่หรือจะตาย  หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ฉันถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมและทรมานจนตาย พวกตำรวจย่อมจะไม่สามารถจบชีวิตของฉันได้อย่างแน่นอน  ตอนที่ซาตานเล่นงานและทดลองโยบ พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้มันฆ่าโยบ มันจึงทำได้แค่ทำอันตรายแก่ร่างกายของเขา แต่เอาชีวิตของเขาไปไม่ได้  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเต็มไปด้วยความเชื่อ  ฉันรู้ว่าฉันจำเป็นต้องฝากตัวเองไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการของพระองค์  ต่อให้ฉันเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย ฉันก็ยังคงต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้าและไม่มีวันทรยศพระองค์  ฉันนึกถึงเปโตรที่หลังจากผ่านประสบการณ์กับการข่มเหงและความทุกข์ยากทุกรูปแบบก็ยังเต็มใจถูกตรึงกางเขนกลับหัวเพื่อเป็นพยานให้แก่ความรักที่เขามีต่อพระเจ้า  ตลอดทุกยุคสมัยธรรมิกชนนับไม่ถ้วนได้พลีอุทิศชีวิตของตนเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ เป็นคำพยานที่เด็ดเดี่ยวและดังกึกก้องให้แก่พระเจ้าเพื่อขัดขวางและทำให้ซาตานอับอาย  ที่จริงแล้วการสามารถผ่านประสบการณ์กับการข่มเหงและความทุกข์ยากนี้และมีโอกาสเป็นพยานให้แก่พระเจ้านับว่าเป็นพร  เมื่อตระหนักดังนี้ ฉันก็รู้สึกกล้าหาญขึ้นมาอีกครั้ง และดังนั้นจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า สาบานต่อพระองค์ว่าฉันจะเป็นพยานให้แก่พระองค์เบื้องหน้าซาตาน ต่อให้นั่นหมายความว่าฉันจะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม  หลังจากอธิษฐาน ความรู้สึกตื่นตระหนกในตัวฉันก็ลดน้อยลง และฉันเริ่มครุ่นคิดว่าจะสามารถพึ่งพาพระเจ้าเพื่อหนีไปได้อย่างไร  ฉันรู้ว่าฉันจะใช้ถนนใหญ่ไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงวกกลับไปที่ป่ารอบนอกของหมู่บ้านและฝ่าออกไปทางนั้น บางครั้งก็วิ่งไปตามริมแม่น้ำ  ด้วยการอารักขาของพระเจ้า ในที่สุดฉันก็หนีออกมาจากหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย

เมื่อฉันพ้นออกมาจากป่าก็ดึกมากแล้วและฉันก็ไม่แน่ใจว่าควรจะไปที่ไหน ฉันจึงตัดสินใจมุ่งไปที่บ้านของพี่สาวซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร  ฉันได้ยินเสียงสกูตเตอร์วิ่งมาตามถนนใหญ่และตระหนักว่าตำรวจยังพยายามล้อมกรอบฉันเพื่อตัดทางหนี ฉันจึงวิ่งเท้าเปล่าไปตามเส้นทางเล็กๆ ในป่า  ผ่านไปได้ประมาณสองหรือสามกิโลเมตร ฉันก็วิ่งตัดผ่านนาข้าวและโดนเศษกระเบื้องบาดเท้า แต่ไม่มีเวลามาสนใจความเจ็บปวด—ฉันจึงวิ่งตรงไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ในที่สุดฉันก็มาถึงถนนโรยกรวด ซึ่งเป็นถนนเส้นเดียวที่จะพาไปที่บ้านของพี่สาว  ก้อนกรวดกดเข้าไปในรอยแผลที่เท้าของฉัน ทำให้เจ็บปวดแสนสาหัส แต่ฉันจำต้องกัดฟันทนเท่านั้นเพราะไม่กล้าหยุด  ตอนที่ฉันกำลังจะผ่านสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้านั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงสกูตเตอร์วิ่งมาทางด้านหลัง จึงรีบหลบเข้าไปในพุ่มไม้ข้างถนน  สกูตเตอร์คันนั้นแวะจอดที่สถานีและเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งก็ถามชายชราที่กำลังทำงานเป็นคนดูแลอยู่ที่นั่นว่าเห็นผู้หญิงเดินผ่านมาไหม  ชายชราบอกว่าเขาไม่เห็นใครเลย  ฉันคิดในใจว่า "ฉันจะเดินทางบนถนนโรยกรวดนี้ต่อไปไม่ได้  ฉันควรกลับไปเดินตามนาข้าวหรือถนนเส้นเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีการสัญจร  แบบนั้นฉันอาจจะเลี่ยงตำรวจได้"  หลังจากเดินต่อไปอีกประมาณครึ่งกิโลเมตร พอเห็นว่าฟ้าค่อยๆ ใกล้จะสาง ฉันก็คิดว่าตำรวจอาจจะยุติการค้นหาตัวฉันที่ทำมาทั้งคืน และฉันน่าจะกลับไปที่ถนนใหญ่ได้แล้ว  แต่ฉันก็ต้องประหลาดใจเมื่อหันไปเห็นผู้กองจากกองพลรักษาความมั่นคงแห่งชาติกับตำรวจสองคนอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว คนหนึ่งนั่งอยู่บนสกูตเตอร์ คนหนึ่งยืนอยู่ข้างสกูตเตอร์ และอีกคนนั่งยองๆ อยู่ที่พื้น  ฉันกลัวมากจนนึกว่าหัวใจจะกระดอนออกจากอก  ฉันคิดอยู่ว่า "เสร็จกัน ไม่มีทางหนีได้แล้ว  วิ่งมาทั้งคืนแต่ก็ยังหนีเงื้อมมือของพวกมันไม่พ้น"  ฉันรีบอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า "ข้าแต่พระเจ้า! สรรพสิ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์  หากพระองค์ทรงเปิดโอกาสให้ข้าพระองค์ถูกตำรวจพวกนี้จับกุม ข้าพระองค์ก็เต็มใจที่จะนบนอบและปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์"  หลังจากอธิษฐาน ฉันรู้สึกสงบลงเล็กน้อย และพอจัดผมเผ้าแล้ว ฉันก็ยืนอยู่ตรงนั้นชั่วอึดใจ จากนั้นก็เดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง  ถ้าพวกมันต้องการจับฉัน พวกมันก็ทำได้ง่ายๆ เดี๋ยวนั้น แต่ฉันก็ต้องแปลกใจที่พวกมันนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ไหวติงเหมือนรูปสลักไม้สามชิ้น  ดูเหมือนว่าพวกมันจะจำฉันไม่ได้เพราะฉันตัดผมและเปลี่ยนเสื้อผ้า และฉันดูต่างจากตอนแรกที่พวกมันจับกุมฉันอย่างสิ้นเชิง  เมื่อเห็นว่าพวกมันดูจะไม่มีปฏิกิริยากับฉัน ฉันจึงรู้สึกกล้าและมั่นใจขึ้นหน่อย และเดินหน้าต่อไป  ขณะที่ฉันเดินผ่านพวกมัน ฉันกลั้นหายใจด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง  ราวกับว่าทุกอย่างรอบตัวฉันหยุดนิ่ง  ฉันเห็นถนนเส้นเล็กๆ ที่ตรงไปทางตะวันออก จึงค่อยๆ เดินไปทางนั้น แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนก็ยังไม่ขยับเขยื้อน  ฉันได้เห็นอธิปไตยอันทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง  พอฉันห่างพวกมันมาได้ประมาณ 10 เมตร ฉันก็ได้ยินเสียงผู้กองตะโกนตามหลังฉันมาว่า "เสี่ยวคัง เสี่ยวคัง นั่นใช่เธอหรือเปล่าเสี่ยวคัง?"  เขาต้องตะโกนเรียกฉันอยู่สี่หรือห้าครั้งได้  ตอนที่ได้ยินเขาตะโกนเรียกชื่อฉันนั้น หัวใจของฉันเต้นแรง  เหงื่อกาฬแตก  เหนือสิ่งอื่นใดฉันอยากออกวิ่งให้หายบ้า แต่ขาของฉันไม่ฟังคำสั่งจากสมอง  ฉันฉุกคิดขึ้นมาว่าถ้าฉันวิ่งละก็ พวกมันย่อมจะรู้ว่าเป็นฉันและจะมาไล่จับฉัน  ฉันรีบอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงทำให้ใจฉันสงบและไม่ตื่นตระหนก  หลังจากอธิษฐาน ฉันก็รู้สึกสงบลงเล็กน้อยและไม่ว่าพวกตำรวจจะเรียกฉันอย่างไร ฉันก็ทำเป็นไม่ได้ยินและเดินต่อไป  ไม่มีตำรวจคนไหนไล่ตามฉันมา  ฉันหนีจากใต้จมูกของพวกมันมาด้วยการอารักขาของพระเจ้าเช่นนั้นเอง

การหนีที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวดนี้ทำให้ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ไม่ว่าซาตานจะ ‘ทรงพลัง’ เพียงใด ไม่ว่ามันจะฮึกเหิมหรือทะเยอทะยานเพียงใด ไม่ว่าความสามารถของมันในการก่อความเสียหายจะมีมากเพียงใด ไม่ว่ากลเม็ดที่มันใช้ยั่วยวนและทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจะมีขอบเขตกว้างขวางเพียงใด ไม่ว่าเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายที่มันใช้ข่มขวัญมนุษย์จะฉลาดแยบยลเพียงใด ไม่ว่ารูปสัณฐานที่มันใช้ในการดำรงอยู่จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายเพียงใด แต่มันก็ไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้สักสิ่งเดียว ไม่เคยสามารถกำหนดธรรมบัญญัติหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ สำหรับการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง และไม่เคยสามารถปกครองและควบคุมวัตถุใดๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต  ทั่วทั้งจักรวาลและพื้นฟ้านั้นไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่กำเนิดจากมัน หรือดำรงอยู่เพราะมัน ไม่มีบุคคลใดหรือวัตถุใดที่อยู่ใต้ปกครองของมัน หรือในการควบคุมของมัน  ในทางตรงกันข้าม มันไม่เพียงต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต้องเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาทั้งหมดของพระเจ้าด้วย  หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ก็เป็นการยากที่ซาตานจะแตะต้องแม้น้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดินได้  หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่มีอิสระที่จะเคลื่อนย้ายฝูงมดไปมาบนแผ่นดินด้วยซ้ำ ไม่พักต้องพูดถึงมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1)  ฉันเห็นว่าพระเจ้านั้นทรงมหิทธิฤทธิ์ ทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและมีสิทธิอำนาจสูงสุด  พระเจ้าคือผู้ที่พรางตาพวกตำรวจ เปิดโอกาสให้ฉันหลุดรอดมาได้โดยที่พวกนั้นไม่ทันสังเกต  เมื่อมองกลับไปที่การปราบปรามและจับกุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั้งสองครั้งนี้ ฉันก็ตระหนักว่าไม่มีที่ไหนที่ฤทธานุภาพของพระเจ้าไปไม่ถึง  เมื่อฉันถูกจับกุม พระเจ้าทรงเปิดทางรอดให้ฉัน เปิดโอกาสให้ฉันหนีได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พวกตำรวจระดมกำลังปฏิบัติการครั้งใหญ่เพื่อตามหาและจับกุมฉัน ล้อมบ้านและหมู่บ้านที่ฉันพักอยู่ แต่พวกมันก็ยังไม่สามารถจับฉันได้  แล้วพวกมันก็พยายามไล่จับและตัดทางหนีของฉันตามถนน แต่อย่างไรก็ตามพวกมันจำฉันไม่ได้เมื่อฉันเดินผ่าน  ยิ่งฉันคิดเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าพระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างแท้จริง และไม่ว่าการกระทำของซาตานจะโหดร้ายขนาดไหน มันก็แตะต้องฉันไม่ได้หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต

ในภายหลัง พี่น้องชายหญิงบางคนบอกฉันว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนติดประกาศจับที่มีรูปฉันพร้อมข้อความว่า "ผู้ก่อความยุ่งเหยิงให้แก่ระเบียบสังคมอย่างรุนแรง" ไปทั่วประเทศ  ตำรวจยังนำรูปฉันขึ้นไปถามตามรถประจำทางในเมืองใหญ่ว่ามีใครรู้ที่อยู่ของฉันไหมอีกด้วย  เนื่องจากตำรวจยังคงค้นหาฉันอยู่ ฉันจึงไม่สามารถออกไปทำหน้าที่ให้ลุล่วงได้ด้วยประการทั้งปวงและต้องหลบซ่อนอยู่ในบ้านของครอบครัวที่ฉันไปขออาศัย ทั้งยังวิตกกังวลตลอดเวลา  หลังจากนั้น ฉันไม่ได้ออกไปข้างนอกอยู่หนึ่งปีกว่าๆ และฉันรู้สึกว่าถูกบีบคั้นและหดหู่มาก  บางครั้งฉันรู้สึกว่ามันยากและเจ็บปวดเกินไปที่จะเชื่อในพระเจ้าในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง  ฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “เนื่องจากพระราชกิจเริ่มเปิดตัวในแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าจึงเผชิญกับอุปสรรคมหาศาล และการทำพระวจนะมากมายของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงย่อมใช้เวลา  ด้วยเหตุนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าประการหนึ่งก็คือผู้คนได้รับการถลุง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์  พระเจ้าทรงมีความลำบากยากเย็นมหาศาลในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์ผ่านทางความลำบากยากเย็นนี้ อันเป็นการสำแดงพระปัญญาของพระองค์และกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ และทรงใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?)  ฉันตระหนักว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจงใจทำให้ผู้คนเป็นทุกข์ แต่พระองค์กำลังทรงใช้สภาพการณ์ที่ทุกข์ลำบากอันเกิดจากการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมและข่มเหงผู้เชื่อ มาทำให้ความเชื่อและความรักของผู้คนเพียบพร้อมและสร้างกลุ่มผู้ชนะขึ้นมา

เมื่อย้อนมองดูประสบการณ์ทั้งหมดนี้—ตั้งแต่ถูกจับกุมไปจนถึงการหนีและผ่านมาจนถึงตอนนี้—ฉันได้เผชิญความทุกข์ยากมากมาย แต่นี่ก็เปิดโอกาสให้ฉันมองเห็นการต่อต้านพระเจ้าในแก่นแท้ที่เป็นเยี่ยงปีศาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างชัดเจน  พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่สามารถหลอกลวงฉันได้อีกต่อไปและฉันได้ทอดทิ้งมันแล้วโดยสมบูรณ์  ในขณะเดียวกัน ฉันก็ได้เห็นด้วยตาของตัวเองว่าพระเจ้าทรงอยู่กับฉันตลอดทุกก้าวของการเดินทาง ทรงช่วยฉันเมื่อไรก็ตามที่จำเป็นและทรงเปิดทางให้ฉันครั้งแล้วครั้งเล่า  พระวจนะของพระเจ้ามอบความเชื่อและพละกำลังให้แก่ฉันและนำทางฉันออกจากถ้ำสิงโตหลายต่อหลายครั้ง  ฉันได้เห็นอธิปไตยอันทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าและนี่ทำให้ความเชื่อที่ฉันมีในพระเจ้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น  ยิ่งฉันคิดเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งตระหนักว่าฉันได้รับอย่างมากล้นผ่านทางความทุกข์ยากและการข่มเหงนี้  พอคิดแบบนี้ ฉันก็ไม่เป็นทุกข์เลย แต่กลับรู้สึกราวกับว่าพระเจ้าได้แสดงพระคุณให้ฉันเห็นและทรงยกชูฉันด้วยการให้ฉันมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ผ่านทางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้  ไม่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะตามล่าและข่มเหงฉันอย่างไร ฉันก็จะไล่ตามเสาะหาความจริง ทำหน้าที่ของฉันให้ลุล่วง และตอบแทนความรักของพระเจ้าต่อไป!

เชิงอรรถ:

1. “ตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล” อ้างอิงถึงวิธีการที่มารใช้เพื่อทำอันตรายผู้คน

2. “พิทักษ์อย่างแน่นหนา” บ่งบอกว่า วิธีการที่มารใช้ก่อความทุกข์ร้อนให้ผู้คนนั้นชั่วช้าเป็น

ก่อนหน้า: 57. ในที่สุดฉันก็กล้ารายงานการกระทำผิด

ถัดไป: 59. ความสำคัญของท่าทีที่ถูกต้องต่อหน้าที่ของตน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger