54. ท่ามกลางภัยอันตราย
ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2011 เหล่าพี่น้องชายหญิงจากคริสตจักรหลายแห่งถูกจับกุมคนแล้วคนเล่า คริสตจักรของพวกเราจัดการเตรียมการให้พี่หม่าและพี่หลิวรวมทั้งตัวฉันแยกกันจัดการรับมือกับผลพวงที่ตามมา ในวันที่ 25 หลังจากเพิ่งจะทานอาหารกลางวัน ฉันก็ได้รับโทรศัพท์ เสียงที่ปลายสายพูดเร็วมากและบอกว่า “หลี่ซิน มีข่าวร้าย!” เมื่อฉันได้ยินเสียงของพี่หม่า ฉันก็ใจเต้นระทึก พี่หม่าบอกฉันด้วยภาษาเข้ารหัสว่า ในช่วงเช้าพี่หลิวถูกตำรวจจับกุม ซึ่งยึดเงินของคริสตจักรไปด้วย พี่หม่าพูดว่าเธออาจจะกำลังถูกติดตาม และขอให้ฉันหาทางจัดการกับผลพวงที่ตามมาและออกไปโดยเร็ว
ฉันทรุดตัวลงบนโซฟาแล้วก็คิดว่า “ตำรวจต้องติดตามและสอดส่องพวกเรามาเป็นเวลานานแล้ว และพวกเขาก็มาอย่างเตรียมพร้อมเสียด้วย ฉันรู้ว่ามีที่แห่งหนึ่งที่ใช้เก็บหนังสือและทรัพย์สินของคริสตจักร พี่หม่าและพี่หลิวเคยไปที่นั่นแล้วทั้งคู่ ฉันต้องย้ายของพวกนี้ไปยังที่ที่ปลอดภัยโดยเร็ว มิฉะนั้นตำรวจอาจยึดของพวกนี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้” แต่แล้วฉันก็ตระหนักว่าตำรวจอาจจะค้นพบที่แห่งนั้นไปแล้วก็เป็นได้ ดังนั้น หากฉันไป นั่นจะไม่เป็นการพาตัวเองไปส่งให้พวกเขาหรอกหรือ? หากฉันถูกจับได้ ตำรวจคงจะทรมานฉันเป็นแน่ หากฉันทนการทรมานไม่ได้และทรยศต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วฉันก็คงจะสูญเสียอวสานและบั้นปลายของฉันไปมิใช่หรือ? ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งขวัญผวา ฉันคิดว่าหากฉันอยู่ในที่ที่ฉันอยู่ตอนนั้นแล้วรอให้อะไรๆ สงบลง ก็อาจจะดีกว่า แต่ฉันรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง เพราะด้วยบัดนี้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าประสบกับความสูญเสียไปแล้ว ฉันมีความรับผิดชอบที่จะต้องคุ้มครองผลประโยชน์เหล่านี้ ฉันจะปล่อยให้ตัวเองเป็นคนขี้ขลาดในเวลานี้ได้อย่างไรกัน? ฉันตัดสินใจเลือกได้ยากระหว่างความปลอดภัยของตัวเองกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่แล้วฉันก็ระลึกย้อนได้ถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ความว่า “เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้ากำลังนึกถึงผลประโยชน์ของตนเอง คิดถึงความปลอดภัยส่วนบุคคลของเจ้าเอง คิดถึงบรรดาสมาชิกในครอบครัวของเจ้า เจ้าเคยได้ทำสิ่งใดที่เป็นไปเพื่อเราหรือ? คราใดหรือที่เจ้าเคยนึกถึงเรา? เมื่อใดหรือที่เจ้าเคยอุทิศตนเองอย่างเต็มกำลังให้กับเราและงานของเรา? หลักฐานของความเข้ากันได้กับเราของเจ้าอยู่ที่ใด? ความเป็นจริงแห่งความจงรักภักดีของเจ้าที่มีต่อเราอยู่ที่ใด?” (“เจ้าควรแสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับพระคริสต์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยสภาวะของฉันพอดิบพอดี เมื่อเผชิญหน้ากับการจับกุมและการข่มเหงจากพญานาคใหญ่สีแดง สิ่งที่ฉันคิดถึงนั้นไม่ใช่การคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือการคุ้มครองงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ฉันกลับคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ฉันขวัญหนีดีฝ่อว่าจะถูกจับกุมและทรมาน และฉันถึงขั้นกลัวไปกว่านั้นอีกว่าการทรมานจะทำทำลายจิตวิญญาณของฉัน ฉันจะกลายเป็นยูดาส และด้วยการนั้นฉันจะสูญเสียอวสานและบั้นปลายที่ดีของฉันไป ความกลัวทั้งหมดของฉันก็คือการคุ้มภัยผลประโยชน์ของตัวเอง และ ณ ชั่วขณะวิกฤตินี้ เพื่อคุ้มครองตัวเอง ฉันไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและต้องการที่จะบ่ายเบี่ยงหน้าที่ฉัน ฉันเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นเหลือเกิน! ไม่สำคัญว่าตำรวจอาจจะเลวทรามเพียงใด พวกเขายังคงอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และหากปราศจากการอนุญาตจากพระเจ้า พวกเขาจะไม่สามารถทำอันตรายเส้นผมสักเส้นบนศีรษะของฉันได้เลย ด้วยการคิดแบบนี้ ฉันจึงรู้สึกใจเย็นลงและกลัวน้อยลง
ณ เวลานี้ ฉันคิดถึงวิธีที่องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่สำหรับมนุษยชาติทั้งปวงเสร็จสมบูรณ์ เหตุใดองค์พระเยซูเจ้าจึงทรงสามารถวางพระชนม์ชีพของพระองค์ลงได้เพื่อทำให้พระบัญชาของพระเจ้าเสร็จสมบูรณ์? ฉันค้นหาพระวจนะของพระเจ้าส่วนที่เกี่ยวข้องกันเพื่อที่จะอ่าน ซึ่งกล่าวว่า “พระเยซูสามารถเสร็จสิ้นพระบัญชาของพระเจ้าได้—พระราชกิจของการทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง—เพราะพระองค์ทรงมอบทุกความเอาใจใส่ต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า โดยปราศจากแผนการหรือการจัดการเตรียมการใดๆ สำหรับพระองค์เอง ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นคนสนิทของพระเจ้าด้วยเช่นกัน—พระเจ้าพระองค์เอง—ซึ่งเป็นอะไรสักอย่างที่พวกเจ้าทุกคนเข้าใจกันดีเป็นอย่างมาก (แท้ที่จริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงให้คำพยาน เราพาดพิงการนี้ตรงนี้เพื่อใช้ข้อเท็จจริงของพระเยซูแสดงตัวอย่างประเด็นปัญหา) พระองค์ได้สามารถวางแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าได้ตรงจุดศูนย์กลางพอดี และได้ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์และทรงแสวงหาน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ตลอดเวลา พระองค์ได้ทรงอธิษฐานและตรัสไว้ว่า “พระเจ้าพระบิดา! ขอทรงสำเร็จลุล่วงในน้ำพระทัยของพระองค์ และไม่ทรงทำตามความพึงปรารถนาของตัวเรา แต่ตามแผนการของพระองค์ มนุษย์อาจอ่อนแอ แต่เหตุใดพระองค์จึงควรเอาใจใส่ต่อเขาเล่า? มนุษย์จะสามารถมีค่าคู่ควรกับความห่วงใยของพระองค์ได้อย่างไร มนุษย์ที่เป็นดั่งมดตัวหนึ่งในพระหัตถ์ของพระองค์? ในหัวใจของเรา เราปรารถนาเพียงแค่ทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จลุล่วงเท่านั้น และเราปรารถนาว่าพระองค์จะสามารถทำในสิ่งที่พระองค์จะทรงทำในตัวเราไปตามความพึงปรารถนาของพระองค์เอง” บนถนนสู่เยรูซาเลม พระเยซูทรงอยู่ในความเจ็บปวดร้าวราน ประหนึ่งมีดด้ามหนึ่งกำลังถูกบิดคว้านอยู่ในพระทัยของพระองค์ กระนั้นพระองค์ก็มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะทรงคืนวาจาของพระองค์เลยแม้แต่น้อย ตลอดเวลานั้นมีกำลังอันทรงพลังอำนาจบีบให้พระองค์จำยอมไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาไปยังที่ที่พระองค์จะทรงถูกตรึงกางเขน ในท้ายที่สุด พระองค์ก็ถูกตอกตรึงกับกางเขนและกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป เป็นการเสร็จสิ้นพระราชกิจในการทรงไถ่มวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งความตายและแดนคนตาย เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ความตาย นรก และแดนคนตายสูญเสียพลังอำนาจของตน และได้ถูกกำราบโดยพระองค์” (“วิธีรับใช้โดยกลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้แล้ว ฉันก็ค่อนข้างซาบซึ้ง เพื่อไถ่มนุษยชาติที่ดำรงชีวิตภายใต้อำนาจครอบครองของซาตาน องค์พระเยซูเจ้าทรงอนุญาตให้พระองค์เองถูกตรึงกางเขนและกลายเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษยชาติ โดยทรงสู้ทนความเจ็บปวดและการดูหมิ่นเหยียดหยามมากมายยิ่งนัก พระองค์ทรงจัดลำดับความสำคัญแก่การทำให้พระบัญชาของพระเจ้าลุล่วงเหนือสิ่งอื่นใด โดยปราศจากสภาพเงื่อนไขหรือข้อแก้ตัว และโดยปราศจากการคำนึงถึงผลที่จะได้หรือความสูญเสียของพระองค์ ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อพระบัญชาของพระเจ้ามาถึงฉัน ฉันไม่ได้พยายามที่จะคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือทำให้พระบัญชาของพระเจ้าลุล่วง ฉันคิดเรื่องความปลอดภัยและบั้นปลายสุดท้ายของตัวเอง ณ ชั่วขณะนั้น ฉันละอายแก่ใจตัวเอง และฉันรู้สึกเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและเป็นหนี้พระเจ้าอย่างยิ่ง ฉันคุกเข่าลงแล้วอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อกลับใจโดยพลัน
ณ ชั่วขณะนั้น ฉันระลึกย้อนไปถึงเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้าเพลงหนึ่งที่มีชื่อว่า “ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะทุ่มเทอุทิศทั้งชีวิตของข้าพระองค์แด่พระเจ้า” ซึ่งฉันชอบร้องอยู่บ่อยครั้ง เพลงนี้คือคำอธิษฐานของเปโตรเมื่อเขาอยู่ในความทรมานสุดขีดในระหว่างบททดสอบของเขา โดยมีเนื้อร้องว่า “พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์สามารถทำอะไรได้ และพระองค์ทรงทราบยิ่งไปกว่านั้นว่าข้าพระองค์สามารถเล่นบทบาทใดได้ ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ และข้าพระองค์จะทุ่มเทอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพระองค์มีแด่พระองค์ พระองค์เท่านั้นที่ทรงทราบว่าข้าพระองค์สามารถทำอะไรเพื่อพระองค์ได้ แม้ว่าซาตานได้หลอกข้าพระองค์มากมายและข้าพระองค์ก็ได้กบฏต่อพระองค์ แต่ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ไม่ทรงจดจำข้าพระองค์เพราะการล่วงละเมิดเหล่านั้น และเชื่อว่าพระองค์ไม่ทรงปฏิบัติต่อข้าพระองค์บนพื้นฐานของการล่วงละเมิดเหล่านั้น ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะทุ่มเทอุทิศทั้งชีวิตของข้าพระองค์แด่พระองค์ ข้าพระองค์ไม่ขออะไร และข้าพระองค์ก็ไม่มีความหวังหรือแผนอื่นใด ข้าพระองค์ปรารถนาเพียงแค่ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระองค์และทำตามน้ำพระทัยของพระองค์เท่านั้น ข้าพระองค์จะดื่มจากถ้วยที่มีรสขมของพระองค์ และข้าพระองค์จะเป็นของพระองค์ตามที่จะทรงบัญชา” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) คำอธิษฐานของเปโตรทำให้ฉันซาบซึ้งและสร้างแรงบันดาลใจให้ฉัน จริงๆ แล้ว พระเจ้าทรงรู้วุฒิภาวะของฉันและทรงรู้ว่าฉันสามารถทำหน้าที่ใดให้ลุล่วงได้บ้าง และเนื่องจากหน้าที่นี้ได้มาถึงฉันแล้ว ฉันจึงรู้ว่าฉันควรทำหน้าที่นี้ให้ลุล่วงโดยไม่มีความลังเล นี่คือตอนที่ฉันได้พบความมุ่งมั่นที่จะละวางผลประโยชน์ส่วนตัวของฉันและคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า วันถัดมา ฉันรีบไปย้ายหนังสือและทรัพย์สิน ในเวลานั้น ฉันวิตกกังวลมาก ฉันกลัวว่าอาจจะมีบางสิ่งผิดพลาดระหว่างทาง ดังนั้นฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “จงอย่ากลัว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จอมทัพจะอยู่กับเจ้าอย่างแน่นอน พระองค์ทรงอยู่เบื้องหลังพวกเจ้า และพระองค์คือโล่ของเจ้า” (“บทที่ 26” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าทำให้ฉันมีความมั่นใจโดยพลัน ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และการที่จะมีภัยอันตรายระหว่างทางหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า งานของฉันคือการทำกิจของฉันให้แล้วเสร็จอย่างสุดความสามารถและทำสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ ด้วยพระเจ้าทรงเป็นเสมือนผู้เกื้อหนุนของฉัน ฉันไม่มีสิ่งใดที่จะต้องเกรงกลัว ต่อมา หนังสือและทรัพย์สินก็ถูกย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัย และในที่สุดหัวใจของฉันก็สงบลง หลังจากก้าวผ่านประสบการณ์นี้แล้ว ฉันก็ได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดและอธิปไตยของพระเจ้า ตลอดจนความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นของฉันเอง
หนึ่งปีต่อมา ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2012 ฉันพบว่าตัวเองอยู่ในช่วงเวลาที่กำลังมีการเผยแผ่ข่าวประเสริฐอย่างมาก โดยมีผู้คนมากมายทั่วประเทศยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พรรคคอมมิวนิสต์นั้นเดือดดาล ใช้กระบอกเสียงสื่อของตัวเองโจมตีและป้ายสีคริสตจักร ปราบปรามและจับกุมเหล่าพี่น้องชายหญิงอย่างบ้าคลั่ง ในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่ พี่น้องชายหญิงมากกว่าสิบคนถูกจับกุม วันหนึ่ง เมื่อฉันออกไปประชุมนอกเมือง จู่ๆ ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่เถียน เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่กระวนกระวายมากว่า “มีข่าวร้าย เกิดบางอย่างขึ้น...” ฉันตระหนักว่าเป็นไปได้ที่เธอบอกฉันทางโทรศัพท์ให้แน่ชัดไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงวางสายแล้ววิ่งกลับไป หลังจากพบพี่เถียนแล้ว ฉันก็รู้ว่าตำรวจกำลังค้นหาพี่น้องหญิงสองคนที่กำลังเผยแผ่ข่าวประเสริฐอยู่ ตำรวจติดประกาศต้องการตัวพวกเขาบนบอร์ดโฆษณาชวนเชื่อ เสาโทรศัพท์ และประตูโรงงาน บนท้องถนนทั่วไปหมด พวกเขายังใช้รูปถ่ายของพี่น้องหญิงทั้งสองคนเพื่อตรวจยานพาหนะและคนเดินถนนที่ผ่านไปมาทีละคนตามสี่แยกในเมืองอีกด้วย พี่เถียนบอกฉันว่าเหล่าพี่น้องชายหญิงได้ช่วยพวกเธอหาที่ซ่อนชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สมาชิกครอบครัวหลายคนของเหล่าพี่น้องชายหญิงของพวกเราได้ยินข่าวว่า ผู้เชื่อในพระเจ้าจะถูกรัฐบาลจับกุม และวิตกกังวลมากว่าสมาชิกครอบครัวของตนจะถูกจับกุมด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงกันเหล่าพี่น้องชายหญิงให้อยู่ในบ้านและไม่อนุญาตให้พวกเขาออกมาชุมนุม ฉันหารือกับพี่เถียนว่าจะทำอย่างไรดี แล้วจึงตระเตรียมที่จะแยกกันให้น้ำและเกื้อหนุนเหล่าพี่น้องชายหญิง เพื่อที่ทุกคนจะสามารถเข้าใจความจริง ไม่ถูกกำลังบังคับมืดของพญานาคใหญ่สีแดงควบคุม และสามารถตั้งมั่นในสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้
วันหนึ่ง ฉันไปเกื้อหนุนพี่น้องหญิงคนหนึ่ง และตอนที่พวกเราสามัคคีธรรมกันเสร็จ ก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว ฉันเดินไปบนถนนโล่งตามลำพัง คิดกับตัวเองว่า “ฉันต้องเกื้อหนุนพี่น้องหญิงคนนี้จนดึกดื่นขนาดนี้แล้ว และก็ยังมีเหล่าพี่น้องชายหญิงอีกมากมายที่จำเป็นต้องได้รับการให้น้ำและการเกื้อหนุน ตอนนี้ฉันตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นหากฉันออกมาวิ่งจากบ้านหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งแบบนี้ตลอด และฉันถูกจับได้ ฉันก็ไม่รู้ว่าตำรวจจะใช้การทรมานประเภทใดกับฉัน พรรคคอมมิวนิสต์จะทุบตีฉันจนตายเพราะเกลียดชังผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าหรือเปล่า? หากฉันถูกทุบตีจนตาย ฉันจะไม่ได้เห็นความงดงามของการที่ราชอาณาจักรเกิดขึ้นมา ใช่ไหม? การปฏิบัติหน้าที่นี้อันตรายเกินไป และตอนนี้ไม่มีใครจัดการเตรียมการโดยชัดแจ้งให้ฉันเกื้อหนุนเหล่าพี่น้องชายหญิงของฉัน ดังนั้นทำไมฉันถึงรับความเสี่ยงนี้อยู่ล่ะ?...” ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งใจเสีย เมื่อฉันมาถึงบ้าน ฉันก็ได้รับจดหมายจากพี่น้องหญิงคนหนึ่ง เธอกับเหล่าพี่น้องชายหญิงมากกว่าสิบสองคนถูกจับกุมเพราะประกาศข่าวประเสริฐเมื่อไม่นานมานี้ เธอถูกปล่อยตัวเพียงเพราะครอบครัวของเธอจ่ายเงินให้ตำรวจ ในจดหมายนั้นเธอพูดว่า เหล่าพี่น้องชายหญิงที่อยู่ในคุกบอกพวกเราว่าไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกจับกุม ถูกคุมขัง และทนทุกข์กับความยากลำบากอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติที่ถูกข่มเหงเพราะประกาศข่าวประเสริฐ พี่น้องหญิงคนนี้ยังพูดอีกด้วยว่า หลังจากชั่วระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเธอแน่ใจว่าตำรวจหยุดติดตามและสอดส่องเธอ เธอจะยังประกาศข่าวประเสริฐต่อไป เมื่อฉันได้อ่านจดหมายของเธอ ฉันก็รู้สึกผิดมาก พี่น้องชายหญิงเหล่านี้กำลังทนทุกข์อยู่ในคุก แต่แทนที่จะพร่ำบ่นร้องทุกข์ พวกเขากลับมองเห็นสง่าราศีในการถูกข่มเหงเพราะประกาศข่าวประเสริฐ แล้วฉันก็คิดเรื่องตัวเอง ฉันก็แค่กำลังเกื้อหนุนเหล่าพี่น้องชายหญิงของฉันและทำงานบางอย่างเพื่อรับมือสิ่งทั้งหลายหลังจากการจับกุมระลอกหนึ่ง แต่ฉันก็วิตกกังวลอยู่ตลอดว่าฉันจะถูกจับกุมและถูกทุบตีจนตาย ฉันคิดถึงแต่ผลประโยชน์ อวสาน และบั้นปลายของตัวเอง ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งเสียใจและติเตียนตัวเอง ฉันรู้สึกว่าฉันเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่น และรู้สึกว่าฉันไม่ควรค่าแก่การให้น้ำและการจัดเตรียมของพระเจ้า
นี่คือตอนที่ฉันระลึกย้อนไปถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ความว่า “เราเลื่อมใสดอกลิลลี่ที่กำลังเบ่งบานบนเนินเขาทั้งหลาย ดอกไม้และต้นหญ้าทอดยาวไปตามลาดเขา แต่ดอกลิลลี่เพิ่มความมันวาวให้กับสง่าราศีของเราบนแผ่นดินโลกก่อนการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ—มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้หรือ? เขาจะสามารถเป็นพยานให้เราบนแผ่นดินโลกก่อนการกลับมาของเราได้หรือ? เขาจะสามารถทุ่มเทอุทิศตัวเขาเองเพื่อประโยชน์แห่งนามของเราในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงได้หรือ?” (“บทที่ 34” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันยังอ่านอีกบทตอนหนึ่งด้วย ความว่า “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำพูดเหล่านี้ได้ ความว่า “เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ” พวกเจ้าทุกคนเคยได้ฟังคำพูดเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในหมู่พวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกถึงนัยสำคัญที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้แล้ว คำพูดเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงอย่างทารุณโหดร้ายในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ภายใต้การเหยียดหยามและกดขี่ และผลที่ได้ก็คือคำพูดเหล่านี้ได้รับการทำให้ลุล่วงในตัวพวกเจ้า ในคนกลุ่มนี้นี่เอง เนื่องจากพระราชกิจเริ่มเปิดตัวในแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าจึงเผชิญกับอุปสรรคมหาศาล และการทำพระวจนะมากมายของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงย่อมใช้เวลา ด้วยเหตุนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าประการหนึ่งก็คือผู้คนได้รับการถลุง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์ พระเจ้าทรงมีความลำบากยากเย็นมหาศาลในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์ผ่านทางความลำบากยากเย็นนี้ อันเป็นการสำแดงพระปัญญาของพระองค์และกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ และทรงใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์” (“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันจึงเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้านิดหน่อย พระเจ้าทรงอนุญาตให้พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพวกเราเพื่อทำให้ความเชื่อและการเชื่อฟังของพวกเราเพียบพร้อม ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงทำให้กลุ่มผู้ชนะเพียบพร้อม รวมทั้งกลุ่มผู้คนที่สามารถทำตามหน้าที่ของตน ปฏิบัติความจริง และยืนหยัดเป็นพยานได้ ไม่สำคัญว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอันตรายหรือแย่เพียงใด การที่ฉันสามารถได้รับประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้เป็นพระคุณของพระเจ้าและการยกย่องที่ทรงมีแก่ฉัน นี่คือเวลาที่ฉันจำเป็นต้องยืนหยัดเป็นพยานต่อพระเจ้า แต่เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของความปลอดภัยของตัวเอง ฉันต้องการที่จะทอดทิ้งภารกิจของฉันและหลีกหนีสภาพแวดล้อมนี้ ฉันเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นอย่างแท้จริง ฉันมืดบอดยิ่งนัก! ฉันคิดเรื่องดอกไม้และพืชพรรณตามข้างถนน ไม่สำคัญว่าความหนาวเย็นและความร้อนจะรุนแรงเพียงใด ไม่สำคัญว่าสภาพแวดล้อมจะกระด้างเพียงใด ตราบใดที่นั่นเป็นฤดูกาลที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดเพื่อให้ดอกไม้เหล่านั้นเติบโต พวกมันก็เติบโตและเบ่งบาน โดยเป็นพยานให้กิจการของพระผู้สร้าง ดังนั้นทำไมฉันถึงนิ่งเฉยและอ่อนแอในชั่วขณะที่สภาพแวดล้อมนั้นลำบากยากเย็นแค่เล็กน้อย? เหตุใดฉันจึงไม่สามารถทำให้หน้าที่ในการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างลุล่วงได้สักเล็กน้อย? อันที่จริงแล้วฉันอ่อนด้อยกว่าดอกไม้และพืชพรรณตามข้างถนน ฉันจะควรค่าแก่การดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไร? ฉันรู้สึกสำนึกผิดมาก ดังนั้นฉันจึงทบทวนตัวเองว่า ทุกครั้งที่ฉันเผชิญกับการจับกุมและการข่มเหงจากพญานาคใหญ่สีแดงและจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ของฉัน ทำไมฉันถึงพิจารณาผลประโยชน์ของตัวเองอยู่เสมอและล้มเหลวที่จะยืนหยัดเพื่อคุ้มภัยงานของคริสตจักร?
ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ความว่า “พระเจ้าทรงสูงสุดตลอดกาลและทรงเกียรติเสมอ ส่วนมนุษย์นั้นต่ำช้าตลอดกาล ไร้ค่าตลอดกาล นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงเสียสละและอุทิศพระองค์เองให้แก่มวลมนุษย์ตลอดกาล อย่างไรก็ตาม มนุษย์กลับรับเอาและเพียรพยายามเพื่อตัวเขาเองเท่านั้นตลอดกาล พระเจ้าทรงพากเพียรเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ตลอดกาล กระนั้นมนุษย์กลับไม่เคยทำคุณูปการอันใดเพื่อความสว่างหรือเพื่อความชอบธรรมเลย ต่อให้มนุษย์มานะพยายามอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่ความพยายามนั้นก็ไม่สามารถทานทนการโจมตีได้สักครั้งด้วยเหตุที่ความพยายามของมนุษย์เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเขาเองเสมอและไม่ใช่เพื่อผู้อื่น มนุษย์เห็นแก่ตัวเสมอ ในขณะที่พระเจ้าไม่เห็นแก่พระองค์เองตลอดกาล พระเจ้าคือแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งที่ยุติธรรม ดีพร้อม และงดงาม ส่วนมนุษย์คือผู้ที่สืบทอดและสำแดงความอัปลักษณ์และความชั่วทุกอย่าง พระเจ้าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแก่นแท้แห่งความชอบธรรมและความงามของพระองค์ ทว่ามนุษย์กลับสามารถอย่างสมบูรณ์แบบที่จะทรยศความชอบธรรมและไถลห่างจากพระเจ้าได้ทุกเวลาและในทุกสถานการณ์” (“การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้ามีความสำคัญมาก” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้แล้ว ฉันก็ได้รับการดลใจอย่างลึกซึ้ง พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองครั้ง เพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดจากอำนาจครอบครองของซาตาน และไม่สำคัญว่าพระองค์ได้ทรงสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามหรือความทุกข์มากเพียงใด พระเจ้าทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจเพื่อความรอดของผู้คนเสมอมา และพระองค์ไม่เคยทรงเลิกล้มเป้าหมายของพระองค์ในการช่วยผู้คนให้รอด แก่นแท้ของพระองค์นั้นไม่เห็นแก่พระองค์เองและดีงาม ถึงกระนั้นก็ตาม ฉันก็ใช้ชีวิตโดยปรัชญาเยี่ยงซาตานอย่างเช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” และ “อย่ากระดิกแม้แต่นิ้วเดียวหากไม่ได้รางวัล” ฉันพิจารณาผลประโยชน์ของตัวเองก่อนเสมอในทุกสิ่งทุกอย่าง และฉันก็ล้มเหลวที่จะพิจารณาผลประโยชน์แห่งครอบครัวของพระเจ้าไม่ว่าเรื่องใด เมื่อบางอย่างไม่ต้องการความทุกข์ใหญ่หลวงใดๆ และไม่เกี่ยวข้องกับอนาคตและบั้นปลายของฉัน ฉันก็อาจสละตัวเองหรือละทิ้งได้เล็กน้อย ในยามที่เผชิญหน้าการจับกุมและการข่มเหง ฉันกลัวอยู่เสมอว่าจะถูกจับได้ กลัวว่าจะถูกทุบตีจนตาย และกลัวว่าจะสูญเสียอวสานและบั้นปลายที่ดีของฉันไป ฉันต้องการที่จะทอดทิ้งหน้าที่ของฉันครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันไม่คิดเรื่องความคิดลบและความอ่อนแอของเหล่าพี่น้องชายหญิง อีกทั้งฉันก็ไม่คิดเรื่องความวิตกกังวลของพระเจ้า จะพูดว่าฉันมีมโนธรรมได้อย่างไร? เมื่อฉันคิดถึงการนี้ ฉันก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง ดังนั้นฉันจึงคุกเข่าแล้วอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า! ข้าพระองค์เห็นแก่ตัว น่าดูหมิ่น และข้าพระองค์ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะกลับใจต่อพระองค์ และปรารถนาที่จะให้น้ำและเกื้อหนุนเหล่าพี่น้องชายหญิงของข้าพระองค์” หลังจากฉันอธิษฐานแล้ว ฉันก็คิดถึงเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะของพระเจ้าอีกเพลงหนึ่งที่มีชื่อว่า “เจ้าควรละทิ้งทั้งหมดเพื่อความจริง” ซึ่งมีเนื้อเพลงว่า “เจ้าต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง เจ้าต้องมอบตัวเจ้าให้กับความจริง เจ้าต้องสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์มากขึ้นเพื่อที่จะได้รับความจริงมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ชีวิตครอบครัวอันสงบสุข และเจ้าจะต้องไม่สูญสิ้นศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์สุจริตของชีวิตเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีชั่วครู่ชั่วยาม เจ้าควรไล่ตามเสาะหาทั้งหมดที่ดีงามและงดงาม และเจ้าควรไล่ตามเสาะหาเส้นทางในชีวิตที่เปี่ยมความหมายมากขึ้น หากเจ้าดำเนินชีวิตที่ช่างหยาบช้าสามานย์เช่นนั้น และไม่เสาะหาวัตถุประสงค์ใดๆ เจ้าไม่ได้ทิ้งชีวิตไปอย่างสูญเปล่าหรอกหรือ? เจ้าสามารถได้รับอะไรบ้างจากชีวิตเช่นนั้น? เจ้าควรละทิ้งความชื่นชมยินดีทั้งหมดของเนื้อหนังเพื่อเห็นแก่ความจริงหนึ่งประการ และไม่ควรโยนความจริงทั้งหมดทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีเพียงเล็กน้อย ผู้คนเช่นนี้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือศักดิ์ศรีเลย การดำรงอยู่ของพวกเขาช่างปราศจากความหมาย!” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) จริงๆ แล้วต่อให้วันหนึ่งฉันถูกจับกุมและถูกคุมขังจริงๆ หรือถึงขั้นถูกทรมานจนตาย นั่นก็ยังคงจะเป็นความตายเพื่อทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงเกียรติ การที่สามารถก้าวข้ามพันธนาการแห่งความตายและทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงคือคำพยานที่ทรงพลังและกังวานก้อง ซึ่งดีกว่าการใช้ชีวิตโดยติดกับอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันและพยายามที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัวผ่านชีวิตที่ขี้ขลาดและไร้เกียรติเป็นร้อยเท่า ทันทีที่ฉันตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ฉันก็รู้สึกถึงการหลุดพ้นอย่างลึกซึ้ง
วันถัดมา พวกเราเชิญพี่น้องชายหญิงสองสามคนให้มาชุมนุมกัน โดยผ่านทางการสามัคคีธรรมว่าด้วยพระวจนะของพระเจ้า ทุกคนเข้าใจว่าการนำพระปัญญาของพระเจ้ามาใช้บนพื้นฐานของเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน เข้าใจว่าพระเจ้าทรงอนุญาตให้การข่มเหงและความทุกข์ลำบากมาถึงพวกเราเพื่อทำให้ความเชื่อของพวกเรามีความเพียบพร้อม และเข้าใจว่าพญานาคใหญ่สีแดงเป็นแค่เพียงวัตถุปรนนิบัติในพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น หลังการสามัคคีธรรม ทุกคนเต็มใจที่จะแบกรับภาระหน้าที่ของตนเพื่อเกื้อหนุนพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ เมื่อฉันเห็นเหล่าพี่น้องชายหญิงออกมาจากความคิดลบและความอ่อนแอและกลายเป็นแข็งแกร่งขึ้น ฉันก็ซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ฉันเห็นว่าไม่มีกำลังบังคับที่เป็นอริอันใดสามารถปราบปรามสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ หลังจากได้รับประสบการณ์กับความทุกข์ลำบากนี้แล้ว ทุกคนก็มีความเชื่อในพระเจ้ามากขึ้น และฉันรู้ว่าทั้งหมดนี้คือพระพรของพระเจ้า ณ เวลานี้ ฉันย้อนระลึกถึงพระวจนะของพระเจ้า ความว่า “ข้อพิสูจน์ของการล่มสลายลงเรื่อยๆ ของพญานาคใหญ่สีแดงสามารถมองเห็นได้ในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างต่อเนื่องของผู้คน การนี้เด่นชัดและมองเห็นได้สำหรับทุกคน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของผู้คนคือหมายสำคัญอย่างหนึ่งถึงอวสานของศัตรู” (“บทที่ 10” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระเจ้าทรงใช้การจับกุมอันบ้าคลั่งของพญานาคใหญ่สีแดงเพื่อทำให้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเพียบพร้อม โดยผ่านทางการข่มเหงของพญานาคใหญ่สีแดง พระเจ้าทรงทำให้ความเชื่อและการเชื่อฟังของเหล่าพี่น้องชายหญิงเพียบพร้อม และทุกคนก็สร้างความก้าวหน้าในชีวิตของตน แน่นอนว่านี่คือผลที่พระราชกิจของพระเจ้ามุ่งหมายที่จะสัมฤทธิ์ เมื่อฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง ความมั่นใจของตัวเองก็เติบโตขึ้น และแรงจูงใจของฉันที่จะปฏิบัติหน้าที่ก็ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา
ไม่นานนักหลังอุบัติการณ์นี้ ฉันได้ข่าวว่าตำรวจได้ระบุที่ตั้งของเมืองที่พี่น้องหญิงสองคนนี้ซ่อนตัวอยู่โดยผ่านทางการเฝ้าระวังทางโทรศัพท์ และพวกเขาก็ไปตามบ้านเพื่อค้นหาพี่น้องหญิงสองคนนี้ ตำรวจยังตั้งจุดตรวจค้นบนถนนอีกด้วย พี่น้องชายหญิงบางคนยอมเสี่ยงที่จะนำพี่น้องหญิงสองคนนี้ไปยังที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นถ้ำแห่งหนึ่งนอกเมือง อย่างไรก็ตาม สองวันนั้นอากาศหนาวเย็นมาก พี่น้องหญิงสองคนนี้เหนื่อยล้าจากการซ่อนเร้นและใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ และพวกเธอก็ไม่สามารถหาอะไรกินได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเธอจะอยู่ในถ้ำนั้นได้นาน พวกเธอจำเป็นต้องได้รับการช่วยชีวิต ฉันคิดว่า “ตอนนี้มีประกาศต้องการตัวพี่น้องหญิงของฉันติดทั่วไปหมดบนท้องถนน และตำรวจก็กำลังตรวจยานพาหนะที่ผ่านไปมา หากพวกเราพยายามที่จะขับรถออกไปพร้อมกับพี่น้องหญิงของฉันแล้วถูกตำรวจจับได้ พวกเราจะถูกตั้งข้อหาให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีอย่างแน่นอน ตำรวจจะจับกุมพวกเรา ฉันจะถูกทุบตีจนตายอย่างแน่นอน และหากการนั้นเกิดขึ้น ฉันจะไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับการช่วยให้รอดอย่างไร?” เมื่อความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัว ฉันก็ตระหนักว่าฉันกำลังเห็นแก่ตัว น่าดูหมิ่น และคิดถึงแต่ตัวเองอีกแล้ว ดังนั้นฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ โดยพลัน แล้วก็ขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองหัวใจของฉันเพื่อให้ฉันสามารถยืนอยู่ข้างพระเจ้าได้โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว ณ เวลานั้น ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ความว่า “ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพรหรือถูกสาปแช่งหรือไม่ หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำให้ลุล่วง มันเป็นวิชาชีพที่สวรรค์ส่งมาของเขา และไม่ควรขึ้นอยู่กับการตอบแทน สภาพเงื่อนไขต่างๆ หรือเหตุผล เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา การได้รับพรคือเมื่อใครบางคนได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและได้ชื่นชมกับพรของพระเจ้าหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา การถูกสาปแช่งคือเมื่ออุปนิสัยของใครบางคนไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากพวกเขาได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาแล้ว คือตอนที่พวกเขาไม่ได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแต่ถูกลงโทษ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือถูกสาปแช่งก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่เป็นสิ่งที่น้อยที่สุดที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำ เจ้าไม่ควรทำหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น และเจ้าไม่ควรปฏิเสธที่จะกระทำเพราะกลัวถูกสาปแช่ง เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้าว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือความเป็นกบฏของเขา” (“ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) การลุล่วงหน้าที่ของคนเราคืออาชีพของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพวกเราไม่ควรเรียกร้องสภาพเงื่อนไขอันใดที่จะทำเช่นนั้น ไม่สำคัญว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอันตรายเพียงใด หรือพวกเราจะมีอวสานและบั้นปลายที่ดีหรือไม่ พวกเราต้องปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา นี่คือเหตุผลที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างต้องครอง เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องคุ้มครองเหล่าพี่น้องชายหญิงของฉัน ต่อให้ฉันถูกจับได้ขณะที่ฉันคุ้มกันพี่น้องหญิงของฉันและถูกทุบตีจนตาย ฉันก็จะตายเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของการทำหน้าที่ของฉันให้ลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่รุ่งโรจน์! ดังนั้น พวกเราจึงออกไปช่วยชีวิตพี่น้องหญิงสองคนนี้ พวกเราซ่อนพวกเธอในกระโปรงรถ และด้วยความกลัวว่าตำรวจจะค้นพบพวกเรา พวกเราจึงหลีกเลี่ยงถนนเส้นหลักๆ และใช้ถนนเส้นเล็กที่ตัดผ่านป่า ตลอดการเดินทางนั้น ฉันคอยอธิษฐานต่อพระเจ้าและขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองพวกเรา หลังจากประมาณหนึ่งชั่วโมง พวกเราก็นำพาพี่น้องหญิงสองคนนี้ของพวกเราไปถึงปลายทางได้สำเร็จ และคลื่นอันมโหฬารจากความรู้สึกปลดปล่อยก็โหมกระหน่ำตัวฉัน ขณะที่พวกเราเร่งรีบกลับไปที่เมือง ตำรวจก็เรียกรถของพวกเราให้หยุด แต่ในรถนั้นไม่มีใครที่พวกเขากำลังมองหาอยู่เลย ดังนั้นพวกเขาจึงปล่อยพวกเราไป มันน่ากลัวมาก!
โดยผ่านทางประสบการณ์ของฉัน ฉันเห็นว่าการทึ้งทำลายพระราชกิจของพระเจ้า ปราบปรามและจับกุมผู้เชื่อในพระเจ้า พรรคคอมมิวนิสต์ได้ไปถึงจุดของความบ้าไปแล้ว แต่ไม่สำคัญว่าพรรคนี้จะกลายเป็นบ้าคลั่งเพียงใด พรรคนี้ก็ยังคงอยู่ภายใต้การจัดการเตรียมการที่เป็นอธิปไตยของพระเจ้าอยู่ดี และพรรคนี้ก็เป็นแค่เพียงวัตถุปรนนิบัติในพระหัตถ์ของพระเจ้าเท่านั้น ในที่สุดแล้วฉันยังเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงหมายความถึงโดยการตรัสว่า “ในแผนการของเราทั้งหมด พญานาคใหญ่สีแดงคือตัวประกอบเสริมความเด่นของเรา ศัตรูของเราและผู้ปรนนิบัติของเราอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงไม่เคยได้ผ่อนคลาย “ข้อพึงประสงค์” ของเราต่อมัน เพราะฉะนั้น ช่วงระยะสุดท้ายของงานแห่งการมาเกิดเป็นมนุษย์ของเราจึงเสร็จสิ้นลงในบ้านของมัน ในหนทางนี้ พญานาคใหญ่สีแดงจะสามารถทำการปรนนิบัติเราได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ซึ่งเราจะพิชิตมันและทำให้แผนการของเราครบบริบูรณ์โดยผ่านทางนี้” (“บทที่ 29” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ในยุคสุดท้าย การที่พระเจ้าทรงดำเนินการตามพระราชกิจของพระองค์ในประเทศจีน ซึ่งเป็นถ้ำของพญานาคใหญ่สีแดงนั้น มีนัยสำคัญยิ่งใหญ่ พระเจ้าทรงใช้การปรนนิบัติของพญานาคใหญ่สีแดงเพื่อทำให้ความเชื่อของพวกเราเพียบพร้อมและทำให้ประชากรกลุ่มหนึ่งเพียบพร้อมจนเป็นผู้ชนะ พระเจ้าทรงพระปัญญาอย่างแท้จริง! ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!