36. ถูกทรมานเพราะส่งหนังสือ

กลางดึกคืนหนึ่ง ในฤดูหนาวปี 2015 ผมขับรถเพื่อไปส่งหนังสือพระวจนะของพระเจ้า ที่หัวโค้งถนนบนภูเขา ผมเห็นมาแต่ไกลว่าตำรวจตั้งด่านตรวจยานพาหนะ โดยมีรถตำรวจสามคันจอดอยู่ข้างๆ ผมใจหาย คิดว่า “แย่แล้ว! ในรถมีหนังสือเป็นร้อยเล่ม ถ้าพวกตำรวจเจอเข้า ฉันเสร็จแน่” แต่ตอนกลางคืนเห็นไฟหน้าได้ชัดเจนมาก ดังนั้นถ้าผมวกรถกลับตรงนั้น ตำรวจจะต้องมาตรวจสอบผมแน่นอน แถมตอนนั้นหิมะก็ตกด้วย ถนนบนภูเขาลื่น ถนนก็แคบ ทำให้การวกรถกลับเป็นเรื่องยากมาก ผมขับตรงต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก ผมหวั่นใจมาก จึงรีบอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงดูแลหัวใจของผมและทรงช่วยให้ผมสงบลง ผมฉุกคิดได้ว่าพกมือถือที่เอาไว้ใช้ติดต่อพี่น้องชายหญิงมาด้วย จึงชะลอรถทันที ทำลายมือถือและซิมการ์ดของผม แล้วโยนออกนอกหน้าต่างไป พอไปถึงจุดที่ตำรวจอยู่ หนึ่งในนั้นก็ถามผมว่าในรถมีอะไร ผมพูดว่า “มันฝรั่ง” ตอนนั้นเองที่ตำรวจอีกสองคนเดินเข้ามาและปีนขึ้นไปบนกระบะของรถบรรทุก ผมมองเห็นผ่านกระจกส่องหลังว่า พวกนั้นยกถุงมันฝรั่งพวกนั้นออกมาถุงแล้วถุงเล่า จนเจอกล่องหลายใบที่ซ่อนอยู่ด้านใต้ และหยิบหนังสือออกมาหลายเล่ม จิตใจผมเริ่มปั่นป่วน ผมคิดว่า “จบกันแล้ว คราวนี้ฉันโดนจับได้ หนังสือพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้สำคัญมาก ล้ำค้ามากสำหรับการไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเรา ฉันต้องปกป้องหนังสือ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็เถอะ ฉันจะปล่อยให้หนังสือตกอยู่ในมือของพวกตำรวจไม่ได้” ผมจึงตบเกียร์และเหยียบคันเร่ง อยากจะรีบออกมาจากตรงนั้น แต่เพราะหิมะทำให้ถนนลื่น ล้อจึงไถล และผมไปไหนไม่ได้ ตอนนั้นเองที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งหยิบบางอย่าง ออกมาจากรถตำรวจและโยนมัน ทำให้กระจกหน้าของผมแตก เจ้าหน้าที่สองคนที่ยืนขนาบรถจับประตูไว้และทุบหน้าต่างรถทั้งสองบาน เปิดประตู จากนั้นก็เริ่มใช้กระบองตีไปทั่วศีรษะและลำตัวผมอย่างบ้าคลั่ง พลางพยายามดึงตัวผมออกมาจากรถ พวกมันคนหนึ่งเข้ามาในรถและถีบผมร่วงลงไปกองกับพื้น ใส่กุญแจมือกับเท้าของผมทั้งสองข้าง จากนั้นก็ทุบตีผมอย่างโหดร้าย ด้วยว่าเป็นฤดูหนาว พวกเจ้าหน้าที่ต่างก็สวมรองเท้าบูทตำรวจที่หนาและแข็งมาก เวลาที่พวกนั้นเตะผม รู้สึกเหมือนผมถูกถลกหนังอย่างไรอย่างนั้น จากนั้นพวกมันก็ยัดผมเข้าไปในรถตำรวจ ทั้งๆ ที่มือกับเท้าของผมยังถูกสวมกุญแจอยู่ แล้วจับผมคว่ำหน้าอยู่ตรงช่องว่างระหว่างเบาะหน้ากับเบาะหลัง ผมรู้สึกเหมือนคอจะหัก ผมเจ็บปวดมาก เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ตอนนั้นผมอยู่ในสภาวะสับสนอลหม่าน ผมไม่รู้ว่าพวกตำรวจจะทรมานผมอย่างไรบ้าง พวกมันจะซ้อมผมจนตาย หรือทำผมจนพิการไหม? พวกมันจะลงโทษจำคุกผมหรือเปล่า? ผมจะได้เห็นครอบครัวอีกไหม? ยิ่งคิดผมก็ยิ่งกลัว ขณะที่คิดเรื่องทั้งหมดนี้ จู่ๆ ผมก็ตระหนักว่า เมื่อเผชิญการกดขี่และความยากลำบาก ผมกลับคิดถึงแต่เนื้อหนังและความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ใช่การตั้งมั่นในคำพยานของตนเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย ผมรีบอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์กลัวการถูกทุบตีและถูกส่งเข้าคุก โปรดทรงประทานความเชื่อให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์อยากตั้งมั่นในคำพยานให้พระองค์” หลังจากอธิษฐาน ผมก็จำเพลงนนัสการจากพระวจนะของพระเจ้าได้เพลงหนึ่งที่ว่า

บททดสอบเรียกหาความเชื่อ

1  ขณะก้าวผ่านบททดสอบ เป็นปกติที่ผู้คนย่อมอ่อนแอ หรือมีความเป็นลบภายในตัวพวกเขา หรือไม่ชัดเจนในเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือเส้นทางปฏิบัติ  แต่โดยภาพรวมแล้ว เจ้าต้องมีความเชื่อในพระราชกิจของพระเจ้า และเช่นเดียวกับโยบ เจ้าต้องไม่ปฏิเสธพระเจ้า…

2  …เมื่อไม่สามารถมองเห็นบางสิ่งได้ด้วยตาเปล่า ย่อมต้องมีความเชื่อ เมื่อเจ้าไม่สามารถปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเองได้ ก็ย่อมต้องมีความเชื่อ เมื่อเจ้าไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าพึงทำก็คือมีความเชื่อและมั่นคงในจุดยืน และตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า เมื่อโยบได้มาถึงจุดนี้ พระเจ้าได้ทรงปรากฏต่อเขาและตรัสกับเขา  นั่นคือ เฉพาะเมื่อเจ้ามีความเชื่อเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถมองเห็นพระเจ้า เมื่อเจ้ามีความเชื่อ พระเจ้าก็จะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อม

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

ตอนนั้นผมคิดว่า อยากเอาแบบอย่างโยบและทิ้งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ถึงแม้ว่าผมจะตกอยู่ในกำมือของตำรวจ แต่พวกมันก็เอาชีวิตผมไม่ได้หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต ผมต้องมีความเชื่อในพระเจ้า และไม่ว่าผมจะเป็นทุกข์หนักหนาขนาดไหน และต่อให้สุดท้ายผมต้องตาย ผมก็ต้องตั้งมั่นในคำพยานของตนให้พระเจ้าและทำให้ซาตานอับอาย

พวกมันพาผมไปที่สถานีตำรวจ ที่เจ้าหน้าที่สองคนลากผมไปข้างหน้า โดยจับเท้าผมคนละข้าง แผ่นหลังของผมหันหาพื้น และน้ำหนักตัวทั้งหมดของผมก็อยู่ที่กุญแจมือ ซึ่งบาดลึกลงในเนื้อข้อมือและข้อเท้า ผมรู้สึกเหมือนข้อมือจะหลุดไปตามแรงนั้น พวกมันลากผมเข้าไปในห้องแล้วโยนผมอย่างแรง เหมือนกระสอบไปที่มุมห้อง ผมเจ็บปวดแสนสาหัสไปทั่วทั้งตัว หายใจติดขัด หลังจากนั้นสักพักเจ้าหน้าที่สองคนก็เข้ามา เริ่มเตะหัวและกระทืบผมอย่างแรง พลางพูดเสียงกร้าวว่า “คิดว่าตัวเองเก่งนักเหรอ ถึงกล้าขนส่งหนังสือศาสนาน่ะ? ฉันอาจจะซ้อมแกจนตายได้นะ!” หลายชั่วโมงต่อจากนั้น พวกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเรื่อยๆ ต่อยเตะผมพลางตะโกนคำพูดสามานย์ ด้วยรองเท้าบูทตำรวจหนาๆ การเตะแต่ละครั้งนั้นเจ็บปวดอย่างน่ากลัว เพราะมือกับเท้าของผมถูกสวมกุญแจมืออยู่ ผมจึงไม่อาจหลบหลีกได้เลย—ผมต้องจำใจทน ผมจำพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ได้ที่ว่า “เจ้าควรรู้ว่านี่คือยุคสุดท้าย  ซาตานและหมู่มารออกหาเหยื่อไปทั่ว ราวสิงโตคำราม เที่ยวค้นหาผู้คนมาสวาปาม(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 28)  รัฐธรรมนูญจีนให้เสรีภาพทางความเชื่ออย่างชัดเจน และที่ผมทำก็แค่ขนส่งหนังสือพระวจนะของพระเจ้า ผมไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อไหน แต่ตำรวจกลับจับผมมาและขู่จะเอาชีวิตผมด้วยการทุบตี พรรคคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างแท้จริง! พวกมันซ้อมผมแบบนั้นเพื่อให้ผมกลายเป็นยูดาสและทรยศพระเจ้า ผมจะหลงกลของซาตานไม่ได้ ไม่ว่าผมจะทนทุกข์มากขนาดไหน ผมก็ต้องพึ่งพิงพระเจ้า ตั้งมั่นในคำพยานของตนให้พระเจ้า และทำให้ซาตานอับอาย

ผมถูกซ้อมจนถึงจุดที่มีสภาวะกึ่งหมดสติเกือบจะตลอดเวลา ผมไม่รู้ว่าตำรวจถอดกุญแจมือให้ผมตอนไหน แต่พอผมได้สติ ผมก็สังเกตว่ามือซ้ายกับเท้าซ้ายถูกมัดไว้ด้วยกัน มือขวากับเท้าขวาก็เช่นกัน แถมยังมีเชือกเส้นหนึ่งพาดมาจากหลังคอ และพันรอบต้นขาหลายรอบ พวกมันมัดผมราวกับเงื่อน พิงอยู่กับมุมห้อง ผมเจ็บปวดไปทั้งตัว หายใจติดขัด และศีรษะก็ปวดบวม พวกเจ้าหน้าที่ยังคงเข้ามาซ้อมผมอย่างไม่หยุดพัก บางครั้งสองคนจะมายืนขนาบตัวผม แล้วเตะผมไป มาเหมือนกับลูกฟุตบอล ผมสติพร่าเลือน พอพวกมันเตะผมเบาลง ผมก็ไม่รู้สึกอีกต่อไป เวลาที่พวกมันเตะผมแรงมากหรือตรงจุดที่มีแผลอยู่แล้ว ผมจะรู้สึกสั่นเล็กน้อย เหมือนกับกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านตัวผมไป บางครั้งที่ผมคืนสติ ผมก็ตระหนักว่าเจ็บปวดไปทุกส่วนของร่างกาย นอนหิวและกระหาย เจ็บปวดไปทั้งตัวอยู่บนพื้นที่เย็นเฉียบ ผมนึกสงสัยว่าเมื่อไหร่พวกตำรวจจะจบการทุบตีที่ไม่จบไม่สิ้นนี้เสียที ผมรู้สึกว่าตายเสียจะดีกว่าถูกทรมานแบบนั้น เพราะว่าอย่างน้อยแบบั้น ผมก็จะไม่ต้องทนทุกข์ ขณะที่ผมกำลังมึนงงสับสนอยู่นั้นเอง จู่ๆ เพลงนมัสการชื่อ “การติดตามพระคริสต์ถูกลิขิตไว้โดยพระเจ้า” “พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้พวกเราติดตามพระคริสต์และก้าวผ่านบททดสอบและความทุกข์ลำบาก หากพวกเรารักพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเราควรนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ การก้าวผ่านบททดสอบและความทุกข์ลำบากเป็นไปเพื่อที่จะได้รับพรโดยพระเจ้า และพระเจ้าตรัสว่า ยิ่งเส้นทางที่พวกเราเดินขรุขระมากขึ้นเท่าใด มันก็สามารถแสดงให้เห็นความรักของพวกเราได้มากขึ้นเท่านั้น เส้นทางที่พวกเราเดินวันนี้ได้รับการกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า การติดตามพระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายคือพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากพระพรทั้งหมด” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  ใช่แล้ว เราต้องเดินบนเส้นทางกี่เส้นทางและเราทนทุกข์ในชีวิตนี้มากขนาดไหน พระเจ้าล้วนทรงลิขิตไว้แล้ว ไม่มีใครหนีพ้น พระเจ้าล้วนทรงลิขิตไว้แล้ว ไม่มีใครหนีพ้น การประสบการกดขี่และความยากลำบากเช่นนี้ดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็นสิ่งเลวร้าย แต่อันที่จริงกลับมีประโยชน์ต่อการเติบโตในชีวิตและสามารถช่วยทำให้ความเชื่อของผมเพียบพร้อมได้ ผมเคยผ่าน สถานการณ์อันตรายมาหลายครั้ง ผมจึงคิดว่าตัวเองมีวุฒิภาวะและความเชื่อแล้ว ว่าผมสามารถทนทุกข์และสละตนเองให้แก่พระเจ้าได้ แต่เมื่อเผชิญกับกับการทรมานอันโหดร้ายของพวกตำรวจ ผมกลับกลัวจะถูกซ้อมจนตายหรือพิการ กลัวจะถูกตัดสินโทษจำคุก ผมคิดถึงแต่ผลประโยชน์แห่งเนื้อหนัง และความปลอดภัยของตัวเอง เมื่อสิ่งต่างๆ เจ็บปวดมากเกินไป ผมก็ถึงกับปรารถนาที่จะตายหนีมันไป ถึงจุดนี้ผมก็ตระหนักว่าความเชื่อของตัวเองน่าสมเพชขนาดไหน ว่าผมขาดวุฒิภาวะที่แท้จริงและยิ่งไปกว่านั้น ผมขาดความรักให้ต่อพระเจ้า ความยากลำบากและการกดขี่นี้ ยังทำให้ผมเห็นธรรมชาติเยี่ยงปีศาจที่ชั่วช้าและโหดร้ายของพญานาคใหญ่สีแดงชัดเจนมากขึ้น พรรคคอมมิวนิสต์คุยโตเรื่องเสรีภาพทางความเชื่อของพรรคกับคนภายนอก แต่ที่จริงพรรคจับกุมและข่มเหงบรรดาผู้เชื่ออย่างบ้าคลั่ง และปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงศัตรู พวกเราทุกคนล้วนถูกสร้างโดยพระเจ้า ดังนั้นการมีความเชื่อและการนมัสการพระเจ้าจึงถูกต้องและเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจพวกนี้กลับจับกุมผู้เชื่อและไล่ต้อนพวกเราสู่ความตาย พรรคคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างแท้จริง! ผมได้รับวิจารณญาณแยกแยะมากขึ้นเรื่องแก่นแท้ของพรรคอมมิวนิสต์ ผมคิดถึงบางสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “พระเจ้าจึงทรงกล้าเผชิญอันตรายหลายพันครั้งมากกว่าในช่วงระหว่างยุคพระคุณ เพื่อเสด็จลงมายังแผ่นดินที่พญานาคใหญ่สีแดงอาศัยอยู่เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์เอง โดยทรงสละพระดำริและความใส่พระทัยทั้งหมดของพระองค์เพื่อไถ่ผู้คนกลุ่มที่ยากจนนี้ ผู้คนกลุ่มนี้ที่ติดอยู่ในกองมูล(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานและการเข้าสู่ (4))  ผมเคยอ่านพระวจนะนี้มาก่อน แต่กลับไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง จนกระทั่งการจับกุมครั้งนี้ ผมถึงได้เข้าใจเป็นการส่วนตัว ถึงความยากลำบากอย่างยิ่งยวดที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในประเทศจีนเพื่อความรอดของมนุษย์ ในฐานะที่เป็นเพียงผู้เชื่อที่ติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่ของตัวเอง ผมกลับถูกพรรคคอมมิวนิสต์ทารุณอย่างโหดร้ายแบบนี้ แล้วปีศาจฝูงนี้จะกระทำการโหดร้ายต่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ไปถึงขั้นไหน? แต่แม้แต่ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายเช่นนี้ พระเจ้าก็ยังทรงแสดงความจริงต่อไป ทรงทุ่มเทเต็มที่เพื่อความรอดของมนุษยชาติ ความรักที่พระองค์ทรงมีให้พวกเรานั้นยิ่งใหญ่นัก! พอได้ไตร่ตรองความรักของพระเจ้า ผมก็ตื้นตันและมีกำลังใจอย่างเหลือเชื่อ ผมตกลงใจอย่างเงียบๆ ว่า ไม่ว่าพญานาคใหญ่สีแดงจะใช้กลยุทธ์ใดมาทรมานผม ผมก็จะพึ่งพิงพระเจ้าและตั้งมั่นในคำพยานของตน ถ้าวันหนึ่งผมรอดไปได้ ผมก็จะยังติดตามพระเจ้าและลุล่วงหน้าที่ของตัวเองต่อไปเพื่อทำให้พระองค์พอพระทัย ผมรู้สึกสงบลงมากด้วยความเชื่อและความแข็งแกร่งที่พระวจนะของพระเจ้ามอบให้แก่ผม ผมไม่ตีตนไปก่อนไข้อีกต่อไป และแม้ว่าร่างกายผมจะทนทุกข์อยู่ แต่ในหัวใจของผมกลับรู้สึกสงบ

ผ่านไปสักพัก ไม่รู้ว่านานแค่ไหน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเข้ามาเตะผมสองครั้งเพื่อดูว่าผมยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ผมยังคงถูกมัดกองอยู่ที่มุมห้อง แม้แต่จะผงกหัวขึ้นก็ทำไม่ได้ ผมเห็นแต่เท้าของเขา เจ้าหน้าที่คนนั้นถามผมว่า “แกรู้ไหมว่าที่แกขนส่งเป็นหนังสืออะไร?” ผมตอบว่า “รู้” แล้วเขาถามว่า “แกเป็นผู้เชื่อหรือเปล่า?” ผมตอบว่า “ใช่” หลังจากนั้นเขาก็เค้นถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าหนังสือมาจากไหน จะเอาไปส่งที่ไหน ผมติดต่อกับคนอื่นอย่างไร ผมเคยส่งหนังสือมากี่รอบแล้ว และอื่นๆ อีกมากมาย พอเห็นว่าผมไม่ยอมปริปาก เขาก็เข้ามาเตะผมสองครั้งแล้วพูดว่า “บอกมาเสียดีๆ! คายมาให้หมด แล้วเราจะปล่อยแกไป จะไม่มีการซ้อมอีก!” สองสามวันต่อจากนั้น พวกมันสอบสวนผมด้วยคำถามพวกนั้นไม่หยุด พอพวกมันไม่ได้คำตอบ ก็ซ้อมผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งระหว่างที่พวกมันซักถามผม ผมผงกหัวขึ้นมาดูว่าพวกมันหน้าตาอย่างไร ผลก็คือตำรวจคนหนึ่งต่อยหน้าผม แล้วคว้ากระบองตำรวจที่วางอยู่บนโต๊ะมาทุบก้านคอผม ผมหมดสติไปทันที ตลอดหลายวันที่อยู่ที่นั่น ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองหมดสติไปกี่ครั้ง พวกมันไม่เพียงซ้อมผม แต่ยังทำให้ผมอับอายโดยการไม่อนุญาตให้ผมเข้าห้องน้ำด้วย ครั้งหนึ่งผมร้องขอให้พวกมันปล่อยผมไปเข้าห้องน้ำ แต่การทำแบบนั้นทำให้ผมถูกซ้อมอีกรอบเท่านั้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดกับผมอย่างมุ่งร้ายว่า “อึฉี่รดกางเกงไปนั่นแหละ!” แล้วเขาก็เดินออกไป ผมจึงต้องกลั้นไว้อย่างไม่มีทางเลือก ท้องของผมปวดบวม และภายหลัง ก็ชาจนถึงจุดที่ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ผมไม่รู้ว่าตัวเองกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ตอนไหน แค่รู้สึกว่าร่างกายท่อนล่างเปียกและเย็นราวกับน้ำแข็ง ผมเสียเกียรติมากและอับอายขายหน้าอย่างยิ่งยวด

ตั้งแต่คุมตัวผมมา พวกมันไม่ให้ผมกินอะไรเลย ตอนแรกผมหิวสุดขีด แต่ต่อมาผมก็ไม่อยากอาหารเลย รู้สึกแต่ความเจ็บปวดและไม่สบายตัว ตาของผมบวมจนลืมไม่ได้ แต่ผมรู้สึกได้ว่ามีคนจับปากผมให้อ้าและกรอกน้ำเย็นลงไป ตอนแรกผมก็กระหายน้ำ แต่ผ่านไปสักพักผมก็กลืนน้ำไม่ได้เลย พวกมันจึงกรอกน้ำใส่ปากผม ผมหมดสิ้นเรี่ยวแรง และพอฝืนลืมตานิดหน่อย ก็เห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งรางๆ เขาต่อยอกผมและตะคอกว่า “แกจะพูดไหม?” ผมตอบว่า “ผมพูดสิ่งที่ต้องพูดไปหมดแล้ว จะให้ผมพูดอะไรอีกล่ะ?” จากนั้นเขาก็เริ่มเตะต่อยผมอย่างเกรี้ยวกราด ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกฉีกหนังออก หลังจากเตะต่อยผมเป็นสิบครั้ง เขาก็เตะเข้าที่อกผม รู้สึกเหมือนมีคนกำหัวใจของผมไว้ เจ็บปวดมากจนผมหายใจไม่ออก แล้วเขาก็คว้าคอเสื้อผม กดผมเข้ากับมุมห้อง และต่อยผมที่หัว อก และท้องอย่างแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ผมไม่รู้ว่าเขาต่อยผมกี่ครั้งหรือนานแค่ไหน รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปช้ามากๆ เขาบ้าเลือดขึ้นเรื่อยๆ ผมหมดสติไปหลายครั้ง ตอนนี้ชาจนไม่รู้สึกเจ็บปวด ผมเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งตีขึ้นมาจากท้อง และสุดท้ายสุดก็ กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ และมันก็เริ่มพุ่งออกมาจากปากของผม ผมได้ยินรางๆ ว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นตะโกนว่า “ใครก็ได้มานี่หน่อย มันกระอักเลือด!” หลังจากนั้นผมก็หมดสติไป และไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น พอผมได้สติ ผมก็เห็นว่าเสื้อของผมเปื้อนเลือดไปหมด ผมมึนงงและไม่รู้ว่าหมดสติไปอีกเมื่อไร เมื่อผมฟื้นคืนสติ ผมก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับเขยื้อน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ผมคิดว่าคงไม่รอดแล้ว ซึ่งน่าเป็นกังวลมาก ตอนนั้นเอง บางอย่างจากพระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นในจิตใจผมอย่างแจ่มชัด พระเจ้าตรัสว่า “เราคือสิ่งรองรับของเจ้า และคือโล่ของเจ้า และทุกสิ่งอยู่ในมือของเรา(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 9)  ใช่แล้ว ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และพระเจ้าทรงตัดสินว่าผมจะอยู่หรือตาย ผมจำได้ว่าตอนที่โยบถูกทดสอบ ซาตานโจมตีเขา ทำให้เกิดฝีแสนเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว แต่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานพรากชีวิตของโยบไป และซาตานก็ไม่กล้าล้ำเส้น ผมนึกย้อนไปถึงวันเวลาตั้งแต่ผมถูกจับ แม้ว่าตำรวจจะซ้อมผมไม่หยุดมาตลอด และ ผมไม่รู้ว่าตัวเองหมดสติไปกี่ครั้งแล้ว แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะความดูแลและความคุ้มครองของพระเจ้า ผมเห็นจริงๆ ว่าชีวิตและความตายของพวกเราล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และหากพระองค์ไม่ทรงอนุญาต ซาตานก็พรากชีวิตของพวกเราไปไม่ได้ พระวจนะของพระเจ้ามอบความเชื่อและความแข็งแกร่งให้ผม และผมอธิษฐานในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์พร้อมฝากชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์”

ตลอดหลายวันที่ผมหมิ่นเหม่ระหว่างชีวิตและความตาย สิ่งที่ทำให้ผมกังวลใจที่สุดในขณะเผชิญความตายคือภรรยาและลูกของผม ในปี 2012 ตำรวจไปที่บ้านของผมเพื่อจับกุมผมเพราะความเชื่อของผม แต่โชคดีที่วันนั้นผมไม่อยู่บ้าน ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่กล้ากลับไป และผมก็ไม่ได้เจอหน้าพวกเขามาสามปีแล้ว ผมครุ่นคิด ว่าถ้าผมตาย ผมก็จะไม่สามารถพบพวกเขาได้อีก ผมไม่สามารถอยู่ดูแลพวกเขาที่บ้านได้มาหลายปี ผมไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง และลูกสาวของพวกเราก็ยังป่วยอยู่ อนาคตพวกเขาจะอยู่ต่อไปอย่างไร? ความคิดนี้ทำให้ผมอยากร้องไห้ แต่ผมก็ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะทำแบบนั้น ต่อมา ผมนึกถึงเพลงนมัสการเพลงหนึ่งที่ผมร้องบ่อยๆ ชื่อว่า “คร่ำครวญให้โลกที่น่ารันทด “มนุษย์มีบ้านของเขา สถานที่อันสุขสบาย ถึงกระนั้น พระเจ้าก็ไม่มีที่ให้วางพระเศียรของพระองค์ กี่คนที่มอบถวายตัวพวกเขาเอง?  พระองค์ทรงพบพานความหนาวเย็นมามากพอแล้ว ทรงสู้ทนความทุกข์ของโลกทั้งใบ ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดแสดงความเห็นใจ  ด้วยความเป็นห่วงมนุษย์ พระเจ้าทรงวิ่งเต้นท่ามกลางพวกเขาและทรงพระราชกิจต่อไป อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ใครเล่าเจียดความคิดให้พระเจ้าบ้าง?  ถึงแม้ฤดูกาลจะมาและไป พระองค์ก็ทรงมอบทุกสิ่งเพื่อมนุษยชาติ ผู้ใดเคยถามถึงความชูใจของพระองค์?  มนุษย์ช่างเรียกร้องจากพระเจ้า!  ไม่เคยคิดถึงน้ำพระทัยของพระองค์ ชื่นชมชีวิตครอบครัวที่มีความสุข แต่เหตุใดพวกเขาทำให้พระองค์ร่ำไห้?” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  เพลงนี้ทำให้ผมซาบซึ้งใจจริงๆ และผมรู้สึกว่าผมติดหนี้พระเจ้าแค่ไหน พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ทรงปรากฏ และทรงพระราชกิจในประเทศแห่งพญานาคใหญ่สีแดงนี้เพื่อความรอดของพวกเรา พระองค์ทรงถูกพรรคคอมมิวนิสต์กดขี่และตามล่า ถูกคนในยุคนี้ปฏิเสธ และไม่มีที่ไหนให้พระองค์ทรงเอนนอน พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงครองราชย์สูงสุดและมีเกียรติ แต่ทนความอับยศใหญ่หลวงเพื่อความรอดของพวกเรา จ่ายราคามหาศาลเพื่อพวกเรา ความรักที่พระองค์มีให้มวลมนุษย์ช่างยิ่งใหญ่นัก! ตลอดหลายปีนั้นผมเป็นผู้เชื่อ และได้ชื่นชมการให้น้ำและการหล่อเลี้ยงจากพระวจนะของพระองค์อย่างมากล้น แต่พอผมเผชิญการกดขี่และความยากลำบาก ในหัวใจของผมกลับไม่มีพื้นที่สำหรับพระเจ้าเลย ผมไม่ได้คิดถึงวิธีตั้งมั่นในคำพยานของตนให้พระเจ้าและทำให้ซาตานอับอาย ผมคำนึงถึงแต่เนื้อหนังและครอบครัวของตัวเอง ผมถึงกับรู้สึกว่าความทุกข์นี้ไม่เป็นธรรมกับผม ผมเห็นว่าตัวเองไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจจริงๆ ที่จริง ความยากลำบากนี้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของผม เปิดโอกาสให้ผมเห็นความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของตัวเอง และช่วยให้ความเชื่อในพระเจ้าของผมเติบโตขึ้น ขณะที่ผมไตร่ตรองความรักของพระเจ้า ผมก็รู้สึกตื้นตันและมีกำลังใจมาก และผมก็สาบานว่า จะใช้ชีวิตนี้เพื่อพระเจ้า และมีชีวิตเพื่อสนองพระทัยพระเจ้า ไม่ว่าผมต้องทนทุกข์มากขนาดไหน ต่อให้ผมต้องตาย ผมก็จะพึ่งพิงพระเจ้าและตั้งมั่นในคำพยานของตนให้พระองค์

ตำรวจใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนในการพยายามเค้นข้อมูลจากผม ผมจำได้ว่าวันหนึ่ง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งนำชามใส่ข้าวครึ่งหนึ่งและใส่มะเขือเทศครึ่งหนึ่งมาให้ผม และพูดว่า “คุณไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน เป็นทุกข์และถูกซ้อมมากขนาดนี้เพื่ออะไร? คุณไม่ได้ฆ่าคนหรือวางเพลิงสักหน่อย คุณถูกซ้อมมามากแล้ว—มันไม่คุ้มค่าหรอก ตอนนี้คุณตัวเหม็นกว่าขอทานข้างถนนเสียอีก แค่บอกสิ่งที่คุณรู้มาแล้วคุณก็ไม่ต้องทนทุกข์อีก คุณจะได้กลับบ้านไปอยู่กับภรรยาและลูกไง” เขาพูดต่อไปว่า “คุณได้หนังสือพวกนั้นมาจากไหน? คุณจะเอาหนังสือพวกนั้นไปส่งที่ไหน? แค่ตอบมาสักคำถามหนึ่ง เราก็จะปล่อยคุณไปทันที” ผมยังคงไม่ปริปาก เขาจึงเตะผมสองครั้งและตะคอกว่า “ไอ้ก้อนเนื้อโสโครก! อยากถูกซ้อมนักใช่ไหม! แทบจะพูดได้ไม่เป็นคำอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ปริปากนะ” ผมคิดว่า ไม่ว่ายังไง ผมก็หักหลังพี่น้องชายหญิงไม่ได้เด็ดขาด ผมจะเป็นยูดาสและทรยศพระเจ้าไม่ได้ พอเห็นว่าผมไม่ยอมพูดอะไรเลย เขาก็หันหลังเดินออกไป มือกับเท้าของผมถูกมัดอยู่ตลอดเวลา ผมขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง ทนรับการดูหมิ่นและการซ้อมของพวกมัน ผ่านไปสักพักผมก็เริ่มรู้สึกทุกข์ใจและอ่อนแออย่างเหลือล้น ผมบาดเจ็บสาหัสจากการทุบตีและหมดสติบ่อยครั้ง เวลาที่ผมมีสติครบถ้วน ผมจะอธิษฐานถึงพระเจ้า และหลายครั้งก็สามารถนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าได้สองสามบทตอน มีพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่กระทบใจผมอย่างลึกซึ้งเป็นพิเศษ พระเจ้าตรัสว่า “เส้นทางที่พระเจ้าทรงนำเราไปไม่ได้เป็นเส้นตรงตลอด แต่เป็นถนนคดเคี้ยวซึ่งเต็มไปด้วยหลุมบ่อ และพระเจ้าตรัสว่า ยิ่งถนนขรุขระมากขึ้นเท่าไร มันยิ่งสามารถเผยถึงหัวใจรักของพวกเราได้มากขึ้นเท่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เส้นทาง… (6))  “จงอย่ากลัวในเรื่องนั้นเรื่องนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จอมทัพจะอยู่กับเจ้าอย่างแน่นอน พระองค์ทรงเป็นกำลังหนุนของพวกเจ้า และพระองค์คือโล่ของเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 26)  เมื่อผมคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า ผมก็รู้สึกว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่กับผมตรงนั้น ทรงชี้แนะผม พระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่ให้ความเชื่อและความแข็งแกร่งแก่ผม ช่วยให้ผมก้าวต่อไป ผมอธิษฐานในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า! ที่ข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ล้วนเป็นเพราะการดูแลและการคุ้มครองของพระองค์ ข้าพระองค์ขอขอบคุณพระองค์!”

วันต่อมา ตำรวจเห็นว่าผมมาถึงขีดจำกัดของตัวเองแล้ว พวกมันจึงหิ้วผมเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ล้างตัวผมด้วยสายยางฉีดน้ำ แล้วนำกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ผมลงชื่อ สายตาผมพร่าเลือนมาก อ่านออกเพียงหนึ่งบรรทัดอย่างมึนงง พวกมันตั้งข้อหาผมว่า ขนส่งของผิดกฎหมาย เชื่อในลัทธิ และก่อความไม่สงบในสังคม พอผมไม่ยอมลงชื่อ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็จับมือผม กดประทับรอยนิ้วมือลงไป ผ่านไปสักพัก ไม่รู้ว่านานแค่ไหน พวกมันก็เอาถุงมาคลุมหัวผม จับผมใส่รถตำรวจ ขับพาไปที่ไหนสักแห่ง จากนั้นก็ถีบผมลงจากรถ กว่าผมจะยืนขึ้นและถอดถุงที่คลุมหัวออก รถตำรวจก็ไปไกลแล้ว ผมเดินไปสองสามก้าว จากนั้นก็ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อจริงๆ ทำได้แค่นั่งอยู่ข้างถนน หลังจากทรุดลงหลายครั้ง สุดท้ายผมก็กลับมาถึงห้องที่ผมเช่าอยู่ ผมเดินลำบากมาก และเวลาจะขึ้นรถ ผมก็ต้องค่อยๆ กระเถิบเข้าไป ผมมีหนวดเครายาวออกมา คนขับรถจึงคิดว่าผมเป็นคนแก่และยื่นมือเข้าช่วย ต่อมาเมื่อผมได้ดูปฏิทิน ผมก็ตระหนักว่าผมถูกทรมานอยู่ที่สถานีตำรวจเป็นเวลาแปดวัน หากไม่ใช่เพราะการคุ้มครองของพระเจ้า ผมก็คงไม่มีทางรอดออกมาได้ พอผมกลับถึงที่พัก ผมก็ทำได้แค่นอนลงบนเตียง ผมเจ็บระบมไปทั้งตัว เนื้อตัวมีรอยเขียวช้ำไปหมด ซึ่งรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อ เวลาไปแตะใส่ กดตุ่มเนื้อพวกนี้แค่เบาๆ ก็เจ็บปวดแสนสาหัส ผมได้แต่นอนอยู่ตรงนั้น จนวันที่สิบผมจึงสามารถลุกขึ้นเดินได้ และวันที่สิบห้าผมจึงจะมีแรงหยิบหนังสือพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมาอ่าน ตอนแรกแค่หน้าเดียวก็อ่านไม่จบ ได้เพราะการนั่งทำให้ผมปวดหลัง และผมไม่มีเรี่ยวแรงที่จะยกหนังสือขึ้นเวลาเอนหลังลง แต่ละครั้งผมอ่านได้แค่สามหรือสี่นาทีเท่านั้น

หลังการปล่อยตัว ผมถูกจับตาดูอยู่ตลอด และตำรวจก็คอยโทรมารังควานผม ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง แม่ของผมล้มป่วยและผมกลับไปบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมแม่ ผลก็คือวันต่อมาตำรวจโทรมาถามผมว่าทำไมผมถึงกลับไปบ้าน เมื่อคิดว่าผมบาดเจ็บสาหัสขนาดไหน ว่าผมไม่สามารถติดต่อกับพี่น้องชายหญิงหรือทำหน้าที่ใดๆ ได้ มันหนักหนาสำหรับผมมาก ผมไม่รู้ว่าผมจะอยู่ต่อไปแบบนั้นได้อย่างไร ขณะที่ผมรู้สึกทุกข์ใจอย่างแท้จริงนั้นเอง ผมก็ได้อ่านบางอย่างในพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงอ้างถึงว่าเป็น ‘ผู้ชนะ’ คือผู้ที่ยังคงสามารถตั้งมั่นในการเป็นพยานของตน และคงไว้ซึ่งความมั่นใจดั้งเดิมและการอุทิศตนที่พวกเขามีต่อพระเจ้าเมื่ออยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานและในขณะที่ถูกซาตานล้อมไว้ นั่นคือ เมื่อพวกเขาพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางกองกำลังแห่งความมืด  หากเจ้ายังคงสามารถรักษาหัวใจให้บริสุทธิ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และคงไว้ซึ่งความรักอันจริงแท้ที่เจ้ามีต่อพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังตั้งมั่นในการเป็นพยานของตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงหมายถึงการเป็น ‘ผู้ชนะ’… การถวายร่างกายฝ่ายวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์และพรหมจารีบริสุทธิ์แด่พระเจ้าหมายถึงการรักษาหัวใจที่จริงใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  สำหรับมวลมนุษย์ ความจริงใจคือความบริสุทธิ์ และความสามารถที่จะจริงใจต่อพระเจ้าคือการรักษาความบริสุทธิ์  นี่คือสิ่งที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  เมื่อเจ้าควรที่จะอธิษฐาน เจ้าจงอธิษฐาน เมื่อเจ้าควรที่จะชุมนุมกันในการสามัคคีธรรม เจ้าจงทำเช่นนั้น เมื่อเจ้าควรที่จะร้องเพลงสรรเสริญ เจ้าจงร้องเพลงสรรเสริญ และเมื่อเจ้าควรขัดขืนเนื้อหนัง เจ้าก็ขัดขืนเนื้อหนัง  เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็อย่าทำแค่พอให้พ้นตัว เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าก็จงตั้งมั่น  นี่คือการอุทิศตนต่อพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรธำรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้า)  พระวจนะของพระเจ้ามอบความเชื่อและความแข็งแกร่งให้ผมและทำให้หัวใจของผมกระจ่างขึ้น ไม่ว่าพญานาคใหญ่สีแดงจะข่มเหงผมอย่างไร ไม่ว่าผมจะสามารถติดต่อกับสมาชิกคริสตจักรคนอื่นๆ หรือทำหน้าที่ได้หรือไม่ และไม่ว่าจุดจบของผมจะเป็นอย่างไร ผมก็จะติดตามพระเจ้าจนถึงที่สุด

การทรมานอย่างโหดร้ายของตำรวจทำให้ผมมีปัญหาสุขภาพมากมาย หมอคนหนึ่งบอกว่าลิ้นหัวใจของผมเสียหาย ทำให้เลือดไหลเข้าสู่หัวใจน้อยลง และตับ ถุงน้ำดี ม้าม และไตของผมก็มีปัญหา เขาบอกว่าพูดง่ายๆ คือร่างกายผมทรุดโทรมมาก ก่อนหน้านั้นผมมีสุขภาพดีมาก แต่ตอนนี้แค่จะเดินขึ้นบันไดช่วงเดียว แม้จะไม่ถืออะไรเลย ก็ทำเอาผมหอบ และเจ็บหัวใจแล้ว ช่วงแรกหลังจากพวกมันปล่อยตัวผม ผมรู้สึกเหมือนกระหม่อมถูกดึงออกไป มันเจ็บปวดมาก และถ้าแตะโดนนิดเดียวก็จะเจ็บกว่าเดิม หลังจากดื่มยาจีนไปมากกว่า 80 ห่อ ในที่สุดอาการปวดหัวของผมก็ทุเลาลงนิดหน่อย แถมรู้สึกเหมือนท้องจะร่วงออกมาจากตัวผม มันเจ็บปวดสาหัส และผมปัสสาวะเป็นเลือดนานสองวัน ตอนนั้น ผมไม่มีเงินไปหาหมอ และคิดว่าตัวเองอาจจะไม่รอดจริงๆ ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าข้าพระองค์จะอยู่หรือตายล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่ว่าข้าพระองค์จะรอดไปได้หรือไม่ ข้าพระองค์ก็ขอขอบคุณพระองค์” แล้วผมก็ต้องประหลาดใจเมื่อผมหยุดปัสสาวะเป็นเลือดหลังจากกินยาแก้อักเสบอยู่สามวัน

แม้ว่าผมจะทนทุกข์ตอนที่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์จับและทรมาน แต่ผมก็ได้รับประโยชน์มหาศาลจริงๆ แปดวันในนรกนั้น แสดงให้ผมเห็นอย่างชัดเจนว่าพรรคคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจที่ต่อต้านพระเจ้า ผมเป็นเพียงคริสเตียนที่ถ่อมตัวทั่วไป ซึ่งทำตามกฎหมายและไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น ผมก็แค่อยากปฏิบัติความเชื่อของผม ไล่ตามเสาะหาความจริง ได้รับความรอดจากพระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างสุดความสามารถ ถึงกระนั้น ตำรวจพรรคคอมมิวนิสต์ก็จับกุมผมและเกือบฆ่าผม พรรคคอมมิวนิสต์อยากใช้การข่มเหงที่โหดร้ายและรุนแรงเพื่อทำให้บรรดาผู้เชื่อกลัว ผู้คนจะได้ไม่กล้ามีความเชื่อและติดตามพระเจ้า และเป็นเหตุให้พระราชกิจแห่งความรอดของพระเจ้าย่อยยับ แต่ยิ่งมันลงมือทำการข่มเหงแบบนั้น พวกเราก็ยิ่งเห็นความชั่วช้าและความโหดร้ายของมัน ยิ่งเกลียดชังและปฏิเสธมัน และเราก็ยิ่งถวิลหาแสงสว่าง การมาถึงของราชอาณาจักรของพระเจ้า และวันที่ความเป็นธรรมและความยุติธรรมจะเป็นใหญ่บนโลก สิ่งนี้ทำให้ผมได้มีประสบการณ์ความรักของพระเจ้าด้วย หากไม่ใช่เพราะการคุ้มครองของพระเจ้าและการชี้แนะจากพระวจนะของพระองค์ ก็ไม่มีทางที่ผมจะสามารถมีชีวิตรอดพ้นออกมาจากรังปีศาจนั้นได้ ผมซาบซึ้งในพระคุณของพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ และอยากไล่ตามเสาะหาความจริงและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า

ก่อนหน้า: 35. ทำไมฉัน ถึงโอหังนัก

ถัดไป: 38. บทเรียนที่ได้รับจากความล้มเหลว

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger