11. เราควรใช้ชีวิตตามคุณธรรมดั้งเดิมหรือไม่?

โดยเอ็ดวีช ประเทศฝรั่งเศส

สมัยเรียนประถม มีงานเขียนชิ้นหนึ่งที่กินใจฉันมาก เรื่องราวของขงหยงที่ยอมสละลูกแพร์ ขงหยงยกลูกแพร์ลูกใหญ่ที่สุดให้กับพี่ชายและน้องชายของเขา โดยเก็บลูกเล็กที่สุดไว้ให้ตัวเอง ทำให้เขาได้รับคำชมเชยจากพ่อ เรื่องราวของเขาถูกบันทึกไว้ในหนังสือกลอนจีนสามพยางค์ ตอนนั้นฉันชื่นชมการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของเขามาก และบอกตัวเองให้เป็นเด็กแบบนั้นด้วย ดังนั้นตั้งแต่สมัยเด็ก ถ้าฉันมีอะไรที่อร่อยหรือสนุกเป็นพิเศษ ถึงแม้จะอยากเก็บสิ่งนั้นไว้เอง ฉันจะเลียนแบบขงหยงและยกสิ่งนั้นให้กับพี่สาวและน้องสาวของฉัน โดยไม่เคยแย่งชิง พี่สาวและน้องสาวฉันชอบฉันมากเพราะเรื่องนี้ และพวกผู้ใหญ่ก็ยิ่งชมเชยฉัน โดยบอกให้เด็กคนอื่นเรียนรู้จากฉัน เรื่องนี้ทำให้ฉันคิดว่านี่คือคุณสมบัติของมนุษย์ที่ผู้คนพึงมี หลังจากเชื่อในพระเจ้า ฉันก็เข้ากับพี่น้องชายหญิงได้ด้วยวิธีนี้เช่นกัน ทั้งในหน้าที่และในชีวิต ฉันไม่เคยแย่งชิงอะไรเลย ฉันเห็นผู้อื่นสำคัญกว่าเสมอในทุกสิ่ง จึงเป็นที่ชื่นชอบในหมู่พี่น้องชายหญิง และทุกคนบอกว่าฉันเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ไม่เห็นแก่ตัว และคำนึงถึงผู้อื่น ฉันภูมิใจในตัวเองมากที่ประพฤติตัวแบบนี้ และคิดเสมอว่าความเป็นมนุษย์ของตัวเองนั้นดี ต่อมาหลังจากได้รู้ข้อเท็จจริงบางประการ ในที่สุดฉันก็เข้าใจทัศนะที่คลาดเคลื่อนของตัวเองอยู่บ้าง

ในเดือนมกราคม ปี 2022 เนื่องจากมีความต้องการด้านงานข่าวประเสริฐ จึงต้องค้นหาคนทำงานข่าวประเสริฐและให้น้ำใหม่จำนวนมาก ฉันจึงจำเป็นต้องหาคนทำงานให้น้ำที่เหมาะนำมาบ่มเพาะอยู่ตลอด บางครั้งเมื่อพบพี่น้องชายหญิงที่เหมาะทำงานให้น้ำ คนทำงานข่าวประเสริฐจะเข้าถึงพวกเขาก่อนฉันหนึ่งก้าว สิ่งนี้ทำให้ฉันเป็นทุกข์มาก แต่ฉันก็อายเกินกว่าจะพูด เพราะคิดว่าทุกคนจะคิดว่าฉันเห็นแก่ตัวและชอบแข่งขัน ดังนั้นฉันคิดหาวิธีได้วิธีหนึ่ง ฉันจงใจส่งข้อความไปหามัคนายกให้น้ำ บอกเขาว่าคนที่เหมาะทำงานให้น้ำถูกคนทำงานข่าวประเสริฐแย่งไป สิ่งนี้ทำให้มัคนายกให้น้ำมีอคติต่อคนทำงานข่าวประเสริฐ และทำให้พวกเขาร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวไม่ได้ เมื่อผู้นำระดับสูงทราบเรื่องนี้ เธอก็ตัดแต่งฉันอย่างรุนแรง และเปิดโปงฉันเรื่องพูดจาสร้างความแตกแยกและขัดขวางงานคริสตจักร ฉันเศร้าจากการถูกตัดแต่ง แต่ก็ไม่ทบทวนหรือรู้จักตัวเองในแง่ไหนเลย

ต่อมา ฉันได้ยินว่าพี่น้องหญิงชื่อไลส์มีขีดความสามารถและความเข้าใจที่ดี จึงเหมาะทำงานให้น้ำมาก ฉันไปหาผู้นำคริสตจักรเพื่อขอให้ย้ายพี่น้องหญิงคนนี้มาให้น้ำผู้มาใหม่ แต่เพราะต้องการคนประกาศข่าวประเสริฐอย่างเร่งด่วน ผู้นำคริสตจักรจึงส่งไลส์ไปปฏิบัติหน้าที่นั้น เมื่อได้ยินข่าวนี้ ฉันก็รู้สึกน้อยใจมากและอยากคุยกับผู้นำคริสตจักรเรื่องนี้ แต่ก็คิดว่าถ้าทำ พี่น้องชายหญิงจะคิดว่าฉันเห็นแก่ตัวและชอบแย่งชิง ฉันบอกตัวเองว่า “ไม่ ฉันจะไม่ทำ แบบนั้นฉันจะดูเอื้อเฟื้อและมีไมตรีจิต” ฉันจึงระงับความขุ่นเคืองของตัวเอง โดยพูดอย่างหน้าซื่อใจคดว่าฉันดีใจกับไลส์ และทั้งงานให้น้ำและงานข่าวประเสริฐเป็นงานของคริสตจักร ไม่นานหลังจากนั้น ฉันได้ยินผู้นำคริสตจักรพูดว่า “พี่น้องชายเจอโรมมีขีดความสามารถที่ดีและมีความเข้าใจที่บริสุทธิ์” ฉันอยากให้พี่น้องชายคนนี้มาให้น้ำผู้มาใหม่ แต่คาดไม่ถึงว่าผู้นำคริสตจักรจะบอกว่าเธอได้ส่งเขาไปเป็นคนทำงานข่าวประเสริฐแล้ว ฉันทนไม่ได้อีกต่อไป คราวก่อนเธอก็ขอให้ไลส์ไปประกาศข่าวประเสริฐ ทำไมเธอถึงมอบหมายให้เจอโรมไปทำงานข่าวประเสริฐด้วยล่ะ?  เราต้องการคนมาทำงานให้น้ำนะ ฉันจึงเล่าสถานการณ์นี้ให้ผู้นำคริสตจักรฟัง หลังจากฟังจบ เธอก็พูดว่า “ในเมื่อเขาจำเป็นต้องทำงานให้น้ำมากกว่า ฉันจะยกเจอโรมให้คุณ” แต่ฉันตระหนักว่าเพราะผู้นำคริสตจักรได้ส่งเขาไปทำงานข่าวประเสริฐแล้ว หากฉันยืนกรานที่จะแย่งเขา คนทำงานข่าวประเสริฐอาจจะบอกว่าฉันเห็นแก่ตัวและยืนกรานที่จะแย่งคนเก่งๆ ฉันจึงตัดสินใจปล่อยให้เขาประกาศข่าวประเสริฐ นี่จะแสดงให้เห็นว่าฉันมีความเป็นมนุษย์ที่ดี ว่าฉันไม่เห็นแก่ตัว และคำนึงถึงผู้อื่นเป็น ฉันส่งข้อความในกลุ่มว่าเจอโรมจะเป็นคนทำงานข่าวประเสริฐที่ดี และส่งอีโมจิแสดงความดีใจและยินดีไปเป็นชุด แท้จริงแล้ว ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการเสแสร้ง ฉันอารมณ์เสียมากและบ่นไม่หยุด ผู้นำคิดได้ยังไงว่ามีแต่งานข่าวประเสริฐที่ต้องการบุคลากรที่ดี?  เธอไม่เห็นความลำบากยากเย็นที่แท้จริงของเรา ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ

ไม่กี่วันต่อมา เกิดอย่างอื่นขึ้น ผู้นำขอให้เรารายงานเรื่องบุคลากรที่เพิ่งได้รับการบ่มเพาะ ฉันเห็นว่าคนทำงานข่าวประเสริฐบ่มเพาะผู้คนมากกว่าพวกเราที่เป็นคนทำงานให้น้ำ และฉันก็ทนไม่ได้อีกต่อไป ความไม่พอใจและความคับข้องใจผุดขึ้นมาในใจฉันทันที ฉันนึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะบ่มเพาะผู้คนได้มากขนาดนี้ ฉันยอมให้พวกเขาได้ไลส์กับเจอโรมไปด้วยซ้ำ ไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว!  ตอนนี้มีคนทำงานข่าวประเสริฐมากกว่าคนทำงานให้น้ำ เมื่อคิดถึงผู้มาใหม่จำนวนมากในอนาคต และคนทำงานให้น้ำที่เรามีน้อยนิด ฉันก็รู้สึกกดดันมาก และมีอคติต่อผู้นำ รู้สึกเหมือนว่าเธอคิดถึงแต่งานข่าวประเสริฐ และไม่มีใครคิดถึงงานให้น้ำเลย ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งรู้สึกเศร้า และอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ เมื่อเห็นมัคนายกข่าวประเสริฐและผู้นำคริสตจักรพูดคุยในกลุ่มเรื่องผู้มาใหม่อย่างกระตือรือร้น ฉันก็รู้สึกเหมือนเป็นคนนอก ฉันรู้สึกหงุดหงิดมากจนถึงกับอยากจะออกจากกลุ่ม วันนั้นตอนเที่ยงฉันทุกข์ใจมากจนกินอะไรไม่ลง ฉันนอนร้องไห้อยู่คนเดียวบนเตียง ฉันรู้สึกว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันจะต้องป่วยแน่ๆ เมื่อพี่น้องหญิงคนหนึ่งเห็นสภาวะของฉัน ก็บอกว่าฉันไม่พูดจาอย่างตรงไปตรงมาและอำพรางตัวเอง เพื่อให้คนอื่นคิดว่าฉันเป็นคนใจบุญและยกย่องฉัน หลังจากพี่น้องหญิงเตือนสติ ในที่สุดฉันก็เริ่มทบทวนตัวเอง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าอันที่จริงแล้วฟาริสีคืออะไร?  มีพวกฟาริสีรอบตัวพวกเจ้าบ้างหรือไม่?  เหตุใดผู้คนเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า ‘พวกฟาริสี’?  มีการบรรยายถึงพวกฟาริสีไว้ว่าอย่างไร?  พวกเขาเป็นผู้คนที่หน้าซื่อใจคด ปลอมอย่างสิ้นเชิง และเล่นละครตบตาในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ  พวกเขาแสดงละครอันใด?  พวกเขาแสร้งทำตัวเป็นคนดี ใจดี และเป็นบวก  พวกเขาเป็นเช่นนี้จริงๆ หรือไม่?  ไม่ใช่อย่างแน่นอนที่สุด  ด้วยเหตุว่าพวกเขาเป็นพวกหน้าซื่อใจคด ทุกสิ่งทุกอย่างที่สำแดงและเปิดเผยในตัวพวกเขาจึงเทียมเท็จ เป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น—ไม่ใช่ใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขา  ใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาซ่อนอยู่ที่ใด?  ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ ภายในหัวใจของพวกเขา โดยที่ผู้อื่นไม่มีวันพบเห็น  ทุกสิ่งทุกอย่างภายนอกคือการแสดง ล้วนเทียมเท็จทั้งสิ้น แต่พวกเขาก็หลอกได้เฉพาะผู้คนเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถหลอกพระเจ้า… สำหรับผู้อื่นแล้ว ผู้คนเช่นนี้ดูเหมือนจะเปี่ยมศรัทธาและถ่อมใจอย่างมาก แต่อันที่จริงแล้วเป็นเท็จ พวกเขาดูเหมือนยอมผ่อนปรน อดกลั้น และเปี่ยมรัก แต่อันที่จริงแล้วกลับเป็นการเสแสร้ง พวกเขาบอกว่าตนรักพระเจ้า แต่ที่จริงแล้วนี่คือการแสดงละคร  ผู้อื่นคิดไปว่าผู้คนเช่นนี้บริสุทธิ์ แต่ตามจริงแล้วนี่เป็นเท็จ  จะหาบุคคลที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงพบได้ในที่ใดกัน?  ความบริสุทธิ์ของมนุษย์ล้วนปลอมทั้งสิ้น  ทั้งหมดคือการแสดง การเสแสร้ง  ภายนอกแล้วพวกเขาดูเหมือนทุ่มเทอุทิศให้พระเจ้า แต่อันที่จริงแล้ว พวกเขาเพียงแค่กำลังแสดงให้ผู้อื่นมองเห็น  เมื่อไม่มีใครกำลังมองดูอยู่ พวกเขาก็ไม่ทุ่มเทอุทิศแม้แต่น้อย และทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำก็เป็นแบบสุกเอาเผากิน  ดูภายนอกแล้ว พวกเขาสละตนเองเพื่อพระเจ้าและยอมทิ้งครอบครัวและอาชีพของพวกเขา  แต่พวกเขากำลังลอบทำสิ่งใดอยู่?  พวกเขากำลังดำเนินธุรกิจของพวกเขาเองและกิจการของพวกเขาเองอยู่ในคริสตจักร หากินกับคริสตจักร และลอบลักเครื่องบูชาโดยแสร้งทำเป็นว่ากำลังทำงานเพื่อพระเจ้า…  ผู้คนเหล่านี้คือพวกฟาริสียุคใหม่ที่หน้าซื่อใจคด(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หกข้อบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของชีวิต)  “หากสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาคือความจริง สิ่งที่เจ้าปฏิบัติคือความจริง และพื้นฐานการพูดและการกระทำของเจ้าคือพระวจนะของพระเจ้า คือหลักธรรมความจริง และหากผู้อื่นสามารถได้ประโยชน์และได้รับจากเจ้า นั่นย่อมจะเป็นผลดีต่อพวกเจ้าทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือ?  หากเจ้าดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้พันธนาการของวัฒนธรรมดั้งเดิม และภายนอกเจ้าก็ทำตัวสุภาพอ่อนน้อม พินอบพิเทา ใช้ชีวิตตามพฤติกรรมอันดีงามที่วัฒนธรรมดั้งเดิมส่งเสริมเท่านั้น แต่ในหัวใจของเจ้ากลับเต็มไปด้วยการหลอกลวง เล่ห์เหลี่ยม และความรักใคร่เอ็นดูจอมปลอม—ถ้าพฤติกรรมภายนอกของเจ้าดูเหมือนจะถูกควร แต่กลับสำแดงถึงความหน้าซื่อใจคดทั้งสิ้น หลอกลวง ชักพาให้หลงผิด และเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ยินคำสัตย์จริงสักคำจากปากของเจ้า เช่นนั้นแล้วผู้อื่นก็ถูกเจ้าหลอกง่ายเกินไปแล้ว!  ผลของการคบค้าสมาคมกับคนอย่างเจ้าย่อมเป็นเช่นใด?  พฤติกรรมของเจ้าดูเหมือนดีงามมาก แต่เมื่อผู้อื่นมีปฏิสัมพันธ์และจัดการสิ่งต่างๆ ร่วมกับเจ้า พวกเขากลับถูกหลอก และย่อมจะรู้สึกรังเกียจเจ้า อยู่ห่างจากเจ้า และปฏิเสธเจ้า  เมื่อทุกคนอยู่ห่างจากเจ้าและปฏิเสธเจ้า เจ้าย่อมจะรู้สึกว่าความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของเจ้าถูกดูหมิ่นอย่างแรง  แล้วเจ้าก็จะต้องสู้ทนเรื่องนี้อยู่ในใจเท่านั้น ส่วนภายนอกก็ยังคงรักษาพฤติกรรมอันดีงามตามวัฒนธรรมดั้งเดิมด้วยการทำตัวสุภาพอ่อนน้อม ผ่านการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีและมีเหตุผล ไม่จับผิดผู้อื่นในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรียกร้องจากพวกเขามากเกินไป  เจ้าจะต้องอดทนและอดกลั้นอยู่ดี แสร้งทำเป็นไม่แยแสและใจกว้างไม่ถือสาหาความ พร้อมกันนั้นก็ฉีกยิ้ม  ต้องใช้เวลาบ่มเพาะตนเองอยู่นานหลายปีทีเดียวกว่าจะเข้าถึงสภาวะดังกล่าวได้!  ถ้าเจ้าเรียกร้องให้ตนเองดำเนินชีวิตเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น เจ้าจะไม่เหนื่อยล้าเพราะชีวิตของตนหรอกหรือ?  การเสแสร้งว่ามีความรักมากมายขนาดนี้ ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าตนไม่ได้มีความรักนั้น—ความหน้าซื่อใจคดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย!  ในฐานะคนคนหนึ่ง เจ้าย่อมจะรู้สึกอ่อนล้ากับการวางตัวเช่นนี้มากขึ้นทุกที เจ้าอาจจะอยากเกิดเป็นวัวหรือม้า เป็นหมูหรือเป็นหมาในชีวิตหน้ามากกว่าเกิดเป็นมนุษย์  เจ้าจะเห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเทียมเท็จและชั่วเกินไป(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (3))  พระเจ้าทรงเผยให้เห็นว่าผู้คนใช้ชีวิตตามความหน้าซื่อใจคดที่มีพื้นฐานจากแนวคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งมีแต่จะนำมาซึ่งความเจ็บปวด ความหดหู่ และการแยกตัวจากผู้อื่น เรื่องนี้กระทบใจมาก เพราะแนวคิดเหล่านี้ทำร้ายฉันมามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านสิ่งนี้ “การเสแสร้งว่ามีความรักมากมายขนาดนี้ ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าตนไม่ได้มีความรักนั้น—ความหน้าซื่อใจคดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย!”  ฉันรู้สึกละอายใจมาก ถ้อยคำเหล่านี้บรรยายตัวฉัน เห็นได้ชัดว่าฉันไม่ได้เป็นคนเอื้อเฟื้อมากนัก แต่แสร้งทำเป็นเอื้อเฟื้อ และฉันไม่ได้คำนึงถึงงานคริสตจักร แต่ก็ยังแสร้งทำอย่างนั้น เมื่อไลส์และเจอโรมถูกขอให้ประกาศข่าวประเสริฐ ฉันก็ลังเลอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ฝืนยิ้ม และถึงกับส่งข้อความไปบอกว่าฉันดีใจที่พวกเขาประกาศข่าวประเสริฐ ฉันจอมปลอมและแอบแฝงมาก!  พระวจนะของพระเจ้าเผยให้เห็นว่าพวกฟาริสีเป็นพวกหน้าซื่อใจคดที่อำพรางตัวเองอยู่เสมอ ภายนอกพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ดี ยอมผ่อนปรน อดทน ถ่อมตัว และมีความเชื่อแรงกล้า โดยแท้จริงแล้ว พวกเขาใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและหลอกล่อผู้คน เพื่อปกป้องสถานะและตำแหน่งของตัวเอง แก่นแท้ของพวกเขานั้นเกลียดความจริงและพระเจ้า ซึ่งเป็นเหตุผลที่พระเจ้าเยซูทรงกล่าวโทษพวกเขาว่าเป็นงูและทรงประกาศความวิบัติแก่พวกเขา ขณะที่ไตร่ตรองสิ่งเหล่านี้ ฉันก็รู้สึกกลัว ความเสแสร้งจอมปลอมของฉันนั้นเหมือนกับความเสแสร้งจอมปลอมของพวกฟาริสีทุกประการ ในการแต่งตั้งคนทำงานหลายครั้ง ฉันได้แสดงให้เห็นว่าฉันจะไม่ทะเลาะกับผู้อื่น และฉันอยากใช้สิ่งนี้แลกกับการประเมินที่ดีจากผู้อื่น ฉันพูดว่าควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของคริสตจักรเป็นอันดับแรกในทุกเรื่อง แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ฉันคำนึงถึงคือภาพลักษณ์ของตัวเอง ฉันกังวลว่าคนทำงานข่าวประเสริฐจะบอกว่าฉันเห็นแก่ตัว มีความเป็นมนุษย์ที่แย่ และไม่คำนึงถึงงานคริสตจักร ฉันเลยต้องยับยั้งตัวเอง แม้ว่าภายนอกฉันจะดูเอื้อเฟื้อและใจบุญ แต่ฉันเจ็บปวดแสนสาหัสและรู้สึกขุ่นเคืองมาก และฉันถึงกับมีอคติต่อผู้นำคริสตจักรและมัคนายกข่าวประเสริฐ แต่ฉันซ่อนความคิดเหล่านี้ไว้ในที่ที่พวกเขามองไม่เห็น เพื่อให้พี่น้องชายหญิงคิดว่าฉันมีความเป็นมนุษย์ที่ดีและค้ำจุนงานคริสตจักรได้ ฉันทบทวนเจตนาของตัวเองและสิ่งที่ฉันเผยให้เห็น และรู้สึกขยะแขยงกับพฤติกรรมของตัวเอง ฉันชักพาผู้คนให้หลงผิดและล่อลวงผู้คนด้วยความประพฤติดีภายนอก และสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา ทุกสิ่งที่ฉันพูดและทำไปล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงขยะแขยงและเกลียดชัง

ต่อมาฉันได้ฟังการสามัคคีธรรมของพระเจ้าที่ชำแหละวัฒนธรรมและคุณธรรมดั้งเดิมหลายครั้ง และเริ่มทบทวนตัวเอง และเรื่องประเภทของแนวคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ควบคุมฉัน ให้ดำเนินชีวิตอย่างหน้าซื่อใจคดและเจ็บปวดมาก ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “มีเรื่องเล่าในวัฒนธรรมดั้งเดิมเกี่ยวกับข่งหรงที่ยอมยกลูกแพร์ที่ใหญ่กว่าให้  พวกเจ้าคิดอย่างไร?  คนที่เป็นเหมือนข่งหรงไม่ได้ย่อมไม่ใช่คนดีกระนั้นหรือ?  ผู้คนเคยคิดว่าใครก็ตามที่เป็นเหมือนข่งหรงได้ย่อมมีลักษณะนิสัยที่สูงส่งและมั่นคงในความซื่อตรง เห็นแก่ผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงตัวเอง—เป็นคนดี  ข่งหรงในเรื่องเล่าซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์นี้ใช่บุคคลต้นแบบที่ทุกคนพากันเอาอย่างหรือไม่?  คนแบบนี้มีที่ทางในหัวใจของผู้คนบ้างหรือไม่? (มี) ไม่ใช่ชื่อของเขา แต่เป็นความคิดและการปฏิบัติ ศีลธรรมและพฤติกรรมของเขาที่ครองที่ทางในหัวใจของผู้คน  ผู้คนนับถือและเห็นชอบกับการปฏิบัติเช่นนี้ และพวกเขาเลื่อมใสในการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของข่งหรงอยู่ในใจ(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (10))  “อิทธิพลของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีต่อปัญญาชนนั้นล้ำลึกเป็นพิเศษ  ไม่เพียงแต่พวกเขายอมรับวัฒนธรรมดั้งเดิมเท่านั้น แต่พวกเขายังยอมรับแนวคิดและทัศนะมากมายจากวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ามาในหัวใจและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในฐานะสิ่งที่เป็นบวก ถึงขั้นที่ยึดถือคำกล่าวที่มีชื่อเสียงบางคำกล่าวเป็นคติประจำใจ และในการทำเช่นนั้น พวกเขาก็ได้เดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ผิดพลาด  วัฒนธรรมดั้งเดิมมีคำสอนของลัทธิขงจื๊อเป็นตัวแทน  คำสอนของลัทธิขงจื๊อมีทฤษฎีเชิงอุดมการณ์ครบชุด โดยส่งเสริมวัฒนธรรมทางศีลธรรมดั้งเดิมเป็นหลัก และได้รับการเคารพนับถือจากชนชั้นปกครองของราชวงศ์ต่างๆ ตลอดประวัติศาสตร์ และยกย่องขงจื๊อและเมิ่งจื่อเป็นนักบุญ  คำสอนของลัทธิขงจื๊อสนับสนุนให้คนยึดมั่นในคุณค่าของความเมตตา ความชอบธรรม ความเหมาะสม สติปัญญา และความน่าเชื่อถือ เรียนรู้ที่จะสงบ เยือกเย็น และอดทนไว้ก่อนเมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้น สงบสติอารมณ์และพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา ไม่ทะเลาะหรือแย่งชิงสิ่งต่างๆ เรียนรู้ที่จะเอื้อเฟื้ออย่างสุภาพ และได้รับความเคารพจากทุกคน—นี่คือการประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีมารยาท  ปัญญาชนเหล่านี้วางตนเองอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าคนทั่วไป และในสายตาของพวกเขา ทุกคนคือเป้าหมายของการอดทนและความผ่อนปรนของพวกเขา  ‘ผล’ ของความรู้นั้นยิ่งใหญ่ทีเดียว!  ผู้คนเหล่านี้คล้ายกับสุภาพบุรุษจอมปลอมอย่างยิ่งมิใช่หรือ?  ผู้คนที่ได้รับความรู้มากเกินไปกลับกลายเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอม  หากจะอธิบายถึงนักวิชาการที่สุภาพเรียบร้อยกลุ่มนี้ในวลีเดียว ก็คือ ความสง่างามแบบนักปราชญ์… พวกเขาเชี่ยวชาญในการเรียนรู้และเลียนแบบความสง่างามแบบผู้ดีที่เหล่าสุภาพบุรุษแสดงออก  พวกเขาพูดคุยและหารือเรื่องต่างๆ ร่วมกันด้วยวิธีและน้ำเสียงแบบใด?  สีหน้าของพวกเขาดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ พวกเขาพูดจาสุภาพและสำรวม  พวกเขาเพียงแสดงทัศนะของตนเอง และแม้จะรู้ว่าทัศนะของคนอื่นผิด พวกเขาก็ไม่พูดอะไร  ไม่มีใครทำร้ายความรู้สึกของใคร และคำพูดของพวกเขาก็นุ่มนวลอย่างยิ่ง ราวกับห่อด้วยสำลี เพื่อที่จะไม่ทำร้ายหรือทำให้ใครระคายเคือง ซึ่งทำให้คนรู้สึกคลื่นไส้ กระวนกระวาย หรือโกรธเมื่อได้ฟัง  ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่มีใครมีทัศนะที่ชัดเจน และไม่มีใครยอมใคร  คนประเภทนี้เก่งในการอำพรางตนเหลือเกิน  แม้เผชิญเรื่องเล็กน้อยที่สุด พวกเขาก็จะอำพรางตนปิดบังตัวเอง และไม่มีใครจะให้คำอธิบายที่ชัดเจน  ต่อหน้าคนธรรมดา พวกเขาต้องการใช้ท่าทีแบบใด และต้องการสร้างภาพลักษณ์แบบไหน?  กล่าวคือ เพื่อให้คนธรรมดามองเห็นว่าพวกเขาเป็นสุภาพบุรุษที่ถ่อมตน  สุภาพบุรุษนั้นเหนือกว่าคนอื่นและเป็นเป้าหมายที่เคารพนับถือของผู้คน  ผู้คนคิดว่าพวกเขามีความเข้าใจเชิงลึกที่ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป และมีความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนทั่วไป ดังนั้น ทุกคนจึงปรึกษาพวกเขาเมื่อมีปัญหา  นี่คือผลลัพธ์ที่ปัญญาชนเหล่านี้ต้องการอย่างแท้จริง พวกเขาทุกคนหวังว่าจะได้รับการเคารพบูชาดั่งธรรมิกชน(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่หนึ่ง))  พระวจนะของพระเจ้าบรรยายปัญหาของฉันได้อย่างแม่นยำ ทำไมฉันถึงมองว่าการประพฤติดีอันหน้าซื่อใจคดเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เป็นบวกที่ควรเอาอย่าง?  นั่นเป็นเพราะฉันได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเรื่องขงหยงยอมสละลูกแพร์ที่ใหญ่กว่า ฉันใช้ชีวิตตามแนวคิดนี้มาตั้งแต่เด็ก ฉันยกของเล่นและขนมที่ฉันชอบให้กับพี่สาวและน้องสาวของฉันเยอะมาก เพื่อให้คนอื่นคิดว่าฉันเป็นเด็กดี พอโตขึ้น ฉันก็แสดงความเอื้อเฟื้อในทุกสิ่ง แม้ว่าจะทำอย่างไม่เต็มใจ แต่ฉันก็คิดว่ามีเพียงคนแบบนี้เท่านั้นที่มีความเป็นมนุษย์ที่ดีและเข้าใจมารยาท และคิดว่านี่เป็นทางเดียวที่จะได้รับความชื่นชมและความเคารพจากผู้อื่น ฉันจึงทนรับอย่างไม่เต็มใจ หลังจากเชื่อในพระเจ้า ฉันก็ยังคงปฏิบัติตามมโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิมนี้เยี่ยงความจริง ในเรื่องการแต่งตั้งคนทำงานสองคนนี้ ฉันเพียงแค่อดกลั้น มีการขาดแคลนคนทำงานให้น้ำอย่างชัดเจน แต่ฉันกลับสวมหน้ากากผู้เสียสละ และยอมให้คนสองคนที่เหมาะจะทำงานให้น้ำไปประกาศข่าวประเสริฐแทน นี่ทำให้ฉันดูสูงส่งและเอื้อเฟื้อมาก แต่จริงๆ แล้ว ฉันคิดลบมากจนแอบร้องไห้หลายครั้งเพราะขาดคนทำงาน ฉันมีอคติต่อผู้นำคริสตจักร และในที่สุดงานให้น้ำก็ล่าช้า “การให้” แบบนั้นมีประโยชน์อะไร?  เพื่อภาพลักษณ์ที่ดี ฉันวางตัวสูงส่งเหมือนขงหยง และไม่สนใจว่าจะทำให้งานคริสตจักรล่าช้าหรือไม่ ฉันเป็นคนหน้าซื่อใจคดอย่างแท้จริง ถ้าฉันเป็นห่วงงานคริสตจักรจริงๆ ฉันจะประเมินความต้องการคนทำงานจากความต้องการด้านงานให้น้ำที่แท้จริง แต่เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ตัวเอง ฉันไม่ได้ทำตามหลักธรรมเลย แม้ว่าตอนงานให้น้ำได้รับผลกระทบจากการขาดคนทำงาน ฉันก็ยังยืนกรานที่จะปล่อยคนไป “อย่างเอื้อเฟื้อ” ฉันได้รับคำชมจากผู้อื่นโดยแลกมาด้วยงานให้น้ำที่ล่าช้า ไม่น่าแปลกใจที่พระเจ้าตรัสว่าคนแบบนี้เป็นคนหน้าซื่อใจคด ฉันตระหนักว่าพฤติกรรมของตัวเองนั้นจอมปลอมมาก

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่กระทบใจฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พวกเจ้าต้องรู้อย่างชัดเจนว่าคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่ว่าชนิดใดก็ไม่ใช่ความจริง และยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าสามารถทำหน้าที่แทนความจริงได้  คำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกด้วยซ้ำ  ดังนั้นคำกล่าวเหล่านี้คืออะไรกันแน่?  อาจพูดด้วยความแน่ใจได้ว่าคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมก็คือหตุผลวิบัตินอกศาสนาที่ซาตานใช้ล่อลวงผู้คน  คำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่ความเป็นจริงความจริงในตัวเองที่ผู้คนควรครอง และไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกที่สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรจะดำเนินชีวิตตาม  คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นของปลอม การเสแสร้ง สิ่งเทียมเท็จและเล่ห์กล—เป็นพฤติกรรมจอมปลอม และไม่ได้เกิดจากมโนธรรมและเหตุผลของมนุษย์หรือในการคิดอ่านที่ปกติของพวกเขา  เพราะฉะนั้น คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของวัฒนธรรมตามประเพณีจึงเป็นเรื่องนอกรีตและเหตุผลวิบัติที่ไร้สาระวิปริตผิดแผกทั้งสิ้น  ด้วยการสามัคคีธรรมไม่กี่ครั้งนี้ คำกล่าวที่ซาตานเสนอเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมจึงได้ถูกกล่าวโทษถึงตายไปจนหมดสิ้นในวันนี้  หากคำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเป็นบวกเสียด้วยซ้ำ แล้วให้ผู้คนยอมรับได้อย่างไร?  ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตตามแนวคิดและทัศนะเหล่านี้ได้อย่างไรกัน?  เหตุผลก็คือคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมนั้นอยู่ในแนวเดียวกันอย่างดียิ่งกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผู้คน  คำกล่าวเหล่านี้ทำให้เกิดความเลื่อมใสและความเห็นชอบ ดังนั้นผู้คนจึงยอมรับคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไว้ในหัวใจของตน และแม้ว่าพวกเขาไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ แต่ภายในพวกเขากลับอ้าแขนรับและเคารพบูชาคำกล่าวเหล่านี้ด้วยความกระตือรือร้น  และด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงใช้คำกล่าวสารพัดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม เพื่อล่อลวงผู้คน ควบคุมหัวใจและพฤติกรรมของพวกเขา เพราะว่าในหัวใจของผู้คนนั้น พวกเขาเคารพบูชาและมีความเชื่อแบบมืดบอดในคำกล่าวทุกชนิดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม และพวกเขาทั้งหมดต้องการจะใช้คำอ้างเหล่านี้เพื่อส่งผลให้ศักดิ์ศรี ความสูงศักดิ์ และความเมตตากรุณายิ่งใหญ่ขึ้น แล้วจึงสัมฤทธิ์จุดหมายของตนในการได้รับการยกย่องและสรรเสริญอย่างสูงด้วยเหตุนี้  พูดสั้นๆ ก็คือคำกล่าวสารพัดทั้งหมดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมขอว่าเมื่อผู้คนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พวกเขาควรสาธิตแสดงพฤติกรรมหรือคุณภาพแบบมนุษย์บางอย่างในอาณาเขตของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม  พฤติกรรมและคุณภาพแบบมนุษย์เหล่านี้ดูเหมือนว่าสูงศักดิ์มากและได้รับความเคารพ ดังนั้นในหัวใจของตน ผู้คนทั้งหมดจึงปรารถนาสิ่งเหล่านี้อย่างมาก  แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงก็คือว่าคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่ใช่หลักธรรมของการวางตัวที่คนปกติควรจะปฏิบัติตามแต่อย่างใด แต่กลับเป็นพฤติกรรมหน้าซื่อใจคดอันหลากหลายที่คนเราอาจส่งผลให้เกิดขึ้น  สิ่งเหล่านี้คือการเบี่ยงเบนจากมาตรฐานของมโนธรรมและเหตุผล การตีห่างจากเจตจำนงของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ซาตานใช้คำกล่าวเทียมเท็จและเสแสร้งที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่อล่อลวงผู้คน ทำให้พวกเขาเคารพบูชาตนและพวกที่เรียกกันว่านักปราชญ์ที่หน้าซื่อใจคดเหล่านั้น และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนมองสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและหลักเกณฑ์สำหรับการวางตัวแบบมนุษย์เป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญ เรียบง่ายและแม้กระทั่งต่ำต้อย  ผู้คนรังเกียจสิ่งเหล่านี้และคิดว่าสิ่งเหล่านี้ด้อยค่าเกินกว่าจะเหยียดหยาม  นี่เป็นเพราะว่าคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ซาตานเลือกใช้ดูน่าพอใจและอยู่ในแนวเดียวกันเหลือเกินกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์  แต่ทว่าข้อเท็จจริงก็คือไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวใดที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมก็ไม่ใช่หลักธรรมที่ผู้คนควรจะปฏิบัติตามในการวางตัวหรือการคบค้าสมาคมของพวกเขาในโลกเลย  จงขบคิดเรื่องนี้—นี่ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?  โดยแก่นแท้แล้ว คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเป็นแค่ข้อเรียกร้องให้ผู้คนดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและสูงศักดิ์ขึ้นอย่างผิวเผิน ทำให้พวกเขาสามารถมีผู้อื่นเคารพบูชาหรือสรรเสริญตน แทนที่จะดูถูกตน  แก่นแท้ของคำกล่าวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคำกล่าวเหล่านี้เป็นแค่ข้อเรียกร้องให้ผู้คนสาธิตแสดงการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ดีงามผ่านทางพฤติกรรมที่ดีงาม ดังนั้นจึงปิดบังและเหนี่ยวรั้งความมักใหญ่ใฝ่สูงและความปรารถนาอันฟุ้งเฟ้อของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม ปกปิดแก่นแท้ธรรมชาติที่ชั่วและน่าเกลียดน่ากลัวของมนุษย์ ตลอดจนการสำแดงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามสารพัดเอาไว้  คำกล่าวเหล่านี้หมายที่จะเสริมสร้างบุคลิกภาพของบุคคลผ่านทางพฤติกรรมและการปฏิบัติที่ดีงามอย่างผิวเผิน ที่จะเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ผู้อื่นมองตนและการประมาณค่าของพวกเขาโดยโลกที่กว้างขึ้น  ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเกี่ยวกับการปกปิดความคิดภายใน ทัศนะ จุดมุ่งหมายและความตั้งใจของมนุษย์ โฉมหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของพวกเขา และแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาที่มีพฤติกรรมและการปฏิบัติที่ผิวเผิน  สิ่งเหล่านี้สามารถถูกปกปิดได้สำเร็จหรือ?  การพยายามปกปิดสิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้ทุกอย่างเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นหรือ?  แต่ซาตานไม่ใส่ใจเรื่องนั้น  จุดประสงค์ของซาตานคือเพื่อปกปิดโฉมหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของสภาวะความเป็นมนุษย์อันเสื่อมทราม เพื่อปกปิดความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของมนุษย์  ดังนั้น ซาตานจึงให้ผู้คนเลือกใช้การสำแดงพฤติกรรมด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่ออำพรางตนเอง ซึ่งหมายความว่าซาตานใช้กฎเกณฑ์และพฤติกรรมด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่อสร้างบรรจุภัณฑ์อันประณีตของรูปลักษณ์มนุษย์ เสริมสร้างคุณสมบัติและบุคลิกภาพแบบมนุษย์ของบุคคลเพื่อให้พวกเขาสามารถมีผู้อื่นนับถือและสรรเสริญพวกเขา  โดยพื้นฐานแล้ว คำกล่าวเหล่านี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมกำหนดพิจารณาว่าบุคคลผู้หนึ่งสูงศักดิ์หรือต่ำต้อยจากพื้นฐานของการสำแดงพฤติกรรมและมาตรฐานทางศีลธรรมของพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (10))  หลังอ่านพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ฉันถึงเข้าใจว่า ฉันมีทัศนะที่คลาดเคลื่อนมาโดยตลอด ซึ่งก็คือฉันถือว่าคุณธรรมของวัฒนธรรมดั้งเดิม เป็นมาตรฐานในการวัดว่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลหนึ่งดีหรือแย่ ฉันเข้าใจผิดว่าคุณธรรมคือความจริง โดยคิดว่าคนที่มีคุณธรรมนั้นมีความเป็นมนุษย์ที่ดี แท้จริงแล้ว คุณธรรมไม่ใช่หลักธรรมชีวิตที่ผู้คนควรทำตาม นี่เป็นการกระทำที่หน้าซื่อใจคด และโดยแก่นแท้แล้ว นี่เป็นอุบายและวิธีการที่ซาตานใช้ชักพาผู้คนให้หลงผิดและทำให้ผู้คนเสื่อมทราม ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมปลูกฝังมาตรฐานทางศีลธรรมเพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตตาม พวกเขาจึงสามารถใช้การประพฤติดีภายนอกอำพรางตัวเองและซ่อนความเสื่อมทราม และความน่าเกลียดภายในเป็นวิธีเพื่อให้ได้ความนับถือจากผู้อื่น ผลที่ตามมาคือ ผู้คนหน้าซื่อใจคดและหลอกลวงยิ่งกว่าเดิม ฉันเห็นว่าตัวเองก็เป็นแบบนี้ ฉันคำนึงว่าคุณธรรมของวัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นเกณฑ์ของการกระทำตัวเอง แม้ว่าจะดูเหมือนว่าฉันไม่ได้แข่งขันกับผู้อื่นและเข้ากับพวกเขาได้ แต่แท้จริงแล้ว ฉันบังคับตัวเองให้ประพฤติดี เพื่อให้ผู้คนพูดว่าฉันเป็นคนดี และเพื่อคงภาพลักษณ์ตัวเองในหัวใจพวกเขา แต่ฉันพูดว่าฉันคำนึงถึงงานของคริสตจักร ฉันหลอกลวงมาก!

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “คนที่เข้าใจความจริงควรชำแหละคำกล่าวอ้างและข้อกำหนดนานาประการด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของวัฒนธรรมดั้งเดิม  เจ้าควรชำแหละคำกล่าวและข้อกำหนดที่เจ้าชื่นชูที่สุด ยึดมั่นอยู่ตลอดเวลา และใช้เป็นหลักการและหลักเกณฑ์อยู่เสมอในการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย ในการวางตัวและกระทำการของเจ้า  จากนั้นเจ้าก็ควรนำสิ่งที่เจ้ายึดมั่นนั้นมาเปรียบเทียบกับพระวจนะและข้อกำหนดของพระเจ้า ดูว่าแง่มุมเหล่านี้ของวัฒนธรรมดั้งเดิมต่อต้านหรือขัดแย้งกับความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงหรือไม่  ถ้าเจ้าพบเจอปัญหาเข้าจริงๆ เจ้าก็ต้องชำแหละทันทีว่าแท้จริงแล้วแง่มุมเหล่านี้ของวัฒนธรรมดั้งเดิมผิดและไร้สาระตรงไหน  เมื่อเจ้าชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ เจ้าก็จะรู้ว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือความเชื่อที่ผิด เจ้าจะมีเส้นทางปฏิบัติ และจะสามารถเลือกเส้นทางที่เจ้าควรเดินได้  จงแสวงหาความจริงด้วยวิธีนี้ แล้วเจ้าจะสามารถปรับปรุงตัวได้(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (5))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า หากเราไม่อยากใช้ชีวิตตามแนวคิดดั้งเดิมเหล่านี้ เราต้องใช้วิจารณญาณแยกแยะและชำแหละสิ่งเหล่านี้เสียก่อน ค้นพบข้อผิดพลาดและความไร้สาระของสิ่งเหล่านี้ว่าละเมิดความจริงตรงไหน และผลที่ตามมาจากการใช้ชีวิตตามแนวคิดเหล่านี้ เราจะละทิ้งสิ่งเหล่านี้และยอมรับความจริงได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน ฉันเริ่มสงสัยว่า “การให้” ตอนขงหยงสละลูกแพร์ที่ใหญ่กว่านั้นสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่?  “การให้” นี้เป็นข้อพึงประสงค์อย่างหนึ่งของพระเจ้าต่อความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือเปล่า?  ผู้ที่อดกลั้นต่อทุกสิ่งเป็นคนดีจริงหรือ?  การอดกลั้นแบบหลับหูหลับตาของฉัน ทำให้เกิดการขาดแคลนคนทำงานให้น้ำอย่างรุนแรง เพื่อแสดงความเอื้อเฟื้อและอดกลั้นต่อทุกสิ่ง ฉันได้โกหกอย่างหน้าซื่อใจคดไปหลายครั้ง การถูกสอนด้วยแนวคิดดั้งเดิมเหล่านี้ ทำให้ฉันหน้าซื่อใจคดและหลอกลวงแทนที่จะทำให้ฉันเป็นคนดี  เมื่อได้รับความนับถือจากผู้อื่น ฉันก็ไม่มีความสุข แต่กลับหดหู่และทุกข์ใจมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือผลที่ตามมาจากการเทินทูนวัฒนธรรมดั้งเดิม หากพระเจ้าไม่ทรงเผยให้เห็นแก่นแท้ของวัฒนธรรมดั้งเดิม ฉันคงจะตาบอดไปตลอดชีวิต ฉันขอบคุณพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ทรงแสดงความจริงและชำแหละแนวคิดดั้งเดิมเหล่านี้ ซึ่งช่วยให้ฉันตื่นขึ้น

หลังจากนั้นฉันก็คิดว่า “เนื่องจากคุณธรรมของขงหยงที่ยอมสละลูกแพร์ที่ใหญ่กว่าเป็นเพียงพฤติกรรมดีภายนอก และไม่ได้แปลว่าเขามีความเป็นมนุษย์ที่ดี ความเป็นมนุษย์ที่ดีอย่างแท้จริงคืออะไรล่ะ?”  ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “การมีความเป็นมนุษย์ที่ดีจำต้องมีมาตรฐาน นี่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ทางสายกลาง การไม่ติดอยู่กับหลักการทั้งหลาย การอุตสาหะพยายามที่จะไม่ทำให้ใครก็ตามขุ่นเคือง การประจบประแจงในทุกหนแห่งที่เจ้าไป การลื่นไหลและแนบเนียนไปกับทุกคนที่เจ้าพบ และการทำให้ทุกคนพูดถึงเจ้าในทางที่ดี  นี่ไม่ใช่มาตรฐาน  ดังนั้น สิ่งใดคือมาตรฐาน?  คือการสามารถที่จะนบนอบ  พระเจ้าและความจริง  คือการมีหลักธรรมและมีความรับผิดชอบว่าคนเราควรมีท่าทีเช่นใดต่อหน้าที่ของตน ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทุกรูปแบบ  ทุกคนมองเห็นเรื่องนี้ได้ง่าย ทุกคนชัดเจนเกี่ยวกับการนี้ในหัวใจของพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของผู้คน และรู้สถานการณ์ที่แท้จริงของพวกเขาทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร ก็ไม่มีผู้ใดหลอกลวงพระเจ้าได้ บางคนมักจะอวดตัวอยู่เสมอว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ดี—ไม่เคยว่าร้ายผู้อื่น ไม่เคยทำให้ผลประโยชน์ของผู้อื่นเสียหาย  และไม่เคยละโมบทรัพย์สินของผู้อื่น ถึงขนาดเลือกที่จะยอมทนทุกข์กับความสูญเสียมากกว่าที่จะเอาเปรียบผู้อื่นเวลามีข้อพิพาทเรื่องผลประโยชน์  และทุกคนก็คิดว่าพวกเขาเป็นคนดี  อย่างไรก็ตาม เวลาทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับเจ้าเล่ห์เพทุบายและลื่นไหล โดยสร้างอุบายเพื่อตัวพวกเขาเองเสมอ  ไม่มีแม้แต่เรื่องเดียวที่พวกเขาจะคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ว่าในเรื่องใด พวกเขาก็ไม่ร่วมรับรู้ความเร่งด่วนของพระเจ้าและคิดอ่านในเรื่องที่พระเจ้าทรงดำริ หนำซ้ำไม่ว่าในเรื่องใด พวกเขาก็ไม่สามารถวางผลประโยชน์ส่วนตนมาเห็นแก่หน้าที่ของตนเอง  พวกเขาไม่ละทิ้งผลประโยชน์ของพวกเขาเองเลย  แม้ในยามที่พวกเขาเห็นคนชั่วกำลังทำความชั่ว พวกเขาก็ไม่เปิดโปงคนเหล่านั้น พวกเขาไม่มีหลักธรรมแต่อย่างใด  นี่คือความเป็นมนุษย์เช่นใด?  นี่ไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ที่ดี  จงอย่าสนใจสิ่งที่ผู้คนเช่นนั้นพูด เจ้าต้องดูว่าพวกเขาใช้ชีวิตตามสิ่งใด พวกเขาเปิดเผยสิ่งใด และท่าทีของพวกเขาเป็นอย่างไรเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน  ตลอดจนสภาวะภายในของพวกเขาเป็นอย่างไรและพวกเขารักสิ่งใด  หากความรักที่พวกเขามีต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ของตนเองมีมากกว่าความจงรักภักดีต่อพระเจ้า หากความรักในชื่อเสียงและผลประโยชน์ของพวกเขาเองมีมากกว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า หรือหากว่าความรักที่พวกเขามีต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ของตนเองมีมากกว่าการคำนึงถึงพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ผู้คนดังกล่าวมีความเป็นมนุษย์หรือไม่?  พวกเขาย่อมไม่ใช่คนที่มีความเป็นมนุษย์  พฤติกรรมของพวกเขาสามารถมองเห็นได้โดยผู้อื่นและโดยพระเจ้า  จึงลำบากยากเย็นอย่างยิ่งสำหรับผู้คนเช่นนั้นที่จะได้รับความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการมอบหัวใจของตนให้แก่พระเจ้า คนเราย่อมสามารถได้รับความจริง)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า บุคคลที่มีความเป็นมนุษย์ที่ดีอย่างแท้จริงนั้นรักความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ยึดมั่นในหลักธรรมความจริง และค้ำจุนงานของคริสตจักร ผู้ที่ไม่ล่วงเกินใครเมื่อดูจากภายนอก อดกลั้นแบบหลับหูหลับตา และไร้หลักธรรม และผู้ที่ยอมเป็นฝ่ายเสียมากกว่าจะเอาเปรียบผู้อื่น แม้ว่าพวกเขาจะมีลักษณะนิสัยที่ดีเมื่อดูจากภายนอก  แต่จะพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองในหน้าที่อยู่เสมอ ไม่เคยปฏิบัติตามความจริง และไม่เคยคำนึงถึงงานของคริสตจักร คนแบบนั้นไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ดีเลยแม้แต่น้อย ฉันไม่อยากใช้ชีวิตตามวัฒนธรรมดั้งเดิมและเป็นคนดีเพียงผิวเผินอีกต่อไป ฉันอยากใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า

ขณะอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าตรัสว่า “ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาใด เจ้าต้องแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาเหล่านั้น เจ้าต้องไม่อำพรางตนหรือนำเสนอภาพลักษณ์จอมปลอมแก่ผู้อื่นเป็นอันขาด  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เจ้าขาดตก หรือบกพร่อง ข้อเสีย หรืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้า เจ้าต้องเปิดใจสามัคคีธรรมถึงเรื่องทั้งหมดนี้  อย่าปิดบังเอาไว้  การเรียนรู้วิธีเปิดใจคือก้าวแรกสู่การเข้าสู่ชีวิต และเป็นด่านแรกซึ่งผ่านได้ยากที่สุด  เมื่อเจ้าผ่านด่านนี้ได้แล้ว การเข้าสู่ความจริงก็จะเป็นเรื่องง่าย  เมื่อเจ้าผ่านก้าวนี้ไปแล้ว ย่อมจะหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเจ้ากำลังเปิดใจ กำลังจะตีแผ่และเปิดใจถึงทุกส่วนที่เป็นเจ้า—ไม่ว่าจะดีหรือเลว เป็นบวกหรือเป็นลบ—พลางเปิดเผยทั้งหมดนั้นให้ผู้อื่นเห็นและให้พระเจ้าทอดพระเนตร ไม่ซ่อนเร้นหรือปิดบังสิ่งใดจากพระเจ้า ไม่ใช้การอำพราง การหลอกลวง หรือเล่ห์ลวงใดๆ กับพระเจ้า ทั้งยังตรงไปตรงมากับผู้อื่นเช่นกัน  เมื่อทำดังนี้ เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่าง ไม่เพียงพระเจ้าจะทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าเท่านั้น แต่ผู้อื่นก็จะมองเห็นอีกด้วยว่าการกระทำของเจ้ามีหลักธรรมและโปร่งใส  เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดๆ มาปกป้องความมีหน้ามีตา ภาพลักษณ์ และสถานะของเจ้า ไม่จำเป็นต้องปิดบังหรือกลบเกลื่อนความผิดพลาดของเจ้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องพยายามทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้  ถ้าเจ้าสามารถปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของเจ้าก็จะผ่อนคลายลงมาก ไม่ถูกตีกรอบ ไร้ซึ่งความเจ็บปวด และเจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างโดยสมบูรณ์(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า ฉันไม่ควรอำพรางตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นเห็นภาพลักษณ์ผิดๆ แต่ฉันควรเป็นคนซื่อสัตย์ เรียบง่าย และเปิดเผย และฉันควรเปิดใจและสื่อสารเรื่องปัญหาหรือความลำบากยากเย็นใดๆ ที่ฉันมี เพื่อให้พี่น้องชายหญิงช่วยเหลือฉันได้ดีขึ้น พอฉันไม่พูดขึ้นมา แค่ทนรับสิ่งทั้งหลายแบบหลับหูหลับตา และอำพรางตัวเอง ทุกคนเลยเชื่อว่าไม่มีการขาดแคลนคนทำงานให้น้ำ และคิดว่างานดำเนินไปได้ด้วยดี แต่แท้จริงแล้ว ฉันทนทุกข์ และงานคริสตจักรก็ได้รับความเสียหาย ฉันจึงปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างมีสติ และสื่อสารความลำบากยากเย็นกับพี่น้องชายหญิงอย่างชัดเจน หลังจากนั้น พวกเขาทุกคนก็จัดหาบุคลากรที่สามารถทำงานให้น้ำได้ สิ่งนี้ทำให้ฉันเห็นว่าการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าเป็นเรื่องง่ายและน่าชื่นชมยินดีเพียงใด เมื่อใช้ชีวิตตามวัฒนธรรมดั้งเดิม เราก็มีแต่จะเสื่อมทรามมากขึ้นเรื่อยๆ จอมปลอมและหลอกลวงมากขึ้นเรื่อยๆ และทุกข์ใจมากขึ้นเรื่อยๆ การปฏิบัติตามความจริงเท่านั้นที่จะช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ กลายเป็นคนดีอย่างแท้จริง และได้รับประสบการณ์ความสงบสุขและความชื่นบานยินดีอย่างแท้จริง ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 9. ในศาสนาแล้ว ไม่อาจได้รับความจริง

ถัดไป: 12. สองทศวรรษแห่งความทุกข์ยาก

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger