ฉ. ว่าด้วยวิธีที่จะปฏิบัติการเชื่อฟังพระเจ้า
391. พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์และได้จัดวางพวกเขาบนแผ่นดินโลก และพระองค์ได้ทรงนำทางพวกเขามานับตั้งแต่นั้น จากนั้นทรงช่วยพวกเขาให้รอดและทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปให้มนุษยชาติ ในท้ายที่สุด พระองค์ยังคงต้องทรงพิชิตมนุษยชาติ ช่วยมนุษย์ให้รอดโดยสมบูรณ์ และฟื้นคืนพวกเขากลับสู่สภาพเสมือนดั้งเดิมของตน นี่คือพระราชกิจที่พระองค์ทรงดำเนินการมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้น—เป็นการฟื้นมนุษยชาติให้กลับสู่ภาพลักษณ์และสภาพเสมือนดั้งเดิมของพวกเขา พระเจ้าจะทรงสถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์และฟื้นคืนสภาพเหมือนดั้งเดิมของมวลมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าจะทรงฟื้นคืนสิทธิอำนาจของพระองค์บนแผ่นดินโลกและท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวง มนุษยชาติได้สูญเสียหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า รวมทั้งบทบาทหน้าที่ซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างพึงมีหลังจากที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ด้วยเหตุนั้นจึงกลายเป็นศัตรูที่เป็นกบฏต่อพระเจ้า มนุษยชาติจึงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานและต้องตกอยู่ภายใต้การชักใยของซาตาน ดังนั้น พระเจ้าจึงไม่ทรงมีหนทางใดที่จะทรงพระราชกิจท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้ และกลายเป็นยิ่งไม่สามารถที่จะได้รับความยำเกรงจากพวกเขา พวกมนุษย์ถูกสร้างโดยพระเจ้า และควรจะนมัสการพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วพวกเขาหันหลังให้พระองค์และนมัสการซาตานแทน ซาตานได้กลายเป็นรูปเคารพในหัวใจของพวกเขา ดังนั้น พระเจ้าจึงสูญเสียที่ประทับของพระองค์ในหัวใจของพวกเขา ซึ่งกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงสูญเสียความหมายเบื้องหลังการทรงสร้างมนุษยชาติของพระองค์ เพราะฉะนั้น เพื่อฟื้นคืนความหมายเบื้องหลังการทรงสร้างมนุษยชาติของพระองค์ พระองค์จึงต้องทรงฟื้นคืนสภาพเสมือนดั้งเดิมของพวกเขาและทำให้มนุษยชาติสลัดทิ้งอุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเขาไป เพื่อเรียกคืนพวกมนุษย์จากซาตาน พระองค์จึงต้องทรงช่วยพวกเขาให้รอดจากบาป เฉพาะในหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าจะสามารถฟื้นคืนสภาพเสมือนดั้งเดิมและหน้าที่ของพวกเขาทีละน้อย และฟื้นคืนราชอาณาจักรของพระองค์ได้ในที่สุด การทำลายล้างพวกบุตรแห่งการกบฏให้หมดสิ้นจะถูกดำเนินการในท้ายที่สุดเช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผองมนุษย์นมัสการพระเจ้าได้ดีขึ้นและดำรงชีวิตบนแผ่นดินโลกได้ดียิ่งขึ้น เพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างพวกมนุษย์ พระองค์จึงจะทรงทำให้พวกเขานมัสการพระองค์ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมของมนุษยชาติ พระองค์จึงจะทรงฟื้นคืนโดยครบบริบูรณ์และโดยไม่มีการเจือปนใดๆ การฟื้นคืนสิทธิอำนาจของพระองค์หมายถึงการทำให้พวกมนุษย์นมัสการพระองค์และนบนอบต่อพระองค์ ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าจะทรงทำให้พวกมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่เนื่องจากพระองค์และจะทรงทำให้บรรดาศัตรูของพระองค์พินาศย่อยยับไปอันเป็นผลแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ นั่นหมายความว่าพระเจ้าจะทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระองค์คงทนอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์โดยไม่มีการต้านทานจากผู้ใดเลย ราชอาณาจักรที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสถาปนาขึ้นคือราชอาณาจักรของพระองค์เอง มนุษยชาติที่พระองค์ทรงปรารถนาคือมนุษยชาติที่นมัสการพระองค์ มนุษยชาติที่นบนอบพระองค์โดยสมบูรณ์และซึ่งครองพระสิริของพระองค์ หากพระเจ้าไม่ทรงช่วยมนุษย์ชาติที่เสื่อมทรามให้รอด เช่นนั้นแล้วความหมายเบื้องหลังการทรงสร้างมนุษยชาติของพระองค์ก็จะสูญหายไป พระองค์จะไม่ทรงมีสิทธิอำนาจท่ามกลางพวกมนุษย์อีกเลย และราชอาณาจักรของพระองค์ก็จะไม่สามารถดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกได้อีกต่อไป หากพระเจ้าไม่ทรงทำลายศัตรูเหล่านั้นผู้ซึ่งเป็นกบฏต่อพระองค์ พระองค์ก็จะทรงไร้ความสามารถที่จะได้มาซึ่งพระสิริที่ครบบริบูรณ์ของพระองค์ อีกทั้งพระองค์ก็จะไม่ทรงมีความสามารถที่จะสถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลกได้ เหล่านี้จะเป็นเครื่องหมายของความครบบริบูรณ์แห่งพระราชกิจของพระองค์และเครื่องหมายของความสำเร็จลุล่วงที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ นั่นก็คือ การทำลายล้างพวกที่เป็นกบฏต่อพระองค์ในหมู่มนุษยชาติโดยสิ้นเชิง และการนำบรรดาผู้ที่ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์เข้าสู่การหยุดพัก เมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้ฟื้นคืนสู่สภาพเสมือนดั้งเดิมของพวกเขาแล้ว และเมื่อพวกเขาสามารถทำหน้าที่แต่ละอย่างของพวกเขาให้ลุล่วง คงอยู่กับที่ตั้งที่ถูกต้องเหมาะสมของพวกเขาเอง และนบนอบต่อการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้าได้ พระเจ้าก็จะทรงได้รับผู้คนกลุ่มหนึ่งบนแผ่นดินโลกผู้ซึ่งนมัสการพระองค์ และพระองค์จะได้ทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่งขึ้นบนแผ่นดินโลกที่นมัสการพระองค์อีกด้วย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน
392. ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ต้องนบนอบพระองค์ หากเจ้าไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ก็ย่อมไม่สำคัญแล้วว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี แต่ไม่เคยนบนอบพระองค์ และไม่ยอมรับพระวจนะของพระองค์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แต่กลับขอให้พระเจ้าทรงนบนอบเจ้าและทรงกระทำตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เจ้าก็เป็นกบฏอย่างที่สุด เจ้าคือผู้ไม่เชื่อ ผู้คนเช่นนั้นจะนบนอบพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าซึ่งไม่ประจวบพ้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้อย่างไรกัน? ผู้ที่เป็นกบฏที่สุดก็คือพวกที่เจตนาขัดขืนท้าทายและต้านทานพระเจ้า พวกเขาเป็นศัตรูของพระเจ้า เป็นศัตรูของพระคริสต์ ท่าทีของพวกเขานั้นไม่เป็นมิตรต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเสมอ พวกเขาไม่มีความเอนเอียงแม้แต่น้อยนิดที่จะนบนอบ ทั้งยังไม่เคยนบนอบหรือถ่อมใจตนเองอย่างเปรมปรีดิ์ พวกเขาคิดว่าตนเองสูงส่งที่สุดต่อหน้าผู้อื่นและไม่เคยยอมนบนอบผู้ใด เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาพิจารณาว่าตนเองนั้นเก่งที่สุดในเรื่องการประกาศพระวจนะ และมีทักษะสูงสุดในการทำงานให้เกิดผลในตัวผู้อื่น พวกเขาไม่เคยทิ้งขว้าง “ขุมทรัพย์” ที่ตนครอง แต่ปฏิบัติต่อขุมทรัพย์เหล่านั้นเฉกเช่นมรดกตกทอดของครอบครัวสำหรับนมัสการ เพื่อประกาศต่อผู้อื่นไปทั่ว และใช้ขุมทรัพย์เหล่านั้นเพื่ออบรมสั่งสอนพวกคนโง่เขลาที่ชื่นชูพวกเขา ในคริสตจักรมีผู้คนแบบนี้อยู่ไม่น้อยทีเดียวจริงๆ อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเป็น “วีรบุรุษผู้มิอาจมีผู้ใดพิชิตได้” รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ผ่านมาพักแรมในบ้านของพระเจ้า พวกเขาถือการประกาศพระวจนะ (คำสอน) เป็นหน้าที่อันสูงส่งที่สุดของพวกเขา ปีแล้วปีเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า พวกเขายุ่งอยู่กับการบังคับใช้หน้าที่ “อันศักดิ์สิทธิ์และมิอาจฝ่าฝืนได้” ของตนอย่างกร้าวแกร่ง ไม่มีใครกล้าแตะพวกเขา ไม่แม้แต่คนเดียวที่กล้าตำหนิพวกเขาอย่างเปิดเผย พวกเขากลายเป็น “กษัตริย์” ในพระนิเวศของพระเจ้า อาละวาดเพ่นพ่านขณะที่พวกเขาปฏิบัติอย่างเผด็จการกับผู้อื่นมายุคแล้วยุคเล่า ปีศาจฝูงนี้พยายามหาทางร่วมมือกันรื้อทำลายงานของเรา เราจะยอมให้มารมีชีวิตพวกนี้ดำรงอยู่ต่อหน้าต่อตาเราได้อย่างไร? แม้แต่ผู้ที่นบนอบเพียงครึ่งใจก็ยังไม่อาจรอดไปถึงปลายทางได้ นับประสาอะไรกับพวกเผด็จการเหล่านี้ที่ไม่มีความนบนอบแม้เพียงน้อยนิดในหัวใจ! พระราชกิจของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ได้รับอย่างง่ายดาย แม้จะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่พวกเขามี มนุษย์ก็สามารถได้รับเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งก็เปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในท้ายที่สุด เช่นนั้นแล้ว บรรดาลูกหลานของหัวหน้าทูตสวรรค์ที่พยายามหาทางทำลายพระราชกิจของพระเจ้าล่ะว่าอย่างไร? พวกเขายิ่งมีความหวังน้อยสักเท่าใดที่จะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า จุดประสงค์ของเราในการทำงานแห่งการพิชิตชัยนั้นไม่ใช่เพื่อที่จะพิชิตเพื่อประโยชน์แห่งการพิชิตชัยแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พิชิตเพื่อที่จะเปิดเผยความชอบธรรมและความไม่ชอบธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อพิสูจน์สำหรับการลงโทษมนุษย์ กล่าวโทษคนชั่ว และยิ่งไปกว่านั้นคือพิชิตเพื่อทำให้ผู้ที่เต็มใจนบนอบนั้นมีความเพียบพร้อม ในตอนจบนั้น ทั้งหมดจะถูกแยกไปตามประเภท และผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมก็คือผู้ที่ความคิดและแนวคิดของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความนบนอบ นี่คืองานที่จะถูกทำให้สำเร็จลุล่วงในท้ายที่สุด ขณะเดียวกัน พวกที่มีทุกการกระทำเป็นการกบฏก็จะถูกลงโทษและถูกส่งไปเผาผลาญในกองเพลิง และเป็นวัตถุทั้งหลายที่ถูกสาปแช่งชั่วนิรันดร์ เมื่อเวลานั้นมาถึง บรรดา “วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่และมิอาจมีผู้ใดพิชิตได้” แห่งยุคอดีตกาลจะกลายเป็น “ผู้ขี้ขลาดที่ไร้สมรรถภาพและอ่อนแอ” ที่ต่ำช้าและถูกหลบเลี่ยงมากที่สุด สิ่งนี้เท่านั้นที่จะแสดงตัวอย่างทุกแง่มุมของความชอบธรรมของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระองค์ที่มนุษย์มิอาจทำให้ขุ่นเคืองได้เลย และสิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถประโลมความเกลียดชังในหัวใจของเราได้ พวกเจ้าไม่เห็นด้วยหรอกหรือว่าเรื่องนี้ช่างสมเหตุผลไปทั้งหมดทั้งสิ้น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน
393. พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา หากเจ้านบนอบพระราชกิจของพระเจ้าอย่างมากมายในระยะหนึ่ง แต่ในระยะถัดมาความนบนอบที่เจ้ามีต่อพระราชกิจของพระองค์อยู่ในระดับที่ต่ำ หรือเจ้าไม่สามารถนบนอบ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงผละทิ้งเจ้าไป หากเจ้าก้าวทันพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงอยู่ในขั้นตอนนี้ เจ้าก็ต้องก้าวให้ทันต่อไปเมื่อพระองค์ขยับสูงขึ้นไปด้วย เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นใครบางคนที่นบนอบพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ต้องนบนอบอย่างสม่ำเสมอต่อไป เจ้าไม่สามารถนบนอบเฉพาะในยามที่เจ้ายินดีและไม่นบนอบในยามที่เจ้าไม่ยินดี การนบนอบแบบนี้ไม่เป็นที่เห็นชอบของพระเจ้า หากพวกเจ้าไม่สามารถก้าวทันพระราชกิจใหม่ที่เราสามัคคีธรรม และยังยึดมั่นอยู่กับคติพจน์เดิมทั้งหลายต่อไป แล้วจะมีความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้าได้อย่างไร? พระราชกิจของพระเจ้านั้นก็เพื่อจัดหาให้แก่เจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ เมื่อเจ้านบนอบและยอมรับพระวจนะของพระองค์ แน่นอนว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงกระทำพระราชกิจในตัวเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจตามที่เราพูดอย่างแม่นยำ โดยทำอย่างที่เราได้กล่าวไว้ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าโดยพลัน เราปล่อยความสว่างใหม่ประการหนึ่งเพื่อให้พวกเจ้ามองดู เพื่อนำพาพวกเจ้าเข้ามาสู่ความสว่างแห่งปัจจุบัน และเมื่อเจ้าเดินเข้าสู่ความสว่างนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าทันที มีบางคนที่อาจพูดด้วยความดึงดันหัวแข็งว่า “ข้าพระองค์จะไม่ทำสิ่งที่พระองค์บอกจนเสร็จสิ้นแน่ๆ” ถ้าเป็นกรณีนั้น เราขอบอกกับเจ้าว่าบัดนี้เจ้าได้มาสุดทางแล้ว เจ้าตายซากไปแล้ว และไม่มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว ฉะนั้น ในการผ่านประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งยวดไปกว่าการก้าวให้ทันความสว่างปัจจุบัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เพียงทรงกระทำพระราชกิจเฉพาะในตัวผู้คนบางคนที่พระเจ้าทรงใช้ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทรงกระทำในผู้คนในคริสตจักรด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจในใครก็ได้ทั้งสิ้น พระองค์อาจทรงกระทำพระราชกิจในตัวเจ้าในระหว่างช่วงเวลาปัจจุบัน และเจ้าก็จะได้ประสบการณ์กับพระราชกิจนี้ ในช่วงเวลาถัดไป พระองค์อาจทรงกระทำพระราชกิจในตัวคนอื่น ซึ่งเจ้าต้องรีบกระวีกระวาดติดตามทันที ยิ่งเจ้าติดตามความสว่างปัจจุบันได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นเท่าไร ชีวิตเจ้าก็ยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าบางคนนั้นจะเป็นบุคคลที่มีกิริยามารยาทอย่างไรก็ตาม หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา เจ้าก็ต้องติดตามพวกเขา จงเปิดรับประสบการณ์ของพวกเขาโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้าเอง แล้วเจ้าจะยิ่งได้รับสิ่งที่สูงกว่านั้น เมื่อทำดังนั้น เจ้าก็จะยิ่งก้าวหน้าเร็วขึ้น นี่คือเส้นทางแห่งการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมและเป็นวิถีทางที่ทำให้ชีวิตเติบโต เส้นทางสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น จะไปถึงได้ก็ด้วยการนบนอบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าจะทรงปรับปรุงเจ้าให้เพียบพร้อมผ่านทางคนประเภทไหน หรือพระองค์จะทรงอนุญาตให้เจ้าได้รับหรือเห็นสิ่งทั้งหลายผ่านทางบุคคลประเภทไหน เหตุการณ์แบบไหน หรือสิ่งใด หากเจ้าสามารถเหยียบย่างลงบนร่องครรลองที่ถูกต้องนี้ได้ ก็แสดงว่ามีหวังอย่างมากที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า แต่หากเจ้าทำไม่ได้ นั่นแสดงว่าอนาคตของเจ้านั้นช่างสิ้นหวัง ไร้ซึ่งความสว่าง ทันทีที่เจ้าเริ่มเดินบนร่องครรลองที่ถูกต้อง เจ้าจะได้รับวิวรณ์ในทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้วิวรณ์แก่คนอื่นอย่างไร หากเจ้าเดินหน้าไปบนพื้นฐานความรู้ของพวกเขาเพื่อผ่านประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายด้วยตนเอง แล้วประสบการณ์นี้ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้า และเจ้าก็จะสามารถอาศัยประสบการณ์นี้ไปจัดหาให้กับผู้อื่นได้ บรรดาผู้ที่จัดหาให้ผู้อื่นได้แค่คำพูดที่ท่องจำมาแบบนกแก้วนกขุนทองคือผู้คนที่ไม่มีประสบการณ์อันใด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะค้นหาหนทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติผ่านความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างของผู้อื่น ก่อนที่เจ้าจะสามารถเริ่มพูดถึงประสบการณ์หรือความรู้ที่แท้จริงของเจ้าได้ นี่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเจ้ามากกว่า เจ้าควรมีประสบการณ์ในลักษณะนี้ นบนอบทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า เจ้าควรแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่งและเรียนรู้บทเรียนในทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ชีวิตของเจ้าอาจได้เติบโต การปฏิบัติเช่นนี้ให้ความก้าวหน้าที่รวดเร็วที่สุด
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน
394. การนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าต้องเป็นจริงและมีการปฏิบัติจริง และจะต้องถูกนำไปใช้ในชีวิต การนบนอบเพียงผิวเผินอย่างเดียวไม่อาจได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าได้ และการนบนอบแต่แง่มุมที่ผิวเผินในพระวจนะของพระเจ้าโดยไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนนั้น ก็ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า การนบนอบพระเจ้าและการนบนอบพระราชกิจของพระเจ้านั้นคือสิ่งเดียวกันและเหมือนกัน บรรดาผู้ที่นบนอบเฉพาะพระเจ้า แต่ไม่นบนอบพระราชกิจของพระองค์นั้นไม่อาจนับว่านบนอบ นับประสาอะไรกับพวกที่ไม่ได้นบนอบอย่างแท้จริง มีแต่ประจบสอพลอภายนอกเท่านั้น บรรดาผู้ที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงสามารถจะได้รับผลดีจากพระราชกิจของพระเจ้าและสัมฤทธิ์ความเข้าใจเรื่องพระอุปนิสัยและพระราชกิจของพระองค์ เฉพาะผู้คนแบบนี้เท่านั้นที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้สามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงใหม่และได้รับความรู้ใหม่จากพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เฉพาะผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่ได้รับการเห็นชอบโดยพระเจ้า เฉพาะผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และมีแต่พวกเขาเหล่านี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของตนได้มีการเปลี่ยนแปลง บรรดาผู้ที่ได้รับการเห็นชอบโดยพระเจ้าคือผู้ที่นบนอบพระเจ้า นบนอบพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์อย่างเปรมปรีดิ์ เฉพาะผู้คนดังกล่าวเท่านั้นที่อยู่ในทางชอบธรรม มีแต่ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ต้องการพระเจ้าอย่างจริงใจ และแสวงหาพระเจ้าอย่างจริงใจ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน
395. ในช่วงที่พระเจ้าทรงอยู่ในเนื้อหนัง การนบนอบที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากผู้คน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการงดเว้นจากการทำการตัดสิน หรือการต้านทานดังที่พวกเขาจินตนาการ ตรงกันข้าม พระองค์ทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนใช้พระวจนะของพระองค์เป็นหลักการในการดำรงชีวิตของพวกเขาและเป็นรากฐานของการอยู่รอดของพวกเขา ให้พวกเขานำแก่นแท้ของพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ และให้พวกเขาสนองเจตนารมณ์ของพระองค์โดยบริบูรณ์ แง่มุมหนึ่งของการพึงประสงค์ให้ผู้คนนบนอบต่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อ้างอิงถึงการนำพระวจนะของพระองค์มาปฏิบัติ ในขณะที่อีกแง่มุมหนึ่งอ้างอิงถึงการมีความสามารถที่จะนบนอบต่อความเป็นปกติและการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์ แง่มุมทั้งสองเหล่านี้ต้องสมบูรณ์ บรรดาผู้ที่สามารถสัมฤทธิ์ทั้งสองแง่มุมเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่เก็บงำหัวใจที่รักพระเจ้าโดยแท้ พวกเขาล้วนเป็นผู้คนที่พระเจ้าได้ทรงรับไว้แล้ว และพวกเขาล้วนรักพระเจ้าเสมือนที่พวกเขารักชีวิตของพวกเขาเอง…
กลุ่มคนที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับไว้ในวันนี้คือบรรดาผู้ที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์ พวกเขาเพียงแต่จำเป็นต้องนบนอบต่อพระราชกิจของพระองค์ และเลิกกังวลสนใจกับพระประสงค์ของพระเจ้าในสวรรค์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ชีวิตอยู่ในความคลุมเครือ และทำให้สิ่งทั้งหลายลำบากยากเย็นสำหรับพระเจ้าในเนื้อหนัง บรรดาผู้มีความสามารถที่จะนบนอบพระองค์คือบรรดาผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์และเชื่อฟังต่อการจัดการเตรียมการของพระองค์โดยสมบูรณ์ ผู้คนเช่นนั้นไม่สนใจแต่อย่างใดเลยว่าพระเจ้าในสวรรค์จริงๆ แล้วทรงเป็นเช่นไร หรือพระราชกิจประเภทใดที่พระเจ้าในสวรรค์อาจจะกำลังทรงทำอยู่กับมนุษย์ในปัจจุบัน พวกเขามอบหัวใจของพวกเขาอย่างสุดใจแด่พระเจ้าบนแผ่นดินโลก พวกเขาวางความเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงความปลอดภัยของพวกเขาเองแต่อย่างใด อีกทั้งพวกเขาไม่เคยเอาความเป็นปกติและการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าที่ทรงเป็นมนุษย์มาทำให้เป็นเรื่องใหญ่ บรรดาผู้ที่นบนอบต่อพระเจ้าในเนื้อหนังสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าในสวรรค์จะไม่ได้รับสิ่งใด การนี้เป็นเพราะผู้ที่ประทานสัญญาและพรแก่ผู้คนไม่ใช่พระเจ้าในสวรรค์ แต่เป็นพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ผู้คนไม่ควรเทิดทูนพระเจ้าในสวรรค์ว่ายิ่งใหญ่โดยมองว่าพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเป็นแค่บุคคลธรรมดาทั่วไปอยู่ตลอดเวลา การนี้ไม่ยุติธรรม พระเจ้าในสวรรค์ทรงยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ด้วยพระปรีชาญาณอันน่ามหัศจรรย์ใจ แต่ทว่าพระเจ้าในสวรรค์ไม่ได้มีอยู่จริงเลยสักนิด พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงธรรมดาทั่วไปและไม่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง และยังปกติอย่างยิ่งอีกด้วย พระองค์ไม่มีพระหทัยที่เหนือธรรมดาหรือทรงแสดงการกระทำที่ถล่มทลายโลก พระองค์เพียงแค่ทรงพระราชกิจและตรัสในลักษณะที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างยิ่งเท่านั้น ในขณะที่พระองค์มิได้ตรัสผ่านทางฟ้าร้องหรือเรียกลมและฝน พระองค์ก็คือการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในสวรรค์อย่างแท้จริง และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกมนุษย์จริงๆ ผู้คนต้องไม่ถือว่าผู้ที่ตนสามารถเข้าใจและผู้ที่สอดรับกับจินตนาการของตนเองคือพระเจ้า หรือเทิดทูนว่ายิ่งใหญ่ พลางมองผู้ที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับและไม่สามารถจินตนาการถึงได้อย่างสมบูรณ์ว่าเป็นผู้ต่ำต้อย ทั้งหมดนี้มาจากการเป็นกบฏของผู้คน ทั้งหมดนี้เป็นแหล่งกำเนิดของการต้านทานพระเจ้าของมวลมนุษย์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบโดยสมบูรณ์ต่อการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์
396. หัวใจสำคัญในการนบนอบพระเจ้าก็คือการยอมรับความสว่างใหม่ และการสามารถยอมรับและนำไปปฏิบัติได้ สิ่งนี้เท่านั้นคือการนบนอบอย่างแท้จริง พวกซึ่งขาดความเต็มใจที่จะโหยหาพระเจ้านั้นจะไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าโดยเจตนาได้ และสามารถทำได้เพียงโต้แย้งพระเจ้าอันเป็นผลจากความพึงพอใจของพวกเขาต่อสถานะที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ที่มนุษย์ไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้นั้นก็เพราะเขาถูกครองโดยสิ่งซึ่งมาก่อน สิ่งทั้งหลายซึ่งมาก่อนได้สร้างมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการสารพัดเกี่ยวกับพระเจ้าในทุกลักษณะในผู้คน และสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นพระฉายาของพระเจ้าในจิตใจของพวกเขา ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้นเป็นมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง และเป็นมาตรฐานของจินตนาการของพวกเขาเอง หากเจ้าประเมินวัดพระเจ้าผู้ทรงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในวันนี้โดยเทียบกับพระเจ้าในจินตนาการของตัวเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อของเจ้าก็มาจากซาตาน และแปดเปื้อนด้วยการเลือกชอบของตัวเจ้าเอง—พระเจ้าไม่ต้องการความเชื่อประเภทนี้ ไม่ว่าวิทยฐานะของพวกเขาจะสูงส่งเพียงใด และไม่ว่าการทุ่มเทอุทิศของพวกเขาจะมากเพียงใด—ต่อให้พวกเขาได้อุทิศความพยายามทั้งชีวิตให้กับพระราชกิจของพระองค์ และได้พลีชีพของพวกเขาเอง—พระเจ้าไม่ทรงเห็นชอบกับใครก็ตามที่มีความเชื่อเช่นนี้ พระองค์ก็แค่ทรงมอบพระคุณเพียงเล็กน้อยให้แก่พวกเขาและให้โอกาสพวกเขาชื่นชมมันเพียงชั่วยาม ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา และพระเจ้าจะทรงกำจัดพวกเขาออกไปทีละคนตามลำดับอันสมควร จะหนุ่มสาวและแก่เฒ่าก็ไม่ต่างกัน พวกที่ไม่นบนอบพระเจ้าในความเชื่อของตนและมีเจตนารมณ์ที่ผิดนั้น ก็คือผู้ที่ต่อต้านและทำให้หยุดชะงัก และผู้คนเช่นนี้จะถูกพระเจ้ากำจัดออกไปอย่างไม่ต้องสงสัย พวกที่ไม่นบนอบพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้ที่แค่เพียงรับรู้พระนามของพระองค์เท่านั้น และพอจะมีสัมผัสในความใจดีมีเมตตาและความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้าอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ก้าวตามให้ทันย่างพระบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่นบนอบพระราชกิจและพระวจนะปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์—ผู้คนเหล่านี้มีชีวิตท่ามกลางพระคุณของพระเจ้า และจะไม่ได้รับการทรงรับไว้หรือได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการนบนอบของมนุษย์ ผ่านทางการกิน การดื่ม และความชื่นชมยินดีในพระวจนะของพระเจ้า และผ่านทางความทุกข์และการถลุงในชีวิตของพวกเขา ด้วยความเชื่อเช่นนี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงได้ และหลังจากนี้เท่านั้นพวกเขาจึงสามารถมีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าได้ การไม่พึงพอใจกับการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพระคุณของพระเจ้า การโหยหาและการค้นหาความจริงอย่างจริงจัง และการแสวงหาการรับไว้โดยพระเจ้า—นี่คือความหมายของการนบนอบพระเจ้าอย่างมีสติและนี่เองคือศรัทธาประเภทที่พระเจ้าทรงต้องการโดยแท้ ผู้คนที่ไม่ทำอะไรเลยนอกจากชื่นชมอยู่กับพระคุณของพระเจ้านั้นจะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือเปลี่ยนแปลงได้ และการนบนอบ ความศรัทธาอันแก่กล้า ความรัก และความอดทนนั้นเป็นสิ่งผิวเผินทั้งสิ้น บรรดาผู้ที่เอาแต่ชื่นชมในพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นจะไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และแม้ในคราที่พวกเขารู้จักพระเจ้า ความรู้ของพวกเขาก็เป็นเพียงผิวเผิน และพวกเขากล่าวสิ่งสารพัดเช่น “พระเจ้าทรงรักมนุษย์” หรือ “พระเจ้าทรงมีความสงสารเห็นใจต่อมนุษย์” สิ่งนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของชีวิตมนุษย์ และไม่ได้แสดงว่าผู้คนรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง หากในเวลาที่พระวจนะของพระเจ้าถลุงพวกเขา หรือในเวลาที่การทดสอบของพระองค์มาถึงพวกเขา ผู้คนก็ไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้—หากแทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับแคลงใจและไม่ผ่านการทดสอบ—เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเขาไม่นบนอบพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ภายในพวกเขานั้น มีกฎเกณฑ์และข้อห้ามหลายอย่างเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า ประสบการณ์เก่าอันเป็นผลลัพธ์ของหลายปีแห่งความเชื่อ หรือกฎเกณฑ์นานาสารพันที่มีพื้นฐานมาจากพระคัมภีร์ ผู้คนเช่นนี้จะนบนอบพระเจ้าได้หรือ? ผู้คนเหล่านี้เต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายในแบบมนุษย์—พวกเขาจะนบนอบพระเจ้าได้อย่างไร? “การนบนอบ” ของพวกเขานั้นเป็นไปตามความเลือกชอบส่วนบุคคล—พระเจ้าจะทรงต้องประสงค์การนบนอบเช่นนี้หรือ? นี่ไม่ใช่การนบนอบพระเจ้า แต่เป็นการยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์ต่างหาก มันเป็นความพึงพอใจและการปลอบใจของตัวพวกเขาเอง หากเจ้าพูดว่านี่คือการนบนอบในพระเจ้า มิใช่ว่าเจ้าหมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าควรนบนอบพระเจ้า
397. ทุกคนที่ไม่แสวงหาการนบนอบพระเจ้าในความเชื่อของตนนั้นก็เท่ากับต่อต้านพระองค์ พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนแสวงหาความจริง ขอให้พวกเขากระหายในพระวจนะของพระองค์ กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และนำเอาพระวจนะไปฝึกฝนปฏิบัติ เพื่อที่พวกเขาอาจสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้า หากสิ่งเหล่านี้เป็นเจตนาที่แท้จริงของเจ้าแล้วไซร้ ย่อมแน่นอนว่า พระเจ้าจะทรงยกชูเจ้า และจะทรงเปี่ยมพระคุณต่อเจ้าอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่มีข้อกังขาและไม่มีทางเปลี่ยนแปลง หากเจตนารมณ์ของเจ้าคือการไม่นบนอบพระเจ้า และเจ้ามีจุดมุ่งหมายอื่น นั่นก็หมายความว่าทุกอย่างที่เจ้าพูดและทำ—การอธิษฐานของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และแม้แต่ทุกการกระทำของเจ้า—ก็จะเป็นการต่อต้านพระเจ้า เจ้าอาจพูดจาอ่อนหวานและมีมารยาทดี การกระทำและการแสดงออกทุกอย่างของเจ้าอาจจะดูถูกต้องเหมาะสม และเจ้าอาจจะดูเหมือนคนที่นบนอบ แต่เมื่อมาถึงเรื่องของเจตนารมณ์ของเจ้าและทรรศนะเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าแล้ว ทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นเป็นไปในการต่อต้านพระเจ้า ทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นเป็นความชั่ว ผู้คนที่ปรากฏว่าเชื่อฟังราวกับลูกแกะ แต่กลับมีเจตนาชั่วเก็บงำอยู่ในหัวใจนั้น ก็คือพวกหมาป่าในคราบลูกแกะ พวกเขาทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองโดยตรง และพระเจ้าก็จะไม่ละเว้นพวกเขาแม้แต่คนเดียว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเปิดเผยพวกเขาทุกๆ คนออกมาและจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าพวกหน้าซื่อใจคดนั้นจะถูกรังเกียจเดียดฉันท์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน แต่จงอย่ากังวลไปเลย พระเจ้าจะพิจารณาจัดการและจำหน่ายกำจัดพวกเขาทั้งหมดทุกคนตามลำดับอันสมควร
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าควรนบนอบพระเจ้า
398. ในการวัดว่าผู้คนสามารถนบนอบพระเจ้าได้หรือไม่นั้น กุญแจสำคัญก็คือว่า พวกเขามีความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อหรือมีสิ่งจูงใจแอบแฝงต่อพระองค์หรือไม่ หากผู้คนมีข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอยู่เสมอ นั่นก็พิสูจน์ว่าพวกเขาไม่นบนอบพระองค์ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า หากเจ้าไม่ยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้าและเจ้าไม่แสวงหาความจริง อีกทั้งเจ้ากำลังโต้แย้งเพื่อตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และรู้สึกอยู่เสมอว่ามีเพียงตัวเจ้าเท่านั้นที่ถูก และหากเจ้าถึงขั้นสามารถกังขาในเรื่องที่ว่าพระเจ้าคือความจริงและความชอบธรรม เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะเดือดร้อน ผู้คนเช่นนั้นโอหังและเป็นกบฏต่อพระเจ้าที่สุด ผู้คนที่สร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าเสมอนั้นไม่สามารถนบนอบพระองค์ได้อย่างแท้จริง หากเจ้าสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า นี่ย่อมพิสูจน์ว่า เจ้ากำลังพยายามสร้างข้อตกลงกับพระเจ้า ว่าเจ้ากำลังเลือกเจตจำนงของตัวเจ้าเอง และกำลังปฏิบัติตนไปตามเจตจำนงของเจ้า ในการนี้ เจ้ากำลังทรยศพระเจ้าและไร้ซึ่งการนบนอบ การสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าเป็นเรื่องที่ไร้สำนึกในตัวมันเอง หากเจ้าเชื่ออย่างแท้จริงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่กล้าที่จะสร้างข้อเรียกร้องต่อพระองค์ ทั้งเจ้าย่อมจะไม่รู้สึกว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสร้างข้อเรียกร้องทั้งหลายต่อพระองค์ ไม่ว่าเจ้าคิดว่าข้อเรียกร้องเหล่านั้นจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม หากเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าและเชื่อว่าพระองค์คือพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะนมัสการและนบนอบพระองค์เท่านั้น ไม่มีตัวเลือกอื่น ผู้คนทุกวันนี้ไม่เพียงเลือกด้วยตนเองเท่านั้น พวกเขาถึงขั้นขอให้พระเจ้ากระทำตามเจตจำนงของพวกเขา พวกเขาไม่เพียงเลือกที่จะไม่นบนอบพระเจ้าเท่านั้น แต่ถึงกับขอให้พระเจ้านบนอบพวกตน นี่ไร้สำนึกอย่างยิ่งมิใช่หรือ? เพราะฉะนั้น หากไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในบุคคลหนึ่งและไม่มีความเชื่ออันเป็นแก่นสาร ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะมีวันได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า เมื่อผู้คนสามารถสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าให้น้อยลง พวกเขาย่อมมีความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงมากขึ้น และสำนึกของพวกเขาก็ค่อนข้างเป็นปกติ บ่อยครั้งเป็นกรณีที่ว่า ยิ่งผู้คนมีความเอนเอียงที่จะโต้แย้งมากขึ้นเท่าใด และยิ่งพวกเขามีการสร้างความชอบธรรมให้ตนเองมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรับมือได้ยากมากขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแค่พวกเขามีข้อเรียกร้องมากมายเท่านั้น แต่หากเจ้ามอบให้พวกเขาหนึ่งคืบ พวกเขาย่อมจะต้องการมากขึ้นเป็นหนึ่งศอก เมื่อพวกเขาพึงพอใจในด้านหนึ่ง เมื่อนั้นพวกเขาจะทำข้อเรียกร้องในอีกด้าน พวกเขาต้องพึงพอใจในทุกด้าน และหากไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็เริ่มร้องทุกข์คร่ำครวญ และพิจารณาสิ่งทั้งหลายว่าไร้หนทางและปฏิบัติตนด้วยความเลินเล่อ หลังจากนั้น พวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นหนี้และเปี่ยมด้วยความเสียใจ และพวกเขาหลั่งน้ำตาอันขมขื่น และต้องการที่จะตาย อะไรคือประโยชน์ในการนั้น? สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่ไร้เหตุผลและกวนใจอยู่ไม่หยุดหย่อนหรอกหรือ? ปัญหาเหล่านี้ต้องแก้ไขที่รากเหง้า หากเจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่แก้ไข หากเจ้ารอจนกระทั่งเจ้าเกิดเดือดร้อนหรือก่อให้เกิดความวิบัติขึ้นมาก่อนแล้วจึงแก้ไข เจ้าจะสามารถชดเชยความสูญเสียนี้ได้อย่างไร? สิ่งนี้จะไม่ใช่สภาวะวัวหายล้อมคอกหรอกหรือ? เพราะฉะนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าโดยสมบูรณ์ เจ้าต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขทันทีในครั้งแรกที่เกิดขึ้น เจ้าต้องแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเมื่อมันอยู่ในสภาวะที่กำลังก่อตัว เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าจะไม่ทำสิ่งใดที่ผิดพลาดเกิดขึ้นและป้องกันความเดือดร้อนในอนาคต หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหยั่งรากและกลายเป็นความคิดหรือทัศนคติของบุคคลหนึ่ง ก็จะสามารถชี้นำบุคคลให้ทำชั่ว เพราะฉะนั้น การคิดทบทวนตนเองและการรู้จักตนเองโดยหลักแล้วจึงเกี่ยวกับการค้นพบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเรา และเกี่ยวกับการแสวงหาความจริงโดยเร็วเพื่อแก้ไขอุปนิสัยเหล่านั้น เจ้าต้องรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในธรรมชาติของเจ้า เจ้าชอบสิ่งใด เจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งใด และเจ้าต้องการได้มาซึ่งสิ่งใด เจ้าต้องชำแหละสิ่งเหล่านี้ตามพระวจนะของพระเจ้าเพื่อดูว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ และคลาดเคลื่อนอย่างไร ครั้นเจ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว เจ้าก็ต้องแก้ไขปัญหาของสำนึกอันผิดปกติของเจ้า กล่าวคือ ปัญหาเรื่องการก่อกวนโดยไม่หยุดหย่อนและไร้เหตุผลของเจ้า นี่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการที่เจ้าไร้ซึ่งสำนึกอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกเขา ผู้คนที่ถูกควบคุมโดยผลประโยชน์ส่วนตนย่อมไม่มีสำนึกที่เป็นปกติ นี่เป็นปัญหาในทางจิตวิทยาและเป็นจุดตายของผู้คนด้วย ผู้คนบางคนรู้สึกว่าพวกเขามีขีดความสามารถและพรสวรรค์บางอย่าง และพวกเขาต้องการเป็นผู้นำและต้องการที่จะโดดเด่นอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงขอให้พระเจ้าทรงใช้พวกเขา หากพระเจ้าไม่ทรงใช้พวกเขา พวกเขาก็จะพูดว่า “พระเจ้าไม่ทรงมองข้าพระองค์ด้วยความเอ็นดูได้อย่างไร? ข้าแต่พระเจ้า หากพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์ทำบางสิ่งที่สำคัญ ข้าพระองค์ขอสัญญาว่าจะสละเพื่อพระองค์!” ความตั้งใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? การสละเพื่อพระเจ้าเป็นสิ่งดี แต่กลับมีแรงจูงใจอยู่เบื้องหลังความเต็มใจที่จะสละเพื่อพระเจ้า สิ่งที่พวกเขารักคือสถานะ และนี่คือสิ่งที่พวกเขามุ่งเน้น เมื่อผู้คนสามารถนบนอบได้โดยแท้จริง ติดตามพระเจ้าอย่างสุดหัวใจไม่ว่าพระเจ้าจะทรงใช้พวกเขาหรือไม่ และสละตนเพื่อพระเจ้าได้ไม่ว่าพวกเขาจะมีสถานะหรือไม่ ตอนนั้นเท่านั้นที่สามารถถือได้ว่าพวกเขามีสำนึกและนบนอบพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากเกินไป
399. ในเวลาที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาในชีวิตจริง เจ้าควรรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าและอธิปไตยของพระองค์อย่างไร? เมื่อเจ้าถูกประจันหน้าด้วยปัญหาเหล่านี้ และไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจ รับมือ และรับประสบการณ์กับมันอย่างไร ท่าทีอะไรที่เจ้าควรนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นจริงถึงเจตนาของเจ้าที่จะนบนอบ ความอยากที่จะนบนอบ และความเป็นจริงของการนบนอบของเจ้าต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า? ก่อนอื่น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรอคอย จากนั้นเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหา แล้วเจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ “การรอคอย” หมายถึงการรอคอยเวลาของพระเจ้า การรอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมไว้ให้เจ้า การรอคอยให้เจตนารมณ์ของพระองค์ค่อยๆ เผยตัวให้เจ้ารู้ “การแสวงหา” หมายถึง การสังเกตและการทำความเข้าใจพระเจตนาอันเปี่ยมด้วยพระดำริของพระเจ้าที่มีต่อเจ้าโดยผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงวางโครงร่างเอาไว้ การทำความเข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น การเข้าใจสิ่งที่พวกมนุษย์ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงและหนทางต่างๆ ที่พวกเขาต้องยึดถือไว้ การทำความเข้าใจในผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงตั้งใจที่จะสัมฤทธิ์ในมนุษย์และความสำเร็จลุล่วงอะไรที่พระองค์ทรงตั้งใจบรรลุในพวกเขา “การนบนอบ” แน่นอนว่าย่อมอ้างอิงถึงการยอมรับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ การยอมรับในอธิปไตยของพระองค์ และโดยผ่านการยอมรับนี้ มารู้ว่าพระผู้สร้างทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์อย่างไร พระองค์ทรงจัดหาให้กับมนุษย์ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างไร พระองค์ทรงพระราชกิจความจริงในมนุษย์อย่างไร ทุกสรรพสิ่งภายใต้การจัดการเตรียมการและอธิปไตยของพระเจ้าเป็นไปโดยสอดคล้องกับกฎธรรมชาติต่างๆ และหากเจ้าตั้งปณิธานว่าจะยอมให้พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการและครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเจ้า เจ้าควรเรียนรู้ที่จะรอคอย เจ้าควรเรียนรู้ที่จะแสวงหา และเจ้าควรเรียนรู้ที่จะนบนอบ นี่คือท่าทีที่ทุกบุคคลผู้ซึ่งต้องการที่จะนบนอบสิทธิอำนาจของพระเจ้าต้องนำมาใช้ คุณสมบัติพื้นฐานที่ทุกบุคคลผู้ซึ่งต้องการที่จะยอมรับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าต้องมี เพื่อที่จะมีท่าทีเช่นนั้น เพื่อที่จะมีคุณสมบัติเช่นนั้น เจ้าต้องทำงานหนักขึ้น นี่คือหนทางเดียวที่เจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงที่แท้จริงได้
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3
400. เมื่อโนอาห์ได้ทำตามที่พระเจ้าได้ทรงชี้นำ เขาไม่รู้ว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร เขาไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงต้องการที่จะทำอะไรให้สำเร็จลุล่วง พระเจ้าเพียงได้ทรงให้พระบัญชาแก่เขา และสั่งให้เขาทำบางอย่าง และโดยไม่ต้องอธิบายมากความ โนอาห์ก็เดินหน้าและทำตามนั้น เขาไม่ได้พยายามเข้าใจความพึงปรารถนาของพระเจ้าอย่างลับๆ และเขาไม่ได้ต้านทานพระเจ้าหรือแสดงความไม่จริงใจ เขาเดินหน้าและทำตามนั้นเลยด้วยใจที่บริสุทธิ์และเรียบง่าย ไม่ว่าพระเจ้าทรงให้เขาทำสิ่งใด เขาก็ทำ และการนบนอบและการฟังพระวจนะของพระเจ้าก็คือการเชื่อที่ค้ำจุนการกระทำของเขา นั่นเป็นวิธีที่เขาจัดการกับสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้อย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่าย แก่นแท้ของเขา—แก่นแท้ของการกระทำของเขาคือการนบนอบ ไม่ใช่การเดาสุ่ม ไม่ใช่การต้านทาน และยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่การนึกถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาเอง หรือผลกำไรและขาดทุนของเขา ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่าพระองค์จะทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วม โนอาห์ก็ไม่ได้ทูลถามว่าเมื่อใด หรือทูลถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งต่างๆ และแน่นอนเขาไม่ได้ทูลถามพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงทำลายโลกอย่างไร เขาเพียงทำตามที่พระเจ้าทรงชี้นำ ไม่ว่าพระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้สร้างมันอย่างไร และสร้างด้วยอะไร เขาก็ได้ทำตามที่พระเจ้าได้ทรงขออย่างถูกต้อง และได้เริ่มดำเนินการโดยทันที เขาปฏิบัติตัวโดยสอดคล้องกับคำชี้นำของพระเจ้าด้วยท่าทีแห่งความต้องการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เขากำลังทำเพื่อช่วยเหลือตัวเองให้หลีกเลี่ยงความวิบัติหรือไม่? ไม่ เขาได้ถามพระเจ้าหรือไม่ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าใดก่อนที่โลกจะถูกทำลาย? เขาไม่ได้ถาม เขาได้ถามพระเจ้าหรือไม่ หรือว่าเขารู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดในการสร้างเรือ? เขาไม่ได้รู้เรื่องนั้นเช่นกัน เขาเพียงนบนอบ ฟัง และปฏิบัติตาม
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1
401. ในการเชื่อในพระเจ้าของเขา เปโตรได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในทุกสิ่งทุกอย่าง และได้พยายามนบนอบต่อทั้งหมดที่ได้มาจากพระเจ้า โดยที่ไม่มีการปริปากบ่นแม้แต่น้อย เขาสามารถยอมรับการตีสอนและการพิพากษา ตลอดจนการถลุง ความทุกข์ลำบาก และการดำเนินต่อไปโดยปราศจากสิ่งใดเลยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยในบรรดาเหล่านี้ที่จะสามารถปรับเปลี่ยนหัวใจที่รักพระเจ้าของเขาได้ นี่ไม่ใช่ความรักขั้นสูงสุดที่มีแด่พระเจ้าหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรอกหรือ? ไม่ว่าในการตีสอน การพิพากษา หรือความทุกข์ลำบาก เจ้าสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบจนตายได้เสมอ และนี่คือสิ่งที่ควรสัมฤทธิ์โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นี่คือความบริสุทธิ์ของความรักที่มีแด่พระเจ้า หากมนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผลได้มากขนาดนี้ เช่นนั้นแล้วเขาก็เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และไม่มีสิ่งใดเลยที่สนองเจตนารมณ์ของพระผู้สร้างได้ดีกว่า จงจินตนาการว่าเจ้าสามารถทำงานเพื่อพระเจ้าได้ ทว่าเจ้ากลับไม่นบนอบต่อพระเจ้า และไม่สามารถที่จะรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ในหนทางนี้ ไม่เพียงเจ้าจะไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น แต่เจ้ายังจะถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าคือใครบางคนที่ไม่มีความจริง ที่ไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าได้ และที่กบฏต่อพระเจ้า เจ้าเพียงใส่ใจกับการทำงานเพื่อพระเจ้าเท่านั้น และไม่ใส่ใจกับการนำความจริงไปปฏิบัติหรือการรู้จักตัวเจ้าเอง เจ้าไม่เข้าใจหรือรู้จักพระผู้สร้าง และไม่นบนอบหรือรักพระผู้สร้าง เจ้าคือใครบางคนที่เป็นกบฏต่อพระเจ้ามาแต่กำเนิด และดังนั้นแล้วผู้คนเช่นนั้นจึงไม่เป็นที่รักโดยพระผู้สร้าง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน
402. การเป็นพยานที่ดังกึกก้องให้แก่พระเจ้านั้นโดยพื้นฐานแล้วสัมพันธ์กับการที่เจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงหรือไม่ และกับการที่เจ้ามีความสามารถที่จะนบนอบต่อหน้าบุคคลนี้ได้หรือไม่ ผู้ซึ่งไม่ใช่แค่ธรรมดาสามัญเท่านั้น แต่ปกติด้วย และนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตาย หากเจ้าเป็นพยานอย่างแท้จริงต่อพระเจ้าด้วยหนทางแห่งการนบนอบนี้ นั่นหมายความว่าเจ้าได้ถูกพระเจ้ารับไว้แล้ว หากเจ้าสามารถนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตายและปราศจากการร้องทุกข์ ไม่ทำการตัดสิน ไม่ใส่ร้าย ไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใด และไม่มีสิ่งจูงใจแอบแฝงอันใดเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงได้มาซึ่งพระสิริในหนทางนี้ การนบนอบต่อหน้าบุคคลปกติธรรมดาคนหนึ่งผู้ซึ่งถูกมนุษย์ดูแคลน และการมีความสามารถที่จะนบนอบไปจนกระทั่งหมดลมหายใจโดยไม่มีมโนคติที่หลงผิดใดๆ—นี่ละคือคำพยานจริงแท้ ความเป็นจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนเข้าสู่นั้นก็คือการที่เจ้าสามารถนบนอบต่อพระวจนะของพระองค์ นำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ กราบไหว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและรู้จักความเสื่อมทรามของเจ้าเอง เปิดใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และในท้ายที่สุดก็ได้ถูกพระองค์รับไว้โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ของพระองค์ พระเจ้าได้รับพระสิริเมื่อถ้อยดำรัสเหล่านี้พิชิตเจ้าและทำให้เจ้านบนอบพระองค์โดยสมบูรณ์ โดยผ่านทางการนี้พระองค์ทรงทำให้ซาตานอับอายและทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์ เมื่อเจ้าไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใดเกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์—กล่าวคือ เมื่อเจ้าได้ตั้งมั่นในการทดสอบนี้—เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ได้เป็นพยานในการนี้เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อมาถึงวันซึ่งเจ้ามีความเข้าใจเต็มเปี่ยมเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและสามารถนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตายเหมือนที่เปโตรเคยทำ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะได้รับการรับไว้และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำซึ่งไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าก็คือการทดสอบสำหรับเจ้า หากพระราชกิจของพระเจ้าอยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เจ้าก็คงจะไม่จำเป็นต้องทนทุกข์หรือได้รับการถลุง เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้านั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งนักและไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้านั่นเอง เจ้าจึงจำเป็นต้องปล่อยมือจากมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นการทดสอบสำหรับเจ้า เป็นเพราะการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้านั่นเอง ผู้คนทั้งปวงจึงอยู่ในท่ามกลางการทดสอบ พระราชกิจของพระองค์สัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่ใช่เหนือธรรมชาติ เจ้าจะได้รับการรับไว้โดยพระองค์ด้วยการเข้าใจพระวจนะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์และถ้อยดำรัสที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์อย่างเต็มที่โดยไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใด และการมีความสามารถที่จะรักพระองค์อย่างแท้จริงในขณะที่พระราชกิจของพระองค์สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากยิ่งขึ้นทุกที กลุ่มผู้คนที่พระเจ้าจะทรงรับไว้นั้นคือผู้ที่รู้จักพระเจ้า นั่นคือ บรรดาผู้ที่รู้ว่าพระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคือผู้ที่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบโดยสมบูรณ์ต่อการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์
403. ก่อนที่มนุษยชาติจะเข้าสู่การหยุดพัก การที่บุคคลแต่ละประเภทจะถูกลงโทษหรือได้รับบำเหน็จรางวัลหรือไม่นั้น จะถูกกำหนดไปตามที่ว่าพวกเขาได้แสวงหาความจริงหรือไม่ พวกเขารู้จักพระเจ้าหรือไม่ และพวกเขาสามารถนบนอบต่อพระเจ้าที่มองเห็นได้หรือไม่ บรรดาผู้ที่ได้ลงแรงเพื่อพระเจ้าที่มองเห็นได้ แต่ทว่าไม่รู้จักพระองค์ อีกทั้งไม่นบนอบต่อพระองค์นั้น ย่อมขาดพร่องความจริง ผู้คนเช่นนี้คือคนทำชั่ว และคนทำชั่วจะเป็นวัตถุของการลงโทษอย่างไม่มีข้อสงสัย และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะต้องถูกลงโทษไปตามความประพฤติชั่วของพวกเขา พระเจ้าทรงดำรงอยู่เพื่อให้พวกมนุษย์เชื่อ และพระองค์ทรงคู่ควรกับการนบนอบของพวกเขาด้วยเช่นกัน บรรดาผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่สามารถมองเห็นได้เท่านั้นคือผู้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าและไร้ความสามารถที่จะนบนอบต่อพระเจ้าได้ หากผู้คนเหล่านี้ยังคงไม่สามารถจัดการเพื่อให้เชื่อในพระเจ้าที่มองเห็นได้ในเวลาที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยของพระองค์ถูกทำให้เสร็จสิ้น และยังคงต้านทานและกบฏต่อพระเจ้าที่มองเห็นได้ในเนื้อหนัง เมื่อนั้น “คนไม่ชัดเจน” เหล่านี้ก็จะกลายเป็นวัตถุแห่งการทำลายล้าง โดยไม่มีข้อสงสัย ซึ่งจะเหมือนใครบางคนในหมู่พวกเจ้า—ใครก็ตามที่ตระหนักถึงพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์โดยวาจา แต่ทว่าไม่สามารถปฏิบัติความจริงแห่งการนบนอบต่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้นั้น ในท้ายที่สุดก็จะถูกกำจัดออกไปและถูกทำลายล้าง นอกจากนั้น ใครก็ตามที่ตระหนักถึงพระเจ้าที่มองเห็นได้โดยวาจา กินและดื่มความจริงที่แสดงออกโดยพระองค์ในขณะที่กำลังแสวงหาพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่สามารถมองเห็นได้อยู่ด้วยนั้น ย่อมจะตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้างเป็นแน่ ไม่มีคนใดในบรรดาผู้คนเหล่านี้ที่จะสามารถคงเหลืออยู่จนกระทั่งถึงเวลาแห่งการหยุดพักซึ่งจะมาหลังจากพระราชกิจของพระเจ้าได้เสร็จสิ้นลงแล้ว อีกทั้งไม่มีบุคคลที่คล้ายกับผู้คนเหล่านี้สักคนเดียวที่สามารถคงเหลืออยู่ในเวลาแห่งการหยุดพักนั้น ผู้คนที่เหมือนปีศาจคือบรรดาผู้ซึ่งไม่ปฏิบัติความจริง แก่นแท้ของพวกเขาคือแก่นแท้แห่งการต้านทานและความเป็นกบฏต่อพระเจ้า และพวกเขาไม่มีเจตนาแห่งการนบนอบต่อพระองค์เลยแม้แต่น้อย ผู้คนเช่นนี้จะถูกทำลายทั้งหมด
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน