จ. ว่าด้วยวิธีที่จะเป็นบุคคลผู้ซื่อสัตย์
384. พวกเจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าโปรดผู้ที่มีความซื่อสัตย์ พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของความสัตย์ซื่อ ดังนั้น พระวจนะของพระองค์จึงเชื่อถือได้เสมอ นอกจากนี้ การกระทำของพระองค์นั้นไร้ข้อผิดพลาดและไม่มีข้อสงสัย ซึ่งเป็นเหตุผลว่า เหตุใดพระเจ้าจึงโปรดคนที่มีความซื่อสัตย์ต่อพระองค์อย่างแท้จริง ความซื่อสัตย์หมายถึงการถวายหัวใจของพวกเจ้าให้แก่พระเจ้า ไม่เทียมเท็จต่อพระเจ้าไม่ว่าในเรื่องใด เปิดใจต่อพระองค์ในทุกสิ่ง ไม่เคยซ่อนเร้นข้อเท็จจริงเลย ไม่พยายามหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่เหนือและอยู่ต่ำกว่าเจ้า และไม่ทำสิ่งที่เป็นเพียงความพยายามที่จะประจบประแจงเพื่อให้พระเจ้าโปรดตน กล่าวสั้นๆ ก็คือ การซื่อสัตย์คือการกระทำและคำพูดที่บริสุทธิ์ ไม่หลอกลวงทั้งพระเจ้าและมนุษย์ สิ่งที่เรากล่าวถึงนั้นเรียบง่ายมาก แต่กลับยากลำบากสำหรับพวกเจ้า ทวีคูณ ผู้คนมากมายยอมที่จะถูกกล่าวโทษให้ลงนรกมากกว่าที่จะพูดและกระทำการด้วยความซื่อสัตย์ ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เรามีวิธีปฏิบัติอีกแบบหนึ่งต่อผู้ที่ไม่มีความซื่อสัตย์ตระเตรียมไว้ แน่นอนว่า เรารู้ดียิ่งว่าการเป็นคนซื่อสัตย์ลำบากยากเย็นสำหรับพวกเจ้าเพียงใด เพราะพวกเจ้าล้วน “ฉลาดแยบยล” เหลือเกิน เก่งมากในเรื่องการประเมินวัดหัวใจของคนที่สูงส่งตามวิธีคิดที่ต่ำต้อยของตนเอง นี่ยิ่งทำให้งานของเรายิ่งเรียบง่ายขึ้น และเนื่องจากพวกเจ้าแต่ละคนล้วนกกกอดความลับไว้แนบอก เช่นนั้นแล้ว เราจะส่งพวกเจ้าไปสู่ความวิบัติทีละคน เพื่อให้ “ได้รับการสั่งสอน” ด้วยไฟ แล้วหลังจากนั้น พวกเจ้าจะได้ตั้งใจแน่วแน่ต่อการเชื่อของเจ้าในวจนะของเรา ท้ายที่สุด เราจะบีบบังคับเอาคำว่า “พระเจ้าคือพระเจ้าผู้สัตย์ซื่อ” ออกมาจากปากของพวกเจ้า หลังจากนั้น พวกเจ้าจะตีอกชกหัวและคร่ำครวญว่า “หัวใจของมนุษย์ช่างหลอกลวงนัก!” สภาวะจิตใจของพวกเจ้าเวลานั้นจะเป็นเช่นใด? เจ้าจะไม่หลงระเริงด้วยความทะนงตนเช่นในเวลานี้อย่างแน่นอน! และนับประสาอะไรที่เจ้าจะมีความ “ลุ่มลึกและยากที่จะเข้าใจ” ดังที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ในการสถิตของพระเจ้านั้น บางคนก็สงบเสงี่ยมสำรวมไปเสียทุกเรื่อง รวมทั้ง “ประพฤติตัวดี” เป็นพิเศษ แต่พวกเขากลับแยกเขี้ยวและกางกรงเล็บในการสถิตของพระวิญญาณ พวกเจ้าจะนับผู้คนแบบนี้ว่าอยู่ในหมู่คนซื่อสัตย์อย่างนั้นหรือ? หากเจ้าเป็นคนประเภทหน้าซื่อใจคดคนหนึ่ง เป็นใครบางคนที่มีทักษะใน “สัมพันธภาพระหว่างบุคคล” เมื่อนั้นเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่ช่างพยายามล้อเล่นกับพระเจ้าโดยแน่แท้ หากคำพูดของเจ้าพรุนไปด้วยข้อแก้ตัวกับเหตุผลข้ออ้างที่ไร้คุณค่า เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่ไม่เต็มใจนำความจริงมาปฏิบัติ หากเจ้ามีเรื่องส่วนตัวมากมายซึ่งยากที่จะพูดถึง หากเจ้าไม่ชอบอย่างมากในการนำความลับของเจ้า—ความลำบากยากเย็นของเจ้า—มาตีแผ่ต่อหน้าผู้อื่นเพื่อแสวงหาหนทางแห่งความสว่าง เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่จะประสบความลำบากยากเย็นใหญ่หลวงในการบรรลุความรอด และเป็นผู้ที่จะประสบความลำบากยากเย็นในการโผล่พ้นจากความมืดมิด หากเจ้าเพลิดเพลินกับการแสวงหาหนทางแห่งความจริงอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือใครบางคนที่อาศัยอยู่ในความสว่างตลอดเวลา หากเจ้าเปรมปรีดิ์มากเหลือเกินที่ได้เป็นคนรับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้า ทำงานอย่างขยันขันแข็งและมีมโนธรรมอยู่เพียงเบื้องหลังไม่เสนอหน้า เป็นผู้ให้เสมอและไม่เคยเป็นผู้รับเลย เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือวิสุทธิชนผู้จงรักภักดี เพราะเจ้าไม่แสวงหาบำเหน็จ และพากเพียรที่จะเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์คนหนึ่ง หากเจ้าเต็มใจที่จะเป็นคนซื่อตรงเปิดเผย หากเจ้าเต็มใจที่จะทุ่มเทอุทิศตัวเจ้า หากเจ้าสามารถพลีอุทิศชีวิตของเจ้าเพื่อพระเจ้า และยึดมั่นในคำพยานของเจ้า และหากเจ้ามีความซื่อสัตย์จนถึงจุดที่เจ้ารู้เพียงการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และไม่คิดถึงตัวเองหรือเอาเป็นของตัวเองเช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า ผู้คนเช่นนั้นคือบรรดาผู้ที่ได้รับการบำรุงเลี้ยงในความสว่าง และเป็นผู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ตลอดกาลในราชอาณาจักร
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตักเตือนสามประการ
385. เรามีความพอใจในบรรดาผู้ที่ไม่ระแวงผู้อื่น และเราชอบบรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงอย่างไม่ลังเล เราแสดงความใส่ใจอย่างมากต่อผู้คนสองประเภทนี้ ด้วยเหตุที่ในสายตาของเราพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์ หากเจ้าเป็นคนหลอกลวง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมจะระมัดระวังและมีความระแวงในตัวผู้คนและเรื่องต่างๆ ทั้งมวล และด้วยเหตุนี้ความเชื่อของเจ้าในเราย่อมจะสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งความระแวง เราไม่มีวันสามารถรับรู้ความเชื่อเช่นนั้นได้ เมื่อขาดความเชื่อที่แท้จริง เจ้าก็ยิ่งไร้ซึ่งความรักที่แท้จริงขึ้นไปอีก และหากเจ้ามีแนวโน้มที่จะสงสัยในพระเจ้าและคาดเดาพระองค์ตามอำเภอใจ เช่นนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าย่อมเป็นผู้ที่หลอกลวงที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งมวล เจ้าคาดเดาว่าพระเจ้าสามารถเป็นเช่นมนุษย์ได้หรือไม่ กล่าวคือ มีบาปซึ่งไม่สามารถอภัยให้ได้ มีลักษณะนิสัยที่ใจแคบ ไร้ซึ่งความเที่ยงธรรมและเหตุผล ขาดสำนึกรับรู้แห่งความยุติธรรม หมกมุ่นในยุทธวิธีที่ชั่วร้าย ทรยศและเจ้าเล่ห์ พอใจในความชั่วและความมืด เป็นต้น เหตุผลที่ผู้คนมีความคิดเช่นนั้นไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาไร้ซึ่งความรู้ในพระเจ้าแม้แต่เพียงเล็กน้อยหรอกหรือ? ความเชื่อเช่นนั้นไม่ต่างอะไรจากบาป! มีกระทั่งบางคนที่เชื่อว่าบรรดาผู้ที่ทำให้เราพอใจก็คือบรรดาผู้ที่ยกยอปอปั้นและเลียแข้งเลียขานั่นเอง และเชื่อว่าบรรดาผู้ที่ขาดทักษะต่างๆ เช่นนั้นจะไม่ได้รับการต้อนรับในพระนิเวศของพระเจ้า และจะสูญเสียที่ของพวกเขาที่นั่น นี่คือความรู้เพียงอย่างเดียวที่พวกเจ้าได้รับเอาไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรือ? นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าได้รับไว้หรือ? และความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับเราไม่ได้หยุดที่ความเข้าใจผิดต่างๆ เหล่านี้ ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือการที่พวกเจ้าหมิ่นประมาทพระวิญญาณของพระเจ้าและกล่าวร้ายสวรรค์ นี่คือเหตุผลที่เราพูดว่า ความเชื่อเช่นเดียวกับของพวกเจ้านั้นมีแต่จะทำให้พวกเจ้าไถลห่างจากเรามากขึ้นและอยู่ในสภาวะของการต่อต้านเรามากขึ้นเท่านั้น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, วิธีรู้จักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก
386. ในวันนี้ผู้คนส่วนมากกลัวมากเกินไปที่จะนำการกระทำของพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ขณะที่เจ้าอาจหลอกลวงเนื้อหนังของพระองค์ ทว่าเจ้าไม่สามารถหลอกลวงพระวิญญาณของพระองค์ได้ เรื่องใดก็ตามที่ไม่สามารถทนทานการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าได้ย่อมขัดกับความจริง และควรถูกโยนทิ้งไป การกระทำในทางตรงกันข้ามย่อมเป็นการกระทำบาปต่อพระเจ้า ดังนั้นเจ้าต้องวางหัวใจของเจ้าไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าตลอดเวลา เมื่อเจ้าอธิษฐาน เมื่อเจ้ากล่าวและสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า และเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและทำธุระของเจ้า เมื่อเจ้าทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วง พระเจ้าย่อมสถิตอยู่กับเจ้า และตราบใดที่ความตั้งใจของเจ้าถูกต้องและเป็นไปเพื่อพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้า พระองค์จะทรงยอมรับทุกสิ่งที่เจ้าทำ เจ้าควรอุทิศตัวเจ้าเองเพื่อทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วงด้วยความจริงใจ เมื่อเจ้าอธิษฐาน หากเจ้ามีหัวใจที่รักพระเจ้าและแสวงหาการดูแล การคุ้มครองและการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หากสิ่งเหล่านี้คือความตั้งใจของเจ้า คำอธิษฐานของเจ้าก็จะมีผล ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าอธิษฐานในที่ประชุม หากเจ้าเปิดหัวใจของเจ้าและอธิษฐานต่อพระเจ้าและบอกพระองค์ถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้าโดยปราศจากการกล่าวเท็จ เช่นนั้นแล้ว คำอธิษฐานของเจ้าก็จะมีผลอย่างแน่นอน…
การเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าหมายความว่าทุกสิ่งที่เจ้าทำต้องถูกนำมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และอยู่ภายใต้การพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ หากสามารถนำสิ่งที่เจ้าทำมาเฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณของพระเจ้าได้ แต่ไม่ใช่เบื้องหน้าเนื้อหนังของพระเจ้า นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้ายังไม่อยู่ภายใต้การพินิจพิเคราะห์แห่งพระวิญญาณของพระองค์ ผู้ใดคือพระวิญญาณของพระเจ้า? ผู้ใดคือบุคคลที่พระเจ้าทรงเป็นพยานให้? ทั้งสองไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกันหรอกหรือ? คนส่วนมากมองว่าทั้งสองคือสองบุคคลที่แยกต่างหากจากกัน โดยเชื่อว่าพระวิญญาณของพระเจ้าคือพระวิญญาณของพระเจ้า และบุคคลที่พระเจ้าทรงเป็นพยานให้นั้นเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง แต่เจ้าไม่ได้เข้าใจผิดหรอกหรือ? บุคคลผู้นี้ดำเนินงานในนามของผู้ใด? พวกที่ไม่รู้จักพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พระวิญญาณของพระเจ้าและเนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์คือหนึ่งเดียวกัน เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงปรากฏเป็นรูปกายขึ้นมาในเนื้อหนัง หากบุคคลผู้นี้ไม่มีเมตตาต่อเจ้า พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงมีเมตตาหรือ? เจ้าไม่สับสนหรอกหรือ? ในวันนี้ทุกคนที่ไม่สามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าได้ย่อมไม่สามารถได้รับการเห็นชอบจากพระองค์ และพวกที่ไม่รู้จักพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็ไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ จงมองทุกสิ่งที่เจ้าทำ และดูสิว่าสามารถนำมันมาไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้หรือไม่ หากเจ้าไม่สามารถนำทุกสิ่งที่เจ้าทำมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าคือคนทำชั่ว คนทำชั่วสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้หรือ? ทุกสิ่งที่เจ้าทำ ทุกการกระทำ ทุกเจตนา และทุกปฏิกิริยาควรถูกนำมาไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แม้กระทั่งชีวิตประจำวันทางฝ่ายวิญญาณของเจ้า—ทั้งคำอธิษฐานของเจ้า ความใกล้ชิดพระเจ้าของเจ้า การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าของเจ้า การสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า และชีวิตของเจ้าภายในคริสตจักร—ทั้งหมดนี้และการรับใช้ด้วยการให้ความร่วมมือของเจ้าต้องสามารถนำมาไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ได้ การปฏิบัติเช่นนี้นี่เองที่จะช่วยให้เจ้าสัมฤทธิ์การเจริญเติบโตในชีวิต กระบวนการยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าคือกระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ ยิ่งเจ้าสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าได้มากเท่าใด เจ้าก็ยิ่งได้รับการชำระให้บริสุทธิ์มากขึ้นและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ถูกดึงดูดเข้าหาความเสเพล และหัวใจของเจ้าจะได้มีชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์ ยิ่งเจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์มากเท่าใด ซาตานก็ยิ่งถูกดูหมิ่นและเจ้าก็ยิ่งขัดขืนเนื้อหนังได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าคือเส้นทางปฏิบัติที่ผู้คนควรติดตาม ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด แม้กระทั่งในยามสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าสามารถนำการกระทำของเจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แสวงหาการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ และมุ่งนบนอบพระเจ้าพระองค์เอง นี่จะทำให้สิ่งที่เจ้าปฏิบัติอยู่นั้นถูกต้องขึ้นมาก เฉพาะเมื่อเจ้านำทุกสิ่งที่เจ้าทำมาไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเป็นใครบางคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงทำให้ผู้ที่ทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระองค์มีความเพียบพร้อม
387. เมื่อบางคนได้ยินว่าการที่จะเป็นคนซื่อสัตย์นั้น คนเราต้องพูดความจริงและพูดออกมาจากหัวใจ และหากพวกเขาโกหกหรือหลอกลวง พวกเขาก็ต้องเปิดใจ ตีแผ่ตัวเอง และยอมรับความผิดพลาดของตน คนเหล่านั้นก็พูดว่า “การเป็นคนซื่อสัตย์นั้นยาก ฉันจำเป็นต้องพูดทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันคิดให้คนอื่นฟังกระนั้นหรือ? การสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่เป็นบวกย่อมเพียงพอแล้วมิใช่หรือ? ฉันไม่จำเป็นต้องบอกคนอื่นถึงด้านมืดหรือด้านที่เสื่อมทรามของตัวเองไม่ใช่หรือ?” หากเจ้าไม่ตีแผ่ตัวเองให้ผู้อื่นฟัง และไม่ชำแหละตัวเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีวันรู้จักตัวเจ้าเอง เจ้าจะไม่มีวันตระหนักรู้ว่าเจ้าเป็นเช่นไร และผู้อื่นก็จะไม่มีวันไว้ใจเจ้าได้ นี่คือข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง หากเจ้าอยากให้ผู้อื่นไว้ใจเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ การที่จะเป็นคนซื่อสัตย์นั้น อันดับแรกเจ้าต้องตีแผ่หัวใจของเจ้าให้ทุกคนสามารถมองเข้าไปในหัวใจของเจ้า เห็นทั้งหมดที่เจ้ากำลังคิด และมองดูใบหน้าที่แท้จริงของเจ้า เจ้าต้องไม่พยายามอำพรางหรือปิดบังตนเอง เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะไว้ใจเจ้า และมองว่าเจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์ นี่คือการฝึกปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่สุด และเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ถ้าเจ้าเสแสร้งอยู่ตลอดเวลา แสร้งทำอยู่เสมอว่าเจ้านั้นบริสุทธิ์ ประเสริฐ ยิ่งใหญ่ และมีบุคลิกที่สูงส่ง ถ้าเจ้าไม่ปล่อยให้ผู้คนมองเห็นความเสื่อมทรามและข้อเสียของเจ้า ถ้าเจ้าเสนอภาพลักษณ์ที่เป็นเท็จให้ผู้คนเห็นเพื่อให้พวกเขาเชื่อว่าเจ้าซื่อตรง ยิ่งใหญ่ รู้จักปฏิเสธตัวเอง ยุติธรรม และไม่เห็นแก่ตัว—นี่คือความหลอกลวงและความเทียมเท็จมิใช่หรือ? เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนย่อมจะมองเจ้าออกอย่างทะลุปรุโปร่งมิใช่หรือ? ดังนั้น จงอย่าใช้อะไรมาปลอมแปลงหรือปิดบังตัวเจ้าเอง แต่จงตีแผ่ตัวเจ้าและหัวใจของเจ้าให้ผู้อื่นเห็น หากเจ้าสามารถตีแผ่หัวใจของเจ้าให้ผู้อื่นเห็น หากเจ้าสามารถตีแผ่ความคิดและแผนการทั้งหมดของเจ้า—ทั้งด้านบวกและด้านลบ—นั่นก็คือความซื่อสัตย์มิใช่หรือ? หากเจ้าสามารถตีแผ่ตัวเจ้าให้ผู้อื่นดู เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ย่อมจะมองเห็นเจ้าด้วย พระองค์ย่อมจะตรัสว่า “ถ้าเจ้าตีแผ่ตัวเองให้ผู้อื่นมองเห็นเช่นนี้แล้ว เจ้าก็ย่อมซื่อสัตย์ต่อหน้าเราเป็นแน่” แต่หากเจ้าเพียงตีแผ่ตัวเองต่อพระเจ้าเวลาอยู่นอกสายตาของผู้อื่น และแสร้งทำตัวยิ่งใหญ่และประเสริฐอยู่เสมอ หรือไม่เห็นแก่ตัวเวลาอยู่ร่วมกับพวกเขา เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงคิดอย่างไรกับเจ้า? พระองค์จะตรัสว่าอย่างไร? พระองค์จะตรัสว่า “เจ้าเป็นคนที่หลอกลวงโดยแท้ หน้าซื่อใจคดและต่ำทรามอย่างแท้จริง เจ้าไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์” พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษเจ้าเช่นนี้ หากเจ้าอยากเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรืออยู่ต่อหน้าผู้อื่น เจ้าก็ควรให้คำอธิบายถึงสภาวะภายในตัวเจ้า รวมทั้งความในใจของเจ้าได้อย่างถ่องแท้และเปิดเผย เรื่องนี้ทำได้ง่ายหรือไม่? นี่ต้องมีระยะเวลาฝึกฝน ต้องหมั่นอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า เจ้าต้องฝึกตัวเองให้กล่าวความในใจออกมาอย่างเรียบง่ายและเปิดเผยในทุกเรื่อง ด้วยการฝึกฝนเช่นนี้ เจ้าจึงจะก้าวหน้าได้ ถ้าเจ้าเผชิญความยากลำบากครั้งใหญ่ เจ้าก็ต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริง เจ้าจำเป็นต้องต่อสู้อยู่ในหัวใจของตนและเอาชนะเนื้อหนัง จนกระทั่งเจ้าสามารถปฏิบัติความจริงได้ เมื่อฝึกฝนตนเองแบบนี้ไปทีละนิด หัวใจของเจ้าก็จะค่อยๆ เปิดกว้าง เจ้าจะบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ และผลจากคำพูดและการกระทำของเจ้าย่อมจะแตกต่างจากเมื่อก่อน เรื่องโกหกและเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าจะลดน้อยลงทุกที และเจ้าจะสามารถดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะกลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์แล้วในแก่นแท้
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์
388. บั้นปลายและชะตากรรมของพวกเจ้ามีความสำคัญยิ่งต่อพวกเจ้า—เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลมหันต์ พวกเจ้าเชื่อว่า หากเจ้าไม่ทำสิ่งทั้งหลายด้วยความระมัดระวังยิ่งแล้ว ย่อมจะหมายความว่าพวกเจ้าจบแล้วที่จะได้มีบั้นปลาย และเจ้าได้ทำลายชะตากรรมของตัวเจ้าเองไปแล้ว แต่พวกเจ้าเคยเห็นหรือไม่ว่า ผู้คนที่ทุ่มเทความพยายามเพื่อบั้นปลายของพวกเขาแต่เพียงอย่างเดียวนั้น เป็นการตรากตรำโดยเปล่าประโยชน์? ความพยายามเหล่านั้นไม่จริงแท้—หากแต่เป็นความจอมปลอมและเล่ห์ลวง หากเป็นกรณีนี้แล้ว พวกที่ทำงานเพียงเพื่อเห็นแก่บั้นปลายของพวกเขานั้น ย่อมอยู่บนธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่ความปราชัยนัดสุดท้ายของพวกเขา ด้วยว่าความล้มเหลวในความเชื่อในพระเจ้าของคนเรานั้นมีเหตุมาจากเล่ห์ลวง เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเราไม่ชอบที่จะได้รับการยกยอหรือป้อยอ หรือการปฏิบัติต่อเราด้วยความตื่นเต้นกุลีกุจอ เราชอบคนซื่อสัตย์ที่เชิดหน้าเผชิญกับความจริงของเราและความคาดหวังของเรา ที่ยิ่งมากไปกว่านั้นก็คือ เราชอบเวลาที่ผู้คนสามารถแสดงให้เห็นความอาทรและความคำนึงถึงหัวใจของเราเป็นที่สุด และชอบเวลาที่พวกเขาสามารถถึงขั้นเลิกล้มทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อประโยชน์ของเรา เฉพาะในหนทางนี้เท่านั้นหัวใจของเราจึงสามารถได้รับความชูใจ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ว่าด้วยบั้นปลาย
389. ในการไล่ตามเสาะหาความจริงนั้น คนเราต้องมุ่งเน้นที่การปฏิบัติความจริง แต่คนเราควรเริ่มปฏิบัติความจริงจากที่ใด? ไม่มีข้อบังคับในเรื่องนี้ เจ้าควรปฏิบัติความจริงในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้าเข้าใจ หากเจ้าเริ่มทำหน้าที่แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะเริ่มปฏิบัติความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้ามีความจริงหลายแง่มุมให้ปฏิบัติ และเจ้าควรปฏิบัติความจริงในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้าเข้าใจ ตัวอย่างเช่น เจ้าสามารถเริ่มจากการเป็นคนซื่อสัตย์ด้วยการพูดจาอย่างซื่อสัตย์ และด้วยการเปิดหัวใจของตน หากมีบางสิ่งซึ่งเจ้าตะขิดตะขวงอับอายเกินไปที่จะพูดกับเหล่าพี่น้องชายหญิงของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรคุกเข่าลงและบอกสิ่งนั้นกับพระเจ้าโดยผ่านทางการอธิษฐาน เจ้าควรพูดอะไรกับพระเจ้าหรือ? จงบอกพระเจ้าถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า จงอย่าใช้คำพูดอันน่ายินดีซึ่งว่างเปล่าหรือพยายามที่จะหลอกลวงพระองค์ จงเริ่มต้นด้วยการเป็นคนซื่อสัตย์ หากเจ้าเคยอ่อนแอ เช่นนั้นแล้วก็จงพูดว่าเจ้าเคยอ่อนแอ หากเจ้าเคยเลว เช่นนั้นแล้วก็จงพูดว่าเจ้าเคยเลว หากเจ้าเคยเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง เช่นนั้นแล้วก็จงพูดว่าเจ้าเคยเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง หากเจ้าเคยมีความคิดที่มุ่งร้ายและเคลือบแฝง ก็จงทูลบอกพระเจ้าเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น หากเจ้าแข่งขันเพื่อสถานะอยู่เสมอ ก็จงทูลบอกพระองค์ถึงการนี้เช่นกัน จงยอมให้พระเจ้าทรงบ่มวินัยเจ้า จงยอมให้พระองค์ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมแก่เจ้า จงเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงช่วยให้เจ้าผ่านพ้นความลำบากยากเย็นทั้งปวงของเจ้าไปได้และแก้ไขปัญหาทั้งหมดของเจ้า เจ้าควรเปิดใจให้พระเจ้า จงอย่าปิดใจของเจ้าเรื่อยไป ต่อให้เจ้าปิดกั้นพระองค์ พระองค์ก็ยังคงพินิจพิเคราะห์เจ้าได้อยู่ดี อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเปิดหัวใจให้พระองค์ เจ้าจะสามารถได้รับความจริง ดังนั้น เจ้าควรเลือกเส้นทางใด? เจ้าควรเปิดหัวใจของตนและบอกให้พระเจ้าทรงรู้สิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า เจ้าไม่ควรพูดสิ่งที่เทียมเท็จหรือปลอมแปลงตนเองแต่อย่างใด เจ้าควรเริ่มต้นด้วยการเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นเวลาหลายปีที่พวกเราสามัคคีธรรมถึงความจริงที่เกี่ยวข้องกับการเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ในวันนี้ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังคงไม่แยแส พูดและกระทำตามเจตนา ความอยากได้อยากมี และจุดมุ่งหมายของตนเองเท่านั้น และไม่เคยกลับใจเลย นี่ไม่ใช่ท่าทีของผู้คนที่ซื่อสัตย์ เหตุใดพระเจ้าจึงทรงขอให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์? เพื่อให้ควบคุมผู้คนได้ง่ายขึ้นกระนั้นหรือ? ไม่ใช่อย่างแน่นอน พระเจ้ามีพระประสงค์ให้ผู้คนเป็นคนซื่อสัตย์เพราะพระเจ้าทรงรักและทรงอวยพรคนซื่อสัตย์ การเป็นคนซื่อสัตย์หมายถึงการเป็นคนที่มีมโนธรรมและเหตุผล สิ่งนี้หมายถึงการเป็นใครบางคนที่น่าไว้วางใจ ใครบางคนที่พระเจ้าทรงรัก และใครบางคนที่สามารถปฏิบัติความจริงและรักพระเจ้าได้ การเป็นคนซื่อสัตย์คือการสำแดงที่เป็นพื้นฐานที่สุดของการครองสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและการใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง หากใครบางคนไม่เคยเป็นคนซื่อสัตย์ หรือไม่เคยถูกมองว่าเป็นคนซื่อสัตย์เลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมไม่สามารถเข้าใจความจริง นับประสาอะไรกับการที่พวกเขาสามารถได้รับความจริง หากเจ้าไม่เชื่อเรา จงไปและดูให้เห็นกับตาตนเอง หรือจงไปและมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ด้วยตนเอง ด้วยการเป็นคนซื่อสัตย์เท่านั้นที่เจ้าจะสามารถเปิดใจให้พระเจ้า ยอมรับความจริงได้ แล้วความจริงก็กลายเป็นชีวิตของเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้าได้ และเจ้าก็จะสามารถเข้าใจและได้รับความจริง หากหัวใจของเจ้าปิดอยู่เสมอ หากเจ้าไม่เปิดใจหรือไม่พูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของตนให้ใครฟัง จนกระทั่งไม่มีใครสามารถเข้าใจเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นคนที่มีเหลี่ยมคูและเข้าใจยาก และเจ้าย่อมเป็นคนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงมากที่สุด หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ยังไม่สามารถเปิดใจตนเองให้พระเจ้าได้อย่างหมดจด หากเจ้าสามารถพูดปดกับพระเจ้า หรือพูดเกินจริงเพื่อหลอกลวงพระเจ้าได้ หากเจ้าไม่สามารถเปิดหัวใจของตนให้พระเจ้า อีกทั้งยังคงสามารถพูดวกวนและซ่อนเร้นเจตนารมณ์ของเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะทำให้ตนเองเสียหายเท่านั้น และพระเจ้าจะทรงเมินเจ้าและไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า เจ้าจะไม่เข้าใจความจริงใดเลย และเจ้าจะไม่ได้รับความจริงใดเลย ตอนนี้พวกเจ้าสามารถมองเห็นความสำคัญของการไล่ตามเสาะหาและได้รับความจริงหรือไม่? สิ่งแรกที่พวกเจ้าควรทำเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร? พวกเจ้าควรเป็นคนซื่อสัตย์ เฉพาะเมื่อผู้คนพยายามซื่อสัตย์เท่านั้น พวกเขาจึงสามารถรู้ว่าพวกเขาเสื่อมทรามลึกเพียงใด พวกเขามีสภาพเสมือนมนุษย์อย่างแท้จริงบ้างหรือไม่ และประเมินตนเองได้อย่างชัดเจนหรือมองเห็นข้อบกพร่องของตนเองอย่างชัดเจน มีเพียงเมื่อพวกเขากำลังปฏิบัติความซื่อสัตย์เท่านั้น พวกเขาจึงสามารถกลายเป็นตระหนักรู้ว่าพวกเขาพูดโกหกกี่ครั้งและความหลอกลวงและความไม่ซื่อสัตย์ของพวกเขาซ่อนเร้นอยู่ลึกเพียงใด ในขณะที่กำลังมีประสบการณ์ของการปฏิบัติการเป็นคนซื่อสัตย์เท่านั้น ผู้คนจึงสามารถค่อยๆ มารู้จักความจริงของความเสื่อมทรามของพวกเขาเอง และรู้ถึงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาเอง และเมื่อนั้นเท่านั้นที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อยู่เนืองนิตย์ เฉพาะในระหว่างที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขากำลังถูกชำระให้บริสุทธิ์อยู่เนืองนิตย์เท่านั้นที่ผู้คนจะมีความสามารถที่จะได้รับความจริง จงใช้เวลาของพวกเจ้าตามสบายในการมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านี้ พระเจ้าไม่ทรงทำให้พวกที่หลอกลวงมีความเพียบพร้อม หากหัวใจของเจ้าไม่ซื่อสัตย์—หากเจ้าไม่พยายามเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์—เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะไม่ทรงรับเจ้าไว้ ในทำนองเดียวกัน เจ้าจะไม่ได้รับความจริง และจะไม่สามารถได้รับพระเจ้าอีกด้วย การที่เจ้าไม่ได้รับพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร? หากเจ้าไม่ได้รับพระเจ้า และเจ้ายังไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่รู้จักพระเจ้า และดังนั้นก็ย่อมไม่มีทางที่เจ้าจะสามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็คือศัตรูของพระเจ้า หากเจ้าเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า พระเจ้าก็ไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า และหากพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า เจ้าย่อมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด หากเจ้าไม่พยายามบรรลุความรอด เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า? หากเจ้าไม่สามารถบรรลุความรอด เจ้าก็จะเป็นศัตรูคู่อริกับพระเจ้าตลอดไป และบทอวสานของเจ้าก็จะถูกกำหนด ด้วยเหตุนั้น หากผู้คนปรารถนาที่จะได้รับการช่วยให้รอด เช่นนั้นแล้วพวกเขาต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นคนซื่อสัตย์ ในท้ายที่สุด บรรดาผู้ซึ่งพระเจ้าจะทรงรับไว้ย่อมได้รับการทำเครื่องหมาย พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าคือสิ่งใด? สิ่งนี้ถูกเขียนไว้ในพระธรรมวิวรณ์ ในพระคัมภีร์ว่า “และในปากของพวกเขาไม่พบความเท็จ เขาเป็นคนที่ปราศจากตำหนิ” (วิวรณ์ 14:5) “พวกเขา” คือผู้ใด? พวกเขาคือบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด ทำให้มีความเพียบพร้อมและทรงรับไว้ พระเจ้าทรงพรรณนาผู้คนเหล่านี้ว่าอย่างไร? สิ่งใดคือคุณลักษณะเฉพาะและการแสดงออกของการปฏิบัติตนของพวกเขา? พวกเขาไม่มีตำหนิ พวกเขาไม่พูดโกหก พวกเจ้าทั้งหมดน่าจะสามารถเข้าใจและจับความได้ว่าการไม่พูดโกหกหมายถึงสิ่งใด กล่าวคือ นี่หมายถึงการเป็นคนซื่อสัตย์ คำว่า “ไม่มีตำหนิ” อ้างอิงถึงสิ่งใด? นี่หมายถึงการไม่ทำชั่ว และการไม่ทำชั่วก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานใด? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการไม่ทำชั่วก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งการยำเกรงพระเจ้า เพราะฉะนั้น การไม่มีตำหนิจึงหมายถึงการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว พระเจ้าทรงนิยามใครบางคนที่ปราศจากตำหนิไว้เช่นไร? ในสายพระเนตรของพระเจ้า เฉพาะผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเท่านั้นที่เพียบพร้อม ด้วยเหตุนี้ผู้คนที่ไม่มีตำหนิจึงเป็นบรรดาผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และเฉพาะผู้ที่เพียบพร้อมเท่านั้นที่ไม่มีตำหนิ นี่ถูกต้องทุกประการ
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หกข้อบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของชีวิต
390. เจ้าควรรู้ว่า มีความเชื่อที่แท้จริงและความจงรักภักดีที่แท้จริงอยู่ภายในตัวเจ้าหรือไม่ รู้ว่าเจ้ามีบันทึกของการทนทุกข์เพื่อพระเจ้าหรือไม่ และรู้ว่า เจ้าได้นบนอบพระเจ้าด้วยประการทั้งปวงหรือไม่ หากเจ้าขาดสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว ความเป็นกบฏ ความหลอกลวง ความโลภ และการพร่ำบ่นก็จะยังคงอยู่ภายในตัวเจ้า เนื่องจากหัวใจของเจ้าอยู่ห่างไกลจากความซื่อสัตย์ เจ้าจึงไม่เคยได้รับการระลึกถึงจากพระเจ้า และไม่เคยดำรงชีวิตอยู่ในความสว่าง ชะตากรรมของคนเราจะออกมาเป็นอย่างไรในปลายทางนั้นแขวนอยู่กับการที่พวกเขามีหัวใจที่ซื่อสัตย์และเป็นสีแดงเข้มแบบเลือดหรือไม่ และพวกเขามีดวงจิตที่ปราศจากราคีหรือไม่ หากเจ้าเป็นใครบางคนที่ไม่มีความซื่อสัตย์อย่างมาก ใครบางคนซึ่งมีหัวใจคิดร้าย ใครบางคนซึ่งมีดวงจิตที่ไม่สะอาด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จงมั่นใจได้เลยว่าจะได้พบจุดจบในสถานที่ที่มนุษย์ถูกลงโทษ ตามที่ถูกขีดเขียนไว้ในบันทึกชะตากรรมของเจ้านั่นเอง หากเจ้ากล่าวอ้างว่าตัวเองมีความซื่อสัตย์อย่างมาก แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยบริหารจัดการที่จะปฏิบัติไปโดยสอดคล้องกับความจริงหรือกล่าวคำพูดที่เป็นความจริงได้สำเร็จเสียที เช่นนั้นแล้วเจ้ายังคงกำลังรอคอยให้พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จเจ้าอยู่อีกหรือ? เจ้ายังคงหวังให้พระเจ้าคำนึงถึงเจ้าดุจแก้วตาดวงใจของพระองค์อยู่อีกหรือ? การคิดเช่นนั้นไม่วิปริตหรอกหรือ? เจ้าหลอกลวงพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง แล้วพระนิเวศของพระเจ้าจะให้ที่พักแก่คนมือไม่สะอาดอย่างเจ้าได้เช่นไร?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตักเตือนสามประการ