4. พวกคุณพูดว่าหากพวกเราไม่ยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของยุคสุดท้ายของพระเจ้า พวกเราจะไม่ได้รับการชำระให้สะอาด และด้วยเหตุนั้นจึงจะไม่เหมาะที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า พวกเราไม่เชื่อการนี้ แม้ว่าพวกเรายังคงสามารถทำบาปและถูกผูกติดอยู่กับเนื้อหนัง แต่ในพระคัมภีร์ก็แถลงอย่างชัดเจนว่า “ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีการเป่าแตร และพวกที่ตายแล้วจะถูกทำให้เป็นขึ้นโดยปราศจากความเสื่อมสลาย แล้วเราจะถูกเปลี่ยนใหม่” (1 โครินธ์ 15:52) พวกเราเชื่อว่า พระเจ้านั้นทรงมหิทธิฤทธิ์ นั่นคือ ถ้อยดำรัสเดียวจากพระเจ้าได้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง และถ้อยดำรัสเดียวจากพระเจ้าสามารถทำให้ผู้คนเป็นขึ้นจากตายได้ เมื่อพระเจ้าเสด็จมา พระองค์จะทรงสามารถเปลี่ยนแปลงรูปทรงของพวกเราและยกพวกเราขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ในทันที เพราะฉะนั้น พวกเราไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้าที่จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้าย และทรงแสดงความจริง และทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์
ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง
“เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:17)
“เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด หากใครปฏิเสธเราและไม่ยอมรับวจนะของเรา จะมีสิ่งหนึ่งที่พิพากษาเขา นั่นคือ คำที่เรากล่าวไว้แล้วย่อมจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:47-48)
“เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะว่าพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่พระองค์จะตรัสสิ่งใดก็ตาม ที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13)
“ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาพวกเขาออกไปจากโลก แต่ขอให้ปกป้องเขาไว้ให้พ้นจากมารร้าย…ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง…ข้าพระองค์แยกตัวให้บริสุทธิ์เพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย เพื่อให้เขารับการแยกให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง” (ยอห์น 17:15, 17, 19)
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
พวกเจ้าควรสามารถมองเห็นเจตนารมณ์ของพระเจ้า และควรเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เรียบง่ายเหมือนกับการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง นั่นเป็นเพราะพระราชกิจของพระองค์ในวันนี้คือการแปลงสภาพผู้คนที่ถูกทำให้เสื่อมทราม ซึ่งด้านชาจนถึงระดับสูงสุด เป็นการชำระสิ่งทรงสร้างที่ถูกซาตานแปรรูปไปแล้วนั้นให้บริสุทธิ์ นี่ไม่ใช่การทรงสร้างอาดัมหรือเอวา และยิ่งไม่ใช่การทรงสร้างความสว่าง หรือการทรงสร้างพืชพรรณและสัตว์ทั้งปวง พระเจ้าทรงยังให้ความไร้มลทินกับสิ่งที่ซาตานทำให้เสื่อมทราม และจากนั้นจึงทรงรับสิ่งเหล่านั้นไว้อีกครั้ง สิ่งเหล่านั้นจึงกลายเป็นของพระองค์ และกลายเป็นพระสิริของพระองค์ การนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างการทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งอย่างที่มนุษย์จินตนาการไว้ และการนี้ไม่เหมือนพระราชกิจแห่งการสาปแช่งซาตานสู่บาดาลลึกอย่างที่มนุษย์จินตนาการไว้เช่นกัน ในทางกลับกัน นี่คือพระราชกิจแห่งการแปลงสภาพมนุษย์ เปลี่ยนสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบและไม่ใช่ของพระองค์ ให้เป็นสิ่งที่เป็นบวกและเป็นของพระองค์ นี่คือความจริงเบื้องหลังพระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระเจ้า พวกเจ้าต้องเข้าใจสิ่งนี้ และหลีกเลี่ยงการทำเรื่องทั้งหลายให้เรียบง่ายเกินไป พระราชกิจของพระเจ้าไม่เหมือนงานธรรมดาสามัญใดๆ ความน่าอัศจรรย์และทรงปัญญาของพระราชกิจนั้นอยู่เหนือจิตมนุษย์ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งในพระราชกิจช่วงระยะนี้ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงทำลายสรรพสิ่งเช่นกัน แทนที่จะทรงทำเช่นนั้น พระองค์กลับทรงแปลงสภาพสรรพสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และทรงชำระสรรพสิ่งทั้งมวลที่ซาตานทำให้ด่างพร้อยไปแล้วนั้นให้บริสุทธิ์ และด้วยประการฉะนี้ พระเจ้าจึงทรงริเริ่มโครงการอันยิ่งใหญ่ นี่ก็คือนัยสำคัญทั้งมวลแห่งพระราชกิจของพระเจ้า ในวจนะเหล่านี้ เจ้าเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าเป็นเรื่องที่แสนจะเรียบง่ายจริงๆ หรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?
มวลมนุษย์ในยุคแรกสุดอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า แต่เนื่องจากการทดลองและการทำให้เสื่อมทรามของซาตาน มนุษย์จึงถูกซาตานพันธนาการและตกอยู่ในมือของมารร้าย ด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงกลายเป็นเป้าหมายที่จะถูกทำให้ปราชัยในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า เนื่องจากซาตานถือครองมนุษย์ และเนื่องจากมนุษย์คือต้นทุนที่พระเจ้าทรงใช้ดำเนินการบริหารจัดการทั้งหมด หากมนุษย์จะได้รับการช่วยให้รอด เช่นนั้นแล้ว เขาก็ต้องถูกฉวยกลับมาจากมือของซาตาน ซึ่งหมายความว่ามนุษย์ต้องถูกนำกลับมาหลังจากที่ถูกซาตานจับไปเป็นเชลย ด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงต้องถูกทำให้ปราชัยโดยผ่านทางความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยเก่าของมนุษย์และการฟื้นคืนแห่งเหตุผลดั้งเดิมของมนุษย์ ในหนทางนี้ มนุษย์ที่ถูกจับเป็นเชลย จะสามารถถูกชิงกลับมาจากมือของซาตานได้ หากมนุษย์เป็นอิสระจากอิทธิพลและพันธนาการของซาตาน เช่นนั้นแล้ว ซาตานก็จะอับอาย มนุษย์จะถูกพากลับมาในท้ายที่สุด และซาตานก็จะปราชัย และเนื่องจากมนุษย์เป็นอิสระจากอิทธิพลมืดของซาตาน มนุษย์จึงจะกลายเป็นรางวัลแห่งชัยชนะที่ได้มาจากการสู้รบทั้งหมดทั้งมวลนี้ และซาตานจะกลายเป็นเป้าหมายที่จะถูกลงโทษทันทีที่สงครามเสร็จสิ้น หลังจากนั้นพระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์ก็ย่อมจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมด
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์
พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์โดยตลอดทั่วทั้งจักรวาล ทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์จะต้องยอมรับพระวจนะของพระองค์ และกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ไม่มีผู้ใดสามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าด้วยการมองเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ซึ่งพระเจ้าทรงแสดง ตลอดหลายยุคหลายสมัย พระเจ้าได้ทรงใช้พระวจนะมาโดยตลอดในการที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ด้วยเหตุนี้พวกเจ้าจึงไม่ควรอุทิศความใส่ใจของเจ้าทั้งหมดไปกับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่ควรเพียรพยายามที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ในยุคธรรมบัญญัติแห่งภาคพันธสัญญาเดิม พระเจ้าได้ตรัสบางพระวจนะไว้ และในยุคพระคุณ พระเยซูก็ได้ตรัสไว้หลายพระวจนะเช่นกัน ภายหลังจากที่พระเยซูได้ตรัสพระวจนะมากมายแล้ว บรรดาอัครทูตและบรรดาสาวกภายหลังได้ทำให้ผู้คนฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระบัญญัติทั้งหลายซึ่งออกโดยพระเยซู และได้รับประสบการณ์โดยสอดคล้องกับพระวจนะและหลักธรรมทั้งหลายซึ่งพระเยซูได้ตรัสถึง ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมเป็นหลัก พระองค์ไม่ทรงใช้หมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อบีบคั้นมนุษย์ หรือโน้มน้าวมนุษย์ การนี้ไม่สามารถทำให้มหาฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น หากพระเจ้าเพียงได้แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เท่านั้น เช่นนั้นแล้วนั่นก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ความสัมพันธ์กับความจริงของพระเจ้าเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม พระเจ้าไม่ทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่ทรงใช้พระวจนะเพื่อให้น้ำและเลี้ยงดูมนุษย์ ซึ่งหลังจากนั้น ความนบนอบอันครบบริบูรณ์ของมนุษย์และความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าจึงสัมฤทธิ์ผล นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงปฏิบัติและพระวจนะซึ่งพระองค์ตรัส พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม—พระองค์ทรงใช้พระวจนะ และทรงใช้วิธีการอันแตกต่างหลากหลายของพระราชกิจในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการถลุง การตัดแต่ง หรือการจัดเตรียมพระวจนะ พระเจ้าตรัสจากมุมมองอันแตกต่างหลากหลายเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และเพื่อให้มนุษย์มีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระราชกิจ พระปัญญา และความอัศจรรย์ของพระเจ้า เมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ณ เวลาซึ่งพระเจ้าทรงสรุปปิดตัวยุคในยุคสุดท้าย เมื่อนั้นเขาย่อมจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเฝ้ามองหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เมื่อเจ้ามารู้จักพระเจ้าและสามารถนบนอบต่อพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใดก็ตาม เจ้าจะไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใดเกี่ยวกับพระเจ้าอีกต่อไปเมื่อเจ้าเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ขณะนี้ เจ้าเสื่อมทรามและไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์—เจ้าคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในสภาวะนี้อย่างนั้นหรือ? ในเวลาที่พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ นั่นเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงลงโทษมนุษย์ และเป็นเวลาเปลี่ยนยุคด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น เป็นเวลาที่ยุคสรุปปิดตัวลง เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าถูกดำเนินการไปตามปกติ พระองค์ไม่ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์นั้นง่ายมากสำหรับพระองค์ แต่นั่นไม่ใช่หลักการของพระราชกิจของพระเจ้า อีกทั้งนั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการบริหารจัดการมนุษย์ของพระเจ้า หากมนุษย์ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และหากร่างกายฝ่ายวิญญาณของพระเจ้าจะต้องปรากฏแก่มนุษย์ ผู้คนทั้งผองก็คงจะเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่หรือ? เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าผู้ชนะกลุ่มหนึ่งถูกรับไว้จากทิศตะวันออก ซึ่งเป็นบรรดาผู้ชนะที่มาจากท่ามกลางความทุกข์ลำบากอันใหญ่หลวง วจนะเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร? วจนะเหล่านี้หมายความว่า ผู้คนที่ถูกรับไว้แล้วนี้นบนอบอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อก้าวผ่านการพิพากษา การตีสอน การตัดแต่ง และการถลุงทุกประเภทแล้วเท่านั้น การเชื่อของผู้คนเหล่านี้ไม่คลุมเครือ แต่เป็นความจริงแท้ พวกเขายังไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดๆ หรือปาฏิหาริย์ใดๆ พวกเขาไม่มีความสามารถที่จะพูดวาจาและคำสอนที่สูงส่ง หรือพูดถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่ลุ่มลึก แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับมีความเป็นจริงและพระวจนะของพระเจ้าและความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า กลุ่มแบบนี้ย่อมสามารถทำให้มหาฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นที่ชัดแจ้งได้มากกว่ามิใช่หรือ? พระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายคือพระราชกิจที่สัมพันธ์กับความจริง ในช่วงระหว่างยุคของพระเยซู พระองค์ไม่ได้ทรงมาเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม แต่เพื่อไถ่มนุษย์ และดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์บางอย่างเพื่อทำให้ผู้คนติดตามพระองค์ ด้วยเหตุที่พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อทำให้พระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนแล้วเสร็จเป็นหลัก และการแสดงหมายสำคัญไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพระราชกิจแห่งพันธกิจของพระองค์ หมายสำคัญและการอัศจรรย์เช่นนั้นเป็นพระราชกิจซึ่งได้ทำไปเพื่อให้พระราชกิจของพระองค์เกิดประสิทธิภาพ หมายสำคัญและการอัศจรรย์เป็นพระราชกิจพิเศษ และไม่ได้เป็นตัวแทนพระราชกิจของยุคสมัยทั้งยุค ในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติแห่งภาคพันธสัญญาเดิม พระเจ้ายังได้ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่างเช่นกัน—แต่พระราชกิจซึ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติวันนี้เป็นพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และพระองค์คงจะไม่ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในขณะนี้อย่างแน่นอน หากพระองค์ได้ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ก็คงจะถูกขัดจังหวะให้เกิดความสับสนไม่เป็นระเบียบ และพระองค์ก็คงจะไม่สามารถทรงพระราชกิจใดได้อีก หากพระเจ้าได้ตรัสว่าจะใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม แต่ก็ได้ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์เช่นกัน เช่นนั้นแล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า นั่นทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า มนุษย์เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง? ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น มีศาสนามากเกินไปภายในมนุษย์ พระเจ้าได้เสด็จมาในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อขับไล่มโนคติอันหลงผิดทางศาสนาและสิ่งทั้งหลายที่เกินธรรมชาติทั้งหมดภายในมนุษย์ออกไป และทำให้มนุษย์รู้จักความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อถอดพระฉายาหนึ่งของพระเจ้าซึ่งเป็นนามธรรมและเพ้อฝันออกไป—และเป็นฉายาซึ่งกล่าวได้ว่าไม่ได้ดำรงอยู่จริงเลย และดังนั้น บัดนี้สิ่งเดียวซึ่งล้ำค่าก็คือการที่เจ้ามีความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับชีวิตจริง! ความจริงสำคัญกว่าทุกสิ่ง เจ้ามีความจริงมากเพียงใดกันในวันนี้? ทุกอย่างที่แสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์คือพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? บรรดาวิญญาณชั่วก็สามารถแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้เช่นกัน พวกมันทั้งหมดใช่พระเจ้าหรือไม่? ในการเชื่อของเขาในพระเจ้า สิ่งซึ่งมนุษย์ค้นหาก็คือความจริง และสิ่งซึ่งเขาไล่ตามเสาะหาก็คือชีวิต แทนที่จะเป็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ นี่ควรเป็นเป้าหมายของทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า
พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสอนมนุษย์ เพื่อเปิดโปงธาตุแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ วิธีที่มนุษย์ควรนบนอบพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ตามพระปัญญาและอุปนิสัยของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้ไปที่ธาตุแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เปิดโปงว่ามนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าอย่างไรนั้น ยิ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เป็นตัวแทนของซาตาน รวมทั้งกองกำลังฝ่ายศัตรูที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างไร ในการทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ ด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระเจ้าไม่ได้ตรัสอธิบายธรรมชาติของมนุษย์อย่างครบถ้วน แต่ทรงเปิดโปงและตัดแต่งเป็นเวลายาวนาน วิธีการเปิดโปงและตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดนี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยคำพูดธรรมดาสามัญ แต่ใช้ความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิงมาดำเนินพระราชกิจแห่งการเปิดโปงและตัดแต่งนี้ มีเพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกกำราบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้มนุษย์สามารถได้รับความเข้าใจอย่างมากในเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในพระประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในข้อล้ำลึกทั้งหลายที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ นอกจากนี้ยังทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจและรู้จักแก่นแท้อันเสื่อมทราม รวมทั้งต้นเหตุแห่งความเสื่อมทรามของตน ทั้งยังค้นพบใบหน้าที่อัปลักษณ์ของตน ผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะแก่นแท้ของพระราชกิจนี้ที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดเผยความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าแก่ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง
พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำในระหว่างยุคนี้โดยหลักแล้วเป็นการจัดเตรียมพระวจนะแห่งชีวิตสำหรับมนุษย์ การเปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ และอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขา และการกำจัดสิ้นมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา ความนึกคิดเชิงศักดินา การคิดที่ล้าสมัย อีกทั้งความรู้และวัฒนธรรมของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องได้รับการชำระให้สะอาดโดยผ่านทางการถูกเปิดโปงด้วยพระวจนะของพระเจ้า ในยุคสุดท้ายพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่ทรงใช้หมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อเปิดเผยมนุษย์ พิพากษามนุษย์ ตีสอนมนุษย์ และทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เพื่อให้มนุษย์มาเห็นพระปัญญาและความน่ารักของพระเจ้าจากในพระวจนะของพระเจ้า และมาเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า และเพื่อว่ามนุษย์จะมองเห็นกิจการของพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้า
ในพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย ความทรงฤทธิ์ของพระวจนะนั้นยิ่งใหญ่กว่าความทรงฤทธิ์ของการสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และสิทธิอำนาจของพระวจนะอยู่เหนือสิทธิอำนาจของหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระวจนะเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดที่ถูกฝังลึกอยู่ในหัวใจมนุษย์ เจ้าไม่มีหนทางที่จะค้นพบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านั้นด้วยตัวเจ้าเอง เมื่อพวกมันถูกเปิดโปงด้วยพระวจนะ เจ้าจึงจะมาค้นพบพวกมันเอง เจ้าจะต้องให้การยอมรับ และเจ้าจะถูกโน้มน้าวให้เชื่ออย่างถึงที่สุด นี่มิใช่สิทธิอำนาจของพระวจนะหรอกหรือ? นี่คือผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์ได้ด้วยพระราชกิจของพระวจนะในวันนี้ ดังนั้น มนุษย์มิได้สามารถได้รับความรอดจากบาปของเขาอย่างครบถ้วนโดยผ่านทางการรักษาอาการป่วยและการขับไล่ปีศาจ อีกทั้งยังมิได้สามารถได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์อย่างครบถ้วนโดยการสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ สิทธิอำนาจในการรักษาอาการป่วยและการขับไล่ปีศาจเพียงแค่ให้พระคุณแก่มนุษย์เท่านั้น แต่เนื้อหนังของมนุษย์ยังคงเป็นของซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานยังคงตกค้างอยู่ภายในมนุษย์ กล่าวได้อีกอย่างว่า สิ่งที่ยังไม่ได้รับการทำให้สะอาดนั้นยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบาปและความโสมม เฉพาะหลังจากที่เขาได้รับการทำให้สะอาดโดยผ่านทางการกระทำของพระวจนะแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงสามารถได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าและกลายเป็นสะอาดบริสุทธิ์ได้ เมื่อปีศาจถูกขับไล่ออกจากมนุษย์และเขาได้รับการไถ่ นี่หมายความเพียงว่า เขาได้ถูกกระชากพ้นจากเงื้อมมือของซาตานและกลับคืนสู่พระเจ้าแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากปราศจากการถูกทำให้สะอาดหรือเปลี่ยนแปลงโดยพระเจ้า เขาย่อมยังคงเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม ความโสมม ความต่อต้าน และความเป็นกบฏยังคงดำรงอยู่ภายในมนุษย์ มนุษย์ได้กลับคืนสู่พระเจ้าโดยผ่านทางการไถ่ของพระองค์เท่านั้น แต่เขามิได้มีความรู้แม้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับพระเจ้าเลยและยังคงสามารถต้านทานและทรยศพระองค์ได้ ก่อนที่มนุษย์จะได้รับการไถ่ พิษมากมายของซาตานได้ถูกปลูกฝังไว้ภายในตัวเขาแล้ว และหลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามมานานหลายพันปี ภายในตัวเขาก็มีธรรมชาติที่ต่อต้านพระเจ้าอยู่ ดังนั้น เมื่อไถ่มนุษย์แล้ว จึงเป็นเพียงเรื่องของการไถ่เท่านั้น กล่าวคือ มนุษย์ถูกซื้อกลับมาในราคาที่สูง แต่ธรรมชาติที่เป็นพิษในตัวเขาไม่ได้ถูกกำจัด มนุษย์ที่โสมมขนาดนั้นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะคู่ควรกับการรับใช้พระเจ้า ด้วยพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนนี้ มนุษย์จึงจะมารู้จักแก่นแท้อันโสมมและเสื่อมทรามภายในตัวเขาเองอย่างครบถ้วน และเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงโดยบริบูรณ์และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงคู่ควรที่จะกลับมาสู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของพระเจ้าได้ พระราชกิจทั้งหมดในยุคปัจจุบันล้วนทรงทำเพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มนุษย์สามารถทิ้งความเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะ และผ่านการถลุง แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของความรอด น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า ในความจริง ช่วงระยะนี้เป็นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยตลอดจนเป็นช่วงระยะที่สองในพระราชกิจแห่งความรอดอีกด้วย ด้วยการพิพากษาและการตีสอนโดยพระวจนะนี่เอง พระเจ้าจึงทรงได้มนุษย์ไว้ และด้วยการถลุง การพิพากษา และการเปิดโปงโดยพระวจนะนี่เอง ความไม่บริสุทธิ์ มโนคติที่หลงผิด แรงจูงใจ และความหวังส่วนตัวภายในหัวใจมนุษย์จึงถูกเผยอย่างสมบูรณ์ แม้มนุษย์จะได้รับการไถ่และได้รับการยกโทษบาปไปแล้ว แต่ก็มองเรื่องนี้ได้เพียงว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำการกระทำผิดของมนุษย์และไม่ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการกระทำผิดของเขา อย่างไรก็ตาม มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังโดยที่ยังไม่เป็นอิสระจากบาป และได้แต่ทำบาปต่อไปเท่านั้น เผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรที่ไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับอภัย คนส่วนใหญ่ทำบาปในตอนกลางวันและสารภาพในตอนค่ำ ดังนั้น แม้เครื่องบูชาลบล้างบาปจะมีประสิทธิผลกับมนุษย์ตลอดกาล แต่ก็ไม่อาจช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระราชกิจแห่งความรอดจึงสำเร็จไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม… ไม่ง่ายเลยที่มนุษย์จะตระหนักรู้บาปทั้งหลายของตนเอง และเขาไม่มีหนทางที่จะตระหนักถึงธรรมชาติที่หยั่งรากลึกของตนได้ ผลลัพธ์เช่นนี้สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยการผ่านการพิพากษาแห่งพระวจนะเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้น มนุษย์จึงจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากจุดนี้เป็นต้นไปได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)
พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายคือการตรัสพระวจนะ พระวจนะสามารถส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในตัวมนุษย์ได้ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในตัวผู้คนเหล่านี้ในยามนี้ ในเวลาที่พวกเขายอมรับพระวจนะเหล่านี้นั้น ยิ่งใหญ่กว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวผู้คนเมื่อพวกเขายอมรับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในยุคพระคุณมากมายนัก เพราะในยุคพระคุณนั้น ปีศาจทั้งหลายได้ถูกขับไล่ออกจากมนุษย์ด้วยการวางมือและการอธิษฐาน แต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหลายภายในมนุษย์ยังคงอยู่ มนุษย์ได้รับการรักษาอาการเจ็บป่วยของตนและได้รับการอภัยบาปของตน แต่สำหรับเรื่องที่ว่ามนุษย์จะสามารถทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานภายในตัวเขาได้อย่างไรนั้น ยังไม่มีการทำพระราชกิจนี้ในตัวเขา มนุษย์เพียงได้รับการช่วยให้รอดและอภัยบาปเพราะความเชื่อของเขาเท่านั้น แต่ธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของมนุษย์ไม่ได้ถูกขจัดออกไปและยังคงอยู่ภายในตัวเขา บาปทั้งหลายของมนุษย์ได้รับการอภัยโดยผ่านทางการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์ไม่มีบาปภายในตัวเขาอีกต่อไป บาปของมนุษย์อาจได้รับการอภัยผ่านเครื่องบูชาลบล้างบาป แต่สำหรับเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรให้มนุษย์ไม่ทำบาปอีกต่อไป จะทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของเขาโดยสิ้นเชิงได้อย่างไร และจะเปลี่ยนอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตไปในระดับหนึ่งได้อย่างไรนั้น มนุษย์ไม่มีทางแก้ปัญหา บาปของมนุษย์ได้รับการอภัยแล้ว และนี่ก็เพราะพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนของพระเจ้า แต่มนุษย์ยังคงใช้ชีวิตภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานแบบเดิมของตนต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์จึงต้องได้รับการช่วยให้รอดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา ธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของเขาต้องถูกทิ้งไปโดยสมบูรณ์ และต้องไม่มีวันเกิดขึ้นมาอีก และอุปนิสัยของเขาต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้ มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจเส้นทางของการเติบโตในชีวิต เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องการให้มนุษย์ปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับเส้นทางนี้ เพื่อที่อุปนิสัยของเขาจะได้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป และเขาจะได้มีชีวิตอยู่ภายใต้แสงของความสว่าง เพื่อที่ทั้งหมดที่เขาทำจะได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เพื่อที่เขาจะได้ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของตน และเพื่อที่เขาจะได้หลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งความมืดของซาตาน อันเป็นผลให้เขาโผล่พ้นจากบาปได้โดยสิ้นเชิง เมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะได้รับความรอดโดยสมบูรณ์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)
พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน เพื่อที่มนุษย์อาจได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ หากปราศจากการพิพากษาของพระองค์ต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์แล้ว มนุษย์คงไม่อาจสามารถรู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งไม่ยินยอมให้มีการล่วงเกินอันใดได้ อีกทั้งมนุษย์คงจะไม่สามารถเปลี่ยนความรู้เก่าๆ ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าให้กลายเป็นความรู้ใหม่ได้ เพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้ความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์เป็นสิ่งที่รู้กันโดยทั่วไป ดังนั้นจึงทำให้มนุษย์สามารถมาถึงจุดที่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ได้รับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา และเป็นคำพยานที่ดังกึกก้องต่อพระเจ้าได้โดยผ่านทางการทรงปรากฏต่อสาธารณะของพระองค์ การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการทำให้สัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางพระราชกิจหลากหลายประเภทที่แตกต่างกันของพระเจ้า หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาเช่นนั้นแล้ว มนุษย์คงจะไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์แสดงนัยสำคัญว่ามนุษย์ได้เป็นอิสระจากพันธนาการของซาตานและจากอิทธิพลของความมืด และได้กลายเป็นแม่แบบ และวัตถุตัวอย่างของพระราชกิจของพระเจ้า พยานของพระเจ้า และผู้ที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า