4. พวกเราได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามาหลายปี และได้ทำงานอย่างหนักเพื่อพระองค์เสมอมา รอคอยการทรงกลับมาของพระองค์อย่างระแวดระวัง  พวกเราเชื่อว่า พวกเราควรได้รับวิวรณ์เกี่ยวกับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นอันดับแรกก่อนใคร  ตอนนี้พวกคุณให้คำพยานว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาแล้ว ถ้าอย่างนั้น ทำไมพวกเราจึงยังไม่ได้รับวิวรณ์เกี่ยวกับการนี้เลย?  การที่พวกเรายังไม่ได้รับนั้นพิสูจน์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงกลับมา  พวกเราผิดปกติหรือที่คิดเช่นนี้?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” (วิวรณ์ 3:20)

“ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย” (วิวรณ์ 2:7)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระเยซูได้ทรงกล่าวประกาศว่าพระวิญญาณแห่งความจริงจะถูกประทานแก่มนุษย์ในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย  ยุคสุดท้ายอยู่ที่นี่แล้ว เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าพระวิญญาณแห่งความจริงทรงแสดงพระวจนะทั้งหลายอย่างไร?  พระวิญญาณแห่งความจริงทรงปรากฏและทรงปฏิบัติพระราชกิจ ณ ที่ใด?  ในหนังสือเผยพระวจนะของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ไม่เคยมีการเอ่ยถึงใดๆ ว่า เด็กคนหนึ่งผู้มีนามว่าพระเยซู จะถือกำเนิดในยุคภาคพันธสัญญาใหม่ มีเพียงการเขียนไว้ว่า เด็กทารกเพศชายคนหนึ่งผู้มีนามว่าเอมมานูเอล จะถือกำเนิดขึ้น  ทำไมพระนาม “พระเยซู” จึงไม่ได้ถูกเอ่ยถึง?  พระนามนี้ไม่ทรงปรากฏในที่ใดเลยในภาคพันธสัญญาเดิม ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมเจ้าจึงยังคงเชื่อในพระเยซู?  แน่นอนว่าเจ้าไม่ได้เพียงแค่เริ่มเชื่อในพระเยซูหลังจากที่ได้เห็นพระองค์ด้วยตาทั้งสองข้างของเจ้าเองแล้วเท่านั้น ใช่หรือไม่?  หรือว่าเจ้าได้เริ่มที่จะเชื่อก็เมื่อตอนที่ได้รับวิวรณ์แล้ว?  พระเจ้าจะทรงแสดงให้เจ้าเห็นพระคุณเช่นนั้นจริงๆ หรือ?  พระองค์จะประทานพระพรอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นแก่เจ้าหรือ?  อะไรคือพื้นฐานของความเชื่อของเจ้าในพระเยซู?  ทำไมเจ้าจึงไม่เชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในวันนี้?  ทำไมเจ้าจึงพูดว่า การที่วิวรณ์จากพระเจ้าไม่ปรากฏต่อเจ้านั้น พิสูจน์ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงจุติเป็นมนุษย์?  พระเจ้าจำต้องทรงแจ้งแก่ผู้คนก่อนที่จะทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์อย่างนั้นหรือ?  พระองค์จำต้องทรงได้รับการเห็นชอบจากพวกเขาก่อนหรือ?  อิสยาห์เพียงแค่กล่าวประกาศว่าทารกเพศชายคนหนึ่งจะถือกำเนิดในรางหญ้า เขาไม่เคยได้พยากรณ์ว่ามารีย์จะให้กำเนิดพระเยซู  การเชื่อของเจ้าในเรื่องที่พระเยซูถือกำเนิดจากมารีย์มีพื้นฐานมาจากตรงไหนกันแน่?  แน่นอนหรือว่าการเชื่อของเจ้าไม่สับสนปนเป?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?

มีผู้คนมากกว่านี้ด้วยซ้ำที่เชื่อว่า ไม่ว่าพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าจะเป็นอะไรก็ตาม มันต้องได้รับการยืนยันโดยการเผยพระวจนะ และเชื่อว่าในแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจดังกล่าว บรรดาทุกคนที่ติดตามพระองค์ด้วยหัวใจ “ที่แท้จริง” ก็จะต้องได้รับการเผยให้เห็นวิวรณ์เช่นกัน หากไม่เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจดังกล่าวก็คงไม่สามารถเป็นพระราชกิจของพระเจ้าไปได้  มันไม่ใช่งานง่ายอยู่แล้วสำหรับมนุษย์ที่จะได้มารู้จักพระเจ้า  เมื่อรวมเข้ากับหัวใจที่ไร้สาระของมนุษย์และธรรมชาติอันเป็นกบฏของเขาในความคิดว่าตนเองสำคัญเหนือผู้อื่นและความทะนงตนแล้ว ก็ยิ่งกลายเป็นยากขึ้นไปอีกสำหรับเขาที่จะยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า  มนุษย์นั้นทั้งไม่พินิจพิเคราะห์พระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างถี่ถ้วนและไม่ยอมรับมันด้วยความถ่อมใจ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับนำท่าทีของการดูหมิ่นมาใช้ขณะที่เขารอคอยวิวรณ์และการทรงนำจากพระเจ้า  นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของพวกที่เป็นกบฏต่อและต่อต้านพระเจ้าหรอกหรือ?  ผู้คนดังกล่าวสามารถได้รับการรับรองจากพระเจ้าได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?

เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า จึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาน้ำพระทัยของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระองค์—เพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีก้าวพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าก็อยู่ที่นั่น  ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่  ในการค้นหารอยพระบาทของพระเจ้า พวกเจ้าได้ละเลยคำว่า “พระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต” และดังนั้น ผู้คนมากมายแม้ในเวลาที่พวกเขาได้รับความจริงจึงไม่เชื่อว่าพวกเขาได้พบรอยพระบาทของพระเจ้าแล้ว และพวกเขายิ่งไม่ยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้า  เป็นความผิดพลาดร้ายแรงยิ่งนัก!  การทรงปรากฏของพระเจ้าไม่สามารถลงรอยกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ และพระเจ้ายิ่งไม่สามารถจะปรากฏโดยคำขอของมนุษย์  พระเจ้าทรงทำการเลือกและทรงทำแผนการของพระองค์เองเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงมีวัตถุประสงค์ของพระองค์เองและวิธีการของพระองค์เอง  ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจใด พระองค์ไม่ทรงมีความจำเป็นต้องหารือกับมนุษย์หรือหาคำแนะนำของเขา นับประสาอะไรที่จะต้องทรงแจ้งให้ทุกๆ คนรู้ถึงพระราชกิจของพระองค์  นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า ซึ่งยิ่งไปกว่านั้นควรได้รับการยอมรับจากทุกคน  หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า ตามก้าวพระบาทของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเดินออกห่างจากมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเสียก่อน  เจ้าต้องไม่เรียกร้องให้พระเจ้าทรงทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น นับประสาอะไรที่เจ้าจะควรวางพระองค์ไว้ในขอบเขตของเจ้าเองและจำกัดพระองค์ไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง  แต่เจ้ากลับควรเรียกร้องตัวพวกเจ้าเองว่าพวกเจ้าควรที่จะแสวงหารอยพระบาทของพระเจ้าอย่างไร เจ้าควรที่จะยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างไร และเจ้าควรที่จะยอมจำนนต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างไร กล่าวคือ นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำ เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่ความจริง และไม่ได้ครอบครองความจริง เขาจึงควรแสวงหา ยอมรับ และเชื่อฟัง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 1: การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่

 

การสามัคคีธรรมของมนุษย์สำหรับการอ้างอิง

ผู้คนที่ได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี โดยตรากตรำและทำงานหนักเป็นนิตย์และรอการทรงกลับมาของพระองค์อย่างระแวดระวัง ทึกทักเอาว่าในยามที่พระองค์เสด็จกลับมา พวกเขาจะรับคำวิวรณ์จากองค์พระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระองค์  นี่คือมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการของมนุษย์ ทั้งนี้ นี่ไม่อยู่ในแนวเดียวกับความเป็นจริงแห่งพระราชกิจของพระเจ้า  นานมาแล้ว พวกฟาริสีแห่งศาสนายิวได้เดินทางไปทุกหนแห่งเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ  องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงมอบคำวิวรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระองค์แก่พวกเขาหรือไม่?  นอกจากนี้ สาวกเหล่านั้นผู้ซึ่งได้ติดตามองค์พระเยซูเจ้าคนใดหรือที่ได้ทำเช่นนั้นเนื่องมาจากได้รับคำวิวรณ์จากพระองค์แล้ว?  ไม่มีสักคนเดียว!  แม้ว่าเปโตรรับคำวิวรณ์จากพระเจ้าและระลึกรู้ว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระคริสต์ บุตรของพระเจ้า แต่ทั้งหมดนั้นก็เกิดขึ้นหลังจากที่เปโตรได้ติดตามองค์พระเยซูเจ้าสักพักหนึ่งและได้ฟังคำเทศนามากมายของพระองค์แล้ว ทั้งนี้ เปโตรได้มามีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับองค์พระเยซูเจ้าแล้ว และมีเพียงหลังจากนั้นเท่านั้นที่เขารับคำวิวรณ์จากพระวิญญาณบริสุทธิ์และระลึกรู้พระอัตลักษณ์ที่แท้จริงขององค์พระเยซูเจ้า  จากการนี้สามารถเห็นได้ว่า อันที่จริงแล้วเปโตรยังไม่ได้รับคำวิวรณ์ก่อนที่จะติดตามองค์พระเยซูเจ้า ทั้งนี้ นี่คือข้อเท็จจริง  ทุกคนที่มีความสามารถที่จะติดตามองค์พระเยซูเจ้าได้ ระลึกรู้พระองค์ในฐานะที่เป็นพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมาก็เพราะการที่ได้ฟังคำเทศนาของพระองค์เท่านั้น ทั้งนี้ พวกเขาไม่ได้ระลึกรู้พระองค์และกลายเป็นผู้ติดตามของพระองค์หลังจากที่รับคำวิวรณ์จากพระเจ้าครั้งแรก  ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้เสด็จมาอย่างลับๆ เพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย  ผู้คนหลายล้านคนได้ยอมรับและกำลังติดตามพระองค์ กระนั้นก็ตามไม่มีพวกเขาสักคนที่ได้ทำเช่นนั้นอันเป็นผลจากการรับคำวิวรณ์จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งนี้ พวกเราล้วนแต่ได้ระลึกรู้พระสุรเสียงของพระเจ้าและตัดสินใจที่จะติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์โดยผ่านทางการอ่านพระวจนะของพระองค์และการสามัคคีธรรมว่าด้วยความจริง  ข้อเท็จจริงทั้งหลายทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ในการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์นั้น แน่นอนที่สุดว่าพระเจ้าไม่ทรงมอบคำวิวรณ์แก่คนอื่นใดเพื่อให้พวกเขาเชื่อพระองค์และติดตามพระองค์  ที่มากกว่านั้นก็คือ พระเจ้าในยุคสุดท้ายได้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์เพื่อทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา ทั้งนี้ ถ้อยดำรัสของพระองค์ในยุคสุดท้ายคือวจนะแรกที่พระองค์ได้ตรัสอย่างเปิดเผยต่อทั้งจักรวาลและมนุษยชาติทั้งปวงนับตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งการทรงสร้าง  ผู้คนทั้งหมดสามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าได้ ดังนั้น การที่พวกเขาจะสามารถต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถระลึกรู้พระสุรเสียงของพระเจ้าได้หรือไม่ ตลอดจนว่าพวกเขารักและยอมรับความจริงหรือไม่  นี่เกี่ยวข้องกับทางเลือกส่วนบุคคล ทั้งนี้ พระเจ้าคงจะไม่มีวันทรงมอบคำวิวรณ์ให้บุคคลใดเพื่อให้พวกเขาเชื่อในพระองค์  มีการกล่าวไว้หลายครั้งในบทที่ 2 และ 3 ของหนังสือวิวรณ์ ความว่า “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย”  และในวิวรณ์ 3:20 ความว่า “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา”  องค์พระเยซูเจ้ายังได้ตรัสอีกเช่นกันว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา(ยอห์น 10:27)  หากองค์พระเยซูเจ้าทรงมอบคำวิวรณ์แก่ผู้คนเพื่อให้เชื่อในพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จมา เช่นนั้นแล้ว เหตุใดหรือพระองค์จึงได้ตรัสว่าพระองค์จะทรงยืนเคาะอยู่ที่ประตูของผู้คน และว่าแกะของพระเจ้าจะได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า?  นั่นจะไม่ได้เป็นการย้อนแย้งในตัวเองแล้วกระนั้นหรือ?  ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงใช้ถ้อยดำรัสและการแสดงความจริงของพระองค์เพื่อค้นหาแกะของพระองค์  “แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า”—หมายความว่า บรรดาผู้ที่ได้ยินและเข้าใจพระสุรเสียงของพระเจ้าคือแกะของพระองค์ พวกเขาเป็นหญิงพรหมจารีมีปัญญา ในขณะที่พวกเหล่านั้นที่ได้ยินแต่ไม่เข้าใจพระสุรเสียงของพระองค์เป็นหญิงพรหมจารีโง่เขลาอย่างแน่นอนที่สุด และในหนทางนี้ผู้คนจะได้รับการจำแนกชนชั้นไปตามประเภท  นี่ทำให้เป็นที่ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงพระปัญญาและทรงชอบธรรมอย่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!

ด้วยเหตุนี้ การสืบค้นหนทางที่แท้จริงจึงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการที่คนเราได้รับคำวิวรณ์จากพระเจ้าแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ คนเรามีความสามารถที่จะระลึกรู้พระสุรเสียงของพระเจ้าในพระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ดำรัสได้หรือไม่  ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงพระวจนะหลายล้านคำแล้ว  ถ้อยดำรัสเหล่านี้คือความจริง ทั้งนี้ ถ้อยดำรัสเหล่านี้คือพระสุรเสียงของพระเจ้า  ผู้คนมากมายจากหลากหลายนิกายที่มีการเชื่ออันจริงใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและได้กลับไปหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  แน่นอนว่าเป็นผู้คนเหล่านี้นี่เองที่เป็นสมบัติล้ำค่าที่ได้ “ถูกขโมยไป” ทั้งนี้ จุดประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการเสด็จมาอย่างลับๆ ของพระองค์คือการได้มาซึ่งสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ และเปลี่ยนผู้คนเหล่านี้ที่ได้รับการอุ้มชูต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าไปเป็นผู้ชนะก่อนที่จะถึงความวิบัติ  อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้คนเพียงแค่รอที่จะรับคำวิวรณ์จากพระเจ้า และไร้ความสามารถที่จะระลึกรู้พระสุรเสียงของพระองค์ในพระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดง นี่ย่อมแสดงให้เห็นเพียงเท่านั้นว่า พวกเขาไม่รักความจริงหรือรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า และว่าพวกเขาไม่ใช่แกะของพระเจ้าอย่างแน่นอน  ผู้คนเหล่านี้โดยธรรมชาติแล้วจะเป็นเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงปลดทิ้งและทรงกำจัดทิ้ง และอยู่ท่ามกลางพวกเหล่านั้นที่จะตกอยู่ในความวิบัติ โดยร้องไห้คร่ำครวญและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของพวกเขา  นั่นเป็นเหมือนดั่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับโธมัสว่า “เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ? คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข(ยอห์น 20:29)

ก่อนหน้า: 3. พวกคุณให้คำพยานว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาในเนื้อหนัง  แล้วตอนนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหนเล่า?  ทำไมพวกเราจึงยังไม่ได้เห็นพระองค์เลย?  ต้องมองเห็นก่อนจึงจะเชื่อ ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเรายังไม่ได้เห็นพระองค์นั้น พิสูจน์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ายังไม่ได้ทรงกลับมา  ฉันจะเชื่อก็ต่อเมื่อฉันมองเห็น

ถัดไป: 5. ในยุคทั้งหลายของทั้งภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่นั้น พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจในประเทศอิสราเอล  องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงเผยพระวจนะไว้ว่า พระองค์จะทรงกลับมาในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงกลับมา พระองค์ควรเสด็จมาถึงในประเทศอิสราเอล  แต่พวกคุณก็ยังให้คำพยานว่าองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาเรียบร้อยแล้ว ว่าพระองค์ได้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์และกำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในประเทศจีน  ประเทศจีนเป็นชนชาติที่ถูกปกครองโดยพรรคการเมืองที่เป็นอเทวนิยม  ไม่มีในประเทศใดเลยที่มีการต้านทานพระเจ้าและการข่มเหงคริสตชนที่ใหญ่หลวงกว่านี้  การทรงกลับมาของพระผู้เป็นเจ้าจะสามารถเป็นการมายังประเทศจีนได้อย่างไรกัน?

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger