3. พวกคุณให้คำพยานว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาในเนื้อหนัง แล้วตอนนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหนเล่า? ทำไมพวกเราจึงยังไม่ได้เห็นพระองค์เลย? ต้องมองเห็นก่อนจึงจะเชื่อ ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเรายังไม่ได้เห็นพระองค์นั้น พิสูจน์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ายังไม่ได้ทรงกลับมา ฉันจะเชื่อก็ต่อเมื่อฉันมองเห็น
ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง
“พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา ถ้าพวกท่านรู้จักเราแล้ว ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย ตั้งแต่นี้ไปท่านก็จะรู้จักพระองค์และได้เห็นพระองค์’ ฟีลิปทูลพระองค์ว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอสำแดงพระบิดาให้พวกข้าพระองค์เห็น ก็พอใจข้าพระองค์แล้ว’ พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘ฟีลิป เราอยู่กับท่านนานถึงขนาดนี้แล้วท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ? คนที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า “ขอสำแดงพระบิดาให้พวกข้าพระองค์เห็น?” ท่านไม่เชื่อหรือว่าเราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา? คำซึ่งเรากล่าวกับพวกท่านนั้น เราไม่ได้กล่าวตามใจชอบ แต่พระบิดาผู้สถิตอยู่ในเราทรงทำพระราชกิจของพระองค์ จงเชื่อเราว่าเราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา หรือมิฉะนั้นก็จงเชื่อเพราะกิจการเหล่านั้น’” (ยอห์น 14:6-11)
“เมื่อผ่านไปแปดวันแล้ว พวกสาวกของพระองค์อยู่ด้วยกันในบ้านนั้นอีกและโธมัสอยู่กับพวกเขาด้วย ประตูก็ปิดแล้ว แต่พระเยซูเสด็จเข้ามาและทรงยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาตรัสว่า ‘สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย’ แล้วพระองค์ตรัสกับโธมัสว่า ‘เอานิ้วของท่านแยงที่นี่ และดูที่มือของเรา ยื่นมือของท่านออกมาคลำที่สีข้างของเรา อย่าสงสัยเลย แต่จงเชื่อ’ โธมัสทูลพระองค์ว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์’ พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ? คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข’” (ยอห์น 20:26-29)
“แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” (ยอห์น 10:27)
“ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์” (โรม 10:17)
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
พระเยซูได้ทรงกล่าวประกาศว่าพระวิญญาณแห่งความจริงจะถูกประทานแก่มนุษย์ในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย ยุคสุดท้ายอยู่ที่นี่แล้ว เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าพระวิญญาณแห่งความจริงทรงแสดงพระวจนะทั้งหลายอย่างไร? พระวิญญาณแห่งความจริงทรงปรากฏและทรงปฏิบัติพระราชกิจ ณ ที่ใด? ในหนังสือเผยพระวจนะของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ไม่เคยมีการเอ่ยถึงใดๆ ว่า เด็กคนหนึ่งผู้มีนามว่าพระเยซู จะถือกำเนิดในยุคภาคพันธสัญญาใหม่ มีเพียงการเขียนไว้ว่า เด็กทารกเพศชายคนหนึ่งผู้มีนามว่าเอมมานูเอล จะถือกำเนิดขึ้น ทำไมพระนาม “พระเยซู” จึงไม่ได้ถูกเอ่ยถึง? พระนามนี้ไม่ทรงปรากฏในที่ใดเลยในภาคพันธสัญญาเดิม ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมเจ้าจึงยังคงเชื่อในพระเยซู? แน่นอนว่าเจ้าไม่ได้เพียงแค่เริ่มเชื่อในพระเยซูหลังจากที่ได้เห็นพระองค์ด้วยตาทั้งสองข้างของเจ้าเองแล้วเท่านั้น ใช่หรือไม่? หรือว่าเจ้าได้เริ่มที่จะเชื่อก็เมื่อตอนที่ได้รับวิวรณ์แล้ว? พระเจ้าจะทรงแสดงให้เจ้าเห็นพระคุณเช่นนั้นจริงๆ หรือ? พระองค์จะประทานพระพรอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นแก่เจ้าหรือ? อะไรคือพื้นฐานของความเชื่อของเจ้าในพระเยซู? ทำไมเจ้าจึงไม่เชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในวันนี้? ทำไมเจ้าจึงพูดว่า การที่วิวรณ์จากพระเจ้าไม่ปรากฏต่อเจ้านั้น พิสูจน์ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงจุติเป็นมนุษย์? พระเจ้าจำต้องทรงแจ้งแก่ผู้คนก่อนที่จะทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์อย่างนั้นหรือ? พระองค์จำต้องทรงได้รับการเห็นชอบจากพวกเขาก่อนหรือ? อิสยาห์เพียงแค่กล่าวประกาศว่าทารกเพศชายคนหนึ่งจะถือกำเนิดในรางหญ้า เขาไม่เคยได้พยากรณ์ว่ามารีย์จะให้กำเนิดพระเยซู การเชื่อของเจ้าในเรื่องที่พระเยซูถือกำเนิดจากมารีย์มีพื้นฐานมาจากตรงไหนกันแน่? แน่นอนหรือว่าการเชื่อของเจ้าไม่สับสนปนเป?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?
ตั้งแต่ต้นจนจบ พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ในการบริหารจัดการมนุษย์และช่วยให้รอดท่ามกลางมวลมนุษย์ ตั้งแต่ต้นจนจบนั้นมีเพียงพระเจ้าพระองค์เดียวที่ทรงพระราชกิจ ตรัส ทรงสอน และทรงชี้นำมวลมนุษย์ พระเจ้าพระองค์นี้ทรงดำรงอยู่ ตอนนี้พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะไว้มากมาย พวกเราได้เห็นพระองค์เฉพาะพระพักตร์โดยตรง ได้ยินที่พระองค์ตรัส ได้มีประสบการณ์ในพระราชกิจของพระองค์ และได้กินดื่มพระวจนะของพระองค์ ยอมรับพระวจนะของพระองค์เข้ามาเป็นชีวิตของพวกเรา และพระวจนะเหล่านี้กำลังชี้นำพวกเราและเปลี่ยนแปลงพวกเราอยู่ตลอดเวลา พระเจ้าพระองค์นี้ทรงดำรงอยู่อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงควรเชื่อตามที่พระเจ้าตรัสในข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างมวลมนุษย์ และข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างอาดัมกับเอวาในปฐมกาล ในเมื่อเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าพระองค์นี้ทรงดำรงอยู่ และตอนนี้เจ้าได้มาเฉพาะพระพักตร์พระองค์แล้ว เช่นนั้นเจ้ายังจำเป็นต้องยืนยันว่าพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติคือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์นี้อีกหรือไม่? หากไม่มีใครสามารถยืนยันเรื่องนี้และไม่มีใครเป็นพยานในเรื่องนี้ได้ เจ้าจะไม่เชื่อเช่นนั้นหรือ? หรือในเรื่องของพระราชกิจจากยุคพระคุณ เจ้าไม่เชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เพราะเจ้าไม่เคยเห็นพระองค์เช่นนั้นหรือ? หากเจ้าไม่เห็นพระเจ้าพระองค์ปัจจุบันตรัส ทรงพระราชกิจ หรือประสูติในรูปมนุษย์ด้วยตนเอง เจ้าก็จะไม่เชื่อเช่นนั้นหรือ? หากเจ้าไม่เห็นหรือไม่มีพยานยืนยันในสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะไม่เชื่อทั้งหมดเลยใช่หรือไม่? นี่เป็นเพราะผู้คนมีมุมมองเทียมเท็จที่ไร้สาระในตัวพวกเขา นี่คือความผิดพลาดที่เกิดจากผู้คนมากมายเหลือเกิน พวกเขาต้องเห็นทุกอย่างด้วยตัวเอง และหากไม่เห็นพวกเขาก็ไม่เชื่อ นี่เป็นสิ่งที่ผิด หากบุคคลหนึ่งรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง ย่อมสามารถเชื่อในพระวจนะของพระองค์ได้แม้ไม่ได้เห็นข้อเท็จจริง และสามารถยืนยันสนับสนุนพระวจนะของพระองค์ได้ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาถึงจะเป็นคนประเภทที่เข้าใจความจริงและมีความเชื่อที่แท้จริง ขณะนี้พวกเราได้เห็นพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าและได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะมอบความเชื่อที่แท้จริงให้พวกเรา แล้วทำให้พวกเราติดตามพระองค์ และทำให้พวกเราเชื่อในทุกพระวจนะและทุกพระราชกิจที่มาจากพระเจ้า พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องเฝ้าวิเคราะห์หรือค้นคว้าสิ่งต่างๆ นั่นไม่ใช่เหตุผลในแบบที่ผู้คนควรมีหรือ? ไม่มีใครเป็นพยานตอนที่พระเจ้าทรงสร้างมวลมนุษย์ แต่ตอนนี้พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อแสดงความจริงและช่วยมวลมนุษย์ให้รอด เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง เพื่อเสด็จไปมาระหว่างคริสตจักรทั้งหลายและทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์ ผู้คนมากมายยังไม่ได้เห็นการนี้ใช่หรือไม่? ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถได้เห็น แต่เจ้าก็เชื่อเรื่องนี้ เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในเรื่องนี้? เจ้าไม่ได้เชื่อเพียงเพราะรู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง และนี่คือหนทางที่แท้จริง และเป็นพระราชกิจของพระเจ้าใช่หรือไม่? เจ้ายังสามารถพูดได้ไหมว่า “ในขั้นตอนนี้ของพระราชกิจของพระเจ้า ฉันได้ยินพระองค์ตรัส และได้เห็นพระวจนะของพระเจ้าด้วย เป็นความจริงที่พระวจนะเหล่านี้มาจากพระเจ้า แต่ในเรื่องของพระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนขององค์พระเยซูเจ้า ฉันไม่ได้สัมผัสร่องรอยตะปูของพระองค์ ดังนั้นฉันจึงไม่เชื่อในข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน ฉันไม่ได้เป็นพยานในพระราชกิจที่พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงทำในยุคธรรมบัญญัติ และฉันก็ไม่ได้ยินธรรมบัญญัติตอนที่พระองค์ทรงประกาศออกมา มีเพียงโมเสสที่เท่านั้นได้ยินธรรมบัญญัติเหล่านั้นและเขียนเป็นหนังสือห้าเล่มของโมเสส แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาเขียนหนังสือพวกนั้นอย่างไร?” ผู้คนที่กล่าวสิ่งเหล่านี้มีสภาวะทางจิตใจที่เป็นปกติหรือไม่? พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อและไม่ใช่คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่ก็เหมือนตอนที่ชาวอิสราเอลกล่าวว่า “พระยาห์เวห์ตรัสผ่านโมเสสคนเดียวเท่านั้นจริงหรือ? พระองค์ไม่ตรัสผ่านเราบ้างหรือ?” (กันดารวิถี 12:2) ความหมายของพวกเขาก็คือ “พวกเราจะไม่ฟังโมเสส พวกเราต้องฟังสิ่งนี้จากพระยาห์เวห์พระเจ้าด้วยตัวเอง” เช่นเดียวกับตอนที่ผู้คนในยุคพระคุณกล่าวว่า เพราะพวกเขาไม่ได้เห็นตาตัวเอง พวกเขาจึงไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนหรือทรงฟื้นจากความตาย มีสาวกคนหนึ่งนามว่าโธมัสเป็นผู้ที่ยืนกรานว่าต้องสัมผัสร่องรอยตะปูของพระเยซู แล้วองค์พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่าอย่างไร? {“เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ? คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยอห์น 20:29)} “คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” จริงๆ แล้วคำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร? พวกเขาไม่เห็นอะไรเลยจริงหรือ? อันที่จริงทุกสิ่งที่พระเยซูตรัสและพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าพระเยซูคือพระเจ้า ดังนั้นผู้คนจึงควรเชื่อในเรื่องนี้ พระเยซูไม่จำเป็นต้องทรงปฏิบัติหมายสำคัญและการอัศจรรย์ หรือตรัสพระวจนะมากไปกว่านี้ และผู้คนก็ไม่จำเป็นต้องสัมผัสร่องรอยตะปูของพระองค์เพื่อให้เชื่อ ความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้พึ่งพาแค่การมองเห็นเท่านั้น แต่ด้วยการยืนยันทางฝ่ายวิญญาณ ความเชื่อนั้นจะคงอยู่ไปจนถึงที่สุดและไม่เคยมีข้อสงสัยใดๆ โธมัสเป็นผู้ไม่เชื่อผู้พึ่งพาแต่การเห็นด้วยตาเท่านั้น จงอย่าเป็นเยี่ยงโธมัส
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น
องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อ คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” พระวจนะเหล่านี้หมายความว่า เขาได้ถูกองค์พระเยซูเจ้าทรงกล่าวโทษไปแล้ว และเขาคือผู้ไม่เชื่อ หากเจ้าเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและเชื่อในทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสอย่างแท้จริง เจ้าจะได้รับการอวยพร หากเจ้าติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้ามานานแต่ไม่เชื่อในความสามารถเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ หรือเชื่อว่าพระองค์คือพระเจ้าผู้เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีความเชื่อที่แท้จริงและจะไม่สามารถได้รับพระพร มีเพียงความเชื่อเท่านั้นจึงสามารถได้มาซึ่งพระพร และหากเจ้าไม่เชื่อ เจ้าก็จะไม่ได้รับพรเหล่านั้น เจ้าสามารถเชื่อในเรื่องใดก็ตามหากพระเจ้าทรงปรากฏต่อเจ้า ทรงอนุญาตให้เจ้าเห็นพระองค์ และโน้มน้าวเจ้าด้วยพระองค์เองเท่านั้นหรือ? ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เจ้ามีคุณสมบัติใดที่จะขอให้พระเจ้าทรงปรากฏต่อเจ้าเป็นการส่วนพระองค์? เจ้าจะมีคุณสมบัติใดที่จะทำให้พระองค์ตรัสกับมนุษย์ผู้เสื่อมทรามอย่างเจ้าเป็นการส่วนพระองค์? นอกจากนี้ อะไรทำให้เจ้ามีคุณสมบัติที่จำเป็นจะต้องให้พระองค์ทรงอธิบายทุกอย่างกับเจ้าอย่างชัดเจนก่อนที่เจ้าจะเชื่อ? หากเจ้ามีเหตุผล เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเชื่อหลังจากแค่อ่านพระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสออกมา หากเจ้าเชื่ออย่างแท้จริง เช่นนั้นก็ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำหรือพระองค์ตรัสอะไร ในทางตรงกันข้าม เมื่อเห็นว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง เจ้าก็จะปักใจเชื่อเต็มร้อยว่าพระวจนะเหล่านี้ตรัสโดยพระเจ้าและพระองค์ทรงทำสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งเจ้าจะเตรียมตัวพร้อมแล้วที่จะติดตามพระองค์ไปจนถึงปลายทาง เจ้าไม่จำเป็นต้องสงสัยในเรื่องนี้ ผู้คนที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยล้วนเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงยิ่งนัก พวกเขาก็แค่ไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าได้ พวกเขาพยายามที่จะเข้าใจความล้ำลึกเหล่านั้นอยู่เสมอ และจะเชื่อก็ต่อเมื่อพวกเขาเข้าใจความล้ำลึกเหล่านั้นโดยถ่องแท้แล้วเท่านั้น เงื่อนไขเบื้องต้นในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาคือการได้คำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามเหล่านี้ที่ว่า พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เสด็จมาอย่างไร? พระองค์เสด็จมาถึงเมื่อไร? พระองค์จะทรงอยู่นานแค่ไหนก่อนที่ต้องทรงจากไป? หลังจากพระองค์ทรงจากไปแล้ว พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน? การจากไปของพระองค์มีกระบวนการอย่างไร? พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงพระราชกิจอย่างไร และพระองค์ทรงจากไปอย่างไร?… พวกเขาต้องการเข้าใจความล้ำลึกบางอย่าง พวกเขาจึงมาที่นี่เพื่อสืบค้นความล้ำลึกเหล่านั้น ไม่ใช่เพื่อแสวงหาความจริง พวกเขาคิดว่าตนเองจะไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าได้จนกว่าพวกเขาสามารถหยั่งถึงความล้ำลึกเหล่านี้ ราวกับว่าความเชื่อของพวกเขาถูกขัดขวาง การที่คนพวกนั้นเก็บงำมุมมองนี้ไว้นั้นเป็นปัญหา เมื่อพวกเขามีความปรารถนาที่จะค้นคว้าความล้ำลึก พวกเขาก็ไม่สนใจที่จะใส่ใจกับความจริงหรือเอาใจใส่พระวจนะของพระเจ้า คนแบบนั้นสามารถรู้จักตนเองได้หรือไม่? สำหรับพวกเขา การรู้จักตนเองไม่ใช่ได้มาง่ายๆ
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น
ก่อนที่องค์พระเยซูเจ้าจะทรงถูกตรึงที่กางเขน โธมัสสงสัยในเรื่องที่พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์มาโดยตลอด และไม่สามารถเชื่อได้ ความเชื่อที่เขามีในพระเจ้านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาของเขาเอง สิ่งที่เขาสามารถสัมผัสได้ด้วยมือของเขาเองเท่านั้น องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงมีความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับความเชื่อของบุคคลชนิดนี้ พวกเขาเชื่อเพียงพระเจ้าในสวรรค์ และไม่เชื่อในองค์หนึ่งเดียวผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมา หรือพระคริสต์ในเนื้อหนังเลย อีกทั้งพวกเขาก็จะไม่ยอมรับพระองค์ เพื่อให้โธมัสยอมรับและเชื่อในการดำรงอยู่ขององค์พระเยซูเจ้าและเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง พระองค์จึงได้ทรงอนุญาตให้โธมัสเอื้อมมือของเขาออกมาสัมผัสพระปรัศว์ของพระองค์ ความสงสัยของโธมัสก่อนและหลังจากการคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูเจ้ามีความแตกต่างกันหรือไม่? เขาสงสัยอยู่เสมอและไม่มีทางที่ผู้ใดจะสามารถแก้ไขความสงสัยและทำให้เขาคลายความสงสัยเหล่านั้นไปได้ ยกเว้นแต่กายจิตวิญญาณขององค์พระเยซูเจ้ามาปรากฏต่อเขาด้วยพระองค์เองและยอมให้เขาสัมผัสรอยตะปูบนพระกายของพระองค์ ดังนั้น นับตั้งแต่เวลาที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงอนุญาตให้โธมัสสัมผัสพระปรัศว์ของพระองค์ และปล่อยให้เขารู้สึกถึงการมีอยู่ของรอยตะปูจริงๆ ความสงสัยของโธมัสก็ได้หายไป และเขาได้รู้อย่างแท้จริงว่าองค์พระเยซูเจ้าได้คืนพระชนม์แล้ว และเขาได้ยอมรับและเชื่อว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระคริสต์และพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ถึงแม้ว่าในเวลานี้โธมัสจะไม่มีความสงสัยอีกต่อไป แต่เขาก็ได้สูญเสียโอกาสที่จะพบกับพระคริสต์ตลอดไปแล้ว เขาได้สูญเสียโอกาสที่จะอยู่ร่วมกับพระองค์ ติดตามพระองค์ และรู้จักพระองค์ตลอดไปแล้ว เขาได้สูญเสียโอกาสที่พระคริสต์จะทรงทำให้เขาเพียบพร้อมไปแล้ว การทรงปรากฏขององค์พระเยซูเจ้าและพระวจนะของพระองค์ได้ให้ข้อสรุปและคำพิพากษาเกี่ยวกับความเชื่อของพวกที่เต็มไปด้วยความสงสัย พระองค์ได้ทรงใช้พระวจนะและการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์เพื่อบอกบรรดาผู้สงสัย บอกพวกที่เชื่อเฉพาะในพระเจ้าในสวรรค์แต่ไม่เชื่อในพระคริสต์ว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงชมเชยความเชื่อของพวกเขา อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงชมเชยพวกเขาสำหรับการติดตามพระองค์ในขณะที่สงสัยพระองค์ วันที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าและพระคริสต์อย่างเต็มเปี่ยมอาจเป็นวันที่พระเจ้าได้ทรงทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ครบบริบูรณ์แล้วเท่านั้น แน่นอนว่าวันนั้นก็จะเป็นวันที่ได้มีคำพิพากษาต่อความสงสัยของพวกเขาเช่นเดียวกัน ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสต์ได้กำหนดชะตากรรมของพวกเขา และความสงสัยที่ดื้อรั้นของพวกเขาหมายความว่าความเชื่อของพวกเขาไม่ก่อให้เกิดผลใด และความแข็งกระด้างของพวกเขาหมายความว่าความหวังของพวกเขานั้นสูญเปล่า เพราะการที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าในสวรรค์เพิ่มขึ้นเพราะภาพลวงตา และความสงสัยที่พวกเขามีต่อพระคริสต์นั้นอันที่จริงแล้วคือท่าทีที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ถึงแม้ว่าพวกเขาได้สัมผัสรอยตะปูบนพระกายขององค์พระเยซูเจ้า ความเชื่อของพวกเขาก็ยังคงไร้ประโยชน์และบทอวสานของพวกเขาก็สามารถอธิบายได้เพียงว่าเป็นการตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่—ทั้งหมดนั้นสูญเปล่า สิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับโธมัสยังเป็นวิธีการของพระองค์ที่ชัดเจนอย่างยิ่งในการตรัสบอกทุกผู้คนเช่นกันว่า องค์พระเยซูเจ้าผู้คืนพระชนม์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ได้ทรงใช้เวลาสามสิบสามปีครึ่งไปในการทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์ ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงถูกตรึงที่กางเขนและได้ทรงรับประสบการณ์กับหุบเขาแห่งเงาของความตาย และถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงรับประสบการณ์กับการคืนพระชนม์ พระองค์ก็ไม่ได้ทรงก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าในแง่มุมใดๆ ถึงแม้ว่าขณะนี้พระองค์ได้ทรงมีรอยตะปูบนร่างกายของพระองค์แล้ว และถึงแม้ว่าพระองค์ได้คืนพระชนม์และได้ทรงพระดำเนินออกจากหลุมฝังศพแล้ว แต่พระอุปนิสัยของพระองค์ ความเข้าใจเกี่ยวกับมวลมนุษย์ของพระองค์ และเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ พระองค์ยังกำลังตรัสบอกผู้คนว่าพระองค์ได้เสด็จลงจากกางเขน ได้ทรงฉลองชัยเหนือบาป ได้ทรงเอาชนะความยากลำบาก และได้ทรงฉลองชัยเหนือความตาย รอยตะปูเป็นแค่หลักฐานแห่งชัยชนะเหนือซาตานของพระองค์ หลักฐานแห่งการเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปเพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งหมดได้สำเร็จ พระองค์กำลังตรัสบอกผู้คนว่าพระองค์ได้ทรงรับบาปของมวลมนุษย์แล้ว และว่าพระองค์ได้ทรงทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่ของพระองค์ครบบริบูรณ์แล้ว เมื่อพระองค์ได้เสด็จกลับมาพบกับบรรดาสาวกของพระองค์ พระองค์ได้ตรัสบอกข้อความนี้กับพวกเขาโดยการทรงปรากฏของพระองค์: “เรายังมีชีวิตอยู่ เรายังดำรงอยู่ วันนี้เรากำลังยืนอยู่ต่อหน้าพวกเจ้าอย่างแท้จริง เพื่อที่ว่าพวกเจ้าสามารถมองเห็นและสัมผัสเราได้ เราจะอยู่กับพวกเจ้าเสมอ” องค์พระเยซูเจ้ายังทรงต้องประสงค์ที่จะใช้กรณีของโธมัสเป็นการตักเตือนสำหรับผู้คนในอนาคตว่า ถึงแม้ว่าเจ้าไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสองค์พระเยซูเจ้าในความเชื่อในพระองค์ของเจ้า แต่เจ้าก็ได้รับพรเพราะความเชื่อที่แท้จริงของเจ้า และเจ้าสามารถมองเห็นองค์พระเยซูเจ้าเพราะความเชื่อที่แท้จริงของเจ้า และบุคคลประเภทนี้ได้รับพร
พระวจนะที่ได้รับการบันทึกในพระคัมภีร์เหล่านี้ซึ่งองค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้เมื่อพระองค์ได้ทรงปรากฏต่อโธมัสเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้คนทั้งหมดในยุคพระคุณ การทรงปรากฏต่อโธมัสของพระองค์และพระวจนะที่พระองค์ได้ตรัสต่อเขามีผลกระทบที่ลุ่มลึกต่อหลายชั่วคนหลังจากนั้น สิ่งเหล่านี้มีนัยสำคัญชั่วนิรันดร์ โธมัสเป็นตัวแทนของบุคคลชนิดหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าแต่ยังสงสัยพระเจ้า พวกเขามีธรรมชาติที่หวาดระแวง มีหัวใจที่มุ่งร้าย เป็นคนทรยศ และไม่เชื่อในสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าสามารถทำให้สำเร็จลุล่วง พวกเขาไม่เชื่อในฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระเจ้าและอธิปไตยของพระองค์ และพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูเจ้าขัดแย้งกับคุณสมบัติเหล่านี้ที่พวกเขามี และยังให้โอกาสพวกเขาในการค้นพบความสงสัยของพวกเขาเอง ระลึกได้ถึงความสงสัยของพวกเขาเอง และยอมรับการทรยศของพวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้จึงมาเชื่ออย่างแท้จริงในการดำรงอยู่และการคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นกับโธมัสคือการตักเตือนและข้อควรระวังสำหรับคนยุคหลังจากนั้น เพื่อที่ว่าผู้คนจำนวนมากขึ้นสามารถตักเตือนตัวเองไม่ให้เป็นผู้สงสัยอย่างเช่นโธมัส และว่าหากพวกเขาได้ทำให้ตัวเองเต็มไปด้วยความสงสัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะจมลงสู่ความมืด หากเจ้าติดตามพระเจ้า แต่ต้องการสัมผัสพระปรัศว์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและรู้สึกถึงรอยตะปูของพระองค์เพื่อยืนยัน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อคาดคะเนว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือไม่อยู่เสมอเช่นเดียวกับโธมัส เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะทรงละทิ้งเจ้า ดังนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนไม่เป็นเหมือนกับโธมัสที่เชื่อเพียงสิ่งที่พวกเขามองเห็นได้ด้วยตาของพวกเขาเอง แต่ให้เป็นผู้คนที่บริสุทธิ์และซื่อสัตย์ ไม่เก็บงำความสงสัยต่อพระเจ้าเอาไว้ แต่เพียงเชื่อและติดตามพระองค์ ผู้คนเช่นนี้ย่อมได้รับพร นี่คือพระประสงค์ที่เล็กน้อยมากที่องค์พระเยซูเจ้าทรงมีต่อผู้คน และเป็นการตักเตือนบรรดาผู้ติดตามของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3
พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ต้นตอหรือไม่ว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านพระเยซู? พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้แก่นแท้ของพวกฟาริสีหรือไม่? พวกเขาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา ทว่าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงชีวิต และดังนั้น แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนทางแห่งชีวิต และไม่รู้ว่าหนทางแห่งความจริงคืออะไร พวกเจ้าพูดว่า ผู้คนที่โง่เขลา ดื้อรั้น และไม่รู้ความเช่นนั้นได้รับพรของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถมองเห็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร? พวกเขาต่อต้านพระเยซูเพราะพวกเขาไม่รู้ทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาไม่รู้หนทางแห่งความจริงที่พระเยซูตรัส และยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจพระเมสสิยาห์ และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยพบเห็นพระเมสสิยาห์และไม่เคยข้องเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ พวกเขาจึงทำผิดพลาดด้วยการยึดติดกับพระนามของพระเมสสิยาห์เท่านั้น พลางต่อต้านแก่นแท้ของพระเมสสิยาห์ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ โดยแก่นแท้แล้ว พวกฟาริสีเหล่านี้ดื้อรั้น โอหัง และไม่เชื่อฟังความจริง หลักธรรมของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือ ไม่ว่าการประกาศของพระองค์จะลุ่มลึกเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์จะสูงส่งเพียงใดก็ตาม พระองค์ไม่ใช่พระคริสต์หากพระนามของพระองค์ไม่ใช่พระเมสสิยาห์ การเชื่อแบบนี้ไม่โง่เขลาและไร้สาระน่าขันหรอกหรือ? เราถามพวกเจ้าต่อไปอีกว่า ด้วยความที่พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูเลยแม้แต่น้อย พวกเจ้าจะไม่ทำผิดพลาดอย่างพวกฟาริสีในเวลานั้นได้อย่างง่ายดายยิ่งหรอกหรือ? เจ้ามีความสามารถที่จะใช้วิจารณญาณแยกแยะหนทางแห่งความจริงหรือไม่? เจ้ารับประกันได้อย่างแท้จริงหรือไม่ว่าเจ้าจะไม่ต่อต้านพระคริสต์? เจ้ามีความสามารถที่จะติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือไม่? หากเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าจะต่อต้านพระคริสต์หรือไม่ เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่าเจ้าก็กำลังใช้ชีวิตหมิ่นเหม่ใกล้ความตายแล้ว ผู้ที่ไม่รู้จักพระเมสสิยาห์ต่างสามารถที่จะต่อต้านพระเยซู ปฏิเสธพระเยซู ใส่ร้ายป้ายสีพระองค์ ผู้คนที่ไม่เข้าใจพระเยซูล้วนสามารถที่จะปฏิเสธพระองค์และประณามพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถมองว่าการทรงกลับมาของพระเยซูเป็นการชักนำไปในทางที่ผิดของซาตาน และผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะพากันกล่าวโทษพระเยซูผู้ทรงกลับสู่เนื้อหนัง ทั้งหมดนี้ไม่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกกลัวหรือ? พวกเจ้าจะเผชิญกับการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ การทำลายพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มีต่อคริสตจักรทั้งหลาย และการรังเกียจเดียดฉันท์ทุกสิ่งที่พระเยซูทรงแสดง พวกเจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากพระเยซูหรือ หากพวกเจ้ามึนงงสับสนถึงเพียงนี้?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว
โยบรับฟังพระเจ้าด้วยการเงี่ยหูฟัง
โยบ 9:11 ดูเถิด พระองค์ทรงผ่านข้าไป และข้าหาเห็นพระองค์ไม่ พระองค์ทรงเลยไป และข้าหาได้สังเกตไม่
โยบ 23:8-9 ดูเถิด ข้าเดินไปข้างหน้า แต่พระองค์มิได้สถิตที่นั่น และไปข้างหลัง แต่ก็ไม่สังเกตเห็นพระองค์ ข้างซ้ายที่พระองค์ทรงทำกิจ ข้าก็ไม่เห็นพระองค์ ข้างขวาที่พระองค์ทรงซ่อนอยู่ ข้าก็ไม่พบพระองค์
โยบ 42:2-6 ข้าพระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงทำทุกสิ่งได้ และพระประสงค์ของพระองค์จะสำเร็จ พระองค์ตรัสว่า “นี่ผู้ใดหนอได้ซ่อนคำปรึกษาโดยปราศจากความรู้?” เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ สิ่งที่ประหลาดเกินกว่าข้าพระองค์จะทราบ พระองค์ตรัสว่า “ฟังสิ เราจะพูด เราจะถามเจ้า ขอเจ้าตอบเรา” ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ดวงตาข้าพระองค์เห็นพระองค์ ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีดินและขี้เถ้า
ถึงแม้พระเจ้าไม่ได้ทรงเปิดเผยพระองค์เองต่อโยบ โยบก็เชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า
สาระหลักๆ ของพระวจนะเหล่านี้คืออะไร? พวกเจ้าคนใดบ้างที่ตระหนักว่ามีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งในที่นี้? ก่อนอื่น โยบรู้ได้อย่างไรว่ามีพระเจ้า? ต่อมา เขารู้ได้อย่างไรว่าฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งถูกปกครองโดยพระเจ้า? มีบทตอนหนึ่งที่ตอบสองคำถามนี้ นั่นคือ “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ดวงตาข้าพระองค์เห็นพระองค์ ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีดินและขี้เถ้า” จากคำพูดเหล่านี้เราเรียนรู้ว่า แทนที่จะได้มองเห็นพระเจ้าด้วยตาของเขาเอง โยบได้เรียนรู้ถึงพระเจ้าจากตำนาน ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้นี่เองที่เขาเริ่มเดินบนเส้นทางแห่งการติดตามพระเจ้า ซึ่งหลังจากนั้นเขายืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของเขา และท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง มีข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้อย่างหนึ่งในที่นี้—ข้อเท็จจริงนั้นคือสิ่งใด? ถึงแม้ว่าจะสามารถติดตามหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วได้แล้ว โยบก็ไม่เคยได้มองเห็นพระเจ้า ในการนี้ เขาไม่เป็นแบบเดียวกับผู้คนในปัจจุบันหรอกหรือ? โยบไม่เคยเห็นพระเจ้า ความนัยของการนี้ก็คือว่า ถึงแม้เขาเคยได้ยินพระเจ้า เขาก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าสถิตที่ใด หรือพระเจ้าทรงเป็นเหมือนสิ่งใด หรือพระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งใด เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่อยู่ในใจ พูดอย่างไม่มีอคติได้ว่า ถึงแม้เขาได้ติดตามพระเจ้ามา พระเจ้าก็ไม่เคยได้ทรงปรากฏแก่เขาหรือตรัสกับเขา นี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ? ถึงแม้พระเจ้าไม่ตรัสกับโยบหรือประทานพระบัญชาใดๆ แก่เขา โยบก็ได้มองเห็นการดำรงอยู่ของพระเจ้าและได้เห็นอธิปไตยของพระองค์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และในตำนานต่างๆ ที่โยบได้รับฟังเกี่ยวกับพระเจ้าโดยการได้ยินด้วยหู ซึ่งหลังจากนั้นเขาได้เริ่มต้นชีวิตแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว เช่นนั้นคือต้นกำเนิดและกระบวนการที่โยบได้ติดตามพระเจ้า…
ความเชื่อในพระเจ้าของโยบไม่ถูกสั่นคลอนด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงซ่อนเร้นจากเขา
ในบทตอนต่อมาจากข้อพระคัมภีร์ โยบกล่าวเมื่อนั้นว่า “ดูเถิด ข้าเดินไปข้างหน้า แต่พระองค์มิได้สถิตที่นั่น และไปข้างหลัง แต่ก็ไม่สังเกตเห็นพระองค์ ข้างซ้ายที่พระองค์ทรงทำกิจ ข้าก็ไม่เห็นพระองค์ ข้างขวาที่พระองค์ทรงซ่อนอยู่ ข้าก็ไม่พบพระองค์” (โยบ 23:8-9) ในเรื่องราวนี้ พวกเราเรียนรู้ว่า ในประสบการณ์ของโยบนั้นพระเจ้าได้ทรงซ่อนเร้นต่อเขามาโดยตลอด พระเจ้าไม่ได้ทรงปรากฏต่อเขาอย่างเปิดเผย อีกทั้งพระองค์ไม่ตรัสพระวจนะใดๆ กับเขาอย่างเปิดเผย กระนั้น โยบก็มั่นใจในหัวใจของเขาถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้า เขาเชื่ออยู่เสมอว่าพระเจ้าอาจจะกำลังทรงดำเนินต่อหน้าเขา หรืออาจจะกำลังทรงกระทำการเคียงข้างเขา และว่าถึงแม้เขาไม่สามารถมองเห็นพระเจ้า แต่พระเจ้าสถิตอยู่ชิดใกล้กับเขา ทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเขา โยบไม่เคยได้มองเห็นพระเจ้า แต่เขาก็สามารถยึดมั่นกับความเชื่อของเขาได้ ซึ่งไม่มีบุคคลอื่นใดสามารถทำได้ เหตุใดผู้คนอื่นๆ จึงไม่สามารถทำการนั้นได้? มันเป็นเพราะพระเจ้าไม่ได้ตรัสกับโยบหรือทรงปรากฏแก่เขานั่นเอง และหากเขาไม่ได้เชื่ออย่างแท้จริง เขาก็คงไม่สามารถไปต่อได้ อีกทั้งเขาคงไม่สามารถยึดมั่นกับหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วได้ นี่ไม่จริงหรอกหรือ? เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้าอ่านถึงการที่โยบกล่าวคำพูดเหล่านี้? เจ้ารู้สึกว่าความดีพร้อมและความเที่ยงธรรมของโยบ และความชอบธรรมของเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้านั้นเที่ยงแท้ และไม่เป็นการกล่าวเกินไปในส่วนของพระเจ้าใช่หรือไม่? ถึงแม้ว่าพระเจ้าได้ทรงปฏิบัติต่อโยบแบบเดียวกันกับผู้คนอื่นๆ และไม่ทรงปรากฏหรือตรัสกับเขา โยบก็ยังคงยึดมั่นกับความซื่อสัตย์ของเขา ยังคงเชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ถวายเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่เป็นนิตย์ซึ่งเป็นผลจากการที่เขาเกรงกลัวกับการทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง ในความสามารถของโยบที่ยำเกรงพระเจ้าโดยไม่มีการมองเห็นพระเจ้า พวกเรามองเห็นว่าเขารักสิ่งต่างๆ ที่เป็นเชิงบวกมากเพียงใด และความเชื่อของเขามั่นคงและเป็นจริงเพียงใด เขาไม่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงซ่อนเร้นจากเขา อีกทั้งเขาไม่สูญเสียความเชื่อและละทิ้งพระเจ้าเพราะเขาไม่เคยได้มองเห็นพระองค์ ในทางกลับกัน ท่ามกลางพระราชกิจที่ซ่อนเร้นแห่งการปกครองทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า เขาตระหนักถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้า และรู้สึกถึงอธิปไตยและฤทธานุภาพของพระเจ้า เขาไม่ได้ล้มเลิกการเป็นคนเที่ยงธรรมเพราะพระเจ้าทรงซ่อนเร้น อีกทั้งเขาไม่ได้ละทิ้งหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วเพราะพระเจ้าไม่เคยได้ทรงปรากฏแก่เขา โยบไม่เคยได้ขอให้พระเจ้าทรงปรากฏอย่างเปิดเผยแก่เขาเพื่อพิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ เพราะเขาได้มองเห็นอธิปไตยของพระเจ้าอยู่แล้วท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และเขาเชื่อว่าเขาได้รับพรและพระคุณทั้งหลายที่คนอื่นๆ ไม่ได้รับ ถึงแม้พระเจ้าจะยังคงทรงซ่อนเร้นต่อเขา ความเชื่อในพระเจ้าของโยบก็ไม่เคยสั่นคลอน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่ไม่เคยมีผู้ใดได้มี นั่นก็คือ การเห็นชอบของพระเจ้าและพรของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2
เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า จึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระองค์—นี่เป็นเพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีรอยพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าก็อยู่ที่นั่น ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่ ในการเสาะหารอยพระบาทของพระเจ้า ตลอดมาพวกเจ้ามองข้ามคำว่า “พระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต” และดังนั้น ผู้คนมากมายแม้ในเวลาที่พวกเขาได้รับความจริงจึงไม่เชื่อว่าพวกเขาได้พบรอยพระบาทของพระเจ้าแล้ว และพวกเขายิ่งไม่ยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้า เป็นความผิดพลาดร้ายแรงยิ่งนัก! การทรงปรากฏของพระเจ้าไม่สามารถเข้ากันได้กับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ และพระเจ้ายิ่งไม่สามารถจะปรากฏในลักษณะที่มนุษย์เรียกร้องพระองค์ได้ พระเจ้าทรงทำการเลือกและทรงทำแผนการของพระองค์เองเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงมีวัตถุประสงค์ของพระองค์เองและวิธีการของพระองค์เอง ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจใด พระองค์ไม่ทรงมีความจำเป็นต้องหารือกับมนุษย์หรือหาคำแนะนำของเขา นับประสาอะไรที่จะต้องทรงแจ้งให้ทุกๆ คนรู้ถึงพระราชกิจของพระองค์ นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นทุกคนควรยอมรับการนี้ หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า ตามรอยพระบาทของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเดินออกห่างจากมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเสียก่อน เจ้าต้องไม่เรียกร้องให้พระเจ้าทรงทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น นับประสาอะไรที่เจ้าจะควรวางพระองค์ไว้ในขอบเขตของเจ้าเองและจำกัดพระองค์ไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง แต่เจ้ากลับควรเรียกร้องตัวพวกเจ้าเองว่าพวกเจ้าควรที่จะแสวงหารอยพระบาทของพระเจ้าอย่างไร เจ้าควรที่จะยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างไร และเจ้าควรที่จะนบนอบพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างไร กล่าวคือ นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำ เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่ความจริง และไม่ได้ครอบครองความจริง เขาจึงควรแสวงหา ยอมรับ และนบนอบ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 1: การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่
ไม่ใช่การยากที่จะสืบค้นเข้าไปในสิ่งเช่นนี้ แต่ก็จำเป็นที่พวกเราแต่ละคนต้องรู้ความจริงประการหนึ่งดังนี้ว่า พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงมีการแสดงออกของพระเจ้า ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะสามารถนำความจริงมาสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้ทางให้เขา เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ใช่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส ซึ่งหมายความว่า การยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าใช้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ และใช่หนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะโดยดูที่แก่นแท้ของพระองค์ และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ ถ้อยดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) แทนที่จะอยู่ในรูปปรากฏภายนอก หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่รูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่า มนุษย์มืดบอดและไม่รู้ความ รูปปรากฏภายนอกไม่สามารถกำหนดแก่นแท้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจของพระเจ้าไม่มีวันสามารถสอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ รูปปรากฏภายนอกของพระเยซูไม่ได้ขัดกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์หรอกหรือ? โฉมพระพักตร์และเครื่องทรงของพระองค์ไม่สามารถให้เบาะแสเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์แท้จริงของพระองค์ได้หรอกหรือ? พวกฟาริสียุคแรกสุดต่อต้านพระเยซูอย่างจริงจังก็เพราะพวกเขาแค่มองที่รูปปรากฏภายนอกของพระองค์เท่านั้น และมิได้ยอมรับพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์อย่างมีมโนธรรมมิใช่หรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ