ก. ว่าด้วยสิทธิอำนาจของพระเจ้า
529. ในความกว้างใหญ่ของจักรวาลและพื้นฟ้า สรรพสิ่งทรงสร้างเกินคณานับดำรงชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ ปฏิบัติตามในวัฏจักรอันไม่รู้จบของกฎแห่งชีวิต และยึดมั่นอยู่กับกฎเกณฑ์เดียวซึ่งคงที่ พวกที่ตายไปนำเอาเรื่องราวของการดำเนินชีวิตติดตัวไปด้วย และผู้ที่กำลังดำรงชีวิตอยู่ก็สร้างประวัติอันน่าเวทนาซ้ำแบบเดียวกับพวกที่ดับสูญไปแล้ว และดังนั้น มวลมนุษย์จึงอดไม่ได้ที่จะถามตัวเขาเองว่า พวกเรามีชีวิตไปทำไม? และทำไมพวกเราจึงต้องตาย? ใครปกครองโลกนี้? และใครสร้างมวลมนุษย์นี้ขึ้นมา? มวลมนุษย์ถูกสร้างโดยธรรมชาติจริงหรือ? มวลมนุษย์เป็นผู้ควบคุมชะตากรรมของตัวเขาเองจริงหรือ?…เหล่านี้คือคำถามต่างๆ ที่มนุษย์ได้ตั้งคำถามตลอดมาไม่เคยหยุดเป็นเวลาหลายพันปี โชคร้ายก็คือ ยิ่งมนุษย์กลายเป็นย้ำคิดอยู่กับคำถามเหล่านี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งเกิดความกระหายในวิทยาศาสตร์ขึ้นมามากตามกันเท่านั้น วิทยาศาสตร์ให้ความพึงพอใจเพียงรวบรัดและความชื่นชมยินดีเพียงชั่วคราวของเนื้อหนัง แต่ไม่พอเพียงเลยแม้แต่น้อยที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากความอ้างว้างเดียวดาย ความเหงา และแค่พอจะปกปิดความสะพรึงกลัวและความท้อแท้สิ้นหวังลึกๆ ภายในวิญญาณของเขาเท่านั้น มนุษยชาติแค่ใช้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและเข้าใจได้ด้วยสมองเพื่อทำให้หัวใจของเขาหมดความรู้สึก กระนั้นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดมนุษยชาติจากการสำรวจความล้ำลึกทั้งหลาย มนุษยชาติแค่ไม่รู้ว่าใครคือผู้ครองอธิปไตยเหนือจักรวาลและทุกสรรพสิ่ง นับประสาอะไรกับเรื่องการเริ่มต้นและอนาคตของมนุษยชาติน้อยเข้าไปอีก มนุษยชาติก็แค่มีชีวิตท่ามกลางกฎนี้อย่างจำยอม ไม่มีใครเลยที่สามารถหลีกหนีได้ และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงกฎนี้ได้ เพราะท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งมวลและในฟ้าสวรรค์นั้น มีเพียงองค์หนึ่งเดียวตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลผู้ซึ่งทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยได้มองเห็น องค์หนึ่งเดียวที่มนุษย์ไม่เคยได้รู้จัก เป็นผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเชื่อในการดำรงอยู่ของพระองค์—กระนั้น พระองค์ก็ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งเป่าลมหายใจเข้าไปในบรรพบุรุษของมนุษยชาติ และให้ชีวิตแก่มนุษยชาติ พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้จัดเตรียมและบำรุงเลี้ยงมนุษยชาติ ให้โอกาสเขาได้ดำรงอยู่ และพระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงนำมนุษยชาติมาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ผู้นี้เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นองค์หนึ่งเดียวซึ่งมนุษยชาติพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด พระองค์ทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในจักรวาล พระองค์ทรงกำกับฤดูกาลทั้งสี่ และเป็นพระองค์ที่ทรงก่อให้เกิดสายลม น้ำค้างแข็ง หิมะ และสายฝน พระองค์ทรงนำพาแสงแดดมาสู่มนุษยชาติ และนำมาซึ่งราตรีกาล เป็นพระองค์ที่ทรงวางแผนผังฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก จัดเตรียมเทือกเขา ทะเลสาบ และแม่น้ำ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในนั้นให้กับมนุษย์ กิจการของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน พระปรีชาญาณของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน ธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์แต่ละประการเหล่านี้คือรูปจำแลงของกิจการของพระองค์ เป็นการเผยให้เห็นพระปัญญาและสิทธิอำนาจของพระองค์ ใครกันเล่าที่ตัวพวกเขาสามารถจะได้รับการยกเว้นจากอธิปไตยของพระองค์? และใครกันเล่าที่สามารถปลดตัวพวกเขาเองออกจากการออกแบบของพระองค์? ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ภายใต้การเขม้นมองของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ทุกสรรพสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระองค์ กิจการของพระองค์และฤทธานุภาพของพระองค์ไม่ได้ทิ้งทางเลือกไว้ให้กับมนุษย์ นอกเหนือจากให้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า พระองค์ทรงดำรงอยู่จริงและครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่นอกเหนือจากพระองค์สามารถปกครองจักรวาลได้ นับประสาอะไรกับการจัดเตรียมให้กับมนุษยชาตินี้อย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าเจ้าสามารถระลึกรู้ถึงกิจการของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือไม่ ไม่มีข้อกังขาเลยว่าพระเจ้าทรงลิขิตชะตากรรมของเจ้าเอาไว้ และไม่มีข้อกังขาเลยว่า พระเจ้าจะทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งเสมอ การดำรงอยู่และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์ระลึกรู้ได้และจับใจความได้หรือไม่ มีเพียงพระองค์ที่รู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมนุษย์ และมีเพียงพระองค์ที่สามารถกำหนดชะตากรรมของมนุษยชาติ ไม่ว่าเจ้าจะสามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้หรือไม่ อีกไม่นานนัก มนุษยชาติก็จะเป็นพยานรู้เห็นสิ่งทั้งหมดนี้ด้วยตาของพวกเขาเอง และนี่คือข้อเท็จจริงที่พระเจ้าจะทรงนำมาปฏิบัติในอีกไม่ช้านาน มนุษยชาติมีชีวิตอยู่และตายไปภายใต้สายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อการบริหารจัดการของพระเจ้า และเมื่อเขาปิดตาลงเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาก็ปิดตาเพื่อการบริหารจัดการนี้ด้วยเช่นกัน มนุษย์มาและไป กลับไปกลับมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนของอธิปไตยของพระเจ้าและการออกแบบของพระองค์โดยไม่มีข้อยกเว้น การบริหารจัดการของพระเจ้าก้าวไปข้างหน้าอยู่เป็นนิตย์ ไม่เคยยุติ พระองค์จะทรงทำให้มนุษยชาติตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ เชื่อในอธิปไตยของพระองค์ มองดูกิจการต่างๆ ของพระองค์ และกลับคืนสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ นี่คือแผนการของพระองค์ และพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงบริหารจัดการมาตลอดเวลาหลายพันปี
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น
530. จากครั้งที่พระองค์ทรงเริ่มสร้างสรรพสิ่ง ฤทธานุภาพของพระเจ้าก็เริ่มได้รับการเปิดเผยและแสดงออก เพราะพระเจ้าใช้พระวจนะสร้างทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าพระองค์จะทรงสร้างสรรพสิ่งในลักษณะใด ไม่ว่าพระองค์จะทรงสร้างพวกมันเพราะเหตุใด ทุกสิ่งก็เกิดมีขึ้นและยืนหยัดมั่นคงและดำรงอยู่เนื่องแต่พระวจนะของพระเจ้า นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง ในกาลเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะปรากฏตัวในโลกนี้นั้น พระผู้สร้างทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อสร้างสรรพสิ่งให้แก่มวลมนุษย์ และทรงใช้วิธีการอันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์เพื่อตระเตรียมสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมให้แก่มวลมนุษย์ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นไปเพื่อตระเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ที่กำลังจะได้รับลมปราณของพระองค์ในไม่ช้า นี่หมายความว่าในเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะถูกสร้างขึ้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าแสดงออกอยู่ในสิ่งทรงสร้างทั้งปวงที่แตกต่างไปจากมวลมนุษย์ ในสิ่งทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่เฉกเช่นฟ้าสวรรค์ ดวงสว่าง ทะเล และแผ่นดิน และในสิ่งที่มีขนาดเล็กพอกันกับสัตว์และนกทั้งหลาย ตลอดจนแมลงและจุลินทรีย์ทุกจำพวก รวมถึงแบคทีเรียต่างๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ละสิ่งได้รับมอบชีวิตจากพระวจนะของพระผู้สร้าง แต่ละสิ่งเพิ่มจำนวนอย่างแพร่หลายเนื่องแต่พระวจนะของพระผู้สร้าง และแต่ละสิ่งดำรงชีวิตภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้างเนื่องแต่พระวจนะของพระองค์ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้รับลมปราณของพระผู้สร้าง แต่ก็ยังคงแสดงให้เห็นพลังชีวิตที่พระผู้สร้างประทานแก่พวกมันผ่านทางรูปแบบและโครงสร้างที่แตกต่างกันของตน ถึงแม้ว่าส่งเหล่านี้จะไม่ได้รับความสามารถในการพูดที่พระผู้สร้างประทานแก่มวลมนุษย์ แต่ต่างก็ได้รับหนทางในการแสดงออกถึงชีวิตที่พระผู้สร้างประทานให้ ซึ่งต่างไปจากภาษาของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่เพียงมอบพลังชีวิตให้แก่วัตถุที่จับต้องได้ซึ่งดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลงเพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันปลาสนาการไปเท่านั้น แต่พระองค์ยังประทานสัญชาตญาณในการสืบพันธุ์และทวีจำนวนให้แก่สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งอีกด้วย เพื่อให้พวกมันไม่มีวันอันตรธานไป และเพื่อให้ส่งต่อธรรมบัญญัติและหลักธรรมแห่งการอยู่รอดที่พระผู้สร้างได้ทรงประสิทธิ์ประสาทให้แก่พวกมันไปสู่รุ่นต่อรุ่น ลักษณะที่พระผู้สร้างทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์นั้นไม่ได้ยึดติดตายตัวกับมุมมองแบบมหัพภาคหรือจุลภาค และไม่จำกัดอยู่กับรูปแบบอันใด พระองค์สามารถบัญชาการปฏิบัติงานของจักรวาลและถือครองอธิปไตยเหนือชีวิตและความตายของสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์สามารถยักย้ายทุกสรรพสิ่งให้รับใช้พระองค์ พระองค์สามารถบริหารจัดการกลไกการทำงานทั้งหมดของภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ และปกครองทุกสิ่งภายในสิ่งเหล่านั้น และที่เหนือไปกว่านั้น พระองค์สามารถจัดเตรียมสิ่งที่สรรพสิ่งจำเป็นต้องมี นี่คือการสำแดงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่นอกเหนือไปจากมวลมนุษย์ การสำแดงเช่นนี้ไม่ได้เป็นไปภายในระยะเวลาเพียงชั่วชีวิตหนึ่งเท่านั้น แต่จะไม่มีวันยุติ ไม่หยุดพัก และไม่สามารถถูกบุคคลหรือสิ่งอันใดมาปรับเปลี่ยนหรือทำให้เสียหายได้ อีกทั้งไม่สามารถถูกบุคคลหรือสิ่งอันใดมาเพิ่มเติมหรือลดได้—เพราะไม่มีสิ่งใดสามารถแทนที่อัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้ และดังนั้นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจึงไม่สามารถถูกสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดมาแทนที่ และไม่มีสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดสามารถครอบครอง จงดูบรรดาทูตสื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้าเป็นตัวอย่าง พวกเขาไม่มีฤทธานุภาพของพระเจ้า และยิ่งไม่มีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และสาเหตุที่ไม่มีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้าก็เป็นเพราะพวกเขาไม่มีแก่นแท้ของพระผู้สร้าง สิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้าง อาทิ ทูตสื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้านั้น ถึงแม้จะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างแทนพระเจ้าได้ แต่ก็ไม่สามารถเป็นพระเจ้า ถึงแม้จะมีพลังอำนาจบางอย่างที่มนุษย์ไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการที่จะสร้างสรรพสิ่ง ในการบัญชาสรรพสิ่ง และในการถือครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง ดังนั้นเอกลักษณ์ของพระเจ้าจึงไม่สามารถถูกสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดแทนที่ และในทำนองเดียวกัน สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ไม่สามารถถูกสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดแทนที่ ในพระคัมภีร์ เจ้าเคยอ่านเรื่องทูตสื่อสารคนใดของพระเจ้าสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาหรือไม่? เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ส่งทูตสื่อสารหรือทูตสวรรค์ของพระองค์ไปสร้างสรรพสิ่ง? นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า และดังนั้นจึงไม่มีความสามารถที่จะใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้างและอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวง และดังนั้น ในหนทางเดียวกันนี้ พระผู้สร้างก็คือพระเจ้าของพวกเขาและองค์อธิปัตย์ของพวกเขาเช่นกัน ท่ามกลางพวกเขาแต่ละองค์—ไม่ว่าพวกเขาจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย มีอำนาจยิ่งใหญ่หรือน้อยนิด—ก็ไม่มีสักองค์เดียวที่สามารถเลิศล้ำเกินสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ และดังนั้นจึงไม่มีสักองค์เดียวท่ามกลางพวกเขาที่สามารถแทนที่อัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง พวกเขาจะไม่มีวันถูกเรียกว่าพระเจ้า และจะไม่มีวันสามารถกลายเป็นพระผู้สร้าง เหล่านี้คือความจริงและข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้!
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
531. พระเจ้าทรงเฝ้ามองทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างนั้นถือกำเนิดและยืนหยัดมั่นคงเนื่องแต่พระวจนะของพระองค์ และเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ณ เวลานี้พระเจ้าพึงพอพระทัยในสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นด้วยพระวจนะของพระองค์และในปฏิบัติการต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงสัมฤทธิ์หรือไม่? คำตอบก็คือ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในที่นี้? ที่ว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” นั้นแทนสิ่งใด? เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด? นี่หมายความว่าพระเจ้ามีพระปัญญาและฤทธานุภาพที่จะทำให้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงวางแผนและกำหนดเอาไว้แล้วสำเร็จลุล่วง และมีพระปัญญาและฤทธานุภาพที่จะสำเร็จลุล่วงเป้าหมายที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะสำเร็จลุล่วง เมื่อพระเจ้าทรงทำให้กิจแต่ละอย่างเสร็จสมบูรณ์ พระองค์รู้สึกเสียพระทัยหรือไม่? คำตอบก็ยังคงเป็นว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่เพียงแต่พระองค์จะไม่รู้สึกเสียพระทัย แต่กลับพึงพอพระทัยอีกด้วย ที่ว่าพระองค์ไม่รู้สึกเสียพระทัยนั้นหมายความว่าอย่างไร? นี่หมายความว่าแผนการของพระเจ้านั้นเพียบพร้อม ว่าฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระองค์นั้นเพียบพร้อม และว่าความเพียบพร้อมเช่นนี้จะสามารถสำเร็จลุล่วงได้ก็ด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้น เมื่อมนุษย์ทำกิจอย่างหนึ่ง เขาจะสามารถเห็นว่ากิจนั้นดีได้เหมือนที่พระเจ้าทรงเห็นหรือไม่? ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทำสามารถบรรลุถึงความเพียบพร้อมหรือไม่? มนุษย์สามารถทำบางสิ่งบางอย่างเพียงคราเดียวก็เสร็จสมบูรณ์ไปชั่วกัลปาวสานได้หรือไม่? นี่เหมือนกับที่มนุษย์กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดเพียบพร้อม มีแต่ดีขึ้นเท่านั้น” ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ทำสามารถบรรลุถึงความเพียบพร้อมได้ เมื่อพระเจ้าทรงเห็นว่าทั้งหมดที่พระองค์ทรงกระทำและสัมฤทธิ์ไปนั้นดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำจึงถูกจัดตั้งโดยพระวจนะของพระองค์ ซึ่งหมายความว่าเมื่อ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” ทั้งหมดที่พระองค์ทรงสร้างจึงมีรูปแบบที่ถาวร ถูกจำแนกไปตามชนิด และถูกกำหนดตำแหน่ง จุดประสงค์ และหน้าที่อันตายตัวไปชั่วกัลปาวสานด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียว ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของพวกมันท่ามกลางสรรพสิ่ง และการเดินทางที่พวกมันต้องทำในระหว่างการบริหารจัดการสรรพสิ่งของพระเจ้าก็ได้ถูกพระเจ้าลิขิตไว้แล้ว และมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ นี่คือธรรมบัญญัติจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างประทานแก่สรรพสิ่ง
“พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” ถ้อยคำเรียบง่ายที่ไม่ค่อยมีใครซึ้งคุณค่าและถูกละเลยบ่อยครั้งเหล่านี้ คือถ้อยคำแห่งธรรมบัญญัติจากสวรรค์และประกาศิตจากสวรรค์ที่พระเจ้าประทานแก่สรรพสิ่งทรงสร้าง ถ้อยคำเหล่านี้เป็นรูปจำแลงอีกอย่างหนึ่งแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า รูปจำแลงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นและลุ่มลึกขึ้น พระผู้สร้างไม่เพียงสามารถได้รับทั้งหมดที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะได้รับและสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะสัมฤทธิ์โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์เท่านั้น แต่ยังสามารถควบคุมทั้งหมดที่พระองค์ทรงสร้างไว้ให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และสามารถปกครองทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างให้อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ได้อีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดล้วนเป็นระบบและสม่ำเสมอเป็นปกติ ทุกสรรพสิ่งยังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ดำรงอยู่ และพินาศไปตามพระวจนะของพระองค์ด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ ทุกสิ่งจึงดำรงอยู่ท่ามกลางธรรมบัญญัติที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ และไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น! ธรรมบัญญัตินี้เริ่มต้นทันทีที่ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” และจะดำรงอยู่ ดำเนินต่อไป และทำหน้าที่เพื่อแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเรื่อยไปจนถึงวันที่พระผู้สร้างทรงเพิกถอน! สิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างไม่เพียงสำแดงอยู่ในความสามารถของพระองค์ในการสร้างสรรพสิ่งและบัญชาสรรพสิ่งให้เกิดมีขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสำแดงอยู่ในความสามารถของพระองค์ในการปกครองดูแลและถือครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และประทานชีวิตและกำลังวังชาแก่ทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ในความสามารถของพระองค์ในการทำให้ทุกสิ่งที่พระองค์จะทรงสร้างตามแผนการของพระองค์ปรากฏขึ้นและดำรงอยู่ในโลกที่พระองค์ทรงสร้าง ในรูปทรงที่เพียบพร้อม และโครงสร้างชีวิตที่เพียบพร้อม และบทบาทที่เพียบพร้อมไปชั่วกัลปาวสานด้วยการสร้างเพียงครั้งเดียว และเช่นเดียวกันนั้น สิทธิอำนาจของพระองค์ยังสำแดงอยู่ในหนทางที่พระดำริของพระผู้สร้างไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดอันใด ไม่ถูกจำกัดโดยกาลเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ อัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากนิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลเช่นเดียวกับสิทธิอำนาจของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์จะเป็นตัวแทนและสัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์เสมอ และสิทธิอำนาจของพระองค์จะดำรงอยู่เคียงข้างอัตลักษณ์ของพระองค์ไปตลอดกาล!
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
532. พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และดังนั้นพระองค์จึงทรงทำให้สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์และนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์ พระองค์จะทรงบัญชาทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งจะได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ สิ่งทรงสร้างของพระเจ้าทั้งหมด รวมถึงสัตว์ พืชพรรณ มวลมนุษย์ ภูเขาและแม่น้ำ และทะเลสาบ—ทั้งหมดล้วนต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ ทุกสรรพสิ่งในท้องฟ้าและบนผืนดินต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถมีตัวเลือกใดและทั้งหมดต้องนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ การนี้ประกาศกฎโดยพระเจ้า และเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า พระเจ้าทรงบัญชาทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงจัดระเบียบและทรงจัดลำดับทุกสรรพสิ่ง โดยที่แต่ละสิ่งนั้นได้รับการจัดแบ่งตามชนิดของตน และแต่ละสิ่งอยู่ในที่ทางของพวกมันเองโดยสอดคล้องกับความพึงปรารถนาทั้งหลายของพระเจ้า ไม่สำคัญว่ามันจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถล้ำเลิศกว่าพระเจ้าได้ ทุกสรรพสิ่งรับใช้มวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น และไม่มีสิ่งใดเลยที่กล้าที่จะกบฏต่อพระเจ้าหรือทำการเรียกร้องใดๆ จากพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน
533. ก่อนที่มนุษยชาตินี้จะเกิดขึ้น ห้วงจักรวาล—กล่าวคือ ดาวเคราะห์ทั้งมวลและหมู่ดาวทั้งหมดในฟ้าสวรรค์—ได้ดำรงอยู่มาก่อนแล้ว ในระดับมหัพภาค เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้มีการโคจรอย่างเป็นปกติตลอดมาภายใต้การควบคุมของพระเจ้าสำหรับการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของพวกมัน ไม่ว่าจะผ่านไปหลายปีดีดักอย่างไรก็ตาม ดาวเคราะห์ใดไปถึงจุดใด ณ เวลาจำเพาะใด ดาวเคราะห์ใดทำหน้าที่ใดและเมื่อใด ดาวเคราะห์ใดโคจรไปตามวงโคจรใด และมันจะอันตรธานหรือถูกแทนที่เมื่อใด—สิ่งทั้งมวลเหล่านี้ดำเนินไปโดยไม่มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย ตำแหน่งของดาวเคราะห์และระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์ทั้งหมดเป็นไปตามแบบแผนต่างๆ อันรัดกุม ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถใช้ข้อมูลอันเที่ยงตรงมาพรรณนาได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ดาวเคราะห์เดินทางร่วมกันไป ความเร็วและรูปแบบของวงโคจร เมื่อใดดาวเคราะห์จะไปอยู่ตรงตำแหน่งใด—ทั้งหมดนี้สามารถคำนวณได้อย่างเที่ยงตรงและอธิบายด้วยกฎพิเศษต่างๆ ได้ ดาวเคราะห์ทั้งหลายได้ดำเนินตามกฎเหล่านี้มาหลายกัปหลายกัลป์โดยปราศจากการเบี่ยงเบนแม้แต่น้อย ไม่มีอำนาจใดสามารถเปลี่ยนหรือขัดขวางวงโคจรของพวกมันหรือแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ เนื่องเพราะกฎพิเศษต่างๆ ที่กำกับดูแลการเคลื่อนไหวของพวกมันและข้อมูลอันเที่ยงตรงที่อธิบายกฎเหล่านั้นถูกสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว ดาวเคราะห์ทั้งหลายจึงทำตามกฎเหล่านี้โดยอัตโนมัติภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระผู้สร้าง ในระดับมหัพภาค ไม่เป็นการยากที่มนุษย์จะค้นพบแบบแผนบางอย่าง ข้อมูลบางอย่าง และกฎหรือปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้บางอย่าง แม้มนุษยชาติไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง และไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาและทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้ระลึกรู้ถึงการดำรงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง กระนั้นก็ตาม เหล่านักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักฟิสิกส์ทั้งหลายของมนุษย์ก็กำลังค้นพบกันมากขึ้นทุกทีว่า หลักการกับแบบแผนที่บงการการดำรงอยู่และการเคลื่อนที่ของทุกสรรพสิ่งนั้น ถูกกำกับดูแลและควบคุมโดยพลังงานมืดอันไพศาลและซ่อนเร้นอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงนี้บีบให้มนุษย์ยอมเผชิญหน้าและยอมรับรู้ว่า มีองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงฤทธิ์ในท่ามกลางแบบแผนการเคลื่อนที่เหล่านี้ที่คอยจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งทุกอย่าง ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือปกติ และแม้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระองค์ได้ พระองค์ก็ทรงควบคุมและครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่างในทุกชั่วขณะ ไม่มีมนุษย์หรือกำลังบังคับใดที่สามารถล่วงพ้นอธิปไตยของพระองค์ได้ ครั้นได้เผชิญกับข้อเท็จจริงนี้แล้ว มนุษย์ย่อมต้องระลึกรู้ว่า กฎต่างๆ ที่กำลังกำกับดูแลการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่สามารถถูกมนุษย์ควบคุมได้ ไม่สามารถถูกใครก็ตามเปลี่ยนแปลงได้ เขาต้องยอมรับอีกด้วยว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าใจกฎเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน และกฎเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกบงการโดยองค์อธิปไตยองค์หนึ่ง เหล่านี้คือการแสดงออกทั้งหมดของสิทธิอำนาจแห่งพระเจ้าที่มวลมนุษย์สามารถรับรู้ได้ในระดับมหัพภาค
ในระดับจุลภาคนั้น ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล และผืนแผ่นดินทั้งหมดที่มนุษย์อาจมองเห็นบนแผ่นดินโลก ทุกฤดูกาลที่เขาผ่านประสบการณ์ ทุกสรรพสิ่งที่อาศัยแผ่นดินโลกอยู่ รวมถึงพืชพรรณ สัตว์ จุลชีพ และมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้า ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้านั้น ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นหรืออันตรธานไปโดยสอดคล้องกับพระดำริของพระองค์ กฎทั้งหลายเกิดขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ก็เจริญเติบโตและเพิ่มทวีคูณโดยเป็นไปตามกฎเหล่านี้ ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดอยู่เหนือกฎเหล่านี้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? มีเพียงคำตอบเดียวก็คือ เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้า หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นเพราะพระดำริของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า เพราะการกระทำส่วนพระองค์ของพระเจ้าพระองค์เอง นี่หมายความว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระกมลของพระเจ้านี่เองที่ให้กำเนิดกฎเหล่านี้ซึ่งขยับย้ายและเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริแห่งพระองค์ การขยับย้ายและการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นหรือเลือนหายไปก็เพื่อประโยชน์แห่งแผนการของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3
534. ทันทีที่มีการดำรัสพระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็เข้าบัญชาพระราชกิจนี้ และข้อเท็จจริงที่พระโอษฐ์ของพระเจ้าให้สัญญาไว้ก็เริ่มค่อยๆ กลายเป็นจริง ผลลัพธ์ก็คือความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเริ่มปรากฏท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง เหมือนกันอย่างยิ่งกับที่ต้นหญ้ากลายเป็นสีเขียวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ดอกไม้ผลิบาน เกิดตาอ่อนตามต้นไม้ นกเริ่มขับขาน ห่านป่าหวนคืน และท้องทุ่งก็คับคั่งไปด้วยผู้คน… ทุกสิ่งฟื้นคืนกำลังขึ้นมาใหม่ด้วยการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ และนี่คือกิจการอันมหัศจรยย์ของพระผู้สร้าง เมื่อพระเจ้าทรงทำให้สัญญาของพระองค์สำเร็จลุล่วง ทุกสิ่งบนสวรรค์และแผ่นดินโลกก็เริ่มต้นใหม่และเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริของพระเจ้า—ไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น เมื่อคำมั่นหรือสัญญาถูกดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ทุกสิ่งย่อมทำหน้าที่เพื่อให้คำมั่นหรือสัญญานั้นลุล่วง และถูกยักย้ายถ่ายเทเพื่อทำให้การนั้นลุล่วง สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงถูกจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง แสดงบทบาทในส่วนของตน และปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของตน นี่คือการสำแดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เจ้ามองเห็นสิ่งใดในการนี้? เจ้ารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างไร? สิทธิอำนาจของพระเจ้ามีการแบ่งออกเป็นระดับหรือไม่? มีการจำกัดเวลาหรือไม่? สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ามีความสูงเท่านี้หรือมีความยาวเท่านี้? สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่ามีขนาดหรือความแข็งแกร่งเท่านี้? สามารถวัดตามมิติทั้งหลายของมนุษย์ได้หรือไม่? สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่ได้กะพริบเปิดและปิด ไม่ได้มาแล้วก็ไป และไม่มีผู้ใดสามารถวัดได้ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรบุคคลหนึ่ง พรนี้จะดำเนินต่อเนื่องไป และความต่อเนื่องนี้จะเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจอันมิอาจประเมินได้ของพระเจ้า และจะเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้เห็นพลังชีวิตอันมิอาจดับสลายได้ของพระผู้สร้างปรากฏขึ้นอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า การแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระองค์ในแต่ละครั้งคือการแสดงพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ โดยแสดงให้ปรากฏแก่ทุกสรรพสิ่ง และมวลมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่สำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจของพระองค์ล้วนวิจิตรเกินจะเปรียบปาน และไร้ตำหนิโดยสิ้นเชิง สามารถกล่าวได้ว่าพระดำริของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์สำเร็จลุล่วงล้วนเป็นภาพอันงดงามอย่างมิอาจหาใดเปรียบ และสำหรับสิ่งทรงสร้างทั้งหลาย ภาษาของมวลมนุษย์ไม่สามารถพรรณนานัยสำคัญและคุณค่าของสิทธิอำนาจได้ เมื่อพระเจ้าทรงทำสัญญากับบุคคลหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาย่อมเป็นที่คุ้นเคยของพระเจ้าดุจดังหลังพระหัตถ์ของพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ หรือสิ่งที่พวกเขาทำ ภูมิหลังของพวกเขาก่อนหรือหลังจากที่พวกเขาได้รับสัญญา หรือไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาดำรงชีวิตนั้นจะใหญ่หลวงเพียงใด ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปมากเพียงใดหลังจากที่มีการตรัสพระวจนะของพระเจ้า สำหรับพระองค์แล้ว นั่นเป็นราวกับว่าพระวจนะเหล่านั้นเพิ่งถูกดำรัส นี่หมายความว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพและทรงมีสิทธิอำนาจชนิดที่พระองค์สามารถติดตามรับรู้ ควบคุม และลุล่วงสัญญาทุกข้อที่พระองค์ทรงทำกับมวลมนุษย์ได้ และไม่ว่าสัญญานั้นจะเป็นสิ่งใด ไม่ว่าต้องใช้เวลายาวนานเพียงใดในการทำให้ลุล่วงโดยบริบูรณ์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าการทำให้สัญญาสำเร็จลุล่วงจะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ในขอบเขตกว้างขวางสักเพียงใด—ตัวอย่างเช่น กาลเวลา ภูมิประเทศ เชื้อชาติ และอื่นๆ—สัญญานี้ย่อมจะสำเร็จและลุล่วง นอกจากนี้การทำให้สัญญาสำเร็จและลุล่วงย่อมไม่ต้องใช้ความพยายามของพระองค์เลยแม้แต่น้อย การนี้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งใด? นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้ากว้างใหญ่ไพศาลพอที่จะควบคุมทั้งจักรวาลและมวลมนุษย์ทั้งปวง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
535. ในพัฒนาการของมวลมนุษย์ทุกวันนี้ สามารถกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์กำลังเฟื่องฟู และสามารถพูดได้ว่าความสำเร็จในการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ของมนุษย์นั้นน่าประทับใจ ส่วนความสามารถของมนุษย์ ต้องกล่าวว่ากำลังเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่มวลมนุษย์ยังไม่สามารถทำได้ กล่าวคือ มวลมนุษย์สร้างเครื่องบิน เรือบรรทุกเครื่องบิน และระเบิดปรมาณู มวลมนุษย์เดินทางไปในอวกาศ เดินบนดวงจันทร์ ประดิษฐ์คิดค้นอินเทอร์เน็ต และมีวิถีชีวิตที่ใช้วิทยาการขั้นสูง กระนั้นมวลมนุษย์ก็ยังไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจ สัญชาตญาณของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกชนิด และธรรมบัญญัติที่พวกมันใช้ดำรงชีวิต และวัฏจักรแห่งความเป็นและความตายของสิ่งมีชีวิตทุกประเภท—ทั้งหมดนี้ล้วนพ้นวิสัยของพลังอำนาจแห่งวิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์ และวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ก็ไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย ณ จุดนี้ต้องกล่าวว่า ไม่ว่าวิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะประสบความสำเร็จสูงส่งเพียงใด ก็มิอาจเทียมทันพระดำริใดๆ ของพระผู้สร้าง และไม่สามารถหยั่งรู้ความมหัศจรรย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้างและอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ มีมหาสมุทรมากมายยิ่งนักบนแผ่นดินโลก กระนั้น มหาสมุทรเหล่านี้ก็ไม่เคยฝ่าฝืนข้อจำกัดของพวกมันและขึ้นมาบนบกตามใจชอบ และนั่นเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงกำหนดอาณาเขตให้แก่มหาสมุทรแต่ละแห่ง พวกมันจึงอยู่ในที่ใดก็ตามที่พระองค์ทรงบัญชาให้อยู่ และหากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า พวกมันจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า พวกมันก็ไม่อาจล่วงล้ำกัน และจะเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าตรัสเช่นนั้นเท่านั้น และที่ซึ่งมหาสมุทรเคลื่อนไปและหยุดยั้งอยู่ ก็มีสิทธิอำนาจของพระเจ้าเป็นเครื่องกำหนด
กล่าวตามตรงก็คือ “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” หมายความว่า ขึ้นอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ในการตัดสินว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร และนั่นย่อมจะเสร็จสิ้นไปในลักษณะใดก็ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา กฎของทุกสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับพระเจ้า และมิได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ กฎของทุกสิ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปรไปตามเจตจำนงของมนุษย์ แต่กลับเปลี่ยนแปลงตามพระดำริของพระเจ้า พระปัญญาของพระเจ้า และการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิเสธได้ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง จักรวาล ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว และฤดูกาลทั้งสี่ของปี สิ่งที่มนุษย์มองเห็นและมองไม่เห็น—ทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ ทำหน้าที่ และเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ตามการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า ตามพระบัญญัติทั้งหลายของพระเจ้า และตามกฎตั้งแต่ครั้งปฐมกาลของการสร้างโลก ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดจะสามารถเปลี่ยนแปลงกฎของตนได้ หรือเปลี่ยนแปลงครรลองแห่งการทำหน้าที่ของตนตามธรรมชาติ สรรพสิ่งเกิดมีขึ้นเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพินาศไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
536. ตัวสิทธิอำนาจเองนั้น สามารถอธิบายได้ว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า ก่อนอื่นอาจกล่าวได้อย่างแน่นอนว่า ทั้งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเป็นบวก ทั้งสองสิ่งไม่มีความเชื่อมโยงกับสิ่งใดที่เป็นลบเลย และไม่เกี่ยวโยงกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดๆ ฤทธานุภาพของพระเจ้าสามารถสร้างสิ่งทั้งหลายในรูปแบบใดก็ได้ที่มีชีวิตและกำลังวังชา และการนี้มีชีวิตของพระเจ้าเป็นเครื่องกำหนด พระเจ้าคือชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งปวงนบนอบพระวจนะทุกคำของพระเจ้า นั่นคือ เกิดขึ้นมาตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และดำรงชีวิตและสืบพันธุ์ตามพระบัญชาของพระเจ้า ซึ่งหลังจากนั้นพระเจ้าก็ทรงปกครองและบัญชาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และจะไม่มีวันมีการเบี่ยงเบนไปจนชั่วกาลนาน ไม่ว่าบุคคลหรือวัตถุใดก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองและกุมฤทธานุภาพเช่นนี้ และดังนั้นฤทธานุภาพจึงถูกเรียกว่าสิทธิอำนาจ นี่คือเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “สิทธิอำนาจ” เอง หรือแก่นแท้ของสิทธิอำนาจนี้ แต่ละอย่างเชื่อมโยงได้แต่กับพระผู้สร้างเท่านั้น เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์และแก่นแท้อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และเป็นตัวแทนแห่งอัตลักษณ์และสถานะของพระผู้สร้าง นอกเหนือจากพระผู้สร้างแล้วไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่สามารถเชื่อมโยงกับคำว่า “สิทธิอำนาจ” ได้ นี่คือการตีความสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอย่างหนึ่ง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
537. “เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก” เหล่านี้คือพระวจนะดั้งเดิมที่พระผู้สร้างมีกับมวลมนุษย์ ขณะที่พระองค์ตรัสพระวจนะเหล่านี้ ก็มีรุ้งปรากฏขึ้นแก่สายตาของมนุษย์ และยังคงอยู่ตรงนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกคนเคยเห็นรุ้งดังกล่าว และเมื่อเจ้ามองเห็นรุ้ง เจ้ารู้หรือไม่ว่ารุ้งปรากฏขึ้นได้อย่างไร? วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์รุ้งหรือชี้ที่ตั้งของแหล่งกำเนิดของมัน หรือระบุตำแหน่งแห่งหนของรุ้งได้ นั่นเป็นเพราะรุ้งคือหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมนุษย์ มันไม่จำเป็นต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น อีกทั้งมนุษย์ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมันได้ รุ้งคือการดำรงคงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหลังจากที่พระองค์ตรัสพระวจนะของพระองค์ พระผู้สร้างทรงใช้วิธีการเฉพาะของพระองค์เองเพื่อที่จะทรงปฏิบัติตามสัญญาของพระองค์และพันธสัญญาที่พระองค์ทรงมีกับมนุษย์ และดังนั้นการที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำขึ้นนั้น จึงเป็นประกาศิตและธรรมบัญญัติจากสวรรค์ที่จะคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพระผู้สร้างหรือมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง ธรรมบัญญัติอันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นี้ ต้องกล่าวว่าเป็นการสำแดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่งหลังการสร้างสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และต้องกล่าวว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างนั้นไร้ขีดจำกัด การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญคือการดำเนินสืบเนื่องและแผ่ขยายสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง นี่คือพฤติการณ์อีกอย่างหนึ่งที่พระเจ้าทรงกระทำโดยใช้พระวจนะของพระองค์ และเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับมนุษย์โดยใช้พระวจนะ พระองค์ตรัสบอกมนุษย์ถึงสิ่งที่พระองค์ตัดสินพระทัยแน่วแน่ว่าจะทำให้เกิดขึ้น และวิธีการที่จะทรงทำให้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ ในหนทางนี้ เรื่องราวจึงได้ลุล่วงไปตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนี้ และในวันนี้ หลายพันปีหลังจากที่พระองค์ตรัสพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์ยังคงสามารถมองดูรุ้งที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เนื่องจากพระวจนะเหล่านั้นที่พระเจ้าดำรัสไว้ สิ่งนี้จึงคงอยู่มาโดยไม่ปรับเปลี่ยนและไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงวันนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้รุ้งนี้หายไปได้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติทั้งหลายของมันได้ และรุ้งย่อมดำรงอยู่ด้วยพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้ “พระเจ้าทรงหมายความตามที่พระองค์ตรัส สิ่งที่พระองค์ตรัสย่อมจะเป็นไปตามนั้น และสิ่งที่พระองค์ทำย่อมจะยืนยงตลอดกาล” พระวจนะดังกล่าวสำแดงตนไว้ ณ ที่นี้อย่างชัดเจน และนี่คือหมายสำคัญและลักษณะเฉพาะแห่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าอย่างชัดเจน หมายสำคัญหรือลักษณะเฉพาะเช่นนี้ไม่มีอยู่หรือไม่อาจพบเห็นในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ รวมทั้งไม่มีการพบเห็นในสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดๆ นี่เป็นของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์เท่านั้น และแยกอัตลักษณ์และแก่นแท้ที่มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครอง ออกจากอัตลักษณ์และแก่นแท้ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลาย ในขณะเดียวกัน นี่ยังเป็นหมายสำคัญและลักษณะเฉพาะที่นอกจากพระเจ้าพระองค์เองแล้ว ไม่มีวันที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดๆ จะสามารถทำให้เลิศล้ำกว่าได้
การที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์เป็นพฤติการณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะใช้สื่อสารข้อเท็จจริงกับมนุษย์และบอกมนุษย์ถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ เพื่อการนี้ พระองค์จึงทรงใช้วิธีการที่มีเอกลักษณ์ โดยใช้หมายสำคัญพิเศษเพื่อทำพันธสัญญากับมนุษย์ หมายสำคัญซึ่งเป็นสัญญาถึงพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำไว้กับมนุษย์ ดังนั้นการทำพันธสัญญานี้เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่หรือไม่? แล้วยิ่งใหญ่อย่างไร? แน่นอนว่าสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับพันธสัญญามีดังนี้คือ ไม่ใช่พันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับมนุษย์อีกคน หรือคนกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ทั้งปวง และจะยังคงมีผลไปจนถึงวันที่พระผู้สร้างทรงล้มล้างทุกสิ่ง ผู้ที่สร้างพันธสัญญานี้คือพระผู้สร้าง และผู้ธำรงรักษาพันธสัญญาไว้ก็คือพระผู้สร้างเช่นกัน กล่าวสั้นๆ คือ ทั้งหมดของพันธสัญญาแห่งรุ้งที่ทำไว้กับมวลมนุษย์นี้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ตามบทสนทนาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายจะสามารถทำสิ่งอื่นใดได้อีก นอกจากนบนอบ เชื่อฟัง เชื่อ ซึ้งคุณค่า เป็นประจักษ์พยาน และสรรเสริญสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง? เพราะไม่มีผู้ใดนอกจากพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ที่มีฤทธานุภาพในการทำพันธสัญญาเช่นนั้น การปรากฏของรุ้งครั้งแล้วครั้งเล่าคือการป่าวประกาศแก่มวลมนุษย์และร้องเรียกให้เขาหันมาสนใจพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ ในการปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องของพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์นี้ สิ่งที่แสดงให้มวลมนุษย์ดูไม่ใช่รุ้งหรือตัวพันธสัญญาเอง แต่เป็นสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของพระผู้สร้าง การปรากฏของรุ้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ แสดงให้เห็นกิจการที่เป็นปาฏิหาริย์และยิ่งใหญ่ไพศาลของพระผู้สร้างในสถานที่อันซ่อนเร้นทั้งหลาย และในขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญยิ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่จะไม่มีวันจางหายไป และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นี่มิใช่การแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกแง่มุมหนึ่งหรอกหรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
538. หลังจากที่ได้อ่านบทตอนที่ว่า “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” ในปฐมกาล 18:18 แล้วนั้น พวกเจ้าสามารถรู้สึกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรือไม่? พวกเจ้าสามารถรับรู้ถึงความเหนือธรรมดาของพระผู้สร้างหรือไม่? พวกเจ้าสามารถรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่สูงสุดของพระผู้สร้างหรือไม่? พระวจนะของพระเจ้านั้นแน่แท้ พระเจ้าตรัสพระวจนะเช่นนี้มิใช่เพราะ หรือเพื่อแสดงให้เห็นความมั่นใจในความสำเร็จของพระองค์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระวจนะเหล่านี้กลับเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจแห่งถ้อยดำรัสของพระเจ้า และเป็นพระบัญชาที่ทำให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วง ในที่นี้มีอยู่สองประโยคที่พวกเจ้าควรให้ความสนใจ เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” นั้น มีสิ่งใดที่กำกวมอยู่ในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? มีสิ่งใดที่แสดงถึงความกังวลหรือไม่? มีสิ่งใดที่แสดงถึงความเกรงกลัวหรือไม่? เป็นเพราะคำว่า “แน่ทีเดียว” และคำว่า “จะได้” ในถ้อยดำรัสของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ที่มีเฉพาะในมนุษย์และมักจะแสดงออกบ่อยครั้งในตัวเขา จึงไม่เคยมีความสัมพันธ์อันใดกับพระผู้สร้างเลย ไม่มีผู้ใดจะกล้าใช้คำพูดเช่นนี้เวลาส่งความปรารถนาดีให้แก่ผู้อื่น ไม่มีผู้ใดจะกล้าอวยพรผู้อื่นด้วยความแน่ใจเช่นนี้ว่าจะมอบชนชาติที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจให้แก่พวกเขา หรือสัญญาว่าประชาชาติทั้งปวงบนแผ่นดินโลกจะได้รับการอวยพรอยู่ภายในตัวเขา ยิ่งพระวจนะของพระเจ้าแน่นอนมากเท่าใด พระวจนะก็ยิ่งพิสูจน์บางอย่างมากเท่านั้น—แล้วบางอย่างนั้นคือสิ่งใด? พระวจนะพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีสิทธิอำนาจถึงเพียงนั้น ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จลุล่วงได้ และการที่สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จลุล่วงก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในพระหทัยของพระองค์ พระเจ้าแน่พระทัยในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงอวยพรอับราฮัม ไม่ทรงมีความลังเลแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดนี้ย่อมจะสำเร็จลุล่วงตามพระวจนะของพระองค์ และไม่มีกำลังบังคับใดที่จะสามารถปรับเปลี่ยน ขัดขวาง ลดทอน หรือรบกวนการลุล่วงของมันได้ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งอื่นใดขึ้น ไม่มีสิ่งใดจะสามารถเพิกถอนหรือมีอิทธิพลเหนือการทำให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงและสำเร็จได้ นี่คืออิทธิฤทธิ์แห่งพระวจนะที่ดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระผู้สร้างโดยแท้ และเป็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่ไม่ยอมให้มนุษย์ปฏิเสธ! เมื่อได้อ่านพระวจนะเหล่านี้แล้ว เจ้ายังรู้สึกสงสัยอยู่หรือไม่? พระวจนะเหล่านี้ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และมีฤทธานุภาพ บารมี และสิทธิอำนาจอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า อิทธิฤทธิ์และสิทธิอำนาจเช่นนี้ และการที่ข้อเท็จจริงย่อมสำเร็จลุล่วงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดๆ สามารถสัมฤทธิ์ได้ และไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดๆ สามารถทำได้เหนือกว่า มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถสนทนากับมวลมนุษย์ด้วยกระแสเสียงและน้ำเสียงเช่นนั้น และข้อเท็จจริงต่างๆ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า สัญญาของพระองค์มิใช่คำพูดที่ว่างเปล่า หรือคำอวดตัวที่ไร้สาระ แต่เป็นการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ที่ไม่มีบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งอันใดสามารถทำให้เลิศล้ำกว่าได้
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
539. เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น” นี่คือพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับอับราฮัม และมันก็จะสำเร็จลุล่วงไปจนชั่วกัลปาวสานดังเช่นพันธสัญญาแห่งรุ้ง และยังเป็นสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัมเช่นกัน มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติและมีความสามารถที่จะทำให้สัญญานี้เป็นจริงได้ ไม่ว่ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ามนุษย์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่ามนุษย์จะมีทรรศนะหรือคำนึงถึงมันอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะลุล่วงตามพระวจนะที่พระเจ้าตรัสอย่างไม่ผิดเพี้ยน พระวจนะของพระเจ้าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงในเจตจำนงหรือมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ และจะไม่มีการปรับเปลี่ยนเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งอันใด สรรพสิ่งอาจปลาสนาการไป แต่พระวจนะของพระเจ้าจะยังคงอยู่ตลอดกาล ในความเป็นจริงแล้ว วันที่ทุกสิ่งปลาสนาการไปนั้นย่อมเป็นวันที่พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงอย่างบริบูรณ์โดยแท้ เพราะพระองค์คือพระผู้สร้าง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพระองค์ทรงควบคุมสรรพสิ่งและพลังชีวิตทั้งหมด พระองค์สามารถทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือทำให้บางสิ่งบางอย่างกลายเป็นความว่างเปล่าได้ และพระองค์ทรงควบคุมการแปลงสภาพของทุกสิ่งตั้งแต่สิ่งที่มีชีวิตไปจนถึงสิ่งที่ตายแล้ว สำหรับพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดง่ายดายเท่าการเพิ่มทวีเมล็ดพันธุ์ของใครบางคน การนี้ฟังดูเพ้อฝันเหมือนเป็นเทพนิยายสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งที่พระองค์ตัดสินพระทัยและสัญญาว่าจะทำนั้นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และไม่ใช่เทพนิยาย แต่กลับเป็นข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงมองเห็นแล้ว และย่อมจะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน พวกเจ้าซึ้งคุณค่าของการนี้หรือไม่? ข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นหรือไม่ว่าพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมมีจำนวนมากมาย? พวกเขามีจำนวนมากมายเพียงใด? พวกเขามีจำนวนมากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” ตามที่พระเจ้าตรัสไว้หรือไม่? พวกเขาได้แพร่กระจายไปทั่วทุกประชาชาติและภูมิภาคทั้งปวง ไปยังทุกที่ในโลกหรือไม่? ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยสิ่งใด? สำเร็จลุล่วงด้วยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? หลังจากที่มีการตรัสพระวจนะของพระเจ้ามานานหลายร้อยหรือหลายพันปีแล้ว พระวจนะของพระเจ้าก็ยังคงลุล่วงต่อไป และกลายเป็นข้อเท็จจริงอยู่เป็นนิจ นี่คืออิทธิฤทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า และเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งในปฐมกาลนั้น พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” และความสว่างก็มีขึ้น การนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ลุล่วงไปในเวลาอันสั้นมาก และไม่มีความล่าช้าในการสำเร็จและลุล่วงของการนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าเกิดขึ้นโดยพลัน ทั้งสองสิ่งคือการแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรอับราฮัม พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นแก่นแท้อีกด้านหนึ่งแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างมิอาจคิดคำนวณได้ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งขึ้นและวิจิตรยิ่งขึ้น
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
540. หลังจากที่พระเจ้าทรงอวยพรอับราฮัมและโยบแล้ว พระเจ้ามิได้ประทับในที่ซึ่งพระองค์สถิตอยู่ อีกทั้งพระองค์ก็มิได้ทรงให้ทูตสื่อสารของพระองค์ทำงาน พลางทรงรอดูว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นใด ในทางตรงกันข้าม ทันทีที่พระเจ้าดำรัสพระวจนะของพระองค์ ทุกสรรพสิ่งก็เริ่มเป็นไปตามพระราชกิจที่พระเจ้าตั้งพระทัยว่าจะทำ ภายใต้การนำแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมีการตระเตรียมผู้คน เป้าหมาย และสิ่งทั้งหลาย ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทันทีที่มีการดำรัสพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ก็เริ่มมีการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าทั่วทั้งแผ่นดิน และพระองค์ทรงกำหนดครรลองที่จะทำให้สัญญาที่พระองค์ทรงทำไว้กับอับราฮัมและโยบนั้นสำเร็จและลุล่วง พลางทรงวางแผนการทั้งปวงและตระเตรียมทุกอย่างที่พึงต้องใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมสำหรับทุกขั้นตอนและแต่ละช่วงระยะที่สำคัญที่พระองค์ทรงวางแผนไว้ว่าจะดำเนินการ ในระหว่างเวลานี้ พระเจ้าไม่เพียงทรงโยกย้ายทูตสื่อสารของพระองค์เท่านั้น แต่ยังทรงยักย้ายทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้อีกด้วย กล่าวคือ ภายในวงเขตที่มีการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นไม่ได้มีเพียงบรรดาทูตสื่อสารเท่านั้น แต่ยังมีทุกสรรพสิ่งในการทรงสร้างที่ถูกยักย้ายเพื่อให้เป็นไปตามพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง เหล่านี้คือรูปแบบเฉพาะของการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ในความคิดฝันของพวกเจ้านั้น บางคนอาจจะมีความเข้าใจในสิทธิอำนาจของพระเจ้าดังต่อไปนี้คือ พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ และพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพ และดังนั้นพระเจ้าเพียงแค่ต้องประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นที่สาม หรือในสถานที่ที่เป็นหลักแหล่งสักแห่ง และไม่ต้องทรงพระราชกิจอันใดเป็นการเฉพาะ และพระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าก็เสร็จสมบูรณ์อยู่ในพระดำริของพระองค์ บางคนอาจเชื่อด้วยว่า ถึงแม้พระเจ้าจะทรงอวยพรอับราฮัม แต่พระเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องทรงทำสิ่งใด พระองค์เพียงตรัสพระวจนะของพระองค์เท่านั้นก็พอ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือ? เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่! ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ แต่สิทธิอำนาจของพระองค์ก็เที่ยงแท้และเป็นจริง มิใช่ว่างเปล่า ความจริงแท้และความเป็นจริงแห่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าค่อยๆ เผยให้เห็นและสำแดงออกมาในการสร้างสรรพสิ่งของพระองค์ ในการควบคุมทุกสรรพสิ่งของพระองค์ และในกระบวนการที่พระองค์ทรงนำและบริหารจัดการมวลมนุษย์ ทุกวิธีการ ทุกแง่มุม และทุกรายละเอียดเกี่ยวกับอธิปไตยที่พระเจ้าทรงมีเหนือมวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง และพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำให้สำเร็จลุล่วง รวมทั้งความเข้าใจที่พระองค์ทรงมีในทุกสรรพสิ่ง—ทั้งหมดนี้ล้วนพิสูจน์อย่างแท้จริงว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ใช่ถ้อยคำที่ว่างเปล่า สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์มีการแสดงออกและเผยให้เห็นอยู่เป็นนิจและในทุกสรรพสิ่ง การสำแดงและการเปิดเผยเหล่านี้บ่งบอกถึงการดำรงอยู่จริงแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า เพราะพระองค์กำลังทรงใช้สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์ต่อไป และเพื่อบัญชาทุกสรรพสิ่ง และปกครองทุกสรรพสิ่งในทุกขณะ ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ไม่ว่าจะโดยทูตสวรรค์หรือทูตสื่อสารของพระเจ้า พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยว่าพระองค์จะประทานพรใดแก่อับราฮัมและโยบ—นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ต้องเป็นผู้ตัดสินพระทัย ถึงแม้ว่าทูตสื่อสารของพระเจ้าคือผู้ที่ไปเยือนอับราฮัมและโยบ แต่การกระทำของพวกเขาก็เป็นไปตามพระบัญชาของพระเจ้า และพวกเขาก็กระทำการภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และในทำนองเดียวกัน บรรดาทูตสื่อสารก็อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ถึงแม้มนุษย์จะเห็นว่าทูตสื่อสารของพระเจ้าไปเยือนอับราฮัม และไม่ได้ประจักษ์ว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงกระทำสิ่งใดด้วยพระองค์เองในบันทึกของพระคัมภีร์ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว พระเจ้าพระองค์เองคือองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ และการนี้ไม่เปิดทางให้มนุษย์สงสัยเป็นอันขาด! ถึงแม้เจ้าจะเห็นแล้วว่าบรรดาทูตสวรรค์และทูตสื่อสารมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่และได้แสดงปาฏิหาริย์ทั้งหลาย หรือเห็นว่าพวกเขาได้ทำสิ่งต่างๆ ตามพระบัญชาของพระเจ้า แต่การกระทำของพวกเขาก็เป็นไปเพื่อทำให้พระบัญชาของพระเจ้าสำเร็จสมบูรณ์เท่านั้น และไม่ได้แสดงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าแต่อย่างใด—เพราะไม่มีมนุษย์หรือวัตถุใดที่มีหรือครองสิทธิอำนาจในการสร้างทุกสรรพสิ่งและปกครองทุกสรรพสิ่งดังพระผู้สร้าง ดังนั้นจึงไม่มีมนุษย์หรือวัตถุใดจะสามารถใช้หรือแสดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
541. พระเจ้าสามารถทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ของพระองค์เองได้หรือไม่? สำหรับพระเจ้าแล้ว นี่คือของเด็กเล่น—มันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก พระองค์สามารถทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระองค์ได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่พระเจ้าทรงมีวิธีการทำสิ่งต่างๆ—โดยมีแผนและอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พระองค์ไม่ทรงทำสิ่งต่างๆ โดยไม่เลือกหน้า แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น พระองค์ทรงมองหาเวลาที่เหมาะสมและโอกาสที่เหมาะสมในการทำบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์จะทรงอนุญาตให้มนุษย์เห็นได้ บางสิ่งบางอย่างที่ชุ่มไปด้วยความหมายอย่างแท้จริง พระองค์ทรงพิสูจน์สิทธิอำนาจและอัตลักษณ์ของพระองค์ในหนทางนี้ ดังนั้นแล้ว การทรงทำให้ลาซารัสเป็นขึ้นจากตายเป็นการพิสูจน์อัตลักษณ์ขององค์พระเยซูเจ้าหรือไม่? พวกเรามาดูบทตอนต่อไปนี้ของพระคัมภีร์กันเถิด: “เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ทรงร้องเสียงดังว่า ‘ลาซารัส ออกมาเถิด’ คนตายนั้นก็ออกมา…” เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงทำเช่นนี้ พระองค์ตรัสเพียงอย่างเดียวว่า “ลาซารัส ออกมาเถิด” จากนั้นลาซารัสก็ออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ—สิ่งนี้สำเร็จลุล่วงเพียงเพราะพระวจนะไม่กี่คำที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดำรัสออกมา ในช่วงระหว่างเวลานี้ องค์พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงตั้งแท่นบูชา และพระองค์ไม่ได้ทรงกระทำการอื่นใด พระองค์แค่ตรัสสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวนี้ นี่ควรเรียกว่าการอัศจรรย์หรือพระบัญชา? หรือมันเป็นศาสตร์เวทมนตร์คาถาบางอย่าง? จากภายนอกแล้ว ดูเหมือนว่าสามารถเรียกสิ่งนี้ได้ว่าเป็นการอัศจรรย์ และหากเจ้ามองสิ่งนี้จากมุมมองสมัยใหม่ แน่นอนว่าเจ้าก็จะยังคงเรียกสิ่งนี้ว่าการอัศจรรย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นเวทมนตร์ประเภทที่ควรจะเรียกวิญญาณกลับจากความตาย และสิ่งนี้ไม่ใช่ศาสตร์เวทมนตร์คาถาประเภทใดๆ อย่างแน่นอน หากพูดว่าการอัศจรรย์นี้เป็นการแสดงเล็กๆ ให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างอย่างเป็นปกติที่สุดก็ถูกต้องแล้ว นี่คือสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะให้บุคคลคนหนึ่งตาย ที่จะให้วิญญาณของเขาออกจากร่างกายของเขาและกลับสู่แดนคนตายหรือที่ใดก็ตามที่มันควรไป กรอบเวลาการตายของบุคคลและสถานที่ที่พวกเขาจะไปหลังจากที่ตาย—สิ่งเหล่านี้พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนด พระองค์ตัดสินพระทัยเรื่องเหล่านี้ทุกที่และทุกเวลา โดยไม่ถูกจำกัดจากพวกมนุษย์ เหตุการณ์ วัตถุ พื้นที่ หรือภูมิศาสตร์ หากพระองค์ทรงต้องประสงค์จะทำมัน พระองค์สามารถทำมันได้ เพราะทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ และทุกสรรพสิ่งถือกำเนิด ใช้ชีวิต และพินาศตามพระวจนะของพระองค์และสิทธิอำนาจของพระองค์ พระองค์สามารถทำให้ชายที่ตายแล้วเป็นขึ้นจากตาย และสิ่งนี้คือบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา นี่คือสิทธิอำนาจที่มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ครอบครอง
เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงทำสิ่งต่างๆ เช่น การนำลาซารัสกลับจากความตาย เป้าหมายของพระองค์คือการให้หลักฐานเพื่อให้มนุษย์และซาตานมองเห็น และเพื่อให้มนุษย์และซาตานรู้ว่าทุกสิ่งเกี่ยวกับมวลมนุษย์ ชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ได้รับการกำหนดโดยพระเจ้า และถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ยังคงบัญชาการโลกวัตถุที่สามารถมองเห็นได้ และโลกวิญญาณที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้ นี่เป็นไปเพื่อให้มวลมนุษย์และซาตานรู้ว่าทุกสิ่งเกี่ยวกับมวลมนุษย์ไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งของซาตาน นี่คือการเผยและการแสดงให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า และยังเป็นวิธีหนึ่งที่พระเจ้าทรงส่งสารถึงทุกสรรพสิ่ง ว่าชีวิตและความตายของมวลมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า การที่องค์พระเยซูเจ้าทรงทำให้ลาซารัสเป็นขึ้นจากตายเป็นหนึ่งในวิธีที่พระผู้สร้างทรงสอนและแนะนำมวลมนุษย์ นี่คือการกระทำที่เป็นรูปธรรมที่พระองค์ทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจเพื่อแนะนำและจัดเตรียมมวลมนุษย์ นี่คือวิธีหนึ่งที่พระผู้สร้างทรงทำให้มวลมนุษย์สามารถมองเห็นความจริงโดยไม่ใช้พระวจนะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาทุกสรรพสิ่ง นี่คือวิธีหนึ่งที่พระองค์ทรงบอกมวลมนุษย์โดยผ่านทางการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงว่าไม่มีความรอดอื่นใดนอกเหนือจากความรอดโดยผ่านทางพระองค์ วิถีทางที่ไร้พระสุรเสียงที่พระองค์ทรงใช้เพื่อแนะนำมวลมนุษย์นี้อยู่ชั่วนิรันดร์ ลบไม่ออก และนำความตกใจและความรู้แจ้งที่ไม่มีวันเลือนรางไปมาสู่หัวใจของมนุษย์ การทรงทำให้ลาซารัสเป็นขึ้นจากตายถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า—นี่มีผลกระทบที่ลึกซึ้งต่อผู้ติดตามทุกๆ คนของพระเจ้า การนี้ทำให้ความเข้าใจ นิมิตว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถบัญชาชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ได้เกิดติดตรึงอยู่ในทุกผู้คนที่เข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างลึกซึ้ง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3
542. นับแต่ชั่วขณะที่เจ้าเข้ามาในโลกนี้พร้อมกับเสียงร้องจ้า เจ้าก็เริ่มลุล่วงความรับผิดชอบของตน เจ้าเล่นไปตามบทบาทของเจ้าและเริ่มการเดินทางของชีวิตของเจ้า เพื่อประโยชน์แห่งแผนการของพระเจ้าและการทรงลิขิตของพระองค์ ไม่ว่าภูมิหลังของเจ้าอาจจะเป็นอย่างไร และไม่ว่าการเดินทางข้างหน้าของเจ้าอาจจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของฟ้าสวรรค์ได้ และไม่มีใครสามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ เพราะมีเพียงพระองค์ผู้ทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งเท่านั้นที่สามารถทำงานเช่นนั้นได้ นับตั้งแต่มนุษย์ได้มาสู่การดำรงอยู่ในปฐมกาล พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในลักษณะเช่นนี้มาตลอด บริหารจัดการจักรวาล และกำกับธรรมบัญญัติแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับสรรพสิ่งและวิถีการเคลื่อนที่ของสรรพสิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง—มนุษย์ได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างเงียบเชียบและไม่รู้ตัว ด้วยความอ่อนหวานและหยาดฝน ตลอดจนหยดน้ำค้างจากพระเจ้า เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง—มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระหัตถ์พระเจ้าโดยไม่รู้ตัว หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และทุกอย่างในชีวิตของเขาก็อยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งและทุกอย่าง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นมาใหม่และปลาสนาการไปตามพระดำริของพระเจ้า นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์
543. หากการเกิดของคนเราถูกลิขิตโดยชีวิตก่อนหน้าของตน เช่นนั้นแล้วความตายของคนเราก็แสดงถึงบทอวสานของชะตาลิขิตนั้น หากการเกิดของคนเราคือจุดเริ่มต้นภารกิจของคนเราในชีวิตนี้ เช่นนั้นแล้ว ความตายของคนเราก็แสดงถึงบทอวสานของภารกิจนั้น เนื่องจากพระผู้สร้างได้ทรงกำหนดชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับการกำเนิดของแต่ละคนเอาไว้แล้ว แน่นอนว่า พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับความตายของพวกเขาไว้แล้วเช่นกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีใครที่เกิดมาโดยบังเอิญ ไม่มีใครตายอย่างกะทันหัน ทั้งการเกิดและความตายเกี่ยวข้องกับชีวิตก่อนหน้าและชีวิตปัจจุบันของคนเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รูปการณ์แวดล้อมของการเกิดและรูปการณ์แวดล้อมของความตายของคนเราเป็นอย่างไรนั้น สัมพันธ์กับการกำหนดไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง นี่คือชะตาลิขิตของคนคนหนึ่ง เป็นชะตากรรมของคนคนหนึ่ง เนื่องจากมีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับการกำเนิดของคนคนหนึ่ง ย่อมต้องมีรูปการณ์แวดล้อมเฉพาะที่หลากหลายสำหรับความตายของคนคนหนึ่งด้วยเช่นกัน ในหนทางนี้ อายุขัยที่แตกต่างกัน ตลอดจนเวลาและรูปแบบของความตายที่หลากหลายจึงเกิดขึ้นในหมู่มวลมนุษย์ คนบางคนแข็งแรงและมีสุขภาพดี แต่กลับตายตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนอ่อนแอและเจ็บออดๆ แอดๆ แต่กลับมีชีวิตจนถึงวัยชราและจากไปอย่างสงบ บางคนตายด้วยสาเหตุที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนบางคนตายไปตามธรรมชาติ บางคนก็ตายไกลบ้าน ส่วนบางคนหลับตาลงเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีผู้เป็นที่รักของตนอยู่เคียงข้าง คนบางคนตายกลางอากาศ บางคนตายใต้แผ่นดินโลก บางคนจมน้ำ บางคนตายจากภัยพิบัติ บางคนตายในตอนเช้า บางคนตายตอนกลางคืน… ทุกคนล้วนต้องการการกำเนิดที่เด่นดัง ชีวิตที่เจิดจรัส และความตายที่มีเกียรติ แต่ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือชะตาลิขิตของตนเองได้ ไม่มีใครสามารถหลบหนีอธิปไตยของพระผู้สร้างได้ นี่เป็นชะตากรรมของมนุษย์ ผู้คนสามารถวางแผนสำหรับอนาคตของพวกเขาได้ทุกรูปแบบ แต่ไม่มีใครสามารถวางแผนว่าตนจะเกิดมาอย่างไรหรือจากโลกนี้ไปอย่างไรและเมื่อใด แม้ว่าผู้คนต่างทำดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงและต้านทานการมาถึงของความตาย แต่ความตายก็ยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้อย่างเงียบกริบโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวอยู่ดี ไม่มีใครรู้ว่าตนจะตายเมื่อใดหรือตายอย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เห็นได้ชัดว่า ผู้กุมอำนาจสูงสุดเหนือชีวิตและความตายไม่ใช่มนุษย์ และไม่ใช่สิ่งมีชีวิตใดในโลกธรรมชาติ แต่เป็นพระผู้สร้างผู้ทรงสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ ชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ไม่ใช่ผลลัพธ์ของกฎบางอย่างแห่งโลกธรรมชาติ แต่เป็นผลลัพธ์ของอธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3
544. ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกบุคคลยอมรับอธิปไตยของพระองค์และการจัดการเตรียมการของพระองค์ในเชิงรุกหรือไม่ก็ในเชิงรับ และไม่ว่าคนเราดิ้นรนอย่างไรในครรลองชีวิตของคนเรา ไม่ว่าคนเราเดินไปบนเส้นทางคดเคี้ยวสักกี่สาย ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะกลับคืนสู่วงโคจรแห่งชะตากรรมที่พระผู้สร้างได้ทรงขีดเส้นไว้ให้พวกเขา นี่คือความมิอาจถูกพิชิตได้แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างและลักษณะที่สิทธิอำนาจของพระองค์ควบคุมและกำกับดูแลจักรวาล การควบคุมและกำกับดูแลในรูปแบบของความมิอาจถูกพิชิตได้นี้นี่เองที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกฎต่างๆ ที่ลิขิตชีวิตของทุกสรรพสิ่ง อำนวยให้มนุษย์มาเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยปราศจากการแทรกแซง ทำให้โลกหมุนตามปกติและเคลื่อนไปข้างหน้าวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พวกเจ้าได้เป็นพยานให้กับข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้และเจ้าเข้าใจพวกมัน ไม่ว่าจะอย่างผิวเผินหรือลึกซึ้ง และความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความจริง และขึ้นอยู่กับความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้ารู้จักความเป็นจริงความจริงดีเพียงใด เจ้าผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าไปมากเพียงใดแล้ว เจ้ารู้จักแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าดีเพียงใด—เหล่านี้ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การดำรงอยู่ของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์นบนอบหรือไม่นบนอบพวกมันหรือไม่? ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจนี้ถูกกำหนดโดยการที่มนุษยชาตินบนอบหรือไม่นบนอบสิทธิอำนาจนี้หรือไม่? สิทธิอำนาจของพระเจ้าดำรงอยู่ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร ในทุกสถานการณ์ พระเจ้าทรงสั่งการและจัดการเตรียมทุกชะตากรรมมนุษย์และทุกสรรพสิ่งตามพระดำริและพระประสงค์ของพระองค์ ความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์จะไม่ส่งผลให้การนี้เปลี่ยนแปลงไป มันเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ ไม่สามารถถูกแก้ไขดัดแปลงโดยความเปลี่ยนแปลงใดๆ ของกาลเวลา พื้นที่ และภูมิประเทศ เนื่องเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นคือแก่นแท้ของพระองค์นั่นเอง ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถรู้จักและยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่ามนุษย์จะสามารถนบนอบอธิปไตยนี้ได้หรือไม่—ข้อพิจารณาทั้งสองนี้ไม่ได้ดัดแปลงแก้ไขข้อเท็จจริงที่ว่าอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์แม้แต่น้อย กล่าวได้ว่า ไม่ว่ามนุษย์มีท่าทีเช่นไรต่ออธิปไตยของพระเจ้า ท่าทีนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือทุกสรรพสิ่งได้อยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่นบนอบอธิปไตยของพระเจ้า พระองค์ก็ยังทรงบัญชาชะตากรรมของเจ้าอยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่สามารถรู้จักอธิปไตยของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ยังคงมีอยู่จริง สิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงที่อธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเลือกชอบหรือทางเลือกของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นอยู่ในทุกแห่งหน ทุกโมงยาม ทุกขณะเวลา ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะจากไป แต่สิทธิอำนาจของพระองค์จะไม่มีวันจากไป เพราะพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ถูกจำกัดหรือขีดคั่นโดยผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งต่างๆ โดยห้วงอวกาศ หรือภูมิประเทศ ตลอดเวลาทั้งหมด พระเจ้าทรงกวัดไกวสิทธิอำนาจของพระองค์ แสดงพระอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ สืบสานพระราชกิจบริหารจัดการของพระองค์ดังพระองค์ได้ทรงทำเสมอ ตลอดเวลาทั้งหมด พระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสรรพสิ่ง—ดังเช่นที่พระองค์ได้ทรงทำเสมอ ไม่มีใครเลยที่เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ มันคือข้อเท็จจริง มันคือความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับแต่ครั้งโบราณกาล!
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3
545. ความจริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าคือความจริงที่ทุกบุคคลต้องคำนึงถึงอย่างจริงจัง ต้องได้รับประสบการณ์และเข้าใจด้วยหัวใจของพวกเขา เพราะความจริงเหล่านี้มีผลต่อชีวิตของทุกบุคคล ต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของทุกบุคคล ต่อหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญยิ่งยวดที่ทุกบุคคลต้องผ่านในชีวิต ต่อความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าและท่าทีที่คนเราควรใช้เผชิญกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และต่อบั้นปลายสุดท้ายของทุกบุคคลเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงต้องใช้พลังงานทั้งชีวิตในการรู้จักและทำความเข้าใจความจริงเหล่านี้ เมื่อเจ้ามองดูสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างตรงๆ เต็มตา เมื่อเจ้ายอมรับอธิปไตยของพระองค์ เจ้าจะค่อยๆ มาตระหนักและเข้าใจความจริงของการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่หากเจ้าไม่เคยระลึกรู้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่เคยยอมรับอธิปไตยของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้ามีชีวิตอยู่กี่ปี เจ้าก็จะไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าแม้แต่น้อยเลย หากเจ้าไม่รู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วไซร้ เมื่อเจ้าไปถึงสุดปลายถนน ต่อให้เจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายทศวรรษ เจ้าก็จะไม่มีอะไรมาแสดงให้เห็นว่าชีวิตเจ้าสัมฤทธิ์สิ่งใดบ้าง และเจ้าก็จะไม่มีความรู้แม้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์เป็นธรรมดา นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเศร้ามากหรอกหรือ? ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าได้เดินมาไกลเพียงใดแล้วในชีวิต ไม่ว่าตอนนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ไม่ว่าการเดินทางที่เหลือของเจ้าอาจยาวไกลสักเท่าใด ก่อนอื่น เจ้าต้องระลึกรู้สิทธิอำนาจของพระเจ้าและจริงจังกับมัน และยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าคือองค์อธิปัตย์ผู้ทรงเอกลักษณ์ของเจ้า การบรรลุความรู้ที่ชัดเจนแม่นยำและการเข้าใจความจริงเหล่านี้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์คือบทเรียนภาคบังคับสำหรับทุกคน มันคือกุญแจของการรู้จักชีวิตมนุษย์และการบรรลุความจริง นี่ยังเป็นชีวิตและบทเรียนพื้นฐานแห่งการทำความรู้จักพระเจ้าที่ทุกคนต้องเผชิญในแต่ละวันอีกด้วย ซึ่งไม่มีใครเลยที่สามารถเลี่ยงหนีได้ หากใครบางคนปรารถนาที่จะใช้ทางลัดในการไปถึงเป้าหมายนี้ เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าตอนนี้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้! หากเจ้าต้องการหลีกหนีอธิปไตยของพระเจ้า นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่! พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียวของมนุษย์ พระเจ้าคือองค์อธิปัตย์เพียงองค์เดียวของชะตากรรมมนุษย์ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของเขาเอง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะก้าวออกนอกชะตากรรมนั้น ไม่ว่าคนเราจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน คนเราก็ไม่สามารถมีอิทธิพลต่อชะตากรรมของผู้อื่น นับประสาอะไรที่จะสามารถจัดวางเรียบเรียง จัดการเตรียมการ ควบคุม หรือเปลี่ยนแปลงชะตากรรมเหล่านั้น มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมีเอกลักษณ์พระองค์เอง เท่านั้นที่ครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งเกี่ยวกับมนุษย์ เนื่องจากมีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมีเอกลักษณ์พระองค์เองเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์และกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่เป็นองค์อธิปัตย์ผู้ทรงเอกลักษณ์ของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่เพียงกุมอธิปไตยเหนือมนุษยชาติที่ทรงสร้างมาเท่านั้น แต่เหนือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้ทรงสร้างซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดสามารถมองเห็นได้ เหนือหมู่ดาว และเหนือห้วงจักรวาลอีกด้วย นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้ ข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่จริง ซึ่งไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากยังมีพวกเจ้าสักคนหนึ่งไม่พึงพอใจกับสิ่งต่างๆ ตามที่พวกมันเป็นอยู่ โดยเชื่อว่าเจ้ามีทักษะหรือความสามารถพิเศษบางอย่าง และยังคิดไปอีกว่าด้วยจังหวะแห่งโชคดีบางอย่าง เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ในปัจจุบันของเจ้าได้ หรือไม่เช่นนั้นก็หลีกหนีพวกมันได้ หากเจ้าพยายามที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเจ้าเองโดยใช้ความพยายามของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลให้เจ้าโดดเด่นกว่ามิตรสหายของเจ้าและทำให้มีชื่อเสียงและโชควาสนา เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าเลยว่า เจ้ากำลังทำสิ่งต่างๆ ให้ยากสำหรับตัวเจ้าเอง เจ้าแค่กำลังหาเรื่องใส่ตัวเท่านั้น เจ้ากำลังขุดหลุมศพให้ตัวเอง! สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะค้นพบว่าตัวเจ้าได้เลือกทางผิดไป และความพยายามต่างๆ ของเจ้านั้นสูญเปล่า ความทะเยอทะยานของเจ้า ความอยากที่จะดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และการประพฤติปฏิบัติอันผิดมหันต์ของตัวเจ้าเองจะนำเจ้าล่องไปตามถนนที่ไม่มีทางย้อนคืน และเจ้าจะต้องจ่ายราคาที่สาสมกับการกระทำนี้ แม้ว่าในตอนนี้เจ้ามองไม่เห็นความร้ายแรงของผลสืบเนื่องที่ตามมา แต่เมื่อเจ้ามีประสบการณ์กับความจริงต่อไปและซึ้งคุณค่าของความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า พระเจ้าคือองค์อธิปัตย์ของชะตากรรมมนุษย์ เจ้าจึงจะมาตระหนักอย่างช้าๆ ในสิ่งที่เราพูดถึงในวันนี้และความนัยที่แท้จริงของมัน การที่เจ้าจะมีหัวใจและจิตวิญญาณอย่างแท้จริงหรือไม่ และการที่เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งรักความจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีที่เจ้ามีต่ออธิปไตยของพระเจ้าและต่อความจริงว่าเป็นท่าทีแบบใด โดยธรรมชาติแล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเจ้าสามารถที่จะรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่ หากในชีวิตของเจ้า เจ้าไม่เคยเลยที่จะสำนึกรับรู้ถึงอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และยิ่งไม่เคยระลึกรู้และยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไร้คุณค่าอย่างถึงที่สุด และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าจะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า อันเนื่องมาจากเส้นทางที่เจ้าได้ใช้เดินและทางเลือกที่เจ้าได้เลือกไป แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า บรรดาผู้ที่สามารถยอมรับการทดสอบของพระองค์ ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ นบนอบสิทธิอำนาจของพระองค์ และค่อยๆ ได้รับประสบการณ์จริงของพระวจนะของพระองค์ จะได้บรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และตระหนักรู้คุณค่าแห่งอธิปไตยของพระองค์อย่างแท้จริง พวกเขาจะยอมสยบให้แก่พระผู้สร้างอย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแท้จริง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3
546. พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้ขึ้นมา พระองค์ได้ทรงสร้างมวลมนุษย์นี้ขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นสถาปนิกแห่งวัฒนธรรมกรีกโบราณและอารยธรรมมนุษย์ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงปลอบประโลมมวลมนุษย์นี้ และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงดูแลเอาใจใส่มวลมนุษย์นี้ทั้งคืนและวัน พัฒนาการและความก้าวหน้าของมนุษย์นั้นไม่สามารถแยกออกจากอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าได้ อีกทั้งประวัติศาสตร์และอนาคตของมวลมนุษย์ก็ไม่อาจพ้นไปจากการจัดการเตรียมการโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า หากเจ้าเป็นคริสตชนแท้คนหนึ่ง เจ้าย่อมจะเชื่ออย่างแน่นอนว่า ความรุ่งเรืองและความตกต่ำของประเทศหรือชนชาติใดก็ตกอยู่ภายใต้การจัดการเตรียมการของพระเจ้า พระเจ้าเพียงลำพังเท่านั้นที่ทรงรู้ชะตากรรมของประเทศหรือชนชาติใดก็ตาม และพระเจ้าเพียงลำพังเท่านั้นที่ทรงควบคุมครรลองของมวลมนุษย์นี้ หากมวลมนุษย์ปรารถนาจะมีชะตากรรมที่ดี หากประเทศหนึ่งปรารถนาจะมีชะตากรรมที่ดี มนุษย์ต้องน้อมคำนับนมัสการพระเจ้า และมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อกลับใจและสารภาพต่อพระองค์ หรือหากไม่เช่นนั้น ชะตากรรมและปลายทางของมนุษย์ก็จะต้องเป็นมหันตภัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 2: พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง
547. ชะตากรรมของมนุษยชาติและสรรพสิ่งย่อมเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผูกติดอยู่กับการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้างโดยมิอาจแยกออกจากกันได้ ในท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมเหล่านี้ก็ไม่อาจแยกออกจากสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ ในกฎแห่งทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงมาเข้าใจการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์ ในกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงมารับรู้การกำกับดูแลของพระผู้สร้าง ในชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้อนุมานวิธีต่างๆ ที่พระผู้สร้างทรงใช้อธิปไตยและการควบคุมของพระองค์เหนือทุกสรรพสิ่ง และในวงจรชีวิตของมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงมามีประสบการณ์อย่างแท้จริงกับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างสำหรับทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิต มาเป็นพยานว่าการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการเหล่านั้นอยู่เหนือกฎ กฎเกณฑ์ และขนบประเพณีทางโลกทั้งหมด พลังอำนาจและกำลังบังคับอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษยชาติจึงถูกบีบให้ยอมรับว่าอธิปไตยของพระผู้สร้างมิอาจถูกสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดฝ่าฝืนได้ ไม่มีกำลังบังคับใดสามารถก่อกวนหรือปรับเปลี่ยนเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้แล้วล่วงหน้า ภายใต้กฎและกฎเกณฑ์แห่งพระเจ้านี่เองที่มนุษย์และทุกสรรพสิ่งล้วนมีชีวิตอยู่และขยายเผ่าพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า นี่ไม่ใช่รูปจำแลงที่แท้จริงของสิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างหรอกหรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3
548. ถึงแม้พระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ แต่การกระทำของพระองค์ก็ถี่ถ้วนตรงตามหลักธรรมอย่างยิ่ง และทรงสัตย์ซื่อต่อพระวจนะของพระองค์ ความถี่ถ้วนของพระองค์และหลักธรรมในการกระทำของพระองค์แสดงให้เห็นว่าพระผู้สร้างคือผู้ที่ไม่อาจล่วงเกินได้และไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง แม้พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจสูงสุด และแม้สรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และถึงแม้พระองค์จะทรงมีฤทธานุภาพในการครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง แต่พระเจ้าก็ไม่เคยทรงทำลายหรือขัดขวางแผนการของพระองค์เองเลย และทุกครั้งที่พระองค์ทรงใช้สิทธิอำนาจ ก็สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักธรรมของพระองค์เอง และปฏิบัติตามสิ่งที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระองค์อย่างเที่ยงตรง ทั้งยังเป็นไปตามขั้นตอนและวัตถุประสงค์ในแผนการของพระองค์ ไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า สรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้าล้วนเชื่อฟังหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าเช่นกัน ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดสามารถหนีพ้นการจัดวางเรียบเรียงโดยสิทธิอำนาจของพระองค์ หรือสามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ ในสายพระเนตรของพระเจ้า คนที่ได้รับพรย่อมได้รับพรเพราะสิทธิอำนาจของพระองค์ ส่วนคนที่ถูกสาปแช่งก็ได้รับการลงโทษเพราะสิทธิอำนาจของพระองค์ ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดสามารถหลีกหนีการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ ทั้งยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกปรับเปลี่ยนเพราะความเปลี่ยนแปลงในปัจจัยใดๆ และในทำนองเดียวกัน หลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนด้วยเหตุผลใดๆ เช่นกัน สวรรค์และแผ่นดินโลกอาจประสบกับความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงทั้งหลาย แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่เปลี่ยนแปลง สรรพสิ่งอาจล่วงลับไป แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่มีวันสูญสลาย นี่คือแก่นแท้แห่งสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้และมิอาจก้าวล่วงได้ของพระผู้สร้าง นี่คือความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างโดยแท้!
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
549. ซาตานไม่เคยกล้าฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น มันยังตั้งใจรับฟังและเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาที่พระเจ้าทรงมีเป็นการเฉพาะอยู่เสมอ ไม่เคยกล้าเยาะเย้ยท้าทายพระบัญชาและคำสั่งเหล่านั้น และแน่นอนว่ามันย่อมไม่กล้าปรับเปลี่ยนคำสั่งใดๆ ของพระเจ้าอย่างเสรี เช่นนั้นเองคือข้อจำกัดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้ซาตาน และดังนั้น ซาตานจึงไม่เคยกล้าก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้น การนี้มิใช่อิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ? นี่มิใช่คำพยานให้แก่สิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ? ซาตานมีการจับความเข้าใจที่ชัดเจนกว่ามวลมนุษย์มากนักว่าควรประพฤติตนเช่นไรกับพระเจ้า และควรมองพระเจ้าอย่างไร และดังนั้นในโลกวิญญาณ ซาตานจึงมองเห็นสถานะและสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างชัดเจนยิ่ง และซึ้งคุณค่าในอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าและหลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อย่างลึกซึ้ง มันไม่กล้ามองข้ามสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใด อีกทั้งไม่กล้าละเมิดสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะในหนทางใด ไม่กล้าทำสิ่งใดที่ฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมันก็ไม่กล้าท้าทายพระพิโรธของพระเจ้าในหนทางใดเลย ถึงแม้ว่าธรรมชาติของซาตานจะชั่วและโอหัง แต่มันไม่เคยกล้าที่จะข้ามเขตคั่นและข้อจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ให้ เป็นเวลาหลายล้านปีแล้วที่มันยึดปฏิบัติตามเส้นแบ่งเขตเหล่านี้อย่างเคร่งครัด มันยึดปฏิบัติตามพระบัญชาและคำสั่งทุกประการที่พระเจ้าทรงมีกับมัน และไม่เคยกล้าก้าวข้ามเครื่องหมายนั้น แม้ซาตานจะมุ่งร้าย แต่มันก็มีปัญญากว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอยู่มาก มันรู้จักอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง และรู้จักอาณาเขตของมันเอง จากการกระทำ “ที่นบนอบ” ของซาตานจะเห็นได้ว่า สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าคือประกาศิตจากสวรรค์ที่ซาตานไม่อาจฝ่าฝืนได้ และเห็นได้ว่า เป็นเพราะเอกลักษณ์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้ ทุกสรรพสิ่งจึงเปลี่ยนแปลงและแพร่หลายอย่างเป็นระเบียบ และมวลมนุษย์ก็สามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนอยู่ภายในครรลองที่พระเจ้าทรงสถาปนาขึ้น โดยไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถทำลายระบบระเบียบนี้ได้ และไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัตินี้ได้—เพราะทั้งหมดนี้ล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และจากการดลบันดาลและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
550. อัตลักษณ์พิเศษของซาตานทำให้ผู้คนมากมายแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าในแง่มุมต่างๆ ที่มันสำแดงออกมา มีแม้กระทั่งคนเขลาจำนวนมากที่เชื่อว่าซาตานมีสิทธิอำนาจเช่นเดียวกับพระเจ้า เพราะซาตานสามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้ และสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ นอกจากนมัสการพระเจ้าแล้ว มวลมนุษย์จึงสงวนที่ทางในหัวใจของเขาไว้ให้แก่ซาตาน และถึงกับเคารพบูชาซาตานในฐานะพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ทั้งน่าเวทนาและน่ารังเกียจ พวกเขาน่าเวทนาเพราะความไม่รู้เท่าทันของพวกเขา และน่ารังเกียจเพราะความนอกรีตและธาตุแท้อันชั่วในตัวของพวกเขา ณ จุดนี้เรารู้สึกว่าจำเป็นต้องบอกพวกเจ้าว่าสิทธิอำนาจคือสิ่งใด เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด และเป็นตัวแทนของสิ่งใด กล่าวโดยกว้างๆ ก็คือพระเจ้าพระองค์เองคือสิทธิอำนาจ สิทธิอำนาจของพระองค์คือสัญลักษณ์แทนความยิ่งใหญ่สูงสุดและแก่นแท้ของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองเป็นตัวแทนของสถานะและอัตลักษณ์ของพระเจ้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซาตานกล้าพูดหรือไม่ว่าตัวมันเองคือพระเจ้า? ซาตานกล้าพูดหรือไม่ว่ามันได้สร้างทุกสรรพสิ่งและถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง? แน่นอนว่ามันไม่กล้า! เพราะมันไม่สามารถสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาได้ จนถึงทุกวันนี้มันยังไม่เคยสร้างสิ่งใดที่พระเจ้าทรงสร้างเอาไว้ และไม่เคยสร้างสิ่งใดที่มีชีวิตเลย เนื่องจากมันไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า จึงไม่มีวันเป็นไปได้ที่มันจะสามารถครองสถานะและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และนี่เป็นไปตามแก่นแท้ของมัน มันมีฤทธานุภาพเช่นเดียวกับพระเจ้าหรือไม่? แน่นอนว่ามันไม่มี! พวกเราเรียกพฤติการณ์ของซาตาน และปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่ซาตานแสดงออกมาว่าอย่างไร? เป็นฤทธานุภาพหรือ? สามารถเรียกว่าสิทธิอำนาจได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่! ซาตานกำกับกระแสแห่งความชั่ว และก่อกวน บั่นทอนและทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก หลายพันปีให้หลังมานี้ นอกจากทารุณและทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม ชักพาให้หลงผิด และล่อหลอกให้มนุษย์ชั่วช้าและปฏิเสธพระเจ้าจนมนุษย์เดินไปสู่หุบเขาแห่งเงามรณะแล้ว ซาตานเคยทำสิ่งใดที่สมควรแก่การที่มนุษย์จะรำลึกถึง ชมเชย หรือทะนุถนอมสักนิดหรือไม่? หากซาตานได้มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ มวลมนุษย์ก็คงจะถูกมันทำให้เสื่อมทรามไปแล้วมิใช่หรือ? หากซาตานมีสิทธิอำนาจและอำนาจ มันก็คงจะสร้างความเสียหายให้แก่มวลมนุษย์ไปแล้วมิใช่หรือ? หากซาตานครอบครองฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ มวลมนุษย์คงจะละทิ้งพระเจ้าแล้วหันไปหาความตายกันแล้วมิใช่หรือ? ในเมื่อซาตานไม่มีสิทธิอำนาจหรือฤทธานุภาพ พวกเราควรจะสรุปแก่นแท้ของทุกสิ่งที่มันทำว่าอย่างไร? มีผู้นิยามทุกสิ่งที่ซาตานทำลงไปว่าเป็นเพียงการใช้เล่ห์เพทุบาย กระนั้นเราเชื่อว่าคำนิยามเช่นนั้นยังไม่เหมาะสมนัก ความประพฤติชั่วที่มันทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามเป็นแค่เล่ห์เพทุบายเท่านั้นเองหรือ? กำลังบังคับชั่วที่ซาตานใช้ทารุณโยบ และความอยากทารุณและอยากกลืนกินเขาอันแสนดุดันของมันนั้น ไม่อาจที่จะสัมฤทธิ์ได้ด้วยการใช้เพียงเล่ห์กระเท่ห์เท่านั้น เมื่อมองย้อนกลับไป ภายในพริบตาเดียวฝูงแกะฝูงวัวของโยบที่กระจัดกระจายกว้างไกลไปทั่วเนินเขาและภูเขาก็มีอันหายวับไป ภายในพริบตาเดียว โชคลาภอันยิ่งใหญ่ของโยบก็มีอันปลาสนาการไป การนั้นสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยใช้แค่เล่ห์กระเท่ห์กระนั้นหรือ? ธรรมชาติของทุกสิ่งที่ซาตานทำล้วนสอดรับและเหมาะกับคำศัพท์ด้านลบอย่างเช่น การบั่นทอน การทำให้หยุดชะงัก การทำลาย การสร้างความเสียหาย ความชั่ว ความมุ่งร้าย และความมืด และดังนั้นการเกิดขึ้นของทุกสิ่งที่ไม่ยุติธรรมและชั่วย่อมโยงใยกับพฤติการณ์ของซาตานอย่างแนบแน่น และไม่อาจแยกจากแก่นแท้อันชั่วร้ายของซาตานได้ ไม่ว่าซาตานจะ “ทรงพลัง” เพียงใด ไม่ว่ามันจะฮึกเหิมหรือทะเยอทะยานเพียงใด ไม่ว่าความสามารถของมันในการก่อความเสียหายจะมีมากเพียงใด ไม่ว่ากลเม็ดที่มันใช้ยั่วยวนและทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจะมีขอบเขตกว้างขวางเพียงใด ไม่ว่าเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายที่มันใช้ข่มขวัญมนุษย์จะฉลาดแยบยลเพียงใด ไม่ว่ารูปสัณฐานที่มันใช้ในการดำรงอยู่จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายเพียงใด แต่มันก็ไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้สักสิ่งเดียว ไม่เคยสามารถกำหนดธรรมบัญญัติหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ สำหรับการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง และไม่เคยสามารถปกครองและควบคุมวัตถุใดๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ทั่วทั้งจักรวาลและพื้นฟ้านั้นไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่กำเนิดจากมัน หรือดำรงอยู่เพราะมัน ไม่มีบุคคลใดหรือวัตถุใดที่อยู่ใต้ปกครองของมัน หรือในการควบคุมของมัน ในทางตรงกันข้าม มันไม่เพียงต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต้องนบนอบคำสั่งและพระบัญชาทั้งหมดของพระเจ้าอีกด้วย หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ก็เป็นการยากที่ซาตานจะแตะต้องแม้น้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดินได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่มีอิสระที่จะเคลื่อนย้ายฝูงมดไปมาบนแผ่นดินด้วยซ้ำ ไม่พักต้องพูดถึงมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา ในสายพระเนตรของพระเจ้า ซาตานด้อยค่ากว่าดอกลิลลี่บนภูเขา นกที่บินอยู่ในอากาศ ปลาในทะเล และหนอนแมลงบนแผ่นดินโลก บทบาทของมันท่ามกลางสรรพสิ่งก็คือการรับใช้ทุกสิ่ง รับใช้มวลมนุษย์ และรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระองค์ ไม่ว่าธรรมชาติของมันจะมุ่งร้ายเพียงใด และไม่ว่าแก่นแท้ของมันจะชั่วเพียงใด สิ่งเดียวที่มันสามารถทำได้คือทำงานของมันไปตามหน้าที่ นั่นคือ การรับใช้พระเจ้า และการเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นให้พระเจ้า เช่นนั้นเองที่เป็นธาตุแท้และตำแหน่งของซาตาน แก่นแท้ของมันไม่ได้เชื่อมโยงกับชีวิต ไม่ได้เชื่อมโยงกับฤทธานุภาพ ไม่ได้เชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจ มันเป็นเพียงของเล่นในพระหัตถ์ของพระเจ้า แค่เครื่องจักรที่รับใช้พระเจ้าเท่านั้น!
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
551. แม้ซาตานจะมองโยบด้วยสายตาอันละโมบ แต่หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า มันก็ไม่กล้าแตะต้องแม้ขนสักเส้นบนร่างกายของโยบ ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วและโหดร้ายโดยกำเนิด แต่หลังจากที่พระเจ้าทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่มัน มันก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยึดปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ซาตานจะคลั่งดุจหมาป่าท่ามกลางฝูงแกะเมื่อกล่าวถึงโยบ แต่มันก็ไม่กล้าลืมเลือนข้อจำกัดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้กับมัน ไม่กล้าละเมิดคำสั่งของพระเจ้า และในทุกสิ่งที่ซาตานทำนั้น มันไม่กล้าเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมและข้อจำกัดในพระวจนะของพระเจ้า—นี่มิใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ? จากการนี้สามารถมองเห็นว่า ซาตานไม่กล้าขัดพระวจนะอันใดของพระยาห์เวห์พระเจ้า สำหรับซาตานแล้ว พระวจนะทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าคือคำสั่งและธรรมบัญญัติจากสวรรค์ เป็นการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า—เพราะเบื้องหลังพระวจนะทุกคำของพระเจ้าแสดงนัยถึงการลงโทษที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกที่ละเมิดคำสั่งของพระเจ้า และพวกที่ไม่เชื่อฟังและต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์ ซาตานรู้อย่างชัดเจนว่าหากมันละเมิดคำสั่งของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว มันต้องยอมรับผลสืบเนื่องของการฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้าและต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์ แล้วผลสืบเนื่องเหล่านี้คืออะไร? ไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่าผลสิบเนื่องเหล่านี้คือการที่มันถูกพระเจ้าลงโทษ สิ่งที่ซาตานทำกับโยบนั้นเป็นแค่หน่วยจุลภาคของการที่มันทำให้มนุษย์เสื่อมทราม และเมื่อซาตานกำลังกระทำการเหล่านี้ ข้อจำกัดที่พระเจ้าทรงกำหนดและคำสั่งที่พระองค์ทรงมีแก่ซาตานก็เป็นเพียงหน่วยจุลภาคของหลักธรรมเบื้องหลังทุกสิ่งที่มันทำ นอกจากนี้บทบาทและตำแหน่งของซาตานในเรื่องนี้ก็เป็นเพียงหน่วยจุลภาคของบทบาทและตำแหน่งที่มันมีในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า และการเชื่อฟังพระเจ้าโดยบริบูรณ์ของซาตานในการที่มันทดลองโยบย่อมเป็นเพียงหน่วยจุลภาคของการที่ซาตานไม่กล้าต่อต้านพระเจ้าแม้แต่น้อยในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า หน่วยจุลภาคเหล่านี้กำลังเตือนพวกเจ้าว่าอย่างไร? ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งรวมถึงซาตานนั้น ไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดที่สามารถฝ่าฝืนธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างทรงกำหนดขึ้นได้ และไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดที่กล้าละเมิดธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านี้ เพราะไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือหนีรอดจากการลงโทษที่พระผู้สร้างทรงมีต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังธรรมบัญญัติและประกาศิตเหล่านี้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถกำหนดธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ได้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพที่จะบังคับใช้สิ่งเหล่านี้ และมีเพียงฤทธานุภาพของพระผู้สร้างเท่านั้นที่มิอาจมีบุคคลหรือสิ่งใดฝ่าฝืนได้ นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และนี่คือสิทธิอำนาจสูงสุดท่ามกลางสรรพสิ่ง และดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุด และซาตานคือหมายเลขสอง” เว้นแต่พระผู้สร้างผู้ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์แล้ว ย่อมไม่มีพระเจ้าองค์อื่น!
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
552. ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามมาหลายพันปีแล้ว มันทำความชั่วมานับไม่ถ้วน ชักพาให้ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าหลงผิด และมันก็ก่ออาชญากรรมอันเลวร้ายบนโลก มันทารุณมนุษย์ ชักพาให้มนุษย์หลงผิด ยั่วให้มนุษย์ต่อต้านพระเจ้า และได้ก่อการกระทำความชั่วซึ่งก่อกวนและบั่นทอนแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้น ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า สรรพสิ่งและสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทั้งปวงยังคงยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ต่อไป เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ธรรมชาติและการอาละวาดอันชั่วของซาตานนั้นอัปลักษณ์เป็นที่ยิ่ง น่าขยะแขยงและน่าดูหมิ่นยิ่งนัก และช่างเล็กและเปราะบางเหลือเกิน ถึงแม้ว่าซาตานจะเดินอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง แต่มันก็ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวผู้คน วัตถุ หรือสิ่งอันใดที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้แล้วแม้แต่น้อย หลายพันปีผ่านพ้นไป และมวลมนุษย์ก็ยังคงชื่นชมความสว่างและอากาศที่พระเจ้าประทานให้ ยังคงหายใจด้วยลมปราณที่พระเจ้าพระองค์เองทรงถ่ายทอดออกมา ยังคงชื่นชมดอกไม้ นก ปลา และแมลงทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น และชื่นชมทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ วันและคืนยังคงสลับแทนที่กันอย่างต่อเนื่อง ฤดูกาลทั้งสี่ยังคงปรับเปลี่ยนหมุนเวียนตามปกติ ห่านป่าที่บินอยู่ในท้องฟ้าจากไปในฤดูหนาว และยังคงหวนคืนมาในฤดูใบไม้ผลิครั้งถัดไป ปลาในน้ำไม่เคยทิ้งแม่น้ำและทะเลสาบ—ซึ่งเป็นบ้านของตน จักจั่นบนแผ่นดินโลกขับขานจากหัวใจของพวกมันในหน้าร้อน จิ้งหรีดในพงหญ้าครวญเพลงแผ่วเบาเป็นจังหวะเข้ากับสายลมในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ห่านป่ารวมตัวกันเป็นฝูง ในขณะที่นกอินทรียังคงสันโดษ ฝูงสิงโตหาเลี้ยงตนเองโดยการไล่ล่า กวางเอลก์ไม่อาจจากทุ่งหญ้าและดอกไม้… สิ่งทรงสร้างทุกชนิดที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่งล้วนจากไปและหวนคืนมา และแล้วก็จากไปอีกครั้ง ความเปลี่ยนแปลงนับล้านเกิดขึ้นภายในพริบตาเดียว—แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือสัญชาตญาณและกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของพวกมัน พวกมันดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงสัญชาตญาณของพวกมันได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถทำลายกฎเกณฑ์แห่งอยู่รอดของพวกมันได้ ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่งจะถูกซาตานชักพาให้หลงผิดและทำให้เสื่อมทราม แต่มนุษย์ก็ยังคงไม่สามารถงดน้ำที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ และอากาศที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ และทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ และมนุษย์ยังคงดำรงชีวิตและเพิ่มจำนวนอยู่ในพื้นที่นี้ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ สัญชาตญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ยังคงพึ่งพาสายตาของเขาในการมองเห็น พึ่งพาหูของเขาในการได้ยิน พึ่งพาสมองของเขาในการคิด พึ่งพาหัวใจของเขาในการเข้าใจ พึ่งพาขาและเท้าของเขาในการเดิน พึ่งพามือของเขาในการทำงาน และอื่นๆ สัญชาตญาณทั้งหมดที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์เพื่อให้เขาสามารถยอมรับการจัดเตรียมของพระเจ้าได้นั้นยังคงไม่ปรับเปลี่ยน ปฏิภาณทั้งหลายที่มนุษย์ใช้เพื่อร่วมมือกับพระเจ้าก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ศักยภาพของมวลมนุษย์ในการลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความต้องการฝ่ายวิญญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความอยากพบต้นกำเนิดของตนในตัวมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความโหยหาที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระผู้สร้างของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นคือรูปการณ์แวดล้อมในปัจจุบันของมวลมนุษย์ ที่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และทนฝ่าการทำลายล้างอันนองเลือดที่เป็นฝีมือของซาตาน แม้มวลมนุษย์จะถูกซาตานตามล้างตามผลาญอย่างมาก และแม้มวลมนุษย์จะไม่ใช่อาดัมกับเอวาผู้ซึ่งได้รับการสร้างตั้งแต่ปฐมกาลอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขากลับเต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นปรปักษ์กับพระเจ้าแทน เช่น ความรู้ ความคิดฝัน มโนคติอันหลงผิด และอื่นๆ และเต็มไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน กระนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า นี่ก็ยังคงเป็นมวลมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง มวลมนุษย์ยังคงอยู่ภายใต้อธิปไตยและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และยังคงดำรงชีวิตอยู่ในครรลองที่พระเจ้าทรงกำหนดเอาไว้ และดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจึงเพียงถูกสิ่งสกปรกจับ ท้องร้องโครกคราก มีปฏิกิริยาที่เชื่องช้าไปสักหน่อย และความจำก็ได้เสื่อมสูญไปบ้าง และชราลงเล็กน้อย เพียงเท่านั้น—ในขณะที่การทำงานและสัญชาตญาณทั้งหมดของมนุษย์ยังคงครบถ้วนไม่เสียหายแต่อย่างใด นี่คือมวลมนุษย์ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะช่วยให้รอด มวลมนุษย์นี้เพียงต้องได้ยินการทรงเรียกของพระผู้สร้าง และได้ยินพระสุรเสียงของพระผู้สร้างเท่านั้น แล้วพวกเขาจะสามารถยืนขึ้นและรีบค้นหาตำแหน่งของแหล่งกำเนิดเสียงนั้น มวลมนุษย์นี้เพียงต้องมองเห็นรูปสัณฐานของพระผู้สร้างเท่านั้น แล้วพวกเขาจะไม่ใส่ใจในสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเสียสละตนเองให้พระเจ้า และจะถึงขั้นยอมพลีชีวิตของตนเองเพื่อพระองค์ เมื่อมวลมนุษย์ทำความเข้าใจพระสุรเสียงจากพระหทัยของพระผู้สร้างจากหัวใจของตนเอง พวกเขาจะละทิ้งซาตานและมาอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง เมื่อมวลมนุษย์ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายของตนอย่างหมดจด และน้อมรับการบำรุงเลี้ยงและการจัดเตรียมของพระผู้สร้างอีกครั้งหนึ่ง ความทรงจำของมวลมนุษย์จะฟื้นคืนมา และเมื่อถึงเวลานี้ มวลมนุษย์ย่อมจะหวนคืนสู่อำนาจครอบครองของพระผู้สร้างแล้วอย่างแท้จริง
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1
553. สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นมิอาจมีมนุษย์คนใดเลียนแบบได้ และอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าก็มิอาจมีมนุษย์คนใดปลอมแปลงได้ ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถเลียนแบบพระกระแสเสียงที่พระเจ้าใช้ตรัส แต่เจ้าก็ไม่สามารถเลียนแบบแก่นแท้ของพระเจ้าได้ ถึงแม้เจ้าจะสามารถยืนอยู่ในที่ของพระเจ้าและปลอมเป็นพระเจ้า แต่เจ้าจะไม่มีวันสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะทำ และจะไม่มีวันสามารถมีอธิปไตยเหนือและบัญชาสรรพสิ่งได้ ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเล็กๆ ตลอดไป และไม่ว่าทักษะและความสามารถของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์สักกี่อย่าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นเจ้าก็อยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง ถึงแม้เจ้าจะสามารถกล่าวคำที่แข็งกร้าวอยู่บ้าง แต่นี่ก็ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีแก่นแท้ของพระผู้สร้าง หรือแสดงว่าเจ้ามีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าคือแก่นแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้หรือเพิ่มเติมได้จากภายนอก แต่เป็นแก่นแท้ตามธรรมชาติของพระเจ้าพระองค์เอง และดังนั้นสัมพันธภาพระหว่างพระผู้สร้างกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างจึงไม่มีวันปรับเปลี่ยนได้ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมวลมนุษย์ทรงสร้าง เจ้าต้องรักษาตำแหน่งที่ถูกควรของตน และประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม จงยึดมั่นในสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายแก่เจ้าอย่างซื่อสัตย์ จงอย่ากระทำการเกินขอบเขต หรือทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถของเจ้า หรือที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง จงอย่าไล่ตามไขว่คว้าการเป็นคนยิ่งใหญ่ อภิมนุษย์ หรือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ และจงอย่าไล่ตามไขว่คว้าที่จะกลายเป็นพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความปรารถนาที่ผู้คนไม่ควรมี การไล่ตามไขว่คว้าที่จะเป็นคนยิ่งใหญ่หรืออภิมนุษย์นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ การไล่ตามไขว่คว้าที่จะกลายเป็นพระเจ้านั้นน่าละอายยิ่งกว่า ทั้งน่าขยะแขยงและน่าดูหมิ่น สิ่งที่ล้ำค่าจริงๆ และสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยึดถือเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ทุกคนควรไล่ตามเสาะหา
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1