ค. พระวจนะว่าด้วยการเปิดเผยเหตุผลวิบัติ ความเห็นนอกรีตและมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม
135. ในการเชื่อในพระเจ้า คนเราควรทำความรู้จักพระเจ้าอย่างไร? คนเราควรมารู้จักพระเจ้าตามพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ โดยปราศจากความเบี่ยงเบนหรือเหตุผลวิบัติ และก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด คนเราควรรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า นี่เป็นรากฐานของการรู้จักพระเจ้า เหตุผลวิบัติสารพัดเหล่านั้นทั้งหมดที่ขาดพร่องความเข้าใจอันผุดผ่องในพระวจนะของพระเจ้าคือมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา สิ่งเหล่านั้นเป็นความเข้าใจที่บิดเบือน ทักษะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเหล่าบุคคลสำคัญทางศาสนาก็คือ การนำเอาพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นที่เข้าใจในอดีตมาใช้และการวัดพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้กับพระวจนะเหล่านั้นในอดีต หากว่าในขณะที่กำลังรับใช้พระเจ้าแห่งวันนี้ เจ้าเกาะติดกับสิ่งทั้งหลายที่ถูกเปิดเผยโดยความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในอดีตแล้วไซร้ การปรนนิบัติของเจ้าก็ย่อมจะก่อให้เกิดการหยุดชะงัก และการปฏิบัติของเจ้าก็จะล้าสมัย โดยไม่เป็นอะไรที่มากไปกว่าพิธีการทางศาสนา หากเจ้าเชื่อว่าคนเหล่านั้นที่รับใช้พระเจ้าต้องดูภายนอกเป็นคนถ่อมใจและอดทน ท่ามกลางคุณสมบัติอื่นๆ และหากเจ้านำความรู้ประเภทนี้ไปปฏิบัติวันนี้แล้วไซร้ ความรู้เช่นนั้นย่อมเป็นมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา การปฏิบัติเช่นนั้นก็กลายเป็นการแสดงอันหน้าซื่อใจคดไปเสียแล้ว วลีที่ว่า “มโนคติที่หลงผิดทางศาสนา” หมายถึงสิ่งทั้งหลายที่หมดสมัยและเลิกใช้ไปแล้ว (ซึ่งรวมถึงการเข้าใจพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ก่อนหน้านี้และความสว่างที่ถูกเปิดเผยโดยตรงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์) และหากสิ่งเหล่านั้นถูกนำมาปฏิบัติวันนี้แล้วไซร้ สิ่งเหล่านั้นย่อมทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงักและไม่นำประโยชน์อันใดมาสู่มนุษย์เลย หากผู้คนไม่สามารถที่จะชำระล้างสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาออกจากตัวพวกเขาเองแล้วไซร้ สิ่งเหล่านี้ย่อมจะกลายเป็นสิ่งขัดขวางอันใหญ่หลวงต่อการปรนนิบัติของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้า ผู้คนที่มีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาไม่มีทางตามทันย่างก้าวแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์—พวกเขาล้าหลังไปหนึ่งก้าว แล้วจากนั้นก็สองก้าว นี่เป็นเพราะว่ามโนคติที่หลงผิดทางศาสนาเหล่านี้ทำให้มนุษย์กลายเป็นคนที่ถือตัวว่าชอบธรรมเสมอและโอหังอย่างเกินปกติธรรมดา พระเจ้าไม่ทรงรู้สึกอาลัยอาวรณ์สำหรับสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้และได้ทรงทำไปในอดีต หากบางสิ่งบางอย่างคร่ำครึ พระองค์ย่อมทรงกำจัดมันทิ้งไปเสีย เจ้าไม่สามารถปล่อยมือจากมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของเจ้าได้อย่างแท้จริงกระนั้นหรือ? หากเจ้าเกาะติดอยู่กับพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ในอดีต นี่พิสูจน์ว่าเจ้ารู้จักพระราชกิจของพระเจ้ากระนั้นหรือ? หากวันนี้เจ้าไม่สามารถที่จะยอมรับความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และกลับเกาะติดอยู่กับความสว่างของอดีตแทน นี่สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าเจ้าติดตามย่างพระบาทของพระเจ้า? เจ้ายังคงสามารถที่จะปล่อยมือจากมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาได้อยู่หรือ? หากเป็นกรณีเช่นนั้นแล้วไซร้ เจ้าก็ย่อมจะกลายเป็นใครคนหนึ่งซึ่งต่อต้านพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เฉพาะบรรดาผู้ที่รู้จักพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้าเท่านั้นที่อาจรับใช้พระเจ้าได้
136. เพราะมีพัฒนาการใหม่ๆ อยู่เสมอในพระราชกิจของพระเจ้า จึงมีพระราชกิจที่กลายเป็นล้าสมัยและเก่าในขณะที่พระราชกิจใหม่เกิดขึ้น พระราชกิจต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่เหล่านี้ไม่ได้ค้านแย้งกัน แต่เสริมกัน แต่ละขั้นตอนเป็นส่วนที่ต่อมาจากขั้นตอนล่าสุด เพราะมีพระราชกิจใหม่ สิ่งเก่าๆ จึงต้องถูกกำจัดทิ้งไปอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น การปฏิบัติบางอย่างที่กำหนดให้มีมาช้านานและภาษิตทั้งหลายที่ติดเป็นนิสัยของมนุษย์ ควบคู่ไปกับประสบการณ์และการสอนในหลายปีของมนุษย์ได้ก่อให้เกิดลักษณะและรูปแบบของมโนคติที่หลงผิดทั้งหมดในจิตใจของมนุษย์ หนำซ้ำการที่พระเจ้ายังมิได้ทรงเปิดเผยพระพักตร์ที่แท้จริงและพระอุปนิสัยประจำตัวของพระองค์ต่อมนุษย์อย่างเต็มที่ ร่วมไปกับการแพร่กระจายของทฤษฎีดั้งเดิมจากสมัยโบราณมาตลอดหลายปี ก็ยังเป็นการเอื้ออำนวยมากขึ้นต่อการก่อเกิดมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้นของมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า ตลอดครรลองแห่งความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้า อิทธิพลของมโนคติที่หลงผิดอันหลากหลายได้นำไปสู่การก่อรูปและวิวัฒนาการอันต่อเนื่องของความเข้าใจตามมโนคติที่หลงผิดทุกรูปแบบเกี่ยวกับพระเจ้าในผู้คน ซึ่งได้เป็นสาเหตุให้ผู้คนทางศาสนาจำนวนมากที่รับใช้พระเจ้ากลายเป็นศัตรูของพระองค์ไป ดังนั้นยิ่งมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาของผู้คนรุนแรงมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งต่อต้านพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งเป็นศัตรูของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น พระราชกิจของพระเจ้านั้นใหม่เสมอและไม่เคยเก่าเลย สิ่งนั้นไม่เคยก่อรูปเป็นคำสอน แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับกำลังเปลี่ยนแปลงและถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องในขอบเขตที่ไม่มากก็น้อย การทรงพระราชกิจในหนทางนี้เป็นการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยประจำตัวของพระเจ้าเอง นั่นยังเป็นหลักธรรมประจำพระราชกิจของพระเจ้าด้วย และเป็นหนึ่งในวิถีทางที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อสำเร็จลุล่วงการบริหารจัดการของพระองค์ หากพระเจ้ามิได้ทรงกระทำพระราชกิจในหนทางนี้ มนุษย์ก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าได้ และซาตานก็คงจะไม่มีอันปราชัยลงไป ดังนั้น ในพระราชกิจของพระองค์ จึงมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูเหมือนเอาแน่นอนไม่ได้ แต่อันที่จริงแล้วเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ อย่างไรก็ตาม วิธีที่มนุษย์เชื่อในพระเจ้าช่างแตกต่างกันพอสมควรเลยทีเดียว เขาเกาะติดอยู่กับคำสอนและระบบทั้งหลายที่เก่าแก่และคุ้นเคย และยิ่งสิ่งเหล่านั้นเก่าแก่มากขึ้นเท่าใด สิ่งเหล่านั้นก็ยิ่งโอชะสำหรับเขามากขึ้นเท่านั้น ความรู้สึกนึกคิดที่โง่เขลาของมนุษย์ ความรู้สึกนึกคิดที่หัวแข็งราวกับหินนั้น จะสามารถยอมรับพระราชกิจและพระวจนะใหม่ๆ ซึ่งแทบมิอาจหยั่งถึงได้เลยของพระเจ้าได้อย่างไร? มนุษย์ชิงชังพระเจ้าผู้ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่เคยเก่าเลย เขาชอบแต่เพียงพระเจ้าองค์ที่เก่าผู้ทรงพระทนต์ยาว พระเกศาขาว และติดอยู่กับที่ ดังนั้น ด้วยความที่พระเจ้าและมนุษย์ต่างก็มีสิ่งที่ตนเองชอบ มนุษย์จึงได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้า ความค้านแย้งกันเหล่านี้ยังคงมีอยู่มากมายกระทั่งในทุกวันนี้ ในช่วงเวลาที่พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่มาโดยตลอดเกือบหกพันปีแล้ว เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจึงเกินเยียวยา บางทีมันคงจะเป็นเพราะความดื้อรั้นของมนุษย์ หรือความมิอาจล่วงละเมิดได้แห่งกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าโดยมนุษย์คนใดก็ตาม—แต่นักบวชและสตรีเหล่านั้นเกาะติดนิ่งอยู่กับหนังสือและหนังสือพิมพ์เก่าคร่ำขึ้นรา ขณะที่พระเจ้าทรงไปต่อกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการที่ยังไม่เสร็จสิ้นของพระองค์ราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงมีผู้ใดอยู่เคียงข้างพระองค์เลย แม้ว่าความค้านแย้งกันเหล่านี้สร้างความเป็นศัตรูระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และถึงขั้นหาข้อยุติไม่ได้ พระเจ้าก็หาได้ใส่พระทัยสิ่งเหล่านั้นไม่ ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่ตรงนั้นและไม่ได้อยู่ตรงนั้นในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังคงเกาะติดกับความเชื่อและมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของตน และไม่เคยปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้นเลย ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งก็ปรากฏชัดในตัวมันเองก็คือ แม้ว่ามนุษย์ไม่เบี่ยงเบนไปจากจุดยืนของตน แต่พระบาทของพระเจ้าก็กำลังเคลื่อนไหวอยู่เสมอ และพระองค์กำลังทรงเปลี่ยนแปลงจุดยืนของพระองค์อยู่เสมอตามสภาพแวดล้อม ในท้ายที่สุด มนุษย์คือผู้ที่จะปราชัยโดยปราศจากการต่อสู้ ขณะเดียวกัน พระเจ้าทรงเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปัจจามิตรที่พ่ายแพ้ทั้งหมดของพระองค์ ทั้งยังทรงเป็นผู้ชนะเลิศของมวลมนุษย์ด้วยเช่นกัน ที่พ่ายแพ้และที่มิได้พ่ายแพ้ก็เหมือนกัน ใครเล่าจะสามารถแข่งขันกับพระเจ้าและมีชัยชนะได้? มโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของมนุษย์นั้นดูเหมือนมาจากพระเจ้าก็เพราะว่ามโนคติที่หลงผิดเหล่านั้นหลายเรื่องได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นผลตามหลังพระราชกิจของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ไม่ทรงยกโทษให้มนุษย์เพราะการนี้ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ก็ไม่ทรงเทคำสรรเสริญให้กับมนุษย์สำหรับการผลิตผลงานรุ่นแล้วรุ่นเล่า “เพื่อพระเจ้า” ภายหลังพระราชกิจของพระองค์ที่อยู่นอกเหนือจากพระราชกิจของพระองค์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงรู้สึกขยะแขยงอย่างที่สุดกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์และความเชื่อทั้งหลายที่เก่าแก่ เคร่งครัดศรัทธา และไม่ทรงมีแม้กระทั่งความสนพระทัยที่จะรับรู้วันที่มโนคติที่หลงผิดเหล่านี้ได้อุบัติขึ้นเป็นครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ พระองค์ไม่ทรงยอมรับเลยว่ามโนคติที่หลงผิดเหล่านี้เป็นเหตุมาจากพระราชกิจของพระองค์ เนื่องจากมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ถูกแพร่กระจายไปโดยมนุษย์ แหล่งที่มาของสิ่งเหล่านั้นคือความคิดทั้งหลายและจิตใจของมนุษย์—ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นซาตาน เจตนารมณ์ของพระเจ้าที่มีเสมอมาก็เพื่อที่จะให้พระราชกิจของพระองค์ใหม่และมีชีวิต ไม่ใช่เก่าและตายไปแล้ว และสิ่งที่พระองค์ทรงให้มนุษย์ยึดมั่นไว้นั้นก็แตกต่างกันไปตามยุคและช่วงเวลา และมิใช่คงอยู่ชั่วนิรันดร์กาลและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นี่เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ทรงทำให้มนุษย์มีชีวิตและเป็นคนใหม่ แทนที่จะเป็นมารผู้ทำให้มนุษย์ตายและเป็นคนเก่า พวกเจ้ายังไม่เข้าใจการนี้อยู่อีกหรือ? เจ้ามีมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายเกี่ยวกับพระเจ้าและไม่สามารถที่จะปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้นได้เพราะว่าเจ้ามีจิตใจที่ปิดกั้น ไม่ใช่เพราะมีเหตุผลน้อยเกินไปภายในพระราชกิจของพระเจ้า อีกทั้งไม่ใช่เพราะพระราชกิจของพระเจ้าไม่คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าทรงหละหลวมอยู่เสมอในหน้าที่ทั้งหลายของพระองค์ เจ้าไม่สามารถปล่อยมือจากมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของเจ้าได้เพราะเจ้าย่อหย่อนเกินไปในการนบนอบ และเพราะเจ้าไม่มีสภาพเสมือนของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเลยสักนิด นั่นก็คือ ไม่ใช่เพราะพระเจ้ากำลังทรงทำให้สิ่งทั้งหลายลำบากยากเย็นสำหรับเจ้า เจ้าได้เป็นต้นเหตุของทั้งหมดนี้และมันไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเลย นั่นก็คือ ความทุกข์และเคราะห์ร้ายทั้งมวลถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ พระดำริทั้งหลายของพระเจ้านั้นดีงามเสมอ กล่าวคือ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะเป็นเหตุให้เจ้าผลิตมโนคติที่หลงผิดทั้งหลาย แต่ทรงปรารถนาให้เจ้าเปลี่ยนแปลงและได้รับการเริ่มใหม่เมื่อยุคทั้งหลายเคลื่อนผ่านไป ทว่าเจ้าไม่รู้ว่าสิ่งใดดีสำหรับเจ้า และพินิจพิเคราะห์หรือไม่ก็วิเคราะห์อยู่เสมอ มิใช่ว่าพระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งทั้งหลายให้ลำบากยากเย็นสำหรับเจ้า แต่เป็นที่ว่าเจ้าขาดหัวใจแห่งความยำเกรงสำหรับพระเจ้า และความเป็นกบฏของเจ้านั้นใหญ่หลวงเกินไป สิ่งมีชีวิตทรงสร้างขนาดเล็กจิ๋ว ซึ่งกล้านำเอาบางส่วนที่ไม่สลักสำคัญของสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้ก่อนหน้านี้ไป แล้วก็หันกลับมาและใช้สิ่งนั้นเพื่อโจมตีพระเจ้า—นี่มิใช่การกบฏของมนุษย์หรอกหรือ? มันยุติธรรมแล้วที่จะกล่าวว่า เหล่ามนุษย์ไม่มีคุณสมบัติอย่างสิ้นเชิงที่จะแสดงทรรศนะทั้งหลายของตนออกมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีคุณสมบัติที่จะโอ้อวดภาษาที่สวยหรูแต่เน่าเหม็นไร้ค่าของพวกเขาไปทั่วตามที่พวกเขาปรารถนา—โดยไม่กล่าวถึงมโนคติที่หลงผิดขึ้นราเหล่านั้นเลย มิใช่ว่าพวกเขายิ่งไร้ค่าขึ้นไปอีกหรอกหรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เฉพาะบรรดาผู้ที่รู้จักพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้าเท่านั้นที่อาจรับใช้พระเจ้าได้
137. พระราชกิจของพระเจ้ากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ และแม้ว่าเป้าประสงค์ของพระราชกิจของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง วิธีการซึ่งพระองค์ทรงใช้ในการปฏิบัติพระราชกิจนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่าบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าก็กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ยิ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจมากขึ้นเท่าใด ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าก็ยิ่งละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายซึ่งสอดคล้องกันก็เกิดขึ้นในอุปนิสัยของมนุษย์โดยเป็นผลตามมาจากพระราชกิจของพระเจ้าเช่นกัน อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพราะว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนบรรดาผู้ที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และบรรดาผู้คนสิ้นคิดซึ่งไม่รู้จักความจริงกลายเป็นผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้าไม่เคยสอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เลย ด้วยเหตุที่พระราชกิจของพระองค์นั้นใหม่เสมอและไม่เคยเก่า และพระองค์ไม่เคยทรงปฏิบัติพระราชกิจเดิมซ้ำเลย แต่กลับทรงพระราชกิจที่พระองค์ไม่เคยทรงทำมาก่อน เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ซ้ำ และมนุษย์ตัดสินพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้าอยู่เป็นนิจศีลจากพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติไปในอดีต มันได้กลายเป็นยากเหลือเกินสำหรับพระเจ้าที่จะทรงดำเนินการแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของยุคใหม่ มนุษย์มีความลำบากยากเย็นมากมายเกินไป! เขามีความคิดเชิงอนุรักษ์นิยมมากเกินไป! ไม่มีใครรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า แต่กระนั้นทุกคนกลับจำกัดเขตพระราชกิจนั้น เมื่อเขาละทิ้งพระเจ้า มนุษย์สูญเสียชีวิต ความจริง และพระพรของพระเจ้า แต่กระนั้นเขาก็ไม่ยอมรับชีวิตและความจริง นับประสาอะไรที่เขาจะยอมรับพระพรที่ยิ่งใหญ่กว่าซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่มวลมนุษย์ พวกมนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาที่จะได้รับพระเจ้า แต่กระนั้นกลับไม่สามารถยอมผ่อนปรนต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพระราชกิจของพระเจ้าได้ พวกที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเชื่อว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เชื่อว่ามันจะยังคงหยุดนิ่งตลอดกาล ในการเชื่อของพวกเขา ทั้งหมดที่จำเป็นเพื่อที่จะได้รับความรอดชั่วนิรันดร์จากพระเจ้าคือการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ และตราบเท่าที่พวกเขากลับใจและสารภาพบาปของพวกเขา เจตนารมณ์ของพระเจ้าจะได้รับการสนองตอบเสมอ พวกเขามีความคิดเห็นว่าพระเจ้าสามารถเป็นได้เพียงพระเจ้าภายใต้ธรรมบัญญัติและพระเจ้าผู้ทรงถูกตรึงบนกางเขนเพื่อมนุษย์เท่านั้น มันเป็นความคิดเห็นของพวกเขาอีกเช่นกันว่าพระเจ้าไม่ควรทรงและไม่สามารถกระทำเกินกว่าพระคัมภีร์ได้ ความคิดเห็นเหล่านี้นี่เองที่ได้ตีตรวนจองจำพวกเขาอย่างแน่นหนาเข้ากับธรรมบัญญัติยุคเก่า และตอกตรึงพวกเขาเข้ากับข้อบังคับทั้งหลายที่ตายไปแล้ว มีผู้คนมากกว่านี้ด้วยซ้ำที่เชื่อว่า ไม่ว่าพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าจะเป็นอะไรก็ตาม มันต้องได้รับการยืนยันโดยการเผยพระวจนะ และเชื่อว่าในแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจดังกล่าว บรรดาทุกคนที่ติดตามพระองค์ด้วยหัวใจ “ที่แท้จริง” ก็จะต้องได้รับการเผยให้เห็นวิวรณ์เช่นกัน หากไม่เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจดังกล่าวก็คงไม่สามารถเป็นพระราชกิจของพระเจ้าไปได้ มันไม่ใช่งานง่ายอยู่แล้วสำหรับมนุษย์ที่จะได้มารู้จักพระเจ้า เมื่อรวมเข้ากับหัวใจที่ไร้สาระของมนุษย์และธรรมชาติอันเป็นกบฏของเขาในความคิดว่าตนเองสำคัญเหนือผู้อื่นและความทะนงตนแล้ว ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีกที่เขาจะยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า มนุษย์นั้นทั้งไม่พินิจพิเคราะห์พระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างถี่ถ้วนและทั้งไม่ยอมรับพระราชกิจด้วยความถ่อมใจ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับใช้ท่าทีที่เหยียดหยามขณะที่ตัวเขารอคอยการเปิดเผยและการทรงนำจากพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นการสำแดงของมนุษย์ที่ต่อต้านและกบฏต่อพระเจ้ามิใช่หรือ? ผู้คนดังกล่าวสามารถได้รับการรับรองจากพระเจ้าได้อย่างไร?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?
138. เนื่องจากมนุษย์เชื่อในพระเจ้า เขาจึงต้องเดินตามทุกรอยพระบาทของพระเจ้าอย่างใกล้ชิด เขาควร “ติดตามพระเมษโปดกไม่ว่าพระองค์เสด็จไปที่ใดก็ตาม” ผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นผู้แสวงหาหนทางที่แท้จริงอย่างแท้จริง พวกเขาเท่านั้นคือผู้ที่รู้จักพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนที่ยึดติดกับคำพูดและคำสอนอย่างดื้อดึงคือคนที่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คอยกำจัดออกไปตลอดมา ในแต่ละยุค พระเจ้าจะทรงเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ และในแต่ละยุคจะมีการเริ่มต้นใหม่ในหมู่มนุษย์ หากมนุษย์เพียงยึดถือความจริงที่ว่า “พระยาห์เวห์คือพระเจ้า” และ “พระเยซูคือพระคริสต์” ซึ่งก็คือความจริงแต่ละเรื่องที่ใช้ได้ในยุคเดียวเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมนุษย์ย่อมจะไม่มีวันตามทันพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะไม่สามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ตลอดไปได้ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจอย่างไร มนุษย์ก็ติดตามโดยไม่มีความสงสัยแม้แต่น้อย และเขาย่อมติดตามอย่างใกล้ชิด ในหนทางนี้ มนุษย์จะถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์กำจัดออกไปได้อย่างไร? ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดก็ตาม ตราบเท่าที่มนุษย์มั่นใจว่านั่นคือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และให้ความร่วมมือในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยไม่มีความขุ่นข้องใจใดๆ และพยายามทำให้ได้ตามข้อกำหนดของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเขาจะถูกลงโทษได้อย่างไร? พระราชกิจของพระเจ้าไม่มีวันยุติ ย่างพระบาทของพระองค์ไม่มีเคยหยุดยั้ง และก่อนที่พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์จะเสร็จสิ้น พระองค์ทรงยุ่งอยู่ตลอดเวลาและไม่เคยทรงหยุดเลย แต่มนุษย์แตกต่างออกไป กล่าวคือ หลังจากได้รับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์เพียงเล็กน้อย เขาก็ปฏิบัติต่อพระราชกิจราวกับพระราชกิจจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง หลังจากที่ได้รับความรู้เล็กน้อย เขาก็ไม่ได้เดินหน้าเพื่อติดตามรอยพระบาทของพระราชกิจที่ใหม่กว่าของพระเจ้า หลังจากที่ได้เห็นพระราชกิจของพระเจ้าเพียงเล็กน้อย เขาก็กำหนดทันทีว่าพระเจ้าทรงเป็นหุ่นรูปจำลองที่ทำจากไม้ และเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงอยู่ในรูปแบบนี้ที่เขาเห็นตรงหน้านี้เสมอ ในอดีตเป็นแบบนี้และอนาคตก็จะเป็นแบบนี้เสมอ เมื่อได้รับความรู้เพียงผิวเผิน มนุษย์ก็ภาคภูมิใจจนลืมตัว และเริ่มประกาศอย่างมัวเมาถึงพระอุปนิสัยและความเป็นพระเจ้าไม่ได้มีอยู่จริง และเมื่อมั่นใจในช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว ไม่ว่าบุคคลที่ประกาศพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าจะเป็นคนแบบไหนก็ตาม มนุษย์ก็ไม่ยอมรับพระราชกิจนั้น ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่ไม่สามารถยอมรับพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาหัวโบราณเกินไปและไม่สามารถยอมรับสิ่งใหม่ๆ ได้ ผู้คนเช่นนั้นคือพวกที่เชื่อในพระเจ้า แต่ก็ปฏิเสธพระเจ้าเช่นกัน มนุษย์เชื่อว่าคนอิสราเอลผิดที่ “เชื่อแต่พระยาห์เวห์และไม่เชื่อในพระเยซู” ถึงกระนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ก็แสดงบทบาทที่พวกเขา “เชื่อแต่พระยาห์เวห์และปฏิเสธพระเยซู” และ “ถวิลหาการเสด็จกลับมาของพระเมสสิยาห์ แต่ต่อต้านพระเมสสิยาห์ที่ทรงได้รับการเรียกขานว่าพระเยซู” เช่นนั้นแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานหลังจากที่ยอมรับช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และยังคงไม่ได้รับพรจากพระเจ้า นี่คือผลลัพธ์ของการเป็นกบฏของมนุษย์ไม่ใช่หรือ? คริสเตียนทั่วโลกที่ตามไม่ทันพระราชกิจใหม่ในวันนี้ ทั้งหมดเกาะติดกับความหวังที่ว่าพวกเขาจะโชคดี ทึกทักว่าพระเจ้าจะทรงทำให้ความปรารถนาแต่ละอย่างของพวกเขาลุล่วง ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่สามารถพูดได้อย่างแน่นอนว่าเหตุใดพระเจ้าจะทรงรับพวกเขาขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นที่สาม อีกทั้งพวกเขาก็ไม่มั่นใจว่าพระเยซูจะเสด็จมาทรงรับพวกเขาขึ้นไปบนเมฆขาวอย่างไร นับประสาอะไรที่พวกเขาจะพูดได้ด้วยความมั่นใจอย่างที่สุดว่าพระเยซูจะเสด็จมาบนเมฆขาวในวันที่พวกเขาจินตนาการ พวกเขาทั้งหมดกระวนกระวายและทำอะไรไม่ถูก ตัวพวกเขาเองไม่รู้แม้กระทั่งว่าพระเจ้าจะทรงรับพวกเขาแต่ละคนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่หลากหลายไม่กี่หยิบมือ ผู้มาจากทุกๆ นิกายหรือไม่ พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตอนนี้ ในยุคปัจจุบัน เจตนารมณ์ของพระเจ้า—พวกเขาไม่จับความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งใดๆ เหล่านี้ และพวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดนอกเหนือจากนับวันถอยหลังด้วยนิ้วมือของพวกเขา มีเพียงบรรดาผู้ที่ติดตามย่างพระบาทของพระเมษโปดกจนถึงปลายทางเท่านั้นที่สามารถได้รับพรสุดท้าย ในทางตรงกันข้าม พวก “ผู้คนที่ฉลาด” ผู้ไร้ความสามารถที่จะติดตามไปจนถึงปลายทาง แต่กลับเชื่อว่าพวกเขาได้รับทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถเป็นพยานต่อการทรงปรากฏของพระเจ้า พวกเขาแต่ละคนเชื่อว่าพวกเขาคือบุคคลที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดบนแผ่นดินโลก และพวกเขาตัดทอนการพัฒนาที่ต่อเนื่องของพระราชกิจของพระเจ้าโดยไม่มีเหตุผลแต่อย่างใด และดูจะเชื่อด้วยความมั่นใจอย่างที่สุดว่าพระเจ้าจะทรงพาพวกเขาขึ้นสวรรค์ พวกเขาซึ่งเป็นผู้ที่ “มีความจงรักภักดีอย่างถึงที่สุดต่อพระเจ้า ติดตามพระเจ้า และปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า” ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมี “ความจงรักภักดีอย่างถึงที่สุด” ต่อพระวจนะที่พระเจ้าตรัส แต่คำพูดและการกระทำของพวกเขายังคงน่าขยะแขยงเหลือเกิน เพราะพวกเขาต่อต้านพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และกระทำการหลอกลวงและความชั่ว พวกที่ไม่สามารถติดตามไปจนถึงปลายทาง และไม่สามารถตามทันพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และยึดติดอยู่แต่พระราชกิจเก่า ไม่เพียงล้มเหลวในการสัมฤทธิ์ความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ตรงกันข้าม คนที่ต่อต้านพระเจ้ากลายเป็นคนที่ถูกยุคใหม่ปฏิเสธไปแล้ว และจะถูกลงโทษ มีใครน่าเวทนาไปกว่าพวกเขาอีกหรือไม่? ผู้คนมากมายถึงกับเชื่อว่าทุกคนที่ปฏิเสธธรรมบัญญัติเก่าและยอมรับพระราชกิจใหม่ล้วนปราศจากมโนธรรม ในที่สุดแล้ว จุดหมายปลายทางในอนาคตของผู้คนเหล่านี้ที่มุ่งเน้นเพียง “มโนธรรม” และไม่รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ย่อมจะถูกตัดทอนลงด้วยมโนธรรมของพวกเขาเอง แม้แต่ในพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าก็ไม่ทรงยึดตามกฎข้อบังคับ และแม้นั่นอาจจะเป็นพระราชกิจของพระองค์เอง แต่พระเจ้าก็ยังไม่ทรงยึดติดกับพระราชกิจนั้น สิ่งใดควรถูกปฏิเสธย่อมถูกปฏิเสธ สิ่งใดควรถูกกำจัดย่อมถูกกำจัด แต่มนุษย์กลับยึดมั่นอยู่กับเศษเสี้ยวเล็กๆ เพียงส่วนเดียวของพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อที่จะเป็นอริกับพระองค์ นี่เป็นความไร้สาระของมนุษย์ไม่ใช่หรือ? นี่คือการไม่รู้ความของมนุษย์ไม่ใช่หรือ? ยิ่งผู้คนขลาดกลัวและระมัดระวังเกินไปเพราะพวกเขากลัวที่จะไม่ได้รับพร พวกเขาก็ยิ่งจะไม่สามารถได้รับพรที่มากขึ้น และยิ่งไม่สามารถได้รับพรสุดท้าย ผู้คนที่ยึดติดกับธรรมบัญญัติอย่างดื้อดึงล้วนแสดงความจงรักภักดีอย่างถึงที่สุดต่อธรรมบัญญัติ และยิ่งพวกเขาแสดงความจงรักภักดีเช่นนั้นต่อธรรมบัญญัติ พวกเขาก็ยิ่งเป็นกบฏที่ต่อต้านพระเจ้า เพราะขณะนี้คือยุคราชอาณาจักรและไม่ใช่ยุคธรรมบัญญัติ และพระราชกิจในวันนี้กับพระราชกิจในอดีตก็ไม่สามารถกล่าวถึงพร้อมกันได้ อีกทั้งพระราชกิจในอดีตย่อมไม่สามารถเปรียบเทียบกับพระราชกิจในวันนี้ได้ พระราชกิจของพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และการปฏิบัติของมนุษย์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นกัน ไม่ใช่การยึดมั่นในธรรมบัญญัติหรือการแบกกางเขน ดังนั้น ความจงรักภักดีของผู้คนต่อธรรมบัญญัติและกางเขนจึงจะไม่ได้รับความเห็นชอบของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์
139. มนุษย์ผู้เคยประสบความเสื่อมทรามมีชีวิตในกับดักของซาตาน พวกเขาล้วนมีชีวิตในเนื้อหนัง มีชีวิตในความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวและไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในหมู่พวกเขาที่เข้ากันได้กับเรา มีพวกที่บอกว่าพวกเขาเข้ากันได้กับเรา แต่ผู้คนเช่นนี้ทั้งหมดนมัสการรูปเคารพที่คลุมเครือ แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับว่านามของเราบริสุทธิ์ แต่พวกเขาก็ย่ำไปในเส้นทางที่ไปตรงกันข้ามกับเรา และคำพูดของพวกเขาเต็มไปด้วยความโอหังและความมั่นใจในตนเอง นี่เป็นเพราะว่าพวกเขาทั้งหมดต่อต้านเราโดยสันดานและเข้ากันไม่ได้กับเรา ทุกวันพวกเขาแสวงหาร่องรอยต่างๆ ของเราในพระคัมภีร์และใช้การสุ่มค้นหาบทตอนที่ “เหมาะสม” ซึ่งพวกเขาอ่านอย่างไม่รู้จบและท่องจำเหมือนคัมภีร์ทั้งหลาย พวกเขาไม่รู้วิธีที่จะเข้ากันได้กับเราหรืออะไรคือความหมายของการต่อต้านเรา พวกเขาแค่อ่านคัมภีร์ทั้งหลายไปอย่างมืดบอด พวกเขาจำกัดพระเจ้าที่คลุมเครือซึ่งพวกเขายังไม่เห็นและไม่สามารถมองเห็นได้ภายในขอบเขตของพระคัมภีร์ และนำออกมาชมดูในเวลาว่างของพวกเขา พวกเขาเชื่อในการดำรงอยู่ของเราภายในขอบเขตของพระคัมภีร์เท่านั้นและพวกเขาถือว่าเราเทียบเท่าพระคัมภีร์ กล่าวคือไม่มีพระคัมภีร์ไม่มีเราและไม่มีเราไม่มีพระคัมภีร์ พวกเขาไม่ใส่ใจต่อการดำรงอยู่หรือการกระทำของเรา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับอุทิศการให้ความสนใจอย่างที่สุดและเป็นพิเศษให้กับทุกๆ คำในพระคัมภีร์ ผู้คนอีกมากมายกว่านั้นถึงกับเชื่อว่าเราไม่ควรทำสิ่งใดก็ตามที่เราปรารถนาจะทำเว้นแต่จะถูกบอกไว้ล่วงหน้าโดยพระคัมภีร์ พวกเขาให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์มากเกินไป อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเห็นความสำคัญของคำพูดที่เป็นตัวอักษรมากเกินไปจนถึงขอบข่ายที่พวกเขาจะใช้ข้อพระคัมภีร์จากพระคัมภีร์มาวัดทุกคำที่เราพูดและเพื่อกล่าวโทษเรา สิ่งที่พวกเขาแสวงหาไม่ใช่หนทางแห่งการเข้ากันได้กับเราหรือหนทางแห่งการเข้ากันได้กับความจริง แต่เป็นหนทางแห่งการเข้ากันได้กับวจนะของพระคัมภีร์และพวกเขาเชื่อว่าสิ่งใดที่ไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ไม่ใช่งานของเราโดยไม่มีข้อยกเว้น ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่พงศ์พันธุ์ผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่ของพวกฟาริสีหรอกหรือ? พวกฟาริสีชาวยิวใช้ธรรมบัญญัติของโมเสสกล่าวโทษพระเยซู พวกเขาไม่แสวงหาความเข้ากันได้กับพระเยซูในเวลานั้น แต่กลับถือธรรมบัญญัติแต่ละข้อด้วยความจริงจังเสียจน—หลังจากที่ได้กล่าวหาพระองค์ว่าไม่ทรงทำตามธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิมและไม่ใช่พระเมสสิยาห์แล้ว—พวกเขาตอกตรึงพระเยซูผู้ไร้ความผิดเข้ากับกางเขนในท้ายที่สุด อะไรคือเนื้อแท้ของพวกเขา? การที่พวกเขาไม่แสวงหาหนทางที่เข้ากันได้กับความจริงมิใช่หรือ? พวกเขาสนใจทุกคำในพระคัมภีร์เท่านั้น ไม่ใส่ใจเจตนารมณ์ของเรา หรือขั้นตอนและวิธีการในงานของเรา พวกเขาไม่ใช่คนที่แสวงหาความจริง แต่เป็นคนที่ยึดติดกับถ้อยคำอย่างเคร่งครัด พวกเขาไม่ใช่คนที่เชื่อในพระเจ้า แต่เป็นคนที่เชื่อในพระคัมภีร์ กล่าวให้แหลมคมยิ่งขึ้นก็คือพวกเขาเป็นสุนัขเฝ้าพระคัมภีร์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพระคัมภีร์ เพื่อค้ำจุนความทรงเกียรติของพระคัมภีร์และเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของพระคัมภีร์ พวกเขาถึงกับตอกตรึงพระเยซูผู้เปี่ยมพระกรุณาไว้กับกางเขน พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพียงเพื่อปกป้องพระคัมภีร์และธำรงสถานะที่ทุกคำในพระคัมภีร์มีอยู่ในหัวใจของผู้คน พวกเขาจึงเลือกที่จะละทิ้งอนาคตของตนและเครื่องบูชาลบล้างบาปเพื่อกล่าวโทษพระเยซูผู้ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในพระคัมภีร์ให้สิ้นพระชนม์ พวกเขาทั้งหมดก็คือสมุนของทุกๆ คำในพระคัมภีร์มิใช่หรือ?
แล้วผู้คนในทุกวันนี้เล่า? พวกเขาเลือกที่จะขับไล่พระคริสต์ผู้เสด็จมาเพื่อปลดปล่อยความจริง เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าสู่สวรรค์และได้รับพระคุณ พวกเขาเลือกที่จะปฏิเสธการมาของความจริงอย่างสิ้นเชิงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพระคัมภีร์ และพวกเขาเลือกที่จะตอกตรึงพระคริสต์ผู้เสด็จกลับมาเป็นเนื้อหนังบนกางเขนอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจในการดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ของพระคัมภีร์ มนุษย์จะได้รับความรอดของเราได้อย่างไรในเมื่อหัวใจของเขามุ่งร้ายและธรรมชาติของเขาก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเรายิ่งนัก เรามีชีวิตท่ามกลางมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของเรา เมื่อเราฉายความสว่างของเราไปยังมนุษย์ เขาก็ยังคงไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของเราอยู่ดี เมื่อเราปลดปล่อยความโกรธของเราใส่มนุษย์ เขาก็ยิ่งปฏิเสธการดำรงอยู่ของเรา มนุษย์แสวงหาความเข้ากันได้กับถ้อยคำต่างๆ และความเข้ากันได้กับพระคัมภีร์ แต่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวมาอยู่เบื้องหน้าเราเพื่อแสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับความจริง มนุษย์เงยหน้าขึ้นมองเราในสวรรค์และให้ความใส่ใจกับการดำรงอยู่ของเราในสวรรค์เป็นพิเศษ แต่กลับไม่มีใครสนใจเราในเนื้อหนังเลย เพราะเราผู้อยู่ท่ามกลางมนุษย์นั้นดูธรรมดาเกินไปจริงๆ พวกที่แสวงหาเพียงความเข้ากันได้กับถ้อยคำในพระคัมภีร์และพวกที่แสวงหาเพียงความเข้ากันได้กับพระเจ้าที่คลุมเครือก็ล้วนต่ำต้อยในสายตาของเรา นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่พวกเขานมัสการคือคำที่ตายแล้วกับพระเจ้าที่มอบความมั่งคั่งเกินบรรยายให้พวกเขาได้ สิ่งที่พวกเขานมัสการคือพระเจ้าที่ยอมให้มนุษย์บงการตามอำเภอใจ—พระเจ้าที่ไม่มีอยู่จริง แล้วผู้คนเช่นนี้จะสามารถได้รับอะไรจากเราเล่า? มนุษย์นั้นต่ำต้อยเกินกว่าจะบรรยาย พวกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา พวกที่เรียกร้องจากเราอย่างไร้ขีดจำกัด พวกที่ไม่มีความรักในความจริง พวกที่กบฏต่อเรา—พวกเขาจะสามารถเข้ากันได้กับเราได้อย่างไร?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรแสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับพระคริสต์
140. หากเจ้าใช้มโนคติอันหลงผิดของเจ้าเองเพื่อวัดและจำกัดเขตพระเจ้า ราวกับว่าพระเจ้าทรงเป็นรูปปั้นดินเหนียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง และหากเจ้าจำกัดเขตพระเจ้า ให้อยู่ภายในขอบเขตของพระคัมภีร์และจำกัดวงพระองค์ไว้ภายในวงเขตงานที่จำกัดอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นแล้วนี่ก็พิสูจน์ว่าพวกเจ้าได้กล่าวโทษพระเจ้า เพราะพวกยิวในยุคพันธสัญญาเดิมรับเอาพระเจ้าเป็นรูปเคารพในรูปสัณฐานตายตัวที่พวกเขายึดถือไว้ในหัวใจของพวกเขา ราวกับว่าพระเจ้าทรงรับการเรียกขานได้ว่าพระเมสสิยาห์เท่านั้น และพระองค์ที่ทรงได้รับการเรียกขานว่าพระเมสสิยาห์เท่านั้นที่อาจเป็นพระเจ้าได้ และเพราะมนุษยชาติได้รับใช้และนมัสการพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นรูปปั้นดินเหนียว (ที่ไร้ชีวิต) พวกเขาจึงได้ตอกตรึงพระเยซูในเวลานั้นไว้บนกางเขน ตัดสินโทษพระองค์ด้วยการประหารชีวิต—พระเยซูผู้ไร้ความผิดจึงได้รับโทษประหารด้วยเหตุดังนี้ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ต่อการกระทำผิดใดๆ กระนั้นมนุษย์ก็ยังปฏิเสธที่จะละเว้นไม่ทำร้ายพระองค์ และยืนกรานที่จะตัดสินโทษพระองค์ด้วยการประหารชีวิต และดังนั้นพระเยซูจึงทรงถูกตรึงกางเขน มนุษย์เชื่อเสมอว่าพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง และนิยามพระองค์บนพื้นฐานของหนังสือเล่มเดียว นั่นคือพระคัมภีร์ ประหนึ่งว่ามนุษย์มีความเข้าใจบริบูรณ์ในการบริหารจัดการของพระเจ้า ประหนึ่งว่ามนุษย์กำทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำไว้ในฝ่ามือของเขา ผู้คนนั้นไร้สาระอย่างที่สุด โอหังอย่างที่สุด และพวกเขาทั้งหมดมีพรสวรรค์ในการพูดเกินจริง ไม่ว่าความรู้ในเรื่องพระเจ้าของเจ้าจะมากมายเพียงใด เรายังคงพูดว่าเจ้าไม่รู้จักพระเจ้า พูดว่าเจ้าเป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้ามากที่สุด และพูดว่าเจ้าได้กล่าวโทษพระเจ้า เพราะเจ้าไม่สามารถอย่างสิ้นเชิงที่จะนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าและเดินไปบนเส้นทางแห่งการถูกทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ทำไมพระเจ้าไม่เคยพึงพอพระทัยกับการกระทำต่างๆ ของมนุษย์เล่า? เพราะมนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะเขามีมโนคติอันหลงผิดมากเกินไป และเพราะความรู้ของเขาในเรื่องพระเจ้าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแต่อย่างใดเลย แต่กลับทวนซ้ำอรรถบทเดิมอย่างน่าเบื่อหน่ายโดยปราศจากความเปลี่ยนแปลง และใช้วิธีเข้าหาแบบเดิมกับทุกสถานการณ์ และดังนั้น หลังจากที่ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกในวันนี้ พระเจ้าจึงทรงถูกมนุษย์ตอกตรึงกับกางเขนอีกครั้ง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คนชั่วย่อมจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน
141. เป็นเวลาหลายสหัสวรรษ มนุษย์ได้ถวิลหาที่จะสามารถเป็นสักขีพยานการเสด็จมาถึงของพระผู้ช่วยให้รอด มนุษย์ได้ถวิลหาที่จะมองดูพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดประทับเมฆขาวขณะที่พระองค์เสด็จลงมาในสภาวะบุคคล ท่ามกลางบรรดาผู้ที่คิดคะนึงและโหยหาพระองค์มาเป็นเวลาหลายพันปี มนุษย์ยังถวิลหาให้พระผู้ช่วยให้รอดทรงกลับมาและทรงอยู่ร่วมกับพวกเขาอีกครั้ง นั่นคือ ถวิลหาให้พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ซึ่งได้ทรงแยกไปจากผู้คนเป็นเวลาหลายพันปี เสด็จกลับมา และดำเนินพระราชกิจในการไถ่บาปที่พระองค์ได้ทรงกระทำท่ามกลางชาวยิวอีกครั้ง ทรงมีความสงสารและมีความรักต่อมนุษย์ ทรงให้อภัยบาปของมนุษย์และทรงแบกรับบาปของมนุษย์ และแม้กระทั่งทรงแบกรับการล่วงละเมิดทั้งหมดของมนุษย์ และทรงช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาป สิ่งที่มนุษย์ถวิลหาคือการที่พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงเป็นเช่นเมื่อก่อน—พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงควรค่าที่จะรัก พระทัยดีมีเมตตา และน่าเคารพ ผู้ที่ไม่เคยพิโรธต่อมนุษย์ และไม่เคยทรงตำหนิมนุษย์ แต่ทรงยกโทษและรับบาปทั้งหมดของมนุษย์เอาไว้ และถึงกับจะสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อมนุษย์เช่นก่อนหน้านี้ ตั้งแต่พระเยซูได้เสด็จจากไป บรรดาสาวกที่ได้ติดตามพระองค์ รวมทั้งเหล่าวิสุทธิชนทั้งหมดผู้ได้รับการช่วยให้รอดในพระนามของพระองค์ ที่ได้ร่ำร้องหาพระองค์และรอคอยพระองค์แทบขาดใจตลอดมา ทุกคนที่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระคุณของพระเยซูคริสต์ในช่วงระหว่างยุคพระคุณได้ถวิลหาวันอันปราโมทย์ในยุคสุดท้ายนั้น เมื่อพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จลงมาบนเมฆขาวเพื่อทรงปรากฏต่อหน้าผู้คนทั้งหมด แน่นอนว่า นี่ยังเป็นความปรารถนาร่วมของทุกคนที่ยอมรับพระนามของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดในวันนี้เช่นกัน ทุกคนในจักรวาลที่รู้จักความรอดของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดได้โหยหาแทบขาดใจตลอดมาให้พระเยซูคริสต์เสด็จมาถึงโดยฉับพลันเพื่อทรงปฏิบัติสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้ในขณะที่ทรงอยู่บนแผ่นดินโลกให้ลุล่วงกล่าวคือ “เราจะมาถึงเฉกเช่นที่เราได้จากไป” มนุษย์เชื่อว่า หลังการถูกตรึงกางเขนและการคืนพระชนม์ พระเยซูได้เสด็จกลับไปสู่สวรรค์บนเมฆขาวเพื่อทรงเข้าประจำที่ของพระองค์ ณ พระหัตถ์ขวาขององค์ผู้สูงสุด ในลักษณะเดียวกัน พระเยซูจะเสด็จลงมาอีกครั้งบนเมฆขาว (เมฆนี้อ้างถึงเมฆที่พระเยซูประทับตอนที่พระองค์ได้เสด็จกลับสู่สวรรค์) ท่ามกลางบรรดาผู้ที่เฝ้าโหยหาพระองค์แทบขาดใจตลอดมาเป็นเวลาหลายพันปี และพระองค์จะมีพระฉายาและทรงสวมใส่เสื้อผ้าของชาวยิว หลังการทรงปรากฏต่อมนุษย์ พระองค์จะประทานอาหารแก่พวกเขา และทรงทำให้น้ำแห่งชีวิตไหลพุ่งออกมาสำหรับพวกเขา และจะทรงใช้ชีวิตท่ามกลางพวกเขา ทรงเปี่ยมไปด้วยพระคุณและเปี่ยมไปด้วยความรัก ที่มีชีวิตชีวาและเป็นจริง มโนคติที่หลงผิดเช่นนี้ทั้งหมดคือสิ่งที่ผู้คนเชื่อกัน กระนั้นพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ได้ทรงกระทำสิ่งนี้ พระองค์ได้ทรงกระทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่มนุษย์คิดไปเอง พระองค์ไม่ได้เสด็จมาถึงท่ามกลางพวกที่ได้โหยหาการเสด็จกลับมาของพระองค์ และพระองค์ไม่ได้ทรงปรากฏต่อผู้คนทั้งหมดในขณะที่ประทับบนเมฆขาว พระองค์ได้เสด็จมาถึงแล้ว แต่มนุษย์ไม่รู้ และยังคงไม่รู้เท่าทัน มนุษย์แค่กำลังรอคอยพระองค์อย่างไร้จุดหมาย ไม่ตระหนักรู้ว่าพระองค์ได้เสด็จลงมาบน “เมฆขาว” แล้ว (เมฆซึ่งเป็นพระวิญญาณของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ พระอุปนิสัยครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น) และบัดนี้สถิตท่ามกลางกลุ่มผู้ชนะทั้งหลายที่พระองค์จะทรงทำให้เป็นในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย มนุษย์ไม่รู้สิ่งนี้ กล่าวคือ ทั้งที่พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดผู้บริสุทธิ์ทรงมีความเอ็นดูและความรักทั้งมวลให้แก่มนุษย์ พระองค์จะสามารถปฏิบัติพระราชกิจใน “วิหาร” เหล่านั้นซึ่งเป็นที่อยู่ของความโสมมและเหล่าวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร? แม้ว่ามนุษย์เฝ้ารอคอยการมาถึงของพระองค์ตลอดมา พระองค์จะสามารถปรากฏต่อพวกที่กินเนื้อหนังของผู้ที่ไม่ชอบธรรม ดื่มเลือดของผู้ที่ไม่ชอบธรรม และสวมใส่เสื้อผ้าของผู้ที่ไม่ชอบธรรม ผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์แต่ไม่รู้จักพระองค์ และผู้ที่บีบคั้นพระองค์อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร? มนุษย์รู้แต่เพียงว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงเปี่ยมไปด้วยความรักและท่วมท้นไปด้วยความสงสาร และรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป ทรงเต็มไปด้วยการไถ่ อย่างไรก็ดี มนุษย์ไม่รู้ว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงปริ่มล้นด้วยความชอบธรรม พระบารมี พระพิโรธ และการพิพากษา ทรงมีสิทธิอำนาจ และเปี่ยมไปด้วยพระเกียรติ ดังนั้น แม้ว่ามนุษย์จะโหยหาและกระหายการเสด็จกลับมาของพระผู้ไถ่อย่างใจจดใจจ่อ และแม้การอธิษฐานของพวกเขาจะขับ “เคลื่อนฟ้า” พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ทรงปรากฏแก่บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์แต่ไม่รู้จักพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน “เมฆขาว” แล้ว
142. หากเป็นดังเช่นที่มนุษย์จินตนาการว่าพระเยซูจะเสด็จมาอีกครั้ง และยังคงมีพระนามว่าเยซูในยุคสุดท้าย และยังคงเสด็จมาบนเมฆขาว เสด็จเคลื่อนลงมาท่ามกลางมนุษย์ในพระฉายาของพระเยซู เช่นนั้นแล้ว นั่นจะไม่ใช่การทำซ้ำพระราชกิจของพระองค์หรอกหรือ? พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเกาะติดอยู่กับความเก่าได้หรือ? ทั้งหมดที่มนุษย์เชื่อล้วนเป็นมโนคติอันหลงผิด และทั้งหมดที่มนุษย์เข้าใจล้วนเป็นไปตามความหมายตามตัวอักษร และตามจินตนาการของเขาอีกด้วย ทั้งหมดนั้นไม่ลงรอยกับหลักธรรมทั้งหลายในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระเจ้าจะไม่ทรงพระราชกิจในหนทางนั้น พระเจ้าไม่ได้ทรงเขลาและเบาปัญญาถึงเพียงนั้น และพระราชกิจของพระองค์ก็มิได้ง่ายเหลือเกินดังที่เจ้าจินตนาการ บนพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์จินตนาการนั้น พระเยซูจะเสด็จมาบนเมฆและเคลื่อนลงมาท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้าจะมองเห็นพระองค์ผู้เสด็จมาบนเมฆ ซึ่งจะตรัสบอกพวกเจ้าว่าพระองค์คือพระเยซู พวกเจ้ายังจะมองเห็นรอยตะปูบนพระหัตถ์ของพระองค์อีกด้วย และจะรู้ว่าพระองค์คือพระเยซู และพระองค์จะทรงช่วยพวกเจ้าให้รอดอีกครั้ง และจะเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ของพวกเจ้า พระองค์จะทรงช่วยพวกเจ้าให้รอด ประทานชื่อใหม่แก่พวกเจ้า และจะทรงมอบหินสีขาวก้อนหนึ่งให้พวกเจ้าแต่ละคน หลังจากนั้นพวกเจ้าจะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์และถูกรับเข้าสู่สวรรค์ ความเชื่อเช่นนี้มิใช่มโนคติอันหลงผิดของมนุษย์หรอกหรือ? พระเจ้าทรงพระราชกิจไปตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ หรือว่าพระองค์ทรงพระราชกิจที่สวนทางกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์กันแน่? มโนคติอันหลงผิดของมนุษย์มิได้มาจากซาตานหรอกหรือ? มนุษย์ทุกคนมิได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้วหรอกหรือ? หากพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ไปตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว พระองค์จะไม่ทรงกลายเป็นซาตานหรือ? พระองค์จะไม่ทรงกลายเป็นประเภทเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือ? ในเมื่อบัดนี้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจนถึงขั้นที่มนุษย์ได้กลายเป็นรูปจำแลงของซาตานไปแล้ว หากพระเจ้าจะต้องทรงพระราชกิจให้สอดคล้องกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นของซาตาน เช่นนั้นแล้ว พระองค์จะไม่ทรงร่วมขบวนการกับซาตานหรอกหรือ? มนุษย์จะสามารถหยั่งถึงพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่มีวันที่จะทรงพระราชกิจตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ และไม่มีวันที่จะทรงพระราชกิจไปในหนทางทั้งหลายที่เจ้าจินตนาการ มีบรรดาผู้ที่กล่าวว่าพระเจ้าพระองค์เองได้ตรัสไว้ว่าพระองค์จะทรงเมฆมา จริงอยู่ว่าพระเจ้าได้ตรัสไว้เช่นนั้นด้วยพระองค์เอง แต่เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าไม่มีมนุษย์คนใดสามารถหยั่งถึงความล้ำลึกของพระเจ้าได้? เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าไม่มีมนุษย์คนใดสามารถอธิบายพระวจนะของพระเจ้าได้? เจ้าแน่ใจโดยไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยเลยได้หรือว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ประทานความรู้แจ้งและความกระจ่างแก่เจ้าแล้ว? แน่นอนว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะไม่ทรงแสดงให้เจ้าเห็นในลักษณะตรงๆ เช่นนั้นมิใช่หรือ? เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ตรัสบอกเจ้า หรือว่ามโนคติอันหลงผิดของเจ้าเองพาให้เจ้าคิดเช่นนั้นกันแน่? เจ้าบอกว่า “พระเจ้าได้ตรัสเรื่องนี้เอาไว้ด้วยพระองค์เอง” แต่พวกเราไม่สามารถใช้มโนคติอันหลงผิดและความรู้สึกนึกคิดของพวกเราเองมาประเมินวัดพระวจนะของพระเจ้าได้ สำหรับคำกล่าวที่อิสยาห์พูดไว้นั้น เจ้าสามารถอธิบายถ้อยคำของเขาได้ด้วยความแน่ใจเต็มที่กระนั้นหรือ? เจ้ากล้าที่จะอธิบายถ้อยคำของเขาหรือ? ในเมื่อเจ้าไม่กล้าที่จะอธิบายถ้อยคำของอิสยาห์ แล้วเหตุใดเจ้าจึงกล้าที่จะอธิบายพระวจนะของพระเยซู? ผู้ใดเป็นที่ยกย่องมากกว่ากัน พระเยซูหรืออิสยาห์? ในเมื่อคำตอบคือพระเยซู เหตุใดเจ้าจึงอธิบายพระวจนะที่พระเยซูตรัสเอาไว้? พระเจ้าจะตรัสบอกเจ้าล่วงหน้าถึงพระราชกิจของพระองค์กระนั้นหรือ? ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างแม้แต่สิ่งเดียวที่รู้ได้ ไม่แม้แต่บรรดาผู้สื่อสารในสวรรค์ หรือบุตรมนุษย์ ดังนั้นเจ้าจะรู้ได้อย่างไร?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)
143. พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ต้นตอหรือไม่ว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านพระเยซู? พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้แก่นแท้ของพวกฟาริสีหรือไม่? พวกเขาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา ทว่าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงชีวิต และดังนั้น แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนทางแห่งชีวิต และไม่รู้ว่าหนทางแห่งความจริงคืออะไร พวกเจ้าพูดว่า ผู้คนที่โง่เขลา ดื้อรั้น และไม่รู้ความเช่นนั้นได้รับพรของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถมองเห็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร? พวกเขาต่อต้านพระเยซูเพราะพวกเขาไม่รู้ทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาไม่รู้หนทางแห่งความจริงที่พระเยซูตรัส และยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจพระเมสสิยาห์ และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยพบเห็นพระเมสสิยาห์และไม่เคยข้องเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ พวกเขาจึงทำผิดพลาดด้วยการยึดติดกับพระนามของพระเมสสิยาห์เท่านั้น พลางต่อต้านแก่นแท้ของพระเมสสิยาห์ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ โดยแก่นแท้แล้ว พวกฟาริสีเหล่านี้ดื้อรั้น โอหัง และไม่เชื่อฟังความจริง หลักธรรมของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือ ไม่ว่าการประกาศของพระองค์จะลุ่มลึกเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์จะสูงส่งเพียงใดก็ตาม พระองค์ไม่ใช่พระคริสต์หากพระนามของพระองค์ไม่ใช่พระเมสสิยาห์ การเชื่อแบบนี้ไม่โง่เขลาและไร้สาระน่าขันหรอกหรือ? เราถามพวกเจ้าต่อไปอีกว่า ด้วยความที่พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูเลยแม้แต่น้อย พวกเจ้าจะไม่ทำผิดพลาดอย่างพวกฟาริสีในเวลานั้นได้อย่างง่ายดายยิ่งหรอกหรือ? เจ้ามีความสามารถที่จะใช้วิจารณญาณแยกแยะหนทางแห่งความจริงหรือไม่? เจ้ารับประกันได้อย่างแท้จริงหรือไม่ว่าเจ้าจะไม่ต่อต้านพระคริสต์? เจ้ามีความสามารถที่จะติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือไม่? หากเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าจะต่อต้านพระคริสต์หรือไม่ เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่าเจ้าก็กำลังใช้ชีวิตหมิ่นเหม่ใกล้ความตายแล้ว ผู้ที่ไม่รู้จักพระเมสสิยาห์ต่างสามารถที่จะต่อต้านพระเยซู ปฏิเสธพระเยซู ใส่ร้ายป้ายสีพระองค์ ผู้คนที่ไม่เข้าใจพระเยซูล้วนสามารถที่จะปฏิเสธพระองค์และประณามพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถมองว่าการทรงกลับมาของพระเยซูเป็นการชักนำไปในทางที่ผิดของซาตาน และผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะพากันกล่าวโทษพระเยซูผู้ทรงกลับสู่เนื้อหนัง ทั้งหมดนี้ไม่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกกลัวหรือ? พวกเจ้าจะเผชิญกับการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ การทำลายพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มีต่อคริสตจักรทั้งหลาย และการรังเกียจเดียดฉันท์ทุกสิ่งที่พระเยซูทรงแสดง พวกเจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากพระเยซูหรือ หากพวกเจ้ามึนงงสับสนถึงเพียงนี้? พวกเจ้าจะสามารถเข้าใจพระราชกิจที่พระเยซูทรงทำเมื่อพระองค์ทรงกลับมาสู่เนื้อหนังบนเมฆขาวได้อย่างไร หากพวกเจ้าดื้อดึงไม่ยอมตระหนักถึงความผิดพลาดของพวกเจ้า? เราขอบอกพวกเจ้าดังนี้ว่า ผู้คนที่ไม่ยอมรับความจริง แต่กลับรอการเสด็จมาถึงของพระเยซูบนเมฆขาวอย่างมืดบอด คือบรรดาผู้ที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน และเป็นพวกที่จะถูกทำลายเป็นแน่ พวกเจ้าเพียงปรารถนาพระคุณของพระเยซู และเพียงต้องการสุขสำราญกับอาณาจักรอันผาสุกแห่งสวรรค์ ทว่าพวกเจ้าไม่เคยเชื่อฟังพระวจนะที่พระเยซูตรัส และไม่เคยยอมรับความจริงที่พระเยซูทรงแสดงเมื่อพระองค์ทรงกลับมาสู่เนื้อหนัง พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาแลกกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซูทรงกลับมาบนเมฆขาว? สิ่งนั้นก็คือความจริงใจที่พวกเจ้าทำบาปซ้ำๆ แล้วก็พูดคำสารภาพบาปของพวกเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในนั้นใช่หรือไม่? พวกเจ้าจะถวายสิ่งใดเพื่อพลีอุทิศให้แก่พระเยซูผู้ทรงกลับมาบนเมฆขาว? สิ่งนั้นก็คือต้นทุนจากงานหลายปีที่พวกเจ้าใช้ยกย่องตัวเองใช่หรือไม่? พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาทำให้พระเยซูผู้ทรงกลับมาไว้เนื้อเชื่อใจพวกเจ้า? สิ่งนั้นคือธรรมชาติอันโอหังของพวกเจ้าที่ไม่นบนอบต่อความจริงใดเลยใช่หรือไม่?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว
144. ความจงรักภักดีของพวกเจ้าเป็นแค่เพียงคำพูดเท่านั้น ความรู้ของพวกเจ้าคือความรู้ที่ได้จากการคิดและมโนคติที่หลงผิด การตรากตรำของพวกเจ้าเป็นไปเพื่อให้ได้รับพรจากสวรรค์ ดังนั้นแล้ว ความเชื่อของพวกเจ้าต้องเป็นเช่นใด? แม้กระทั่งวันนี้ พวกเจ้ายังคงทำหูทวนลมไม่รับทุกๆ พระวจนะแห่งความจริง พวกเจ้าไม่รู้สิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พวกเจ้าไม่รู้สิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะยำเกรงพระยาห์เวห์อย่างไร พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะเข้าสู่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร และพวกเจ้าไม่รู้ว่าจะแยกความต่างระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองกับการชักนำไปในทางที่ผิดของมนุษย์อย่างไร เจ้ารู้เพียงการกล่าวโทษพระวจนะแห่งความจริงใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าทรงแสดงซึ่งไม่สอดคล้องกับความคิดของเจ้าเอง ไหนเล่าความถ่อมตัวของเจ้า? ไหนเล่าการนบนอบของเจ้า? ไหนเล่าความจงรักภักดีของเจ้าอยู่ที่ใด? ไหนเล่าท่าทีของแสวงหาความจริงของเจ้า? ไหนเล่าหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าของเจ้า? เราบอกพวกเจ้าเลยว่า พวกที่เชื่อในพระเจ้าเนื่องจากหมายสำคัญทั้งหลาย เป็นหมวดหมู่ที่จะถูกทำลายอย่างแน่นอน พวกที่ไม่สามารถยอมรับพระวจนะของพระเยซูผู้ทรงกลับมาสู่เนื้อหนังได้นั้นคือผู้สืบสันดานของนรก คือพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ คือหมวดหมู่ที่จะต้องถูกทำลายล้างตลอดกาล ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังอยากบอกทุกคนที่ได้ชื่อว่าธรรมิกชนผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นั่นย่อมจะเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมปรากฏแก่สาธารณชน บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า อย่างไรก็ดี เจ้าควรรู้ไว้ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์จะเป็นเวลาที่เจ้าลงนรกเพื่อรับการลงโทษเช่นกัน เป็นเวลาที่กล่าวประกาศกันแล้วว่าถึงกาลสิ้นสุดแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงปูนบำเหน็จคนดีและลงโทษคนชั่ว เพราะการพิพากษาของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และดังนั้นจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้ถูกนำมาอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อว่า “พระเยซูที่ไม่ได้ประทับมาบนเมฆขาวคือพระคริสต์เทียมเท็จ” เท่านั้นที่จะต้องอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์กาล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงแสดงหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงแสดงการพิพากษาที่รุนแรงและปลดปล่อยชีวิตและหนทางที่แท้จริง และดังนั้น จึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการกับพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย พวกเขาดื้อรั้นเกินไป มั่นใจในตัวเองเกินไป โอหังเกินไป คนเหลือขอเยี่ยงนี้จะได้รับการปูนบำเหน็จจากพระเยซูได้อย่างไร? การเสด็จกลับมาของพระเยซูเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้ แต่สำหรับพวกที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้นั้น นี่คือเครื่องหมายของการกล่าวโทษ พวกเจ้าควรเลือกเส้นทางของตนเอง และไม่ควรหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์และปฏิเสธความจริง พวกเจ้าไม่ควรเป็นคนที่ไม่รู้ความและโอหัง แต่ควรเป็นคนที่นบนอบการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมทั้งกระหายและแสวงหาความจริง พวกเจ้าจะได้รับประโยชน์ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เราแนะนำให้พวกเจ้าก้าวไปบนเส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าด้วยความรอบคอบ อย่าด่วนสรุปตามอำเภอใจ ยิ่งไปกว่านั้น อย่าเชื่อในพระเจ้าอย่างฉาบฉวยและมักง่าย พวกเจ้าควรรู้ว่าอย่างน้อยที่สุด บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรมีความถ่อมใจและมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า พวกที่เคยได้ยินความจริงแต่กลับเชิดหน้าใส่ความจริงนั้นคือผู้โง่เขลาและไม่รู้ความ พวกที่เคยได้ฟังความจริงแต่ยังด่วนสรุปอย่างไม่ระมัดระวังหรือกล่าวโทษความจริงนั้นคือคนโอหัง คนที่เชื่อในพระเยซูไม่มีใครมีคุณสมบัติที่จะสาปแช่งหรือกล่าวโทษผู้อื่น พวกเจ้าทุกคนควรเป็นคนที่มีสำนึกและยอมรับความจริง บางที เมื่อได้ฟังหนทางแห่งความจริงและได้อ่านพระวจนะแห่งชีวิตแล้ว เจ้าอาจจะเชื่อว่ามีพระวจนะเพียงหนึ่งใน 10,000 เท่านั้นที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์และมุมมองของเจ้า ดังนั้น ตัวเจ้าจึงควรแสวงหาพระวจนะหนึ่งใน 10,000 นั้นภายในพระวจนะเหล่านี้ต่อไป เรายังคงแนะนำให้เจ้าถ่อมใจ อย่ามั่นใจเกินไป และอย่ายกย่องตัวเองให้สูงส่งจนเกินไป ด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าซึ่งเจ้าพอจะมีอยู่บ้าง เจ้าย่อมจะได้รับความสว่างมากขึ้น หากเจ้าตรวจดูอย่างถี่ถ้วนและไตร่ตรองพระวจนะเหล่านี้ซ้ำๆ เจ้าจะเข้าใจว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และพระวจนะเหล่านี้คือชีวิตหรือไม่ บางทีหลังจากที่ได้อ่านเพียงไม่กี่ประโยค คนบางคนจะกล่าวโทษพระวจนะเหล่านี้อย่างหูหนวกตาบอด และพูดว่า “นี่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้แจ้งบางส่วนของพระวิญญาณบริสุทธิ์” หรือ “นี่คือพระคริสต์เทียมเท็จที่มาเพื่อชักนำผู้คนไปในทางที่ผิด” พวกที่พูดอะไรเช่นนั้นเป็นผู้ที่ตาบอดด้วยความไม่รู้เท่าทัน! เจ้าเข้าใจพระราชกิจและพระปัญญาของพระเจ้าน้อยเกินไป และเราแนะนำให้เจ้าเริ่มใหม่อีกครั้งตั้งแต่ต้นเลย! พวกเจ้าต้องไม่กล่าวโทษพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงนี้อย่างมืดบอดเพราะการปรากฏตัวของพระคริสต์เทียมเท็จในช่วงยุคสุดท้าย และพวกเจ้าต้องไม่เป็นคนที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะพวกเจ้ากลัวการถูกชักนำไปในทางที่ผิด นั่นจะไม่เป็นความน่าเวทนาอันใหญ่หลวงหรอกหรือ? หลังจากการตรวจดูมากมาย หากเจ้ายังคงเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง และไม่ใช่การแสดงออกของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับการลงโทษในท้ายที่สุด และเจ้าจะปราศจากพร
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว
145. เจ้ายังไม่ได้เชื่อในพระเจ้ามานานมากนัก แต่เจ้ามีมโนคติอันหลงผิดมากมายเกี่ยวกับพระองค์ จนถึงจุดที่เจ้ากล้าที่จะไม่หยุดคิดสักเสี้ยววินาทีว่าพระเจ้าของคนอิสราเอลจะทรงยอมลดเกียรติมาเพื่อประทานพระคุณให้กับพวกเจ้าด้วยการสถิตของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ายิ่งไม่กล้าที่จะคิดว่าพวกเจ้าจะสามารถมองเห็นพระเจ้าทรงปรากฏพระองค์เองไปได้อย่างไรเนื่องจากพวกเจ้าช่างโสมมเกินทน พวกเจ้าไม่เคยคิดว่าพระเจ้าจะสามารถเสด็จลงมาในแผ่นดินของคนต่างชาติด้วยพระองค์เองไปได้อย่างไร พระองค์ควรเสด็จลงมาบนภูเขาซีนายหรือภูเขามะกอกเทศ และปรากฏต่อคนอิสราเอล คนต่างชาติทั้งหมด (นั่นคือ ผู้คนนอกอิสราเอล) ไม่ใช่วัตถุที่พระองค์ทรงเกลียดหรือ? พระองค์จะสามารถปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางพวกเขาด้วยพระองค์เองไปได้อย่างไร? ทั้งหมดนี้คือมโนคติอันหลงผิดที่หยั่งรากลึกซึ่งพวกเจ้าได้พัฒนาให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลายปี จุดประสงค์ของการพิชิตพวกเจ้าในวันนี้คือเพื่อทลายมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ของพวกเจ้าให้หมดไป ดังนั้น พวกเจ้าจงแลดูการทรงปรากฏพระองค์เองของพระเจ้าท่ามกลางพวกเจ้า ไม่ใช่บนภูเขาซีนายหรือภูเขามะกอกเทศ แต่ท่ามกลางผู้คนที่พระองค์ไม่เคยทรงนำทางมาก่อน หลังจากที่พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจสองช่วงระยะในอิสราเอลแล้ว คนอิสราเอลและคนต่างชาติทั้งหมดเฉกเช่นเดียวกันต่างมาเก็บงำมโนคติอันหลงผิดว่าแม้ว่าจะเป็นจริงที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง แต่พระองค์เต็มพระทัยที่จะเป็นพระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น ไม่ใช่พระเจ้าของคนต่างชาติ คนอิสราเอลมีความเชื่อดังนี้ว่า พระเจ้าทรงเป็นเพียงพระเจ้าของพวกเราเท่านั้น ไม่ใช่พระเจ้าของพวกเจ้าคนต่างชาติ และเพราะพวกเจ้าไม่ยำเกรงพระยาห์เวห์ ดังนั้นพระยาห์เวห์—พระเจ้าของพวกเรา—จึงทรงเกลียดพวกเจ้า ผู้คนชาวยิวเหล่านั้นยังมีความเชื่อดังนี้ว่า องค์พระเยซูเจ้าทรงรับภาพของพวกเรา ผู้คนชาวยิว และทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงถือเครื่องหมายของผู้คนชาวยิว พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจท่ามกลางพวกเรา พระฉายาของพระเจ้าและภาพของพวกเราคล้ายกัน ภาพของพวกเราใกล้เคียงกับพระฉายาของพระเจ้า องค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ของพวกเราชาวยิว คนต่างชาติไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น องค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปเพื่อพวกเราชาวยิว คนอิสราเอลและผู้คนชาวยิวเกิดมโนคติอันหลงผิดทั้งหมดเหล่านี้โดยมีพื้นฐานมาจากพระราชกิจสองช่วงระยะเหล่านั้นเท่านั้น พวกเขากล่าวอ้างอย่างใช้อำนาจว่าพระเจ้าทรงเป็นของพวกเขาเอง ไม่ยอมให้พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของคนต่างชาติเช่นกัน ดังนี้แล้ว พระเจ้าจึงทรงกลายเป็นช่องว่างในหัวใจของคนต่างชาติ นี่เป็นเพราะว่าทุกคนได้มาเชื่อว่าพระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์ที่จะเป็นพระเจ้าของคนต่างชาติ และพระองค์พอพระทัยเพียงคนอิสราเอล—ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร—และผู้คนชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวกที่ติดตามพระองค์เท่านั้น เจ้าไม่รู้หรือว่าพระราชกิจที่พระยาห์เวห์และพระเยซูทรงปฏิบัติเป็นไปเพื่อการมีชีวิตรอดของมวลมนุษย์ทั้งปวง? ขณะนี้เจ้ายอมรับหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกเจ้าทั้งหมดที่เกิดนอกอิสราเอล? พระเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นี่ ตรงนี้ ท่ามกลางพวกเจ้าในวันนี้หรือ? นี่ไม่สามารถเป็นความฝันไปได้ ใช่หรือไม่? พวกเจ้าไม่ยอมรับความเป็นจริงนี้หรือ? พวกเจ้ากล้าที่จะไม่เชื่อหรือคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าพวกเจ้าจะมองเห็นอะไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นี่ ตรงนี้ ท่ามกลางพวกเจ้าหรือ? พวกเจ้ายังคงกลัวที่จะเชื่อคำพูดเหล่านี้อยู่อีกหรือ? ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้คนที่ถูกพิชิตทั้งหมดและผู้ที่ปรารถนาจะเป็นผู้ติดตามของพระเจ้าทั้งหมดไม่ได้เป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือ? พวกเจ้าทุกคนที่เป็นผู้ติดตามในวันนี้ไม่ใช่ประชากรที่ได้รับเลือกนอกอิสราเอลหรือ? สถานะของพวกเจ้าไม่เหมือนกับคนอิสราเอลหรือ? ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าควรตระหนักหรือ? นี่ไม่ใช่เป้าหมายของพระราชกิจการพิชิตพวกเจ้าหรือ? เนื่องจากพวกเจ้าสามารถมองเห็นพระเจ้า พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเจ้าตลอดไป ตั้งแต่เริ่มต้นและต่อไปในอนาคต พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งพวกเจ้า ตราบเท่าที่พวกเจ้าทุกคนเต็มใจที่จะติดตามพระองค์ และเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่จงรักภักดีและนบนอบของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (3)
146. เฉพาะเมื่อเจ้าวางมโนคติอันหลงผิดเก่าๆ ของเจ้าลงเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถได้รับความรู้ใหม่ กระนั้นความรู้เก่าก็ไม่จำเป็นต้องเทียบเท่ามโนคติอันหลงผิดเก่าๆ “มโนคติอันหลงผิด” หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริง หากความรู้เก่าล้าสมัยไปแล้วในยุคเก่า และยับยั้งมนุษย์จากการเข้าสู่พระราชกิจใหม่ เช่นนั้นแล้วความรู้ดังกล่าวก็เป็นมโนคติอันหลงผิดเช่นกัน หากมนุษย์มีความสามารถที่จะใช้วิธีเข้าหาที่ถูกต้องกับความรู้เช่นนี้ และสามารถมารู้จักพระเจ้าจากแง่มุมต่างๆ มากมาย โดยนำสิ่งเก่าและใหม่มารวมกัน เช่นนั้นแล้วความรู้เก่าก็จะกลายเป็นความช่วยเหลือแก่มนุษย์ และกลายเป็นพื้นฐานที่มนุษย์ใช้เพื่อเข้าสู่ยุคใหม่ บทเรียนแห่งการรู้จักพระเจ้าพึงประสงค์ให้เจ้าเชี่ยวชาญหลักการมากมาย กล่าวคือ วิธีเข้าสู่เส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า ความจริงข้อใดบ้างที่เจ้าต้องเข้าใจเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้า และวิธีกำจัดมโนคติที่หลงผิดและอุปนิสัยเก่าของเจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้นบนอบต่อการจัดการเตรียมการต่างๆ ทั้งหมดของพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า หากเจ้าใช้หลักการเหล่านี้เป็นรากฐานสำหรับการเข้าสู่บทเรียนแห่งการรู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วความรู้ของเจ้าก็จะกลายเป็นลึกขึ้นและลึกขึ้น หากเจ้ามีความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะ—กล่าวคือเกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้า—และหากเจ้าสามารถเชื่อมโยงพระราชกิจสองช่วงระยะก่อนหน้าของพระเจ้ากับช่วงระยะปัจจุบันได้อย่างเต็มที่ และเห็นว่าเป็นพระราชกิจที่พระเจ้าองค์เดียวทรงกระทำ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีรากฐานที่แข็งแกร่งหาใดเสมอเหมือน… หากมนุษย์สามารถมองเห็นในพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะว่าพระเจ้าพระองค์เองทรงดำเนินการ ณ เวลาที่ต่างกัน ในสถานที่ที่ต่างกัน และในผู้คนที่ต่างกัน หากมนุษย์สามารถเห็นว่าถึงแม้ว่าพระราชกิจจะแตกต่าง แต่ทั้งหมดก็ทรงกระทำโดยพระเจ้าองค์เดียว และว่าในเมื่อเป็นพระราชกิจที่ทรงกระทำโดยพระเจ้าองค์เดียว เช่นนั้นแล้วก็จะต้องถูกต้องและไร้ข้อผิดพลาด และแม้ว่าจะขัดแย้งกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ ก็ไม่มีทางปฏิเสธว่าไม่ใช่พระราชกิจของพระเจ้าองค์เดียว—หากมนุษย์สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าเป็นพระราชกิจของพระเจ้าองค์เดียว เช่นนั้นแล้วมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ก็จะลดลงเป็นเพียงเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อย ไม่ควรค่าที่จะเอ่ยถึง เพราะนิมิตต่างๆ ของมนุษย์ไม่ชัดเจน และเพราะมนุษย์เพียงรู้จักพระยาห์เวห์ในฐานะพระเจ้า และพระเยซูในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้า และสองจิตสองใจเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ในวันนี้ ผู้คนมากมายยังคงอุทิศตนเพื่อพระราชกิจของพระยาห์เวห์และพระเยซู และถูกมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระราชกิจในวันนี้รุมเร้า ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคลางแคลงใจเสมอ และไม่ถือจริงจังกับพระราชกิจในวันนี้ มนุษย์ไม่มีมโนคติที่หลงผิดต่อพระราชกิจสองช่วงระยะท้ายสุด ซึ่งไม่ปรากฏแก่ตา นั่นเป็นเพราะมนุษย์ไม่เข้าใจความเป็นจริงของพระราชกิจสองช่วงระยะท้ายสุด และไม่ได้รู้เห็นสองช่วงระยะนั้นด้วยตัวเอง เป็นเพราะช่วงระยะเหล่านี้ของพระราชกิจไม่สามารถมองเห็นได้ มนุษย์จึงจินตนาการตามที่เขาชอบ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่เขาคิดขึ้น ไม่มีข้อเท็จจริงที่จะพิสูจน์จินตนาการเช่นนี้ และไม่มีใครที่จะทำการแก้ไข มนุษย์ปล่อยให้อารมณ์ของเขาเป็นอิสระจากการควบคุม โยนความระมัดระวังทิ้งไปในสายลม และปล่อยให้จินตนาการโลดแล่นโดยอิสระ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะยืนยันความเป็นจริงของจินตนาการต่างๆ ของเขา และดังนั้นจินตนาการต่างๆ ของมนุษย์จึงกลายเป็น “ข้อเท็จจริง” โดยไม่คำนึงถึงว่ามีข้อพิสูจน์ใดหรือไม่ ดังนั้นมนุษย์จึงเชื่อในพระเจ้าที่เขาจินตนาการขึ้นมาเองในจิตใจของเขา และไม่แสวงหาพระเจ้าที่เป็นจริง หากบุคคลผู้หนึ่งมีการเชื่อหนึ่งอย่าง เช่นนั้นแล้วท่ามกลางผู้คนหนึ่งร้อยคนก็จะมีการเชื่อหนึ่งร้อยอย่าง มนุษย์ถูกครอบงำโดยการเชื่อเช่นนี้เพราะเขาไม่ได้เห็นพระราชกิจซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า เพราะเขาเพียงได้ยินด้วยหูของเขา และไม่ได้มองดูด้วยตาของเขา มนุษย์ได้ยินตำนานและเรื่องเล่า—แต่ไม่บ่อยนักที่เขาได้ยินความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงแห่งพระราชกิจของพระเจ้า ดังนั้นจึงเป็นว่าผู้คนที่ได้เป็นผู้เชื่อเพียงหนึ่งปีมาเชื่อในพระเจ้าโดยผ่านทางมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง การนี้ก็เป็นจริงเช่นกันสำหรับพวกที่ได้เชื่อในพระเจ้ามาตลอดชีวิตของพวกเขา พวกที่ไม่สามารถเห็นข้อเท็จจริงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะหลบหนีจากความเชื่อหนึ่งซึ่งในนั้นพวกเขามีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า มนุษย์เชื่อว่าเขาได้ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของมโนคติที่หลงผิดเก่าๆ ของเขา และได้เข้าสู่ดินแดนใหม่แล้ว มนุษย์ไม่รู้หรอกหรือว่าความรู้ของพวกที่ไม่สามารถมองเห็นพระพักตร์แท้จริงของพระเจ้าได้นั้นไม่ใช่อะไรเลยนอกจากมโนคติที่หลงผิดและคำเล่าขาน? มนุษย์คิดว่ามโนคติที่หลงผิดของเขาถูกต้อง และไร้ข้อผิดพลาด และเขาคิดว่ามโนคติที่หลงผิดเหล่านี้มาจากพระเจ้า วันนี้เมื่อมนุษย์รู้เห็นพระราชกิจของพระเจ้า เขาก็ปล่อยให้มโนคติที่หลงผิดซึ่งได้พอกพูนขึ้นมานานหลายปีออกมาเพ่นพ่าน จินตนาการและแนวคิดต่างๆ แห่งอดีตได้กลายเป็นการขัดขวางต่อพระราชกิจของช่วงระยะนี้ และมันกลายเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์ที่จะปล่อยมือจากมโนคติที่หลงผิดเช่นนี้ และหักล้างแนวคิดเช่นนี้ มโนคติที่หลงผิดต่อพระราชกิจทีละขั้นตอนนี้ของพวกที่ได้ติดตามพระเจ้าจนถึงวันนี้มากมายหลายคนได้กลายเป็นน่าสลดใจมากขึ้น และผู้คนเหล่านี้ได้ค่อยๆ กลายเป็นศัตรูที่ดื้อรั้นของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ แหล่งที่มาของความเกลียดชังนี้ตั้งอยู่ในมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ มโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ได้กลายเป็นศัตรูของพระราชกิจของวันนี้ พระราชกิจที่ขัดแย้งกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ นี่ได้เกิดขึ้นเพราะข้อเท็จจริงไม่เปิดโอกาสให้มนุษย์ปลดปล่อยจินตนาการของเขาให้เป็นอิสระ และยิ่งกว่านั้นไม่สามารถถูกมนุษย์หักล้างได้อย่างง่ายดาย และมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ไม่ได้ยอมให้มีการดำรงอยู่ของข้อเท็จจริง และยิ่งไปกว่านั้น เพราะมนุษย์ไม่ได้นึกถึงความถูกต้องและความสัตย์จริงของข้อเท็จจริง และเพียงแค่ปลดปล่อยให้มโนคติที่หลงผิดของเขาให้เป็นอิสระและใช้จินตนาการของเขาเองด้วยใจเด็ดเดี่ยว นี่สามารถกล่าวได้เพียงว่าเป็นความผิดของมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นความผิดของพระราชกิจของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า
147. ผู้คนพากันพูดว่าพระเจ้าคือพระเจ้าผู้ชอบธรรม และพูดว่าตราบเท่าที่มนุษย์ติดตามพระองค์ไปจนสุดปลายทาง แน่นอนว่าพระองค์จะไม่ทรงเข้าข้างมนุษย์ เพราะพระองค์ทรงชอบธรรมที่สุด หากมนุษย์ติดตามพระองค์ไปจนสุดทาง พระองค์จะสามารถทอดทิ้งมนุษย์ได้อย่างไรเล่า? เราเป็นธรรมต่อมนุษย์ทุกคน และพิพากษามนุษย์ทุกคนด้วยอุปนิสัยอันชอบธรรมของเรา ทว่ามีภาวะที่เหมาะสมต่อข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อมนุษย์ และสิ่งที่เราพึงประสงค์จะต้องถูกทำให้สำเร็จลุล่วงโดยมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร เราไม่ใส่ใจว่าเจ้าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างไร หรือเจ้ามีคุณสมบัติเช่นนั้นมานานเท่าใดแล้ว เราใส่ใจเพียงว่าเจ้าเดินไปในหนทางของเรา และไม่ว่าเจ้ารักและกระหายความจริงหรือไม่ หากเจ้าขาดความจริง แต่กลับนำความอับอายมาสู่นามของเรา และไม่ปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับทางของเรา แค่ทำตามโดยปราศจากความใส่ใจหรือความห่วงใย เช่นนั้นแล้ว ณ เวลานั้น เราจะบดขยี้เจ้าและลงโทษเจ้าสำหรับความชั่วของเจ้า และเจ้าจะต้องพูดอะไรอีกเล่าเมื่อถึงตอนนั้น? เจ้าจะสามารถพูดว่า พระเจ้าไม่ทรงชอบธรรมอย่างนั้นหรือ? หากเจ้าปฏิบัติตามวจนะที่เรากล่าวมาในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือบุคคลประเภทที่เราให้ความเห็นชอบ เจ้าพูดว่าเจ้าเป็นทุกข์เสมอขณะกำลังติดตามพระเจ้า พูดว่าเจ้าได้ติดตามพระองค์ผ่านลมพายุทั้งหลาย และได้ใช้เวลาที่ดีและที่เลวร้ายร่วมกับพระองค์ แต่เจ้าไม่ได้ดำเนินชีวิตตามพระวจนะที่พระเจ้าตรัสไว้ เจ้าเพียงปรารถนาที่จะสาละวนวุ่นวายเพื่อพระเจ้าและสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าในแต่ละวัน และไม่เคยคิดที่จะดำเนินชีวิตที่มีความหมาย เจ้ายังพูดด้วยว่า “ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม ฉันได้ทนทุกข์เพื่อพระองค์ สาละวนวุ่นวายเพื่อพระองค์ และอุทิศตนเพื่อพระองค์ และฉันได้ทำงานหนักทั้งที่ไม่ได้รับการให้ความสำคัญอันใด พระองค์จะทรงจดจำฉันได้อย่างแน่นอน” เป็นความจริงที่พระเจ้านั้นทรงชอบธรรม ทว่าความชอบธรรมนี้ไม่ได้ด่างพร้อยด้วยราคีอันใด กล่าวคือ ไม่มีเจตจำนงของมนุษย์อยู่ในนั้นเลย และไม่ได้ถูกทำให้ด่างพร้อยโดยเนื้อหนัง หรือโดยธุรกรรมแลกเปลี่ยนของมนุษย์ พวกที่เป็นกบฏและต่อต้านทั้งหมด พวกที่ไม่ปฏิบัติตามหนทางของพระองค์จะถูกลงโทษ ไม่มีใครเลยที่ได้รับการอภัย และไม่มีใครเลยที่ได้รับการยกเว้น! ผู้คนบางคนพูดว่า “ในวันนี้ ข้าพระองค์สาละวนวุ่นวายเพื่อพระองค์ เมื่อบทอวสานมาถึง พระองค์จะสามารถมอบพระพรให้ข้าพระองค์สักเล็กน้อยได้หรือไม่?” ดังนั้นเราจึงถามเจ้าว่า “เจ้าได้ปฏิบัติตามวจนะของเราแล้วหรือยัง?” ความชอบธรรมที่เจ้าพูดถึงนั้นมีพื้นฐานอยู่บนการทำการแลกเปลี่ยน เจ้าเพียงแต่คิดว่าเราชอบธรรมและเป็นธรรมกับมนุษย์ทุกคน และคิดว่าบรรดาผู้ซึ่งติดตามเราทั้งหมดไปจนสุดทางนั้นจะต้องได้รับการช่วยให้รอดและได้รับพรของเราอย่างแน่นอน วจนะของเราที่ว่า “บรรดาผู้ซึ่งติดตามเราทั้งหมดไปจนสุดทางนั้นจะต้องได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน” มีความหมายแฝงเร้นอยู่ กล่าวคือ บรรดาผู้คนที่ติดตามเราไปจนสุดทางนั้นคือผู้ที่จะได้รับการรับไว้โดยเราอย่างครบถ้วน พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาความจริงและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม หลังจากที่ถูกเราพิชิตแล้ว ภาวะใดหรือที่เจ้าได้สัมฤทธิ์? เจ้าเพียงสัมฤทธิ์การติดตามเราไปจนสุดทาง ว่าแต่อย่างอื่นเล่า? เจ้าได้ปฏิบัติตามวจนะของเราหรือไม่? เจ้าได้สำเร็จลุล่วงหนึ่งในข้อพึงประสงค์ทั้งห้าของเรา กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้อีกสี่ข้อที่เหลือนั้นสำเร็จลุล่วง เจ้าก็แค่ได้พบเส้นทางซึ่งธรรมดาที่สุด ง่ายดายที่สุด และได้ไล่ตามเสาะหามันไปด้วยท่าทีของการที่แค่หวังว่าจะโชคดี กับบุคคลเช่นเจ้า อุปนิสัยอันชอบธรรมของเราย่อมเป็นอุปนิสัยแห่งการตีสอนและการพิพากษา เป็นอุปนิสัยแห่งการลงทัณฑ์อันสาสมและชอบธรรม และเป็นการลงโทษอันชอบธรรมสำหรับพวกคนทำชั่วทุกคน นั่นก็คือ พวกที่ไม่เดินตามหนทางของเราทั้งหมดจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน ต่อให้พวกเขาติดตามมาจนสุดทางก็ตาม นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้า เมื่ออุปนิสัยอันชอบธรรมนี้ถูกแสดงออกมาในการลงโทษมนุษย์ มนุษย์จะตะลึงงันและรู้สึกเสียใจว่า ในขณะที่กำลังติดตามพระเจ้า เขาไม่ได้เดินตามหนทางของพระองค์ “ณ เวลานั้น ข้าพระองค์เพียงทนทุกข์เล็กน้อยในขณะที่กำลังติดตามพระเจ้า แต่ก็ไม่ได้เดินตามหนทางแห่งพระเจ้า ยังจะมีข้อแก้ตัวอะไรหรือ? ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากการถูกตีสอนเท่านั้น!” กระนั้นในจิตใจเขากำลังคิดว่า “ไม่ว่าอย่างไร ข้าพระองค์ก็ได้ติดตามพระองค์มาจนสุดทาง ดังนั้นต่อให้พระองค์ทรงตีสอนข้าพระองค์ การตีสอนก็ไม่น่าจะรุนแรงจนเกินไป และหลังจากการบีบบังคับให้รับการตีสอนนี้แล้ว พระองค์ก็จะยังคงต้องประสงค์ในตัวข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงชอบธรรม และจะไม่ปฏิบัติต่อข้าพระองค์ในหนทางนั้นตลอดกาล จะว่าไปแล้ว ข้าพระองค์ก็ไม่เหมือนกับพวกที่จะถูกลบทิ้ง กล่าวคือ พวกที่จะถูกลบทิ้งจะได้รับการตีสอนอย่างหนัก ในขณะที่การตีสอนของข้าพระองค์จะเบากว่า” พระอุปนิสัยอันชอบธรรมไม่ได้เป็นเหมือนที่เจ้ากล่าว มันไม่ใช่กรณีที่ว่าพวกที่เก่งในการสารภาพบาปของพวกเขาจะถูกจัดการอย่างกรุณา ความชอบธรรมนั้นบริสุทธิ์ และเป็นพระอุปนิสัยที่ไม่ยอมผ่อนปรนให้กับการทำให้ขุ่นเคืองโดยมนุษย์ และทุกสิ่งที่โสมมและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนั้นล้วนเป็นเป้าแห่งความขยะแขยงของพระเจ้า พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้นไม่ใช่ธรรมบัญญัติ แต่เป็นกฎการบริหาร มันคือกฎการบริหารภายในราชอาณาจักร และกฎการบริหารนี้คือการลงโทษอันชอบธรรมสำหรับผู้ใดก็ตามที่ไม่ครองความจริงและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีช่องว่างสำหรับความรอดเลย เนื่องจากเมื่อมนุษย์แต่ละคนได้ถูกจำแนกชั้นไปตามประเภท มนุษย์ที่ดีจะได้รับบำเหน็จและมนุษย์ที่ชั่วจะถูกลงโทษ มันคือตอนที่บั้นปลายของมนุษย์จะถูกระบุชัดออกมา เป็นเวลาที่พระราชกิจแห่งความรอดจะมาถึงบทอวสาน หลังจากนั้น พระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดจะไม่ถูกกระทำอีกต่อไป และการลงทัณฑ์อันสาสมจะมาถึงทุกคนที่ทำชั่ว ผู้คนบางคนพูดว่า “พระเจ้าทรงจดจำทุกคนที่ไปอยู่เคียงข้างพระองค์บ่อยๆ พระองค์จะไม่ทรงลืมคนใดในหมู่พวกเรา พวกเราได้รับการรับประกันว่าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า พระองค์จะไม่ทรงจดจำผู้ใดที่อยู่เบื้องล่าง พวกที่อยู่ท่ามกลางผู้คนเบื้องล่างซึ่งจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น ได้รับการรับประกันว่าจะต่ำต้อยกว่าพวกเรา พวกเราผู้ซึ่งเผชิญหน้ากับพระเจ้าอยู่บ่อยๆ ไม่มีใครท่ามกลางพวกเราที่พระเจ้าจะทรงลืม พวกเราทุกคนได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าแล้ว และพวกเราได้รับการรับประกันที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า” พวกเจ้าทั้งหมดมีมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้น นี่หรือคือความชอบธรรม? เจ้าได้นำความจริงไปปฏิบัติแล้วหรือยัง? เจ้าแพร่ข่าวลือเฉกเช่นนี้จริงๆ—เจ้าช่างไม่มีความละอายเอาเสียเลย!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา
148. จงรู้ไว้ว่าพวกเจ้าต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้า หรือใช้มโนคติที่หลงผิดของพวกเจ้าเองในการประเมินพระราชกิจของวันนี้ เพราะพวกเจ้าไม่รู้จักหลักการต่างๆ ของพระราชกิจของพระเจ้า และเพราะการปฏิบัติต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างหุนหันพลันแล่นของพวกเจ้า การที่พวกเจ้าต่อต้านพระเจ้าและขัดขวางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเกิดจากมโนคติอันหลงผิดและความโอหังแต่กำเนิดของพวกเจ้า ไม่ใช่เพราะพระราชกิจของพระเจ้านั้นผิด แต่เพราะพวกเจ้าเป็นกบฏเกินไปโดยธรรมชาติ หลังจากที่พวกเขาได้พบการเชื่อในพระเจ้า ผู้คนบางคนก็ถึงกับไม่สามารถพูดด้วยความมั่นใจว่ามนุษย์ได้มาจากไหน กระนั้นพวกเขากล้าที่จะกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณะเพื่อประเมินความถูกและความผิดของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาถึงกับสั่งสอนบรรดาอัครทูตที่มีพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้ความคิดเห็น และแย่งกันพูด สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาต่ำเกินไป และไม่มีสำนึกรับรู้ในพวกเขาแม้แต่น้อย วันนั้นจะไม่มาถึงหรอกหรือเมื่อผู้คนเช่นนี้ถูกรังเกียจเดียดฉันท์โดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และถูกเผาด้วยไฟแห่งนรก? พวกเขาไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า แต่กลับตัดสินพระราชกิจของพระองค์แทน และยังพยายามอบรมพระเจ้าถึงวิธีทรงพระราชกิจอีกด้วย ผู้คนที่ไร้เหตุผลเช่นนี้จะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร? มนุษย์มารู้จักพระเจ้าในระหว่างกระบวนการแสวงหาและการมีประสบการณ์ การรู้จักพระเจ้านั้นไม่ได้รับโดยผ่านทางการทรงรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในระหว่างที่มนุษย์กระทำการตัดสินตามอำเภอใจ ยิ่งความรู้เรื่องพระเจ้าของผู้คนถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งต่อต้านพระองค์น้อยลงเท่านั้น ในทางกลับกันยิ่งผู้คนรู้จักพระเจ้าน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะต่อต้านพระองค์มากขึ้นเท่านั้น มโนคติที่หลงผิดของเจ้า ธรรมชาติเก่าของเจ้า และสภาวะความเป็นมนุษย์ ลักษณะนิสัย และทรรศนะด้านศีลธรรมของเจ้าเป็น “ทุน” ที่เจ้าใช้ในการต้านทานพระเจ้า และยิ่งศีลธรรมของเจ้าเสื่อมทรามมากขึ้นเท่าใด คุณภาพของเจ้าน่าเกลียดน่าชังมากขึ้นเท่าใด และสภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าต่ำต้อยมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งเป็นศัตรูของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น พวกที่ถูกครอบงำโดยมโนคติที่หลงผิดอย่างแรงกล้า และที่มีอุปนิสัยเห็นตัวเองถูกเสมอจะยิ่งมีความเป็นศัตรูกับพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นไปอีก ผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์ หากมโนคติที่หลงผิดของเจ้าไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพวกมันก็จะต่อต้านพระเจ้าอยู่เสมอ เจ้าจะไม่มีวันเข้ากันได้กับพระเจ้า และจะอยู่ห่างจากพระองค์เสมอ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า
149. หลังจากที่เกิดมีความจริงขึ้นมาเกี่ยวกับการบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซู มนุษย์เชื่อว่าในสวรรค์มิใช่มีเพียงพระบิดา แต่ยังมีพระบุตรด้วย และมีแม้กระทั่งพระวิญญาณ นี่คือมโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมที่มนุษย์ยึดถือ ว่ามีพระเจ้าดังเช่นที่กล่าวนี้อยู่ในสวรรค์ กล่าวคือ พระเจ้าตรีเอกภาพผู้ซึ่งทรงเป็นพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ มวลมนุษย์ทั้งปวงมีมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ นั่นคือพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าพระองค์หนึ่ง แต่ทรงประกอบด้วยสามพระภาค สิ่งที่พวกเหล่านั้นทั้งหมดฝังจิตฝังใจกันหนักหนาในมโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมทั้งหลาย ดูเหมือนจะเป็นพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพียงบรรดาพระภาคทั้งสามที่รวมเป็นเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นทั้งหมดของพระเจ้า หากปราศจากพระบิดาผู้บริสุทธิ์แล้วพระเจ้าก็คงจะไม่ทรงครบองค์รวม ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าก็คงจะไม่ทรงครบองค์รวมด้วยเช่นกัน หากปราศจากพระบุตรหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าทั้งพระบิดาเพียงลำพัง หรือพระบุตรแต่เพียงลำพังนั้นไม่สามารถถือได้ว่าเป็นพระเจ้า มีเพียงพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งอยู่ด้วยกันเท่านั้นที่สามารถถือว่าเป็นพระเจ้าพระองค์เอง บัดนี้ผู้เชื่อทางศาสนาทั้งหมดและแม้กระทั่งผู้ติดตามแต่ละคนท่ามกลางพวกเจ้าก็ยึดถือความเชื่อนี้ ทว่าสำหรับเรื่องที่ว่า การเชื่อนี้จะถูกต้องหรือไม่นั้น ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ เพราะพวกเจ้าอยู่ในหมอกแห่งความสับสนเกี่ยวกับเรื่องทั้งหลายของพระเจ้าพระองค์เองเสมอ ถึงแม้ว่าเหล่านี้จะเป็นมโนคติอันหลงผิด แต่พวกเจ้าก็ไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด เพราะพวกเจ้าได้กลายเป็นติดเชื้ออย่างสาหัสเกินไปด้วยมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา พวกเจ้าได้ยอมรับมโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมทางศาสนาเหล่านี้อย่างดิ่งลึกเกินไป และพิษนี้ได้ซึมลึกเกินไปภายในตัวพวกเจ้า เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน พวกเจ้าได้ยอมจำนนกับอิทธิพลที่เป็นอันตรายร้ายแรงนี้ เพราะพระเจ้าตรีเอกภาพนั้นเพียงแค่ไม่มีอยู่จริง นั่นคือ ตรีเอกานุภาพแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็แค่ไม่มีอยู่จริง เหล่านี้ล้วนเป็นมโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมของมนุษย์ และเป็นการเชื่อแบบเหตุผลวิบัติของมนุษย์ ตลอดหลายศตวรรษมานี้มนุษย์เชื่อในตรีเอกานุภาพนี้ซึ่งก่อเกิดขึ้นโดยมโนคติอันหลงผิดในใจของมนุษย์ มนุษย์กุเรื่องขึ้นมา และมนุษย์ก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ตลอดหลายปีเหล่านี้ ได้มีผู้อธิบายความมากมายที่ได้อธิบาย “ความหมายที่แท้จริง” ของตรีเอกานุภาพ แต่คำอธิบายเช่นนั้นเกี่ยวกับพระเจ้าตรีเอกภาพ ว่าเป็นสามพระองค์ในร่างเดียวที่ต่างกันชัดเจนนั้น เป็นคำอธิบายที่คลุมเครือและไม่ชัดเจน และผู้คนล้วนฉงนสนเท่ห์กับ “โครงสร้าง” ของพระเจ้า ไม่มีมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่คนใดเคยมีความสามารถในการให้คำอธิบายที่ละเอียดครบถ้วนเลย คำอธิบายส่วนใหญ่ผ่านการรวบรวมในแง่ของการให้เหตุผลและเป็นเชิงทฤษฎี แต่ไม่มีมนุษย์สักคนเดียวที่มีความเข้าใจที่ชัดเจนอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับความหมายของมัน นี่เป็นเพราะตรีเอกานุภาพอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ยึดถืออยู่ในหัวใจนั้นเพียงแค่ไม่มีอยู่จริง…
หากพระราชกิจสามช่วงระยะเหล่านี้ถูกประเมินโดยสอดคล้องกับมโนทัศน์ของตรีเอกานุภาพ เช่นนั้นแล้ว ก็ต้องมีพระเจ้าสามพระภาคเนื่องจากพระราชกิจที่แต่ละพระองค์ทรงดำเนินการไม่เป็นแบบเดียวกัน หากคนใดท่ามกลางพวกเจ้ากล่าวว่าตรีเอกานุภาพมีอยู่จริง เช่นนั้นแล้วก็จงอธิบายทีเถิดว่า แท้ที่จริงแล้ว พระเจ้าหนึ่งเดียวในสามพระบุคคลนี้คือสิ่งใดกันแน่ พระบิดาผู้บริสุทธิ์คือสิ่งใด? พระบุตรคือสิ่งใด? พระวิญญาณบริสุทธิ์คือสิ่งใด? พระยาห์เวห์คือพระบิดาผู้บริสุทธิ์กระนั้นหรือ? พระเยซูคือพระบุตรกระนั้นหรือ? เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์คือสิ่งใดเล่า? พระบิดาไม่ใช่พระวิญญาณหรอกหรือ? แก่นแท้ของพระบุตรมิใช่พระวิญญาณด้วยหรอกหรือ? พระราชกิจของพระเยซูมิใช่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ? พระราชกิจของพระยาห์เวห์ ณ เวลาที่ดำเนินการโดยพระวิญญาณมิใช่แบบเดียวกันกับของพระเยซูหรอกหรือ? พระเจ้าสามารถมีพระวิญญาณได้กี่ดวง? ตามคำอธิบายของเจ้านั้น ทั้งสามพระองค์ที่มีพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์คือหนึ่งเดียว หากนี่เป็นดังนั้น เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณก็มีสามดวงสินะ แต่การมีพระวิญญาณสามดวงย่อมหมายความว่าพระเจ้ามีสามพระองค์ การนี้หมายความว่าไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงหนึ่งเดียวอยู่เลย พระเจ้าประเภทนี้จะยังคงทรงมีแก่นแท้ที่เป็นเนื้อในของพระเจ้าได้อย่างไร? หากเจ้ายอมรับว่ามีพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว พระองค์จะสามารถเป็นบิดาและมีบุตรได้อย่างไร? ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นเพียงมโนคติอันหลงผิดของพวกเจ้าหรอกหรือ? มีพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้น พระองค์เดียวเท่านั้นในพระเจ้าพระองค์นี้ และมีพระวิญญาณของพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้น ดังที่มีการเขียนลงในพระคัมภีร์ว่า “มีพระวิญญาณบริสุทธิ์หนึ่งเดียวเท่านั้น และพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้น” ไม่ว่าพระบิดาและพระบุตรที่เจ้าพูดถึงนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วมีเพียงพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้นและแก่นแท้ของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พวกเจ้าเชื่อนั้นคือแก่นแท้ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ แต่พระองค์ทรงสามารถบังเกิดเป็นมนุษย์และดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางมนุษย์ได้ รวมถึงทรงอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง พระวิญญาณของพระองค์ทรงครอบคลุมทั้งหมดและปรากฏพร้อมทุกแห่งหนแห่ง พระองค์สามารถสถิตในเนื้อหนังและในจักรวาลและเหนือจักรวาลได้ในเวลาเดียวกัน ในเมื่อผู้คนทั้งปวงกล่าวว่าพระเจ้าคือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวเท่านั้น เช่นนั้นก็มีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีผู้ใดสามารถแบ่งแยกพระองค์ได้ตามใจชอบ! พระเจ้าคือพระวิญญาณหนึ่งเดียวเท่านั้น มีสภาวะบุคคลเพียงหนึ่งเดียว และนั่นคือพระวิญญาณของพระเจ้า หากการเป็นดังเช่นที่เจ้ากล่าว เช่นนั้นแล้ว พวกพระองค์ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าสามพระองค์หรอกหรือ? พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นสิ่งหนึ่ง พระบุตรเป็นอีกสิ่งหนึ่ง และพระบิดาก็ยังทรงเป็นอีกสิ่งหนึ่ง องค์บุคคลทั้งหลายของพวกพระองค์แตกต่างกันและแก่นแท้ของพวกพระองค์ก็แตกต่างกัน เช่นนั้นแล้ว แต่ละพระองค์จะสามารถเป็นพระภาคของพระเจ้าพระองค์เดียวได้อย่างไร? พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระวิญญาณ นี่เข้าใจง่ายสำหรับมนุษย์ หากนี่เป็นดังนั้น เช่นนั้นแล้ว พระบิดาก็ยิ่งต้องทรงเป็นพระวิญญาณ พระองค์ไม่เคยได้เสด็จลงมายังแผ่นดินโลกและไม่เคยได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นพระยาห์เวห์พระเจ้าในหัวใจของมนุษย์ และพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณด้วยอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้ว สัมพันธภาพระหว่างพระองค์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นอย่างไรเล่า? มันคือสัมพันธภาพระหว่างพระบิดากับพระบุตรใช่หรือไม่? หรือมันคือสัมพันธภาพระหว่างพระวิญญาณบริสุทธิ์กับพระวิญญาณของพระบิดา? แก่นแท้ของพระวิญญาณแต่ละดวงเหมือนกันหรือไม่? หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นเครื่องมือหนึ่งของพระบิดา? การนี้จะสามารถอธิบายได้อย่างไร? และเช่นนั้นแล้ว สัมพันธภาพระหว่างพระบุตรกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นอย่างไร? มันคือสัมพันธภาพระหว่างพระวิญญาณทั้งสองหรือสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับพระวิญญาณ? เหล่านี้ทั้งหมดคือเรื่องที่ไม่สามารถมีคำอธิบายได้! หากพวกพระองค์ล้วนเป็นพระวิญญาณหนึ่งเดียว เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถมีการพูดถึงสามพระองค์ได้ เพราะพวกพระองค์ทรงมีพระวิญญาณดวงเดียว หากพวกพระองค์ทรงเป็นองค์บุคคลที่แตกต่างเด่นชัด เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณของพวกพระองค์ก็คงจะมีพระพละกำลังที่ผันแปร และพวกพระองค์ก็คงไม่อาจเป็นพระวิญญาณหนึ่งเดียวดวงเดียวได้โดยสิ้นเชิง มโนทัศน์เกี่ยวกับพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้เหลวไหลไร้สาระที่สุด! การนี้แบ่งพระเจ้าออกเป็นส่วนๆ และแยกพระองค์ออกเป็นสามพระองค์ แต่ละพระองค์มีหนึ่งสถานะและมีพระวิญญาณ เช่นนั้นแล้วพระองค์จะยังคงสามารถเป็นพระวิญญาณหนึ่งเดียวและพระเจ้าหนึ่งเดียวได้อย่างไร? จงบอกเราที ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งนั้นถูกสร้างโดยพระบิดา พระบุตร หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์กันแน่? บางคนกล่าวว่าพวกพระองค์ได้ทรงสร้างมันทั้งหมดมาด้วยกัน เช่นนั้นแล้ว พระองค์ใดเล่าที่ได้ทรงไถ่มวลมนุษย์? เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระบุตร หรือพระบิดากันแน่? บางคนกล่าวว่าพระบุตรนั่นเองคือผู้ที่ได้ทรงไถ่มวลมนุษย์ เช่นนั้น ในแก่นแท้แล้ว พระบุตรคือผู้ใด? พระองค์มิใช่การประสูติเป็นมนุษย์ของพระวิญญาณของพระเจ้าหรอกหรือ? การประสูติเป็นมนุษย์เรียกพระเจ้าในสวรรค์ด้วยพระนามของพระบิดาจากมุมมองของมนุษย์ผู้ถูกสร้าง เจ้าไม่ตระหนักหรือว่าพระเยซูประสูติโดยผ่านทางการปฏิสนธิของพระวิญญาณบริสุทธิ์? ภายในพระองค์คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ว่าเจ้าจะกล่าวอย่างไรก็ตาม พระองค์ยังคงทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าในสวรรค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นการประสูติเป็นมนุษย์ของพระวิญญาณของพระเจ้า แนวคิดเกี่ยวกับพระบุตรนี้ไม่จริงเลย พระวิญญาณหนึ่งเดียวนั่นเองที่เป็นผู้ซึ่งดำเนินการพระราชกิจทั้งหมด พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้น นั่นคือพระวิญญาณของพระเจ้าทรงดำเนินการพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ใดคือพระวิญญาณของพระเจ้า? มิใช่พระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ? มิใช่พระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือที่ทรงพระราชกิจในพระเยซู? หากพระราชกิจนั้นมิได้รับการดำเนินการโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (นั่นคือ พระวิญญาณของพระเจ้า) เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระองค์จะสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เองแล้วได้หรือ? เมื่อพระเยซูทรงเรียกพระเจ้าในสวรรค์ด้วยพระนามของพระบิดาในขณะที่พระองค์ทรงอธิษฐาน การนี้ทำจากมุมมองของมนุษย์ที่ถูกสร้างเท่านั้น เพราะพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงสวมใส่เนื้อหนังที่ปกติและธรรมดาสามัญ และทรงมีเครื่องห่อหุ้มภายนอกเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้ว่าภายในพระองค์จะทรงเป็นพระวิญญาณของพระเจ้า แต่การปรากฏภายนอกของพระองค์ยังคงเป็นการปรากฏของมนุษย์ปกติ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็น “บุตรมนุษย์” ที่มนุษย์ทั้งหมดได้กล่าวถึง รวมถึงพระเยซูพระองค์เองได้ตรัสถึง เมื่อคำนึงถึงว่าพระองค์ได้รับการเรียกขานว่าบุตรมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นบุคคลหนึ่ง (ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง คนเราจะมีเปลือกนอกเป็นมนุษย์ในทุกกรณี) ที่ถือกำเนิดมาในครอบครัวปกติครอบครัวหนึ่งของผู้คนธรรมดา เพราะฉะนั้น การที่พระเยซูทรงเรียกพระเจ้าในสวรรค์ด้วยพระนามของพระบิดาก็เป็นแบบเดียวกับวิธีที่พวกเจ้าเรียกพระองค์ว่าพระบิดาในตอนแรก พระองค์ทรงทำเช่นนั้นจากมุมมองของมนุษย์ที่ถูกสร้าง พวกเจ้ายังจำคำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่พระเยซูได้ทรงสอนให้พวกเจ้าท่องจำได้หรือไม่? “พระบิดาของพวกเราในสวรรค์…” พระองค์ได้ทรงขอให้มนุษย์ทุกคนเรียกพระเจ้าในสวรรค์ด้วยพระนามของพระบิดา และในเมื่อพระองค์ได้ทรงเรียกพระองค์ว่าพระบิดาเช่นกัน พระองค์ทรงทำเช่นนั้นจากมุมมองของคนผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ในฐานรากที่เท่าเทียมกับพวกเจ้าทั้งหมด ในเมื่อพวกเจ้าได้เรียกพระเจ้าในสวรรค์ด้วยพระนามของพระบิดา พระเยซูทรงมองพระองค์เองว่าอยู่บนรากฐานที่เท่าเทียมกับพวกเจ้า และในฐานะมนุษย์คนหนึ่งบนแผ่นดินโลกที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรร (นั่นคือ พระบุตรของพระเจ้า) หากพวกเจ้าเรียกพระเจ้าว่าพระบิดา นี่ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งหรอกหรือ? ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระเยซูบนแผ่นดินโลกจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก่อนหน้าการตรึงกางเขนนั้น พระองค์ทรงเป็นเพียงบุตรมนุษย์ ที่ถูกปกครองดูแลโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (นั่นคือ พระเจ้า) และเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายของแผ่นดินโลก เพราะพระองค์ยังมิได้ทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น การที่พระองค์ทรงเรียกพระเจ้าในฟ้าสวรรค์ว่าพระบิดาจึงเป็นเพียงความถ่อมพระทัยและการนบนอบของพระองค์เท่านั้น อย่างไรก็ตามการที่พระองค์ตรัสกับพระเจ้า (นั่นคือ พระวิญญาณในสวรรค์) ในลักษณะเช่นนั้น ไม่เป็นการพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระวิญญาณของพระเจ้าในสวรรค์ ในทางตรงกันข้าม มันเป็นเพียงว่ามุมมองของพระองค์นั้นแตกต่างไป ไม่ใช่ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์บุคคลที่แตกต่างกัน การมีอยู่ขององค์บุคคลทั้งหลายที่แตกต่างกันชัดเจนนั้นเป็นการเข้าใจผิด! ก่อนหน้าการตรึงกางเขนของพระองค์นั้น พระเยซูทรงเป็นบุตรมนุษย์ที่ถูกพันธนาการโดยข้อจำกัดต่างทั้งหลายของเนื้อหนัง และพระองค์มิได้ทรงมีสิทธิอำนาจของพระวิญญาณอย่างเต็มเปี่ยม นั่นคือเหตุผลที่พระองค์สามารถเพียงแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าพระบิดาจากมุมมองของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งเท่านั้น นั่นเป็นดังที่พระองค์ได้ทรงอธิษฐานสามครั้งในเกทเสมนีว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” ก่อนที่พระองค์จะถูกขึงบนกางเขน พระองค์ทรงเป็นแต่เพียงองค์กษัตริย์ของชาวยิว บุตรมนุษย์ พระคริสต์ และไม่ใช่พระวรกายที่มีพระสิริ นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ได้ทรงเรียกพระเจ้าว่าพระบิดาจากจุดยืนของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง บัดนี้ เจ้าไม่สามารถพูดได้ว่า ทุกคนที่เรียกพระเจ้าว่าพระบิดานั้นเป็นพระบุตร หากการนี้เป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ พวกเจ้าจะไม่ได้กลายเป็นพระบุตรกันทั้งหมด ในทันทีที่พระเยซูได้ทรงสอนคำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้แก่พวกเจ้าหรอกหรือ? หากพวกเจ้ายังคงไม่เชื่อ เช่นนั้นแล้วจงบอกเรามา พระองค์ใดคือผู้ที่พวกเจ้าเรียกว่าพระบิดา? หากเจ้ากำลังอ้างอิงถึงพระเยซู เช่นนั้นแล้ว สำหรับพวกเจ้าแล้ว พระองค์ใดเล่าคือพระบิดาของพระเยซู? หลังจากที่พระเยซูเสด็จจากไปแล้ว แนวคิดเกี่ยวกับพระบิดาและพระบุตรนี้ก็ไม่มีอีกแล้ว แนวคิดนี้เหมาะสมเฉพาะกับช่วงเวลาหลายปีที่พระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมอื่นๆ ทั้งหมดนั้น เมื่อเจ้าเรียกพระเจ้าว่าพระบิดา สัมพันธภาพนั้นย่อมเป็นสัมพันธภาพระหว่างองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แนวคิดเรื่องตรีเอกานุภาพแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้ฟังไม่ขึ้นไม่ว่าเมื่อใด เป็นเหตุผลวิบัติที่แทบไม่เคยพบเห็นในยุคทั้งหลาย และไม่มีอยู่จริง!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ตรีเอกานุภาพมีอยู่จริงหรือไม่?
150. ในพันธสัญญาเดิมของพระคัมภีร์ ไม่มีการกล่าวถึงพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีก็เพียงการกล่าวถึงพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวเท่านั้น คือพระยาห์เวห์ที่ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในอิสราเอล พระองค์ได้รับการเรียกขานโดยพระนามที่แตกต่างกันไปตามการเปลี่ยนแปลงของยุค แต่นี่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แต่ละพระนามอ้างอิงถึงองค์ที่แตกต่างกัน หากการนี้เป็นดังนั้น เช่นนั้นแล้ว จะไม่มีองค์ทั้งหลายแบบนับไม่ถ้วนอยู่ในพระเจ้าหรอกหรือ? สิ่งที่เขียนไว้ในพันธสัญญาเดิมก็คือ พระราชกิจของพระยาห์เวห์ ซึ่งเป็นพระราชกิจช่วงระยะของพระเจ้าพระองค์เองสำหรับการเริ่มต้นในยุคธรรมบัญญัติ นั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งอยู่ ณ แห่งหนตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ และได้ยืนหยัดตามที่พระองค์ได้ทรงบัญชา ไม่มีสักครั้งที่พระยาห์เวห์ตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาที่เสด็จมาเพื่อดำเนินพระราชกิจ และพระองค์ก็ไม่เคยเผยพระวจนะถึงการที่พระบุตรเสด็จมาเพื่อไถ่มวลมนุษย์ เมื่อมาถึงกาลสมัยของพระเยซู ก็ถูกกล่าวไว้เพียงว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงเท่านั้น มิใช่กล่าวว่าเป็นพระบุตรผู้ซึ่งได้เสด็จมา เพราะยุคทั้งหลายนั้นไม่เหมือนกันและพระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงกระทำนั้นก็แตกต่างกันไปด้วย พระองค์จึงทรงจำเป็นต้องดำเนินพระราชกิจของพระองค์ภายในอาณาจักรที่แตกต่างกัน ในหนทางนี้ อัตลักษณ์ที่พระองค์ทรงเป็นตัวแทนก็แตกต่างกันด้วยเช่นกัน มนุษย์เชื่อว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซู แต่การนี้มิได้เป็นที่ยอมรับโดยแท้จริงจากพระเยซูผู้ซึ่งได้ตรัสว่า “พวกเราไม่เคยถูกแยกความต่างออกเป็นพระบิดาและพระบุตร เราและพระบิดาในสวรรค์เป็นหนึ่งเดียวกัน พระบิดาทรงอยู่ในเราและเราอยู่ในพระบิดา ยามที่มนุษย์มองเห็นพระบุตร พวกเขากำลังมองเห็นพระบิดาแห่งสวรรค์” เมื่อมีการกล่าวถึงทั้งหมดนั้นไม่ว่าจะเป็นพระบิดาหรือพระบุตรพวกพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณหนึ่งเดียวมิได้ถูกแบ่งออกเป็นองค์ทั้งหลายที่แยกจากกัน ครั้นมนุษย์พยายามที่จะอธิบาย เรื่องทั้งหลายก็สลับซับซ้อนไปด้วยแนวคิดเกี่ยวกับองค์ทั้งหลายที่ต่างกันเด่นชัด รวมถึงสัมพันธภาพระหว่างพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ เมื่อมนุษย์กล่าวถึงองค์ทั้งหลายที่แยกจากกัน นี่มิใช่การทำให้พระเจ้าทรงมีรูปทรงขึ้นมาหรอกหรือ? มนุษย์ถึงขั้นจัดอันดับองค์ทั้งหลายให้เป็นองค์ที่หนึ่ง ที่สอง และที่สาม ทั้งหมดเหล่านี้เป็นแต่เพียงการจินตนาการของมนุษย์เท่านั้น ไม่ควรค่าแก่การอ้างอิงและไม่อยู่กับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง! หากเจ้าถามเขาว่า “พระเจ้ามีกี่องค์?” เขาก็คงจะกล่าวว่า พระเจ้าคือตรีเอกานุภาพแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นคือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว หากเจ้าถามต่อไปว่า “พระบิดาคือใคร?” เขาก็คงจะกล่าวว่า “พระบิดาคือพระวิญญาณของพระเจ้าในสวรรค์ พระองค์ทรงควบคุมทุกสิ่ง และทรงเป็นองค์เจ้านายแห่งสวรรค์” “เช่นนั้นแล้วพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระวิญญาณกระนั้นหรือ?” เขาก็คงจะกล่าวว่า “ใช่!” หากเจ้าถามเขาต่อจากนั้นว่า “พระองค์ใดคือพระบุตร?” เขาก็คงจะกล่าวว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรอย่างแน่นอน “เช่นนั้นแล้วเรื่องราวของพระเยซูคืออะไร? พระองค์เสด็จมาจากที่ไหน?” เขาก็คงจะกล่าวว่า “พระเยซูประสูติจากนางมารีย์โดยผ่านทางการปฏิสนธิของพระวิญญาณบริสุทธิ์” เช่นนั้นแล้วแก่นแท้ของพระองค์มิใช่พระวิญญาณด้วยหรอกหรือ? พระราชกิจของพระองค์มิใช่ตัวแทนของพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นกันหรอกหรือ? พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระวิญญาณและแก่นแท้ของพระเยซูก็เป็นดังนั้นด้วยเช่นกัน บัดนี้ในยุคสุดท้าย มีจำเป็นน้อยลงที่จะต้องกล่าวว่า นั่นยังคงเป็นพระวิญญาณ พวกพระองค์จะสามารถเป็นองค์ทั้งหลายที่แตกต่างกันได้อย่างไร? มันมิใช่แค่เพียงพระวิญญาณของพระเจ้าที่ทรงดำเนินพระราชกิจของพระวิญญาณจากมุมมองที่แตกต่างกันไปเท่านั้นหรอกหรือ? เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่มีความแตกต่างระหว่างองค์ทั้งหลาย พระเยซูได้รับการปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระราชกิจของพระองค์คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน ในช่วงระยะแรกของพระราชกิจที่ดำเนินการโดยพระยาห์เวห์นั้น พระองค์มิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ อีกทั้งมิได้ทรงปรากฏต่อมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์จึงไม่เคยมองเห็นการทรงปรากฏของพระองค์ ไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงยิ่งใหญ่เพียงใดและสูงเพียงใดพระองค์ยังคงทรงเป็นพระวิญญาณพระเจ้าพระองค์เองที่ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นในปฐมกาล นั่นคือพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์ได้ตรัสกับมนุษย์จากท่ามกลางหมู่เมฆ ทรงเป็นเพียงพระวิญญาณและไม่มีผู้ใดได้เป็นพยานการทรงปรากฏของพระองค์ มีเพียงในยุคพระคุณเมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และได้ประสูติเป็นมนุษย์ในแคว้นยูเดียเท่านั้น มนุษย์จึงได้มองเห็นพระฉายาแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรกในฐานะชาวยิวคนหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดจากพระยาห์เวห์มาเกี่ยวกับพระองค์เลย อย่างไรก็ตามพระองค์ได้รับการปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นคือได้รับการปฏิสนธิโดยพระวิญญาณของพระยาห์เวห์พระองค์เอง และพระเยซูยังคงได้ประสูติมาเป็นรูปจำแลงของพระวิญญาณของพระเจ้า สิ่งที่มนุษย์ได้มองเห็นครั้งแรกคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เสด็จลงมายังพระเยซูเสมือนนกพิราบ นั่นมิใช่พระวิญญาณของพระเยซูแต่เพียงพระองค์เดียว แต่เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่างหาก เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณของพระเยซูสามารถแยกออกจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้กระนั้นหรือ? หากพระเยซูทรงเป็นพระเยซู พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นนั้นแล้วพวกพระองค์จะสามารถเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร? พระราชกิจคงมิอาจได้รับการดำเนินการได้หากเป็นเช่นดังนั้น พระวิญญาณภายในพระเยซู พระวิญญาณในสวรรค์และพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ล้วนเป็นหนึ่งเดียว พระวิญญาณนั้นเรียกกันว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณของพระเจ้า พระวิญญาณซึ่งมีความแก่กล้าเป็นเจ็ดเท่า และพระวิญญาณผู้ทรงครอบคลุมทั้งหมด พระวิญญาณของพระเจ้าสามารถดำเนินพระราชกิจได้มากมาย พระองค์สามารถสร้างโลกและทำลายมันโดยการให้น้ำท่วมแผ่นดินโลก พระองค์สามารถไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงและยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังสามารถพิชิตและทำลายมวลมนุษย์ทั้งปวงได้ พระราชกิจนี้ล้วนดำเนินการโดยพระเจ้าพระองค์เองและไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้โดยสภาวะความเป็นบุคคลอื่นใดของพระเจ้า พระวิญญาณของพระองค์สามารถได้รับการเรียกขานโดยพระนามของพระยาห์เวห์และพระเยซู รวมถึงองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์ พระองค์สามารถกลายเป็นบุตรมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน พระองค์สถิตในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลกด้วยเช่นกัน พระองค์สถิตอยู่สูงเหนือจักรวาลทั้งหลายและท่ามกลางฝูงชน พระองค์ทรงเป็นองค์เจ้านายองค์เดียวแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก! นับตั้งแต่กาลสมัยแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งถึงบัดนี้ พระราชกิจนี้ได้รับการดำเนินการโดยพระวิญญาณของพระเจ้าพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นพระราชกิจในฟ้าสวรรค์หรือในเนื้อหนัง ทั้งหมดล้วนดำเนินการโดยพระวิญญาณของพระองค์เอง สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง ไม่ว่าในสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลก ล้วนอยู่ในฝ่าพระหัตถ์อันทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ ทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองและไม่มีผู้ใดสามารถดำเนินการแทนพระองค์ได้ ในฟ้าสวรรค์นั้น พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณ แต่ก็ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองด้วยเช่นกัน ท่ามกลางพวกมนุษย์นั้น พระองค์ทรงเป็นเนื้อหนัง แต่ก็ยังคงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองอยู่ ถึงแม้ว่าพระองค์อาจได้รับการเรียกขานโดยหลายแสนพระนาม แต่พระองค์ก็ยังคงทรงเป็นพระองค์เอง เป็นการแสดงออกโดยตรงของพระวิญญาณของพระองค์ การไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงโดยผ่านทางการตรึงกางเขนของพระองค์นั้น เป็นพระราชกิจโดยตรงของพระวิญญาณของพระองค์ และดังนั้นจึงเป็นการกล่าวประกาศต่อชนชาติทั้งมวลและแผ่นดินทั้งมวลในยุคสุดท้ายด้วยเช่นกัน ตลอดเวลานั้นพระเจ้าสามารถได้รับการเรียกขานว่าพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงครอบคลุมทั้งหมด องค์ทั้งหลายที่แตกต่างกันนั้นไม่มีอยู่จริง และแนวคิดเรื่องพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้ก็ยิ่งไม่มีอยู่จริง ในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก มีพระเจ้าอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ตรีเอกานุภาพมีอยู่จริงหรือไม่?
151. ถึงกระนั้นบางคนอาจยังคงกล่าวอยู่ดีว่า “พระบิดาทรงเป็นพระบิดา พระบุตรทรงเป็นพระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ และในที่สุด พวกพระองค์จะทรงประกอบขึ้นเป็นหนึ่งเดียว” เช่นนั้นแล้วเจ้าจะทำให้พวกพระองค์เป็นหนึ่งเดียวอย่างไร? พระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสามารถประกอบขึ้นเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร? หากโดยแก่นแท้ภายในแล้วพวกพระองค์ทรงเป็นสอง เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าพวกพระองค์จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างไร พวกพระองค์จะไม่ทรงยังคงเป็นสองพระภาคอยู่หรอกหรือ? เมื่อเจ้าพูดถึงการทำให้พวกพระองค์เป็นหนึ่ง นั่นมิใช่เป็นเพียงการเชื่อมต่อสองพระภาคที่แยกกันอยู่เพื่อทำให้เป็นองค์รวมหนึ่งเดียวหรอกหรือ? แต่พวกพระองค์ทรงเป็นสองพระภาคก่อนที่จะถูกทำให้รวมเป็นหนึ่งมิใช่หรือ? แต่ละวิญญาณทรงมีแก่นแท้ที่แตกต่างเด่นชัด และสองวิญญาณไม่สามารถประกอบขึ้นเป็นหนึ่งเดียวได้ วิญญาณมิใช่วัตถุที่เป็นรูปธรรม และไม่เป็นเหมือนสิ่งอื่นใดในโลกทางวัตถุ ตามที่มนุษย์มองเห็นนั้น พระบิดาทรงเป็นพระวิญญาณหนึ่ง พระบุตรอีกหนึ่ง และยังเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณทั้งสามก็ผสมกันเหมือนกับน้ำสามแก้วมารวมอยู่ในแก้วเดียว เช่นนั้นแล้ว นั่นมิใช่สามรวมเป็นเป็นหนึ่งหรอกหรือ? นี่เป็นคำอธิบายที่ลวงหลอกล้วนๆ! นี่มิใช่การแยกพระเจ้าออกจากกันหรอกหรือ? พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งหมดนั้นจะทรงประกอบขึ้นเป็นหนึ่งได้อย่างไร? ก็พวกพระองค์ทรงเป็นสามพระภาคที่แต่ละพระภาคทรงมีธรรมชาติที่แตกต่างกันมิใช่หรือ? มีผู้อื่นที่กล่าวว่า “พระเจ้าได้ทรงกล่าวระบุไว้อย่างเปิดเผยว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์มิใช่หรือ?” พระเยซูทรงเป็นพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระเจ้า ผู้ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานยิ่ง—การนี้ได้ถูกตรัสไว้โดยพระเจ้าพระองค์เองอย่างแน่นอน นั่นคือการที่พระเจ้าทรงเป็นพยานต่อพระองค์เอง เพียงแต่ว่าจากมุมมองที่แตกต่างกัน นั่นเป็นมุมมองของพระวิญญาณในสวรรค์ที่ทรงเป็นพยานต่อการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์เอง พระเยซูทรงเป็นการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์ มิใช่พระบุตรของพระองค์ในสวรรค์ เจ้าเข้าใจหรือไม่? พระวจนะของพระเยซูที่ว่า “เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา” บ่งบอกว่าพวกพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณหนึ่งเดียวมิใช่หรือ? และนั่นมิใช่เป็นเพราะการประสูติเป็นมนุษย์หรอกหรือที่พวกพระองค์ได้ถูกแยกห่างระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลก? ในความเป็นจริงแล้ว พวกพระองค์ยังคงทรงเป็นหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงการที่พระเจ้าทรงเป็นพยานต่อพระองค์เอง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของยุคทั้งหลาย ข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระราชกิจ และช่วงระยะที่แตกต่างกันของแผนการบริหารจัดการของพระองค์ พระนามที่มนุษย์ใช้เรียกพระองค์จึงแตกต่างกันไปด้วย เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จมาดำเนินพระราชกิจช่วงระยะแรกนั้น พระองค์สามารถได้รับการเรียกขานว่าพระยาห์เวห์ ผู้ที่ทรงเป็นผู้เลี้ยงของชาวอิสราเอลเท่านั้น ในช่วงระยะที่สอง พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์สามารถได้รับการเรียกขานว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์เท่านั้น แต่ ณ เวลานั้น พระวิญญาณในสวรรค์ทรงตรัสระบุแต่เพียงว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระเจ้าเท่านั้น และมิได้ทรงกล่าวถึงการที่พระองค์ทรงเป็นพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระผู้เป็นเจ้าแต่อย่างใด การนี้แค่ไม่เคยเกิดขึ้น พระเจ้าจะทรงมีบุตรเพียงพระองค์เดียวได้อย่างไร? เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะมิได้ทรงกลายมาเป็นมนุษย์แล้วหรอกหรือ? เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นการประสูติเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงได้รับการเรียกขานว่าพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า และจากการนี้เองจึงเป็นที่มาของสัมพันธภาพระหว่างพระบิดาและพระบุตร นั่นก็เป็นเพียงเพราะการแยกห่างกันระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลก พระเยซูได้ทรงอธิษฐานจากมุมมองของมนุษย์ ในเมื่อพระองค์ได้ทรงสวมใส่เนื้อหนังที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติเช่นนั้น พระองค์จึงได้ตรัสจากมุมมองของเนื้อหนังว่า “เปลือกนอกของเราเป็นเปลือกนอกของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง เนื่องจากเราได้สวมเนื้อหนังในการมายังแผ่นดินโลกนี้ บัดนี้เราอยู่ห่างไกลแสนไกลจากฟ้าสวรรค์” ด้วยเหตุผลนี้เอง พระองค์จึงสามารถเพียงแค่อธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดาจากมุมมองของมนุษย์เท่านั้น นี่คือหน้าที่ของพระองค์ และนั่นคือหน้าที่ซึ่งพระวิญญาณของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ควรประดับมากับพระองค์ มิอาจกล่าวได้ ว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นพระเจ้าเพียงเพราะพระองค์ได้ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาจากมุมมองของมนุษย์ ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงได้รับการเรียกขานว่าพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระเจ้า แต่พระองค์ก็ยังคงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองอยู่ เพราะพระองค์ทรงเป็นแต่เพียงการประสูติเป็นมนุษย์ของพระวิญญาณ และแก่นแท้ของพระองค์ยังคงทรงเป็นพระวิญญาณอยู่
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ตรีเอกานุภาพมีอยู่จริงหรือไม่?