ข. พระวจนะว่าด้วยการเปิดเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามและธรรมชาติแก่นแท้ของพวกเขา

81. แหล่งที่มาของการต่อต้านและการเป็นกบฏต่อพระเจ้าของมนุษย์ก็คือการที่เขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม  เพราะถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มโนธรรมของมนุษย์จึงยิ่งด้านชา เขาไม่มีศีลธรรม ความคิดของเขาเสื่อมลง และเขามีทัศนคติทางจิตใจที่ล้าหลัง  ก่อนที่เขาจะถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ปกติแล้วหลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์ก็นบนอบพระเจ้าและนบนอบพระวจนะของพระองค์  เขามีสำนึกรับรู้และมโนธรรมที่ถูกต้อง และมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติไปเองโดยธรรมชาติ  หลังจากที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม สำนึกรับรู้ มโนธรรม และสภาวะความเป็นมนุษย์ดั้งเดิมของมนุษย์ก็ทึบเขลาและถูกซาตานทำให้เสื่อมลง  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสูญเสียความนบนอบและความรักที่เขามีต่อพระเจ้า  สำนึกรับรู้ของมนุษย์ได้กลายเป็นผิดปกติวิสัย อุปนิสัยของเขาได้กลายเป็นเช่นเดียวกับอุปนิสัยของสัตว์ตัวหนึ่ง และความเป็นกบฏที่เขามีต่อพระเจ้าก็เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที กระนั้นก็ตามมนุษย์ยังคงไม่รู้และไม่ตระหนักถึงการนี้ เอาแต่ต่อต้านและกบฏอย่างไม่ลดละ  อุปนิสัยของมนุษย์ถูกเผยในการแสดงออกทั้งหลายของสำนึกรับรู้ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และมโนธรรมของเขา เพราะสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของเขานั้นไม่น่าไว้ใจ และมโนธรรมของเขาได้มึนชายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้อุปนิสัยของเขาจึงเป็นกบฏต่อพระเจ้า  หากสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นนั้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของเขาก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ และย่อมทำตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าไม่ได้เช่นกัน  หากสำนึกรับรู้ของมนุษย์ไม่น่าไว้ใจ เขาก็ย่อมไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้และไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้า “สำนึกรับรู้ที่ปกติ” หมายถึงการนบนอบและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า โหยหาพระเจ้า จริงแท้ต่อพระเจ้าโดยสมบูรณ์ และมีมโนธรรมต่อพระเจ้า  นั่นหมายถึงการเป็นหัวใจและจิตใจหนึ่งเดียวกับพระเจ้า และการไม่ต่อต้านพระเจ้าโดยจงใจ  การมีสำนึกรับรู้ที่ผิดปกติวิสัยไม่ได้เป็นเช่นนี้  เนื่องจากมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เขาจึงได้คิดมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นมา และเขาไม่เคยมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือการโหยหาในพระองค์เลย ยิ่งไม่พักต้องพูดถึงมโนธรรมที่มีต่อพระเจ้า มนุษย์ต่อต้านพระเจ้าและตัดสินพระองค์โดยจงใจ และยิ่งไปกว่านั้น ยังกล่าวคำผรุสวาทใส่พระองค์ลับหลังพระองค์  มนุษย์ตัดสินพระเจ้าลับหลังพระองค์ ทั้งที่รู้ชัดเจนว่าพระองค์คือพระเจ้า มนุษย์ไม่มีเจตนาที่จะนบนอบพระเจ้า และเพียงคอยแต่สร้างข้อเรียกร้องและคำร้องขอแบบไม่ลืมหูลืมตาจากพระองค์  ผู้คนเช่นนั้น—ผู้คนผู้ซึ่งมีสำนึกรับรู้อันผิดปกติวิสัย—ไม่สามารถที่จะรู้จักพฤติกรรมอันน่าดูหมิ่นของพวกเขาเองหรือเสียใจในความเป็นกบฏของพวกเขา  หากผู้คนสามารถรู้จักตัวเองได้ พวกเขาก็ย่อมได้รับเอาสำนึกรับรู้ของพวกเขากลับมาแล้วเล็กน้อย ยิ่งผู้คนที่ไม่สามารถรู้จักตัวเองมีความเป็นกบฏต่อพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีสำนึกรับรู้ที่ถูกต้องน้อยลงเท่านั้น

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

82. หลังจากหลายพันปีแห่งความเสื่อมทราม มนุษย์ด้านชาและปัญญาทึบ เขาได้กลายเป็นปีศาจตนหนึ่งซึ่งต่อต้านพระเจ้า จนถึงขนาดที่ความเป็นกบฏของมนุษย์ต่อพระเจ้านั้นได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหลาย และกระทั่งมนุษย์เองก็ไม่สามารถที่จะพรรณนาพฤติกรรมอันเป็นกบฏของเขาได้อย่างครบถ้วน—ด้วยเหตุที่มนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึก และได้ถูกซาตานพาออกนอกลู่นอกทางไปถึงขนาดที่ว่าเขาไม่รู้ว่าจะหันไปทางใด  แม้กระทั่งวันนี้ มนุษย์ยังคงทรยศพระเจ้า กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เห็นพระเจ้า เขาทรยศพระองค์ และเมื่อเขาไม่สามารถเห็นพระเจ้า เขาก็ทรยศพระองค์ด้วยเช่นกัน  มีแม้กระทั่งพวกที่เมื่อได้เป็นประจักษ์พยานในคำสาปแช่งของพระเจ้าและพระพิโรธของพระเจ้าแล้ว ก็ยังคงทรยศพระองค์  และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าสำนึกรับรู้ของมนุษย์ได้สูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันไปแล้ว และมโนธรรมของมนุษย์ก็ได้สูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันไปแล้วด้วยเช่นกัน  มนุษย์ที่เราเฝ้ามองคือสัตว์เดียรัจฉานตัวหนึ่งในเครื่องแต่งกายของมนุษย์ เขาเป็นอสรพิษตัวหนึ่ง และไม่สำคัญว่าเขาพยายามทำตัวให้ดูเหมือนน่าเวทนาต่อหน้าต่อตาของเราเพียงใด เราจะไม่มีวันเมตตาเขา ด้วยเหตุที่มนุษย์ไม่มีการจับความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างขาวกับดำ ในความแตกต่างระหว่างความจริงกับสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง  สำนึกรับรู้ของมนุษย์ด้านชายิ่งนัก กระนั้นเขาก็ยังคงปรารถนาที่จะได้รับพร สภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาต่ำศักดิ์ยิ่งนัก กระนั้นเขาก็ยังคงปรารถนาที่จะมีอธิปไตยของกษัตริย์  เขาจะสามารถเป็นกษัตริย์ของใครได้ ด้วยสำนึกรับรู้เช่นนั้น?  เขาที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์เช่นนั้นจะสามารถนั่งบนบัลลังก์ได้อย่างไร?  มนุษย์ไม่มีความละอายใจจริงๆ!  เขาคือผู้เคราะห์ร้ายที่ทะนงตนคนหนึ่ง!  สำหรับพวกเจ้าที่ปรารถนาจะได้รับพร เราขอแนะนำให้เจ้าหากระจกเงาบานหนึ่งแล้วมองดูภาพสะท้อนอันน่าเกลียดของเจ้าเองเสียก่อน—เจ้ามีสิ่งจำเป็นในการเป็นกษัตริย์หรือไม่?  เจ้ามีหน้าตาเหมือนผู้หนึ่งซึ่งสามารถได้รับพรหรือไม่?  ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าเลยแม้แต่น้อยและเจ้ายังไม่ได้นำความจริงใดๆ มาปฏิบัติเลย กระนั้นเจ้ายังคงปรารถนาที่จะมีวันพรุ่งนี้ที่น่าอัศจรรย์อยู่อีก  เจ้ากำลังหลอกตัวเอง!  มนุษย์ซึ่งเกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนั้น ได้ติดเชื้อจากสังคมในระดับที่รุนแรง  เขาได้รับกำหนดเงื่อนไขจากจริยธรรมแบบศักดินา และได้รับการศึกษาจาก “สถาบันอุดมศึกษา” การคิดอ่านที่ล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม การมองชีวิตที่เสื่อมถอย ปรัชญาที่น่าดูหมิ่นของการติดต่อเจรจาทางโลก การดำรงอยู่อันไร้ค่าอย่างที่สุด และขนบธรรมเนียมและชีวิตในแต่ละวันอันต่ำทราม—ทั้งหมดนี้ได้รุกล้ำเข้าไปในหัวใจของมนุษย์อย่างรุนแรง และได้บ่อนทำลายและโจมตีมโนธรรมของเขาอย่างรุนแรงมาโดยตลอด  ผลก็คือ มนุษย์ออกห่างจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และต่อต้านพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ อุปนิสัยของมนุษย์ไร้ความปรานีขึ้นทุกวัน และไม่มีสักคนที่เต็มใจสละสิ่งใดๆ เพื่อพระเจ้า ไม่มีสักคนที่เต็มใจนบนอบพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสักคนที่เต็มใจแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มนุษย์ไล่ตามไขว่คว้าความยินดีอย่างเต็มหัวใจของเขาภายใต้อำนาจของซาตาน และทำให้เนื้อหนังของพวกเขาเสื่อมทรามในปลักตมที่ไม่อาจหลุดพ้น  แม้คราที่พวกเขาได้ยินความจริง พวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดก็ไม่มีความปรารถนาที่จะปฏิบัติความจริง และพวกเขาก็ไม่มีแนวโน้มที่จะแสวงหาแม้เมื่อพวกเขาเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงปรากฏแล้วก็ตาม  มวลมนุษย์ที่ต่ำทรามเช่นนี้จะสามารถมีพื้นที่ที่จะได้รับความรอดได้อย่างไร?  มวลมนุษย์ที่เสื่อมศีลธรรมเช่นนี้จะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

83. การที่มนุษย์เปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนออกมาเกิดจากมโนธรรมที่ทึบเขลาของมนุษย์ ธรรมชาติอันมุ่งร้ายของเขา และสำนึกรับรู้ที่บกพร่องของเขาเท่านั้น หากมโนธรรมและสำนึกรับรู้ของมนุษย์กลายเป็นปกติได้อีกครั้ง เขาก็ย่อมจะกลายเป็นใครบางคนซึ่งเหมาะสมสำหรับการใช้งานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  เป็นเพียงเพราะมโนธรรมของมนุษย์นั้นด้านชามาตลอด และเพราะสำนึกรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งไม่เคยถูกต้อง กำลังทึบเขลายิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนมนุษย์กำลังเป็นกบฏต่อพระเจ้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ว่าเขากระทั่งได้ตรึงพระเยซูบนกางเขนและไม่ยอมให้การประสูติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายของพระเจ้าเข้าสู่พระนิเวศของพระองค์ และกล่าวโทษเนื้อหนังของพระเจ้า และมองเนื้อหนังของพระเจ้าว่าต่ำต้อย  หากมนุษย์เพียงมีสภาวะความเป็นมนุษย์เล็กน้อย เขาคงจะไม่โหดร้ายถึงเพียงนั้นในการปฏิบัติของเขาต่อเนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า หากเขาเพียงมีสำนึกรับรู้เล็กน้อย เขาคงจะไม่ชั่วช้าถึงเพียงนั้นในการปฏิบัติของเขาต่อเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ หากเขาเพียงมีมโนธรรมเล็กน้อย เขาคงจะไม่ “ขอบคุณ” พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ในหนทางนี้  มนุษย์ใช้ชีวิตในยุคสมัยของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ กระนั้นเขายังไม่สามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงมอบโอกาสที่ดีเช่นนี้ให้เขา และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับสาปแช่งการเสด็จมาของพระเจ้า หรือเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และดูเหมือนว่าจะต่อต้านข้อเท็จจริงนั้นและรังเกียจข้อเท็จจริงนั้น  ไม่ว่ามนุษย์จะปฏิบัติต่อการเสด็จมาของพระเจ้าอย่างไร สรุปสั้นๆ คือ พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อย่างอดทนเสมอมา—แม้ว่ามนุษย์ไม่เคยต้อนรับพระองค์เลยแม้แต่น้อย และทำการร้องขอจากพระองค์อย่างหูหนวกตาบอด  อุปนิสัยของมนุษย์ได้กลายเป็นชั่วช้ายิ่งนัก สำนึกรับรู้ของเขาทึบเขลายิ่งนัก และมโนธรรมของเขาได้ถูกมารร้ายเหยียบย่ำอย่างสิ้นเชิงและไม่ได้เป็นมโนธรรมดั้งเดิมของมนุษย์มานานแล้ว  มนุษย์ไม่เพียงอกตัญญูต่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ที่ประทานชีวิตและพระคุณมากมายเพียงนั้นให้แก่มวลมนุษย์เท่านั้น แต่กระทั่งยังได้กลายเป็นไม่พอใจต่อพระเจ้าที่ทรงมอบความจริงแก่เขา นั่นเป็นเพราะมนุษย์ไม่มีความสนใจในความจริงแม้แต่น้อย เขาจึงได้ไม่พอใจพระเจ้า  ไม่เพียงแค่มนุษย์ไม่สามารถที่จะวางชีวิตของเขาลงเพื่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่เขายังพยายามที่จะเค้นเอาความโปรดปรานทั้งหลายจากพระองค์ และอ้างเอาผลประโยชน์ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งซึ่งมนุษย์ได้ถวายแด่พระเจ้านับเป็นหลายสิบเท่าด้วยเช่นกัน  ผู้คนที่มีมโนธรรมและสำนึกรับรู้เช่นนั้นยังคงไม่เห็นสิ่งใดผิดในเรื่องนี้ และยังคงเชื่อว่าพวกเขาได้สละตัวพวกเขาเพื่อพระเจ้ามากมายยิ่งนักแล้ว และว่าพระเจ้าได้ทรงมอบให้พวกเขาน้อยเกินไป  มีผู้คนที่เมื่อได้ให้น้ำหนึ่งถ้วยแก่เราแล้ว ก็ยื่นมือของพวกเขาออกมาและเรียกร้องให้เราจ่ายเป็นนมสองถ้วยให้พวกเขา หรือเมื่อได้มอบห้องให้เราเป็นเวลาหนึ่งคืนแล้ว ก็เรียกร้องให้เราจ่ายค่าเช่าเป็นเวลาหลายคืน  ด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์เช่นนั้นและมโนธรรมเช่นนั้น เจ้ายังคงสามารถปรารถนาที่จะได้รับชีวิตได้อย่างไร?  เจ้าช่างเป็นเหล่าผู้เคราะห์ร้ายที่น่าเหยียดหยามเสียจริง!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

84. หากเราไม่ได้เปิดโปงความน่าเกลียดในส่วนลึกของหัวใจของพวกเจ้าออกมา เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าแต่ละคนก็คงจะวางมงกุฎไว้บนหัวของเจ้าและเก็บความรุ่งโรจน์ทั้งหมดไว้เพื่อตัวพวกเจ้าเอง ธรรมชาติอันโอหังและทะนงตนของพวกเจ้าขับดันพวกเจ้าให้ทรยศต่อมโนธรรมของเจ้าเอง ให้ต่อต้านและเป็นกบฏต่อพระคริสต์ และเปิดเผยความอัปลักษณ์ของพวกเจ้าออกมา ด้วยเหตุนั้น เจตนา มโนคติที่หลงผิด ความอยากอันฟุ้งเฟ้อและดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภของพวกเจ้าจึงถูกนำมาเผยให้รู้ทั่วกัน และกระนั้นพวกเจ้าก็ยังคงพูดพร่ำต่อไปเกี่ยวกับความปรารถนาอันแรงกล้าของเจ้าที่มีมาตลอดชีวิตเพื่อพระราชกิจของพระคริสต์ และพร่ำพูดความจริงที่พระคริสต์ตรัสไว้นานมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือ “ความเชื่อ” ของพวกเจ้า—“ความเชื่อที่ปราศจากราคี” ของพวกเจ้า เราได้ยึดมนุษย์ไว้กับมาตรฐานที่เคร่งครัดมาโดยตลอด หากความจงรักภักดีของเจ้ามาพร้อมกับเจตนาและสภาพเงื่อนไขนานาสารพัน เช่นนั้นแล้วเราน่าจะอยู่โดยปราศจากสิ่งที่เรียกว่าความจงรักภักดีของเจ้าจะดีเสียกว่า เพราะเราชิงชังพวกที่หลอกลวงเราผ่านเจตนาทั้งหลายของพวกเขาและบีบคั้นเราด้วยสภาพเงื่อนไขนานาสารพัน เราหวังเพียงให้มนุษย์นั้นจงรักภักดีต่อเราอย่างบริบูรณ์ และให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์—และเพื่อพิสูจน์—คำๆเดียว นั่นก็คือความเชื่อ เราดูหมิ่นการใช้คำประจบสอพลอทั้งหลายของพวกเจ้าเพื่อพยายามทำให้เราชื่นบาน เพราะเรานั้นปฏิบัติต่อพวกเจ้าด้วยความจริงใจเสมอมา และดังนั้นจึงหวังให้พวกเจ้าปฏิบัติต่อเราด้วยความเชื่อที่แท้จริงเช่นเดียวกัน เมื่อพูดถึงความเชื่อคนจำนวนมากอาจคิดว่าพวกเขาติดตามพระเจ้าเพราะพวกเขามีความเชื่อ และหากไม่เช่นนั้นแล้ว คงจะไม่สู้ทนต่อความทุกข์เช่นนั้น ดังนั้นเราจึงถามคำถามนี้กับเจ้าว่าหากเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่ยำเกรงพระองค์? หากเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ทำไมจึงไม่มีความพรั่นพรึงต่อพระองค์แม้แต่น้อยในหัวใจของเจ้า?  เจ้ายอมรับว่าพระคริสต์คือการประสูติเป็นมนุษย์มนุษย์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ทำไมเจ้าจึงถือว่าพระองค์น่าเหยียดหยาม?  เหตุใดเจ้าจึงปฏิบัติต่อพระองค์อย่างไม่เคารพ?  เหตุใดเจ้าจึงตัดสินพระองค์อย่างเปิดเผย?  เหตุใดเจ้าจึงคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของพระองค์เสมอ?  เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมนบนอบการจัดการเตรียมการต่างๆ ของพระองค์?  เหตุใดเจ้าจึงไม่ปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์?  เหตุใดเจ้าจึงรีดไถและปล้นเครื่องบูชาของพระองค์ไปจากพระองค์? เหตุใดเจ้าจึงพูดแทนพระคริสต์?  เหตุใดเจ้าจึงตัดสินว่าพระราชกิจของพระองค์และพระวจนะของพระองค์นั้นถูกต้องหรือไม่?  เหตุใดเจ้าจึงกล้าหมิ่นประมาทพระองค์ลับหลังพระองค์?  สิ่งเหล่านี้และสิ่งอื่นๆ คือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นความเชื่อของเจ้าอย่างนั้นหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงหรือไม่?

85. หากเจ้าใช้มโนคติอันหลงผิดของเจ้าเองเพื่อวัดและจำกัดเขตพระเจ้า ราวกับว่าพระเจ้าทรงเป็นรูปปั้นดินเหนียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง และหากเจ้าจำกัดเขตพระเจ้า ให้อยู่ภายในขอบเขตของพระคัมภีร์และจำกัดวงพระองค์ไว้ภายในวงเขตงานที่จำกัดอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นแล้วนี่ก็พิสูจน์ว่าพวกเจ้าได้กล่าวโทษพระเจ้า  เพราะพวกยิวในยุคพันธสัญญาเดิมรับเอาพระเจ้าเป็นรูปเคารพในรูปสัณฐานตายตัวที่พวกเขายึดถือไว้ในหัวใจของพวกเขา ราวกับว่าพระเจ้าทรงรับการเรียกขานได้ว่าพระเมสสิยาห์เท่านั้น และพระองค์ที่ทรงได้รับการเรียกขานว่าพระเมสสิยาห์เท่านั้นที่อาจเป็นพระเจ้าได้ และเพราะมนุษยชาติได้รับใช้และนมัสการพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นรูปปั้นดินเหนียว (ที่ไร้ชีวิต) พวกเขาจึงได้ตอกตรึงพระเยซูในเวลานั้นไว้บนกางเขน ตัดสินโทษพระองค์ด้วยการประหารชีวิต—พระเยซูผู้ไร้ความผิดจึงได้รับโทษประหารด้วยเหตุดังนี้  พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ต่อการกระทำผิดใดๆ กระนั้นมนุษย์ก็ยังปฏิเสธที่จะละเว้นไม่ทำร้ายพระองค์ และยืนกรานที่จะตัดสินโทษพระองค์ด้วยการประหารชีวิต และดังนั้นพระเยซูจึงทรงถูกตรึงกางเขน  มนุษย์เชื่อเสมอว่าพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง และนิยามพระองค์บนพื้นฐานของหนังสือเล่มเดียว นั่นคือพระคัมภีร์ ประหนึ่งว่ามนุษย์มีความเข้าใจบริบูรณ์ในการบริหารจัดการของพระเจ้า ประหนึ่งว่ามนุษย์กำทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำไว้ในฝ่ามือของเขา  ผู้คนนั้นไร้สาระอย่างที่สุด โอหังอย่างที่สุด และพวกเขาทั้งหมดมีพรสวรรค์ในการพูดเกินจริง  ไม่ว่าความรู้ในเรื่องพระเจ้าของเจ้าจะมากมายเพียงใด เรายังคงพูดว่าเจ้าไม่รู้จักพระเจ้า พูดว่าเจ้าเป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้ามากที่สุด และพูดว่าเจ้าได้กล่าวโทษพระเจ้า  เพราะเจ้าไม่สามารถอย่างสิ้นเชิงที่จะนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าและเดินไปบนเส้นทางแห่งการถูกทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  ทำไมพระเจ้าไม่เคยพึงพอพระทัยกับการกระทำต่างๆ ของมนุษย์เล่า?  เพราะมนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้า  เพราะเขามีมโนคติอันหลงผิดมากเกินไป และเพราะความรู้ของเขาในเรื่องพระเจ้าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแต่อย่างใดเลย แต่กลับทวนซ้ำอรรถบทเดิมอย่างน่าเบื่อหน่ายโดยปราศจากความเปลี่ยนแปลง และใช้วิธีเข้าหาแบบเดิมกับทุกสถานการณ์  และดังนั้น หลังจากที่ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกในวันนี้ พระเจ้าจึงทรงถูกมนุษย์ตอกตรึงกับกางเขนอีกครั้ง  มนุษยชาติช่างโหดร้าย!  เล่ห์เพทุบายและแผนร้าย การคว้ากระชากและฉกฉวยสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากคนอื่น การแก่งแย่งชื่อเสียงและความมั่งคั่ง การเข่นฆ่ากันและกัน—เมื่อไรมันจะสิ้นสุดเสียที?  ถึงแม้ว่าจะมีพระวจนะนับหลายแสนคำที่พระเจ้าตรัส แต่ก็ไม่มีใครที่ได้สติสักคน  ผู้คนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของครอบครัว ลูกชายและลูกสาวของตน เพื่ออาชีพการงาน โอกาสในอนาคต ตำแหน่งหน้าที่ ความเห่อเหิม และเงินทองของตน เพื่ออาหาร เสื้อผ้า และเนื้อหนัง  แต่มีใครสักคนหรือไม่ที่มีการกระทำต่างๆ ซึ่งเป็นไปเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง?  แม้แต่ในท่ามกลางผู้ที่ปฏิบัติเพื่อพระเจ้า ก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักพระเจ้า  มีผู้คนสักกี่คนที่ไม่ได้ปฏิบัติบนผลประโยชน์ของตนเอง?  มีสักกี่คนที่ไม่กดขี่หรือกีดกันบุคคลอื่นๆ เพื่อที่จะปกป้องตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง?  และดังนั้น พระเจ้าจึงทรงถูกตัดสินประหารชีวิตโดยพลการเกินจะนับครั้งได้ และบรรดาผู้พิพากษาป่าเถื่อนจำนวนนับไม่ถ้วนได้กล่าวโทษพระเจ้าและได้ตอกตรึงพระองค์กับกางเขนอีกครั้ง  จะมีสักกี่คนที่สามารถเรียกได้ว่าชอบธรรมเพราะการที่พวกเขาปฏิบัติเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คนชั่วย่อมจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน

86. ผู้คนมากมายต่อต้านพระเจ้าและขัดขวางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะพวกเขาไม่รู้จักพระราชกิจอันหลากหลายและแตกต่างกันของพระเจ้า และนอกจากนั้นเพราะพวกเขามีความรู้และคำสอนแค่หางอึ่งที่จะใช้ประเมินพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มิใช่หรือ?  แม้ว่าประสบการณ์ต่างๆ ของผู้คนเช่นนี้จะผิวเผิน แต่พวกเขาก็โอหังและหลงใหลในธรรมชาติ และพวกเขาคำนึงถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยการเหยียดหยาม เพิกเฉยต่อการบ่มวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และยิ่งกว่านั้นใช้ข้อโต้แย้งเก่าๆ ไร้สาระของพวกเขาเพื่อ “ยืนยัน” พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกเขายังเล่นละครตบตาอีกด้วย และหลงเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการเรียนรู้และความคงแก่เรียนของตัวเอง และหลงเชื่อมั่นว่าพวกเขามีความสามารถที่จะเดินทางข้ามโลกได้  ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่พวกที่ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์หรอกหรือ และพวกเขาจะไม่ถูกยุคใหม่กำจัดออกไปหรอกหรือ?  พวกที่มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อต้านพระองค์อย่างเปิดเผย ไม่ใช่บุคคลน่าดูหมิ่นที่ไม่รู้เท่าทันและได้รับข่าวสารน้อยเกินไป ซึ่งเพียงกำลังพยายามอวดว่าพวกเขาหลักแหลมเพียงใดหรอกหรือ?  ด้วยความรู้เรื่องพระคัมภีร์เพียงน้อยนิด พวกเขาพยายามก่อจลาจลใน “สถาบันวิชาการ” ของโลก ด้วยคำสอนเพียงผิวเผินเพื่อใช้สอนผู้คน พวกเขาพยายามพลิกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยายามทำให้พระราชกิจหมุนรอบกระบวนการขบคิดของพวกเขาเอง  เพราะพวกเขามีสายตาสั้นพวกเขาจึงพยายามมองดู 6,000 ปีแห่งพระราชกิจของพระเจ้าด้วยการชำเลืองครั้งเดียว  ผู้คนเหล่านี้ไม่มีสำนึกรับรู้ที่มีค่าคู่ควรต่อการกล่าวถึงแต่อย่างใด!  อันที่จริงยิ่งผู้คนมีความรู้เรื่องพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งตัดสินพระราชกิจของพระองค์ช้าลงเท่านั้น  นอกจากนี้พวกเขาพูดถึงความรู้เรื่องพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้เพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ไม่ได้หุนหันพลันแล่นในการตัดสินของพวกเขา  ยิ่งผู้คนรู้เรื่องพระเจ้าน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งโอหังและหลงตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งประกาศการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างหยาบคายมากขึ้นเท่านั้น—กระนั้น พวกเขาก็พูดถึงทฤษฎีเท่านั้น และไม่เสนอหลักฐานจริงแท้ใดๆ  ผู้คนเช่นนี้ไม่มีค่าอะไรเลย  พวกที่เห็นว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเรื่องเล่นนั้นเป็นคนเหลาะแหละ!  พวกที่ไม่ระมัดระวังเมื่อพวกเขาเผชิญกับพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งพูดมาก ด่วนตัดสิน ผู้ซึ่งให้อิสระเต็มที่แก่อารมณ์ของพวกเขาที่จะปฏิเสธความถูกต้องของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้ซึ่งดูแคลนและหมิ่นประมาทพระราชกิจด้วยเช่นกัน—ผู้คนที่ขาดความเคารพเช่นนี้ไม่ได้ขาดความรู้เท่าทันต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ?  ยิ่งกว่านั้นพวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่โอหังอย่างหนัก ผู้คนที่ทะนงตนและไม่สามารถควบคุมได้โดยสันดานหรอกหรือ?  แม้ว่าสักวันหนึ่งจะมาถึงเมื่อผู้คนเช่นนี้ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าก็ยังคงไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อพวกเขา  พวกเขาไม่เพียงดูถูกพวกที่ทำงานเพื่อพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังหมิ่นประมาทพระเจ้าพระองค์เองอีกด้วย  ผู้คนที่หมดหวังเช่นนี้จะไม่ได้รับการอภัย ทั้งในยุคนี้และในยุคที่จะมา และพวกเขาจะต้องพินาศในนรกตลอดกาล!  ผู้คนที่ขาดความเคารพและหลงระเริงเช่นนี้กำลังเสแสร้งทำเป็นเชื่อในพระเจ้า และยิ่งผู้คนเป็นเยี่ยงนี้มากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะล่วงเกินประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  พวกคนโอหังเหล่านั้นผู้ซึ่งปราศจากการควบคุมแต่กำเนิด และผู้ซึ่งไม่เคยได้เชื่อฟังผู้ใด ต่างก็ไม่เดินบนเส้นทางนี้ทั้งหมดหรอกหรือ?  พวกเขาไม่ต่อต้านพระเจ้าวันแล้ววันเล่า พระเจ้าผู้ทรงใหม่เสมอและทรงไม่มีวันเก่าหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า

87. จงรู้ไว้ว่าพวกเจ้าต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้า หรือใช้มโนคติที่หลงผิดของพวกเจ้าเองในการประเมินพระราชกิจของวันนี้ เพราะพวกเจ้าไม่รู้จักหลักการต่างๆ ของพระราชกิจของพระเจ้า และเพราะการปฏิบัติต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างหุนหันพลันแล่นของพวกเจ้า  การที่พวกเจ้าต่อต้านพระเจ้าและขัดขวางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเกิดจากมโนคติอันหลงผิดและความโอหังแต่กำเนิดของพวกเจ้า  ไม่ใช่เพราะพระราชกิจของพระเจ้านั้นผิด แต่เพราะพวกเจ้าเป็นกบฏเกินไปโดยธรรมชาติ  หลังจากที่พวกเขาได้พบการเชื่อในพระเจ้า ผู้คนบางคนก็ถึงกับไม่สามารถพูดด้วยความมั่นใจว่ามนุษย์ได้มาจากไหน กระนั้นพวกเขากล้าที่จะกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณะเพื่อประเมินความถูกและความผิดของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกเขาถึงกับสั่งสอนบรรดาอัครทูตที่มีพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้ความคิดเห็น และแย่งกันพูด สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาต่ำเกินไป และไม่มีสำนึกรับรู้ในพวกเขาแม้แต่น้อย  วันนั้นจะไม่มาถึงหรอกหรือเมื่อผู้คนเช่นนี้ถูกรังเกียจเดียดฉันท์โดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และถูกเผาด้วยไฟแห่งนรก?  พวกเขาไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า แต่กลับตัดสินพระราชกิจของพระองค์แทน และยังพยายามอบรมพระเจ้าถึงวิธีทรงพระราชกิจอีกด้วย  ผู้คนที่ไร้เหตุผลเช่นนี้จะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร?  มนุษย์มารู้จักพระเจ้าในระหว่างกระบวนการแสวงหาและการมีประสบการณ์ การรู้จักพระเจ้านั้นไม่ได้รับโดยผ่านทางการทรงรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในระหว่างที่มนุษย์กระทำการตัดสินตามอำเภอใจ  ยิ่งความรู้เรื่องพระเจ้าของผู้คนถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งต่อต้านพระองค์น้อยลงเท่านั้น  ในทางกลับกันยิ่งผู้คนรู้จักพระเจ้าน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะต่อต้านพระองค์มากขึ้นเท่านั้น  มโนคติที่หลงผิดของเจ้า ธรรมชาติเก่าของเจ้า และสภาวะความเป็นมนุษย์ ลักษณะนิสัย และทรรศนะด้านศีลธรรมของเจ้าเป็น “ทุน” ที่เจ้าใช้ในการต้านทานพระเจ้า และยิ่งศีลธรรมของเจ้าเสื่อมทรามมากขึ้นเท่าใด คุณภาพของเจ้าน่าเกลียดน่าชังมากขึ้นเท่าใด  และสภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าต่ำต้อยมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งเป็นศัตรูของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  พวกที่ถูกครอบงำโดยมโนคติที่หลงผิดอย่างแรงกล้า และที่มีอุปนิสัยเห็นตัวเองถูกเสมอจะยิ่งมีความเป็นศัตรูกับพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นไปอีก ผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์  หากมโนคติที่หลงผิดของเจ้าไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพวกมันก็จะต่อต้านพระเจ้าอยู่เสมอ เจ้าจะไม่มีวันเข้ากันได้กับพระเจ้า และจะอยู่ห่างจากพระองค์เสมอ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า

88. ใครก็ตามที่ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้าคือผู้ที่ต่อต้านพระองค์ ส่วนคนที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว แต่ยังไม่พยายามทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยก็ยิ่งถือว่าเป็นผู้ต่อต้านพระเจ้า  มีบรรดาผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรอันอลังการและสวดท่องพระคัมภีร์ตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า  ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่สามารถรู้จักพระเจ้า นับประสาอะไรที่คนหนึ่งคนใดท่ามกลางพวกเขาจะสามารถทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พวกเขาล้วนเป็นคนที่เลวทรามไร้ค่า แต่ละคนยืนค้ำหัวสั่งสอน “พระเจ้า”  พวกเขาคือคนที่ถือธงของพระเจ้า แต่กลับจงใจต้านทานพระเจ้า พวกเขาชูป้ายว่าเชื่อในพระเจ้า พลางกินเนื้อหนังและดื่มเลือดของมนุษย์ไปด้วย  ทุกคนที่เป็นเช่นนี้คือเหล่ามารชั่วที่กลืนกินดวงจิตของมนุษย์ เหล่าหัวหน้าปีศาจที่จงใจก่อกวนการออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องของผู้คน และเป็นเครื่องสะดุดที่คอยขัดแข้งขัดขาการแสวงหาพระเจ้าของผู้คน พวกเขาอาจดูมี “สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง” แต่ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่อะไรนอกเสียจากศัตรูของพระคริสต์ที่นำผู้คนให้ต้านทานพระเจ้า?  ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาคือมารที่มีชีวิตซึ่งทุ่มเทอุทิศเพื่อการกลืนกินดวงจิตของมนุษย์?  พวกที่ถือว่าตนเองสูงส่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าคือผู้ที่ไร้ค่าที่สุดในหมู่มนุษย์  ส่วนผู้ที่คิดว่าตนต้อยต่ำคือผู้ที่ได้รับเกียรติที่สุด  และพวกที่คิดว่าตนรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น สามารถกล่าวประกาศพระราชกิจของพระเจ้าต่อผู้อื่นอย่างเอิกเกริกเกรียวกราวในขณะที่พวกเขามองตรงมายังพระองค์—พวกนี้คือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่สุดในหมู่มนุษย์  ผู้คนเช่นนั้นล้วนปราศจากคำพยานให้พระเจ้า พวกเขาล้วนโอหัง และทะนงตน  บรรดาผู้ที่เชื่อว่าพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าน้อยเกินไป ทั้งที่มีประสบการณ์จริงและมีความรู้ที่สัมพันธ์กับสถานการณ์จริงเกี่ยวกับพระองค์นั้น คือผู้ที่พระองค์ทรงรักอย่างที่สุด  มีเพียงผู้คนเช่นนั้นเท่านั้นที่มีคำพยานอย่างแท้จริง และสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้อย่างแท้จริง  พวกที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าคือผู้ต่อต้านพระเจ้า พวกที่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแต่ไม่ปฏิบัติความจริงคือผู้ต่อต้านพระเจ้า พวกที่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าแต่ยังขัดแย้งกับแก่นสารในพระวจนะของพระเจ้าคือผู้ต่อต้านพระเจ้า พวกที่มีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น จงใจกบฏ คือผู้ต่อต้านพระเจ้า พวกที่ตัดสินพระเจ้าคือผู้ต่อต้านพระเจ้า และใครก็ตามที่ไม่สามารถรู้จักพระเจ้าหรือเป็นพยานให้พระองค์ก็คือผู้ต่อต้านพระเจ้า  ดังนั้นเราจึงกำชับพวกเจ้าว่า หากพวกเจ้ามีความเชื่อจริงๆ ว่าเจ้าสามารถเดินบนเส้นทางนี้ได้ เช่นนั้นแล้วจงเดินตามเส้นทางนี้ต่อไป  แต่หากพวกเจ้าไม่สามารถละเว้นจากการต้านทานพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าควรเดินออกห่างก่อนที่จะสายเกินไปย่อมเป็นการดีที่สุด  มิฉะนั้นแล้ว โอกาสที่สิ่งทั้งหลายจะออกมาเลวร้ายสำหรับเจ้านั้นย่อมมีสูงมาก เพราะธรรมชาติของพวกเจ้าเสื่อมทรามเกินไปโดยแท้  เจ้าไม่มีความจงรักภักดีหรือความนบนอบ หรือหัวใจที่กระหายความชอบธรรมและความจริง หรือความรักให้พระเจ้าแม้แต่น้อย  อาจกล่าวได้ว่าสภาพการณ์ของพวกเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าคือความยุ่งเหยิงเต็มที  เจ้าไม่สามารถทำตามสิ่งที่เจ้าควรทำตาม และไร้ความสามารถที่จะพูดสิ่งที่ควรพูด  สิ่งที่เจ้าควรนำมาปฏิบัติ เจ้าก็ล้มเหลวที่จะนำมาปฏิบัติ และหน้าที่การงานที่เจ้าควรทำให้ลุล่วง เจ้าก็ไร้ความสามารถที่จะทำจนลุล่วงได้  เจ้าไม่มีความจงรักภักดี มโนธรรม ความนบนอบ หรือความแน่วแน่ที่เจ้าควรมี  เจ้าไม่ได้สู้ทนความทุกข์ที่เจ้าสมควรต้องสู้ทน และเจ้าไม่มีความเชื่อที่เจ้าควรมี  ง่ายเลยทีเดียวก็คือ พวกเจ้าไร้ซึ่งคุณธรรมอันใดโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ พวกเจ้าไม่อับอายหรอกหรือในการที่จะใช้ชีวิตต่อไป?  ให้เราชักชวนพวกเจ้าว่าเจ้าควรปิดตาของเจ้าอยู่ในการพักผ่อนชั่วนิรันดร์จะดีเสียกว่า ด้วยผลจากการนั้นพระเจ้าจะได้ไม่ทรงกังวลในเรื่องของพวกเจ้าและไม่ทรงทุกข์เพื่อประโยชน์ของพวกเจ้า  พวกเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่กลับไม่รู้เจตนารมณ์ของพระองค์ เจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และก็ยังไร้ความสามารถที่จะคงเส้นคงวาไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์ได้  เจ้าเชื่อในพระเจ้า และก็ยังไม่รู้จักพระองค์ และเจ้ามีชีวิตอยู่โดยปราศจากเป้าหมายที่จะเพียรพยายามดั้นด้นไป ปราศจากคุณค่าใดๆ ปราศจากความหมายใดๆ  เจ้าใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และยังไม่มีมโนธรรม ความสัตย์สุจริต หรือความน่าเชื่อถือเลยแม้ในระดับเบาบางที่สุด—พวกเจ้ายังสามารถเรียกตัวเองว่ามนุษย์ได้อยู่หรือ?  เจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่หลอกลวงพระองค์ ที่มากไปกว่านั้น เจ้าเอาเงินของพระเจ้าไปและกินของถวายที่มีผู้ทำให้พระองค์  กระนั้นในท้ายที่สุดแล้ว เจ้าก็ยังคงล้มเหลวที่จะแสดงความคำนึงแม้เพียงแผ่วบางที่สุดต่อความรู้สึกของพระเจ้าหรือมโนธรรมที่เลือนรางที่สุดต่อพระองค์  เจ้าไม่สามารถทำสำเร็จได้แม้แต่ข้อเรียกร้องอันสัพเพเหระที่สุดของพระเจ้า  พวกเจ้ายังคงสามารถเรียกตัวเองว่ามนุษย์ได้อยู่หรือ?  การกินอาหารที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เจ้า และหายใจรับออกซิเจนที่พระองค์ประทานให้เจ้า และชื่นชมพระคุณของพระองค์ กระนั้นในท้ายที่สุดแล้ว เจ้าก็ยังไม่มีความรู้แม้เพียงแผ่วเผินที่สุดเกี่ยวกับพระเจ้าเลย  ในทางกลับกัน เจ้าได้กลายเป็นคนใช้ไม่ได้ที่ต้านทานพระเจ้า  นั่นไม่ทำให้เจ้าเป็นสัตว์ร้ายที่ต่ำยิ่งกว่าสุนัขหรอกหรือ?  ในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย มีสัตว์ใดบ้างที่มุ่งร้ายไปกว่าพวกเจ้า?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต้านทานพระเจ้า

89. ปัญหาที่ใหญ่โตที่สุดกับมนุษย์ก็คือว่าเขารักแต่สิ่งต่างๆ ที่เขาไม่สามารถเห็นหรือแตะต้องได้ สิ่งต่างๆ ที่ล้ำลึกและน่าอัศจรรย์อย่างสูงสุด และที่มนุษย์ไม่อาจจินตนาการได้และที่มนุษย์ซึ่งต้องตายมิอาจบรรลุได้  ยิ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สมจริงมากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็ยิ่งวิเคราะห์พวกมันมากขึ้นเท่านั้น และผู้คนถึงขนาดไล่ตามเสาะหาพวกมันโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น และพยายามที่จะได้รับพวกมันมา  ยิ่งพวกมันไม่สมจริงมากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็ยิ่งพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์พวกมันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเท่านั้น โดยถึงขั้นรังสรรค์ความคิดต่างๆ แบบละเอียดยิบของพวกเขาเองเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นด้วยซ้ำ  ในทางตรงกันข้าม ยิ่งสิ่งต่างๆ สมจริงมากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็ยิ่งไม่แยแสต่อพวกมันมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาแค่มองสิ่งเหล่านั้นแบบดูถูก และถึงขั้นเหยียดหยามพวกมันด้วยซ้ำ  นี่ไม่ใช่ท่าทีของพวกเจ้าที่มีต่องานที่สมจริงที่เรากระทำวันนี้อย่างแน่นอนหรอกหรือ?  ยิ่งสิ่งเหล่านั้นสมจริงมากขึ้นเท่าใด พวกเจ้าก็ยิ่งมีอคติต่อพวกมันมากขึ้นเท่านั้น  เจ้าไม่สละเวลาเลยที่จะตรวจดูพวกมัน แต่เพิกเฉยต่อพวกมันไปเสียอย่างนั้น  เจ้าดูหมิ่นข้อพึงประสงค์ที่สมจริงและมาตรฐานต่ำเหล่านี้ และถึงขั้นเก็บงำมโนคติที่หลงผิดหลายอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากที่สุดพระองค์นี้ และไม่สามารถที่จะยอมรับความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและความปกติของพระองค์ได้เลยจริงๆ  ในหนทางนี้ พวกเจ้าไม่ใช่ยึดมั่นกับการเชื่อที่คลุมเครือหรอกหรือ?  พวกเจ้ามีความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนในพระเจ้าที่คลุมเครือแห่งอดีตกาล และไม่สนใจพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงแห่งวันนี้เลย  นี่ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าแห่งวันวานและพระเจ้าแห่งวันนี้ทรงมาจากสองยุคสมัยที่แตกต่างกันหรอกหรือ?  นั่นไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าแห่งวันวานทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเป็นที่ยกย่องแห่งฟ้าสวรรค์ ในขณะที่พระเจ้าแห่งวันนี้ทรงเป็นมนุษย์ตัวเล็กจิ๋วบนแผ่นดินโลกด้วยหรอกหรือ?  นอกจากนี้ นั่นไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าที่มนุษย์นมัสการนั้นเป็นองค์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ของเขา ในขณะที่พระเจ้าแห่งวันนี้ทรงเป็นผู้ที่มีเนื้อหนังซึ่งจับต้องได้ ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนแผ่นดินโลกหรอกหรือ?  เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้วนั้น นั่นไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าแห่งวันนี้ทรงสมจริงมากเกินไปจนมนุษย์ไม่ไล่ตามเสาะหาพระองค์หรอกหรือ?  เพราะสิ่งที่พระเจ้าแห่งวันนี้ทรงขอจากผู้คนแท้ที่จริงแล้วก็คือสิ่งที่ผู้คนไม่เต็มใจที่จะกระทำมากที่สุด และเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกละอายใจ  นี่ไม่ได้กำลังทำให้สิ่งต่างๆ ยากลำบากสำหรับผู้คนหรอกหรือ?  นี่ไม่ได้ตีแผ่แผลเป็นของผู้คนหรอกหรือ?  ในหนทางนี้ ผู้คนจำนวนมากไม่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้าผู้ทรงสมจริง พระเจ้าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นศัตรูของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ ซึ่งหมายความถึงศัตรูของพระคริสต์  นี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดหรอกหรือ?  ในอดีตนั้น เมื่อพระเจ้ายังไม่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ เจ้าอาจเป็นบุคคลสำคัญทางศาสนา หรือเป็นผู้เชื่อคนหนึ่งซึ่งเคารพนับถือพระเจ้า  หลังจากพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ผู้เชื่อที่นับถือพระเจ้าเช่นนั้นจำนวนมากได้กลายเป็นเหล่าศัตรูของพระคริสต์ไปโดยไม่รู้ตัว  เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ณ ที่นี้?  ในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า เจ้าไม่จดจ่ออยู่กับความเป็นจริงหรือไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับความเทียมเท็จต่างๆ แทน—นี่ไม่ใช่แหล่งกำเนิดอันแจ่มชัดที่สุดของความเป็นปฏิปักษ์ของเจ้าต่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์หรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้

90. ก่อนที่จะพบปะติดต่อกับพระคริสต์ เจ้าอาจเชื่อว่าอุปนิสัยของเจ้าได้รับการแปลงสภาพไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เชื่อว่าเจ้าเป็นผู้ติดตามที่จงรักภักดีของพระคริสต์ เชื่อว่าไม่มีใครมีค่าคู่ควรได้รับพรของพระคริสต์มากกว่าเจ้า—และเชื่อว่า เมื่อได้เดินทางไปบนถนนหลายสาย ทำงานไปมากมายและผลิตดอกผลมากมายออกมา เจ้าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับมงกุฎในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน  แต่เจ้ารู้ข้อเท็จจริงต่อไปนี้หรือไม่ ซึ่งก็คือว่า อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ และความเป็นกบฏและการต้านทานของเขาถูกเปิดโปงเมื่อเขาเห็นพระคริสต์ และในเวลานั้นความเป็นกบฏและการต้านทานของเขาก็ถูกเปิดโปงโดยเบ็ดเสร็จและอย่างหมดเปลือกยิ่งกว่าเวลาอื่น  เป็นเพราะพระคริสต์ทรงเป็นบุตรมนุษย์—บุตรมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีความเป็นมนุษย์ตามปกติ—มนุษย์จึงไม่ให้เกียรติและไม่เคารพพระองค์  เป็นเพราะพระเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนังซึ่งทำให้การเป็นกบฏของมนุษย์ถูกค้นพบอย่างทะลุปรุโปร่งและในรายละเอียดที่แจ่มชัดยิ่งนัก ดังนั้นเราจึงบอกเลยว่าการเสด็จมาของพระคริสต์ได้ขุดคุ้ยความเป็นกบฏทั้งหมดของมวลมนุษย์และเผยให้เห็นธรรมชาติของมนุษยชาติอย่างเด่นชัด  สิ่งนี้เรียกว่า “ล่อเสือลงจากภูเขา” และ “ล่อหมาป่าออกจากถ้ำของมัน”  เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะบังอาจพูดว่าเจ้าจงรักภักดีต่อพระเจ้า?  เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะบังอาจพูดว่าเจ้านบนอบพระเจ้าทุกประการ?  เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะบังอาจพูดว่าเจ้าเป็นกบฏ?  บางคนจะพูดว่า “เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงจัดวางให้ฉันอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ฉันมักจะยอมตามเสมอโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ และยิ่งไปกว่านั้น ฉันไม่ฟุ้งซ่านในมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าเลย”  บางคนจะพูดว่า “สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงมอบเป็นภารกิจให้ฉันทำ ฉันจะทำให้ดีสุดความสามารถของฉัน และจะไม่มีวันทำตัวสุกเอาเผากิน”  ในกรณีนั้น เราขอถามพวกเจ้าดังนี้ว่า พวกเจ้าสามารถเข้ากันได้กับพระคริสต์เมื่อตอนที่เจ้ามีชีวิตอยู่เคียงข้างพระองค์หรือไม่?  และเจ้าจะเข้ากันได้กับพระองค์นานเท่าใด?  หนึ่งวัน?  สองวัน?  หนึ่งชั่วโมง?  สองชั่วโมง?  ความเชื่อของพวกเจ้าอาจจะน่าชมเชย แต่พวกเจ้าไม่ได้มีในเรื่องของความมุมานะมากนัก  ทันทีที่เจ้ากำลังมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์จริงๆ การมองตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอและความสำคัญตนของเจ้าจะถูกเผยให้เห็นผ่านคำพูดและการกระทำของเจ้าทีละเล็กทีละน้อย และเช่นเดียวกัน ความอยากอันฟุ้งเฟ้อของเจ้า กรอบความคิดที่ดื้อแพ่งและความไม่สมดังใจของเจ้าก็จะถูกเปิดเผยอย่างแน่นอนด้วยเช่นกัน  ในที่สุด ความโอหังของเจ้าจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเจ้าไม่ลงรอยกับพระคริสต์มากจนเข้ากันไม่ได้เสมือนน้ำกับไฟ และเมื่อนั้น ธรรมชาติของเจ้าจะถูกตีแผ่อย่างหมดเปลือก  ณ เวลานั้น มโนคติที่หลงผิดของเจ้าจะไม่สามารถถูกปิดบังได้อีกต่อไป ปัญหากวนใจของเจ้าก็จะโผล่ออกมาอย่างแน่นอนเช่นกัน และความเป็นมนุษย์ต่ำทรามของเจ้าก็จะถูกตีแผ่อย่างหมดเปลือก  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เจ้ายังคงปฏิเสธที่จะรับรู้ความเป็นกบฏของเจ้าเอง แต่กลับเชื่อว่าพระคริสต์เช่นนี้ไม่ง่ายที่มนุษย์จะยอมรับ ว่าพระองค์ทรงเข้มงวดเกินไปกับมนุษย์ และว่าเจ้าจะนบนอบอย่างสุดใจหากพระองค์เป็นพระคริสต์ที่ดีกว่านี้ พวกเจ้าเชื่อว่าการเป็นกบฏของพวกเจ้านั้นสมเหตุสมผล และพวกเจ้าเพียงแค่กบฏต่อพระองค์เมื่อพระองค์ทรงผลักดันพวกเจ้ามากเกินไป  เจ้าไม่เคยพิจารณาเลยแม้สักครั้งว่าเจ้าไม่ได้มองพระคริสต์ในฐานะพระเจ้า ว่าเจ้าไม่มีความตั้งใจที่จะนบนอบพระองค์  ตรงกันข้าม เจ้ากลับยืนกรานหัวชนฝาให้พระคริสต์ทรงกระทำตามความปรารถนาของเจ้าเอง และทันทีที่พระองค์ทรงทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ขัดแย้งกับการคิดไปเองของเจ้า เจ้าก็เชื่อว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าแต่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง  มีคนไม่มากนักท่ามกลางพวกเจ้าใช่หรือไม่ที่ได้ชิงดีชิงเด่นกับพระองค์ด้วยวิธีนี้?  จะว่าไปแล้ว ใครหรือที่พวกเจ้าเชื่อ?  และพวกเจ้าแสวงหาด้วยวิธีใดกันหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์คือปรปักษ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน

91. พวกเจ้าปรารถนาที่จะเห็นพระคริสต์อยู่เสมอ แต่เรารบเร้าให้พวกเจ้าอย่าวางท่านับถือตัวเองเสียสูงส่งขนาดนั้น ผู้ใดก็อาจเห็นพระคริสต์ได้ แต่เราบอกเลยว่าไม่มีใครเหมาะสมที่จะเห็นพระคริสต์  เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นเปี่ยมด้วยความชั่ว ความโอหังและความเป็นกบฏ ณ ชั่วขณะที่เจ้าเห็นพระคริสต์ ธรรมชาติของเจ้าจะทำลายเจ้าและกล่าวโทษเจ้าจนตาย การคบหาสมาคมของเจ้ากับพี่น้องชาย (หรือหญิง) อาจไม่แสดงอะไรเกี่ยวกับตัวเจ้ามากนัก แต่มันไม่เรียบง่ายนักเมื่อเจ้าคบหาสมาคมกับพระคริสต์  ไม่ว่าเวลาใด มโนคติที่หลงผิดของเจ้าอาจหยั่งรากลึก ความโอหังของเจ้าเริ่มงอกงาม และความเป็นกบฏของเจ้าผลิดอกออกผล  ด้วยความเป็นมนุษย์เยี่ยงนี้ เจ้าจะเหมาะสมที่จะคบหาสมาคมกับพระคริสต์ได้อย่างไร?  เจ้ามีความสามารถอย่างแท้จริงที่จะปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้าในทุกชั่วขณะของทุกวันอย่างนั้นหรือ?  เจ้าจะมีความนบนอบที่เป็นจริงต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  พวกเจ้านมัสการพระเจ้าผู้สูงส่งในหัวใจพวกเจ้าในฐานะพระยาห์เวห์ ในขณะที่ถือว่าพระคริสต์ที่มองเห็นได้คือมนุษย์คนหนึ่ง  สำนึกรับรู้ของพวกเจ้าช่างต่ำต้อยเกินไปและความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าช่างต่ำทรามเกินไป!  พวกเจ้าไม่สามารถมองพระคริสต์ในฐานะพระเจ้าได้เสมอ มีเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้นเมื่อถูกใจเจ้า  เจ้าจึงจะคว้าเกาะกุมพระองค์ไว้และนมัสการพระองค์ในฐานะพระเจ้า  นี่คือเหตุผลที่เราบอกว่าพวกเจ้าไม่ใช่ผู้เชื่อของพระเจ้า แต่เป็นกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดที่ต่อสู้กับพระคริสต์  แม้แต่คนที่แสดงความใจดีมีเมตตาต่อผู้อื่นก็ยังได้รับการตอบแทน แต่พระคริสต์ผู้ได้ทรงพระราชกิจเช่นนี้ท่ามกลางพวกเจ้ากลับไม่ได้รับทั้งความรักของมนุษย์และค่าตอบแทนและการนบนอบของเขา  นี่ไม่ใช่เรื่องน่าปวดร้าวใจหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์คือปรปักษ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน

92. อาจเป็นไปได้ว่าตลอดหลายปีที่เจ้ามีความเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่เคยสาปแช่งใครหรือกระทำความประพฤติเลวร้ายใดๆ แต่ในการคบหาสมาคมกับพระคริสต์ของเจ้า เจ้าไม่สามารถพูดความจริง กระทำการอย่างซื่อสัตย์ หรือนบนอบพระวจนะของพระคริสต์ ในกรณีเช่นนั้น เราบอกเลยว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายและมุ่งร้ายที่สุดในโลก  เจ้าอาจมีอัธยาศัยดีและอุทิศตนเป็นพิเศษต่อบรรดาญาติ เพื่อน ภรรยา (หรือสามี) บุตรชายหญิง และบิดามารดาของเจ้า และไม่เคยเอาเปรียบผู้อื่น แต่หากเจ้าไม่สามารถเข้ากันได้กับพระคริสต์ หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์อย่างปรองดองกับพระองค์ได้แล้วไซร้ ต่อให้เจ้าสละทั้งหมดที่มีให้กับเพื่อนบ้านของเจ้า หรือดูแลเอาใจใส่บิดามารดาและสมาชิกในครัวเรือนของเจ้าอย่างพิถีพิถัน เราก็จะบอกว่าเจ้ายังคงเป็นคนชั่ว และยิ่งกว่านั้น ยังเต็มไปด้วยเพทุบายอันเจ้าเล่ห์  จงอย่าคิดว่าเจ้าเข้ากันได้กับพระคริสต์เพียงเพราะเจ้าไปกันได้กับคนอื่นหรือประพฤติดีมาบ้าง  เจ้าคิดว่าเจตนาเปี่ยมกุศลของเจ้าสามารถหลอกรับพรแห่งฟ้าได้หรือ?  เจ้าคิดว่าการประพฤติดีเพียงเล็กน้อยเป็นการทดแทนความนบนอบของเจ้ากระนั้นหรือ?  ไม่มีใครในหมู่พวกเจ้าที่สามารถยอมรับการถูกตัดแต่ง และเจ้าทุกคนพบว่ามันยากที่จะอ้าแขนรับความเป็นมนุษย์ตามปกติของพระคริสต์ แม้เจ้าจะป่าวประกาศอยู่เป็นนิจเรื่องความนบนอบที่เจ้ามีต่อพระเจ้าก็ตาม  ความเชื่อในแบบที่พวกเจ้ามีนั้นจะนำมาซึ่งผลการกระทำอันสาสมที่เหมาะสมกัน  จงหยุดตามใจตัวเองในภาพลวงตาเพ้อฝันและความปรารถนาที่จะเห็นพระคริสต์เพราะพวกเจ้ามีวุฒิภาวะต่ำเกินไป ต่ำเสียจนเจ้าไม่ควรค่าแม้แต่จะได้เห็นพระองค์  เมื่อเจ้าถูกกวาดล้างจากความเป็นกบฏของเจ้าอย่างสิ้นเชิงและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองกับพระคริสต์ได้แล้ว ณ ตอนนั้นพระเจ้าจะทรงปรากฏต่อเจ้าอย่างแน่นอน  หากเจ้าไปพบพระเจ้าโดยไม่ได้ผ่านการตัดแต่งหรือพิพากษาแล้วไซร้ เจ้าจะต้องกลายเป็นปรปักษ์ของพระเจ้าและถูกลิขิตให้ถูกทำลายอย่างแน่นอน  ธรรมชาติของมนุษย์เป็นศัตรูต่อพระเจ้าในตนเองอยู่แล้วเพราะมนุษย์ทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกที่สุดของซาตานตลอดมา  หากมนุษย์พยายามคบหาสมาคมกับพระเจ้าจากท่ามกลางความเสื่อมทรามของเขาเอง แน่นอนว่าจะไม่มีสิ่งดีใดๆ เกิดขึ้นจากการนี้ได้ การกระทำและคำพูดของเขาจะเปิดโปงความเสื่อมทรามของเขาในทุกแห่งหนอย่างแน่นอน และในการคบหาสมาคมกับพระเจ้านั้น ความเป็นกบฏของเขาจะเผยตัวออกมาทุกครั้ง  มนุษย์มาต่อต้านพระคริสต์ หลอกลวงพระคริสต์ และละทิ้งพระคริสต์โดยไม่รู้ตัวเลย  เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น มนุษย์จะอยู่ในสภาวะที่ล่อแหลมเสียยิ่งกว่าเดิม และหากสิ่งนี้ดำเนินต่อไป เขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายของการลงโทษ

บางคนอาจเชื่อว่าหากการคบหาสมาคมกับพระเจ้ามีอันตรายยิ่งนัก เช่นนั้นแล้ว อาจเป็นการฉลาดกว่าที่จะรักษาระยะห่างจากพระเจ้าเข้าไว้  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถได้รับอะไรบ้าง?  พวกเขาจะสามารถจงรักภักดีต่อพระเจ้าได้หรือ?  แน่ใจได้เลยว่าการคบหาสมาคมกับพระเจ้านั้นยากมาก—แต่นั่นเป็นเพราะว่ามนุษย์ได้ถูกทำให้เสื่อมทราม ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าไร้ความสามารถที่จะคบหาสมาคมกับเขาได้  จะเป็นการดีที่สุดสำหรับพวกเจ้าที่จะมอบอุทิศความพยายามมากขึ้นให้กับความจริงของการรู้จักตนเอง  เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงชื่นชมพวกเจ้า?  เหตุใดอุปนิสัยของเจ้าจึงเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับพระองค์?  เหตุใดวาทะของเจ้าจึงปลุกเร้าความเกลียดชังของพระองค์?  เวลาที่พวกเจ้าแสดงความจงรักภักดีให้เห็นเล็กน้อย พวกเจ้าก็สรรเสริญตนเองกันใหญ่ พอพวกเจ้าทำคุณความดีกันสักนิด พวกเจ้าก็เรียกร้องรางวัล พอเจ้าแสดงความนบนอบให้เห็นนิดหนึ่ง เจ้าก็ดูถูกผู้อื่น และเมื่อสำเร็จลุล่วงภารกิจเล็กน้อยบางอย่าง เจ้ากลับทำตัวปึ่งชากับพระเจ้า  ในการต้อนรับพระเจ้า พวกเจ้าร้องขอเงินทอง วัตถุสิ่งของ และคำชมเชย  เจ้ารู้สึกปวดใจที่จะต้องบริจาคหนึ่งหรือสองเหรียญ ครั้นเจ้าบริจาคสิบเหรียญ เจ้าร้องขอพรและต้องการได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างเฉพาะตัว  ความเป็นมนุษย์ในแบบของพวกเจ้านั้นช่างระคายปากและแสลงหูยิ่งนัก  มีสิ่งใดในคำพูดและการกระทำของเจ้าที่น่ายกย่องบ้าง?  พวกที่ทำหน้าที่ของตนและพวกที่ไม่ทำ  พวกที่เป็นผู้นำและพวกที่ติดตาม  พวกที่ต้อนรับพระเจ้าและพวกที่ไม่ต้อนรับ  พวกที่บริจาคและพวกที่ไม่บริจาค  พวกที่ประกาศและพวกที่รับพระวจนะ และอื่นๆ คนเช่นนี้สรรเสริญตัวเองกันทุกคน พวกเจ้าไม่เห็นว่านี่น่าขันหรอกหรือ?  ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เจ้าก็ไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า  ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าพวกเจ้าปราศจากคุณความดีอย่างสิ้นเชิง เจ้าก็ยังยืนกรานที่จะอวดตัวอยู่ดี  พวกเจ้าไม่รู้สึกหรือว่าสำนึกของพวกเจ้าเสื่อมจนถึงขั้นที่พวกเจ้าไม่มีการควบคุมตนเองอีกต่อไปแล้ว?  ด้วยสำนึกเช่นนี้ พวกเจ้าจะคู่ควรแก่การติดต่อพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเจ้าไม่กังวลเกี่ยวกับตัวพวกเจ้าเองในเวลานี้หรอกหรือ?  อุปนิสัยของพวกเจ้าได้เสื่อมลงแล้วจนถึงจุดที่พวกเจ้าไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความเชื่อของพวกเจ้าไม่น่าขันหรอกหรือ?  ความเชื่อของพวกเจ้าไม่วิปริตหรอกหรือ?  เจ้าจะปฏิบัติอนาคตของเจ้าอย่างไร?  เจ้าจะเลือกเส้นทางที่จะใช้เดินอย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์คือปรปักษ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน

93. บางคนไม่รักความจริง และยิ่งไม่รักการพิพากษา  แต่กลับรักอำนาจและความร่ำรวย ผู้คนเช่นนี้ได้ชื่อว่าเป็นนักแสวงหาอำนาจ  พวกเขาค้นหาแต่นิกายที่มีอำนาจในโลก ค้นหาแต่ศิษยาภิบาลและคณาจารย์ที่มาจากโรงเรียนสอนศาสนา  แม้พวกเขาจะยอมรับหนทางแห่งความจริงแล้ว แต่ก็เชื่อเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ไม่สามารถมอบหัวใจและจิตใจทั้งดวงของตน ปากของพวกเขากล่าวคำว่าสละตนเพื่อพระเจ้า แต่สายตาของพวกเขากลับจดจ่ออยู่ที่ศิษยาภิบาลและคณาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ชายตามองพระคริสต์เป็นคำรบสอง  จิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดเรื่องชื่อเสียง ผลประโยชน์ และความรุ่งโรจน์  พวกเขานึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนตัวเล็กๆ เช่นนี้จะสามารถพิชิตได้มากขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาเช่นนี้จะสามารถทำให้มนุษย์เพียบพร้อมได้  พวกเขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนนอกสายตาที่อยู่กลางฝุ่นและกองขยะเหล่านี้จะเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  พวกเขาเชื่อว่าถ้าผู้คนดังกล่าวคือเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด เช่นนั้นสวรรค์และแผ่นดินโลกก็คงจะพลิกกลับด้าน และทุกคนก็คงจะหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง  พวกเขาเชื่อว่าหากพระเจ้าทรงเลือกสรรผู้คนดังกล่าวมาทำให้เพียบพร้อม เช่นนั้นแล้วมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็คงจะกลายเป็นพระเจ้าพระองค์เอง  มุมมองของพวกเขามีความไม่เชื่อเจืออยู่ และที่ยิ่งกว่าการไม่เชื่อก็คือ พวกเขาเป็นเพียงสัตว์ป่าที่ไร้สำนึก เพราะให้ค่าแต่สถานะ เกียรติ และอำนาจเท่านั้น ยกย่องนับถือเฉพาะกลุ่มและนิกายใหญ่โตเท่านั้น และไม่ได้นับถือคนที่พระคริสต์ทรงนำแม้แต่น้อย  พวกเขาเป็นเพียงคนทรยศที่หันหลังให้พระคริสต์ ความจริง และชีวิต

สิ่งที่เจ้าเลื่อมใสนั้นไม่ใช่ความถ่อมใจของพระคริสต์ แต่เจ้ากลับเคารพผู้เลี้ยงเทียมเท็จที่มีตำแหน่งอันโดดเด่น  เจ้าไม่ได้ชื่นชมบูชาความดีงามหรือพระปัญญาของพระคริสต์ แต่เจ้าชื่นชอบพวกคนเสเพลที่คล้อยตามความโสมมของโลก  เจ้าเอาแต่เยาะเย้ยความเจ็บปวดของพระคริสต์เพราะไม่มีที่จะวางพระเศียร แต่กลับเลื่อมใสซากศพที่ตามล่าของถวายและใช้ชีวิตอยู่กับความเสเพลพวกนั้น  เจ้าไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์เคียงข้างพระคริสต์ แต่เจ้ากลับยินดีที่จะโผเข้าสู่อ้อมแขนของศัตรูของพระคริสต์ที่เอาแต่ใจและไม่ยั้งคิดเหล่านั้น ทั้งที่พวกเขามีให้เจ้าเพียงแค่เนื้อหนัง คำพูด และการควบคุม  แม้กระทั่งในเวลานี้ หัวใจของเจ้าก็ยังคงหันไปหาพวกเขา หาความมีหน้ามีตาของพวกเขา สถานะของพวกเขา กลุ่มคนของพวกเขา  กระนั้นเจ้าก็ยังคงมีท่าทีว่าพระราชกิจของพระคริสต์นั้นยากที่จะยอมรับ และไม่เต็มใจที่จะยอมรับพระราชกิจนั้น  เพียงเพราะเหตุนี้ เราจึงกล่าวว่าเจ้าขาดความเชื่อที่จะยอมรับพระคริสต์  เหตุผลที่เจ้าได้ติดตามพระองค์มาจนถึงวันนี้ก็เพียงเพราะเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น  ภาพลักษณ์อันสูงส่งมากมายตั้งตระหง่านอยู่ในหัวใจของเจ้าตลอดไป เจ้าไม่อาจลืมทุกคำพูดและทุกการกระทำของพวกเขา รวมถึงคำพูดกับมือที่มีอิทธิพลของพวกเขา  ในหัวใจของพวกเจ้า พวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลและเป็นวีรบุรุษไป  แต่หาได้เป็นเช่นนั้นสำหรับพระคริสต์ในวันนี้ไม่  ในหัวใจของเจ้า พระองค์ยังคงไร้ความสำคัญตลอดไปและไม่คู่ควรที่จะได้รับความยำเกรงตลอดกาล  เพราะพระองค์ทรงธรรมดามากเกินไป ทรงมีอิทธิพลน้อยเกินไป และยังห่างไกลจากความสูงส่ง

ไม่ว่าในกรณีใด เราขอบอกว่าทุกคนที่ไม่เห็นค่าของความจริงคือผู้ไม่เชื่อและเป็นคนที่ทรยศความจริง  พวกมนุษย์เช่นนั้นจะไม่มีวันได้รับความเห็นชอบจากพระคริสต์  บัดนี้เจ้าระบุออกมาหรือยังว่ามีความไม่เชื่ออยู่ในตัวเจ้ามากเท่าใด และเจ้ามีการทรยศพระคริสต์อยู่มากเท่าใด?  เราจะเตือนสติเจ้าดังนี้ว่า ในเมื่อเจ้าเลือกหนทางแห่งความจริงไปแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ควรอุทิศตนอย่างสุดหัวใจ จงอย่าลังเลหรือทำตัวเหลาะแหละ  เจ้าควรเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าของโลกหรือของใครคนหนึ่ง แต่เป็นพระเจ้าของทุกคนที่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง ทุกคนที่นมัสการพระองค์ รวมทั้งทุกคนที่อุทิศตนและสัตย์ซื่อต่อพระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงหรือไม่?

94. ผู้ติดตามพระเจ้าจำนวนมากสนใจเพียงว่าจะได้รับพรอย่างไร หรือจะหลีกเลี่ยงความวิบัติอย่างไร  ทันทีที่มีการเอ่ยถึงพระราชกิจและการบริหารจัดการของพระเจ้า พวกเขากลับเงียบกริบและหมดความสนใจโดยสิ้นเชิง  พวกเขาคิดว่า การเข้าใจประเด็นที่น่าเบื่อหน่ายดังกล่าวจะไม่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาเติบโต หรือให้ผลประโยชน์ใดๆ  ผลสืบเนื่องก็คือ แม้พวกเขาจะเคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้ามาแล้ว แต่พวกเขาก็เข้าหาเรื่องนี้อย่างไม่จริงจัง  พวกเขาไม่มองว่าเป็นสิ่งล้ำค่าที่ควรยอมรับ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะทำความเข้าใจโดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตน  เป้าหมายในการติดตามพระเจ้าของผู้คนเหล่านี้เรียบง่ายมาก และมีเพียงเป้าหมายเดียวก็คือ การได้รับพร  ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมใส่ใจกับสิ่งอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายนี้  สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีเป้าหมายใดที่ถูกทำนองคลองธรรมมากไปกว่าการเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพร—นั่นคือคุณค่าแท้จริงของความเชื่อของพวกเขา  หากสิ่งใดไม่สนับสนุนจุดมุ่งหมายนี้ พวกเขาจะไม่ใส่ใจกับสิ่งนั้นเลย  นี่เป็นกรณีของผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อในพระเจ้าในทุกวันนี้  จุดมุ่งหมายและเจตนาของพวกเขาดูเหมือนถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เพราะในขณะที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาสละให้พระเจ้าทั้งหมด มอบอุทิศตนเองให้กับพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาด้วยเช่นกัน  พวกเขายอมละทิ้งชีวิตวัยเยาว์ ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงาน  และถึงขั้นใช้เวลาหลายปีที่อยู่ไกลบ้านไปวุ่นอยู่กับธุระมากมาย  เพื่อเห็นแก่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนความสนใจของตนเอง เปลี่ยนทัศนะของพวกเขาที่มีต่อชีวิต และถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางที่พวกเขาแสวงหา กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาได้ พวกเขาสาละวนอยู่กับการบริหารจัดการความมุ่งมาดปรารถนาต่างๆ ของตนเอง ไม่ว่าถนนเส้นนั้นจะยาวไกลเพียงใด ไม่ว่าจะมีความยากลำบากและอุปสรรคต่างๆ มากมายเพียงใดตลอดเส้นทางนั้น พวกเขายังคงยืนกรานและหาได้เกรงกลัวต่อความตายไม่  พลังอำนาจใดที่ผลักดันให้พวกเขามอบอุทิศตัวเองต่อไปในหนทางนี้?  นี่คือมโนธรรมของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?  นี่คือลักษณะนิสัยอันยิ่งใหญ่และสูงส่งของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?  นี่คือความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะต่อสู้รบกองกำลังของความชั่วจนถึงที่สุดใช่หรือไม่?  นี่คือความเชื่อของพวกเขาที่จะเป็นพยานให้พระเจ้าโดยไม่แสวงหาบำเหน็จรางวัลกระนั้นหรือ?  การเต็มใจยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงเป็นความจงรักภักดีของพวกเขาหรือไม่?  หรือว่านี่คือจิตวิญญาณแห่งการอุทิศของพวกเขาที่จะละทิ้งความต้องการอันฟุ้งเฟ้อส่วนตัวอยู่เสมอ?  การที่บางคนซึ่งไม่เคยเข้าใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าแต่ยังคงมอบให้อย่างมากมายขนาดนั้นเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ชัดๆ!  ตอนนี้ พวกเราจะไม่หารือกันว่า ผู้คนเหล่านี้ได้ให้มาแล้วเท่าไรแล้ว  อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของพวกเขาควรค่าแก่การชำแหละของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง  นอกเหนือจากผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอย่างใกล้ชิดแล้ว อาจมีเหตุผลอื่นใดอีกหรือไม่ว่า เหตุใดผู้คนซึ่งไม่เคยเข้าใจพระเจ้าเลย กลับยอมสละให้พระองค์อย่างมากมายเช่นนี้?  พวกเราค้นพบปัญหาหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกระบุมาก่อนหน้าอยู่ในการนี้ นั่นก็คือ สัมพันธภาพของมนุษย์กับพระเจ้านั้นเป็นแค่สัมพันธภาพแห่งผลประโยชน์ของตนเองอย่างโจ่งแจ้ง  เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้รับกับผู้ให้พร  พูดให้ชัดเจนก็คือ นี่เป็นสัมพันธภาพระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง  ลูกจ้างทำงานหนักเพียงเพื่อให้ได้รับสินจ้างรางวัลที่นายจ้างมอบให้  ไม่มีความรักแบบครอบครัวในความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์เช่นนี้ มีเพียงการทำธุรกรรมเท่านั้น  ไม่มีการให้ความรัก หรือการได้รับความรัก มีเพียงการสงเคราะห์และความกรุณาเท่านั้น  ไม่มีความเข้าใจ มีเพียงความขุ่นเคืองที่อดกลั้นเอาไว้อย่างสิ้นหวังและความหลอกลวงเท่านั้น  ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีเพียงช่องว่างที่ไม่มีวันก้าวข้ามไปได้เท่านั้น  บัดนี้เมื่อสิ่งต่างๆ ได้มาถึงจุดนี้แล้ว ใครเล่าจะสามารถพลิกครรลองดังกล่าวกลับไปได้?  และมีสักกี่คนที่เข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าสัมพันธภาพนี้วิกฤติมากเพียงใดแล้ว?  เราเชื่อว่า เมื่อผู้คนดื่มด่ำในความเบิกบานของการได้รับพร ไม่มีใครเลยที่จินตนาการได้ว่า สัมพันธภาพกับพระเจ้าเช่นนั้นน่ากระอักกระอ่วนและไม่น่ามองเพียงไร

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น

95. สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าของมวลมนุษย์ก็คือ การที่มนุษย์ดำเนินการบริหารจัดการของตัวเองท่ามกลางพระราชกิจของพระเจ้า และกระนั้นก็ยังไม่มีความใส่ใจทั้งสิ้นต่อการบริหารจัดการของพระเจ้า  ในเวลาเดียวกับที่กำลังพยายามที่จะนบนอบต่อพระเจ้าและนมัสการพระองค์นั้น ความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์อยู่ตรงที่วิธีที่มนุษย์กำลังก่อร่างสร้างบั้นปลายในอุดมคติของเขาเองขึ้นมา และวาดโครงร่างว่าจะได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดและบั้นปลายที่ดีที่สุดอย่างไร ต่อให้มีคนเข้าใจว่าพวกเขานั้นน่าสงสาร น่ารังเกียจ และน่าสมเพชอย่างไร จะมีสักกี่คนเล่าที่จะสามารถละทิ้งอุดมคติและความหวังเหล่านั้นได้โดยไม่ลังเล?  และใครเล่าที่จะสามารถยับยั้งย่างก้าวของพวกเขาเองและหยุดคิดวางแผนเพื่อตัวเองได้?  พระเจ้าทรงจำเป็นต้องมีบรรดาผู้ที่จะให้ความร่วมมือกับพระองค์อย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะทำให้การบริหารจัดการของพระองค์เสร็จสิ้น  พระองค์ทรงจำเป็นต้องมีบรรดาผู้ที่จะนบนอบต่อพระองค์โดยการอุทิศจิตใจและร่างกายทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกเขาให้กับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์  พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องมีผู้คนซึ่งยื่นมือออกมาขอรับจากพระองค์ทุกวัน นับประสาอะไรกับพวกที่ให้มาเล็กน้อยแล้วรอรับรางวัลตอบแทนยิ่งแล้วใหญ่  พระเจ้าทรงดูหมิ่นพวกที่มีส่วนช่วยสนับสนุนเพียงน้อยนิดแล้วก็หยุดพักอย่างพอใจในความสำเร็จของตัวเอง  พระองค์ทรงเกลียดชังพวกผู้คนเลือดเย็นที่ไม่พอใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และพูดคุยแต่เรื่องการไปสวรรค์และการได้รับพระพรเท่านั้น  พระองค์ยิ่งทรงมีความเกลียดต่อพวกซึ่งฉวยผลประโยชน์จากโอกาสที่พระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงกระทำในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนำมาเสนอให้นั้นอย่างมากมายกว่าด้วยซ้ำ  นั่นเป็นเพราะผู้คนเหล่านี้ไม่เคยเลยที่จะใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลและได้มาโดยผ่านทางพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์  พวกเขาเพียงเป็นห่วงวิธีที่พวกเขาจะสามารถได้รับพระพรโดยอาศัยโอกาสที่จัดเตรียมโดยพระราชกิจของพระเจ้า  พวกเขาไม่คำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า ด้วยความที่หมกมุ่นเต็มที่อยู่กับความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และชะตากรรมของพวกเขาเอง  พวกที่คับแค้นใจในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าและขาดแม้กระทั่งความสนใจอันแผ่วบางที่สุดในวิธีที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและพระเจตนารมณ์ของพระองค์นั้น ก็แค่กำลังทำในสิ่งที่พวกเขายินดีในหนทางที่แยกออกจากพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น  พฤติกรรมของพวกเขานั้นไม่ได้รับการจดจำหรือรับรองโดยพระเจ้า—ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่า พระเจ้าจะทรงมองอย่างโปรดปราน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น

96. กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด และปัญญาของเราเหนือกว่าบุตรชายทั้งหมดของซาโลมอน กระนั้นผู้คนก็เพียงคิดว่าเราเป็นแพทย์ที่ไม่มีความสำคัญและเป็นครูที่ไม่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของมนุษย์เท่านั้น  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่เราอาจจะรักษาพวกเขาเท่านั้น  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเรา เพียงเพื่อที่เราอาจจะใช้ฤทธานุภาพของเราขับวิญญาณสกปรกออกจากร่างของพวกเขาเท่านั้น และผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงแค่ว่าพวกเขาอาจจะได้รับสันติสุขและความชื่นบานยินดีจากเรา  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อเรียกร้องความมั่งคั่งทางวัตถุจากเราให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตนี้อย่างสันติสุขและเพื่อที่จะอยู่อย่างปลอดภัยคลายกังวลในโลกที่จะมาถึง  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์จากนรกและเพื่อได้รับพรจากสวรรค์  ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อสิ่งชูใจชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่ได้พยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดในโลกที่จะมาถึง  เมื่อเรามอบความพิโรธของเราให้ผู้คนและริบเอาความชื่นบานยินดีและสันติสุขทั้งปวงที่พวกเขาเคยมีไปเสีย พวกเขาก็กลับคลางแคลงใจ  เมื่อเราประทานความทุกข์จากนรกให้ผู้คนและเอาพรของสวรรค์กลับคืน พวกเขาก็บันดาลโทสะขึ้นอย่างฉับพลัน  เมื่อผู้คนขอให้เรารักษาพวกเขา และเราไม่ได้ให้ความสนใจและรู้สึกชิงชังพวกเขา พวกเขาก็ออกห่างจากเราเพื่อแสวงหาหนทางแห่งเวชกรรมและวิทยาคมที่ชั่วแทน  เมื่อเราเอาทุกอย่างที่ผู้คนเรียกร้องจากเรากลับไป พวกเขาก็ล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ด้วยเหตุนี้  เราจึงบอกว่าผู้คนมีความเชื่อในเราเพราะพระคุณของเราอุดมเกินไป และเพราะมีคุณประโยชน์ให้ได้รับมากมายเกินไป

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?

97. เจ้าหวังว่าความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าจะไม่พ่วงเอาความท้าทายหรือความทุกข์ลำบากอันใด หรือความยากลำบากแม้เพียงน้อยนิดมาด้วย  เจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านั้นซึ่งไร้ค่าเสมอ และเจ้าไม่ให้คุณค่ากับชีวิต แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับให้ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเจ้าเองมาก่อนความจริง  เจ้าช่างไร้ค่ายิ่งนัก!  เจ้ามีชีวิตอยู่เหมือนสุกรตัวหนึ่ง—มีความแตกต่างอะไรเล่าระหว่างตัวเจ้า และพวกสุกรกับพวกสุนัข?  พวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับรักเนื้อหนัง ไม่ใช่สัตว์ร้ายทั้งหมดหรอกหรือ?  พวกที่ตายไปแล้วและปราศจากจิตวิญญาณไม่ใช่ซากศพที่เดินได้หรอกหรือ?  วจนะมากมายเพียงใดแล้วที่ได้กล่าวไปท่ามกลางพวกเจ้า?  งานที่ได้ถูกกระทำไปท่ามกลางพวกเจ้ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นอย่างนั้นหรือ?  เราได้จัดเตรียมไปมากเพียงใดแล้วท่ามกลางพวกเจ้า?  แล้วเหตุใดเจ้ายังไม่ได้รับมัน?  เจ้ามีอะไรให้ต้องร้องทุกข์หรือ?  นี่ไม่ใช่กรณีที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลยเพราะเจ้าหลงรักเนื้อหนังมากเกินไปหรอกหรือ?  และนี่ไม่ใช่เพราะความคิดของเจ้านั้นฟุ้งซ่านเกินไปหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าโง่เง่าเกินไปหรอกหรือ?  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะได้รับพรเหล่านี้ เจ้าสามารถติเตียนพระเจ้าเพราะการที่ไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดได้อย่างนั้นหรือ?  สิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาคือการที่จะสามารถได้รับสันติสุขภายหลังการเชื่อในพระเจ้า เพื่อลูกหลานของเจ้าจะได้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ เพื่อสามีของเจ้าจะมีงานที่ดี เพื่อบุตรชายของเจ้าจะได้เจอภรรยาที่ดี เพื่อบุตรสาวของเจ้าจะได้เจอสามีที่มีความประพฤติดีเหมาะสม เพื่อม้าและโคของเจ้าจะไถพรวนผืนดินได้ดี เพื่อปีที่มีสภาพอากาศที่ดีสำหรับพืชผลของเจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหา  การไล่ตามเสาะหาของเจ้าก็เพียงเพื่อจะมีชีวิตในความสุขสบาย เพื่อที่จะไม่มีอุบัติภัยตกมาถึงครอบครัวของเจ้า เพื่อที่สายลมจะโชยผ่านเจ้า เพื่อที่ใบหน้าของเจ้าจะไม่สัมผัสกรวดทราย เพื่อที่พืชผลของครอบครัวเจ้าจะไม่ถูกน้ำท่วม ไม่ได้รับผลกระทบจากความวิบัติอันใด เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้า เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในรังอันอุ่นสบาย  คนขี้ขลาดอย่างเจ้าผู้ซึ่งไล่ตามเสาะหาเนื้อหนังเสมอนั้น—เจ้ามีหัวใจ เจ้ามีจิตวิญญาณหรือไม่?  เจ้าไม่ใช่สัตว์ร้ายหรอกหรือ?  เราให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้าโดยไม่ได้ขออะไรกลับคืน กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา  เจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  เรามอบชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงให้แก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา  เจ้าไม่ได้ต่างอะไรจากสุกรหรือสุนัขตัวหนึ่งหรอกหรือ?  พวกสุกรไม่เสาะหาชีวิตของมนุษย์ พวกมันไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพวกมันไม่เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร  ในแต่ละวัน หลังจากที่พวกมันกินกันจนอิ่มแปล้ มันก็แค่หลับไป  เราได้ให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้รับมัน เจ้าเป็นคนมือเปล่า  เจ้าเต็มใจที่จะดำเนินต่อไปในชีวิตนี้ ชีวิตของสุกรตัวหนึ่งหรือไม่?  อะไรคือนัยสำคัญของการที่ผู้คนเช่นนั้นมีชีวิตอยู่?  ชีวิตของเจ้าช่างน่าเหยียดหยามและต่ำศักดิ์ เจ้ามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโสมมและความเสเพล และเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายใดเลย ชีวิตของเจ้าไม่ได้ต่ำศักดิ์ที่สุดในบรรดาสิ่งทั้งหมดหรอกหรือ?  เจ้ากล้าเผชิญหน้าพระเจ้ากระนั้นหรือ?  หากเจ้ามีประสบการณ์ในหนทางนี้ต่อไป เจ้าย่อมจะไม่ได้สิ่งใดเลยไม่ใช่หรือ?  หนทางที่แท้จริงได้ถูกมอบให้เจ้าไปแล้ว แต่การที่เจ้าจะสามารถรับไว้จนถึงที่สุดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาส่วนบุคคลของตัวเจ้าเอง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา

98. ในประสบการณ์ชีวิตของผู้คนนั้น พวกเขามักคิดในใจว่า “ฉันได้ยอมทิ้งครอบครัวและงานของฉันเพื่อพระเจ้าแล้ว และพระองค์ได้ประทานสิ่งใดให้ฉัน?  ฉันต้องคำนวณและตรวจสอบว่า—ฉันได้รับพรบ้างหรือยังในช่วงนี้?  ฉันได้ให้ไปมากมายในช่วงระหว่างเวลานี้  วิ่งไม่หยุด และทนทุกข์มามาก—พระเจ้าทรงมอบสัญญาใดๆ เป็นการตอบแทนแก่ฉันหรือยัง?  พระองค์ได้ทรงจดจำความประพฤติดีๆ ของฉันหรือยัง?  บทอวสานของฉันจะเป็นอย่างไร?  ฉันจะสามารถได้รับพรจากพระเจ้าหรือไม่?…”  ทุกบุคคลทำการคิดคำนวณเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอภายในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาทำการร้องขอจากพระเจ้าซึ่งเป็นแรงจูงใจ ความทะเยอทะยาน และความคิดแบบแลกเปลี่ยนของพวกเขา  กล่าวคือ ในหัวใจของเขานั้น มนุษย์กำลังทดสอบพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ คิดวางแผนเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ โต้แย้งเรื่องราวเพื่อจุดจบแต่ละอย่างของพวกเขาเองกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ และพยายามที่จะคัดรายงานแถลงจากพระเจ้า และดูว่าพระเจ้าจะสามารถประทานสิ่งที่เขาต้องการให้แก่เขาหรือไม่  ในเวลาเดียวกันกับที่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้านั้น มนุษย์ก็ไม่ปฏิบัติกับพระเจ้าดังเช่นพระเจ้า มนุษย์พยายามที่จะทำข้อตกลงกับพระเจ้าอยู่เสมอ ทำข้อเรียกร้องจากพระองค์อย่างไม่หยุดหย่อน และแม้กระทั่งกดดันพระองค์ในทุกขั้นตอน โดยหลังจากได้คืบแล้วก็พยายามที่จะเอาศอก  ในเวลาเดียวกันกับที่พยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า มนุษย์ก็ยังโต้แย้งกับพระองค์ด้วย และมีแม้กระทั่งผู้คนที่มักจะกลายเป็นอ่อนแอ คิดลบ และหย่อนยานในงานของพวกเขา และเต็มไปด้วยถ้อยคำที่พร่ำบ่นพระเจ้าเมื่อการทดสอบมาถึงตัวพวกเขาหรือพบว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง  จากเวลาที่มนุษย์ได้เริ่มเชื่อในพระเจ้านั้น เขาได้พิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นมีดพับสวิส และเขาได้พิจารณาตัวเขาเองว่าเป็นเจ้าหนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า ราวกับว่าการพยายามได้รับพรและสัญญาจากพระเจ้านั้นเป็นสิทธิ์และภาระผูกพันประจำตัวของเขา  ส่วนการคุ้มครอง ดูแล และจัดเตรียมให้มนุษย์เป็นความรับผิดชอบที่พระเจ้าควรลุล่วง  เช่นนั้นเองคือความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ “การเชื่อในพระเจ้า” ของพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่เชื่อในพระเจ้า และเช่นนั้นคือความเข้าใจส่วนลึกที่สุดของพวกเขาเกี่ยวกับมโนทัศน์แห่งการเชื่อในพระเจ้า  จากแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ไปจนถึงการไล่ตามเสาะหาในใจของเขา ไม่มีสิ่งใดที่สัมพันธ์กับความยำเกรงพระเจ้าเลย  จุดมุ่งหมายของมนุษย์ในการเชื่อในพระเจ้าไม่สามารถเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการนมัสการพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มนุษย์ไม่เคยได้พิจารณาหรือเข้าใจว่าการเชื่อในพระเจ้าจำเป็นต้องมีการยำเกรงและการนมัสการพระเจ้า  เนื่องจากสภาพเงื่อนไขเช่นนั้น เนื้อแท้ของมนุษย์ก็ชัดแจ้ง  เนื้อแท้นี้คือสิ่งใด?  มันก็คือหัวใจของมนุษย์นั้นมุ่งร้าย เก็บงำการทรยศหักหลังและการหลอกลวง ไม่รักความยุติธรรมและความชอบธรรมและสิ่งที่เป็นเชิงบวก และมันน่าเหยียดหยามและโลภ  หัวใจของมนุษย์ไม่สามารถใกล้ชิดกับพระเจ้าได้มากขึ้น เขาไม่ได้มอบมันให้แก่พระเจ้าเลย  พระเจ้าไม่เคยทรงมองเห็นหัวใจที่แท้จริงของมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่เคยได้รับการนมัสการโดยมนุษย์  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงจ่ายราคาที่ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือพระองค์ทรงพระราชกิจมากเพียงใด หรือพระองค์ทรงจัดเตรียมให้มนุษย์มากเพียงใด มนุษย์ยังคงมืดบอดและไม่แยแสอย่างสิ้นเชิงต่อการนั้นทั้งหมด  มนุษย์ไม่เคยได้มอบหัวใจของเขาแด่พระเจ้า เขาเพียงต้องการที่จะเอาใจใส่หัวใจของเขาด้วยตัวเอง ที่จะทำการตัดสินใจของเขาเองเท่านั้น—ซึ่งความนัยก็คือว่ามนุษย์ไม่ต้องการที่จะติดตามหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว หรือนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า อีกทั้งเขาไม่ต้องการนมัสการพระเจ้าในฐานะพระเจ้า  เช่นนั้นคือสภาวะของมนุษย์ในปัจจุบัน

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2

99. เมื่อใดก็ตามที่พาดพิงถึงเรื่องของบั้นปลาย พวกเจ้าปฏิบัติต่อมันด้วยความจริงจังเป็นพิเศษ  ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นบางสิ่งที่พวกเจ้าทุกคนล้วนมีความรู้สึกอ่อนไหวด้วยเป็นพิเศษ  ผู้คนบางคนรอไม่ไหวที่จะโขกศีรษะของพวกเขากับพื้น หมอบคารวะเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อให้ได้มาซึ่งบั้นปลายที่ดี  เรารู้สึกได้อย่างเข้าใจในความกระหายร้อนรนของพวกเจ้าโดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาเป็นคำพูดใด  มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่พวกเจ้าไม่ต้องการให้เนื้อหนังของพวกเจ้าตกไปอยู่ในความวิบัติ และที่เจ้าไม่ปรารถนายิ่งกว่านั้นก็คือการคล้อยเคลื่อนลงไปสู่การลงโทษชั่วนิรันดร์กาลในภายภาคหน้า  พวกเจ้าหวังเพียงเปิดโอกาสให้ตัวพวกเจ้าได้ดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระขึ้นอีกสักนิดและง่ายขึ้นอีกสักหน่อย  ฉะนี้พวกเจ้าจึงรู้สึกอึดอัดปั่นป่วนเป็นพิเศษเมื่อใดก็ตามที่มีการพาดพิงถึงเรื่องของบั้นปลาย โดยกลัวอยู่ลึกๆ ว่าหากเจ้าไม่ใส่ใจให้มากพอ เจ้าอาจทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง และด้วยเหตุนั้นจึงต้องรับการลงทัณฑ์อันสาสมตามที่เจ้าสมควรได้รับ  พวกเจ้าไม่ลังเลเลยที่จะยอมประนีประนอมเพื่อประโยชน์ของบั้นปลายของพวกเจ้า และถึงขนาดที่พวกเจ้าหลายคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยลดเลี้ยวและกะล่อนเหลวไหลกลับกลายเป็นสุภาพและจริงใจเป็นพิเศษในบัดดล การปรากฏด้วยความจริงใจของพวกเจ้าทำให้ผู้คนจับใจจนเข้ากระดูกดำ  แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม พวกเจ้าทุกคนต่างมีหัวใจอัน “ซื่อสัตย์” และพวกเจ้าก็ได้เปิดเผยความลับในใจพวกเจ้ากับเราอย่างสม่ำเสมอโดยไม่เก็บสิ่งใดไว้เบื้องหลังเลย ไม่ว่าจะเป็นข้อข้องใจ เล่ห์ลวง หรือการอุทิศตน  โดยรวมแล้ว พวกเจ้าได้ “สารภาพ” สิ่งทั้งหลายอันมีสาระสำคัญที่นอนอยู่ภายในซอกมุมซึ่งลึกที่สุดของความเป็นอยู่ของพวกเจ้าต่อเราอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมายิ่งนัก  แน่นอนว่าเราไม่เคยหาทางเลี่ยงอ้อมสิ่งเหล่านี้เลย เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนกลายเป็นความคุ้นชินเกินไปเสียแล้วสำหรับเรา  พวกเจ้าคงเลือกเข้าสู่ทะเลเพลิงเพื่อประโยชน์ของบั้นปลายสุดท้ายของเจ้ามากกว่าจะเลือกเสียผมสักเส้นเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ไม่ใช่ว่าเราเคร่งครัดในหลักการกับพวกเจ้าจนเกินไป หากแต่เป็นเพราะพวกเจ้าขาดหัวใจแห่งการอุทิศตนจนเกินกว่าที่จะมาเผชิญหน้าโดยตรงกับทุกอย่างที่เราทำ  พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจสิ่งที่เราเพิ่งเอ่ยไป ฉะนั้น ให้เราจัดเตรียมคำอธิบายอย่างง่ายให้แก่พวกเจ้าว่า สิ่งที่พวกเจ้าต้องการหนักหนาไม่ใช่ความจริงหรือชีวิต  ทั้งยังไม่ใช่หลักการทั้งหลายเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติของพวกเจ้า นับประสาอะไรที่จะใช่งานอันอุตสาหะของเรา  หากแต่สิ่งที่พวกเจ้าต้องการนักหนาก็คือทุกสิ่งที่พวกเจ้าครองในเนื้อหนัง นั่นก็คือ ความอุดมด้วยโภคทรัพย์ สถานะ ครอบครัว ชีวิตสมรส และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน  พวกเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานและคำพูดของเราโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเราจึงสามารถสรุปรวบรวมความเชื่อของพวกเจ้าได้เป็นคำหนึ่งคำ นั่นก็คือ ขอไปที  พวกเจ้าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้สัมฤทธิ์ในสิ่งทั้งหลายที่พวกเจ้าอุทิศตัวให้อย่างสมบูรณ์ แต่เราได้ค้นพบแล้วว่าพวกเจ้าจะไม่ทำแบบเดียวกันเพื่อประโยชน์ในเรื่องทั้งหลายที่เกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้า  พวกเจ้ากลับเพียงแค่อุทิศตัวมากกว่าคนอื่นและจริงจังแน่วแน่กว่าคนอื่นเมื่อเทียบกัน  นี่คือเหตุที่เรากล่าวว่าคนที่ขาดหัวใจแห่งความจริงใจสุดซึ้งคือคนที่ล้มเหลวในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา  จงคิดให้ถ้วนถี่เถิด—มีความล้มเหลวอยู่มากมายท่ามกลางพวกเจ้าหรือไม่?

พวกเจ้าควรที่จะรู้ว่าความสำเร็จในเรื่องการเชื่อในพระเจ้านั้น สัมฤทธิ์ได้ด้วยผลแห่งการกระทำของตัวผู้คนเอง เมื่อผู้คนทำไม่สำเร็จ แต่กลับล้มเหลว นั่นก็เป็นเพราะการกระทำของพวกเขาเองเช่นกัน และไม่มีปัจจัยอื่นใดเลยที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง  เราเชื่อว่าพวกเจ้าคงจะทำสิ่งใดก็ตามที่จำเป็นเพื่อให้สัมฤทธิ์บางสิ่งซึ่งลำบากยากเย็นกว่าและพ่วงความทุกข์มาด้วยยิ่งกว่าการเชื่อในพระเจ้า และเชื่อว่าพวกเจ้าคงจะปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างจริงจังนัก จริงจังมากเสียจนพวกเจ้าคงจะไม่เต็มใจยอมผ่อนปรนในความผิดพลาดอันใดก็ตาม เหล่านี้คือความพยายามอันไม่ย่นย่อหลายประเภทที่พวกเจ้าทั้งปวงนำมาใส่ให้กับชีวิตของตัวเอง  พวกเจ้าถึงกับมีความสามารถที่จะหลอกลวงเนื้อหนังของเราได้ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมที่พวกเจ้าคงจะไม่หลอกลวงสมาชิกคนใดในครอบครัวของเจ้าเองเลย  นี่คือพฤติกรรมอันสม่ำเสมอของพวกเจ้า และเป็นหลักการในการดำรงชีวิตของพวกเจ้า  พวกเจ้าไม่ได้ยังคงกำลังฉายภาพโฉมหน้าอันจอมปลอมมาหลอกลวงเราเพื่อประโยชน์ในบั้นปลายของพวกเจ้า เพื่อที่บั้นปลายของพวกเจ้าจะได้สวยงามเพียบพร้อมและเป็นไปตามที่พวกเจ้าอยากได้อยากมีทั้งหมดหรอกหรือ?  เราตระหนักรู้ว่าความจงรักภักดีของพวกเจ้าเป็นไปแบบชั่วคราว เช่นเดียวกับความจริงใจของเจ้านั่นเอง  มิใช่หรอกหรือที่ว่าความแน่วแน่ของพวกเจ้าและราคาที่พวกเจ้าจ่ายไปนั้น เป็นไปเพื่อชั่วขณะปัจจุบันเท่านั้น หาใช่เพื่ออนาคตไม่?  พวกเจ้าต้องการเพียงทุ่มเทความพยายามเฮือกสุดท้ายเพื่อเพียรพยายามที่จะรักษาบั้นปลายอันสวยงามเอาไว้ ด้วยจุดมุ่งหมายในการต่อรองแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  พวกเจ้าไม่ได้พยายามครั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการกลายเป็นหนี้ความจริงและยิ่งไม่ใช่เพื่อการชดใช้คืนให้แก่เราสำหรับราคาที่เราได้จ่ายไป  กล่าวให้สั้นก็คือ พวกเจ้าเต็มใจแค่นำกุศโลบายอันฉลาดแยบยลมาใช้เพื่อให้ได้สิ่งที่พวกเจ้าต้องการ แต่จะไม่สู้รบแบบเปิดเผยเพื่อการนั้น  เหล่านี้มิใช่ความคิดในใจลึกๆ ของพวกเจ้าหรอกหรือ?  พวกเจ้าต้องไม่อำพรางตัวเอง และต้องไม่เค้นสมองคิดถึงบั้นปลายของพวกเจ้าจนถึงขนาดที่พวกเจ้าไม่อยากอาหารหรือน้ำในตอนกลางวัน และไม่สามารถนอนหลับอย่างสงบได้ในตอนกลางคืน  ไม่จริงหรอกหรือว่าจุดจบของพวกเจ้าจะได้ถูกกำหนดพิจารณาไว้เรียบร้อยแล้วในตอนสุดท้าย?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ว่าด้วยบั้นปลาย

100. พวกเจ้าได้ติดตามเรามาตลอดช่วงหลายปีนี้ กระนั้นก็ยังไม่เคยมอบความจงรักภักดีให้เราแม้เพียงสักนิดเดียว  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ากลับวนเวียนอยู่กับผู้คนที่พวกเจ้ารักและสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้าชอบ—มากถึงขนาดที่ว่าตลอดเวลานั้น และไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใดก็ตาม เจ้าเก็บผู้คนและสิ่งเหล่านั้นไว้ใกล้หัวใจเจ้าและไม่เคยทอดทิ้งผู้คนและสิ่งเหล่านั้นเลย  เมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้ากระหายหรือกระตือรือร้นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พวกเจ้ารัก นั่นก็เป็นในขณะที่พวกเจ้ากำลังติดตามเรา หรือแม้แต่ในขณะที่พวกเจ้ากำลังฟังวจนะของเรา  ดังนั้น เราจึงบอกว่าพวกเจ้ากำลังใช้ความจงรักภักดีที่เราขอจากพวกเจ้า ไปจงรักภักดีและทะนุถนอม “สัตว์เลี้ยง” ของพวกเจ้าแทน  แม้ว่าพวกเจ้าอาจพลีอุทิศสิ่งหนึ่งหรือสองสิ่งให้เรา มันก็ไม่ได้เป็นตัวแทนถึงทั้งหมดของพวกเจ้า และไม่ได้แสดงว่าเราคือผู้ที่พวกเจ้าจงรักภักดีอย่างแท้จริง  พวกเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการต่างๆ ที่พวกเจ้าหลงใหล คนบางคนจงรักภักดีต่อบุตรชายและบุตรสาว คนอื่นๆ จงรักภักดีต่อสามี ภรรยา ความร่ำรวย การงาน ผู้บังคับบัญชา สถานภาพ หรือผู้หญิง  พวกเจ้าไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าหรือรำคาญใจกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้าจงรักภักดี แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ากลับกระหายมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเพื่อที่จะครอบครองสิ่งเหล่านี้ในปริมาณที่มากขึ้น และคุณภาพที่สูงขึ้น และพวกเจ้าก็ไม่เคยล้มเลิก  เราและวจนะของเรามักจะถูกผลักไปอยู่หลังสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้ากระตือรือร้น และพวกเจ้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจัดลำดับวจนะของเราไว้ท้ายสุด  มีแม้กระทั่งผู้ที่เว้นตำแหน่งสุดท้ายนี้ไว้เพื่อสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาจงรักภักดีซึ่งพวกเขายังไม่ค้นพบ  ไม่เคยมีร่องรอยของเราในหัวใจของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย  พวกเจ้าอาจคิดว่าเราขอจากพวกเจ้ามากเกินไป หรือเรากล่าวหาพวกเจ้าอย่างผิดๆ—แต่พวกเจ้าเคยคิดสักครั้งหรือไม่ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในขณะที่พวกเจ้ากำลังใช้เวลาอย่างมีความสุขกับครอบครัวของพวกเจ้าอยู่นั้น พวกเจ้าไม่เคยจงรักภักดีต่อเราเลยแม้แต่สักครั้งเดียว?  ในช่วงเวลาอย่างนี้ มันไม่ทำให้พวกเจ้าเจ็บปวดหรอกหรือ?  เมื่อหัวใจของพวกเจ้าเต็มไปด้วยความชื่นบานยินดีที่ได้รับบำเหน็จรางวัลสำหรับการลงแรงของพวกเจ้า พวกเจ้าไม่รู้สึกท้อใจที่ไม่ได้จัดหาความจริงที่เพียงพอให้กับตัวพวกเจ้าเองหรอกหรือ?  พวกเจ้าร่ำไห้ให้กับการไม่ได้รับการรับรองจากเราเมื่อใด?  พวกเจ้าบีบเค้นสมองของพวกเจ้าและยอมรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเพื่อบุตรชายและบุตรสาวของพวกเจ้า  กระนั้นพวกเจ้าก็ยังคงไม่พึงพอใจ ยังคงเชื่อว่าพวกเจ้ายังไม่ได้ขยันหมั่นเพียรแทนพวกเขา ยังไม่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเจ้าสามารถทำได้เพื่อพวกเขา  อย่างไรก็ตาม กับเราแล้ว พวกเจ้าจะสะเพร่าและไม่ระมัดระวังอยู่เสมอ เราอยู่ในความทรงจำของพวกเจ้าเท่านั้น แต่เราไม่ได้คงอยู่ในหัวใจของพวกเจ้า  พวกเจ้าไม่รู้สึกถึงการอุทิศและความพยายามของเราตลอดไป และพวกเจ้าก็ไม่เคยมีความขอบคุณกับสิ่งเหล่านั้นเลย  เจ้าเพียงแค่พิจารณาไตร่ตรองเป็นเวลาสั้นๆ และเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะเพียงพอแล้ว  “ความจงรักภักดี” เช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราโหยหามาแสนนาน แต่เป็นสิ่งซึ่งเราดูหมิ่นมาตลอด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าจงรักภักดีต่อใคร?

101. หากเราจะวางเงินจำนวนหนึ่งไว้ตรงหน้าพวกเจ้าในตอนนี้ และให้พวกเจ้ามีอิสระในการเลือก—และหากเราไม่กล่าวโทษพวกเจ้าต่อการเลือกของพวกเจ้า—เมื่อนั้น พวกเจ้าส่วนใหญ่ก็จะเลือกเงินและละทิ้งความจริง  คนที่ดีกว่าในหมู่พวกเจ้าจะละทิ้งเงินและเลือกความจริงอย่างไม่เต็มใจ ในขณะที่ผู้ที่อยู่กึ่งกลางจะคว้าเงินไว้ในมือข้างหนึ่งและความจริงไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง  เช่นนั้นแล้ว ธาตุแท้ของพวกเจ้าจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดไม่ใช่หรือ?  เมื่อต้องเลือกระหว่างความจริงกับสิ่งใดก็ตามที่พวกเจ้าจงรักภักดี พวกเจ้าย่อมจะเลือกเช่นนี้กันทุกคน และท่าทีของพวกเจ้าก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิม  ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ?  มีผู้คนมากมายในหมู่พวกเจ้าที่เคยลังเลระหว่างถูกกับผิดอยู่มิใช่หรือ?  ในการต่อสู้ทั้งหมดระหว่างสิ่งที่เป็นบวกกับสิ่งที่เป็นลบ ดำกับขาว—ระหว่างครอบครัวกับพระเจ้า ลูกๆ กับพระเจ้า ความกลมเกลียวกับการแตกหัก ความมั่งคั่งกับความยากจน สถานะกับความธรรมดาสามัญ การได้รับการเกื้อหนุนกับการถูกปฏิเสธ เป็นต้น—แน่นอนว่าพวกเจ้าย่อมรู้ถึงตัวเลือกที่พวกเจ้าได้เลือกแล้ว!  ระหว่างครอบครัวที่กลมเกลียวกันกับครอบครัวที่แตกแยก พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก และเลือกเช่นนั้นโดยไม่ลังเล ระหว่างความร่ำรวยกับหน้าที่ พวกเจ้าก็เลือกอย่างแรกอีก และถึงขนาดขาดความตั้งใจที่จะกลับเข้าฝั่ง[ก] ระหว่างความหรูหรากับความยากจน พวกเจ้าได้เลือกอย่างแรก เวลาเลือกว่าจะเอาลูกๆ ภรรยาและสามีของพวกเจ้า หรือว่าจะเลือกเรา พวกเจ้าเลือกอย่างแรก และระหว่างมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายกับความจริง พวกเจ้าก็ยังเลือกอย่างแรก  เมื่อได้เผชิญกับการทำชั่วในทุกรูปแบบของพวกเจ้า เราได้แต่เพียงหมดความเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้า เราเพียงแต่ประหลาดใจเท่านั้น  คาดไม่ถึงเลยว่าจะไม่มีทางทำให้หัวใจของพวกเจ้าอ่อนลงได้  ช่างน่าประหลาดใจที่โลหิตจากหัวใจที่เราได้สละมาหลายปีไม่ได้นำพาอะไรมาให้เรามากไปกว่าการทอดทิ้งและการยอมจำนนของพวกเจ้าเท่านั้น แต่ความหวังของเราที่มีต่อพวกเจ้ากลับเติบโตไปพร้อมกับแต่ละวันที่ผ่านไป เนื่องจากวันของเราได้ถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคนอย่างสมบูรณ์แล้ว  กระนั้นในตอนนี้พวกเจ้าก็ยังคงไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่ชั่วและมืดมิด ทั้งยังปฏิเสธที่จะปล่อยมือของเจ้าที่ยึดจับสิ่งเหล่านั้นไว้  เช่นนั้นแล้ว จุดจบของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร?  พวกเจ้าเคยให้การคิดคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างรอบคอบหรือไม่?  หากพวกเจ้าถูกขอให้เลือกอีกครั้ง แล้วจุดยืนของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร?  จะยังคงเป็นอย่างแรกอยู่อีกหรือไม่?  พวกเจ้าจะยังคงนำความผิดหวังและความโศกเศร้าอันเจ็บปวดมาสู่เราอยู่หรือไม่?  หัวใจของพวกเจ้าจะยังคงมีเพียงความอบอุ่นอันน้อยนิดเท่านั้นหรือ?  พวกเจ้าจะยังคงไม่ตระหนักว่าพึงทำสิ่งใดเพื่อชูใจเราหรือไม่?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าจงรักภักดีต่อใคร?

เชิงอรรถ:

ก. กลับเข้าฝั่ง: สุภาษิตจีน หมายถึง “กลับมาจากหนทางชั่วร้ายของเรา”


102. แต่ละวัน ความประพฤติและความคิดทั้งหลายของแต่ละบุคคลถูกมองดูโดยพระเนตรขององค์หนึ่งเดียว และในเวลาเดียวกันก็อยู่ในการตระเตรียมเพื่อพวกเขาเองในวันรุ่งขึ้น  นี่คือเส้นทางที่ทุกคนที่มีชีวิตอยู่จะต้องก้าวเดิน  นี่คือเส้นทางที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าเพื่อทุกคน และไม่มีใครสามารถหลบหนีมันหรือได้รับการยกเว้น  วจนะที่เราได้พูดไปนั้นมากมายเกินคณานับ และยิ่งไปกว่านั้น งานที่เราได้ทำก็ไม่มีมาตรวัด  ทุกๆ วันเราเฝ้าดูขณะที่แต่ละบุคคลดำเนินทุกสิ่งที่พวกเขาจะต้องทำไปตามธรรมชาติจนเสร็จสิ้นโดยสอดคล้องกับธรรมชาติซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขาและพัฒนาการของธรรมชาติของพวกเขา  โดยที่ไม่รู้ตัว หลายคนได้ตัดสินใจแน่วแน่ไปเรียบร้อยแล้วใน “ร่องครรลองที่ถูกต้อง” ซึ่งเราได้ปูไว้เพื่อให้เข้าใจผู้คนต่างประเภทกันได้ง่ายขึ้น  เราได้วางผู้คนต่างประเภทกันเหล่านี้ไว้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนานแล้ว และในสถานที่เฉพาะของพวกเขา แต่ละคนได้แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขา  ไม่มีใครที่จะผูกมัดพวกเขา ไม่มีใครที่จะล่อลวงพวกเขา  พวกเขาเป็นอิสระโดยครบถ้วนบริบูรณ์และสิ่งที่พวกเขาแสดงออกนั้นมาตามธรรมชาติ  สิ่งเดียวที่ควบคุมพวกเขาไว้คือ วจนะของเรา  ด้วยเหตุนี้บางคนจึงจำต้องฝืนอ่านวจนะของเราอย่างเสียไม่ได้ ไม่เคยนำวจนะของเราไปฝึกฝนปฏิบัติ ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความตายเท่านั้น ในขณะเดียวกัน คนอื่นๆ ก็พบว่าเป็นการลำบากยากเย็นที่จะสู้ทนผ่านวันเวลาไปโดยที่ไม่มีวจนะของเราคอยนำและจัดหาให้พวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงยึดถือในวจนะของเราตลอดเวลาเป็นธรรมดา  เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาค้นพบความลับของชีวิตมนุษย์ บั้นปลายของมวลมนุษย์ และค่าของการเป็นมนุษย์  มวลมนุษย์ก็เป็นแค่อย่างนี้เองต่อหน้าวจนะของเรา และเราก็แค่ยอมให้เรื่องราวทั้งหลายดำเนินไปตามครรลองของพวกมัน  เราไม่ทำงานอันใดที่บังคับให้ผู้คนทำวจนะของเราให้เป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของพวกเขา  ดังนั้นพวกที่ไม่เคยมีมโนธรรมและพวกที่การดำรงอยู่ของเขาไม่เคยมีคุณค่าอันใดจึงกล้าปัดวจนะของเราทิ้งและทำตามที่พวกเขาปรารถนาหลังจากที่เฝ้าสังเกตการณ์อย่างนิ่งเงียบว่าสิ่งทั้งหลายดำเนินไปอย่างไร  พวกเขาเริ่มที่จะรู้สึกรังเกียจความจริงและทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากเรา  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็รู้สึกรังเกียจการอยู่ในบ้านของเราด้วย  เพื่อบั้นปลายของพวกเขา และเพื่อหลบหนีการลงโทษ ผู้คนเหล่านี้จึงอาศัยอยู่ภายในบ้านของเราชั่วเวลาหนึ่ง ต่อให้พวกเขากำลังลงแรงอยู่ก็ตาม อย่างไรก็ดี เจตนาทั้งหลายและการกระทำทั้งหลายของพวกเขาไม่เคยเปลี่ยน  นี่ยิ่งเพิ่มความอยากได้ในพรของพวกเขา และเพิ่มความอยากของพวกเขาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรครั้งเดียวและคงอยู่ตลอดกาลหลังจากนั้นเป็นต้นไป—ถึงขั้นอยากที่จะเข้าสู่สวรรค์อันเป็นนิรันดร์เสียด้วยซ้ำ  ยิ่งพวกเขาโหยหาวันของเราให้มาถึงเร็วขึ้นเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความจริงได้กลายเป็นอุปสรรคกีดกั้น เครื่องสะดุดในหนทางของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น  พวกเขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะก้าวเท้าเข้าไปในราชอาณาจักรเพื่อชื่นชมพรของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ตลอดกาล—ทั้งหมดนี้ไม่มีความจำเป็นต้องไล่ตามเสาะหาความจริงหรือยอมรับการพิพากษาและการตีสอน และเหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีความจำเป็นต้องหมอบคลานภายในบ้านของเราและทำตามที่เราบัญชา  ผู้คนเหล่านี้เข้าสู่บ้านของเราไม่ใช่เพื่อสนองความอยากของพวกเขาที่จะแสวงหาความจริง และไม่ใช่เพื่อร่วมมือกับการบริหารจัดการของเรา จุดมุ่งหมายของพวกเขาก็คือแค่ได้อยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ที่ไม่ได้ถูกทำลายในยุคที่กำลังจะมาถึง  ดังนั้นหัวใจของพวกเขาจึงไม่เคยรู้ว่าความจริงคืออะไร หรือจะยอมรับความจริงได้อย่างไร  นี่คือเหตุผลที่ทำไมผู้คนเช่นนี้ไม่เคยนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติหรือตระหนักถึงความลึกของความเสื่อมทรามของพวกเขาเลย และกระนั้นกลับได้อาศัยอยู่ในบ้านของเราในฐานะ “ผู้รับใช้ทั้งหลาย” มาโดยตลอด  พวกเขารอคอยการมาถึงแห่งวันของเรา “อย่างอดทน” และไม่เหน็ดเหนื่อยขณะที่พวกเขาถูกจับโยนไปมาโดยลักษณะงานของเรา  แต่ไม่ว่าความพยายามของพวกเขาจะมากมายใหญ่หลวงเพียงใดหรือพวกเขายอมจ่ายที่ราคาเท่าใด ก็ไม่มีใครเคยเห็นพวกเขาทนทุกข์เพื่อความจริงหรือให้อะไรเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเราเลย  ในหัวใจของพวกเขา พวกเขากำลังร้อนรนใจใคร่เห็นวันที่เรายุติยุคเก่า และยิ่งไปกว่านั้น ไม่อาจรอที่จะค้นพบว่าฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของเรานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด  สิ่งที่พวกเขาไม่เคยเร่งรีบที่จะทำคือการเปลี่ยนตัวเองและไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขารักในสิ่งที่เรารังเกียจ และรังเกียจสิ่งที่เรารัก  พวกเขาถวิลหาสิ่งที่เราเกลียด เกรงกลัวเพียงการสูญเสียสิ่งที่เราชิงชัง พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ในโลกอันชั่วร้ายนี้ ไม่เคยเกลียดมัน และซ้ำยังกลัวอยู่ลึกๆ ว่าเราจะทำลายมัน  ท่ามกลางเจตนาทั้งหลายของพวกเขาที่มีความขัดแย้งกัน พวกเขารักพิภพนี้ที่เราชิงชัง แต่ยังโหยหาให้เราทำลายมันอย่างรีบเร่งที่สุดเช่นกัน เพื่อว่าพวกเขาอาจได้รับการละเว้นจากความทุกข์จากการทำลายล้างและถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นบรรดาเจ้านายของยุคใหม่ ก่อนที่พวกเขาจะมีอันไถลห่างไปจากหนทางที่แท้จริง  นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่รักความจริงและรังเกียจทุกสิ่งที่มาจากเรา พวกเขาอาจกลายเป็น “ผู้คนที่เชื่อฟัง” เป็นเวลาสั้นๆ เพื่อที่จะไม่สูญเสียพรไป แต่ความวิตกกังวลของพวกเขาที่จะได้รับการอวยพร และความเกรงกลัวความพินาศและการเข้าสู่บึงไฟที่กำลังลุกไหม้นั้นไม่มีวันถูกปิดบังไว้ได้  ขณะที่วันของเราใกล้เข้ามา ความอยากของพวกเขาก็แรงกล้าขึ้นอย่างไม่สั่นคลอน  และยิ่งความวิบัติใหญ่หลวงมากขึ้นเท่าใด มันก็จะยิ่งทำให้พวกเขาอับจนหนทางมากขึ้นเท่านั้น โดยไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนที่จะทำให้เราชื่นบานและเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพรที่พวกเขาโหยหามานาน  ผู้คนเช่นนี้ใจจดใจจ่อที่จะลงมือกระทำการรับใช้ในฐานะกองหน้าทันทีที่มือของเราเริ่มงาน  พวกเขาคิดเพียงการโถมประดังกันไปยังแนวหน้าของกองทหาร กลัวอยู่ลึกๆ ว่าเราจะไม่เห็นพวกเขา  พวกเขาทำและพูดสิ่งซึ่งพวกเขาคิดว่าถูกต้อง ไม่เคยรู้ว่าความประพฤติและการกระทำทั้งหลายของพวกเขาไม่เคยสัมพันธ์กับความจริงเลย และไม่เคยรู้ว่าความประพฤติของพวกเขามีแต่จะบ่อนทำลายและรบกวนแผนการของเรา  พวกเขาอาจได้ใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงแล้ว และอาจมีความมีเจตจำนงและเจตนาอันแท้จริงที่จะสู้ทนความยากลำบาก แต่ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำเกี่ยวข้องกับเราเลย เพราะเราไม่เคยเห็นว่าความประพฤติของพวกเขามาจากเจตนาที่ดี นับประสาอะไรที่เราจะได้เห็นพวกเขาวางสิ่งใดก็ตามบนแท่นบูชาของเรา  เช่นนั้นคือความประพฤติซึ่งพวกเขาได้ทำลงไปต่อหน้าเราในช่วงหลายปีมานี้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้า

103. ผู้คนจำนวนมากยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าเพื่ออ่านวันต่อวัน จนกระทั่งถึงจุดที่หมายมั่นอย่างพิถีพิถันที่จะจดจำบทตอนอันเป็นอมตะทั้งหมดที่มีในนั้นว่าเป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่ามากที่สุดของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้นยังประกาศพระวจนะของพระเจ้าทุกหนแห่ง จัดเตรียมและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนี้คือการเป็นพยานต่อพระเจ้า คือการเป็นพยานต่อพระวจนะของพระองค์ คิดว่าการทำเช่นนี้คือการเจริญรอยตามทางแห่งพระเจ้า พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนี้คือการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า ว่าการทำเช่นนี้คือการนำพระวจนะของพระองค์ไปสู่ชีวิตจริงของพวกเขา ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขาสามารถได้รับการชมเชยจากพระเจ้า และได้รับการช่วยให้รอดและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  แต่แม้ในขณะที่พวกเขาประกาศพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่เคยปฏิบัติสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าเลยในทางปฏิบัติ หรือพยายามที่จะเปรียบเทียบตัวพวกเขาเองกับสิ่งที่ถูกเผยในพระวจนะของพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้ได้รับการรักใคร่บูชาและความเชื่อใจจากผู้อื่นด้วยเล่ห์เพทุบาย เพื่อเข้าสู่การบริหารจัดการด้วยตัวพวกเขาเอง และเพื่อยักยอกและขโมยพระสิริแห่งพระเจ้า  พวกเขาหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าจะฉกฉวยโอกาสที่ได้จากการเผยแผ่พระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะให้ได้รางวัลเป็นการทำงานของพระเจ้าและการชมเชยจากพระองค์  กี่ปีแล้วที่ได้ผ่านไป แต่ไม่เพียงผู้คนเหล่านี้จะไม่สามารถได้รับการชมเชยจากพระเจ้าในขณะที่กำลังทำการประกาศพระวจนะของพระเจ้า และไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่สามารถค้นพบหนทางซึ่งพวกเขาควรติดตามในขณะที่กำลังทำการเป็นพยานต่อพระวจนะของพระเจ้า และไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ได้ช่วยเหลือหรือจัดเตรียมให้กับตัวพวกเขาเองในขณะที่กำลังทำการช่วยเหลือและจัดเตรียมพระวจนะของพระเจ้าให้กับผู้อื่น และไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่สามารถทำความรู้จักพระเจ้า หรือปลุกความยำเกรงอันจริงแท้ในตัวพวกเขาที่มีให้กับพระเจ้า ในขณะที่กำลังทำการในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมด แต่ในทางกลับกัน ความเข้าใจผิดของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้ายิ่งดิ่งลึกลงทุกที ความไม่เชื่อใจของพวกเขาในพระองค์ยิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกที และการจินตนาการทั้งหลายของพวกเขาเกี่ยวกับพระองค์ยิ่งเกินความจริงขึ้นทุกที  เมื่อได้รับการจัดหาและได้รับการนำโดยทฤษฎีทั้งหลายของพวกเขาเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาดูราวกับว่าครบบริบูรณ์ในองค์ประกอบของพวกเขา ราวกับเป็นการใช้ทักษะทั้งหลายของพวกเขาด้วยความง่ายดายโดยไม่ต้องพยายาม ราวกับว่าพวกเขาได้ค้นพบจุดประสงค์ในชีวิตของพวกเขา ภารกิจของพวกเขาแล้ว และราวกับว่าพวกเขาได้รับชีวิตใหม่และได้รับการช่วยให้รอดแล้ว ราวกับว่า ด้วยพระวจนะของพระเจ้าที่กลิ้งผ่านลิ้นของพวกเขาอย่างแข็งทื่อรีบร้อนในระหว่างท่องขานนั้น พวกเขาได้รับความจริงแล้ว จับความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว และได้ค้นพบเส้นทางสู่การทำความรู้จักพระเจ้าแล้ว ราวกับว่า ในขณะที่กำลังทำการประกาศพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้ง  บ่อยครั้งอีกเช่นกันที่พวกเขา “ซาบซึ้ง” จนร่ำไห้หลายครั้งหลายคราว และบ่อยครั้งที่ได้รับการทรงนำโดย “พระเจ้า” ในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาดูเหมือนว่าได้เข้าใจถึงความกังวลห่วงใยอันจริงจังและเจตนารมณ์อันใจดีมีเมตตาของพระองค์อย่างไม่หยุดหย่อน และในขณะเดียวกัน ได้จับความเข้าใจในความรอดของมนุษย์จากพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์ ได้มารู้จักแก่นแท้ของพระองค์ และได้จับความเข้าใจในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์  จากพื้นฐานของความคิดนี้ พวกเขาดูเหมือนว่าได้เชื่ออย่างหนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีกในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ได้รับรู้มากขึ้นถึงสภาวะที่ได้รับการยกย่องของพระองค์ และได้รู้สึกถึงความโอ่อ่าตระการตาและความเหนือธรรมชาติของพระองค์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เมื่อปักจมอยู่ในความรู้อันผิวเผินในพระวจนะของพระเจ้า มันคงจะดูเหมือนว่าความเชื่อของพวกเขาได้เติบโตขึ้น การตัดสินใจแน่วแน่ของพวกเขาที่จะสู้ทนความทุกข์ได้มีความแข็งแกร่งขึ้น และความรู้ของพวกเขาในพระเจ้าได้ลึกซึ้งขึ้น  พวกเขาหารู้ไม่ว่า จนกว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง ความรู้ทั้งหมดของพวกเขาในพระเจ้าและแนวคิดของพวกเขาเกี่ยวกับพระองค์นั้นมาจากการจินตนาการทั้งหลายอันเต็มไปด้วยความปรารถนาและการอนุมานของพวกเขาเอง  ความเชื่อของพวกเขาคงจะอยู่ได้ไม่นานภายใต้การทดสอบรูปแบบใดก็ตามจากพระเจ้า สิ่งที่เรียกว่าความเป็นจิตวิญญาณและวุฒิภาวะของพวกเขาคงจะอยู่ได้เพียงไม่นานภายใต้การทดสอบหรือการตรวจสอบของพระเจ้า ปณิธานของพวกเขาเป็นแต่เพียงปราสาททรายหลังหนึ่ง และสิ่งที่เรียกว่าความรู้ในพระเจ้าก็ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นเรื่องหนึ่งของจินตนาการของพวกเขา  ในข้อเท็จจริงนั้น ก็อย่างที่เป็นอยู่ ผู้คนเหล่านี้ ซึ่งได้ใช้ความพยายามมากมายไปในพระวจนะของพระเจ้า ไม่เคยได้ตระหนักเลยว่าอะไรคือความเชื่อที่แท้จริง อะไรคือการนบนอบที่แท้จริง อะไรคือการใส่ใจที่แท้จริง หรืออะไรคือความรู้ที่แท้จริงในพระเจ้า  พวกเขายึดถือทฤษฎี จินตนาการ ความรู้ พรสวรรค์ ประเพณี ความเชื่อเหนือธรรมชาติ และกระทั่งค่านิยมด้านศีลธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ และนำสิ่งเหล่านี้มาเป็น “ต้นทุน” และ “อาวุธยุทโธปกรณ์” สำหรับการเชื่อในพระเจ้าและการติดตามพระองค์ กระทั่งทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาและการติดตามพระองค์ของพวกเขา  ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังใช้ต้นทุนและอาวุธยุทโธปกรณ์นี้และทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องรางของขลังวิเศษซึ่งพวกเขาใช้ในการทำความรู้จักพระเจ้า สำหรับการเผชิญหน้าและการจัดการกับการตรวจสอบทั้งหลาย การทดสอบทั้งหลาย การตีสอน และการพิพากษาของพระเจ้า  ในท้ายที่สุด สิ่งที่พวกเขาเก็บรวบรวมยังคงไม่ได้ประกอบไปด้วยอะไรมากไปกว่าข้อสรุปทั้งหลายเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งปักจมอยู่ในความหมายแฝงทั้งหลายในทางศาสนา ในความเชื่อเหนือธรรมชาติในระบบศักดินา และในทุกสิ่งซึ่งมีลักษณะเพ้อฝันประโลมใจ พิลึกพิสดาร และพิศวงลี้ลับ  แนวทางของพวกเขาในการรู้จักและนิยามพระเจ้าถูกประทับตราในแม่พิมพ์เดียวกันกับแม่พิมพ์ของผู้คนซึ่งเชื่อในฟ้าสวรรค์เบื้องบน หรือชายชราบนท้องฟ้าเพียงเท่านั้น ในขณะที่ความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า แก่นแท้ของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ สิ่งทรงครองและสิ่งทรงเป็นของพระองค์ เป็นต้น—ทั้งหมดซึ่งสัมพันธ์กับพระเจ้าพระองค์จริงเอง—คือสิ่งทั้งหลายซึ่งความรู้ของพวกเขาได้ล้มเหลวที่จะจับความเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ความรู้ของพวกเขาได้แยกทางไปโดยสมบูรณ์ และถึงขนาดแยกห่างกันมากดุจขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้  ในหนทางนี้ แม้ว่าผู้คนเหล่านี้ดำเนินชีวิตภายใต้การจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงจากพระวจนะของพระเจ้า กระนั้นก็ตามพวกเขากลับไม่สามารถย่ำเท้าไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วได้อย่างแท้จริง  เหตุผลที่แท้จริงสำหรับการนี้ก็คือว่า พวกเขาไม่เคยได้กลายมาสนิทสนมคุ้นเคยกับพระเจ้า และพวกเขาไม่เคยมีการติดต่อหรือการมหาสนิทอันจริงแท้กับพระองค์ และดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะมาถึงความเข้าใจซึ่งกันและกันกับพระเจ้า หรือปลุกความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า การเจริญรอยตามพระเจ้า หรือการนมัสการพระเจ้าที่ในตัวพวกเขามีให้  การที่พวกเขาควรคำนึงถึงพระวจนะของพระเจ้าด้วยเหตุนี้ การที่พวกเขาควรคำนึงถึงพระเจ้าด้วยเหตุนี้—มุมมองและท่าทีนี้ได้ชี้ชะตากรรมให้พวกเขากลับไปมือเปล่าหลังความมุมานะบากบั่นทั้งหลายของพวกเขา ได้ชี้ชะตากรรมให้พวกเขาไม่มีวันที่จะสามารถย่ำเท้าไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วได้ชั่วนิรันดร์  เป้าหมายซึ่งพวกเขากำลังมุ่งหมาย และทิศทางซึ่งพวกเขากำลังไปในนั้น เป็นการแสดงความหมายว่าพวกเขาคือศัตรูของพระเจ้าชั่วนิรันดร์ และว่าพวกเขาจะไม่มีวันสามารถได้รับความรอดชั่วนิรันดร์

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ

104. ในระหว่างช่วงเวลาหลายปีในการทำงานของเรา ผู้คนได้รับสิ่งต่างๆ มากมาย และละทิ้งสิ่งต่างๆ ไปมากมาย กระนั้นเรายังคงกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อในเราอย่างแท้จริง  เพราะผู้คนเพียงรับรู้ว่าเราคือพระเจ้าด้วยปากของพวกเขา แต่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับความจริงที่เรากล่าว และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามความจริงที่เราขอจากพวกเขา  ซึ่งกล่าวได้ว่าผู้คนรับรู้เพียงการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่ไม่ใช่การดำรงอยู่ของความจริง ผู้คนรับรู้เพียงการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่ไม่ใช่การดำรงอยู่ของชีวิต ผู้คนรับรู้เพียงพระนามของพระเจ้า แต่ไม่ใช่แก่นแท้ของพระองค์  เราดูหมิ่นพวกเขาตรงความกระตือรือร้นของพวกเขา ตรงที่พวกเขาใช้เพียงคำที่ฟังดูดีเพื่อหลอกลวงเรา ไม่มีพวกเขาคนใดที่นมัสการเราอย่างแท้จริง  คำพูดของพวกเจ้าประกอบไปด้วยการทดลองของอสรพิษ นอกจากนี้ คำพูดของพวกเจ้ายังทะนงตนเป็นที่สุด ช่างเป็นคำประกาศจากอัครทูตสวรรค์โดยแท้  ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ความประพฤติของพวกเจ้ายังรุ่งริ่งและฉีกขาดจนถึงขั้นเสื่อมเสีย ความอยากได้อยากมีเกินขอบเขตและเจตนาอันละโมบของพวกเจ้าช่างเป็นสิ่งแสลงหูนัก  พวกเจ้าทั้งหมดได้กลายเป็นตัวมอดในบ้านของเรา เป็นสิ่งที่เรารังเกียจเดียดฉันท์  ด้วยความที่ไม่มีพวกเจ้าคนใดรักความจริง แต่เจ้ากลับอยากได้รับพร อยากขึ้นสู่สวรรค์ อยากมองเห็นนิมิตอันงดงามของพระคริสต์ที่กำลังทรงใช้ฤทธานุภาพของพระองค์บนแผ่นดินโลก  แต่พวกเจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า คนเช่นพวกเจ้า คนที่ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึกและไม่รู้เอาเสียเลยว่าพระเจ้าคืออะไรนั้น คู่ควรแก่การติดตามพระเจ้าได้อย่างไร?  เจ้าจะขึ้นสู่สวรรค์ได้อย่างไร?  เจ้าคู่ควรแก่การได้มองเห็นทัศนียภาพที่งดงามเช่นนั้น—ทัศนียภาพที่มีความงามตระการอันไม่เคยมีให้เห็นเป็นแบบอย่างมาก่อนได้อย่างไร?  ปากของเจ้าเต็มไปด้วยคำพูดที่หลอกลวงเรา คำพูดแห่งความโสมม แห่งการทรยศเรา และคำพูดแห่งความโอหัง  เจ้าไม่เคยกล่าวคำพูดแห่งความจริงใจกับเรา ไม่มีคำพูดบริสุทธิ์ ไม่มีคำพูดแห่งการมีประสบการณ์กับวจนะของเราและการนบนอบเรา  ในท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อของพวกเจ้ามีหน้าตาอย่างไร?  ในหัวใจของพวกเจ้าไม่มีสิ่งใดนอกจากความอยากได้อยากมีและเงินตรา และในความคิดจิตใจของพวกเจ้าไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากวัตถุสิ่งของ  ทุกวัน เจ้าคำนวณว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้รับบางสิ่งบางอย่างจากเรา  ทุกวัน เจ้านับว่าตัวเองได้รับความมั่งคั่งและวัตถุสิ่งของจากเราไปมากเพียงใด  ทุกวัน เจ้าเฝ้ารอให้มีพรที่มากยิ่งขึ้นตลอดเวลาตกมาสู่พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจได้ชื่นชมมากขึ้นในสิ่งที่สูงกว่าซึ่งสามารถชื่นชมได้  สิ่งที่อยู่ในความคิดของพวกเจ้าทุกชั่วขณะของเวลานั้นไม่ใช่เรา อีกทั้งไม่ใช่ความจริงที่มาจากเรา แต่เป็นสามีหรือภรรยาของพวกเจ้า บุตรชายและบุตรสาวของเจ้า และสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้ากินและสวมใส่แทน  เจ้าคิดหาวิธีให้ตัวเองสามารถได้รับความสำราญที่ดีขึ้นสูงส่งขึ้นตลอดเวลา  แต่ต่อให้พวกเจ้าอิ่มจนท้องจะแตก เจ้าก็ยังคงไม่ใช่ซากศพหรอกหรือ?  ต่อให้ภายนอกเจ้าประดับประดาตัวพวกเจ้าเองด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามปานนั้น พวกเจ้ายังคงไม่ใช่ซากศพเดินได้ที่ไร้ชีวิตหรอกหรือ?  พวกเจ้าตรากตรำเพื่อปากท้องของพวกเจ้า จนกระทั่งเส้นผมของเจ้าถูกสีเทาแซมเป็นริ้ว แต่กระนั้นก็ยังไม่มีพวกเจ้าคนใดที่พลีอุทิศเส้นผมแม้เพียงหนึ่งเส้นเพื่องานของเรา  พวกเจ้ายุ่งวุ่นวายอยู่เสมอ ใช้ร่างกายและเค้นสมองคิดกันเกินกำลัง เพื่อเนื้อหนังของเจ้าเอง และเพื่อบุตรชายและบุตรสาวของเจ้า แต่กลับไม่มีพวกเจ้าคนใดแสดงความวิตกหรือกังวลถึงเจตนารมณ์ของเรา  แล้วพวกเจ้ายังหวังจะได้รับสิ่งใดจากเราอีก?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว

105. เราได้แสดงวจนะออกไปมากมาย รวมทั้งได้แสดงเจตนารมณ์และอุปนิสัยของเราด้วย แต่ถึงกระนั้น ผู้คนก็ยังคงไม่สามารถรู้จักเราและเชื่อในเรา  หรืออาจกล่าวได้ว่าผู้คนยังคงไม่สามารถนบนอบเรา  พวกที่มีชีวิตอยู่ภายในพระคัมภีร์ พวกที่มีชีวิตอยู่ภายในธรรมบัญญัติ พวกที่มีชีวิตอยู่บนกางเขน พวกที่ดำเนินชีวิตตามข้อบังคับ พวกที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางงานที่เราทำในวันนี้—ใครหรือในหมู่พวกเขาที่เข้ากันได้กับเรา?  พวกเจ้าแค่คิดถึงการได้รับพรและบำเหน็จ แต่ไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะเข้ากับเราได้จริงๆ อย่างไร หรือจะกีดกันตัวเจ้าเองจากการต่อต้านเราได้อย่างไร  เราผิดหวังในตัวพวกเจ้าเหลือเกิน เพราะเราได้ให้พวกเจ้าไปมากมาย แต่เราได้รับมาจากพวกเจ้าน้อยยิ่งนัก  เล่ห์ลวงของพวกเจ้า ความโอหังของพวกเจ้า ความโลภของพวกเจ้า ความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้า การทรยศของพวกเจ้า การไม่เชื่อฟังของพวกเจ้า—มีสิ่งใดสามารถหนีพ้นการสังเกตของเรา?  พวกเจ้าสุกเอาเผากินกับเรา พวกเจ้าหลอกเรา พวกเจ้าดูถูกเรา พวกเจ้าโอ้โลมเรา พวกเจ้าบีบบังคับเราและขู่เข็ญเราให้พลีอุทิศ—ความมุ่งร้ายเช่นนี้จะสามารถหลบหลีกการลงโทษของเราไปได้อย่างไร?  การทำชั่วทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าเป็นปฏิปักษ์ต่อเราและเป็นข้อพิสูจน์ความเข้ากันไม่ได้ของพวกเจ้ากับเรา พวกเจ้าแต่ละคนเชื่อว่าตัวพวกเจ้าเองเข้ากันได้กับเราเหลือเกิน แต่หากเป็นอย่างนั้นแล้วไซร้ หลักฐานที่แย้งไม่ขึ้นเช่นนี้จะนำไปใช้กับใครเล่า?  พวกเจ้าเชื่อว่าตัวพวกเจ้าเองมีความจริงใจและความจงรักภักดีจนถึงที่สุดต่อเรา  พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าใจดีเหลือเกิน มีความสงสารเห็นใจเหลือเกินและได้อุทิศให้กับเรามากเหลือเกิน  พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าได้ทำมามากเกินพอแล้วเพื่อเรา  แต่พวกเจ้าเคยเทียบเคียงสิ่งนี้กับบรรดาการกระทำของพวกเจ้าบ้างหรือไม่?  เราบอกเลยว่าพวกเจ้าโอหังมากเต็มที โลภมากเต็มที สุกเอาเผากินมากเต็มที เล่ห์เหลี่ยมสารพัดที่เจ้าใช้หลอกเรานั้นแยบยลมากเต็มที และเจ้ามีเจตนาที่น่าเหยียดหยามและวิธีการที่น่าเหยียดหยามมากมายเต็มที  ความจงรักภักดีของพวกเจ้าขาดแคลนเกินไป ความตั้งใจจริงของพวกเจ้าน้อยนิดเกินไปและมโนธรรมของพวกเจ้ายิ่งขาดพร่องเสียยิ่งกว่า  ในหัวใจของพวกเจ้ามีความมุ่งร้ายมากเกินไป และไม่มีใครเลยที่ได้รับการยกเว้นจากมัน แม้กระทั่งเรา  พวกเจ้าปิดกั้นเราเพื่อประโยชน์ของลูกหลานของเจ้าหรือสามีของเจ้าหรือการเอาตัวรอดของเจ้า  แทนที่จะห่วงใยเรา เจ้าห่วงใยครอบครัวของพวกเจ้า ลูกหลานของพวกเจ้า สถานะของพวกเจ้า อนาคตของพวกเจ้า และความปลาบปลื้มยินดีของพวกเจ้าเอง เมื่อใดเล่าที่พวกเจ้าเคยนึกถึงเราในขณะที่พวกเจ้าพูดหรือทำอะไร?  ในวันที่หนาวจัด ความคิดของพวกเจ้าหันไปหาลูกหลาน สามี ภรรยาหรือบิดามารดาของพวกเจ้า  ในวันที่ร้อนระอุ ก็ไม่มีที่ให้เราอยู่ในความคิดของพวกเจ้าเลยเช่นกัน  เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้ากำลังนึกถึงผลประโยชน์ของตนเอง คิดถึงความปลอดภัยส่วนบุคคลของเจ้าเอง คิดถึงบรรดาสมาชิกในครอบครัวของเจ้า  เจ้าเคยได้ทำสิ่งใดที่เป็นไปเพื่อเราหรือ?  คราใดหรือที่เจ้าเคยนึกถึงเรา?  เมื่อใดหรือที่เจ้าเคยอุทิศตนเองอย่างเต็มกำลังให้กับเราและงานของเรา?  หลักฐานของความเข้ากันได้กับเราของเจ้าอยู่ที่ใด?  ความเป็นจริงแห่งความจงรักภักดีของเจ้าที่มีต่อเราอยู่ที่ใด?  ความเป็นจริงแห่งการนบนอบเราของเจ้าอยู่ที่ใด?  คราใดหรือที่พวกเจ้าไม่มีเจตนาที่จะได้รับพรของเรา?  พวกเจ้าเล่นตลกและหลอกลวงเรา พวกเจ้าล้อเล่นกับความจริง เจ้าปกปิดการดำรงอยู่ของความจริงและทรยศต่อแก่นแท้ของความจริง  อะไรหรือที่รอพวกเจ้าอยู่ในอนาคตจากการต่อต้านเราเช่นนี้?  พวกเจ้าเพียงแสวงหาความเข้ากันได้กับพระเจ้าที่คลุมเครือและเพียงแสวงหาความเชื่อที่คลุมเครือ แต่เจ้าไม่สามารถเข้ากันได้กับพระคริสต์  ความมุ่งร้ายของเจ้าจะไม่นำมาซึ่งการลงทัณฑ์อันสาสมแบบเดียวกันกับที่ความชั่วสมควรได้รับหรอกหรือ?  ในเวลานั้นพวกเจ้าจะตระหนักว่าไม่มีใครที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์สามารถหลีกหนีวันแห่งพระพิโรธไปได้ และพวกเจ้าจะค้นพบว่าผลการกระทำอันสาสมที่จะทรงกระทำต่อพวกที่ต่อต้านพระคริสต์นั้นเป็นแบบใด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรแสวงหาหนทางแห่งการเข้ากันได้กับพระคริสต์

106. ในไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้านั้น พวกเจ้ามีมโนคติที่หลงผิด ความหวัง และอนาคตของแต่ละคนมากเกินไป  พระราชกิจปัจจุบันเป็นไปเพื่อที่จะตัดแต่งความอยากมีสถานะและความอยากอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้า  ความหวัง สถานะ และมโนคติที่หลงผิดทั้งหมดเป็นตัวแทนชั้นเยี่ยมของอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน  เหตุผลที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในหัวใจของผู้คนนั้นเป็นเพราะพิษของซาตานที่คอยกัดกร่อนความคิดของผู้คนอยู่ตลอดเวลาโดยทั้งสิ้น และผู้คนมักจะไร้ความสามารถที่จะสลัดการทดลองเหล่านี้ของซาตานอยู่ตลอดเวลา  พวกเขากำลังใช้ชีวิตในท่ามกลางบาปแต่กระนั้นก็ยังไม่เชื่อว่ามันเป็นบาป และพวกเขายังคงคิดว่า  “พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพระองค์ต้องประทานพระพรแก่พวกเราและทรงจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับพวกเราอย่างเหมาะสม พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพวกเราต้องเหนือกว่าคนอื่น และพวกเราต้องมีสถานะที่มากกว่าและอนาคตที่มากกว่าใครอื่น  เนื่องจากพวกเราเชื่อในพระเจ้า พระองค์ต้องทรงมอบพระพรอันไร้ขีดจำกัดแก่พวกเรา  มิฉะนั้นแล้ว มันก็คงจะไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า”  เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ความคิดที่ผู้คนได้พึ่งพาเพื่อการอยู่รอดของพวกเขาได้กัดกร่อนหัวใจของพวกเขาเรื่อยมาจนถึงจุดที่ว่า พวกเขาได้กลายเป็นทรยศ ขี้ขลาด และน่ารังเกียจ  ไม่เพียงแค่พวกเขาขาดพร่องพลังจิตและความแน่วแน่เท่านั้น แต่พวกเขายังได้กลายเป็นโลภมาก โอหัง และเอาแต่ใจตัวเองด้วยเช่นกัน  พวกเขาขาดพร่องความแน่วแน่ใดๆ ซึ่งอยู่เหนือตนเองโดยสิ้นเชิง และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่มีความกล้าหาญแม้แต่น้อยที่จะสลัดการควบคุมของอิทธิพลมืดเหล่านี้  ความคิดและชีวิตของผู้คนนั้นเน่าเปื่อยมากจนกระทั่งมุมมองของพวกเขาต่อการเชื่อในพระเจ้ายังคงน่าขยะแขยงอย่างไม่สามารถทนได้ และแม้กระทั่งเมื่อผู้คนพูดถึงมุมมองของพวกเขาต่อการเชื่อในพระเจ้า ก็ไม่สามารถทนฟังได้อย่างแน่นอน  ผู้คนทั้งหมดล้วนขี้ขลาด ไร้ความสามารถ น่ารังเกียจ และบอบบาง  พวกเขาไม่รู้สึกถึงความขยะแขยงที่มีต่อกองกำลังของความมืด และพวกเขาไม่รู้สึกถึงความรักที่มีต่อความสว่างและความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำอย่างสุดความสามารถที่จะขับไล่สิ่งเหล่านั้น  ความคิดและมุมมองปัจจุบันของพวกเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนี้หรอกหรือ?  “ในเมื่อข้าพระองค์เชื่อในพระเจ้า ข้าพระองค์ก็แค่ควรได้รับการหลั่งพระพรและควรจะได้รับการทำให้มั่นใจว่าสถานะของข้าพระองค์จะไม่มีวันหลุดไป และว่ามันจะยังคงสูงกว่าสถานะของบรรดาผู้ปราศจากความเชื่อ”  เจ้าไม่ได้เก็บงำมุมมองประเภทนั้นภายในตัวพวกเจ้ามาเป็นเวลาแค่หนึ่งหรือสองปีเท่านั้น แต่เป็นเวลาหลายปี  วิธีการคิดแบบแลกเปลี่ยนกันของพวกเจ้านั้นได้พัฒนามากเกินไป  ถึงแม้ว่าพวกเจ้าได้มาถึงขั้นตอนนี้ในวันนี้ พวกเจ้ายังคงไม่ได้ปล่อยวางสถานะแต่ดิ้นรนต่อสู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อสอบถามถึงมัน และสังเกตการณ์มันในแต่ละวัน ด้วยความเกรงกลัวลึกๆ ว่าวันหนึ่งสถานะของพวกเจ้าจะสูญหายไปและชื่อของพวกเจ้าจะย่อยยับ  ผู้คนไม่เคยได้วางความอยากมีความสะดวกสบายของพวกเขาลงไว้ก่อน… ยิ่งเจ้าแสวงหาในหนทางนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเก็บเกี่ยวได้น้อยลงเท่านั้น  ยิ่งความอยากได้สถานะของบุคคลหนึ่งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งจะต้องถูกตัดแต่งอย่างจริงจังมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งจะต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุงที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น  ผู้คนเช่นนั้นไร้ค่า!  พวกเขาต้องถูกตัดแต่งและถูกพิพากษามากพอเพื่อที่พวกเขาจะได้ปล่อยวางสิ่งเหล่านี้อย่างถ้วนทั่ว  หากพวกเจ้าไล่ตามเสาะหาหนทางนี้จนกระทั่งถึงที่สุด พวกเจ้าจะไม่ได้เก็บเกี่ยวสิ่งใดเลย  พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิตไม่สามารถได้รับการแปลงสภาพ และพวกที่ไม่ได้กระหายความจริงไม่สามารถได้รับความจริง  เจ้าไม่ได้มุ่งเน้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาการแปลงสภาพและการเข้าสู่ส่วนบุคคล แต่กลับมุ่งเน้นอยู่กับความอยากอันฟุ้งเฟ้อและสิ่งต่างๆ ที่จำกัดความรักของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าและป้องกันเจ้าจากการเข้าใกล้พระองค์  สิ่งเหล่านั้นสามารถแปลงสภาพเจ้าได้หรือไม่?  สิ่งเหล่านั้นสามารถนำพาเจ้าเข้าไปสู่ราชอาณาจักรได้หรือไม่?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?

107. มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความสว่าง กระนั้นเขาก็ไม่ตระหนักรู้ความล้ำค่าของความสว่าง  เขาไม่รู้เท่าทันแก่นแท้ของความสว่าง และแหล่งกำเนิดของความสว่าง และยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่รู้เท่าทันว่าความสว่างนั้นเป็นของผู้ใด  เมื่อเราประสาทความสว่างในท่ามกลางมวลมนุษย์ เราตรวจดูภาวะในหมู่มนุษย์ทันที กล่าวคือ  เพราะความสว่าง ผู้คนทั้งปวงจึงกำลังเปลี่ยนแปลงและเติบโต และได้ออกจากความมืด  เรามองไปยังทุกมุมของจักรวาล และเห็นว่าภูเขาทั้งหลายถูกปกคลุมด้วยหมอก ว่าห้วงน้ำทั้งหลายกลายเป็นน้ำแข็งในความหนาวเย็น และเห็นว่าผู้คนมองไปทางทิศตะวันออกเพราะการมาถึงของความสว่าง เพื่อที่พวกเขาอาจค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่ล้ำค่ามากขึ้น—กระนั้น มนุษย์ก็ยังคงไม่สามารถหยั่งรู้ทิศทางที่ชัดเจนภายในละอองหมอก  เนื่องจากทั้งโลกถูกห่มคลุมด้วยหมอก เมื่อเรามองจากท่ามกลางหมู่เมฆ จึงไม่เคยมีมนุษย์ที่ค้นพบการดำรงอยู่ของเราเลย  มนุษย์กำลังแสวงหาบางสิ่งบางอย่างบนแผ่นดินโลก ดูเหมือนว่าเขากำลังหาอาหาร ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจที่จะรอคอยการมาถึงของเรา—กระนั้น เขาก็ไม่รู้จักวันของเรา และสามารถเพียงมองไปยังแสงริบหรี่ของความสว่างในทิศตะวันออกอยู่บ่อยครั้งเท่านั้น  ท่ามกลางกลุ่มชนทั้งปวง เราแสวงหาบรรดาผู้ที่เห็นพ้องกับเจตนารมณ์ของเราอย่างแท้จริง  เราเดินไปท่ามกลางกลุ่มชนทั้งปวง และใช้ชีวิตท่ามกลางกลุ่มชนทั้งปวง แต่มนุษย์บนแผ่นดินโลกก็ปลอดภัยดี และดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดที่เห็นพ้องกับเจตนารมณ์ของเราอย่างแท้จริง  ผู้คนไม่รู้ว่าจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของเราอย่างไร พวกเขาไม่สามารถมองเห็นการกระทำของเรา และพวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวภายในความสว่างและได้รับแสงจากความสว่างนั้น  ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งมนุษย์หวงแหนความล้ำค่าของวจนะของเรา แต่เขาก็ไม่สามารถมองทะลุกลอุบายอันเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของซาตาน เนื่องจากวุฒิภาวะของมนุษย์มีน้อยเกินไป เขาจึงไม่สามารถทำตามที่หัวใจของเขาปรารถนา  มนุษย์ไม่เคยรักเราอย่างจริงใจ  เมื่อเรายกย่องเขา เขารู้สึกว่าตัวเขาเองไม่มีค่าคู่ควร แต่นี่ไม่ได้ทำให้เขาพยายามที่จะทำให้เราพึงพอใจ  เขาเพียงประคอง “สถานะ” ที่เรามอบให้เขาเอาไว้ในมือทั้งสองของเขาและพินิจพิเคราะห์มัน ไม่อาจสำนึกรับรู้ได้ถึงความน่ารักน่าชื่นชมของเรา เขากลับยังคงลุ่มหลงในผลประโยชน์แห่งสถานะของเขา  นี่ไม่ใช่ความขาดตกบกพร่องของมนุษย์หรอกหรือ?  เมื่อภูเขาเคลื่อนที่ ภูเขาเหล่านั้นจะสามารถหาทางอ้อมเพื่อเห็นแก่สถานะของเจ้าได้หรือไม่?  เมื่อห้วงน้ำหลั่งไหล ห้วงน้ำเหล่านั้นจะสามารถหยุดอยู่ตรงหน้าสถานะของมนุษย์ได้หรือไม่?  ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะสามารถถูกสถานะของมนุษย์พลิกกลับได้หรือไม่?  ครั้งหนึ่งเราเคยเปี่ยมกรุณาต่อมนุษย์หนแล้วหนเล่า—กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดทะนุถนอมหรือหวงแหนความล้ำค่าของการนี้  พวกเขาเพียงรับฟังการนี้เหมือนเป็นเรื่องเล่า หรืออ่านมันเหมือนเป็นนิยาย  วจนะของเราสัมผัสไม่ถึงหัวใจของมนุษย์จริงๆ หรือ?  ถ้อยคำของเราไม่มีผลจริงๆ หรือ?  เป็นไปได้หรือที่ไม่มีผู้ใดเชื่อในการดำรงอยู่ของเรา?  มนุษย์ไม่รักตัวเขาเอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับร่วมมือกับซาตานเพื่อโจมตีเรา และใช้ซาตานเป็น “สินทรัพย์” ไว้คอยรับใช้เรา  เราจะทะลวงกลอุบายทั้งหมดอันเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของซาตาน และหยุดยั้งผู้คนบนแผ่นดินโลกไม่ให้ถูกซาตานชักนำให้หลงผิด เพื่อที่พวกเขาจะไม่ต่อต้านเราเนื่องแต่การดำรงอยู่ของมัน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 22

108. ลับหลังเรานั้น ผู้คนมากมายละโมบในผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับสถานภาพ  พวกเขาตะกละตะกลามกินอาหาร พวกเขารักที่จะนอนและมอบทุกความเอาใจใส่ให้กับเนื้อหนัง กลัวอยู่เสมอว่าจะไม่มีทางออกสำหรับเนื้อหนัง  พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตนในคริสตจักร แต่กลับเอาเปรียบคริสตจักร หรือไม่พวกเขาก็ตักเตือนบรรดาพี่น้องชายหญิงด้วยวจนะของเรา ตีกรอบผู้อื่นจากที่สูง  ผู้คนเหล่านี้เอาแต่พูดว่าพวกเขากำลังทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและพูดเสมอว่าพวกเขาเป็นคนสนิทของพระเจ้า—เรื่องนี้ไม่ไร้สาระหรอกหรือ?  หากเจ้ามีแรงจูงใจที่ถูกต้อง แต่ไม่สามารถรับใช้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็โง่เขลา แต่หากแรงจูงใจของเจ้าไม่ถูกต้อง และเจ้ายังคงพูดว่าเจ้ารับใช้พระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้า และเจ้าสมควรถูกพระเจ้าลงโทษ!  เราไม่มีความเห็นใจให้กับผู้คนเช่นนั้น!  ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาเอาเปรียบ ละโมบในสิ่งชูใจของเนื้อหนังอยู่ตลอดเวลา และไม่คำนึงถึงความสนใจของพระเจ้า  พวกเขาแสวงหาสิ่งที่ดีสำหรับตนเสมอ และไม่ใส่ใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พวกเขาไม่สามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระวิญญาณของพระเจ้าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  พวกเขาทำตัวคดในข้องอในกระดูก หลอกลวง และโกงพี่น้องชายหญิงของตนเสมอ ตีสองหน้าเหมือนสุนัขจิ้งจอกในไร่องุ่นที่ขโมยองุ่นและเหยียบย่ำไปทั่วไร่องุ่นเสมอ  ผู้คนเช่นนั้นจะเป็นคนสนิทของพระเจ้าได้หรือ?  เจ้าเหมาะสมที่จะได้รับพรของพระเจ้าหรือ?  เจ้าไม่ได้รับภาระสำหรับชีวิตของเจ้าและคริสตจักร เจ้าเหมาะสมที่จะได้รับพระบัญชาของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  ใครหรือจะกล้าไว้วางใจคนบางคนที่เป็นอย่างเจ้า?  เมื่อเจ้ารับใช้เยี่ยงนี้ พระเจ้าจะไว้วางพระทัยมอบหมายกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านี้แก่เจ้าได้หรือ?  นี่จะไม่ทำให้เกิดความล่าช้าต่อพระราชกิจหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรับใช้ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า

109. ผู้คนส่วนใหญ่กระทั่งพูดถึงสภาพเงื่อนไขทั้งหลายในการปรนนิบัติพระเจ้าของพวกเขา กล่าวคือ  พวกเขาไม่สนใจว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือมนุษย์ และพวกเขาแค่พูดถึงสภาพเงื่อนไขทั้งหลายของพวกเขาเองเท่านั้น และเพียงพยายามที่จะสนองความอยากได้อยากมีของพวกเขาเองเท่านั้น  เมื่อพวกเจ้าทำอาหารให้เรา เจ้าเรียกร้องค่าบริการ เมื่อเจ้าดำเนินการให้เรา เจ้าถามหาค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ เมื่อเจ้าทำงานให้เราเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมของงาน เมื่อเจ้าซักเสื้อผ้าของเราเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการซักผ้า เมื่อเจ้าจัดเตรียมให้กับคริสตจักรเจ้าเรียกร้องค่าใช้จ่ายทั้งหลายในการฟื้นคืนสู่สภาพปกติ เมื่อเจ้าพูดเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมของนักพูด เมื่อเจ้าแจกหนังสือเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการแจกจ่าย และเมื่อเจ้าเขียนเจ้าเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการเขียน  พวกที่เราตัดแต่งนั้นถึงขั้นเรียกร้องค่าชดใช้จากเรา ในขณะที่พวกที่ได้ถูกส่งกลับบ้านเรียกร้องเงินชดเชยสำหรับความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นกับชื่อของพวกเขา พวกที่ไม่ได้แต่งงานเรียกร้องสินสมรส หรือค่าชดเชยสำหรับวัยเยาว์ที่สูญเสียไปของพวกเขา พวกที่ฆ่าไก่เรียกร้องค่าธรรมเนียมของคนฆ่าสัตว์ พวกที่ทอดอาหารเรียกร้องค่าธรรมเนียมในการทอด และพวกที่ทำซุปเรียกร้องให้ชำระเงินเป็นค่าซุปนั้นเช่นกัน… นี่คือสภาวะความเป็นมนุษย์อันสูงส่งและมีอานุภาพของพวกเจ้า และเหล่านี้คือการกระทำทั้งหลายที่มโนธรรมอันอบอุ่นของพวกเจ้าสั่งการ  สำนึกรับรู้ของพวกเจ้าอยู่ที่ใด?  สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าอยู่ที่ใด?  เราจะขอบอกพวกเจ้า!  หากพวกเจ้าดำเนินต่อไปเยี่ยงนี้ เราจะหยุดทำงานท่ามกลางพวกเจ้า  เราจะไม่ทำงานท่ามกลางฝูงสัตว์เดียรัจฉานในเครื่องแต่งกายของมนุษย์ เราจะไม่ทนทุกข์ทรมานด้วยเหตุนี้เพื่อกลุ่มผู้คนเช่นนี้ที่ใบหน้าอันสวยงามของพวกเขาซ่อนเร้นหัวใจอันป่าเถื่อนเอาไว้ เราจะไม่สู้ทนเพื่อฝูงสัตว์เช่นนี้ที่ไม่มีความเป็นไปได้แห่งความรอดแม้แต่น้อย  วันที่เราหันหลังให้พวกเจ้าเป็นวันที่พวกเจ้าตาย มันเป็นวันที่ความมืดมิดจะมาถึงพวกเจ้า และวันที่พวกเจ้าจะถูกความสว่างละทิ้งไป  เราจะขอบอกพวกเจ้า!  เราจะไม่มีวันเมตตากรุณาต่อกลุ่มเช่นกลุ่มของพวกเจ้า กลุ่มซึ่งอยู่ต่ำกว่ากระทั่งบรรดาสัตว์ทั้งหลาย!  ถ้อยคำและการกระทำทั้งหลายของเรามีขีดจำกัด และเราจะไม่ทำงานอีกต่อไปกับสภาวะความเป็นมนุษย์และมโนธรรมของพวกเจ้าอย่างที่สิ่งเหล่านี้เป็นอยู่ เพราะพวกเจ้าขาดมโนธรรมมากเกินไป พวกเจ้าได้ทำให้เราเจ็บปวดมามากเกินไปแล้ว และพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของพวกเจ้าทำให้เรารู้สึกรังเกียจมากเกินไป  ผู้คนที่ขาดพร่องสภาวะความเป็นมนุษย์และมโนธรรมถึงเพียงนั้น จะไม่มีวันมีโอกาสได้รับความรอด เราจะไม่มีวันช่วยผู้คนซึ่งไร้หัวใจและอกตัญญูเช่นนั้นให้รอด  เมื่อวันของเรามาถึง เราจะกระหน่ำเปลวเพลิงอันร้อนแรงไปจนชั่วกัลปาวสานใส่พวกบุตรของการกบฏซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยยั่วยุความโกรธเคืองอันเกรี้ยวกราดของเรา เราจะกำหนดการลงโทษชั่วนิรันดร์กาลของเราแก่บรรดาสัตว์เหล่านั้นซึ่งครั้งหนึ่งได้กล่าวคำผรุสวาทใส่เราและได้ละทิ้งเรา เราจะเผาบุตรแห่งการกบฏ ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยกินและใช้ชีวิตร่วมกับเรา แต่ไม่ได้เชื่อในเรา ผู้ซึ่งได้ดูหมิ่นและได้ทรยศเรา ด้วยไฟแห่งความโกรธเคืองของเราตลอดเวลา  เราจะทำให้ทุกคนที่ได้ยั่วยุความโกรธเคืองของเราต้องได้รับการลงโทษจากเรา เราจะกระหน่ำความโกรธเคืองของเราทั้งหมดทั้งมวลลงมายังบรรดาสัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้นที่ครั้งหนึ่งได้ปรารถนาที่จะยืนเคียงข้างเราในฐานะผู้เทียบเท่าเรา กระนั้นกลับไม่ได้นมัสการหรือนบนอบเรา ไม้เรียวซึ่งเราใช้ตีมนุษย์จะฟาดลงบนบรรดาสัตว์เหล่านั้น ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยชื่นชมการดูแลเอาใจใส่ของเราและครั้งหนึ่งได้ชื่นชมความล้ำลึกทั้งหลายที่เราได้พูด และผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยพยายามที่จะรับเอาความชื่นชมทางวัตถุทั้งหลายจากเรา  เราจะไม่ให้อภัยบุคคลคนใดซึ่งพยายามแทนที่เรา เราจะไม่ละเว้นผู้ใดสักคนในบรรดาผู้ที่พยายามแย่งชิงอาหารและเสื้อผ้าจากเรา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

110. สิ่งที่พวกเจ้าเห็นในวันนี้เป็นเพียงดาบคมกริบจากปากของเราเท่านั้น  เจ้ายังไม่ได้เห็นไม้เท้าในมือของเราหรือเปลวไฟซึ่งเราใช้เผามนุษย์ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเจ้าจึงยังคงหยิ่งผยองและไม่ยับยั้งชั่งใจต่อหน้าเรา  นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเจ้าจึงยังคงต่อสู้กับเราในบ้านของเรา โต้แย้งด้วยลิ้นมนุษย์ของเจ้าในสิ่งที่เราได้กล่าวด้วยปากของเรา  มนุษย์ไม่ครั่นคร้ามต่อเรา และอย่างไรก็ตามเขาก็แสดงความเป็นปรปักษ์กับเราอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งวันนี้ เขาก็ยังคงไม่กลัวโดยสิ้นเชิง  พวกเจ้ามีลิ้นและฟันแห่งความอธรรมในปากของพวกเจ้า  คำพูดและความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้าก็เหมือนคำพูดและความประพฤติของงูที่ได้ล่อลวงเอวาไปสู่บาป  พวกเจ้าเรียกร้องการตอบแทนชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน จากกันและกัน และพวกเจ้าดิ้นรนต่อสู้ต่อหน้าเราเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ชื่อเสียง และผลกำไรสำหรับพวกเจ้าเอง ทว่าพวกเจ้ากลับไม่รู้ว่าเรากำลังเฝ้าดูคำพูดและความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้าอยู่อย่างลับๆ  เราได้ฟังก้นบึ้งหัวใจของพวกเจ้าแล้ว ก่อนที่พวกเจ้าจะได้มาอยู่ต่อหน้าเราเสียด้วยซ้ำ  มนุษย์ปรารถนาที่จะหลีกหนีให้พ้นมือของเราและหลบหลีกการสังเกตของสายตาของเราเสมอมา แต่เราไม่เคยเลี่ยงไปจากคำพูดหรือความประพฤติทั้งหลายของเขาเลย  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เรากลับยอมให้คำพูดและความประพฤติเหล่านั้นเข้าสู่สายตาของเราอย่างมีจุดประสงค์ ซึ่งเราอาจตีสอนความไม่ชอบธรรมของมนุษย์และดำเนินการพิพากษาต่อความเป็นกบฏของเขา  ดังนั้น คำพูดและความประพฤติที่เป็นความลับทั้งหลายของมนุษย์จึงยังคงอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของเราเสมอ และการพิพากษาของเราก็ไม่เคยจากมนุษย์ไป เพราะความเป็นกบฏของเขานั้นมากเกินไป  งานของเราคือการเผาและชำระล้างคำพูดและพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ที่ถูกเอ่ยและกระทำลงไปต่อหน้าวิญญาณของเรา  ดังนี้[ก] เมื่อเราออกไปจากแผ่นดินโลก ผู้คนจะยังคงรักษาความจงรักภักดีของตนต่อเราไว้ และจะยังคงรับใช้เราเฉกเช่นที่บรรดาผู้รับใช้ที่บริสุทธิ์ของเราทำในงานของเรา ซึ่งเปิดโอกาสให้งานของเราบนแผ่นดินโลกดำเนินต่อไปจนถึงวันที่งานนั้นครบบริบูรณ์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “ดังนี้”


111. เรามีความพอใจในบรรดาผู้ที่ไม่ระแวงผู้อื่น และเราชอบบรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงอย่างไม่ลังเล เราแสดงความใส่ใจอย่างมากต่อผู้คนสองประเภทนี้ ด้วยเหตุที่ในสายตาของเราพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์  หากเจ้าเป็นคนหลอกลวง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมจะระมัดระวังและมีความระแวงในตัวผู้คนและเรื่องต่างๆ ทั้งมวล และด้วยเหตุนี้ความเชื่อของเจ้าในเราย่อมจะสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งความระแวง  เราไม่มีวันสามารถรับรู้ความเชื่อเช่นนั้นได้  เมื่อขาดความเชื่อที่แท้จริง เจ้าก็ยิ่งไร้ซึ่งความรักที่แท้จริงขึ้นไปอีก  และหากเจ้ามีแนวโน้มที่จะสงสัยในพระเจ้าและคาดเดาพระองค์ตามอำเภอใจ เช่นนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าย่อมเป็นผู้ที่หลอกลวงที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งมวล  เจ้าคาดเดาว่าพระเจ้าสามารถเป็นเช่นมนุษย์ได้หรือไม่ กล่าวคือ มีบาปซึ่งไม่สามารถอภัยให้ได้ มีลักษณะนิสัยที่ใจแคบ ไร้ซึ่งความเที่ยงธรรมและเหตุผล ขาดสำนึกรับรู้แห่งความยุติธรรม หมกมุ่นในยุทธวิธีที่ชั่วร้าย ทรยศและเจ้าเล่ห์ พอใจในความชั่วและความมืด เป็นต้น  เหตุผลที่ผู้คนมีความคิดเช่นนั้นไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาไร้ซึ่งความรู้ในพระเจ้าแม้แต่เพียงเล็กน้อยหรอกหรือ?  ความเชื่อเช่นนั้นไม่ต่างอะไรจากบาป!  มีกระทั่งบางคนที่เชื่อว่าบรรดาผู้ที่ทำให้เราพอใจก็คือบรรดาผู้ที่ยกยอปอปั้นและเลียแข้งเลียขานั่นเอง และเชื่อว่าบรรดาผู้ที่ขาดทักษะต่างๆ เช่นนั้นจะไม่ได้รับการต้อนรับในพระนิเวศของพระเจ้า และจะสูญเสียที่ของพวกเขาที่นั่น  นี่คือความรู้เพียงอย่างเดียวที่พวกเจ้าได้รับเอาไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรือ?  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าได้รับไว้หรือ?  และความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับเราไม่ได้หยุดที่ความเข้าใจผิดต่างๆ เหล่านี้ ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือการที่พวกเจ้าหมิ่นประมาทพระวิญญาณของพระเจ้าและกล่าวร้ายสวรรค์  นี่คือเหตุผลที่เราพูดว่า ความเชื่อเช่นเดียวกับของพวกเจ้านั้นมีแต่จะทำให้พวกเจ้าไถลห่างจากเรามากขึ้นและอยู่ในสภาวะของการต่อต้านเรามากขึ้นเท่านั้น  ตลอดหลายปีของการทำงาน พวกเจ้าได้เห็นความจริงมากมาย แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าหูของเราได้ยินอะไร?  มีกี่คนท่ามกลางพวกเจ้าที่เต็มใจที่จะยอมรับความจริง?  พวกเจ้าทั้งหมดเชื่อว่าเจ้าเต็มใจที่จะจ่ายตามราคาให้กับความจริง แต่มีกี่คนในพวกเจ้าที่ได้ทนทุกข์อย่างแท้จริงเพื่อความจริง?  ไม่มีอะไรเลยนอกจากความไม่ชอบธรรมในหัวใจของพวกเจ้า ซึ่งทำให้พวกเจ้าคิดว่าทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม เป็นคนที่หลอกลวงและคดโกงเท่ากัน—ถึงขั้นที่เจ้าเชื่อกระทั่งว่าพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มนุษย์อาจทรงดำรงอยู่โดยปราศจากหัวใจที่มีเมตตาหรือความรักที่มีความกรุณามากมาย เฉกเช่นบุคคลปกติ  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าเชื่อว่าลักษณะนิสัยซึ่งแสดงถึงความมีคุณธรรมสูงและธรรมชาติซึ่งแสดงถึงความเมตตาและความกรุณามากมาย ดำรงอยู่แค่ภายในพระเจ้าบนสวรรค์เท่านั้น  พวกเจ้าเชื่อว่าวิสุทธิชนเช่นนี้ไม่ดำรงอยู่จริง เชื่อว่าความมืดและความชั่วปกครองแผ่นดินโลก ในขณะที่พระเจ้าทรงเป็นบางอย่างซึ่งผู้คนให้ความไว้วางใจการถวิลหาสิ่งที่ดีและสิ่งที่สวยงามของพวกเขา เป็นบุคคลในตำนานคนหนึ่งซึ่งพวกเขาสรรค์สร้างขึ้น  ในจิตใจของพวกเจ้า พระเจ้าบนสวรรค์นั้นทรงซื่อตรง ชอบธรรม และยิ่งใหญ่มาก ทรงคู่ควรกับการนมัสการและความเลื่อมใส ในขณะเดียวกัน พระเจ้าบนแผ่นดินโลกองค์นี้ทรงเป็นแต่เพียงตัวแทน และเป็นเครื่องมือของพระเจ้าบนสวรรค์  เจ้าเชื่อว่าพระเจ้าองค์นี้ไม่สามารถเทียบเท่ากับพระเจ้าบนสวรรค์ได้ นับประสาอะไรกับการถูกเอ่ยถึงในขณะเดียวกันกับพระองค์  เมื่อพูดถึงความยิ่งใหญ่และพระเกียรติของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นของพระสิริของพระเจ้าบนสวรรค์ แต่เมื่อพูดถึงธรรมชาติและความเสื่อมทรามของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะซึ่งพระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงเป็นส่วนหนึ่ง  พระเจ้าบนสวรรค์ทรงสูงส่งชั่วนิรันดร์ ในขณะที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงไม่สำคัญ อ่อนแอ และไร้ความสามารถตลอดกาล  พระเจ้าบนสวรรค์ไม่ทรงทำตามความรู้สึกของเนื้อหนัง เพียงแค่ความชอบธรรมเท่านั้น ในขณะที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงมีแรงจูงใจอันเห็นแก่ตัวและทรงปราศจากความเที่ยงธรรมหรือเหตุผลใดๆ  พระเจ้าบนสวรรค์ไม่ทรงมีความคดโกงแม้แต่น้อยและทรงสัตย์ซื่อตลอดกาล ในขณะที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงมีด้านที่ไม่ซื่อสัตย์เสมอ  พระเจ้าบนสวรรค์ทรงรักมนุษย์อย่างสุดซึ้ง ในขณะที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงแสดงให้มนุษย์เห็นถึงการใส่ใจที่ไม่เพียงพอ กระทั่งละเลยเขาอย่างสิ้นเชิง  ความรู้ที่คลาดเคลื่อนนี้ถูกเก็บไว้ภายในหัวใจของพวกเจ้ามานานและยังอาจถูกทำให้อยู่อย่างถาวรในอนาคตเช่นกัน  พวกเจ้าคำนึงถึงกิจการทั้งหมดของพระคริสต์จากจุดยืนของผู้ไม่ชอบธรรมและประเมินพระราชกิจของพระองค์ทั้งหมด รวมทั้งอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระองค์ จากมุมมองของคนชั่ว  พวกเจ้าได้ทำความผิดมหันต์และได้ทำสิ่งซึ่งไม่เคยถูกทำมาก่อนโดยบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าเจ้า  กล่าวคือ พวกเจ้ารับใช้เพียงพระเจ้าผู้สูงส่งบนสวรรค์ผู้ซึ่งมีมงกุฎบนพระเศียรของพระองค์ และไม่เคยเอาใจใส่พระเจ้าผู้ซึ่งเจ้าคำนึงถึงว่าไม่สำคัญมากจนกระทั่งพวกเจ้ามองไม่เห็นพระองค์  นี่ไม่ใช่บาปของพวกเจ้าหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่ตัวอย่างชั้นเยี่ยมของการกระทำผิดของพวกเจ้าต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรอกหรือ?  พวกเจ้านมัสการพระเจ้าบนสวรรค์  พวกเจ้ารักบูชาฉายาอันสูงส่งและเคารพยกย่องบรรดาผู้ที่โดดเด่นเพราะการมีคารมคมคายของพวกเขา  เจ้ายินดีถูกบัญชาโดยพระเจ้าผู้ซึ่งเติมเต็มความมั่งคั่งร่ำรวยในมือเจ้า และกระหายในพระเจ้าผู้ซึ่งสามารถเติมเต็มความอยากทุกอย่างของเจ้า  องค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่เจ้าไม่นมัสการคือพระเจ้าองค์นี้ผู้ซึ่งไม่ทรงสูงส่ง สิ่งเดียวที่เจ้าเกลียดคือการสมาคมกับพระเจ้าองค์นี้ผู้ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดสามารถคำนึงถึงอย่างสูงส่ง  สิ่งเดียวที่เจ้าไม่เต็มใจทำคือการรับใช้พระเจ้าองค์นี้ผู้ซึ่งไม่เคยทรงให้เจ้าแม้สักสตางค์แดงเดียว และองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งไม่สามารถทำให้เจ้าโหยหาในพระองค์ได้ก็คือพระเจ้าซึ่งไม่น่ารักองค์นี้  พระเจ้าองค์นี้ไม่สามารถที่จะทำให้เจ้าเปิดโลกทัศน์ของเจ้าให้กว้างขึ้นได้ เพื่อที่จะได้รู้สึกราวกับว่าเจ้าได้พบขุมทรัพย์แล้ว นับประสาอะไรกับการทำสิ่งที่เจ้าปรารถนาให้ลุล่วง  เช่นนั้นแล้ว ทำไมเจ้าจึงติดตามพระองค์?  เจ้าได้คิดถึงคำถามต่างๆ เยี่ยงนี้หรือไม่?  สิ่งที่เจ้าทำ ไม่ได้เพียงทำให้พระคริสต์องค์นี้ทรงขุ่นเคืองเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันทำให้พระเจ้าบนสวรรค์ทรงขุ่นเคือง  เราคิดว่านี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของความเชื่อของพวกเจ้าในพระเจ้า!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, วิธีรู้จักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก

112. ผู้คนมากมายยอมที่จะถูกกล่าวโทษให้ลงนรกมากกว่าที่จะพูดและกระทำการด้วยความซื่อสัตย์  ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เรามีวิธีปฏิบัติอีกแบบหนึ่งต่อผู้ที่ไม่มีความซื่อสัตย์ตระเตรียมไว้  แน่นอนว่า เรารู้ดียิ่งว่าการเป็นคนซื่อสัตย์ลำบากยากเย็นสำหรับพวกเจ้าเพียงใด  เพราะพวกเจ้าล้วน “ฉลาดแยบยล” เหลือเกิน เก่งมากในเรื่องการประเมินวัดหัวใจของคนที่สูงส่งตามวิธีคิดที่ต่ำต้อยของตนเอง นี่ยิ่งทำให้งานของเรายิ่งเรียบง่ายขึ้น  และเนื่องจากพวกเจ้าแต่ละคนล้วนกกกอดความลับไว้แนบอก เช่นนั้นแล้ว เราจะส่งพวกเจ้าไปสู่ความวิบัติทีละคน เพื่อให้ “ได้รับการสั่งสอน” ด้วยไฟ แล้วหลังจากนั้น พวกเจ้าจะได้ตั้งใจแน่วแน่ต่อการเชื่อของเจ้าในวจนะของเรา  ท้ายที่สุด เราจะบีบบังคับเอาคำว่า “พระเจ้าคือพระเจ้าผู้สัตย์ซื่อ” ออกมาจากปากของพวกเจ้า หลังจากนั้น พวกเจ้าจะตีอกชกหัวและคร่ำครวญว่า “หัวใจของมนุษย์ช่างหลอกลวงนัก!”  สภาวะจิตใจของพวกเจ้าเวลานั้นจะเป็นเช่นใด?  เจ้าจะไม่หลงระเริงด้วยความทะนงตนเช่นในเวลานี้อย่างแน่นอน!  และนับประสาอะไรที่เจ้าจะมีความ “ลุ่มลึกและยากที่จะเข้าใจ” ดังที่เป็นอยู่ในตอนนี้  ในการสถิตของพระเจ้านั้น บางคนก็สงบเสงี่ยมสำรวมไปเสียทุกเรื่อง รวมทั้ง “ประพฤติตัวดี” เป็นพิเศษ แต่พวกเขากลับแยกเขี้ยวและกางกรงเล็บในการสถิตของพระวิญญาณ  พวกเจ้าจะนับผู้คนแบบนี้ว่าอยู่ในหมู่คนซื่อสัตย์อย่างนั้นหรือ?  หากเจ้าเป็นคนประเภทหน้าซื่อใจคดคนหนึ่ง เป็นใครบางคนที่มีทักษะใน “สัมพันธภาพระหว่างบุคคล” เมื่อนั้นเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่ช่างพยายามล้อเล่นกับพระเจ้าโดยแน่แท้  หากคำพูดของเจ้าพรุนไปด้วยข้อแก้ตัวกับเหตุผลข้ออ้างที่ไร้คุณค่า เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่ไม่เต็มใจนำความจริงมาปฏิบัติ  หากเจ้ามีเรื่องส่วนตัวมากมายซึ่งยากที่จะพูดถึง หากเจ้าไม่ชอบอย่างมากในการนำความลับของเจ้า—ความลำบากยากเย็นของเจ้า—มาตีแผ่ต่อหน้าผู้อื่นเพื่อแสวงหาหนทางแห่งความสว่าง เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่จะประสบความลำบากยากเย็นใหญ่หลวงในการบรรลุความรอด และเป็นผู้ที่จะประสบความลำบากยากเย็นในการโผล่พ้นจากความมืดมิด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตักเตือนสามประการ

113. เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงที่ดำรงอยู่ภายในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าส่วนใหญ่ติดตามเราเพราะความอยากรู้อยากเห็นและได้มาเพื่อที่จะแสวงหาเราให้พบจากความว่างเปล่า  เมื่อความปรารถนาที่สามของพวกเจ้าพังทลายลง—ความปรารถนาของพวกเจ้าเพื่อชีวิตที่สงบและมีความสุข—เช่นนั้นแล้วความอยากรู้อยากเห็นของพวกเจ้าจึงสลายไปเช่นกัน  ความเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงที่ดำรงอยู่ในหัวใจของพวกเจ้าแต่ละดวงถูกเปิดโปงโดยผ่านทางคำพูดและความประพฤติของพวกเจ้า  พูดแบบจริงใจก็คือ พวกเจ้าเพียงแค่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรา แต่ไม่กลัวเรา พวกเจ้าไม่ระวังปากของพวกเจ้า และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเจ้าจะใช้ความยับยั้งชั่งใจในพฤติกรรมของพวกเจ้า  เช่นนั้นแล้วพวกเจ้ามีความเชื่อประเภทใดกันแน่?  เป็นของแท้หรือไม่?  พวกเจ้าเพียงแค่ใช้วจนะของเราเพื่อปัดเป่าความกังวลทั้งหลายของพวกเจ้า และบรรเทาความเบื่อหน่ายของพวกเจ้า เพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างที่เหลืออยู่ในชีวิตของพวกเจ้า  ใครเล่าท่ามกลางพวกเจ้าที่ได้นำวจนะของเราไปปฏิบัติ?  ผู้ใดเล่าที่มีความเชื่ออันจริงแท้?  พวกเจ้าโห่ร้องไม่หยุดหย่อนว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงมองเห็นลึกเข้าไปในหัวใจของผู้คน แต่พระเจ้าที่พวกเจ้าโห่ร้องหาในหัวใจของพวกเจ้าเข้ากันได้กับเราอย่างไรหรือ?  ในเมื่อพวกเจ้ากำลังโห่ร้องเยี่ยงนี้ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเล่าพวกเจ้าจึงปฏิบัติตนในหนทางนั้น?  เป็นไปได้ไหมว่านี่คือความรักที่พวกเจ้าต้องการชดใช้คืนแก่เรา?  ไม่มีการมอบอุทิศจำนวนเล็กน้อยอยู่บนริมฝีปากของพวกเจ้าเลย ว่าแต่ว่า การพลีอุทิศของพวกเจ้า และความประพฤติดีของพวกเจ้าอยู่ที่ใดเล่า?  หากไม่ได้เป็นเพราะคำพูดของพวกเจ้ามาถึงหูของเรา เราจะสามารถเกลียดชังพวกเจ้ามากเหลือเกินได้อย่างไร?  หากพวกเจ้าได้เชื่อในเราอย่างแท้จริง พวกเจ้าจะสามารถตกอยู่ในสภาวะเศร้าหมองเช่นนี้ได้อย่างไร?  พวกเจ้ามีแววซึมเศร้าบนใบหน้าของพวกเจ้าราวกับว่าพวกเจ้าได้กำลังถูกพิจารณาคดีอยู่ในแดนคนตาย  พวกเจ้าไม่มีความมีชีวิตชีวาเพียงกระผีกริ้น และเจ้าพูดกับตัวเองอยู่ในหัวอย่างอ่อนระโหย เจ้าถึงกับเต็มไปด้วยคำร้องทุกข์คร่ำครวญและคำสาปแช่ง  นานมาแล้วพวกเจ้าได้สูญเสียความเชื่อในสิ่งที่เราทำ และแม้แต่ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเจ้าก็ได้ปลาสนาการไป ดังนั้นเจ้าจะสามารถติดตามไปจนถึงปลายทางได้อย่างไร?  ในเมื่อเป็นดั่งนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะสำหรับผู้เยาว์และผู้สูงวัย

114. ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเชื่อในพระเจ้า แต่หัวใจของมนุษย์ก็ปราศจากพระเจ้า และเขาไม่รู้เท่าทันว่าจะรักพระเจ้าอย่างไร อีกทั้งเขาไม่ต้องการที่จะรักพระเจ้า เพราะหัวใจของเขานั้นไม่เคยมาใกล้ชิดกับพระเจ้าและเขาหลีกเลี่ยงพระเจ้าอยู่เสมอ  ผลก็คือ หัวใจของมนุษย์อยู่ห่างไกลจากพระเจ้า  ดังนั้น หัวใจของเขาอยู่ที่ใด?  แท้ที่จริงแล้ว หัวใจของมนุษย์ไม่ได้ไปที่ใด กล่าวคือ แทนที่จะมอบมันให้แก่พระเจ้าหรือเปิดเผยมันเพื่อให้พระเจ้าทอดพระเนตรเห็น เขากลับเก็บมันไว้เพื่อตัวเขาเอง  นั่นคือ ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนบางคนมักจะอธิษฐานต่อพระเจ้าและกล่าวบ่อยครั้งว่า “โอ้พระเจ้า โปรดทอดพระเนตรหัวใจของข้าพระองค์—พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์คิด” และบางคนถึงขั้นปฏิญาณที่จะให้พระเจ้าทอดพระเนตรพวกเขา ว่าพวกเขาอาจจะถูกลงโทษหากพวกเขาผิดคำสาบาน  ถึงแม้ว่ามนุษย์จะยอมให้พระเจ้ามองเข้าไปในหัวใจของเขา แต่นี่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้ อีกทั้งไม่ได้หมายความว่าเขาได้ปล่อยให้ชะตากรรมและความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเขาและทั้งหมดของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเจ้าจะทำการสาบานกับพระเจ้าอย่างไรหรือเจ้าจะประกาศกับพระองค์อย่างไร ในสายพระเนตรของพระเจ้าหัวใจของเจ้าก็ยังคงปิดต่อพระองค์ เพราะเจ้าเพียงยอมให้พระเจ้าทอดพระเนตรหัวใจของเจ้าเท่านั้นแต่ไม่ได้อนุญาตให้พระองค์ทรงควบคุมมัน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เจ้าไม่เคยมอบหัวใจของเจ้าให้แก่พระเจ้าเลย และเพียงแค่พูดคำพูดที่ฟังดูดีให้พระเจ้าทรงได้ยิน ในขณะเดียวกัน เจ้าก็ซ่อนเร้นเจตนาที่หลอกลวงต่างๆ จากพระเจ้า รวมทั้งเล่ห์เพทุบาย การวางแผนร้าย และแผนของเจ้า และเจ้าจับยึดความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และชะตากรรมของเจ้าไว้ในมือเจ้า กลัวอยู่ลึกๆ ว่าพระเจ้าจะทรงเอาสิ่งเหล่านั้นไป  ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงไม่เคยทรงมองเห็นความจริงใจต่อพระองค์ของมนุษย์  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงเฝ้าสังเกตส่วนลึกในหัวใจของมนุษย์ และสามารถมองเห็นสิ่งที่มนุษย์กำลังคิดและความปรารถนาที่จะทำในหัวใจของเขา และสามารถมองเห็นว่าสิ่งใดที่ถูกเก็บอยู่ภายในหัวใจของเขา แต่หัวใจของมนุษย์ก็ไม่ได้เป็นของพระเจ้า และเขาไม่เคยมอบมันให้อยู่ในการควบคุมของพระเจ้า  กล่าวคือ พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ที่จะเฝ้าสังเกต แต่พระองค์ไม่ทรงมีสิทธิ์ที่จะควบคุม  ในจิตสำนึกภายในตัวมนุษย์นั้น มนุษย์ไม่ต้องการหรือมีเจตนาที่จะยอมให้พระเจ้าจัดวางเรียบเรียงตัวเขา  มนุษย์ไม่เพียงปิดกั้นตนเองจากพระเจ้าเท่านั้น แต่มีแม้กระทั่งผู้คนที่คิดถึงวิธีที่จะห่อหุ้มหัวใจของพวกเขา โดยใช้คำพูดที่ระรื่นหูและการประจบสอพลอเพื่อสร้างความประทับใจเท็จขึ้นมาแล้วได้รับความไว้วางพระทัยจากพระเจ้า และปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาไม่ให้พระเจ้าทอดพระเนตรเห็น  จุดมุ่งหมายของพวกเขาที่จะไม่ยอมให้พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นก็คือเพื่อที่จะไม่ยอมให้พระเจ้าทรงล่วงรู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาเป็นอย่างไร  พวกเขาไม่ต้องการที่จะมอบหัวใจของพวกเขาแด่พระเจ้า แต่ต้องการที่จะเก็บมันไว้เพื่อตัวพวกเขาเอง  เนื้อหาย่อยของการนี้ก็คือว่า สิ่งที่มนุษย์ทำและสิ่งที่เขาต้องการทั้งหมดนั้นได้ถูกวางแผน คิดคำนวณ และตัดสินใจโดยมนุษย์ด้วยตัวเขาเอง เขาไม่พึงประสงค์การมีส่วนร่วมหรือการแทรกแซงของพระเจ้า นับประสาอะไรที่เขาจะต้องการการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของพระบัญญัติของพระเจ้า พระบัญชาของพระองค์ หรือข้อพึงประสงค์ต่างๆ ที่พระเจ้าทรงกำหนดจากมนุษย์ การตัดสินใจของมนุษย์ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเจตนาและความสนใจของเขาเอง บนพื้นฐานของสภาวะและรูปการณ์แวดล้อม ณ เวลานั้นของเขาเอง  มนุษย์มักใช้ความรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เขาคุ้นเคย และสติปัญญาของเขาเอง เพื่อตัดสินและเลือกเส้นทางที่เขาควรจะเดินอยู่เสมอ และไม่ยอมให้มีการแทรกแซงหรือการควบคุมจากพระเจ้า  นี่คือหัวใจของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงมองเห็น

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2

115. ผู้คนมากมายปรารถนาที่จะรักเราอย่างแท้จริง แต่เพราะหัวใจของพวกเขาไม่ใช่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงไม่มีการควบคุมเหนือตัวพวกเขาเอง ผู้คนมากมายรักเราอย่างแท้จริงขณะที่พวกเขาได้รับประสบการณ์กับบททดสอบที่เรามอบให้ กระนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถจับความเข้าใจได้ว่าเราดำรงอยู่จริง และเพียงแค่รักเราในความว่างเปล่าและไม่ใช่เพราะการดำรงอยู่ที่แท้จริงของเรา ผู้คนมากมายวางหัวใจของพวกเขาลงตรงหน้าเราแล้วจากนั้นก็ไม่ให้ความสนใจในหัวใจของพวกเขา และด้วยเหตุนี้หัวใจของพวกเขาจึงถูกซาตานคว้าไปเมื่อใดก็ตามที่มันมีโอกาส และแล้วพวกเขาก็ผละจากเราไป ผู้คนมากหลายรักเราอย่างจริงแท้เมื่อเราจัดเตรียมวจนะของเราให้ กระนั้นก็หาได้ทะนุถนอมวจนะของเราในจิตวิญญาณของพวกเขาไม่ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับใช้วจนะของเราอย่างเพลิดเพลินเหมือนสมบัติสาธารณะและโยนวจนะของเรากลับไปยังที่เดิมเมื่อใดก็ตามที่พวกเขารู้สึกอยากจะทำ  ทุกคนแสวงหาเราเมื่ออยู่ท่ามกลางความเจ็บปวด และหวังพึ่งเราเมื่ออยู่ท่ามกลางบททดสอบ ในห้วงเวลาที่มีสันติสุข พวกเขาก็ชื่นชมเรา แต่พอตกอยู่ในอันตราย พวกเขากลับปฏิเสธเรา เวลาพวกเขาติดธุระ พวกเขาก็ลืมเรา และในช่วงที่มีเวลาว่าง พวกเขาก็พยายามอย่างสุกเอาเผากินอยู่บ้างที่จะเมินเรา  แต่ทว่าไม่เคยมีใครรักเราโดยตลอดชีวิตของพวกเขาเลย  เราปรารถนาให้ผู้คนจริงจังและจริงใจเมื่ออยู่ต่อหน้าเรา  เราไม่ได้ขอให้พวกเขามอบสิ่งใดแก่เรา เพียงขอให้พวกเขาทุกคนจริงจังกับเราเท่านั้น และแทนที่จะป้อยอเรา ก็ขอให้พวกเขาเปิดโอกาสให้เราได้ความจริงใจตอบจากพวกเขา  ความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และความพยายามอันอุตสาหะของเราแผ่ซ่านไปทั่วผู้คนทั้งปวง กระนั้นข้อเท็จจริงของทุกการกระทำของมนุษย์ก็แผ่ซ่านไปทั่วผู้คนทั้งปวงเช่นเดียวกับการที่พวกเขาหลอกลวงเราด้วย  เป็นราวกับว่าส่วนผสมต่างๆ ของการหลอกลวงของมนุษย์อยู่กับเขามาตั้งแต่ในครรภ์ ราวกับว่าเขาได้ครอบครองทักษะพิเศษแห่งการใช้เล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้มาตั้งแต่เกิด  ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยเปิดเผยให้รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่เคยมีใครมองทะลุเข้าไปยังแหล่งกำเนิดของทักษะที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงเหล่านี้  ผลก็คือ มนุษย์ใช้ชีวิตท่ามกลางการหลอกลวงโดยไม่ตระหนักถึงมัน และเป็นราวกับว่าเขายกโทษให้ตัวเอง ราวกับว่านี่เป็นการจัดการเตรียมการของพระเจ้ามากกว่าที่จะเป็นการที่เขาจงใจหลอกลวงเรา  นี่ไม่ใช่แหล่งกำเนิดของการที่มนุษย์หลอกลวงเราหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่กลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของเขาหรอกหรือ?  เราไม่เคยมึนงงกับคำหวานอันหลอกลวงของมนุษย์เลย เพราะเราเข้าใจเนื้อแท้ของเขามานานแล้ว  ผู้ใดรู้บ้างว่ามีความไม่บริสุทธิ์ในเลือดของเขามากเพียงใด และมีพิษของซาตานอยู่ภายในไขกระดูกของเขามากเพียงใด?  มนุษย์คุ้นเคยกับมันมากยิ่งขึ้นในแต่ละวันที่ผ่านไป จนกระทั่งเขาไม่รู้สึกถึงอันตรายที่ซาตานกระทำ และด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความสนใจที่จะค้นหา “ศิลปะแห่งการดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์แข็งแรง”

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 21

116. มนุษย์ทั้งปวงเป็นสิ่งสร้างที่ขาดพร่องการรู้จักตนเอง และพวกเขาไม่สามารถรู้จักตัวพวกเขาเอง  แม้กระนั้นก็ตาม พวกเขากลับรู้จักผู้อื่นทุกคนเหมือนรู้จักหลังมือของพวกเขา ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้อื่นกล่าวและทำลงไปนั้นถูกพวกเขา “ตรวจสอบ” ก่อนแล้ว ตรงหน้าพวกเขานั่นเอง และได้รับการเห็นชอบจากพวกเขาก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะถูกลงมือทำ  ผลที่ตามมานั้นเป็นราวกับว่าพวกเขาได้ประเมินวัดผู้อื่นทุกคนอย่างเต็มที่ ลึกลงไปจนถึงสภาวะจิตใจเลยทีเดียว  มนุษย์ทั้งปวงก็เป็นเช่นนี้  ถึงแม้ว่าพวกเขาเข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักรในวันนี้แล้ว แต่ธรรมชาติของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง  ต่อหน้าเรา พวกเขายังคงทำสิ่งที่เราทำ แต่ลับหลังเรา พวกเขาก็เริ่มทำ “ธุระ” พิเศษของพวกเขาเอง  อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง เมื่อพวกเขามาตรงหน้าเรา พวกเขาก็เป็นเหมือนผู้คนที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สงบและไม่หวั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด พร้อมใบหน้าอันสำรวมและจังหวะชีพจรที่สม่ำเสมอ  นี่มิใช่สิ่งที่ทำให้มนุษย์น่าดูหมิ่นยิ่งนักโดยแท้หรอกหรือ?  ผู้คนมากมายเหลือเกินแสดงหน้าตาสองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง—หน้าตาแบบหนึ่งขณะอยู่ตรงหน้าเรา และหน้าตาอีกแบบหนึ่งเมื่ออยู่ลับหลังเรา  พวกเขามากมายเหลือเกินกระทำการเหมือนลูกแกะแรกเกิดเมื่ออยู่ต่อหน้าเรา แต่พอลับหลังเรา พวกเขาก็กลับกลายเป็นเสือดุดัน และต่อมาก็กระทำการเหมือนนกน้อยโผบินอย่างสนุกสนานไปรอบๆ เนินเขา  หลายคนเหลือเกินแสดงจุดประสงค์และการตกลงใจแน่วแน่ต่อหน้าเรา  หลายคนเหลือเกินมาแสวงหาวจนะของเราด้วยความกระหายและความถวิลหาเบื้องหน้าเรา แต่พอลับหลังเรา พวกเขากลับรู้สึกรังเกียจวจนะเหล่านั้นและประกาศตัดขาดจากวจนะเหล่านั้น ราวกับว่าถ้อยคำของเราเป็นเครื่องถ่วงอย่างหนึ่ง  หลายครั้งเหลือเกิน เมื่อเห็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกศัตรูของเราทำให้เสื่อมทราม เราก็เลิกตั้งความหวังทั้งหลายของเรากับมนุษย์  หลายครั้งเหลือเกินที่เมื่อเห็นมนุษย์มาฟูมฟายแสวงหาการให้อภัยเบื้องหน้าเรา เราก็ได้แต่ปิดตาของเราจากการกระทำของพวกเขาด้วยความโกรธ แม้แต่ในยามที่หัวใจของพวกเขาจริงแท้และเจตนาของพวกเขาจริงใจก็ตาม เนื่องเพราะการขาดพร่องความนับถือตนเองและความไม่สามารถแก้ไขได้อันดื้อดึงของพวกเขา  หลายครั้งเหลือเกิน เราได้เห็นผู้คนมั่นใจพอที่จะร่วมมือกับเรา ผู้ที่เมื่ออยู่เบื้องหน้าเรา ดูเหมือนอยู่ในอ้อมกอดของเรา ลิ้มรสความอบอุ่นของอ้อมกอดนั้น  หลายครั้งเหลือเกินที่พอได้เห็นความบริสุทธิ์ใจ ความมีชีวิตชีวา และความน่ารักของประชากรที่ได้รับการเลือกสรรของเราแล้ว  เราจะไม่รู้สึกยินดีอย่างใหญ่หลวงเพราะสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร?  มนุษย์ไม่รู้วิธีชื่นชมพรที่ลิขิตไว้ล่วงหน้าของพวกเขาในมือของเรา เพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าอันที่จริงแล้ว ทั้ง “พร” และ “ความทุกข์” มีความหมายเช่นไร  ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงหาได้จริงใจในการแสวงหาเราของพวกเขาไม่  หากไม่มีวันพรุ่ง เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าคนใดที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเรา จะบริสุทธิ์ดุจดังหิมะที่ถูกพัดพา และไร้มลทินดุจดังหยก?  เป็นไปได้หรือไม่ว่าความรักที่เจ้ามีต่อเราเป็นเพียงบางสิ่งที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารอันโอชะสักมื้อ ชุดสูทมีระดับสักชุด หรือตำแหน่งสูงพร้อมรายได้งามๆ สักตำแหน่ง?  ความรักที่เจ้ามีต่อเราสามารถแลกเปลี่ยนเป็นความรักที่ผู้อื่นมีต่อพวกเจ้าได้หรือไม่?  แท้จริงแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าการก้าวผ่านบททดสอบทั้งหลายจะกระตุ้นให้ผู้คนทอดทิ้งความรักที่พวกเขามีต่อเรา?  ความทุกข์และความลำบากทั้งหลายจะทำให้พวกเขาพร่ำบ่นเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการของเราหรือไม่?  ไม่เคยมีผู้ใดซึ้งคุณค่าในดาบคมที่อยู่ในปากของเราอย่างแท้จริงเลย กล่าวคือ พวกเขารู้จักเพียงความหมายที่ผิวเผินของดาบนั้นโดยไม่จับความเข้าใจถึงความนัยที่มันนำมาด้วย  หากมนุษย์สามารถมองเห็นความคมแห่งดาบของเราอย่างแท้จริง พวกเขาก็คงจะวิ่งลนลานเหมือนหนูเข้ารูของพวกมัน  เป็นเพราะความด้านชาของมนุษย์ พวกเขาจึงไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงแห่งวจนะของเรา และดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้เลยว่าถ้อยคำของเราน่ายำเกรงเพียงใด หรือว่าถ้อยคำของเราเปิดโปงธรรมชาติของมนุษย์มากมายเพียงใด และความเสื่อมทรามของมนุษย์เองถูกวจนะเหล่านั้นพิพากษาไปมากเพียงใดแล้ว  ด้วยเหตุนี้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงนำเอาท่าทีที่ไม่กระตือรือร้นมาใช้อันเป็นผลลัพธ์ของแนวคิดครึ่งๆ กลางๆ ของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เรากล่าว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 15

117. ตลอดยุคทั้งหลาย หลายคนได้จากโลกนี้ไปด้วยความผิดหวัง และด้วยความลังเล และหลายคนได้มายังโลกด้วยความหวังและความเชื่อ  เราได้จัดการเตรียมการให้กับหลายคนที่จะมา และได้ส่งหลายคนออกไป  ผู้คนนับไม่ถ้วนผ่านมือของเราไป  วิญญาณมากมายถูกโยนเข้าไปในแดนคนตาย หลายคนได้ดำรงชีวิตในเนื้อหนัง และหลายคนได้ตายไปและเกิดใหม่บนแผ่นดินโลก  กระนั้นก็ไม่เคยมีพวกเขาคนใดมีโอกาสชื่นชมพรทั้งหลายแห่งราชอาณาจักรในวันนี้  เราได้ให้มนุษย์มากมายเหลือเกิน กระนั้นเขากลับได้รับไปน้อยนิด เนื่องเพราะการจู่โจมแห่งกำลังบังคับของซาตาน เขาได้ถูกทิ้งให้ไม่สามารถชื่นชมความมั่งคั่งทั้งหมดของเราได้  เขาโชคดีเพียงแค่ได้มองเห็นความมั่งคั่งเหล่านั้น แต่ไม่เคยสามารถชื่นชมความมั่งคั่งได้อย่างเต็มที่  มนุษย์ไม่เคยค้นพบเรือนสมบัติในร่างกายของเขาเพื่อรับความมั่งคั่งทั้งหลายของสวรรค์ และดังนั้นเขาจึงสูญเสียพรที่เราได้มอบไว้ให้เขา  แท้จริงแล้ววิญญาณของมนุษย์ไม่ใช่ส่วนที่เชื่อมโยงเขาเข้ากับวิญญาณของเราหรอกหรือ?  เหตุใดมนุษย์จึงไม่เคยให้เรามีส่วนร่วมกับวิญญาณของเขาเลย?  เหตุใดเขาจึงเข้าใกล้เราในเนื้อหนัง แต่กลับไม่สามารถทำเช่นนั้นในวิญญาณได้?  โฉมหน้าที่แท้จริงของเราคือโฉมหน้าของเนื้อหนังกระนั้นหรือ?  เหตุใดมนุษย์จึงไม่รู้จักแก่นแท้ของเรา?  ไม่เคยมีร่องรอยอันใดของเราในวิญญาณของมนุษย์จริงๆ หรือ?  เราได้อันตรธานจากวิญญาณของมนุษย์โดยสิ้นเชิงแล้วหรือ?  หากมนุษย์ไม่เข้าสู่อาณาจักรฝ่ายวิญญาณ เขาจะสามารถจับความเข้าใจในเจตนารมณ์ของเราได้อย่างไร?  ในสายตาของมนุษย์ มีสิ่งที่สามารถแทรกซอนเข้าไปในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณได้โดยตรงหรือไม่?  มีหลายครั้งที่เราร้องเรียกมนุษย์ด้วยวิญญาณของเรา กระนั้นมนุษย์ก็กระทำตนราวกับว่าเขาถูกเราทิ่มแทง เฝ้ามองเราจากระยะไกลด้วยความยำเกรงอันใหญ่หลวงว่าเราจะนำทางเขาไปสู่อีกโลกหนึ่ง  มีหลายครั้งที่เราสืบค้นเข้าไปในวิญญาณของมนุษย์ กระนั้นเขายังคงไม่รับรู้โดยสิ้นเชิง กลัวอย่างลึกล้ำว่าเราจะเข้าไปในบ้านของเขาและฉวยโอกาสพรากทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาไปจากเขา  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงปิดกั้นเราไว้ข้างนอก ทิ้งให้เราเผชิญหน้าแต่ประตูที่เย็นชาและปิดสนิท  มีหลายครั้งที่มนุษย์ล้มลงและเราได้ช่วยเขาให้รอด กระนั้นหลังจากที่ตื่นขึ้นมา มนุษย์ก็ผละจากเราทันที และมองตรงมาที่เราอย่างระวังภัย โดยที่ยังไม่ได้รับการสัมผัสจากความรักของเรา เราจึงไม่เคยได้ทำให้หัวใจของมนุษย์อบอุ่น  มนุษย์คือสัตว์เลือดเย็นที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก  แม้อ้อมกอดของเราจะอบอุ่น แต่เขาก็ไม่เคยตื้นตันใจอย่างลึกซึ้งในอ้อมกอดนั้น  มนุษย์เหมือนคนเถื่อนตามภูเขา  เขาไม่เคยหวงแหนความล้ำค่าของการที่เราทะนุถนอมมวลมนุษย์เลย  เขาไม่เต็มใจที่จะเข้าหาเรา โดยเลือกชอบที่จะอยู่อาศัยในภูเขา ที่ซึ่งเขาสู้ทนภัยคุกคามจากเหล่าสัตว์ป่า—กระนั้นเขาก็ยังคงไม่เต็มใจที่จะหลบภัยในเรา  เราไม่บังคับมนุษย์ผู้ใดเลย กล่าวคือ เราเพียงทำงานของเรา  วันนั้นจะมาถึงเมื่อมนุษย์แหวกว่ายจากกลางมหาสมุทรอันทรงพลังมาอยู่เคียงข้างเรา เพื่อที่เขาอาจชื่นชมความมั่งคั่งทั้งมวลบนแผ่นดินโลกและทิ้งความเสี่ยงที่จะถูกทะเลกลืนกลบไว้เบื้องหลัง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 20

118. ศรัทธาของพวกเจ้านั้นสวยงามมาก เจ้าพูดว่าเจ้าเต็มใจที่จะสละเวลาทั้งชีวิตของเจ้าในนามแห่งงานของเรา และพูดว่าเจ้าเต็มใจที่จะพลีอุทิศชีวิตของพวกเจ้าเพื่องานนั้น แต่อุปนิสัยของพวกเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก  เจ้าเพียงพูดจาด้วยความโอหัง แม้ว่าในข้อเท็จจริงแล้ว พฤติกรรมที่เป็นจริงของเจ้าต่ำช้ามาก  เป็นราวกับว่าลิ้นและริมฝีปากของผู้คนอยู่ในสวรรค์ แต่ขาของพวกเขาอยู่ต่ำลงไปไกลบนแผ่นดินโลก และผลลัพธ์ก็คือ คำพูดและความประพฤติของพวกเขาและความมีหน้ามีตาของพวกเขายังคงอยู่ในสภาพกะรุ่งกะริ่งและย่อยยับ  ความมีหน้ามีตาของพวกเจ้าได้ถูกทำลายไปแล้ว กิริยามารยาทของพวกเจ้าต่ำทราม วิธีพูดของเจ้าต่ำช้า และชีวิตของพวกเจ้าน่าดูหมิ่น แม้แต่ความเป็นมนุษย์ทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกเจ้าก็ได้จมลงสู่ความต่ำช้าจนถึงก้นบึ้ง  เจ้าใจแคบต่อผู้อื่น และเจ้าต่อรองราคาในทุกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ  เจ้าทะเลาะกันในเรื่องความมีหน้ามีตาและสถานะของเจ้าเอง จนถึงจุดที่เจ้าถึงกับเต็มใจที่จะลงไปสู่นรกและลงไปในบึงไฟ  คำพูดและความประพฤติปัจจุบันของพวกเจ้าเพียงพอแล้วที่จะให้เราตัดสินว่าพวกเจ้ามีบาป  ท่าทีของเจ้าที่มีต่องานของเราเพียงพอแล้วที่จะให้เรากำหนดพิจารณาว่าพวกเจ้าเป็นคนไม่ชอบธรรม และอุปนิสัยทั้งหมดของพวกเจ้าเพียงพอแล้วที่จะชี้ให้เห็นว่าพวกเจ้าเป็นดวงจิตโสมมที่เต็มไปด้วยสิ่งน่าสะอิดสะเอียน  การสำแดงทั้งหลายของพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผยเพียงพอแล้วที่จะพูดว่าพวกเจ้าคือผู้คนที่ได้ดื่มโลหิตจากวิญญาณที่ไม่สะอาดจนเต็มอิ่ม  เมื่อพาดพิงถึงการเข้าสู่ราชอาณาจักร พวกเจ้าไม่เปิดเผยความรู้สึกของพวกเจ้า  พวกเจ้าเชื่อหรือว่า หนทางที่เจ้าเป็นอยู่ในตอนนี้เพียงพอแล้วที่จะให้เจ้าเดินผ่านประตูสู่อาณาจักรสวรรค์ของเรา?  พวกเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพวกเจ้าสามารถได้รับการเข้าสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งงานและวจนะของเราได้โดยที่คำพูดและความประพฤติของพวกเจ้าเองไม่ถูกเราทดสอบเสียก่อน?  ใครเล่าจะสามารถตบตาเราได้?  พฤติกรรมและบทสนทนาที่น่ารังเกียจและต่ำช้าของพวกเจ้าจะหนีรอดจากสายตาของเราไปได้อย่างไร?  ชีวิตของพวกเจ้าได้ถูกเรากำหนดพิจารณาไว้แล้วให้เป็นชีวิตแห่งการดื่มโลหิตและกินเนื้อหนังของวิญญาณไม่สะอาดเหล่านั้น เพราะพวกเจ้าเลียนแบบพวกเขาต่อหน้าเราทุกวัน  พฤติกรรมของเจ้านั้นเลวเป็นพิเศษเมื่ออยู่ต่อหน้าเรา แล้วเราจะไม่สามารถพบว่าเจ้าน่าขยะแขยงได้อย่างไร?  คำพูดของเจ้าประกอบด้วยราคีทั้งหลายของวิญญาณไม่สะอาด กล่าวคือ เจ้าสอพลอ ปกปิด และยกยอป้อปั้นเฉกเช่นพวกที่ทำการใช้เวทมนตร์ และเฉกเช่นพวกที่ปฏิบัติการหลอกลวงและดื่มโลหิตของผู้ไม่ชอบธรรม  การแสดงออกทั้งหมดของมนุษย์ไม่ชอบธรรมอย่างสุดขีด ดังนั้นผู้คนทั้งหมดจะสามารถได้รับการจัดวางในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคนชอบธรรมอยู่กันได้อย่างไร?  เจ้าคิดหรือว่าพฤติกรรมที่น่าดูหมิ่นของเจ้าสามารถทำให้เจ้าแตกต่างโดดเด่นเป็นผู้มีความบริสุทธิ์เมื่อเทียบกับคนไม่ชอบธรรมเหล่านั้น?  ในที่สุดแล้ว ลิ้นเหมือนงูของเจ้าก็จะทำลายเนื้อหนังนี้ของเจ้าที่นำเคราะห์แห่งการทำลายล้างมาให้และดำเนินการในสิ่งน่าสะอิดสะเอียน และมือเหล่านั้นของเจ้าที่ถูกปกคลุมด้วยโลหิตของวิญญาณไม่สะอาดก็จะดึงดวงจิตของเจ้าลงสู่นรกในที่สุดเช่นกัน  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเล่า เจ้าจึงไม่กระโจนใส่โอกาสนี้เพื่อชำระล้างมือของเจ้าที่ปกคลุมด้วยสิ่งไม่สะอาดให้สะอาดเสีย?  และเหตุใดเจ้าจึงไม่ฉวยประโยชน์จากโอกาสเหมาะนี้เพื่อตัดลิ้นของเจ้าที่กล่าววาจาอันไม่ชอบธรรมไปเสีย?  อาจเป็นได้ไหมว่าเจ้าเต็มใจทนทุกข์ในเปลวเพลิงแห่งนรกเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของมือ ลิ้น และริมฝีปากของเจ้า?  เราเฝ้าดูหัวใจของทุกคนด้วยตาทั้งสองข้างตลอดมา เพราะเป็นเวลานานก่อนที่เราได้สร้างมวลมนุษย์ เราได้กุมหัวใจพวกเขาไว้ภายในมือของเรา  นานมาแล้วเราได้มองทะลุหัวใจของผู้คน ดังนั้นความคิดของพวกเขาจะสามารถรอดพ้นจากสายตาของเราได้อย่างไร?  มันจะไม่อาจสายเกินไปสำหรับพวกเขาที่จะรอดพ้นจากการถูกเผาโดยวิญญาณของเราได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกเจ้าทั้งหมดมีบุคลิกลักษณะต่ำช้าเหลือเกิน!

119. ริมฝีปากของเจ้าอ่อนโยนกว่านกพิราบ แต่หัวใจของเจ้าน่ากลัวยิ่งกว่างูแห่งกาลเก่า  ริมฝีปากของเจ้าสวยเทียบเท่าสาวชาวเลบานอนด้วยซ้ำ ทว่าหัวใจของเจ้าไม่อ่อนโยนกว่าหัวใจของพวกนาง และแน่นอนว่าไม่สามารถเปรียบเทียบกับความงามของชาวคานาอันได้เลย  หัวใจของเจ้าช่างหลอกลวงนัก!  สิ่งทั้งหลายที่เราเกลียดก็คือริมฝีปากของผู้ไม่ชอบธรรมและหัวใจของพวกเขาเท่านั้นเอง และข้อพึงประสงค์ของเราต่อผู้คนก็มิใช่ว่าสูงกว่าสิ่งที่เราคาดหวังจากเหล่าธรรมิกชนเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ว่าเรารู้สึกถึงความเดียดฉันท์อย่างมากต่อความประพฤติชั่วของผู้ไม่ชอบธรรม และเราหวังว่าพวกเขาอาจจะสามารถปลดทิ้งความโสมมของพวกเขา และหนีพ้นจากสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกปัจจุบันของพวกเขาได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถโดดเด่นออกจากผู้ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น และใช้ชีวิตและมีความบริสุทธิ์ร่วมกับพวกที่ชอบธรรมได้  พวกเจ้าอยู่ในรูปการณ์แวดล้อมเดียวกันกับเรา กระนั้นพวกเจ้าก็ถูกปกคลุมด้วยความโสมม เจ้าไม่มีแม้แต่เสี้ยวเล็กสุดของสภาพเสมือนดั้งเดิมของเหล่ามนุษย์ที่ทรงสร้างในปฐมกาลบรรจุอยู่เลย  ยิ่งไปกว่านั้น เพราะทุกวันพวกเจ้าเลียนแบบสภาพเสมือนของจิตวิญญาณไม่สะอาดเหล่านั้น ทำสิ่งที่พวกเขาทำ และพูดสิ่งที่พวกเขาพูด ทุกส่วนของพวกเจ้า—แม้แต่ลิ้นและริมฝีปากของพวกเจ้า—จึงเปียกชุ่มด้วยน้ำเน่าของพวกเขา จนถึงจุดที่พวกเจ้าถูกปกคลุมด้วยคราบเช่นนี้จนทั่วไปหมด และไม่มีส่วนใดของเจ้าเลยที่สามารถนำมาใช้กับงานของเราได้  มันช่างเจ็บปวดหัวใจนัก!  พวกเจ้าอาศัยอยู่ในโลกแห่งอาชาและฝูงปศุสัตว์เช่นนี้ กระนั้นตามที่เป็นจริงแล้ว พวกเจ้าไม่รู้สึกเดือดร้อนใจเลย เจ้าเต็มไปด้วยความชื่นบานและใช้ชีวิตอย่างอิสระและง่ายดาย  เจ้ากำลังว่ายวนไปมาในน้ำเน่านั่น กระนั้นเจ้าไม่ได้ตระหนักอย่างจริงแท้ว่าเจ้าได้ตกสู่สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนั้นแล้ว  ทุกวันเจ้าคบหาสมาคมกับพวกวิญญาณไม่สะอาด และมีปฏิสัมพันธ์กับ “สิ่งปฏิกูล”  ชีวิตของพวกเจ้าค่อนข้างหยาบช้าเลยทีเดียว หนำซ้ำพวกเจ้าก็ไม่ได้ตระหนักรู้อย่างจริงแท้ว่า เจ้าไม่ดำรงอยู่ในโลกมนุษย์โดยสิ้นเชิง และว่าเจ้าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้  เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าชีวิตของเจ้าได้ถูกเหยียบย่ำโดยพวกวิญญาณไม่สะอาดเหล่านั้นมานานแล้ว หรือว่าบุคลิกลักษณะของเจ้าถูกน้ำเน่าทำให้มัวหมองมานานแล้ว?  เจ้าคิดหรือว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในสวรรค์บนดิน และว่าเจ้าอยู่ท่ามกลางความสุข?  เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเจ้าได้ใช้ชีวิตเคียงข้างวิญญาณไม่สะอาด และว่าเจ้าได้อยู่ร่วมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้ตระเตรียมไว้ให้เจ้า?  วิธีที่เจ้าใช้ชีวิตจะสามารถมีความหมายอันใดได้อย่างไร?  ชีวิตของเจ้าจะสามารถมีคุณค่าอันใดได้อย่างไร?  เจ้าได้วิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อบิดามารดาของเจ้า บิดามารดาที่มีวิญญาณไม่สะอาด ทว่าที่เป็นจริงก็คือ เจ้าคิดไม่ถึงหรอกว่า พวกที่ทำให้เจ้าติดกับก็คือบิดามารดาซึ่งมีวิญญาณไม่สะอาด ผู้ที่ได้ให้กำเนิดเจ้าและได้เลี้ยงดูเจ้ามา  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าไม่ตระหนักรู้ว่า ตามที่เป็นจริงนั้น ความโสมมของเจ้าล้วนเป็นพวกเขาที่ให้เจ้ามา ทั้งหมดที่เจ้ารู้ก็คือ พวกเขาสามารถนำพา “ความชื่นชมยินดี” มาให้เจ้า พวกเขาไม่ตีสอนเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่พิพากษาเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาไม่สาปแช่งเจ้า  พวกเขาไม่เคยระเบิดความโกรธใส่เจ้า แต่ปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความรักใคร่เอ็นดูและความใจดีมีเมตตา  คำพูดของพวกเขาบำรุงเลี้ยงหัวใจเจ้า และทำให้เจ้าหลงใหลเพื่อที่เจ้าจะได้กลายเป็นเสียศูนย์ และเจ้าจะถูกดูดกลืนเข้าไปและเต็มใจที่จะรับใช้พวกเขา กลายเป็นหน้าร้านและข้ารับใช้ของพวกเขาโดยไม่ตระหนักถึงการนี้เลย  เจ้าไม่มีเรื่องร้องทุกข์อันใดเลย แต่กลับเต็มใจทำงานเพื่อพวกเขาดั่งสุนัข ดั่งอาชา เจ้าถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิด  ด้วยเหตุผลนี้เจ้าจึงไม่มีปฏิกิริยาอย่างสิ้นเชิงต่องานที่เราทำ  ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าต้องการแอบเล็ดลอดผ่านนิ้วมือของเราไปเสมอ และไม่น่าแปลกใจที่เจ้าต้องการใช้คำหวานเพื่อหลอกล่อรับเอาความโปรดปรานจากเราเสมอ  เพราะสุดท้ายแล้วก็กลายเป็นว่า เจ้าได้มีแผนอื่น มีการจัดการเตรียมการอื่นอยู่เรียบร้อยแล้ว  เจ้าสามารถเห็นการกระทำของเรานิดหน่อยในฐานะขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แต่เจ้าไม่มีความรู้แม้แต่น้อยเกี่ยวกับการพิพากษาและการตีสอนของเรา  เจ้าไม่รู้เลยว่าการตีสอนของเราได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด เจ้าเพียงแต่รู้วิธีโกงเรา—กระนั้นเจ้าไม่รู้ว่าเราจะไม่ยอมทนต่อการล่วงละเมิดอันใดจากมนุษย์  ในเมื่อเจ้าได้สร้างปณิธานไว้แล้วว่าจะรับใช้เรา เราก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป  เราคือพระเจ้าผู้ชิงชังความชั่ว และเราเป็นพระเจ้าที่หวงแหนความเป็นมนุษย์  ในเมื่อเจ้าได้วางคำพูดของเจ้าไว้บนแท่นบูชาแล้ว เราก็จะไม่ยอมทนให้กับการที่เจ้าวิ่งจากไปต่อหน้าต่อตาเรา อีกทั้งเราจะไม่ยอมทนให้กับการที่เจ้ารับใช้เจ้านายสองคน  เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะสามารถมีความรักครั้งที่สองได้หลังจากได้วางคำพูดของเจ้าไว้บนแท่นบูชาของเราและต่อหน้าต่อตาเราแล้ว?  เราจะสามารถอนุญาตให้ผู้คนทำให้เราเป็นเหมือนคนโง่ด้วยวิธีเช่นนี้ได้อย่างไร?  เจ้าคิดหรือว่าเจ้าอาจสามารถสร้างคำปฏิญญาและคำปฏิญาณอย่างไม่มีพิธีรีตรองกับเราได้ด้วยลิ้นของเจ้า?  เจ้าจะสามารถกล่าวสาบานคำปฏิญาณข้างบัลลังก์ของเราได้อย่างไร บัลลังก์ของเราผู้เป็นองค์ที่อยู่สูงที่สุด?  เจ้าคิดหรือว่าคำปฏิญาณของเจ้าได้ล่วงลับไปแล้ว?  เราขอบอกพวกเจ้าว่า แม้ว่าเนื้อหนังของพวกเจ้าอาจล่วงลับไป แต่คำปฏิญาณของพวกเจ้าไม่สามารถล่วงลับไปได้  ในท้ายที่สุดแล้ว เราจะกล่าวโทษพวกเจ้าบนพื้นฐานของคำปฏิญาณของพวกเจ้า  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าเชื่อว่าจะสามารถรับมือกับเราได้อย่างสุกเอาเผากินโดยการวางคำพูดของพวกเจ้าไว้เบื้องหน้าเรา และเชื่อว่าหัวใจของพวกเจ้าสามารถรับใช้วิญญาณที่ไม่สะอาดและวิญญาณชั่วได้  ความโกรธของเราจะสามารถยอมทนให้กับผู้คนที่คล้ายสุนัข คล้ายสุกรเหล่านี้ที่โกงเราได้อย่างไร?  เราต้องดำเนินการตามประกาศกฤษฎีกาบริหารของเรา และกระชากชิงพวกที่ “เคร่งศาสนา” หัวโบราณเหล่านั้นทั้งหมดที่มีความเชื่อในเรากลับจากมือของวิญญาณไม่สะอาด เพื่อที่พวกเขาอาจจะ “คอยรับใช้” เราในรูปแบบที่มีวินัย เป็นโคของเรา เป็นอาชาของเรา และอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงแห่งการสังหารหมู่ของเรา  เราจะให้เจ้าเก็บความมุ่งมั่นก่อนหน้านี้ของเจ้าขึ้นมา และรับใช้เราอีกครั้ง  เราจะไม่ยอมทนต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดที่โกงเรา  เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะสามารถเพียงแค่ทำการเรียกร้องและโกหกต่อหน้าเราอย่างมัวเมาได้?  เจ้าคิดหรือว่าเราไม่ได้ยินหรือได้เห็นคำพูดและความประพฤติทั้งหลายของเจ้า?  คำพูดและความประพฤติทั้งหลายของเจ้าจะสามารถไม่อยู่ในสายตาของเราได้อย่างไร?  เราจะมีวันให้ผู้คนหลอกลวงเราเช่นนั้นได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกเจ้าทั้งหมดมีบุคลิกลักษณะต่ำช้าเหลือเกิน!

120. เราได้อยู่ท่ามกลางพวกเจ้า คบหาสมาคมกับพวกเจ้ามาหลายฤดูใบไม้ผลิและหลายฤดูใบไม้ร่วง เราได้ดำรงชีวิตท่ามกลางพวกเจ้ามานานแล้ว และได้ใช้ชีวิตกับพวกเจ้า  พฤติกรรมที่น่าดูหมิ่นของพวกเจ้ามากน้อยเพียงใดที่ได้หลุดรอดไปต่อหน้าต่อตาเรา?  คำพูดที่จริงใจเหล่านั้นของพวกเจ้ากำลังสะท้อนอยู่ในหูของเราตลอดเวลา ความทะเยอทะยานนับหลายล้านอย่างของเจ้าถูกวางบนแท่นบูชาของเรา—มากจนเกินกว่าจะนับได้  อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการทุ่มเทอุทิศของพวกเจ้าและสิ่งที่พวกเจ้ายอมสละ พวกเจ้าไม่ให้แม้เพียงกระผีกริ้น  พวกเจ้าไม่วางความจริงใจแม้เพียงหยดเล็กจิ๋วบนแท่นบูชาของเรา  ดอกผลแห่งของการเชื่อของพวกเจ้าในเราอยู่ที่ใด?  พวกเจ้าได้รับพระคุณที่ไม่มีที่สิ้นสุดจากเรา และพวกเจ้าได้เห็นความล้ำลึกทั้งหลายที่ไม่รู้จบจากสวรรค์ เราถึงกับได้แสดงให้พวกเจ้าเห็นเปลวเพลิงแห่งสวรรค์ แต่เราไม่ได้มีใจที่จะเผาพวกเจ้า  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าได้ให้เรามากเพียงใดเล่าเพื่อเป็นการตอบแทน?  พวกเจ้าเต็มใจให้เรามากเพียงใด?  ด้วยอาหารที่เราได้ให้เจ้าในมือ เจ้าก็หันกลับและถวายอาหารนั้นให้เรา และไปไกลถึงกับพูดว่ามันเป็นบางสิ่งที่เจ้าได้รับเพื่อตอบแทนหยาดเหงื่อแห่งการทำงานหนักของเจ้าเอง และว่าเจ้ากำลังถวายทุกสิ่งที่เจ้าเป็นเจ้าของให้กับเรา  เจ้าจะไม่สามารถรู้ได้อย่างไรว่า “สิ่งบริจาคสมทบ” ของเจ้าที่ให้เรานั้นเป็นเพียงสิ่งทั้งหลายที่ได้ถูกขโมยไปจากแท่นบูชาของเรา?  ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้เจ้ากำลังถวายสิ่งเหล่านั้นให้เรา เจ้าไม่ได้กำลังโกงเราอยู่หรอกหรือ?  เจ้าจะสามารถที่จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราชื่นชมในวันนี้คือของถวายทั้งหมดบนแท่นบูชาของเรา และไม่ใช่สิ่งที่เจ้าได้หามาจากการทำงานหนักของเจ้าและจากนั้นก็มอบถวายให้เรา?  ตามที่เป็นจริงนั้น พวกเจ้ากล้าดีที่จะโกงเราด้วยวิธีนี้ ดังนั้นเราจะสามารถให้อภัยพวกเจ้าได้อย่างไร?  พวกเจ้าสามารถคาดหวังให้เราสู้ทนการนี้ต่อไปอีกได้อย่างไร?  เราได้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่พวกเจ้าแล้ว  เราได้เปิดกว้างทุกสิ่งทุกอย่างแก่พวกเจ้า จัดเตรียมสิ่งที่พวกเจ้าจำเป็นต้องมี และเปิดตาของพวกเจ้า กระนั้นพวกเจ้าก็โกงเราเช่นนี้ โดยเพิกเฉยต่อมโนธรรมของเจ้า  เราได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับพวกเจ้าอย่างไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เพื่อที่แม้ว่าพวกเจ้าจะทนทุกข์ แต่พวกเจ้าก็ยังคงได้รับทุกสิ่งทุกอย่างจากเราตามที่เราได้นำมาจากสวรรค์  แม้กระนั้นก็ตาม พวกเจ้าก็ไม่มีความทุ่มเทอุทิศเลย และต่อให้เจ้าได้มีส่วนร่วมสมทบน้อยนิด เจ้าก็พยายามที่จะ “ชำระบัญชี” กับเราหลังจากนั้น  การมีส่วนร่วมสมทบของเจ้าจะไม่นับว่าไม่ใช่สิ่งใดเลยหรอกหรือ?  สิ่งที่เจ้าได้มอบให้เราเป็นเพียงทรายหนึ่งเม็ด ทว่าสิ่งที่เจ้าได้ขอจากเราคือทองคำหนึ่งตัน  เจ้าไม่ได้แค่กำลังไร้เหตุผลหรอกหรือ?  เราทำงานท่ามกลางพวกเจ้า  ไม่มีร่องรอยโดยสิ้นเชิงของร้อยละสิบที่เราควรได้รับมา นับประสาอะไรกับเครื่องบูชาเพิ่มเติมอันใด  ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละสิบที่ได้รับส่วนร่วมสมทบจากบรรดาผู้ที่มีใจศรัทธานั้นได้ถูกพวกคนเลวยึดไป  พวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้หักเหไปจากเราหรอกหรือ?  พวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับเราหรอกหรือ?  พวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้กำลังพังแท่นบูชาของเราหรอกหรือ?  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกมองว่าเป็นสมบัติล้ำค่าในสายตาของเราได้อย่างไร?  พวกเขาไม่ใช่สุกรและสุนัขที่เราเกลียดหรอกหรือ?  เราจะสามารถอ้างอิงว่าการทำชั่วของเจ้าเป็นสมบัติล้ำค่าได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกเจ้าทั้งหมดมีบุคลิกลักษณะต่ำช้าเหลือเกิน!

121. มีหลายหนทางที่พวกเจ้าไม่เข้าใจ หลายเรื่องที่พวกเจ้าไม่มีความรู้เอาเสียเลย  พวกเจ้าช่างไม่รู้เท่าทันยิ่งนัก เรารู้อยู่เต็มเปี่ยมถึงวุฒิภาวะของพวกเจ้าและข้อบกพร่องต่างๆ ของพวกเจ้า  เพราะฉะนั้น แม้จะมีถ้อยคำมากมายที่พวกเจ้าไม่สามารถทำความเข้าใจได้ แต่เราก็ยังคงเต็มใจที่จะบอกความจริงซึ่งพวกเจ้าไม่เคยยอมรับมาก่อนทั้งปวงนี้แก่พวกเจ้า นั่นเพราะเรากังวลอยู่ตลอดเวลาว่าด้วยวุฒิภาวะของพวกเจ้าในขณะนี้ พวกเจ้าจะสามารถยืนหยัดในคำพยานของเจ้าที่มีต่อเราได้หรือไม่  หาใช่ว่าเราคิดว่าพวกเจ้ามีค่าเพียงเล็กน้อยไม่ พวกเจ้าทั้งหมดคือสัตว์ร้ายที่ยังต้องก้าวผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นทางการของเรา และเรามิอาจมองเห็นได้โดยสิ้นเชิงว่ามีเกียรติยศมากเพียงใดภายในพวกเจ้า  แม้ว่าเราได้สละพลังงานไปอย่างมากในการทำงานกับพวกเจ้า ดูเหมือนว่าองค์ประกอบที่เป็นบวกในพวกเจ้านั้นจะไม่มีอยู่จริงในทางปฏิบัติ และองค์ประกอบที่เป็นลบก็มีเพียงนับนิ้วได้และเป็นได้แค่คำพยานที่ทำให้ซาตานละอายใจเท่านั้น  อย่างอื่นแทบทุกอย่างในตัวพวกเจ้าคือพิษของซาตาน  พวกเจ้ามองดูเราราวกับว่าพวกเจ้าอยู่เหนือความรอด  เมื่อเรื่องราวต่างๆ ยืนยันเช่นนี้ เรามองดูการแสดงออกและอากัปกิริยานานาสารพันของพวกเจ้า แล้วในที่สุดเราก็รู้วุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเจ้า  นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงวิตกกังวลในเรื่องพวกเจ้าอยู่เสมอ เมื่อถูกทิ้งให้ใช้ชีวิตตามลำพังแบบนี้ มนุษย์จะดีขึ้นกว่าวันนี้จริงๆ หรือแค่พอๆ กับที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้หนอ?  วุฒิภาวะดุจทารกของพวกเจ้าไม่ทำให้พวกเจ้ากระวนกระวายเลยหรอกหรือ?  พวกเจ้าจะสามารถเป็นเหมือนคนอิสราเอลที่เราเลือกสรร—คนที่จงรักภักดีต่อเรา และต่อเราเพียงผู้เดียวตลอดเวลาได้จริงๆ หรือไม่?  สิ่งที่ถูกเปิดเผยในพวกเจ้านั้นหาใช่ความประพฤติผิดของเด็กๆ ที่ได้หลงผิดไปจากพ่อแม่ไม่ แต่เป็นความเดียรัจฉานที่ระเบิดออกมาจากสัตว์ที่แส้ของนายมันเฆี่ยนไม่ถึง  พวกเจ้าพึงรู้จักธรรมชาติของตนเอง อันเป็นจุดอ่อนที่พวกเจ้ามีร่วมกัน มันคือความเจ็บป่วยที่พวกเจ้าทุกคนรู้จักกันดี  ดังนั้น การเตือนสติเดียวที่เราจะมอบแก่พวกเจ้าในวันนี้คือ จงยืนหยัดในคำพยานที่เจ้ามีต่อเราไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมใดๆ จงอย่าให้ความเจ็บป่วยเดิมกำเริบขึ้นมาอีก  การเป็นคำพยานนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด—มันคือหัวใจแห่งงานของเรา  พวกเจ้าควรยอมรับวจนะของเราเช่นเดียวกับที่มารีย์ยอมรับวิวรณ์ของพระยาห์เวห์ที่มาถึงเธอในความฝัน นั่นคือ โดยการเชื่อและตามด้วยการนบนอบ  เพียงเช่นนี้เท่านั้นจึงมีคุณสมบัติของการเป็นผู้รักษาพรหมจรรย์  เนื่องจากพวกเจ้าเป็นผู้ที่ได้ยินวจนะของเรามากที่สุด จึงเป็นผู้ที่ได้รับพรจากเรามากที่สุด  เราได้มอบสิ่งครองที่มีค่าทั้งหมดที่เรามีให้แก่พวกเจ้า เราได้มอบทุกสิ่งแก่พวกเจ้าไปแล้ว ถึงกระนั้นพวกเจ้าช่างมีสถานภาพที่แตกต่างอย่างมหาศาลเหลือเกินกับคนอิสราเอล พวกเจ้าช่างต่างกันคนละโลกเลยทีเดียว  แต่เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขาแล้ว พวกเจ้าได้รับมากกว่าอย่างมากมาย ในขณะที่พวกเขาเฝ้ารอคอยการปรากฏของเราอย่างแทบขาดใจ พวกเจ้ากลับผ่านวันอันน่ายินดีไปกับเรา และแบ่งปันความไพบูลย์ของเรา  ในเมื่อมีความแตกต่างกันมากเช่นนี้ เจ้ามีสิทธิ์อันใดหรือที่จะพร่ำบ่นปาวๆ และต่อล้อต่อเถียงกับเรา และเรียกร้องส่วนแบ่งในสิ่งที่เราครอง?  พวกเจ้ายังได้รับไม่มากหรอกหรือ?  เราให้พวกเจ้ามากมาย แต่สิ่งที่พวกเจ้าตอบแทนเรามีแต่ความโศกเศร้าร้าวใจและความวิตกกังวล ความคับแค้นใจและความไม่พอใจที่มิอาจข่มได้เท่านั้นเอง  พวกเจ้าช่างน่ารังเกียจเดียดฉันท์เหลือเกิน—แต่ทว่าก็น่าสงสารอยู่เช่นกัน ดังนั้น เราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกล้ำกลืนความคับแค้นใจทั้งหมดของเราเอาไว้และเปล่งเสียงแสดงความโต้แย้งของเราต่อเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า  กว่าหลายพันปีของงาน เราไม่เคยท้วงติงตัดพ้อต่อมวลมนุษย์ เพราะเราได้ค้นพบว่า ตลอดพัฒนาการของมนุษยชาตินั้น มีเพียง “กลลวง” ท่ามกลางพวกเจ้าเท่านั้นที่กลายมาเป็นที่รู้จักมากที่สุด เสมือนมรดกล้ำค่าที่ตกทอดมาสู่พวกเจ้าโดยบรรพบุรุษผู้มีชื่อเสียงในบรรพกาล  เราเกลียดชังพวกลูกผสมสุกรและสุนัขที่คล้ายมนุษย์เต็มที  พวกเจ้าช่างไร้มโนธรรมอะไรเช่นนี้หนอ!  พวกเจ้าช่างมีบุคลิกลักษณะที่ต่ำช้าเกินไป!  หัวใจของพวกเจ้าช่างแข็งกระด้างเกินไป!  หากเราเอาวจนะเหล่านั้นและงานที่เราทำไปให้แก่คนอิสราเอล เราคงได้รับสง่าราศีไปเนิ่นนานแล้ว  ทว่าท่ามกลางพวกเจ้า เรื่องนี้กลับมิอาจบรรลุถึงได้ ท่ามกลางพวกเจ้านั้น มีเพียงความเพิกเฉยอย่างโหดร้าย มีเพียงท่าทียักไหล่อย่างไม่นำพาของพวกเจ้าและข้ออ้างมากมายของพวกเจ้า พวกเจ้าช่างไร้ความรู้สึกเกินไปและไร้ค่าอย่างถึงที่สุด!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, อะไรคือความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า?

122. จงนึกย้อนกลับไปในอดีตว่า เมื่อใดกันที่สายตาจับจ้องของเราโกรธเกรี้ยว และเสียงของเราเข้มขรึมต่อพวกเจ้า?  เมื่อใดกันที่เราคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเจ้า?  เมื่อใดกันที่เราได้ตำหนิพวกเจ้าอย่างไร้เหตุผล?  เมื่อใดกันที่เราได้ตำหนิพวกเจ้าต่อหน้าพวกเจ้า?  ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งงานของเราหรอกหรือที่เราไปหาพระบิดาของเราเพื่อปกป้องพวกเจ้าจากการทดลองทุกครั้ง?  เหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิบัติต่อเราเช่นนี้?  เราได้เคยใช้สิทธิอำนาจของเราเพื่อทำร้ายเนื้อหนังของพวกเจ้าหรือไม่?  เหตุใดพวกเจ้าจึงตอบแทนเราเช่นนี้?  หลังจากการเปลี่ยนท่าทีเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายใส่เรา เจ้าก็ไม่ใช่ทั้งดีหรือร้าย และแล้วเจ้าก็พยายามที่จะป้อยอเราและซ่อนเร้นสิ่งทั้งหลายจากเรา และปากของเจ้าก็เต็มไปด้วยน้ำลายที่พวกคนไม่ชอบธรรมถ่มออกมา  พวกเจ้าคิดหรือว่าลิ้นของพวกเจ้าสามารถโกงวิญญาณของเราได้?  พวกเจ้าคิดหรือว่าลิ้นของพวกเจ้าสามารถหลีกหนีความโกรธของเราได้?  พวกเจ้าคิดหรือว่าลิ้นของพวกเจ้าอาจตัดสินกิจการของเรา พระยาห์เวห์ ในแบบใดก็ตามที่พวกเจ้าปรารถนาได้?  เราคือพระเจ้าที่มนุษย์ตัดสินกระนั้นหรือ?  เราจะสามารถยอมให้หนอนแมลงเล็กๆ ตัวหนึ่งหมิ่นประมาทเราเช่นนี้ได้หรือ?  เราจะสามารถวางลูกหลานแห่งการกบฏเช่นนี้ไว้ท่ามกลางพรนิรันดร์ของเราได้อย่างไร?  คำพูดและการกระทำของพวกเจ้านั้นได้เปิดโปงและประณามพวกเจ้ามานานแล้ว  เมื่อเราได้ขยายฟ้าสวรรค์ออกไปและสร้างทุกสรรพสิ่ง เราไม่ได้อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตใดที่เราสร้างเข้าร่วมตามที่พวกเขาพึงพอใจ และนับประสาอะไรที่เราจะยินยอมให้สิ่งใดขัดขวางงานของเราและการบริหารจัดการของเรา ในแบบใดก็ตามที่มันปรารถนา  เราไม่ยอมผ่อนปรนต่อมนุษย์หรือวัตถุใด เราจะสามารถละเว้นพวกที่โหดร้ายและไร้เมตตาปรานีต่อเราได้อย่างไร?  เราจะสามารถให้อภัยพวกที่ทรยศถ้อยคำของเราได้อย่างไร?  เราจะสามารถละเว้นพวกที่กบฏต่อเราได้อย่างไร?  ลิขิตชีวิตของมนุษย์ไม่ได้อยู่ในมือของเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หรอกหรือ?  เราจะสามารถพิจารณาว่าความไม่ชอบธรรมและความเป็นกบฏของเจ้านั้นบริสุทธิ์ได้อย่างไร?  บาปทั้งหลายของเจ้าจะสามารถทำให้ความบริสุทธิ์ของเรามัวหมองได้อย่างไร?  เราไม่ได้ถูกทำให้มัวหมองโดยความไม่บริสุทธิ์ของพวกคนอธรรม อีกทั้งเราก็ไม่ได้ชื่นชมเครื่องบูชาของพวกคนอธรรม  หากเจ้าจงรักภักดีต่อเรา พระยาห์เวห์ เจ้าจะสามารถนำเอาเครื่องสักการะที่แท่นบูชาของเราไปเป็นของตนเองได้หรือ?  เจ้าจะสามารถใช้ลิ้นพิษของเจ้าหมิ่นประมาทนามอันศักดิ์สิทธิ์ของเราได้หรือ?  เจ้าจะสามารถทรยศถ้อยคำของเราในหนทางนี้ได้หรือ?  เจ้าจะสามารถปฏิบัติต่อสง่าราศีและนามศักดิ์สิทธิ์ของเราดังเครื่องมือที่ใช้ในการรับใช้ซาตานมารร้ายได้หรือ?  ชีวิตของเราถูกจัดเตรียมมาเพื่อความชื่นชมยินดีของบรรดาผู้ที่บริสุทธิ์  เราจะสามารถยินยอมให้เจ้าเล่นกับชีวิตของเราในแบบใดก็ได้ตามที่เจ้าปรารถนา และใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความขัดแย้งท่ามกลางพวกเจ้าเองได้อย่างไร?  พวกเจ้าจะสามารถไร้หัวใจ และขาดแคลนหนทางแห่งความดี ในวิธีที่เจ้าเป็นกับเราได้อย่างไร?  เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเราได้เขียนการทำชั่วของพวกเจ้าในถ้อยคำแห่งชีวิตเหล่านี้ไว้แล้ว?  พวกเจ้าจะสามารถหลีกหนีวันแห่งความโกรธเมื่อเราตีสอนประเทศอียิปต์ได้อย่างไร?  เราจะสามารถยินยอมให้พวกเจ้าต่อต้านและกบฏต่อเราในหนทางนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร?  เราขอบอกพวกเจ้าอย่างชัดเจนว่า เมื่อวันนั้นมาถึง การตีสอนพวกเจ้าจะเป็นอย่างที่ไม่อาจทนได้ยิ่งกว่าของประเทศอียิปต์เสียอีก!  พวกเจ้าจะสามารถหลีกหนีวันแห่งความโกรธของเราได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ไม่มีใครที่มีเนื้อหนังสามารถหลีกหนีวันแห่งพระพิโรธได้

123. มนุษย์ไม่รับพระเจ้าไว้ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงมีความรู้สึกทางเนื้อหนัง หรือเพราะพระเจ้าไม่เต็มพระทัยที่จะให้มนุษย์รับพระองค์ไว้ แต่เพราะมนุษย์ไม่ต้องการที่จะรับพระเจ้าไว้ และเพราะมนุษย์ไม่ได้มีหัวใจที่แสวงหาพระเจ้าด้วยความเร่งด่วน  ใครคนหนึ่งในบรรดาผู้ซึ่งแสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริงจะสามารถได้รับการสาปแช่งโดยพระเจ้าได้อย่างไร?  ใครคนหนึ่งที่มีสำนึกรับรู้ที่ถูกต้องและมโนธรรมอันอ่อนไหวจะสามารถได้รับการสาปแช่งโดยพระเจ้าได้อย่างไร?  ใครคนหนึ่งที่นมัสการและรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริงจะสามารถถูกเผาผลาญด้วยไฟแห่งพระพิโรธของพระองค์ได้อย่างไร?  ใครคนหนึ่งซึ่งยินดีที่จะนบนอบพระเจ้าจะสามารถถูกเสือกไสไล่ส่งออกจากพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร?  ใครคนหนึ่งที่ไม่สามารถรักพระเจ้าได้เพียงพอจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในการลงโทษของพระเจ้าได้อย่างไร?  ใครคนหนึ่งซึ่งยินดีที่จะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้าจะสามารถถูกทิ้งไว้โดยไม่เหลืออะไรเลยได้อย่างไร?  มนุษย์ไม่เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ไม่เต็มใจที่จะสละสิ่งครอบครองทั้งหลายของเขาเพื่อพระเจ้า และไม่เต็มใจที่จะอุทิศความพยายามชั่วชีวิตแด่พระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับกล่าวว่าพระเจ้าได้ทรงไปไกลเกินไป ว่าเรื่องมากมายเกินไปเกี่ยวกับพระเจ้านั้นมีความขัดแย้งกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์  ด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์เยี่ยงนี้ ต่อให้พวกเจ้าเหนียวแน่นในความพยายามของพวกเจ้า พวกเจ้าก็ยังคงจะไม่สามารถที่จะได้รับการยอมรับจากพระเจ้าได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าไม่ได้แสวงหาพระเจ้าเลย  พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้าคือสินค้าชำรุดของมวลมนุษย์?  พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ใดที่ต่ำต้อยกว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าแล้ว?  พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าผู้อื่นเรียกพวกเจ้าเพื่อให้เกียรติพวกเจ้าว่าอย่างไร?  บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงเรียกพวกเจ้าว่าพ่อของหมาป่า แม่ของหมาป่า และบุตรของหมาป่า และหลานของหมาป่า พวกเจ้าคือพงศ์พันธุ์ของหมาป่า ผู้คนของหมาป่า และพวกเจ้าควรรู้จักอัตลักษณ์ของพวกเจ้าเองและไม่ลืมมันเป็นอันขาด  จงอย่าคิดว่าเจ้าเป็นบุคคลที่มีบางอย่างเหนือกว่า กล่าวคือ พวกเจ้าเป็นกลุ่มอมนุษย์ที่ชั่วช้าที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์  พวกเจ้าไม่รู้การนี้เลยหรือ?  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเราได้เสี่ยงมากเพียงใดโดยการทำงานท่ามกลางพวกเจ้า?  หากสำนึกรับรู้ของพวกเจ้าไม่สามารถกลายมาเป็นปกติได้อีกครั้ง และมโนธรรมของพวกเจ้าจะไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ พวกเจ้าก็ย่อมจะไม่มีวันปลดชื่อ “หมาป่า” ทิ้งไปได้ เจ้าจะไม่มีวันหลบหนีวันแห่งการสาปแช่งไปได้และจะไม่มีวันหลบหนีวันแห่งการลงโทษของพวกเจ้าไปได้  พวกเจ้าเกิดมาต่ำต้อย เป็นสิ่งที่ไม่มีค่าใดๆ  โดยธรรมชาติแล้วเจ้าคือหมาป่าหิวโซฝูงหนึ่ง เป็นเศษซากและขยะกองหนึ่ง และไม่เหมือนกับพวกเจ้า เราไม่ทำงานกับพวกเจ้าเพื่อที่จะได้รับความโปรดปรานทั้งหลาย แต่เพราะความจำเป็นของงาน  หากพวกเจ้ายังเป็นกบฏต่อไปในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว เราก็จะหยุดงานของเรา และจะไม่มีวันทำงานในตัวพวกเจ้าอีก ในทางตรงกันข้าม เราจะโอนย้ายงานของเราไปยังอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งทำให้เราพอใจ และจะทิ้งพวกเจ้าในหนทางนี้ไปตลอดกาล เพราะเราไม่เต็มใจที่จะเฝ้ามองพวกที่เป็นศัตรูกับเรา  ดังนั้นแล้ว พวกเจ้าปรารถนาที่จะเข้ากันได้กับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

124. เมื่อเจ้าเดินบนเส้นทางของวันนี้ อะไรคือประเภทของการไล่ตามเสาะหาที่เหมาะสมที่สุด?  ในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า เจ้าควรมองว่าตัวเจ้าเองเป็นบุคคลประเภทใด?  มันทำให้เจ้าต้องรู้ว่าเจ้าควรเข้าหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเจ้าในวันนี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบหรือความยากลำบากทั้งหลาย หรือการตีสอนและการสาปแช่งอย่างไร้ความปรานี  เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว เจ้าควรทบทวนสิ่งเหล่านี้อย่างพิถีพิถันในทุกกรณี  เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้?  เราพูดเช่นนี้เพราะว่าในที่สุดแล้ว สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเจ้าในวันนี้คือการทดสอบที่อุบัติขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงเวลาสั้นๆ บางที ตามความเห็นของเจ้าแล้วการทดสอบเหล่านี้ไม่ได้รบกวนจิตวิญญาณเป็นพิเศษ และดังนั้นเจ้าจึงปล่อยให้สิ่งต่างๆ ล่องลอยไปตามครรลองธรรมชาติของพวกมัน และไม่คำนึงถึงว่าการทดสอบเหล่านั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในการไล่ตามเสาะหาความก้าวหน้า  เจ้าช่างไร้ความคิดนัก!  ไร้ความคิดมากเสียจนเจ้าคิดถึงสินทรัพย์ที่มีค่านี้ราวกับว่าเป็นเมฆที่ลอยอยู่ต่อหน้าต่อตาเจ้า และเจ้าไม่ทะนุถนอมความล้ำค่าของการโบยตีที่เกรี้ยวกราดซึ่งกระหน่ำลงมาครั้งแล้วครั้งเล่าเหล่านี้—การโบยตีที่สั้นและดูเหมือนจะมีน้ำหนักน้อยนิดสำหรับเจ้า—แต่กลับมองการโบยตีเหล่านี้ด้วยความวางเฉยที่เย็นชา ไม่นำพาใส่ใจ และปฏิบัติต่อการโบยตีเหมือนเป็นเพียงการตีถูกโดยบังเอิญเท่านั้น  เจ้าช่างโอหังเหลือเกิน!  กับการโจมตีที่ดุดันเหล่านี้ การโจมตีที่คล้ายพายุที่มาครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าแสดงให้เห็นเพียงการมองข้ามแบบไร้มารยาทเท่านั้น บางครั้งเจ้าก็ไปไกลถึงขั้นยิ้มให้อย่างเยือกเย็นด้วยซ้ำ โดยเผยให้เห็นการแสดงความไม่แยแสโดยสิ้นเชิง—เพราะเจ้าไม่เคยคิดกับตัวเจ้าเองเลยสักครั้งว่าเหตุใดเจ้าจึงต้องทนทุกข์กับ “โชคร้ายต่างๆ” เช่นนี้อยู่ร่ำไป  เป็นไปได้หรือว่าเราไม่เป็นธรรมกับมนุษย์เหลือเกิน?  เราหาเรื่องจ้องจับผิดเจ้ากระนั้นหรือ?  ถึงแม้ว่าปัญหาในวิธีการคิดของเจ้าอาจจะไม่รุนแรงเท่ากับที่เราได้พรรณนาไป แต่เจ้าก็ได้แต่งแต้มภาพเขียนของโลกภายในของเจ้าให้สมบูรณ์แบบมานานแล้วโดยผ่านทางความสำรวมภายนอกของเจ้า  ไม่มีความจำเป็นสำหรับเราแต่อย่างใดที่จะต้องบอกเจ้าว่า สิ่งเดียวที่ถูกซ่อนเร้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจของเจ้าคือคำพูดปรามาสไร้เหตุผลและร่องรอยเลือนรางของความเศร้าใจที่คนอื่นแทบจะมองไม่ออก  เจ้าด่าทอเพราะเจ้ารู้สึกว่าการทนทุกข์กับการทดสอบเช่นนี้ช่างไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และเจ้าเต็มไปด้วยความหดหู่ใจเพราะการทดสอบต่างๆ ทำให้เจ้ารู้สึกถึงความอ้างว้างของโลก  แทนที่จะมองว่าการโบยตีซ้ำๆ เหล่านี้และการกระทำเพื่อบ่มวินัยเป็นการคุ้มครองคุ้มครองที่ดีที่สุด เจ้ากลับเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างปัญหาอย่างไร้สติของฟ้า หรือไม่ก็เป็นการลงทัณฑ์อันสาสมที่เหมาะกับเจ้า  เจ้าช่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์เหลือเกิน!  เจ้ากักเก็บเวลาดีๆ ไว้ในความมืดอย่างไร้ปรานี ครั้งแล้วครั้งเล่าเจ้ามองดูการทดสอบและการกระทำเพื่อบ่มวินัยที่น่าอัศจรรย์เป็นดั่งการโจมตีจากศัตรูของเจ้า  เจ้าไม่รู้วิธีที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเจ้า และเจ้าเต็มใจที่จะพยายามทำเช่นนั้นน้อยลงไปอีกด้วยซ้ำเพราะเจ้าไม่เต็มใจที่จะได้รับสิ่งใดจากการตีสอนซ้ำๆ นี้ ซึ่งก็โหดร้ายด้วยสำหรับเจ้า  เจ้าไม่พยายามที่จะสำรวจค้นหรือท่องสำรวจด้วยเช่นกัน และเพียงแค่ปล่อยตัวเองให้เป็นไปตามชะตากรรมของเจ้า ไปที่ใดก็ตามที่มันนำทางเจ้าไป  สิ่งที่อาจดูเหมือนว่าเป็นการกระทำเพื่อตีสอนที่โหดร้ายสำหรับเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงหัวใจของเจ้า อีกทั้งไม่ได้เข้ายึดครองหัวใจของเจ้า แต่กลับทิ่มแทงหัวใจของเจ้าแทน  เจ้ามอง “การตีสอนที่โหดร้าย” นี้ว่าเป็นแค่เพียงศัตรูของเจ้าในชีวิตนี้เท่านั้น และดังนั้นเจ้าจึงไม่ได้รับอะไรเลย  เจ้าช่างมองตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอเสียเหลือเกิน!  เจ้าไม่ค่อยจะเชื่อว่าเจ้าทนทุกข์กับการทดสอบต่างๆ เช่นนี้ก็ด้วยเหตุแห่งความน่าเหยียดหยามของเจ้าเอง แต่เจ้ากลับมองตัวเจ้าเองว่าโชคร้าย โดยพูดมากยิ่งขึ้นไปอีกว่าเราคอยจับผิดเจ้าอยู่เสมอ  และบัดนี้ที่สิ่งทั้งหลายได้มาถึงทางผ่านนี้แล้ว เจ้ารู้จริงเกี่ยวกับสิ่งที่เราพูดและทำมากเพียงใด?  จงอย่าคิดว่าเจ้าเป็นอัจฉริยบุคคลมาต่กำเนิด ซึ่งต่ำกว่าฟ้าสวรรค์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างไม่สิ้นสุด  เจ้าห่างไกลจากการเป็นคนฉลาดกว่าผู้ใดอื่น—และอาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่าการที่เจ้าโง่กว่าผู้คนใดที่มีเหตุผลบนแผ่นดินโลกอย่างมากก็ดูน่ารักดี เพราะเจ้าคิดถึงตัวเองอย่างอวดดีเกินไปและไม่เคยได้มีสำนึกรับรู้ของความด้อยกว่าเลย ราวกับว่าเจ้าสามารถมองทะลุการกระทำของเราลงไปถึงรายละเอียดที่เล็กกระจิดริดที่สุด  ในประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงนั้น เจ้าคือใครสักคนที่โดยพื้นฐานแล้วขาดพร่องเหตุผล เพราะเจ้าไม่รู้เลยสักนิดว่าเราตั้งใจที่จะทำอะไร และเจ้ายิ่งตระหนักรู้น้อยลงไปใหญ่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้  และดังนั้นเราจึงพูดว่าเจ้าไม่แม้แต่จะทัดเทียมกับชาวนาเฒ่าที่กำลังตรากตรำทำงานบนผืนดิน ชาวนาที่ไม่ได้มีการล่วงรู้ถึงชีวิตมนุษย์แม้แต่น้อย แต่ก็ยังมอบความไว้วางใจทั้งหมดของเขาไว้กับพรแห่งฟ้าสวรรค์เมื่อเขาทำการเพาะปลูกบนแผ่นดิน  เจ้าไม่เจียดความคิดแม้เพียงวินาทีเดียวให้กับชีวิตของเจ้า เจ้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชื่อเสียง และเจ้ายิ่งมีความรู้จักตัวเองน้อยกว่านั้นอีก  เจ้าช่าง “อยู่เหนือเรื่องทั้งหมด” เหลือเกิน!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกที่ไม่เรียนรู้และยังคงไม่รู้เท่าทัน: พวกเขาไม่ใช่สัตว์เดียรัจฉานหรอกหรือ?

125. บางคนประดับประดาตัวพวกเขาเองอย่างสวยงาม แต่ก็เพียงผิวเผิน กล่าวคือ  พี่น้องหญิงประดับประดาตัวพวกเขาเองอย่างงดงามน่ารักดั่งดอกไม้ และพี่น้องชายก็แต่งกายเหมือนเจ้าชายหรือชายหนุ่มเจ้าสำอางผู้มั่งคั่ง  พวกเขาสนใจเฉพาะในสิ่งภายนอกเท่านั้น เช่นสิ่งทั้งหลายที่พวกเขากินและสวมใส่ ภายในนั้น พวกเขาอัตคัดและไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าแม้แต่เพียงเล็กน้อย  ความหมายใดหรือที่สามารถมีอยู่ในการนี้?  และแล้วก็มีบางคนที่แต่งกายเหมือนพวกขอทานยากจน—พวกเขาดูเหมือนทาสชาวเอเชียตะวันออกจริงๆ!  พวกเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่เราขอจากพวกเจ้าจริงๆ หรอกหรือ?  จงเข้าสนิทในหมู่พวกเจ้าว่า อันที่จริงแล้วพวกเจ้าได้รับสิ่งใด?  พวกเจ้าได้เชื่อในพระเจ้าตลอดหลายปีมานี้ แต่กระนั้นนี่ก็คือทั้งหมดที่พวกเจ้าได้เก็บเกี่ยวไป—พวกเจ้าไม่ตะขิดตะขวงใจหรอกหรือ?  เจ้าไม่ละอายใจหรอกหรือ?  เจ้าได้ไล่ตามเสาะหาเรื่อยมาบนหนทางที่แท้จริงตลอดหลายปีมานี้ กระนั้นในวันนี้วุฒิภาวะของเจ้าก็ยังคงต่ำกว่าของนกกระจอกอยู่เลย!  จงมองดูหมู่สาวน้อยท่ามกลางพวกเจ้า ที่งดงามดั่งรูปภาพในเสื้อผ้าและเครื่องสำอางของพวกเจ้า โดยเปรียบเทียบตัวพวกเจ้าซึ่งกันและกัน—แล้วเจ้าเปรียบเทียบสิ่งใดเล่า?  ความยินดีของเจ้าหรือ?  ข้อเรียกร้องของเจ้าหรือ?  พวกเจ้าคิดว่าเรามาเพื่อสรรหานางแบบหรือไร?  พวกเจ้าช่างไม่มีความละอายใจเอาเสียเลย!  ชีวิตของพวกเจ้าอยู่ที่ใด?  สิ่งที่พวกเจ้าไล่ตามเสาะหาไม่ใช่แค่ความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้าเองหรอกหรือ?  เจ้าคิดว่าเจ้าสวยมาก แต่แม้ว่าเจ้าอาจจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่หรูหราในทุกลักษณะ ในความเป็นจริงแล้วเจ้าไม่ใช่หนอนแมลงดิ้นกระแด่วซึ่งเกิดมาในกองมูลสัตว์หรอกหรือ?  ในวันนี้ เจ้ามีวาสนาได้ชื่นชมพรจากสวรรค์เหล่านี้ไม่ใช่เพราะหน้าตาอันงดงามของเจ้า แต่เพราะพระเจ้ากำลังทรงทำข้อยกเว้นโดยการอุ้มชูเจ้า  ยังคงไม่ชัดเจนสำหรับเจ้าอยู่อีกหรือว่าเจ้ามาจากไหน?  เมื่อพาดพิงถึงชีวิต เจ้าหุบปากของเจ้าและไม่พูดสิ่งใดเลย ใบ้เหมือนรูปปั้น กระนั้นเจ้าก็ยังคงกล้าดีที่จะแต่งกายอำพรางตน!  เจ้ายังคงเอนเอียงที่จะแต่งหน้าทาปากของเจ้า!  และจงดูพวกผู้ชายเจ้าสำอางท่ามกลางพวกเจ้าสิ พวกมนุษย์เอาแต่ใจที่ใช้เวลาทั้งวันไปกับการเดินลอยชาย เกเร ที่แสดงออกแบบทองไม่รู้ร้อนบนใบหน้าของพวกเขา  นี่หรือคือวิธีที่บุคคลหนึ่งควรประพฤติตน?  แต่ละคนท่ามกลางพวกเจ้า ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง อุทิศความเอาใจใส่ของเจ้าให้กับสิ่งใดตลอดทั้งวัน?  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าพึ่งพาอาศัยผู้ใดป้อนอาหารให้ตัวพวกเจ้า?  จงมองดูเสื้อผ้าของเจ้า จงมองดูสิ่งที่เจ้าได้เก็บเกี่ยวในมือของเจ้า จงลูบพุงของเจ้า—เจ้าได้กำไรจากราคาของโลหิตและหยาดเหงื่อที่เจ้าได้จ่ายไปตลอดหลายปีแห่งความเชื่อนี้เป็นสิ่งใดเล่า?  เจ้ายังคงคิดว่าจะไปเที่ยวเล่น เจ้ายังคงคิดว่าจะเสริมแต่งเนื้อหนังอันส่งกลิ่นเหม็นฉุนของเจ้า—ช่างเป็นการไล่ตามเสาะหาที่ไร้ค่าสิ้นดี!  เจ้าได้รับการขอให้เป็นบุคคลที่มีความเป็นปกติ ทว่าตอนนี้เจ้าก็แค่ไม่ปกติไปเสียอย่างนั้น เจ้าผิดปกติวิสัย  บุคคลเช่นนั้นสามารถอาจหาญมาอยู่เบื้องหน้าเราได้อย่างไร?  ด้วยความเป็นมนุษย์เช่นนี้ การเดินอวดเสน่ห์ของเจ้าและการโอ้อวดเนื้อหนังของเจ้า การดำรงชีวิตอยู่ภายในตัณหาของเนื้อหนังเสมอ—เจ้าไม่ใช่พงศ์พันธุ์ของพวกปีศาจโสมมและวิญญาณชั่วหรอกหรือ?  เราจะไม่อนุญาตให้ปีศาจโสมมตนหนึ่งเช่นนั้นยังคงดำรงอยู่เป็นเวลานานนักหรอก!  และจงอย่าสันนิษฐานว่าเราไม่รู้ว่าเจ้าคิดสิ่งใดในหัวใจของเจ้า  เจ้าอาจจะเก็บตัณหาของเจ้าและเนื้อหนังของเจ้าไว้ภายใต้การควบคุมที่แน่นหนา แต่เราจะไม่สามารถรู้ความคิดที่เจ้าเก็บงำในหัวใจของเจ้าได้อย่างไร?  เราจะไม่สามารถรู้ทั้งหมดที่ดวงตาของเจ้าปรารถนาได้อย่างไร?  พวกเจ้าสาวน้อยทั้งหลายไม่ได้ทำตัวพวกเจ้าเองให้งดงามเหลือเกินเพื่อที่จะเดินอวดเนื้อหนังของพวกเจ้าหรอกหรือ?  พวกผู้ชายมีประโยชน์อันใดต่อพวกเจ้าหรือ?  พวกเขาสามารถช่วยพวกเจ้าให้รอดจากทะเลแห่งความทุกข์ร้อนได้จริงๆ หรือ?  สำหรับเรื่องพวกชายเจ้าสำอางท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งหมดแต่งกายเพื่อทำให้ตัวพวกเจ้าดูเหมือนเป็นสุภาพบุรุษและโดดเด่นแตกต่าง แต่การนี้ไม่ใช่เล่ห์กระเท่ที่ออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจมาสู่รูปลักษณ์อันโก้หรูของพวกเจ้าหรอกหรือ?  พวกเจ้ากำลังทำการนี้เพื่อผู้ใดเล่า?  พวกผู้หญิงมีประโยชน์อันใดต่อพวกเจ้า?  พวกเขาไม่ใช่แหล่งกำเนิดของบาปของพวกเจ้าหรอกหรือ?  พวกเจ้าผู้ชายและผู้หญิงทั้งหลาย เราได้พูดกับพวกเจ้าไปมากมายหลายวจนะ กระนั้นพวกเจ้าก็ได้ทำตามวจนะเหล่านั้นไปเพียงแค่ไม่กี่คำ  หูของพวกเจ้ายากที่จะได้ยิน ตาของพวกเจ้าได้พร่ามัวขึ้น และหัวใจของพวกเจ้าแข็งกระด้างจนถึงจุดที่ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากตัณหาอยู่ในร่างกายของพวกเจ้า จนถึงขนาดที่พวกเจ้าติดบ่วงอยู่ในนั้น ไร้ความสามารถที่จะหลีกหนี  ผู้ใดเล่าต้องการไปที่ใดก็ตามใกล้พวกเจ้าหนอนแมลงทั้งหลาย พวกเจ้าผู้ที่ดิ้นเร่าอยู่ในความโสมมและสิ่งสกปรก?  จงอย่าลืมว่าพวกเจ้าไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่าพวกที่เราได้ฟูมฟักมาจากกองมูลสัตว์ ว่าแต่เดิมนั้นพวกเจ้าไม่ได้มีความเป็นมนุษย์ปกติ  สิ่งที่เราขอจากพวกเจ้าก็คือความเป็นมนุษย์ปกติที่แต่เดิมนั้นพวกเจ้าไม่ได้มี ไม่ใช่ให้พวกเจ้าเดินอวดตัณหาของพวกเจ้าหรือให้อิสระอย่างเต็มที่แก่เนื้อหนังอันเหม็นหืนของพวกเจ้า ซึ่งได้ถูกฝึกฝนโดยพวกมารเรื่อยมาหลายปีเหลือเกิน  เมื่อพวกเจ้าแต่งกายให้ตัวพวกเจ้าเองดังนั้น พวกเจ้าไม่เกรงกลัวว่าพวกเจ้าจะกลับกลายเป็นติดบ่วงลึกยิ่งขึ้นหรอกหรือ?  พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าแต่เดิมนั้นพวกเจ้ามีบาป?  พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่า ร่างกายของพวกเจ้าเต็มไปด้วยตัณหามากจนกระทั่งตัณหานั้นซึมออกจากเสื้อผ้าของพวกเจ้าเสียด้วยซ้ำ เป็นการเปิดเผยให้เห็นสภาวะของพวกเจ้าว่าเป็นปีศาจน่าเกลียดและโสมมอย่างเหลือทน?  นั่นไม่ใช่กรณีที่พวกเจ้ารู้การนี้อย่างชัดเจนกว่าผู้ใดหรอกหรือ?  หัวใจของพวกเจ้า ตาของพวกเจ้า ริมฝีปากของพวกเจ้า—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้ถูกปีศาจโสมมทำให้หม่นหมองหรอกหรือ?  ส่วนเหล่านี้ของเจ้าไม่โสมมหรอกหรือ?  เจ้าคิดหรือว่าตราบเท่าที่เจ้าไม่ทำอะไร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด?  เจ้าคิดหรือว่าการแต่งกายในเสื้อผ้าอันสวยงามสามารถปกปิดดวงจิตอันโสโครกของพวกเจ้าได้?  นั่นจะไม่ได้ผล!  เราแนะนำให้พวกเจ้ามองจากความเป็นจริงมากกว่านี้ กล่าวคือ จงอย่าฉ้อโกงและจอมปลอม และจงอย่าเดินอวดตัวพวกเจ้าเอง  พวกเจ้าโอ้อวดตัณหาของพวกเจ้าใส่กันและกัน แต่ทั้งหมดที่พวกเจ้าจะได้รับเป็นการกลับคืนก็คือความทุกข์ชั่วนิรันดร์และการสั่งสอนอันโหดเหี้ยม!  พวกเจ้ามีความต้องการที่จำเป็นอันใดหรือในการหลิ่วตาให้กันและกันและปล่อยใจไปกับจินตนาการฝันหวาน?  การนี้เป็นมาตรวัดความซื่อสัตย์สุจริตของพวกเจ้า ขอบข่ายของความเที่ยงธรรมของพวกเจ้าหรือไม่?  เราเกลียดพวกเหล่านั้นท่ามกลางพวกเจ้าที่เข้าร่วมในเวชกรรมและเวทมนตร์ชั่ว เราเกลียดพวกผู้ชายและผู้หญิงวัยหนุ่มสาวท่ามกลางพวกเจ้าที่รักเนื้อหนังของพวกเขาเอง  พวกเจ้าจงยับยั้งตัวพวกเจ้าเองจะดีเสียกว่า เพราะบัดนี้พวกเจ้าพึงต้องมีความเป็นมนุษย์ปกติ และพวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้โอ้อวดตัณหาของพวกเจ้า—แต่ทว่าพวกเจ้าก็ยังคงใช้ทุกโอกาสเหมาะที่พวกเจ้าสามารถทำได้ ด้วยเหตุที่เนื้อหนังของพวกเจ้านั้นมีล้นเหลือเกินไป และตัณหาของพวกเจ้าก็ใหญ่หลวงเกินไป!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การปฏิบัติ (7)

126. พวกที่คิดถึงเพียงแค่เนื้อหนังของพวกเขาเท่านั้นและพวกที่ชื่นชมสิ่งชูใจ พวกที่ดูเหมือนว่าเชื่อแต่เป็นผู้ที่ไม่ได้เชื่ออย่างแท้จริง พวกที่เข้าร่วมในเวชกรรมและเวทมนตร์ชั่ว พวกที่สำส่อน และอยู่ในสภาพเลวร้าย พวกที่ขโมยเครื่องบูชาแด่พระยาห์เวห์และสิ่งที่พระองค์ทรงมี พวกที่รักการติดสินบน พวกที่ฝันถึงการขึ้นสู่สวรรค์อย่างหาสาระไม่ได้ พวกที่โอหังและทะนงตน พวกที่เพียรพยายามเพียงเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น พวกที่กระจายคำพูดล่วงเกินไม่รู้จักสูงต่ำ พวกที่หมิ่นประมาทพระเจ้าพระองค์เอง พวกที่ไม่ทำสิ่งใดเลยนอกจากทำการตัดสินต่อต้านและใส่ร้ายป้ายสีพระเจ้าพระองค์เอง พวกที่จัดตั้งหมู่คณะและแสวงหาความเป็นอิสระ พวกที่ยกย่องตัวพวกเขาเองเหนือพระเจ้า พวกผู้ชายและผู้หญิงวัยหนุ่มสาว วัยกลางคน และวัยชราหยิบหย่งเหลาะแหละเหล่านั้นที่ติดบ่วงอยู่ในความมักมากในกาม  พวกผู้ชายและผู้หญิงเหล่านั้นที่สำราญในชื่อเสียงและผลประโยชน์ส่วนตัวและไล่ตามเสาะหาสถานะส่วนตัวท่ามกลางคนอื่น พวกผู้คนที่ไม่กลับใจเหล่านั้นที่ติดกับดักอยู่ในบาป—พวกเขาทั้งหมดไม่เกินกว่าจะได้รับความรอดหรอกหรือ?  ความมักมากในกาม บาปหนา เวชกรรมชั่ว เวทมนตร์ ความจ้วงจาบหยาบคาย คำพูดล่วงเกินไม่รู้จักสูงต่ำล้วนแต่วิ่งพล่านอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า และความจริงและพระวจนะแห่งชีวิตก็ถูกเหยียบย่ำในท่ามกลางพวกเจ้า และภาษาอันบริสุทธิ์ก็ถูกทำให้มัวหมองท่ามกลางพวกเจ้า  พวกเจ้าคนต่างชาติทั้งหลายที่ลำพองไปด้วยความโสมมและความเป็นกบฏ!  จุดจบสุดท้ายของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร?  พวกที่รักเนื้อหนัง ผู้ที่กระทำเวทมนตร์เกี่ยวกับเนื้อหนัง และผู้ที่ติดบ่วงอยู่ในบาปแบบมักมากในกามสามารถมีความกล้าบ้าบิ่นที่จะดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างไร!  เจ้าไม่รู้หรือว่าผู้คนเช่นพวกเจ้านั้นคือบรรดาหนอนแมลงที่เกินกว่าจะได้รับความรอด?  สิ่งใดเล่าทำให้เจ้ามีสิทธิ์เรียกร้องการนี้และการนั้น?  จนถึงวันนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยในพวกที่ไม่รักความจริงและรักเพียงเนื้อหนังเท่านั้น—ผู้คนเช่นนั้นจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร?  พวกที่ไม่รักหนทางแห่งชีวิต ผู้ที่ไม่ยกย่องพระเจ้าและเป็นคำพยานต่อพระองค์ ผู้ที่วางอุบายเพื่อประโยชน์แห่งสถานะของพวกเขาเอง ผู้ที่สรรเสริญตัวพวกเขาเอง—แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาไม่ใช่ยังคงเป็นเหมือนเดิมหรอกหรือ?  สิ่งใดหรือคือคุณค่าในการช่วยพวกเขาให้รอด?  การที่เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าความอาวุโสของเจ้านั้นมีมากน้อยเพียงใดหรือว่าเจ้าได้ทำงานมาจนถึงขณะนี้เป็นเวลากี่ปีแล้ว และนับประสาอะไรที่จะขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้สร้างสมวิทยฐานะมามากน้อยเพียงใด  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การนี้ขึ้นอยู่กับว่าการไล่ตามเสาะหาของเจ้าได้ให้ผลแล้วหรือไม่  เจ้าควรที่จะรู้ว่าบรรดาผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดคือ “ต้นไม้” ที่ให้ผล ไม่ใช่ต้นไม้ที่มีใบไม้เขียวชอุ่มและดอกไม้อันอุดมที่ยังไม่เคยออกผลเลย  ต่อให้เจ้าได้ใช้เวลาหลายปีร่อนเร่ไปตามท้องถนน นั่นสำคัญอะไรเล่า?  คำพยานของเจ้าอยู่ที่ใด?  เจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าน้อยกว่าที่เจ้ามีในหัวใจซึ่งรักตัวเจ้าเองและความอยากได้อยากมีอันเต็มไปด้วยตัณหาของเจ้ามากมายนัก—บุคคลประเภทนี้ไม่ใช่คนเสื่อมหรอกหรือ?  พวกเขาจะสามารถเป็นวัตถุตัวอย่างและแบบอย่างสำหรับความรอดได้อย่างไร?  ธรรมชาติของเจ้านั้นไม่สามารถแก้ไขได้ เจ้าเป็นกบฏมากเกินไป เจ้านั้นเกินกว่าที่จะได้รับความรอด!  ผู้คนเช่นนั้นไม่ใช่พวกที่จะถูกกำจัดออกไปหรอกหรือ?  เวลาที่งานของเราแล้วเสร็จไม่ใช่เวลาแห่งการมาถึงของวันสุดท้ายของเจ้าหรอกหรือ?  เราได้ทำงานมากมายเหลือเกินและได้กล่าววจนะไปมากมายเหลือเกินท่ามกลางพวกเจ้า—สิ่งเหล่านั้นมากมายเพียงใดได้เข้าหูของพวกเจ้าอย่างแท้จริง?  สิ่งเหล่านั้นมากมายเพียงใดที่เจ้าได้เคยนบนอบ?  เมื่องานของเราสิ้นสุด นั่นจะเป็นเวลาที่เจ้าหยุดต่อต้านเรา เวลาที่เจ้าหยุดยืนต้านเรา  ขณะที่เราทำงาน พวกเจ้าปฏิบัติตนต่อต้านเราอยู่เนืองนิตย์ พวกเจ้าไม่เคยปฏิบัติตามวจนะของเรา  เราทำงานของเรา และเจ้าก็ทำ “งาน” ของเจ้าเอง สร้างราชอาณาจักรน้อยของเจ้าเอง  พวกเจ้าไม่ใช่สิ่งใดนอกจากฝูงสุนัขจิ้งจอกและสุนัข ทำทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นการต่อต้านเรา!  เจ้ากำลังพยายามอยู่เนืองนิตย์ที่จะนำพาพวกที่มอบความรักอันไม่แบ่งแยกของพวกเขาให้แก่เจ้าเข้ามาสู่อ้อมกอดของเจ้า—หัวใจที่เปี่ยมความยำเกรงของเจ้าอยู่ที่ใดหรือ?  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นหลอกลวง!  เจ้าไม่มีการนบนอบหรือความยำเกรงเลย และทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นหลอกลวงและเป็นการหมิ่นประมาท!  ผู้คนเช่นนั้นสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือ?  พวกมนุษย์ที่ไร้ศีลธรรมในทางเพศและบ้าตัณหาต้องการที่จะดึงดูดหญิงโสเภณียั่วสวาทเข้ามาหาพวกเขาเสมอเพื่อความชื่นชมยินดีของพวกเขาเอง  เราจะไม่ช่วยพวกปีศาจที่ไร้ศีลธรรมในทางเพศเช่นนั้นอย่างแน่นอน  เราเกลียดชังพวกเจ้าปีศาจโสมม และความบ้าตัณหาและความยั่วสวาทของพวกเจ้าจะผลักพวกเจ้าลงสู่นรก  พวกเจ้ามีสิ่งใดหรือที่จะพูดเพื่อตัวพวกเจ้าเอง?  พวกเจ้าปีศาจโสมมและวิญญาณชั่วนั้นช่างน่าอาเจียนนัก!  เจ้าช่างน่าขยะแขยงนัก!  ขยะเช่นนั้นจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไร?  พวกเขาที่ติดบ่วงในบาปยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือ?  ในวันนี้ ความจริงนี้ หนทางนี้ และชีวิตนี้ไม่ได้ดึงดูดใจพวกเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ากลับถูกดึงดูดใจโดยบาปหนา โดยเงินตรา โดยจุดยืน ชื่อเสียง และผลกำไร โดยความชื่นชมยินดีของเนื้อหนัง โดยความหล่อเหลาของพวกผู้ชายและเสน่ห์ของพวกผู้หญิง  สิ่งใดหรือที่ทำให้พวกเจ้ามีคุณสมบัติที่จะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของเรา?  ภาพลักษณ์ของพวกเจ้ายิ่งใหญ่กว่าของพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ สถานะของพวกเจ้าสูงกว่าของพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ คงไม่ต้องพูดถึงเกียรติยศของพวกเจ้าท่ามกลางพวกมนุษย์—พวกเจ้าได้กลายเป็นรูปเคารพที่ผู้คนเคารพบูชา  เจ้าไม่ได้กลายเป็นหัวหน้าทูตสวรรค์แล้วหรอกหรือ?  เมื่อจุดจบของผู้คนถูกเปิดเผย ซึ่งก็เป็นเวลาที่พระราชกิจแห่งความรอดจะเข้าใกล้ตอนจบด้วยเช่นกัน คนเหล่านั้นมากมายในท่ามกลางพวกเจ้าจะเป็นซากศพที่พ้นวิสัยของการได้รับความรอดและจะต้องถูกกำจัดออกไป

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การปฏิบัติ (7)

127. มนุษย์เป็นวายร้ายที่ไร้ค่า เพราะพวกเขาไม่ถนอมความล้ำค่าของตนเอง  หากพวกเขาไม่แม้แต่จะรักตัวพวกเขาเอง แต่กลับเหยียบย่ำตนเองแทน เช่นนั้นแล้ว นี่มิแสดงให้เห็นความไร้ค่าของพวกเขาหรอกหรือ?  มนุษยชาติเปรียบเสมือนสตรีไร้ศีลธรรมที่เล่นสนุกกับตัวเองและเต็มใจมอบตัวเธอเองให้ผู้อื่นล่วงละเมิด  แม้จะเป็นเช่นนั้น ผู้คนก็ยังคงไม่ระลึกรู้ว่าพวกเขาต่ำต้อยเพียงใดอยู่ดี  พวกเขายินดีในการทำงานเพื่อผู้อื่นหรือในการพูดคุยกับผู้อื่น อันเป็นการยอมให้ตัวพวกเขาเองอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่น นี่มิใช่ความโสมมของมวลมนุษย์โดยแท้หรอกหรือ?  แม้ว่าเราไม่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตท่ามกลางมนุษยชาติ และไม่ได้ผ่านประสบการณ์กับชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง แต่เราก็ได้รับความเข้าใจอันชัดเจนยิ่งเกี่ยวกับทุกการเคลื่อนไหว ทุกการกระทำ ทุกคำพูด และทุกความประพฤติที่มนุษย์ลงมือทำ  เราถึงขั้นสามารถชำแหละมนุษย์ไปจนถึงความอับอายส่วนลึกที่สุดของพวกเขา จนถึงจุดที่พวกเขาไม่กล้าเปิดเผยความฉ้อฉลของพวกเขาเอง  หรือไม่กล้าเปิดทางให้กับความทะยานอยากของพวกเขาอีกต่อไป  พวกเขาไม่กล้าเปิดโปงสภาวะอันอัปลักษณ์ของพวกเขาเองอีกต่อไปเหมือนหอยทากที่ถอยหนีเข้าไปในเปลือกของพวกมัน  เนื่องจากมนุษย์ไม่รู้จักตัวเอง  ข้อบกพร่องอันใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขาจึงเป็นความเต็มใจที่จะขนเสน่ห์ของพวกเขาออกมาเดินอวดต่อหน้าผู้อื่น อันเป็นการโอ้อวดโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของพวกเขา นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจที่สุด  การนี้เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนนั้นผิดปกติ และสัมพันธภาพที่ปกติระหว่างบุคคลก็ขาดพร่อง นับประสาอะไรกับสัมพันธภาพอันปกติระหว่างพวกเขากับพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่ง “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 14

128. ธรรมชาติของซาตานนี่เองที่กำกับดูแลและครอบงำผู้คนจากภายในไปจนกว่าพวกเขาจะมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าใจความจริงแล้ว  สิ่งใดหรือที่ธรรมชาตินั้นพ่วงท้ายมาด้วยเป็นพิเศษ?  ตัวอย่างเช่น  เหตุใดพวกเจ้าจึงเห็นแก่ตัว?  เหตุใดเจ้าจึงปกป้องตำแหน่งของตัวเจ้าเอง?  เหตุใดเจ้าจึงมีความรู้สึกรุนแรงเช่นนั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชื่นชมสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชอบสิ่งชั่วร้ายพวกนั้น?  อะไรคือพื้นฐานของความชื่นชอบของพวกเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายดังกล่าว?  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  เหตุใดเจ้าจึงมีความสุขยิ่งนักที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้?  ถึงตอนนี้พวกเจ้าล้วนได้มาเข้าใจว่าเหตุผลหลักเบื้องหลังสิ่งทั้งปวงนี้ก็คือว่า มีพิษของซาตานอยู่ภายในตัวมนุษย์  ดังนั้น อะไรคือพิษของซาตาน?  สามารถแสดงมันออกมาในทางใดได้บ้าง?  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามว่า “ผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร?  ผู้คนควรดำรงชีวิตเพื่อสิ่งใด?”  ผู้คนก็จะตอบว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”  วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา  ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น  “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพเหมือนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานทำก็เพื่อเห็นแก่ความอยากได้อยากมี ความมักใหญ่ใฝ่สูง และจุดมุ่งหมายของมันเอง  มันปรารถนาที่จะล้ำเลิศกว่าพระเจ้า หลุดพ้นจากพระเจ้า และยึดอำนาจการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงสร้าง  วันนี้ขอบข่ายที่ผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามเป็นดังนี้คือ พวกเขาล้วนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน พวกเขาทั้งหมดพยายามปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้า และพวกเขาต้องการควบคุมชะตากรรมของตนเอง และพยายามต่อต้านการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาก็เหมือนกับของซาตานอย่างไม่ผิดเพี้ยน  เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของมนุษย์จึงเป็นธรรมชาติของซาตานนั่นเอง  ในข้อเท็จจริงนั้น คติพจน์และภาษิตของผู้คนมากมายแสดงถึงธรรมชาติของมนุษย์และสะท้อนให้เห็นแก่นแท้แห่งความเสื่อมทรามของมนุษย์  สิ่งที่ผู้คนเลือกคือสิ่งที่พวกเขาชอบ และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแทนของอุปนิสัยและการไล่ตามเสาะหาของผู้คน  ในทุกคำที่บุคคลหนึ่งๆ พูด และในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่ว่าจะอำพรางอย่างไร ทุกการกระทำและคำพูดก็ไม่สามารถปกปิดธรรมชาติของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น ปกติแล้วพวกฟาริสีประกาศได้ดีมาก แต่เมื่อพวกเขาได้ฟังคำเทศนาและความจริงที่พระเยซูทรงแสดง แทนที่จะยอมรับ พวกเขากลับกล่าวโทษสิ่งเหล่านี้  นี่เปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกฟาริสีที่รังเกียจและเกลียดความจริง  ผู้คนบางคนพูดจาไพเราะมากและอำพรางตนเองเก่ง แต่หลังจากที่ผู้อื่นคบค้าสมาคมกับพวกเขาไปสักระยะหนึ่ง ผู้อื่นก็พบว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นหลอกลวงและไม่ซื่อสัตย์อย่างยิ่ง  หลังจากคบค้าสมาคมกับพวกเขาเป็นเวลานาน ทุกคนก็ค้นพบแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  ในที่สุด ผู้อื่นก็ลงความเห็นดังต่อไปนี้ว่า พวกเขาไม่เคยพูดความจริงสักคำ ทั้งยังหลอกลวง  ถ้อยแถลงนี้แสดงให้เห็นธรรมชาติของผู้คนดังกล่าว ทั้งยังเป็นตัวอย่างและข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดของแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขาคือการไม่บอกความจริงแก่ใครเลย ตลอดจนการไม่ไว้วางใจใครเลย  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมนุษย์บรรจุปรัชญาและพิษของซาตานเอาไว้มากมาย  บางครั้งเจ้าเองก็ไม่ทันตระหนักรู้ถึงปรัชญาเหล่านี้ด้วยซ้ำและไม่เข้าใจ ถึงกระนั้น ทุกขณะของชีวิตเจ้าก็มีพื้นฐานอยู่บนสิ่งเหล่านี้  ที่มากกว่านั้นคือเจ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องและมีเหตุผลทีเดียว และไม่ใช่การเข้าใจผิดแต่อย่างใด  นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าปรัชญาของซาตานได้กลายเป็นธรรมชาติของผู้คนไปแล้ว และว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตตามปรัชญาเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ คิดไปว่าหนทางในการใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี และไม่ได้สำนึกกลับใจแต่ประการใด  ดังนั้น พวกเขากำลังเปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาอยู่เนืองนิตย์ และพวกเขายังใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานอยู่ตลอดเวลา  ธรรมชาติของซาตานคือชีวิตของมนุษยชาติ และเป็นแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษยชาติ

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร

129. ธรรมชาติของมนุษย์ค่อนข้างแตกต่างจากเนื้อแท้ของเรา เพราะธรรมชาติอันเสื่อมทรามของมนุษย์กำเนิดขึ้นจากซาตานทั้งสิ้น ธรรมชาติของมนุษย์ถูกซาตานแปรสภาพและทำให้เสื่อมทรามมาตลอด  นั่นคือ มนุษย์ใช้ชีวิตภายใต้อิทธิพลของความชั่วร้ายและความอัปลักษณ์ของมัน  มนุษย์ไม่ได้เติบโตในโลกของความจริงหรือสภาพแวดล้อมอันบริสุทธิ์ และมนุษย์ที่อาศัยในความสว่างยังคงมีน้อยกว่านั้น  ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครมีความจริงภายในธรรมชาติของพวกเขาตั้งแต่ชั่วขณะของการถือกำเนิด และใครก็ตามที่สามารถเกิดมาพร้อมแก่นแท้ที่เกรงกลัวและนบนอบพระเจ้าก็ยิ่งน้อยกว่านั้นอีก  ในทางกลับกัน ผู้คนมีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้า กบฏต่อพระเจ้า และไม่มีความรักให้กับความจริง  ธรรมชาตินี้คือปัญหาที่เราต้องการจะหารือ—การทรยศ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (2)

130. พฤติกรรมที่ไม่สามารถนบนอบเราได้อย่างสิ้นเชิงนั้นก็คือการทรยศ  พฤติกรรมที่ไม่สามารถรักภักดีต่อเราได้คือการทรยศ  การเล่นไม่ซื่อกับเราและการใช้คำโกหกเพื่อหลอกลวงเราคือการทรยศ การเก็บงำมโนคติที่หลงผิดหลายอย่างและเผยแพร่มโนคติที่หลงผิดเหล่านั้นไปทุกหนแห่งคือการทรยศ  การที่ไม่สามารถค้ำจุนคำพยานกับผลประโยชน์ของเราได้คือการทรยศ  การถวายรอยยิ้มจอมปลอมให้ยามที่อยู่ไกลจากเราในหัวใจคือการทรยศ  เหล่านี้ทั้งหมดคือการกระทำของการทรยศที่พวกเจ้าสามารถทำได้มาโดยตลอด และการกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยๆ ท่ามกลางพวกเจ้า  ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่อาจคิดว่าการนี้เป็นปัญหา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราคิด  เราไม่สามารถปฏิบัติต่อการทรยศของบุคคลหนึ่งที่มีต่อเราเสมือนว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และเราไม่สามารถทำเพิกเฉยไปได้อย่างแน่นอน  เวลานี้ เมื่อเราทำงานอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้าประพฤติตัวในหนทางนี้—ถ้าวันนั้นมาถึง เมื่อไม่มีใครคอยดูแลพวกเจ้า พวกเจ้าจะไม่เป็นเหมือนบรรดาผู้ร้ายที่ประกาศว่าตัวเองเป็นกษัตริย์แห่งภูเขาเล็กๆ พวกเขาเองหรอกหรือ?  เมื่อการนั้นเกิดขึ้นและพวกเจ้าทำให้เกิดมหันตภัย ใครเล่าจะอยู่ตรงนั้นเพื่อขจัดปัญหาที่เจ้าก่อขึ้น?  พวกเจ้าคิดว่าการกระทำบางอย่างที่เป็นการทรยศนั้นเป็นเพียงเหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว มิใช่พฤติกรรมที่ฝังแน่นของพวกเจ้า และไม่สมควรที่จะถูกถกเถียงด้วยความเข้มงวดเช่นนั้น ในแบบที่กระทบต่อความทะนงของพวกเจ้า  หากพวกเจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ เช่นนั้นแล้วก็นับว่าเจ้าขาดสำนึกรับรู้ การคิดเช่นนั้นคือการเป็นตัวอย่างและต้นแบบของการกบฏ  ธรรมชาติของมนุษย์คือชีวิตของเขา มันคือหลักการที่เขาพึ่งพาเพื่อมีชีวิตรอด และเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้  ลองดูธรรมชาติของการทรยศเป็นตัวอย่าง  หากเจ้าสามารถทำบางสิ่งเพื่อทรยศญาติหรือเพื่อนได้ นั่นก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้าและเป็นธรรมชาติที่ติดตัวเจ้ามาตอนกำเนิด  นี่เป็นอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (1)

131. ไม่ว่าใครก็สามารถใช้คำพูดกับการกระทำของพวกเขาเองเพื่อแสดงให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาได้ แน่นอนว่าโฉมหน้าที่แท้จริงนี้คือธรรมชาติของพวกเขา  หากเจ้าเป็นใครสักคนที่พูดอ้อมค้อมไปมา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีธรรมชาติที่อ้อมค้อม  หากธรรมชาติของเจ้าหลอกลวง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กระทำการในหนทางที่ไม่ซื่อ และเจ้าก็ทำให้คนอื่นๆ ถูกเจ้าหลอกได้อย่างง่ายมาก  หากธรรมชาติของเจ้านั้นมุ่งร้าย คำพูดของเจ้าอาจรื่นหูน่าฟัง แต่การกระทำของเจ้าไม่สามารถปกปิดเล่ห์กลอันมุ่งร้ายต่างๆ ของเจ้าได้  หากธรรมชาติของเจ้านั้นเกียจคร้าน เช่นนั้นแล้วทั้งหมดที่เจ้าพูดก็หมายที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเพราะว่าความไม่ใส่ใจและความเกียจคร้านของเจ้า และการกระทำของเจ้าก็จะเชื่องช้าและพอเป็นพิธี และค่อนข้างสันทัดเรื่องการปกปิดความจริง  หากธรรมชาติของเจ้านั้นเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เช่นนั้นแล้วคำพูดของเจ้าก็จะมีเหตุมีผล และการกระทำของเจ้าก็จะสอดคล้องกับความจริงได้อย่างดีด้วยเช่นกัน  หากธรรมชาติของเจ้านั้นจงรักภักดี เช่นนั้นแล้วคำพูดของเจ้าก็จริงใจอย่างแน่นอน และวิถีที่เจ้ากระทำก็มีเหตุผล เป็นอิสระจากสิ่งใดก็ตามที่อาจทำให้นายของเจ้าไม่สบายใจ  หากธรรมชาติของเจ้านั้นเต็มไปด้วยราคะหรือละโมบอยากได้เงินทอง เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าก็จะเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยๆ และเจ้าก็จะกระทำสิ่งที่เบี่ยงเบนไร้ศีลธรรมไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้คนจะไม่ลืมง่ายๆ และซึ่งจะทำให้ผู้คนรังเกียจ  อย่างที่เราเคยบอกไปแล้ว หากเจ้ามีธรรมชาติของการทรยศ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็แทบจะไม่สามารถทำให้ตัวเจ้าเองหลุดพ้นจากมันได้  อย่าวางใจในโชคว่า หากเจ้าไม่เคยทำผิดต่อผู้อื่น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีธรรมชาติของการทรยศ  หากนั่นคือสิ่งที่เจ้าคิด เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็น่ารังเกียจโดยแท้จริง  คำพูดทั้งหมดของเรา ในแต่ละครั้งที่เราพูด มีเป้าหมายคือผู้คนทั้งหมด มิใช่แค่บุคคลคนเดียวหรือบุคคลประเภทเดียว  แค่เพียงเพราะเจ้าไม่เคยทรยศเราในเรื่องหนึ่ง ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าไม่สามารถทรยศเราในเรื่องอันใด  ผู้คนบางคนสูญเสียความเชื่อมั่นของพวกเขาในการแสวงหาความจริงในระหว่างความล้มเหลวในชีวิตสมรสของพวกเขา  ผู้คนบางคนละทิ้งภาระผูกพันของพวกเขาที่จะรักภักดีต่อเราในช่วงที่เกิดความล้มเหลวในครอบครัว ผู้คนบางคนทอดทิ้งเราเพื่อแสวงหาชั่วขณะของความสุขสำราญและความตื่นเต้น  ผู้คนบางคนยอมตกลงไปในหุบเขาลึกดำมืด ดีกว่าจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างและได้รับความปีติยินดีแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนบางคนเพิกเฉยต่อคำแนะนำของเพื่อนๆ เพื่อประโยชน์ของการตอบสนองความทะยานอยากเพื่อความมั่งคั่งของพวกเขา และกระทั่งตอนนี้ก็ไม่สามารถรับรู้ความผิดพลาดของพวกเขาและเปลี่ยนครรลองของพวกเขาได้  ผู้คนบางคนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ชื่อของเราเพียงชั่วคราวเท่านั้นเพื่อให้ได้รับการปกป้องจากเรา ในขณะที่คนอื่นๆ สละอุทิศให้เราเพียงเล็กน้อยภายใต้การบีบบังคับ เพราะพวกเขายึดติดกับชีวิตและกลัวความตาย  และยิ่งกว่านั้นคือ การกระทำเหล่านี้และการกระทำอื่นๆ อันไร้ศีลธรรม ซึ่งปราศจากความสัตย์สุจริต ไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่ผู้คนได้ใช้ในการทรยศเราลึกในหัวใจของพวกเขามาช้านานหรอกหรือ?  แน่นอน เรารู้ว่าผู้คนไม่วางแผนล่วงหน้าที่จะทรยศเรา การทรยศของพวกเขาคือการเปิดเผยธรรมชาติของพวกเขาออกมาโดยธรรมชาติ  ไม่มีใครต้องการทรยศเรา และไม่มีใครมีความสุขเพราะพวกเขาได้กระทำบางสิ่งเพื่อทรยศเรา  ในทางกลับกัน พวกเขากำลังสั่นเทาด้วยความกลัว มิใช่หรือ?  ดังนั้นแล้ว พวกเจ้ากำลังคิดเรื่องวิธีที่จะไถ่พวกคนทรยศเหล่านี้ และวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันนี้อยู่กระนั้นหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (1)

132. พวกเจ้าถูกดึงออกมาจากโคลน และไม่ว่าอย่างไร พวกเจ้าก็มาจากสิ่งที่หยิบแยกออกมาจากตะกอนนั้น โสมมและเป็นที่เกลียดชังของพระเจ้า  เจ้าเป็นของซาตานและครั้งหนึ่งเคยถูกมันเหยียบย่ำและทำให้แปดเปื้อน  นั่นคือสาเหตุที่กล่าวกันว่าเจ้าถูกแยกออกมาจากโคลน และแทนที่จะเป็นคนบริสุทธิ์ เจ้ากลับเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ซึ่งเป็นเป้าหมายแห่งเล่ห์เพทุบายของซาตานมาช้านาน  นี่คือการประเมินพวกเจ้าที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด  พวกเจ้าจำเป็นต้องรู้ว่าดั้งเดิมนั้นพวกเจ้าคือความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายซึ่งพบอยู่ในน้ำนิ่งและโคลนเลน ตรงข้ามกับสัตว์น้ำน่าจับอย่างเช่นปลาและกุ้ง ด้วยเพราะไม่มีทางที่จะได้สิ่งใดที่ให้ความชื่นชมยินดีจากพวกเจ้า  หากจะพูดตามตรงแล้ว พวกเจ้าคือสัตว์ป่าจากสังคมชั้นต่ำที่ด้อยค่าที่สุด แย่กว่าสุกรและสุนัข  พูดกันตามตรง การเรียกพวกเจ้าด้วยคำศัพท์เช่นนี้ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงและไม่ใช่อติพจน์ แต่กลับทำให้เข้าใจประเด็นปัญหาง่ายขึ้น  การเรียกพวกเจ้าด้วยคำศัพท์เช่นนี้อาจกล่าวได้กระทั่งว่าเป็นวิธีหนึ่งในการแสดงความนับถือพวกเจ้า  ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก วาทะ พฤติกรรมในฐานะมนุษย์ของพวกเจ้า และทุกแง่มุมในชีวิตของพวกเจ้า รวมถึงสถานะในโคลนตมของพวกเจ้า เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าอัตลักษณ์ของพวกเจ้านั้น “ไม่ธรรมดา”

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, อัตลักษณ์ประจำตัวมนุษย์และคุณค่าของเขา แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเช่นไร?

133. มนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากศัตรูของเรา  มนุษย์คือพวกคนทำชั่วที่ต่อต้านและกบฏต่อเรา  มนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากลูกหลานของมารร้ายที่ถูกเราสาปแช่ง  มนุษย์เป็นเพียงพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ที่ทรยศเรา  มนุษย์เป็นเพียงสิ่งที่มารทิ้งเอาไว้ มารที่ถูกเราผลักไสเมื่อนานมาแล้วและเป็นศัตรูที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ของเรานับแต่นั้นมา  เพราะท้องฟ้าเหนือมวลมนุษย์ทั้งมวลนั้นขุ่นมัวและมืด ปราศจากร่องรอยของความชัดเจนแม้แต่เพียงเล็กน้อย และโลกมนุษย์ก็ถลำเข้าสู่ความมืดมิด จนผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นั้นไม่สามารถเห็นแม้กระทั่งมือของเขาที่ยืดจนสุดต่อหน้าของเขาหรือเห็นดวงอาทิตย์เมื่อเขาผงกหัวขึ้น  ถนนใต้ฝ่าเท้าของเขา ซึ่งเต็มไปด้วยโคลนและมีหลุมอยู่ทุกที่ คดเคี้ยวไปมา ทั้งแผ่นดินเกลื่อนไปด้วยซากศพ  มุมมืดทั้งหลายเต็มไปด้วยซากคนตาย และในมุมที่เยือกเย็นและอยู่ใต้เงาทั้งหลาย ปีศาจหลายฝูงได้เข้าไปอยู่อาศัยแล้ว  และทุกแห่งในโลกของพวกมนุษย์บรรดาปีศาจมาแล้วก็ไปเป็นโขยง  ลูกหลานของเหล่าสัตว์เดียรัจฉานทุกรูปแบบ ซึ่งปกคลุมไปด้วยความโสโครก ติดพันอยู่ในการสู้รบที่ดุเดือด ซึ่งเสียงของมันนั้นก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อหัวใจ  ในช่วงเวลาเช่นนั้น ในโลกเช่นนั้น “สวรรค์ของโลกมนุษย์” เช่นนั้น คนเราไปที่ไหนเพื่อค้นหาความสุขทั้งหลายของชีวิต?  คนเราสามารถไปที่ไหนได้เพื่อค้นหาบั้นปลายของชีวิตของเขา?  มวลมนุษย์ ซึ่งนานมาแล้วได้ถูกเหยียบย่ำภายใต้ฝ่าเท้าของซาตาน ตั้งแต่แรกได้เป็นผู้แสดงที่สวมใส่รูปลักษณ์ของซาตาน—ยิ่งไปกว่านั้น มวลมนุษย์คือร่างทรงของซาตาน และทำหน้าที่เป็นหลักฐานซึ่งเป็นพยานให้แก่ซาตานอย่างกึกก้องและชัดเจน  เผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นนั้น กลุ่มคนชั้นต่ำเสื่อมโทรมเช่นนั้น เชื้อสายเช่นนั้นของตระกูลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้ สามารถเป็นพยานต่อพระเจ้าได้อย่างไร?  สง่าราศีของเรามาจากที่ใดเล่า?  คนเราสามารถเริ่มพูดถึงคำพยานของเราได้ที่ใดเล่า?  เพราะศัตรูซึ่งต่อต้านเราหลังจากได้ทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามแล้ว ได้ครอบครองมวลมนุษย์แล้ว—มวลมนุษย์ซึ่งเราได้สร้างขึ้นนานมาแล้วและซึ่งถูกเติมด้วยสง่าราศีของเราและการใช้ชีวิตของเรา—และได้ทำให้พวกเขาแปดเปื้อน  มันได้ฉกฉวยสง่าราศีของเราไป และทั้งหมดที่มันได้รดใส่มนุษย์ก็คือพิษที่เจือปนอย่างมากมายด้วยความน่าเกลียดของซาตาน และน้ำผลไม้จากผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร

134. พฤติกรรมของพวกเจ้าต่อหน้าเราในเวลาหลายปีนี้ได้ให้คำตอบที่ไม่เคยมีมาก่อนแก่เรา และคำถามสำหรับคำตอบนี้ก็คือว่า “อะไรคือท่าทีของมนุษย์ต่อหน้าความจริงและเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเที่ยงแท้?”  โลหิตแห่งพระหทัยที่เราได้หลั่งออกไปให้แก่มนุษย์พิสูจน์เนื้อแท้ของความรักของเราสำหรับมนุษย์ และทุกๆ การกระทำของมนุษย์ต่อหน้าเราก็พิสูจน์ธาตุแท้ของเขาในการเกลียดที่มีต่อความจริงและการต่อต้านที่มีต่อเรา  ตลอดเวลานั้น เราเป็นห่วงทุกคนที่ติดตามเรา ทว่าไม่มียามใดเลยที่บรรดาผู้ซึ่งติดตามเราสามารถยอมรับวจนะของเราได้ พวกเขาไม่สามารถแม้กระทั่งยอมรับการเสนอแนะทั้งหลายของเรา  นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเศร้าใจมากที่สุด ไม่เคยมีใครสามารถเข้าใจเราได้ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่เคยมีใครสามารถยอมรับเราได้ แม้ว่าท่าทีของเรานั้นจริงใจ และวจนะของเรานั้นอ่อนโยนก็ตาม  ทุกๆ คนพยายามทำงานที่เราได้ไว้วางใจมอบหมายให้พวกเขาตามแนวคิดของพวกเขาเอง พวกเขาไม่แสวงหาเจตนาทั้งหลายของเรา ไม่พักต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะถามว่าเราพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเขา พวกเขายังคงกล่าวอ้างว่ารับใช้เราอย่างจงรักภักดี ในทุกขณะที่พวกเขาเป็นกบฏต่อเรา  หลายคนเชื่อว่าความจริงทั้งหลายที่พวกเขายอมรับไม่ได้หรือที่พวกเขาไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติได้นั้นไม่ใช่ความจริง  ในผู้คนเช่นนี้ ความจริงของเรากลายเป็นอะไรบางอย่างซึ่งถูกปฏิเสธและถูกปัดทิ้ง  ในเวลาเดียวกัน ผู้คนระลึกถึงเราในฐานะพระเจ้าในวจนะ ทั้งยังเชื่ออีกด้วยว่าเราเป็นคนนอกผู้ซึ่งไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง หรือชีวิต  ไม่มีใครรู้ความจริงนี้ว่า วจนะของเราคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล  เราคือการจัดหาของชีวิตสำหรับมนุษย์และเป็นผู้นำทางเพียงคนเดียวเท่านั้นสำหรับมวลมนุษย์ คุณค่าและความหมายของวจนะของเราไม่ได้กำหนดพิจารณาจากการที่ว่า วจนะเหล่านั้นเป็นที่รับรองหรือยอมรับโดยมวลมนุษย์หรือไม่ แต่พิจารณาจากสาระสำคัญของวจนะเหล่านั้นเอง  ต่อให้ไม่มีบุคคลสักคนเดียวบนแผ่นดินโลกนี้ที่สามารถยอมรับวจนะของเรา คุณค่าของวจนะของเราและความช่วยเหลือของวจนะเหล่านั้นต่อมวลมนุษย์ก็ไม่อาจประเมินค่าได้ไม่ว่าโดยมนุษย์คนใด ดังนั้น เมื่อเผชิญกับผู้คนจำนวนมากที่กบฏต่อ หักล้าง หรือเหยียดหยามวจนะของเราอย่างถึงที่สุด ท่าทีของเราเป็นเช่นนี้เท่านั้นคือ ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นพยานให้เราและพิสูจน์ว่าวจนะของเราเป็นความจริง หนทาง และชีวิต  ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่าทั้งหมดที่เราพูดไปนั้นถูก เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรมี และยิ่งไปกว่านั้นคือ เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรยอมรับ  เราจะยอมให้ทุกคนที่ติดตามเรารู้ข้อเท็จจริงนี้ว่า พวกที่ไม่สามารถยอมรับวจนะของเราได้อย่างครบถ้วน พวกที่ไม่สามารถนำวจนะของเราไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พวกที่ไม่สามารถค้นหาเป้าหมายในวจนะของเราได้ และพวกที่ไม่สามารถได้รับพระคุณแห่งความรอดเพราะวจนะของเรา คือพวกที่ถูกกล่าวโทษโดยวจนะของเรา ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ได้สูญเสียพระคุณแห่งความรอดของเรา และไม้เรียวของเราจะไม่มีวันห่างจากพวกเขาเลย

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้า

ก่อนหน้า: ก. พระวจนะว่าด้วยการเปิดเผยวิธีที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม

ถัดไป: ค. พระวจนะว่าด้วยการเปิดเผยเหตุผลวิบัติ ความเห็นนอกรีตและมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger