ง. พระวจนะว่าด้วยการเปิดเผยความจริงคือสิ่งใด
152. พระคริสต์ของยุคสุดท้ายทรงนำมาซึ่งชีวิต และนำมาซึ่งหนทางแห่งความจริงที่ถาวรและเป็นนิรันดร์ ความจริงนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ได้รับชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รู้จักพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า หากเจ้าไม่แสวงหาทางแห่งชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางได้รับการเห็นชอบจากพระเยซู และจะไม่มีทางมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่ประตูของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเจ้านั้นเป็นทั้งหุ่นเชิดและนักโทษของประวัติศาสตร์ พวกที่ถูกควบคุมโดยข้อบังคับทั้งหลาย โดยคำพูด และโดยโซ่ตรวนแห่งประวัติศาสตร์จะไม่มีทางสามารถได้รับชีวิตหรือได้รับหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ นี่เป็นเพราะทั้งหมดที่พวกเขามีนั้นคือน้ำขุ่นซึ่งได้ถูกยึดถือไว้มาเป็นเวลาหลายพันปีแทนที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิตซึ่งไหลมาจากพระบัลลังก์ ผู้ที่ไม่ได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยน้ำแห่งชีวิต จะยังคงเป็นซากศพ เป็นของเล่นของซาตาน และบุตรแห่งนรกไปตลอดกาล เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร? เจ้าเอาแต่เสาะแสวงที่จะยึดติดกับอดีต ยืนนิ่ง และรักษาสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น และไม่พยายามเปลี่ยนสถานะปัจจุบันและละทิ้งประวัติศาสตร์ไปเสีย ดังนั้นเจ้าจะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าตลอดเวลาหรอกหรือ? ขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่และทรงฤทธานุภาพ ดั่งคลื่นที่ถาโถมและฟ้าที่ร้องคำรามอย่างต่อเนื่อง—กระนั้นเจ้าก็นั่งรอคอยการทำลายล้างอย่างนิ่งเฉย ยึดติดอยู่กับสิ่งเก่าๆ และรอคอยให้สิ่งต่างๆ ตกลงมาใส่ตักของเจ้าเอง อย่างนี้แล้ว เจ้าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นคนที่เดินตามรอยพระบาทของพระเมษโปดกได้อย่างไร? แล้วนี่จะแสดงให้เห็นได้อย่างไรว่า พระเจ้าที่เจ้ายึดถือนั้นเป็นพระเจ้าที่ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่เคยเก่าเลย? และคำพูดทั้งหลายจากบรรดาหนังสือที่เก่าจนเหลืองคร่ำคร่าของเจ้าจะสามารถหอบหิ้วเจ้าข้ามเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร? คำพูดเหล่านั้นจะสามารถนำทางเจ้าในการแสวงหาขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? และคำพูดเหล่านั้นจะสามารถพาเจ้าขึ้นไปสู่สวรรค์ได้อย่างไร? สิ่งที่เจ้าถืออยู่ในมือของเจ้านั้นเป็นเพียงคำพูดที่สามารถให้ได้แต่เพียงการปลอบใจชั่วคราว ไม่ใช่ความจริงที่สามารถให้ชีวิตแก่เจ้าได้ คำพูดในบทคัมภีร์ทั้งหลายที่เจ้าอ่านทำให้ลิ้นของเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยคำพูดได้เท่านั้น ไม่ใช่คำพูดแห่งปัญญาที่สามารถช่วยให้เจ้ารู้จักชีวิตมนุษย์ได้ และยิ่งไม่ใช่เส้นทางที่สามารถนำเจ้าไปสู่ความเพียบพร้อมได้ ความคลาดเคลื่อนนี้เป็นสาเหตุให้เจ้าไตร่ตรองไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ทำให้เจ้ามีความเข้าใจเชิงลึกในความล้ำลึกต่างๆ ที่อยู่ในนั้นหรอกหรือ? เจ้าสามารถพาตัวเจ้าเองสู่สวรรค์เพื่อพบพระเจ้าด้วยตัวของเจ้าเองได้หรือ? หากปราศจากการเสด็จมาของพระเจ้า เจ้าจะสามารถพาตัวเจ้าเองเข้าสู่สวรรค์เพื่อชื่นชมความสุขในครอบครัวกับพระเจ้าได้หรือ? เจ้ายังคงฝันกลางวันอยู่ในขณะนี้หรือไม่? เช่นนั้นเราจึงเตือนสติเจ้าให้หยุดฝันและจงมองดูว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในเวลานี้ ดูว่าใครที่กำลังดำเนินงานในการช่วยมนุษย์ให้รอดระหว่างยุคสุดท้ายอยู่ในขณะนี้ หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่มีวันได้รับชีวิต
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้
153. วจนะของเราคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล เราคือการจัดหาของชีวิตสำหรับมนุษย์และเป็นผู้นำทางเพียงคนเดียวเท่านั้นสำหรับมวลมนุษย์ คุณค่าและความหมายของวจนะของเราไม่ได้กำหนดพิจารณาจากการที่ว่า วจนะเหล่านั้นเป็นที่รับรองหรือยอมรับโดยมวลมนุษย์หรือไม่ แต่พิจารณาจากสาระสำคัญของวจนะเหล่านั้นเอง ต่อให้ไม่มีบุคคลสักคนเดียวบนแผ่นดินโลกนี้ที่สามารถยอมรับวจนะของเรา คุณค่าของวจนะของเราและความช่วยเหลือของวจนะเหล่านั้นต่อมวลมนุษย์ก็ไม่อาจประเมินค่าได้ไม่ว่าโดยมนุษย์คนใด ดังนั้น เมื่อเผชิญกับผู้คนจำนวนมากที่กบฏต่อ หักล้าง หรือเหยียดหยามวจนะของเราอย่างถึงที่สุด ท่าทีของเราเป็นเช่นนี้เท่านั้นคือ ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นพยานให้เราและพิสูจน์ว่าวจนะของเราเป็นความจริง หนทาง และชีวิต ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่าทั้งหมดที่เราพูดไปนั้นถูก เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรมี และยิ่งไปกว่านั้นคือ เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรยอมรับ เราจะยอมให้ทุกคนที่ติดตามเรารู้ข้อเท็จจริงนี้ว่า พวกที่ไม่สามารถยอมรับวจนะของเราได้อย่างครบถ้วน พวกที่ไม่สามารถนำวจนะของเราไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พวกที่ไม่สามารถค้นหาเป้าหมายในวจนะของเราได้ และพวกที่ไม่สามารถได้รับพระคุณแห่งความรอดเพราะวจนะของเรา คือพวกที่ถูกกล่าวโทษโดยวจนะของเรา ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ได้สูญเสียพระคุณแห่งความรอดของเรา และไม้เรียวของเราจะไม่มีวันห่างจากพวกเขาเลย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้า
154. พระเจ้าพระองค์เองคือชีวิต และความจริง ชีวิตและความจริงของพระองค์จึงดำรงอยู่คู่กัน พวกที่ไม่สามารถได้รับความจริงจะไม่มีทางได้รับชีวิต หากปราศจากการทรงนำ การค้ำจุน และการจัดเตรียมความจริง เจ้าจะได้รับเพียงคำพูด คำสอน และยิ่งไปกว่านั้นคือความตายเท่านั้น ชีวิตของพระเจ้าดำรงอยู่ตลอดกาล ความจริงและชีวิตของพระองค์นั้นดำรงอยู่คู่กัน หากเจ้าไม่สามารถค้นพบแหล่งกำเนิดความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่ได้รับการบำรุงเลี้ยงชีวิต หากเจ้าไม่สามารถได้รับการจัดเตรียมชีวิต เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีความจริงอย่างแน่นอน และนอกเหนือจากการคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดแล้ว ทั้งร่างจะมีแต่เนื้อหนังของเจ้าเท่านั้น—เนื้อหนังที่ส่งกลิ่นเหม็นของเจ้า จงรู้ไว้เถิดว่าถ้อยคำในหนังสือนั้นไม่นับว่าเป็นชีวิต บันทึกทางประวัติศาสตร์ไม่อาจถูกยกชูว่าเป็นความจริงได้ และข้อบังคับต่างๆ ในอดีตก็ไม่สามารถทำหน้าที่บันทึกพระวจนะของพระเจ้าในปัจจุบันเอาไว้ มีเพียงพระวจนะที่พระเจ้าแสดงเมื่อพระองค์เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกและดำรงพระชนม์ท่ามกลางมนุษย์เท่านั้นที่เป็นความจริง ชีวิต เจตนารมณ์ของพระเจ้า และวิธีที่พระองค์ใช้ทรงพระราชกิจในปัจจุบัน
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้
155. ความจริงคือคำพังเพยชีวิตที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่สุด และสูงส่งที่สุดในบรรดาพังเพยชีวิตทั้งหมดท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง เพราะเป็นข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ และเป็นพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำด้วยพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกกันว่า “พังเพยแห่งชีวิต” ความจริงไม่ใช่พังเพยที่สรุปย่อจากบางสิ่ง และไม่ใช่อัญพจน์อันโด่งดังจากบุคคลสำคัญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความจริงกลับเป็นถ้อยดำรัสถึงมวลมนุษย์จากองค์อธิปัตย์แห่งฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง นี่ไม่ใช่คำพูดบางคำที่มนุษย์สรุปขึ้นมา แต่เป็นพระชนม์ชีพประจำองค์พระเจ้า และดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “ที่สุดแห่งพังเพยชีวิตทั้งปวง”
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้
156. ความจริงนั้นมาจากโลกของมนุษย์ แต่ความจริงในหมู่มนุษย์ก็ถูกถ่ายทอดโดยพระคริสต์ นั่นมีจุดกำเนิดจากพระคริสต์ นั่นคือ จากพระเจ้าพระองค์เอง และนี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ กระนั้นพระคริสต์ประทานความจริงเท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงมาเพื่อตัดสินพระทัยว่ามนุษย์จะประสบความสำเร็จในการไล่ตามเสาะหาความจริงของตนหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในความจริงทั้งหมดล้วนเป็นผลมาจากการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในความจริงของมนุษย์ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องอันใดกับพระคริสต์ แต่กำหนดโดยการไล่ตามเสาะหาของเขา บั้นปลายของมนุษย์และความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเขาไม่สามารถผลักไปเป็นภาระของพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าพระองค์เองทรงแบกรับเอาไว้ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของพระเจ้าพระองค์เอง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายควรปฏิบัติ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน
157. ความจริงไม่มีสูตรตายตัว อีกทั้งไม่ได้เป็นกฎ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย—ความจริงคือชีวิตด้วยตัวของมันเอง ความจริงคือสิ่งที่มีชีวิต และความจริงคือกฎที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างต้องปฏิบัติตามในชีวิต และกฎที่มนุษย์ต้องมีในชีวิต นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าต้องเข้าใจโดยผ่านทางประสบการณ์ให้ได้มากเท่าที่เป็นไปได้ เจ้าไม่อาจแยกจากพระวจนะของพระเจ้าหรือความจริงได้ไม่ว่าเจ้าได้มาถึงช่วงระยะใดในประสบการณ์ของเจ้าก็ตาม และสิ่งที่เจ้าเข้าใจเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่เจ้ารู้เกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นทั้งหมดต่างได้รับการแสดงออกในพระวจนะของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับความจริงอย่างแยกจากกันไม่ได้ พระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นคือความจริงโดยตัวมันเอง ความจริงคือการสำแดงที่เป็นของแท้ถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น ความจริงทำให้สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นนั้นเป็นรูปธรรม และความจริงกล่าวอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น ความจริงบอกเจ้าอย่างตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้นว่าพระเจ้าโปรดสิ่งใด พระองค์ไม่โปรดสิ่งใด พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้เจ้าทำสิ่งใด และพระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้เจ้าทำสิ่งใด พระองค์ทรงรังเกียจชิงชังผู้คนใด และพระองค์ทรงปีติยินดีในผู้คนใด เบื้องหลังความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงออกนั้น ผู้คนสามารถมองเห็นความหรรษายินดี ความกริ้ว ความโทมนัส และความสุขของพระองค์ เช่นเดียวกับแก่นแท้ของพระองค์—นี่คือการเปิดเผยพระอุปนิสัยของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3
158. ไม่ว่าจากภายนอกแล้ว พระวจนะที่พระเจ้าตรัสจะดูเรียบง่ายหรือลุ่มลึกก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงอันจะขาดเสียไม่ได้สำหรับการเข้าสู่ชีวิตของมนุษย์ พระวจนะคือต้นธารของน้ำที่มีชีวิตซึ่งทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดทั้งทางวิญญาณและเนื้อหนัง พระวจนะเหล่านี้จัดเตรียมสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ เป็นหลักคิดและหลักความเชื่อให้เขาใช้ประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน เส้นทางที่เขาต้องใช้เพื่อไปสู่ความรอด ตลอดจนเป้าหมายและทิศทางเพื่อบรรลุความรอด ความจริงทุกอย่างที่เขาพึงมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และความจริงทุกอย่างเกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์จะนบนอบและนมัสการพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้เป็นเครื่องรับประกันที่ทำให้มั่นใจถึงการอยู่รอดของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้คือขนมปังประจำวันของมนุษย์ และยังเป็นหลักอันมั่นคงซึ่งทำให้มนุษย์แข็งแกร่งและยืนหยัดได้เช่นกัน พระวจนะเหล่านี้อุดมไปด้วยความเป็นจริงความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์ทรงสร้างใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ อุดมไปด้วยความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากความเสื่อมทรามและหนีพ้นกับดักของซาตาน อุดมไปด้วยการตั้งใจสอนอย่างอดทน การเตือนสติ การหนุนใจ และการปลอบประโลม ซึ่งพระผู้สร้างประทานแก่มนุษยชาติที่ทรงสร้าง พระวจนะเหล่านี้คือดวงประทีปที่ชี้นำและให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งที่เป็นบวก เป็นหลักประกันที่ทำให้มั่นใจได้ว่ามนุษย์จะมีชีวิตและมีสิ่งที่ยุติธรรม งดงาม และดีงามทั้งปวง เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งยังเป็นเครื่องนำทางที่นำพามนุษย์ไปสู่ความรอดและเส้นทางแห่งความสว่างด้วยเช่นกัน
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ
159. พระวจนะของพระเจ้าไม่อาจถูกมองว่าเป็นคำพูดของมนุษย์ได้ และยิ่งไปกว่านั้น คนเราก็ไม่สามารถทำให้คำพูดของมนุษย์กลายเป็นพระวจนะของพระเจ้าได้ คนที่พระเจ้าทรงใช้นั้นไม่ใช่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ และพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่คนที่พระเจ้าทรงใช้ ในเรื่องนี้มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญ หลังจากอ่านวจนะเหล่านี้ เจ้าอาจจะไม่ยอมรับว่าวจนะเหล่านี้คือพระวจนะของพระเจ้า แต่เป็นเพียงความรู้แจ้งที่คนคนหนึ่งได้รับ หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็เขลาเกินไป พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นเหมือนความรู้แจ้งที่มนุษย์ได้รับได้อย่างไรกัน? พระวจนะของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เปิดฉากยุคใหม่ นำทางมวลมนุษย์ทั้งปวง เผยความล้ำลึกทั้งหลาย และแสดงทิศทางที่มนุษย์ต้องก้าวไปในยุคใหม่ ความรู้แจ้งที่มนุษย์ได้รับนั้นเป็นเพียงการปฏิบัติหรือความรู้ง่ายๆ เท่านั้น ไม่สามารถนำมนุษย์ทั้งมวลเข้าสู่ยุคใหม่หรือเผยความล้ำลึกของพระเจ้าพระองค์เองได้ เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าและมนุษย์ก็คือมนุษย์ พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้าและมนุษย์มีแก่นแท้ของมนุษย์ หากมนุษย์มองพระวจนะที่พระเจ้าตรัสว่าเป็นความรู้แจ้งง่ายๆ จากพระวิญญาณบริสุทธิ์และถือเอาคำพูดของบรรดาอัครทูตและผู้เผยพระวจนะว่าเป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง นั่นย่อมจะเป็นความผิดพลาดของมนุษย์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ
160. ความจริงคือชีวิตของพระเจ้าพระองค์เอง เป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระองค์ เนื้อแท้ของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น หากเจ้ากล่าวว่าเมื่อมีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์บางอย่างแล้ว เจ้าย่อมมีความจริง เช่นนั้นเจ้าได้สัมฤทธิ์ความบริสุทธิ์แล้วกระนั้นหรือ? เหตุใดเจ้ายังคงเผยความเสื่อมทรามออกมาเล่า? เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถแยกแยะผู้คนประเภทต่างๆ? เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า? ต่อให้เจ้าเข้าใจความจริงอยู่บ้าง เจ้าจะสามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้หรือ? เจ้าสามารถใช้ชีวิตตามพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ? เจ้าอาจจะมีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์บางอย่างเกี่ยวกับบางแง่มุมของความจริง และคำพูดของเจ้าอาจให้ความกระจ่างได้บ้าง แต่สิ่งที่เจ้าสามารถจัดเตรียมให้ผู้คนนั้นมีจำกัดอย่างที่สุดและไม่สามารถคงอยู่ได้นาน นี่เป็นเพราะความเข้าใจของเจ้าและความสว่างที่เจ้าได้มาไม่ใช่ตัวแทนแห่งแก่นแท้ของความจริง และไม่ได้เป็นตัวแทนของความจริงทั้งมวล นี่เป็นเพียงตัวแทนของด้านหนึ่งหรือแง่มุมเล็กๆ ของความจริง เป็นเพียงระดับหนึ่งที่มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ได้เท่านั้น และยังคงห่างไกลจากแก่นแท้ของความจริง ความสว่าง ความรู้แจ้ง ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์อันน้อยนิดนี้ไม่มีวันสามารถแทนที่ความจริงได้ ต่อให้ผู้คนทั้งหมดสัมฤทธิ์ผลลัพธ์บางอย่างผ่านการมีประสบการณ์กับความจริงข้อหนึ่ง และแม้จะนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ทั้งหมดของพวกเขามารวมกัน ก็จะยังไม่ครอบคลุมทั้งหมดและไม่บรรลุถึงแก่นแท้แม้เพียงบรรทัดเดียวของความจริงข้อนี้ ได้มีการกล่าวไว้ในอดีตว่า “เราจึงสรุปการนี้ทั้งหมดด้วยคำพังเพยสำหรับพิภพมนุษย์ว่า ท่ามกลางพวกมนุษย์ ไม่มีผู้ใดที่รักเรา” ประโยคนี้คือความจริง เป็นแก่นแท้ที่แท้จริงของชีวิต เป็นสิ่งลุ่มลึกที่สุดอย่างหนึ่ง และเป็นการแสดงออกของพระเจ้าพระองค์เอง เจ้าผ่านประสบการณ์ต่างๆ และหลังจากผ่านประสบการณ์มาสามปี เจ้าอาจมีความเข้าใจที่ผิวเผินอยู่บ้าง และหลังจากเจ็ดหรือแปดปี เจ้าก็อาจมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกหน่อย แต่ความเข้าใจนี้ไม่มีวันสามารถแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้ หลังจากสองปี ผู้อื่นบางคนอาจมีความเข้าใจเล็กน้อย หรือมีความเข้าใจมากขึ้นบ้างหลังจากสิบปี หรือมีความเข้าใจที่ค่อนข้างสูงหลังจากชั่วชีวิตหนึ่ง แต่ความเข้าใจร่วมของพวกเจ้าทั้งคู่ไม่สามารถแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้ ไม่ว่าความคิดความเข้าใจเชิงลึก ความสว่าง ประสบการณ์ หรือความรู้ที่พวกเจ้าทั้งสองอาจมีร่วมกันแล้วจะมีมากเพียงใด ก็ไม่มีวันแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้ กล่าวคือ ชีวิตมนุษย์ย่อมเป็นชีวิตมนุษย์อยู่เสมอ และไม่ว่าความรู้ของเจ้าจะสอดคล้องกับความจริง เจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าเช่นไร ก็ไม่มีวันแทนที่ความจริงได้ การกล่าวว่าผู้คนมีความจริงหมายความว่าผู้คนเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง ใช้ชีวิตตามความเป็นจริงบางส่วนในพระวจนะของพระเจ้า รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงอยู่บ้าง และสามารถยกย่องและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกล่าวได้ว่าผู้คนครองความจริงอยู่แล้ว เพราะความจริงลุ่มลึกเกินไป พระวจนะของพระเจ้าเพียงบรรทัดเดียวก็สามารถทำให้ผู้คนใช้เวลาชั่วชีวิตเพื่อที่จะมีประสบการณ์ด้วย และต่อให้มีประสบการณ์มาหลายชีวิตหรือหลายพันปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าบรรทัดเดียวได้อย่างสมบูรณ์ เป็นที่ชัดเจนว่ากระบวนการของการเข้าใจความจริงและการรู้จักพระเจ้านั้นไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ และมีขีดจำกัดว่าผู้คนสามารถเข้าใจความจริงได้มากเพียงใดในประสบการณ์ชั่วชีวิตหนึ่ง ผู้คนบางคนพูดว่าพวกเขามีความจริงทันทีที่พวกเขาเข้าใจความหมายตามข้อความในพระวจนะของพระเจ้า นี่เป็นเรื่องเหลวไหลมิใช่หรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
161. เมื่อพูดถึงการที่ผู้คนเข้าใจความจริง และดำรงชีวิตอยู่กับความจริงดั่งเป็นชีวิตของตน “ชีวิต” ในที่นี้อ้างอิงถึงสิ่งใด? นี่หมายความว่าความจริงเป็นใหญ่สูงสุดในหัวใจของพวกเขา หมายความว่าพวกเขาสามารถดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และหมายความว่าพวกเขามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า และมีความเข้าใจที่จริงแท้ในความจริง เมื่อผู้คนครองชีวิตใหม่นี้ภายในตัวพวกเขา นี่ย่อมสัมฤทธิ์ได้ด้วยการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับพระวจนะ สร้างขึ้นบนรากฐานของความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และบรรลุได้ด้วยการที่พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ภายในอาณาจักรแห่งความจริง ทั้งหมดที่มีอยู่ในชีวิตของผู้คนคือการได้รู้จักและมีประสบการณ์กับความจริง นั่นคือรากฐานของชีวิต และไม่ออกนอกวงเขตนั้น นี่เองคือชีวิตที่กำลังถูกอ้างอิงถึงเมื่อพูดถึงการได้รับความจริงและชีวิต การที่สามารถดำรงชีวิตตามความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่ามีชีวิตของความจริงอยู่ในตัวผู้คน และไม่ได้หมายความว่าหากพวกเขาครองความจริงประดุจชีวิตของตนแล้ว พวกเขาจะกลายเป็นความจริง และชีวิตภายในของพวกเขาจะกลายเป็นชีวิตของความจริง นับประสาอะไรกับการที่พวกเขาคือชีวิตและความจริง ในท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของพวกเขายังคงเป็นชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง หากเจ้าสามารถดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และครองความรู้เกี่ยวกับความจริง หากความรู้นี้หยั่งรากลงภายในตัวเจ้าและกลายเป็นชีวิตของเจ้า และความจริงที่เจ้าได้รับผ่านประสบการณ์ได้กลายเป็นพื้นฐานแห่งการดำรงอยู่ของเจ้า หากเจ้าใช้ชีวิตตามพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า ย่อมจะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงการนี้ได้ และซาตานก็ไม่สามารถชักพาเจ้าให้หลงผิดหรือทำให้เจ้าเสื่อมทราม เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมได้รับความจริงและชีวิตแล้ว ซึ่งหมายถึงความเข้าใจ ประสบการณ์ และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เจ้ามีเกี่ยวกับความจริง และไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าก็จะใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ และเจ้าจะไม่ออกนอกวงเขตของสิ่งเหล่านี้ นี่คือความหมายของการครองความเป็นจริงความจริง และผู้คนเช่นนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการที่จะได้มาด้วยพระราชกิจของพระองค์ แต่ไม่ว่าผู้คนจะเข้าใจความจริงดีเพียงใด แก่นแท้ของพวกเขาก็ยังคงเป็นแก่นแท้ของมนุษยชาติ และไม่อาจเปรียบเทียบได้กับแก่นแท้ของพระเจ้าแต่อย่างใดเลย นี่เป็นเพราะพวกเขาจะไม่มีวันสามารถมีประสบการณ์กับความจริงทั้งหมด และเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะใช้ชีวิตตามความจริงโดยบริบูรณ์ พวกเขาได้แต่ใช้ชีวิตตามความจริงที่มนุษย์สามารถบรรลุได้ซึ่งเป็นส่วนที่จำกัดอย่างยิ่งเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะสามารถกลายเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?… หากเจ้ามีประสบการณ์เล็กน้อยกับพระวจนะของพระเจ้า และกำลังดำรงชีวิตตามความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ที่แท้จริงเกี่ยวกับความจริง เช่นนั้นแล้ว พระวจนะของพระเจ้าจะค่อยๆ กลายเป็นชีวิตของเจ้า อย่างไรก็ดี เจ้าก็ยังคงไม่สามารถกล่าวได้ว่า ความจริงเป็นชีวิตของเจ้า หรือว่าสิ่งที่เจ้ากำลังแสดงออกนั้นเป็นความจริง หากเช่นนี้คือข้อคิดเห็นของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ผิดเสียแล้ว หากเจ้าเพียงมีประสบการณ์กับแง่มุมหนึ่งของความจริงโดยเฉพาะ สิ่งนี้ในตัวเองแล้วสามารถแสดงว่าเจ้าครองความจริงได้หรือไม่? นี่สามารถถือว่าเป็นการได้รับความจริงหรือไม่? เจ้าสามารถอธิบายความจริงได้อย่างทั่วถึงหรือไม่? เจ้าสามารถค้นพบพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น จากความจริงได้หรือไม่? หากไม่มีการสัมฤทธิ์ผลเหล่านี้ นี่ก็พิสูจน์ว่าการมีประสบการณ์กับความจริงเพียงแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถถือได้ว่าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง หรือรู้จักพระเจ้า ยิ่งไม่สามารถพูดได้ว่าได้รับความจริงแล้ว ทุกคนมีประสบการณ์กับความจริงในแง่มุมและในขอบเขตเดียวเท่านั้น พวกเขามีประสบการณ์กับความจริงภายในขอบเขตอันจำกัดของตน และไม่อาจสัมผัสทุกแง่มุมของความจริงซึ่งมีอยู่นับไม่ถ้วนได้ ผู้คนสามารถใช้ชีวิตตามความหมายดั้งเดิมของความจริงได้หรือไม่? ประสบการณ์เสี้ยวเล็กๆ ของเจ้านับรวมได้เป็นจำนวนมากเพียงใด? ทรายเพียงเม็ดเดียวบนชายหาด น้ำเพียงหยดเดียวในมหาสมุทร เพราะฉะนั้น ไม่ว่าความรู้และความรู้สึกที่เจ้าได้รับจากประสบการณ์ของเจ้านั้นจะล้ำค่าเพียงใด ก็ไม่สามารถนับได้ว่าเป็นความจริง สามารถพูดได้เพียงว่าสิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับความจริงเท่านั้น
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
162. พระเจ้าพระองค์เองคือความจริง และพระองค์ทรงครองความจริงทั้งปวง พระเจ้าคือแหล่งกำเนิดของความจริง ทุกสิ่งด้านบวกและทุกความจริงมาจากพระเจ้า พระองค์สามารถตัดสินเกี่ยวกับความถูกและความผิดของทุกสรรพสิ่งและทุกเหตุการณ์ พระองค์สามารถตัดสินสรรพสิ่งที่ได้เกิดขึ้น สรรพสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และสรรพสิ่งในอนาคตที่มนุษย์ยังไม่รู้ พระเจ้าคือองค์พิพากษาเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถพิพากษาความถูกต้องและความผิดของทุกสรรพสิ่ง และนี่หมายความว่าความถูกต้องและความผิดของทุกสรรพสิ่งสามารถได้รับการพิพากษาโดยพระเจ้าเท่านั้น พระองค์ทรงทราบเกณฑ์กำหนดสำหรับทุกสรรพสิ่ง พระองค์สามารถแสดงความจริงในเวลาใดและสถานที่ใดก็ได้ พระเจ้าคือรูปจำแลงของความจริง ซึ่งหมายความว่าพระองค์เองทรงครองแก่นแท้ของความจริง ต่อให้มนุษย์เข้าใจความจริงมากมายและได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า เมื่อนั้นพวกเขาจะมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับรูปจำแลงของความจริงหรือไม่? ย่อมไม่มี นี่ย่อมแน่นอน เมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้เพียบพร้อม พวกเขาจะมีดุลยพินิจและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้าและมาตรฐานต่างๆ ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากมนุษย์ และจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างถ่องแท้ พวกเขาจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเกิดจากพระเจ้าและสิ่งใดเกิดจากมนุษย์ สิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด กระนั้นก็มีบางสิ่งที่ยังคงมิอาจบรรลุได้และยังคงไม่กระจ่างสำหรับมนุษย์ เป็นสิ่งที่พวกเขาจะสามารถรู้ได้เฉพาะเมื่อพระเจ้าตรัสบอกพวกเขาแล้วเท่านั้น มนุษย์สามารถล่วงรู้หรือพยากรณ์ถึงสิ่งที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก สิ่งที่พระเจ้ายังไม่ได้ตรัสบอกพวกเขาได้กระนั้นหรือ? แน่นอนที่สุดว่าไม่ได้ ที่มากกว่านั้นก็คือ ต่อให้มนุษย์ได้มาซึ่งความจริงจากพระเจ้า ครองความเป็นจริงความจริง และรู้จักแก่นแท้ของความจริงมากมาย และมีความสามารถที่จะแยกแยะถูกผิดได้ แต่พวกเขาจะมีความสามารถในการควบคุมและปกครองทุกสรรพสิ่งกระนั้นหรือ? พวกเขาย่อมจะไม่มีความสามารถนี้ นั่นคือความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายสามารถเพียงได้มาซึ่งความจริงจากแหล่งกำเนิดของความจริงเรื่อยไปเท่านั้น พวกเขาสามารถได้มาซึ่งความจริงจากมนุษย์หรือไม่? มนุษย์ใช่ความจริงหรือไม่? มนุษย์สามารถให้ความจริงหรือไม่? พวกเขาไม่สามารถ และตรงนี้เองคือความแตกต่าง เจ้าทำได้เพียงรับความจริง ไม่ใช่ให้ความจริง จะเรียกเจ้าว่าบุคคลที่มีความจริงได้หรือไม่? จะเรียกเจ้าว่ารูปจำแลงของความจริงได้หรือไม่? แน่นอนที่สุดว่าไม่ได้! แท้จริงแล้วรูปจำแลงของความจริงมีแก่นแท้เป็นสิ่งใด? เป็นแหล่งกำเนิดที่ให้ความจริง แหล่งกำเนิดของการกำกับดูแลและอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง ทั้งยังเป็นหลักเกณฑ์และมาตรฐานเพียงอย่างเดียวที่ใช้พิพากษาทุกสิ่งและทุกเหตุการณ์อีกด้วย นี่คือรูปจำแลงของความจริง
—พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สาม)
163. ความจริงคือความเป็นจริงของสรรพสิ่งที่เป็นบวกทั้งมวล อาจเป็นชีวิตของมนุษย์และทิศทางที่เขาเดินทางไป สามารถนำทางให้คนเราปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา มายำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว กลายเป็นคนที่เชื่อฟังพระเจ้าและสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอ คนที่พระเจ้าทรงรักและที่มาบรรจบกับความโปรดปรานของพระองค์ ด้วยเหตุแห่งความล้ำค่าของสิ่งนั้น คนเราควรมีท่าทีและมุมมองอย่างไรในการคำนึงถึงพระวจนะของพระเจ้าและความจริง? มันชัดเจนทีเดียว กล่าวคือ สำหรับบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าและมีหัวใจแห่งความเคารพต่อพระองค์อย่างแท้จริง พระวจนะของพระองค์คือโลหิตแห่งชีวิตของพวกเขา มนุษย์ควรถนอมความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้า และกินและดื่มพระวจนะเหล่านั้น และชื่นชมพระวจนะเหล่านั้น และยอมรับพระวจนะเหล่านั้นเป็นชีวิตของเขา เป็นทิศทางที่เขาเดินทางไป เป็นความช่วยเหลือและการจัดเตรียมที่พร้อมพรักของเขา มนุษย์ควรดำรงชีวิต ปฏิบัติ และผ่านประสบการณ์ โดยสอดคล้องกับถ้อยแถลงและข้อพึงประสงค์ของความจริง และนบนอบต่อข้อเรียกร้องที่ความจริงมีต่อเขา ต่อถ้อยแถลงและข้อพึงประสงค์แต่ละข้อที่ความจริงมอบให้กับเขา แทนที่จะให้ความจริงอยู่ภายใต้การศึกษา การวิเคราะห์ การคาดการณ์ และความสงสัย ในเมื่อความจริงคือความช่วยเหลือที่พร้อมพรักของมนุษย์ การจัดเตรียมที่พร้อมพรักของเขา และสามารถเป็นชีวิตของเขาได้ มนุษย์จึงควรปฏิบัติต่อความจริงในฐานะสิ่งล้ำค่าที่สุด เพราะเขาต้องพึ่งพาความจริงเพื่อดำรงชีวิต เพื่อมาสนองข้อเรียงร้องของพระเจ้า ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว และเพื่อพบเจอเส้นทางที่จะใช้เพื่อการปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเขา โดยจับความเข้าใจในหลักการแห่งการปฏิบัติและสัมฤทธิ์การนบนอบต่อพระเจ้า มนุษย์ยังต้องพึ่งพาความจริงเพื่อปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาอีกด้วย เพื่อกลายเป็นคนที่ได้รับการช่วยให้รอดและสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอ
—พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบ (ภาคที่เจ็ด)
164. ในการแสดงออกซึ่งความจริงของพระองค์ พระเจ้าทรงแสดงออกซึ่งพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์ การแสดงออกของพระองค์เกี่ยวกับความจริงไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนข้อสรุปที่มวลมนุษย์มีเกี่ยวกับสิ่งหลากหลายที่เป็นบวกและถ้อยแถลงทั้งหลายที่มวลมนุษย์ระลึกรู้ พระวจนะของพระเจ้าคือพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง พระวจนะคือรากฐานและธรรมบัญญัติเพียงอย่างเดียวที่มวลมนุษย์ใช้ในการดำรงอยู่ และสิ่งทั้งปวงที่เรียกว่าหลักความเชื่อซึ่งถือกำเนิดจากมนุษย์นั้นล้วนผิด เหลวไหล และถูกพระเจ้าตรัสกล่าวโทษ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ และนับประสาอะไรที่จะเป็นต้นกำเนิดหรือพื้นฐานแห่งถ้อยดำรัสของพระองค์ พระเจ้าทรงแสดงออกซึ่งพระอุปนิสัยของพระองค์และแก่นแท้ของพระองค์โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ พระวจนะทั้งหมดที่การแสดงออกของพระเจ้าได้ทำให้เกิดขึ้นคือความจริง เพราะพระองค์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์คือความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งปวง ไม่ว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้จะจัดวางหรือนิยามพระวจนะของพระเจ้าเช่นไร หรือมีทรรศนะต่อพระวจนะหรือเข้าใจพระวจนะเช่นไร พระวจนะของพระเจ้าก็คือความจริงนิรันดร์ และนี่คือข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยน ไม่สำคัญว่าพระวจนะของพระเจ้าได้ถูกกล่าวมากมายเพียงใด และไม่สำคัญว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามและชั่วนี้จะกล่าวโทษและบอกปัดพระวจนะเหล่านั้นมากมายเพียงใด ก็ยังคงมีข้อเท็จจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล กล่าวคือ พระวจนะของพระเจ้าคือความจริงเสมอ และมนุษย์ก็ไม่มีวันสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ ในท้ายที่สุด มนุษย์ต้องยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มวลมนุษย์ยกย่องนั้นไม่มีวันกลายมาเป็นสิ่งที่เป็นบวกไปได้ และไม่มีวันกลายเป็นความจริง นี่ถือเป็นเด็ดขาด วัฒนธรรมทางด้านธรรมเนียมประเพณีและหนทางแห่งการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์นั้นจะไม่กลายเป็นความจริงเนื่องแต่การเปลี่ยนแปลงหรือเส้นทางของกาลเวลา และพระวจนะของพระเจ้าก็จะไม่กลายเป็นคำพูดของมนุษย์เนื่องแต่การกล่าวโทษหรือความหลงลืมของมวลมนุษย์เช่นกัน ความจริงคือความจริงเสมอ แก่นแท้นี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง มีข้อเท็จจริงอันใดในเรื่องนี้? คำกล่าวของวัฒนธรรมดั้งเดิมและสำนวนทั้งหมดซึ่งมวลมนุษย์สรุปเอาไว้ล้วนมาจากซาตาน ความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ หรือเกิดจากความหัวร้อนของมนุษย์ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ และคำกล่าวเหล่านั้นไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นบวกเลย ในอีกด้านหนึ่ง พระวจนะของพระเจ้าคือการแสดงออกซึ่งแก่นแท้และพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงแสดงออกซึ่งพระวจนะเหล่านี้เพื่อเหตุผลอันใดหรือ? เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพระวจนะคือความจริง? เหตุผลก็คือว่าพระเจ้าทรงปกครองเหนือธรรมบัญญัติ กฎเกณฑ์ รากเหง้า แก่นแท้ ความเป็นจริง และความล้ำลึกทั้งปวงของทุกสรรพสิ่ง สิ่งเหล่านี้ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ เพราะฉะนั้น มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้กฎเกณฑ์ ความเป็นจริง ข้อเท็จจริง และความล้ำลึกของสรรพสิ่ง พระเจ้าทรงรู้ที่มาของสรรพสิ่ง และพระเจ้าทรงรู้ว่ารากเหง้าของสรรพสิ่งคือสิ่งใด มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นคำจำกัดความที่ถูกต้องแม่นยำที่สุดของสรรพสิ่ง และมีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นมาตรฐานและหลักธรรมของชีวิตมนุษย์ และเป็นความจริงและเกณฑ์กำหนดที่มนุษย์สามารถใช้พึ่งพาในการดำรงชีวิต
—พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่หนึ่ง)