การเข้าสู่ชีวิต I

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 374

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ องค์ประธานแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงใช้ฤทธานุภาพแห่งความเป็นกษัตริย์ของพระองค์จากพระบัลลังก์ของพระองค์  พระองค์ทรงปกครองเหนือจักรวาลและสรรพสิ่งทั้งปวง และพระองค์กำลังทรงนำพวกเราทั้งแผ่นดินโลก  พวกเราจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์ในทุกชั่วขณะ และจะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ในความนิ่งสงบ ไม่มีวันพลาดแม้ชั่วขณะเดียว และพร้อมด้วยบทเรียนสำหรับให้พวกเราเรียนรู้ตลอดเวลา  ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่สภาพแวดล้อมรอบตัวไปจนถึงผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย ล้วนดำรงอยู่ด้วยการอนุญาตแห่งพระบัลลังก์ของพระองค์ทั้งสิ้น  จงอย่าปล่อยให้ความคับข้องหมองใจเกิดขึ้นในหัวใจของเจ้าไม่ว่าด้วยเหตุอันใด มิเช่นนั้นพระเจ้าจะไม่ประทานพระคุณแก่เจ้า  เมื่ออาการป่วยบังเกิดขึ้น นี่คือความรักของพระเจ้า และแน่นอนว่าย่อมมีน้ำพระทัยอันดีงามของพระองค์อยู่ภายใน  แม้ว่าร่างกายของเจ้าอาจก้าวผ่านความทุกข์บ้าง ก็จงอย่ารับแนวคิดทั้งหลายจากซาตานมาคิดคำนึง  จงสรรเสริญพระเจ้าในท่ามกลางโรคภัยไข้เจ็บและชื่นชมพระเจ้าในท่ามกลางการสรรเสริญของเจ้า  จงอย่าหมดใจเมื่อเผชิญหน้าโรคภัยไข้เจ็บ จงหมั่นแสวงหาครั้งแล้วครั้งเล่าและอย่ายอมแพ้ แล้วพระเจ้าย่อมจะประทานความกระจ่างและความรู้แจ้งแก่เจ้า  ความเชื่อของโยบเป็นเช่นไร?  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือแพทย์ผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งปวง!  การใช้ชีวิตอยู่ในอาการป่วยก็คือการเจ็บป่วย แต่การใช้ชีวิตอยู่ในวิญญาณย่อมสบายดี  ตราบใดที่เจ้ายังคงมีลมหายใจ พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้เจ้าตาย

พวกเรามีพระชนม์ชีพที่ฟื้นคืนมาของพระคริสต์อยู่ภายในตัวพวกเรา  พวกเราขาดพร่องความเชื่อในการสถิตของพระเจ้าอย่างมิอาจปฏิเสธได้ กล่าวคือ ขอให้พระเจ้าทรงทำให้พวกเรามีความเชื่ออันแท้จริงอยู่ภายใน  พระวจนะของพระเจ้าช่างอ่อนหวานโดยแท้!  พระวจนะของพระเจ้าคือยาแรง!  ทำให้พวกมารและซาตานอับอาย!  การทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าเกื้อหนุนพวกเรา  พระวจนะของพระองค์กระทำการโดยเร็วเพื่อช่วยหัวใจของพวกเราให้รอด!  พระวจนะขจัดปัดเป่าทุกสรรพสิ่งและทำให้ทุกอย่างตั้งอยู่ในสันติสุข  ความเชื่อเป็นเหมือนสะพานไม้ซุงต้นเดียว กล่าวคือ พวกที่ยึดติดอยู่กับชีวิตอย่างยอมจำนนจะประสบความลำบากยากเย็นในการข้ามสะพานนั้นไป แต่บรรดาผู้ที่พร้อมมอบชีวิตย่อมจะสามารถข้ามไปได้ด้วยเท้าที่มั่นคงและปราศจากความกังวล  หากว่ามนุษย์เก็บงำความคิดที่ขลาดอายและเกรงกลัว นั่นก็เป็นเพราะซาตานได้หลอกพวกเขา ด้วยกลัวว่าพวกเราจะข้ามสะพานแห่งความเชื่อเพื่อเข้าสู่พระเจ้า  ซาตานกำลังพยายามทุกหนทางที่เป็นไปได้เพื่อส่งความคิดของมันมาให้พวกเรา  พวกเราควรอธิษฐานอยู่ทุกขณะจิตให้พระเจ้าประทานความกระจ่างและความรู้แจ้งแก่พวกเรา ควรพึ่งพาพระเจ้าทุกขณะให้ทรงล้างพิษของซาตานออกจากตัวพวกเรา ควรปฏิบัติวิธีที่จะมาใกล้ชิดพระเจ้าภายในวิญญาณของพวกเราทุกชั่วขณะ และยินยอมให้พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองเหนือความเป็นตัวพวกเราเองทั้งมวล

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 6

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 375

เมื่อผู้คนขาดพร่องความเข้าใจเชิงลึกในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตน และไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดจึงเหมาะสม สิ่งแรกที่พวกเขาควรทำคืออะไร?  พวกเขาควรอธิษฐานเสียก่อน การอธิษฐานย่อมมาก่อน  การอธิษฐานแสดงให้เห็นสิ่งใด?  แสดงให้เห็นว่าเจ้าเปี่ยมศรัทธา ว่าเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่บ้าง และเจ้ารู้จักที่จะแสวงหาพระเจ้าเพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าให้ความสำคัญกับพระเจ้าก่อน  เมื่อพระเจ้าทรงอยู่ในหัวใจของเจ้า และทรงมีที่ในหัวใจของเจ้า และเมื่อเจ้าสามารถนบนอบพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นคริสตชนที่เปี่ยมศรัทธา  มีผู้เชื่อที่สูงอายุมากมายพากันคุกเข่าอธิษฐานในเวลาเดิมทุกวัน  พวกเขาคุกเข่าอยู่หนึ่งหรือสองชั่วโมงในแต่ละครั้ง แต่ไม่ว่าพวกเขาได้คุกเข่าเช่นนี้มากี่ปีแล้วก็ตาม การคุกเข่านั้นก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาแห่งบาปมากมายของพวกเขา  ให้พวกเราวางเรื่องที่ว่าการอธิษฐานทางศาสนาเช่นนี้มีประโยชน์หรือไม่ไว้ก่อน  อย่างน้อยพี่น้องชายหญิงที่สูงอายุเหล่านี้ก็มีใจศรัทธาอยู่บ้าง  พวกเขาดีกว่าคนหนุ่มคนสาวมากในประเด็นนี้  หากเจ้าต้องการที่จะดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและมีประสบการณ์ในพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วสิ่งแรกที่เจ้าควรทำเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าก็คือการอธิษฐาน  การอธิษฐานไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องวลีต่างๆ ที่จดจำมาโดยไม่คิดและไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ แบบนี้เจ้าย่อมจะไปไม่ถึงไหน  เจ้าต้องฝึกการอธิษฐานด้วยหัวใจของเจ้า  เจ้าอาจจะอธิษฐานแบบนี้แปดหรือสิบครั้งโดยไม่มีผลลัพธ์มากมายนัก แต่จงอย่าหมดกำลังใจ เจ้าต้องฝึกฝนต่อไป  จงอธิษฐานเป็นอย่างแรกเมื่อเกิดบางสิ่งขึ้นกับเจ้า  ก่อนอื่นจงบอกพระเจ้าและให้พระองค์ทรงดูแล  จงให้พระเจ้าช่วยเจ้า จงให้พระองค์ทรงนำเจ้าและชี้ทางให้เจ้า  นี่จะพิสูจน์ว่าเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และเจ้าให้ความสำคัญกับพระเจ้าก่อน  เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าหรือเจ้าเผชิญกับความลำบากยากเย็นบางอย่าง แล้วเจ้าคิดลบและรู้สึกโกรธ นี่ก็คือการสำแดงว่าไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้า และขาดความยำเกรงพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญกับความลำบากยากเย็นใดในชีวิตจริง เจ้าต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  สิ่งแรกที่ต้องทำคือคุกเข่าลงอธิษฐาน  นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  การอธิษฐานแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงมีที่อยู่ในหัวใจของเจ้า  เมื่อเจ้ามีปัญหา จงเงยหน้ามองพระเจ้าและอธิษฐานถึงพระองค์รวมทั้งแสวงหาจากพระองค์เพื่อแสดงว่าเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่บ้าง เจ้าจะไม่ทำเช่นนี้หากพระเจ้าไม่อยู่ในหัวใจของเจ้า  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ฉันอธิษฐาน แต่พระเจ้าก็ยังไม่ประทานความรู้แจ้งแก่ฉันอยู่ดี!”  นั่นไม่ใช่วิธีที่ควรพูด  เจ้าต้องดูเสียก่อนว่าเจตนาเบื้องหลังการอธิษฐานของเจ้าถูกต้องหรือไม่  หากเจ้าแสวงหาความจริงอย่างจริงใจและอธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้นก็อาจมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่พระเจ้าประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าและเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจ  ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้าเข้าใจ  หากพระเจ้าไม่ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า เจ้าจะไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง  มีบางสิ่งที่ความคิดของมนุษย์ไม่อาจสัมฤทธิ์ได้ ไม่ว่าเจ้ามีพลังแห่งการเข้าใจหรือไม่และไม่ว่าขีดความสามารถของเจ้าเป็นเช่นไร  เมื่อเจ้าเข้าใจขึ้นมา นั่นมาจากการคิดอ่านของเจ้าหรือไม่?  ด้วยเจตนารมณ์ของพระเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณ หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า เจ้าก็จะไม่พบผู้ใดที่รู้เลย  เจ้าจะรู้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงบอกเจ้าว่าพระองค์ทรงหมายถึงอะไร  และด้วยเหตุนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าคืออธิษฐาน  เมื่อเจ้าอธิษฐาน เจ้าควรแสดงความคิด ทรรศนะ และท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้าออกมา และแสวงหาความจริงจากพระองค์ด้วยความรู้สึกนึกคิดของการนบนอบ นี่คือสิ่งที่ผู้คนควรปฏิบัติ  เจ้าจะไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดๆ หากเจ้าเพียงทำอย่างขอไปที และเช่นนั้นเจ้าไม่ควรพร่ำบ่นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า  เราพบแล้วว่าผู้คนบางคนเพียงปฏิบัติศาสนพิธีและทำกิจกรรมทางศาสนาในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาเท่านั้น  ในหัวใจของพวกเขาไม่มีที่สำหรับพระองค์เลย พวกเขาถึงกับปฏิเสธพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยพวกเขาไม่อธิษฐานหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาเพียงไปร่วมชุมนุมไม่ขาด และไม่ทำสิ่งใดมากไปกว่านี้  นี่เป็นความเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาเชื่อต่อไปในแบบที่พวกเขาเชื่อ ทว่าไม่มีพระเจ้าในการเชื่อของพวกเขา  พระเจ้าไม่อยู่ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่ต้องการที่จะอธิษฐานถึงพระเจ้าอีกต่อไป และพวกเขาไม่เต็มใจอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกต่อไป  เช่นนั้นพวกเขาไม่กลายเป็นผู้ไม่มีความเชื่อไปแล้วหรอกหรือ?  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้นำและคนทำงานบางคนที่มักจะดูแลกิจธุระทั่วไปอยู่บ่อยๆ  พวกเขาไม่เคยมุ่งเน้นไปที่การเข้าสู่ชีวิต แต่กลับมองงานของกิจการทั่วไปเหล่านี้เป็นกิจธุระหลักของตน  พวกเขาได้กลายเป็นเพียงผู้จัดการกิจการ และไม่ได้ทำงานสำคัญของผู้นำและคนทำงานเลย  ผลลัพธ์ก็คือ หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามายี่สิบหรือสามสิบปี พวกเขากลับไม่มีคำพูดเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตจะเสนอ และพวกเขาไม่มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า  พวกเขาสามารถกล่าวเพียงคำพูดและคำสอนไม่กี่คำเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาไม่กลายเป็นผู้นำเทียมเท็จไปแล้วหรอกหรือ?  นี่เป็นเพราะในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาไม่ใส่ใจหน้าที่ที่เหมาะสมของตนหรือไล่ตามเสาะหาความจริง  การอาศัยเพียงการเข้าใจคำพูดและคำสอนบางคำของคนเราย่อมจะแก้ไขสิ่งใดไม่ได้  พวกเขาพร่ำบ่นพระเจ้าทันทีที่พวกเขาถูกทดสอบ ถูกถั่งโถมด้วยความวิบัติ หรือล้มป่วย  พวกเขาไม่มีความรู้ที่แท้จริงใดๆ เกี่ยวกับตนเอง และพวกเขาไม่มีคำพยานจากประสบการณ์เลย  นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงในปีเหล่านี้ที่พวกเขาได้เชื่อในพระเจ้า พวกเขาทำให้ตนเองยุ่งอยู่กับสิ่งภายนอกทั้งหลายเท่านั้น และส่งผลให้ตนย่อยยับ  ไม่ว่าผู้คนจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปีก็ตาม อย่างน้อยที่สุดพวกเขาต้องมาเข้าใจความจริงบางประการหากพวกเขาต้องการให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ล้ม กระทำความชั่ว หรือถูกกำจัดออกไป  อย่างน้อยที่สุดนี่คือสิ่งที่พวกเขาควรมีพร้อม  ผู้คนบางคนเวลาฟังคำเทศนากลับไม่ค่อยใส่ใจ และไม่ไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาไม่แสวงหาความจริงไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับตน  พวกเขาพอใจเพียงการเข้าใจคำพูดและคำสอน ทึกทักเอาว่าพวกเขาได้รับความจริงแล้ว  จากนั้นเมื่อบททดสอบมาถึง พวกเขากลับไม่มีความรู้เลย และหัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความคับข้องใจและคำพร่ำบ่นที่พวกเขาไม่กล้าพูดออกมาดังๆ แม้อยากจะพูดก็ตาม  ผู้คนเช่นนี้ไม่เพียงน่าเวทนาเหลือเกินหรอกหรือ?  ผู้คนมากมายสุกเอาเผากินในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเสมอ  พวกเขาไม่ทบทวนหรือพยายามเข้าใจตนเองเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง  พวกเขาหาเหตุผลเข้าข้างตนเองอยู่เสมอ และด้วยเหตุนี้ ความอัปลักษณ์ของพวกเขาจึงปรากฏออกมาในหลากหลายหนทาง และพวกเขาถูกเผยและถูกกำจัดออกไป โดยไม่มีความสามารถในการรู้จักตนเองจนถึงปลายทาง  เช่นนั้นการเข้าใจคำสอนของพวกเขาจะมีประโยชน์อันใด?  ไม่มีประโยชน์อันใดเลย  ไม่ว่าผู้คนจะเชื่อในพระเจ้ากี่ปีก็ตาม เพียงการเข้าใจและการสามารถพูดคำสอนย่อมเปล่าประโยชน์  พวกเขายังไม่เคยได้รับความจริง แต่กลับหลงทางไปแล้ว  เช่นนั้นแล้วเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าและเจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้า พลางสำรวจหาเจตนารมณ์ของพระองค์ สิ่งสำคัญก็คือการเกิดความเข้าใจในความจริงหากจะให้ปัญหาได้รับการแก้ไข  นี่คือเส้นทางที่ถูกต้อง และเจ้าควรยืนกรานในการปฏิบัติเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ในการเชื่อในพระเจ้า การได้รับความจริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 376

ปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการหวังพึ่งความช่วยเหลือจากพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง  ผู้คนธรรมดาไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้  ทุกคนคิดว่าการเข้าร่วมการชุมนุมให้มากขึ้น ฟังคำเทศนาให้มากขึ้น สามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของตนให้มากขึ้น ละทิ้งให้มากขึ้น ทนทุกข์มากขึ้น เเละยอมจ่ายราคาให้มากขึ้นจะทำให้พวกเขาได้รับความเห็นชอบและความรอดจากพระเจ้า  พวกเขาคิดว่าการฝึกฝนปฏิบัติในหนทางนี้คือปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่สุด แต่พวกเขาละเลยเรื่องที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือการวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้า  พวกเขามองว่าความฉลาดเล็กน้อยของมนุษย์คือปัญญา และเพิกเฉยต่อผลสุดท้ายที่การกระทำของพวกเขาควรจะสัมฤทธิ์  นี่คือความผิดพลาด  ไม่ว่าคนเราเข้าใจความจริงมากเพียงใด คนเราได้ปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วมากเพียงใด คนเราได้รับประสบการณ์ไปมากเพียงใดในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้น วุฒิภาวะของคนเรายิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยเพียงใด หรือคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมจำพวกใด สิ่งที่คนเราจะขาดเสียไม่ได้ก็คือว่าคนเราต้องวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่คนเราทำ  นี่คือปัญญาจำพวกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่คือปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด?  ต่อให้คนเรามาเข้าใจความจริงบางอย่าง การนั้นจะใช้ได้หรือหากคนเราไม่พึ่งพาพระเจ้า?  ผู้คนบางคนเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี และมีประสบการณ์กับบททดสอบมากมาย ผ่านประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมาบ้าง เข้าใจความจริงบางส่วน และมีความรู้บางอย่างที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเกี่ยวกับความจริง แต่พวกเขาไม่รู้จักพึ่งพาพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าจะวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์อย่างไร  ผู้คนเช่นนั้นครองปัญญาหรือไม่?  พวกเขาเป็นผู้คนที่โง่เขลามากที่สุด และเป็นจำพวกที่คิดว่าตัวพวกเขาเองหลักแหลม พวกเขาไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่หลบเลี่ยงความชั่ว  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ฉันเข้าใจความจริงหลายอย่างและครองความเป็นจริงความจริง  ไม่เป็นไรเลยหากจะแค่ทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่มีหลักการ  ฉันจงรักภักดีต่อพระเจ้า และฉันรู้ว่าจะเข้าใกล้ชิดพระองค์อย่างไร  การที่ฉันปฏิบัติความจริงในยามที่เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นกับฉันไม่เพียงพอหรอกหรือ?  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าหรือหวังพึ่งพระเจ้าเลย”  การปฏิบัติความจริงย่อมถูกต้อง แต่มีหลายครั้งและหลายสถานการณ์ที่ผู้คนไม่รู้ว่าเกี่ยวพันกับความจริงข้อใดและหลักธรรมความจริงข้อใดบ้าง  บรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงซาบซึ้งการนี้  ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าเผชิญประเด็นปัญหาบางอย่าง เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าประเด็นปัญหานี้เกี่ยวข้องกับความจริงข้อใด หรือควรปฏิบัติความจริงที่เกี่ยวพันกับประเด็นปัญหานี้อย่างไรหรือควรนำมาใช้อย่างไร  เจ้าควรทำอย่างไรในเวลาเช่นนี้?  ไม่สำคัญว่าประสบการณ์ที่เจ้ามีจะสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากเพียงใด เจ้าไม่สามารถเข้าใจหลักธรรมความจริงในทุกสถานการณ์ได้  ไม่สำคัญว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้ามานานเท่าใด เจ้าได้รับประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายมามากเท่าใด และเจ้าได้รับประสบการณ์กับการตัดแต่ง หรือการบ่มวินัยมามากเพียงใด ต่อให้เจ้าเข้าใจความจริง เจ้ากล้าพูดว่าเจ้าคือความจริงหรือ?  เจ้ากล้าพูดว่าเจ้าคือแหล่งกำเนิดของความจริงกระนั้นหรือ?  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ฉันจำถ้อยดำรัสและบทตอนทั้งหมดซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหนังสือ ‘พระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนัง’ ได้ขึ้นใจ ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าหรือหวังพึ่งพระองค์  เมื่อถึงเวลา ฉันก็จะทำได้ดีอยู่แล้วโดยการพึ่งพาพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า”  พระวจนะที่เจ้าได้จดจำไว้นั้นคงที่ แต่ทว่าสภาพแวดล้อมที่เจ้าเผชิญ—ตลอดจนสภาวะทั้งหลายของเจ้านั้น—เปลี่ยนแปลงเสมอ  เจ้าสามารถพ่นคำพูดและคำสอนออกมา แต่ไม่สามารถทำอะไรกับคำสอนเหล่านั้นเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า ซึ่งพิสูจน์ว่าเจ้าไม่เข้าใจความจริง  ไม่ว่าเจ้าจะท่องคำพูดและคำสอนได้ดีเพียงใดก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริง และยิ่งไม่ได้หมายความว่าเจ้าสามารถปฏิบัติความจริง  ด้วยเหตุนี้ จึงมีบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งบทหนึ่งให้เรียนรู้ในที่นี้  แล้วบทเรียนนี้คืออะไร?  ก็คือว่าผู้คนจำเป็นต้องหวังพึ่งพระเจ้าในทุกสิ่ง และว่าโดยการทำเช่นนั้น พวกเขาสามารถสัมฤทธิ์การพึ่งพาพระเจ้าได้  โดยการพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีเส้นทางให้ติดตามและมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  มิฉะนั้นแม้เจ้าจะสามารถทำบางสิ่งได้อย่างถูกต้องและไม่มีการละเมิดความจริง แต่หากเจ้าไม่พึ่งพาพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว การกระทำของเจ้าก็เป็นเพียงพฤติกรรมที่ดีของมนุษย์ และไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เนื่องจากผู้คนมีการทำความเข้าใจที่ตื้นเขินเกี่ยวกับความจริง พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะนำข้อบังคับไปใช้และดึงดันที่จะยึดติดอยู่กับคำพูดและคำสอน โดยใช้ความจริงแบบเดียวกันนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่หลากหลาย  เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจทำเรื่องมากมายให้เสร็จสิ้นโดยคล้อยตามหลักธรรมความจริงโดยทั่วไป แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นการทรงนำของพระเจ้าได้ในการนี้ อีกทั้งไม่สามารถมองเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  ในที่นี้ มีปัญหาร้ายแรงอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือว่า ผู้คนทำสิ่งทั้งหลายมากมายโดยอาศัยประสบการณ์ของพวกเขาและข้อบังคับที่พวกเขาได้เข้าใจ และความคิดฝันบางอย่างแบบมนุษย์  เป็นการยากที่จะสัมฤทธิ์การอธิษฐานที่แท้จริงถึงพระเจ้า และเป็นการยากที่จะหวังพึ่งพระเจ้าและอาศัยพระองค์อย่างแท้จริงในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  ต่อให้คนเราเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ก็ยากที่จะสัมฤทธิ์ผลของการทำตามที่พระเจ้าทรงชี้นำและตามหลักธรรมความจริง  ด้วยเหตุผลนี้เอง เราจึงกล่าวว่า ปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ในทุกสรรพสิ่ง

ผู้คนสามารถฝึกฝนปฏิบัติการวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้าในทุกสิ่งได้อย่างไร?  ผู้คนบางคนพูดว่า “ฉันอายุยังน้อย วุฒิภาวะของฉันน้อย และฉันเชื่อในพระเจ้ามาไม่นาน  ฉันไม่รู้วิธีฝึกฝนปฏิบัติการวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้าเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น”  นี่เป็นปัญหาหรือไม่?  มีความลำบากยากเย็นมากมายในการเชื่อในพระเจ้า และเจ้าจำเป็นต้องก้าวผ่านความทุกข์เข็ญ บททดสอบ และความเจ็บปวดมากมาย  ทั้งหมดนี้ต้องใช้การอาศัยพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้าเพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก  หากเจ้าไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติการวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้า เจ้าก็จะไม่สามารถก้าวผ่านความลำบากยากเย็น และเจ้าจะไม่สามารถติดตามพระเจ้า  การวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้าไม่ใช่คำสอนที่ไร้แก่นสาร และไม่ใช่มนตร์ที่จะทำให้เชื่อในพระเจ้า  แต่คือความจริงที่เป็นกุญแจสำคัญ ความจริงที่เจ้าต้องมีเพื่อที่จะเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า  ผู้คนบางคนพูดว่า “การวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้าใช้เฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น เจ้าจำเป็นต้องอาศัยพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้าเฉพาะเมื่อเผชิญความทุกข์ลำบาก บททดสอบ การจับกุม และการข่มเหง หรือเมื่อเจ้าเผชิญความลำบากยากเย็นในหน้าที่ของเจ้า หรือเมื่อเจ้าถูกตัดแต่งเท่านั้น  ไม่จำเป็นต้องวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้าในเรื่องที่ไม่สลักสำคัญในชีวิตส่วนตัว เพราะพระเจ้าไม่ใส่พระทัยในเรื่องเหล่านั้น”  ถ้อยแถลงนี้ถูกต้องหรือไม่?  ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน  มีความเบี่ยงเบนในที่นี้  การวางใจในพระเจ้าในเรื่องสำคัญนั้นจำเป็น แต่เจ้าสามารถจัดการกับสิ่งที่ไม่สลักสำคัญและเรื่องเล็กๆ ในชีวิตโดยไม่ใช้หลักธรรมได้หรือ?  ในเรื่องต่างๆ อาทิ การแต่งกายและการกิน เจ้าสามารถกระทำการโดยไม่ใช้หลักธรรมได้หรือ?  แน่นอนว่าไม่ได้  แล้วในการที่เจ้าจัดการผู้คนและเรื่องทั้งหลายเล่า?  แน่นอนว่าไม่ได้  แม้แต่ในชีวิตประจำวันและในเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ อย่างน้อยเจ้าต้องมีหลักธรรมเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์  ปัญหาที่เกี่ยวพันกับหลักธรรมคือปัญหาที่เกี่ยวพันกับความจริง  ผู้คนสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเองได้หรือ?  แน่นอนว่าไม่ได้  ดังนั้นเจ้าต้องวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้า  เฉพาะเมื่อเจ้าได้รับความรู้แจ้งจากพระเจ้าและเข้าใจความจริงเท่านั้นจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ไม่สลักสำคัญเหล่านี้ได้  หากเจ้าไม่วางใจในพระเจ้าและไม่พึ่งพาพระเจ้า พวกเจ้าคิดว่าจะสามารถแก้ไขประเด็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับหลักธรรมเหล่านี้ได้หรือ?  แน่นอนว่าทำไม่ได้โดยง่าย  อาจกล่าวได้ว่าในสรรพสิ่งที่ผู้คนไม่สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนและพึงต้องให้ผู้คนแสวงหาความจริง พวกเขาต้องวางใจในพระเจ้าและพึ่งพาพระเจ้า  ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เพียงใด ปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยความจริงพึงต้องมีการวางใจในพระเจ้าและการพึ่งพาพระเจ้า  นี่คือความจำเป็นประการหนึ่ง  ต่อให้ผู้คนเข้าใจความจริงและสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ความเข้าใจและทางแก้เหล่านี้ย่อมมีจำกัดและผิวเผิน  หากผู้คนไม่วางใจในพระเจ้าและไม่พึ่งพาพระเจ้า การเข้าสู่ของพวกเขาจะไม่มีวันลึกซึ้งได้มากนัก  ตัวอย่างเช่น หากวันนี้เจ้าป่วย และนี่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็จำเป็นต้องอธิษฐานในเรื่องนี้และพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า วันนี้ข้าพระองค์รู้สึกไม่สบาย ข้าพระองค์กินไม่ได้ และนี่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าพระองค์  ข้าพระองค์ต้องตรวจสอบตัวเอง  อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการที่ข้าพระองค์ป่วย?  ข้าพระองค์กำลังถูกพระเจ้าบ่มวินัยเพราะไม่อุทิศตนในหน้าที่อยู่หรือไม่?  ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ประทานความรู้แจ้งและชี้นำข้าพระองค์ด้วยเถิด”  เจ้าต้องร้องเรียกออกมาเช่นนี้  นี่คือการวางใจในพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าวางใจในพระเจ้า เจ้าไม่สามารถเพียงแค่ทำตามพิธีการและยึดปฏิบัติตามข้อบังคับเท่านั้น  หากเจ้าไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหา เจ้าก็จะทำให้สิ่งทั้งหลายล่าช้า  หลังจากอธิษฐานถึงพระเจ้าและวางใจในพระเจ้าแล้ว เจ้าควรดำเนินชีวิตของเจ้าอย่างที่เจ้าควรจะทำอยู่ดี โดยไม่ทำให้หน้าที่ที่เจ้าจะต้องปฏิบัตินั้นล่าช้า  หากเจ้าป่วย เจ้าก็ควรไปพบแพทย์ และนี่ย่อมถูกต้องเหมาะสม  ในเวลาเดียวกัน เจ้าต้องอธิษฐาน ทบทวนตนเอง และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหา  มีเพียงการฝึกฝนปฏิบัติเช่นนี้เท่านั้นที่เหมาะสมโดยบริบูรณ์  สำหรับบางสิ่ง หากผู้คนรู้วิธีทำอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ควรทำสิ่งเหล่านั้น  ผู้คนควรร่วมมือในลักษณะนี้  อย่างไรก็ตาม การที่จะสามารถสัมฤทธิ์ผลและเป้าหมายที่ต้องการในเรื่องเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการวางใจในพระเจ้าและการพึ่งพาพระเจ้า  ในปัญหาที่ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนและไม่สามารถจัดการได้ดีด้วยตนเอง พวกเขาล้วนต้องวางใจในพระเจ้าและแสวงหาความจริงให้มากยิ่งขึ้นอีกเพื่อแก้ปัญหา  ความสามารถในการทำเช่นนี้คือสิ่งที่ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี  มีบทเรียนมากมายให้เรียนรู้ในการวางใจในพระเจ้า  ในกระบวนการวางใจในพระเจ้า เจ้าอาจได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเจ้าย่อมจะมีหนทาง หรือหากพระวจนะของพระเจ้ามาถึงตัวเจ้า เจ้าก็จะรู้วิธีร่วมมือ หรือบางทีพระเจ้าอาจจะจัดการเตรียมสถานการณ์บางอย่างให้เจ้าได้เรียนรู้บทเรียนที่มีเจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้าอยู่ในนั้น  ในกระบวนการวางใจในพระเจ้า เจ้าจะมองเห็นการทรงนำและความเป็นผู้นำของพระเจ้า และสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าเรียนรู้บทเรียนมากมายและเข้าใจพระเจ้ามากขึ้น  นี่คือผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์ด้วยการวางใจในพระเจ้า เพราะฉะนั้น การวางใจในพระเจ้าคือบทเรียนที่ผู้ที่ติดตามพระเจ้าต้องเรียนรู้บ่อยๆ  และเป็นบางสิ่งที่พวกเขาจะไม่มีวันเสร็จสิ้นการผ่านประสบการณ์ภายในชั่วชีวิตเดียว  มีผู้คนมากมายที่มีประสบการณ์ตื้นเขินเกินไปและไม่สามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่า “มีสิ่งเล็กๆ มากมายที่ฉันทำเองได้และไม่จำเป็นต้องวางใจในพระเจ้า”  นี่ไม่ถูกต้อง  สิ่งเล็กน้อยบางสิ่งนำไปสู่สิ่งใหญ่ๆ และเจตนารมณ์ของพระเจ้าก็ซ่อนเร้นอยู่ในสิ่งเล็กน้อยบางอย่าง  ผู้คนมากมายเพิกเฉยต่อสิ่งเล็กๆ และผลลัพธ์ก็คือพวกเขาพบว่าตนเองมีปัญหาใหญ่โตที่ทำให้เกิดการชะงักงันเพราะเรื่องเล็กๆ  ผู้ที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริงทั้งในเรื่องใหญ่และเรื่องเล็กย่อมจะวางใจในพระเจ้า อธิษฐานถึงพระเจ้า วางใจมอบทุกสิ่งให้พระเจ้า แล้วจากนั้นจึงดูว่าพระเจ้าทรงนำทางและชี้นำพวกเขาอย่างไร  เมื่อเจ้ามีประสบการณ์เช่นนี้ เจ้าจะสามารถวางใจในพระเจ้าในทุกสิ่ง และยิ่งเจ้ามีประสบการณ์เช่นนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกมากขึ้นเท่านั้นว่าการวางใจในพระเจ้าในทุกสิ่งนั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างมาก  เมื่อเจ้าวางใจในพระเจ้าในเรื่องหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าพระเจ้าจะไม่ประทานความรู้สึก ความหมายที่ชัดเจน และยิ่งจะไม่ประทานคำสั่งสอนที่ชัดแจ้งแก่เจ้า แต่พระองค์จะทรงทำให้เจ้าเข้าใจแนวคิดอย่างหนึ่งที่สำคัญต่อเรื่องนี้พอดี และเช่นนี้คือการที่พระเจ้าทรงชี้นำเจ้าโดยใช้วิธีการที่แตกต่างและประทานหนทางแก่เจ้า  หากเจ้าสามารถรู้สึกและเข้าใจสิ่งนี้ เจ้าก็จะได้ประโยชน์  เจ้าอาจไม่เข้าใจสิ่งใดในขณะนี้ แต่เจ้าต้องอธิษฐานและวางใจในพระเจ้าต่อไป  ไม่มีอะไรผิดในการนี้ และไม่ช้าก็เร็วเจ้าก็จะได้รับความรู้แจ้ง  การปฏิบัติในหนทางนี้ไม่ได้หมายถึงการยึดปฏิบัติตามข้อบังคับ  แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเป็นการสนองความต้องการของวิญญาณ และเป็นวิธีที่ผู้คนควรจะปฏิบัติ  เจ้าอาจไม่ได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำทุกครั้งที่เจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าและวางใจในพระเจ้า แต่ผู้คนต้องปฏิบัติในหนทางนี้ และหากพวกเขาต้องการเข้าใจความจริง พวกเขาก็จำเป็นต้องปฏิบัติในหนทางนี้  นี่คือสภาวะที่ปกติของชีวิตและวิญญาณ และเฉพาะในหนทางนี้เท่านั้นที่ผู้คนจะสามารถธำรงรักษาสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าเอาไว้ได้เพื่อให้หัวใจของพวกเขาไม่ออกห่างไปจากพระเจ้า  เพราะฉะนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าการวางใจในพระเจ้าคือปฏิสัมพันธ์ตามปกติกับพระเจ้าในหัวใจของผู้คน  ไม่ว่าเจ้าจะสามารถได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระเจ้าหรือไม่ เจ้าก็ควรอธิษฐานถึงพระเจ้าและวางใจในพระเจ้าในทุกสิ่ง  นี่คือเส้นทางที่จำเป็นในการใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอีกด้วย  เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า พวกเขาก็ควรมีสภาวะทางจิตใจที่วางใจในพระเจ้าอยู่เสมอ  นี่คือสภาวะทางจิตใจที่ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี  บางครั้ง การหวังพึ่งพระเจ้าไม่ได้หมายถึงการใช้ถ้อยคำจำเพาะมาขอให้พระเจ้าทำบางสิ่งหรือให้การทรงนำ หรือขอให้พระองค์คุ้มครอง  แต่เป็นการที่ผู้คนสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์อย่างจริงใจเมื่อเผชิญปัญหาบางอย่าง  ดังนั้น พระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งใดอยู่ตรงนั้นเมื่อผู้คนเรียกหาพระองค์?  เมื่อหัวใจของใครบางคนหวั่นไหว และพวกเขามีความคิดดังนี้ว่า “โอ พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่สามารถทำการนี้ด้วยตัวเองได้ ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะทำการนี้อย่างไร และข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอและคิดลบ…” เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้นในตัวพวกเขา พระเจ้าไม่ทรงรู้กระนั้นหรือ?  เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้นในตัวผู้คน หัวใจของพวกเขาจริงใจหรือไม่?  เมื่อพวกเขาเรียกหาพระเจ้าอย่างจริงใจในหนทางนี้ พระเจ้าทรงยินยอมที่จะช่วยเหลือพวกเขาหรือไม่?  ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงว่าพวกเขาอาจยังไม่ได้พูดสักคำ พวกเขาก็แสดงให้เห็นความจริงใจ และดังนั้น พระเจ้าจึงทรงยินยอมที่จะช่วยเหลือพวกเขา  เมื่อใครบางคนเผชิญความลำบากยากเย็นคล้ายขวากหนามเป็นพิเศษ เมื่อพวกเขาไม่มีใครให้หันไปหา และเมื่อพวกเขารู้สึกอับจนหนทางเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาฝากความหวังเดียวของพวกเขาไว้กับพระเจ้า  คำอธิษฐานของพวกเขาย่อมเป็นเช่นใด?  สภาวะจิตใจของพวกเขาย่อมเป็นอย่างไร?  พวกเขาจริงใจหรือไม่?  มีสิ่งใดเจือปนอยู่หรือไม่ในเวลาเช่นนั้น?  เฉพาะเมื่อเจ้าเชื่อใจพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เจ้ากำไว้แน่น เฉพาะเมื่อเจ้าหวังว่าพระองค์จะทรงช่วยเจ้า หัวใจของเจ้าจึงจะมีความจริงใจ  แม้เจ้าจะไม่ได้พูดอะไรมากมาย แต่หัวใจของเจ้าก็หวั่นไหวแล้ว  นั่นคือ เจ้ามอบหัวใจที่ซื่อสัตย์ของเจ้าแด่พระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสดับรับฟัง  เมื่อพระเจ้าทรงสดับรับฟัง พระองค์ทอดพระเนตรความลำบากยากเย็นของเจ้า และพระองค์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า นำทางเจ้า และช่วยเจ้า  หัวใจของมนุษย์จริงใจที่สุดเมื่อใด?  หัวใจของมนุษย์จริงใจที่สุดเมื่อมนุษย์วางใจในพระเจ้ายามที่ไม่มีทางออก  สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องมีในการวางใจในพระเจ้าคือหัวใจที่จริงใจ  เจ้าต้องอยู่ในสภาวะที่จำเป็นต้องมีพระเจ้าอย่างแท้จริง  กล่าวคือ อย่างน้อยหัวใจของผู้คนต้องจริงใจ ไม่สุกเอาเผากิน พวกเขาไม่ควรขยับเพียงแค่ปากของตน แต่หัวใจไม่ขยับ  หากเจ้าพูดกับพระเจ้าอย่างสักแต่พอเอาหน้ารอด แต่หัวใจของเจ้าไม่รู้สึกอะไร และความหมายของเจ้าคือ “ข้าพระองค์ได้วางแผนการของตัวเองไว้แล้ว และข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เพียงแจ้งแก่พระองค์เท่านั้น  ข้าพระองค์จะดำเนินการตามแผนเหล่านี้โดยไม่คำนึงว่าพระองค์ทรงเห็นด้วยหรือไม่  ข้าพระองค์เพียงแจ้งพระองค์ตามที่ต้องทำเท่านั้น” เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมก่อให้เกิดปัญหา  เจ้ากำลังหลอกลวงและล้อเล่นกับพระเจ้า และนี่ก็แสดงถึงความไม่เคารพพระเจ้าอีกด้วย  พระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไรหลังจากนี้?  พระเจ้าจะทรงเพิกเฉยต่อเจ้าและวางเจ้าเอาไว้ และเจ้าจะรู้สึกอดสูอย่างสิ้นเชิง  หากเจ้าไม่แสวงหาพระเจ้าอย่างแข็งขันและไม่ทุ่มเทความพยายามเพื่อความจริง เจ้าก็จะถูกกำจัดออกไป

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเชื่อในพระเจ้าต้องเริ่มจากการมองทะลุกระแสนิยมอันชั่วของโลก

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 377

ความจริงคือชีวิตของพระเจ้าพระองค์เอง เป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระองค์ เนื้อแท้ของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น  หากเจ้ากล่าวว่าเมื่อมีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์บางอย่างแล้ว เจ้าย่อมมีความจริง เช่นนั้นเจ้าได้สัมฤทธิ์ความบริสุทธิ์แล้วกระนั้นหรือ?  เหตุใดเจ้ายังคงเผยความเสื่อมทรามออกมาเล่า?  เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถแยกแยะผู้คนประเภทต่างๆ?  เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า?  ต่อให้เจ้าเข้าใจความจริงอยู่บ้าง เจ้าจะสามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้หรือ?  เจ้าสามารถใช้ชีวิตตามพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ?  เจ้าอาจจะมีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์บางอย่างเกี่ยวกับบางแง่มุมของความจริง และคำพูดของเจ้าอาจให้ความกระจ่างได้บ้าง แต่สิ่งที่เจ้าสามารถจัดเตรียมให้ผู้คนนั้นมีจำกัดอย่างที่สุดและไม่สามารถคงอยู่ได้นาน  นี่เป็นเพราะความเข้าใจของเจ้าและความสว่างที่เจ้าได้มาไม่ใช่ตัวแทนแห่งแก่นแท้ของความจริง และไม่ได้เป็นตัวแทนของความจริงทั้งมวล  นี่เป็นเพียงตัวแทนของด้านหนึ่งหรือแง่มุมเล็กๆ ของความจริง เป็นเพียงระดับหนึ่งที่มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ได้เท่านั้น และยังคงห่างไกลจากแก่นแท้ของความจริง  ความสว่าง ความรู้แจ้ง ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์อันน้อยนิดนี้ไม่มีวันสามารถแทนที่ความจริงได้  ต่อให้ผู้คนทั้งหมดสัมฤทธิ์ผลลัพธ์บางอย่างผ่านการมีประสบการณ์กับความจริงข้อหนึ่ง และแม้จะนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ทั้งหมดของพวกเขามารวมกัน ก็จะยังไม่ครอบคลุมทั้งหมดและไม่บรรลุถึงแก่นแท้แม้เพียงบรรทัดเดียวของความจริงข้อนี้  ได้มีการกล่าวไว้ในอดีตว่า “เราจึงสรุปการนี้ทั้งหมดด้วยคำพังเพยสำหรับพิภพมนุษย์ว่า ท่ามกลางพวกมนุษย์ ไม่มีผู้ใดที่รักเรา” ประโยคนี้คือความจริง เป็นแก่นแท้ที่แท้จริงของชีวิต เป็นสิ่งลุ่มลึกที่สุดอย่างหนึ่ง และเป็นการแสดงออกของพระเจ้าพระองค์เอง  เจ้าผ่านประสบการณ์ต่างๆ และหลังจากผ่านประสบการณ์มาสามปี เจ้าอาจมีความเข้าใจที่ผิวเผินอยู่บ้าง และหลังจากเจ็ดหรือแปดปี เจ้าก็อาจมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกหน่อย แต่ความเข้าใจนี้ไม่มีวันสามารถแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้  หลังจากสองปี ผู้อื่นบางคนอาจมีความเข้าใจเล็กน้อย หรือมีความเข้าใจมากขึ้นบ้างหลังจากสิบปี หรือมีความเข้าใจที่ค่อนข้างสูงหลังจากชั่วชีวิตหนึ่ง แต่ความเข้าใจร่วมของพวกเจ้าทั้งคู่ไม่สามารถแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้  ไม่ว่าความคิดความเข้าใจเชิงลึก ความสว่าง ประสบการณ์ หรือความรู้ที่พวกเจ้าทั้งสองอาจมีร่วมกันแล้วจะมีมากเพียงใด ก็ไม่มีวันแทนที่ความจริงบรรทัดนี้ได้  กล่าวคือ ชีวิตมนุษย์ย่อมเป็นชีวิตมนุษย์อยู่เสมอ และไม่ว่าความรู้ของเจ้าจะสอดคล้องกับความจริง เจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าเช่นไร ก็ไม่มีวันแทนที่ความจริงได้  การกล่าวว่าผู้คนมีความจริงหมายความว่าผู้คนเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง ใช้ชีวิตตามความเป็นจริงบางส่วนในพระวจนะของพระเจ้า รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงอยู่บ้าง และสามารถยกย่องและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้  อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกล่าวได้ว่าผู้คนครองความจริงอยู่แล้ว เพราะความจริงลุ่มลึกเกินไป  พระวจนะของพระเจ้าเพียงบรรทัดเดียวก็สามารถทำให้ผู้คนใช้เวลาชั่วชีวิตเพื่อที่จะมีประสบการณ์ด้วย และต่อให้มีประสบการณ์มาหลายชีวิตหรือหลายพันปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าบรรทัดเดียวได้อย่างสมบูรณ์  เป็นที่ชัดเจนว่ากระบวนการของการเข้าใจความจริงและการรู้จักพระเจ้านั้นไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ และมีขีดจำกัดว่าผู้คนสามารถเข้าใจความจริงได้มากเพียงใดในประสบการณ์ชั่วชีวิตหนึ่ง  ผู้คนบางคนพูดว่าพวกเขามีความจริงทันทีที่พวกเขาเข้าใจความหมายตามข้อความในพระวจนะของพระเจ้า  นี่เป็นเรื่องเหลวไหลมิใช่หรือ?  ทั้งในแง่ของความสว่างและความรู้ย่อมมีเรื่องของความลึกซึ้ง  ความเป็นจริงความจริงที่บุคคลสามารถเข้าสู่ในช่วงชีวิตหนึ่งของความเชื่อนั้นมีจำกัด  เพราะฉะนั้น เพียงเพราะเจ้าครองความรู้และความสว่างอยู่บ้างไม่ได้หมายความว่าเจ้าครองความเป็นจริงความจริง  เรื่องหลักที่เจ้าต้องพิจารณาก็คือว่าความสว่างและความรู้นี้เกี่ยวพันกับแก่นแท้ของความจริงหรือไม่  นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  ผู้คนบางคนรู้สึกว่าพวกเขาครองความจริงเมื่อพวกเขาสามารถให้ความสว่างหรือให้ความเข้าใจที่ผิวเผินได้เล็กน้อย  นี่ทำให้พวกเขาเป็นสุข ดังนั้นพวกเขาจึงกระหยิ่มยิ้มย่องและหยิ่งทะนง  ในข้อเท็จจริงนั้นพวกเขายังคงห่างไกลจากการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง  ความจริงอันใดที่ผู้คนครอง?  ผู้คนที่ครองความจริงสามารถล้มลงได้ทุกเมื่อและทุกที่หรือไม่?  เมื่อผู้คนครองความจริง พวกเขาจะยังคงสามารถเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้าและทรยศพระเจ้าได้อย่างไร?  หากเจ้ากล่าวอ้างว่าเจ้าครองความจริง นั่นก็พิสูจน์ว่าภายในตัวเจ้ามีชีวิตของพระคริสต์—นั่นคือแย่มาก!  เจ้ากลายเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าไปแล้ว เจ้ากลายเป็นพระคริสต์ไปแล้วกระนั้นหรือ?  นี่คือถ้อยแถลงที่ไร้สาระ และเป็นสิ่งที่ผู้คนอนุมานขึ้นมาทั้งสิ้น นี่เกี่ยวข้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ และฟังไม่ขึ้นสำหรับพระเจ้า

เมื่อพูดถึงการที่ผู้คนเข้าใจความจริง และดำรงชีวิตอยู่กับความจริงดั่งเป็นชีวิตของตน “ชีวิต” ในที่นี้อ้างอิงถึงสิ่งใด?  นี่หมายความว่าความจริงเป็นใหญ่สูงสุดในหัวใจของพวกเขา หมายความว่าพวกเขาสามารถดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และหมายความว่าพวกเขามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า และมีความเข้าใจที่จริงแท้ในความจริง  เมื่อผู้คนครองชีวิตใหม่นี้ภายในตัวพวกเขา นี่ย่อมสัมฤทธิ์ได้ด้วยการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับพระวจนะ  สร้างขึ้นบนรากฐานของความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า  และบรรลุได้ด้วยการที่พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ภายในอาณาจักรแห่งความจริง ทั้งหมดที่มีอยู่ในชีวิตของผู้คนคือการได้รู้จักและมีประสบการณ์กับความจริง  นั่นคือรากฐานของชีวิต และไม่ออกนอกวงเขตนั้น นี่เองคือชีวิตที่กำลังถูกอ้างอิงถึงเมื่อพูดถึงการได้รับความจริงและชีวิต  การที่สามารถดำรงชีวิตตามความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่ามีชีวิตของความจริงอยู่ในตัวผู้คน และไม่ได้หมายความว่าหากพวกเขาครองความจริงประดุจชีวิตของตนแล้ว พวกเขาจะกลายเป็นความจริง และชีวิตภายในของพวกเขาจะกลายเป็นชีวิตของความจริง นับประสาอะไรกับการที่พวกเขาคือชีวิตและความจริง  ในท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของพวกเขายังคงเป็นชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง  หากเจ้าสามารถดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และครองความรู้เกี่ยวกับความจริง หากความรู้นี้หยั่งรากลงภายในตัวเจ้าและกลายเป็นชีวิตของเจ้า และความจริงที่เจ้าได้รับผ่านประสบการณ์ได้กลายเป็นพื้นฐานแห่งการดำรงอยู่ของเจ้า หากเจ้าใช้ชีวิตตามพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า ย่อมจะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงการนี้ได้ และซาตานก็ไม่สามารถชักพาเจ้าให้หลงผิดหรือทำให้เจ้าเสื่อมทราม เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมได้รับความจริงและชีวิตแล้ว ซึ่งหมายถึงความเข้าใจ ประสบการณ์ และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เจ้ามีเกี่ยวกับความจริง และไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าก็จะใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ และเจ้าจะไม่ออกนอกวงเขตของสิ่งเหล่านี้  นี่คือความหมายของการครองความเป็นจริงความจริง และผู้คนเช่นนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการที่จะได้มาด้วยพระราชกิจของพระองค์  แต่ไม่ว่าผู้คนจะเข้าใจความจริงดีเพียงใด แก่นแท้ของพวกเขาก็ยังคงเป็นแก่นแท้ของมนุษยชาติ และไม่อาจเปรียบเทียบได้กับแก่นแท้ของพระเจ้าแต่อย่างใดเลย  นี่เป็นเพราะพวกเขาจะไม่มีวันสามารถมีประสบการณ์กับความจริงทั้งหมด และเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะใช้ชีวิตตามความจริงโดยบริบูรณ์ พวกเขาได้แต่ใช้ชีวิตตามความจริงที่มนุษย์สามารถบรรลุได้ซึ่งเป็นส่วนที่จำกัดอย่างยิ่งเท่านั้น  เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะสามารถกลายเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?… หากเจ้ามีประสบการณ์เล็กน้อยกับพระวจนะของพระเจ้า และกำลังดำรงชีวิตตามความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ที่แท้จริงเกี่ยวกับความจริง เช่นนั้นแล้ว พระวจนะของพระเจ้าจะค่อยๆ กลายเป็นชีวิตของเจ้า  อย่างไรก็ดี เจ้าก็ยังคงไม่สามารถกล่าวได้ว่า ความจริงเป็นชีวิตของเจ้า หรือว่าสิ่งที่เจ้ากำลังแสดงออกนั้นเป็นความจริง หากเช่นนี้คือข้อคิดเห็นของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ผิดเสียแล้ว  หากเจ้าเพียงมีประสบการณ์กับแง่มุมหนึ่งของความจริงโดยเฉพาะ สิ่งนี้ในตัวเองแล้วสามารถแสดงว่าเจ้าครองความจริงได้หรือไม่?  นี่สามารถถือว่าเป็นการได้รับความจริงหรือไม่?  เจ้าสามารถอธิบายความจริงได้อย่างทั่วถึงหรือไม่?  เจ้าสามารถค้นพบพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น จากความจริงได้หรือไม่?  หากไม่มีการสัมฤทธิ์ผลเหล่านี้ นี่ก็พิสูจน์ว่าการมีประสบการณ์กับความจริงเพียงแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถถือได้ว่าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง หรือรู้จักพระเจ้า ยิ่งไม่สามารถพูดได้ว่าได้รับความจริงแล้ว  ทุกคนมีประสบการณ์กับความจริงในแง่มุมและในขอบเขตเดียวเท่านั้น  พวกเขามีประสบการณ์กับความจริงภายในขอบเขตอันจำกัดของตน และไม่อาจสัมผัสทุกแง่มุมของความจริงซึ่งมีอยู่นับไม่ถ้วนได้  ผู้คนสามารถใช้ชีวิตตามความหมายดั้งเดิมของความจริงได้หรือไม่?  ประสบการณ์เสี้ยวเล็กๆ ของเจ้านับรวมได้เป็นจำนวนมากเพียงใด?  ทรายเพียงเม็ดเดียวบนชายหาด น้ำเพียงหยดเดียวในมหาสมุทร  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าความรู้และความรู้สึกที่เจ้าได้รับจากประสบการณ์ของเจ้านั้นจะล้ำค่าเพียงใด ก็ไม่สามารถนับได้ว่าเป็นความจริง  สามารถพูดได้เพียงว่าสิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับความจริงเท่านั้น  ความจริงมาจากพระเจ้า แล้วความหมายเชิงลึกและความเป็นจริงของความจริงก็ครอบคลุมแนวเขตที่กว้างมาก และไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งลึกถึงหรือหักล้างได้  ตราบใดที่เจ้ามีความเข้าใจที่เป็นจริงเกี่ยวกับความจริงและพระเจ้า เจ้าก็จะเข้าใจความจริงบางประการ จะไม่มีผู้ใดสามารถหักล้างความเข้าใจที่เป็นจริงเหล่านี้ได้ และคำพยานที่บรรจุความเป็นจริงความจริงไว้ย่อมจะเชื่อถือได้ตลอดไป  พระเจ้าทรงเห็นชอบผู้ที่มีความเป็นจริงความจริง  ตราบใดที่เจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง และเจ้าสามารถพึ่งพาพระเจ้าเพื่อที่จะมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า และสามารถยอมรับความจริงว่าเป็นชีวิตของเจ้าได้ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ตราบนั้นเจ้าก็จะมีเส้นทาง สามารถอยู่รอด และได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ถึงแม้ว่าสิ่งน้อยนิดที่ผู้คนได้รับจะสอดคล้องกับความจริง ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่านี่คือความจริง ยิ่งไม่สามารถกล่าวได้ว่าพวกเขาได้รับความจริงแล้ว  ความสว่างน้อยนิดที่ผู้คนได้รับมานั้นเพียงเหมาะสมกับตัวพวกเขาเองหรือผู้อื่นบ้างภายในวงเขตหนึ่งๆ เท่านั้น  แต่จะไม่เหมาะสมภายในวงเขตที่ต่างออกไป  ไม่สำคัญว่าประสบการณ์ของบุคคลหนึ่งลุ่มลึกเพียงใด ประสบการณ์นั้นก็ยังคงมีขีดจำกัดอยู่มาก และประสบการณ์ของพวกเขาย่อมจะไม่มีวันลึกซึ้งเท่าความจริง  ความสว่างของบุคคลหนึ่งและความเข้าใจของบุคคลหนึ่งไม่สามารถเปรียบเทียบกับความจริงได้เลย

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 378

หากเจ้าปรารถนาที่จะปฏิบัติและเข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว ก่อนอื่นเจ้าต้องแสวงหาความจริงเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้าในชีวิตประจำวันของเจ้า  นั่นคือเจ้าต้องมีทรรศนะต่อสิ่งทั้งหลายบนพื้นฐานพระวจนะของพระเจ้าและความจริง เมื่อแก่นแท้ของปัญหาชัดเจนแก่เจ้า เมื่อนั้นเจ้าก็จะรู้วิธีปฏิบัติโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง  และหากเจ้ามีทัศนะต่อสิ่งทั้งหลายตามพื้นฐานพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอ เจ้าก็จะสามารถมองเห็นพระหัตถ์ของพระเจ้า—กิจการของพระเจ้า—ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเจ้า  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรอบตัวพวกเขา ผู้คนบางคนคิดว่านั่นไม่เกี่ยวอะไรกับความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าหรือความจริง พวกเขาเพียงทำสิ่งที่ตนอยากจะทำ มีปฏิกิริยาตอบสนองไปตามหลักปรัชญาของซาตาน  พวกเขาสามารถเรียนรู้บทเรียนอันใดด้วยการทำเช่นนี้หรือ?  แน่นอนว่าไม่  ด้วยเหตุนี้ผู้คนมากมายที่เชื่อในพระเจ้ามาสิบหรือยี่สิบปีแล้วจึงยังคงไม่มีความเข้าใจในความจริงหรือการเข้าสู่ชีวิต  พวกเขาไม่สามารถรวมพระเจ้ากับชีวิตประจำวันของพวกเขาเข้าด้วยกัน หรือไม่สามารถเข้าหาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาไปตามพื้นฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า และดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าแท้จริงแล้วนั่นคืออะไร และพวกเขาก็ไม่สามารถรับมือกับสิ่งนั้นไปตามพื้นฐานหลักธรรมความจริง  ดังนั้นผู้คนเช่นนี้จึงไม่มีการเข้าสู่ชีวิต  ผู้คนบางคนตั้งใจเฉพาะเมื่อพวกเขากำลังอ่านพระวจนะของพระเจ้าในการประชุมเท่านั้น ณ เวลานั้นๆ พวกเขาสามารถพูดถึงความรู้ได้เล็กน้อย แต่พวกเขาไม่สามารถนำพระวจนะของพระเจ้ามาทำให้เป็นผลได้กับสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับตนในชีวิตจริง และไม่รู้วิธีปฏิบัติความจริง และดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของตนไม่มีความเชื่อมโยงกับความจริง ไม่มีสัมพันธภาพกับพระวจนะของพระเจ้า  ในความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้า พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าและความจริงราวกับเป็นความรู้แขนงหนึ่ง เสมือนแยกจากชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยสิ้นเชิงและแยกจากทัศนะที่พวกเขามีต่อสิ่งทั้งหลาย เป้าหมายในชีวิตของพวกเขา และการไล่ตามเสาะหาชีวิตของพวกเขาอย่างเบ็ดเสร็จ  รูปแบบเช่นนี้ของการเชื่อในพระเจ้าเป็นอย่างไรหรือ?  พวกเขาจะสามารถเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงได้หรือ?  เมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ พวกเขาคือผู้ติดตามพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาไม่ใช่ใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และพวกเขายิ่งไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้า  ปัญหาทั้งหมดในชีวิตประจำวันของพวกเขา—รวมถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวพันกับครอบครัว ชีวิตสมรส งาน หรือความเป็นไปได้ทั้งหลายที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จ—พวกเขามองว่าไม่มีความเชื่อมโยงกับความจริง และดังนั้นจึงพยายามแก้ไขโดยใช้วิธีการแบบมนุษย์  เมื่อมีประสบการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะไม่มีวันได้รับความจริง จะไม่มีวันสามารถเข้าใจได้แม้แค่ว่าสิ่งใดกันแน่ที่พระเจ้าทรงต้องการทำให้สำเร็จลุล่วงในตัวผู้คน และสิ่งใดคือผลที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ในตัวพวกเขา  พระเจ้าทรงแสดงความจริงเพื่อช่วยผู้คนให้รอด เพื่อเปลี่ยนแปลงและชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาให้สะอาด แต่พวกเขาไม่ได้ตระหนักรู้ว่าเฉพาะเมื่อพวกเขายอมรับและไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน พวกเขาไม่ตระหนักรู้ว่าเฉพาะเมื่อพวกเขาผ่านประสบการณ์กับพระวจนะและปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของพวกเขาเท่านั้น  พวกเขาจึงจะสามารถได้รับความจริง  ผู้คนเช่นนี้ย่อมเบาปัญญาและไม่รู้ความมิใช่หรือ?  พวกเขาคือคนที่เขลาและไร้สาระน่าขันที่สุดแล้วมิใช่หรือ?  ผู้คนบางคนไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริงในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา  พวกเขาคิดว่าความเชื่อในพระเจ้าหมายถึงการไปประชุม อธิษฐาน ร้องเพลงนมัสการ อ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาเน้นศาสนพิธี และไม่เคยปฏิบัติตามพระวจนะหรือมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือวิธีที่ผู้คนในศาสนาเชื่อในพระเจ้า  และเมื่อผู้คนปฏิบัติต่อบางสิ่งที่สำคัญขนาดความเชื่อในพระเจ้าเสมือนความเชื่อมั่นทางศาสนา พวกเขาย่อมเป็นผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ?  พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อมิใช่หรือ?  การไล่ตามเสาะหาความจริงพึงต้องผ่านประสบการณ์กับกระบวนการมากมาย  มีด้านที่เรียบง่ายและมีด้านที่ซับซ้อนด้วย  พูดอย่างเรียบง่ายก็คือ พวกเราควรแสวงหาความจริง และปฏิบัติและได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเรา  ทันทีที่เจ้าเริ่มทำการนี้ เจ้าก็จะมองเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเจ้าจำเป็นต้องได้รับและไล่ตามเสาะหาความจริงมากเพียงใดในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า และว่าความจริงนั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงเหลือเกิน และความจริงคือชีวิต  พระเจ้าทรงช่วยมนุษยชนให้รอดเพื่อให้พวกเขาสามารถได้รับความจริงเป็นชีวิต  มนุษยชนที่ทรงสร้างทั้งหมดควรยอมรับความจริงเป็นชีวิต ไม่ใช่แค่บรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ที่เป็นผู้นำและคนทำงาน หรือผู้ที่รับใช้พระเจ้าเท่านั้น  พระวจนะของพระเจ้ามุ่งตรงไปที่มนุษยชนทั้งปวง และพระเจ้าตรัสกับมนุษยชนทั้งปวง  เพราะฉะนั้น สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมดและมนุษยชนทั้งปวงควรยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและความจริง แสวงหาความจริงในทุกสรรพสิ่ง แล้วจากนั้นจึงปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงเพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติและนบนอบความจริง  หากมีเพียงผู้นำและคนทำงานเท่านั้นที่พึงต้องปฏิบัติความจริง นี่ย่อมจะขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง เพราะความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงมีไว้เพื่อมนุษยชนทั้งมวล และแสดงไว้ด้วยพระประสงค์ที่จะช่วยมนุษยชนให้รอด ไม่ใช่แค่ช่วยผู้คนเพียงไม่กี่คนให้รอด  หากเป็นกรณีนี้ พระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงย่อมจะมีความหมายน้อยนิด  ตอนนี้พวกเจ้ามีเส้นทางที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  อะไรคือสิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติขณะไล่ตามเสาะหาความจริง?  ก่อนอื่นใดทั้งหมด เจ้าต้องใช้เวลามากขึ้นในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และในการฟังบทเทศน์และฟังการสามัคคีธรรม  เมื่อเจ้าเผชิญประเด็นปัญหา จงอธิษฐานและแสวงหามากขึ้น  เมื่อพวกเจ้าได้เตรียมตัวเองให้พร้อมสรรพด้วยความจริงเพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อพวกเจ้าเติบโตอย่างรวดเร็วและครองวุฒิภาวะ พวกเจ้าก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ รับภาระทำงานเล็กน้อย และจะมีความสามารถที่จะก้าวผ่านบททดสอบและการทดลองบางอย่างได้สำเร็จ  ณ เวลานั้น พวกเจ้าจะรู้สึกว่าพวกเจ้าได้เข้าใจและได้รับความจริงบ้างแล้วจริงๆ และเจ้าจะสำนึกว่าพระวจนะที่พระเจ้าตรัสนั้นเป็นความจริงทั้งสิ้น ว่าพระวจนะคือความจริงทั้งหลายที่จำเป็นที่สุดสำหรับความรอดของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม และว่าพระวจนะคือความจริงของชีวิตที่พระผู้สร้างผู้ทรงเอกลักษณ์ประทานมาให้

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ความสำคัญของการไล่ตามเสาะหาความจริง และเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 379

หากผู้คนปรารถนาที่จะได้รับการช่วยให้รอดเมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้า สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญคือพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่ พระเจ้าทรงมีที่ทางในหัวใจของพวกเขาหรือไม่ พวกเขาสามารถดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและธำรงรักษาสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าหรือไม่  สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือผู้คนสามารถปฏิบัติความจริง และบรรลุการนบนอบพระเจ้าหรือไม่  นั่นคือเส้นทางและเงื่อนไขของการได้รับการช่วยให้รอด  หากหัวใจของเจ้าไม่สามารถมีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าและสามัคคีธรรมกับพระเจ้าบ่อยๆ และสูญเสียสัมพันธภาพอันปกติกับพระเจ้า เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอด เนื่องจากเจ้าได้ปิดกั้นเส้นทางเข้าสู่ความรอดไปแล้ว  หากเจ้าไม่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้าเลย เจ้าก็มาถึงปลายทางแล้ว  หากไม่มีพระเจ้าในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างว่าเจ้ามีความเชื่อ ไม่มีประโยชน์ที่จะเชื่อในพระเจ้าเพียงในนามเท่านั้น  ไม่สำคัญว่าเจ้าสามารถกล่าวคำพูดและคำสอนได้มากเท่าใด เจ้าทนทุกข์เพื่อความเชื่อในพระเจ้าของเจ้ามามากเพียงใด หรือเจ้ามีพรสวรรค์มากเพียงใด หากหัวใจของเจ้าขาดจากพระเจ้า และเจ้าไม่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่สำคัญว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างไร พระเจ้าจะตรัสว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”  เจ้าจะถูกจัดว่าเป็นคนทำชั่ว  เจ้าจะถูกตัดขาดจากพระเจ้า พระองค์จะไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าหรือพระเจ้าของเจ้า  ถึงแม้เจ้าจะยอมรับรู้ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยอมรับรู้ว่าพระองค์คือพระผู้สร้าง แต่เจ้าก็ไม่นมัสการพระองค์และไม่นบนอบต่ออธิปไตยของพระองค์  เจ้าติดตามซาตานและพวกมาร มีเพียงซาตานและพวกมารเท่านั้นที่เป็นเจ้านายของเจ้า หากเจ้าเชื่อใจตนเองในทุกสิ่งและทำตามเจตจำนงของเจ้าเอง หากเจ้าไว้วางใจว่าชะตากรรมของเจ้าอยู่ในมือของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าเชื่อก็คือตัวเจ้าเอง  ถึงแม้เจ้าจะอ้างว่าเชื่อและยอมรับรู้ในพระเจ้า พระเจ้าก็ไม่ทรงยอมรับรู้ในตัวเจ้า  เจ้าไม่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้า และดังนั้นเจ้าจึงถูกลิขิตให้ถูกพระองค์รังเกียจเดียดฉันท์ ถูกพระองค์ลงโทษ และถูกพระองค์กำจัดออกไปในท้ายที่สุด พระเจ้าไม่ทรงช่วยผู้คนอย่างเจ้าให้รอด  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงคือผู้ที่ยอมรับว่าพระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอด ยอมรับว่าพระองค์คือความจริง หนทาง และชีวิต  พวกเขาสามารถสละตนเพื่อพระองค์และปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างจริงใจ พวกเขาผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์และความจริง และพวกเขาเดินไปตามเส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขาคือผู้คนที่นบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และเป็นผู้ที่ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์  เฉพาะเมื่อผู้คนมีความเชื่อเช่นนี้ในพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด ไม่เช่นนั้นพวกเขาย่อมจะถูกกล่าวโทษ  เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า การที่พวกเขาคิดฝันเฟื่องเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่?  ในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา เมื่อผู้คนเกาะติดมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันอันคลุมเครือและเป็นนามธรรมของตนเองอยู่เสมอ พวกเขาจะสามารถได้รับความจริงหรือไม่?  แน่นอนที่สุดว่าไม่ได้  เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า พวกเขาต้องยอมรับความจริง เชื่อในพระองค์ตามที่พระองค์ทรงขอ และนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถบรรลุความรอด  ไม่มีหนทางอื่นนอกเหนือจากนี้—ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าต้องไม่คิดฝันเฟื่องอันใด  การสามัคคีธรรมในหัวข้อนี้สำคัญต่อผู้คนมากใช่หรือไม่?  นี่คือการปลุกพวกเจ้าให้ตื่น

บัดนี้ที่พวกเจ้าได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าก็ควรเข้าใจความจริงและชัดเจนว่าความรอดพ่วงเอาสิ่งใดมาด้วย  ไม่ว่าผู้คนชอบสิ่งใด พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าหรือหลงใหลในสิ่งใด—ทั้งหมดนี้หาได้สำคัญไม่  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยอมรับความจริง  เมื่อได้พิจารณารอบด้านแล้ว การสามารถที่จะได้รับความจริงนั่นเองคือสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นสิ่งที่สามารถเปิดโอกาสให้เจ้าเกิดความยำเกรงพระเจ้า และการหลบเลี่ยงความชั่วย่อมเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและมุ่งเน้นที่จะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่ไม่สัมพันธ์กับความจริงเสมอมา เช่นนั้นแล้วความเชื่อของเจ้าก็ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเลย และไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า  เจ้าอาจอ้างว่าเชื่อในพระเจ้าและยอมรับพระเจ้าด้วยวาจา แต่พระเจ้าก็ไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า เจ้าไม่ยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าที่มีเหนือชะตากรรมของเจ้า เจ้าไม่นบนอบต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงให้แก่เจ้า และเจ้าไม่ยอมรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าคือความจริง  ในกรณีเช่นนี้ ความหวังในความรอดของเจ้าย่อมพังทลายไปแล้ว  หากเจ้าไม่เดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าก็เดินบนเส้นทางแห่งการทำลายล้าง  หากทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าไล่ตามเสาะหา มุ่งเน้น อธิษฐาน และวิงวอนขอเป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้าและตามที่พระเจ้าทรงขอ และหากเจ้ารู้สึกมากขึ้นว่าเจ้ากำลังนบนอบพระผู้สร้างและกำลังนมัสการพระผู้สร้าง และรู้สึกว่าพระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าของเจ้า หากเจ้าเปรมปรีดิ์ยิ่งขึ้นที่จะนบนอบทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดการเรียบเรียงและจัดการเตรียมการให้แก่เจ้า และสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้ายิ่งใกล้ชิดมากขึ้นทุกที และเป็นปกติยิ่งขึ้นทุกที และหากความรักพระเจ้าของเจ้านั้นบริสุทธิ์และจริงแท้ยิ่งขึ้นทุกที เช่นนั้นแล้วการพร่ำบ่นและความเข้าใจผิดที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้า และความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อที่เจ้ามีต่อพระเจ้าก็จะน้อยลงทุกที และเจ้าย่อมจะบรรลุความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วโดยบริบูรณ์แล้ว ซึ่งหมายความว่าเจ้าย่อมจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอดแล้ว  แม้ว่าการเดินบนเส้นทางแห่งความรอดจะมาพร้อมกับการบ่มวินัย การตัดแต่ง การพิพากษา และการตีสอนของพระเจ้า และสิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดมากมาย นี่ก็คือความรักของพระเจ้าที่มาถึงตัวเจ้า  หากในความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าเอาแต่ไล่ตามไขว่คว้าพร และไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์เท่านั้น และไม่เคยถูกบ่มวินัย หรือถูกตัดแต่ง หรือถูกพิพากษาและตีสอน เช่นนั้นแล้วแม้เจ้าอาจมีชีวิตที่สบาย หัวใจของเจ้าก็จะไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าจะสูญเสียสัมพันธภาพตามปกติกับพระเจ้า และเจ้าจะไม่เต็มใจที่จะยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าอีกด้วย เจ้าจะอยากเป็นเจ้านายของตนเอง—ซึ่งทั้งหมดนี้พิสูจน์ว่าเส้นทางที่เจ้าเดินไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง  หากเจ้ามีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามาระยะหนึ่งและสำนึกมากขึ้นว่ามวลมนุษย์เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึกมากและโน้มเอียงที่จะต้านทานพระเจ้ามากเพียงใด และหากเจ้ากลัวว่าอาจมีสักวันที่เจ้าจะทำบางสิ่งที่ต้านทานพระเจ้า รวมถึงล่วงเกินพระเจ้าและถูกพระองค์ทอดทิ้ง และด้วยเหตุนี้เจ้าจึงรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดน่าขวัญผวามากไปกว่าการต้านทานพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  เจ้าจะรู้สึกว่าเมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า พวกเขาต้องไม่ไถลห่างจากพระเจ้า หากพวกเขาไถลห่างจากพระเจ้า หากพวกเขาไถลห่างจากการบ่มวินัยของพระเจ้า จากการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็เทียบเท่ากับการสูญเสียการปกป้องและการดูแลห่วงใยของพระเจ้า เทียบเท่ากับการสูญเสียพรจากพระเจ้า และทุกสิ่งย่อมจบสิ้นแล้วสำหรับผู้คน พวกเขาทำได้เพียงชั่วช้ายิ่งขึ้นทุกทีเท่านั้น พวกเขาจะเป็นเหมือนผู้คนในโลกศาสนาและยังคงหมิ่นเหม่ที่จะต่อต้านพระเจ้าแม้พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า—และเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาย่อมจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ไปแล้ว  หากเจ้าสามารถตระหนักดังนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “โอ พระเจ้า!  ได้โปรดพิพากษาและตีสอนข้าพระองค์  ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพระองค์ทำ ข้าพระองค์อ้อนวอนขอให้ทรงพินิจพิเคราะห์ข้าพระองค์  หากข้าพระองค์ทำบางสิ่งที่ละเมิดความจริงและขัดต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ ขอได้โปรดพิพากษาและตีสอนข้าพระองค์อย่างหนัก—ข้าพระองค์ไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์”  นี่คือเส้นทางที่ถูกต้องที่ผู้คนควรเดินในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา  ดังนั้นจงประเมินวัดตามมาตรฐานนี้ กล่าวคือ พวกเจ้ากล้าพูดว่าพวกเจ้าได้ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความรอดแล้วหรือไม่?  พวกเจ้าไม่กล้า เพราะพวกเจ้ายังไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ในหลายสิ่งหลายอย่างพวกเจ้าไม่แสวงหาความจริง และพวกเจ้าไม่สามารถยอมรับและนบนอบต่อการถูกตัดแต่ง—ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกเจ้าอยู่ห่างไกลจากการเดินบนเส้นทางแห่งความรอด  เป็นเรื่องง่ายหรือไม่ที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอดหากเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง?  อันที่จริงแล้วไม่ง่าย  หากผู้คนไม่เคยผ่านประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า หากพวกเขาไม่เคยผ่านประสบการณ์กับการบ่มวินัย การสั่งสอน และการตัดแต่งของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่ง่ายที่พวกเขาจะกลายเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และผลลัพธ์ก็คือย่อมเป็นการยากมากที่พวกเขาจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอด  หลังจากที่ฟังถ้อยคำเหล่านี้แล้ว หากเจ้ารู้ว่าสิ่งเหล่านี้คือความจริง แต่เจ้าก็ยังไม่ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและสัมฤทธิ์ความรอด และเจ้าก็มองไม่เห็นว่านี่เป็นสิ่งที่ร้ายแรง รู้สึกว่าไม่ช้าก็เร็วย่อมจะถึงวันที่เจ้าจะก้าวเดินบนเส้นทางนั้น—ไม่เห็นต้องรีบร้อน—เช่นนั้นแล้วนี่เป็นทรรศนะประเภทใด?  เมื่อเจ้ามีทรรศนะเช่นนี้ เจ้าก็เดือดร้อนแล้ว และย่อมเป็นการยากที่เจ้าจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอด  ดังนั้นเจ้าต้องมีความแน่วแน่ลักษณะใดจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ได้?  เจ้าควรพูดว่า “อา!  ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอด—นี่อันตรายมาก!  พระเจ้าตรัสว่าผู้คนต้องดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดเวลา และต้องอธิษฐานมากขึ้น และหัวใจของพวกเขาต้องมีความสงบ และไม่วู่วาม—ดังนั้นฉันควรเริ่มนำทั้งหมดนี้มาปฏิบัติเดี๋ยวนี้เลย”  การปฏิบัติในหนทางนี้คือการเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า ง่ายเช่นนี้เอง  ผู้ที่ฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติเป็นผู้คนประเภทใดกัน?  พวกเขาเป็นคนดีหรือไม่?  พวกเขาเป็นคนดี—พวกเขาคือผู้คนที่รักความจริง  พวกเขาเป็นบุคคลประเภทใดหากหลังจากที่ฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พวกเขายังคงด้านชา ไม่แยแส ไม่ยอมจำนน—หากพวกเขาดูเบาพระวจนะของพระเจ้า และเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับพระวจนะ?  พวกเขาไม่เลอะเลือนหรอกหรือ?  ผู้คนถามเสมอว่ามีทางลัดที่จะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่เมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้า  เราบอกเจ้าแล้วว่าไม่มี แล้วเราก็บอกพวกเจ้าถึงเส้นทางที่เรียบง่ายนี้ แต่หลังจากที่ฟังจบ พวกเจ้ากลับไม่นำไปปฏิบัติ—ซึ่งก็คือการไม่รู้จักของดีเมื่อพวกเจ้าได้ฟังเรื่องดี  ผู้คนเช่นนี้สามารถช่วยให้รอดได้หรือ?  ต่อให้พวกเขาพอจะมีหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มาก ความรอดย่อมจะลำบากยากเย็นอย่างมาก  อาจมีสักวันที่พวกเขาตื่นจากการหลับ เมื่อพวกเขาคิดในใจว่า “อายุของฉันไม่น้อยแล้ว และฉันไม่ได้จัดการทำหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตนเองทั้งที่เชื่อในพระเจ้ามาตลอดหลายปีนี้  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดเวลา และฉันไม่ได้ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  ฉันต้องรีบอธิษฐานแล้ว”  หากพวกเขาคิดได้ในหัวใจของตนและเริ่มจัดการทำหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตน เช่นนั้นแล้วก็ไม่สายเกินไป!  แต่อย่าปล่อยไว้นานเกินไป หากเจ้ารอจนกระทั่งพวกเจ้าอยู่ในช่วงอายุเจ็ดสิบหรือแปดสิบปี และร่างกายของพวกเจ้าเริ่มไม่ทำงาน และพวกเจ้าไม่มีกำลังเหลืออีกต่อไป ก็ย่อมจะสายเกินไปที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงมิใช่หรือ?  หากพวกเจ้าใช้ช่วงเวลาหลายปีที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเจ้าให้หมดไปกับสิ่งที่ไร้ความหมาย และจบลงด้วยการเลื่อนหรือพลาดการไล่ตามเสาะหาความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในทุกสิ่ง นี่ไม่เขลาอย่างที่สุดหรอกหรือ?  มีสิ่งใดที่ไร้ปัญญากว่านี้อีกหรือไม่?  ผู้คนมากมายตระหนักรู้เป็นอย่างดีถึงหนทางที่แท้จริง แต่กลับรอให้อนาคตมาถึงแล้วจึงจะยอมรับและไล่ตามเสาะหาความจริง—พวกเขาล้วนเป็นคนเขลา  พวกเขาไม่รู้ว่าการไล่ตามเสาะหาความจริงต้องใช้ความมานะพยายามหลายสิบปีก่อนที่พวกเขาจะสามารถได้รับชีวิต  หากพวกเขาผลาญช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้รับการช่วยให้รอดก็ย่อมสายเกินไปที่จะเสียใจ!

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงด้วยการยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 380

ในฐานะผู้นำคริสตจักร เจ้าไม่เพียงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น เจ้ายังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะค้นพบและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ และเจ้าต้องไม่ริษยาหรือกดขี่คนเหล่านี้เด็ดขาด  การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่องานของคริสตจักร  หากเจ้าสามารถบ่มเพาะให้ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงสักสองสามคนร่วมมือกับเจ้าได้และทำงานทั้งปวงได้ดี และในท้ายที่สุดพวกเจ้าทุกคนก็มีคำพยานจากประสบการณ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเป็นผู้นำหรือคนทำงานที่ได้มาตรฐานแล้ว  หากเจ้าสามารถรับมือทุกสิ่งได้ตามหลักธรรม เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ให้ความจงรักภักดี  บางคนกลัวอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะเก่งกว่าตนหรืออยู่เหนือตน ว่าผู้อื่นจะได้รับการยอมรับขณะที่ตนถูกมองข้าม และนี่ก็พาให้พวกเขาเล่นงานและกีดกันผู้อื่น  นี่เป็นเรื่องของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถพิเศษมิใช่หรือ?  นั่นย่อมเห็นแก่ตัวและต่ำทรามมิใช่หรือ?  นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด?  นี่คือความมุ่งร้าย  ผู้ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เอาแต่ตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนเองเท่านั้น ไม่นึกถึงผู้อื่นหรือคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ย่อมมีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าก็ไม่ทรงรักพวกเขา  หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม  หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะแสดงให้เห็นความจงรักภักดีในหน้าที่ของเจ้ามิใช่หรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี  ผู้ที่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติ ย่อมสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำได้  เมื่อเจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หัวใจของเจ้าก็จะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  หากเจ้าเพียงทำสิ่งทั้งหลายเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นอยู่ตลอดเวลา และต้องการที่จะได้รับคำสรรเสริญและความเลื่อมใสจากผู้อื่นอยู่เสมอ และเจ้าไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้ายังคงทรงอยู่ในหัวใจของเจ้ากระนั้นหรือ?  ผู้คนเช่นนี้ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  จงอย่าทำสิ่งทั้งหลายเพื่อตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และอย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างมนุษย์ และอย่าไปนึกถึงความภาคภูมิใจ ความมีหน้ามีตา และสถานะของตัวเจ้าเอง ก่อนอื่นเจ้าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และให้ผลประโยชน์เหล่านั้นมีความสำคัญเป็นอันดับแรก  เจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเริ่มโดยการใคร่ครวญว่ามีมลทินอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ เจ้าจงรักภักดี ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และทุ่มเททั้งหมดที่เจ้ามีหรือยัง  รวมทั้งเจ้าได้คำนึงถึงหน้าที่ของเจ้าและงานของคริสตจักรด้วยหัวใจทั้งดวงหรือไม่  เจ้าต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าคิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เนืองๆ และคิดออก ก็ย่อมจะง่ายขึ้นที่เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี  หากเจ้ามีขีดความสามารถต่ำ หากประสบการณ์ของเจ้าตื้นเขิน หรือหากเจ้าไม่ชำนาญในงานสายอาชีพของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ก็อาจมีข้อผิดพลาดหรือความขาดตกบกพร่องบางอย่างในงานของเจ้า และเจ้าอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี—แต่เจ้าย่อมจะทำอย่างดีที่สุดแล้ว  เจ้าไม่ตอบสนองความอยากได้อยากมีหรือความชอบอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง  แทนที่จะทำเช่นนั้น เจ้าคำนึงถึงงานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ  แม้เจ้าอาจไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีในหน้าที่ของเจ้า แต่หัวใจของเจ้าก็ย่อมจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว หากว่านอกจากนี้เจ้ายังสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาในหน้าที่ของเจ้า การทำหน้าที่ของเจ้าก็ย่อมจะได้มาตรฐาน และพร้อมกันนั้นเจ้าก็จะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้  นี่คือความหมายของการมีคำพยาน

ผู้คนบางคนเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขาดำรงชีวิตไปตามเนื้อหนังอยู่เสมอ ละโมบในความยินดีทางเนื้อหนัง ตอบสนองความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเขาเองอยู่เสมอ  ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี  พวกเขาก็จะไม่มีวันเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง  นี่คือเครื่องหมายของการนำความเสื่อมเสียมาสู่พระเจ้า  เจ้าพูดว่า “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรที่ต้านทานพระเจ้าเลย  แล้วฉันนำความเสื่อมเสียมาให้พระองค์อย่างไรกัน?”  แนวคิดทั้งหมดและความคิดทั้งปวงของเจ้านั้นเลวทั้งสิ้น  เจตนา เป้าหมาย และเหตุจูงใจเบื้องหลังสิ่งที่เจ้าทำ และผลสืบเนื่องจากการกระทำของเจ้า ทำให้ซาตานพอใจเสมอ ทำให้เจ้าเป็นตัวตลกของมัน และเปิดโอกาสให้มันเอาเปรียบเจ้า  เจ้าไม่ได้เป็นคำพยานดังที่คริสตชนควรเป็น  เจ้าเป็นพวกของซาตาน  เจ้านำความเสื่อมเสียมาสู่พระนามของพระเจ้าในทุกเรื่อง และเจ้าก็ไม่มีคำพยานที่แท้จริง  พระเจ้าจะทรงจดจำสิ่งที่เจ้าได้ทำลงไปหรือไม่?  สุดท้ายแล้ว พระเจ้าจะทรงวินิจฉัยการกระทำ พฤติกรรม และหน้าที่ที่เจ้าทำว่ากระไร?  นั่นย่อมต้องมีข้อสรุปบางอย่าง มีถ้อยแถลงบางประการมิใช่หรือ?  ในพระคัมภีร์ องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’  เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:22-23)  เหตุใดเล่าองค์พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสเช่นนี้?  เหตุใดผู้คนมากมายที่ประกาศ ที่ขับผีปีศาจ และแสดงการอัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงกลายเป็นคนทำชั่ว?  เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริงที่องค์พระเยซูเจ้าทรงแสดง ไม่รักษาพระบัญญัติของพระองค์ และหัวใจของพวกเขาก็ไม่รักความจริง  พวกเขาเพียงต้องการนำงานที่ตนทำ ความทุกข์ยากที่ตนสู้ทน และการพลีอุทิศที่ทำไปเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า มาแลกเป็นพรแห่งราชอาณาจักรสวรรค์ พวกเขาพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้าในเรื่องนี้ พยายามใช้พระเจ้าและลวงให้พระเจ้าหลงกล ดังนั้นองค์พระเยซูเจ้าจึงทรงรังเกียจพวกเขา เกลียด และกล่าวโทษพวกเขาว่าเป็นคนทำชั่ว  ในวันนี้ผู้คนกำลังยอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า ทว่าบางคนยังคงไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ ปรารถนาที่จะโดดเด่นตลอดเวลา ต้องการเป็นผู้นำและคนทำงานและอยากมีหน้ามีตาและสถานะอยู่เสมอ  แม้พวกเขาทุกคนจะกล่าวว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า พวกเขาละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละเพื่อพระเจ้า  แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ของตนเพื่อให้ได้ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ และพวกเขาก็มีกลอุบายของตนอยู่เสมอ  พวกเขาไม่ได้นบนอบหรือจงรักภักดีต่อพระเจ้า พวกเขาสามารถวิ่งพล่านทำเรื่องไม่ดีโดยไม่ทบทวนตนเองแต่อย่างใด ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นคนทำชั่ว  พระเจ้าทรงเกลียดชังคนชั่วเหล่านี้ และพระเจ้าย่อมไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด  สิ่งใดคือมาตรฐานที่ใช้ตัดสินการกระทำและพฤติกรรมของคนว่าดีหรือชั่ว?  คือการที่ว่าในความนึกคิด สิ่งที่พวกเขาเผยออกมา และการกระทำทั้งหลายของพวกเขานั้น พวกเขามีคำพยานของการนำความจริงไปปฏิบัติและใช้ชีวิตตามความเป็นจริงความจริงหรือไม่  หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงนี้หรือใช้ชีวิตตามนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือคนทำชั่วอย่างไม่ต้องสงสัย  พระเจ้าทรงมองคนทำชั่วว่าอย่างไร?  สำหรับพระเจ้าแล้ว ความคิดและการกระทำภายนอกของเจ้าไม่ได้เป็นคำพยานให้พระองค์ และไม่ได้ทำให้ซาตานอดสูและปราชัย แต่กลับนำความอับอายมาให้พระองค์ และเต็มไปด้วยเครื่องหมายของการทำให้พระองค์เสื่อมเสียพระเกียรติเพราะเจ้า  เจ้าไม่ได้กำลังเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า เจ้าไม่ได้สละตนเองเพื่อพระเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้กำลังลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่เจ้ามีต่อพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับกำลังกระทำเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเจ้าเอง  ความหมายของ “เพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง” คือสิ่งใด?  หากจะกล่าวให้แน่ชัด นี่หมายถึงเพื่อซาตาน  เพราะฉะนั้น ในตอนสุดท้าย พระเจ้าจะตรัสว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”  ในสายพระเนตรของพระเจ้า การกระทำของเจ้าจะไม่ถูกมองว่าเป็นการทำดี ทั้งหมดจะถูกพิจารณาว่าเป็นการทำชั่ว  การกระทำของเจ้าไม่เพียงไม่สามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าเท่านั้น—แต่จะถูกกล่าวโทษอีกด้วย  คนเราหวังจะได้รับสิ่งใดจากการเชื่อเช่นนั้นในพระเจ้า?  สุดท้ายแล้วการเชื่อเช่นนั้นจะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ?

สำหรับทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับความจริงจะลุ่มลึกหรือตื้นเขินเช่นไร การปฏิบัติที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงก็คือ การคิดถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าในทุกโอกาส โดยปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของตน เจตนาส่วนตน เหตุจูงใจ ความภาคภูมิใจ และสถานะของตน  และวางผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไว้อันดับแรก—อย่างน้อยที่สุดพวกเขาควรทำเช่นนี้  หากแม้เพียงเท่านี้ คนที่ปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่สามารถทำได้ เช่นนั้นแล้วจะพูดได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน?  นั่นย่อมไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา  ก่อนอื่นเจ้าควรนึกถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และคิดพิจารณาถึงงานของคริสตจักร  จงให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านี้เหนือสิ่งอื่นใด เฉพาะหลังจากนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถคิดเกี่ยวกับเสถียรภาพของสถานะของเจ้าหรือนึกถึงสายตาที่ผู้อื่นมองเจ้าได้  พวกเจ้าไม่รู้สึกหรอกหรือว่านี่พอจะง่ายขึ้นบ้างเมื่อเจ้าแบ่งมันออกเป็นสองขั้นตอนและทำการประนีประนอมบ้าง?  หากเจ้าปฏิบัติเช่นนี้ไปสักพัก เจ้าก็จะมารู้สึกว่าการทำให้พระเจ้าพอพระทัยนั้นไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรมีความสามารถที่จะลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหลายของเจ้า ปฏิบัติภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้า วางความอยากได้อยากมี ความตั้งใจและแรงจูงใจอันเห็นแก่ตัวของเจ้าลง เจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และให้ความสำคัญแก่ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า งานของคริสตจักร และหน้าที่ที่เจ้าพึงปฏิบัติเป็นอันดับแรก  หลังจากผ่านประสบการณ์กับการนี้ไปสักพัก เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือหนทางปฏิบัติตนอันดีงาม  เป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ไม่เป็นคนที่เลวทรามต่ำช้า นี่คือการดำรงชีวิตอย่างยุติธรรมและมีเกียรติ แทนที่จะเป็นคนที่ไร้กระดูกสันหลัง น่าดูหมิ่น และต่ำช้า  เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือวิธีที่คนคนหนึ่งควรปฏิบัติตน และเป็นภาพลักษณ์ที่พวกเขาควรใช้เป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต  ความอยากที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองก็จะค่อยๆ ทุเลาลง  ตอนนี้ไม่ว่าพวกเจ้าจะเชื่อในพระเจ้ามานานเพียงใด การเข้าสู่และมีประสบการณ์กับบทเรียนทั้งหลายของการไล่ตามเสาะหาความจริง การปฏิบัติความจริง และการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ก็ยังขาดความลึกซึ้ง และพวกเจ้าก็ไม่มีประสบการณ์กับบทเรียนเหล่านั้นอย่างแท้จริง ดังนั้นพวกเจ้าจึงไม่สามารถก่อเกิดคำพยานที่แท้จริงได้  บัดนี้เราได้บอกวิธีการอันเรียบง่ายนี้แก่พวกเจ้าแล้ว กล่าวคือ จงเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติในหนทางนี้ และเมื่อพวกเจ้าได้ทำเช่นนี้ไปสักระยะหนึ่งแล้ว สภาวะภายในตัวพวกเจ้าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว  การนั้นจะพลิกจากสภาวะก้ำกึ่งนั้น ซึ่งเจ้าทั้งไม่ใช่สนใจที่จะเชื่อในพระเจ้าอย่างมากหรือรังเกียจการเชื่อในพระเจ้าอย่างมาก ไปสู่สภาวะที่เจ้ารู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าและการเป็นบุคคลซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม ทั้งยังเป็นสภาวะซึ่งเจ้าสนใจที่จะเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ และรู้สึกว่ามีความหมายและการบำรุงเลี้ยงอยู่ในการใช้ชีวิตในหนทางนี้  เจ้าจะรู้สึกมั่นคง มีสันติสุข และรู้สึกชื่นชมยินดีอยู่ในหัวใจของเจ้า  สภาวะของเจ้าจะกลายเป็นเช่นนั้น  นั่นคือผลของการปล่อยมือจากเจตนา ผลประโยชน์ และความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง  นั่นคือผลลัพธ์  นี่เป็นผลจากความร่วมมือของมนุษย์ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็เป็นผลจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจที่ไม่มีความร่วมมือจากผู้คน

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งเท่านั้น

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 381

พวกเจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย?  การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยกับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมนั้นแตกต่างกันในแก่นแท้ และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยกับการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติก็แตกต่างกันเช่นกัน—ทั้งหมดนั้นแตกต่างกันในแก่นแท้  ผู้คนส่วนใหญ่วางการเน้นย้ำพิเศษไปที่พฤติกรรมในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ผลลัพธ์ของการนั้นก็คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบางอย่างในพฤติกรรมของพวกเขา  หลังจากที่พวกเขาได้เริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็เลิกสูบ เลิกดื่ม และเลิกขับเคี่ยวกับผู้อื่น เลือกที่จะใช้ความอดทนเมื่อพวกเขาทนทุกข์กับการสูญเสีย  พวกเขาก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมบางอย่าง  บางคนรู้สึกว่าทันทีที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็เข้าใจความจริงจากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขามีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว และพวกเขามีความชื่นชมอันแท้จริงอยู่ในหัวใจของตน ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกแรงกล้าเป็นพิเศษ และไม่มีอะไรเลยที่พวกเขาไม่สามารถละทิ้งหรือทนทุกข์ได้  กระนั้นก็ตาม หลังจากที่เชื่อมาแปด สิบ หรือแม้กระทั่งยี่สิบหรือสามสิบปีแล้ว ด้วยความที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาเลย พวกเขาจึงจบลงตรงการไถลย้อนกลับไปสู่หนทางเก่า ความโอหังและความทะนงตนของพวกเขาก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น พวกเขาเริ่มแข่งขันกันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ พวกเขาละโมบในเงินทองของคริสตจักร พวกเขาอิจฉาผู้ที่ได้ประโยชน์จากพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขากลายเป็นปรสิตและเห็บหมัดในพระนิเวศของพระเจ้า และบางคนก็ถูกเปิดเผยและกำจัดออกไปในฐานะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ด้วยซ้ำ  และข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์อะไรหรือ?  การเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ในพฤติกรรมนั้นไม่มีความยั่งยืน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของผู้คน ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา  นี่เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมทั้งหลายซึ่งเกิดจากความกะตือรือร้น และเมื่อเข้าคู่กับพระราชกิจบางอย่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลานั้น จึงกลายเป็นง่ายอย่างยิ่งที่พวกเขาจะเกิดความมุ่งมั่น หรือมีความตั้งใจที่ดีเป็นช่วงเวลาสั้นๆ  ในขณะที่พวกผู้ไม่มีความเชื่อพูดกันว่า “การทำความดีอย่างหนึ่งนั้นง่าย สิ่งที่ยากก็คือการทำความดีไปตลอดชีวิต”  เพราะเหตุใดผู้คนจึงไม่สามารถทำความดีไปตลอดชีวิตของตนได้?  เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนย่อมเลว เห็นแก่ตัว และเสื่อมทราม  พฤติกรรมของคนเราถูกชี้นำโดยธรรมชาติของตน ไม่ว่าธรรมชาติของคนเราเป็นเช่นไร พฤติกรรมที่คนเราเปิดเผยออกมาก็เป็นเช่นนั้น และมีเพียงสิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาตามธรรมชาติเท่านั้นที่แสดงถึงธรรมชาติของคนเรา  สิ่งทั้งหลายซึ่งจอมปลอมไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาว  เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นไม่ใช่การประดับประดามนุษย์ด้วยพฤติกรรมที่ดีงาม—จุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อแปลงสภาพอุปนิสัยของผู้คน เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเกิดใหม่ไปเป็นคนใหม่  การพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และกระบวนการถลุงมนุษย์ของพระเจ้าล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเขา เพื่อให้เขาสัมฤทธิ์การนบนอบและการจงรักภักดีต่อพระเจ้าโดยบริบูรณ์ และมานมัสการพระองค์อย่างเป็นปกติ  นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้า  การมีพฤติกรรมดีมิได้มีความหมายเดียวกับการนบนอบต่อพระเจ้า นับประสาอะไรที่นั่นจะมีความหมายเท่ากับการเข้ากันได้กับพระคริสต์  การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในพฤติกรรมนั้นมีพื้นฐานอยู่บนคำสอน และเกิดมาจากความรู้สึกเร่าร้อน การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมิได้มีพื้นฐานอยู่บนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หรืออยู่บนความจริง นับประสาอะไรที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้ว่ามีหลายคราที่บางสิ่งที่ผู้คนทำนั้นได้รับความรู้แจ้งหรือการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่นี่ก็มิใช่การเปิดเผยชีวิตของพวกเขา  พวกเขายังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงทั้งหลาย และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด  ไม่ว่าพฤติกรรมของบุคคลหนึ่งจะดีงามเพียงใด ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าพวกเขานบนอบพระเจ้า หรือพิสูจน์ว่าพวกเขานำความจริงไปปฏิบัติ  การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตและไม่สามารถนับได้ว่าเป็นการเปิดเผยของชีวิต

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 382

หากบุคคลหนึ่งมีพฤติกรรมที่ดีงามมากมาย นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาครองความเป็นจริงความจริง  มีเพียงปฏิบัติความจริงและปฏิบัติตนไปตามหลักธรรมเท่านั้น เจ้าจึงสามารถครองความเป็นจริงความจริงได้  มีเพียงการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถครองความเป็นจริงความจริงได้  ผู้คนบางคนมีใจกระตือรือร้น สามารถกล่าวคำสอน ทำตามข้อบังคับ และทำความดีมากมาย แต่สามารถพูดถึงพวกเขาได้เพียงว่าพวกเขาครองสภาวะความเป็นมนุษย์อยู่เล็กน้อย  ผู้ที่สามารถกล่าวคำสอนและทำตามข้อบังคับอยู่เสมอไม่จำเป็นต้องสามารถปฏิบัติความจริงได้เสมอไป  แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดจะถูกต้องและฟังดูเหมือนไม่มีปัญหา แต่พวกเขาก็ไม่มีอะไรจะพูดในเรื่องที่เกี่ยวกับแก่นแท้ของความจริง  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครบางคนจะสามารถกล่าวคำสอนได้มากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้าใจความจริง และไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจคำสอนมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้  นักทฤษฎีทางศาสนาทุกคนสามารถอธิบายพระคัมภีร์ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาทั้งหมดก็ล้มเพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงไว้  ผู้คนที่ได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาย่อมแตกต่างออกไป กล่าวคือ พวกเขาได้เข้าใจความจริงแล้ว พวกเขากำลังหยั่งรู้ประเด็นปัญหาทั้งหมด พวกเขารู้วิธีที่จะปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า วิธีที่จะปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง และวิธีที่จะปฏิบัติตนให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และพวกเขาเข้าใจธรรมชาติของความเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา  เมื่อแนวคิดและมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเองถูกเผยออกมา พวกเขาย่อมสามารถหยั่งรู้และขัดขืนเนื้อหนังได้  นี่คือวิธีที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยสำแดงออกมา  การสำแดงหลักของผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยแล้วก็คือการที่พวกเขาเข้าใจความจริงอย่างชัดเจนแล้ว และเมื่อดำเนินการสิ่งทั้งหลาย พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติด้วยความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นและพวกเขาไม่เปิดเผยความเสื่อมทรามบ่อยครั้งอย่างที่เป็นมา  โดยทั่วไป บรรดาผู้ที่อุปนิสัยของพวกเขาได้แปลงสภาพไปแล้วนั้นดูเหมือนจะมีสำนึกและหยั่งรู้เป็นพิเศษ และเนื่องจากการเข้าใจความจริงของพวกเขา พวกเขาไม่เผยความความคิดว่าตนเองถูกหรือความโอหังมากอย่างแต่ก่อน  พวกเขาสามารถมองทะลุและหยั่งรู้ความเสื่อมทรามที่ถูกเปิดเผยในตัวพวกเขาได้อย่างมากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เกิดความโอหัง  พวกเขาสามารถเข้าใจได้อย่างเหมาะสมว่าพวกเขาควรอยู่ที่ใด และอะไรคือสิ่งที่มีสำนึกที่พวกเขาควรทำ ควรรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างไร และควรพูดหรือไม่พูดเรื่องใด รวมทั้งควรพูดและทำสิ่งใดกับผู้คนแบบใด  ด้วยเหตุนี้ ผู้คนที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้วจึงค่อนข้างมีเหตุผล และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์อย่างแท้จริง  เนื่องจากพวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาจึงสามารถกล่าวและมองเห็นสิ่งทั้งหลายอย่างสอดคล้องกับความจริง และพวกเขามีหลักธรรมในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคล เหตุการณ์ หรือเรื่องราวใดๆ และพวกเขาทั้งหมดมีทัศนะของพวกเขาเองและสามารถค้ำจุนหลักธรรมความจริงทั้งหลายได้  อุปนิสัยของพวกเขาจะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างมั่นคง พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา และไม่สำคัญว่ารูปการณ์แวดล้อมของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาก็เข้าใจวิธีทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างถูกต้องเหมาะสมและวิธีที่จะประพฤติตนให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  อันที่จริงแล้ว บรรดาผู้ที่อุปนิสัยของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้นไม่มุ่งเน้นสิ่งซึ่งจะทำภายนอกเพื่อให้ผู้อื่นคิดดีกับพวกเขา พวกเขาได้รับความชัดเจนภายในเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำเพื่อให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เพราะฉะนั้น จากภายนอกแล้ว พวกเขาอาจไม่ดูเหมือนว่ามีใจกระตือรือร้นมากนักหรือได้ทำสิ่งใดที่สำคัญ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำนั้นมีความหมาย มีคุณค่า และให้ผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  ผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยย่อมครองความเป็นจริงความจริงเป็นอันมากอย่างแน่นอน และการนี้สามารถยืนยันได้โดยมุมมองเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายของพวกเขาและหลักธรรมแห่งการกระทำของพวกเขา  แน่นอนที่สุดว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับความจริงนั้นยังไม่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตแต่อย่างใด  อันที่จริงแล้วจะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้อย่างไร?  มนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ พวกเขาทั้งหมดต้านทานพระเจ้า และพวกเขาทั้งหมดมีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้า  พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดโดยทำให้ผู้ที่มีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้าและผู้ที่สามารถต้านทานพระเจ้ากลายเป็นผู้ที่สามารถนบนอบและยำเกรงพระเจ้า  นี่คือความหมายของการเป็นใครบางคนที่อุปนิสัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  ไม่ว่าบุคคลหนึ่งจะเสื่อมทรามเช่นไรหรือมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามมากเพียงใด ตราบใดที่พวกเขาสามารถยอมรับความจริง ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และยอมรับบททดสอบและกระบวนการถลุงต่างๆ พวกเขาย่อมจะเข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง และในเวลาเดียวกันพวกเขาจะสามารถมองเห็นแก่นแท้ธรรมชาติของตนเองได้อย่างชัดเจน  เมื่อพวกเขารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะสามารถเกลียดตนเองและซาตานได้ และพวกเขาจะเต็มใจขัดขืนซาตาน และนบนอบพระเจ้าอย่างสมบูรณ์  เมื่อคนคนหนึ่งมีปณิธานเช่นนี้ พวกเขาย่อมจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริง  หากผู้คนมีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า หากอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพระวจนะของพระเจ้าหยั่งรากในตัวพวกเขา และได้กลายเป็นชีวิตของพวกเขาและเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ของพวกเขา หากพวกเขาดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และได้เปลี่ยนแปลงและกลายเป็นคนใหม่อย่างสมบูรณ์—เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมนับเป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขา  การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยไม่ได้หมายถึงการมีความเป็นมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่และมากประสบการณ์ และไม่ได้หมายความว่าอุปนิสัยภายนอกทั้งหลายของผู้คนนั้นสุภาพอ่อนโยนขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเคยโอหัง แต่มาบัดนี้สามารถพูดคุยกันได้อย่างมีเหตุมีผล หรือว่าพวกเขาเคยไม่ฟังใครเลย แต่มาบัดนี้สามารถรับฟังผู้อื่นได้นิดหน่อย การเปลี่ยนแปลงภายนอกเช่นนั้นไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการแปลงสภาพในอุปนิสัย  แน่นอนว่าการแปลงสภาพทั้งหลายในอุปนิสัยย่อมรวมถึงการสำแดงทั้งหลายดังกล่าว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการที่ชีวิตของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าและความจริงได้หยั่งรากอยู่ในตัวพวกเขา เป็นใหญ่อยู่ในตัวพวกเขา และกลายเป็นชีวิตของพวกเขาไปแล้ว  ทัศนะที่พวกเขามีเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นกัน  พวกเขาสามารถมองทะลุสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกและในหมู่มวลมนุษย์ วิธีที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม วิธีที่พญานาคใหญ่สีแดงต้านทานพระเจ้า และแก่นแท้ของพญานาคใหญ่สีแดงได้  พวกเขาสามารถเกลียดชังพญานาคใหญ่สีแดง ซึ่งก็คือซาตาน อยู่ในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาสามารถหันไปหาและติดตามพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์  นี่หมายความว่าอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และพระเจ้าทรงได้รับพวกเขาไว้แล้ว  การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานที่สำคัญ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นผิวเผิน  เฉพาะผู้ที่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตแล้วเท่านั้นที่ได้รับความจริง และพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 383

การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม อีกทั้งไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เสแสร้งจากภายนอกหรือการปรับเปลี่ยนชั่วคราวที่ทำไปเพราะความกระตือรือร้น  ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะดีเพียงใด ก็ไม่สามารถแทนที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงภายนอกเหล่านี้สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยความพยายามของมนุษย์ แต่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยความพยายามของคนเราแต่เพียงอย่างเดียว  พึงต้องมีการผ่านประสบการณ์กับการพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และกระบวนการถลุงของพระเจ้า รวมทั้งการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงจะสัมฤทธิ์การนี้  แม้ว่าผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าจะแสดงพฤติกรรมที่ดีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีพวกเขาแม้สักคนเดียวที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง รักพระเจ้าอย่างแท้จริง หรือสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เป็นเพราะว่านี่พึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิต และการเปลี่ยนแปลงเพียงพฤติกรรมย่อมไม่เพียงพอ  การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหมายความว่าเจ้ารู้จักและมีประสบการณ์กับความจริง และความจริงได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า ความจริงสามารถชี้นำและมีอำนาจครอบครองชีวิตของเจ้าและทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวเจ้า  นี่คือการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า  เฉพาะผู้คนที่มีความจริงเสมือนเป็นชีวิตเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนไปแล้ว  ในอดีตอาจมีความจริงบางอย่างที่เจ้าไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้เวลาที่เจ้าเข้าใจความจริงเหล่านั้น แต่บัดนี้เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงไม่ว่าจะเป็นแง่มุมใดก็ตามที่เจ้าเข้าใจโดยปราศจากอุปสรรคหรือความลำบากยากเย็น  เมื่อเจ้าปฏิบัติความจริง เจ้าย่อมพบว่าตนเองเปี่ยมด้วยสันติและความสุข แต่หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติความจริง เจ้าจะรู้สึกเจ็บปวดและมโนธรรมของเจ้าก็จะถูกรบกวน  เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงในทุกสิ่ง ดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และมีรากฐานของการใช้ชีวิต  นี่หมายความว่าอุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  บัดนี้เจ้าสามารถปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้า ความชอบและการไล่ตามไขว่คว้าทางด้านเนื้อหนังของเจ้า และสิ่งเหล่านั้นที่เจ้าไม่สามารถปล่อยมือได้มาก่อน  เจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นประเสริฐโดยแท้ และการปฏิบัติความจริงเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดที่ควรจะทำ  นี่หมายความว่าอุปนิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยฟังดูง่ายมาก แต่อันที่จริงเป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันกับประสบการณ์มากมาย  ในช่วงนี้ผู้คนจำเป็นต้องทุกข์ทนกับความยากลำบากมากมาย พวกเขาจำเป็นต้องสยบร่างกายของตนเองและขบถต่อเนื้อหนังของตน พวกเขาจำเป็นต้องทุกข์ทนกับการพิพากษา การตีสอน การตัดแต่ง บททดสอบ และกระบวนการถลุงอีกด้วย และพวกเขายังจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์กับความล้มเหลว การล้มลง การดิ้นรนต่อสู้ภายใน และความทรมานมากมายในหัวใจของพวกเขาด้วย  หลังจากมีประสบการณ์เหล่านี้แล้วเท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถเข้าใจธรรมชาติของตนเองได้บ้าง แต่การมีความเข้าใจอยู่บ้างนั้นไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ในทันที พวกเขาต้องก้าวผ่านประสบการณ์อันยาวนานก่อนที่พวกเขาจะสามารถละทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้ทีละเล็กทีละน้อยในที่สุด  นี่คือสาเหตุที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าเผยให้เห็นความเสื่อมทรามในเรื่องหนึ่ง เมื่อเจ้าตระหนักดังนั้น เจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงได้ในทันทีหรือไม่?  เจ้าไม่สามารถ  เมื่อความเข้าใจดำเนินมาถึงระยะนี้ ผู้อื่นย่อมตัดแต่งเจ้า และแล้วสภาพแวดล้อมของเจ้าก็จะเคี่ยวเข็ญและบีบบังคับเจ้าให้กระทำการตามหลักธรรมความจริง  บางครั้งเจ้ายังทำใจให้ทำเช่นนั้นไม่ได้ และเจ้าพูดกับตนเองว่า “ฉันต้องทำเช่นนี้หรือ?  ทำไมฉันถึงทำในแบบที่ฉันต้องการไม่ได้?  ทำไมจึงขอให้ฉันปฏิบัติความจริงอยู่เสมอ?  ฉันไม่อยากทำเช่นนี้ ฉันเบื่อแล้ว!”  การผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าพึงต้องก้าวผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้คือ จากการไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงไปสู่การปฏิบัติความจริงด้วยความเต็มใจ จากการคิดลบและความอ่อนแอไปสู่ความเข้มแข็งและความสามารถที่จะขบถต่อเนื้อหนัง  เมื่อผู้คนมีประสบการณ์ไปถึงจุดหนึ่ง แล้วก้าวผ่านบททดสอบและกระบวนการถลุงบางอย่าง และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและความจริงบางอย่างในท้ายที่สุด เมื่อนั้นพวกเขาก็ค่อนข้างจะมีความสุขและเต็มใจที่จะกระทำการตามหลักธรรมความจริง  ในช่วงเริ่มต้น ผู้คนไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง  จงดูตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราด้วยความอุทิศตนเถิด กล่าวคือ เจ้ามีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและการอุทิศตนต่อพระเจ้า และเจ้ามีความเข้าใจในความจริงอยู่บ้างอีกด้วย แต่เมื่อใดเล่าที่เจ้าจะสามารถอุทิศตนได้อย่างสุดใจ?  เมื่อใดเจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้อย่างคู่ควร?  การนี้จำต้องผ่านกระบวนการหนึ่ง  ในระหว่างกระบวนการนี้ เจ้าอาจทนทุกข์กับความยากลำบากมากมาย  ผู้คนบางคนอาจจะตัดแต่งเจ้า และผู้อื่นอาจวิพากษ์วิจารณ์เจ้า  ดวงตาของทุกคนจะจ้องมองเจ้า พินิจพิเคราะห์เจ้า และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเริ่มต้นตระหนักว่าเจ้าเป็นคนผิดและว่าเจ้าเป็นผู้ที่ยังทำได้ไม่ดีพอ ว่าการไร้ซึ่งความอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าคือสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับ และเจ้าก็ต้องไม่สุกเอาเผากิน!  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าจากภายใน และตำหนิเจ้าเมื่อเจ้าทำความผิดพลาด  ในระหว่างกระบวนการนี้ เจ้าจะเกิดความเข้าใจในบางสิ่งเกี่ยวกับตัวเจ้าเอง และจะรู้ว่าเจ้ามีสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์มากเกินไป เจ้าเก็บงำสิ่งจูงใจส่วนตัวมากเกินไป และมีความอยากอันฟุ้งเฟ้อมากเกินไปเวลาปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า  ทันทีที่เจ้าเข้าใจแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าเจ้าสามารถมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและมีสำนึกกลับใจที่แท้จริง เจ้าก็ย่อมจะสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จากสิ่งที่เสื่อมทรามเหล่านั้น  หากเจ้าแสวงหาความจริงในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้งเพื่อแก้ปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าเอง เจ้าจะค่อยๆ ย่างเท้าลงบนเส้นทางแห่งความเชื่อที่ถูกต้อง เจ้าจะเริ่มมีประสบการณ์ชีวิตที่แท้จริง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าจะเริ่มได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป  ยิ่งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้าก็จะยิ่งเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่านั้น

แม้ว่าบัดนี้จะมีผู้คนมากมายกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ แต่โดยแก่นแท้ มีกี่คนที่กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน?  มีกี่คนที่สามารถยอมรับความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักธรรมความจริง?  มีกี่คนที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามข้อกำหนดของพระเจ้าหลังจากที่อุปนิสัยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว?  ด้วยการตรวจสอบสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เจ้าจะสามารถรู้ได้ว่าเจ้าปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมาตรฐานแล้วหรือยัง และเจ้าจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่  การสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย นั่นไม่ได้หมายถึงแค่มีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมไม่กี่อย่าง การได้รับความรู้เกี่ยวกับความจริงบ้าง การมีความสามารถที่จะพูดคุยเล็กน้อยเกี่ยวกับประสบการณ์ของคนเรากับทุกแง่มุมของความจริง หรือมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง หรือหันมานบนอบบ้างเล็กน้อยหลังจากถูกบ่มวินัย  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ประกอบกันขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของคนเรา  เหตุใดเราจึงกล่าวการนี้?  แม้ว่าเจ้าอาจได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว แต่เจ้ายังคงไม่นำความจริงไปปฏิบัติอย่างแท้จริง  บางทีเนื่องจากเจ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพียงชั่วคราว และสถานการณ์ก็เอื้ออำนวย หรือรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของเจ้าได้บังคับเจ้า เจ้าจึงได้ประพฤติตนในหนทางนี้  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจ้าอารมณ์ดี เมื่อสภาวะของเจ้าเป็นปกติ และเมื่อเจ้ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าก็จะสามารถปฏิบัติความจริง  แต่สมมุติว่าเจ้าอยู่ท่ามกลางบททดสอบ เมื่อเจ้ากำลังทนทุกข์เหมือนโยบท่ามกลางบททดสอบของเจ้า หรือเจ้ากำลังเผชิญหน้าบททดสอบแห่งความตาย  เมื่อสิ่งนี้มาถึง เจ้าจะยังคงสามารถปฏิบัติความจริงและตั้งมั่นในคำพยานได้หรือไม่?  เจ้าจะสามารถกล่าวบางสิ่งคล้ายที่เปโตรกล่าวไว้ได้หรือไม่ว่า “ต่อให้ข้าพระองค์ต้องตายหลังจากที่ได้รู้จักพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ตายอย่างเปรมปรีดิ์และมีความสุขได้อย่างไร?”  เปโตรให้ค่ากับสิ่งใด?  สิ่งที่เปโตรให้ค่าคือการนบนอบ และเขาถือว่าการรู้จักพระเจ้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นเขาจึงสามารถนบนอบได้จนวันตาย  การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ต้องใช้ประสบการณ์ชั่วชีวิตจึงจะสัมฤทธิ์  การเข้าใจความจริงนั้นง่ายกว่าเล็กน้อย แต่การสามารถปฏิบัติความจริงในบริบทต่างๆ กลับยาก  เหตุใดผู้คนจึงมีปัญหาอยู่เสมอกับการนำความจริงไปปฏิบัติ?  ในข้อเท็จจริงแล้ว ความลำบากยากเย็นเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน และล้วนเป็นอุปสรรคขัดขวางที่มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องทนทุกข์อย่างมากและยอมลำบากเพื่อที่จะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้  หากเจ้าไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เจ้าย่อมจะไม่ต้องทนทุกข์และยอมลำบากเพื่อที่จะปฏิบัติความจริง  นี่คือข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดมิใช่หรือ?  บางครั้งมันอาจดูราวกับว่าเจ้ากำลังนำความจริงไปปฏิบัติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของการกระทำของเจ้าไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้ากำลังทำเช่นนั้นอยู่  เมื่อติดตามพระเจ้า ผู้คนมากมายสามารถละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของพวกเขา และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อว่าพวกเขากำลังปฏิบัติความจริงอยู่  อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยสามารถให้คำพยานที่แท้จริงจากประสบการณ์  เกิดอะไรขึ้นตรงจุดนี้กันแน่?  เมื่อประเมินพวกเขาตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ พวกเขาดูเหมือนกำลังปฏิบัติความจริง  กระนั้นพระเจ้าก็หาได้ทรงยอมรับไม่ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่คือการปฏิบัติความจริง  หากสิ่งทั้งหลายที่เจ้าทำมีสิ่งจูงใจส่วนตัวอยู่เบื้องหลังและมีการปลอมปน เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมหมิ่นเหม่ที่จะเบี่ยงเบนจากหลักธรรม และไม่สามารถพูดได้ว่ากำลังปฏิบัติความจริง นี่เป็นเพียงการประพฤติปฏิบัติอย่างหนึ่งเท่านั้น  พูดให้ถูกต้องก็คือการประพฤติปฏิบัติเยี่ยงนี้ของเจ้าน่าจะถูกพระเจ้ากล่าวโทษ พระองค์จะไม่ทรงเห็นชอบหรือจดจำการประพฤติปฏิบัติเช่นนี้  เมื่อชำแหละเรื่องนี้ต่อไปจนถึงแก่นแท้และรากเหง้าของมันแล้ว เจ้าก็คือคนทำชั่ว และพฤติกรรมภายนอกของเจ้าก็ประกอบกันขึ้นเป็นการต่อต้านพระเจ้า  จากภายนอก เจ้าไม่ได้กำลังขัดขวางหรือรบกวนสิ่งใด และเจ้าก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายที่แท้จริง  มันดูเหมือนจะมีตรรกะและสมเหตุสมผล แต่ภายในมีสิ่งปนเปื้อนจากมนุษย์ มีเจตนาเยี่ยงมนุษย์ และแก่นแท้ของการกระทำของเจ้าก็คือแก่นแท้ของการทำชั่วและต้านทานพระเจ้า  ดังนั้นเจ้าควรที่จะกำหนดว่ามีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าแล้วหรือยัง และเจ้ากำลังนำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่ โดยใช้พระวจนะของพระเจ้าและมองดูสิ่งจูงใจเบื้องหลังการกระทำของเจ้าเอง  นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าการกระทำของเจ้าคล้อยตามความคิดฝันแบบมนุษย์และความคิดอ่านของมนุษย์หรือไม่ หรือว่าการกระทำเหล่านั้นเหมาะสมกับรสนิยมของเจ้าหรือไม่ สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นไม่สำคัญเลย  ตรงกันข้าม นี่ขึ้นอยู่กับการตรัสของพระเจ้าว่าเจ้าทำตามเจตนารมณ์ของพระองค์หรือไม่ ว่าการกระทำของเจ้ามีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ และว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นไปตามมาตรฐานที่พระองค์กำหนดไว้หรือไม่  การประเมินวัดตัวเจ้าเองกับข้อกำหนดของพระเจ้าเท่านั้นจึงจะถูกต้องแม่นยำ  การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและการนำความจริงไปปฏิบัติไม่ใช่เรื่องเรียบง่ายและง่ายดายอย่างที่ผู้คนจินตนาการ  บัดนี้พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้แล้วใช่หรือไม่?  เจ้ามีประสบการณ์ใดๆ กับการนี้หรือไม่?  เมื่อพูดถึงแก่นแท้ของปัญหา พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจมัน การเข้าสู่ของพวกเจ้าได้เป็นไปโดยผิวเผินอย่างเกินควร  พวกเจ้าวิ่งวุ่นดำเนินงานทั้งวัน จากรุ่งอรุณจนถึงพลบค่ำ ตื่นแต่เช้าตรู่และเข้านอนดึก ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังไม่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า และพวกเจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในทางอุปนิสัยคืออะไร  นี่หมายความว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นตื้นเขินเกินไป ใช่หรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะได้เชื่อพระเจ้ามานานเพียงใด พวกเจ้าอาจไม่สำนึกรับรู้ถึงแก่นแท้และสิ่งทั้งหลายที่ลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย  อาจกล่าวได้หรือไม่ว่าอุปนิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงแล้ว?  เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบในตัวเจ้าหรือไม่?  อย่างน้อยที่สุด เจ้าจะรู้สึกมั่นคงเป็นพิเศษเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ และเจ้าจะรู้สึกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำและให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าและทรงพระราชกิจในตัวเจ้าขณะที่เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ขณะที่เจ้ากำลังทำงานใดๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าหรือทำงานทั่วไป  การกระทำของเจ้าจะเข้ากันได้อย่างกลมเกลียวกับพระวจนะของพระเจ้า และทันทีที่เจ้าได้รับประสบการณ์ในระดับใดระดับหนึ่งแล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าวิธีที่เจ้ากระทำการในอดีตนั้นค่อนข้างจะเหมาะสม  อย่างไรก็ตาม หากหลังจากที่ได้รับประสบการณ์เป็นระยะเวลาหนึ่ง เจ้ารู้สึกว่าบางสิ่งที่เจ้าเคยทำในอดีตนั้นไม่เหมาะสม และเจ้าไม่พอใจในสิ่งเหล่านั้น และรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วนี่พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกสิ่งที่เจ้าทำไปนั้นเป็นไปเพื่อต้านทานพระเจ้า  เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการรับใช้ของเจ้าเต็มไปด้วยการเป็นกบฏ การต้านทานและหนทางลงมือกระทำการของมนุษย์ ว่าเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้อย่างสิ้นเชิง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 384

ในการวัดว่าผู้คนสามารถนบนอบพระเจ้าได้หรือไม่นั้น กุญแจสำคัญก็คือว่า พวกเขามีความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อหรือมีสิ่งจูงใจแอบแฝงต่อพระองค์หรือไม่  หากผู้คนมีข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอยู่เสมอ นั่นก็พิสูจน์ว่าพวกเขาไม่นบนอบพระองค์  ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า หากเจ้าไม่ยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้าและเจ้าไม่แสวงหาความจริง อีกทั้งเจ้ากำลังโต้แย้งเพื่อตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และรู้สึกอยู่เสมอว่ามีเพียงตัวเจ้าเท่านั้นที่ถูก และหากเจ้าถึงขั้นสามารถกังขาในเรื่องที่ว่าพระเจ้าคือความจริงและความชอบธรรม เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะเดือดร้อน  ผู้คนเช่นนั้นโอหังและเป็นกบฏต่อพระเจ้าที่สุด  ผู้คนที่สร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าเสมอนั้นไม่สามารถนบนอบพระองค์ได้อย่างแท้จริง  หากเจ้าสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า นี่ย่อมพิสูจน์ว่า เจ้ากำลังพยายามสร้างข้อตกลงกับพระเจ้า ว่าเจ้ากำลังเลือกเจตจำนงของตัวเจ้าเอง และกำลังปฏิบัติตนไปตามเจตจำนงของเจ้า  ในการนี้ เจ้ากำลังทรยศพระเจ้าและไร้ซึ่งการนบนอบ การสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าเป็นเรื่องที่ไร้สำนึกในตัวมันเอง หากเจ้าเชื่ออย่างแท้จริงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่กล้าที่จะสร้างข้อเรียกร้องต่อพระองค์ ทั้งเจ้าย่อมจะไม่รู้สึกว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสร้างข้อเรียกร้องทั้งหลายต่อพระองค์ ไม่ว่าเจ้าคิดว่าข้อเรียกร้องเหล่านั้นจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม  หากเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าและเชื่อว่าพระองค์คือพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะนมัสการและนบนอบพระองค์เท่านั้น ไม่มีตัวเลือกอื่น  ผู้คนทุกวันนี้ไม่เพียงเลือกด้วยตนเองเท่านั้น พวกเขาถึงขั้นขอให้พระเจ้ากระทำตามเจตจำนงของพวกเขา  พวกเขาไม่เพียงเลือกที่จะไม่นบนอบพระเจ้าเท่านั้น แต่ถึงกับขอให้พระเจ้านบนอบพวกตน  นี่ไร้สำนึกอย่างยิ่งมิใช่หรือ?  เพราะฉะนั้น หากไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในบุคคลหนึ่งและไม่มีความเชื่ออันเป็นแก่นสาร ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะมีวันได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  เมื่อผู้คนสามารถสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าให้น้อยลง พวกเขาย่อมมีความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงมากขึ้น และสำนึกของพวกเขาก็ค่อนข้างเป็นปกติ บ่อยครั้งเป็นกรณีที่ว่า ยิ่งผู้คนมีความเอนเอียงที่จะโต้แย้งมากขึ้นเท่าใด และยิ่งพวกเขามีการสร้างความชอบธรรมให้ตนเองมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรับมือได้ยากมากขึ้นเท่านั้น  ไม่เพียงแค่พวกเขามีข้อเรียกร้องมากมายเท่านั้น แต่หากเจ้ามอบให้พวกเขาหนึ่งคืบ พวกเขาย่อมจะต้องการมากขึ้นเป็นหนึ่งศอก  เมื่อพวกเขาพึงพอใจในด้านหนึ่ง เมื่อนั้นพวกเขาจะทำข้อเรียกร้องในอีกด้าน  พวกเขาต้องพึงพอใจในทุกด้าน และหากไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็เริ่มร้องทุกข์คร่ำครวญ และพิจารณาสิ่งทั้งหลายว่าไร้หนทางและปฏิบัติตนด้วยความเลินเล่อ  หลังจากนั้น พวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นหนี้และเปี่ยมด้วยความเสียใจ และพวกเขาหลั่งน้ำตาอันขมขื่น และต้องการที่จะตาย  อะไรคือประโยชน์ในการนั้น?  สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่ไร้เหตุผลและกวนใจอยู่ไม่หยุดหย่อนหรอกหรือ?  ปัญหาเหล่านี้ต้องแก้ไขที่รากเหง้า  หากเจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่แก้ไข หากเจ้ารอจนกระทั่งเจ้าเกิดเดือดร้อนหรือก่อให้เกิดความวิบัติขึ้นมาก่อนแล้วจึงแก้ไข เจ้าจะสามารถชดเชยความสูญเสียนี้ได้อย่างไร?  สิ่งนี้จะไม่ใช่สภาวะวัวหายล้อมคอกหรอกหรือ?  เพราะฉะนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าโดยสมบูรณ์ เจ้าต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขทันทีในครั้งแรกที่เกิดขึ้น  เจ้าต้องแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเมื่อมันอยู่ในสภาวะที่กำลังก่อตัว เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าจะไม่ทำสิ่งใดที่ผิดพลาดเกิดขึ้นและป้องกันความเดือดร้อนในอนาคต  หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหยั่งรากและกลายเป็นความคิดหรือทัศนคติของบุคคลหนึ่ง ก็จะสามารถชี้นำบุคคลให้ทำชั่ว  เพราะฉะนั้น การคิดทบทวนตนเองและการรู้จักตนเองโดยหลักแล้วจึงเกี่ยวกับการค้นพบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเรา และเกี่ยวกับการแสวงหาความจริงโดยเร็วเพื่อแก้ไขอุปนิสัยเหล่านั้น  เจ้าต้องรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในธรรมชาติของเจ้า เจ้าชอบสิ่งใด เจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งใด และเจ้าต้องการได้มาซึ่งสิ่งใด  เจ้าต้องชำแหละสิ่งเหล่านี้ตามพระวจนะของพระเจ้าเพื่อดูว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ และคลาดเคลื่อนอย่างไร  ครั้นเจ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว เจ้าก็ต้องแก้ไขปัญหาของสำนึกอันผิดปกติของเจ้า กล่าวคือ ปัญหาเรื่องการก่อกวนโดยไม่หยุดหย่อนและไร้เหตุผลของเจ้า  นี่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการที่เจ้าไร้ซึ่งสำนึกอีกด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกเขา ผู้คนที่ถูกควบคุมโดยผลประโยชน์ส่วนตนย่อมไม่มีสำนึกที่เป็นปกติ  นี่เป็นปัญหาในทางจิตวิทยาและเป็นจุดตายของผู้คนด้วย  ผู้คนบางคนรู้สึกว่าพวกเขามีขีดความสามารถและพรสวรรค์บางอย่าง และพวกเขาต้องการเป็นผู้นำและต้องการที่จะโดดเด่นอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงขอให้พระเจ้าทรงใช้พวกเขา  หากพระเจ้าไม่ทรงใช้พวกเขา พวกเขาก็จะพูดว่า “พระเจ้าไม่ทรงมองข้าพระองค์ด้วยความเอ็นดูได้อย่างไร?  ข้าแต่พระเจ้า หากพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์ทำบางสิ่งที่สำคัญ ข้าพระองค์ขอสัญญาว่าจะสละเพื่อพระองค์!”  ความตั้งใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  การสละเพื่อพระเจ้าเป็นสิ่งดี แต่กลับมีแรงจูงใจอยู่เบื้องหลังความเต็มใจที่จะสละเพื่อพระเจ้า  สิ่งที่พวกเขารักคือสถานะ และนี่คือสิ่งที่พวกเขามุ่งเน้น  เมื่อผู้คนสามารถนบนอบได้โดยแท้จริง ติดตามพระเจ้าอย่างสุดหัวใจไม่ว่าพระเจ้าจะทรงใช้พวกเขาหรือไม่ และสละตนเพื่อพระเจ้าได้ไม่ว่าพวกเขาจะมีสถานะหรือไม่  ตอนนั้นเท่านั้นที่สามารถถือได้ว่าพวกเขามีสำนึกและนบนอบพระเจ้า  เมื่อผู้คนเต็มใจสละเพื่อพระเจ้าย่อมเป็นเรื่องดี และพระเจ้าก็เต็มพระทัยที่จะใช้ผู้คนเช่นนี้ แต่หากพวกเขาไม่เพียบพร้อมด้วยความจริง พระเจ้าก็ไม่ทรงมีหนทางที่จะใช้พวกเขา  หากผู้คนเต็มใจที่จะเพียรพยายามเพื่อความจริงและให้ความร่วมมือ ก็จะต้องมีช่วงระยะเตรียมการ  หลังจากที่ผู้คนเข้าใจความจริงและสามารถนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น พระเจ้าจึงจะสามารถใช้พวกเขาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ  ช่วงระยะในการฝึกฝนนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง  วันนี้ผู้นำและคนทำงานล้วนอยู่ในช่วงระยะของการฝึกฝนนี้  หลังจากที่พวกเขามีประสบการณ์ชีวิตและสามารถรับมือกับเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรมได้ พวกเขาก็จะเหมาะแก่การให้พระเจ้าทรงใช้

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากเกินไป

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 385

ท่าทีเพียงอย่างเดียวที่สิ่งทรงสร้างควรมีต่อพระผู้สร้างคือท่าทีของการนบนอบ เป็นท่าทีของการนบนอบอย่างปราศจากเงื่อนไข  นี่คือบางสิ่งซึ่งผู้คนบางคนในทุกวันนี้อาจไร้ความสามารถที่จะยอมรับ  นี่เป็นเพราะผู้คนด้อยวุฒิภาวะเกินไปและไม่มีความเป็นจริงความจริง  เมื่อพระเจ้าทรงทำสิ่งที่ไม่ลงรอยกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า หากเจ้ามีแนวโน้มที่จะเข้าใจพระเจ้าผิด—ถึงขั้นต่อต้านพระเจ้าและทรยศพระองค์—เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมห่างไกลจากการสามารถนบนอบพระเจ้า  ขณะที่ผู้คนได้รับมอบเสบียงและการให้น้ำจากพระวจนะของพระเจ้า ในข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขาก็กำลังเพียรพยายามที่จะไปให้ถึงเป้าหมายหนึ่งเดียว ซึ่งก็คือการสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ไร้เงื่อนไขในท้ายที่สุด  เมื่อเจ้าไปถึงจุดนั้น ตัวเจ้าซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างนี้ย่อมจะได้มาตรฐานแล้ว  มีหลายครั้งที่พระเจ้าทรงจงใจทำสิ่งที่ไม่ลงรอยกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า และจงใจทำสิ่งที่ขัดแย้งกับความปรารถนาของเจ้าและอาจถึงกับดูไม่ลงรอยกับความจริง ไม่คำนึงถึงเจ้า และไม่สอดคล้องกับความชอบส่วนตนของตัวเจ้าเอง  สิ่งเหล่านี้อาจยอมรับได้ยากสำหรับเจ้า เจ้าอาจไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ และไม่ว่าเจ้าจะวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้อย่างไร เจ้าก็อาจรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ผิดและเจ้าอาจไม่สามารถยอมรับได้ เจ้าอาจรู้สึกว่าพระเจ้าทรงไร้เหตุผลในการทำเช่นนี้—แต่ในข้อเท็จจริงนั้น พระเจ้าทรงทำเช่นนี้โดยเจตนา  ดังนั้นจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการทำสิ่งเหล่านี้คืออะไร?  คือการทดสอบและเผยตัวเจ้า เพื่อดูว่าเจ้าสามารถแสวงหาความจริงได้หรือไม่ เจ้านบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่  จงอย่าแสวงหาเหตุพื้นฐานสำหรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำและขอ และจงอย่าถามว่าเพราะเหตุใด  การพยายามที่จะนำเสนอเหตุผลของเจ้าแก่พระเจ้าย่อมไร้ประโยชน์  เจ้าต้องตระหนักรู้เพียงว่าพระเจ้าคือความจริงและเจ้าต้องสามารถนบนอบได้อย่างสมบูรณ์ยิ่ง  เจ้าเพียงต้องตระหนักรู้ว่าพระเจ้าคือพระผู้สร้างของเจ้าและเป็นพระเจ้าของเจ้า  นี่สูงส่งกว่าการใช้เหตุผลใดๆ สูงส่งกว่าปัญญาใดๆ ในทางโลก สูงส่งกว่าศีลธรรม จริยธรรม ความรู้ ปรัชญา หรือวัฒนธรรมดั้งเดิมใดๆ ของมนุษย์—สูงส่งกว่าความรู้สึกของมนุษย์ ความชอบธรรมของมนุษย์ และสิ่งที่เรียกว่าความรักของมนุษย์ด้วยซ้ำ  นี่สูงส่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง  หากนี่ไม่ชัดเจนสำหรับเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่ช้าก็เร็วย่อมจะมีสักวันที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าและทำให้เจ้าล้มลง  อย่างน้อยที่สุดเจ้าจะกบฏต่อพระเจ้าและเดินไปบนเส้นทางที่เบี่ยงเบน หากในท้ายที่สุดเจ้าสามารถกลับใจ และตระหนักรู้ความน่ารักของพระเจ้า และตระหนักรู้นัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะยังคงมีหวังในความรอด—แต่หากเจ้าล้มลงเพราะเหตุนี้และไม่สามารถลุกขึ้นมา เจ้าก็ไม่มีความหวังอีกต่อไป  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพิพากษา ตีสอน หรือสาปแช่งผู้คน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยพวกเขาให้รอด และพวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัว  เจ้าควรกลัวสิ่งใด?  เจ้าควรกลัวการที่พระเจ้าตรัสว่า “เรารังเกียจเดียดฉันท์เจ้า”  หากพระเจ้าตรัสดังนี้ เจ้าย่อมเดือดร้อนแล้ว เพราะนี่หมายความว่าพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอด ว่าเจ้าไม่มีหวังในความรอด  และดังนั้น ในการยอมรับพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด จงอย่าวิจารณ์จุกจิกเวลาพูดถึงพระวจนะของพระเจ้าโดยพูดว่า “การพิพากษาและการตีสอนก็ดีอยู่ แต่การกล่าวโทษ การสาปแช่ง การทำลายล้าง—นั่นจะไม่หมายความว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้วสำหรับฉันหรอกหรือ?  ประโยชน์ของการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างคืออะไร?  ดังนั้นฉันจะไม่เป็น และพระองค์ก็จะไม่ใช่พระเจ้าของฉันอีกต่อไป”  หากเจ้าปฏิเสธพระเจ้าและไม่ตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็อาจปฏิเสธเจ้าอย่างแท้จริง  พวกเจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่?  ไม่ว่าผู้คนจะเชื่อในพระเจ้ามานานเท่าใด ไม่ว่าพวกเขาจะเดินทางผ่านถนนมาแล้วกี่สาย ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานไปมากเพียงใด หรือพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ไปกี่อย่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำไปในช่วงเวลานี้ก็เป็นไปเพื่อที่จะตระเตรียมสำหรับสิ่งหนึ่ง  นั่นคือสิ่งใด?  พวกเขาตระเตรียมที่จะนบนอบพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุด เป็นการนบนอบอย่างไร้เงื่อนไข  “อย่างไร้เงื่อนไข” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเจ้าไม่อ้างเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง และไม่พูดถึงเหตุผลเชิงวัตถุวิสัยของเจ้าเอง หมายความว่าเจ้าไม่คิดเล็กคิดน้อย เจ้าไม่คู่ควรที่จะทำเช่นนี้ เพราะเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  เมื่อเจ้าคิดเล็กคิดน้อยกับพระเจ้า เจ้าย่อมยืนอยู่ผิดที่ผิดทาง และเมื่อเจ้าพยายามนำเสนอเหตุผลของเจ้าแก่พระเจ้าฟัง—เจ้าก็ยืนอยู่ผิดที่ผิดทางอีกเช่นกัน  จงอย่าโต้เถียงกับพระเจ้า อย่าพยายามคิดหาเหตุผลอยู่เสมอ อย่ายืนกรานที่จะเข้าใจก่อนแล้วจึงนบนอบ และอย่ายืนกรานที่จะไม่นบนอบเมื่อเจ้าไม่เข้าใจ  เมื่อเจ้าทำเช่นนี้ เจ้าย่อมยืนอยู่ผิดที่ผิดทาง ซึ่งในกรณีนี้การนบนอบพระเจ้าของเจ้าย่อมไม่สมบูรณ์ เป็นการนบนอบที่เชื่อมโยงกับสิ่งอื่นและมีเงื่อนไข  ผู้ที่สร้างข้อแม้สำหรับการนบนอบพระเจ้าของตนคือผู้คนที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือ?  เจ้ากำลังปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้าหรือ?  เจ้านมัสการพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้างหรือ?  หากเจ้าไม่ทำดังนั้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ไม่ทรงรับรู้ในตัวเจ้า  เจ้าต้องมีประสบการณ์กับสิ่งใดบ้างจึงจะบรรลุการนบนอบพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ยิ่งและไร้เงื่อนไข?  และเจ้าควรมีประสบการณ์อย่างไร?  ประการหนึ่งคือผู้คนต้องยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และพวกเขาต้องยอมรับการตัดแต่ง  นอกจากนี้พวกเขาต้องยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า พวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาความจริงขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาต้องเข้าใจแง่มุมต่างๆ ของความจริงที่สัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิต และบรรลุความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  บางครั้งนี่อยู่พ้นขีดความสามารถของผู้คน และพวกเขาขาดพร่องความรู้เชิงลึกเพื่อบรรลุความเข้าใจในความจริง และสามารถเข้าใจเพียงน้อยนิดเมื่อผู้อื่นสามัคคีธรรมกับพวกเขาหรือเมื่อเรียนรู้บทเรียนจากสถานการณ์ต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้  แต่เจ้าต้องตระหนักรู้ว่าเจ้าต้องมีหัวใจที่นบนอบพระเจ้า เจ้าต้องไม่พยายามนำเสนอเหตุผลของเจ้าแก่พระเจ้าหรือสร้างเงื่อนไขขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำคือสิ่งที่ควรทำ เพราะพระองค์คือพระผู้สร้าง และเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  เจ้าต้องมีท่าทีที่นบนอบ และต้องไม่ถามหาเหตุผลหรือพูดถึงข้อแม้ตลอดเวลา  หากเจ้าขาดพร่องแม้แต่ท่าทีพื้นฐานที่สุดของการนบนอบ และหมิ่นเหม่ที่จะกังขาและระแวงพระเจ้าด้วยซ้ำ หรือคิดในหัวใจของเจ้าว่า “ฉันต้องดูว่าพระเจ้าจะทรงช่วยฉันให้รอดจริงๆ หรือไม่ และพระเจ้าทรงชอบธรรมจริงหรือไม่  ทุกคนพูดว่าพระเจ้าคือความรัก—ดีละ เช่นนั้นแล้วฉันต้องดูว่ามีความรักเข้ามาเกี่ยวข้องในสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในตัวฉันจริงหรือไม่ ดูว่านั่นคือความรักจริงหรือไม่” หากเจ้าตรวจสอบอยู่เนืองนิตย์ว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นอยู่ในแนวเดียวกันกับมโนคติอันหลงผิดและรสนิยมของเจ้าหรือแม้แต่สิ่งที่เจ้าเชื่อว่าเป็นความจริงหรือไม่ เช่นนั้นเจ้าก็ยืนอยู่ผิดที่ผิดทาง และเจ้าย่อมเดือดร้อน นั่นคือ เจ้าย่อมหมิ่นเหม่ที่จะล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า  ความจริงที่เกี่ยวข้องกับการนบนอบนั้นสำคัญยิ่ง และไม่มีความจริงใดสามารถอธิบายได้อย่างบริบูรณ์และชัดเจนด้วยคำพูดแค่เพียงไม่กี่ประโยค ความจริงทั้งหมดล้วนสัมพันธ์กับสภาวะต่างๆ และความเสื่อมทรามของผู้คน  การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงไม่สามารถบรรลุได้ในหนึ่งหรือสอง—หรือสามหรือห้า—ปี  นี่พึงต้องมีการผ่านประสบการณ์กับหลายสิ่ง ผ่านประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนมากมายโดยพระวจนะของพระเจ้า ผ่านประสบการณ์กับการตัดแต่งมากมาย  เมื่อเจ้าบรรลุความสามารถที่จะปฏิบัติความจริงในท้ายที่สุดเท่านั้นที่การไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้าจะบังเกิดผล และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะครองความเป็นจริงความจริง  มีเพียงผู้ที่ครองความเป็นจริงความจริงเท่านั้นที่เป็นผู้มีประสบการณ์อันแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 386

ในระหว่างที่มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะล้มเหลว ล้มลง ถูกตัดแต่ง หรือถูกเผยตัวตนสักกี่ครั้งก็ตาม เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี  ไม่ว่าเจ้าจะถูกตัดแต่งอย่างไร หรือจะโดยผู้นำ คนทำงาน หรือพี่น้องชายหญิงของเจ้า เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งดี  เจ้าต้องจดจำไว้ดังนี้ว่า ไม่ว่าเจ้าจะทนทุกข์มากเพียงใด แท้จริงแล้วเจ้ากำลังได้ประโยชน์  ผู้ใดก็ตามที่มีประสบการณ์ย่อมสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การถูกตัดแต่งหรือเผยตัวย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ  นี่ไม่ใช่การกล่าวโทษ  นี่คือความรอดจากพระเจ้าและเป็นโอกาสดีที่สุดที่เจ้าจะได้รู้จักตัวเอง  นี่สามารถเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตของเจ้าให้ไปในทางที่ดีขึ้นได้  หากไม่มีการตัดแต่งหรือเผยตัวเจ้าออกมา เจ้าจะไม่มีทั้งโอกาส ภาวะ อีกทั้งบริบทที่จะสามารถเข้าถึงความเข้าใจความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของเจ้า  หากเจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริง และสามารถขุดคุ้ยสิ่งเสื่อมทรามที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของเจ้าออกมาได้ หากเจ้าสามารถแยกแยะสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นการดี นี่ย่อมแก้ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตแล้ว และมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  การที่สามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้อย่างแท้จริงนั้น เป็นโอกาสเหมาะที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะกลับตัวเสียใหม่และกลายเป็นคนใหม่ มันเป็นโอกาสเหมาะที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะได้มาซึ่งชีวิตใหม่  ทันทีที่เจ้ารู้จักตัวเจ้าเองอย่างแท้จริง เจ้าจะสามารถเห็นได้ว่าเมื่อความจริงกลายเป็นชีวิตของคนเรา มันเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างแท้จริง และเจ้าจะกระหายความจริง ปฏิบัติความจริง และเข้าสู่ความเป็นจริง  นี่ช่างเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้!  หากเจ้าสามารถคว้าโอกาสเหมาะนี้ และทบทวนตัวเจ้าเองอย่างจริงจังตั้งใจ และได้รับความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับตัวเจ้าเองเมื่อใดก็ตามที่เจ้าล้มเหลวหรือสะดุด เช่นนั้นแล้ว ในท่ามกลางความเป็นลบและความอ่อนแอ เจ้าจะสามารถกลับขึ้นมายืนได้  ทันทีที่เจ้าได้ข้ามธรณีประตูนี้ไปแล้ว เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะสามารถก้าวครั้งใหญ่ไปข้างหน้าและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้

หากเจ้าเชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ดีหรือแย่ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน  ไม่ใช่ว่าใครบางคนกำลังจงใจทำให้เจ้าลำบากหรือเล็งเป้ามาที่เจ้า การนี้ล้วนได้รับการจัดการเตรียมการและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงจัดวางเรียบเรียงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด?  ไม่ใช่เพื่อเปิดโปงเจ้าว่าเป็นใครหรือเผยตัวเจ้าและกำจัดเจ้าออกไป การเผยตัวเจ้าออกมาไม่ใช่จุดหมายปลายทาง  เป้าหมายคือการทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมและช่วยเจ้าให้รอด  พระเจ้าทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อมอย่างไร?  และพระองค์ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไร?  พระองค์ทรงเริ่มต้นโดยการทำให้เจ้าตระหนักรู้ถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเองและโดยการทำให้เจ้ารู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของเจ้า ข้อบกพร่องของเจ้า และสิ่งที่เจ้าขาดพร่อง  โดยการรู้จักสิ่งเหล่านี้และการมีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงและค่อยๆ สลัดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า  นี่คือการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมโอกาสให้แก่เจ้า  นี่คือความกรุณาของพระเจ้า  เจ้าควรรู้จักคว้าโอกาสเหมาะนี้ไว้  เจ้าไม่ควรรู้สึกต่อต้านพระเจ้า มีปากเสียงกับพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ผิด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเผชิญหน้าผู้คน  เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการรอบตัวเจ้า จงอย่ารู้สึกอยู่เนืองนิตย์ว่า สิ่งทั้งหลายนั้นไม่เป็นดังที่เจ้าปรารถนาให้เป็น จงอย่าปรารถนาอยู่เนืองนิตย์ว่าจะหลีกหนีสิ่งเหล่านั้น หรือพร่ำบ่นพระเจ้าและเข้าใจพระองค์ผิดอยู่เสมอ  หากเจ้ากำลังทำสิ่งเหล่านั้นอยู่เนืองนิตย์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้กำลังได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และนั่นจะทำให้ลำบากยากเย็นมากสำหรับเจ้าที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง  ไม่ว่าเจ้าเผชิญสิ่งใดไม่อาจเข้าใจได้อย่างเต็มที่ หรือทำให้เจ้าประสบความลำบากยากเย็น เจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ  เจ้าควรเริ่มโดยการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานให้มากขึ้น  ด้วยหนทางนั้น ก่อนที่เจ้าจะทันได้รู้ตัว การแปรเปลี่ยนจะเกิดขึ้นในสภาวะภายในของเจ้า และเจ้าจะมีความสามารถที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะสามารถมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  ขณะที่การนี้เกิดขึ้น ความเป็นจริงความจริงจะถูกหลอมรวมเข้ากับเจ้า และนี่คือวิธีที่เจ้าจะก้าวหน้าและก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงสภาวะของชีวิตเจ้า  ทันทีที่เจ้าก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงนี้และมีความเป็นจริงความจริงนี้ เจ้าก็จะมีวุฒิภาวะไปด้วย และชีวิตย่อมมาพร้อมกับวุฒิภาวะ  หากใครคนหนึ่งดำรงชีวิตโดยมีพื้นฐานอยู่บนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าพวกเขามีใจกระตือรือร้นหรือพลังงานมากเพียงใด พวกเขายังคงไม่สามารถได้รับการพิจารณาได้ว่าครองวุฒิภาวะหรือชีวิต  พระเจ้าทรงพระราชกิจในบุคคลทุกๆ คน และไม่สำคัญว่าวิธีการของพระองค์คือสิ่งใด ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งของประเภทใดที่พระองค์ทรงใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำงานรับใช้ของพระองค์ หรือว่าพระวจนะของพระองค์มีกระแสเสียงประเภทใด พระองค์ก็เพียงทรงมีเป้าหมายปลายทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ การช่วยเจ้าให้รอด  แล้วพระองค์ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไรเล่า?  พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเจ้า  ดังนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจะไม่ทนทุกข์บ้าง?  เจ้าย่อมจะต้องทนทุกข์  ความทุกข์นี้สามารถเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งหลายอย่าง  ก่อนอื่น ผู้คนต้องทนทุกข์เมื่อพวกเขายอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อพระวจนะของพระเจ้ารุนแรงและแจ่มแจ้งเกินไป และผู้คนเข้าใจพระเจ้าผิด—และถึงกับมีมโนคติอันหลงผิด—นั่นก็สามารถทำให้เจ็บปวดได้เช่นกัน  บางครั้งพระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่งขึ้นมารอบตัวผู้คนเพื่อเผยความเสื่อมทรามของพวกเขา เพื่อทำให้พวกเขาทบทวนตนเองและรู้จักตนเอง แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะทนทุกข์เล็กน้อยเช่นกัน  บางครั้งเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่งและเปิดโปงโดยตรง ผู้คนย่อมต้องทนทุกข์ ราวกับว่าพวกเขากำลังถูกผ่าตัด—หากไม่มีความทุกข์ ผลลัพธ์ก็ไม่เกิด  ทุกครั้งที่เจ้าได้รับการตัดแต่ง และทุกครั้งที่เจ้าถูกสภาพแวดล้อมบีบให้เผยตัวออกมา หากนั่นทำให้หัวใจของเจ้าสั่นสะเทือนและดันเจ้าขึ้นสูง เช่นนั้นแล้วด้วยประสบการณ์ประเภทนี้ เจ้าย่อมจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และย่อมจะมีวุฒิภาวะ  หากทุกครั้งที่เจ้าถูกตัดแต่งและถูกสภาพแวดล้อมบีบให้เผยตัวออกมา เจ้าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือความไม่สบายใจแต่อย่างใด และไม่รู้สึกอะไรเอาเสียเลย และเจ้าไม่มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์ ทั้งไม่อธิษฐานและไม่แสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ด้านชานัก!  พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าในยามที่วิญญาณของเจ้าไม่รู้สึกอะไร ในยามที่วิญญาณของเจ้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง  พระองค์จะตรัสว่า “คนคนนี้ด้านชาเกินไป และถูกทำให้เสื่อมทรามมากเกินไป  ไม่ว่าเราจะบ่มวินัย ตัดแต่ง หรือพยายามควบคุมเขาอย่างไร เราก็ยังคงไม่สามารถดลใจของเขาหรือปลุกจิตวิญญาณของเขาให้ตื่นขึ้นมาได้  คนคนนี้ย่อมจะเดือดร้อน การช่วยเขาให้รอดนั้นไม่ง่าย”  สมมติว่าพระเจ้าทรงจัดวางสภาพแวดล้อม ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายบางอย่างไว้ให้เจ้า หรือพระองค์ทรงตัดแต่งเจ้า และเจ้าเรียนรู้บทเรียนจากการนี้ เจ้าเรียนรู้ที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แสวงหาความจริง และได้รับความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และได้รับความจริงโดยไม่รู้ตัว เจ้ามีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ได้รับบางสิ่งบางอย่าง และมีความก้าวหน้า และเจ้าเริ่มมีความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้าสักเล็กน้อย และเลิกพร่ำบ่น นี่หมายความว่าเจ้าได้ตั้งมั่นในท่ามกลางบททดสอบของสภาพแวดล้อมเหล่านี้แล้ว และได้ฝ่าพ้นการทดสอบแล้ว  ในกรณีนั้น เจ้าย่อมจะผ่านพ้นอุปสรรคนี้แล้ว  พระเจ้าจะทรงมองผู้ที่ฝ่าพ้นการทดสอบว่าอย่างไร?  พระเจ้าจะตรัสว่าพวกเขามีหัวใจที่แท้จริง และสามารถสู้ทนความทุกข์เช่นนี้ได้ ว่าลึกลงไปแล้วพวกเขารักความจริงและต้องการที่จะได้รับความจริง  หากพระเจ้าทรงประเมินเจ้าแบบนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเป็นคนที่มีวุฒิภาวะมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมมีชีวิตแล้วมิใช่หรือ?  และชีวิตนี้ได้มาอย่างไร?  พระเจ้าประทานให้ใช่หรือไม่?  พระเจ้าทรงจัดหาให้เจ้าด้วยวิธีการที่หลากหลายและทรงใช้ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ มาฝึกฝนเจ้า  นี่ก็เหมือนกับว่าพระเจ้าประทานอาหารและเครื่องดื่มให้เจ้าด้วยพระองค์เอง ทรงส่งเสบียงอาหารนานาไปไว้ตรงหน้าเจ้าด้วยพระองค์เอง เพื่อให้เจ้าได้กินอย่างอิ่มหนำสำราญ เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเติบโตและยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง  เจ้าต้องมีประสบการณ์และจับความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้เช่นนี้ นี่คือวิธีนบนอบทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า  นี่คือกรอบความคิดและท่าทีแบบที่เจ้าต้องครอง และเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริง  เจ้าไม่ควรมองหาสาเหตุภายนอกหรือติเตียนผู้อื่นสำหรับความเดือดร้อนทั้งหลายของเจ้าหรือหาความผิดกับผู้คนอยู่เนืองนิตย์ เจ้าต้องมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  จากภายนอกนั้น ผู้คนบางคนอาจจะดูเหมือนมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเจ้าหรือมีอคติต่อเจ้า แต่เจ้าไม่ควรมองสิ่งทั้งหลายในหนทางนั้น  หากเจ้ามองสิ่งทั้งหลายจากจุดยืนเช่นนี้ สิ่งเดียวที่เจ้าจะทำก็คือการโต้เถียงกลับ และเจ้าจะไม่มีความสามารถที่จะบรรลุสิ่งใดได้เลย  เจ้าควรมองสิ่งทั้งหลายตามข้อเท็จจริงและยอมรับทุกสิ่งจากพระเจ้า  เมื่อเจ้ามองดูสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้ ก็ย่อมง่ายที่เจ้าจะนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า และเจ้าจะสามารถแสวงหาความจริงและจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  ทันทีที่ทัศนคติและสภาวะจิตใจของเจ้าได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง เจ้าก็จะมีความสามารถที่จะบรรลุความจริงได้  ดังนั้นแล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่ทำสิ่งนั้นเสียเลยเล่า?  เหตุใดเจ้าจึงต้านทาน?  หากเจ้าได้หยุดการต้านทาน เจ้าก็คงจะได้รับความจริง  หากเจ้าต้านทาน เจ้าจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย และเจ้ายังจะทำร้ายความรู้สึกของพระเจ้าและทำให้พระองค์ทรงผิดหวังอีกด้วย  เหตุใดพระเจ้าจึงจะทรงผิดหวัง?  เพราะเจ้าไม่ยอมรับความจริง เจ้าไม่มีหวังที่จะได้รับความรอด และพระเจ้าก็ไม่สามารถได้เจ้าไว้ ดังนั้นพระองค์จะไม่ทรงผิดหวังได้อย่างไร?  เมื่อเจ้าไม่ยอมรับความจริง นี่ก็เท่ากับการผลักไสอาหารที่พระเจ้าประทานแก่เจ้าด้วยพระองค์เองออกไป  เจ้าพูดว่าเจ้าไม่หิวและว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องมีสิ่งนั้น พระเจ้าทรงพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อหนุนใจเจ้าให้กิน แต่เจ้ายังคงไม่ต้องการสิ่งนั้น  เจ้ายอมหิวต่อไปยังจะดีเสียกว่า  เจ้าคิดว่าเจ้าอิ่มแปล้ ในเมื่ออันที่จริงแล้วเจ้าไม่มีสิ่งใดเลยอย่างสิ้นเชิง  ผู้คนเยี่ยงนี้ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง และคิดว่าตนเองถูกเหลือเกิน ที่จริงแล้วพวกเขาไม่รู้จักของดีเวลาที่มองเห็นของดี พวกเขาคือผู้คนที่ขัดสนและน่าเวทนาที่สุด

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การที่จะได้รับความจริง คนเราต้องเรียนรู้จากผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายรอบตัว

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 387

ในงานของพวกเขา ผู้นำและคนทำงานทั้งหลายในคริสตจักรต้องให้ความสนใจกับหลักธรรมสองประการ ได้แก่ หนึ่งนั้นคือการทำงานของพวกเขาโดยสอดคล้องกับหลักธรรมที่กำหนดขึ้นโดยการจัดการเตรียมงานทั้งหลายโดยแน่ชัด ไม่มีวันละเมิดหลักธรรมเหล่านั้นและไม่ใช้สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาอาจจินตนาการและไม่ใช้แนวคิดอันใดของพวกเขาเองเป็นพื้นฐานในงานของพวกเขา  ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาควรแสดงความกังวลสนใจในงานของคริสตจักร และให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามาก่อนเสมอ  อีกสิ่งหนึ่ง—และการนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด—ก็คือว่า ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาต้องมุ่งความสนใจไปที่การปฏิบัติตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการรักษาพระวจนะของพระเจ้าอย่างเข้มงวด  หากพวกเขายังคงสามารถต่อต้านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือหากพวกเขาปฏิบัติตามแนวคิดของตนเองอย่างดื้อดึงและทำสิ่งทั้งหลายตามจินตนาการของตนเอง เช่นนั้นแล้วการกระทำทั้งหลายของพวกเขาก็จะประกอบขึ้นเป็นการต้านทานพระเจ้าที่รุนแรงที่สุด  การที่พวกเขาหันหลังให้กับความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นนิจมีแต่จะนำไปสู่ทางตันเท่านั้น  หากพวกเขาสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะไม่สามารถทำงานได้ และต่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้ด้วยเหตุใดก็ตาม พวกเขาก็จะไม่สำเร็จลุล่วงสิ่งใดเลย  เหล่านี้คือหลักธรรมสำคัญสองประการที่ผู้นำและคนทำงานต้องยึดปฏิบัติในขณะทำงาน หนึ่งนั้นคือการปฏิบัติงานของตนตามการจัดการเตรียมการของเบื้องบนอย่างเข้มงวด รวมทั้งกระทำการโดยสอดคล้องกับหลักธรรมที่เบื้องบนกำหนดไว้  และอีกประการก็คือการปฏิบัติตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในตัวพวกเขา  ทันทีที่จับความเข้าใจหลักธรรมสองประการนี้แล้ว พวกเขาจะไม่หมิ่นเหม่ถึงเพียงนั้นที่จะทำผิดพลาดในงานของพวกเขา  ประสบการณ์ของพวกเจ้าในการทำงานของคริสตจักรยังคงมีจำกัด และเมื่อพวกเจ้าทำงาน แนวคิดของพวกเจ้าเองก็ปะปนเข้ามาในงานอย่างมาก  บางครั้ง พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจความรู้แจ้งหรือการทรงนำภายในตัวเจ้าซึ่งมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่บางที พวกเจ้าก็ปรากฏเหมือนว่าเข้าใจความรู้แจ้งหรือการทรงนำนั้น แต่พวกเจ้าก็มีแววว่าจะเพิกเฉยต่อการนั้น  พวกเจ้าจินตนาการหรืออนุมานในลักษณะของมนุษย์อยู่เสมอ โดยกระทำการตามที่พวกเจ้าคิดว่าสมควร โดยไม่มีความกังวลสนใจในเจตนารมณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เลย  เจ้าทำงานของเจ้าไปตามแนวคิดของเจ้าเองเพียงประการเดียว โดยพักวางความรู้แจ้งอันใดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เนืองนิจ  การทรงนำภายในจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เหนือธรรมชาติ ในข้อเท็จจริงนั้น นั่นเป็นปกติอย่างมาก  กล่าวคือ ในส่วนลึกของหัวใจของเจ้า เจ้ารู้สึกว่านี่คือหนทางอันเหมาะควรที่จะปฏิบัติตน และว่านี่เป็นหนทางที่ดีที่สุด  อันที่จริงแล้วความคิดนี้ค่อนข้างชัดเจนและไม่ได้เกิดจากการไตร่ตรอง บางครั้งเจ้าก็ไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ว่าเหตุใดเจ้าจึงควรกระทำการในหนทางนี้  บ่อยครั้งที่การนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  นี่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดกับผู้คนที่มีประสบการณ์  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเจ้าให้ทำสิ่งที่เหมาะสมที่สุด  นี่ไม่ใช่บางสิ่งที่เจ้าคิดขึ้นมา แต่เป็นความรู้สึกในหัวใจของเจ้าที่ทำให้เจ้าตระหนักว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดในการลงมือทำ และเจ้าก็ชอบที่จะทำในหนทางนั้นโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด  นี่อาจจะมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  แนวคิดของคนเราเองบ่อยครั้งมาจากการคิดและการพิจารณา และล้วนแต่เจือปนด้วยเจตจำนงของตนเอง พวกเขาคิดเสมอว่ามีประโยชน์และความได้เปรียบอันใดให้กับตนเอง ทุกการกระทำที่มนุษย์ตัดสินใจลงมือมีสิ่งเหล่านี้อยู่ภายใน  อย่างไรก็ตาม การทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีทางบรรจุการเจือปนเช่นนั้นเลย  จำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจอย่างระมัดระวังต่อการทรงนำหรือความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นปัญหาที่เป็นกุญแจสำคัญ เจ้าต้องระมัดระวังเพื่อที่จะจับความเข้าใจการทรงนำหรือความรู้แจ้งนั้น  ผู้คนซึ่งชอบที่จะใช้สมองของพวกเขา และชอบที่จะกระทำการตามแนวคิดของพวกเขาเอง เป็นผู้ที่หมิ่นเหม่ที่สุดที่จะพลาดการทรงนำหรือความรู้แจ้งเช่นนั้น  ผู้นำและคนทำงานที่ได้มาตรฐานคือผู้คนที่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เอาใจใส่ในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทุกขณะ นบนอบพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  การที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยและเป็นพยานให้พระองค์อย่างถูกต้องเหมาะสมนั้น  เจ้าควรคิดทบทวนแรงจูงใจและสิ่งที่มีการปลอมปนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าบ่อยๆ  และแล้วจึงพยายามสังเกตดูว่ามีงานมากเพียงใดที่ได้รับแรงจูงใจจากแนวคิดของมนุษย์ มีมากเพียงใดที่เกิดจากความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีมากเพียงใดที่พ้องกับพระวจนะของพระเจ้า  เจ้าต้องคิดทบทวนอย่างสม่ำเสมอและในทุกสถานการณ์ว่าคำพูดและความประพฤติของเจ้าสอดคล้องกับความจริงหรือไม่  การปฏิบัติอยู่เนืองนิจในลักษณะนี้จะวางเจ้าไว้บนร่องครรลองที่ถูกต้องของการรับใช้พระเจ้า  มีความจำเป็นที่จะต้องครองความเป็นจริงความจริงเพื่อสัมฤทธิ์การรับใช้พระเจ้าในหนทางที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์  มีเพียงหลังจากที่พวกเขาเข้าใจความจริงแล้วเท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถแยกแยะและตระหนักรู้ในสิ่งที่ผุดขึ้นมาจากแนวคิดของพวกเขาเองและสิ่งที่อุบัติขึ้นมาจากแรงจูงใจของมนุษย์  พวกเขามีความสามารถที่จะระลึกได้ถึงความไม่บริสุทธิ์ของมนุษย์ ตลอดจนสิ่งที่เป็นความหมายของการปฏิบัติตนไปตามความจริง  มีเพียงหลังจากที่พวกเขาสามารถแยกแยะได้แล้วเท่านั้น จึงจะแน่ใจได้ว่าพวกเขาสามารถนำความจริงไปปฏิบัติและทำตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างครบถ้วน  หากไม่มีการเข้าใจความจริง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะปฏิบัติการแยกแยะ  บุคคลที่สับสนมึนงงอาจเชื่อในพระเจ้าทั้งชีวิตของเขา โดยไม่รู้ว่าการให้ความเสื่อมทรามของตัวเขาเองถูกเปิดเผยนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือการต้านทานพระเจ้านั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะเขาไม่เข้าใจความจริง ความคิดนั้นไม่มีอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเขาเสียด้วยซ้ำ  ความจริงอยู่เกินเอื้อมถึงสำหรับผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำเกินไป ไม่สำคัญว่าเจ้าสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจ  ผู้คนเช่นนั้นสับสนมึนงง  ในความเชื่อของพวกเขา ผู้คนที่สับสนมึนงงไม่สามารถให้คำพยานต่อพระเจ้าได้ พวกเขาได้แต่ออกแรงทำงานบ้างเท่านั้น  หากบรรดาผู้นำและคนทำงานจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี เช่นนั้นแล้วขีดความสามารถของพวกเขาก็ไม่อาจแย่เกินไป  อย่างน้อยที่สุด พวกเขาต้องมีความเข้าใจทางฝ่ายวิญญาณและจับใจความสิ่งทั้งหลายอย่างถ้วนทั่ว เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงและปฏิบัติความจริงได้โดยง่าย  ประสบการณ์ของบางคนตื้นเขินเกินไป ดังนั้นบางครั้งความเข้าใจที่พวกเขามีต่อความจริงจึงบิดเบี้ยว แล้วจากนั้นพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะทำผิดพลาด  เมื่อผู้คนมีความเข้าใจที่บิดเบี้ยว พวกเขาก็ไม่สามารถทำกิจที่เป็นการปฏิบัติความจริง  เมื่อความเข้าใจของพวกเขาบิดเบี้ยว พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามข้อบังคับ และเมื่อพวกเขาปฏิบัติตามข้อบังคับ ก็เป็นการง่ายที่จะผิดพลาด แล้วพวกเขาก็จะไม่สามารถทำกิจที่เป็นการปฏิบัติความจริง  เมื่อความเข้าใจเกิดบิดเบี้ยว ก็ง่ายเช่นกันที่จะถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและหลอกใช้  ดังนั้นความเข้าใจที่บิดเบี้ยวจึงสามารถนำไปสู่ความผิดพลาดมากมาย  ผลก็คือ ไม่เพียงพวกเขาจะล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีเท่านั้น พวกเขายังสามารถหลงทางได้อย่างง่ายดายอีกด้วย อันเป็นการทำร้ายการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  อะไรคือคุณค่าของการที่ใครคนหนึ่งทำหน้าที่ของตนเช่นนี้?  พวกเขาได้กลายเป็นคนที่ก่อกวนและทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักอย่างแท้จริง  ยิ่งไปกว่านั้นคือต้องมีการเรียนรู้บทเรียนจากความล้มเหลวเหล่านี้  เพื่อที่จะลุล่วงงานที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้ทำ จำเป็นที่ผู้นำและคนทำงานจะต้องทำความเข้าใจหลักธรรมสองประการนี้ กล่าวคือ ในการปฏิบัติหน้าที่ คนเราต้องยึดปฏิบัติตามการจัดการเตรียมงานของเบื้องบนอย่างเคร่งครัด ต้องสนใจและนบนอบการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า  มีเพียงเมื่อเข้าใจหลักธรรมสองประการนี้แล้วเท่านั้น งานของคนเราจึงจะมีประสิทธิผลและสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 388

เปโตรเสาะแสวงที่จะรู้จักตัวเขาเองและตรวจสอบสิ่งที่ถูกเปิดเผยในตัวเขา โดยผ่านทางกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระเจ้า และภายในบททดสอบนานาที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้เขา  เมื่อเขาได้มาเข้าใจตัวเขาเองอย่างแท้จริง เปโตรจึงได้ตระหนักว่า เหล่ามนุษย์นั้นเสื่อมทรามอย่างดิ่งลึกเพียงใด พวกเขาช่างไร้ค่าและไม่ควรค่าที่จะรับใช้พระเจ้าเพียงใด และว่าพวกเขาไม่สมควรที่จะดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  จากนั้นเปโตรจึงทรุดลงหมอบราบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  เมื่อมีประสบการณ์มามากมายนักแล้ว เปโตรก็มารู้สึกในท้ายที่สุดว่า “การรู้จักพระเจ้าคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด!  หากฉันตายไปก่อนที่จะรู้จักพระองค์ นั่นคงจะเป็นความน่าเวทนาเสียจริง  การรู้จักพระเจ้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุดและมีความหมายที่สุดเท่าที่มีอยู่  หากมนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เขาย่อมไม่สมควรที่จะดำรงชีวิตอยู่ เป็นเหมือนสัตว์ และไร้ซึ่งชีวิต”  เมื่อถึงเวลาที่ประสบการณ์ของเปโตรได้ไปถึงจุดนี้ เขาได้มารู้ธรรมชาติของเขาเอง และเขาก็ได้รับความเข้าใจค่อนข้างดีเกี่ยวกับธรรมชาติของตน  ถึงแม้ว่าบางทีเขาอาจจะไม่ได้มีความสามารถที่จะอธิบายการนั้นได้อย่างชัดเจนดังที่ผู้คนจะอธิบายทุกวันนี้ แต่เปโตรก็ได้ไปถึงสภาวะนี้แล้วโดยแท้  ดังนั้นการเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงและการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า จึงพึงต้องมีการรู้จักธรรมชาติของคนเราเองจากภายในถ้อยดำรัสของพระเจ้า ตลอดจนการทำความเข้าใจแง่มุมต่างๆ ในธรรมชาติของคนเราและบรรยายธรรมชาติของคนเราเป็นคำพูดอย่างถูกต้องแม่นยำ โดยพูดอย่างชัดเจนและง่าย  มีเพียงการนี้เท่านั้นที่เป็นการรู้จักตนเองอย่างแท้จริง และมีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่เจ้าย่อมจะบรรลุผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์แล้ว  หากความรู้ของเจ้ายังไม่ได้ไปถึงจุดนี้ แต่เจ้ากล่าวอ้างว่ารู้จักตัวเจ้าเองและพูดว่าเจ้าได้รับชีวิตแล้ว เช่นนั้นแล้ว เจ้าไม่ได้เพียงแค่กำลังคุยโวหรอกหรือ?  เจ้าไม่รู้จักตัวเจ้าเอง อีกทั้งเจ้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าคือสิ่งใดเมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้า ว่าเจ้าได้บรรจบกับมาตรฐานของการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงหรือไม่ หรือว่าเจ้ายังคงมีองค์ประกอบเยี่ยงซาตานกี่อย่างภายในตัวเจ้า  เจ้ายังคงไม่ชัดเจนเกี่ยวกับว่าเจ้าเป็นของใคร และเจ้าไม่มีการตระหนักรู้ตนเองเลยด้วยซ้ำ—ดังนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถครองสำนึกเมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไร?  เมื่อเปโตรกำลังไล่ตามเสาะหาชีวิตอยู่นั้น เขามุ่งเน้นไปที่การเข้าใจตัวเขาเองและการแปลงสภาพอุปนิสัยของเขาตลอดครรลองแห่งบททดสอบของเขา และเขาเพียรพยายามที่จะรู้จักพระเจ้า  สุดท้ายแล้ว เขาก็คิดว่า “ผู้คนต้องไล่ตามเสาะหาความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในชีวิต การรู้จักพระองค์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  หากฉันไม่รู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ฉันก็ย่อมไม่สามารถหยุดพักอย่างสันติสุขได้เมื่อฉันตาย  ทันทีที่ฉันรู้จักพระองค์ หลังจากนั้นหากพระเจ้าทรงให้ฉันต้องตาย เช่นนั้นแล้ว ฉันก็คงรู้สึกปลาบปลื้มอย่างที่สุด ฉันจะไม่ร้องทุกข์คร่ำครวญแม้แต่น้อย และทั้งชีวิตของฉันย่อมจะได้รับการทำให้ลุล่วงไปแล้ว”  เปโตรไม่มีความสามารถที่จะได้รับความเข้าใจระดับนี้ หรือไปถึงจุดนี้ได้ทันทีหลังจากที่เขาได้เริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้า เขาจึงก้าวผ่านบททดสอบมากมายมหาศาลแทน  ประสบการณ์ของเขาจำต้องไปถึงหลักชัยหนึ่ง และเขาจำเป็นที่จะต้องเข้าใจตัวเขาเองอย่างครบบริบูรณ์ ก่อนที่เขาจะสามารถสำนึกรับรู้คุณค่าของการรู้จักพระเจ้า  เพราะฉะนั้น เส้นทางที่เปโตรใช้จึงเป็นเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง และเป็นเส้นทางของการได้รับชีวิตและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  นี่คือแง่มุมซึ่งมุ่งเน้นที่การปฏิบัติแบบเฉพาะเจาะจงของเขาเป็นหลัก

ในความเชื่อที่พวกเจ้ามีในพระเจ้า บัดนี้พวกเจ้าทั้งหมดกำลังเดินอยู่บนเส้นทางใด?  หากเจ้าไม่แสวงหาชีวิต ความเข้าใจในตัวเจ้าเอง และความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เหมือนที่เปโตรทำ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของเปโตร  ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะแบบนี้คือ เพื่อให้ได้รับพร ฉันต้องสละตัวเองเพื่อพระเจ้าและจ่ายราคาเพื่อพระองค์ เพื่อให้ได้รับพร ฉันต้องละทิ้งทุกสิ่งเพื่อพระเจ้า ฉันต้องทำสิ่งที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันทำให้เสร็จสิ้น และฉันต้องปฏิบัติหน้าที่ของฉันให้ดี  สภาวะเช่นนี้มีเจตนาที่อยากได้รับพรครอบงำอยู่ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสละตัวเองเพื่อพระเจ้าจนหมดสิ้นเพื่อจุดประสงค์ของการได้มาซึ่งบำเหน็จรางวัลจากพระองค์และได้รับมงกุฎ  ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความจริงในหัวใจของพวกเขา และแน่นอนว่าความเข้าใจของพวกเขานั้นประกอบด้วยคำพูดและคำสอนไม่กี่คำที่พวกเขาโอ้อวดทุกแห่งหนที่พวกเขาไป  เส้นทางของพวกเขานั้นคือของเปาโล  ความเชื่อของผู้คนเช่นนั้นคือบทบาทของการตรากตรำทำงานเป็นนิตย์ และลึกลงไปแล้วพวกเขารู้สึกว่า ยิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด นั่นก็จะยิ่งเป็นการพิสูจน์มากขึ้นเท่านั้นถึงความจงรักภักดีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้า ว่ายิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด แน่นอนว่าพระองค์ก็ยิ่งจะพึงพอพระทัยมากขึ้นเท่านั้น และว่ายิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งสมควรมากขึ้นเท่านั้นที่จะได้รับการมอบมงกุฎเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพรที่พวกเขาได้รับก็มีแต่จะยิ่งใหญ่ขึ้น  พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาสามารถสู้ทนความทุกข์ ทำการประกาศ และตายเพื่อพระคริสต์ได้ หากพวกเขาสามารถพลีอุทิศชีวิตของพวกเขาเองได้ และหากพวกเขาสามารถทำหน้าที่ทั้งหมดซึ่งพระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาจนครบบริบูรณ์ได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะเป็นผู้ที่ได้รับพรอันยิ่งใหญ่ที่สุด และพวกเขาย่อมแน่ใจว่าตนจะได้รับมอบมงกุฎ  แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่เปาโลจินตนาการและเป็นสิ่งที่เขาไล่ตามเสาะหา  นี่คือเส้นทางอันแน่ชัดที่เขาเดิน และนั่นอยู่ภายใต้การนำของความคิดที่ว่า เขาทำงานเพื่อรับใช้พระเจ้า  ความคิดและเจตนาเหล่านั้นไม่มีจุดกำเนิดมาจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานหรอกหรือ?  มันก็เป็นเหมือนเหล่ามนุษย์ทางโลก ที่เชื่อว่าในขณะที่อยู่บนแผ่นดินโลกนั้นพวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาความรู้ และว่าหลังจากที่มีความรู้แล้ว พวกเขาจึงจะสามารถโดดเด่นออกมาจากฝูงชน ได้เป็นเจ้าหน้าที่ และมีฐานะ  พวกเขาคิดว่า ทันทีที่พวกเขามีฐานะ พวกเขาสามารถทำให้ความทะเยอทะยานของพวกเขาเป็นจริง และทำให้ธุรกิจและกิจการในครอบครัวของพวกเขาเจริญรุ่งเรืองได้ถึงระดับหนึ่ง  ผู้ไม่มีความเชื่อทั้งหมดไม่เดินบนเส้นทางนี้หรอกหรือ?  พวกที่ถูกธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ครอบงำ สามารถเพียงเป็นเหมือนเปาโลในความเชื่อของพวกเขาเท่านั้น  พวกเขาคิดว่า “ฉันต้องละทิ้งทุกสิ่งมาสละตนเพื่อพระเจ้า  ฉันต้องอุทิศตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และในที่สุด ฉันจะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่และมงกุฎอันเกรียงไกร”  นี่คือท่าทีเดียวกับท่าทีของผู้คนทางโลกที่ไล่ตามไขว่คว้าสิ่งของทางโลกทั้งหลาย  พวกเขาไม่ได้ต่างออกไปแต่อย่างใดเลย และพวกเขาก็อยู่ภายใต้ธรรมชาติแบบเดียวกัน  เมื่อผู้คนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตานจำพวกนี้ เมื่อออกไปอยู่ในโลก พวกเขาจะเสาะแสวงที่จะได้มาซึ่งความรู้ การเรียนรู้ สถานะ และเพื่อโดดเด่นจากฝูงชน  หากพวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็จะพยายามให้ได้มาซึ่งมงกุฎอันยิ่งใหญ่และพรอันยิ่งใหญ่  หากผู้คนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงในยามที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็จะต้องใช้เส้นทางนี้อย่างแน่นอน  นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เป็นกฎธรรมชาติ  เส้นทางซึ่งผู้คนที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงเลือกเดินนั้นสวนทางอย่างตรงกันข้ามกับเส้นทางของเปโตร  เส้นทางใดหรือที่พวกเจ้าทั้งหมดอยู่กันในปัจจุบันนี้?  แม้ว่าเจ้าอาจยังไม่ได้วางแผนการที่จะรับเอาเส้นทางของเปาโลไว้ แต่ธรรมชาติของเจ้าก็ได้กำหนดให้เจ้าเดินบนเส้นทางนี้ และเจ้าก็กำลังไปในทิศทางนั้นโดยไม่คำนึงถึงตัวเจ้าเอง  แม้ว่าเจ้าต้องการก้าวเท้าไปบนเส้นทางของเปโตร แต่หากเจ้าไม่ชัดเจนถึงวิธีที่จะทำการนั้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะรับเอาเส้นทางของเปาโลไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ  นี่คือความเป็นจริงของสถานการณ์  คนเราควรเดินบนเส้นทางของเปโตรทุกวันนี้อย่างไรกันแน่?  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะจำแนกความต่างระหว่างเส้นทางของเปโตรและเปาโล หรือหากเจ้าไม่คุ้นเคยกับเส้นทางเหล่านั้นเลย เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าจะกล่าวอ้างมากเพียงใด ว่ากำลังเดินอยู่บนเส้นทางของเปโตร คำพูดเหล่านั้นของเจ้ารังแต่กลวงเปล่าเท่านั้น  ก่อนอื่นเจ้าจำเป็นต้องมีแนวคิดที่ชัดเจนว่าเส้นทางของเปโตรคืออะไร และเส้นทางของเปาโลคืออะไร  ต่อเมื่อเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเส้นทางของเปโตรคือเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาชีวิต และเป็นเส้นทางไปสู่ความเพียบพร้อมเพียงเส้นเดียวเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเดินไปบนเส้นทางของเปโตร ไล่ตามเสาะหาดังที่เขาไล่ตามเสาะหา และปฏิบัติตามหลักธรรมที่เขาปฏิบัติได้  หากเจ้าไม่เข้าใจเส้นทางของเปโตร เช่นนั้นแล้ว เส้นทางที่เจ้าใช้ก็ย่อมเป็นเส้นทางของเปาโลอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่จะไม่มีเส้นทางอื่นสำหรับเจ้า เจ้าย่อมจะไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้  ผู้คนที่ไม่เข้าใจความจริงและไม่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมจะพบว่า ต่อให้พวกเขามีปณิธาน การเดินบนเส้นทางของเปโตรก็ยังลำบากยากเย็น  สามารถกล่าวได้ว่าเป็นเพราะพระคุณและการยกชูของพระเจ้า พระองค์จึงได้ทรงเผยเส้นทางแห่งความรอดและความเพียบพร้อมให้แก่พวกเจ้าในตอนนี้  พระองค์นั่นเองที่ทรงนำพวกเจ้าไปบนเส้นทางของเปโตร  หากปราศจากการทรงนำและความรู้แจ้งของพระเจ้า ย่อมจะไม่มีผู้ใดสามารถเดินบนเส้นทางของเปโตร และทางเลือกเดียวเท่านั้นที่มีอยู่ย่อมจะเป็นการเดินไปตามเส้นทางของเปาโล เดินตามย่างก้าวของเปาโลไปสู่ความพินาศ  ในตอนนั้น เปาโลไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการผิดที่จะเดินไปบนเส้นทางนั้น เขาเชื่ออย่างเต็มที่ว่าการนั้นถูกต้อง  เขาไม่มีความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาไม่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  เขาเชื่อในตัวเขาเองมากเกินไป และรู้สึกว่าการเชื่อในหนทางนั้นไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย  เขายังคงไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เต็มไปด้วยความมั่นใจและมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงสุด  เมื่อถึงที่สุด เขาก็ไม่เคยรู้สำนึกเลย  เขายังคงคิดว่าสำหรับเขาแล้ว การมีชีวิตอยู่คือพระคริสต์  เมื่อเป็นเช่นนั้น เปาโลจึงยังคงเดินบนเส้นทางนั้นอย่างต่อเนื่องไปจวบจนวาระสุดท้าย และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็ได้ถูกลงโทษในท้ายที่สุด ทั้งหมดนั่นก็จบแล้วสำหรับเขา  เส้นทางของเปาโลไม่ได้เกี่ยวข้องกับการมารู้จักตัวเขาเอง และยิ่งไม่เกี่ยวข้องกับการไล่ตามเสาะหาที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย  เขาไม่เคยชำแหละธรรมชาติของเขาเองเลย อีกทั้งเขาก็ไม่ได้รับความรู้อันใดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเป็น  เขาเพียงแค่รู้ว่าเขาเป็นตัวการหลักในการข่มเหงพระเยซู  แต่เขาไม่ได้มีความเข้าใจในธรรมชาติของเขาเองแม้แต่น้อย และหลังจากที่เสร็จสิ้นงานของเขาแล้ว เปาโลก็รู้สึกว่าเขากำลังใช้ชีวิตประหนึ่งพระคริสต์และควรได้รับบำเหน็จ  งานที่เปาโลทำนั้นเป็นเพียงแค่การปรนนิบัติที่ทำเพื่อพระเจ้า  โดยส่วนตัวแล้วสำหรับเปาโล แม้ว่าเขาจะได้รับคำวิวรณ์บางอย่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เขาก็ไม่ได้รับความจริงหรือชีวิตแต่อย่างใด  เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงไม่ได้ทรงช่วยเขาให้รอด  แต่เขากลับถูกพระเจ้าลงโทษ  เหตุใดหรือจึงกล่าวกันว่า เส้นทางของเปโตรคือเส้นทางสู่ความเพียบพร้อม?  นั่นเป็นเพราะ ในการปฏิบัติของเปโตร เขาได้วางการเน้นย้ำโดยเฉพาะไปที่ชีวิต ไปที่การเสาะแสวงที่จะรู้จักพระเจ้า และไปที่การรู้จักตัวเขาเอง  เขาได้มารู้จักตัวเขาเอง ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เรียนรู้ข้อบกพร่องของเขาเอง และค้นพบสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหาก็โดยผ่านทางประสบการณ์ของเขาเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  เขามีความสามารถที่จะรักพระเจ้าอย่างจริงใจ เขาเรียนรู้วิธีชดใช้คืนพระเจ้า เขาได้รับความจริงอยู่บ้าง และเขาครองความเป็นจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  จากสรรพสิ่งทั้งปวงที่เปโตรกล่าวในช่วงระหว่างบททดสอบของเขา สามารถเห็นได้ว่า โดยแท้นั้น เขาคือผู้ที่มีความเข้าใจมากที่สุดเกี่ยวกับพระเจ้า  เพราะเขาได้มาเข้าใจความจริงมากมายเหลือเกินจากพระวจนะของพระเจ้า เส้นทางของเขาจึงสว่างขึ้นเรื่อยๆ และอยู่ในแนวเดียวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ  หากเปโตรไม่ได้ครองความจริงนี้ เช่นนั้นแล้ว เส้นทางที่เขารับเอาไว้นั้นก็ย่อมจะไม่สามารถถูกต้องได้เช่นนั้น

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 389

เปโตรได้จงรักภักดีต่อเรามาหลายปี กระนั้นเขาก็ไม่เคยบ่น อีกทั้งไม่ได้มีการร้องทุกข์คร่ำครวญใดๆ แม้แต่โยบก็ไม่เทียบเท่าเขา และตลอดยุคทั้งหลาย บรรดาธรรมิกชนทั้งหมดก็ได้อ่อนด้อยกว่าเปโตร  เขาไม่เพียงพยายามรู้จักเราเท่านั้น แต่ก็ได้มารู้จักเราในระหว่างเวลาที่ซาตานกำลังกระทำการตามกลอุบายอันล่อลวงของมันอีกด้วย  นี่ได้นำทางให้เปโตรรับใช้เรานานหลายปี เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเราเสมอ และด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่เคยได้ถูกซาตานใช้หาประโยชน์เลย  เปโตรดึงบทเรียนจากความเชื่อของโยบ กระนั้นก็ล่วงรู้ข้อบกพร่องของโยบอย่างชัดเจนอีกด้วย  แม้ว่าโยบได้มีความเชื่ออันยิ่งใหญ่ แต่เขาขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นเขาจึงได้พูดคำพูดหลายคำที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง นี่แสดงให้เห็นว่าความรู้ของโยบนั้นตื้นเขินและไม่สามารถมีความเพียบพร้อมได้  เพราะฉะนั้น เปโตรจึงได้มุ่งเน้นไปที่การได้รับสำนึกรับรู้ของวิญญาณเสมอ และได้ให้ความสนใจต่อการสังเกตการณ์พลังขับเคลื่อนของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณเสมอ  ผลก็คือ เขาไม่เพียงสามารถแน่ใจในเจตนารมณ์บางอย่างของเราเท่านั้น แต่ยังรู้จักกลอุบายอันหลอกลวงของซาตานอีกเล็กน้อยด้วย  ด้วยเหตุนี้ในยุคทั้งหลายที่ผ่านมา เขาจึงรู้จักเรามากกว่าคนอื่น

จากประสบการณ์ของเปโตร มันไม่ยากที่จะเห็นว่าหากมนุษย์ปรารถนาที่จะรู้จักเรา พวกเขาต้องมุ่งเน้นที่การพิจารณาอย่างรอบคอบภายในวิญญาณของพวกเขา  เราไม่ได้ขอให้เจ้า “มอบอุทิศ” จำนวนเฉพาะจำนวนหนึ่งให้เราภายนอก นี่เป็นความกังวลรอง  หากเจ้าไม่รู้จักเรา เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อ ความรัก และความจงรักภักดีทั้งหมดที่เจ้าพูดถึงก็เป็นเพียงสิ่งลวงตา พวกมันเป็นสิ่งไร้สาระ และเจ้าจะกลายเป็นใครบางคนที่ทำการอวดตัวอย่างยิ่งใหญ่เบื้องหน้าเรา แต่ไม่รู้จักตัวเองอย่างแน่นอน  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะถูกซาตานหลอกให้ติดกับอีกครั้งและไร้ความสามารถที่จะปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ เจ้าจะกลายเป็นบุตรแห่งความพินาศและเป็นวัตถุแห่งความย่อยยับ  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเย็นชาและไม่ใส่ใจในวจนะของเรา เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต่อต้านเราอย่างไม่ต้องสงสัย  นี่คือข้อเท็จจริง และเจ้าคงจะประสบความสำเร็จที่จะมองทะลุประตูแห่งอาณาจักรฝ่ายวิญญาณไปที่พวกวิญญาณมากมายหลากหลายซึ่งได้ถูกเราตีสอนไปแล้ว  วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่คิดลบ ไม่ใส่ใจและไม่ยอมรับ เมื่อเผชิญหน้าวจนะของเรา?  วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้เยาะเย้ยถากถางเกี่ยวกับวจนะของเรา?  วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้พยายามที่จะจ้องจับผิดวจนะของเรา?  วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้ใช้วจนะของเราเป็น “อาวุธป้องกัน” เพื่อใช้ “ปกป้อง” ตัวเอง?  พวกมันไม่ได้ใช้เนื้อหาสาระของวจนะของเราเป็นหนทางที่จะรู้จักเรา แต่เป็นเพียงของเล่นให้เล่นด้วยเท่านั้น  ในการนี้ พวกมันไม่ได้กำลังต้านทานเราโดยตรงหรอกหรือ?  วจนะของเราคือผู้ใดเล่า?  วิญญาณของเราคือผู้ใดเล่า?  เราได้ถามคำถามเหล่านี้กับพวกเจ้าหลายครั้งเหลือเกินแล้ว กระนั้นพวกเจ้าได้เคยรับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่สูงขึ้นและชัดเจนใดๆ เกี่ยวกับคำถามเหล่านั้นหรือไม่?  พวกเจ้าได้เคยมีประสบการณ์กับพวกมันอย่างแท้จริงหรือไม่?  เราเตือนความจำพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งว่า หากเจ้าไม่รู้จักวจนะของเรา และไม่ยอมรับวจนะของเรา อีกทั้งไม่นำวจนะของเราไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นเป้าหมายแห่งการตีสอนของเราอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้!  เจ้าจะกลายเป็นเหยื่อของซาตานอย่างแน่นอน!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 8

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 390

แม้ว่าผู้คนมากมายจะเชื่อในพระเจ้า แต่น้อยคนนักที่เข้าใจว่าอะไรคือความหมายของความเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาต้องทำเช่นใดกันแน่จึงจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะแม้ว่าผู้คนจะคุ้นเคยกับคำว่า “พระเจ้า” และวลีทั้งหลาย อาทิ “พระราชกิจของพระเจ้า” แต่พวกเขาก็ไม่รู้จักพระเจ้า และพวกเขายิ่งรู้จักพระราชกิจของพระองค์น้อยกว่า  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าจะสับสนปนเปในการเชื่อของพวกเขาในพระองค์  ผู้คนไม่ถือการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องจริงจัง และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะการเชื่อในพระเจ้าเป็นความไม่คุ้นเคยเกินไป แปลกเกินไปสำหรับพวกเขา  ในหนทางนี้พวกเขาจึงห่างไกลจากการไปถึงข้อเรียกร้องทั้งหลายของพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้คนไม่รู้จักพระเจ้าและไม่รู้จักพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้าและพวกเขายิ่งไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระองค์  “การเชื่อในพระเจ้า” หมายถึงการเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง นี่เป็นมโนทัศน์ที่เรียบง่ายที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่งไม่เหมือนกับการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม มันเป็นความเชื่อที่เรียบง่ายประเภทหนึ่งซึ่งมีนัยแฝงทางศาสนาที่รุนแรง  ความเชื่อแท้จริงในพระเจ้าหมายถึงสิ่งต่อไปนี้คือ บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอำนาจอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง คนเรามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ ทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของคนเรา สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และมารู้จักพระเจ้า  มีเพียงการเดินทางแบบนี้เท่านั้นที่อาจถูกเรียกว่า “ความเชื่อในพระเจ้า”  กระนั้นผู้คนมักเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องเรียบง่ายและไร้สาระ  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ได้สูญเสียความหมายของความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว และแม้ว่าพวกเขาอาจจะยังเชื่อต่อไปจวบจนวาระสุดท้าย แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า เพราะพวกเขาก้าวย่างไปบนเส้นทางที่ผิด  ณ วันนี้ ยังมีพวกที่เชื่อในพระเจ้าตามคำพูดและคำสอนที่กลวงเป็นโพรง  พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาขาดแก่นแท้ของการเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า  พวกเขายังคงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อขอพรแห่งความปลอดภัยและพระคุณที่เพียงพอ  พวกเราจงมาหยุดนิ่ง สงบใจและถามตัวเองว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดบนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริง?  เป็นไปได้หรือไม่ที่การเชื่อในพระเจ้าไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้า?  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยที่ไม่รู้จักพระองค์ หรือเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงต่อต้านพระองค์ จะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้จริงหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 391

อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ได้รับนับตั้งแต่ที่เขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า?  เจ้าได้รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าบ้าง?  เจ้าเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดเพราะความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า?  วันนี้พวกเจ้าทุกคนรู้ว่าความเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์นั้นไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อความรอดของดวงจิตและความอยู่ดีมีสุขของเนื้อหนังเท่านั้น และไม่ได้เป็นไปเพื่อการทำให้ชีวิตของเขารุ่มรวยขึ้นโดยผ่านทางการรักพระเจ้า เป็นต้น  ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หากเจ้ารักพระเจ้าเพื่อความอยู่ดีมีสุขของเนื้อหนังหรือความเพลิดเพลินเพียงชั่วครู่ เช่นนั้นแล้ว แม้ว่าในท้ายที่สุดความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้าจะไปถึงจุดสูงสุดและเจ้าไม่ได้ร้องขออะไรมากไปกว่านั้น แต่ความรักที่เจ้าแสวงหานี้ก็ยังคงเป็นความรักที่ปลอมปนและไม่เป็นที่ยินดีของพระเจ้า  พวกที่ใช้ความรักพระเจ้ามาทำให้การดำรงอยู่อันโฉดเขลาของตนรุ่มรวยขึ้นและเติมช่องว่างในหัวใจของตนนั้นคือผู้คนประเภทที่โลภในชีวิตที่สะดวกสบาย ไม่ใช่ผู้ที่พยายามที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริง  ความรักประเภทนี้ต้องมานะพยายาม เป็นการไล่ตามเสาะหาความพึงพอใจทางจิตใจ และพระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์ความรักแบบนี้  เช่นนั้นแล้ว ความรักของเจ้าคือความรักประเภทใดกัน?  เจ้ารักพระเจ้าเพื่ออะไร?  มีความรักพระเจ้าอันแท้จริงอยู่มากเพียงใดภายในตัวเจ้าในขณะนี้?  ความรักของพวกเจ้าส่วนใหญ่คือความรักประเภทที่ได้กล่าวมาแล้ว  ความรักเช่นนี้สามารถคงไว้ได้เพียงสถานะที่เป็นอยู่เท่านั้น ไม่สามารถสัมฤทธิ์สภาวะที่มิอาจเปลี่ยนแปลงไปอีกได้ อีกทั้งไม่สามารถหยั่งรากลงในตัวมนุษย์ได้  ความรักประเภทนี้เป็นดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานและเหี่ยวเฉาโดยที่ไม่ได้ออกผลเท่านั้น  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลังจากที่เจ้ารักพระเจ้าในหนทางเช่นนี้แล้ว หากไม่มีผู้ใดคอยนำเจ้าบนเส้นทางข้างหน้า เมื่อนั้นเจ้าก็จะช่วยตัวเองไม่ได้  หากเจ้าสามารถรักพระเจ้าได้เพียงในช่วงเวลาของการรักพระเจ้าเท่านั้น แต่ในภายหลังอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะยังคงไม่สามารถหนีพ้นอิทธิพลของความมืดที่แผ่คลุมอยู่ เจ้าจะยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของซาตานและเล่ห์เพทุบายของมัน  บุคคลเช่นนี้ไม่สามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในท้ายที่สุดแล้ว วิญญาณ ดวงจิต และร่างกายของพวกเขาจะยังคงเป็นของซาตาน  ไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการนี้เลย  ทุกคนที่ไม่สามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์จะคืนกลับไปยังสถานที่ดั้งเดิมของพวกเขา นั่นคือ กลับไปหาซาตาน และพวกเขาจะลงไปที่บึงไฟและกำมะถันเพื่อรับการลงโทษขั้นต่อไปจากพระเจ้า  บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงรับไว้คือผู้ที่กบฏต่อซาตานและหนีพ้นจากอำนาจของมัน  พวกเขาถูกนับรวมอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าเป็นผู้คนแห่งราชอาณาจักร  นี่คือสิ่งที่ผู้คนแห่งราชอาณาจักรเป็น  เจ้าเต็มใจที่จะกลายเป็นบุคคลประเภทนี้หรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะหนีจากอำนาจของซาตานและกลับคืนสู่พระเจ้าหรือไม่?  ขณะนี้เจ้าเป็นของซาตานหรือเจ้าเป็นหนึ่งในผู้คนแห่งราชอาณาจักร?  สิ่งเหล่านี้ควรที่จะชัดเจนอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการอธิบายต่อไปอีก

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้เชื่อควรที่จะยึดถือทัศนคติแบบใด

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 392

ในอดีต คนจำนวนมากแสวงหาด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงที่คึกคะนองและมโนคติอันหลงผิด พวกเขาแสวงหาตามความหวังทั้งหลายของพวกเขาเอง  พวกเราจงละวางประเด็นปัญหาเช่นนั้นไว้ชั่วขณะ บัดนี้สิ่งที่มีความสำคัญหลักคือการค้นหาวิธีปฏิบัติที่จะทำให้พวกเจ้าแต่ละคนรักษาสภาวะที่ปกติไว้ได้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และค่อยๆ หลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งอิทธิพลของซาตาน เพื่อที่พวกเจ้าอาจได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า และดำเนินชีวิตบนแผ่นดินโลกตามสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากเจ้า  ในหนทางนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  คนจำนวนมากเชื่อในพระเจ้า กระนั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ และไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ซาตานต้องการ  พวกเขาเชื่อในหนทางที่เลอะเลือน เพียงไหลไปตามกระแสเท่านั้น และดังนั้นจึงไม่เคยมีชีวิตคริสเตียนที่ปกติ ที่มากกว่านั้นคือ พวกเขาไม่เคยมีสัมพันธภาพส่วนตัวที่ปกติ นับประสาอะไรที่จะมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า  จากการนี้จึงสามารถมองเห็นได้ว่าความยากลำบากและข้อบกพร่องทั้งหลายของมนุษย์ และปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถขัดขวางน้ำพระทัยของพระเจ้าได้นั้นมีมากมาย  นี่จึงเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามนุษย์ยังไม่ได้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้า และยังไม่ได้เข้าสู่ประสบการณ์ที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์  ดังนั้นแล้วการอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร?  การอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องหมายความว่าเจ้าสามารถสงบใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ตลอดเวลา และชื่นชมการเข้าสนิทที่ปกติกับพระเจ้าได้ ค่อยๆ มารู้ว่าสิ่งใดที่ยังขาดพร่องในตัวมนุษย์และได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างช้าๆ  โดยผ่านทางการนี้ วิญญาณของเจ้าย่อมได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่ใหม่และความรู้แจ้งใหม่ทุกวัน ความถวิลหาของเจ้าเพิ่มพูนขึ้น เจ้าพยายามเข้าสู่ความจริง และมีความสว่างใหม่และความเข้าใจใหม่ทุกวัน  เจ้าค่อยๆ หลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตานและเติบโตในชีวิตของเจ้าผ่านทางเส้นทางนี้  ผู้คนเช่นนี้ย่อมเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องแล้ว  จงประเมินประสบการณ์จริงของเจ้าเองและจงตรวจสอบเส้นทางที่เจ้าได้ไล่ตามเสาะหาในความเชื่อของเจ้า  เมื่อเจ้านำประสบการณ์จริงและเส้นทางของเจ้ามาตรวจสอบกับเส้นทางที่อธิบายไว้ข้างต้น เจ้าพบหรือไม่ว่าเจ้าอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง?  เจ้าหลุดพ้นจากโซ่ตรวนของซาตานและจากอิทธิพลของซาตานในเรื่องใดบ้าง?  หากเจ้ายังไม่อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้ว พันธะของเจ้ากับซาตานก็ยังไม่ได้ถูกตัดขาด  เมื่อเป็นเช่นนี้ ความพยายามที่จะรักพระเจ้าของเจ้าจะนำเจ้าไปสู่ความรักที่แท้จริง แน่วแน่ และบริสุทธิ์หรือ?  เจ้ากล่าวว่าความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้านั้นมาจากหัวใจและไม่หวั่นไหว กระนั้นเจ้าก็ยังไม่หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของซาตาน  เจ้าไม่ได้พยายามหลอกพระเจ้าอยู่หรอกหรือ?  หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุสภาวะที่ความรักพระเจ้าของเจ้าไร้ซึ่งการปลอมปน และเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์และเป็นหนึ่งในผู้คนแห่งราชอาณาจักร เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องพาตัวเจ้าเองไปอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้าเสียก่อน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้เชื่อควรที่จะยึดถือทัศนคติแบบใด

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 393

ปัญหาทั่วไปที่มีอยู่ในทุกคนคือ พวกเขาเข้าใจความจริง แต่ล้มเหลวที่จะนำไปปฏิบัติ  นี่เป็นเพราะในด้านหนึ่ง พวกเขาไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคา และในอีกด้านหนึ่ง เพราะพวกเขาไร้วิจารณญาณเกินไป พวกเขาไร้ความสามารถที่จะมองเห็นความลำบากยากเย็นมากมายของชีวิตประจำวันจากลักษณะที่แท้จริงของสิ่งเหล่านั้น และไม่รู้วิธีที่จะปฏิบัติอย่างเหมาะสม  เพราะประสบการณ์ของผู้คนตื้นเขินเกินไป ขีดความสามารถของพวกเขาต่ำเกินไป และระดับความเข้าใจความจริงของพวกเขามีจำกัด พวกเขาจึงไม่มีวิธีการที่จะแก้ไขความลำบากยากเย็นที่พวกเขาเผชิญในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขา  พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพียงด้วยวาจาเท่านั้น และไม่สามารถนำพระเจ้าเข้ามาในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขาได้  กล่าวคือ พระเจ้าก็คือพระเจ้า ชีวิตก็คือชีวิต และเสมือนว่าผู้คนไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา  นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคิด  เมื่อเชื่อในพระเจ้าเช่นนี้แล้ว ในความเป็นจริงผู้คนจะไม่ได้รับการทรงรับไว้และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระองค์  อันที่จริง ไม่ใช่ว่าพระวจนะของพระเจ้ายังไม่มีการแสดงออกอย่างสมบูรณ์ แต่ในทางกลับกันความสามารถในการจับใจความของผู้คนนั้นก็แค่ไม่เพียงพอ  เราสามารถกล่าวได้ว่าแทบไม่มีผู้ใดปฏิบัติตนตามข้อพึงปรารถนาดั้งเดิมของพระเจ้า แต่ความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้านั้นเป็นไปตามความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง มโนคติที่หลงผิดทางศาสนาที่พวกเขามีในอดีต และวิถีของพวกเขาเองในการทำสิ่งทั้งหลาย  มีเพียงไม่กี่คนที่ก้าวผ่านการแปลงสภาพภายหลังจากการยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และเริ่มปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์  แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับดึงดันในการเชื่อแบบเข้าใจผิดของพวกเขา  เมื่อผู้คนเริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเชื่อตามกฎเกณฑ์ตามขนบธรรมเนียมของศาสนา และพวกเขาใช้ชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตามพื้นฐานปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขาเองโดยทั้งสิ้น  เราสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็นจริงในคนเก้าคนจากทุกๆ สิบคน  มีคนน้อยมากที่คิดวางแผนการเป็นอย่างอื่นและเริ่มต้นใหม่หลังจากที่เริ่มเชื่อในพระเจ้า  มนุษยชาติล้มเหลวที่จะพิจารณาว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง หรือล้มเหลวที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติโดยรับว่าเป็นความจริง

ตัวอย่างเช่น ความเชื่อในพระเยซู  ไม่ว่าใครสักคนเพิ่งได้เริ่มต้นเชื่อหรือได้เชื่อมาเป็นเวลานานมากแล้ว ทุกคนเพียงแค่นำพรสวรรค์ใดก็ตามที่พวกเขามีมาใช้ และสาธิตแสดงทักษะใดก็ตามที่พวกเขามี  ผู้คนเพียงเพิ่มคำสามคำที่ว่า “ความเชื่อในพระเจ้า” นี้ลงในชีวิตตามปกติของพวกเขา แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอุปนิสัยของพวกเขา และความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย  การไล่ตามเสาะหาของพวกเขาทั้งไม่เย็นและไม่ร้อน  พวกเขาไม่ได้พูดว่าพวกเขาจะละวางความเชื่อของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปวารณาตนทั้งหมดให้กับพระเจ้าเช่นกัน  พวกเขาไม่เคยรักพระเจ้าหรือนบนอบพระองค์อย่างแท้จริง  ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาคือส่วนผสมระหว่างของแท้กับของเทียม พวกเขาเข้าหาความเชื่อในพระเจ้าด้วยการปิดตาหนึ่งข้างและเปิดตาหนึ่งข้าง และไม่ได้เอาจริงเอาจังในการปฏิบัติตามความเชื่อของพวกเขา พวกเขาอยู่ในสภาวะของความมึนงงสับสนเช่นนั้นต่อไป และในท้ายที่สุดก็ตายลงอย่างสับสน  ทั้งหมดนั้นเพื่ออะไรกัน?  วันนี้ เพื่อเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงชีวิตจริง เจ้าต้องย่างเท้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่ควรแสวงหาเพียงพรเท่านั้น แต่ควรพยายามรักพระเจ้าและรู้จักพระเจ้า  เจ้าสามารถดื่มและกินพระวจนะของพระเจ้า พัฒนาความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า และมีความรักที่แท้จริงในพระเจ้า ซึ่งมาจากภายในสุดของหัวใจของเจ้าโดยผ่านทางความรู้แจ้งของพระองค์ โดยผ่านทางการแสวงหาของเจ้าเอง  กล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือ เมื่อความรักเพื่อพระเจ้าของเจ้าเป็นจริงแท้ที่สุด และไม่มีผู้ใดสามารถทำลายหรือขัดขวางความรักที่เจ้ามีให้กับพระองค์ได้ ในเวลานี้เองเจ้าจะอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า  นี่พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นของพระเจ้า เพราะหัวใจของเจ้าอยู่ในการทรงครองของพระเจ้าอยู่แล้ว และไม่มีสิ่งอื่นใดสามารถครอบครองเจ้าได้  โดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า โดยผ่านทางราคาที่เจ้าได้ยอมจ่าย และโดยผ่านทางพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าสามารถพัฒนาความรักที่ไม่ต้องบังคับเพื่อพระเจ้าได้—และเมื่อเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าจะกลายเป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตาน และจะมาใช้ชีวิตในความสว่างแห่งพระวจนะของพระเจ้า  มีเพียงเมื่อเจ้าได้พ้นเป็นอิสระจากอิทธิพลแห่งความมืดแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถพูดได้ว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า  ในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าต้องพยายามแสวงหาเป้าหมายนี้  นี่คือหน้าที่ของพวกเจ้าแต่ละคน  ไม่มีพวกเจ้าคนใดที่ควรพึงพอใจกับสถานะของเรื่องราวเหตุการณ์ในปัจจุบัน  เจ้าไม่สามารถสองจิตสองใจต่อพระราชกิจของพระเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่สามารถมองพระราชกิจของพระเจ้าว่าไม่สำคัญ  เจ้าควรนึกถึงพระเจ้าในทุกประการและตลอดเวลา และทำทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของพระองค์  และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าพูดหรือกระทำ เจ้าควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเป็นอันดับแรก  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 394

ในความเชื่อที่ผู้คนมีในพระเจ้า ข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขาคือพวกเขาเชื่อด้วยวาจาเท่านั้น และพระเจ้าไม่อยู่ในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขาเลย  ผู้คนทั้งหมดเชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าจริงๆ แต่พระเจ้าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา  ปากของผู้คนพูดคำอธิษฐานมากมายต่อพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมีพื้นที่น้อยนิดในหัวใจของพวกเขา และดังนั้นพระเจ้าจึงทรงทดสอบพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เป็นเพราะว่าผู้คนไม่บริสุทธิ์ พระเจ้าจึงไม่ทรงมีทางเลือกอื่นนอกจากทดสอบพวกเขา เพื่อที่พวกเขาอาจรู้สึกละอาย และมารู้จักตัวเองท่ามกลางการทดสอบเหล่านี้  หากไม่เป็นเช่นนั้น มนุษยชาติจะกลายเป็นพงศ์พันธุ์ของทูตสวรรค์ และกลับกลายเป็นเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ  ในกระบวนความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้า แต่ละคนปลดทิ้งเจตนาและวัตถุประสงค์ส่วนตัวของพวกเขามากมายภายใต้การชำระให้สะอาดอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า  หากไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าคงจะไม่ทรงมีหนทางที่จะใช้บุคคลใด และคงจะไม่ทรงมีหนทางที่จะทรงพระราชกิจซึ่งพระองค์ควรที่จะทรงทำในผู้คน  พระเจ้าทรงชำระล้างผู้คนให้สะอาดเป็นอันดับแรก และผู้คนอาจมารู้จักตัวเองโดยผ่านทางกระบวนการนี้ และพระเจ้าอาจเปลี่ยนแปลงพวกเขา  ณ เวลานั้นเท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงพระราชกิจในชีวิตของพระองค์ในตัวพวกเขา และด้วยวิธีนี้เท่านั้นหัวใจของพวกเขาจึงจะหันมาหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ได้  ดังนั้นเราจึงกล่าวว่า การเชื่อในพระเจ้าไม่ได้เรียบง่ายเหมือนกับที่ผู้คนพูดกัน  ตามที่พระเจ้าทอดพระเนตร หากเจ้ามีเพียงความรู้แต่ไม่มีพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิต และหากเจ้าถูกจำกัดเพียงความรู้ของเจ้าเองเท่านั้น แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามความจริงหรือใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ยังคงเป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าไม่มีหัวใจที่รักพระเจ้า และแสดงให้เห็นว่าหัวใจของเจ้าไม่ได้เป็นของพระเจ้า  คนเราสามารถรู้จักพระเจ้าได้โดยการเชื่อในพระองค์ กล่าวคือ นี่คือเป้าหมายสุดท้าย และเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์  เจ้าต้องใช้ความพยายามในการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พระวจนะของพระองค์ผลิดอกออกผลในการปฏิบัติของเจ้าได้  หากเจ้ามีเพียงความรู้เกี่ยวกับคำสอน เช่นนั้นแล้วความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะสูญเปล่า  เฉพาะเมื่อเจ้าปฏิบัติและใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์เท่านั้นความเชื่อของเจ้าจึงจะได้รับการพิจารณาว่าครบบริบูรณ์และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  บนถนนสายนี้ ผู้คนมากมายสามารถพูดถึงความรู้มากมาย  แต่เมื่อถึงเวลาตายของพวกเขา ดวงตาของพวกเขาปริ่มไปด้วยน้ำตา และพวกเขาเกลียดตัวเองที่เสียเวลาไปทั้งชีวิตและใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าเพื่อความสูญเปล่า  พวกเขาเพียงเข้าใจคำสอน แต่ไม่สามารถนำความจริงมาปฏิบัติหรือเป็นพยานต่อพระเจ้าได้ ภายนอกพวกเขาเพียงแค่วิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที และเมื่อหมิ่นเหม่ใกล้ความตายเท่านั้นพวกเขาจึงมองเห็นในที่สุดว่าพวกเขาขาดพร่องคำพยานที่แท้จริง ว่าพวกเขาไม่ได้รู้จักพระเจ้าเลย  และนี่ไม่สายเกินไปหรือ?  เหตุใดเจ้าจึงไม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดและไล่ตามเสาะหาความจริงที่เจ้ารัก?  เหตุใดจึงรอจนถึงวันพรุ่งนี้เล่า?  หากในชีวิตเจ้าไม่ทนทุกข์เพื่อความจริงหรือพยายามได้รับความจริง อาจเป็นได้หรือไม่ว่า เจ้าปรารถนาที่จะรู้สึกเสียใจในโมงยามแห่งการตายของเจ้า?  หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงเชื่อในพระเจ้า?  ในความเป็นจริง มีเรื่องมากมายที่ผู้คนสามารถนำความจริงมาปฏิบัติและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ หากพวกเขาใช้ความทุ่มเทพยายามเพียงแผ่วบางที่สุด  นี่เป็นเพียงเพราะจิตใจของผู้คนขุ่นมัวเสมอจนพวกเขาไม่สามารถกระทำเพื่อเห็นแก่พระเจ้าได้ จนพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของพระเจ้าได้ และสาละวนเร่งร้อนอยู่เสมอเพื่อเนื้อหนังของพวกเขา และไม่สัมฤทธิ์สิ่งใดเลยในท้ายที่สุด  ด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนจึงทุกข์ร้อนจากปัญหาและความลำบากยากเย็นอยู่เสมอ  เหล่านี้ไม่ใช่การทรมานของซาตานหรือ?  นี่ไม่ใช่ความเสื่อมทรามของเนื้อหนังหรอกหรือ?  เจ้าไม่ควรพยายามที่จะหลอกลวงพระเจ้าโดยลมปาก  ตรงกันข้าม เจ้ากลับต้องปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  อย่าหลอกตัวเจ้าเอง—นั่นจะทำไปเพื่ออะไร?  เจ้าสามารถได้รับสิ่งใดหรือ จากการใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังของเจ้าและการดิ้นรนเพื่อผลกำไรและชื่อเสียง?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 395

ตอนนี้ พวกเจ้าจงไล่ตามเสาะหาการเป็นประชากรของพระเจ้า แล้วพวกเจ้าจะเริ่มเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องโดยบริบูรณ์  การเป็นประชากรของพระเจ้าหมายถึงการเข้าสู่ยุคราชอาณาจักร  วันนี้เจ้าเริ่มเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ และชีวิตในอนาคตของพวกเจ้าจะเลิกย่อหย่อนและเหลวไหลดังที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ เมื่อมีชีวิตในแนวทางนั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุมาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  หากเจ้าไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วนใดๆ นี่ก็แสดงว่าเจ้าไม่ปรารถนาที่จะปรับปรุงตัวเจ้าเอง แสดงว่าการไล่ตามเสาะหาของเจ้ายุ่งเหยิงและสับสน และเจ้าไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  การเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักรหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตแห่งประชากรของพระเจ้า—เจ้าเต็มใจยอมรับการฝึกฝนเช่นนั้นหรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะรู้สึกถึงสำนึกของความเร่งด่วนหรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะใช้ชีวิตภายใต้การบ่มวินัยของพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะใช้ชีวิตภายใต้การตีสอนของพระเจ้าหรือไม่?  เมื่อพระวจนะของพระเจ้ามาถึงเจ้าและทดสอบเจ้า เจ้าจะกระทำการอย่างไร?  และเจ้าจะทำสิ่งใดเมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงสารพัดอย่าง?  ในอดีต สิ่งที่เจ้ามุ่งเน้นไม่ใช่ชีวิต วันนี้เจ้าต้องมุ่งเน้นไปที่การเข้าสู่ความเป็นจริงชีวิต และไล่ตามเสาะหาความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยแห่งการดำเนินชีวิตของเจ้า  นี่คือสิ่งที่ประชากรของราชอาณาจักรต้องสัมฤทธิ์  ทุกคนที่เป็นประชากรของพระเจ้าต้องครอบครองชีวิต พวกเขาต้องยอมรับการฝึกฝนของราชอาณาจักร และไล่ตามเสาะหาความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยแห่งการดำเนินชีวิตของพวกเขา  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากประชากรของราชอาณาจักร

ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าสำหรับประชากรของราชอาณาจักรมีดังต่อไปนี้

1. พวกเขาต้องยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า  กล่าวคือ พวกเขาต้องยอมรับพระวจนะทุกคำที่ตรัสไว้ในพระราชกิจยุคสุดท้ายของพระเจ้า

2. พวกเขาต้องเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร

3. พวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาการทำให้หัวใจของพวกเขาได้รับสัมผัสจากพระเจ้า  เมื่อหัวใจของเจ้าหันเข้าหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์และเจ้ามีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ เจ้าก็จะอาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งอิสรภาพ ซึ่งหมายความว่าเจ้าจะมีชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลและคุ้มครองปกป้องแห่งความรักของพระเจ้า  เฉพาะเมื่อเจ้ามีชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลและคุ้มครองปกป้องของพระเจ้าเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นของพระเจ้า

4. พวกเขาต้องได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า

5. พวกเขาต้องเป็นการสำแดงพระสิริของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก

ห้าประเด็นนี้คือบัญชาที่เรามีต่อพวกเจ้า  วจนะของเรากล่าวแก่ประชากรของพระเจ้า และหากเจ้าไม่เต็มใจยอมรับบัญชาเหล่านี้ เราจะไม่บังคับเจ้า—แต่หากเจ้ายอมรับบัญชาเหล่านี้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  วันนี้พวกเจ้าเริ่มยอมรับบัญชาของพระเจ้า และไล่ตามเสาะหาการเป็นประชากรของราชอาณาจักรและบรรลุมาตรฐานที่พึงประสงค์ของการเป็นประชากรของราชอาณาจักร  นี่คือก้าวแรกของการเข้าสู่  หากเจ้าปรารถนาที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างครบถ้วน เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องยอมรับบัญชาทั้งห้าประการนี้ และหากเจ้ามีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์บัญชาเหล่านี้ได้ เจ้าก็จะทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า และแน่นอนว่าพระเจ้าจะใช้เจ้าให้เป็นประโยชน์อย่างมาก  สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดในวันนี้คือการเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร  การเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักรเกี่ยวข้องกับชีวิตฝ่ายวิญญาณ  ก่อนหน้านี้ไม่มีการพูดคุยถึงชีวิตฝ่ายวิญญาณ แต่วันนี้ขณะที่เจ้าเริ่มเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร เจ้าก็เข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณอย่างเป็นทางการ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 396

ชีวิตแบบใดคือชีวิตฝ่ายวิญญาณ?  ชีวิตฝ่ายวิญญาณคือชีวิตที่หัวใจของเจ้าหันเข้าหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และสามารถที่จะใส่ใจในความรักของพระเจ้า  เป็นการมีชีวิตอยู่ในวจนะของพระเจ้า และไม่มีสิ่งอื่นใดจับจองหัวใจของเจ้า และเจ้าย่อมสามารถทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในวันนี้ และได้รับการนำโดยความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้เพื่อที่จะทำหน้าที่ของเจ้า  ชีวิตแบบนี้ซึ่งเป็นชีวิตระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าคือชีวิตฝ่ายวิญญาณ  หากเจ้าไม่สามารถติดตามความสว่างของวันนี้ เช่นนั้นแล้ว สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าย่อมมีระยะห่าง—อาจถึงขั้นขาดจากกันก็เป็นได้—แล้วเจ้าก็ปราศจากชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ  สัมพันธภาพปกติกับพระเจ้าสร้างขึ้นบนรากฐานของการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้  เจ้ามีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติหรือไม่?  เจ้ามีสัมพันธภาพอันปกติกับพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าคือใครคนหนึ่งที่ติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  หากเจ้าสามารถติดตามความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ และสามารถทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่อยู่ในพระวจนะของพระองค์ได้ และเข้าสู่พระวจนะเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากเจ้าไม่ติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีโอกาสที่จะทรงพระราชกิจภายในบรรดาผู้ที่ไม่ปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเอง และผลก็คือผู้คนเช่นนั้นไม่มีวันที่จะสามารถรวบรวมพละกำลังของพวกเขาได้และคิดลบอยู่เรื่อยไป  วันนี้เจ้าติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  เจ้าอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  เจ้าออกมาจากสภาวะที่คิดลบแล้วหรือยัง?  บรรดาผู้ที่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ยึดพระราชกิจของพระเจ้าเป็นรากฐาน และติดตามความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้—พวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากเจ้าเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าแท้จริงและถูกต้องอย่างปราศจากความเคลือบคลุมสงสัย และหากเจ้าเชื่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะตรัสว่าอย่างไร เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่พระราชกิจของพระเจ้า และด้วยหนทางนี้ เจ้าย่อมสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า

เพื่อเข้าสู่กระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าต้องมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า และเจ้าต้องขจัดสภาวะที่คิดลบของเจ้าเสียก่อน  บางคนติดตามคนหมู่มากอยู่เสมอ และหัวใจของพวกเขาหลงผิดจากพระเจ้าไปไกลเกินไป ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเอง และมาตรฐานที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาก็ต่ำเกินไป  มีเพียงการไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้าและถูกพระเจ้ารับไว้เท่านั้นที่เป็นเจตนารมณ์ของพระเจ้า  มีผู้คนที่ใช้เพียงมโนธรรมของตนมาตอบแทนความรักของพระเจ้า แต่นี่ไม่สามารถเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ ยิ่งเจ้าไล่ตามเสาะหามาตรฐานที่สูงขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ในฐานะผู้คนที่ปกติ และเป็นผู้คนที่เสาะแสวงที่จะรักพระเจ้า การเข้าสู่ราชอาณาจักรและกลายเป็นประชากรของพระเจ้าคืออนาคตที่แท้จริงของพวกเจ้า และเป็นชีวิตที่มีคุณค่าและมีนัยสำคัญมากที่สุด ไม่มีผู้ใดได้รับพรมากไปกว่าพวกเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เพราะพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อเนื้อหนัง และพวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อซาตาน แต่วันนี้พวกเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า และมีชีวิตอยู่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่าชีวิตของพวกเจ้ามีนัยสำคัญมากที่สุด  เฉพาะผู้คนกลุ่มนี้ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกสรรแล้วเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตที่มีนัยสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ไม่มีใครอีกเลยในแผ่นดินโลกที่สามารถใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและมีความหมายดุจดังชีวิตของเจ้า  เนื่องจากพระเจ้าเลือกสรรพวกเจ้า และทรงยกชูพวกเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นคือ เพราะความรักของพระเจ้า พวกเจ้าจึงได้มีความเข้าใจในชีวิตที่แท้จริงและรู้วิธีใช้ชีวิตในลักษณะที่มีคุณค่ามากที่สุด  นี่ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าไล่ตามเสาะหาได้ดี แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าต่างหากที่ทรงเปิดดวงตาฝ่ายวิญญาณของพวกเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าต่างหากที่ได้สัมผัสหัวใจของพวกเจ้า โดยประทานโชคอันดีงามให้พวกเจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระองค์  หากพระวิญญาณของพระเจ้าไม่ได้ประทานความรู้แจ้งแก่พวกเจ้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็คงไม่อาจมองเห็นสิ่งซึ่งน่ารักเกี่ยวกับพระเจ้า อีกทั้งคงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะรักพระเจ้า  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระวิญญาณของพระเจ้าได้สัมผัสหัวใจของผู้คน ทำให้หัวใจของพวกเขาหันเข้าหาพระเจ้า  บางครั้งเมื่อเจ้ากำลังชื่นชมพระวจนะของพระเจ้า วิญญาณของเจ้าก็ได้รับการสัมผัส และเจ้ารู้สึกว่าเจ้าอดไม่ได้ที่จะรักพระเจ้า รู้สึกว่ามีพละกำลังมหาศาลภายในตัวเจ้า และรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่เจ้าไม่สามารถละวางได้  หากเจ้ารู้สึกเช่นนี้ เจ้าก็ได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณของพระเจ้าแล้ว และหัวใจของเจ้าก็ได้หันเข้าหาพระเจ้าทั้งหมดแล้ว และเจ้าจะอธิษฐานต่อพระเจ้าแล้วกล่าวว่า “โอ พระเจ้า!  พวกเราได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและได้รับการเลือกสรรจากพระองค์อย่างแท้จริง  พระสิริของพระองค์ยังความภาคภูมิใจให้แก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นหนึ่งในประชากรของพระองค์  ข้าพระองค์จะยอมสละสิ่งใดก็ตามและมอบสิ่งใดก็ตามเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ และจะอุทิศขวบปีทั้งหมดของข้าพระองค์รวมถึงความพยายามทั้งชีวิตแด่พระองค์”  เมื่อเจ้าอธิษฐานเช่นนี้ ก็จะมีความรักที่ไม่สิ้นสุดและการนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงอยู่ในหัวใจของเจ้า  เจ้าเคยมีประสบการณ์เช่นนี้บ้างหรือไม่?  หากผู้คนได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณของพระเจ้าบ่อยครั้ง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะอุทิศตนแก่พระเจ้าในคำอธิษฐานของพวกเขาว่า  “โอ พระเจ้า!  ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะมองเห็นวันแห่งพระสิริของพระองค์ และข้าพระองค์ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์—ไม่มีสิ่งใดมีค่าหรือมีความหมายมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ และข้าพระองค์ไม่ได้มีความอยากที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อซาตานและเนื้อหนังแม้แต่น้อย  พระองค์ทรงฟูมฟักข้าพระองค์โดยการทำให้ข้าพระองค์สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ในวันนี้”  เมื่อเจ้าได้อธิษฐานด้วยวิธีนี้ เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าอดไม่ได้ที่จะมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า รู้สึกว่าเจ้าต้องได้รับพระเจ้า และรู้สึกว่าเจ้าเกลียดที่จะตายโดยปราศจากการได้รับพระเจ้าขณะที่เจ้ามีชีวิตอยู่  เมื่อได้กล่าวอธิษฐานเช่นนั้นออกไป ย่อมจะมีพละกำลังที่ไม่รู้จักหมดอยู่ภายในตัวเจ้า และเจ้าจะไม่รู้ว่าพละกำลังนั้นมาจากที่ใด ในหัวใจของเจ้าจะมีพลังที่ไร้ขีดจำกัด และเจ้าจะมีสำนึกรับรู้ว่าพระเจ้าดีงามยิ่งนัก และพระองค์มีค่าควรที่จะรัก  นี่คือเวลาที่เจ้าจะได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า  บรรดาผู้คนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้นล้วนได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า  สำหรับผู้ที่ได้รับการสัมผัสจากพระเจ้าบ่อยครั้ง ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายย่อมบังเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา พวกเขาสามารถทำตามปณิธานของพวกเขาได้และเต็มใจที่จะรับพระเจ้าไว้โดยบริบูรณ์ เมื่อเทียบไปแล้ว หัวใจที่รักพระเจ้าของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น และหัวใจของพวกเขาได้หันหาพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงครอบครัว โลก ความยุ่งเหยิงทั้งหลาย หรืออนาคตของพวกเขา และพวกเขาเต็มใจที่จะอุทิศความพยายามทั้งชีวิตแด่พระเจ้า  บรรดาผู้ที่ได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณของพระเจ้าคือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีความหวังที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 397

ความสำคัญหลักในการติดตามพระเจ้าคือทุกสิ่งควรเป็นไปอย่างสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ กล่าวคือ ไม่ว่าเจ้าจะไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตหรือการสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าก็ตาม ทุกสิ่งควรมีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้  หากสิ่งที่เจ้าสามัคคีธรรมและแสวงหาการเข้าไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็แปลกหน้าต่อพระวจนะของพระเจ้า และสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง  สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์คือผู้คนที่ติดตามรอยพระบาทของพระองค์  ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเข้าใจมาก่อนนั้นจะมหัศจรรย์และบริสุทธิ์เพียงใด พระเจ้าก็ไม่ทรงต้องประสงค์สิ่งนั้น และหากเจ้าไม่สามารถละวางสิ่งเหล่านั้นได้ เช่นนั้นแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการเข้าสู่ของเจ้าในอนาคต  บรรดาผู้ที่สามารถติดตามความสว่างปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมได้รับพร  ผู้คนในยุคก่อนๆ ก็ติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าเช่นกัน แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถติดตามมาจนถึงทุกวันนี้ นี่จึงเป็นพรของผู้คนในยุคสุดท้าย  บรรดาผู้ที่สามารถติดตามพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้และสามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าจนถึงขนาดที่พวกเขาติดตามพระเจ้าไปไม่ว่าพระองค์จะทรงนำทางพวกเขาไปยังที่ใด—เหล่านี้คือผู้คนที่ได้รับพรจากพระเจ้า  พวกที่ไม่ได้ติดตามพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่ได้เข้าสู่พระราชกิจแห่งพระวจนะของพระเจ้า และไม่ว่าพวกเขาจะทำงานมากมายเพียงใด หรือความทุกข์ของพวกเขาใหญ่หลวงเพียงใด หรือพวกเขาวิ่งวุ่นเพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายอะไรกับพระเจ้า และพระองค์จะไม่ทรงเห็นชอบในตัวพวกเขา  วันนี้บรรดาผู้ที่ติดตามพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้าล้วนอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกที่แปลกหน้าต่อพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ต่างอยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้คนเช่นนั้นไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า  การปรนนิบัติที่เลิกร้างจากถ้อยดำรัสปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการปรนนิบัติที่เกิดจากเนื้อหนังและมโนคติอันหลงผิด และเป็นไปไม่ได้ที่จะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  หากผู้คนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถทำสิ่งใดที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ และแม้ว่าพวกเขาจะรับใช้พระเจ้า แต่พวกเขาก็รับใช้ท่ามกลางจินตนาการและมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา และไม่สามารถรับใช้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้โดยสิ้นเชิง  พวกที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และพวกที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าก็ไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้  พระเจ้าทรงต้องประสงค์การปรนนิบัติที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์การปรนนิบัติที่มาจากมโนคติอันหลงผิดและเนื้อหนัง  หากผู้คนไม่สามารถติดตามขั้นตอนของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติอันหลงผิด  การปรนนิบัติของผู้คนเช่นนั้นรบกวนและทำให้เกิดการหยุดชะงัก และการปรนนิบัติเช่นนั้นวิ่งสวนทางกับพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ พวกที่ไม่สามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าจึงไม่สามารถรับใช้พระเจ้า พวกที่ไม่สามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้ามักจะต่อต้านพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่ และไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า  “การติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์” หมายถึงการเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในวันนี้ สามารถกระทำการอย่างสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ในปัจจุบันของพระเจ้า สามารถนบนอบและติดตามพระเจ้าของวันนี้ และเข้าสู่อย่างสอดคล้องกับถ้อยดำรัสใหม่ล่าสุดของพระเจ้า  นี่คือใครคนหนึ่งที่ติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น  ผู้คนเช่นนี้ไม่เพียงสามารถรับการสรรเสริญจากพระเจ้าและมองเห็นพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าจากพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า และสามารถรู้จักมโนคติอันหลงผิดและการกบฏของมนุษย์และธรรมชาติและแก่นแท้ของมนุษย์จากพระราชกิจล่าสุดของพระองค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสามารถค่อยๆ สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาในระหว่างการปรนนิบัติของพวกเขา  เฉพาะผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถได้รับพระเจ้า และเป็นผู้ที่พบหนทางที่แท้จริงโดยแท้  พวกที่ถูกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์กำจัดออกไปคือผู้คนที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าและกบฏต่อพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า  การที่ผู้คนเช่นนั้นต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยเป็นเพราะพระเจ้าได้ทำพระราชกิจใหม่ และเพราะภาพลักษณ์ของพระเจ้าไม่เหมือนกับภาพลักษณ์ในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา—ผลของการนี้คือ พวกเขาต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยและตัดสินพระเจ้า ซึ่งส่งผลให้พวกเขาเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า  การครอบครองความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากผู้คนมีจิตใจที่จะนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าและแสวงหาพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะมีโอกาสมองเห็นพระเจ้า และจะมีโอกาสได้รับการทรงนำครั้งใหม่ล่าสุดของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกที่ต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าโดยเจตนา จะไม่สามารถรับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือการทรงนำของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้คนจะสามารถได้รับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา และขึ้นอยู่กับเจตนาของพวกเขา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 398

บรรดาผู้ที่สามารถนบนอบถ้อยดำรัสปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมได้รับพร  ไม่ว่าพวกเขาเคยเป็นเช่นไรหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์เคยทรงพระราชกิจอย่างไรภายในตัวพวกเขา—บรรดาผู้ที่ได้รับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าคือผู้ที่ได้รับพรมากที่สุด และพวกที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจล่าสุดของวันนี้ย่อมถูกกำจัดออกไป  พระเจ้าทรงต้องประสงค์ผู้ที่สามารถยอมรับความสว่างใหม่ และพระองค์ทรงต้องประสงค์ผู้ที่ยอมรับและรู้จักพระราชกิจล่าสุดของพระองค์  เหตุใดจึงมีคำกล่าวที่ว่าเจ้าต้องเป็นผู้รักษาพรหมจารีบริสุทธิ์?  ผู้รักษาพรหมจารีบริสุทธิ์สามารถแสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ได้ และยิ่งไปกว่านั้น สามารถวางมโนคติอันหลงผิดเก่าๆ และนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ได้  ผู้คนกลุ่มนี้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ล่าสุดของวันนี้ถูกพระเจ้าลิขิตไว้ล่วงหน้าก่อนยุคต่างๆ และเป็นผู้คนที่ได้รับพรมากที่สุด  พวกเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าโดยตรงและเห็นการทรงปรากฏของพระเจ้า และดังนั้น ทั่วสวรรค์และแผ่นดินโลก และตลอดยุคสมัยต่างๆ จึงไม่มีใครได้รับพรมากไปกว่าพวกเจ้าซึ่งเป็นผู้คนกลุ่มนี้  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้า เพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าและการเลือกสรรของพระเจ้า และเพราะพระคุณของพระเจ้า หากพระเจ้ามิได้ตรัสและดำรัสพระวจนะของพระองค์ ภาวะของพวกเจ้าจะเป็นเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรือไม่?  ด้วยเหตุนี้ ขอให้พระสิริและการสรรเสริญทั้งปวงจงมีแด่พระเจ้า เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระเจ้าทรงฟูมฟักเจ้า  เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เจ้าจะยังคงคิดลบได้หรือ?  เจ้าจะยังคงไร้พละกำลังอยู่อีกหรือ?

การที่วันนี้เจ้าสามารถยอมรับการพิพากษา การตีสอน การเฆี่ยนตี และกระบวนการถลุงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น สามารถยอมรับพระบัญชาของพระเจ้านั้น ได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้ามาก่อนยุคสมัยต่างๆ แล้ว และด้วยเหตุนี้ เจ้าต้องไม่เศร้าหมองเกินไปเมื่อเจ้าถูกตีสอน  ไม่มีใครสามารถพรากพระราชกิจที่ทรงทำไว้ในตัวพวกเจ้าและพรที่ประทานแก่พวกเจ้าไปได้ และไม่มีใครสามารถพรากทุกสิ่งที่ได้ประทานแก่พวกเจ้าไว้แล้วไปได้  ผู้คนของศาสนาไม่อาจเทียบพวกเจ้าได้เลย  พวกเจ้าไม่ได้มีความเชี่ยวชาญมากมายในพระคัมภีร์และไม่ได้มีหลักคำสอนทางศาสนา แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าจึงได้รับมากกว่าใครตลอดยุคสมัยต่างๆ—และด้วยเหตุนี้ นี่จึงเป็นพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้า  เพราะการนี้พวกเจ้าจึงต้องมอบอุทิศตนเองแด่พระเจ้าให้มากขึ้น และจงรักภักดีต่อพระเจ้าให้มากขึ้น  เนื่องจากพระเจ้าทรงฟูมฟักเจ้า เจ้าจึงต้องมานะพยายามให้มากขึ้น และต้องเตรียมวุฒิภาวะของเจ้าให้พร้อมที่จะยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า  เจ้าต้องตั้งมั่นในสถานที่ที่พระเจ้าประทานแก่เจ้า ไล่ตามเสาะหาการเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า ยอมรับการฝึกฝนของราชอาณาจักร ได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และในท้ายที่สุดก็กลายเป็นคำพยานอันรุ่งโรจน์ให้พระเจ้า  เจ้ามีปณิธานเหล่านี้หรือไม่?  หากเจ้ามีปณิธานเช่นนี้แล้วไซร้ ในท้ายที่สุดพระเจ้าจะทรงรับเจ้าไว้เป็นแน่ และเจ้าจะได้เป็นคำพยานอันรุ่งโรจน์ให้พระเจ้า  เจ้าควรเข้าใจว่าพระบัญชาหลักคือการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และการกลายเป็นคำพยานอันรุ่งโรจน์ให้พระเจ้า  นี่คือเจตนารมณ์ของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 399

พระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้คือพลวัตของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการประทานความรู้แจ้งแก่มนุษย์อย่างต่อเนื่องของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในระหว่างช่วงเวลานี้คือแนวโน้มของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  แล้วแนวโน้มของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้คืออะไร?  ก็คือการทรงนำผู้คนเข้าสู่พระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ และเข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ  มีหลายขั้นตอนในการเข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ ได้แก่

1. ก่อนอื่น เจ้าต้องเทหัวใจของเจ้าให้แก่พระวจนะของพระเจ้า  เจ้าต้องไม่ไล่ตามเสาะหาพระวจนะในอดีตของพระเจ้า และต้องไม่นำมาศึกษาหรือเปรียบเทียบกับพระวจนะของวันนี้  แต่เจ้าต้องเทใจของเจ้าให้แก่พระวจนะปัจจุบันของพระเจ้าโดยบริบูรณ์แทน  หากมีผู้คนที่ยังคงปรารถนาที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้า หนังสือทางจิตวิญญาณ หรือเรื่องราวอื่นๆ ของการเทศนาจากอดีต และไม่ติดตามพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็เป็นผู้คนที่เขลาที่สุด ซึ่งพระเจ้าทรงรังเกียจผู้คนเช่นนี้  หากเจ้าเต็มใจที่จะยอมรับความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว จงเทหัวใจของเจ้าให้แก่ถ้อยดำรัสของพระเจ้าในวันนี้โดยบริบูรณ์  นี่คือสิ่งแรกที่เจ้าต้องสัมฤทธิ์

2. เจ้าต้องอธิษฐานบนรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าตรัสในวันนี้ เข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าและเข้าสนิทกับพระเจ้า และตั้งปณิธานของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า โดยกำหนดว่าเจ้าปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาการทำให้มาตรฐานข้อใดสำเร็จลุล่วง

3. เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงอย่างลุ่มลึกบนรากฐานของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้  จงอย่ายึดมั่นในถ้อยดำรัสและทฤษฎีที่ล้าสมัยของอดีต

4. เจ้าต้องพยายามที่จะได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้า

5. เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่เส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินอยู่ในวันนี้

แล้วเจ้าแสวงหาการได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร?  สิ่งสำคัญยิ่งยวดคือการมีชีวิตอยู่ในพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้า และการอธิษฐานบนรากฐานที่เป็นข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า  เมื่อได้อธิษฐานด้วยวิธีนี้แล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสัมผัสเจ้าอย่างแน่นอน  หากเจ้าไม่แสวงหาโดยมีรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าตรัสในวันนี้เป็นพื้นฐาน เช่นนั้นแล้ว การนี้ก็จะไร้ผล  เจ้าควรอธิษฐานและกล่าวว่า “โอ พระเจ้า!  ข้าพระองค์ต่อต้านพระองค์ และข้าพระองค์เป็นหนี้พระองค์มากเหลือเกิน ข้าพระองค์ช่างเป็นกบฏและไม่เคยสามารถทำให้พระองค์สมดังพระทัย  โอ พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้พระองค์ช่วยข้าพระองค์ให้รอด ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะออกแรงทำงานเพื่อพระองค์จวบจนถึงปลายทาง ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะตายเพื่อพระองค์  พระองค์ทรงพิพากษาข้าพระองค์และตีสอนข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่มีการพร่ำบ่นใดๆ ข้าพระองค์ต่อต้านพระองค์และข้าพระองค์สมควรตาย เพื่อที่ผู้คนทั้งมวลจะได้เห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ในการตายของข้าพระองค์”  เมื่อเจ้าอธิษฐานจากภายในหัวใจของเจ้าด้วยวิธีนี้ พระเจ้าจะทรงรับฟังเจ้า และจะทรงนำเจ้า หากเจ้าไม่อธิษฐานบนรากฐานแห่งพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสัมผัสเจ้า  หากเจ้าอธิษฐานตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า และตามสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำในวันนี้ เจ้าจะทูลว่า “โอ พระเจ้า!  ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะยอมรับพระบัญชาของพระองค์และสัตย์ซื่อต่อพระบัญชาของพระองค์ และข้าพระองค์เต็มใจที่จะอุทิศทั้งชีวิตของข้าพระองค์เพื่อพระสิริของพระองค์ เพื่อให้ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำสามารถเข้าถึงมาตรฐานแห่งการเป็นประชากรของพระเจ้าได้  ขอให้หัวใจของข้าพระองค์ได้รับการสัมผัสจากพระองค์  ข้าพระองค์ปรารถนาให้พระวิญญาณของพระองค์ประทานความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์อยู่เสมอ ทำให้ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำนั้นนำความอับอายมาสู่ซาตาน และปรารถนาให้พระองค์ทรงรับข้าพระองค์ไว้ในท้ายที่สุด”  หากเจ้าอธิษฐานเช่นนี้ ด้วยวิธีที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ไม่สำคัญเลยว่าการอธิษฐานของเจ้ามีถ้อยคำมากเพียงใด—กุญแจสำคัญคือเจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่  พวกเจ้าทั้งหมดอาจเคยมีประสบการณ์ดังต่อไปนี้มาแล้ว กล่าวคือ บางครั้งในขณะที่อธิษฐานในการชุมนุม พลวัตแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าถึงจุดสูงสุด ทำให้พละกำลังของทุกคนบังเกิด  ผู้คนบางส่วนร้องไห้อย่างขมขื่นและหลั่งน้ำตาร่ำไห้ขณะอธิษฐาน ถูกความสำนึกผิดครอบงำเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และผู้คนบางส่วนแสดงปณิธานของพวกเขาและกล่าวคำสาบาน  เช่นนั้นคือผลที่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสัมฤทธิ์  ในวันนี้ สิ่งสำคัญยิ่งยวดคือการที่ผู้คนทั้งปวงเทหัวใจของพวกเขาให้แก่พระวจนะของพระเจ้าโดยบริบูรณ์  จงอย่าจดจ่ออยู่กับพระวจนะที่ได้ตรัสมาก่อนหน้านี้ หากเจ้ายังคงยึดมั่นในสิ่งที่มีมาก่อนหน้านี้ เช่นนั้นแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า  เจ้าเห็นหรือไม่ว่านี่สำคัญเพียงใด?

พวกเจ้ารู้เส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินในวันนี้หรือไม่?  หลายประเด็นข้างต้นคือสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสำเร็จลุล่วงในวันนี้และในอนาคต สิ่งเหล่านั้นคือเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ และการเข้าสู่ที่มนุษย์ควรที่จะไล่ตามเสาะหา  ในการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องเทหัวใจของเจ้าให้แก่พระวจนะของพระเจ้า และสามารถยอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ หัวใจของเจ้าต้องโหยหาพระเจ้า เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงอันลึกซึ้งและเป้าหมายที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  เมื่อเจ้าครอบครองพละกำลังนี้ เช่นนั้นแล้วก็แสดงว่าเจ้าได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า และหัวใจของเจ้าได้เริ่มหันเข้าหาพระเจ้าแล้ว

ขั้นตอนแรกของการเข้าสู่ชีวิตคือการเทหัวใจของเจ้าให้แก่พระวจนะของพระเจ้าโดยบริบูรณ์ และขั้นตอนที่สองคือการยอมรับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผลสัมฤทธิ์จากการยอมรับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์คืออะไร?  นั่นก็คือการสามารถโหยหา แสวงหา และท่องสำรวจความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถร่วมมือกับพระเจ้าในลักษณะที่เป็นบวกได้  ในวันนี้ เจ้าร่วมมือกับพระเจ้า กล่าวคือ มีเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า ในการอธิษฐานของเจ้า และในการที่เจ้าเข้าสนิทกับพระวจนะของพระเจ้า และเจ้าปฏิบัติหน้าที่โดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า—เพียงการนี้เท่านั้นที่เป็นการร่วมมือกับพระเจ้า  หากเจ้าเพียงแต่กล่าวถึงการยอมให้พระเจ้าทรงกระทำการ แต่เจ้ากลับไม่ลงมือกระทำสิ่งใด ไม่อธิษฐานหรือแสวงหา เช่นนั้นแล้ว การนี้จะเรียกว่าความร่วมมือได้หรือ?  หากเจ้าไม่มีร่องรอยของความร่วมมือในตัวเจ้า และสูญสิ้นการฝึกฝนเพื่อการเข้าสู่ที่มีเป้าหมาย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือ  ผู้คนบางส่วนกล่าวว่า “ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า พระเจ้าพระองค์เองทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้น หากพระเจ้าไม่ได้ทรงลงมือทำสิ่งนั้น แล้วมนุษย์จะทำได้อย่างไร?”  พระราชกิจของพระเจ้านั้นปกติ และไม่เหนือธรรมชาติแม้แต่น้อย และโดยผ่านทางการแสวงหาที่แข็งขันของเจ้าเท่านั้นที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ เพราะพระเจ้าไม่ทรงบังคับมนุษย์—เจ้าต้องเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงพระราชกิจ และหากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาหรือเข้าสู่ และหากไม่มีความโหยหาแม้แต่น้อยในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็ไม่มีโอกาสทรงพระราชกิจ  เจ้าสามารถพยายามให้ได้รับการสัมผัสจากพระเจ้าได้ด้วยเส้นทางใด?  ผ่านทางการอธิษฐานและการเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น  แต่ที่สำคัญที่สุด จงจำไว้ว่าการทำเช่นนั้นต้องตั้งอยู่บนรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไว้  เมื่อเจ้าได้รับการสัมผัสบ่อยครั้งจากพระเจ้า เจ้าก็ไม่ถูกเนื้อหนังอันได้แก่  สามี ภรรยา บุตร และเงินตรา ตีกรอบเอาไว้—ทั้งหมดนี้ย่อมไม่สามารถตีเส้นจำกัดเจ้าไว้ได้ และเจ้าย่อมปรารถนาที่จะทำเพียงไล่ตามเสาะหาความจริงและมีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น  เมื่อนั้นเจ้าจะเป็นใครคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในอาณาจักรแห่งอิสรภาพ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 400

พระเจ้าได้ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ และไม่ว่าพระองค์จะตรัสออกมาจากมุมมองด้านใด ทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม  พระวจนะที่ตรัสจากมุมมองของพระวิญญาณนั้นยากที่ผู้คนจะเข้าใจ พวกเขาไม่มีวิถีทางในการค้นพบเส้นทางที่จะปฏิบัติ เพราะความสามารถในการจับใจความของพวกเขานั้นถูกจำกัด  พระราชกิจของพระเจ้าสัมฤทธิ์ผลแตกต่างกัน และในการดำเนินแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจนั้นพระองค์ทรงมีจุดประสงค์ของพระองค์เอง  นอกจากนี้ การที่พระองค์ตรัสจากมุมมองซึ่งแตกต่างออกไปนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะด้วยการทำเช่นนั้นเท่านั้นพระองค์จึงจะทรงสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้  หากพระองค์ทรงต้องเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์จากมุมมองของพระวิญญาณเพียงเท่านั้น ก็คงไม่มีทางที่จะดำเนินช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระเจ้าให้เสร็จสิ้นได้  จากกระแสเสียงซึ่งพระองค์ตรัส เจ้าสามารถเห็นได้ว่าพระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์  ดังนั้นอะไรเล่าที่ควรเป็นขั้นตอนแรกสำหรับแต่ละคนในหมู่ผู้ที่ปรารถนาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม?  เหนือสิ่งอื่นใด เจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า  วันนี้ วิธีการใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วในพระราชกิจของพระเจ้า ยุคสมัยได้เปลี่ยนผ่านแล้ว วิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจก็ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน และวิธีการซึ่งพระเจ้าตรัสก็แตกต่างออกไป  วันนี้ ไม่เพียงแค่วิธีการของพระราชกิจของพระองค์ได้เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยุคสมัยก็ได้เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน  บัดนี้เป็นยุคแห่งราชอาณาจักร ยุคนี้ยังเป็นยุคแห่งการรักพระเจ้าอีกด้วย เป็นการชิมลางของยุคอาณาจักรพันปี—ซึ่งเป็นยุคพระวจนะอีกด้วยเช่นกัน และเป็นยุคซึ่งพระเจ้าทรงใช้วิธีการตรัสหลายวิธีเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และตรัสจากมุมมองที่ต่างออกไปเพื่อจัดหาให้กับมนุษย์  ทันทีที่เข้าสู่ยุคอาณาจักรพันปี พระเจ้าจะทรงเริ่มใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าสู่ความเป็นจริงชีวิตและทรงนำทางเขาไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง  หลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับขั้นตอนมากมายหลากหลายขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า มนุษย์ได้เห็นแล้วว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นใช่ว่าจะคงอยู่กับที่ไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่กำลังวิวัฒนาการและหยั่งลึกลงโดยไม่หยุดหย่อน  ภายหลังจากที่ผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจเป็นเวลานานมากแล้ว พระราชกิจก็ได้ดำเนินหมุนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนแปลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า  ถึงกระนั้น ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดก็ตาม มันก็ไม่เคยเบี่ยงเบนไปจากพระประสงค์ของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษยชาติ  แม้ผ่านการเปลี่ยนแปลงนับหมื่นครั้ง มันก็ไม่เคยเบนห่างจากจุดประสงค์ดั้งเดิม  ไม่สำคัญว่าวิธีการของพระราชกิจของพระเจ้าอาจเปลี่ยนแปลงอย่างไร พระราชกิจนี้ไม่เคยออกห่างจากความจริงหรือจากชีวิต  การเปลี่ยนแปลงในวิธีการปฏิบัติพระราชกิจนั้นแค่ทำไปโดยเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของพระราชกิจ และมุมมองซึ่งพระเจ้าตรัสเท่านั้น หาได้มีการเปลี่ยนแปลงในวัตถุประสงค์กลางของพระราชกิจของพระเจ้าเลยไม่  การเปลี่ยนแปลงในกระแสพระสุรเสียงของพระเจ้าและวิธีการของพระราชกิจของพระองค์นั้นทรงทำไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง  การเปลี่ยนแปลงในกระแสพระสุรเสียงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในจุดประสงค์หรือหลักการเบื้องหลังพระราชกิจ  โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อที่จะแสวงหาชีวิต หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ทว่าไม่ได้แสวงหาชีวิตหรือไล่ตามเสาะหาความจริงหรือความรู้ในเรื่องพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็ไม่ใช่ความเชื่อในพระเจ้า!  และมันจะเป็นความเป็นจริงไปได้หรือกับการที่ยังคงแสวงหาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อไปเป็นกษัตริย์?  การสัมฤทธิ์ความรักที่แท้จริงสำหรับพระเจ้าผ่านการแสวงหาชีวิต—เรื่องนี้เท่านั้นที่เป็นความเป็นจริง การไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง—เหล่านี้ทั้งหมดคือความเป็นจริง  เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า และได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านี้ เจ้าจะมาจับความเข้าใจในความรู้เรื่องพระเจ้าท่ามกลางประสบการณ์จริง และนี่คือความหมายของการไล่ตามเสาะหาที่แท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ยุคราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 401

บัดนี้เป็นยุคแห่งราชอาณาจักร การที่เจ้าจะได้เข้าสู่ยุคใหม่นี้แล้วหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าแล้วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพระวจนะของพระองค์นั้นได้กลายเป็นความเป็นจริงชีวิตของเจ้าแล้วหรือไม่  พระวจนะของพระเจ้านั้นได้รับการทำให้รู้กันทั่วทุกคนก็เพื่อที่ ในท้ายที่สุด ผู้คนทั้งหมดจะใช้ชีวิตในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์จะให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างกับแต่ละบุคคลจากภายใน  หากในช่วงระหว่างเวลานี้ เจ้าไม่ใส่ใจในการอ่านพระวจนะของพระเจ้า และไม่มีความสนใจในพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วนี่ก็แสดงให้เห็นว่าสภาวะของเจ้านั้นผิดปกติ  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะเข้าสู่ยุคพระวจนะ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจในตัวเจ้า หากเจ้าได้เข้าสู่ยุคนี้แล้ว พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์  อะไรหรือที่เจ้าสามารถทำได้เมื่อเริ่มต้นยุคพระวจนะเพื่อที่จะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์?  ในยุคนี้และท่ามกลางพวกเจ้า พระเจ้าจะทรงทำให้ข้อเท็จจริงต่อไปนี้สำเร็จลุล่วง กล่าวคือ ข้อเท็จจริงที่ว่าทุกคนจะใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และจะรักพระเจ้าอย่างจริงจังจริงใจ  ที่ว่าผู้คนทั้งหมดจะใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานและเป็นความเป็นจริงของตนและจะมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และที่ว่าโดยอาศัยการปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์จะใช้อำนาจขัตติยะพร้อมไปกับพระเจ้า  นี่คืองานที่จะต้องสัมฤทธิ์ผลโดยพระเจ้า  เจ้าสามารถอยู่โดยที่ไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  วันนี้ มีผู้คนมากมายที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้แม้แต่วันเดียวหรือสองวันโดยที่ไม่ได้อ่านพระวจนะของพระองค์  พวกเขาต้องอ่านพระวจนะของพระองค์ทุกวัน และหากไม่มีเวลา การฟังพระวจนะเหล่านี้ก็จะเพียงพอ  นี่คือความรู้สึกที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้แก่ผู้คน และมันเป็นหนทางที่พระองค์ทรงเริ่มที่จะขับเคลื่อนพวกเขา  นั่นคือ พระองค์ทรงปกครองผู้คนผ่านพระวจนะ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้  หากหลังจากผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวันโดยที่ไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้ารู้สึกถึงความมืดมิดและความกระหาย และไม่สามารถทนต่อสภาวะเช่นนั้นได้ นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าได้ถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว และแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ได้หันหนีไปจากเจ้า  เจ้าก็จะเป็นหนึ่งในผู้ซึ่งอยู่ในกระแสนี้  อย่างไรก็ตาม หากหลังจากผ่านไปหนึ่งวันหรือสองวันโดยไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่ได้รู้สึกอะไรสักอย่าง หากเจ้าไม่มีความกระหาย และไม่ได้ถูกขับเคลื่อนเลยทั้งสิ้น นี่แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หันหนีไปจากเจ้าแล้ว  เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมหมายความว่า มีบางอย่างผิดปกติกับสภาวะภายในตัวเจ้า เจ้ายังไม่ได้เข้าสู่ยุคพระวจนะ และเจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาพวกที่ล้าหลัง  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะปกครองผู้คน เจ้ารู้สึกดีหากเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และหากเจ้าไม่ได้กินและดื่ม เจ้าย่อมไร้เส้นทางให้ติดตาม  พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นอาหารของผู้คน และเป็นพละกำลังซึ่งขับเคลื่อนพวกเขา  พระคัมภีร์กล่าวว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มัทธิว 4:4)  วันนี้ พระเจ้าจะทรงนำพาพระราชกิจนี้ไปสู่ความครบถ้วนบริบูรณ์ และพระองค์จะทรงทำให้ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงในตัวพวกเจ้า  เป็นไปได้อย่างไรกันที่ในอดีตนั้น ผู้คนสามารถอยู่ได้หลายวันโดยไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และกระนั้นก็ยังสามารถกินอาหารและทำงานได้ตามปกติ แต่นี่ไม่ใช่กรณีในวันนี้ใช่หรือไม่?  ในยุคนี้ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเป็นหลักในการปกครองทุกคน  มนุษย์ได้รับการพิพากษาและทำให้เพียบพร้อมผ่านพระวจนะของพระเจ้า และในท้ายที่สุด จึงถูกนำตัวเข้าสู่ราชอาณาจักรโดยพระวจนะเหล่านี้  มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ได้ และมีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้ความสว่างและเส้นทางแห่งการปฏิบัติแก่มนุษย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคราชอาณาจักร  ตราบเท่าที่เจ้าไม่ไถลห่างจากความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า การกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ในแต่ละวัน พระเจ้าก็จะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อม

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ยุคราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 402

การไล่ตามเสาะหาชีวิตไม่ใช่อะไรบางอย่างที่จะเร่งรัดได้ การเติบโตของชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองวัน  พระราชกิจของพระเจ้านั้นปกติธรรมดาและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีกระบวนการที่จำเป็นต้องดำเนินไป  พระเยซูผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงใช้เวลาสามสิบสามปีครึ่งเพื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนของพระองค์—แล้วถ้าเป็นงานชำระล้างมนุษย์ให้บริสุทธิ์และแปรสภาพชีวิตของเขา ซึ่งเป็นพระราชกิจที่มีความยากถึงขั้นสูงสุดเล่าจะเป็นอย่างไร?  มันไม่ใช่ชิ้นงานที่ง่ายเลย ในการที่จะสร้างมนุษย์ปกติคนหนึ่งซึ่งสำแดงพระเจ้า  นี่เป็นเช่นนั้นจริงๆ สำหรับผู้คนซึ่งเกิดมาในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง ผู้ที่มีขีดความสามารถต่ำและพึงต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานสำหรับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า  ดังนั้นจงอย่าไร้ความอดทนที่จะได้เห็นผลลัพธ์  เจ้าจำต้องกระตือรือร้นในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และใช้ความพยายามให้มากขึ้นกับพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อเจ้าเสร็จจากการอ่านพระวจนะของพระองค์แล้ว เจ้าจำต้องสามารถนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติได้จริง เติบโตขึ้นในด้านความรู้ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกการหยั่งรู้และปัญญาในพระวจนะของพระเจ้า  โดยผ่านการนี้ เจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว  หากเจ้าสามารถรับเอาการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การอ่านพระวจนะเหล่านั้น การได้มารู้พระวจนะเหล่านั้น การได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้น และการปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้นมาเป็นหลักธรรมของเจ้า เจ้าจะมาถึงความเป็นผู้ใหญ่บริบูรณ์โดยที่ไม่รู้ตัว  มีพวกที่กล่าวว่า พวกเขาไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติได้แม้หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะเหล่านั้นแล้วก็ตาม  เจ้ารีบร้อนอะไรหรือ?  เมื่อเจ้าไปถึงวุฒิภาวะหนึ่ง เจ้าก็จะสามารถนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติได้  เด็กอายุสี่หรือห้าขวบจะพูดว่าพวกเขาไร้ความสามารถที่จะสนับสนุนหรือให้เกียรติพ่อแม่ของตนได้อย่างนั้นหรือ?  เจ้าควรรู้ว่าวุฒิภาวะ ณ ปัจจุบันของเจ้านั้นดีเลิศเพียงใด  จงนำสิ่งที่เจ้าสามารถปฏิบัติได้ไปปฏิบัติ และหลีกเลี่ยงการเป็นใครบางคนที่ทำให้การบริหารจัดการของพระเจ้าหยุดชะงัก  แค่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และรับการปฏิบัติเช่นนั้นไว้เป็นหลักธรรมของเจ้านับแต่บัดนี้ไป  สำหรับตอนนี้ อย่าเพิ่งไปกังวลในเรื่องที่ว่าพระเจ้าสามารถทำให้เจ้าครบบริบูรณ์ได้หรือไม่  อย่าเพิ่งเจาะลึกเข้าไปในเรื่องนั้น  แค่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นเข้ามาหาเจ้า และพระเจ้าจึงจะทรงรู้สึกมั่นใจที่จะทำให้เจ้ามีความครบถ้วนบริบูรณ์  อย่างไรก็ดี มีหลักการซึ่งเจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ไปตามนั้น  อย่าทำเช่นนั้นไปโดยหลับหูหลับตา  ในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น ในด้านหนึ่ง จงแสวงหาพระวจนะที่เจ้าควรมารู้ออกมาให้ได้—นั่นคือ พระวจนะที่เกี่ยวข้องกับนิมิต—และในอีกด้านหนึ่ง จงแสวงหาพระวจนะที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติจริง—นั่นคือ สิ่งที่เจ้าควรเข้าสู่  แง่มุมหนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ และอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่  ทันทีที่เจ้าได้จับความเข้าใจถึงทั้งสองแง่มุม—เมื่อเจ้าได้จับความเข้าใจถึงสิ่งที่เจ้าควรรู้และสิ่งที่เจ้าควรปฏิบัติ—เจ้าก็จะรู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ยุคราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 403

ในการขยับเดินต่อไปข้างหน้า การพูดคุยถึงพระวจนะของพระเจ้าควรเป็นหลักธรรมที่เจ้าใช้พูด  โดยธรรมดาสามัญทั่วไป เมื่อพวกเจ้ามาอยู่รวมกัน เจ้าควรเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมที่เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า นำพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นเนื้อหาของการมีปฏิสัมพันธ์ของเจ้า พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้ารู้ในพระวจนะเหล่านี้ เกี่ยวกับวิธีการที่เจ้านำพระวจนะเหล่านี้ไปปฏิบัติ และวิธีการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจ  ตราบเท่าที่เจ้าสามัคคีธรรมเรื่องพระวจนะของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้า  การสัมฤทธิ์ผลในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้าพึงต้องได้รับความร่วมมือจากมนุษย์  หากเจ้าไม่ได้เข้าสู่เรื่องนี้ พระเจ้าจะไม่มีหนทางในการทรงพระราชกิจเลย หากเจ้าปิดปากของเจ้าและไม่พูดคุยเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ พระองค์จะไม่มีหนทางในการให้ความกระจ่างแก่เจ้าเลย  ยามใดก็ตามที่เจ้าไม่ได้ติดพันอยู่กับเรื่องอื่น จงพูดคุยเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า และไม่ใช่แค่มีส่วนร่วมในการคุยเล่นไร้สาระเท่านั้น!  จงยอมให้ชีวิตของเจ้าเต็มไปด้วยพระวจนะของพระเจ้า—มีเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นผู้เชื่อซึ่งเปี่ยมศรัทธาคนหนึ่ง  ไม่สำคัญเลยหากการสามัคคีธรรมของเจ้าเป็นไปอย่างผิวเผิน  หากปราศจากความตื้นเขินก็ไม่สามารถมีความลึกซึ้งได้  จะต้องมีกระบวนการ  โดยผ่านการฝึกฝนของเจ้า เจ้าจะจับความเข้าใจการให้ความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อตัวเจ้า และวิธีที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพ  หลังจากคลำทางไประยะหนึ่ง เจ้าจะเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า  ต่อเมื่อเจ้าแน่วแน่ที่จะร่วมมือแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้

จากหลักการต่างๆ ของการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น หนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ และอีกหนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่  พระวจนะใดหรือที่เจ้าควรได้มารู้?  เจ้าควรได้มารู้พระวจนะซึ่งสัมพันธ์กับนิมิตทั้งหลาย (อาทิ พระวจนะต่างๆ ที่สัมพันธ์กับเรื่องที่ว่า พระราชกิจของพระเจ้าได้เข้าสู่ยุคใดไปแล้วในขณะนี้ พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์สิ่งใดในขณะนี้ การประสูติเป็นมนุษย์คืออะไร เป็นต้น ทั้งหมดเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับนิมิต)  เส้นทางที่มนุษย์ควรเข้าสู่นั้นหมายถึงอะไร?  เรื่องนี้อ้างอิงถึงพระวจนะของพระเจ้าที่มนุษย์ควรปฏิบัติและเข้าสู่  ข้างต้นนี้คือแง่มุมสองด้านของการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  นับแต่นี้ไป จงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้  หากเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนในพระวจนะของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับนิมิต เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอ่านต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา  สิ่งสำคัญเบื้องต้นก็คือการกินและดื่มพระวจนะซึ่งว่าด้วยการเข้าสู่ให้มากขึ้นอาทิ วิธีที่จะหันหัวใจของเจ้าเข้าหาพระเจ้า วิธีที่จะนิ่งสงบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และวิธีที่จะขัดขืนเนื้อหนัง  เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  หากไม่รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร การสามัคคีธรรมที่แท้จริงก็คงเป็นไปไม่ได้  ทันทีที่เจ้ารู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์อย่างไรแล้ว ครั้นเจ้าได้จับความเข้าใจแล้วว่าอะไรคือกุญแจสำคัญ การสามัคคีธรรมจะกลายเป็นเปิดกว้างไร้ข้อจำกัด และไม่ว่าจะเป็นหัวข้อใดที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เจ้าก็จะสามารถร่วมสามัคคีธรรมและจับความเข้าใจความเป็นจริงได้  หากขณะสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่มีความเป็นจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้จับความเข้าใจว่าอะไรคือกุญแจสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร  ผู้คนบางคนอาจพบว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้านั้นน่าเบื่อหน่าย ซึ่งไม่ใช่สภาวะปกติ  สิ่งที่เป็นปกติก็คือการไม่เคยเบื่อหน่ายไปกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้า การกระหายในพระวจนะเหล่านั้นอยู่เสมอ และการพบว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีอยู่เสมอ  นี่คือวิธีการซึ่งคนเราที่ได้เข้าสู่แล้วโดยแท้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อเจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นช่างเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเหลือเกิน และเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าสู่อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระองค์นั้นเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงและเป็นคุณต่อมนุษย์ และรู้สึกว่าพระวจนะเหล่านั้นคือการจัดเตรียมชีวิตของมนุษย์—เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงมอบความรู้สึกนี้แก่เจ้า และเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงขับเคลื่อนเจ้า  นี่เป็นการพิสูจน์ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจในตัวเจ้าและพิสูจน์ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงหันหนีไปจากเจ้า  ผู้คนบางคนเมื่อได้เห็นว่าพระเจ้าตรัสอยู่ตลอดเวลา ก็กลายเป็นรู้สึกเบื่อหน่ายในพระวจนะของพระองค์ และคิดว่าคงไม่มีผลสืบเนื่องตามมาไม่ว่าพวกเขาจะอ่านพระวจนะเหล่านั้นหรือไม่—ซึ่งไม่ใช่สภาวะปกติ  พวกเขาไร้ซึ่งหัวใจที่กระหายจะเข้าสู่ความเป็นจริง และผู้คนเช่นนั้นก็ไม่กระหายอีกทั้งไม่ให้ความสำคัญต่อการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าพบว่าเจ้าไม่ได้กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้า นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ  ในอดีต การที่พระเจ้าทรงหันหนีไปจากเจ้าหรือไม่นั้นสามารถกำหนดพิจารณาได้จากการที่เจ้ามีสันติสุขภายในหรือไม่ และเจ้าได้รับประสบการณ์ความชื่นชมยินดีหรือไม่  มาบัดนี้ กุญแจสำคัญก็คือการที่เจ้ากระหายต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ พระวจนะของพระองค์คือความเป็นจริงของเจ้าหรือไม่ เจ้าสัตย์ซื่อหรือไม่ และเจ้าสามารถทำทุกอย่างที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อพระเจ้าหรือไม่  อีกนัยหนึ่งคือมนุษย์ได้รับการพิพากษาโดยความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าทรงชี้นำพระวจนะของพระองค์ต่อมนุษยชาติทั้งมวล  หากเจ้าเต็มใจที่จะอ่านพระวจนะเหล่านั้น พระองค์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า แต่หากเจ้าไม่เต็มใจ พระองค์จะไม่ทรงทำเช่นนั้น  พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแก่บรรดาผู้ที่หิวและกระหายต่อความชอบธรรม และพระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่บรรดาผู้ที่แสวงหาพระองค์  บางคนพูดว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา แม้หลังจากที่พวกเขาได้อ่านพระวจนะของพระองค์แล้ว  ว่าแต่เจ้าได้อ่านพระวจนะเหล่านี้แบบไหนหรือ?  หากเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระองค์ในแบบมนุษย์ที่ขี่ม้าชมสวนคนหนึ่ง และไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นจริง พระเจ้าจะให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าได้อย่างไรกัน?  คนที่ไม่หวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้อย่างไร?  หากเจ้าไม่หวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีทั้งความจริงและความเป็นจริง  หากเจ้าหวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และเมื่อนั้นเจ้าจึงจะครอบครองความเป็นจริง  นี่คือเหตุผลที่เจ้าจึงต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในทุกเวลา ไม่ว่าเจ้าจะมีธุระยุ่งหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมต่างๆ นั้นจะไม่เป็นใจหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเจ้ากำลังถูกทดสอบหรือไม่ก็ตาม  โดยรวมแล้ว พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์  ไม่มีใครสามารถหันหนีไปจากพระวจนะของพระองค์ได้ แต่จำต้องกินพระวจนะของพระองค์อย่างที่พวกเขากินอาหารสามมื้อของวันนั้น  การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้านั้นจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจในปัจจุบันหรือไม่ และไม่ว่าเจ้าจะมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ เจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  นี่คือการเข้าสู่ในแบบเชิงรุก  หลังจากที่อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว จงเร่งรีบนำสิ่งที่เจ้าสามารถเข้าสู่ได้ไปปฏิบัติ และกันสิ่งที่เจ้าไม่สามารถเข้าสู่ได้ไปไว้ทางอื่นสักชั่วขณะหนึ่ง  อาจมีพระวจนะของพระเจ้ามากมายที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ในตอนต้น แต่หลังผ่านไปสองหรือสามเดือน บางทีอาจจะเป็นหนึ่งปี เจ้าก็จะเข้าใจ  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรนะหรือ?  เป็นเพราะพระเจ้าไม่สามารถทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมได้ในหนึ่งหรือสองวัน  ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเจ้าอ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าอาจไม่เข้าใจในทันที  ในเวลานั้น พระวจนะเหล่านั้นอาจดูเหมือนไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแค่ข้อความ เจ้าจำต้องมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้นสักช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่เจ้าจะสามารถเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นได้  พระเจ้าได้มีการตรัสไว้มากมายนักแล้ว เจ้าควรทำให้ถึงที่สุดที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และจากนั้น โดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว เจ้าจะได้มาเข้าใจ และโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า  ในเวลาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์ บ่อยครั้งที่เป็นไปโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว  พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าและทรงนำเจ้าเมื่อเจ้ากระหายและแสวงหา  หลักการซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจนั้นมีศูนย์กลางโอบล้อมพระวจนะของพระเจ้าที่เจ้ากินและดื่ม  ทุกคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อพระวจนะของพระเจ้าและมีท่าทีที่แตกต่างต่อพระวจนะของพระองค์เสมอ—การเชื่อในการคิดที่มึนงงสับสนของตน นับเป็นเรื่องของความไม่แยแส ไม่ว่าพวกเขาจะอ่านพระวจนะของพระองค์หรือไม่ก็ตาม—คือพวกที่ไม่ได้ครอบครองความเป็นจริง  อีกทั้งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการให้ความรู้แจ้งของพระองค์ก็ไม่อาจพบเห็นได้ในบุคคลเช่นนั้น  ผู้คนเยี่ยงนี้ก็เพียงแค่ลอยชายไปเรื่อยไม่จริงจัง พวกคนเสแสร้งซึ่งปราศจากคุณสมบัติที่แท้จริง เหมือนอย่างนายหนานกวอจากนิทานอุปมา[ก]

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ยุคราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “จากนิทานอุปมา”


พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 404

เมื่อพระวจนะของพระเจ้าเผยออกมา เจ้าควรรับพระวจนะเหล่านั้นไว้ทันที และกินและดื่มพระวจนะเหล่านั้น  ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจมากเพียงใด มุมมองหนึ่งซึ่งเจ้าจำต้องยึดมั่นก็คือการกินและการดื่ม การรู้ และการปฏิบัติพระวจนะของพระองค์  นี่คือบางสิ่งที่เจ้าควรสามารถทำได้  อย่าไปกังวลว่าวุฒิภาวะของเจ้าจะกลายเป็นยิ่งใหญ่ได้เพียงใด แค่มุ่งเน้นไปที่การกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์  นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรให้ความร่วมมือ  โดยหลักแล้ว ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้านั้นก็เป็นไปเพื่อพยายามเข้าสู่ความเป็นจริงของการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า และการนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ  ไม่ใช่ธุระของเจ้าที่จะต้องมุ่งเน้นไปที่อะไรอื่น  บรรดาผู้นำของคริสตจักรควรสามารถนำบรรดาพี่น้องชายหญิงของตนทั้งหมดได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร  นี่คือความรับผิดชอบของผู้นำของคริสตจักรทุกๆ คน  ไม่ว่าพวกเขาจะอายุน้อยหรืออายุมาก ทั้งหมดควรคำนึงถึงการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในฐานะนัยสำคัญอันยิ่งใหญ่ และควรมีพระวจนะของพระองค์ไว้ในหัวใจของพวกเขา  การเข้าสู่ความเป็นจริงนี้หมายถึงการเข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักร  วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และรู้สึกว่าพระวจนะของพระองค์นั้นสดใหม่ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด  นี่หมายความว่าพวกเขากำลังเริ่มต้นที่จะมุ่งมั่นไปในร่องครรลองที่ถูกต้อง  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะในการปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์และจัดเตรียมให้แก่มนุษย์  เมื่อทุกคนโหยหาและกระหายพระวจนะของพระเจ้า มนุษยชาติจะเข้าสู่โลกแห่งพระวจนะของพระองค์

พระเจ้าได้ตรัสไว้มากมาย  เจ้าได้มารู้มากเพียงใดแล้ว?  เจ้าได้เข้าสู่ไปมากเพียงใดแล้ว?  หากผู้นำของคริสตจักรไม่ได้นำบรรดาพี่น้องชายหญิงของตนเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะได้ละเลยต่อหน้าที่ของตน และจะล้มเหลวในการปฏิบัติความรับผิดชอบของตนให้ลุล่วง  ไม่ว่าความเข้าใจของเจ้าจะลึกซึ้งหรือผิวเผินหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าระดับความเข้าใจของเจ้าจะเป็นเช่นไร เจ้าจำต้องรู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์อย่างไร เจ้าจำต้องให้ความสนใจต่อพระวจนะของพระองค์อย่างใหญ่หลวง และเข้าใจถึงความสำคัญและความจำเป็นของการกินและดื่มพระวจนะเหล่านั้น  เมื่อพระเจ้าได้มีการตรัสไว้มากมายเหลือเกินแล้ว หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ หรือพยายามที่จะแสวงหา หรือนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ นี่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าการเชื่อในพระเจ้า  เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์  การนี้เท่านั้นที่จะสามารถเรียกได้ว่าการเชื่อในพระเจ้า!  หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าด้วยปากของเจ้า และกระนั้นก็ยังไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะใดๆ ของพระองค์ไปปฏิบัติหรือสร้างความเป็นจริงใดๆ  นี่ก็ไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับเป็น “การแสวงหาการกินขนมปังให้อิ่มท้อง”  การพูดถึงแต่คำพยานที่ไม่สลักสำคัญ สิ่งไร้ประโยชน์ทั้งหลาย และเรื่องฉาบฉวยต่างๆ โดยที่ไม่ได้ครอบครองความเป็นจริงแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ประกอบขึ้นเป็นการเชื่อในพระเจ้า และเจ้าก็แค่ยังไม่จับความเข้าใจการเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกวิธีเลย  เหตุใดเจ้าจึงต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้?  หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์แต่กลับแสวงหาที่จะขึ้นสู่สวรรค์เท่านั้น นั่นใช่การเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  อะไรคือขั้นตอนแรกที่ผู้เชื่อในพระเจ้าควรดำเนินการ?  พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยเส้นทางใด?  เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยปราศจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  เจ้าสามารถได้รับการพิจารณาว่าเป็นบุคคลของราชอาณาจักรโดยปราศจากพระวจนะของพระเจ้าที่จะใช้เป็นความเป็นจริงของเจ้าได้หรือไม่?  การเชื่อในพระเจ้า แท้จริงแล้วหมายถึงอะไรกันแน่?  อย่างน้อยที่สุด ผู้เชื่อในพระเจ้าควรมีความประพฤติดีภายนอก ที่สำคัญที่สุดก็คือมีการครอบครองพระวจนะของพระเจ้า  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่มีทางหันหนีจากพระวจนะของพระองค์ได้  การรู้จักพระเจ้าและการสนองเจตนารมณ์ของพระองค์ล้วนแล้วแต่สัมฤทธิ์ได้โดยผ่านพระวจนะของพระองค์  ในอนาคตนั้น ทุกๆ ชนชาติ นิกาย ศาสนา และภาคส่วนจะถูกพิชิตผ่านพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าจะตรัสโดยตรง และผู้คนทั้งหมดจะกุมพระวจนะของพระเจ้าไว้ในมือของตน และด้วยวิถีทางนี้ มนุษยชาติจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พระวจนะของพระเจ้าแผ่ซ่านแทรกซึมไปทั่วทั้งภายในและภายนอก มนุษยชาติจะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยปากของพวกเขา ปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า และเก็บรักษาพระวจนะของพระเจ้าไว้ภายใน ยังคงอาบแช่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้าทั้งภายในและภายนอก  ด้วยเหตุนี้เอง มนุษย์จึงจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกที่สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและสามารถเป็นพยานต่อพระองค์ได้ เหล่านี้คือผู้คนที่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นความเป็นจริงของตน

การเข้าสู่ยุคพระวจนะ—ยุคอาณาจักรพันปี—เป็นงานที่กำลังถูกทำให้สัมฤทธิ์ผลในวันนี้  นับจากนี้ไป จงปฏิบัติการเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า  โดยวิถีทางของการกินและดื่มรวมทั้งการได้รับประสบการณ์ในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าได้  เจ้าจำต้องสร้างประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบางอย่างเพื่อโน้มน้าวใจผู้อื่น  หากเจ้าไม่สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้ ก็จะไม่มีใครเลยที่ได้รับการโน้มน้าวใจ!  บรรดาผู้คนที่พระเจ้าทรงใช้สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้  หากเจ้าไม่สามารถสร้างความเป็นจริงนี้และเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า และเจ้ายังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  นี่คือความสำคัญของพระวจนะของพระเจ้า  เจ้ามีหัวใจที่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  บรรดาผู้ที่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้านั้นกระหายต่อความจริง และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ได้รับพรจากพระเจ้า  ในอนาคต มีพระวจนะอีกมากมายที่พระเจ้าจะตรัสต่อทุกศาสนาและทุกนิกาย  อันดับแรกพระองค์ตรัสและเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์ท่ามกลางพวกเจ้าเพื่อทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์ ก่อนที่จะขยับต่อไปเพื่อตรัสและเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์ท่ามกลางคนต่างชาติทั้งหลายเพื่อพิชิตพวกเขา  โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ทุกคนจะเชื่ออย่างจริงใจและอย่างถึงที่สุด  โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าและวิวรณ์ของพระองค์ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์จะลดน้อยถอยลง เขาได้รับการปรากฏของมนุษย์ผู้หนึ่ง และอุปนิสัยกบฏของเขาจะบรรเทาลง  พระวจนะทำงานกับมนุษย์ด้วยสิทธิอำนาจและพิชิตมนุษย์ภายในความสว่างแห่งพระเจ้า  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติในยุคปัจจุบัน รวมทั้งจุดเปลี่ยนของพระราชกิจของพระองค์นั้น สามารถพบได้ทั้งหมดภายในพระวจนะของพระองค์  หากเจ้าไม่อ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าจะไม่เข้าใจอะไรเลย  โดยผ่านการกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และผ่านการเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าและประสบการณ์จริงของเจ้า เจ้าจะได้รับความรู้ในเรื่องพระวจนะของพระเจ้าอย่างครบถ้วน  เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ยุคราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 405

เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า “บรรดาผู้ที่จดจ่ออยู่กับการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์จะถูกทอดทิ้ง พวกเขาไม่ใช่บรรดาผู้ที่จะถูกทำให้มีความเพียบพร้อม”  เราได้กล่าวถ้อยคำไว้มากมายนัก กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจนี้เลยแม้เพียงแผ่วบาง และเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผู้คนก็ยังคงถามหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์  การเชื่อของเจ้าในพระเจ้าไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าการไล่ตามเสาะหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์หรอกหรือ หรือว่ามันเป็นไปเพื่อที่จะได้รับชีวิต?  พระเยซูได้เคยตรัสพระวจนะไว้มากมายเช่นกัน และบางพระวจนะในพระวจนะเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ถูกทำให้ลุล่วง  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเยซูไม่ทรงเป็นพระเจ้า?  พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานว่าพระองค์ได้ทรงเป็นพระคริสต์และพระบุตรของพระเจ้าอันเป็นที่รัก  เจ้าสามารถปฏิเสธการนี้ได้หรือ?  ในวันนี้ พระเจ้าเพียงแต่ตรัสพระวจนะเท่านั้น และหากเจ้าไม่รู้การนี้อย่างถ้วนทั่ว เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมไม่สามารถยืนหยัดมั่นคงอยู่ได้  เจ้าเชื่อในพระองค์เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่ หรือเจ้าเชื่อในพระองค์โดยขึ้นอยู่กับว่าพระวจนะของพระองค์ได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่?  เจ้าเชื่อในหมายสำคัญและการอัศจรรย์ หรือเจ้าเชื่อในพระเจ้า?  ในวันนี้ พระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์—พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ หรือ?  หากพระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ หรือ?  แก่นแท้ของพระเจ้าถูกกำหนดพิจารณาจากการที่ว่า พระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสนั้นได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่ อย่างนั้นหรือ?  เหตุใดผู้คนบางคนจึงกำลังรอคอยเสมอให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงก่อนที่พวกเขาจะเชื่อในพระองค์?  นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้จักพระองค์หรอกหรือ?  ทุกคนผู้ซึ่งมีมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้นคือพวกที่ปฏิเสธพระเจ้า  พวกเขาใช้มโนคติที่หลงผิดเพื่อประเมินพระเจ้า หากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง พวกเขาเชื่อในพระองค์ และหากพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ย่อมไม่เชื่อในพระองค์ และพวกเขาไล่ตามเสาะหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ  ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกฟาริสีของยุคใหม่ๆ หรอกหรือ?  การที่เจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ารู้จักพระเจ้าผู้สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่—นี่สำคัญยิ่งยวด!  ยิ่งความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าในตัวเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น และเจ้าก็ยิ่งสามารถที่จะยืนหยัดมั่นคงในระหว่างการทดสอบทั้งหลายได้มากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งเจ้าจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งสามารถตั้งมั่นได้น้อยลงเท่านั้น และเจ้าจะล้มลงท่ามกลางการทดสอบทั้งหลาย  หมายสำคัญและการอัศจรรย์ไม่ใช่รากฐาน เพียงความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นชีวิต  ผู้คนบางคนไม่รู้จักผลกระทบทั้งหลายซึ่งจะต้องได้รับการทำให้สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระเจ้า  พวกเขาใช้วันเวลาในความสับสนงุนงง ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  จุดมุ่งหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาคือ เพียงทำให้พระเจ้าทรงทำให้ความอยากของพวกเขาลุล่วงตลอดไปเท่านั้น และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะจริงจังในการเชื่อของพวกเขา  พวกเขากล่าวว่าพวกเขาจะไล่ตามเสาะหาชีวิตหากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง แต่ว่าหากพระวจนะของพระองค์ไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมไม่มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะไล่ตามเสาะหาชีวิต  มนุษย์คิดว่าการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และการไล่ตามเสาะหาการได้ขึ้นสู่สวรรค์และสวรรค์ชั้นที่สาม  ไม่มีพวกเขาคนใดกล่าวว่าการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความเป็นจริง การไล่ตามเสาะหาชีวิต และการไล่ตามเสาะหาการได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า  อะไรคือคุณค่าของการไล่ตามเสาะหาเช่นนี้?  พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยคือพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาคือผู้ซึ่งหมิ่นประมาทพระเจ้า!

บัดนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร?  การเชื่อในพระเจ้าหมายความถึงการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใช่หรือไม่?  นั่นหมายความถึงการขึ้นสู่สวรรค์ใช่หรือไม่?  การที่เชื่อในพระเจ้าไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย  การฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเหล่านั้นควรถูกกวาดล้าง การไล่ตามเสาะหาการรักษาคนป่วยและการขับไล่บรรดาปีศาจ การจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การละโมบอยากได้พระคุณจากพระเจ้า สันติสุข และความชื่นบานมากยิ่งขึ้น การไล่ตามเสาะหาความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และความสุขสบายของเนื้อหนัง—เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนา และการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเช่นนั้นเป็นการเชื่อประเภทที่คลุมเครือ  อะไรคือการเชื่อแท้จริงในพระเจ้าในวันนี้?  นั่นคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงชีวิตของเจ้าและการรู้จักพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ในความรักที่แท้จริงสำหรับพระองค์  กล่าวให้ชัดเจนก็คือ การเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจนบนอบพระเจ้า รักพระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ซึ่งควรได้รับการลุล่วงโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  นี่คือจุดมุ่งหมายของการเชื่อในพระเจ้า  เจ้าจะต้องสัมฤทธิ์ในความรู้หนึ่งเกี่ยวกับความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้า เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงคู่ควรเพียงใดต่อความเคารพ เกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์และการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม—เหล่านี้คือสาระจำเป็นอันประจักษ์แจ้งของการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นการสลับเปลี่ยนจากชีวิตหนึ่งของเนื้อหนังไปสู่ชีวิตหนึ่งของการรักพระเจ้า จากการใช้ชีวิตภายในความเสื่อมทรามไปสู่การใช้ชีวิตภายในชีวิตของพระวจนะของพระเจ้า  นั่นคือการออกมาจากภายใต้อำนาจของซาตานและการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลเอาพระทัยใส่และการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า นั่นคือการที่สามารถจะสัมฤทธิ์ความนบนอบต่อพระเจ้าและความไม่นบนอบต่อเนื้อหนัง นั่นคือการยอมให้พระเจ้าทรงได้รับหมดทั้งหัวใจของเจ้า ยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่มหาฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าอาจได้รับการสำแดงในตัวเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจติดตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำให้แผนของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ต่อหน้าซาตาน  การเชื่อในพระเจ้าไม่ควรวนเวียนอยู่กับความอยากที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ อีกทั้งไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังส่วนตัวของเจ้า  นั่นควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาการรู้จักพระเจ้า และการสามารถนบนอบพระเจ้า และ เช่นเดียวกับเปโตร การนบนอบพระองค์จนกระทั่งคนเราถึงแก่ความตาย  เหล่านี้คือจุดมุ่งหมายหลักของการเชื่อในพระเจ้า  พวกเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าและทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เจ้ามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า เพียงหลังจากนั้นแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถนบนอบพระองค์ได้  ด้วยความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระองค์ได้ และนี่คือเป้าหมายที่มนุษย์ควรมีในการเชื่อของเขาในพระเจ้า  ในการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า หากเจ้ากำลังพยายามที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วทัศนคติของการเชื่อนี้ในพระเจ้าก็ย่อมผิด  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงชีวิต  จุดมุ่งหมายของพระเจ้านั้นบรรลุได้ด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้าจากพระโอษฐ์ของพระองค์ไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดถือพระวจนะไว้ภายในตัวเจ้าเท่านั้น  ในการเชื่อในพระเจ้า มนุษย์ควรเพียรพยายามให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพื่อสามารถนบนอบพระเจ้า และเพื่อความนบนอบอันครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้า  หากเจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าได้โดยปราศจากคำพร่ำบ่น คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า สัมฤทธิ์วุฒิภาวะของเปโตร และมีลีลาแบบเปโตรตามที่พระเจ้าได้ตรัสถึง เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมจะเป็นเวลาที่เจ้าได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว และนั่นจะมีนัยสำคัญว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า

ก่อนหน้า: การเข้าสู่ชีวิต

ถัดไป: การเข้าสู่ชีวิต II

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger