การเข้าสู่ชีวิต III

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 444

คนผู้หนึ่งจะมาเข้าใจรายละเอียดของจิตวิญญาณได้อย่างไร?  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์อย่างไร?  ซาตานทำงานในมนุษย์อย่างไร?  วิญญาณชั่วทำงานในมนุษย์อย่างไร?  การสำแดงคืออะไร?  เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า สิ่งนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ และเจ้าควรนบนอบหรือปฏิเสธสิ่งนั้น?  ในการปฏิบัติที่แท้จริงของผู้คน โดยมากเกิดจากเจตจำนงของมนุษย์ที่ผู้คนเชื่ออย่างไม่เปลี่ยนแปลงว่ามาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  สิ่งบางสิ่งมาจากวิญญาณชั่ว แต่กระนั้นผู้คนก็ยังคงคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และบางครั้งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำผู้คนจากภายใน แต่ถึงกระนั้น ผู้คนก็เกรงว่าการทรงนำเช่นนั้นมาจากซาตาน และดังนั้นจึงไม่กล้านบนอบ ทั้งที่ในความเป็นจริง การทรงนำนั้นคือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ดังนั้น นอกเสียจากว่าคนผู้หนึ่งปฏิบัติการแยกความแตกต่างกัน เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางประสบกับประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของคนผู้หนึ่งได้ หากปราศจากการแยกความแตกต่างกัน ก็ไม่มีทางจะได้รับชีวิต  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร?  วิญญาณชั่วทำงานอย่างไร?  สิ่งใดที่มาจากเจตจำนงของมนุษย์?  และสิ่งใดเกิดจากการทรงนำและความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์?  หากเจ้าจับความเข้าใจแบบแผนพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว ในชีวิตประจำวันของเจ้าและในระหว่างประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เจ้าจะสามารถทำให้ความรู้ของเจ้าเพิ่มพูนขึ้นและแยกแยะความแตกต่างได้ เจ้าจะได้มารู้จักพระเจ้า เจ้าจะสามารถเข้าใจและหยั่งรู้ซาตาน เจ้าจะไม่สับสนในการนบนอบหรือการไล่ตามเสาะหาของเจ้า และเจ้าจะเป็นใครคนหนึ่งที่ความคิดชัดเจน ผู้นบนอบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือรูปแบบของการทรงนำเชิงรุกและการให้ความรู้แจ้งเชิงบวก ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนคิดลบ  สิ่งนั้นจะนำการปลอบขวัญมายังพวกเขา ให้ความศรัทธาและความแน่วแน่แก่พวกเขา และช่วยให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ผู้คนก็สามารถเข้าสู่ได้อย่างแข็งขัน กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้นิ่งเฉยหรือถูกบังคับ แต่กระทำด้วยการเริ่มของพวกเขาเอง  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ผู้คนยินดีและเต็มใจ เต็มใจที่จะนบนอบและเป็นสุขที่จะถ่อมตัวของพวกเขาเอง  แม้ว่าพวกเขาเจ็บปวดและเปราะบางอยู่ภายใน แต่พวกเขาก็มีความแน่วแน่ในการให้ความร่วมมือ พวกเขาทนทุกข์ด้วยความยินดี พวกเขาสามารถนบนอบ และพวกเขาไม่ด่างพร้อยด้วยเจตจำนงของมนุษย์ ไม่ด่างพร้อยด้วยการคิดแบบมนุษย์ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ด่างพร้อยด้วยความอยากได้อยากมีและแรงจูงใจแบบมนุษย์  เมื่อผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาก็บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งที่ภายใน  บรรดาผู้ที่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้ชีวิตอยู่โดยการรักพระเจ้า และการรักพี่น้องชายหญิงของพวกเขา พวกเขาปีติยินดีในสิ่งทั้งหลายที่ทำให้พระเจ้าทรงปีติยินดี และเกลียดสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงเกลียด  ผู้คนที่ได้รับการสัมผัสโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือบรรดาผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่เป็นนิตย์ และครองความเป็นมนุษย์  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในผู้คน สภาพเงื่อนไขของพวกเขาก็กลับกลายเป็นดีขึ้นและดีขึ้น และสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็กลับกลายเป็นปกติมากขึ้นและมากขึ้น และแม้ว่าความร่วมมือบางอย่างของพวกเขาอาจโง่เขลา แต่แรงจูงใจของพวกเขาก็ถูกต้อง การเข้าสู่ของพวกเขาก็เป็นเชิงบวก พวกเขาไม่ได้พยายามก่อให้เกิดการหยุดชะงักและไม่มีการคิดร้ายภายในตัวพวกเขา  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์โดยสอดคล้องกับกฎเกณฑ์แห่งชีวิตปกติของมนุษย์ และพระองค์ทรงดำเนินความรู้แจ้งและการทรงนำภายในผู้คนโดยสอดคล้องกับการไล่ตามเสาะหาที่แท้จริงของผู้คนปกติ  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในผู้คน พระองค์ทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขาโดยสอดคล้องกับความต้องการของผู้คนปกติ  พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับพวกเขาโดยสอดคล้องกับความจำเป็นของพวกเขา และพระองค์ทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งในเชิงบวกแก่พวกเขาโดยสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาขาดพร่อง และโดยสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาขัดสน  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการให้ความรู้แจ้งและการทรงนำผู้คนในชีวิตจริง เฉพาะเมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตจริงของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  หากในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขา ผู้คนอยู่ในสภาพเชิงบวกและมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในครอบครอง  ในสภาพเช่นนั้น เมื่อพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า พวกเขามีความเชื่อ เมื่อพวกเขาอธิษฐาน พวกเขาได้รับแรงดลใจ เมื่อพวกเขาติดขัดในบางสิ่ง พวกเขาไม่คิดลบ และในขณะที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พวกเขาสามารถเห็นบทเรียนทั้งหลายภายในสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเขาเรียนรู้  พวกเขาไม่ได้คิดลบหรืออ่อนแอ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความลำบากยากเย็นที่แท้จริง แต่พวกเขาก็เต็มใจนบนอบการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้า

ผลลัพธ์เช่นใดที่สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์?  เจ้าอาจโง่เขลา และเจ้าอาจไร้ซึ่งดุลยพินิจ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์มีแต่จะต้องทรงพระราชกิจเท่านั้น แล้วในตัวเจ้าก็จะเกิดมีความเชื่อขึ้นมา และเจ้าจะรู้สึกเสมอว่าเจ้าไม่สามารถรักพระเจ้าได้อย่างเพียงพอ  เจ้าจะเต็มใจร่วมมือ ไม่สำคัญว่าความลำบากยากเย็นเบื้องหน้าจะใหญ่หลวงเพียงใด  สิ่งทั้งหลายจะเกิดขึ้นกับเจ้า และจะไม่ชัดเจนต่อเจ้าว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระเจ้าหรือจากซาตาน แต่เจ้าจะสามารถรอคอยได้ และเจ้าจะไม่ทั้งคิดลบและเกียจคร้าน  นี่คือพระราชกิจปกติของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า เจ้าจะยังคงเผชิญกับความลำบากยากเย็นที่แท้จริง กล่าวคือ บางครั้งเจ้าจะถูกทำให้มีน้ำตา และบางครั้งจะมีสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่สามารถเอาชนะได้ แต่นี่ล้วนเป็นเพียงระยะหนึ่งของพระราชกิจธรรมดาของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้ว่าเจ้าไม่ได้เอาชนะความลำบากยากเย็นเหล่านั้น และแม้ว่าในเวลานั้นเจ้าอ่อนแอและเต็มไปด้วยการพร่ำบ่น แต่หลังจากนั้นเจ้าก็ยังคงสามารถรักพระเจ้าด้วยความเชื่อมากยิ่ง  ความคิดลบของเจ้าไม่สามารถป้องกันเจ้าไม่ให้มีประสบการณ์ปกติ และไม่ว่าผู้คนอื่นๆ จะพูดอะไร และผู้อื่นจะโจมตีเจ้าอย่างไร เจ้าก็ยังคงสามารถรักพระเจ้าได้  ในระหว่างการอธิษฐาน เจ้ารู้สึกเสมอว่าในอดีตเจ้าช่างเป็นหนี้พระเจ้า และเจ้าตั้งใจแน่วแน่ในการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และเป็นกบฏต่อเนื้อหนังเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสิ่งเช่นนั้นอีกครั้ง  ความเข้มแข็งนี้แสดงว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายในตัวเจ้า  นี่คือสภาพปกติของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

อะไรคืองานที่มาจากซาตาน?  ในงานที่มาจากซาตาน นิมิตภายในผู้คนนั้นคลุมเครือ ผู้คนปราศจากสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ แรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของพวกเขานั้นผิด และถึงแม้ว่าพวกเขาปรารถนาที่จะรักพระเจ้า แต่ก็มีข้อกล่าวหาภายในพวกเขาเสมอ และข้อกล่าวหาและความคิดเหล่านี้ก่อให้เกิดการรบกวนอยู่เป็นนิตย์ภายในพวกเขา ซึ่งจำกัดควบคุมการเติบโตของชีวิตของพวกเขา และหยุดพวกเขาไม่ให้มายังเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในสภาพเงื่อนไขปกติ  กล่าวได้ว่า ทันทีที่งานของซาตานอยู่ภายในผู้คน หัวใจของพวกเขาก็ไม่สามารถสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้  ผู้คนเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับตัวเอง—เมื่อพวกเขาเห็นผู้คนมารวมตัวกัน พวกเขาต้องการวิ่งหนี และพวกเขาไม่สามารถหลับตาได้เมื่อผู้อื่นอธิษฐาน  งานของวิญญาณชั่วทำลายสัมพันธภาพปกติระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และปั่นป่วนนิมิตก่อนหน้านี้ของผู้คนหรือเส้นทางที่ผ่านมาในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาไม่สามารถมีวันเข้าไปใกล้พระเจ้าได้ และสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งก่อให้เกิดการรบกวนแก่พวกเขาและตีกรอบพวกเขาไว้  หัวใจของพวกเขาไม่สามารถพบสันติสุข และพวกเขาถูกทิ้งไว้โดยไม่มีกำลังที่จะรักพระเจ้าและโดยที่จิตวิญญาณของพวกเขาจมลง  เช่นนั้นคือการสำแดงของงานของซาตาน  การสำแดงของงานของซาตานคือ การไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้และยืนหยัดเป็นพยาน ซึ่งทำให้เจ้ากลายเป็นใครคนหนึ่งที่ทำผิดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเป็นผู้ที่ไม่มีความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า  เมื่อซาตานก่อกวน เจ้าสูญเสียความรักและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าภายในเจ้า เจ้าถูกปลดเปลื้องจากสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า เจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือการปรับปรุงตัวเอง เจ้าถอยหลังและกลายเป็นคิดลบ เจ้าหมกมุ่นกับตัวเอง เจ้าปล่อยให้การแพร่กระจายของบาปดำเนินไปอย่างอิสระและไม่รังเกียจบาป ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าแทรกแซงของซาตานทำให้เจ้าเหลวไหล นั่นทำให้การทรงสัมผัสของพระเจ้าอันตรธานไปภายในเจ้า และทำให้เจ้าพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ นำเจ้าไปสู่การตั้งคำถามกับพระเจ้า มีแม้กระทั่งความเสี่ยงที่ว่าเจ้าจะทอดทิ้งพระเจ้า  ทั้งหมดนี้มาจากซาตาน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 445

เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าในชีวิตประจำวันของเจ้า เจ้าควรแยกความแตกต่างระหว่างกันว่าสิ่งนั้นมาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือมาจากงานของซาตานอย่างไร?  เมื่อสภาพเงื่อนไขของผู้คนปกติ เช่นนั้นแล้วชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขาและชีวิตของพวกเขาในเนื้อหนังก็ปกติ และเหตุผลของพวกเขาก็ปกติและเป็นระเบียบ  เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาพเงื่อนไขนี้ สิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์และมารู้ภายในตัวพวกเขาเอง สามารถกล่าวได้โดยทั่วไปว่ามาจากการได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ (การมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกหรือการครอบครองความรู้ที่เรียบง่ายบางอย่างเมื่อพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือสัตย์ซื่อในสิ่งบางสิ่ง หรือการมีกำลังที่จะรักพระเจ้าในสิ่งบางสิ่ง—นี่ล้วนมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์)  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในมนุษย์มีความปกติอย่างยิ่ง มนุษย์ไม่สามารถรู้สึกถึงสิ่งนั้นได้ และดูเหมือนว่าจะผ่านมายังมนุษย์ด้วยตัวเขาเอง แม้ว่าที่จริงแล้วสิ่งนั้นเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในชีวิตประจำวัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจทั้งใหญ่และเล็กในทุกคน และขอบเขตของพระราชกิจนี้นั่นเองที่ผันแปร  ผู้คนบางคนมีขีดความสามารถที่ดี และพวกเขาเข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างรวดเร็ว และความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่งภายในพวกเขา  ในขณะเดียวกัน ผู้คนบางคนก็มีขีดความสามารถที่ไม่ดี และต้องใช้เวลานานกว่าในการเข้าใจสิ่งทั้งหลาย แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสพวกเขาที่ภายในและพวกเขาก็สามารถสัมฤทธิ์ความสัตย์ซื่อในพระเจ้าได้เช่นกัน—พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้า  ในชีวิตประจำวัน เมื่อผู้คนไม่ต่อต้านหรือเป็นกบฏต่อพระเจ้า ไม่ทำสิ่งทั้งหลายที่ทำให้การบริหารจัดการของพระเจ้าหยุดชะงัก และไม่รบกวนพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วในตัวพวกเขาแต่ละคน พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงพระราชกิจในระดับหนึ่ง  พระองค์ทรงสัมผัสพวกเขา ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา ทรงให้ความเชื่อแก่พวกเขา ทรงให้กำลังแก่พวกเขา และทรงเคลื่อนพวกเขาให้เข้าสู่ในเชิงรุก ไม่เกียจคร้านหรือโลภอยากได้ความชื่นชมยินดีในเนื้อหนัง เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง และถวิลหาพระวจนะของพระเจ้า  ทั้งหมดนี้คือพระราชกิจที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

เมื่อสภาวะของผู้คนไม่ปกติ พวกเขาถูกละทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายของพวกเขา พวกเขาโน้มเอียงที่จะพร่ำบ่น แรงจูงใจของพวกเขานั้นผิด พวกเขาเกียจคร้าน พวกเขาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเนื้อหนัง และหัวใจของพวกเขาทรยศความจริง  ทั้งหมดนี้มาจากซาตาน เมื่อสภาพเงื่อนไขของผู้คนไม่เป็นปกติ เมื่อพวกเขามืดมนภายในและสูญเสียเหตุผลปกติของพวกเขาไป ได้ถูกละทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไร้ความสามารถที่จะรู้สึกถึงพระเจ้าภายในตัวพวกเขาเอง นี่คือเวลาที่ซาตานกำลังทำงานภายในพวกเขา  หากผู้คนมีกำลังอยู่เสมอภายในพวกเขาและรักพระเจ้าอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วโดยทั่วไป เมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา สิ่งเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่ว่าใครก็ตามที่พวกเขาพบพาน การพบพานเป็นผลลัพธ์ของการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  กล่าวคือ เมื่อเจ้าอยู่ในสภาพเงื่อนไขปกติ เมื่อเจ้าอยู่ภายในพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่ซาตานจะทำให้เจ้าหวั่นไหว  บนรากฐานนี้สามารถกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแม้ว่าเจ้าอาจมีความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่เจ้าก็สามารถขัดขืนความคิดเหล่านั้นและเจ้าไม่ทำตามความคิดเหล่านั้น  ทั้งหมดนี้มาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ซาตานเข้าแทรกแซงในสถานการณ์ใด?  เป็นเรื่องง่ายสำหรับซาตานที่จะทำงานภายในตัวเจ้า เมื่อภาวะของเจ้าไม่ปกติ เมื่อเจ้าไม่ได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า และปราศจากพระราชกิจของพระเจ้า เมื่อเจ้าแห้งแล้งและรกร้างภายใน เมื่อเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าแต่จับความเข้าใจไม่ได้สักสิ่ง และเมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าแต่ไม่ได้รับความรู้แจ้งหรือได้รับความกระจ่าง  กล่าวอีกอย่างคือ เมื่อเจ้าถูกทอดทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วหลายสิ่งก็เกิดขึ้นกับเจ้าซึ่งมาจากการทดลองของซาตาน  ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ซาตานก็กำลังทำงานอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสภายในของมนุษย์ ในขณะเดียวกัน ซาตานก็ก่อกวนมนุษย์  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับตำแหน่งนำหน้า และผู้คนที่สภาพเงื่อนไขของพวกเขาปกติสามารถมีชัยชนะได้ นี่คือชัยชนะของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เหนืองานของซาตาน  ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ อุปนิสัยที่เสื่อมทรามยังคงดำรงอยู่ภายในผู้คน อย่างไรก็ดี ในระหว่างพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้คนที่จะค้นพบและระลึกรู้ความเป็นกบฏ แรงจูงใจ และการเจือปนของพวกเขา  เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะรู้สึกสำนึกผิดและมีความเต็มใจเพิ่มมากขึ้นที่จะกลับใจ  เมื่อเป็นเช่นนั้น อุปนิสัยที่เป็นกบฏและเสื่อมทรามของพวกเขาจึงค่อยๆ ถูกเหวี่ยงทิ้งไปภายในพระราชกิจของพระเจ้า  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นปกติเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจในผู้คน พวกเขาก็ยังคงมีความทุกข์ยากลำบาก พวกเขายังคงร้องไห้คร่ำครวญ พวกเขายังคงทนทุกข์ พวกเขายังคงอ่อนแอและยังคงมีมากมายหลายสิ่งที่ไม่ชัดเจนสำหรับพวกเขา แต่กระนั้นก็ดีในสภาวะนี้ พวกเขาก็สามารถหยุดตัวเองไม่ให้เสื่อมถอย และพวกเขาสามารถรักพระเจ้า และแม้ว่าพวกเขาร้องไห้คร่ำครวญและคับแค้นใจ แต่พวกเขาก็ยังคงสามารถสรรเสริญพระเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นปกติเป็นอย่างยิ่งโดยไม่เกินธรรมชาติเลยแม้แต่น้อยนิด  ผู้คนส่วนมากเชื่อว่า ทันทีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เริ่มต้นทรงพระราชกิจ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นแก่สภาวะของผู้คนและสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาก็ถูกกำจัดออก  การเชื่อเช่นนั้นเป็นบิดเบือน  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในมนุษย์ สิ่งที่เป็นลบของมนุษย์ก็ยังคงอยู่ที่นั่นและวุฒิภาวะของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม แต่เขาได้รับความกระจ่างและความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดังนั้นสภาวะของเขาจึงกลายเป็นบวกมากขึ้น ภาวะภายในเขากลายเป็นปกติ และเขาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ในประสบการณ์ที่แท้จริงของผู้คน โดยหลักแล้วพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ก็กับงานของซาตาน และหากพวกเขาไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจสภาวะเหล่านี้และไม่แยกความแตกต่าง เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องถามถึงการเข้าไปสู่ประสบการณ์ที่แท้จริง ไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  ดังนั้น กุญแจสำคัญในการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าคือการที่สามารถมองทะลุสิ่งดังกล่าว ในหนทางนี้ นั่นก็จะง่ายขึ้นสำหรับพวกเขาที่จะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 446

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เปิดโอกาสให้ผู้คนก้าวหน้าไปในเชิงบวก ในขณะที่งานของซาตานทำให้พวกเขาคิดลบและล่าถอย กบฏต่อพระเจ้าและต้านทานพระองค์ สูญเสียความเชื่อในพระองค์และอ่อนแอในการปฏิบัติหน้าที่ของตน  ทุกสิ่งทุกอย่างที่แตกกิ่งก้านจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ได้บังคับเจ้า  หากเจ้านบนอบต่อสิ่งนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีสันติสุข หากเจ้าไม่ติดตาม เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะถูกต่อว่าหลังจากนั้น  ด้วยความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าทำจะถูกรบกวนหรือจำกัดควบคุม เจ้าจะได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ จะมีเส้นทางที่จะปฏิบัติในการกระทำของเจ้า และเจ้าจะไม่ต้องอยู่ภายใต้สิ่งยึดเหนี่ยวใดๆ แต่สามารถที่จะกระทำตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  งานของซาตานก่อให้เกิดการรบกวนเจ้าในหลายสิ่ง  นั่นทำให้เจ้าไม่เต็มใจที่จะอธิษฐาน เกียจคร้านเกินไปที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และไม่สมัครใจที่จะใช้ชีวิตแห่งคริสตจักร และนั่นทำให้เจ้าห่างเหินจากชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เข้าแทรกแซงชีวิตประจำวันของเจ้า และไม่เข้าแทรกแซงการเข้าไปสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติของเจ้า  เจ้าไร้ความสามารถที่จะแยกแยะหลายสิ่งได้ในชั่วขณะที่แท้จริงที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น แต่กระนั้นก็ตาม หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน หัวใจของเจ้าก็กลับกลายเป็นสว่างขึ้นและจิตใจของเจ้าก็ชัดเจนขึ้น  เจ้ามามีสำนึกรับรู้บางอย่างเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นจิตวิญญาณ และเจ้าสามารถแยกแยะว่าความคิดหนึ่งๆ มาจากพระเจ้าหรือจากซาตานได้อย่างช้าๆ  สิ่งบางสิ่งทำให้เจ้าต่อต้านพระเจ้าและเป็นกบฏต่อพระเจ้าอย่างชัดเจน หรือหยุดเจ้าไม่ให้นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากซาตาน  สิ่งบางสิ่งก็ไม่ปรากฏ และเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรในชั่วขณะนั้น หลังจากนั้น เจ้าสามารถเห็นการสำแดงของสิ่งดังกล่าวและจากนั้นจึงดำเนินการแยกแยะ  หากเจ้าสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งใดมาจากซาตานและสิ่งใดกำกับโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ถูกชักนำให้หลงผิดได้โดยง่ายในประสบการณ์ของเจ้า  บางครั้ง เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่สู้ดี เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีความคิดบางอย่างที่นำเจ้าออกจากสภาวะคิดลบของเจ้า  นี่แสดงว่าแม้เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่น่าพอใจ ความคิดบางประการของเจ้าก็ยังคงสามารถมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  ไม่ใช่ว่าพอเจ้าคิดลบ ความคิดทั้งหมดของเจ้าจะถูกส่งมาจากซาตาน หากนั่นเป็นจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถเปลี่ยนผ่านมาสู่สภาวะในเชิงบวกได้เมื่อใด?  หลังจากที่คิดลบมาระยะหนึ่ง พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมประทานโอกาสให้เจ้าได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พระองค์ทรงสัมผัสเจ้า นำเจ้าออกจากสภาวะที่คิดลบ แล้วเจ้าจึงเข้าสู่สภาวะที่ปกติ

เมื่อรู้ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คืออะไรและงานของซาตานคืออะไร เจ้าก็สามารถเปรียบเทียบสิ่งเหล่านี้กับสภาวะของตัวเจ้าเองในระหว่างประสบการณ์ของเจ้า และกับประสบการณ์ของตัวเจ้าเอง และในหนทางนี้ จะมีความจริงอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมในประสบการณ์ของเจ้า  เมื่อได้เข้าใจความจริงเหล่านี้เกี่ยวกับหลักธรรมแล้ว เจ้าจะสามารถเชี่ยวชาญสภาวะที่แท้จริงของเจ้าได้ เจ้าจะสามารถแยกความแตกต่างท่ามกลางผู้คนและเหตุการณ์ทั้งหลาย และเจ้าจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายในการได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แน่นอนว่า นี่ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของเจ้าที่ถูกต้องและกับความเต็มใจของเจ้าที่จะแสวงหาและปฏิบัติ  ภาษาเช่นนี้—ภาษาซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักธรรม—ควรมีส่วนสำคัญในประสบการณ์ของเจ้า  เมื่อปราศจากสิ่งนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะเต็มไปด้วยการก่อกวนของซาตานและความรู้ที่โง่เขลา  หากเจ้าไม่เข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าควรอธิษฐานถึงพระเจ้าอย่างไรหรือว่าเจ้าควรจะเข้าสู่อย่างไร และหากเจ้าไม่เข้าใจว่าซาตานกระทำการเพื่อก่อกวนและชักพาผู้คนให้หลงผิดอย่างไร  เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่รู้วิธีปฏิเสธซาตานและวิธีตั้งมั่นในการเป็นพยานของเจ้า  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไรและซาตานลงมือกระทำการเช่นไรเป็นสิ่งที่ผู้คนควรทำความเข้าใจ และเป็นสิ่งที่ต้องผ่านประสบการณ์ในความเชื่อที่ผู้คนมีต่อพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 447

ความเป็นมนุษย์ที่ปกติรวมแง่มุมใดไว้บ้างหรือ?  ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก สำนึกรับรู้ มโนธรรม และบุคลิกลักษณะ  หากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความปกติในแต่ละด้านเหล่านี้ ความเป็นมนุษย์ของเจ้าก็จะขึ้นถึงระดับมาตรฐาน  เจ้าควรมีสภาพเสมือนในความเป็นมนุษย์ปกติ เจ้าควรดูละม้ายผู้เชื่อในพระเจ้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องสัมฤทธิ์ผลมากจนเกินไปหรือมีส่วนข้องเกี่ยวในการทูต เจ้าแค่ต้องเป็นมนุษย์ปกติที่มีสำนึกรับรู้ของบุคคลปกติ เพื่อให้สามารถมองเห็นทะลุสิ่งทั้งหลายได้ และอย่างน้อยก็ดูเหมือนมนุษย์ปกติคนหนึ่ง  นั่นก็จะเพียงพอแล้ว  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พึงกำหนดจากเจ้าในวันนี้อยู่ภายในขอบเขตความสามารถของเจ้า นี่ไม่ใช่กรณีของการบังคับให้ทำอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงเลย  จะไม่มีการพูดคำที่ไร้ประโยชน์หรือการทำงานที่ไร้ประโยชน์ที่ดำเนินการกับเจ้า  ความน่าเกลียดทั้งหมดที่แสดงออกหรือเผยออกมาในชีวิตของเจ้าต้องถูกกำจัดทิ้งไป  พวกเจ้าได้ถูกทำให้เสื่อมทรามโดยซาตานและปริ่มไปด้วยพิษของซาตาน  ทั้งหมดที่ขอจากเจ้าคือการกำจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนี้ออกไป  เจ้าไม่ได้กำลังถูกขอให้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในตำแหน่งสูง หรือเป็นบุคคลยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียง  นั่นไม่มีประโยชน์อันใดเลย  งานที่ปฏิบัติในตัวพวกเจ้าคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่โดยเนื้อแท้ในตัวพวกเจ้า  สิ่งที่เราขอจากผู้คนนั้นได้รับการนิยามภายในขีดจำกัด  หากพวกเจ้าปฏิบัติในหนทางและน้ำเสียงซึ่งผู้มีภูมิปัญญาพูด นี่ก็จะไม่ได้ประโยชน์  พวกเจ้าจะไม่มีความสามารถที่จะทำสิ่งนั้นได้  จากขีดความสามารถของพวกเจ้า อย่างน้อยเจ้าควรสามารถพูดด้วยสติปัญญาและไหวพริบ และอธิบายสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่ชัดเจนและจับใจความได้  นั่นคือทั้งหมดที่ต้องมีเพื่อให้ตอบสนองข้อพึงประสงค์ที่ต้องการ  อย่างน้อยที่สุด หากเจ้าได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและสำนึกรับรู้ นั่นก็จะเพียงพอแล้ว  สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการปลดทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้า  เจ้าต้องปลดทิ้งความน่าเกลียดที่สำแดงอยู่ในตัวเจ้า  เจ้าจะสามารถพูดถึงสำนึกรับรู้สูงสุดและความรู้ความเข้าใจเชิงลึกสูงสุดได้อย่างไรหากเจ้าไม่ปลดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป?  ผู้คนมากมายนั้น เมื่อเห็นว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไป ก็ขาดพร่องความถ่อมใจหรือความอดทนใดๆ และพวกเขาอาจไม่มีความรักหรือจริยวัตรอย่างวิสุทธิชนใดๆ ด้วยเช่นกัน  ผู้คนเช่นนั้นช่างไร้สาระยิ่งนัก!  พวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ปกติแม้เพียงสักเสี้ยวหรือไม่?  พวกเขามีคำพยานใดที่จะกล่าวถึงหรือไม่?  พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอย่างถึงที่สุด  แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขบางแง่มุมในการปฏิบัติของผู้คนที่บิดเบือนไป ตัวอย่างเช่น ชีวิตฝ่ายวิญญาณอันเข้มงวดก่อนหน้านี้ของพวกเขา และรูปลักษณ์ที่มึนชาและโง่ทึ่มของพวกเขา—ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง  การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เจ้ากลายมาเป็นเหลวแหลกหรือปล่อยตัวไปในเนื้อหนังและพูดอะไรต่ออะไรไปตามที่เจ้าต้องการ  เจ้าต้องไม่พูดพล่อยๆ  การใช้วาทะและการวางตัวของมนุษย์ปกติคนหนึ่งคือการพูดจาอย่างสอดคล้องสัมพันธ์กัน  พูดว่า “ใช่” เมื่อเจ้าหมายความว่า “ใช่” และ “ไม่” เมื่อเจ้าหมายความว่า “ไม่”  จงยึดติดกับข้อเท็จจริงและพูดอย่างเหมาะสม  ไม่หลอกลวง ไม่โกหก  ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับขีดจำกัดที่บุคคลปกติสามารถไปถึงได้ในด้านที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย  หากไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การยกระดับขีดความสามารถเป็นไปเพื่อการรับความรอดของพระเจ้าไว้

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 448

อันที่จริง ผลการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์เป็นความสำเร็จที่เกิดจากทุกสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ ซึ่งหมายถึงทั้งหมดที่เป็นไปได้สำหรับมนุษย์  เมื่อนั้นหน้าที่ของเขาย่อมลุล่วง  ข้อบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์ในระหว่างการปรนนิบัติของเขาจะค่อยๆ ลดลงผ่านประสบการณ์ที่ก้าวหน้าและกระบวนการแห่งการก้าวผ่านการพิพากษาของเขาข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ไม่ขัดขวางหรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของมนุษย์  พวกที่หยุดรับใช้หรือยอมแพ้และถอยกลับเพราะกลัวว่าอาจมีข้อบกพร่องในการรับใช้ของพวกเขานั้นขลาดที่สุดของคนทั้งหมด  หากผู้คนไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาควรจะแสดงออกในระหว่างการปรนนิบัติหรือการสัมฤทธิ์สิ่งที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติสำหรับพวกเขา แต่กลับทำไปตามขั้นตอนเท่านั้น พวกเขาก็ได้สูญเสียภารกิจที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี  ผู้คนเช่นนี้เป็นสิ่งที่รู้จักกันว่าเป็น “คนที่มีคุณภาพปานกลาง” พวกเขาเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?  พวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เสื่อมทรามซึ่งสุกใสที่ด้านนอกแต่เน่าเสียที่ด้านในหรอกหรือ?  หากมนุษย์คนหนึ่งเรียกตัวเองว่าพระเจ้า แต่ไร้ความสามารถที่จะแสดงออกถึงการมีเทวสภาพ ทำงานของพระเจ้าพระองค์เอง หรือเป็นตัวแทนของพระเจ้า ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาไม่ใช่พระเจ้า เพราะเขาไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยธรรมชาติไม่ดำรงอยู่ในตัวเขา  หากมนุษย์สูญเสียสิ่งที่เขาสามารถบรรลุได้โดยธรรมชาติ เขาก็จะไม่สามารถถูกพิจารณาว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไป และเขาก็จะไม่มีค่าพอที่จะยืนหยัดเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและรับใช้พระองค์  ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่มีค่าพอที่จะรับพระคุณของพระเจ้าหรือรับการปกป้อง คุ้มครอง และทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  หลายคนที่ได้สูญเสียความไว้วางพระทัยของพระเจ้ายังคงสูญเสียพระคุณของพระเจ้าต่อไป  พวกเขาไม่เพียงไม่เกลียดชังความประพฤติอันชั่วของตนเท่านั้น แต่พวกเขายังเผยแพร่แนวคิดที่ว่าหนทางของพระเจ้านั้นไม่ถูกต้องอย่างโจ่งแจ้ง และบรรดาผู้ที่เป็นกบฏถึงกับปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า  ผู้คนเช่นนี้ที่มีความเป็นกบฏมากเช่นนี้จะสามารถมีสิทธิ์ได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกที่ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงนั้นเป็นกบฏอย่างยิ่งต่อพระเจ้าและเป็นหนี้พระองค์มากมาย แต่พวกเขาหันหลังกลับและวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าพระเจ้าผิด  มนุษย์ชนิดนี้จะสามารถมีค่าพอที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้อย่างไร?  นี่คือตัวบ่งชี้ว่าจะถูกกำจัดออกไปและถูกลงโทษมิใช่หรือ?  ผู้คนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้านั้นมีความผิดอยู่แล้วต่ออาชญากรรมอันชั่วร้ายที่สุด ซึ่งแม้แต่ความตายก็เป็นการลงโทษที่ไม่เพียงพอ แต่พวกเขาก็ยังมีหน้ามาโต้เถียงกับพระเจ้าและเทียบตัวพวกเขากับพระองค์  อะไรคือคุณค่าของการทำให้ผู้คนเช่นนี้เพียบพร้อม?  เมื่อผู้คนล้มเหลวในการทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วง พวกเขาควรรู้สึกผิดและเป็นหนี้ พวกเขาควรเกลียดชังความอ่อนแอและความไร้ประโยชน์ของตน การเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น ควรจะมอบชีวิตของพวกเขาให้กับพระเจ้า  เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีค่าพอที่จะได้ชื่นชมพรและสัญญาของพระเจ้า และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์  แล้วส่วนใหญ่ของพวกเจ้านั้นเล่า?  พวกเจ้าจะปฏิบัติต่อพระเจ้าที่ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าอย่างไร?  พวกเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์อย่างไร?  พวกเจ้าได้ทำทุกสิ่งที่เจ้าได้ถูกเรียกให้ทำโดยถึงกับต้องสละแม้แต่ชีวิตของเจ้าเองแล้วหรือยัง?  พวกเจ้าได้พลีอุทิศอะไรไปบ้าง?  พวกเจ้าไม่ได้รับมากมายจากเราแล้วหรอกหรือ?  พวกเจ้าสามารถแยกแยะได้หรือไม่?  พวกเจ้าจงรักภักดีต่อเราเพียงใด?  พวกเจ้าได้รับใช้เราอย่างไร?  แล้วทุกสิ่งที่เราได้มอบให้พวกเจ้าและได้ทำเพื่อพวกเจ้านั้นเล่า?  พวกเจ้าได้ทำการประเมินทุกอย่างไว้แล้วหรือยัง?  พวกเจ้าทั้งหมดได้ตัดสินและเปรียบเทียบการนี้กับมโนธรรมน้อยนิดที่พวกเจ้ามีอยู่ในตัวพวกเจ้าแล้วหรือยัง?  ใครคือผู้ที่คำพูดและการกระทำของพวกเจ้าสามารถมีค่าพอสำหรับเขา?  เป็นไปได้หรือไม่ว่าการพลีอุทิศเพียงน้อยนิดของพวกเจ้านั้นมีค่าพอสำหรับทุกสิ่งที่เราได้มอบให้พวกเจ้า?  เราไม่มีทางเลือกอื่นใดและได้อุทิศตนอย่างสุดหัวใจให้พวกเจ้ามานานแล้ว  แต่พวกเจ้ายังคงเก็บงำเจตนาชั่วร้ายไว้และมีความไม่เต็มใจต่อเรา  นั่นคือขอบข่ายหน้าที่ของพวกเจ้า ภารกิจเพียงอย่างเดียวของพวกเจ้า  มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกหรือ?  พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้าได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง?  พวกเจ้าจะสามารถถูกพิจารณาว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?  มันไม่ชัดเจนสำหรับพวกเจ้าหรอกหรือว่าพวกเจ้ากำลังแสดงออกและดำรงชีวิตตามอะไร?  พวกเจ้าได้ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าให้ลุล่วง แต่พวกเจ้าพยายามที่จะได้รับความอดกลั้นและพระคุณอันไพบูลย์ของพระเจ้า  พระคุณเช่นนี้ไม่ได้ถูกตระเตรียมไว้สำหรับคนที่ไร้ค่าและต่ำช้าเช่นพวกเจ้า แต่ถูกตระเตรียมไว้สำหรับพวกที่ไม่ขออะไรและพลีอุทิศด้วยความยินดี  ผู้คนเช่นพวกเจ้า คนที่มีคุณภาพปานกลางเช่นนี้ ไม่มีค่าพออย่างที่สุดที่จะได้ชื่นชมพระคุณแห่งสวรรค์  มีแต่ความยากลำบากและการลงโทษที่ไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้นที่จะไปกับพวกเจ้าทุกวัน!  หากพวกเจ้าไม่สามารถสัตย์ซื่อต่อเรา ชะตากรรมของพวกเจ้าก็จะเป็นชะตากรรมแห่งความทุกข์  หากเจ้าไม่สามารถรับผิดชอบต่อถ้อยคำของเราและงานของเรา บทอวสานของพวกเจ้าก็จะเป็นบทอวสานแห่งการลงโทษ  พระคุณ พร และชีวิตอันวิเศษของอาณาจักรทั้งหมดนั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกเจ้า  นี่คือจุดจบที่พวกเจ้าสมควรได้พบและเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของพวกเจ้าเอง!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 449

พวกที่ไม่รู้เท่าทันและโอหังไม่เพียงไม่พยายามอย่างเต็มที่หรือปฏิบัติหน้าที่ของตนเท่านั้น พวกเขายังยื่นมือของพวกเขาออกไปหาพระคุณราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาร้องขอนั้นเป็นสิ่งซึ่งสมควรได้รับ  และหากพวกเขาไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาร้องขอ พวกเขาก็จะกลับกลายเป็นสัตย์ซื่อน้อยลงไปทุกที  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถือว่ามีเหตุผลได้อย่างไร?  พวกเจ้ามีขีดความสามารถต่ำและไร้เหตุผล ไม่สามารถอย่างสิ้นเชิงที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่พวกเจ้าควรจะทำให้ลุล่วงในระหว่างพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการ  มูลค่าของพวกเจ้าได้ตกฮวบลงแล้ว  ความล้มเหลวของพวกเจ้าในการตอบแทนเราสำหรับการแสดงพระคุณเช่นนี้ต่อพวกเจ้าเป็นการกระทำที่เป็นกบฏอย่างที่สุด ซึ่งเพียงพอที่จะประณามพวกเจ้าและแสดงให้เห็นถึงความขี้ขลาด ความไร้สามารถ ความต่ำช้า และความเลวทรามของพวกเจ้า  อะไรให้สิทธิ์พวกเจ้ายื่นมือออกไปอยู่อย่างนั้น?  การที่พวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะให้ความช่วยเหลืองานของเราแม้แต่น้อย ไร้ความสามารถที่จะจงรักภักดี และไร้ความสามารถที่จะยืนหยัดเป็นพยานให้เราได้นั้นคือการประพฤติผิดและความล้มเหลวของพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับโจมตีเรา เล่าความเท็จเกี่ยวกับเรา และพร่ำบ่นว่าเราไม่ชอบธรรมแทน  นี่หรือคือสิ่งที่ประกอบกันเป็นความจงรักภักดีของพวกเจ้า?  นี่หรือคือสิ่งที่ประกอบกันเป็นความรักของพวกเจ้า?  มีงานอื่นนอกเหนือจากนี้ไหมที่พวกเจ้าสามารถทำได้?  พวกเจ้าได้มีส่วนช่วยในงานทั้งหมดที่ทำเสร็จไปแล้วอย่างไร?  พวกเจ้าได้สละไปมากเท่าใด?  เราได้แสดงให้เห็นถึงความอดกลั้นสูงยิ่งโดยไม่โทษพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ยังคงยกข้ออ้างอย่างหน้าไม่อายต่อเรา และพร่ำบ่นเกี่ยวกับเราเป็นการส่วนตัว  พวกเจ้ามีร่องรอยของความเป็นมนุษย์แม้เพียงน้อยนิดหรือไม่?  แม้ว่าหน้าที่ของมนุษย์จะถูกแปดเปื้อนโดยความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์และมโนคติที่หลงผิดของเขา แต่เจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้าและแสดงความจงรักภักดีของเจ้า  มลทินต่างๆ ในงานของมนุษย์คือประเด็นของขีดความสามารถของเขา เพราะเหตุว่า หากมนุษย์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเขา ก็แสดงให้เห็นความเป็นกบฏของเขา  ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายหรือไม่  หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้ลุล่วง เป็นงานของเขาที่สวรรค์ส่งมาให้ ซึ่งมนุษย์ควรปฏิบัติโดยไม่แสวงหาสิ่งตอบแทน ปราศจากเงื่อนไขหรือเหตุผล  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา  การได้รับพรหมายถึงพรทั้งหลายที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่อพวกเขาได้รับการทำให้เพียบพร้อมหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา  การประสบเคราะห์ร้ายหมายถึงการลงโทษที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่ออุปนิสัยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่พวกเขาได้ก้าวผ่านการตีสอนและการพิพากษาแล้ว—นั่นคือ เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่คือสิ่งที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำเป็นอย่างน้อย  เจ้าไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น และไม่ควรปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะกลัวว่าจะประสบเคราะห์ร้าย  เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้าว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือความเป็นกบฏของเขา  โดยผ่านทางกระบวนการของการทำหน้าที่ของเขา มนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนไป และโดยผ่านทางกระบวนการนี้ เขาแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของเขา  ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเจ้าสามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้มากเท่าใด เจ้าก็จะได้รับความจริงมากขึ้นเท่านั้น และการแสดงออกของเจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น  พวกที่เพียงแต่เสแสร้งทำไปอย่างพอเป็นพิธีในการทำหน้าที่ของพวกเขาและไม่แสวงหาความจริงย่อมจะถูกกำจัดออกไปในท้ายที่สุด เพราะผู้คนเช่นนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาในการปฏิบัติความจริง และไม่ปฏิบัติความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตน  พวกเขาคือพวกที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและจะประสบเคราะห์ร้าย  ไม่เพียงแต่การแสดงออกของพวกเขาไม่บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาแสดงออกยังชั่วอีกด้วย

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 450

หากเจ้าไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็จะไม่รู้ว่าจะร่วมมือกับพระเจ้าอย่างไร  หากเจ้าไม่รู้จักหลักการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ตระหนักรู้ว่าซาตานทำงานกับมนุษย์อย่างไร เจ้าก็จะไม่มีเส้นทางที่จะปฏิบัติ  การไล่ตามเสาะหาอันแรงกล้าเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้พวกเจ้าสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  หนทางแห่งการได้รับประสบการณ์เช่นนั้นก็เหมือนหนทางของลอว์เรนซ์ กล่าวคือ ไม่ทำการแยกแยะอะไรทั้งสิ้น และเพ่งไปที่ประสบการณ์เท่านั้น ไม่ตระหนักรู้โดยสิ้นเชิงว่าอะไรคืองานของซาตาน อะไรคือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มนุษย์อยู่ในสภาวะเช่นไรยามปราศจากการสถิตของพระเจ้า และประชากรประเภทไหนที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์จะทำให้มีความเพียบพร้อม  หลักการอะไรที่ควรนำมาใช้เวลาจัดการผู้คนชนิดต่างๆ  จะทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในปัจจุบันได้อย่างไร จะรู้พระอุปนิสัยของพระเจ้าได้อย่างไร และพระเมตตา พระบารมี กับความชอบธรรมของพระเจ้าถูกเล็งไปที่ผู้คน รูปการณ์แวดล้อม และวัยใด—ลอว์เรนซ์ไม่มีการแยกแยะใดๆ ในสิ่งเหล่านี้เลย  หากผู้คนไม่มีวิสัยทัศน์เชิงซ้อนเป็นดังรากฐานสำหรับประสบการณ์ของพวกเขา เช่นนั้นแล้วชีวิตก็จะเป็นไปไม่ได้ และการได้รับประสบการณ์ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ พวกเขาสามารถนบนอบและสู้ทนทุกสิ่งทุกอย่างต่อไปอย่างโง่เขลา  ผู้คนเช่นนั้นยากยิ่งที่จะทำให้มีความเพียบพร้อม  อาจกล่าวได้ว่าหากเจ้าไม่มีวิสัยทัศน์อะไรตามที่กล่าวมาข้างต้น นี่ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ที่มากพอว่า เจ้านั้นเป็นคนปัญญาทึบ เจ้าเป็นเหมือนเสาเกลือที่ตั้งอยู่ในอิสราเอลเสมอ  ผู้คนเช่นนี้ไร้ประโยชน์ ไม่ได้เรื่อง!  ผู้คนบางคนเอาแต่นบนอบอย่างหูหนวกตาบอดเท่านั้น พวกเขารู้จักตัวเองเสมอ และใช้วิถีของพวกเขาเองเสมอในการวางตนเมื่อจัดการกับเรื่องใหม่ๆ หรือไม่พวกเขาก็ใช้ “ปัญญา” จัดการกับเรื่องสัพเพเหระที่ไม่คู่ควรกับการกล่าวถึง  ผู้คนเช่นนั้นขาดการแยกแยะ และเหมือนกับว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นคือการยอมตนให้ถูกค่อนแคะ และพวกเขาก็เป็นเหมือนเดิมเสมอ พวกเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ผู้คนเช่นนั้นคือคนโง่ที่ขาดแม้กระทั่งการแยกแยะแม้เพียงเล็กน้อย  พวกเขาไม่เคยพยายามที่จะใช้มาตรการที่เหมาะสมต่อรูปการณ์แวดล้อมหรือผู้คนที่แตกต่างกัน  ผู้คนเช่นนั้นไม่มีประสบการณ์  เราเคยพบเห็นผู้คนบางคนที่ถูกมัดอยู่กับความรู้เกี่ยวกับตัวเองมากเสียจนเมื่อเผชิญกับผู้คนที่ถูกงานของพวกวิญญาณชั่วครอบงำ พวกเขาก็ก้มหัวและสารภาพบาปของพวกเขา ไม่กล้าที่จะยืนขึ้นและประณามคนพวกนั้น  และเมื่อเผชิญหน้าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อันเป็นที่ประจักษ์ชัด พวกเขาก็ไม่กล้านบนอบ  พวกเขาเชื่อว่าพวกวิญญาณชั่วก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าด้วย และไม่มีความกล้าแม้แต่น้อยที่จะยืนขึ้นและต้านทานพวกมัน  ผู้คนเช่นนี้นำความอับอายมาสู่พระเจ้า และไม่สามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งให้พระองค์ได้โดยสิ้นเชิง  ผู้คนที่เลอะเลือนแบบนี้ไม่แยกแยะอะไรเลย  ฉะนั้น หนทางแห่งการได้รับประสบการณ์เช่นนั้นสมควรถูกกวาดล้าง เพราะใช้การไม่ได้ในสายพระเนตรของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ว่าด้วยประสบการณ์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 451

ในกระแสปัจจุบัน ทุกคนที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงมีโอกาสเหมาะที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นหนุ่มสาวหรือคนสูงวัย ตราบที่พวกเขามีหัวใจที่นบนอบต่อพระองค์และยำเกรงพระองค์ พวกเขาก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้  พระเจ้าทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมโดยสอดคล้องกับหน้าที่ของพวกเขาซึ่งแตกต่างกันไป  ดังนั้นตราบที่เจ้าทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดของเจ้า และนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้  ณ ปัจจุบัน ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่มีความเพียบพร้อม  บางครั้งเจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้หนึ่งอย่าง และบางครั้งก็ได้ถึงสองอย่าง  แค่ตราบใดที่เจ้าทำจนถึงที่สุดเพื่อที่จะสละตัวเจ้าเพื่อพระเจ้า เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ในท้ายที่สุด

คนหนุ่มสาวมีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกไม่มากนัก และพวกเขาขาดปัญญาและความรู้ความเข้าใจเชิงลึก  พระเจ้าทรงมาเพื่อทำให้ปัญญาและความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของมนุษย์มีความเพียบพร้อม  พระวจนะของพระองค์เติมเต็มส่วนที่พวกเขาขาด  อย่างไรก็ตาม อุปนิสัยของคนหนุ่มสาวไม่มั่นคง และต้องได้รับการแปลงสภาพโดยพระเจ้า  ผู้คนหนุ่มสาวมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาน้อยกว่าและมีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกน้อยกว่า  พวกเขาคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ที่เรียบง่าย และการพิจารณาไตร่ตรองของพวกเขาก็ไม่ซับซ้อน  นี่คือส่วนของความเป็นมนุษย์ของพวกเขาที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง และเป็นส่วนที่น่าชมเชย อย่างไรก็ตาม ผู้คนหนุ่มสาวยังไม่รู้เท่าทันและขาดปัญญา  นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าจะทำให้พวกเจ้าสามารถพัฒนาวิจารณญาณขึ้นมา  เจ้าจะมีความสามารถที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ มากมายทางฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจน และค่อยๆ กลายเป็นคนที่เหมาะสมที่จะให้พระเจ้าทรงใช้  พี่น้องชายหญิงสูงวัยก็มีหน้าที่ของเขาเองที่ต้องปฏิบัติเช่นกัน และพระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งพวกเขา  พี่น้องชายหญิงสูงวัยก็มีแง่มุมทั้งที่น่าพึงปรารถนาและที่ไม่น่าพึงปรารถนาด้วยเช่นกัน  พวกเขามีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกมากกว่า และมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนามากกว่า พวกเขายึดติดอยู่กับธรรมเนียมปฏิบัติมากมายที่เคร่งครัดตายตัวในการกระทำของพวกเขา เช่น การชื่นชอบกฎระเบียบที่พวกเขานำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตโดยอัตโนมัติและไม่มีการยืดหยุ่น  นี่คือแง่มุมที่ไม่น่าพึงปรารถนา  อย่างไรก็ตาม บรรดาพี่น้องชายหญิงสูงวัยเหล่านี้ยังคงตั้งอยู่ในความสงบและมั่นคงไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ตาม พวกเขามีอุปนิสัยที่หนักแน่นมั่นคง และพวกเขาไม่มีอารมณ์รุนแรงแบบที่ไม่สามารถคาดเดาได้ พวกเขาอาจเข้าใจสิ่งทั้งหลายได้ช้ากว่า แต่ถึงกระนั้น นี่ก็ไม่ใช่ความผิดหลัก  ตราบที่พวกเจ้าสามารถนบนอบได้ ตราบที่เจ้าสามารถยอมรับพระวจนะในสมัยปัจจุบันของพระเจ้าได้ และไม่มัวแต่พินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้า ตราบที่เจ้าเป็นกังวลอยู่แต่กับการนบนอบและการติดตาม และไม่ตัดสินพระวจนะของพระเจ้า หรือเก็บงำความคิดที่ไม่ดีอื่นๆ เกี่ยวกับพระวจนะเอาไว้โดยเด็ดขาด ตราบที่เจ้ายอมรับพระวจนะของพระองค์และนำไปปฏิบัติ—ครั้นเจ้าปฏิบัติตามภาวะเหล่านี้ได้แล้วไซร้ เจ้าก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นพี่น้องชายหญิงหนุ่มสาวหรือสูงวัย เจ้ารู้หน้าที่ที่เจ้าควรจะปฏิบัติ  บรรดาผู้ที่ยังเยาว์วัยไม่โอหัง บรรดาผู้ที่อาวุโสกว่าไม่คิดลบหรือถอยกลับ  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามีความสามารถที่จะใช้จุดแข็งของกันและกันเพื่อเติมเต็มจุดอ่อนของพวกเขาได้ และพวกเขาสามารถปรนนิบัติกันและกันได้โดยไม่มีอคติต่อกัน  สะพานมิตรภาพถูกสร้างขึ้นระหว่างพี่น้องชายหญิงหนุ่มสาวและพี่น้องชายหญิงสูงวัย และเป็นเพราะความรักของพระเจ้า พวกเจ้าจึงสามารถเข้าใจกันและกันได้ดียิ่งขึ้น  พี่น้องชายหญิงที่หนุ่มสาวกว่าไม่ดูแคลนพี่น้องชายหญิงที่สูงวัยกว่า และพี่น้องชายหญิงที่สูงวัยกว่าไม่ถือตนว่าเป็นฝ่ายถูกเสมอ  นี่ไม่ใช่การร่วมมือกันอันกลมเกลียวหรอกหรือ?  หากพวกเจ้าทุกคนมีความแน่วแน่เช่นนี้แล้ว เมื่อนั้นน้ำพระทัยของพระเจ้าก็จะลุล่วงในคนรุ่นของพวกเจ้าอย่างแน่นอน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ว่าด้วยทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 452

ในภายภาคหน้า การที่เจ้าจะได้รับการทรงอวยพรหรือประสบเคราะห์กรรมนั้น จะถูกตัดสินบนพื้นฐานของการกระทำและพฤติกรรมของพวกเจ้าในวันนี้  หากเจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ก็ต้องเป็นในยุคปัจจุบันนี้ จะไม่มีโอกาสเหมาะอีกแล้วในอนาคต  พระเจ้าทรงต้องประสงค์อย่างแท้จริงที่จะให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อมในตอนนี้ และนี่ไม่ใช่เป็นการพูดทีเล่นทีจริง  ในภายภาคหน้า ไม่ว่าบททดสอบอะไรจะตกมาถึงเจ้า ไม่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้น หรือเจ้าต้องประสบกับความวิบัติใด พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อม นี่คือข้อเท็จจริงอันแน่นอนและไม่อาจโต้แย้งได้  สิ่งนี้สามารถมองเห็นได้จากที่ไหนหรือ?  สามารถมองเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุคนไม่เคยบรรลุความสูงส่งอันยิ่งใหญ่เช่นในปัจจุบันนี้  พระวจนะของพระเจ้าได้เข้าสู่อาณาจักรสูงสุด และพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อมวลมนุษยชาติในปัจจุบันนั้นไม่เคยมีการเกิดขึ้นมาก่อน  แทบไม่มีใครจากคนรุ่นต่างๆ ที่ผ่านมาได้เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ แม้แต่ในยุคของพระเยซู วิวรณ์ของยุคปัจจุบันก็ไม่ได้มีอยู่  พระวจนะที่ตรัสต่อพวกเจ้า สิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจ และประสบการณ์ของพวกเจ้า ล้วนไปถึงจุดสูงสุดจุดใหม่  ในท่ามกลางบททดสอบและการตีสอน พวกเจ้าก็ไม่จากไป และนี่คือบทพิสูจน์พอเพียงว่าพระราชกิจของพระเจ้าได้บรรลุความรุ่งเรืองแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์มีความสามารถที่จะทำได้ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์ธำรงรักษาไว้ แต่ทว่า นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  ด้วยเหตุนี้ จากความเป็นจริงหลายประการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า สามารถมองเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และพระองค์สามารถที่จะทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์อย่างแน่นอน  หากพวกเจ้ามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในข้อนี้ และทำการค้นพบใหม่นี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่รอคอยการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าจะยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้าครบบริบูรณ์ในยุคปัจจุบันนี้เลย  ด้วยเหตุนี้เอง พวกเจ้าแต่ละคนควรทำเต็มกำลังของเจ้า โดยไม่เก็บกักความพยายาม เพื่อว่าเจ้าอาจได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

ณ ตอนนี้ เจ้าต้องไม่ไปใส่ใจในสิ่งที่เป็นลบ  ก่อนอื่น ขอให้หยุดและเลิกคำนึงถึงสิ่งใดที่ทำให้เจ้ารู้สึกในแง่ลบ  ขณะเจ้ากำลังรับมือกับกิจการงานทั้งหลาย  จงทำด้วยหัวใจที่แสวงหาและรู้สึกถึงหนทางของมันที่มุ่งไปข้างหน้า และด้วยหัวใจแห่งการนบนอบพระเจ้า  เมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้าค้นพบความอ่อนแอภายในตัวเจ้า แต่ไม่ปล่อยให้ความอ่อนแอนั้นตีกรอบเจ้า และทั้งที่มีความอ่อนแอ ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ที่เจ้าควรทำ ก็เท่ากับว่าเจ้าได้ก้าวบวกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว  ตัวอย่างเช่น ตัวเจ้าซึ่งเป็นพี่น้องชายหญิงสูงวัยมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา กระนั้นเจ้าก็ยังมีความสามารถที่จะอธิษฐาน นบนอบ กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และขับร้องบทเพลงสรรเสริญได้… กล่าวโดยสรุป เจ้าควรอุทิศตัวเองด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เจ้ารวบรวมได้ เพื่อทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้ามีความสามารถที่จะทำได้ หน้าที่ใดก็ตามที่เจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติได้  จงอย่าคอยอยู่อย่างนิ่งเฉย  การมีความสามารถที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าคือก้าวแรก  จากนั้น ทันทีที่เจ้ามีความสามารถที่จะเข้าใจความจริง และบรรลุการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วโดยพระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ว่าด้วยทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 453

ทุกๆ คนที่ได้ตกลงใจแน่วแน่แล้วสามารถรับใช้พระเจ้าได้—แต่เฉพาะผู้ที่เข้าใจและแสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่มีคุณสมบัติและมีสิทธิ์รับใช้พระเจ้า  เราได้ค้นพบเรื่องนี้ในหมู่พวกเจ้าว่า ผู้คนมากมาย เชื่อว่าตราบเท่าที่พวกเขาเผยแผ่ข่าวประเสริฐเพื่อพระเจ้าอย่างมีศรัทธาแรงกล้า เดินไปตามถนนเพื่อพระเจ้า สละตัวเองและยอมละวางสิ่งต่างๆ เพื่อพระเจ้า เป็นต้น เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือการรับใช้พระเจ้า  ยิ่งมีผู้คนเคร่งศาสนามากกว่านี้อีกที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการวิ่งหัวหมุนไปทั่วโดยมีพระคัมภีร์อยู่ในมือของพวกเขา ในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ และการช่วยผู้คนให้รอดโดยการทำให้พวกเขากลับใจและสารภาพบาป  ยังมีเจ้าหน้าที่ทางศาสนาจำนวนมากที่คิดว่าการรับใช้พระเจ้าประกอบด้วยการประกาศในโบสถ์หลังจากที่ได้เสาะหาการศึกษาเล่าเรียนขั้นสูงและการฝึกฝนในโรงเรียนสอนศาสนา และการสอนผู้คนผ่านการอ่านคัมภีร์ทั้งหลายของพระคัมภีร์  ยิ่งกว่านั้น มีผู้คนในภูมิภาคยากแค้นที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการรักษาคนป่วยและการขับไล่ปีศาจในหมู่พี่น้องชายหญิงของตน หรือการอธิษฐานให้กับพวกเขา หรือการรับใช้พวกเขา  ท่ามกลางพวกเจ้า มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การอธิษฐานต่อพระเจ้าทุกๆ วัน รวมทั้งการไปเยี่ยมและการทำงานในคริสตจักรทุกหนทุกแห่ง  มีบรรดาพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการไม่แต่งงานหรือสร้างครอบครัวเลย และการอุทิศทุ่มเทการเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้นของตนแด่พระเจ้า  ทว่ามีผู้คนไม่มากนักที่รู้ว่า อันที่จริงแล้วการรับใช้พระเจ้านั้นหมายถึงอะไร  แม้ว่าจะมีผู้คนที่รับใช้พระเจ้ามากมายพอๆ กับที่มีดวงดาวอยู่บนท้องฟ้าก็ตาม จำนวนของบรรดาผู้ที่สามารถรับใช้ได้โดยตรง และผู้ที่สามารถรับใช้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้านั้น ช่างเล็กน้อย—น้อยยิ่งนัก  เหตุใดเราจึงกล่าวเรื่องนี้?  เรากล่าวเรื่องนี้เพราะพวกเจ้าหาได้เข้าใจแก่นแท้ของวลีที่ว่า “การรับใช้พระเจ้า” ไม่ และเจ้าเข้าใจการรับใช้ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าน้อยยิ่งนัก  มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้คนจะต้องเข้าใจอย่างแท้จริงว่าการรับใช้พระเจ้าแบบใดที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์

หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะรับใช้ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าจำต้องเข้าใจเสียก่อนว่าผู้คนประเภทไหนที่น่ายินดีต่อพระเจ้า ผู้คนประเภทไหนที่พระเจ้าทรงเกลียด ผู้คนประเภทไหนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และผู้คนประเภทไหนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรับใช้พระเจ้า  อย่างน้อยที่สุด พวกเจ้าควรมีความรู้นี้ติดตัว  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าควรรู้จุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้า และพระราชกิจที่พระเจ้าจะทรงปฏิบัติในที่นี้ ณ ตอนนี้  หลังจากที่เข้าใจเรื่องนี้และโดยผ่านการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้าควรมีการเข้าสู่เสียก่อน และควรได้รับพระบัญชาของพระเจ้าเสียก่อน  ครั้นพวกเจ้าได้มีประสบการณ์จริงในพระวจนะของพระเจ้าแล้ว และเมื่อเจ้ารู้จักพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเจ้าจึงจะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรับใช้พระเจ้า  และตอนที่พวกเจ้ารับใช้พระองค์นั่นเอง ที่พระเจ้าทรงเปิดดวงตาฝ่ายวิญญาณของพวกเจ้าและอนุญาตให้พวกเจ้าได้เข้าใจในพระราชกิจของพระองค์มากขึ้น และได้เห็นพระราชกิจของพระองค์ชัดเจนขึ้น  เมื่อเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะลุ่มลึกและสัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งขึ้น และทุกคนในบรรดาพวกเจ้าที่เคยได้รับประสบการณ์เช่นนั้นจะสามารถเดินไปในหมู่คริสตจักรทั้งหลายและเสนอการจัดเตรียมให้แก่บรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าแต่ละคนจะสามารถพึ่งพาจุดแข็งของกันและกันได้เพื่อทดแทนความขาดตกบกพร่องของพวกเจ้าเอง และได้รับความรู้มั่งคั่งขึ้นในจิตวิญญาณของพวกเจ้า  เพียงหลังจากที่ได้สัมฤทธิ์ผลเช่นนี้แล้วเท่านั้น พวกเจ้าจึงจะสามารถรับใช้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าในระหว่างการปรนนิบัติของพวกเจ้า

บรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าควรเป็นคนสนิทของพระเจ้า พวกเขาควรเป็นที่น่ายินดีต่อพระเจ้า และสามารถภักดีต่อพระเจ้าอย่างที่สุด  ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติเป็นการส่วนตัวหรือในที่สาธารณะ เจ้าสามารถได้รับความชื่นบานยินดีของพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าสามารถตั้งมั่นเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ว่าผู้คนอื่นๆ จะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไรก็ตาม เจ้าเดินบนเส้นทางที่เจ้าควรเดินอยู่เสมอ และมอบทุกความใส่ใจแก่พระภาระของพระเจ้า ผู้คนเยี่ยงนี้เท่านั้นที่เป็นคนสนิทของพระเจ้า  ที่บรรดาคนสนิทของพระเจ้าสามารถรับใช้พระองค์ได้โดยตรงก็เพราะพวกเขาได้รับมอบพระบัญชาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและพระภาระของพระเจ้า พวกเขาสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าเสมือนเป็นหัวใจของพวกเขาเอง และรับเอาพระภาระของพระเจ้ามาเป็นภาระของตนเอง และพวกเขาก็ไม่คำนึงถึงผลได้หรือผลเสียในจุดหมายปลายทางในอนาคตในภายภาคหน้าของพวกเขา—แม้เมื่อจุดหมายปลายทางในอนาคตของพวกเขาก็คือพวกเขาจะไม่มีอะไรเลย  และพวกเขาไม่มีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์อะไรเลย พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าเสมอด้วยหัวใจที่รักพระเจ้า  และดังนั้น บุคคลประเภทนี้จึงเป็นคนสนิทของพระเจ้า บรรดาคนสนิทของพระเจ้านั้น ยังเป็นคนไว้ใจของพระองค์ด้วยเช่นกัน เฉพาะบรรดาคนสนิทเท่านั้นที่สามารถร่วมแบ่งเบาความกระวนกระวายใจของพระองค์ และพระดำริของพระองค์ได้ และแม้ว่าเนื้อหนังของพวกเขาจะเจ็บปวดและอ่อนแอ พวกเขาก็สามารถสู้ทนความเจ็บปวดและละทิ้งสิ่งที่พวกเขารักเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  พระเจ้าทรงมอบภาระที่มากขึ้นให้แก่ผู้คนเช่นนั้น และสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาที่จะทำนั้นได้รับการยืนยันสนับสนุนจากคำพยานของผู้คนเหล่านี้ ด้วยเหตุนั้น ผู้คนเหล่านี้จึงเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า พวกเขาคือผู้รับใช้ของพระเจ้าที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์ และเฉพาะผู้คนเยี่ยงนี้เท่านั้นที่สามารถปกครองร่วมกันกับพระเจ้าได้  เวลาที่เจ้าได้มาเป็นคนสนิทของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วนั้นก็คือเวลาที่เจ้าจะปกครองร่วมกันกับพระเจ้านั่นเอง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรับใช้ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 454

พระเยซูสามารถเสร็จสิ้นพระบัญชาของพระเจ้าได้—ซึ่งก็คือพระราชกิจของการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง—เพราะพระองค์สามารถทรงแสดงความคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า โดยปราศจากแผนการหรือการจัดการเตรียมการใดๆ สำหรับพระองค์เอง  ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นคนสนิทของพระเจ้าด้วยเช่นกัน—พระเจ้าพระองค์เอง—ซึ่งเป็นอะไรสักอย่างที่พวกเจ้าทุกคนเข้าใจกันดีเป็นอย่างมาก (แท้ที่จริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงให้คำพยาน เราพาดพิงการนี้ตรงนี้เพื่อใช้ข้อเท็จจริงของพระเยซูแสดงตัวอย่างประเด็นปัญหา) พระองค์ได้สามารถวางแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าได้ตรงจุดศูนย์กลางพอดี และได้ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์และทรงแสวงหาน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ตลอดเวลา  พระองค์ได้ทรงอธิษฐานและตรัสไว้ว่า “พระเจ้าพระบิดา!  ขอทรงสำเร็จลุล่วงในน้ำพระทัยของพระองค์ และไม่ทรงทำตามความพึงปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ตามแผนการของพระองค์  มนุษย์อาจอ่อนแอ แต่เหตุใดพระองค์จึงควรที่จะเอาใจใส่เขา?  มนุษย์จะสามารถมีค่าคู่ควรกับความห่วงใยของพระองค์ได้อย่างไร มนุษย์ที่เป็นดั่งมดตัวหนึ่งในพระหัตถ์ของพระองค์?  ในหัวใจของข้าพระองค์ ปรารถนาที่จะลุล่วงน้ำพระทัยของพระองค์เท่านั้น และขอให้พระองค์สามารถทำในสิ่งที่พระองค์จะทรงทำในตัวข้าพระองค์ตามความพึงปรารถนาของพระองค์เอง” บนถนนสู่เยรูซาเลม พระเยซูทรงอยู่ในความเจ็บปวดร้าวราน ประหนึ่งมีดด้ามหนึ่งกำลังถูกบิดคว้านอยู่ในพระทัยของพระองค์ กระนั้นพระองค์ก็มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะทรงคืนวาจาของพระองค์เลยแม้แต่น้อย  ตลอดเวลานั้นมีกำลังอันทรงพลังอำนาจบีบให้พระองค์จำยอมไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาไปยังที่ที่พระองค์จะทรงถูกตรึงกางเขน  ในท้ายที่สุด พระองค์ก็ถูกตอกตรึงกับกางเขนและกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป เป็นการเสร็จสิ้นพระราชกิจในการทรงไถ่มวลมนุษย์  พระองค์ได้ทรงหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งความตายและแดนคนตาย  เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ความตาย นรก และแดนคนตายสูญเสียพลังอำนาจของตน และได้ถูกกำราบโดยพระองค์  พระองค์ทรงมีพระชนม์อยู่เป็นเวลาสามสิบสามปี ตลอดช่วงเวลานี้พระองค์ได้ทรงทำอย่างสุดความสามารถของพระองค์เสมอเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยสอดคล้องกับพระราชกิจของพระเจ้าในเวลานั้น ไม่เคยทรงคำนึงถึงผลที่จะได้หรือความสูญเสียส่วนพระองค์เองเลย และทรงวางแผนเพื่อประโยชน์แห่งเจตนารมณ์ของพระเจ้าพระบิดาอยู่เสมอ  ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่พระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว พระเจ้าได้ตรัสว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”  เพราะการปรนนิบัติของพระองค์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระเจ้าจึงได้ทรงวางภาระอันหนักหน่วงในการทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงไว้บนพระอังสาทั้งสองของพระองค์ และได้ทรงทำให้พระองค์สำเร็จลุล่วงในภาระนี้ และพระองค์จึงทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติกิจสำคัญนี้จนเสร็จสิ้น  ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์  พระองค์ได้ทรงสู้ทนความทุกข์อันมิอาจประมาณได้เพื่อพระเจ้า และพระองค์ได้ทรงถูกซาตานทดลองนับครั้งไม่ถ้วน แต่พระองค์ก็ไม่เคยท้อพระทัย  พระเจ้าได้ทรงมอบกิจอันสำคัญเช่นนั้นให้แก่พระองค์เพราะพระเจ้าไว้วางพระทัยในพระองค์ และทรงรักพระองค์ และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ตรัสเป็นการส่วนพระองค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”  ในเวลานั้น มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่สามารถสำเร็จลุล่วงในพระบัญชานี้และนี่ได้เป็นหนึ่งแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในการที่พระเจ้าทรงทำให้พระราชกิจในการทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงของพระองค์ในยุคพระคุณครบบริบูรณ์

หากเป็นดั่งเช่นพระเยซูคือ พวกเจ้าสามารถมอบทุกความเอาใจใส่ต่อพระภาระของพระเจ้า และต่อต้านเนื้อหนังของพวกเจ้า พระเจ้าย่อมจะไว้วางพระทัยมอบหมายกิจสำคัญของพระองค์แก่พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะเป็นไปตามสภาพเงื่อนไขที่พึงต้องมีในการรับใช้พระเจ้า  เฉพาะภายใต้รูปการณ์ดังกล่าวเท่านั้นที่พวกเจ้าจะกล้าพูดว่า พวกเจ้ากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าและกำลังทำให้พระบัญชาของพระเจ้าเสร็จสิ้น และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเจ้าจะกล้าพูดได้ว่าพวกเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริง  เมื่อเทียบกับตัวอย่างของพระเยซู เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าเจ้าเป็นคนสนิทของพระเจ้า?  เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าเจ้ากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า?  เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริง?  วันนี้ เจ้าไม่เข้าใจว่าจะรับใช้พระเจ้าอย่างไร เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้าเป็นคนใกล้ชิดของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  หากเจ้าพูดว่าเจ้ารับใช้พระเจ้า เจ้าไม่ได้หมิ่นประมาทพระองค์หรอกหรือ?  จงคิดดูเถิดว่า เจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า หรือว่ารับใช้ตัวเจ้าเอง?  เจ้ารับใช้ซาตาน กระนั้นเจ้าก็ยังดื้อด้านพูดว่าเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า—ในเรื่องนี้ เจ้าไม่ได้หมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ?  ลับหลังเรานั้น ผู้คนมากมายละโมบในผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับสถานภาพ  พวกเขาตะกละตะกลามกินอาหาร พวกเขารักที่จะนอนและมอบทุกความเอาใจใส่ให้กับเนื้อหนัง กลัวอยู่เสมอว่าจะไม่มีทางออกสำหรับเนื้อหนัง  พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตนในคริสตจักร แต่กลับเอาเปรียบคริสตจักร หรือไม่พวกเขาก็ตักเตือนบรรดาพี่น้องชายหญิงด้วยวจนะของเรา ตีกรอบผู้อื่นจากที่สูง  ผู้คนเหล่านี้เอาแต่พูดว่าพวกเขากำลังทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและพูดเสมอว่าพวกเขาเป็นคนสนิทของพระเจ้า—เรื่องนี้ไม่ไร้สาระหรอกหรือ?  หากเจ้ามีแรงจูงใจที่ถูกต้อง แต่ไม่สามารถรับใช้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็โง่เขลา แต่หากแรงจูงใจของเจ้าไม่ถูกต้อง และเจ้ายังคงพูดว่าเจ้ารับใช้พระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้า และเจ้าสมควรถูกพระเจ้าลงโทษ!  เราไม่มีความเห็นใจให้กับผู้คนเช่นนั้น!  ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาเอาเปรียบ ละโมบในสิ่งชูใจของเนื้อหนังอยู่ตลอดเวลา และไม่คำนึงถึงความสนใจของพระเจ้า  พวกเขาแสวงหาสิ่งที่ดีสำหรับตนเสมอ และไม่ใส่ใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พวกเขาไม่สามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระวิญญาณของพระเจ้าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ  พวกเขาทำตัวคดในข้องอในกระดูก หลอกลวง และโกงพี่น้องชายหญิงของตนเสมอ ตีสองหน้าเหมือนสุนัขจิ้งจอกในไร่องุ่นที่ขโมยองุ่นและเหยียบย่ำไปทั่วไร่องุ่นเสมอ  ผู้คนเช่นนั้นจะเป็นคนสนิทของพระเจ้าได้หรือ?  เจ้าเหมาะสมที่จะได้รับพรของพระเจ้าหรือ?  เจ้าไม่ได้รับภาระสำหรับชีวิตของเจ้าและคริสตจักร เจ้าเหมาะสมที่จะได้รับพระบัญชาของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  ใครหรือจะกล้าไว้วางใจคนบางคนที่เป็นอย่างเจ้า?  เมื่อเจ้ารับใช้เยี่ยงนี้ พระเจ้าจะไว้วางพระทัยมอบหมายกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านี้แก่เจ้าได้หรือ?  นี่จะไม่ทำให้เกิดความล่าช้าต่อพระราชกิจหรอกหรือ?

เราพูดเรื่องนี้เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รู้ว่าต้องลุล่วงเงื่อนไขใดบ้างจึงจะรับใช้ได้อย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  หากพวกเจ้าไม่มอบหัวใจของเจ้าให้พระเจ้า หากเจ้าไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเหมือนดังพระเยซู เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้า และจะจบลงด้วยการถูกพระเจ้าทรงพิพากษา ชะรอยวันนี้ ในการปรนนิบัติพระเจ้าของเจ้า เจ้าเก็บงำเจตนาที่จะหลอกลวงพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา และจัดการกับพระองค์ในลักษณะพอเป็นพิธี  กล่าวอย่างสั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด หากเจ้าโกงพระเจ้า การพิพากษาเหี้ยมโหดจะมาสู่เจ้า  พวกเจ้าควรใช้ประโยชน์จากการที่เพิ่งเข้าสู่ร่องครรลองถูกต้องของการรับใช้พระเจ้าเพื่อมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้าเสียก่อน โดยปราศจากความภักดีที่ถูกแบ่งแยก  ไม่ว่าเจ้าจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หรือต่อหน้าบุคคลอื่นๆ  หัวใจของเจ้าควรหันเข้าหาพระเจ้าตลอดเวลา และเจ้าควรตกลงใจแน่วแน่ที่จะรักพระเจ้าอย่างที่พระเยซูได้ทรงทำ  ด้วยวิธีนี้ พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม  เพื่อให้เจ้ากลายเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์  หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง และปรารถนาให้การปรนนิบัติของเจ้าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์ เช่นนั้น เจ้าก็ควรเปลี่ยนมุมมองก่อนหน้านั้นของเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า และเปลี่ยนหนทางเก่าๆ ที่เจ้าเคยใช้รับใช้พระเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าในจำนวนที่มากขึ้นจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  ด้วยหนทางนี้ พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเจ้า และเช่นเดียวกับเปโตร เจ้าจะเป็นกองหน้าของบรรดาผู้ที่รักพระเจ้า  หากเจ้ายังคงไม่กลับใจแล้วไซร้ เจ้าก็จะพบบทอวสานเดียวกับยูดาส  ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าควรเข้าใจเรื่องนี้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรับใช้ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 455

นับตั้งแต่การเริ่มต้นของพระราชกิจของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล พระเจ้าได้ทรงลิขิตผู้คนจำนวนมากไว้ล่วงหน้าเพื่อรับใช้พระองค์ ซึ่งรวมถึงพวกที่มาจากทุกชนชั้น  จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระองค์และนำพาพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกไปสู่ความครบบริบูรณ์อันราบรื่น นี่คือจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการเลือกผู้คนที่จะรับใช้พระองค์  ทุกๆ คนที่รับใช้พระเจ้าต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์  พระราชกิจนี้ของพระองค์ทำให้พระปรีชาญาณและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระเจ้า และหลักธรรมทั้งหลายแห่งพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก ปรากฏชัดแจ้งยิ่งขึ้นต่อผู้คน  พระเจ้าได้เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์โดยแท้จริง เพื่อมีส่วนร่วมกับผู้คน เพื่อที่พวกเขาอาจได้รู้จักกิจการทั้งหลายของพระองค์อย่างชัดเจนขึ้น  วันนี้พวกเจ้า ผู้คนกลุ่มนี้ มีวาสนาที่ได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง  นี่เป็นพรอันเหลือคณานับสำหรับพวกเจ้า—แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงยกพวกเจ้าขึ้นมา  ในการเลือกบุคคลคนหนึ่งเพื่อรับใช้พระองค์นั้น พระเจ้าทรงมีหลักการของพระองค์เองเสมอ  การรับใช้พระเจ้าไม่ได้เป็นดังที่ผู้คนจินตนาการว่ามันเป็นแค่เรื่องของความกระตือรือร้นแต่ประการใดเลย  วันนี้ พวกเจ้าเห็นว่าทุกคนที่รับใช้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทำเช่นนั้นเพราะพวกเขามีการทรงนำของพระเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพราะพวกเขาเป็นผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  เหล่านี้คือภาวะขั้นต่ำสำหรับทุกคนที่รับใช้พระเจ้า

การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่ที่กิจเรียบง่าย  พวกที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีวันสามารถรับใช้พระเจ้าได้  หากอุปนิสัยของเจ้ายังไม่ได้รับการพิพากษาและตีสอนโดยพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเจ้าก็ยังคงเป็นตัวแทนซาตาน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้ารับใช้พระเจ้าโดยเจตนาที่ดีของเจ้าเอง เป็นการพิสูจน์ว่าการรับใช้ของเจ้านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเจ้า  เจ้ารับใช้พระเจ้าด้วยบุคลิกลักษณะตามธรรมชาติของเจ้า และตามความพึงใจส่วนบุคคลของเจ้า  ที่มากไปกว่านั้นคือ เจ้าคิดอยู่เสมอว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเต็มใจทำนั้นคือสิ่งที่น่าปีติยินดีต่อพระเจ้า และคิดว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่อยากทำนั้นคือสิ่งที่น่าชิงชังต่อพระเจ้า เจ้าทำงานตามความพึงใจของเจ้าเองโดยสิ้นเชิง  การนี้สามารถเรียกว่าเป็นการรับใช้พระเจ้าได้หรือ?  ท้ายที่สุดแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การปรนนิบัติของเจ้าจะทำให้เจ้าดื้อดึงยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าฝังแน่นอย่างล้ำลึก และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีกฎเกณฑ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการปรนนิบัติพระเจ้าที่ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะของเจ้าเองเป็นสำคัญ และประสบการณ์ทั้งหลายที่ได้จากการปรนนิบัติของเจ้าตามอุปนิสัยของเจ้าเองก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นภายในตัวเจ้า  เหล่านี้คือประสบการณ์และบทเรียนของมนุษย์  มันคือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของมนุษย์  ผู้คนเยี่ยงนี้สามารถจัดระดับให้เป็นพวกฟาริสีและพวกเจ้าหน้าที่ทางศาสนาได้  หากพวกเขาไม่ตื่นขึ้นและไม่กลับใจเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและพวกศัตรูของพระคริสต์ผู้ชักพาผู้คนในยุคสุดท้ายให้หลงผิดอย่างแน่นอน  เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ทั้งหลายที่พูดถึงนี้จะเกิดขึ้นจากท่ามกลางผู้คนเช่นนั้น  หากบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าปฏิบัติตามบุคลิกลักษณะของพวกเขาเองและกระทำตามเจตจำนงของพวกเขาเอง พวกเขาก็มีความเสี่ยงที่จะถูกกำจัดออกไปได้ตลอดเวลา  พวกที่นำประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายปีของตนมาใช้ในการรับใช้พระเจ้าเพื่อที่จะเอาชนะใจผู้อื่น เพื่ออบรมสั่งสอนพวกเขาและตีกรอบพวกเขา และเพื่ออยู่ในตำแหน่งสูง—และพวกที่ไม่เคยกลับใจ ไม่เคยสารภาพบาปพวกเขา ไม่เคยประกาศสละผลประโยชน์จากสถานะ—ผู้คนเหล่านี้จะต้องล้มลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  พวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกับเปาโล โดยถือสิทธิความอาวุโสของตนและโอ้อวดเรื่องคุณวุฒิของตน  พระเจ้าจะไม่ทรงทำให้ผู้คนเยี่ยงนี้เพียบพร้อม  การปรนนิบัติเช่นนั้นทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก  ผู้คนยึดติดกับสิ่งเก่าๆ ตลอดเวลา  พวกเขายึดติดกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายในอดีต กับทุกสิ่งทุกอย่างจากวันเวลาที่ผ่านไปแล้ว  นี่เป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ต่อการปรนนิบัติของพวกเขา  หากเจ้าไม่สามารถสลัดสิ่งเหล่านั้นทิ้งไปได้ สิ่งเหล่านี้จะบีบคั้นชีวิตของเจ้าทั้งชีวิต  พระเจ้าจะไม่ทรงเห็นชอบในตัวเจ้า ไม่แม้แต่น้อย ไม่แม้กระทั่งว่าขาของเจ้าจะหักในขณะดำเนินงานหรือหลังของเจ้าจะหักขณะที่ใช้แรง ไม่แม้กระทั่งว่าเจ้าจะพลีชีพในการปรนนิบัติของเจ้าต่อพระเจ้า  ตรงกันข้ามอย่างยิ่ง คือ พระองค์จะตรัสว่า เจ้าเป็นคนทำความชั่วคนหนึ่ง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานปรนนิบัติทางศาสนาต้องได้รับการชำระล้าง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 456

เริ่มจากวันนี้ พระเจ้าจะทรงทำให้บรรดาผู้ที่ไม่มีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา ผู้ที่เต็มใจจะพักวางตัวตนเก่าๆ ของพวกเขา และผู้ที่นบนอบพระเจ้าในแบบที่ว่าง่ายให้มีความเพียบพร้อมอย่างเป็นทางการ  พระองค์จะทรงทำให้บรรดาผู้ที่ถวิลหารอคอยพระวจนะทั้งหลายของพระเจ้ามีความเพียบพร้อม  ผู้คนเหล่านี้ควรจะลุกขึ้นและรับใช้พระเจ้า  ในพระเจ้านั้นมีความอุดมอันไม่สิ้นสุดและพระปรีชาญาณอันไร้ขอบเขต  พระราชกิจอันน่ามหัศจรรย์และพระวจนะอันล้ำค่าของพระองค์รอคอยความชื่นชมยินดีจากผู้คนจำนวนมากมายยิ่งขึ้นไปอีก  ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พวกที่มีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา พวกที่ถือสิทธิ์แห่งความอาวุโส และพวกที่ไม่สามารถปล่อยวางตัวเองได้นั้น พบว่ามันยากที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ  เหล่านี้  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงมีโอกาสที่จะทำให้ผู้คนเหล่านี้มีความเพียบพร้อมได้  หากบุคคลหนึ่งยังไม่ได้ปลงใจที่จะนบนอบ และไม่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีแนวทางที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ พวกเขาก็แค่จะกลายเป็นกบฏมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เจ้าเล่ห์มากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยเหตุนี้ก็จะจบลงบนร่องครรลองที่ผิด  ในการทรงพระราชกิจของพระองค์ในขณะนี้นั้น พระเจ้าจะทรงยกชูผู้คนที่รักพระองค์อย่างแท้จริงและสามารถยอมรับความสว่างใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น และพระองค์จะทรงตัดทอนพวกเจ้าหน้าที่ทางศาสนาที่ถือสิทธิ์แห่งความอาวุโสของพวกเขาโดยสิ้นเชิง พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์พวกที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างดื้อดึงแม้แต่คนเดียว  เจ้าต้องการเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนเหล่านี้หรือไม่?  เจ้าทำการปรนนิบัติของเจ้าตามการเลือกชอบของเจ้าเอง หรือเจ้าทำสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์กันแน่?  นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าต้องรู้ด้วยตัวของเจ้าเอง  เจ้าเป็นเจ้าหน้าที่ทางศาสนา หรือเจ้าเป็นทารกแรกเกิดที่พระเจ้าได้ทรงทำให้มีความเพียบพร้อมกันแน่?  การปรนนิบัติของเจ้ามากน้อยเพียงใดที่ได้รับการชมเชยจากพระวิญญาณบริสุทธิ์?  การปรนนิบัติของเจ้ามากน้อยเพียงใดที่พระเจ้าจะไม่แม้แต่ทรงจดจำ?  มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเจ้ามากเพียงใดอันเป็นผลมาจากการปรนนิบัติตลอดหลายปีของเจ้า?  เจ้าเข้าใจชัดเจนในเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่?  หากเจ้ามีความเชื่ออย่างแท้จริง เจ้าจะทิ้งมโนคติอันหลงผิดเก่าๆ  ทางศาสนาของเจ้าจากเมื่อก่อนไป และจะรับใช้พระเจ้าได้ดียิ่งขึ้นในหนทางใหม่  มันยังไม่สายเกินไปที่จะลุกขึ้นมาบัดนี้  มโนคติอันหลงผิดเก่าๆ ทางศาสนานั้นสามารถริบชีวิตทั้งชีวิตของบุคคลหนึ่งได้  ประสบการณ์ที่บุคคลหนึ่งรับเอาไว้สามารถทำให้พวกเขาไถลห่างจากพระเจ้าและทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของพวกเขาเอง  หากเจ้าไม่ละวางสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของชีวิตของเจ้า  พระเจ้าทรงทำให้บรรดาผู้ที่รับใช้พระองค์มีความเพียบพร้อมอยู่เสมอ และไม่ทรงกำจัดพวกเขาออกไปง่ายๆ  หากเจ้ายอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง หากเจ้าสามารถละวางการปฏิบัติและข้อบังคับทางศาสนาแบบเก่าของเจ้าได้ และหยุดใช้มโนคติอันหลงผิดเก่าๆ ทางศาสนามาเป็นตัววัดพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะมีอนาคตสำหรับเจ้า  แต่หากเจ้ายึดติดกับสิ่งเก่าๆ หากเจ้ายังคงหวงแหนความล้ำค่าของพวกมัน เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีหนทางที่เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้  พระเจ้าไม่ทรงเหลียวแลผู้คนเช่นนั้น  หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมจริงๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องปลงใจที่จะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง  แม้ว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้วเมื่อก่อนนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็ต้องยังคงสามารถละวางมันและหยุดยึดติดกับมันได้  แม้ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างชัดเจน กระทำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง วันนี้เจ้าต้องละวางมัน  เจ้าต้องไม่ยึดมั่นกับมัน  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องได้รับการเริ่มใหม่  ในพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้านั้น พระองค์ไม่ทรงอ้างอิงถึงสิ่งเก่าๆ ทั้งหลายที่เคยเป็นเมื่อก่อน พระองค์ไม่ทรงขุดเข้าไปในปูมเก่าๆ  พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่มีวันเก่า และไม่ทรงยึดติดแม้กระทั่งกับพระวจนะของพระองค์เองจากอดีต—ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามข้อบังคับใดๆ  ดังนั้นหากเจ้า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ยึดติดกับสิ่งทั้งหลายในอดีตอยู่เสมอ หากเจ้าปฏิเสธที่จะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป และนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในรูปแบบตายตัวอย่างเคร่งครัด ในขณะที่พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจโดยใช้วิธีการที่พระองค์ทรงเคยใช้มาก่อนอีกต่อไป เช่นนั้นแล้วคำพูดและการกระทำทั้งหลายของเจ้าจะไม่เป็นการขัดขวางหรอกหรือ?  สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้าหรอกหรือ?  เจ้าเต็มใจที่จะปล่อยให้ชีวิตทั้งชีวิตของเจ้าต้องพินาศและล่มจมไปกับสิ่งเก่าๆ เหล่านี้หรือ?  สิ่งเก่าๆ เหล่านี้จะทำให้เจ้าเป็นใครบางคนที่ทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก—เจ้าต้องการเป็นคนประเภทนั้นหรือ?  หากเจ้าไม่ต้องการอย่างนั้นจริงๆ เช่นนั้นแล้ว ก็จงหยุดสิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่โดยเร็วแล้วหันกลับ เริ่มต้นทุกอย่างใหม่อีกครั้ง พระเจ้าจะไม่ทรงจดจำการปรนนิบัติในอดีตของเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานปรนนิบัติทางศาสนาต้องได้รับการชำระล้าง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 457

สำหรับเรื่องงานนั้น มนุษย์เชื่อว่างานนั้นคือการวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า เทศนาไปทั่วทุกหนแห่ง และทุ่มเทเพื่อประโยชน์ของพระองค์ทั้งหมด  แม้ความเชื่อนี้จะถูกต้อง แต่ก็เป็นเพียงด้านเดียวมากเกินไป สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์นั้นไม่ใช่แค่การวิ่งสาละวนเพื่อพระองค์เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว งานนี้เกี่ยวข้องกับพันธกิจและการจัดเตรียมภายในจิตวิญญาณ  พี่น้องชายหญิงหลายคน แม้หลังจากที่มีประสบการณ์กันมาหลายปีแล้วก็ตาม กลับไม่เคยคิดถึงเรื่องการทำงานเพื่อพระเจ้าเลย เนื่องจากงานตามที่มนุษย์คิดได้นั้นหาได้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องไม่  เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงไม่มีความสนใจใดๆ เลยในเรื่องของงาน และนี่คือเหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดการเข้าสู่ของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีลักษณะด้านเดียวเหมือนกัน  พวกเจ้าทั้งหมดควรจะเริ่มต้นการเข้าสู่ของพวกเจ้าด้วยการทำงานเพื่อพระเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะก้าวผ่านทุกแง่มุมของประสบการณ์ได้ดีขึ้น  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรจะเข้าสู่  งานไม่ได้หมายถึงการวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า แต่หมายถึงว่าชีวิตของมนุษย์และการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นสามารถมอบความชื่นชมยินดีแก่พระเจ้าได้หรือไม่  งานหมายถึงการที่ผู้คนใช้การจงรักภักดีของตนแด่พระเจ้าและใช้ความรู้ของตนเกี่ยวกับพระเจ้าเพื่อเป็นพยานเกี่ยวกับพระเจ้า รวมทั้งเพื่อปรนนิบัติมนุษย์ด้วย  นี่คือความรับผิดชอบของมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรเข้าใจ เราอาจกล่าวได้ว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้าคืองานของพวกเจ้า และว่าพวกเจ้ากำลังพยายามเข้าสู่ในช่วงระหว่างการทำงานเพื่อพระเจ้า  การได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้มีความหมายแค่ว่าเจ้ารู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เจ้าต้องรู้วิธีเป็นพยานเกี่ยวกับพระเจ้า และสามารถรับใช้พระเจ้า และสามารถปรนนิบัติและจัดเตรียมให้มนุษย์ได้  นี่คืองาน และเป็นการเข้าสู่ของพวกเจ้าเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ทุกคนควรจะสำเร็จลุล่วง  มีหลายคนที่มุ่งเน้นเพียงแต่การวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า และเทศนาไปทั่วทุกหนแห่ง แต่มองข้ามประสบการณ์ส่วนบุคคลของตนเองไป และเพิกเฉยต่อการเข้าสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง  สิ่งนี้เองที่ได้นำพาบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าให้กลายเป็นพวกที่ต้านทานพระเจ้า  คนเหล่านี้ที่เคยรับใช้พระเจ้าและปรนนิบัติเพื่อนมนุษย์มาตลอดหลายปีนี้ ได้ถือเพียงว่าการทำงานและการเทศนาเป็นการเข้าสู่ และไม่มีใครเลยที่ถือว่าประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณส่วนบุคคลของพวกเขาเป็นการเข้าสู่ที่สำคัญ  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับนำความรู้แจ้งที่พวกเขาได้รับจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเป็นทุนเพื่อใช้สอนคนอื่นๆ  ขณะเทศนา พวกเขารู้สึกเป็นภาระอย่างมากและรับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ และด้วยวิธีนี้ พวกเขาก็กำลังปลดปล่อยพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในเวลานั้น บรรดาผู้ที่ทำงานเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ราวกับว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นได้กลายเป็นประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณส่วนบุคคลของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าทุกคำพูดที่พวกเขากำลังพูดนั้นเป็นของตัวตนส่วนบุคคลของพวกเขา แต่แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เป็นราวกับว่าประสบการณ์ของพวกเขาเองไม่ชัดเจนอย่างที่พวกเขาได้บรรยายมา  ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจะพูด พวกเขาไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าพวกเขาจะพูดอะไรบ้าง แต่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา คำพูดของพวกเขาก็พรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำที่ไหลไม่หยุด  หลังจากที่เจ้าได้เทศนาแบบนั้นครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้านั้นไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่เจ้าเคยเชื่อเลย และเช่นเดียวกับในสถานการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าแล้วหลายครั้ง เจ้าจึงกำหนดพิจารณาว่าเจ้ามีวุฒิภาวะแล้ว และเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นคือการเข้าสู่ของเจ้าเองและเป็นสภาวะความมีตัวตนของเจ้าเอง  เมื่อเจ้ามีประสบการณ์ในหนทางนี้อยู่เนืองนิตย์ เจ้าก็จะกลายเป็นหละหลวมเกี่ยวกับการเข้าสู่ของเจ้าเอง ไถลเข้าสู่ความเกียจคร้านโดยไม่ได้สังเกต และเลิกให้ความสำคัญใดๆ กับการเข้าสู่ส่วนตัวของเจ้า  ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้ากำลังปรนนิบัติคนอื่นๆ อยู่ เจ้าต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างวุฒิภาวะของเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  การนี้สามารถช่วยเอื้อต่อการเข้าสู่ของเจ้าได้ดีขึ้นและยังประโยชน์แก่ประสบการณ์ของเจ้ามากขึ้น  เมื่อมนุษย์รับเอาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา การนี้กลับกลายเป็นแหล่งความต่ำทราม  นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเราจึงกล่าวว่า ไม่ว่าพวกเจ้าจะทำหน้าที่อะไรก็ตาม พวกเจ้าควรที่จะถือว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่ง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานและการเข้าสู่ (2)

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 458

คนเราทำงานเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เพื่อนำผู้คนทั้งหมดที่ได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่พระเจ้า และเพื่อแนะนำให้มนุษย์รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำของพระเจ้า  ด้วยการนั้นจึงเป็นการทำให้ดอกผลแห่งพระราชกิจของพระเจ้ามีความเพียบพร้อม  เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องชัดเจนอย่างทะลุปรุโปร่งเกี่ยวกับแก่นแท้ของงาน  ในฐานะคนที่พระเจ้าทรงใช้งาน มนุษย์ทุกคนคู่ควรกับการทำงานเพื่อพระเจ้า กล่าวคือ ทุกคนมีโอกาสที่จะถูกใช้งานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  อย่างไรก็ตาม มีจุดหนึ่งที่พวกเจ้าต้องตระหนัก นั่นคือ เมื่อมนุษย์ทำงานที่พระเจ้าทรงบัญชา มนุษย์ได้รับโอกาสที่จะถูกใช้โดยพระเจ้า ทว่าสิ่งที่มนุษย์พูดและรู้นั้นหาใช่วุฒิภาวะของมนุษย์ไม่โดยสิ้นเชิง  ทั้งหมดที่พวกเจ้าสามารถทำได้คือ การรู้ถึงข้อบกพร่องของพวกเจ้าเองระหว่างการทำงานของเจ้าให้ดียิ่งขึ้น และมามีความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มากขึ้น  ในหนทางนี้ พวกเจ้าก็จะสามารถได้รับการเข้าสู่ที่ดีขึ้นในครรลองของการทำงานของพวกเจ้า  หากมนุษย์ถือว่าการทรงนำที่มาจากพระเจ้านั้นเป็นการเข้าสู่ของตนเอง และเป็นบางสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวของพวกเขาเองอยู่แล้ว เช่นนั้นแล้วโอกาสที่วุฒิภาวะของมนุษย์จะเติบโตได้ย่อมไม่มีเลย  ความรู้แจ้งว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะปกติ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ผู้คนมักจะเข้าใจผิดไปว่าความรู้แจ้งที่พวกเขาได้รับเป็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของตนเอง เนื่องจากวิธีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก และพระองค์ทรงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์  เมื่อผู้คนทำงานหรือพูด หรือเมื่อพวกเขากำลังอธิษฐานและเฝ้าเดี่ยวทางวิญญาณ ความจริงก็จะกลับกลายเป็นกระจ่างแจ้งต่อพวกเขาในทันที  อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง สิ่งที่มนุษย์เห็นนั้นเป็นเพียงความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โดยธรรมชาติแล้ว ความรู้แจ้งนี้เชื่อมโยงกับความร่วมมือของมนุษย์) และหาได้เป็นตัวแทนวุฒิภาวะที่แท้จริงของมนุษย์ไม่  หลังจากช่วงเวลาหนึ่งของประสบการณ์ที่มนุษย์เผชิญกับความยากลำบากและการทดสอบทั้งหลายมาบ้าง วุฒิภาวะที่แท้จริงของมนุษย์กลับกลายเป็นชัดแจ้งภายใต้รูปการณ์แวดล้อมดังกล่าว  เมื่อนั้นเท่านั้นเองที่มนุษย์จะค้นพบว่าวุฒิภาวะของเขานั้นไม่ได้ดีมากนัก และความเห็นแก่ตัว ข้อพิจารณาส่วนบุคคล และความละโมบของมนุษย์ต่างก็ผุดพรายขึ้นทั้งหมดทั้งมวล  เพียงหลังจากที่ได้ผ่านวงจรแห่งประสบการณ์แบบนี้หลายรอบแล้วเท่านั้น ผู้คนจำนวนมากในบรรดาผู้ที่ตื่นรู้ภายในจิตวิญญาณของตนจะตระหนักได้ว่า สิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ในอดีตนั้นไม่ใช่ความเป็นจริงของพวกเขาเองเลย แต่เป็นเพียงความกระจ่างชั่วขณะจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และว่ามนุษย์เพียงแต่ได้รับความสว่างนี้มา  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อให้เข้าใจความจริง บ่อยครั้งจะเป็นไปในลักษณะที่ชัดแจ้งและโดดเด่น โดยไม่มีการอธิบายถึงที่มาและที่ไปของสิ่งทั้งหลาย  กล่าวคือ แทนที่จะผนวกความยากลำบากของมนุษย์เข้ามาในการวิวรณ์นี้ พระองค์ทรงเปิดเผยความจริงนั้นโดยตรง  เมื่อมนุษย์เผชิญความยากลำบากในกระบวนการการเข้าสู่ แล้วจึงผนวกความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าด้วยกัน นี่กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่แท้จริงของมนุษย์… ดังนั้น ขณะเดียวกับที่พวกเจ้ารับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ พวกเจ้าควรที่จะให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ของพวกเจ้ามากขึ้นไปอีก โดยการมองเห็นว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นคืออะไรกันแน่ รวมถึงการผนวกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไว้ในการเข้าสู่ของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รับการทำให้เพียบพร้อมของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้น และเพื่อที่แก่นแท้ของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้ถูกสร้างขึ้นภายในตัวพวกเจ้า  ในช่วงที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเจ้าจะมารู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงตัวเจ้าเองด้วย และยิ่งกว่านั้น ใครจะรู้ ในท่ามกลางความทุกข์แสนสาหัสไม่รู้ว่ากี่รอบนั้น เจ้าจะพัฒนาสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า และสัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้าจะใกล้ชิดขึ้นวันต่อวัน  ภายหลังจากเหตุการณ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการตัดแต่งและการถลุงอย่างนับไม่ถ้วน เจ้าจะพัฒนาความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า  นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงต้องตระหนักว่าความทุกข์ การเฆี่ยนตี และความทุกข์ลำบากนั้นไม่ใช่สิ่งที่พึงกลัว สิ่งที่น่าหวาดหวั่นคือการมีเพียงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์แต่ไม่มีการเข้าสู่ของพวกเจ้า  เมื่อวันนั้นมาถึงซึ่งพระราชกิจของพระเจ้าเสร็จสิ้นลง เจ้าจะทำงานไปโดยเปล่าดาย กล่าวคือ แม้เจ้าจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจะไม่ได้มารู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือได้มีการเข้าสู่ของเจ้าเอง  ความรู้แจ้งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์นั้น ไม่ใช่เพื่อค้ำจุนความหลงใหลของมนุษย์ไว้ แต่เพื่อเปิดเส้นทางสำหรับการเข้าสู่ของมนุษย์ รวมทั้งเพื่ออนุญาตให้มนุษย์ได้มารู้จักกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้พัฒนาหัวใจที่ยำเกรงและความชื่นชมบูชาแด่พระเจ้าขึ้นมาจากจุดนี้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานและการเข้าสู่ (2)

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 459

มีการเบี่ยงเบนน้อยกว่ามากในงานของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่ง การพิพากษา และการตีสอน และการแสดงออกของงานของพวกเขาก็มีความถูกต้องแม่นยำมากกว่ามาก  บรรดาผู้ที่อาศัยความเป็นธรรมชาติของตนในการทำงานทำผิดพลาดค่อนข้างใหญ่หลวง  งานของผู้คนที่ยังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติของพวกเขาเองมากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ไม่ว่าขีดความสามารถของบุคคลจะดีเพียงใดก็ตาม พวกเขาต้องก้าวผ่านการตัดแต่ง และการพิพากษาก่อนที่พวกเขาจะสามารถทำตามพระบัญชาของพระราชกิจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  หากพวกเขาไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาเช่นนั้น งานของเขาก็ไม่อาจสอดคล้องกับหลักธรรมของความจริงได้ไม่ว่างานของเขาจะได้รับการดำเนินการมาดีเพียงใดก็ตาม และเป็นผลผลิตจากความเป็นธรรมชาติและความดีของมนุษย์เสมอ  งานของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่ง และการพิพากษามีความถูกต้องแม่นยำมากกว่างานของผู้ที่ยังไม่ได้รับการตัดแต่งและการพิพากษา  พวกที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาไม่แสดงออกถึงสิ่งใดเลยนอกจากเนื้อหนังและความคิดของมนุษย์ ซึ่งผสมปนเปด้วยเชาวน์ปัญญาของมนุษย์และความสามารถพิเศษภายในตัวเป็นอันมาก  นี่ไม่ใช่การแสดงออกที่ถูกต้องแม่นยำของมนุษย์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  บรรดาผู้ที่ติดตามผู้คนเช่นนี้ถูกนำมาอยู่ต่อหน้าพวกเขาด้วยขีดความสามารถภายในตัวของพวกเขา  เพราะพวกเขาแสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและประสบการณ์ของมนุษย์มากเกินไป ซึ่งเกือบจะหลุดจากเจตนารมณ์แต่ดั้งเดิมของพระเจ้าและเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์นั้นไกลจนเกินไป งานของบุคคลชนิดนี้จึงไม่สามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่กลับนำพวกเขามาอยู่ต่อหน้ามนุษย์แทน  ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอนจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำเนินการตามพระบัญชาของพระราชกิจของพระเจ้าให้เสร็จสิ้น  งานของผู้ทำงานที่มีคุณสมบัติสามารถนำผู้คนไปสู่หนทางที่ถูกต้อง และให้พวกเขาได้รับการเข้าสู่ความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า  งานของเขาสามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  นอกจากนี้ งานที่เขาทำสามารถแตกต่างออกไปตามแต่ละบุคคล และไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้คนได้รับการหลุดพ้นและเสรีภาพ และความสามารถที่จะค่อยๆ เติบโตในชีวิต และที่จะมีการเข้าสู่ความจริงที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น  ส่วนงานของผู้ทำงานที่ไม่มีคุณสมบัตินั้นไม่ถึงมาตรฐานที่ควรเป็นอย่างมาก  งานของเขานั้นโง่เขลา  เขาสามารถนำผู้คนมาสู่กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้เท่านั้น และสิ่งที่เขาเรียกร้องจากผู้คนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบุคคล เขาไม่ได้ทำงานตามความจำเป็นจริงๆ ของผู้คน  ในงานชนิดนี้มีกฎเกณฑ์ต่างๆ มากจนเกินไปและมีหลักทฤษฎีมากจนเกินไป และงานนี้ไม่สามารถนำผู้คนมาสู่ความเป็นจริงได้ อีกทั้งไม่สามารถนำผู้คนเข้าสู่การปฏิบัติปกติของการเติบโตในชีวิตได้  งานนี้สามารถทำได้แค่ให้ผู้คนยึดติดกับกฎเกณฑ์ไร้ค่าไม่กี่ข้อเท่านั้น  การนำเช่นนั้นสามารถนำทางผู้คนให้หลงผิดไปเท่านั้นทำได้แค่นำทางผู้คนให้หลงผิดเท่านั้น  เขานำทางเจ้าให้กลายเป็นเหมือนเขา เขาสามารถนำเจ้าไปสู่สิ่งที่เขามีและเป็น  ในการที่ผู้ติดตามจะหยั่งรู้ได้ว่าผู้นำมีคุณสมบัติหรือไม่นั้น กุญแจสำคัญคือการดูที่เส้นทางที่พวกเขานำทางและผลลัพธ์ของการทำงานของเขา และมองเห็นว่าผู้ติดตามได้รับหลักธรรมตามความจริงหรือไม่ และพวกเขาได้รับวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับการแปลงสภาพของพวกเขาหรือไม่  เจ้าควรจำแนกความแตกต่างระหว่างงานที่แตกต่างกันของผู้คนชนิดที่แตกต่างกัน เจ้าไม่ควรเป็นผู้ติดตามที่โง่เขลา  นี่ส่งผลกระทบต่อเรื่องการเข้าสู่ของผู้คน  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะจำแนกความแตกต่างว่าการเป็นผู้นำของบุคคลใดมีเส้นทางและของบุคคลใดไม่มี เจ้าจะถูกชักพาให้หลงผิดได้โดยง่าย  ทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อชีวิตของเจ้าเอง  มีความเป็นธรรมชาติมากเกินไปในงานของผู้คนที่ไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม งานนั้นผสมผสานด้วยเจตจำนงของมนุษย์มากจนเกินไป  สิ่งที่พวกเขาเป็นคือความเป็นธรรมชาติ—สิ่งที่มาพร้อมกับที่พวกเขาเกิด นั่นไม่ใช่ชีวิตหลังจากที่ได้รับการตัดแต่งแล้วหรือความเป็นจริงหลังจากที่ได้รับการแปลงสภาพแล้ว  บุคคลเช่นนั้นจะสามารถสนับสนุนผู้ที่กำลังไล่ตามเสาะหาชีวิตได้อย่างไร?  ชีวิตที่มนุษย์คนนั้นมีโดยดั้งเดิมแล้วคือเชาว์ปัญญาหรือความสามารถพิเศษภายในตัวของเขา  เชาว์ปัญญาหรือความสามารถพิเศษประเภทนี้ค่อนข้างไกลห่างจากสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องอย่างแท้จริงจากมนุษย์  หากมนุษย์ไม่ได้ผ่านการทำให้มีความเพียบพร้อมและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาไม่ได้ผ่านการตัดแต่ง จะมีช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างสิ่งที่เขาแสดงออกและความจริง  สิ่งที่เขาแสดงออกจะผสมผสานด้วยสิ่งที่คลุมเครือ เช่น จินตนาการและประสบการณ์ด้านเดียวของเขา  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเขาจะทำงานอย่างไรก็ตาม ผู้คนจะรู้สึกว่าไม่มีเป้าหมายโดยรวมและไม่มีความจริงที่เหมาะสมสำหรับการเข้าสู่ของผู้คนทั้งปวง  ในสิ่งที่เรียกร้องจากผู้คนนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกินความสามารถของพวกเขา เสมือนว่าพวกเขาเป็นเป็ดที่ถูกบังคับให้นั่งบนคอน  นี่คืองานจากเจตจำนงของมนุษย์  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ ความคิดของเขา และมโนคติที่หลงผิดของเขาแผ่ซ่านไปทุกส่วนในร่างกายเขา  มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมสัญชาตญาณที่จะปฏิบัติตามความจริง อีกทั้งเขาไม่มีสัญชาตญาณที่จะเข้าใจความจริงโดยตรง  นอกจากนั้นยังมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์—เมื่อบุคคลที่เป็นธรรมชาติประเภทนี้ทำงาน การนั้นไม่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักหรือ?  แต่มนุษย์ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วนั้นมีประสบการณ์ของความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจ และความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามทั้งหลายของพวกเขา เพื่อที่สิ่งที่คลุมเครือและไม่เป็นจริงในงานของเขาจะค่อยๆ ลดลงไป การมีสิ่งเจือปนของมนุษย์กลายเป็นน้อยลง และการทำงานและการรับใช้ของเขาเข้ามาใกล้เคียงกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้น งานของเขาได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และมันยังได้กลายเป็นเหมือนจริงด้วยเช่นกัน  ความคิดในจิตใจของมนุษย์สกัดกั้นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพิเศษ  มนุษย์มีจินตนาการอันอุดมและตรรกะอันมีเหตุผล และเขาได้มีประสบการณ์อันยาวนานในการจัดการกิจการต่างๆ  หากแง่มุมเหล่านี้ของมนุษย์ไม่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่งและการแก้ไข ทั้งหมดก็เป็นอุปสรรคต่อพระราชกิจ  ดังนั้น งานของมนุษย์จึงไม่สามารถสัมฤทธิ์ความถูกต้องแม่นยำในระดับที่สูงที่สุดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของผู้คนที่ไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 460

เจ้าจำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อสภาวะมากมายที่ผู้คนจะเป็นอยู่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแก่พวกเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้ที่ประสานงานในการปรนนิบัติพระเจ้าต้องทำความเข้าใจสภาวะเหล่านี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีก  หากเจ้าเพียงแค่พูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์มากมาย หรือหนทางทั้งหลายในการบรรลุการเข้าสู่เท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์ของเจ้าเป็นประสบการณ์ด้านเดียวมากเกินไป  หากไม่รู้จักสภาวะที่แท้จริงของเจ้าและไม่จับความเข้าใจหลักธรรมความจริง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  หากไม่รู้จักหลักธรรมทั้งหลายในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือไม่เข้าใจดอกผลที่พระราชกิจมีให้ ก็ย่อมลำบากยากเย็นสำหรับเจ้าที่จะหยั่งรู้งานของพวกวิญญาณชั่ว  เจ้าต้องเปิดโปงงานของพวกวิญญาณชั่ว รวมทั้งมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ และเจาะทะลุตรงเข้าไปยังหัวใจของประเด็นปัญหา เจ้ายังต้องชี้ให้เห็นการเบี่ยงเบนหลายอย่างในการปฏิบัติของผู้คน และปัญหาที่พวกเขาอาจมีในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาด้วย เพื่อที่พวกเขาอาจระลึกรู้ในสิ่งเหล่านั้น  อย่างน้อยที่สุด เจ้าก็ต้องไม่ทำให้พวกเขารู้สึกคิดลบหรือนิ่งเฉย  อย่างไรก็ดี เจ้าต้องเข้าใจความลำบากยากเย็นทั้งหลายที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เจ้าต้องไม่ไร้เหตุผล หรือ “พยายามสอนสุกรให้ร้องเพลง” นั่นเป็นพฤติกรรมที่โง่เขลา  ในการแก้ไขความลำบากยากเย็นมากมายที่ผู้คนได้รับประสบการณ์นั้น ก่อนอื่นเจ้าต้องจับใจความพลวัตของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ได้ เจ้าต้องเข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแก่ผู้คนที่แตกต่างกันอย่างไร เจ้าต้องมีความเข้าใจเรื่องความลำบากยากเย็นทั้งหลายที่ผู้คนเผชิญหน้า และเรื่องข้อบกพร่องของพวกเขา  และเจ้าต้องเข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงประเด็นสำคัญของปัญหา และเข้าถึงแหล่งที่มาของมัน โดยไม่มีการเบี่ยงเบนหรือสร้างข้อผิดพลาดอันใด  มีเพียงบุคคลประเภทนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะประสานงานในการปรนนิบัติพระเจ้า

การที่เจ้าจะสามารถจับความเข้าใจประเด็นสำคัญหรือมองเห็นสิ่งต่างๆ มากมายได้อย่างชัดเจนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนบุคคลของเจ้า  ลักษณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์คือลักษณะที่เจ้าใช้นำทางผู้อื่นด้วยเช่นกัน  หากเจ้าเข้าใจคำพูดและคำสอนทั้งหลาย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะนำทางผู้อื่นให้เข้าใจคำพูดและคำสอนทั้งหลาย  หนทางที่เจ้าได้รับประสบการณ์กับความเป็นจริงของพระวจนะแห่งพระเจ้า คือหนทางที่เจ้าจะใช้นำทางผู้อื่นให้บรรลุการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งถ้อยดำรัสของพระเจ้า  หากเจ้ามีความสามารถที่จะเข้าใจความจริงมากมาย และได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอย่างชัดเจนในหลายสิ่งจากพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถนำทางผู้อื่นให้เข้าใจความจริงมากมายได้ และบรรดาผู้ที่เจ้านำทางก็จะได้รับความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับนิมิตทั้งหลายเช่นกัน  หากเจ้ามุ่งเน้นไปที่การจับความเข้าใจความรู้สึกเหนือธรรมชาติทั้งหลาย เช่นนั้นแล้ว บรรดาผู้ที่เจ้านำทางก็จะทำอย่างเดียวกัน  หากเจ้าละเลยการปฏิบัติ แต่กลับให้ความสำคัญกับการหารือกัน เช่นนั้นแล้ว บรรดาผู้ที่เจ้านำทางก็จะมุ่งเน้นไปที่การหารือกันด้วยเช่นกัน โดยไม่มีการปฏิบัติเลย หรือการบรรลุถึงการแปลงสภาพอันใดในอุปนิสัยของพวกเขา พวกเขาจะเพียงแค่มีใจกระตือรือร้นอย่างผิวเผิน โดยไม่ได้ใส่ความจริงอันใดลงไปในการปฏิบัติเลย  ผู้คนทุกคนจัดหาให้ผู้อื่นด้วยสิ่งที่พวกเขาเองมี  ประเภทบุคคลที่ใครคนหนึ่งเป็นนั้น กำหนดพิจารณาเส้นทางที่พวกเขาจะนำทางผู้อื่นไป ตลอดจน ประเภทของผู้คนที่พวกเขานำทาง  เพื่อให้เหมาะสมกับการทรงใช้งานของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วนั้น เจ้าต้องไม่เพียงแค่มีความทะเยอทะยาน แต่เจ้าจำเป็นต้องมีความรู้แจ้งจากพระเจ้า มีการทรงนำจากพระวจนะของพระองค์ มีประสบการณ์ของการถูกตัดแต่งโดยพระองค์ และมีการถลุงแห่งพระวจนะของพระองค์อย่างมากมายด้วยเช่นกัน  ด้วยการนี้เป็นรากฐาน ในเวลาธรรมดาทั้งหลายนั้น พวกเจ้าควรให้ความสนใจต่อการสังเกต ความคิด การไตร่ตรอง และบทสรุปทั้งหลายของพวกเจ้า และทำการซึมซับหรือการกำจัดทิ้งอย่างสอดคล้องกัน  เหล่านี้ทั้งหมดคือเส้นทางสำหรับการเข้าสู่ความเป็นจริงของพวกเจ้า และแต่ละอย่างในสิ่งเหล่านี้จะขาดเสียไม่ได้  นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ  หากเจ้าเข้าสู่วิธีการนี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ เจ้าก็จะสามารถมีโอกาสเหมาะที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ทุกวัน  และเมื่อใดก็ตาม ไม่ว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าจะรุนแรงหนักหนาหรือเอื้ออำนวยก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะถูกทดสอบหรือถูกทดลองก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะกำลังทำงานอยู่หรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเจ้าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในฐานะบุคคล หรือในฐานะส่วนหนึ่งของส่วนรวมก็ตาม เจ้าจะพบโอกาสเหมาะที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าอยู่เสมอ โดยไม่มีวันพลาดโอกาสเหมาะเหล่านั้นเลยแม้สักครั้งเดียว  เจ้าจะสามารถค้นพบโอกาสเหมาะเหล่านั้นได้ทั้งหมด—และในหนทางนี้ เจ้าจะได้พบความลับที่จะไปสู่การได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้เลี้ยงที่เหมาะแก่การใช้งานควรเตรียมตัวให้พร้อมสรรพด้วยสิ่งใดบ้าง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 461

ทุกวันนี้ ผู้คนมากมายไม่ให้ความสนใจว่าควรเรียนรู้บทเรียนใดในขณะที่ประสานงานกับผู้อื่น  เราได้ค้นพบว่าพวกเจ้าหลายคนไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนได้เลยในขณะที่ประสานงานกับผู้อื่น พวกเจ้าส่วนใหญ่ยึดติดกับทรรศนะของพวกเจ้าเอง  เมื่อทำงานในคริสตจักร เจ้าพูดเรื่องของเจ้า และคนอื่นก็พูดเรื่องของพวกเขา และเรื่องนั้นก็ไม่มีความสัมพันธ์กับอีกเรื่องหนึ่ง ที่จริงแล้วพวกเจ้าไม่ได้ร่วมมือกันเลย  พวกเจ้าทั้งหมดต่างหมกมุ่นอยู่กับการสื่อสารแค่ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเจ้าเอง หรือกับการปลดปล่อย “ภาระ” ที่พวกเจ้าถืออยู่ภายในตัวเจ้าโดยไม่แสวงหาชีวิตแม้ในหนทางที่เล็กน้อยที่สุดเลย  พวกเจ้าดูเหมือนทำงานแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น โดยเชื่ออยู่เสมอว่าเจ้าควรเดินบนเส้นทางของเจ้าเองโดยไม่คำนึงถึงว่าคนอื่นพูดหรือทำอะไร เจ้าคิดว่าเจ้าควรสามัคคีธรรมเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเจ้า ไม่สำคัญว่ารูปการณ์แวดล้อมของผู้อื่นอาจเป็นอย่างไรก็ตาม  เจ้าไม่มีความสามารถที่จะค้นพบจุดแข็งของผู้อื่น อีกทั้งเจ้าไม่สามารถตรวจดูตัวเจ้าเองได้  การเข้าใจสิ่งต่างๆ ของพวกเจ้านั้นถูกบิดเบือนอย่างแท้จริง  สามารถกล่าวได้ว่าแม้กระทั่งตอนนี้พวกเจ้าก็ยังคงแสดงถึงความคิดว่าตัวเองชอบธรรมอยู่มากมาย เสมือนว่าพวกเจ้าได้ทรุดกลับไปสู่โรคภัยไข้เจ็บเก่าๆ นั้น  พวกเจ้าไม่ได้สื่อสารกันในวิธีที่จะสัมฤทธิ์ความเปิดกว้างที่ครบบริบูรณ์ ตัวอย่างเช่น สื่อสารเกี่ยวกับว่าพวกเจ้าได้บรรลุผลลัพธ์ประเภทใดจากการทำงานในคริสตจักรบางแห่ง หรือเกี่ยวกับสภาพเงื่อนไขเมื่อไม่นานมานี้ของสภาวะภายในของเจ้า และอีกมากมาย พวกเจ้าไม่เคยสื่อสารเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นเลย  พวกเจ้าไม่มีการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติต่างๆ เช่น การโยนมโนคติที่หลงผิดของตนเองทิ้งไปหรือการกบฏต่อตนเองโดยสิ้นเชิง  บรรดาผู้นำและผู้ปฏิบัติงานคิดเพียงว่าจะรักษาพี่น้องชายหญิงของพวกเขาไม่ให้คิดลบได้อย่างไรและจะทำให้พวกเขาสามารถติดตามอย่างกระตือรือร้นได้อย่างไรเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าทั้งหมดคิดว่าการติดตามอย่างกระตือรือร้นก็เพียงพอด้วยตัวมันเองแล้ว และโดยพื้นฐานแล้ว พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจว่าการรู้จักตนเองและการกบฏต่อตนเองหมายถึงสิ่งใด แล้วนับประสาอะไรกับการที่พวกเจ้าจะเข้าใจว่าการรับใช้ด้วยการประสานงานกับผู้อื่นหมายถึงสิ่งใด  พวกเจ้าคิดถึงเพียงการมีเจตจำนงด้วยตัวเจ้าเองที่จะตอบแทนพระเจ้าสำหรับความรักของพระองค์ ถึงการมีเจตจำนงด้วยตัวเจ้าเองที่จะใช้ชีวิตตามรูปแบบของเปโตร  นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าก็ไม่คิดถึงสิ่งอื่นใด  พวกเจ้ากล่าวแม้กระทั่งว่า ไม่สำคัญว่าผู้อื่นทำสิ่งใด เจ้าจะไม่เชื่อฟังอย่างไม่ลืมหูลืมตา และไม่สำคัญว่าผู้อื่นจะเป็นแบบใด เจ้าจะแสวงหาการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าด้วยตัวเจ้าเอง และนั่นย่อมจะเพียงพอแล้ว  กระนั้น ข้อเท็จจริงก็คือเจตจำนงของเจ้าไม่มีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในความเป็นจริงแต่อย่างใดเลย  ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่พวกเจ้าแสดงออกในทุกวันนี้หรอกหรือ?  พวกเจ้าแต่ละคนยึดติดกับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเจ้าเอง และพวกเจ้าทั้งหมดต่างพึงปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เราเห็นว่าพวกเจ้าได้รับใช้มาเป็นเวลานานยิ่งโดยไม่ได้มีความก้าวหน้ามากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทเรียนของการทำงานร่วมกันอย่างปรองดองนี้ พวกเจ้าไม่ได้สัมฤทธิ์สิ่งใดโดยสิ้นเชิง!  เมื่อลงไปสู่คริสตจักร เจ้าสื่อสารในวิธีของเจ้า และคนอื่นก็สื่อสารในวิธีของพวกเขา  การประสานงานอย่างปรองดองแทบไม่เคยเกิดขึ้น และก็เป็นจริงยิ่งขึ้นไปอีกในบรรดาผู้ติดตามที่อยู่ระดับล่างจากเจ้า  นั่นจึงกล่าวได้ว่า แทบจะไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าใจว่าการรับใช้พระเจ้าคืออะไร หรือคนเราควรรับใช้พระเจ้าอย่างไร  พวกเจ้าสับสนและปฏิบัติต่อบทเรียนประเภทนี้ราวกับเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ  ถึงขั้นว่ามีผู้คนมากมายที่ไม่เพียงล้มเหลวในการปฏิบัติความจริงในแง่มุมนี้เท่านั้น แต่ยังทำผิดทั้งที่รู้อยู่แก่ใจอีกด้วย  กระทั่งพวกที่ได้รับใช้มาเป็นเวลาหลายปีก็ต่อสู้และวางอุบายต่อต้านกันและกัน และอิจฉาและแข่งขันกัน ทุกคนอยู่แบบตัวใครตัวมัน และพวกเขาไม่ร่วมมือกันแต่อย่างใดเลย  สิ่งทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้แสดงถึงวุฒิภาวะจริงๆ ของพวกเจ้าหรอกหรือ?  ผู้คนอย่างพวกเจ้าที่รับใช้ร่วมกันเป็นประจำทุกวันก็เป็นเหมือนกับคนอิสราเอลที่รับใช้พระเจ้าพระองค์เองโดยตรงทุกวันในพระวิหาร  เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้คนอย่างพวกเจ้าที่รับใช้พระเจ้าจะไม่สามารถมีแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการประสานงานหรือวิธีการที่จะรับใช้เลย?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงรับใช้เหมือนที่คนอิสราเอลทำ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 462

ข้อพึงประสงค์ต่อพวกเจ้าในวันนี้—การทำงานร่วมกันอย่างปรองดอง—คล้ายกันกับการปรนนิบัติที่พระยาห์เวห์ทรงพึงประสงค์จากคนอิสราเอลคือ  หากไม่เช่นนั้นแล้ว จงหยุดทำงานปรนนิบัติ  เพราะพวกเจ้าเป็นผู้คนที่รับใช้พระเจ้าโดยตรง อย่างน้อยที่สุด พวกเจ้าต้องสามารถจงรักภักดีและนบนอบในการปรนนิบัติของพวกเจ้า และต้องมีความสามารถที่จะเรียนรู้บทเรียนในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงด้วย  โดยเฉพาะสำหรับพวกเจ้าที่ทำงานในคริสตจักร จะมีพี่น้องชายหญิงคนใดที่อยู่ระดับรองจากพวกเจ้ากล้าตัดแต่งพวกเจ้าหรือไม่?  จะมีผู้ใดกล้าบอกพวกเจ้าถึงความผิดพลาดของพวกเจ้าต่อหน้าพวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้ายืนสูงอยู่เหนือคนอื่นๆ พวกเจ้าครองราชย์เป็นกษัตริย์!  พวกเจ้าไม่แม้กระทั่งศึกษาหรือเข้าสู่บทเรียนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงประเภทนี้ กระนั้นพวกเจ้าก็ยังคงพูดถึงการปรนนิบัติพระเจ้า!  ณ ปัจจุบัน เจ้าได้รับการขอให้นำคริสตจักรจำนวนหนึ่ง แต่เจ้าไม่เพียงแต่ไม่ละทิ้งตัวเจ้าเองเท่านั้น แต่เจ้ายังถึงขั้นเกาะติดกับมโนคติที่หลงผิดและข้อคิดเห็นของเจ้าเองด้วย โดยพูดอะไรอย่างเช่น “ฉันคิดว่าสิ่งนี้ควรทำแบบนี้ เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่าพวกเราไม่ควรถูกผู้อื่นตีกรอบ และว่าทุกวันนี้พวกเราไม่ควรเชื่อฟังแบบไม่ลืมหูลืมตา”  ดังนั้น เจ้าแต่ละคนจึงยึดติดกับข้อคิดเห็นของเจ้าเอง และไม่มีผู้ใดเชื่อฟังกัน  ถึงแม้ว่าเจ้ารู้อย่างชัดเจนว่าการปรนนิบัติของเจ้านั้นถึงทางตันแล้ว แต่เจ้าก็ยังคงพูดว่า “จากที่ฉันเห็น วิธีการของฉันไม่ได้คลาดเคลื่อนไปมากนัก  อย่างไรก็ดี พวกเราแต่ละคนมีด้านหนึ่งคือ  เธอพูดถึงด้านของเธอ และฉันพูดถึงด้านของฉัน เธอสามัคคีธรรมเกี่ยวกับนิมิตของเธอ และฉันพูดถึงการเข้าสู่ของฉัน”  เจ้าไม่เคยรับผิดชอบในสิ่งต่างๆ มากมายที่ควรได้รับการจัดการ หรือเจ้าแค่ทำให้ผ่านๆ ไป โดยเจ้าแต่ละคนต่างก็ระบายความเห็นของเจ้าเอง และคุ้มครองปกป้องสถานะ ชื่อเสียง และรักษาหน้าของเจ้าเองอย่างรอบคอบ  ไม่มีพวกเจ้าคนใดเต็มใจที่จะถ่อมใจเจ้าเอง และไม่มีฝ่ายใดริเริ่มที่จะละทิ้งตัวเจ้าเองและชดเชยข้อบกพร่องของกันและกันเพื่อที่ชีวิตอาจจะก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น  เมื่อพวกเจ้าประสานงานกัน พวกเจ้าควรเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริง  เจ้าอาจพูดว่า “ฉันไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงในแง่มุมนี้  แล้วเธอมีประสบการณ์แบบใดในเรื่องนี้?”  หรือเจ้าอาจพูดว่า “เธอมีประสบการณ์มากกว่าฉันในเรื่องที่เกี่ยวกับแง่มุมนี้ รบกวนเธอช่วยให้การนำทางแก่ฉันบ้างได้หรือไม่?”  นั่นจะไม่เป็นวิธีที่ดีในการทำเรื่องนี้หรอกหรือ?  พวกเจ้าได้รับฟังคำเทศนามากมาย และได้รับประสบการณ์กับการทำงานปรนนิบัติมาบ้างแล้ว  หากเจ้าไม่เรียนรู้จากกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และชดเชยจุดอ่อนของกันและกันเมื่อทำงานในคริสตจักร เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถเรียนรู้บทเรียนใดๆ ได้อย่างไร?  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับบางสิ่งบางอย่าง พวกเจ้าควรสามัคคีธรรมกันเพื่อให้ชีวิตของพวกเจ้าสามารถได้รับประโยชน์  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าควรสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ทุกชนิดอย่างระมัดระวังก่อนทำการตัดสินใจใดๆ  ด้วยการทำเช่นนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะรับผิดชอบคริสตจักรได้ ไม่ใช่แค่กระทำการไปอย่างพอเป็นพิธี  หลังจากที่เจ้าเยี่ยมเยียนคริสตจักรทั้งหมดแล้ว เจ้าควรชุมนุมกันและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับประเด็นทั้งปวงที่เจ้าค้นพบและปัญหาใดๆ ที่ได้เผชิญในงานของเจ้า และจากนั้นเจ้าควรสื่อสารเกี่ยวกับความรู้แจ้งและความกระจ่างที่เจ้าได้รับมา—นี่คือการปฏิบัติงานปรนนิบัติที่ขาดไม่ได้  พวกเจ้าต้องสัมฤทธิ์การร่วมมือกันอย่างปรองดองเพื่อจุดประสงค์แห่งพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักร และเพื่อกระตุ้นพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้าไปข้างหน้า  เจ้าควรประสานงานกัน โดยที่แต่ละคนแก้ไขอีกคนหนึ่งและบรรลุถึงผลลัพธ์ของงานที่ดีกว่า เพื่อแสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า  การร่วมมือกันที่แท้จริงคือสิ่งนี้ และมีเพียงบรรดาผู้ที่มีส่วนร่วมในการนี้เท่านั้นที่จะได้รับการเข้าสู่ที่แท้จริง  ในขณะที่ให้ความร่วมมือ คำบางคำที่เจ้าพูดอาจไม่เหมาะสม แต่นั่นไม่สำคัญ  จงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งนั้นในภายหลัง และได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งนั้น จงอย่าละเลยมัน  หลังจากการสามัคคีธรรมแบบนี้แล้ว เจ้าจะสามารถชดเชยข้อบกพร่องของพี่น้องชายหญิงของเจ้าได้  เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ด้วยการเคลื่อนลึกเข้าไปในงานของเจ้าให้มากขึ้นเช่นนี้เท่านั้น  พวกเจ้าแต่ละคน ในฐานะผู้คนที่รับใช้พระเจ้า ต้องมีความสามารถที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรในทุกสิ่งที่เจ้าทำ แทนที่จะแค่พิจารณาถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง  การลงมือเพียงลำพังโดยบ่อนทำลายกันและกันเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้  ผู้คนที่ประพฤติเช่นนั้นไม่เหมาะที่จะรับใช้พระเจ้า!  ผู้คนเช่นนั้นมีอุปนิสัยที่แย่ ไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในตัวพวกเขาเลยแม้แต่น้อย  พวกเขาเป็นซาตานเต็มร้อย!  พวกเขาเป็นสัตว์ป่า!  แม้กระทั่งตอนนี้ สิ่งดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้า เจ้าทำถึงขั้นโจมตีกันและกันในระหว่างการสามัคคีธรรม โดยตั้งใจแสวงหาข้ออ้างและกลายเป็นโต้เถียงกันด้วยใบหน้าแดงก่ำเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อยบางอย่างที่ไม่สลักสำคัญอะไร ไม่มีบุคคลใดเต็มใจที่จะละวางตัวเขาเองลง แต่ละบุคคลปกปิดความคิดภายในจากอีกฝ่าย เฝ้าดูอีกฝ่ายอย่างจดจ่อและคอยระแวดระวังอยู่เสมอ  อุปนิสัยประเภทนี้สมควรเป็นการปรนนิบัติพระเจ้าหรือ?  งานอย่างเช่นของพวกเจ้าสามารถจัดหาสิ่งใดให้พี่น้องชายหญิงของเจ้าได้หรือ?  เจ้าไม่เพียงไร้ความสามารถที่จะนำผู้คนไปสู่ครรลองชีวิตที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วเจ้ายังฉีดพ่นอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าเองเข้าสู่พี่น้องชายหญิงของเจ้าด้วย  เจ้าไม่ได้กำลังทำร้ายผู้อื่นอยู่หรอกหรือ?  มโนธรรมของเจ้าน่าเกลียดน่ากลัวนัก และมันเน่าไปจนถึงแก่น!  เจ้าไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริง อีกทั้งเจ้าไม่ได้นำความจริงมาปฏิบัติ  นอกจากนี้ เจ้ายังตีแผ่ธรรมชาติที่ชั่วร้ายของเจ้าให้ผู้อื่นเห็นอย่างหน้าไม่อายด้วย  เจ้าไม่รู้จักความอับอายเลย!  เจ้าได้รับความไว้วางใจให้ดูแลพี่น้องชายหญิงเหล่านี้ กระนั้นเจ้าก็กำลังนำพวกเขาลงนรก  เจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่มโนธรรมของเขาได้เน่าเฟะไปแล้วหรอกหรือ?  เจ้าไม่มีความละอายโดยสิ้นเชิง!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงรับใช้เหมือนที่คนอิสราเอลทำ

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 463

เจ้าสามารถสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรมถึงพระอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงแสดงเอาไว้ในแต่ละยุคด้วยภาษาที่เหมาะควรและแฝงนัยสำคัญของยุคนั้นๆ ได้หรือไม่?  คนที่มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายอย่างเจ้า สามารถบรรยายพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าในรายละเอียดได้หรือไม่?  เจ้าสามารถเป็นพยานยืนยันพระอุปนิสัยของพระเจ้าอย่างชัดเจนและถูกต้องแม่นยำได้หรือไม่?  เจ้าจะบอกเล่าสิ่งที่เจ้าเคยเห็นและเคยมีประสบการณ์อย่างไรแก่ผู้เชื่อในศาสนาที่น่าสงสาร อ่อนด้อย และเปี่ยมศรัทธา ซึ่งหิวและกระหายความชอบธรรมและกำลังรอคอยให้เจ้าเป็นผู้เลี้ยงของพวกเขา?  ผู้คนเช่นใดที่กำลังรอให้เจ้าเป็นผู้เลี้ยงของพวกเขา?  เจ้านึกภาพออกหรือไม่?  เจ้าตระหนักรู้ภาระบนบ่าของเจ้า พระบัญชาสำหรับเจ้า และความรับผิดชอบของเจ้าบ้างหรือไม่?  ไหนเล่าสำนึกแห่งภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ของเจ้า?  เจ้าจะทำหน้าที่เจ้านายคนหนึ่งของยุคถัดไปให้ถูกควรได้อย่างไร?  เจ้ามีสำนึกอันแรงกล้าของการเป็นนายหรือไม่?  ควรอธิบายการเป็นนายของสรรพสิ่งว่าอย่างไร?  แท้จริงแล้วใช่การเป็นนายของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงและทุกสิ่งที่จับต้องได้ในโลกหรือไม่?  เจ้าวางแผนให้งานระยะต่อไปเดินหน้าอย่างไร?  มีผู้คนมากมายเพียงใดที่กำลังรอคอยให้เจ้าเลี้ยงดูพวกเขา?  งานของเจ้าใช่งานหนักหรือไม่?  พวกเขาอับจน น่าเวทนา มืดบอด และหลงทาง โหยไห้อยู่ในความมืดมิดว่า—ไหนเล่าหนทาง?  พวกเขาโหยหายิ่งนักที่จะให้ความสว่างพลันเคลื่อนลงมาเหมือนดาวตกและสลายกองกำลังแห่งความมืดที่กดขี่มนุษย์มานานหลายปี  พวกเขาคาดหวังและคะนึงหาเช่นนี้ทั้งวันทั้งคืน—มีใครบ้างที่รู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้?  แม้ในวันที่ความสว่างวาบผ่าน ผู้คนที่ทุกข์ทนอยู่ลึกๆ เหล่านี้ก็ยังคงถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินอันมืดมิด ไร้ซึ่งความหวังที่จะได้รับการปลดปล่อย เมื่อใดที่พวกเขาจะไม่ร่ำไห้อีกต่อไป?  วิญญาณอันเปราะบางที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้หยุดพักเหล่านี้ช่างโชคร้ายอย่างยิ่ง ถูกพันธนาการให้อยู่ในสภาวะเช่นนี้มาช้านานด้วยเครื่องจองจำที่ไร้ความกรุณาและประวัติศาสตร์ที่ถูกแช่แข็ง  มีใครได้ยินเสียงโหยไห้ของพวกเขาบ้าง?  มีใครมองเห็นสภาพอันยากแค้นของพวกเขาบ้าง?  เจ้าเคยฉุกคิดบ้างหรือไม่ว่าพระหทัยของพระเจ้าจะทุกข์ระทมและกระวนกระวายเพียงใด?  พระองค์จะทรงทนเห็นมวลมนุษย์ที่ไม่รู้ประสาซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นมาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พากันทนทุกข์ทรมานเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?  ถึงอย่างไรมนุษย์ก็คือเหยื่อที่ถูกวางยาพิษ  และแม้มนุษย์จะรอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่มีใครรู้บ้างว่ามวลมนุษย์ถูกมารชั่ววางยาพิษมานานแล้ว?  เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าก็เป็นหนึ่งในเหยื่อทั้งหลาย?  เจ้าไม่เต็มใจที่จะพากเพียรช่วยผู้รอดชีวิตทั้งหมดนี้ให้รอดด้วยความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้าหรอกหรือ?  เจ้าไม่เต็มใจที่จะอุทิศเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อตอบแทนพระเจ้าผู้ทรงรักมวลมนุษย์ประดุจเนื้อหนังและโลหิตของพระองค์เองหรอกหรือ?  แท้จริงแล้วเจ้าเข้าใจการที่พระเจ้าทรงใช้ให้เจ้าดำรงชีวิตที่ไม่ธรรมดานี้ว่าอย่างไร?  แท้จริงแล้วเจ้ามีปณิธานและความมั่นใจหรือไม่ที่จะดำรงชีวิตอันเปี่ยมความหมายของคนที่เปี่ยมศรัทธาและรับใช้พระเจ้า?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรจัดการกับภารกิจในอนาคตของเจ้าอย่างไร?

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 464

ผู้คนเชื่อในเรา แต่พวกเขาไม่สามารถเป็นพยานต่อเราได้ และพวกเขาไม่สามารถเป็นพยานให้เราก่อนที่เราจะทำตัวเราให้เป็นที่รู้จัก  ผู้คนมองเห็นแต่เพียงว่าเราเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและวิสุทธิชนทั้งปวง และเห็นว่างานที่เราทำไม่สามารถทำได้โดยพวกมนุษย์  ด้วยเหตุนี้ จากพวกยิวมาถึงผู้คนในปัจจุบัน ทุกคนที่มองเห็นกิจการที่มีเกียรติของเราไม่ได้มีสิ่งใดนอกจากเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อเรา และไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดที่สามารถเปิดปากเป็นพยานให้เราได้  เฉพาะพระบิดาของเราเท่านั้นที่ทรงเป็นพยานให้เรา และสร้างเส้นทางท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงให้แก่เรา หากพระองค์ไม่ได้ทรงทำเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะได้ทำงานอย่างไร มนุษย์คงจะไม่มีวันได้รู้เลยว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง เพราะมนุษย์รู้เพียงแค่จะรับเอาจากเราเท่านั้น และไม่ได้มีความเชื่อในเราอันเป็นผลจากงานของเรา  มนุษย์รู้จักเราเพียงเพราะเราเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่มีส่วนใดเป็นคนบาปเลย เพียงเพราะเราสามารถอธิบายความล้ำลึกทั้งหลายมากมายได้ เพียงเพราะเรามีความสามารถเหนือกว่าคนทั้งหลาย หรือเพราะมนุษย์ได้ผลประโยชน์มากมายจากเราเท่านั้น แม้กระนั้น มีน้อยคนที่เชื่อว่าเราคือพระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง  นี่คือเหตุผลที่เราพูดว่ามนุษย์ไม่รู้เลยว่าเหตุใดเขาจึงมีความเชื่อในเรา เขาไม่รู้จุดประสงค์หรือความสำคัญของการมีความเชื่อในเรา  ความเป็นจริงของมนุษย์นั้นขาดพร่อง ถึงขั้นที่เขาแทบจะไม่เหมาะกับการเป็นพยานให้เรา  พวกเจ้ามีความเชื่อแท้จริงน้อยเกินไป และได้รับน้อยเกินไป ดังนั้น พวกเจ้าจึงมีคำพยานน้อยเกินไป  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ามีความเข้าใจน้อยเกินไปและยังขาดพร่องเกินไป จนถึงขั้นที่พวกเจ้าแทบจะไม่เหมาะสมกับการเป็นพยานแก่กิจการของเรา  ปณิธานของพวกเจ้าแท้ที่จริงมีความสำคัญ แต่พวกเจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าพวกเจ้าจะสามารถเป็นพยานยืนยันแก่นแท้ของพระเจ้าได้สำเร็จ?  สิ่งที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์และได้เห็นนั้นเหนือกว่าที่เหล่าวิสุทธิชนและเหล่าผู้เผยพระวจนะทั้งหลายจากทุกยุค แต่พวกเจ้าสามารถให้คำพยานได้ดีกว่าถ้อยคำของเหล่าวิสุทธิชนและเหล่าผู้เผยพระวจนะในอดีตกาลเหล่านี้หรือไม่?  สิ่งที่เรามอบให้แก่พวกเจ้านั้นเหนือกว่าโมเสสและบดบังดาวิด ดังนั้น ในทำนองเดียวกันนี้ เราขอให้คำพยานของพวกเจ้าเหนือกว่าโมเสส และให้ถ้อยคำของพวกเจ้ายิ่งใหญ่กว่าดาวิด  เราให้พวกเจ้าเป็นร้อยเท่า—ดังนั้น ในทำนองเดียวกันนี้ เราขอให้พวกเจ้าตอบแทนเราในแบบเดียวกัน  พวกเจ้าต้องรู้ไว้ว่าเราคือผู้ที่มอบชีวิตให้แก่มวลมนุษย์ และพวกเจ้าคือผู้ที่ได้รับชีวิตจากเรา และต้องเป็นพยานให้เรา  นี่คือหน้าที่ของพวกเจ้าที่เราได้ส่งลงมายังพวกเจ้า และที่พวกเจ้าควรจะต้องทำให้แก่เรา เราได้มอบสง่าราศีของเราทั้งหมดให้แก่พวกเจ้า  เราได้มอบชีวิตให้แก่พวกเจ้า ซึ่งประชากรที่ถูกเลือก นั่นคือ พวกอิสราเอล ก็ไม่เคยได้รับมาก่อน ด้วยสิทธิ์ทั้งหลายนี้ พวกเจ้าควรจะต้องเป็นพยานต่อเรา และอุทิศวัยเยาว์ของพวกเจ้าให้เราและสละชีวิตลง  ไม่ว่าใครก็ตามที่เราได้มอบสง่าราศีของเราให้ จะต้องเป็นพยานให้เรา และมอบชีวิตของพวกเขาให้เรา  เราได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้านานแล้ว  เป็นโชควาสนาของพวกเจ้าที่เรามอบสง่าราศีของเราให้แก่พวกเจ้า และหน้าที่ของพวกเจ้าคือเป็นพยานให้สง่าราศีของเรา  หากพวกเจ้าเชื่อในเราเพียงเพื่อที่จะได้รับพร เช่นนั้นแล้วงานของเราก็จะมีความสำคัญน้อยนิด และพวกเจ้าก็จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน  พวกอิสราเอลได้เห็นเพียงความกรุณา ความรัก และความยิ่งใหญ่ของเราเท่านั้น และพวกยิวได้เป็นพยานเฉพาะความอดทนและการไถ่ของเราเท่านั้น  พวกเขาได้เห็นงานแห่งวิญญาณของเราน้อยนิดยิ่งนัก จนถึงจุดที่ว่าพวกเขามีความเข้าใจเพียงหนึ่งในหมื่นของสิ่งที่พวกเจ้าได้รู้และได้เห็น  สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นนั้นมากเกินกว่าแม้กระทั่งหัวหน้าปุโรหิตในหมู่พวกเขา ความจริงที่พวกเจ้าเข้าใจวันนี้เหนือกว่าของพวกเขา สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นวันนี้มากเกินกว่าสิ่งที่ได้พบเห็นกันในยุคธรรมบัญญัติ รวมทั้งในยุคพระคุณ และสิ่งที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์นั้นเหนือกว่าแม้กระทั่งโมเสสและเอลียาห์  เนื่องจากสิ่งที่พวกอิสราเอลเข้าใจคือเฉพาะธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์เท่านั้น  และสิ่งที่พวกเขาได้เห็นคือเฉพาะภาพของพระปฤษฎางค์ของพระยาห์เวห์เท่านั้น สิ่งที่พวกยิวเข้าใจคือเฉพาะการไถ่ของพระเยซูเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาได้รับไว้คือเฉพาะพระคุณที่พระเยซูประทานให้เท่านั้น และสิ่งที่พวกเขาได้เห็นคือเฉพาะพระฉายาของพระเยซูภายในวงศ์ของพวกยิวเท่านั้น  สิ่งที่พวกเจ้าเห็นในปัจจุบันคือพระสิริของพระยาห์เวห์ การไถ่ของพระเยซู และกิจการทั้งหมดของเราในวันนี้  ดังนั้น พวกเจ้าได้ยินวจนะแห่งวิญญาณของเราด้วยหรือไม่ ได้ซึ้งคุณค่ากับปัญญาของเราหรือไม่ ได้มารู้จักการอัศจรรย์ของเราหรือไม่ และได้เรียนรู้อุปนิสัยของเราหรือไม่ เรายังได้บอกพวกเจ้าถึงแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของเราด้วยเช่นกัน  สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นไม่ใช่แค่พระเจ้าที่รักและเมตตาเท่านั้น แต่คือพระเจ้าผู้เพียบพร้อมด้วยความชอบธรรม  เจ้าได้เห็นงานอันอัศจรรย์ของเรา และได้รู้ว่าเราเปี่ยมด้วยบารมีและความโกรธเคือง  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ารู้ว่าครั้งหนึ่งเราได้โกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงต่อวงศ์ของอิสราเอล และรู้ว่าวันนี้ ความโกรธเคืองนั้นได้มาถึงพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าเข้าใจความล้ำลึกของเราในฟ้าสวรรค์มากกว่าอิสยาห์และยอห์น พวกเจ้ารู้จักความน่ารักและความควรค่าแก่การเคารพเทิดทูนของเรามากกว่าเหล่าวิสุทธิชนทั้งหมดในหลายยุคที่ผ่านมา  สิ่งที่พวกเจ้าได้รับไว้ไม่ใช่เพียงแค่ความจริงของเรา หนทางของเรา และชีวิตของเราเท่านั้น หากแต่เป็นนิมิตและการวิวรณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านิมิตและการวิวรณ์ของยอห์น พวกเจ้าเข้าใจความล้ำลึกมากมายอีกหลายข้อ และยังได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเราอีกด้วย พวกเจ้าได้ยอมรับการพิพากษาของเรามากกว่า และรู้อุปนิสัยอันชอบธรรมของเรามากกว่า  และดังนั้น แม้ว่าพวกเจ้าจะถือกำเนิดในยุคสุดท้าย แต่ความเข้าใจของพวกเจ้าก็เป็นความเข้าใจของแต่ก่อนและของอดีต และพวกเจ้าก็มีประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายในปัจจุบันนี้ด้วย และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราลงมือทำด้วยตนเอง  สิ่งที่เราขอจากพวกเจ้าไม่ได้มากเกินไป เพราะเราได้ให้พวกเจ้ามากเหลือเกิน และพวกเจ้าได้เห็นมากมายหลายอย่างในเรา  ด้วยเหตุนี้ เราขอให้เจ้าเป็นพยานให้เราต่อเหล่าวิสุทธิชนในหลายยุคที่ผ่านมา และนี่คือความปรารถนาเพียงอย่างเดียวในหัวใจของเรา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 465

บัดนี้ เจ้ารู้อย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าจึงเชื่อในเรา?  เจ้ารู้จุดประสงค์และนัยสำคัญของงานของเราอย่างแท้จริงหรือไม่?  เจ้ารู้หน้าที่ของเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  เจ้ารู้คำพยานของเราอย่างแท้จริงหรือไม่?  หากเจ้าเพียงเชื่อในเราเท่านั้น ทว่ายังไม่มีวี่แววของสง่าราศีหรือคำพยานของเราในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วเราย่อมกำจัดเจ้าออกไปนานแล้ว  สำหรับบรรดาผู้ที่รู้ทั้งหมดนั้น พวกเขาเป็นหนามยอกตาของเราเสียมากกว่า และในนิเวศของเราพวกเขาไม่ใช่สิ่งใด ที่มากไปกว่าอุปสรรคบนวิถีของเรา พวกเขาคือข้าวละมานที่จะถูกฝัดร่อนออกไปจนหมดสิ้นในงานของเรา พวกเขาใช้การไม่ได้ พวกเขาไร้ค่า และเราชิงชังพวกเขามานานแล้ว  ความโกรธเคืองของเรามักจะบังเกิดกับทุกคนที่สูญเสียคำพยานไป และไม้เรียวของเราไม่เคยไกลห่างจากพวกเขาเลย  เราได้ส่งมอบพวกเขาให้กับมือของเหล่ามารร้ายมานานแล้ว พวกเขาสูญเสียพรของเราไป  เมื่อวันนั้นมาถึง การตีสอนของพวกเขาจะหนักหนาสาหัสกว่าการตีสอนพวกผู้หญิงโง่เขลา  วันนี้ เราทำเฉพาะงานที่เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำเท่านั้น เราจะผูกข้าวสาลีทั้งหมดเป็นมัดๆ รวมเข้าด้วยกันกับข้าวละมานเหล่านั้น  นี่คือหน้าที่ของเราวันนี้  ข้าวละมานเหล่านั้นจะถูกฝัดร่อนออกไปทั้งหมดในเวลาแห่งการฝัดร่อนของเรา เมื่อนั้น เมล็ดข้าวสาลีจะถูกรวบรวมไว้ในยุ้งฉาง และข้าวละมานที่ถูกฝัดร่อนออกไปเหล่านั้นจะถูกใส่ไปในไฟเพื่อเผาเป็นเถ้าถ่าน  งานของเรา ณ บัดนี้ คือการผูกมนุษย์ทั้งหมดไว้เป็นมัดๆ กล่าวคือ เป็นการพิชิตพวกเขาอย่างถึงที่สุด  เมื่อนั้น เราจะเริ่มทำการฝัดร่อนเพื่อเปิดเผยวาระสุดท้ายของมนุษย์ทั้งหมด  และดังนั้น เจ้าควรจะรู้ว่าเจ้าควรทำให้เราพึงพอใจอย่างไร ณ บัดนี้ และเจ้าควรจะกำหนดร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อในเราของเจ้าอย่างไร  สิ่งที่เราปรารถนาคือความจงรักภักดีและความนบนอบของเจ้า ณ บัดนี้ ความรักและคำพยานของเจ้า ณ บัดนี้ แม้ว่าตอนนี้เจ้าจะไม่รู้ว่าคำพยานคืออะไรหรือความรักคืออะไร เจ้าก็ควรจะนำทุกอย่างของเจ้ามาให้เรา และส่งมอบทรัพย์สมบัติเดียวที่เจ้ามีให้แก่เรา นั่นก็คือ ความจงรักภักดีและความนบนอบของเจ้า  เจ้าควรรู้ว่ามีคำพยานถึงการที่เราทำให้ซาตานพ่ายแพ้อยู่ในความจงรักภักดีและความนบนอบของมนุษย์ เช่นเดียวกับคำพยานถึงการพิชิตมนุษย์โดยบริบูรณ์ของเรา  หน้าที่แห่งความเชื่อในเราของเจ้าก็คือการเป็นพยานแก่เรา การจงรักภักดีต่อเราและไม่จงรักภักดีต่อสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น และยอมนบนอบไปจนถึงปลายทาง  ก่อนที่เราจะเริ่มขั้นตอนต่อไปของงานของเรา เจ้าจะเป็นพยานให้เราอย่างไร?  เจ้าจะจงรักภักดีและจะนบนอบเราอย่างไร?  เจ้าอุทิศความจงรักภักดีทั้งหมดของเจ้าให้แก่หน้าที่การงานของเจ้าหรือไม่ หรือเจ้าจะล้มเลิก?  เจ้าจะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการทุกอย่างของเรา (แม้ว่าจะเป็นความตายหรือความย่อยยับ) หรือหนีหายไปกลางทางเพื่อหลบเลี่ยงการตีสอนของเรา?  เราตีสอนเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้เป็นพยานให้เรา จงรักภักดีและนบนอบเรา  ยิ่งไปกว่านั้น การตีสอนในปัจจุบันเป็นการคลี่คลายงานขั้นตอนต่อไปของงานของเรา และเพื่อช่วยให้งานนั้นก้าวหน้าต่อไปโดยไม่มีอะไรขวางกั้น  ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเตือนสติเจ้าให้เฉลียวฉลาด และจงอย่าปฏิบัติกับชีวิตของเจ้าหรือนัยสำคัญในการดำรงอยู่ของเจ้าเหมือนกับเม็ดทรายที่ไร้ค่า  เจ้าสามารถรู้ได้แน่หรือไม่ว่างานที่จะมาถึงของเรานั้นคืออะไร?  เจ้ารู้หรือไม่ว่าเราจะทำงานอย่างไรในวันข้างหน้า และงานของเราจะคลี่คลายไปอย่างไร?  เจ้าควรจะรู้ถึงนัยสำคัญของประสบการณ์ของเจ้ากับงานของเรา และยิ่งไปกว่านั้น นัยสำคัญของความเชื่อในเราของเจ้า  เราได้ทำไปมากมายแล้ว เราจะล้มเลิกแค่ครึ่งทางดังที่เจ้าจินตนาการได้อย่างไร?  เราได้ทำงานที่กว้างขวางเช่นนี้แล้ว เราจะทำลายมันได้อย่างไร?  แท้ที่จริงแล้ว เราได้มาเพื่อทำให้ยุคนี้สิ้นสุดลง  นี่คือเรื่องจริง แต่ที่มากกว่านั้น เจ้าต้องรู้ว่าเรากำลังจะเริ่มต้นยุคใหม่ จะเริ่มต้นงานใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือ จะเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร ดังนั้น เจ้าควรรู้ว่างานปัจจุบันเป็นเพียงเพื่อการเริ่มต้นยุคหนึ่งเท่านั้น และเพื่อวางรากฐานในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐในสมัยที่จะมาถึงและการทำให้ยุคนี้สิ้นสุดลงในภายภาคหน้า  งานของเราไม่ใช่ง่ายดายดังที่เจ้าคิด อีกทั้งไม่ได้ไร้ค่าหรือไร้ความหมายดังที่เจ้าอาจเชื่อ  เพราะฉะนั้น เรายังคงต้องพูดกับเจ้าว่า เจ้าควรจะมอบชีวิตของเจ้าให้แก่งานของเรา และที่มากกว่านั้น เจ้าควรจะอุทิศตัวเจ้าเองเพื่อสง่าราศีของเรา  นานแล้วที่เราได้โหยหาให้เจ้าเป็นพยานแก่เรา และนานยิ่งกว่านั้นที่เราได้โหยหาให้เจ้าเผยแผ่ข่าวประเสริฐของเรา  เจ้าควรจะเข้าใจว่าอะไรอยู่ในหัวใจของเรา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 466

แม้ว่าความเชื่อของพวกเจ้าจะจริงใจอย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครเลยในพวกเจ้าที่สามารถบอกถึงตัวตนของเราได้ทั้งหมด ไม่มีใครเลยที่สามารถให้คำพยานที่ครบถ้วนต่อข้อเท็จจริงทั้งหมดที่พวกเจ้าเห็น  จงตรองดูเถิด ทุกวันนี้ พวกเจ้าส่วนใหญ่ต่างละเลยหน้าที่ของตนเอง แต่กลับไล่ตามเสาะหาเนื้อหนัง ปรนเปรอเนื้อหนัง และชื่นชมเนื้อหนังอย่างตะกรุมตะกราม  พวกเจ้าถือครองความจริงเพียงเล็กน้อย  แล้วเช่นนั้น พวกเจ้าจะสามารถเป็นคำพยานต่อทั้งหมดที่พวกเจ้าได้เห็นมาได้อย่างไรกัน?  พวกเจ้ามั่นใจจริงๆ หรือว่าสามารถเป็นพยานของเราได้?  หากวันหนึ่งมาถึงเมื่อเจ้าไร้ความสามารถที่จะเป็นพยานต่อทุกสิ่งที่เจ้าเห็นในวันนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสูญเสียการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และการดำรงอยู่ของเจ้าก็จะปราศจากความหมายใดๆ เลย  เจ้าก็จะไม่ควรค่าแก่การเป็นมนุษย์  กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ!  เราได้ทำงานกับพวกเจ้ามาอย่างมากมายเหลือคณา แต่เพราะว่าขณะนี้เจ้าไม่ได้กำลังเรียนรู้อะไรเลย ไม่ตระหนักรู้อะไรเลย และลงแรงของเจ้าไปอย่างไร้ผล เมื่อถึงเวลาที่เราจะขยายงานของเรา เจ้าก็จะได้แต่จ้องมองอย่างว่างเปล่า พูดไม่ออกและไร้ประโยชน์อย่างที่สุด  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าย่อมจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคนบาปมิใช่หรือ?  เมื่อเวลานั้นมาถึง เจ้าจะไม่รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งหรือ?  เจ้าจะไม่จมดิ่งลงสู่ความหดหู่หรือ?  งานทั้งหมดของเราในวันนี้ไม่ได้ทำไปด้วยความเรื่อยเฉื่อยและความเบื่อหน่าย แต่เพื่อวางรากฐานสำหรับงานในอนาคตของเรา  หาใช่ว่าเรามาถึงทางตัน เลยจำเป็นต้องคิดหาสิ่งใหม่  เจ้าควรเข้าใจงานที่เราทำ ไม่ใช่อะไรที่ทำโดยเด็กคนหนึ่งที่กำลังเล่นอยู่บนถนน แต่เป็นงานที่กระทำในฐานะตัวแทนของพระบิดาของเรา  พวกเจ้าควรรู้ว่าเราไม่ได้กำลังทำงานทั้งหมดนี้เพียงลำพัง ทว่าเราเป็นตัวแทนของพระบิดาของเราต่างหาก  ขณะเดียวกัน บทบาทของพวกเจ้าก็คือ เคร่งครัดต่อการติดตาม นบนอบ เปลี่ยนแปลง และเป็นพยาน  สิ่งที่พวกเจ้าพึงเข้าใจคือเรื่องที่ว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงควรเชื่อในเรา นี่เป็นคำถามสำคัญที่สุดที่พวกเจ้าแต่ละคนจะต้องเข้าใจ  เพื่อเห็นแก่พระสิริของพระองค์ พระบิดาของเราจึงได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าที่จะมอบพวกเจ้าทั้งหมดให้กับเรานับแต่ชั่วขณะที่พระองค์ได้ทรงสร้างโลกแล้ว  เพื่อประโยชน์ต่องานของเรา และเพื่อพระสิริของพระองค์ พระองค์จึงได้ลิขิตพวกเจ้าไว้แล้วล่วงหน้า  เป็นเพราะพระบิดาของเรานั่นเอง พวกเจ้าจึงเชื่อในเรา เป็นเพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระบิดาของเราพวกเจ้าจึงติดตามเรา  เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการเลือกของตัวพวกเจ้าเองเลยแม้แต่น้อย  ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ พวกเจ้าจะต้องเข้าใจด้วยว่าพวกเจ้าเป็นพวกที่พระบิดาของเราประทานให้เราเพื่อพระประสงค์แห่งการเป็นพยานต่อเรา  เนื่องจากพระองค์ทรงมอบพวกเจ้าแก่เรา พวกเจ้าจึงควรจะปฏิบัติตามหนทางต่างๆ ที่เรามอบแก่พวกเจ้าด้วย รวมถึงวิธีต่างๆ และวจนะที่เราสอนพวกเจ้าเช่นกัน เพราะเป็นหน้าที่ของพวกเจ้าที่จะยึดปฏิบัติตามหนทางของเรา  นี่คือจุดประสงค์ดั้งเดิมของความเชื่อของพวกเจ้าในเรา  เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวแก่พวกเจ้าดังนี้ พวกเจ้าเป็นเพียงผู้คนที่พระบิดาของเราประทานแก่เราเพื่อให้ปฏิบัติตามหนทางของเรา  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าเพียงเชื่อในเราเท่านั้น พวกเจ้าไม่ได้เป็นของเรา เพราะพวกเจ้าหาใช่ครอบครัวคนอิสราเอลไม่ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับเป็นพวกของงูดึกดำบรรพ์  ทั้งหมดที่เรากำลังขอให้พวกเจ้าทำคือ เป็นพยานให้เรา แต่ในวันนี้พวกเจ้าต้องเดินตามหนทางของเรา  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อคำพยานในอนาคตทั้งสิ้น  หากพวกเจ้าปฏิบัติเฉพาะหน้าที่ในฐานะคนที่รับฟังหนทางของเราเท่านั้น พวกเจ้าก็จะปราศจากคุณค่า และนัยสำคัญของการที่พระบิดาของเราประทานพวกเจ้าแก่เราก็จะสูญไป  สิ่งที่เรายืนกรานที่จะบอกพวกเจ้าก็คือ พวกเจ้าควรเดินตามหนทางของเรา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, อะไรคือความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า?

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 467

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในคริสตจักรในทุกวันนี้อย่างไร?  เจ้ามีการจับความเข้าใจที่หนักแน่นในคำถามนี้หรือไม่?  ความลำบากยากเย็นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าคืออะไร?  พวกเขาขาดพร่องสิ่งใดมากที่สุด?  ปัจจุบันนี้ มีผู้คนบางคนที่เป็นลบเนื่องจากพวกเขาก้าวผ่านการทดสอบ และบางคนก็กระทั่งพร่ำบ่น  ผู้คนอื่นๆ ไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกต่อไปเพราะพระเจ้าได้ตรัสเสร็จสิ้นแล้ว  ผู้คนยังไม่ได้เข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้า  พวกเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ และพวกเขาไม่สามารถคงไว้ซึ่งชีวิตฝ่ายวิญญาณของตนเองได้  ผู้คนบางคนติดตามมาตลอดทางและไล่ตามเสาะหาด้วยกำลังวังชา และเต็มใจที่จะปฏิบัติเมื่อพระเจ้าตรัส แต่เมื่อพระเจ้าไม่ได้ตรัส พวกเขาก็ไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกต่อไป  ผู้คนยังคงไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าภายในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาไม่ได้มีความรักต่อพระเจ้าโดยธรรมชาติ ในอดีตพวกเขาติดตามพระเจ้าเพราะพวกเขาถูกบังคับ  ตอนนี้มีผู้คนบางคนที่เหนื่อยหน่ายกับพระราชกิจของพระเจ้า  ผู้คนเช่นนั้นไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ?  ผู้คนจำนวนมากดำรงอยู่ในสภาพของการรับมือไปวันๆ  แม้ว่าพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและอธิษฐานต่อพระองค์ แต่พวกเขาก็ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ และพวกเขาไม่มีแรงขับเคลื่อนที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีอีกต่อไป  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจในพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงและความเพียบพร้อมของพระเจ้า และแน่นอนว่านี่เหมือนกับว่าพวกเขาไร้ซึ่งแรงขับเคลื่อนภายในใดๆ อยู่เนืองนิตย์  เมื่อพวกเขาถูกการฝ่าฝืนครอบงำ พวกเขาไม่รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาก็ไม่มีความตระหนักที่จะรู้สึกสำนึกผิด  พวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือออกจากคริสตจักร และไล่ตามเสาะหาเพียงความยินดีชั่วคราวแทน  ผู้คนเหล่านี้โง่เขลาเบาปัญญาที่สุด!  เมื่อถึงเวลา พวกเขาทั้งหมดจะถูกขับออกไป และจะไม่มีแม้สักคนที่ได้รับการช่วยให้รอด!  เจ้าคิดว่าหากมีใครคนหนึ่งได้รับการช่วยให้รอดครั้งหนึ่งแล้ว พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดอยู่เรื่อยไปเช่นนั้นหรือ?  การเชื่อนี้คือการหลอกลวงอย่างแท้จริง!  คนพวกนั้นล้วนไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตจะถูกตีสอน  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความสนใจอย่างสิ้นเชิงในการเข้าสู่ชีวิต ในนิมิต หรือในการนำความจริงไปสู่การปฏิบัติ  พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่อย่างลึกซึ้งมากขึ้น  พวกเขาไม่ได้กำลังทำให้ตัวเองล่มจมหรอกหรือ?  ตอนนี้ มีผู้คนส่วนหนึ่งที่มีสภาพเงื่อนไขดีขึ้นอยู่เนืองนิตย์  ยิ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งได้รับความมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขามีประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความล้ำลึกที่ลุ่มลึกของพระราชกิจของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งพวกเขาเข้าสู่ได้ลึกซึ้งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น  พวกเขารู้สึกว่าความรักของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่ และพวกเขารู้สึกถึงมั่นคงและความชัดแจ้งภายใน  พวกเขามีความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจอยู่ภายใน  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “แม้ว่าจะไม่มีพระวจนะใหม่ๆ จากพระเจ้า ฉันก็ยังคงต้องพยายามเข้าถึงความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ฉันต้องจริงจังจริงใจกับทุกสิ่งทุกอย่างในประสบการณ์จริงของฉัน และเข้าสู่ความเป็นจริงตามพระวจนะของพระเจ้า”  บุคคลประเภทนี้ครอบครองพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้ว่าพระเจ้าไม่ได้แสดงโฉมพระพักตร์ของพระองค์และทรงซ่อนเร้นจากบุคคลทุกคน และแม้ว่าพระองค์ไม่ได้ดำรัสพระวจนะและมีหลายครั้งที่ผู้คนมีประสบการณ์กับกระบวนการถลุงภายในบางส่วน แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ยังไม่ได้ทรงทิ้งผู้คนอย่างสมบูรณ์  หากบุคคลไม่สามารถสงวนรักษาความจริงที่พวกเขาควรดำเนินการต่อไปจนสำเร็จ พวกเขาก็จะไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในระหว่างช่วงเวลาของกระบวนการถลุง ช่วงเวลาของการที่พระเจ้าไม่ทรงแสดงพระองค์เอง หากเจ้าไม่มีความมั่นใจ แต่กลับตื่นกลัวแทน หากเจ้าไม่มุ่งเน้นไปที่การมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังหนีจากพระราชกิจของพระเจ้า  หลังจากนั้น เจ้าจะเป็นหนึ่งในพวกที่ถูกขับออกไป  พวกที่ไม่พยายามเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าไม่อาจสามารถยืนหยัดในฐานะพยานของพระองค์ได้  ผู้คนที่สามารถเป็นพยานให้พระเจ้าและสนองเจตนารมณ์ของพระองค์นั้น ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาแรงขับเคลื่อนของพวกเขาเพื่อไล่ตามเสาะหาพระวจนะของพระเจ้าทั้งสิ้น  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติในผู้คน โดยหลักแล้วก็เพื่ออนุญาตให้พวกเขาได้รับความจริง การให้เจ้าไล่ตามเสาะหาชีวิตก็เพื่อทำให้เจ้าเพียบพร้อม และนี่คือทั้งหมดที่ทำให้เจ้าเหมาะสมสำหรับการทรงใช้งานของพระเจ้า  ทั้งหมดที่เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาอยู่ตอนนี้คือการได้ยินความล้ำลึกทั้งหลาย การฟังพระวจนะของพระเจ้า การเพ่งดูจนอิ่มตาของเจ้า และการมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีแนวโน้มหรือความแปลกใหม่ใดๆ บ้างหรือไม่ และด้วยผลแห่งการนั้นย่อมสนองความใคร่รู้ของเจ้า  หากนี่คือเจตนาในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีทางที่จะทำตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้  พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงไม่สามารถติดตามจนถึงที่สุดได้  ณ ตอนนี้ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งใด แต่ผู้คนต่างหากที่ไม่ร่วมมือกับพระองค์ เพราะพวกเขารังเกียจพระราชกิจของพระองค์  พวกเขาเพียงต้องการฟังพระวจนะที่พระองค์ตรัสเพื่อประทานพร และพวกเขาไม่เต็มใจรับฟังพระวจนะแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์  อะไรคือเหตุผลของการนี้?  เหตุผลนั้นคือ ความปรารถนาของผู้คนในการได้รับพรยังไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง และดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นลบและอ่อนแอ  ไม่ใช่ว่าพระเจ้าทรงจงใจไม่อนุญาตให้ผู้คนติดตามพระองค์ อีกทั้งไม่ใช่ว่าพระองค์ทรงโบยตีมวลมนุษย์อย่างจงใจ  ผู้คนเป็นลบและอ่อนแอเพียงเพราะเจตนาของพวกเขาไม่ถูกต้องเหมาะสม  พระเจ้าคือพระเจ้าผู้ประทานชีวิตแก่มนุษย์ และพระองค์ไม่สามารถนำมนุษย์ไปสู่ความตายได้  ความเป็นลบ ความอ่อนแอ และการกลับสัตย์ของผู้คนล้วนเกิดจากการกระทำของพวกเขาเอง

พระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้านำกระบวนการถลุงบางส่วนมาสู่ผู้คน และมีเพียงบรรดาผู้ที่สามารถตั้งมั่นเมื่อพวกเขาได้รับการถลุงนี้เท่านั้นที่จะได้รับการรับรองจากพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงปกปิดพระองค์เองอย่างไร ไม่ว่าจะด้วยการไม่ตรัสหรือไม่ทรงพระราชกิจก็ตาม เจ้ายังคงสามารถไล่ตามเสาะหาด้วยเรี่ยวแรงได้  ต่อให้พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงปฏิเสธเจ้า แต่เจ้าก็ยังคงจะติดตามพระองค์อยู่ดี  นี่คือการยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้า  หากพระเจ้าทรงปกปิดพระองค์เองจากเจ้าและเจ้าหยุดติดตามพระองค์ นี่หรือคือการยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้า?  หากผู้คนไม่ได้เข้าสู่อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง และเมื่อพวกเขาเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่จริงๆ พวกเขาจะพลาดท่า  เมื่อพระเจ้าไม่ได้กำลังตรัส หรือทรงทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เจ้าก็พังทลายลง  หากพระเจ้ากำลังทรงกระทำตามมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเอง หากพระองค์กำลังทรงทำสมดังเจตจำนงของเจ้า และเจ้าสามารถยืนหยัดขึ้นและไล่ตามเสาะหาด้วยกำลังวังชาได้ เช่นนั้นแล้วสิ่งใดคือรากฐานของการที่เจ้ามีชีวิตอยู่?  เรากล่าวว่ามีผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตอยู่ในลักษณะที่ล้วนแต่พึ่งพาความใคร่รู้แบบมนุษย์  ในหัวใจที่แท้จริงที่สุดของพวกเขา พวกเขาไม่มีใจที่จะไล่ตามเสาะหาอย่างสิ้นเชิง  พวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงแต่พึ่งพาความใคร่รู้ในชีวิตของพวกเขาล้วนเป็นผู้คนที่น่ารังเกียจทั้งหมด และพวกเขาอยู่ในอันตราย!  พระราชกิจประเภทต่างๆ ของพระเจ้าทั้งหมดได้รับการดำเนินการเพื่อทำให้มวลมนุษย์มีความเพียบพร้อม  อย่างไรก็ตาม ผู้คนใคร่รู้อยู่เสมอ พวกเขาชอบที่จะสอบถามเกี่ยวกับคำเล่าลือ พวกเขากังวลสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในต่างประเทศ—เช่น พวกเขาใคร่รู้ว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นในอิสราเอล หรือมีแผ่นดินไหวในอียิปต์หรือไม่—พวกเขากำลังมองหาสิ่งแปลกใหม่บางอย่าง เพื่อสนองความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเขา  พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิต อีกทั้งพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกเขาเอาแต่พยายามทำให้วันของพระเจ้ามาถึงเร็วขึ้นเท่านั้น เพื่อที่ความฝันอันสวยงามของพวกเขาอาจได้รับการทำให้เป็นจริงและความอยากได้อยากมีอันฟุ่มเฟือยของพวกเขาได้รับการทำให้ลุล่วง  บุคคลประเภทนี้ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง—พวกเขาเป็นใครคนหนึ่งที่มีมุมมองไม่ถูกต้องเหมาะสม  เพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่เป็นรากฐานของการเชื่อในพระเจ้าของมวลมนุษย์ และหากผู้คนไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิต หากพวกเขาไม่พยายามทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะอยู่ภายใต้การลงโทษ  พวกที่จะถูกลงโทษคือพวกที่ไม่ได้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในระหว่างช่วงเวลาแห่งพระราชกิจของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรธำรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 468

ผู้คนควรร่วมมือกับพระเจ้าในระหว่างช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระองค์อย่างไร?  ปัจจุบันนี้พระเจ้ากำลังทรงทดสอบผู้คน  พระองค์ไม่ได้กำลังดำรัสพระวจนะสักคำ แต่กำลังทรงปกปิดพระองค์เองและไม่ทรงทำการติดต่อกับผู้คนโดยตรง  จากภายนอก ดูเหมือนว่าพระองค์ไม่ได้กำลังทรงพระราชกิจใดๆ แต่ความจริงคือพระองค์ยังคงกำลังทรงพระราชกิจภายในมนุษย์  ผู้ใดที่กำลังไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตย่อมมีนิมิตสำหรับการไล่ตามเสาะหาชีวิตสำหรับพวกเขา และไม่กังขาแม้พวกเขาไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าอย่างเต็มที่ก็ตาม  ในขณะที่รับการทดสอบ แม้เมื่อคราที่เจ้าไม่รู้ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์จะทำและพระราชกิจใดที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้สำเร็จลุล่วง แต่เจ้าควรรู้ว่าพระดำริที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์นั้นดีงามเสมอ  หากเจ้าไล่ตามเสาะหาพระองค์ด้วยหัวใจที่จริงแท้ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่มีวันทรงทิ้งเจ้า และในท้ายที่สุดพระองค์จะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อม และนำผู้คนไปยังบั้นปลายที่เหมาะสมอย่างแน่นอน  ไม่ว่าพระเจ้ากำลังทรงทดสอบผู้คนอย่างไรในปัจจุบัน ย่อมจะมีวันหนึ่งที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมบทอวสานที่เหมาะสมแก่ผู้คน และประทานการลงทัณฑ์ที่เหมาะสมแก่พวกเขาตามสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป  พระเจ้าจะไม่ทรงนำทางผู้คนไปสู่จุดหนึ่ง และจากนั้นก็ทรงทิ้งพวกเขาไว้ข้างทางและทรงละเลยพวกเขา  นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้  ในช่วงระยะนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุง  พระองค์กำลังทรงถลุงบุคคลทุกคน  ในขั้นตอนทั้งหลายของพระราชกิจที่ประกอบด้วยการทดสอบแห่งความตายและการทดสอบแห่งการตีสอน กระบวนการถลุงก็ได้รับการดำเนินไปโดยผ่านทางพระวจนะ  การที่ผู้คนจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาต้องเข้าใจพระราชกิจในปัจจุบันของพระองค์และวิธีที่มวลมนุษย์ควรร่วมมือเสียก่อน  แท้จริงแล้ว นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนควรเข้าใจ  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการถลุงหรือแม้พระองค์จะไม่ได้กำลังตรัสก็ตาม แต่ก็ไม่มีสักขั้นตอนเดียวของพระราชกิจของพระเจ้าที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมวลมนุษย์  แต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์สลายและพังลงเมื่อผ่านมโนคติที่หลงผิดของผู้คน  นี่คือพระราชกิจของพระองค์  แต่เจ้าต้องเชื่อว่า เนื่องด้วยพระราชกิจของพระเจ้าได้มาถึงช่วงระยะหนึ่งแล้ว พระองค์จะไม่ทรงทำให้มวลมนุษย์ทั้งหมดถึงแก่ความตายไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  พระองค์ประทานทั้งสัญญาและพรแก่มนุษย์ และบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไล่ตามเสาะหาพระองค์จะสามารถได้รับพรของพระองค์ แต่พวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาพระองค์ย่อมจะถูกพระเจ้ากำจัดออกไป  นี่ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้า  ไม่ว่าสิ่งอื่นใดจะเป็นอย่างไรก็ตาม เจ้าต้องเชื่อว่าเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าได้รับการสรุปปิดตัวแล้ว บุคคลทุกคนจะมีบั้นปลายที่เหมาะสม  พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมความทะเยอทะยานที่สวยงามให้แก่มวลมนุษย์ แต่หากไร้ซึ่งการไล่ตามเสาะหา ความทะเยอทะยานเหล่านั้นก็ไม่อาจบรรลุได้  เจ้าควรสามารถเห็นการนี้ได้ในตอนนี้—กระบวนการถลุงของพระเจ้าและการตีสอนผู้คนของพระองค์คือพระราชกิจของพระองค์ แต่ในส่วนของผู้คน พวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยตลอดเวลา  ในประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เจ้าต้องรู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเสียก่อน เจ้าต้องพบสิ่งที่เจ้าควรเข้าสู่และข้อบกพร่องของตัวเจ้าเองภายในพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรแสวงหาการเข้าสู่ประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า และรับเอาส่วนของพระวจนะของพระเจ้าที่ควรนำไปปฏิบัติและพยายามทำเช่นนั้น  การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าคือแง่มุมหนึ่ง  นอกจากนี้ ชีวิตทางคริสตจักรต้องได้รับการคงไว้ เจ้าต้องมีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ และเจ้าต้องสามารถส่งมอบสภาวะปัจจุบันทั้งหมดของเจ้าแด่พระเจ้า  ไม่สำคัญว่าพระราชกิจของพระองค์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเจ้าควรยังคงเป็นปกติ  ชีวิตฝ่ายวิญญาณสามารถคงไว้ซึ่งการเข้าสู่อันปกติของเจ้าได้  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าควรที่จะดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเจ้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกขัดจังหวะและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า  นี่คือสิ่งที่ผู้คนควรทำ  สิ่งนี้เป็นพระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่สำหรับผู้ที่มีสภาพเงื่อนไขปกติแล้ว นี่คือความเพียบพร้อม สำหรับผู้ที่มีสภาพเงื่อนไขผิดปกติ สิ่งนี้คือการทดสอบ  ในช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจแห่งการถลุงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนบางคนกล่าวว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนักและว่าผู้คนจำเป็นต้องมีการถลุงอย่างยิ่งยวด มิเช่นนั้นวุฒิภาวะของพวกเขาจะน้อยเกินไปและพวกเขาจะไม่มีทางบรรลุเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกที่มีสภาพเงื่อนไขที่ไม่ดี สิ่งนี้ก็กลายเป็นเหตุผลหนึ่งในการไม่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้า และกลายเป็นเหตุผลหนึ่งในการไม่เข้าร่วมการชุมนุมหรือกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  ในพระราชกิจของพระเจ้า ไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดหรือการเปลี่ยนแปลงใดที่พระองค์ทรงก่อให้เกิดขึ้นก็ตาม อย่างน้อยที่สุด ผู้คนต้องคงไว้ซึ่งชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติ  บางทีเจ้าอาจไม่ได้หละหลวมในช่วงระยะปัจจุบันนี้ของชีวิตฝ่ายวิญญาณของเจ้า แต่เจ้าก็ยังคงไม่ได้รับไว้มากมาย และไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอันยิ่งใหญ่  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมแบบนี้ ต่อให้เจ้ายึดมั่นในชีวิตฝ่ายวิญญาณของตนเหมือนว่าเจ้ากำลังยึดปฏิบัติตามกฎข้อบังคับสักข้อ เจ้าก็ต้องยึดมั่นในชีวิตดังกล่าวอยู่ดี เจ้าต้องรักษากฎข้อบังคับข้อนี้ เพื่อให้ตัวเจ้าไม่ทนทุกข์กับความสูญเสียในชีวิตของตนและเพื่อให้เจ้าสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  หากชีวิตฝ่ายวิญญาณของเจ้าผิดปกติ เจ้าก็ไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้า และในทางกลับกันย่อมรู้สึกอยู่เสมอว่าสิ่งนั้นเข้ากันไม่ได้อย่างสมบูรณ์กับมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเองแทน และแม้ว่าเจ้าเต็มใจที่จะติดตามพระองค์ เจ้าก็ขาดพร่องแรงขับเคลื่อนภายใน  ดังนั้น ไม่สำคัญว่าปัจจุบันนี้พระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม ผู้คนต้องร่วมมือด้วย  หากผู้คนไม่ร่วมมือ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่สามารถทรงพระราชกิจของพระองค์ได้ และหากผู้คนไม่มีหัวใจที่จะร่วมมือ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ยากที่จะได้พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้  หากเจ้าต้องการมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในตัวเจ้า และหากเจ้าต้องการได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องคงไว้ซึ่งความจงรักภักดีดั้งเดิมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  ตอนนี้ ไม่จำเป็นที่เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น ทฤษฎีที่สูงขึ้น หรือสิ่งอื่นเช่นนั้น—ทั้งหมดที่พึงต้องมีก็คือว่า เจ้าจะต้องค้ำชูพระวจนะของพระเจ้าบนรากฐานดั้งเดิม  หากผู้คนไม่ร่วมมือกับพระเจ้าและไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงพรากทุกสรรพสิ่งที่เดิมเคยเป็นของพวกเขา  ภายในนั้น ผู้คนโลภอยากได้ความสะดวกสบายและอยากชื่นชมสิ่งที่หาได้ง่ายมากกว่า  พวกเขาต้องการได้รับสัญญาของพระเจ้าโดยไม่ยอมลำบากใดๆ เลย  เหล่านี้เป็นความคิดฟุ้งเฟ้อที่มวลมนุษย์นั้นเพลิดเพลิน  การได้รับชีวิตมาโดยไม่ยอมลำบาก—ทว่าเคยมีสิ่งใดที่ง่ายดายเช่นนี้หรือไม่?  เมื่อใครคนหนึ่งเชื่อในพระเจ้าและแสวงหาการเข้าสู่ชีวิตและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา พวกเขาจะต้องยอมลำบากและสัมฤทธิ์สภาวะที่พวกเขาจะใช้ติดตามพระเจ้าเสมอ ไม่สำคัญว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใด  นี่คือบางสิ่งที่ผู้คนต้องทำ แม้เจ้าทำตามทั้งหมดนี้เสมือนข้อบังคับข้อหนึ่ง เจ้าก็ต้องค้ำชูสิ่งนี้อยู่เสมอ และไม่สำคัญว่าการทดสอบจะยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าก็ไม่สามารถปล่อยสัมพันธภาพปกติของเจ้ากับพระเจ้าไปได้  เจ้าควรจะสามารถอธิษฐาน คงไว้ซึ่งชีวิตคริสตจักรของเจ้า และไม่ทิ้งบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าเป็นอันขาด  เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า เจ้าก็ยังคงควรแสวงหาความจริง  นี่เป็นข้อพึงประสงค์ขั้นต่ำสำหรับชีวิตฝ่ายวิญญาณ  การมีความพึงปรารถนาที่จะแสวงหาอยู่เสมอ และการเพียรพยายามที่จะร่วมมือ การใช้กำลังวังชาทั้งหมดของเจ้า—การนี้สามารถทำได้หรือไม่?  หากผู้คนยึดสิ่งนี้เป็นรากฐาน พวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์วิจารณญาณและเข้าสู่ความเป็นจริงได้  เป็นการง่ายที่จะยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อสภาพของตัวเจ้าเองปกติ ในรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ ไม่รู้สึกว่าลำบากยากเย็นเลยที่จะปฏิบัติความจริง และเจ้ารู้สึกว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่  แต่หากสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่ดี ไม่สำคัญว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดและไม่สำคัญว่าใครคนหนึ่งจะพูดได้อย่างไพเราะเพียงใดก็ตาม เจ้าก็จะไม่สนใจ  เมื่อสภาพเงื่อนไขของบุคคลหนึ่งผิดปกติ พระเจ้าก็ไม่สามารถทรงพระราชกิจในตัวพวกเขาได้ และพวกเขาก็ไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรธำรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 469

หากผู้คนไม่มีความมั่นใจใดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะเดินไปตามเส้นทางนี้ต่อไป  ตอนนี้ทุกคนสามารถเห็นได้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดและความคิดฝันของผู้คนแม้แต่น้อย—พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจมากมายเหลือเกินและได้ตรัสพระวจนะมากมายเหลือเกิน และแม้ผู้คนอาจยอมรับรู้ว่าพระวจนะคือความจริง แต่มโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าก็ยังคงมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในตัวพวกเขา  หากผู้คนปรารถนาที่จะเข้าใจความจริงและได้รับความจริงไว้ พวกเขาก็ต้องมีความมั่นใจและพลังใจเพื่อให้สามารถยืนหยัดในสิ่งที่พวกเขาได้เห็นเรียบร้อยแล้ว และในสิ่งที่พวกเขาได้รับจากประสบการณ์ของพวกเขา  ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดในตัวผู้คน พวกเขาก็ต้องค้ำชูสิ่งที่พวกเขาเองครอบครอง จริงใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และยังคงอุทิศตนเพื่อพระองค์จนถึงที่สุด  นี่คือหน้าที่ของมวลมนุษย์  ผู้คนต้องค้ำชูสิ่งที่พวกเขาควรทำ  การเชื่อในพระเจ้าต้องมีการนบนอบพระองค์และมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์  พระเจ้าทรงพระราชกิจมากมาย—อาจกล่าวได้ว่า สำหรับผู้คนแล้ว ทั้งหมดนั้นคือความเพียบพร้อม คือกระบวนการถลุง และยิ่งไปกว่านั้นคือการตีสอน  ไม่มีแม้สักขั้นตอนเดียวของพระราชกิจของพระเจ้าที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ สิ่งที่ผู้คนได้ชื่นชมคือพระวจนะที่เข้มงวดของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าเสด็จมา ผู้คนควรชื่นชมพระบารมีของพระองค์และพระพิโรธของพระองค์  อย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญว่าพระวจนะของพระองค์จะเข้มงวดเพียงใด พระองค์ก็เสด็จมาเพื่อช่วยให้รอดและทำให้มวลมนุษย์เพียบพร้อม  ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้คนควรทำหน้าที่ที่พวกเขาควรที่จะทำให้ลุล่วง และยืนหยัดเป็นพยานให้พระเจ้าท่ามกลางกระบวนการถลุง  ในทุกการทดสอบ พวกเขาควรค้ำชูพยานที่พวกเขาควรเป็น และทำเช่นนั้นอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อพระเจ้า  บุคคลที่ทำการนี้คือผู้มีชัย  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงถลุงเจ้าอย่างไร เจ้าก็ยังคงเต็มไปด้วยความมั่นใจและไม่เคยสูญเสียความมั่นใจในพระองค์  เจ้าทำสิ่งที่มนุษย์ควรทำ  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากมนุษย์ และหัวใจของมนุษย์ควรจะสามารถกลับคืนสู่พระองค์ได้อย่างเต็มที่ และหันเข้าหาพระองค์ในทุกขณะที่ผ่านไป  นี่คือผู้มีชัย  บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงอ้างถึงว่าเป็น “ผู้ชนะ” คือผู้ที่ยังคงสามารถตั้งมั่นในการเป็นพยานของตน และคงไว้ซึ่งความมั่นใจดั้งเดิมและการอุทิศตนที่พวกเขามีต่อพระเจ้าเมื่ออยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานและในขณะที่ถูกซาตานล้อมไว้ นั่นคือ เมื่อพวกเขาพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางกองกำลังแห่งความมืด  หากเจ้ายังคงสามารถรักษาหัวใจให้บริสุทธิ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และคงไว้ซึ่งความรักอันจริงแท้ที่เจ้ามีต่อพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังตั้งมั่นในการเป็นพยานของตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงหมายถึงการเป็น “ผู้ชนะ”  หากการไล่ตามเสาะหาของเจ้านั้นเป็นไปอย่างยอดเยี่ยมเมื่อพระเจ้าประทานพรแก่เจ้า แต่เจ้าล่าถอยเมื่อปราศจากพรของพระองค์ นี่คือความบริสุทธิ์อย่างนั้นหรือ?  ในเมื่อเจ้าแน่ใจว่าหนทางนี้แท้จริง เจ้าต้องติดตามไปจนกว่าจะถึงปลายทาง เจ้าต้องคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า  ในเมื่อเจ้าได้เห็นว่าพระเจ้าพระองค์เองได้เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อทำให้เจ้าเพียบพร้อม เจ้าก็ควรมอบหัวใจของเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้นแด่พระองค์  หากเจ้ายังคงสามารถติดตามพระองค์ได้ไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด แม้ว่าพระองค์ทรงกำหนดพิจารณาบทอวสานที่ไม่น่าพอใจสำหรับเจ้าในท้ายที่สุด นี่ก็เป็นการคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  การถวายร่างกายฝ่ายวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์และพรหมจารีบริสุทธิ์แด่พระเจ้าหมายถึงการรักษาหัวใจที่จริงใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  สำหรับมวลมนุษย์ ความจริงใจคือความบริสุทธิ์ และความสามารถที่จะจริงใจต่อพระเจ้าคือการรักษาความบริสุทธิ์  นี่คือสิ่งที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  เมื่อเจ้าควรที่จะอธิษฐาน เจ้าจงอธิษฐาน เมื่อเจ้าควรที่จะชุมนุมกันในการสามัคคีธรรม เจ้าจงทำเช่นนั้น เมื่อเจ้าควรที่จะร้องเพลงสรรเสริญ เจ้าจงร้องเพลงสรรเสริญ และเมื่อเจ้าควรขัดขืนเนื้อหนัง เจ้าก็ขัดขืนเนื้อหนัง  เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็อย่าทำแค่พอให้พ้นตัว เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าก็จงตั้งมั่น  นี่คือการอุทิศตนต่อพระเจ้า  หากเจ้าไม่ค้ำชูสิ่งที่ผู้คนควรทำ เช่นนั้นแล้วความทุกข์และปณิธานที่ผ่านมาทั้งหมดของเจ้าก็ไร้ผล

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรธำรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 470

สำหรับทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า มีทางหนึ่งที่ผู้คนควรร่วมมือด้วย  พระเจ้าทรงถลุงผู้คนเพื่อให้พวกเขามีความมั่นใจในยามที่พวกเขาก้าวผ่านกระบวนการถลุง  พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเพียบพร้อมเพื่อให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และเต็มใจที่จะยอมรับการถลุงของพระองค์และการตัดแต่งจากพระเจ้า  พระวิญญาณของพระเจ้าทรงพระราชกิจภายในผู้คนเพื่อนำความรู้แจ้งและความกระจ่างมาสู่พวกเขา และเพื่อให้พวกเขาร่วมมือกับพระองค์และปฏิบัติตาม  พระเจ้าไม่ตรัสในช่วงระหว่างกระบวนการถลุง  พระองค์ไม่ดำรัสพระสุรเสียงของพระองค์ แต่กระนั้นก็ยังมีงานที่ผู้คนควรทำ เจ้าควรค้ำชูสิ่งที่เจ้ามีอยู่แล้ว เจ้าควรยังคงสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้า ใกล้ชิดกับพระเจ้า และยืนหยัดเป็นพยานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ในหนทางนี้เจ้าจะทำหน้าที่ของตัวเจ้าเองให้ลุล่วง  พวกเจ้าทุกคนควรเห็นอย่างชัดเจนจากพระราชกิจของพระเจ้าว่า การทดสอบของพระองค์ในเรื่องความเชื่อมั่นและความรักของผู้คนนั้น พึงประสงค์ให้พวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้ามากขึ้น และให้พวกเขาลิ้มรสพระวจนะของพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์บ่อยครั้งขึ้น  หากพระเจ้าประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าและให้เจ้าทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ แต่เจ้ากลับไม่ปฏิบัติตามแต่อย่างใด เจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดไว้  เมื่อเจ้านำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ เจ้าควรยังคงสามารถอธิษฐานต่อพระองค์ได้ และเมื่อเจ้าลิ้มรสพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์และแสวงหา และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในพระองค์ โดยไม่มีร่องรอยของความรู้สึกท้อแท้หรือเย็นชา  พวกที่ไม่นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัตินั้นมีกำลังวังชาเต็มที่ในช่วงระหว่างการชุมนุม แต่ร่วงหล่นไปสู่ความมืดเมื่อพวกเขากลับบ้าน  มีบางคนที่ไม่ต้องการแม้แต่จะชุมนุมกัน  ดังนั้น เจ้าต้องเห็นอย่างชัดเจนว่าผู้คนควรปฏิบัติหน้าที่ใดบ้าง  เจ้าอาจไม่รู้ว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าแท้จริงแล้วคือสิ่งใด แต่เจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าสามารถอธิษฐานเมื่อเจ้าควรอธิษฐาน เจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติเมื่อเจ้าควรทำ และเจ้าสามารถทำสิ่งที่ผู้คนควรที่จะทำ  เจ้าสามารถค้ำชูนิมิตดั้งเดิมของเจ้าได้  ในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถยอมรับขั้นตอนต่อไปของพระราชกิจของพระเจ้าได้มากขึ้น  เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในวิถีที่ซ่อนเร้น นี่ย่อมเป็นปัญหาหากเจ้าไม่แสวงหา  เมื่อพระองค์ตรัสและทรงเทศนาในช่วงระหว่างการประชุม เจ้ารับฟังด้วยความกุลีกุจอ แต่เมื่อพระองค์ไม่ได้ตรัส เจ้าก็ขาดพร่องกำลังวังชาและถอยกลับ  บุคคลประเภทใดที่ปฏิบัติตนในหนทางนี้?  นี่คือใครคนหนึ่งที่เพียงแค่ติดตามไปที่ใดก็ตามที่ฝูงชนไป  พวกเขาไม่มีจุดยืน ไม่มีคำพยาน และไม่มีนิมิต!  ผู้คนส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้  หากเจ้าเดินตามทางนั้นต่อไป วันหนึ่งเมื่อเจ้ามาถึงการทดสอบครั้งใหญ่ เจ้าจะร่วงลงสู่การลงโทษ  การมีจุดยืนนั้นสำคัญที่สุดในกระบวนการทำให้ผู้คนเพียบพร้อมของพระเจ้า  หากเจ้าไม่กังขาในพระราชกิจของพระเจ้าแม้แต่ขั้นตอนเดียว หากเจ้าทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ลุล่วง หากเจ้าค้ำชูอย่างจริงใจในสิ่งที่พระเจ้าให้เจ้านำไปปฏิบัติ นั่นคือ เจ้าจดจำคำเตือนสติของพระเจ้า และไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดในทุกวันนี้ เจ้าก็มิได้ลืมคำเตือนสติของพระองค์ หากเจ้าไม่กังขาในพระราชกิจของพระองค์ คงไว้ซึ่งจุดยืนของเจ้า ค้ำชูคำพยานของเจ้า และได้รับชัยชนะในทุกย่างก้าวของหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว ในท้ายที่สุดเจ้าก็จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าและได้รับการทำให้กลายเป็นผู้มีชัย  หากเจ้าสามารถตั้งมั่นโดยตลอดทุกขั้นตอนของการทดสอบของพระเจ้า และหากเจ้ายังคงสามารถตั้งมั่นได้จนถึงที่สุด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นผู้มีชัย เจ้าย่อมเป็นใครคนหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำให้เพียบพร้อม  หากเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นในการทดสอบปัจจุบันของเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว ในอนาคตสิ่งนี้จะถึงกับกลายเป็นลำบากยากเย็นยิ่งขึ้น  หากเจ้าเพียงก้าวผ่านความทุกข์ในระดับที่ปราศจากนัยสำคัญและเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้ว ในที่สุดเจ้าจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย  เจ้าจะเหลือแต่มือเปล่า  มีผู้คนบางคนที่ยอมแพ้ในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาเมื่อพวกเขาเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้กำลังตรัสอยู่ และหัวใจของพวกเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ  บุคคลเช่นนี้มิใช่ผู้โง่เขลาหรอกหรือ?  ผู้คนประเภทนี้ไม่มีความเป็นจริง  เมื่อพระเจ้ากำลังตรัส พวกเขาก็วิ่งไปมาเสมอ แลดูยุ่งและกุลีกุจอจากภายนอก แต่ตอนนี้ที่พระองค์ไม่ได้กำลังตรัส พวกเขาก็หยุดแสวงหา  บุคคลประเภทนี้ไม่มีอนาคต  ในช่วงระหว่างกระบวนการถลุง เจ้าต้องเข้าสู่จากมุมมองเชิงบวกและเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายที่เจ้าควรเรียนรู้ เมื่อเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าและอ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรวัดสภาวะของตัวเจ้าเองด้วยพระวจนะนั้นๆ ค้นหาข้อบกพร่องของเจ้า และพบเจอว่าเจ้ายังคงมีบทเรียนอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้  ยิ่งเจ้าแสวงหาด้วยความจริงใจมากขึ้นเท่าใดในยามที่เจ้าก้าวผ่านกระบวนการถลุง เจ้าก็ยิ่งจะพบว่าตัวเจ้ายังบกพร่องมากขึ้นเท่านั้น  เมื่อเจ้ากำลังได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุง ก็มีหลายประเด็นปัญหาที่เจ้าเผชิญ เจ้าไม่สามารถมองเห็นเรื่องเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน เจ้าพร่ำบ่น เจ้าเผยเนื้อหนังของตนเอง—ในหนทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงสามารถค้นพบว่าเจ้ามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามมากมายเกินไปภายในตัวเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรธำรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 471

พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนั้นพึงประสงค์ความมั่นใจใหญ่หลวง ความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าความมั่นใจของโยบ  หากปราศจากความมั่นใจ ผู้คนจะไม่สามารถได้รับประสบการณ์ต่อไป อีกทั้งพวกเขาจะไม่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้  เมื่อวันแห่งการทดสอบครั้งใหญ่มาถึง จะมีผู้คนออกจากคริสตจักร—บ้างก็ที่นี่ บ้างก็ที่นั่น  จะมีบางคนที่เคยทำได้ค่อนข้างดีในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาในช่วงเวลาก่อนหน้า และจะไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่เชื่ออีกต่อไป  หลายสิ่งจะเกิดขึ้นซึ่งเจ้าจะไม่เข้าใจ และพระเจ้าจะไม่ทรงเผยหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ใดๆ อีกทั้งไม่ทรงทำสิ่งใดที่เกินธรรมชาติ  นี่ก็เพื่อดูว่าเจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่—พระเจ้าทรงใช้ข้อเท็จจริงเพื่อถลุงผู้คน  เจ้ายังไม่ได้ทนทุกข์มากนัก  ในอนาคต เมื่อการทดสอบครั้งใหญ่มาถึง ในบางสถานที่ บุคคลทุกคนในคริสตจักรจะจากไป และบรรดาผู้ที่เจ้ามีสัมพันธภาพที่ดีด้วยจะจากไปและทอดทิ้งความเชื่อของพวกเขา  แล้วเมื่อนั้นเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่?  จนถึงตอนนี้ การทดสอบที่เจ้าได้เผชิญหน้านั้นเล็กน้อย และเจ้าอาจแทบไม่สามารถทนสู้การทดสอบเหล่านั้นได้  ขั้นตอนนี้ประกอบด้วยการถลุงและการทำให้เพียบพร้อมโดยผ่านทางพระวจนะเท่านั้น  ในขั้นตอนถัดไป ข้อเท็จจริงจะมาถึงเจ้าเพื่อถลุงเจ้า และเช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะอยู่ท่ามกลางภัยอันตราย  ทันทีที่สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องจริงจังอย่างแท้จริง พระเจ้าจะทรงแนะนำให้เจ้าเร่งรีบจากไป และผู้คนที่เคร่งศาสนาจะพยายามล่อลวงเจ้าให้ไปกับพวกเขา  นี่ก็เพื่อดูว่าเจ้าสามารถเดินบนเส้นทางต่อไปได้หรือไม่ และสรรพสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคือการทดสอบ  การทดสอบปัจจุบันคือส่วนน้อย แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อจะมีบ้านบางหลังที่พ่อแม่ไม่เชื่ออีกต่อไป และบางแห่งที่เด็กๆ ไม่เชื่ออีกต่อไป  เจ้าจะสามารถไปต่อได้หรือไม่?  ยิ่งเจ้าไปข้างหน้าไกลขึ้นเท่าใด การทดสอบของเจ้าก็จะกลายเป็นยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น  พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในการถลุงผู้คน โดยสอดคล้องกับความต้องการที่จำเป็นของพวกเขาและวุฒิภาวะของพวกเขา  ในระหว่างช่วงระยะที่พระเจ้าทรงทำให้มวลมนุษย์เพียบพร้อมนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จำนวนของผู้คนจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ—นั่นมีแต่จะหดลงเท่านั้น  มีเพียงโดยผ่านทางการถลุงเหล่านี้เท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อม  การถูกตัดแต่ง ถูกบ่มวินัย ถูกทดสอบ ถูกตีสอน ถูกสาปแช่ง—เจ้าสามารถทานทนต่อทั้งหมดนี้ได้หรือไม่?  เมื่อเจ้าเห็นคริสตจักรที่มีสถานการณ์ดีเป็นพิเศษ ที่ซึ่งบรรดาพี่น้องชายหญิงล้วนกำลังแสวงหาด้วยกำลังวังชาอันยิ่งใหญ่ ตัวเจ้าเองก็รู้สึกได้รับการหนุนใจ  เมื่อวันนั้นมาถึงที่พวกเขาได้จากไปทั้งหมด พวกเขาบางคนไม่เชื่ออีกต่อไป บางคนได้ออกไปทำธุรกิจหรือแต่งงาน และบางคนได้เข้าร่วมศาสนา แล้วเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่?  เจ้าจะยังคงสามารถรู้สึกไม่หวั่นไหวภายในหรือไม่?  การที่พระเจ้าทำให้มวลมนุษย์เพียบพร้อมไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเช่นนั้น!  พระองค์ทรงใช้งานสรรพสิ่งมากมายเพื่อถลุงผู้คน  ผู้คนมองสิ่งเหล่านี้ในฐานะวิธีการ แต่โดยเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิธีการเลยสักอย่าง แต่เป็นข้อเท็จจริง  ในท้ายที่สุด เมื่อพระองค์ได้ทรงถลุงผู้คนถึงจุดหนึ่งและพวกเขาไม่มีการพร่ำบ่นใดๆ อีกต่อไป ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระองค์ก็จะครบบริบูรณ์  พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการทำให้เจ้าเพียบพร้อม และเมื่อพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจและทรงซ่อนเร้นพระองค์เอง สิ่งนี้จะเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการทำให้เจ้าถึงกับเพียบพร้อมมากยิ่งขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนทางนี้จะสามารถเห็นได้ว่าผู้คนมีความรักต่อพระเจ้าหรือไม่ พวกเขามีความมั่นใจที่แท้จริงในพระองค์หรือไม่  เมื่อพระเจ้าตรัสอย่างชัดแจ้ง ไม่จำเป็นที่เจ้าจะต้องค้นหา เฉพาะเมื่อพระองค์ทรงปกปิดพระองค์เองเท่านั้นเจ้าจึงจำเป็นต้องค้นหาและหาทางออกให้ได้  เจ้าควรจะสามารถทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างให้ลุล่วงได้ และไม่สำคัญว่าจุดจบในอนาคตของเจ้าและบั้นปลายของเจ้าอาจเป็นอย่างไร เจ้าควรจะสามารถไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและความรักต่อพระเจ้าในช่วงระหว่างหลายปีที่เจ้ามีชีวิตอยู่ และไม่สำคัญว่าพระเจ้าจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร เจ้าก็ควรจะสามารถหลีกเลี่ยงการพร่ำบ่น  มีสภาพเงื่อนไขหนึ่งสำหรับการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงพระราชกิจภายในผู้คน  พวกเขาต้องกระหายและแสวงหา และไม่ใช่ไม่กุลีกุจอหรือเต็มไปด้วยความกังขาเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้า และพวกเขาต้องสามารถค้ำชูหน้าที่ของพวกเขาได้ตลอดเวลา ในหนทางนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่พึงประสงค์จากมวลมนุษย์คือความมั่นใจอันมหาศาลและการมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหา—เพียงโดยผ่านทางประสบการณ์เท่านั้นผู้คนจึงจะสามารถค้นพบว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักเพียงใด และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในผู้คนอย่างไร  หากเจ้าไม่มีประสบการณ์ หากเจ้าไม่คลำหาทางของเจ้าออกไป หากเจ้าไม่แสวงหา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย  เจ้าต้องคลำหาทางออกของเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า และเพียงโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้าเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเห็นการกระทำของพระเจ้า และระลึกรู้ถึงความน่าอัศจรรย์และความมิอาจหยั่งถึงได้ของพระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรธำรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 472

พระเจ้าทรงอนุญาตให้เจ้าประสบกับความทุกข์ยาก ความคับข้องใจ และความทุกข์ลำบากทุกประเภท รวมทั้งความล้มเหลวและอุปสรรคมากมาย  ในท้ายที่สุด พระเจ้าย่อมทำให้เจ้าตระหนัก—ระหว่างที่เจ้ามีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้—ว่าทั้งหมดที่พระองค์ตรัสไว้คือความจริงและถูกต้อง  ในเวลาเดียวกัน พระองค์ทรงทำให้เจ้าตระหนักสิ่งที่คิดและจินตนาการ ตลอดจนมโนคติอันหลงผิด ความรู้ ทฤษฎีเชิงปรัชญา ปรัชญาของเจ้า รวมทั้งสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้ในโลกและซึ่งบิดามารดาของเจ้าสอนเจ้ามานั้นล้วนผิด และสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถนำเจ้าไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต และไม่สามารถนำทางเจ้าให้เข้าใจความจริงและมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้ายังคงใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของความล้มเหลว รวมทั้งเส้นทางของการต้านทานและทรยศพระเจ้า ในท้ายที่สุด พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามองเห็นการนี้อย่างชัดเจน กระบวนการนี้คือบางสิ่งที่เจ้าต้องประสบ และในหนทางนี้เท่านั้นที่ผลลัพธ์จะสัมฤทธิ์ แต่ก็เป็นสิ่งที่เจ็บปวดสำหรับพระเจ้าที่จะทอดพระเนตร ผู้คนเป็นกบฏและมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทนทุกข์เล็กน้อยและได้รับประสบการณ์กับปัญหาที่ทำให้ชะงักงันเหล่านี้  หากไม่มีความทุกข์นี้ พวกเขาย่อมไร้หนทางที่จะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ หากบุคคลหนึ่งมีหัวใจซึ่งรักความจริงอย่างแท้จริง และเต็มใจที่จะยอมรับวิถีทางนานาแห่งความรอดจากพระเจ้า และเต็มใจที่จะยอมลำบากแล้วไซร้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องทนทุกข์มากนัก ที่จริงแล้วพระเจ้าก็ไม่ได้ต้องประสงค์จะทำให้ผู้คนทนทุกข์มากมายเช่นนั้น และไม่ต้องประสงค์จะทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์กับอุปสรรคขัดขวางและความล้มเหลวมากมายเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้คนเป็นกบฏเกินไป พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำตามที่บอกให้ทำ ไม่เต็มใจที่จะนบนอบ และไม่สามารถเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องหรือใช้ทางลัด พวกเขาเพียงเดินไปตามทางของตน กบฏต่อพระเจ้า และต้านทานพระองค์  ผู้คนเป็นสิ่งที่เสื่อมทราม ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำได้คือมอบพวกเขาให้แก่ซาตานและวางพวกเขาไว้ในสถานการณ์ที่หลากหลายเท่านั้น เพื่อทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ทุกประเภทและเรียนรู้บทเรียนทุกประเภท และทำความเข้าใจแก่นแท้ของสิ่งที่เลวทรามทุกประเภท หลังจากนั้นเมื่อผู้คนย้อนมองกลับมา พวกเขาย่อมจะตระหนักว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และยอมรับว่าพระเจ้าคือความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวก และเป็นองค์หนึ่งเดียวที่ทรงห่วงใยผู้คน รักและสามารถช่วยผู้คนให้รอดโดยแท้ พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้ผู้คนทนทุกข์มากถึงเพียงนี้ แต่มนุษย์เป็นกบฏเกินไป ต้องการใช้เส้นทางที่ผิด และต้องการก้าวผ่านความทุกข์นี้ พระเจ้าไม่ทรงมีทางเลือกนอกจากวางผู้คนไว้ในสถานการณ์ที่หลากหลายเพื่อทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ผู้คนได้รับการทำให้แข็งแกร่งขึ้นจนถึงขอบข่ายใดในท้ายที่สุด?  จนถึงขอบข่ายที่เจ้าพูดว่า “ฉันได้ผ่านประสบการณ์กับสถานการณ์ทุกประเภทแล้ว และบัดนี้ในท้ายที่สุดฉันเข้าใจแล้วว่า นอกจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีบุคคล เหตุการณ์ หรือเรื่องราวใดที่สามารถทำให้ฉันเข้าใจความจริง ที่สามารถทำให้ฉันชื่นชมความจริง หรือที่สามารถทำให้ฉันเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ถ้าฉันปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างเชื่อฟัง อยู่ในที่ของมนุษย์อย่างเชื่อฟัง ค้ำจุนสถานะและหน้าที่ของฉันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ยอมรับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าอย่างเชื่อฟัง ไม่มีการพร่ำบ่นหรืออยากได้สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อจากพระเจ้า และสามารถนบนอบเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง เมื่อนั้นเท่านั้นฉันจึงจะเป็นคนที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง” เมื่อผู้คนมาถึงระดับนี้ พวกเขาก็กราบไหว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างแท้จริง และพระเจ้าไม่จำเป็นต้องทรงจัดเตรียมสถานการณ์ใดๆ เพิ่มเติมเพื่อให้พวกเขาได้ผ่านประสบการณ์อีก ดังนั้นแล้วเส้นทางใดที่พวกเจ้าปรารถนาที่จะใช้?  ในความพึงปรารถนาส่วนตัวของพวกเขา ไม่มีผู้ใดต้องการทนทุกข์ และไม่มีผู้ใดต้องการผ่านประสบการณ์กับการชะงักงัน ความล้มเหลว ความลำบากยากเย็น ความขัดข้องใจ หรือความทุกข์ยาก แต่ไม่มีหนทางอื่น ผู้คนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน พวกเขาเป็นกบฏมากเกินไป และความคิดและมุมมองของพวกเขาซับซ้อนเกินไป  หัวใจของเจ้ามีความย้อนแย้ง ความดิ้นรน และความยุ่งเหยิงอยู่ตลอดเวลาทุกวัน เจ้าเข้าใจความจริงไม่กี่ประการ การเข้าสู่ชีวิตของเจ้าก็ตื้นเขิน และเจ้าขาดพร่องพลังอำนาจที่จะเอาชนะมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเนื้อหนัง ทั้งหมดที่เจ้าทำได้คือใช้แนวทางปกติของมนุษย์ นั่นคือ การผ่านประสบการณ์กับความล้มเหลวและความคับข้องใจอยู่เนืองนิตย์ การล้มลงอยู่เนืองนิตย์ การถูกความยากลำบากโจมตีซ้ำๆ และการเกลือกกลิ้งไปมาอยู่ในโคลนตม จนกระทั่งวันหนึ่งมาถึงเมื่อเจ้าพูดว่า “ฉันเหนื่อย ฉันเบื่อ ฉันไม่ต้องการมีชีวิตแบบนี้ ฉันไม่ต้องการได้รับประสบการณ์กับความล้มเหลวเหล่านี้ ฉันเต็มใจที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้างในการเชื่อฟัง ฉันจะฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส และทำสิ่งที่พระองค์ตรัส นี่เท่านั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต” เฉพาะในวันที่เจ้ายอมเชื่อและยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าได้ทำความเข้าใจบางสิ่งเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าจากการนี้หรือไม่?  สิ่งใดเป็นท่าทีของพระเจ้าต่อผู้คน?  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด พระองค์ก็ทรงปรารถนาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมสถานการณ์ใด หรือพระองค์ทรงขอให้เจ้าทำสิ่งใด แต่พระองค์ก็ทรงปรารถนาที่จะเห็นผลที่ดีที่สุดเสมอ สมมุติว่าเจ้าก้าวผ่านบางสิ่ง และเผชิญกับปัญหาที่ทำให้ชะงักงันและความล้มเหลว พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะเห็นเจ้าท้อแท้เวลาล้มเหลว คิดว่าเจ้าจบสิ้นแล้วและถูกซาตานคว้าตัวไปแล้ว จากนั้นก็ทอดอาลัย ไม่มีวันลุกขึ้นมาเดินด้วยตัวเองอีก และจมอยู่ในความสิ้นหวัง—พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเห็นสิ่งใด?  การที่ขณะที่เจ้าอาจล้มเหลวในเรื่องนี้ แต่เจ้าก็สามารถแสวงหาความจริงและทบทวนตนเอง หาสาเหตุที่เจ้าล้มเหลว ยอมรับบทเรียนที่ความล้มเหลวนี้ได้สอนเจ้า จำความมันไว้ในอนาคตได้  รู้ว่าการทำอะไรในหนทางนี้มันผิดและมีเพียงการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่ถูกต้อง และตระหนักว่า “ฉันเป็นคนเลว และฉันมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน มีความเป็นกบฏในตัวฉัน ฉันอยู่ห่างไกลจากผู้คนอันชอบธรรมที่พระเจ้าตรัสถึง และฉันไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า” เจ้ามองเห็นข้อเท็จจริงนี้อย่างชัดเจน เจ้าได้มารับรู้ถึงความจริงของเรื่องนี้แล้ว และโดยผ่านทางอุปสรรคนี้ ความล้มเหลวนี้ เจ้าจึงได้สติอยู่บ้างรวมทั้งเป็นผู้ใหญ่ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเห็น การเป็นผู้ใหญ่หมายถึงสิ่งใด?  นี่หมายความว่าพระเจ้าสามารถทรงได้รับเจ้า ว่าเจ้าสามารถได้รับการช่วยให้รอด เจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และเจ้าได้เริ่มออกเดินไปบนเส้นทางของการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วแล้ว พระเจ้าทรงหวังที่จะเห็นผู้คนใช้เส้นทางที่ถูกต้อง พระเจ้าทรงทำสิ่งทั้งหลายด้วยเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะ และทั้งหมดนี้คือความรักที่ซ่อนเร้นของพระองค์ แต่บ่อยครั้งผู้คนหาได้สำนึกถึงสิ่งนี้ไม่ ผู้คนใจแคบและจุกจิกที่สุด ทันทีที่พวกเขาไม่อาจสุขสำราญกับพระคุณและพรของพระเจ้า พวกเขาก็พร่ำบ่นพระเจ้า เริ่มคิดลบ และกะบึงกะบอน แต่พระเจ้าไม่ทรงถือโทษโกรธพวกเขา พระองค์เพียงทรงปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเด็กที่ไม่รู้ความ และไม่ทรงจับผิดพวกเขา พระองค์ทรงจัดเตรียมสภาพการณ์สำหรับผู้คนเพื่อให้พวกเขารู้วิธีที่จะได้มาซึ่งพระคุณและพร ให้พวกเขาเข้าใจว่าพระคุณมีความหมายเช่นไรต่อมนุษย์ และมนุษย์สามารถได้รับสิ่งใดจากพระคุณได้ สมมุติว่าเจ้าชอบกินบางสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่าแย่สำหรับสุขภาพของเจ้าเมื่อกินมากเกินไป เจ้าก็ไม่ฟัง และดึงดันที่จะกินสิ่งนั้น และพระเจ้าทรงอนุญาตให้เจ้าทำการเลือกตัวเลือกนั้นได้อย่างเป็นอิสระ ผลก็คือ เจ้าเจ็บป่วย หลังจากได้รับประสบการณ์กับการนี้หลายครั้ง เจ้าก็ตระหนักว่าพระวจนะที่พระเจ้าตรัสอันที่จริงแล้วถูกต้อง ว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นถูกต้อง และว่าเจ้าต้องปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ และว่านี่คือเส้นทางที่ถูกต้อง แล้วสิ่งใดมาจากการชะงักงัน ความล้มเหลว และความทุกข์ที่เจ้าได้รับประสบการณ์?  เหตุผลหนึ่งก็คือ เจ้าสามารถเกิดความซาบซึ้งถึงเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้า อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ นั่นทำให้เจ้าเชื่อและรู้สึกแน่ใจว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกต้อง และว่าพระวจนะล้วนสัมพันธ์กับชีวิตจริง และความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าก็เติบโต มิหนำซ้ำ โดยผ่านทางการมีประสบการณ์กับช่วงเวลาแห่งความล้มเหลวนี้ เจ้ามารับรู้ถึงความสัตย์จริงและความถูกต้องแม่นยำของพระวจนะของพระเจ้า เจ้ามองเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และเจ้าเข้าใจหลักการของการปฏิบัติความจริง และดังนั้นการประสบความล้มเหลวนั้นดีสำหรับผู้คน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้พวกเขาทุกข์ทนด้วย—นี่เป็นการเคี่ยวกรำแบบหนึ่ง  แต่หากในท้ายที่สุด การถูกเคี่ยวกรำแบบนั้นทำให้เจ้ากลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ทำให้เจ้าเข้าใจพระวจนะของพระองค์และยอมรับพระวจนะเอาไว้ในหัวใจของเจ้าในฐานะความจริง และทำให้เจ้ามารู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วการถูกทำให้แข็งแกร่ง อุปสรรคและความล้มเหลวที่เจ้าประสบก็จะไม่สูญเปล่า นี่คือผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเห็น

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีระบุแก่นแท้ธรรมชาติของเปาโล

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 473

เจ้าต้องจดจำให้ได้ว่าวจนะเหล่านี้ได้ถูกกล่าวไว้แล้วในเวลานี้ว่า  ต่อไปภายหน้า เจ้าจะได้รับประสบการณ์กับความทุกข์เข็ญที่ใหญ่หลวงขึ้นและความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น!  การได้รับการทำให้เพียบพร้อมไม่ได้เป็นเรื่องเรียบง่ายหรือง่ายดายเลย  อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องมีความเชื่อแบบโยบ หรือมีกระทั่งความเชื่อที่ยิ่งใหญ่กว่าเขา  เจ้าควรรู้ว่าบททดสอบในอนาคตจะใหญ่หลวงกว่าบททดสอบของโยบ และเจ้าต้องผ่านการตีสอนระยะยาว  นี่คือสิ่งที่เรียบง่ายอย่างนั้นหรือ?  หากไม่สามารถปรับปรุงขีดความสามารถของเจ้าได้ หากความสามารถในการทำความใจของเจ้าขาดพร่อง และหากเจ้ารู้น้อยเกินไป เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าย่อมจะไม่มีคำพยานใด แต่จะกลายเป็นเรื่องขบขัน เป็นของเล่นสำหรับซาตานแทน  หากเจ้าไม่สามารถยึดมั่นในนิมิตได้ในตอนนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีรากฐานแม้แต่น้อย และในอนาคตเจ้าจะถูกทิ้ง!  ไม่มีเส้นทางระยะใดที่ง่ายต่อการเดิน ดังนั้น จงอย่าเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ  จงพิจารณาให้รอบคอบและทำการตระเตรียมว่าจะเดินบนเส้นทางระยะสุดท้ายนี้อย่างถูกต้องเหมาะสมอย่างไร  นี่คือเส้นทางที่ต้องเดินในอนาคต เส้นทางที่ผู้คนทั้งหมดต้องเดิน  เจ้าต้องไม่ปล่อยให้ความรู้นี้ถูกมองข้าม อย่านึกว่าสิ่งที่เรากล่าวกับเจ้าล้วนเปลืองลมปาก  สักวันหนึ่งเจ้าจะนำทั้งหมดนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์—วจนะที่เรากล่าวไม่อาจสูญเปล่าได้  นี่คือเวลาที่เจ้าจะเตรียมตัวเองให้พร้อม เวลาที่จะปูหนทางเพื่ออนาคต  เจ้าควรตระเตรียมเส้นทางที่เจ้าจะเดินในอนาคต เจ้าควรกังวลและวิตกว่าเจ้าจะสามารถตั้งมั่นในอนาคตอย่างไร และตระเตรียมให้ดีเพื่อเส้นทางในอนาคตของเจ้า  จงอย่าตะกละและเกียจคร้าน!  เจ้าต้องทำทุกสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้อย่างเต็มที่เพื่อใช้เวลาของเจ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อที่เจ้าจะได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าจำเป็นต้องมี  เราให้ทุกสิ่งแก่เจ้า เพื่อให้เจ้าเข้าใจได้  พวกเจ้าได้เห็นด้วยตาของพวกเจ้าเองไปแล้วว่า ในช่วงเวลาไม่ถึงสามปี เราได้กล่าวสิ่งต่างๆ และทำงานไปแล้วมากมาย  เหตุผลหนึ่งที่เราทำงานในหนทางนี้มาตลอดเป็นเพราะผู้คนกำลังขาดพร่องมากเกินไป และอีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะเวลาสั้นเกินไป จึงไม่สามารถมีความล่าช้าอันใดต่อไปได้อีก  เจ้าจินตนาการว่าผู้คนต้องสัมฤทธิ์ความกระจ่างแจ้งภายในอย่างเพียบพร้อมเป็นอันดับแรกก่อนที่พวกเขาจะสามารถเป็นพยานและถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้—แต่นั่นจะไม่ช้าเกินไปหน่อยหรือ?  ดังนั้นแล้ว เราจะต้องร่วมทางไปกับเจ้าอีกนานเท่าใด?  หากเจ้าจะให้เราร่วมทางไปกับเจ้าจนกระทั่งเราผมขาวเฒ่าชรา นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้!  ด้วยการผ่านความทุกข์เข็ญที่ร้ายแรงขึ้น ทุกคนจึงจะเข้าถึงความเข้าใจที่จริงแท้  เหล่านี้คือขั้นตอนของพระราชกิจ  เมื่อเจ้าเข้าใจนิมิตที่สามัคคีธรรมไปในวันนี้อย่างถ่องแท้และเข้าถึงวุฒิภาวะที่แท้จริง เมื่อนั้นความทุกข์ใดที่เจ้าประสบในอนาคตก็จะไม่ครอบงำเจ้า และเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้  เมื่อเราเสร็จสิ้นงานขั้นสุดท้ายนี้และกล่าววจนะที่เหลือจบแล้ว ในอนาคตผู้คนจะต้องเดินบนเส้นทางของตนเอง  นี่จะเป็นการลุล่วงวจนะที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีพระบัญชาต่อคนแต่ละคน และทรงมีพระราชกิจที่ต้องทำในคนแต่ละคน  ในอนาคต ทุกคนจะเดินบนเส้นทางที่พวกเขาควรเดินซึ่งนำทางโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ใครจะสามารถดูแลผู้อื่นได้เมื่อก้าวผ่านความทุกข์ลำบาก?  แต่ละปัจเจกบุคคลมีความทุกข์ของพวกเขาเอง และแต่ละบุคคลมีวุฒิภาวะของพวกเขาเอง  ไม่มีวุฒิภาวะของผู้ใดที่เหมือนกันกับของผู้อื่น สามีจะไม่สามารถดูแลภรรยาของพวกเขา หรือบิดามารดาจะไม่สามารถดูแลลูกๆ ของพวกเขา ไม่มีบุคคลใดจะสามารถดูแลบุคคลอื่นได้  มันจะไม่เหมือนตอนนี้ที่การดูแลและการสนับสนุนกันและกันยังเป็นไปได้  นั่นจะเป็นเวลาที่บุคคลทุกประเภทถูกเปิดโปง  นั่นคือ เมื่อพระเจ้าทรงประหารเหล่าผู้เลี้ยงแกะ เมื่อนั้นแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป และในเวลานั้นพวกเจ้าจะไม่มีผู้นำที่แท้จริงใดๆ  ผู้คนจะถูกแบ่งแยก—มันจะไม่เหมือนกับตอนนี้ที่พวกเจ้าสามารถมารวมกันเป็นชุมนุมชน  ในอนาคต พวกที่ไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะแสดงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาออกมา  สามีจะขายภรรยาของพวกเขา ภรรยาจะขายสามีของพวกเธอ ลูกๆ จะขายบิดามารดาของพวกเขา และบิดามารดาจะข่มเหงลูกๆ ของพวกเขา—หัวใจมนุษย์นั้นเกินจะหยั่งถึง!  ทั้งหมดที่สามารถทำได้คือให้คนเรายึดมั่นในสิ่งที่เขามี และเดินบนเส้นทางระยะสุดท้ายอย่างถูกต้องเหมาะสม  ในตอนนี้ พวกเจ้ามองไม่เห็นการนี้อย่างชัดเจน พวกเจ้าทุกคนสายตาสั้น  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จในการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจขั้นตอนนี้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรเดินบนเส้นทางระยะสุดท้ายอย่างไร

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 474

ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้าเพื่อบั้นปลายในอนาคตของพวกเขา หรือเพื่อความชื่นชมยินดีชั่วคราว  สำหรับพวกที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่งใด พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะเข้าสู่สวรรค์ เพื่อที่จะได้บำเหน็จรางวัล  พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม หรือเพื่อลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  กล่าวคือ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหลายของพวกเขา หรือเพื่อทำให้หน้าที่ของพวกเขาเสร็จสิ้น  ผู้คนไม่ค่อยเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะใช้ชีวิตที่เปี่ยมความหมาย อีกทั้งไม่ค่อยมีบรรดาผู้ที่เชื่อว่า เนื่องจากมนุษย์มีชีวิต เขาควรรักพระเจ้าเพราะการทำเช่นนั้นเป็นธรรมชาติและสมเหตุสมผลอย่างครบบริบูรณ์ และเป็นงานทรงเรียกตามธรรมชาติของมนุษย์  ในหนทางนี้ แม้ว่าผู้คนแต่ละคนที่แตกต่างกันต่างก็ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายของพวกเขาเอง จุดมุ่งหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาและแรงจูงใจเบื้องหลังมันทั้งหมดล้วนแต่เหมือนกัน ที่มากไปกว่านั้นคือ สำหรับพวกเขาส่วนใหญ่แล้ว วัตถุสำหรับการนมัสการของพวกเขานั้นเหมือนกันมาก  ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา ผู้เชื่อจำนวนมากได้ตายลง และหลายคนได้ตายลงและเกิดใหม่อีกครั้ง  ไม่ใช่แค่ผู้คนหนึ่งหรือสองคนที่แสวงหาพระเจ้า ไม่ใช่แม้กระทั่งหนึ่งหรือสองพัน กระนั้นแล้วผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ไล่ตามเสาะหาเพื่อประโยชน์ของความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของพวกเขาเองหรือความหวังอันรุ่งโรจน์สำหรับอนาคต  บรรดาผู้ที่อุทิศแด่พระคริสต์นั้นมีน้อยมากและอยู่กระจัดกระจาย  ผู้เชื่อเปี่ยมศรัทธาจำนวนมากยังคงตายโดยติดบ่วงในร่างแหของพวกเขาเอง และยิ่งไปกว่านั้น จำนวนผู้คนที่ได้รับชัยชนะก็น้อยนิดยิ่งนัก  จนถึงวันนี้ พวกเขายังคงไม่รู้ถึงเหตุผลทั้งหลายที่ทำไมผู้คนจึงล้มเหลว หรือความลับทั้งหลายของชัยชนะของพวกเขา  พวกที่ย้ำคิดอยู่กับการแสวงหาพระคริสต์ยังคงไม่ได้มีชั่วขณะแห่งความรู้ความเข้าใจเชิงลึกแบบฉับพลันของพวกเขา พวกเขายังไม่ได้ไปถึงก้นบึ้งของความล้ำลึกเหล่านี้ เพราะพวกเขาแค่ไม่รู้  แม้ว่าพวกเขาจะใช้ความพยายามอันอุตสาหะในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา เส้นทางที่พวกเขาเดินนั้นก็เป็นเส้นทางของความล้มเหลวที่ครั้งหนึ่งบรรพชนของพวกเขาได้เดินแล้ว และไม่ใช่เส้นทางของความสำเร็จ โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาจะแสวงหาอย่างไร  ในหนทางนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเดินบนเส้นทางที่นำไปสู่ความมืดมิดหรอกหรือ?  สิ่งที่พวกเขาได้รับนั้นไม่ใช่ดอกผลอันขมขื่นหรอกหรือ?  มันยากพออยู่แล้วที่จะคาดการณ์ว่า ผู้คนที่เลียนแบบบรรดาผู้ที่ได้ประสบความสำเร็จในกาลเวลาที่ผ่านมานั้น ท้ายที่สุดจะมาถึงความมีโชคหรือหายนะ  เช่นนั้นแล้ว โอกาสสำหรับผู้คนที่แสวงหาโดยการทำตามอย่างพวกที่ได้ล้มเหลวนั้นแย่ลงมากเพียงใด?  พวกเขาไม่อยู่ในภาวะที่มีโอกาสถึงขั้นล้มเหลวมากขึ้นหรอกหรือ?  มีคุณค่าอะไรหรือสำหรับเส้นทางที่พวกเขาเดิน?  ไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังเสียเวลาของพวกเขาอยู่หรอกหรือ?  ไม่ว่าผู้คนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาก็ตาม สรุปสั้นๆ คือย่อมมีสาเหตุที่พวกเขากลายเป็นเช่นนั้น และความสำเร็จหรือความล้มเหลวของพวกเขาก็ไม่ได้กำหนดพิจารณาจากการแสวงหาตามใจชอบของพวกเขา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 475

การเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์มีข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่สุดคือ มนุษย์ต้องมีหัวใจที่ซื่อสัตย์ และสามารถอุทิศตนโดยสมบูรณ์ และสามารถนบนอบอย่างแท้จริง  สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับมนุษย์คือการมอบทั้งชีวิตของเขาเพื่อแลกกับการเชื่อที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้เขาสามารถได้รับความจริงทั้งหมด และลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถบรรลุได้โดยพวกที่ล้มเหลว และยิ่งไม่สามารถบรรลุได้โดยพวกที่ไม่สามารถพบพระคริสต์  นั่นก็แน่นอนว่าเป็นเพราะมนุษย์ไม่เก่งในการอุทิศทั้งหมดของตนแด่พระเจ้า เพราะมนุษย์ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อพระผู้สร้าง เพราะมนุษย์ได้เห็นความจริงแล้ว แต่กลับหลีกเลี่ยงความจริงและเดินไปบนเส้นทางของตนเอง เพราะมนุษย์ไล่ตามไขว่คว้าโดยการเดินตามเส้นทางของพวกที่ล้มเหลวอยู่เสมอ เพราะมนุษย์กบฏต่อสวรรค์ตลอดเวลา มนุษย์จึงล้มเหลวเสมอ ติดกับดักเล่ห์เหลี่ยมของซาตานและร่างแหของตนเองเสมอ  เพราะมนุษย์ไม่รู้จักพระคริสต์ เพราะมนุษย์ไม่สันทัดในการทำความเข้าใจและการได้รับประสบการณ์กับความจริง เพราะมนุษย์ยกย่องเปาโลมากเกินไปและมีความอยากไปสวรรค์อย่างแรงกล้า เพราะมนุษย์เรียกร้องให้พระคริสต์เชื่อฟังเขาและคอยชี้นิ้วสั่งพระเจ้าอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้บรรดาบุคคลสูงส่งที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นและบรรดาผู้ที่เคยมีประสบการณ์กับความผันผวนของโลกจึงยังคงไม่สามารถหลีกหนีความตาย และตายท่ามกลางการตีสอนของพระเจ้า  ทั้งหมดที่เราสามารถกล่าวถึงผู้คนเช่นนั้นได้ก็คือ พวกเขาตายอย่างอนาถ และผลสืบเนื่องที่ตามมาสำหรับพวกเขา—ความตายของพวกเขา—หาใช่ปราศจากการชอบด้วยเหตุผลไม่  ความล้มเหลวของพวกเขายิ่งเป็นสิ่งที่สุดจะทนต่อบทบัญญัติแห่งฟ้าสวรรค์ไม่ใช่หรือ?  ความจริงนั้นมาจากโลกของมนุษย์ แต่ความจริงในหมู่มนุษย์ก็ถูกถ่ายทอดโดยพระคริสต์  นั่นมีจุดกำเนิดจากพระคริสต์ นั่นคือ จากพระเจ้าพระองค์เอง และนี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้  กระนั้นพระคริสต์ประทานความจริงเท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงมาเพื่อตัดสินพระทัยว่ามนุษย์จะประสบความสำเร็จในการไล่ตามเสาะหาความจริงของตนหรือไม่  ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในความจริงทั้งหมดล้วนเป็นผลมาจากการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์  ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในความจริงของมนุษย์ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องอันใดกับพระคริสต์ แต่กำหนดโดยการไล่ตามเสาะหาของเขา  บั้นปลายของมนุษย์และความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเขาไม่สามารถผลักไปเป็นภาระของพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าพระองค์เองทรงแบกรับเอาไว้ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของพระเจ้าพระองค์เอง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายควรปฏิบัติ  ผู้คนส่วนใหญ่มีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาและบั้นปลายของเปาโลและเปโตร กระนั้นผู้คนก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่าจุดจบของเปโตรและเปาโล และไม่รู้ความลับเบื้องหลังความสำเร็จของเปโตร หรือความขาดตกบกพร่องที่นำไปสู่ความล้มเหลวของเปาโล  และดังนั้น หากพวกเจ้าไม่สามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาอย่างครบบริบูรณ์ เช่นนั้นแล้วการไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้าส่วนใหญ่ก็จะยังคงล้มเหลว และต่อให้พวกเจ้าจำนวนเล็กน้อยจะประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะยังคงเทียบไม่ได้กับเปโตร  หากเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีความหวังที่จะประสบความสำเร็จ หากเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าในการไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นเส้นทางที่ผิด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จเลยตลอดกาล และจะพบกับปลายทางเดียวกับเปาโล

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 476

เปโตรเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เฉพาะหลังจากได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษา และได้รับหัวใจที่รักพระเจ้าแบบไร้ราคีด้วยการนั้นแล้วเท่านั้น เขาจึงได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างครบถ้วน เส้นทางที่เขาได้เดินนั้นเป็นเส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  กล่าวคือ ตั้งแต่แรกเริ่ม เส้นทางที่เปโตรได้เดินนั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง และแรงจูงใจของเขาสำหรับการเชื่อในพระเจ้าก็เป็นแรงจูงใจที่ถูกต้อง และดังนั้นเขาจึงได้กลายเป็นใครบางคนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และเขาได้ย่ำเท้าบนเส้นทางใหม่ที่มนุษย์ไม่เคยเดินมาก่อน  อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เปาโลได้เดินตั้งแต่แรกเริ่มนั้นเป็นเส้นทางแห่งการต่อต้านพระคริสต์ และเป็นเพียงเพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงปรารถนาที่จะใช้เขาและใช้ประโยชน์จากของประทานของเขาและคุณความดีของเขาทั้งหมดเพื่อพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น เขาจึงได้ทำงานแด่พระคริสต์มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ  เขาเป็นเพียงใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงใช้งาน และเขาไม่ได้ถูกใช้งานเพราะพระเยซูได้ทรงมองความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างโปรดปราน แต่เพราะของประทานของเขา  เขาสามารถทำงานเพื่อพระเยซูได้เพราะเขาถูกปราบพยศ ไม่ใช่เพราะเขามีความสุขที่จะทำเช่นนั้น  เขาสามารถทำงานเช่นนั้นได้เพราะความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และงานที่เขาได้ทำนั้นไม่ได้เป็นตัวแทนการไล่ตามเสาะหาของเขาหรือความเป็นมนุษย์ของเขาแต่อย่างใดเลย  งานของเปาโลได้เป็นตัวแทนงานของผู้รับใช้ กล่าวคือเขาได้ทำงานของอัครทูต  กระนั้นก็ตาม เปโตรนั้นแตกต่างออกไป นั่นคือ เขาก็ได้ทำงานบางอย่างเช่นกัน นั่นไม่ได้ยิ่งใหญ่เช่นงานของเปาโล แต่เขาได้ทำงานในขณะที่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ของเขาเอง และงานของเขานั้นแตกต่างไปจากงานของเปาโล  งานของเปโตรเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  เขาไม่ได้ทำงานในบทบาทของอัครทูต แต่ได้ทำงานในขณะที่ไล่ตามเสาะหาความรักที่มีแด่พระเจ้า  ครรลองของงานของเปาโลยังมีการไล่ตามเสาะหาส่วนตัวของเขาอีกด้วย นั่นคือ การไล่ตามเสาะหาของเขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเพื่อประโยชน์ของความหวังสำหรับอนาคตของเขา และความพึงปรารถนาของเขาสำหรับบั้นปลายที่ดี  เขาไม่ได้ยอมรับการถลุงในช่วงระหว่างงานของเขา อีกทั้งเขาก็ไม่ได้ยอมรับการตัดแต่ง  เขาได้เชื่อว่าตราบที่งานซึ่งเขาทำนั้นสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และทั้งหมดที่เขาทำนั้นเป็นที่น่ายินดีต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วบำเหน็จรางวัลย่อมรอเขาอยู่ในท้ายที่สุด  ไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวเลยในงานของเขา—ทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสิ่งนั้นนั่นเอง และไม่ได้ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นท่ามกลางการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลง  ทุกสิ่งทุกอย่างในงานของเขาเป็นธุรกรรมอย่างหนึ่ง นั่นไม่ได้มีหน้าที่หรือการนบนอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างบรรจุอยู่เลย  ในช่วงระหว่างครรลองแห่งงานของเขานั้น ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดในอุปนิสัยแต่เดิมของเปาโล  งานของเขาเป็นเพียงการปรนนิบัติต่อผู้อื่น และไม่สามารถที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของเขา  เปาโลได้ดำเนินงานของเขาจนเสร็จสิ้นโดยตรง โดยปราศจากการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือการถูกตัดแต่ง และเขาได้รับแรงจูงใจจากบำเหน็จรางวัล  เปโตรนั้นแตกต่างออกไป นั่นคือ เขาเป็นใครบางคนที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่งและการถลุง  จุดมุ่งหมายและแรงจูงใจของงานของเปโตรโดยพื้นฐานแล้วแตกต่างไปจากจุดมุ่งหมายและแรงจูงใจของงานของเปาโล  แม้ว่าเปโตรจะไม่ได้ทำงานปริมาณมาก อุปนิสัยของเขาก็ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมาย และสิ่งที่เขาได้แสวงหานั้นก็คือความจริง และการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริง  งานของเขาไม่ได้ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นเพียงเพื่อประโยชน์ของตัวงานเอง  แม้ว่าเปาโลได้ทำงานไปมากมาย แต่สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแม้ว่าเปาโลได้ร่วมมือในงานนี้ เขาก็ไม่ได้รับประสบการณ์กับสิ่งนั้น  การที่เปโตรได้ทำงานน้อยกว่ามาก ก็เป็นเพียงเพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงพระราชกิจมากขนาดนั้นโดยผ่านทางเขา  ปริมาณงานของพวกเขาไม่ได้กำหนดพิจารณาว่าพวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือไม่ การไล่ตามเสาะหาของคนคนหนึ่งเป็นไปเพื่อที่จะได้รับบำเหน็จรางวัล และการไล่ตามเสาะหาของอีกคนหนึ่งนั้นเป็นไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความรักขั้นสูงสุดที่มีแด่พระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง จนถึงขอบข่ายที่เขาสามารถดำเนินชีวิตในภาพลักษณ์อันดีงามเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ภายนอกนั้นพวกเขาแตกต่างกัน และดังนั้นแก่นแท้ของพวกเขาจึงแตกต่างกันด้วย  เจ้าไม่สามารถกำหนดพิจารณาได้ว่าใครในบรรดาพวกเขาที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้ทำงานมากเพียงใด  เปโตรได้พยายามที่จะดำเนินชีวิตตามภาพลักษณ์ของคนหนึ่งซึ่งรักพระเจ้า ที่จะเป็นใครบางคนที่ได้นบนอบต่อพระเจ้า ที่จะเป็นใครบางคนที่ได้ยอมรับการตัดแต่ง และที่จะเป็นใครบางคนที่ได้ลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  เขาสามารถอุทิศตัวเขาเองแด่พระเจ้า วางทั้งหมดทั้งมวลของตัวเขาเองไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และนบนอบต่อพระองค์จนตาย  นั่นคือสิ่งที่เขาได้ปลงใจที่จะทำ และที่มากกว่านั้น นั่นคือสิ่งที่เขาได้สัมฤทธิ์  นี่คือเหตุผลพื้นฐานที่ทำไมในที่สุดแล้วปลายทางของเขาจึงแตกต่างไปจากปลายทางของเปาโล  พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงกระทำในตัวเปโตรคือการทำให้เขามีความเพียบพร้อม และพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงกระทำในตัวเปาโลคือการทรงใช้งานเขา  นั่นเป็นเพราะธรรมชาติของพวกเขาและทรรศนะของพวกเขาที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นไม่ใช่อย่างเดียวกัน  ทั้งคู่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เปโตรได้ประยุกต์ใช้พระราชกิจนี้กับตัวเขาเอง และยังได้จัดเตรียมพระราชกิจนี้ให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย ในขณะเดียวกัน เปาโลได้จัดเตรียมทั้งหมดทั้งมวลของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้แก่ผู้อื่น และไม่ได้อะไรจากพระราชกิจนี้ด้วยตัวเขาเองเลย  ในหนทางนี้ หลังจากที่เขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเวลาหลายปีเหลือเกินแล้ว การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในเปาโลก็ใกล้เคียงกับการไม่มีอยู่  เขายังคงแทบจะอยู่ในสภาวะธรรมชาติของเขา และเขายังคงเป็นเปาโลคนก่อนหน้านั้น  เป็นเพียงแค่ว่าหลังจากการสู้ทนความยากลำบากจากงานเป็นเวลาหลายปี เขาได้เรียนรู้วิธีที่จะ “ทำงาน” และได้เรียนรู้การสู้ทน แต่ธรรมชาติแต่เดิมของเขา—ธรรมชาติในเชิงแข่งขันและเห็นแก่เงินอย่างสูง—ยังคงมีอยู่  หลังจากที่ทำงานเป็นเวลาหลายปียิ่งนัก เขาไม่ได้รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา อีกทั้งไม่ได้กำจัดอุปนิสัยแต่เดิมของเขาทิ้งไป และนั่นยังคงเห็นได้ชัดเจนในงานของเขา  ในตัวเขานั้นมีเพียงประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้น แต่ประสบการณ์อันน้อยนิดเช่นนั้นเพียงลำพังไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเขาได้และไม่สามารถปรับเปลี่ยนทรรศนะของเขาเกี่ยวกับการมีอยู่หรือนัยสำคัญของการไล่ตามเสาะหาของเขา  แม้ว่าเขาจะได้ทำงานเป็นเวลาหลายปีเพื่อพระคริสต์ และไม่เคยได้ข่มเหงองค์พระเยซูเจ้าอีกเลย แต่ในหัวใจของเขาก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดในความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเจ้า  การนี้หมายความว่าเขาไม่ได้ทำงานเพื่ออุทิศตัวเขาเองแด่พระเจ้า แต่ในทางตรงกันข้ามเขาถูกบีบให้ยอมทำงานเพื่อประโยชน์ของบั้นปลายในอนาคตของเขา  ด้วยเหตุที่เขาได้ข่มเหงพระคริสต์ในตอนแรกเริ่ม และไม่ได้นบนอบต่อพระคริสต์ โดยปกติวิสัยเขาจึงเป็นกบฏที่ได้จงใจต่อต้านพระคริสต์ และเป็นใครบางคนที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ตอนที่งานของเขาใกล้จะสรุปปิดตัวลง เขาก็ยังคงไม่รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพียงแค่กระทำการไปตามความสมัครใจของเขาเองตามลักษณะนิสัยของเขาเอง โดยไม่ให้ความสนใจต่อเจตนารมณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์แม้แต่น้อย  และดังนั้นธรรมชาติของเขาจึงเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์และไม่ได้นบนอบต่อความจริง  ใครบางคนเยี่ยงนี้ ผู้ที่ได้ถูกละทิ้งโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ที่ไม่ได้รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้ที่ได้ต่อต้านพระคริสต์ด้วยเช่นกัน—บุคคลเช่นนี้จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไรกัน?  การที่มนุษย์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำงานมากเพียงใด หรือเขาอุทิศมากเพียงใด แต่กลับกำหนดพิจารณาจากการที่เขารู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ การที่เขาสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้หรือไม่ และการที่ทรรศนะของเขาที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 477

แม้จะเกิดการเปิดเผยขึ้นตามธรรมชาติหลังจากที่เปโตรได้เริ่มติดตามพระเยซู โดยธรรมชาติแล้วเขาเป็นใครบางคนที่เต็มใจที่จะนบนอบต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์และแสวงหาพระคริสต์นับตั้งแต่แรกเริ่ม  ความนบนอบต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ของเขานั้นบริสุทธิ์ นั่นคือ เขาไม่ได้แสวงหาชื่อเสียงและความมีโชค แต่กลับได้รับแรงจูงใจจากการนบนอบต่อความจริง  แม้ว่าจะมีอยู่สามครั้งที่เปโตรได้ปฏิเสธการรู้จักพระคริสต์ และแม้ว่าเขาจะได้ทดลององค์พระเยซูเจ้า แต่ความอ่อนแอของมนุษย์ที่เล็กน้อยเช่นนั้นไม่มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติของเขา นั่นไม่ได้ส่งผลต่อการไล่ตามเสาะหาในอนาคตของเขา และนั่นไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเพียงพอว่าการทดลองของเขาเป็นการกระทำของศัตรูของพระคริสต์  ความอ่อนแอตามปกติของมนุษย์คือบางสิ่งที่ผู้คนทั้งหมดในแผ่นดินโลกมีร่วมกัน—เจ้าคาดหวังว่าเปโตรจะแตกต่างออกไปบ้างกระนั้นหรือ?  ผู้คนไม่มีความเชื่อเฉพาะบางอย่างเกี่ยวกับเปโตรเพราะการที่เขาได้ทำความผิดพลาดอันโง่เขลาไปหลายประการหรอกหรือ?  และผู้คนไม่ชื่นชมบูชาเปาโลยิ่งนักเพราะงานทั้งหมดที่เขาได้ทำ และจดหมายทั้งหมดที่เขาได้เขียนหรอกหรือ?  มนุษย์อาจสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างไร?  บรรดาผู้ที่มีสำนึกอย่างแท้จริงสามารถมองเห็นบางสิ่งที่ปราศจากนัยสำคัญเช่นนั้นอย่างแน่นอนหรือ?  แม้ว่าหลายปีแห่งประสบการณ์อันเจ็บปวดของเปโตรไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเปโตรไม่ได้มีประสบการณ์ที่เป็นจริง หรือว่าเปโตรไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  มนุษย์จะสามารถหยั่งลึกถึงพระราชกิจของพระเจ้าอย่างครบถ้วนได้อย่างไร?  บันทึกทั้งหลายในพระคัมภีร์ไม่ได้ถูกคัดสรรโดยพระเยซูด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ แต่ถูกรวบรวมขึ้นโดยชนรุ่นหลังต่อมา  เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไม่ได้ถูกเลือกสรรตามแนวคิดของมนุษย์หรอกหรือ?  ที่มากกว่านั้น ปลายทางของเปโตรและเปาโลนั้นไม่ได้กล่าวระบุไว้อย่างชัดแจ้งในจดหมายทั้งหลาย ดังนั้นมนุษย์จึงตัดสินเปโตรและเปาโลตามการล่วงรู้ของเขาเอง และตามการเลือกชอบของเขาเอง  และเพราะเปาโลได้ทำงานไปมากมายยิ่งนัก เพราะ “คุณูปการ” ของเขานั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนัก เขาจึงได้รับความไว้วางใจจากหมู่ชน  มนุษย์ไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งฉาบฉวยทั้งหลายเท่านั้นหรอกหรือ?  มนุษย์อาจสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างไร?  นี่ยังไม่พูดถึงว่า กับการที่เปาโลได้เป็นวัตถุสำหรับการนมัสการมาหลายพันปี ใครหรือจะกล้าปฏิเสธงานของเขาอย่างวู่วาม?  เปโตรเป็นแค่ชาวประมงคนหนึ่ง ดังนั้นแล้ว คุณูปการของเขาจะสามารถยิ่งใหญ่เท่ากับของเปาโลได้อย่างไร?  ในด้านของคุณูปการที่พวกเขาได้ทำ เปาโลควรได้รับบำเหน็จรางวัลก่อนเปโตร และเขาควรได้เป็นหนึ่งเดียวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดีกว่าในอันที่จะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า  ใครจะสามารถได้จินตนาการไปว่า ในการปฏิบัติต่อเปาโลของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงเพียงแค่ทำให้เขาทำงานโดยผ่านทางพรสวรรค์ของเขา ในขณะที่พระเจ้าได้ทรงทำให้เปโตรมีความเพียบพร้อม  นั่นไม่ใช่กรณีที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงสร้างแผนสำหรับเปโตรและเปาโลตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นคือ ในทางตรงกันข้าม พวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือจัดให้ทำงานไปโดยสอดคล้องกับธรรมชาติซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขา  และดังนั้น สิ่งที่ผู้คนเห็นเป็นเพียงคุณูปการภายนอกของมนุษย์ ในขณะที่สิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นคือแก่นแท้ของมนุษย์ รวมทั้งเส้นทางที่มนุษย์ไล่ตามเสาะหาตั้งแต่แรกเริ่ม และแรงจูงใจเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์  ผู้คนประเมินมนุษย์คนหนึ่งตามมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และตามการล่วงรู้ของพวกเขาเอง กระนั้นปลายทางสุดท้ายของมนุษย์คนหนึ่งก็ไม่ได้กำหนดพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ภายนอกของเขา  และดังนั้นเราจึงกล่าวว่า หากเส้นทางที่เจ้าใช้ตั้งแต่แรกเริ่มคือเส้นทางแห่งความสำเร็จ และทัศนคติของเจ้าที่มีต่อการไล่ตามเสาะหาเป็นทัศนคติที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นเหมือนเปโตร หากเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าเป็นเส้นทางแห่งความล้มเหลว เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะจ่ายที่ราคาใดก็ตาม ปลายทางของเจ้าจะยังคงเป็นเช่นเดียวกับปลายทางของเปาโล  ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม บั้นปลายของเจ้า และการที่เจ้าจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ทั้งสองอย่างกำหนดพิจารณาจากการที่เส้นทางซึ่งเจ้าแสวงหานั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ แทนที่จะเป็นการเฝ้าเดี่ยวของเจ้าหรือราคาที่เจ้าจ่าย  ธาตุแท้ของเปโตรและเปาโลและเป้าหมายที่พวกเขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นแตกต่างกัน มนุษย์ไม่สามารถค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้ และพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถรู้จักสิ่งเหล่านั้นได้โดยทั้งหมดทั้งมวล  ด้วยเหตุที่สิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นคือแก่นแท้ของมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับธาตุแท้ของเขาเอง  มนุษย์ไม่สามารถมองดูแก่นแท้ภายในมนุษย์หรือวุฒิภาวะจริงของเขา และด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถระบุแยกแยะเหตุผลสำหรับความล้มเหลวและความสำเร็จของเปาโลและเปโตรได้  เหตุผลที่ทำไมผู้คนส่วนใหญ่เคารพบูชาเปาโลและไม่เคารพบูชาเปโตรเป็นเพราะเปาโลถูกใช้สำหรับงานสาธารณะ และมนุษย์นั้นสามารถล่วงรู้ถึงงานนี้ได้ และดังนั้นผู้คนจึงยอมรับ “ความสำเร็จลุล่วงทั้งหลาย” ของเปาโล  ในขณะเดียวกัน มนุษย์มองไม่เห็นประสบการณ์ของเปโตร และสิ่งซึ่งเขาได้แสวงหานั้นไม่สามารถบรรลุได้โดยมนุษย์ และดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีความสนใจในเปโตร

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 478

เปโตรได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับการตัดแต่งและการถลุง  เขาได้กล่าวว่า “ฉันต้องสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าตลอดเวลา  ในทั้งหมดที่ฉันทำฉันเพียงพยายามที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าเท่านั้น และไม่ว่าฉันจะถูกตีสอนหรือถูกพิพากษาหรือไม่ก็ตาม ฉันยังคงมีความสุขที่จะทำเช่นนั้น”  เปโตรได้มอบทั้งหมดของเขาแด่พระเจ้า และงาน คำพูด และชีวิตทั้งชีวิตของเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการรักพระเจ้า  เขาเป็นใครบางคนที่ได้แสวงหาความบริสุทธิ์ และยิ่งเขาได้รับประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด ความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าลึกลงไปภายในหัวใจของเขาก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น  ในขณะเดียวกัน เปาโลทำงานภายนอกเท่านั้น และแม้ว่าเขาได้ทำงานหนักเช่นกัน การตรากตรำของเขาก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการทำงานของเขาอย่างถูกต้องเหมาะสมและด้วยเหตุนี้จึงได้รับบำเหน็จรางวัล  หากเขาได้รู้ว่าเขาจะไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลใด เขาคงจะละทิ้งงานของเขาไปแล้ว  สิ่งที่เปโตรใส่ใจคือความรักจริงแท้ภายในหัวใจของเขา และสิ่งซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงและสามารถสัมฤทธิ์ได้  เขาไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับการที่เขาจะได้รับบำเหน็จรางวัลหรือไม่ แต่เกี่ยวกับการที่อุปนิสัยของเขาจะสามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่  เปาโลใส่ใจกับการทำงานหนักขึ้นทุกที เขาใส่ใจกับงานภายนอกและการเฝ้าเดี่ยว และกับคำสอนที่ผู้คนปกติไม่ได้รับประสบการณ์  เขาไม่ใส่ใจเลยสำหรับการเปลี่ยนแปลงลึกลงไปภายในตัวเขา อีกทั้งความรักจริงแท้ที่มีแด่พระเจ้า  ประสบการณ์ของเปโตรนั้นเป็นไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความรักที่แท้จริงและความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า  ประสบการณ์ของเขาเป็นไปเพื่อที่จะได้รับสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดขึ้นกับพระเจ้า และเพื่อที่จะมีการดำเนินชีวิตที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  งานของเปาโลกระทำไปเพราะการนั้นที่พระเยซูได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา และเพื่อที่จะได้รับสิ่งทั้งหลายที่เขาได้ถวิลหารอคอย กระนั้นเหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวโยงกับความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองและพระเจ้า  งานของเขาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการหลีกหนีการตีสอนและการพิพากษาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  สิ่งที่เปโตรได้แสวงหาคือความรักบริสุทธิ์ และสิ่งที่เปาโลได้แสวงหาคือมงกุฎแห่งความชอบธรรม  เปโตรได้รับประสบการณ์กับหลายปีแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้มีความรู้อันสัมพันธ์กับชีวิตจริงเกี่ยวกับพระคริสต์ ตลอดจนความรู้อันลุ่มลึกเกี่ยวกับตัวเขาเอง  และดังนั้น ความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าจึงบริสุทธิ์  หลายปีแห่งการถลุงได้ยกระดับความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเยซูและชีวิต และความรักของเขาเป็นความรักอันปราศจากเงื่อนไข เป็นความรักที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเขาไม่ได้ขออะไรเป็นการตอบแทน อีกทั้งไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดเลย  เปาโลได้ทำงานเป็นเวลาหลายปี กระนั้นเขาก็ไม่ได้มีความรู้อันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระคริสต์ และความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองก็น้อยนิดอย่างน่าสมเพชเช่นกัน  เขาแค่ไม่มีความรักแด่พระคริสต์ และงานของเขาและครรลองที่เขาได้โลดแล่นไปนั้นก็เพื่อที่จะได้รับพวงมาลัยเกียรติยศสุดท้าย  สิ่งที่เขาได้แสวงหานั้นคือมงกุฎอันประณีตงดงามที่สุด ไม่ใช่ความรักบริสุทธิ์  เขาไม่ได้แสวงหาอย่างแข็งขัน แต่อย่างนิ่งเฉย เขาไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเขา แต่ถูกบีบให้ทำการไล่ตามเสาะหาของเขาหลังจากที่ได้ถูกเกาะกุมด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  และดังนั้น การไล่ตามเสาะหาของเขาจึงไม่ได้พิสูจน์ว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน เปโตรต่างหากที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานผู้ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของเขา  มนุษย์คิดว่าบรรดาทั้งหมดที่มีส่วนร่วมสนับสนุนแด่พระเจ้าควรได้รับบำเหน็จรางวัล และว่ายิ่งส่วนร่วมสนับสนุนมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งถือเป็นของตายได้มากขึ้นเท่านั้นว่าพวกเขาควรได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า  แก่นแท้ของทัศนคติของมนุษย์นั้นเป็นไปในเชิงธุรกรรม และเขาไม่พยายามอย่างแข็งขันที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  สำหรับพระเจ้านั้น ยิ่งผู้คนแสวงหาความรักที่แท้จริงที่มีให้พระเจ้าและการนบนอบโดยครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด ซึ่งหมายถึงการพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างด้วยเช่นกัน พวกเขาก็จะยิ่งสามารถได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ทัศนคติของพระเจ้าก็คือเพื่อทรงเรียกร้องให้มนุษย์ฟื้นคืนหน้าที่และสถานะดั้งเดิมของเขา  มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และดังนั้นแล้วมนุษย์จึงไม่ควรล้ำเส้นด้วยตัวเขาเองโดยการเรียกร้องอันใดจากพระเจ้า และไม่ควรทำสิ่งใดมากไปกว่าปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง  บั้นปลายของเปาโลและเปโตรนั้นประเมินตามการที่พวกเขาสามารถลุล่วงหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งมวลได้หรือไม่ และไม่ใช่ตามขนาดของการมีส่วนร่วมสนับสนุนของพวกเขา บั้นปลายของพวกเขานั้นกำหนดพิจารณาตามสิ่งซึ่งพวกเขาได้แสวงหาตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่ตามการที่ว่าพวกเขาได้ทำงานไปมากเพียงใด หรือการประเมินพวกเขาโดยผู้คนอื่น  และดังนั้นแล้ว การพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนเราอย่างแข็งขันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างจึงเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ การแสวงหาเส้นทางแห่งความรักที่แท้จริงแด่พระเจ้าคือเส้นทางที่ถูกต้องที่สุด การแสวงหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยดั้งเดิมของคนเรา และการแสวงหาความรักอันบริสุทธิ์ที่มีแด่พระเจ้า คือเส้นทางสู่ความสำเร็จ  เส้นทางสู่ความสำเร็จเช่นนั้นคือเส้นทางของการฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมตลอดจนการปรากฏดั้งเดิมของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  นั่นเป็นเส้นทางแห่งการฟื้นคืน และนั่นยังเป็นจุดมุ่งหมายของพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบด้วยเช่นกัน  หากการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์นั้นด่างพร้อยไปด้วยข้อเรียกร้องอันฟุ้งเฟ้อส่วนตัวและการถวิลหาอันไร้เหตุผล เช่นนั้นแล้วผลที่สัมฤทธิ์ได้ก็ย่อมจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของมนุษย์  การนี้ไม่ลงรอยกันกับพระราชกิจแห่งการฟื้นคืน  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันไม่ใช่พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติ และดังนั้นแล้วนี่จึงพิสูจน์ว่าการไล่ตามเสาะหาประเภทนี้ไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า  การไล่ตามเสาะหาที่ไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้านั้นมีนัยสำคัญอันใดเล่า?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 479

งานที่เปาโลได้ทำนั้นได้ถูกแสดงต่อหน้ามนุษย์ แต่ในเรื่องที่ว่าความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้านั้นบริสุทธิ์เพียงใดและเขาได้รักพระเจ้ามากเพียงใดลึกลงไปในหัวใจของเขานั้น—มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้  มนุษย์สามารถมองดูเพียงงานที่เขาได้ทำ ซึ่งมนุษย์รู้ว่าเขาได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานอย่างแน่นอนจากงานนี้ และดังนั้นมนุษย์จึงคิดว่าเปาโลดีกว่าเปโตร คิดว่างานของเขานั้นยิ่งใหญ่กว่า เพราะเขาสามารถจัดเตรียมให้แก่คริสตจักรทั้งหลายได้  เปโตรเพียงได้หมายพึ่งประสบการณ์ส่วนตัวของเขาและได้รับผู้คนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในช่วงระหว่างงานที่เขาทำเป็นครั้งคราว  มีจดหมายที่ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักเพียงไม่กี่ฉบับจากเขา แต่ใครหรือที่รู้ว่าความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าลึกภายในหัวใจของเขานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด?  วันแล้ววันเล่า เปาโลได้ทำงานเพื่อพระเจ้า นั่นคือ ตราบเท่าที่มีงานที่จะต้องทำ เขาก็ได้ทำงานนั้นไป  เขาได้รู้สึกว่าในหนทางนี้เขาคงจะสามารถได้รับมงกุฎ และน่าจะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ กระนั้นเขาก็ไม่ได้แสวงหาหนทางทั้งหลายที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเขาเองโดยผ่านทางงานของเขา  สิ่งใดก็ตามในชีวิตของเปโตรที่ไม่ได้สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้านั้นได้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ  หากนั่นไม่ได้สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเขาคงจะรู้สึกสำนึกผิด และคงจะมองหาหนทางซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นหนทางที่เขาสามารถเพียรพยายามที่จะทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้าได้  ในแม้กระทั่งแง่มุมที่เล็กที่สุดและไม่สำคัญที่สุดของชีวิตของเขา เขาเองยังคงได้พึงต้องสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เขาไม่ได้เข้มงวดน้อยลงเลยเมื่อเป็นเรื่องอุปนิสัยดั้งเดิมของเขา โดยเด็ดขาดในข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อตัวเขาเองในอันที่จะก้าวหน้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นสู่ความจริง  เปาโลได้แสวงหาเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะอันผิวเผิน  เขาได้พยายามที่จะโอ้อวดตัวเขาเองต่อหน้ามนุษย์ และไม่ได้พยายามที่จะสร้างความก้าวหน้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในการเข้าสู่ชีวิต  สิ่งที่เขาได้ใส่ใจก็คือคำสอน ไม่ใช่ความเป็นจริง  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “เปาโลได้ทำงานเพื่อพระเจ้าไปมากเหลือเกิน เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ได้ทรงจดจำเขา?  เปโตรได้ดำเนินงานเพื่อพระเจ้าเสร็จสิ้นเพียงเล็กน้อย และไม่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนอันใหญ่หลวงต่อคริสตจักรทั้งหลาย ดังนั้นแล้วเหตุใดเขาจึงได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม?”  เปโตรได้รักพระเจ้าจนถึงจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการ ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีคำพยาน  แล้วเปาโลล่ะเป็นอย่างไร?  เปาโลได้รักพระเจ้าจนถึงระดับใด?  เจ้ารู้หรือไม่?  งานของเปาโลนั้นได้ทำไปเพื่ออะไร?  และงานของเปโตรได้ทำไปเพื่ออะไร?  เปโตรไม่ได้ทำงานมาก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ลึกภายในหัวใจของเขา?  งานของเปาโลนั้นได้เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมให้กับคริสตจักรทั้งหลาย และสิ่งรองรับของคริสตจักรทั้งหลาย  สิ่งที่เปโตรได้รับประสบการณ์คือการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยในชีวิตของเขา เขาได้รับประสบการณ์กับความรักที่มีแด่พระเจ้า  มาถึงตอนนี้ที่เจ้ารู้ความแตกต่างในแก่นแท้ของพวกเขา ท้ายที่สุดแล้วเจ้าสามารถเห็นได้ว่าใครได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และใครไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  หนึ่งในพวกเขาได้รักพระเจ้าอย่างแท้จริง และอีกคนหนึ่งไม่ได้รักพระเจ้าอย่างแท้จริง คนหนึ่งได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของเขา และอีกคนหนึ่งไม่ได้ก้าวผ่าน คนหนึ่งได้รับใช้อย่างถ่อมใจ และไม่ได้เป็นที่สังเกตอย่างง่ายดายโดยผู้คน และอีกคนหนึ่งได้รับการเคารพบูชาโดยผู้คน และได้มีภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ คนหนึ่งได้แสวงหาความบริสุทธิ์ และอีกคนหนึ่งไม่ได้แสวงหา และแม้ว่าเขาจะไม่ได้ไม่บริสุทธิ์ แต่เขาก็ไม่ได้มีความรักอันบริสุทธิ์ คนหนึ่งมีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง และอีกคนหนึ่งไม่ได้มี คนหนึ่งมีสำนึกของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และอีกคนหนึ่งไม่ได้มี  เช่นนั้นคือความแตกต่างในแก่นแท้ของเปาโลและเปโตร  เส้นทางที่เปโตรได้เดินนั้นเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จ ซึ่งก็เป็นเส้นทางแห่งการสัมฤทธิ์การฟื้นคืนของความเป็นมนุษย์ปกติและการฟื้นคืนของหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างด้วยเช่นกัน  เปโตรเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ประสบความสำเร็จ  เส้นทางที่เปาโลได้เดินนั้นเป็นเส้นทางแห่งความล้มเหลว และเขาเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่เพียงนบนอบและสละตัวพวกเขาเองอย่างผิวเผินเท่านั้น และไม่มีหัวใจที่รักพระเจ้าแบบถ่องแท้  เปาโลเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่มีความจริง  ในการเชื่อในพระเจ้าของเขา เปโตรได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในทุกสิ่งทุกอย่าง และได้พยายามนบนอบต่อทั้งหมดที่ได้มาจากพระเจ้า  โดยที่ไม่มีการปริปากบ่นแม้แต่น้อย เขาสามารถยอมรับการตีสอนและการพิพากษา ตลอดจนการถลุง ความทุกข์ลำบาก และการดำเนินต่อไปโดยปราศจากสิ่งใดเลยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยในบรรดาเหล่านี้ที่จะสามารถปรับเปลี่ยนหัวใจที่รักพระเจ้าของเขาได้  นี่ไม่ใช่ความรักขั้นสูงสุดที่มีแด่พระเจ้าหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่การลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรอกหรือ?  ไม่ว่าในการตีสอน การพิพากษา หรือความทุกข์ลำบาก เจ้าสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบจนตายได้เสมอ และนี่คือสิ่งที่ควรสัมฤทธิ์โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นี่คือความบริสุทธิ์ของความรักที่มีแด่พระเจ้า  หากมนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผลได้มากขนาดนี้ เช่นนั้นแล้วเขาก็เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และไม่มีสิ่งใดเลยที่สนองเจตนารมณ์ของพระผู้สร้างได้ดีกว่า  จงจินตนาการว่าเจ้าสามารถทำงานเพื่อพระเจ้าได้ ทว่าเจ้ากลับไม่นบนอบต่อพระเจ้า และไม่สามารถที่จะรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง  ในหนทางนี้ ไม่เพียงเจ้าจะไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น แต่เจ้ายังจะถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าคือใครบางคนที่ไม่มีความจริง ที่ไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าได้ และที่กบฏต่อพระเจ้า  เจ้าเพียงใส่ใจกับการทำงานเพื่อพระเจ้าเท่านั้น และไม่ใส่ใจกับการนำความจริงไปปฏิบัติหรือการรู้จักตัวเจ้าเอง  เจ้าไม่เข้าใจหรือรู้จักพระผู้สร้าง และไม่นบนอบหรือรักพระผู้สร้าง  เจ้าคือใครบางคนที่เป็นกบฏต่อพระเจ้ามาแต่กำเนิด และดังนั้นแล้วผู้คนเช่นนั้นจึงไม่เป็นที่รักโดยพระผู้สร้าง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 480

ผู้คนบางคนกล่าวว่า “เปาโลได้ทำงานในปริมาณมากมายมหาศาล และเขาได้แบกรับภาระอันใหญ่หลวงสำหรับคริสตจักรทั้งหลาย และได้มีส่วนร่วมสนับสนุนมากมายเหลือเกินแก่คริสตจักรเหล่านั้น  จดหมายสิบสามฉบับของเปาโลได้ค้ำจุน 2,000 ปีแห่งยุคพระคุณ และเป็นรองแค่ข่าวประเสริฐสี่เล่มนั้นเท่านั้น  ใครกันเล่าสามารถเทียบกับเขาได้?  ไม่มีใครสามารถถอดรหัสวิวรณ์ของยอห์นได้ ในขณะที่จดหมายของเปาโลจัดเตรียมชีวิต และงานที่เขาได้ทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักรทั้งหลาย  ใครอื่นอีกหรือที่สามารถได้สัมฤทธิ์สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นได้?  แล้วเปโตรได้ทำงานอะไรไป?”  เมื่อมนุษย์ประเมินผู้อื่น เขาทำเช่นนั้นโดยสอดคล้องกับการมีส่วนร่วมสนับสนุนของพวกเขา  เมื่อพระเจ้าทรงประเมินมนุษย์ พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดยสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์  ท่ามกลางบรรดาผู้ที่แสวงหาชีวิต เปาโลเป็นใครบางคนที่ไม่ได้รู้จักแก่นแท้ของเขาเอง  เขาไม่ได้ถ่อมใจหรือนบนอบโดยวิถีทางใดเลย อีกทั้งเขาไม่ได้รู้จักแก่นแท้ของตัวเอง ซึ่งก็คือการต่อต้านพระเจ้า  และดังนั้นแล้ว เขาจึงเป็นใครบางคนที่ไม่ได้ก้าวผ่านประสบการณ์โดยละเอียด และเป็นใครบางคนที่ไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติ  เปโตรนั้นแตกต่างออกไป  เขาได้รู้จักความไม่เพียบพร้อม จุดอ่อน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และดังนั้นแล้วเขาจึงได้มีเส้นทางแห่งการปฏิบัติซึ่งใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเขา เขาไม่ใช่หนึ่งในพวกที่มีเพียงคำสอนแต่ไม่ได้มีความเป็นจริง  บรรดาผู้ที่เปลี่ยนแปลงคือผู้คนใหม่ๆ ที่ได้รับการช่วยให้รอดแล้ว พวกเขาคือบรรดาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการไล่ตามเสาะหาความจริง  ผู้คนที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือพวกที่ล้าสมัยโดยธรรมชาติ พวกเขาคือพวกที่ยังไม่ได้รับการช่วยให้รอด นั่นคือ พวกที่พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์  พวกเขาจะไม่เป็นที่จดจำโดยพระเจ้าโดยไม่สำคัญว่างานของพวกเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด  เมื่อเจ้าเปรียบเทียบการนี้กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะเป็นบุคคลประเภทเดียวกับเปโตรหรือเปาโลก็ควรจะมีหลักฐานชัดเจนอยู่ในตัวเอง  หากยังคงไม่มีความจริงในสิ่งที่เจ้าแสวงหา และหากแม้กระทั่งในวันนี้ เจ้าก็ยังคงโอหังและสามหาวเหมือนเปาโล และยังคงกะล่อนและชอบอวดตัวเหมือนเขา เช่นนั้นแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าก็เป็นคนเสื่อมคนหนึ่งที่ล้มเหลว  หากเจ้าแสวงหาอย่างเดียวกับเปโตร หากเจ้าแสวงหาการปฏิบัติและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และไม่โอหังหรือดื้อรั้น แต่พยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งที่สามารถสัมฤทธิ์ชัยชนะได้  เปาโลไม่ได้รู้จักแก่นแท้หรือความเสื่อมทรามของเขาเอง นับประสาอะไรที่เขาจะได้รู้จักความเป็นกบฏของเขาเอง  เขาไม่เคยได้เอ่ยถึงการเยาะเย้ยท้าทายเชิงดูหมิ่นของเขาเกี่ยวกับพระคริสต์ อีกทั้งเขาไม่ได้เสียใจจนเกินควร  เขาเพียงได้เสนอคำอธิบายสั้นๆ ไว้เท่านั้น และลึกลงไปในหัวใจของเขานั้น เขาไม่ได้ยอมอ่อนข้อให้กับพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์  แม้ว่าเขาจะได้ล้มลงบนถนนสู่ดามัสกัส เขาก็ไม่ได้มองลึกภายในตัวเขาเอง  เขาพอใจเพียงแค่ได้ทำงานต่อไป และเขาไม่ได้พิจารณาการรู้จักตัวเขาเองและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแต่เดิมของเขาว่าเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญยิ่งยวดที่สุด  เขาพึงพอใจกับแค่การพูดความจริง กับการจัดเตรียมให้แก่ผู้อื่นเพื่อเป็นสิ่งบรรเทาความรู้สึกผิดสำหรับมโนธรรมของเขาเอง และกับการไม่ข่มเหงบรรดาสาวกของพระเยซูอีกต่อไป เพื่อที่จะปลอบใจตัวเขาเองและยกโทษให้ตัวเขาเองสำหรับบาปทั้งหลายในอดีตของเขา  เป้าหมายที่เขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ามงกุฎในอนาคตและงานที่ไม่ยั่งยืน เป้าหมายที่เขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นคือพระคุณอันอุดม  เขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงที่เพียงพอ อีกทั้งเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความก้าวหน้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นสู่ความจริงที่เขาไม่ได้เข้าใจก่อนหน้านั้น  ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองนั้นเป็นของเทียม และเขาไม่ได้ยอมรับการตีสอนหรือการพิพากษา  การที่เขาสามารถทำงานได้นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาได้มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติหรือแก่นแท้ของเขาเอง จุดมุ่งเน้นของเขาคือการปฏิบัติภายนอกเท่านั้น  ที่มากกว่านั้น สิ่งที่เขาได้เพียรพยายามเพื่อให้ได้มาไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่เป็นความรู้  งานของเขาเป็นผลลัพธ์ของการทรงปรากฏของพระเยซูบนถนนสู่ดามัสกัสโดยสมบูรณ์  นั่นไม่ใช่บางสิ่งที่เขาได้ปลงใจที่จะทำโดยดั้งเดิม อีกทั้งนั่นไม่ใช่งานที่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ยอมรับการตัดแต่งอุปนิสัยเดิมของเขา  ไม่สำคัญว่าเขาจะได้ไปทำงานอย่างไร อุปนิสัยเดิมของเขาก็หาได้เปลี่ยนแปลงไม่ และดังนั้นงานของเขาจึงไม่ได้ลบมลทินบาปทั้งหลายในอดีตของเขา แต่แค่ได้มีบทบาทบางอย่างท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายของกาลสมัยนั้น  สำหรับใครบางคนเช่นนี้ ผู้ซึ่งอุปนิสัยเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง—กล่าวคือ ผู้ที่ไม่ได้รับความรอด และถึงขั้นปราศจากความจริงมากขึ้นไปอีก—เขาไม่สามารถที่จะกลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับการยอมรับจากองค์พระเยซูเจ้าอย่างแน่นอน  เขาไม่ใช่ใครบางคนที่ได้รับการเติมเต็มด้วยความรักและความยำเกรงสำหรับพระเยซูคริสต์ อีกทั้งเขาไม่ใช่ใครบางคนที่ชำนาญในการแสวงหาความจริง นับประสาอะไรที่เขาจะเป็นใครบางคนที่ได้แสวงหาความล้ำลึกของการประสูติเป็นมนุษย์  เขาเป็นเพียงใครบางคนที่มีทักษะในการให้เหตุผลอย่างชาญฉลาด และผู้ที่จะไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครก็ตามที่สูงส่งกว่าเขาหรือผู้ที่มีความจริง  เขาอิจฉาผู้คนหรือความจริงทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับเขา หรือที่เป็นปฏิปักษ์กับเขา โดยเลือกชอบพวกผู้คนซึ่งมีของประทานที่ได้นำเสนอภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่และมีความรู้อันลุ่มลึก  เขาไม่ได้ชอบการมีปฏิบัติสัมพันธ์กับคนจนผู้ซึ่งได้แสวงหาหนทางที่แท้จริงและไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งใดนอกจากความจริง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับได้นำตัวเขาเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับบรรดาบุคคลสำคัญอาวุโสจากองค์กรศาสนาผู้ที่พูดถึงแต่คำสอนทั้งหลายเท่านั้น และผู้ที่มีความรู้อันอุดม  เขาไม่ได้มีความรักในพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์และไม่ได้ใส่ใจกับความเคลื่อนไหวของพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับได้โปรดปรานกฎเกณฑ์และคำสอนเหล่านั้นที่สูงส่งกว่าความจริงทั่วไป  ในธาตุแท้โดยกำเนิดของเขาและทั้งหมดทั้งมวลของสิ่งที่เขาได้แสวงหา เขาไม่คู่ควรที่จะได้รับการเรียกขานว่าคริสตชนผู้ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง นับประสาอะไรที่จะได้รับการเรียกขานว่าผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อในพระนิเวศของพระเจ้า เพราะความหน้าซื่อใจคดของเขานั้นมากเกินไป และความเป็นกบฏของเขานั้นใหญ่หลวงเกินไป  แม้ว่าเขาจะเป็นที่รู้จักในนามของผู้รับใช้ขององค์พระเยซูเจ้า แต่เขาก็ไม่ได้เหมาะสมเลยที่จะเข้าสู่ประตูแห่งอาณาจักรสวรรค์ เพราะการกระทำของเขาตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นสุดไม่สามารถเรียกได้ว่าชอบธรรม  เขาสามารถเพียงถูกมองว่าเป็นบุคคลผู้ซึ่งหน้าซื่อใจคดและได้ทำความไม่ชอบธรรมเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นผู้ที่ได้ทำงานเพื่อพระคริสต์ด้วยเช่นกัน  แม้ว่าเขาจะไม่สามารถถูกเรียกได้ว่าชั่ว แต่เขาสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมได้ว่ามนุษย์ผู้ที่ได้ทำความไม่ชอบธรรม  เขาได้ทำงานไปมากมาย กระนั้นเขาก็ต้องไม่ถูกตัดสินตามปริมาณงานที่เขาได้ทำ แต่เพียงตามคุณภาพและเนื้อหาสาระของงานเท่านั้น  ในหนทางนี้เท่านั้นจึงจะเป็นไปได้ที่จะไปถึงก้นบึ้งของเรื่องนี้  เขาเชื่อเสมอว่า “ฉันสามารถทำงานได้ ฉันดีกว่าผู้คนส่วนใหญ่ ฉันคำนึงถึงพระภาระขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่เหมือนใครอื่นเลย และไม่มีใครกลับใจอย่างลึกซึ้งเท่ากับฉัน เพราะความสว่างอันยิ่งใหญ่ได้ฉายมาที่ฉัน และฉันได้เห็นความสว่างอันยิ่งใหญ่แล้ว และดังนั้นการกลับใจของฉันจึงลึกซึ้งกว่าใครอื่น”  ณ เวลานั้น นี่คือสิ่งที่เขาได้คิดภายในหัวใจของเขา  เมื่อสิ้นสุดงานของเขา เปาโลได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้แล้ว ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน และมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า”  การต่อสู้ งาน และครรลองของเขาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมงกุฎแห่งความชอบธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น และเขาไม่ได้ทะยานไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน  แม้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ทำอะไรอย่างพอเป็นพิธีในงานของเขา แต่ก็อาจกล่าวได้ว่างานของเขานั้นทำไปเพียงเพื่อชดเชยความผิดทั้งหลายของเขา เพื่อชดเชยคำกล่าวหาทั้งหลายเกี่ยวกับมโนธรรมของเขา  เขาเพียงได้หวังที่จะทำงานของเขาให้เสร็จสิ้น ทำครรลองของเขาให้แล้วเสร็จ และสู้ในการต่อสู้ของเขาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่เขาอาจจะได้รับมงกุฎแห่งความชอบธรรมซึ่งเป็นที่ถวิลหาของเขาโดยเร็วที่สุด  สิ่งที่เขาได้ถวิลหาไม่ใช่การพบกับองค์พระเยซูเจ้าด้วยประสบการณ์ทั้งหลายและความรู้ที่แท้จริงของเขา แต่เพื่อทำงานของเขาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่ว่าเมื่อเขาได้พบกับองค์พระเยซูเจ้า เขาจะได้รับบำเหน็จรางวัลที่งานของเขาได้หามาให้เขา  เขาได้ใช้งานของเขาเพื่อชูใจตัวเขาเอง และเพื่อทำข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนกับมงกุฎในอนาคต  สิ่งที่เขาได้แสวงหาไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า แต่เป็นเพียงมงกุฎเท่านั้น  การไล่ตามเสาะหาเช่นนั้นจะสามารถเป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างไร?  แรงจูงใจของเขา งานของเขา ราคาที่เขาได้จ่ายไป และความพยายามของเขาทั้งหมด—ความเพ้อฝันอันน่ามหัศจรรย์ของเขาได้แผ่ซ่านไปทั่วสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด และเขาได้ทำงานตามความพึงปรารถนาของเขาเองทั้งหมดทั้งสิ้น  ในทั้งหมดทั้งมวลของงานของเขา ไม่มีความเต็มใจแม้แต่น้อยในราคาที่เขาได้จ่ายไป เขาแค่ได้เข้าร่วมในการทำข้อตกลง  ความพยายามทั้งหลายของเขานั้นไม่ได้ทำขึ้นอย่างเต็มใจเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขา แต่ทำขึ้นอย่างเต็มใจเพื่อที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของข้อตกลงนั้น  มีคุณค่าใดต่อความพยายามทั้งหลายเช่นนั้นหรือ?  ใครกันเล่าจะกล่าวชมเชยความพยายามทั้งหลายอันไม่บริสุทธิ์ของเขา?  ใครหรือมีความสนใจใดๆ ในความพยายามทั้งหลายเช่นนั้น?  งานของเขาเต็มไปด้วยความฝันสำหรับอนาคต เต็มไปด้วยแผนทั้งหลายอันน่ามหัศจรรย์ และไม่มีเส้นทางที่ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์บรรจุอยู่เลย  ความเมตตากรุณาของเขามากมายเหลือเกินนั้นเป็นการเสแสร้ง งานของเขาไม่ได้จัดเตรียมชีวิต แต่เป็นการตบตาว่ามีอัธยาศัยไมตรี นั่นเป็นการทำข้อตกลงอย่างหนึ่ง  งานเช่นนี้สามารถนำมนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งการฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมของเขาได้อย่างไรกัน?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 481

ทั้งหมดที่เปโตรได้แสวงหานั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เขาเสาะแสวงที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากและความเคราะห์ร้าย เขายังคงเต็มใจที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ไม่มีการไล่ตามเสาะหาใดโดยผู้เชื่อในพระเจ้าที่ล้ำเลิศไปกว่านี้แล้ว  สิ่งที่เปาโลเสาะแสวงนั้นด่างพร้อยโดยเนื้อหนังของเขาเอง โดยมโนคติอันหลงผิดของเขาเอง และโดยแผนการ และกลอุบายของเขาเอง  เขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานเลย ไม่ใช่ใครบางคนที่เสาะแสวงที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เปโตรเสาะแสวงที่จะปล่อยให้ตัวเองอยู่ในการควบคุมของการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และแม้ว่างานที่เขาได้ทำนั้นไม่ยิ่งใหญ่ แต่แรงจูงใจเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของเขาและเส้นทางที่เขาได้เดินนั้นถูกต้อง แม้ว่าเขาไม่สามารถได้รับผู้คนมากมาย แต่เขาก็สามารถที่จะไล่ตามเสาะหาหนทางแห่งความจริง  เพราะการนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน  วันนี้ ต่อให้เจ้าไม่ใช่คนทำงาน เจ้าก็ควรจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและพยายามที่จะปล่อยทุกอย่างให้อยู่ในความควบคุมของการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า  เจ้าควรจะสามารถนบนอบสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัส และได้รับประสบการณ์กับทุกลักษณะของความทุกข์ลำบากและการถลุง และแม้ว่าเจ้านั้นอ่อนแอ ในหัวใจของเจ้านั้นเจ้ายังคงควรจะสามารถรักพระเจ้าได้  บรรดาผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตของพวกเขาเองนั้นเต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และทัศนคติของผู้คนเช่นนั้นเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาเป็นทัศนคติที่ถูกต้อง  เหล่านี้คือผู้คนที่พระเจ้าจำเป็นต้องทรงมี  หากเจ้าได้ทำงานไปมากมาย และผู้อื่นได้รับการสอนจากเจ้า แต่เจ้าเองไม่ได้เปลี่ยนแปลง และไม่ได้เป็นคำพยานใดๆ หรือไม่มีประสบการณ์แท้จริงอันใด จนถึงขั้นที่ว่าเมื่อสิ้นสุดชีวิตของเจ้า ยังคงเป็นว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่เจ้าได้ทำไปที่เป็นคำพยาน เช่นนั้นแล้วเจ้าเป็นใครบางคนที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่?  เจ้าเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  ในกาลสมัยนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงใช้งานเจ้า แต่เมื่อพระองค์ได้ทรงใช้งานเจ้า พระองค์ได้ทรงใช้ส่วนของเจ้าที่สามารถใช้เพื่อทำงานได้ และพระองค์ไม่ได้ทรงใช้ส่วนของเจ้าที่ไม่สามารถใช้งานได้  หากเจ้าได้พยายามที่จะเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะค่อยๆ ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในช่วงระหว่างกระบวนการของการถูกใช้งาน  กระนั้นก็ตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงยอมรับความรับผิดชอบใดสำหรับการที่เจ้าจะได้ถูกรับไว้ในท้ายที่สุดหรือไม่ และการนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการไล่ตามเสาะหาของเจ้า  หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้า เช่นนั้นแล้วนั่นก็เป็นเพราะว่า ทัศนคติของเจ้าที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นผิด  หากเจ้าไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลใด เช่นนั้นแล้วนั่นก็เป็นปัญหาของเจ้าเอง และเพราะเจ้าเองยังไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติและไม่สามารถที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  และดังนั้นแล้ว จึงไม่มีสิ่งใดที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ไปกว่าประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้า และไม่มีสิ่งใดที่วิกฤติไปกว่าการเข้าสู่ส่วนตัวของเจ้าแล้ว!  ผู้คนบางคนจะลงเอยด้วยการกล่าวว่า “ข้าพระองค์ได้ทำงานมากมายเหลือเกินเพื่อพระองค์ และแม้ว่าข้าพระองค์อาจไม่ได้ผลสัมฤทธิ์อันขึ้นชื่อลือนามใดๆ แต่ข้าพระองค์ก็ยังคงขยันหมั่นเพียรในความพยายามของข้าพระองค์เสมอมา  พระองค์แค่ทรงปล่อยให้ข้าพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์เพื่อกินผลไม้แห่งชีวิตไม่ได้หรอกหรือ?”  เจ้าต้องรู้ว่าเราพึงปรารถนาผู้คนประเภทใด พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้มาทำผืนดินศักดิ์สิทธิ์มัวหมอง  แม้ว่าเจ้าอาจได้ทำงานมากมายแล้ว และได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ในที่สุดหากเจ้ายังคงโสมมอย่างน่าสังเวช เช่นนั้นแล้วการที่เจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราก็เป็นเรื่องที่ธรรมบัญญัติแห่งสวรรค์ไม่อาจทนยอมรับได้!  ตั้งแต่การแรกสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ เราไม่เคยเสนอช่องทางอันง่ายต่อการเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราให้แก่พวกที่ประจบเรา  นี่คือกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ และไม่มีใครสามารถทำลายสิ่งนั้นได้!  เจ้าต้องแสวงหาชีวิต  วันนี้ บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมคือคนประเภทเดียวกันกับเปโตร นั่นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาเอง เต็มใจที่จะเป็นคำพยานให้พระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  หากเจ้าเพียงมุ่งหวังบำเหน็จรางวัล และไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของชีวิตของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วความพยายามของเจ้าทั้งหมดก็จะสูญเปล่า—นี่คือความจริงที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 482

จากความแตกต่างในแก่นแท้ของเปโตรและเปาโล เจ้าควรเข้าใจว่าพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่แสวงหาชีวิตจะตรากตรำโดยสูญเปล่า!  เจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า และดังนั้นแล้วเจ้าต้องมีหัวใจที่รักพระเจ้า  เจ้าต้องทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า เจ้าต้องเสาะแสวงที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเจ้าต้องลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า เจ้าควรถวายทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระองค์ และไม่ควรตัดสินใจเลือกหรือทำการเรียกร้องเป็นการส่วนตัว และเจ้าควรสัมฤทธิ์การสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เนื่องจากเจ้าได้ถูกสร้างขึ้น เจ้าควรนบนอบต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงสร้างเจ้า เพราะโดยธรรมชาติแล้วเจ้าไม่มีอำนาจครอบครองเหนือตัวเอง และไม่มีความสามารถตามธรรมชาติที่จะควบคุมชะตาลิขิตของเจ้าเอง  เนื่องจากเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งเชื่อในพระเจ้า เจ้าควรไล่ตามเสาะหาการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์และการเปลี่ยนแปลง  เนื่องจากเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้าควรยึดติดต่อหน้าที่ของเจ้า และรู้สถานะของเจ้า และเจ้าต้องไม่ล้ำเส้นหน้าที่ของเจ้า  นี่ไม่ได้เป็นการจำกัดควบคุมเจ้า หรือเป็นการข่มปรามเจ้าโดยผ่านทางคำสอน แต่กลับเป็นเส้นทางที่เจ้าสามารถใช้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และมันสามารถสัมฤทธิ์ผลได้—และควรที่จะสัมฤทธิ์ผล—โดยพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ทำความชอบธรรม  หากเจ้าเปรียบเทียบแก่นแท้ของเปโตรและเปาโล เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าควรแสวงหาอย่างไร  จากบรรดาเส้นทางที่เปโตรและเปาโลได้เดินนั้น เส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางของการถูกกำจัดออกไป เปโตรและเปาโลเป็นตัวแทนสองเส้นทางที่ต่างกัน  แม้ว่าแต่ละคนจะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแต่ละคนได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแต่ละคนได้ยอมรับสิ่งซึ่งองค์พระเยซูเจ้าได้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขา ดอกผลที่มีในแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน นั่นคือ คนหนึ่งให้ดอกผลอย่างแท้จริง และอีกคนหนึ่งนั้นไม่ได้ให้  จากแก่นแท้ของพวกเขา งานที่พวกเขาได้ทำ สิ่งซึ่งพวกเขาได้แสดงออกมาภายนอก และปลายทางสุดท้ายของพวกเขา เจ้าควรเข้าใจว่าเจ้าควรใช้เส้นทางใด เจ้าควรเลือกเส้นทางใดที่จะเดิน  พวกเขาได้เดินบนเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน  เปาโลและเปโตร พวกเขาคือตัวอย่างที่ดีของแต่ละเส้นทาง และดังนั้นตั้งแต่แรกเริ่มพวกเขาได้รับการยกให้เป็นแบบอย่างให้กับเส้นทางสองเส้นนี้  ประเด็นสำคัญของประสบการณ์ของเปาโลคืออะไรหรือ และเหตุใดเขาจึงทำไม่สำเร็จ?  ประเด็นสำคัญของประสบการณ์ของเปโตรคืออะไร และเขาได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างไร?  หากเจ้าเปรียบเทียบสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนใส่ใจ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการบุคคลประเภทใดกันแน่ เจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร พระอุปนิสัยของพระเจ้าคืออะไร บุคคลประเภทใดจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในท้ายที่สุด และบุคคลประเภทใดจะไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมด้วยเช่นกัน เจ้าจะรู้ว่าอุปนิสัยของบรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเป็นเช่นใด และอุปนิสัยของพวกที่จะไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเป็นเช่นใด—ประเด็นปัญหาเรื่องแก่นแท้เหล่านี้เห็นได้ในประสบการณ์ของเปโตรและเปาโล  พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และดังนั้นพระองค์จึงทรงทำให้สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์และนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์ พระองค์จะทรงบัญชาทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งจะได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  สิ่งทรงสร้างของพระเจ้าทั้งหมด รวมถึงสัตว์ พืชพรรณ มวลมนุษย์ ภูเขาและแม่น้ำ และทะเลสาบ—ทั้งหมดล้วนต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  ทุกสรรพสิ่งในท้องฟ้าและบนผืนดินต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถมีตัวเลือกใดและทั้งหมดต้องนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์  การนี้ประกาศกฎโดยพระเจ้า และเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า  พระเจ้าทรงบัญชาทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงจัดระเบียบและทรงจัดลำดับทุกสรรพสิ่ง โดยที่แต่ละสิ่งนั้นได้รับการจัดแบ่งตามชนิดของตน และแต่ละสิ่งอยู่ในที่ทางของพวกมันเองโดยสอดคล้องกับความพึงปรารถนาทั้งหลายของพระเจ้า  ไม่สำคัญว่ามันจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถล้ำเลิศกว่าพระเจ้าได้ ทุกสรรพสิ่งรับใช้มวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น และไม่มีสิ่งใดเลยที่กล้าที่จะกบฏต่อพระเจ้าหรือทำการเรียกร้องใดๆ จากพระเจ้า  ดังนั้นแล้วมนุษย์ ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างย่อมต้องลุล่วงหน้าที่ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน  ไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้านายหรือผู้ดูแลของทุกสรรพสิ่ง ไม่สำคัญว่าสถานะของมนุษย์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจะสูงส่งเพียงใด เขายังคงเป็นเพียงแค่มนุษย์ตัวกะจิริดคนหนึ่งภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า เขาไม่ได้เป็นมากไปกว่ามนุษย์ตัวกะจิริดคนหนึ่ง สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเขาจะไม่มีวันอยู่เหนือพระเจ้า  ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มนุษย์ควรพยายามลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพยายามรักพระเจ้าโดยไม่สร้างตัวเลือกอื่น เพราะพระเจ้าทรงคู่ควรกับความรักของมนุษย์  บรรดาผู้ที่พยายามรักพระเจ้าไม่ควรไล่ตามไขว่คว้าประโยชน์ส่วนตัวใดๆ หรือไล่ตามไขว่คว้าสิ่งซึ่งพวกเขาถวิลหาเป็นการส่วนตัว นี่คือวิถีทางที่ถูกต้องที่สุดของการไล่ตามเสาะหา  หากสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาคือความจริง หากสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริง และหากสิ่งที่เจ้าบรรลุคือการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า เช่นนั้นแล้วเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าก็เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง  หากสิ่งที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้าคือพรของเนื้อหนัง และสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริงแห่งมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า และเจ้าไม่นบนอบต่อพระเจ้าในเนื้อหนังเลย และเจ้ายังคงใช้ชีวิตในความคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้าก็จะนำเจ้าไปสู่นรกอย่างแน่นอน เพราะเส้นทางที่เจ้าเดินนั้นคือเส้นทางแห่งความล้มเหลว  การที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือถูกกำจัดออกไปนั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง ซึ่งก็เป็นการกล่าวอีกด้วยว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

ก่อนหน้า: การเข้าสู่ชีวิต II

ถัดไป: การเข้าสู่ชีวิต IV

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger