พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

การเข้าสู่ชีวิต 3

คนผู้หนึ่งจะมาเข้าใจรายละเอียดของจิตวิญญาณได้อย่างไร? พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์อย่างไร? ซาตานทำงานในมนุษย์อย่างไร? วิญญาณชั่วทำงานในมนุษย์อย่างไร? การสำแดงคืออะไร? เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า สิ่งนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ และเจ้าควรเชื่อฟังหรือปฏิเสธสิ่งนั้น? ในการปฏิบัติที่แท้จริงของผู้คน โดยมากเกิดจากเจตจำนงของมนุษย์ที่ผู้คนเชื่ออย่างไม่เปลี่ยนแปลงว่ามาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ สิ่งบางสิ่งมาจากวิญญาณชั่ว แต่กระนั้นผู้คนก็ยังคงคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และบางครั้งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำผู้คนจากภายใน แต่ถึงกระนั้น ผู้คนก็เกรงว่าการทรงนำเช่นนั้นมาจากซาตาน และดังนั้นจึงไม่กล้าเชื่อฟัง ทั้งที่ในความเป็นจริง การทรงนำนั้นคือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น นอกเสียจากว่าคนผู้หนึ่งปฏิบัติการแยกความแตกต่างกัน เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางประสบกับประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของคนผู้หนึ่งได้ หากปราศจากการแยกความแตกต่างกัน ก็ไม่มีทางจะได้รับชีวิต พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร? วิญญาณชั่วทำงานอย่างไร? สิ่งใดที่มาจากเจตจำนงของมนุษย์? และสิ่งใดเกิดจากการทรงนำและความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์? หากเจ้าจับความเข้าใจแบบแผนพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว ในชีวิตประจำวันของเจ้าและในระหว่างประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เจ้าจะสามารถทำให้ความรู้เพิ่มพูนขึ้นและเปรียบเทียบลักษณะเด่นได้ เจ้าจะได้มารู้จักพระเจ้า เจ้าจะสามารถเข้าใจและหยั่งรู้ซาตาน เจ้าจะไม่สับสนในการเชื่อฟังหรือการไล่ตามเสาะหาของเจ้า และเจ้าจะเป็นใครคนหนึ่งที่ความคิดชัดเจน ผู้เชื่อฟังพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือรูปสัณฐานหนึ่งของการทรงนำเชิงรุกและความรู้แจ้งเชิงบวก ซึ่งไม่ยอมให้ผู้คนนิ่งเฉย สิ่งนั้นจะนำการปลอบขวัญมายังพวกเขา ให้ความศรัทธาและความแน่วแน่แก่พวกเขา และช่วยให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ผู้คนก็สามารถเข้าสู่ได้อย่างแข็งขัน กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้นิ่งเฉยหรือถูกบังคับ แต่กระทำด้วยการเริ่มของพวกเขาเอง เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ผู้คนยินดีและเต็มใจ เต็มใจที่จะเชื่อฟังและเป็นสุขที่จะถ่อมตัวของพวกเขาเอง แม้ว่าพวกเขาเจ็บปวดและเปราะบางอยู่ภายใน แต่พวกเขาก็มีความแน่วแน่ในการให้ความร่วมมือ พวกเขาทนทุกข์ด้วยความยินดี พวกเขาสามารถเชื่อฟัง และพวกเขาไม่ด่างพร้อยด้วยเจตจำนงของมนุษย์ ไม่ด่างพร้อยด้วยการคิดแบบมนุษย์ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ด่างพร้อยด้วยความอยากได้อยากมีและแรงจูงใจแบบมนุษย์ เมื่อผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาก็บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งที่ภายใน บรรดาผู้ที่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้ชีวิตอยู่โดยการรักพระเจ้า และการรักพี่น้องชายหญิงของพวกเขา พวกเขาปีติยินดีในสิ่งทั้งหลายที่ทำให้พระเจ้าทรงปีติยินดี และเกลียดสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงเกลียด ผู้คนที่ได้รับการสัมผัสโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ และพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่เป็นนิตย์ และครองสภาวะความเป็นมนุษย์ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในผู้คน สภาพเงื่อนไขของพวกเขาก็กลับกลายเป็นดีขึ้นและดีขึ้น และสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็กลับกลายเป็นปกติมากขึ้นและมากขึ้น และแม้ว่าความร่วมมือบางอย่างของพวกเขาอาจโง่เขลา แต่แรงจูงใจของพวกเขาก็ถูกต้อง การเข้าสู่ของพวกเขาก็เป็นเชิงบวก พวกเขาไม่ได้พยายามก่อให้เกิดการแตกแยกและไม่มีการคิดร้ายภายในตัวพวกเขา พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นปกติและเป็นจริง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์โดยสอดคล้องกับกฎเกณฑ์แห่งชีวิตปกติของมนุษย์ และพระองค์ทรงดำเนินความรู้แจ้งและการทรงนำภายในผู้คนโดยสอดคล้องกับการไล่ตามเสาะหาที่แท้จริงของผู้คนปกติ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในผู้คน พระองค์ทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขาโดยสอดคล้องกับความจำเป็นของผู้คนปกติ พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับพวกเขาโดยสอดคล้องกับความจำเป็นของพวกเขา และพระองค์ทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งในเชิงบวกแก่พวกเขาโดยสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาขาดพร่อง และโดยสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาขัดสน พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการให้ความรู้แจ้งและการทรงนำผู้คนในชีวิตจริง เฉพาะเมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตจริงของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ หากในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขา ผู้คนอยู่ในสภาพเชิงบวกและมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสม เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในครอบครอง ในสภาพเช่นนั้น เมื่อพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า พวกเขามีความเชื่อ เมื่อพวกเขาอธิษฐาน พวกเขาได้รับแรงดลใจ เมื่อพวกเขาติดขัดในบางสิ่ง พวกเขาไม่นิ่งเฉย และในขณะที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พวกเขาสามารถเห็นบทเรียนทั้งหลายภายในสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเขาเรียนรู้ พวกเขาไม่ได้นิ่งเฉยหรืออ่อนแอ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความลำบากยากเย็นที่แท้จริง แต่พวกเขาก็เต็มใจเชื่อฟังการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้า

ผลกระทบใดที่สัมฤทธิ์ผลจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์? เจ้าอาจโง่เขลา และเจ้าอาจไร้ซึ่งดุลยพินิจ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์มีแต่จะต้องทรงพระราชกิจเท่านั้น และจะมีความเชื่อในเจ้า และเจ้าจะรู้สึกเสมอว่าเจ้าไม่สามารถรักพระเจ้าได้อย่างเพียงพอ เจ้าจะเต็มใจร่วมมือ ไม่ว่าความลำบากยากเย็นเบื้องหน้าจะใหญ่หลวงเพียงใด สิ่งต่าง ๆ จะเกิดขึ้นกับเจ้า และจะไม่ชัดเจนต่อเจ้าว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระเจ้าหรือจากซาตาน แต่เจ้าจะสามารถรอคอยได้ และเจ้าจะไม่ทั้งนิ่งเฉยและเกียจคร้าน นี่คือพระราชกิจปกติของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในเจ้า เจ้าจะยังคงเผชิญกับความลำบากยากเย็นที่แท้จริง กล่าวคือ บางครั้งเจ้าจะถูกทำให้มีน้ำตา และบางครั้งจะมีสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่สามารถเอาชนะได้ แต่นี่ล้วนเป็นเพียงระยะหนึ่งของพระราชกิจธรรมดาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้ว่าเจ้าไม่ได้เอาชนะความลำบากยากเย็นเหล่านั้น และแม้ว่าในเวลานั้นเจ้าอ่อนแอและเต็มไปด้วยการพร่ำบ่น แต่หลังจากนั้นเจ้าก็ยังคงสามารถรักพระเจ้าด้วยความเชื่อมากยิ่ง ความนิ่งเฉยของเจ้าไม่สามารถป้องกันเจ้าไม่ให้มีประสบการณ์ปกติ และไม่ว่าผู้คนอื่นๆ จะพูดอะไร และผู้อื่นจะโจมตีเจ้าอย่างไร เจ้าก็ยังคงสามารถรักพระเจ้าได้ ในระหว่างการอธิษฐาน เจ้ารู้สึกเสมอว่าในอดีตเจ้าช่างเป็นหนี้พระเจ้า และเจ้าตั้งใจแน่วแน่ในการทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย และประกาศตัดขาดกับเนื้อหนังเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสิ่งเช่นนั้นอีกครั้ง ความเข้มแข็งนี้แสดงว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายในเจ้า นี่คือสภาพปกติของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

งานใดที่มาจากซาตาน? ในงานที่มาจากซาตาน นิมิตภายในผู้คนนั้นคลุมเครือ ผู้คนปราศจากสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ แรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของพวกเขานั้นผิด และถึงแม้ว่าพวกเขาปรารถนาที่จะรักพระเจ้า แต่ก็มีข้อกล่าวหาภายในพวกเขาเสมอ และข้อกล่าวหาและความคิดเหล่านี้ก่อให้เกิดการเข้าแทรกแซงเป็นนิตย์ภายในพวกเขา ซึ่งจำกัดควบคุมการเติบโตของชีวิตของพวกเขา และหยุดพวกเขาไม่ให้มายังเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในสภาพเงื่อนไขที่ถูกต้องเหมาะสม กล่าวได้ว่า ทันทีที่งานของซาตานอยู่ภายในผู้คน หัวใจของพวกเขาก็ไม่สามารถสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ ผู้คนเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับตัวเอง—เมื่อพวกเขาเห็นผู้คนมารวมตัวกัน พวกเขาต้องการวิ่งหนี และพวกเขาไม่สามารถหลับตาได้เมื่อผู้อื่นอธิษฐาน งานของวิญญาณชั่วทำลายสัมพันธภาพที่ถูกต้องเหมาะสมระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และปั่นป่วนนิมิตก่อนหน้านี้ของผู้คนหรือเส้นทางที่ผ่านมาในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาไม่สามารถมีวันเข้าไปใกล้พระเจ้าได้ และสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งก่อให้เกิดการแตกแยกแก่พวกเขาและพันธนาการพวกเขาไว้ หัวใจของพวกเขาไม่สามารถพบสันติสุข และพวกเขาถูกทิ้งไว้โดยไม่มีกำลังที่จะรักพระเจ้าและโดยที่จิตวิญญาณของพวกเขาจมลง เช่นนั้นคือการสำแดงของงานของซาตาน การสำแดงของงานของซาตานคือ การไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้และยืนหยัดเป็นพยาน ซึ่งทำให้เจ้ากลายเป็นใครคนหนึ่งที่ทำผิดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเป็นผู้ที่ไม่มีความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า เมื่อซาตานเข้าแทรกแซง เจ้าสูญเสียความรักและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าภายในเจ้า เจ้าถูกปลดเปลื้องจากสัมพันธภาพที่ถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า เจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือการปรับปรุงตัวเอง เจ้าถอยหลังและกลายเป็นนิ่งเฉย เจ้าหมกมุ่นกับตัวเอง เจ้าปล่อยให้การแพร่กระจายของบาปดำเนินไปอย่างอิสระและไม่รังเกียจบาป ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าแทรกแซงของซาตานทำให้เจ้าเหลวไหล นั่นทำให้การทรงสัมผัสของพระเจ้าอันตรธานไปภายในเจ้า และทำให้เจ้าพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ นำเจ้าไปสู่การตั้งคำถามกับพระเจ้า มีแม้กระทั่งความเสี่ยงที่ว่าเจ้าจะทอดทิ้งพระเจ้า ทั้งหมดนี้มาจากซาตาน

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 445

เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าในชีวิตประจำวันของเจ้า เจ้าควรแยกความแตกต่างระหว่างกันว่าสิ่งนั้นมาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือมาจากงานของซาตานอย่างไร? เมื่อสภาพเงื่อนไขของผู้คนถูกต้องเหมาะสม เช่นนั้นแล้วชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขาและชีวิตของพวกเขาในเนื้อหนังก็ถูกต้องเหมาะสม และเหตุผลของพวกเขาถูกต้องเหมาะสมและเป็นระเบียบ เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาพเงื่อนไขนี้ สิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์และมารู้ภายในตัวพวกเขาเอง สามารถกล่าวได้โดยทั่วไปว่ามาจากการได้รับการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ (การมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกหรือการครอบครองความรู้ที่เรียบง่ายบางอย่างเมื่อพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือสัตย์ซื่อในสิ่งบางสิ่ง หรือการมีกำลังที่จะรักพระเจ้าในสิ่งบางสิ่ง—นี่ล้วนมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์) พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในมนุษย์มีความปกติอย่างยิ่ง มนุษย์ไม่สามารถรู้สึกถึงสิ่งนั้นได้ และดูเหมือนว่าจะผ่านมายังมนุษย์ด้วยตัวเขาเอง แม้ว่าที่จริงแล้วสิ่งนั้นเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในชีวิตประจำวัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจทั้งใหญ่และเล็กในทุกคน และคือขอบเขตของพระราชกิจนี้นั่นเองที่ผันแปร ผู้คนบางคนมีขีดความสามารถที่ดี และพวกเขาเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว และความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่งภายในพวกเขา ในขณะเดียวกัน ผู้คนบางคนก็มีขีดความสามารถที่ไม่ดี และต้องใช้เวลานานกว่าในการเข้าใจสิ่งต่างๆ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสพวกเขาที่ภายในและพวกเขาก็สามารถสัมฤทธิ์ความสัตย์ซื่อในพระเจ้าได้เช่นกัน—พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ในชีวิตประจำวัน เมื่อผู้คนไม่ต่อต้านหรือเป็นกบฏต่อพระเจ้า ไม่ทำสิ่งที่ไม่ลงรอยกันกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และไม่เข้าแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วในพวกเขาแต่ละคน พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงพระราชกิจในระดับหนึ่ง พระองค์ทรงสัมผัสพวกเขา ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา ทรงให้ความเชื่อแก่พวกเขา ทรงให้กำลังแก่พวกเขา และทรงเคลื่อนพวกเขาให้เข้าสู่ในเชิงรุก ไม่เกียจคร้านหรือโลภอยากได้ความชื่นชมยินดีในเนื้อหนัง เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง และถวิลหาพระวจนะของพระเจ้า ทั้งหมดนี้คือพระราชกิจที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

เมื่อสภาวะของผู้คนไม่ถูกต้องเหมาะสม พวกเขาถูกละทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายของพวกเขา พวกเขาเอนเอียงที่จะพร่ำบ่น แรงจูงใจของพวกเขานั้นผิด พวกเขาเกียจคร้าน พวกเขาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเนื้อหนัง และหัวใจของพวกเขาเป็นกบฏต่อความจริง ทั้งหมดนี้มาจากซาตาน เมื่อสภาพเงื่อนไขของผู้คนไม่ถูกต้องเหมาะสม เมื่อพวกเขามืดมนภายในและสูญเสียเหตุผลที่ถูกต้องเหมาะสมของพวกเขาไป ได้ถูกละทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไร้ความสามารถที่จะรู้สึกถึงพระเจ้าภายในตัวพวกเขาเอง นี่คือเวลาที่ซาตานกำลังทำงานภายในพวกเขา หากผู้คนมีกำลังอยู่เสมอภายในพวกเขาและรักพระเจ้าอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วโดยทั่วไป เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา สิ่งเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่ว่าใครก็ตามที่พวกเขาพบพาน การพบพานเป็นผลลัพธ์ของการจัดการเตรียมการของพระเจ้า กล่าวคือ เมื่อเจ้าอยู่ในสภาพเงื่อนไขที่ถูกต้องเหมาะสม เมื่อเจ้าอยู่ภายในพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่ซาตานจะทำให้เจ้าหวั่นไหว บนรากฐานนี้สามารถกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแม้ว่าเจ้าอาจมีความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่เจ้าก็สามารถประกาศตัดขาดจากความคิดเหล่านั้นและเจ้าไม่ติดตามความคิดเหล่านั้น ทั้งหมดนี้มาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซาตานเข้าแทรกแซงในสถานการณ์ใด? เป็นเรื่องง่ายสำหรับซาตานที่จะทำงานภายในเจ้า เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่ถูกต้องเหมาะสม เมื่อเจ้าไม่ได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า และปราศจากพระราชกิจของพระเจ้า เมื่อเจ้าแห้งแล้งและรกร้างภายใน เมื่อเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าแต่จับความเข้าใจไม่ได้สักสิ่ง และเมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าแต่ไม่ได้รับความรู้แจ้งหรือได้รับความกระจ่าง กล่าวอีกอย่างคือ เมื่อเจ้าถูกทอดทิ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วหลายสิ่งก็เกิดขึ้นกับเจ้าซึ่งมาจากการทดลองของซาตาน ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ซาตานก็กำลังทำงานอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสภายในของมนุษย์ ในขณะเดียวกัน ซาตานก็เข้าแทรกแซงในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับตำแหน่งนำหน้า และผู้คนที่สภาพเงื่อนไขของพวกเขาถูกต้องเหมาะสมสามารถมีชัยชนะได้ นี่คือชัยชนะของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เหนืองานของซาตาน ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ อุปนิสัยที่เสื่อมทรามยังคงดำรงอยู่ภายในผู้คน อย่างไรก็ดี ในระหว่างพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้คนที่จะค้นพบและระลึกรู้ความเป็นกบฏ แรงจูงใจ และการเจือปนของพวกเขา เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะรู้สึกสำนึกผิดและมีความเต็มใจเพิ่มมากขึ้นที่จะกลับใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น อุปนิสัยที่เป็นกบฏและเสื่อมทรามของพวกเขาจึงค่อยๆ ถูกเหวี่ยงทิ้งไปภายในพระราชกิจของพระเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นปกติเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจในผู้คน พวกเขาก็ยังคงมีความทุกข์ยากลำบาก พวกเขายังคงร้องไห้คร่ำครวญ พวกเขายังคงทนทุกข์ พวกเขายังคงอ่อนแอและยังคงมีมากมายหลายสิ่งที่ไม่ชัดเจนสำหรับพวกเขา แต่กระนั้นก็ดีในสภาวะนี้ พวกเขาก็สามารถหยุดตัวเองไม่ให้เสื่อมถอย และพวกเขาสามารถรักพระเจ้า และแม้ว่าพวกเขาร้องไห้คร่ำครวญและคับแค้นใจ แต่พวกเขาก็ยังคงสามารถสรรเสริญพระเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นปกติเป็นอย่างยิ่งโดยไม่เกินธรรมชาติเลยแม้แต่น้อยนิด ผู้คนส่วนมากเชื่อว่า ทันทีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เริ่มต้นทรงพระราชกิจ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นแก่สภาวะของผู้คนและสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาก็ถูกกำจัดออก การเชื่อเช่นนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในมนุษย์ สิ่งที่นิ่งเฉยของมนุษย์ก็ยังคงอยู่ที่นั่นและวุฒิภาวะของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม แต่เขาได้รับความกระจ่างและความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดังนั้นสภาวะของเขาจึงกลายเป็นเชิงรุกมากยิ่งขึ้น สภาพเงื่อนไขภายในเขากลายเป็นถูกต้องเหมาะสม และเขาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในประสบการณ์ที่แท้จริงของผู้คน โดยหลักแล้วพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ก็กับงานของซาตาน และหากพวกเขาไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจสภาวะเหล่านี้และไม่แยกความแตกต่าง เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องถามถึงการเข้าไปสู่ประสบการณ์ที่แท้จริง ไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย ดังนั้น กุญแจสำคัญในการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าคือการที่สามารถมองทะลุสิ่งดังกล่าว ในหนทางนี้ นั่นก็จะง่ายขึ้นสำหรับพวกเขาที่จะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 446

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นการดำเนินไปในเชิงบวก ในขณะที่งานของซาตานคือการล่าถอย ความเป็นลบ ความเป็นกบฏ การต้านทานต่อพระเจ้า การสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า ความไม่เต็มใจแม้กระทั่งที่จะร้องเพลงสรรเสริญ และการอ่อนแอเกินไปที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนผู้หนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่แตกกิ่งก้านจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ได้บังคับเจ้า หากเจ้าติดตามสิ่งนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีสันติสุข หากเจ้าไม่ติดตาม เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะถูกต่อว่าหลังจากนั้น ด้วยความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าทำจะถูกเข้าแทรกแซงหรือจำกัดควบคุม เจ้าจะได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ จะมีเส้นทางที่จะปฏิบัติในการกระทำของเจ้า และเจ้าจะไม่ต้องอยู่ภายใต้สิ่งยึดเหนี่ยวใดๆ แต่สามารถที่จะกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ งานของซาตานทำให้เกิดการเข้าแทรกแซงเจ้าในหลายสิ่ง นั่นทำให้เจ้าไม่เต็มใจที่จะอธิษฐาน เกียจคร้านเกินไปที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และไม่สมัครใจที่จะใช้ชีวิตแห่งคริสตจักร และนั่นทำให้เจ้าห่างเหินจากชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เข้าแทรกแซงชีวิตประจำวันของเจ้า และไม่เข้าแทรกแซงการเข้าไปสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่ถูกต้องเหมาะสมของเจ้า เจ้าไร้ความสามารถที่จะแยกแยะหลายสิ่งได้ในชั่วขณะที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น แต่กระนั้นก็ตาม หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน เจ้าก็ใช้ชีวิตอยู่โดยบางสิ่งและแสดงตัวตนของเจ้าออกมาภายนอกในบางวิธี เจ้ามีปฏิกิริยาภายในในบางวิธี และจากนั้นเจ้าจึงใช้สิ่งที่บังเกิดขึ้นมาแยกแยะว่าความคิดหนึ่งๆ มาจากพระเจ้าหรือจากซาตาน สิ่งบางสิ่งทำให้เจ้าต่อต้านพระเจ้าและเป็นกบฏต่อพระเจ้าอย่างชัดเจน หรือหยุดเจ้าไม่ให้นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากซาตาน สิ่งบางสิ่งก็ไม่ปรากฏ และเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรในชั่วขณะนั้น หลังจากนั้น เจ้าสามารถเห็นการสำแดงของสิ่งดังกล่าวและจากนั้นจึงดำเนินการแยกแยะ หากเจ้าสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งใดมาจากซาตานและสิ่งใดกำกับโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ถูกชักนำให้หลงเจิ่นได้โดยง่ายในประสบการณ์ของเจ้า บางครั้ง เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่สู้ดี เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีความคิดบางอย่างที่นำเจ้าออกจากสภาวะนิ่งเฉยของเจ้า นี่แสดงว่าแม้เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่น่าพอใจ ความคิดบางประการของเจ้าก็ยังคงสามารถมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ ซึ่งไม่ใช่ในกรณีที่เมื่อเจ้านิ่งเฉย ความคิดทั้งหมดของเจ้าถูกส่งมาโดยซาตาน หากนั่นเป็นจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถเปลี่ยนผ่านมาสู่สภาวะในเชิงบวกได้เมื่อใด? เมื่อได้นิ่งเฉยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบโอกาสแก่เจ้าให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พระองค์ทรงสัมผัสเจ้าและทรงนำเจ้าออกจากสภาวะนิ่งเฉย

เมื่อรู้ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คืออะไรและงานของซาตานคืออะไร เจ้าก็สามารถเปรียบเทียบสิ่งเหล่านี้กับสภาวะของตัวเจ้าเองในระหว่างประสบการณ์ของเจ้า และกับประสบการณ์ของตัวเจ้าเอง และในหนทางนี้ จะมีความจริงอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติในประสบการณ์ของเจ้า เมื่อได้เข้าใจความจริงเหล่านี้เกี่ยวกับหลักปฏิบัติแล้ว เจ้าจะสามารถเชี่ยวชาญสภาวะที่แท้จริงของเจ้าได้ เจ้าจะสามารถแยกความแตกต่างท่ามกลางผู้คนและเหตุการณ์ทั้งหลาย และเจ้าจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายในการได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แน่นอนว่า นี่ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของเจ้าที่ถูกต้องและกับความเต็มใจของเจ้าที่จะแสวงหาและปฏิบัติ ภาษาเช่นนี้—ภาษาซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติ—ควรมีส่วนสำคัญในประสบการณ์ของเจ้า เมื่อปราศจากสิ่งนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะเต็มไปด้วยการเข้าแทรกแซงของซาตานและความรู้ที่โง่เขลา หากเจ้าไม่เข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าเจ้าจะเข้าสู่ได้อย่างไร และหากเจ้าไม่เข้าใจว่าซาตานทำงานอย่างไร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าเจ้าจะระมัดระวังกับแต่ละก้าวที่เจ้าเดินได้อย่างไร ผู้คนควรเข้าใจทั้งว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไรและซาตานทำงานอย่างไร ทั้งคู่เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของประสบการณ์ของผู้คน

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และงานของซาตาน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 447

สภาวะความเป็นมนุษย์ปกติรวมแง่มุมใดไว้บ้างหรือ? วิจารณญาณ สำนึก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และลักษณะนิสัย หากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ในความปกติในแต่ละด้านเหล่านี้ สภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าก็จะขึ้นถึงระดับมาตรฐาน เจ้าควรมีความเสมือนในความเป็นมนุษย์ปกติ เจ้าควรดูละม้ายผู้เชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องสัมฤทธิ์ผลมากจนเกินไปหรือมีส่วนข้องเกี่ยวในการทูต เจ้าแค่ต้องเป็นมนุษย์ปกติที่มีสำนึกรับรู้ของบุคคลปกติ เพื่อให้สามารถมองเห็นทะลุสิ่งต่าง ๆ ได้ และอย่างน้อยก็ดูเหมือนมนุษย์ปกติคนหนึ่ง นั่นก็จะเพียงพอแล้ว ทุกสิ่งที่จำเป็นต้องได้จากเจ้าในวันนี้อยู่ภายในขอบเขตความสามารถของเจ้า นี่ไม่ใช่การบังคับให้ทำอะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงเลย จะไม่มีการพูดคำที่ไร้ประโยชน์หรือการทำงานที่ไร้ประโยชน์กับเจ้า ความน่าเกลียดทั้งหมดที่แสดงออกหรือเผยออกมาในชีวิตของเจ้าต้องถูกกำจัดทิ้งไป พวกเจ้าได้ถูกทำให้เสื่อมทรามโดยซาตานและปริ่มไปด้วยพิษของซาตาน ทั้งหมดที่ขอจากเจ้าคือการกำจัดอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนี้ออกไป เจ้าไม่ได้กำลังถูกขอให้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในตำแหน่งสูง หรือเป็นบุคคลยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียง นั่นไม่มีประโยชน์อันใดเลย งานที่ปฏิบัติในตัวพวกเจ้าคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่โดยเนื้อแท้ในตัวพวกเจ้า สิ่งที่เราขอจากผู้คนนั้นมีขีดจำกัดอยู่หากผู้คนในวันนี้ทั้งหมดถูกขอให้ปฏิบัติตัวเหมือนอย่างข้าราชการ—ฝึกฝนการพูดในน้ำเสียงของข้าราชการ ฝึกสอนให้พูดในลักษณะของข้าราชการตำแหน่งสูง หรือฝึกฝนการแสดงความสึกนึกคิดของพวกเขาในน้ำเสียงและลักษณะอย่างนักเขียนเรียงความและนักเขียนนวนิยาย—นี่ก็จะไม่ได้ประโยชน์ มันไม่สามารถทำได้ จากขีดความสามารถของพวกเจ้า อย่างน้อยเจ้าควรสามารถพูดด้วยสติปัญญาและไหวพริบ และอธิบายสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะที่ชัดเจนและเข้าใจได้ นั่นคือทั้งหมดที่ต้องมีเพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดที่ต้องการ อย่างน้อยที่สุด หากเจ้าได้รับวิจารณญาณและสำนึก นั่นก็จะเพียงพอแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทิ้งอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้า เจ้าต้องทิ้งความน่าเกลียดที่สำแดงอยู่ในตัวเจ้า เจ้าจะสามารถพูดถึงสำนึกสูงสุดและวิจารณญาณสูงสุดได้อย่างไรหากเจ้าไม่ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป? ผู้คนมากมายนั้น เมื่อเห็นว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไป ก็ขาดความนอบน้อมหรือความอดทน และพวกเขาอาจไม่มีความรักหรือจริยวัตรอย่างธรรมิกชนใด ๆ ด้วยเช่นกัน ผู้คนเช่นนั้นช่างไร้สาระยิ่งนัก! พวกเขามีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติแม้เพียงสักเสี้ยวหรือไม่? พวกเขามีคำพยานใด ๆ ที่จะกล่าวถึงหรือไม่? พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกและวิจารณญาณอย่างถึงที่สุดแน่นอนว่าต้องมีการแก้ไขบางแง่มุมในการปฏิบัติของผู้คนที่เบี่ยงเบนและผิดพลาดไป ตัวอย่างเช่น ชีวิตฝ่ายวิญญาณอันเข้มงวดก่อนหน้านี้ของพวกเขา และรูปลักษณ์ที่เฉยชาและโง่ทึ่มของพวกเขา—ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เจ้ากลายมาเป็นเหลวแหลกหรือปล่อยตัวไปในเนื้อหนังและพูดอะไรต่ออะไรไปตามที่เจ้าต้องการ เจ้าต้องไม่พูดพล่อยๆ การใช้วาทะและการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ปกติคนหนึ่งคือการพูดจาอย่างสอดคล้องสัมพันธ์กัน พูดว่า “ใช่” เมื่อเจ้าหมายความว่า “ใช่” และ “ไม่” เมื่อเจ้าหมายความว่า “ไม่” ยึดติดกับข้อเท็จจริงและพูดอย่างเหมาะสม ไม่หลอกลวง ไม่โกหก ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับขีดจำกัดที่บุคคลปกติสามารถไปถึงได้ในด้านเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย หากไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงได้

ตัดตอนมาจาก “การยกระดับขีดความสามารถเป็นไปเพื่อการได้รับความรอดของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 448

อันที่จริง ผลการปฏิบัติงานของมนุษย์เป็นความสำเร็จลุล่วงทั้งหมดที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ กล่าวคือ ทั้งหมดที่เป็นไปได้สำหรับมนุษย์ เป็นเวลานี้เองที่หน้าที่ของเขาได้กระทำให้ลุล่วงแล้ว ข้อบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์ในระหว่างการปรนนิบัติของเขาจะค่อยๆ ลดลงผ่านประสบการณ์ที่ก้าวหน้าและกระบวนการการก้าวผ่านการพิพากษาของเขา -ข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ขัดขวางหรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของมนุษย์ พวกผู้ที่หยุดรับใช้หรือยอมแพ้และถอยกลับเพราะกลัวว่าอาจมีข้อบกพร่องในการรับใช้ของพวกเขานั้นขี้ขลาดที่สุดของคนทั้งหมด หากผู้คนไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาควรจะแสดงออกในระหว่างการปรนนิบัติหรือการสัมฤทธิ์สิ่งที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติสำหรับพวกเขา แต่กลับเล่นไปเรื่อยเปื่อยและเสแสร้งแสดงท่าทาง พวกเขาก็ได้สูญเสียภารกิจที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี ผู้คนเช่นนี้เป็นสิ่งที่รู้จักกันว่าเป็น “คนที่มีคุณภาพปานกลาง” พวกเขาเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์ ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร? พวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เสื่อมทรามซึ่งสุกใสที่ด้านนอกแต่เน่าเสียที่ด้านในหรอกหรือ? หากมนุษย์คนหนึ่งเรียกตัวเองว่าพระเจ้า แต่ไร้ความสามารถที่จะแสดงออกถึงการมีเทวสภาพ ทำงานของพระเจ้าพระองค์เอง หรือเป็นตัวแทนของพระเจ้า ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาไม่ใช่พระเจ้า เพราะเขาไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าทรงสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยธรรมชาติไม่ดำรงอยู่ในตัวเขา หากมนุษย์สูญเสียสิ่งที่เขาสามารถบรรลุได้โดยธรรมชาติ เขาก็จะไม่สามารถถูกพิจารณาว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไป และเขาก็จะไม่มีค่าพอที่จะยืนหยัดเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและรับใช้พระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่มีค่าพอที่จะรับพระคุณของพระเจ้าหรือรับการปกป้อง คุ้มครอง และทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า หลายคนที่ได้สูญเสียความไว้วางใจของพระเจ้ายังคงสูญเสียพระคุณของพระเจ้าต่อไป พวกเขาไม่เพียงไม่ดูหมิ่นการประพฤติผิดของพวกเขาเท่านั้น แต่พวกเขายังเผยแพร่แนวคิดที่ว่าหนทางของพระเจ้านั้นไม่ถูกต้องอย่างโจ่งแจ้ง และบรรดาผู้ที่เป็นกบฏถึงกับปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้ที่มีความเป็นกบฏมากเช่นนี้จะสามารถมีสิทธิ์ได้ชื่นชมกับพระคุณของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้นเป็นกบฏอย่างยิ่งต่อพระเจ้าและเป็นหนี้พระองค์มากมาย แต่พวกเขาหันหลังกลับและวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าพระเจ้าผิด มนุษย์ชนิดนี้จะสามารถมีค่าพอที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่เหตุเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การถูกกำจัดและลงโทษหรอกหรือ? ผู้คนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้านั้นมีความผิดอยู่แล้วต่ออาชญากรรมอันชั่วร้ายที่สุด ซึ่งแม้แต่ความตายก็เป็นการลงโทษที่ไม่เพียงพอ แต่พวกเขาก็ยังมีหน้ามาโต้เถียงกับพระเจ้าและเทียบตัวพวกเขากับพระองค์ อะไรคือมูลค่าของการทำให้ผู้คนเช่นนี้เพียบพร้อม? เมื่อผู้คนล้มเหลวในการทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วง พวกเขาควรรู้สึกผิดและเป็นหนี้ พวกเขาควรจะดูหมิ่นความอ่อนแอและความไร้ประโยชน์ของพวกเขา การเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น ควรจะมอบชีวิตของพวกเขาให้กับพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีค่าพอที่จะได้ชื่นชมกับพระพรและพระสัญญาของพระเจ้า และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ แล้วส่วนใหญ่ของพวกเจ้านั้นล่ะ? พวกเจ้าจะปฏิบัติต่อพระเจ้าที่ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าอย่างไร? พวกเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์อย่างไร? พวกเจ้าได้ทำทุกสิ่งที่เจ้าได้ถูกเรียกให้ทำโดยถึงกับต้องสละแม้แต่ชีวิตของเจ้าเองแล้วหรือยัง? พวกเจ้าได้พลีอุทิศอะไรไปบ้าง? พวกเจ้าไม่ได้รับมากมายจากเราแล้วหรอกหรือ? พวกเจ้าสามารถแยกแยะได้หรือไม่? พวกเจ้าจงรักภักดีต่อเราเพียงใด? พวกเจ้าได้รับใช้เราอย่างไร? แล้วทุกสิ่งที่เราได้ประทานให้พวกเจ้าและได้ทำเพื่อพวกเจ้านั้นเล่า? พวกเจ้าได้ทำการประเมินทุกอย่างไว้แล้วหรือยัง? พวกเจ้าทั้งหมดได้ตัดสินและเปรียบเทียบการนี้กับมโนธรรมน้อยนิดที่พวกเจ้ามีอยู่ในตัวพวกเจ้าแล้วหรือยัง? ใครคือผู้ที่คำพูดและการกระทำของพวกเจ้าสามารถมีค่าพอกับเขา? เป็นไปได้ไหมว่าการพลีอุทิศเพียงน้อยนิดของพวกเจ้านั้นมีค่าพอสำหรับทุกสิ่งที่เราได้ประทานให้พวกเจ้า? เราไม่มีทางเลือกอื่นใดและได้อุทิศตนอย่างสุดหัวใจให้พวกเจ้ามานานแล้ว แต่พวกเจ้ายังคงเก็บงำเจตนาชั่วร้ายไว้และมีความไม่เต็มใจต่อเรา นั่นคือขอบข่ายหน้าที่ของพวกเจ้า ภารกิจเพียงอย่างเดียวของพวกเจ้า มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกหรือ? พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้าได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง? พวกเจ้าจะสามารถถูกพิจารณาว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร? มันไม่ชัดเจนสำหรับพวกเจ้าหรอกหรือว่าพวกเจ้ากำลังแสดงออกและดำรงชีวิตตามอะไร? พวกเจ้าได้ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าให้ลุล่วง แต่พวกเจ้าพยายามที่จะได้รับความอดกลั้นและพระคุณอันไพบูลย์ของพระเจ้า พระคุณเช่นนี้ไม่ได้ถูกตระเตรียมไว้สำหรับคนที่ไร้ค่าและต่ำช้าเช่นพวกเจ้า แต่ถูกตระเตรียมไว้สำหรับพวกที่ไม่ขออะไรและพลีอุทิศด้วยความยินดี ผู้คนเช่นพวกเจ้า คนที่มีคุณภาพปานกลางเช่นนี้ ไม่มีค่าพออย่างที่สุดที่จะได้ชื่นชมกับพระคุณแห่งสวรรค์ มีแต่ความยากลำบากและการลงโทษที่ไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้นที่จะไปกับพวกเจ้าทุกวัน! หากพวกเจ้าไม่สามารถสัตย์ซื่อต่อเรา ชะตากรรมของพวกเจ้าก็จะเป็นชะตากรรมแห่งความทุกข์ หากเจ้าไม่สามารถรับผิดชอบต่อถ้อยคำของเราและงานของเรา บทอวสานของพวกเจ้าก็จะเป็นบทอวสานแห่งการลงโทษ พระคุณ พระพร และชีวิตอันวิเศษของอาณาจักรทั้งหมดนั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกเจ้า นี่คือจุดจบที่พวกเจ้าสมควรได้พบและเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของพวกเจ้าเอง!

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 449

ไม่เพียงแต่พวกที่ไม่รู้เท่าทันและโอหังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่หรือปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น พวกเขายังยื่นมือของพวกเขาออกไปหาพระคุณราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาร้องขอนั้นเป็นสิ่งซึ่งสมควรได้รับ และหากพวกเขาไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาร้องขอ พวกเขาก็จะกลับกลายเป็นสัตย์ซื่อน้อยลงไปทุกที ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถือว่ามีเหตุผลได้อย่างไร? พวกเจ้ามีขีดความสามารถต่ำและไร้เหตุผล ไม่สามารถอย่างสิ้นเชิงที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่พวกเจ้าควรจะทำให้ลุล่วงในระหว่างพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการ มูลค่าของพวกเจ้าได้ตกฮวบลงแล้ว ความล้มเหลวของพวกเจ้าในการตอบแทนเราสำหรับการแสดงพระคุณเช่นนี้ต่อพวกเจ้าเป็นการกระทำที่เป็นกบฏอย่างที่สุด ซึ่งเพียงพอที่จะประณามพวกเจ้าและแสดงให้เห็นถึงความขี้ขลาด ความไร้สามารถ ความต่ำช้า และความไร้ค่าของพวกเจ้า อะไรให้สิทธิ์พวกเจ้ายื่นมือออกไปอยู่อย่างนั้น? การที่พวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะให้ความช่วยเหลืองานของเราแม้แต่น้อย ไร้ความสามารถที่จะจงรักภักดี และไร้ความสามารถที่จะยืนหยัดเป็นพยานให้เราได้นั้นคือการประพฤติผิดและความล้มเหลวของพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับโจมตีเรา เล่าความเท็จเกี่ยวกับเรา และพร่ำบ่นว่าเราไม่ชอบธรรมแทน นี่หรือคือสิ่งที่ประกอบกันเป็นความจงรักภักดีของพวกเจ้า? นี่หรือคือสิ่งนี้ประกอบกันเป็นความรักของพวกเจ้า? มีงานอื่นนอกเหนือจากนี้ไหมที่พวกเจ้าสามารถทำได้? พวกเจ้าได้มีส่วนช่วยในงานทั้งหมดที่ทำเสร็จไปแล้วอย่างไร? พวกเจ้าได้สละไปมากเท่าใด? เราได้แสดงให้เห็นถึงความอดกลั้นสูงยิ่งโดยไม่โทษพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ยังคงยกข้ออ้างอย่างน่าไม่อายต่อเรา และพร่ำบ่นเกี่ยวกับเราเป็นการส่วนตัว พวกเจ้ามีร่องรอยของความเป็นมนุษย์แม้เพียงน้อยนิดหรือไม่? แม้ว่าหน้าที่ของมนุษย์จะถูกแปดเปื้อนโดยความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์และมโนคติที่หลงผิดของเขา แต่เจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้าและแสดงความจงรักภักดีของเจ้า มลทินต่างๆ ในงานของมนุษย์คือประเด็นของขีดความสามารถของเขา เพราะเหตุว่า หากมนุษย์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเขา ก็แสดงให้เห็นความเป็นกบฏของเขา ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งหรือไม่ หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำให้ลุล่วง มันเป็นวิชาชีพที่สวรรค์ส่งมาของเขา และไม่ควรขึ้นอยู่กับการตอบแทน สภาพเงื่อนไขต่างๆ หรือเหตุผล เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา การได้รับพระพรคือเมื่อใครบางคนได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและได้ชื่นชมกับพระพรของพระเจ้าหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา การถูกสาปแช่งคือเมื่ออุปนิสัยของใครบางคนไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากพวกเขาได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาแล้ว คือตอนที่พวกเขาไม่ได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแต่ถูกลงโทษ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่เป็นสิ่งที่น้อยที่สุดที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำ เจ้าไม่ควรทำหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพระพรเท่านั้น และเจ้าไม่ควรปฏิเสธที่จะกระทำเพราะกลัวถูกสาปแช่ง เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้า: การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นเพราะความเป็นกบฏของเขา โดยผ่านทางกระบวนการของการทำหน้าที่ของเขา มนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนไป และโดยผ่านทางกระบวนการนี้ เขาแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของเขา ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเจ้าสามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้มากเท่าใด เจ้าก็จะได้รับความจริงมากขึ้นเท่านั้น และการแสดงออกของเจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น พวกที่เพียงแต่เสแสร้งทำไปอย่างพอเป็นพิธีในการทำหน้าที่ของพวกเขาและไม่แสวงหาความจริงจะถูกกำจัดในท้ายที่สุด เพราะผู้คนเช่นนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาในการปฏิบัติความจริง และไม่ปฏิบัติความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง พวกเขาคือพวกที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและจะถูกสาปแช่ง ไม่เพียงแต่การแสดงออกของพวกเขาไม่บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาแสดงออกนั้นชั่วร้าย

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 451

ในกระแสปัจจุบัน ทุกคนที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นหนุ่มสาวหรือคนสูงวัย ตราบที่พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาและเคารพพระองค์ พวกเขาก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ พระเจ้าทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมโดยสอดคล้องกับหน้าที่ของพวกเขาซึ่งแตกต่างกันไป ดังนั้นตราบที่เจ้าทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดของเจ้า และนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ ณ ปัจจุบัน ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่มีความเพียบพร้อม บางครั้งเจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้หนึ่งอย่าง และบางครั้งก็ได้ถึงสองอย่าง แค่ตราบใดที่เจ้าทำจนถึงที่สุดเพื่อที่จะสละตัวเจ้าเพื่อพระเจ้า เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ในท้ายที่สุด

คนหนุ่มสาวมีปรัชญาการใช้ชีวิตไม่มากนัก และพวกเขาขาดสติปัญญาและความรู้ความเข้าใจเชิงลึก พระเจ้าทรงมาเพื่อทำให้สติปัญญาและความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของมนุษย์มีความเพียบพร้อม พระวจนะของพระองค์เติมเต็มส่วนที่พวกเขาขาด อย่างไรก็ตาม อุปนิสัยของคนหนุ่มสาวไม่มั่นคง และต้องได้รับการแปลงสภาพโดยพระเจ้า ผู้คนหนุ่มสาวมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาน้อยกว่าและมีปรัชญาการใช้ชีวิตน้อยกว่า พวกเขาคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่างในรูปแบบเรียบง่าย และการพิจารณาไตร่ตรองของพวกเขาก็ไม่ซับซ้อน นี่คือส่วนของความเป็นมนุษย์ของพวกเขาที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง และเป็นส่วนที่น่าชมเชย อย่างไรก็ตาม ผู้คนหนุ่มสาวยังไม่รู้เท่าทันและขาดสติปัญญา นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าจะทำให้พวกเจ้าสามารถมีพัฒนาการในการหยั่งรู้ เจ้าจะมีความสามารถที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ มากมายทางฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจน และค่อยๆ กลายเป็นคนที่เหมาะสมที่จะให้พระเจ้าทรงใช้ พี่น้องชายหญิงสูงวัยก็มีหน้าที่ของเขาเองที่ต้องปฏิบัติเช่นกัน และพระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งพวกเขา พี่น้องชายหญิงสูงวัยก็มีแง่มุมทั้งที่น่าพึงปรารถนาและที่ไม่น่าพึงปรารถนาด้วยเช่นกัน พวกเขามีปรัชญาการใช้ชีวิตมากกว่า และมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนามากกว่า พวกเขายึดติดอยู่กับธรรมเนียมปฏิบัติมากมายที่เคร่งครัดตายตัวในการกระทำของพวกเขา เช่น การชื่นชอบกฎระเบียบที่พวกเขานำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตโดยอัตโนมัติและไม่มีการยืดหยุ่น นี่คือแง่มุมที่ไม่น่าพึงปรารถนา อย่างไรก็ตาม บรรดาพี่น้องชายหญิงสูงวัยเหล่านี้ยังคงตั้งอยู่ในความสงบและมั่นคงไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ตาม พวกเขามีอุปนิสัยที่หนักแน่นมั่นคง และพวกเขาไม่มีอารมณ์รุนแรงแบบที่ไม่สามารถคาดเดาได้ พวกเขาอาจยอมรับสิ่งต่างๆ ได้ช้ากว่า แต่ถึงกระนั้น นี่ก็ไม่ใช่ข้อผิดพลาดหลัก ตราบที่พวกเจ้าสามารถนบนอบได้ ตราบที่เจ้าสามารถยอมรับพระวจนะในสมัยปัจจุบันของพระเจ้าได้ และไม่มัวแต่พินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้า ตราบที่เจ้าเป็นกังวลอยู่แต่กับการนบนอบและการติดตาม และไม่ตัดสินพระวจนะของพระเจ้า หรือเก็บงำความคิดที่ไม่ดีอื่นๆ เกี่ยวกับพระวจนะเอาไว้โดยเด็ดขาด ตราบที่เจ้ายอมรับพระวจนะของพระองค์และนำไปปฏิบัติ—ครั้นเจ้าปฏิบัติตามสภาพเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ได้แล้วไซร้ เจ้าก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นพี่น้องชายหญิงหนุ่มสาวหรือสูงวัย เจ้ารู้หน้าที่ที่เจ้าควรจะปฏิบัติ บรรดาผู้ที่ยังเยาว์วัยไม่โอหังทะนงตน บรรดาผู้ที่อาวุโสกว่าไม่นิ่งเฉยหรือถอยหลังเข้าคลอง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามีความสามารถที่จะใช้จุดแข็งของกันและกันเพื่อเติมเต็มจุดด้อยของพวกเขาได้ และพวกเขาสามารถปรนนิบัติซึ่งกันและกันได้โดยไม่มีอคติต่อกัน สะพานมิตรภาพสร้างขึ้นระหว่างพี่น้องชายหญิงหนุ่มสาวและพี่น้องชายญิงสูงวัย และเป็นเพราะความรักของพระเจ้า พวกเจ้าจึงสามารถเข้าใจกันและกันได้ดียิ่งขึ้น พี่น้องชายหญิงที่หนุ่มสาวกว่าไม่ดูแคลนพี่น้องชายหญิงที่สูงวัยกว่า และพี่น้องชายหญิงที่สูงวัยกว่าไม่ถือตนว่าเป็นฝ่ายถูกเสมอ นี่ไม่ใช่ความร่วมมืออันกลมเกลียวหรอกหรือ? หากพวกเจ้าทุกคนมีความแน่วแน่เช่นนี้แล้ว เมื่อนั้นน้ำพระทัยของพระเจ้าก็จะสำเร็จลุล่วงในคนรุ่นของพวกเจ้าอย่างแน่นอน

ตัดตอนมาจาก “ต่อทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 452

ในภายภาคหน้า การที่เจ้าจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งจะตัดสินบนพื้นฐานการกระทำ และพฤติกรรมของพวกเจ้าในวันนี้ หากเจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ก็ต้องเป็นตอนนี้เลยในยุคสมัยนี้ จะไม่มีอีกโอกาสแล้วในอนาคต พระเจ้าทรงต้องประสงค์อย่างแท้จริงที่จะให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อมในตอนนี้ และนี่ไม่ใช่การพูดตามธรรมเนียม ในภายภาคหน้า ไม่ว่าการทดสอบอะไรจะตกมาถึงเจ้า ไม่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้น หรือเจ้าต้องประสบกับความวิบัติใด พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อม นี่คือข้อเท็จจริงอันแน่นอนและไม่อาจโต้แย้งได้ สิ่งนี้สามารถมองเห็นได้จากที่ไหนหรือ? สามารถมองเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุคนไม่เคยบรรลุความสูงส่งอันยิ่งใหญ่เช่นในปัจจุบันนี้ พระวจนะของพระเจ้าได้เข้าสู่อาณาจักรสูงสุด และพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อมวลมนุษยชาติในปัจจุบันนั้นไม่เคยมีการเกิดขึ้นมาก่อน แทบไม่มีใครจากคนรุ่นต่างๆ ที่ผ่านมาได้เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ แม้แต่ในยุคของพระเยซู วิวรณ์ของยุคปัจจุบันก็ไม่ได้มีอยู่ พระวจนะที่ตรัสต่อพวกเจ้า สิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจ และประสบการณ์ของพวกเจ้า ล้วนไปถึงจุดสูงสุดจุดใหม่ ในท่ามกลางการทดสอบและการตีสอน พวกเจ้าก็ไม่จากไป และนี่คือผลพิสูจน์พอเพียงว่าพระราชกิจของพระเจ้าได้บรรลุความรุ่งเรืองแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์มีความสามารถที่จะทำได้ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์รักษาไว้ แต่ทว่า นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ จากความเป็นจริงหลายประการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า สามารถมองเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และพระองค์ทรงสามารถที่จะทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์อย่างแน่นอน หากพวกเจ้ามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในข้อนี้ และทำการค้นพบใหม่นี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่รอคอยการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าจะยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้าครบบริบูรณ์ในยุคปัจจุบันนี้เลย ด้วยเหตุนี้เอง พวกเจ้าแต่ละคนควรทำเต็มกำลังของเจ้า โดยไม่เก็บกักความพยายาม เพื่อว่าเจ้าอาจได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

ณ ตอนนี้ เจ้าต้องไม่ไปใส่ใจในสิ่งที่เป็นลบ ก่อนอื่น ขอให้หยุดและเลิกคำนึงถึงสิ่งใดที่ทำให้เจ้ารู้สึกในแง่ลบ ขณะเจ้ากำลังรับมือกับกิจธุระต่างๆ จงทำด้วยหัวใจที่ค้นหาและรู้สึกถึงหนทางของมันที่มุ่งไปข้างหน้า และด้วยหัวใจที่นบนอบต่อพระเจ้า เมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้าค้นพบความอ่อนแอภายในตัวเจ้า แต่ไม่ปล่อยให้ความอ่อนแอนั้นควบคุมเจ้า และทั้งที่มีความอ่อนแอ ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ที่เจ้าควรทำ ก็เท่ากับว่าเจ้าได้ก้าวบวกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ตัวอย่างเช่น เจ้าผู้เป็นพี่น้องชายหญิงสูงวัยมีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา กระนั้นเจ้าก็ยังมีความสามารถที่จะอธิษฐาน นบนอบ กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และขับร้องเพลงสรรเสริญได้…. นี่หมายความว่า เจ้าควรอุทิศตัวเองด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เจ้ารวบรวมได้เพื่อทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้ามีความสามารถที่จะทำได้ หน้าที่ใดก็ตามที่เจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติได้ จงอย่าคอยอยู่อย่างนิ่งเฉย การมีความสามารถที่จะทำให้พระเจ้าทรงสมดังพระทัยในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าคือก้าวแรก จากนั้น ทันทีที่เจ้ามีความสามารถที่จะเข้าใจความจริง และบรรลุการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วโดยพระองค์

ตัดตอนมาจาก “ต่อทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 453

ทุกๆ คนที่ได้ตกลงใจแน่วแน่แล้วสามารถรับใช้พระเจ้าได้—แต่มันจำต้องเป็นว่า เฉพาะบรรดาผู้ที่มอบทุกความใส่ใจต่อน้ำพระทัยพระเจ้าและเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีสิทธิ์รับใช้พระเจ้า เราได้ค้นพบเรื่องนี้ในหมู่พวกเจ้าว่า ผู้คนมากมาย เชื่อว่าตราบเท่าที่พวกเขาเผยแผ่ข่าวประเสริฐเพื่อพระเจ้าอย่างมีศรัทธาแรงกล้า เดินไปตามถนนเพื่อพระเจ้า สละตัวเองและยอมละวางสิ่งต่างๆ เพื่อพระเจ้า เป็นต้น เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือการรับใช้พระเจ้า ยิ่งมีผู้คนเคร่งศาสนามากกว่านี้อีกที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการวิ่งหัวหมุนไปทั่วโดยมีพระคัมภีร์อยู่ในมือของพวกเขา ในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ และการช่วยผู้คนให้รอดโดยการทำให้พวกเขากลับใจและสารภาพบาป ยังมีเจ้าหน้าที่ทางศาสนาจำนวนมากที่คิดว่าการรับใช้พระเจ้าประกอบไปด้วยการประกาศในโบสถ์หลังจากที่ได้เสาะหาการศึกษาเล่าเรียนขั้นสูงและการฝึกฝนในโรงเรียนสอนศาสนา และการสอนผู้คนผ่านการอ่านคัมภีร์ทั้งหลายของพระคัมภีร์ ยิ่งกว่านั้น มีผู้คนในภูมิภาคยากแค้นที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการรักษาคนป่วยและการขับไล่ปีศาจในหมู่พี่น้องชายหญิงของตน หรือการอธิษฐานให้กับพวกเขา หรือการรับใช้พวกเขา ท่ามกลางพวกเจ้า มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า การอธิษฐานต่อพระเจ้าทุกๆ วัน รวมทั้งการไปเยี่ยมและการทำงานในคริสตจักรทุกหนทุกแห่ง มีบรรดาพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ที่เชื่อว่าการรับใช้พระเจ้าหมายถึงการไม่แต่งงานหรือสร้างครอบครัวเลย และการอุทิศทุ่มเทการเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้นของตนแด่พระเจ้า ทว่ามีผู้คนไม่มากนักที่รู้ว่า อันที่จริงแล้วการรับใช้พระเจ้านั้นหมายถึงอะไร แม้ว่าจะมีผู้คนที่รับใช้พระเจ้ามากมายพอๆ กับที่มีดวงดาวอยู่บนท้องฟ้าก็ตาม จำนวนของบรรดาผู้ที่สามารถรับใช้ได้โดยตรง และผู้ที่สามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้านั้น ช่างเล็กน้อย—น้อยยิ่งนัก เหตุใดเราจึงกล่าวเรื่องนี้นะหรือ? เรากล่าวเรื่องนี้เพราะพวกเจ้าหาได้เข้าใจเนื้อแท้ของวลีที่ว่า “การรับใช้พระเจ้า” ไม่ และเจ้าเข้าใจวิธีที่จะรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้าน้อยยิ่งนัก มีความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับผู้คนที่จะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าการปรนนิบัติพระเจ้าแบบใดที่สามารถกลมกลืนกับน้ำพระทัยของพระองค์

หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้า เจ้าจำต้องเข้าใจเสียก่อนว่าผู้คนประเภทไหนที่น่ายินดีต่อพระเจ้า ผู้คนประเภทไหนที่พระเจ้าทรงเกลียด ผู้คนประเภทไหนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และผู้คนประเภทไหนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรับใช้พระเจ้า อย่างน้อยที่สุด พวกเจ้าควรมีความรู้นี้ติดตัว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าควรรู้จุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้า และพระราชกิจที่พระเจ้าจะทรงปฏิบัติในที่นี้ ณ ตอนนี้ ภายหลังจากที่เข้าใจเรื่องนี้และโดยผ่านการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้าควรมีการเข้าสู่เสียก่อน และควรได้รับพระบัญชาของพระเจ้าเสียก่อน ครั้นพวกเจ้าได้มีประสบการณ์จริงในพระวจนะของพระเจ้าแล้ว และเมื่อเจ้ารู้จักพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเจ้าจึงจะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรับใช้พระเจ้า และตอนที่พวกเจ้ารับใช้พระองค์นั่นเอง ที่พระเจ้าทรงเปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเจ้าและอนุญาตให้พวกเจ้าได้เข้าใจในพระราชกิจของพระองค์มากขึ้น และได้เห็นพระราชกิจของพระองค์ชัดเจนขึ้น เมื่อเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะลุ่มลึกและเป็นจริงยิ่งขึ้น และทุกคนในบรรดาพวกเจ้าที่เคยได้รับประสบการณ์เช่นนั้นจะสามารถเดินไปในหมู่คริสตจักรทั้งหลายและเสนอการจัดเตรียมให้แก่บรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าแต่ละคนจะสามารถพึ่งพาจุดแข็งของกันและกันได้เพื่อทดแทนความขาดตกบกพร่องของพวกเจ้าเอง และได้รับความรู้มั่งคั่งขึ้นในจิตวิญญาณของพวกเจ้า เพียงภายหลังจากที่ได้สัมฤทธิ์ในผลนี้แล้วเท่านั้น พวกเจ้าจึงจะสามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้า และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าในระหว่างครรลองของการปรนนิบัติของพวกเจ้า

บรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าควรเป็นคนสนิทของพระเจ้า พวกเขาควรเป็นที่น่ายินดีต่อพระเจ้า และสามารถภักดีต่อพระเจ้าอย่างที่สุด ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติเป็นการส่วนตัวหรือในที่สาธารณะ เจ้าสามารถได้รับความชื่นบานยินดีของพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าสามารถตั้งมั่นเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ว่าผู้คนอื่นๆ จะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไรก็ตาม เจ้าเดินบนเส้นทางที่เจ้าควรเดินอยู่เสมอ และมอบทุกความใส่ใจแก่พระภาระของพระเจ้า ผู้คนเยี่ยงนี้เท่านั้นที่เป็นคนสนิทของพระเจ้า ที่บรรดาคนสนิทของพระเจ้าสามารถรับใช้พระองค์ได้โดยตรงก็เพราะพวกเขาได้รับมอบพระบัญชาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและพระภาระของพระเจ้า พวกเขาสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าเสมือนเป็นหัวใจของพวกเขาเอง และรับเอาพระภาระของพระเจ้ามาเป็นภาระของตนเอง และพวกเขาก็ไม่คำนึงถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้าของพวกเขา: แม้เมื่อพวกเขาไม่มีความสำเร็จที่คาดว่าจะเป็นไปได้ และพวกเขาไม่มีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์อะไรเลย พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าด้วยหัวใจรักเสมอ และดังนั้น บุคคลประเภทนี้จึงเป็นคนสนิทของพระเจ้า บรรดาคนสนิทของพระเจ้านั้น ยังเป็นคนไว้ใจของพระองค์ด้วยเช่นกัน เฉพาะบรรดาคนสนิทเท่านั้นที่สามารถร่วมแบ่งเบาความกระวนกระวายใจของพระองค์ และพระดำริของพระองค์ได้ และแม้ว่าเนื้อหนังของพวกเขาจะเจ็บปวดและอ่อนแอ พวกเขาก็สามารถสู้ทนความเจ็บปวดและละทิ้งสิ่งที่พวกเขารักเพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย พระเจ้าทรงมอบภาระที่มากขึ้นให้แก่ผู้คนเช่นนั้น และสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาที่จะทำนั้นได้รับการยืนยันสนับสนุนจากคำพยานของผู้คนเหล่านี้ เช่นนั้น ผู้คนเหล่านี้จึงเป็นที่น่ายินดีต่อพระเจ้า พวกเขาคือผู้รับใช้ของพระเจ้าที่มีใจตรงกันกับพระทัยของพระองค์เอง และเฉพาะผู้คนเยี่ยงนี้เท่านั้นที่สามารถปกครองร่วมกันกับพระเจ้าได้ เวลาที่เจ้าได้มาเป็นคนสนิทของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วนั้นก็คือเวลาที่เจ้าจะปกครองร่วมกันกับพระเจ้านั่นเอง

ตัดตอนมาจาก “วิธีรับใช้โดยกลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 454

พระเยซูทรงสามารถเสร็จสิ้นพระบัญชาของพระเจ้าได้—พระราชกิจของการทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง—เพราะพระองค์ทรงมอบทุกความเอาใจใส่ต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า โดยปราศจากแผนการหรือการจัดการเตรียมการใดๆ สำหรับพระองค์เอง ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นคนสนิทของพระเจ้าด้วยเช่นกัน—พระเจ้าพระองค์เอง—ซึ่งเป็นอะไรสักอย่างที่พวกเจ้าทุกคนเข้าใจกันดีเป็นอย่างมาก (แท้ที่จริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงให้คำพยาน เราพาดพิงการนี้ตรงนี้เพื่อใช้ข้อเท็จจริงของพระเยซูแสดงตัวอย่างประเด็นปัญหา) พระองค์ได้ทรงสามารถวางแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าได้ตรงจุดศูนย์กลางพอดี และได้ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์และทรงแสวงหาน้ำพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ตลอดเวลา พระองค์ได้ทรงอธิษฐานและตรัสไว้ว่า: “พระเจ้าพระบิดา! ขอทรงสำเร็จลุล่วงในน้ำพระทัยของพระองค์ และไม่ทรงทำตามความพึงปรารถนาของตัวเรา แต่ตามแผนการของพระองค์ มนุษย์อาจอ่อนแอ แต่เหตุใดพระองค์จึงควรเอาใจใส่ต่อเขาเล่า? มนุษย์จะสามารถมีค่าคู่ควรกับความห่วงใยของพระองค์ได้อย่างไร มนุษย์ที่เป็นดั่งมดตัวหนึ่งในพระหัตถ์ของพระองค์? ในหัวใจของเรา เราปรารถนาเพียงแค่ทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จลุล่วงเท่านั้น และเราปรารถนาว่าพระองค์จะทรงสามารถทำในสิ่งที่พระองค์จะทรงทำในตัวเราไปตามความพึงปรารถนาของพระองค์เอง” บนถนนสู่เยรูซาเลม พระเยซูทรงอยู่ในความเจ็บปวดร้าวราน ประหนึ่งมีดด้ามหนึ่งกำลังถูกบิดคว้านอยู่ในพระทัยของพระองค์ กระนั้นพระองค์ก็มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะทรงคืนวาจาของพระองค์เลยแม้แต่น้อย ตลอดเวลานั้นมีกำลังอันทรงพลังอำนาจบีบให้พระองค์จำยอมไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาไปยังที่ที่พระองค์จะทรงถูกตรึงกางเขน ในท้ายที่สุด พระองค์ก็ถูกตอกตรึงกับกางเขนและกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป เป็นการเสร็จสิ้นพระราชกิจในการทรงไถ่มวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งความตายและแดนคนตาย เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ความตาย นรก และแดนคนตายสูญเสียพลังอำนาจของตน และได้ถูกกำราบโดยพระองค์ พระองค์ทรงมีพระชนม์อยู่เป็นเวลาสามสิบสามปี ตลอดช่วงเวลานี้พระองค์ได้ทรงทำอย่างสุดความสามารถของพระองค์เสมอเพื่อให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้าโดยสอดคล้องกับพระราชกิจของพระเจ้าในเวลานั้น ไม่เคยทรงคำนึงถึงผลที่จะได้หรือความสูญเสียส่วนพระองค์เองเลย และทรงคิดถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่พระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว พระเจ้าได้ตรัสว่า: “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” เพราะการปรนนิบัติของพระองค์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าที่กลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า พระเจ้าจึงได้ทรงวางภาระอันหนักหน่วงในการทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงไว้บนพระอังสาทั้งสองของพระองค์ และได้ทรงทำให้พระองค์สำเร็จลุล่วงในภาระนี้ และพระองค์จึงทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติกิจสำคัญนี้จนเสร็จสิ้น ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสู้ทนความทุกข์อันมิอาจประมาณได้เพื่อพระเจ้า และพระองค์ได้ทรงถูกซาตานทดลองนับครั้งไม่ถ้วน แต่พระองค์ไม่เคยก็ทรงท้อพระทัย พระเจ้าได้ทรงมอบกิจอันใหญ่หลวงเช่นนั้นให้แก่พระองค์เพราะพระเจ้าทรงไว้วางพระทัยในพระองค์ และทรงรักพระองค์ และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ตรัสเป็นการส่วนพระองค์ว่า: “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” ในเวลานั้น มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ได้ทรงสามารถสำเร็จลุล่วงในพระบัญชานี้และนี่ได้เป็นหนึ่งแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในการที่พระเจ้าทรงทำให้พระราชกิจในการทรงไถ่ มวลมนุษย์ทั้งปวงของพระองค์ในยุคพระคุณครบบริบูรณ์

หากเป็นดั่งเช่นพระเยซูคือ พวกเจ้าสามารถมอบทุกความเอาใจใส่ต่อพระภาระของพระเจ้า และหันหลังให้กับเนื้อหนังของพวกเจ้า พระเจ้าจึงจะทรงไว้วางพระทัยที่จะมอบกิจสำคัญของพระองค์แก่พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะเป็นไปตามสภาพเงื่อนไขที่พึงต้องมีในการรับใช้พระเจ้า เฉพาะภายใต้รูปการณ์ดังกล่าวเท่านั้นที่เจ้าจะกล้าเสี่ยงพูดว่า พวกเจ้ากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าและกำลังทำให้พระบัญชาของพระเจ้าเสร็จสิ้น และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะกล้าเสี่ยงพูดได้ว่าพวกเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับตัวอย่างของพระเยซู เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้าเป็นคนใกล้ชิดของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้ากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริงอย่างนั้นหรือ? วันนี้ เจ้าไม่เข้าใจว่าจะรับใช้พระเจ้าอย่างไร เจ้ากล้าเสี่ยงพูดว่าเจ้าเป็นคนใกล้ชิดของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? หากเจ้าพูดว่าเจ้ารับใช้พระเจ้า เจ้าไม่ได้หมิ่นประมาทพระองค์หรอกหรือ? จงคิดดูเถิดว่า เจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า หรือว่ารับใช้ตัวเจ้าเอง? เจ้ารับใช้ซาตาน กระนั้นเจ้าก็ยังดื้อด้านพูดว่าเจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า—ในเรื่องนี้ เจ้าไม่ได้หมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ? ลับหลังเรานั้น ผู้คนมากมายละโมบในพระพรที่เกี่ยวกับสถานภาพ พวกเขาตะกละตะกลามกินอาหาร พวกเขารักที่จะนอนและมอบทุกความเอาใจใส่ให้กับเนื้อหนัง กลัวอยู่เสมอว่าจะไม่มีทางออกสำหรับเนื้อหนัง พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตนในคริสตจักร แต่กลับเอาเปรียบคริสตจักร หรือไม่ พวกเขาก็จะตักเตือนบรรดาพี่น้องชายหญิงด้วยวจนะของเรา ตั้งตัวเองเป็นนายเหนือผู้อื่นจากตำแหน่งตามสิทธิอำนาจ ผู้คนเหล่านี้เอาแต่พูดว่าพวกเขากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าและพูดเสมอว่าพวกเขาเป็นคนสนิทของพระเจ้า—เรื่องนี้ไม่ไร้สาระหรอกหรือ? หากเจ้ามีเจตนาที่เหมาะสม แต่ไม่สามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็โง่เขลา แต่หากเจตนาของเจ้านั้นไม่ถูก และเจ้ายังคงพูดว่าเจ้ารับใช้พระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้า และเจ้าสมควรที่จะถูกพระเจ้าลงโทษ! เราไม่มีความเห็นใจให้กับผู้คนเช่นนั้น! ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาเอาเปรียบ ละโมบในสิ่งชูใจของเนื้อหนังอยู่ตลอดเวลา และไม่คำนึงต่อความสนใจของพระเจ้า พวกเขาแสวงหาสิ่งที่ดีสำหรับตนเสมอ และพวกเขาไม่ใส่ใจในน้ำพระทัยพระเจ้าเลย พวกเขาไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระวิญญาณของพระเจ้าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขากำลังหลอกใช้และหลอกลวงบรรดาพี่น้องชายหญิงของตนเสมอ และกำลังตีสองหน้า ดังสุนัขจิ้งจอกในไร่องุ่นที่ขโมยองุ่นและเหยียบย่ำไปทั่วไร่องุ่นเสมอ ผู้คนเช่นนั้นจะเป็นคนสนิทของพระเจ้าได้หรือ? เจ้าเหมาะสมที่จะได้รับพระพรของพระเจ้าหรือ? เจ้าไม่ได้รับภาระสำหรับชีวิตของเจ้าและคริสตจักร เจ้าเหมาะสมที่จะได้รับพระบัญชาของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? ใครหรือจะกล้าไว้วางใจคนบางคนที่เป็นอย่างเจ้า? เมื่อเจ้ารับใช้เยี่ยงนี้ พระเจ้าจะทรงกล้าไว้วางใจเจ้ากับกิจอันยิ่งใหญ่กว่านี้หรือ? นี่จะไม่ทำให้เกิดความล่าช้าต่อพระราชกิจหรอกหรือ?

เราพูดเรื่องนี้เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รู้ว่า สภาพเงื่อนไขใดที่ต้องถูกทำให้ลุล่วงเพื่อรับใช้โดยกลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า หากพวกเจ้าไม่มอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า หากเจ้าไม่มอบทุกความเอาใจใส่ให้แก่น้ำพระทัยของพระเจ้าดั่งเช่นพระเยซู เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้า และจะจบลงด้วยการถูกพระเจ้าทรงพิพากษา ชะรอยวันนี้ ในการปรนนิบัติพระเจ้าของเจ้า เจ้าเก็บงำเจตนาที่จะหลอกลวงพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา และจัดการกับพระองค์ในลักษณะพอเป็นพิธี กล่าวอย่างสั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด หากเจ้าโกงพระเจ้า การพิพากษาเหี้ยมโหดจะมาสู่เจ้า พวกเจ้าควรใช้ประโยชน์จากการที่เพิ่งเข้าสู่ร่องครรลองถูกต้องของการรับใช้พระเจ้าเพื่อมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้าเสียก่อน โดยปราศจากความภักดีที่ถูกแบ่งแยก ไม่ว่าเจ้าจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หรือต่อหน้าบุคคลอื่นๆ หัวใจของเจ้าควรหันเข้าหาพระเจ้าตลอดเวลา และเจ้าควรตกลงใจแน่วแน่ที่จะรักพระเจ้าอย่างที่พระเยซูได้ทรงทำ ด้วยวิธีนี้ พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม เพื่อที่เจ้าจะกลายเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่มีใจตรงกันกับพระทัยของพระองค์ หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง และเพื่อที่การปรนนิบัติของเจ้าจะได้กลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยของพระองค์ เช่นนั้น เจ้าก็ควรเปลี่ยนมุมมองก่อนหน้านั้นของเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า และเปลี่ยนหนทางเก่าๆ ที่เจ้าเคยใช้รับใช้พระเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าในจำนวนที่มากขึ้นจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ด้วยหนทางนี้ พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเจ้า และเช่นเดียวกับเปโตร เจ้าจะเป็นกองหน้าของบรรดาผู้ที่รักพระเจ้า หากเจ้ายังคงไม่กลับใจแล้วไซร้ เจ้าก็จะพบบทอวสานเดียวกับยูดาส ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าควรเข้าใจเรื่องนี้

ตัดตอนมาจาก “วิธีรับใช้โดยกลมเกลียวไปกับน้ำพระทัยพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 455

นับตั้งแต่การเริ่มต้นของพระราชกิจของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล พระเจ้าได้ทรงลิขิตผู้คนจำนวนมากไว้ล่วงหน้าเพื่อรับใช้พระองค์ ซึ่งรวมถึงพวกที่มาจากทุกชนชั้น จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์และนำพาพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกไปสู่ความครบบริบูรณ์อันราบรื่น นี่คือจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการเลือกผู้คนที่จะรับใช้พระองค์ ทุกๆ คนที่รับใช้พระเจ้าจะต้องเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ พระราชกิจนี้ของพระองค์ทำให้พระปรีชาญาณและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระเจ้า และหลักธรรมทั้งหลายแห่งพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก ปรากฏชัดแจ้งยิ่งขึ้นต่อผู้คน พระเจ้าได้เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์โดยแท้จริง เพื่อมีส่วนร่วมกับผู้คน เพื่อที่พวกเขาอาจได้รู้จักกิจการทั้งหลายของพระองค์อย่างชัดเจนขึ้น วันนี้พวกเจ้า ผู้คนกลุ่มนี้ มีวาสนาที่ได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง นี่เป็นพระพรอันเหลือคณานับสำหรับพวกเจ้า—แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงยกพวกเจ้าขึ้นมา ในการเลือกบุคคลคนหนึ่งเพื่อรับใช้พระองค์นั้น พระเจ้าทรงมีหลักการของพระองค์เองเสมอ การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่เป็นดังที่ผู้คนจินตนาการว่ามันเป็นแค่เรื่องของความกระตือรือร้นแต่ประการใดเลย วันนี้ พวกเจ้าเห็นว่าทุกคนที่รับใช้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทำเช่นนั้นเพราะพวกเขามีการทรงนำของพระเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพราะพวกเขาเป็นผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เหล่านี้คือสภาพเงื่อนไขขั้นต่ำสำหรับทุกคนที่รับใช้พระเจ้า

การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่ภารกิจง่ายๆ พวกที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีวันสามารถรับใช้พระเจ้าได้ หากอุปนิสัยของเจ้ายังไม่ได้รับการพิพากษาและตีสอนโดยพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเจ้าก็ยังคงเป็นตัวแทนซาตาน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้ารับใช้พระเจ้าโดยเจตนาที่ดีของเจ้าเอง เป็นการพิสูจน์ว่าการปรนนิบัติของเจ้านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเจ้า เจ้ารับใช้พระเจ้าด้วยบุคลิกลักษณะตามธรรมชาติของเจ้า และตามความพึงใจส่วนบุคคลของเจ้า ที่มากไปกว่านั้นคือ เจ้าคิดอยู่เสมอว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเต็มใจทำนั้นคือสิ่งที่น่าปีติยินดีต่อพระเจ้า และคิดว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่อยากทำนั้นคือสิ่งที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้า เจ้าทำงานตามความพึงใจของเจ้าเองโดยสิ้นเชิง การนี้สามารถเรียกว่าเป็นการรับใช้พระเจ้าได้หรือ? ท้ายที่สุดแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การปรนนิบัติของเจ้าจะทำให้เจ้าดื้อดึงยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าฝังแน่นอย่างล้ำลึก และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีกฎเกณฑ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการปรนนิบัติพระเจ้าที่ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะของเจ้าเองเป็นสำคัญ และประสบการณ์ทั้งหลายที่ได้จากการปรนนิบัติของเจ้าตามอุปนิสัยของเจ้าเองก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นภายในตัวเจ้า เหล่านี้คือประสบการณ์และบทเรียนของมนุษย์ มันคือปรัชญาแห่งการดำรงชีวิตบนโลกของมนุษย์ ผู้คนเยี่ยงนี้สามารถจัดระดับให้เป็นพวกฟาริสีและพวกเจ้าหน้าที่ทางศาสนาได้ หากพวกเขาไม่ตื่นขึ้นและไม่กลับใจเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและพวกศัตรูของพระคริสต์ผู้หลอกลวงผู้คนในยุคสุดท้ายอย่างแน่นอน เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ทั้งหลายที่พูดถึงนี้จะเกิดขึ้นจากท่ามกลางผู้คนเช่นนั้น หากบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าปฏิบัติตามบุคลิกลักษณะของพวกเขาเองและกระทำตามเจตจำนงของพวกเขาเอง พวกเขาก็มีความเสี่ยงที่จะถูกขับออกไปได้ตลอดเวลา พวกที่นำประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายปีของตนมาใช้ในการรับใช้พระเจ้าเพื่อที่จะชนะใจผู้อื่น เพื่ออบรมสั่งสอนพวกเขาและควบคุมพวกเขา และเพื่ออยู่ในตำแหน่งสูง—และพวกที่ไม่เคยกลับใจ ไม่เคยสารภาพบาปพวกเขา ไม่เคยประกาศสละผลประโยชน์จากตำแหน่ง—ผู้คนเหล่านี้จะต้องล้มลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกับเปาโล โดยถือสิทธิความอาวุโสของตนและโอ้อวดเรื่องคุณวุฒิของตน พระเจ้าจะไม่ทรงนำพาผู้คนเยี่ยงนี้ไปสู่การมีความเพียบพร้อม การปรนนิบัติเช่นนั้นแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนยึดติดกับสิ่งเก่าๆ ตลอดเวลา พวกเขายึดติดกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายในอดีต กับทุกสิ่งทุกอย่างจากวันเวลาที่ผ่านไปแล้ว นี่เป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ต่อการปรนนิบัติของพวกเขา หากเจ้าไม่สามารถสลัดสิ่งเหล่านั้นทิ้งไปได้ สิ่งเหล่านี้จะบีบคั้นชีวิตของเจ้าทั้งชีวิต พระเจ้าจะไม่ทรงชมเชยเจ้า ไม่แม้แต่น้อย ไม่แม้กระทั่งว่าขาของเจ้าจะขาหักในขณะดำเนินงานหรือหลังของเจ้าจะหักขณะที่ใช้แรง ไม่แม้กระทั่งว่าเจ้าจะพลีชีพในการปรนนิบัติของเจ้าต่อพระเจ้า ตรงกันข้ามอย่างยิ่ง คือ พระองค์จะตรัสว่า เจ้าเป็นคนทำความชั่วคนหนึ่ง

ตัดตอนมาจาก “การปรนนิบัติทางศาสนาต้องได้รับการชำระล้าง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 456

เริ่มจากวันนี้ พระเจ้าจะทรงทำให้บรรดาผู้ที่ไม่มีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา ผู้ที่เต็มใจจะพักวางตัวตนเก่าๆ ของพวกเขา และผู้ที่เชื่อฟังพระเจ้าในแบบที่ว่าง่ายให้มีความเพียบพร้อมอย่างเป็นทางการ พระองค์จะทรงทำให้บรรดาผู้ที่ถวิลหารอคอยพระวจนะทั้งหลายของพระเจ้ามีความเพียบพร้อม ผู้คนเหล่านี้ควรจะลุกขึ้นและรับใช้พระเจ้า ในพระเจ้านั้นมีความอุดมอันไม่สิ้นสุดและพระปรีชาญาณอันไร้ขอบเขต พระราชกิจอันน่ามหัศจรรย์และพระวจนะอันล้ำค่าของพระองค์รอคอยความชื่นชมยินดีจากผู้คนจำนวนมากมายยิ่งขึ้นไปอีก ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พวกที่มีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา พวกที่ถือสิทธิความอาวุโส และพวกที่ไม่สามารถปล่อยวางตัวเองได้นั้น พบว่ามันยากที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงมีโอกาสที่จะทำให้ผู้คนเหล่านี้มีความเพียบพร้อมได้ หากบุคคลหนึ่งยังไม่ได้ปลงใจที่จะเชื่อฟัง และไม่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีแนวทางที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ พวกเขาก็แค่จะกลายเป็นกบฏมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เจ้าเล่ห์มากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยเหตุนี้ก็จะจบลงบนร่องครรลองที่ผิด ในการทรงพระราชกิจของพระองค์ในขณะนี้นั้น พระเจ้าจะทรงยกชูผู้คนที่รักพระองค์อย่างแท้จริงและสามารถยอมรับความสว่างใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น และพระองค์จะทรงตัดทอนพวกเจ้าหน้าที่ทางศาสนาที่ถือสิทธิความอาวุโสของพวกเขาโดยสิ้นเชิง พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์พวกที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างดื้อดึงแม้แต่คนเดียว เจ้าต้องการเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนเหล่านี้หรือไม่? เจ้าทำการปรนนิบัติของเจ้าตามการเลือกชอบของเจ้าเอง หรือเจ้าทำสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์กันแน่? นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าต้องรู้ด้วยตัวของเจ้าเอง เจ้าเป็นเจ้าหน้าที่ทางศาสนา หรือเจ้าเป็นทารกแรกเกิดที่พระเจ้าได้ทรงทำให้มีความเพียบพร้อมกันแน่? การปรนนิบัติของเจ้ามากน้อยเพียงใดที่ได้รับการชมเชยจากพระวิญญาณบริสุทธิ์? การปรนนิบัติของเจ้ามากน้อยเพียงใดที่พระเจ้าจะไม่แม้แต่ทรงจดจำ? มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเจ้ามากเพียงใดอันเป็นผลมาจากการปรนนิบัติตลอดหลายปีของเจ้า? เจ้าเข้าใจชัดเจนในเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่? หากเจ้ามีความเชื่ออย่างแท้จริง เจ้าจะทิ้งมโนคติอันหลงผิดเก่าๆ ทางศาสนาของเจ้าจากเมื่อก่อนไป และจะรับใช้พระเจ้าได้ดียิ่งขึ้นในหนทางใหม่ มันยังไม่สายเกินไปที่จะลุกขึ้นมาบัดนี้ มโนคติอันหลงผิดเก่าๆ ทางศาสนานั้นสามารถริบชีวิตทั้งชีวิตของบุคคลหนึ่งได้ ประสบการณ์ที่บุคคลหนึ่งรับเอาไว้สามารถทำให้พวกเขาไถลห่างจากพระเจ้าและทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของพวกเขาเอง หากเจ้าไม่ละวางสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของชีวิตของเจ้า พระเจ้าทรงทำให้บรรดาผู้ที่รับใช้พระองค์มีความเพียบพร้อมอยู่เสมอ และไม่ทรงขับพวกเขาออกไปง่ายๆ หากเจ้ายอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง หากเจ้าสามารถละวางการปฏิบัติและกฎเกณฑ์ทั้งหลายทางศาสนาแบบเก่าของเจ้าไว้ก่อนได้ และหยุดใช้มโนคติอันหลงผิดเก่าๆ ทางศาสนามาเป็นตัววัดพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะมีอนาคตสำหรับเจ้า แต่หากเจ้ายึดติดกับสิ่งเก่าๆ หากเจ้ายังคงหวงแหนความล้ำค่าของพวกมัน เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีหนทางที่เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ พระเจ้าไม่ทรงเหลียวแลผู้คนเช่นนั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมจริงๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องปลงใจที่จะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง แม้ว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้วเมื่อก่อนนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็ต้องยังคงสามารถละวางมันและหยุดยึดติดกับมันได้ แม้ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างชัดเจน กระทำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง วันนี้เจ้าต้องละวางมัน เจ้าต้องไม่ยึดมั่นกับมัน นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องได้รับการเริ่มใหม่ ในพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้านั้น พระองค์ไม่ทรงอ้างอิงถึงสิ่งเก่าๆ ทั้งหลายที่เคยเป็นเมื่อก่อน พระองค์ไม่ทรงขุดเข้าไปในปูมเก่าๆ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่มีวันเก่า และไม่ทรงยึดติดกับแม้กระทั่งพระวจนะของพระองค์เองจากอดีต—ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใดๆ ดังนั้นหากเจ้า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ยึดติดกับสิ่งทั้งหลายในอดีตอยู่เสมอ หากเจ้าปฏิเสธที่จะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป และนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในรูปแบบตายตัวอย่างเคร่งครัด ในขณะที่พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจโดยใช้วิธีการที่พระองค์ทรงเคยใช้มาก่อนอีกต่อไป เช่นนั้นแล้วคำพูดและการกระทำทั้งหลายของเจ้าจะไม่ยุ่งเหยิงหรอกหรือ? เจ้าไม่ได้กลายมาเป็นศัตรูของพระเจ้าแล้วหรอกหรือ? เจ้าเต็มใจที่จะปล่อยให้ชีวิตทั้งชีวิตของเจ้าต้องพินาศและล่มจมไปกับสิ่งเก่าๆ เหล่านี้หรือ? สิ่งเก่าๆ เหล่านี้จะทำให้เจ้าเป็นใครบางคนที่ขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้า—เจ้าต้องการเป็นคนประเภทนั้นหรือ? หากเจ้าไม่ต้องการอย่างนั้นจริงๆ เช่นนั้นแล้ว ก็จงหยุดสิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่โดยเร็วแล้วหันกลับ เริ่มต้นทุกอย่างใหม่อีกครั้ง พระเจ้าจะไม่ทรงจดจำการปรนนิบัติในอดีตของเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การปรนนิบัติทางศาสนาต้องได้รับการชำระล้าง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 457

สำหรับเรื่องงานนั้น มนุษย์เชื่อว่างานนั้นคือการวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า เทศนาไปทั่วทุกหนแห่ง และทุ่มเทเพื่อประโยชน์ของพระองค์ทั้งหมด แม้ความเชื่อนี้จะถูกต้อง แต่ก็เป็นเพียงด้านเดียวมากเกินไป เพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์นั้นไม่ใช่แค่การวิ่งสาละวนเพื่อพระองค์เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว งานนี้เกี่ยวข้องกับพันธกิจและการจัดเตรียมภายในวิญญาณ พี่น้องชายหญิงหลายคน แม้ภายหลังจากที่มีประสบการณ์กันมาหลายปีแล้วก็ตาม กลับไม่เคยคิดถึงเรื่องการทำงานเพื่อพระเจ้าเลย เนื่องจากงานตามที่มนุษย์คิดได้นั้นหาได้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องไม่ เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงไม่มีความสนใจใดๆ เลยในเรื่องของงาน และนี่คือเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมการเข้าสู่ของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีลักษณะด้านเดียวเหมือนกัน พวกเจ้าทั้งหมดควรจะเริ่มต้นการเข้าสู่ของพวกเจ้าด้วยการทำงานเพื่อพระเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะก้าวผ่านทุกแง่มุมของประสบการณ์ได้ดีขึ้น นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรจะเข้าสู่ งานไม่ได้หมายถึงการวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า แต่หมายถึงว่าชีวิตของมนุษย์และการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นสามารถมอบความสุขสำราญแก่พระเจ้าได้หรือไม่ งานหมายถึงการที่ผู้คนใช้การอุทิศตัวของตนแด่พระเจ้าและใช้ความรู้ของตนเกี่ยวกับพระเจ้าเพื่อเป็นพยานเกี่ยวกับพระเจ้า รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ด้วย นี่คือความรับผิดชอบของมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรเข้าใจ เราอาจกล่าวได้ว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้าคืองานของพวกเจ้า และว่าพวกเจ้ากำลังพยายามเข้าสู่ช่วงระหว่างการทำงานเพื่อพระเจ้า การได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้มีความหมายแค่ว่าเจ้ารู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เจ้าต้องรู้วิธีเป็นพยานเกี่ยวกับพระเจ้า และสามารถรับใช้พระเจ้า และสามารถช่วยเหลือและจัดเตรียมให้มนุษย์ได้ นี่คืองาน และเป็นการเข้าสู่ของพวกเจ้าเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ทุกคนควรจะบรรลุผล มีหลายคนที่มุ่งเน้นเพียงแต่การวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า และเทศนาไปทั่วทุกหนแห่ง แต่มองข้ามประสบการณ์ส่วนบุคคลของตนเองไป และเพิกเฉยต่อการเข้าสู่ชีวิตฝ่ายวิญญาณของตนเอง สิ่งนี้เองที่ได้นำพาบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าให้กลายเป็นพวกที่ต่อต้านพระเจ้า คนเหล่านี้ที่เคยรับใช้พระเจ้าและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มาตลอดหลายปีนี้ ได้ถือเพียงว่าการทำงานและการเทศนาเป็นการเข้าสู่ และไม่มีใครเลยที่ถือว่าประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณของพวกเขาเป็นการเข้าสู่ที่สำคัญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับนำความรู้แจ้งที่พวกเขาได้รับจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเป็นทุนเพื่อใช้สอนคนอื่นๆ ขณะเทศนา พวกเขารู้สึกเป็นภาระอย่างมากและได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และด้วยวิธีนี้ พวกเขาก็กำลังปลดปล่อยพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในเวลานั้น บรรดาผู้ที่ทำงานเต็มไปด้วยความพึงพอใจ คล้ายกับว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นได้กลายเป็นประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณ ส่วนบุคคลของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าทุกถ้อยคำที่พวกเขาพูดนั้นเป็นของตัวตนส่วนบุคคลของพวกเขา แต่ในทางกลับกันราวกับว่าประสบการณ์ของพวกเขาเองไม่ชัดเจนอย่างที่พวกเขาได้บรรยายมา ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจะพูด พวกเขาไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าพวกเขาจะพูดอะไรบ้าง แต่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา ถ้อยคำของพวกเขาก็พรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำที่ไหลไม่หยุด ภายหลังจากที่เจ้าได้เทศนาแบบนั้นครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้านั้นไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่เคยเชื่อเลย และเช่นเดียวกับในสถานการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าแล้วหลายครั้ง เจ้าจึงกำหนดพิจารณาว่าเจ้ามีวุฒิภาวะแล้ว และเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นคือการเข้าสู่ของเจ้าเองและเป็นสภาวะความมีตัวตนของเจ้าเอง เมื่อเจ้ามีประสบการณ์แบบนี้ไปเรื่อยๆ เจ้าก็จะกลายเป็นหละหลวมเกี่ยวกับการเข้าสู่ของเจ้าเอง ไถลเข้าสู่ความเกียจคร้านโดยไม่ได้สังเกต และเลิกให้ความสำคัญใดๆ กับการเข้าสู่ส่วนตัวของเจ้า ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้ากำลังช่วยเหลือคนอื่นๆ อยู่ เจ้าต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างวุฒิภาวะของเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ สิ่งนี้สามารถช่วยเอื้อต่อการเข้าสู่ของเจ้าได้ดีขึ้นและยังประโยชน์แก่ประสบการณ์ของเจ้ามากขึ้น เมื่อมนุษย์รับเอาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา สิ่งนี้กลับกลายเป็นแหล่งความเลวทราม นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงกล่าวว่า ไม่ว่าพวกเจ้าจะทำหน้าที่อะไรก็ตาม เจ้าควรจะถือว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่ง

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 458

เราทำงานเพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสมปรารถนา เพื่อนำบรรดาคนทั้งหมดที่สนองพระทัยของพระเจ้า มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่พระเจ้า และเพื่อแนะนำให้มนุษย์รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการทำให้ดอกผลแห่งพระราชกิจของพระเจ้ามีความเพียบพร้อม เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องชัดเจนอย่างทะลุปรุโปร่งเกี่ยวกับเนื้อแท้ของงาน ในฐานะคนที่พระเจ้าทรงใช้งาน มนุษย์ทุกคนคู่ควรกับการทำงานเพื่อพระเจ้า กล่าวคือ ทุกคนมีโอกาสที่จะถูกใช้งานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม มีจุดหนึ่งที่พวกเจ้าต้องตระหนัก นั่นคือ เมื่อมนุษย์ทำงานที่พระเจ้าทรงพระบัญชา มนุษย์ได้รับโอกาสที่จะถูกใช้โดยพระเจ้า ทว่าสิ่งที่มนุษย์พูดและรู้นั้นหาใช่วุฒิภาวะของมนุษย์ไม่โดยสิ้นเชิง ทั้งหมดที่พวกเจ้าสามารถทำได้คือ การรู้ถึงข้อบกพร่องของพวกเจ้าเองระหว่างการทำงานของเจ้าให้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับการมีความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มากขึ้น โดยวิธีนี้ พวกเจ้าก็จะสามารถได้รับการเข้าสู่ที่ดีขึ้นระหว่างการทำงานของเจ้า หากมนุษย์ถือว่าการทรงนำที่มาจากพระเจ้านั้นเป็นการเข้าสู่ของตนเอง และเป็นบางสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวของพวกเขาเองอยู่แล้ว เช่นนั้นแล้วโอกาสที่วุฒิภาวะของมนุษย์จะเติบโตได้ย่อมไม่มีเลย ความรู้แจ้งว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะปกติ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ผู้คนมักจะเข้าใจผิดไปว่าความรู้แจ้งที่พวกเขาได้รับนั้นเป็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของตนเอง เนื่องจากวิธีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก และพระองค์ทรงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ เมื่อผู้คนทำงานหรือพูด หรือเมื่อพวกเขากำลังอธิษฐานและเฝ้าเดี่ยวทางวิญญาณ ความจริงก็จะกลับกลายเป็นกระจ่างแจ้งต่อพวกเขาในทันที อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง สิ่งที่มนุษย์เห็นนั้นเป็นเพียงความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โดยธรรมชาติแล้ว ความรู้แจ้งนี้เชื่อมโยงกับความร่วมมือของมนุษย์) และหาได้เป็นตัวแทนวุฒิภาวะที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ หลังจากช่วงหนึ่งของประสบการณ์ที่มนุษย์เผชิญกับความยากลำบากและการทดสอบต่างๆ มาบ้าง วุฒิภาวะที่แท้จริงของมนุษย์กลับกลายเป็นชัดแจ้งภายใต้รูปการณ์แวดล้อมดังกล่าว เมื่อนั้นเท่านั้นเองที่มนุษย์จะค้นพบว่าวุฒิภาวะของเขานั้นไม่ได้ดีมากนัก และความเห็นแก่ตัว ข้อพิจารณาส่วนบุคคล และความละโมบของมนุษย์ต่างก็ผุดพรายขึ้นทั้งหมดทั้งมวล เพียงภายหลังจากที่ได้ผ่านวงจรแห่งประสบการณ์แบบนี้หลายรอบแล้วเท่านั้น ผู้คนจำนวนมากในบรรดาผู้ที่ตื่นรู้ภายในจิตวิญญาณของตนจะตระหนักได้ว่า สิ่งที่พวกเขาได้ผ่านประสบการณ์ในอดีตนั้นไม่ใช่ความเป็นจริงของพวกเขาเองเลย แต่เป็นเพียงความกระจ่างชั่วขณะจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และว่ามนุษย์เพียงแต่ได้รับความสว่างนี้มา เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อที่จะเข้าใจความจริง ก็มักจะเป็นไปในลักษณะที่ชัดแจ้งและโดดเด่น โดยไม่มีการอธิบายถึงที่มาและที่ไปของสิ่งต่างๆ กล่าวคือ แทนที่จะผนวกความยากลำบากของมนุษย์เข้ามาในการวิวรณ์นี้ พระองค์ทรงเปิดเผยความจริงนั้นโดยตรง เมื่อมนุษย์ประสบความยากลำบากในกระบวนการการเข้าสู่ แล้วจึงผนวกความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าด้วยกัน นี่กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ […] ดังนั้น ขณะเดียวกับที่เจ้าได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้ายิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ของพวกเจ้ามากขึ้นไปอีก โดยการมองเห็นว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นคืออะไรกันแน่ รวมถึงการผนวกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไว้ในการเข้าสู่ของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหลายๆ ด้านกว่าเดิม และเพื่อที่เนื้อแท้ของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้ถูกสร้างขึ้นภายในตัวพวกเจ้า ในขณะที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์แห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าจะมารู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงตัวเจ้าเองด้วย และยิ่งกว่านั้น ใครจะรู้ ในท่ามกลางความทุกข์ทรมานแสนสาหัสไม่รู้ว่ากี่รอบนั้น เจ้าจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ปกติกับพระเจ้า และความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าจะใกล้ชิดขึ้นวันต่อวัน ภายหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการตัดแต่งและกระบวนการถลุงอย่างนับไม่ถ้วน เจ้าจะพัฒนาความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเจ้าจึงต้องตระหนักว่าความทุกข์ทรมาน การถูกตีกระหน่ำ และความทุกข์ยากลำบากนั้นไม่ใช่สิ่งที่พึงกลัว สิ่งที่น่าหวาดหวั่นนั้นคือการมีเพียงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ไม่มีการเข้าสู่ของพวกเจ้า เมื่อวันนั้นมาถึง ซึ่งพระราชกิจของพระเจ้าเสร็จสิ้นลง เจ้าจะได้ลงแรงไปโดยเปล่าดาย กล่าวคือ แม้เจ้าจะได้ผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจะไม่ได้มารู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือได้มีการเข้าสู่ของเจ้าเอง ความรู้แจ้งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์นั้น ไม่ใช่เพื่อค้ำจุนความหลงใหลของมนุษย์ไว้ แต่เพื่อเปิดเส้นทางสำหรับการเข้าสู่ของมนุษย์ รวมทั้งเพื่ออนุญาตให้มนุษย์ได้มารู้จักกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจากจุดนี้ ได้พัฒนาความรู้สึกเคารพและความเทิดทูนบูชาที่มีต่อพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 459

มีการเบี่ยงเบนน้อยกว่ามากในงานของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่ง การถูกจัดการ การพิพากษา และการตีสอน และการแสดงออกของงานของพวกเขาก็มีความถูกต้องแม่นยำมากกว่ามาก บรรดาผู้ที่อาศัยความเป็นธรรมชาติของตนในการทำงานทำผิดพลาดค่อนข้างใหญ่หลวง งานของผู้คนที่ยังไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติของพวกเขาเองมากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ว่าขีดความสามารถของบุคคลจะดีเพียงใดก็ตาม พวกเขาต้องก้าวผ่านการตัดแต่ง การได้รับการจัดการ และการพิพากษาก่อนที่พวกเขาจะสามารถทำตามพระบัญชาของพระราชกิจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน หากพวกเขาไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาเช่นนั้น งานของเขาก็ไม่อาจสอดคล้องกับหลักการของความจริงได้ไม่ว่างานของเขาจะได้รับการดำเนินการมาดีเพียงใดก็ตาม และเป็นผลผลิตจากความเป็นธรรมชาติและความดีของมนุษย์เสมอ งานของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่ง การจัดการ และการพิพากษามีความถูกต้องแม่นยำมากกว่างานของผู้ที่ยังไม่ได้รับการตัดแต่ง การจัดการและการพิพากษา พวกที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาไม่แสดงออกถึงสิ่งใดเลยนอกเหนือจากเนื้อหนังและความคิดของมนุษย์ ซึ่งผสมปนเปด้วยความฉลาดของมนุษย์และพรสวรรค์ภายในตัวเป็นอันมาก นี่ไม่ใช่การแสดงออกที่ถูกต้องแม่นยำของมนุษย์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า บรรดาผู้ที่ติดตามผู้คนเช่นนี้ถูกนำมาอยู่ต่อหน้าพวกเขาด้วยขีดความสามารถภายในตัวของพวกเขา เพราะพวกเขาแสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและประสบการณ์ของมนุษย์มากเกินไป ซึ่งเกือบจะหลุดจากเจตนารมณ์แต่ดั้งเดิมของพระเจ้าและเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์นั้นไกลจนเกินไป งานของบุคคลชนิดนี้จึงไม่สามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่กลับนำพวกเขามาอยู่ต่อหน้ามนุษย์แทน ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอนจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะปฏิบัติตามพระบัญชาของพระราชกิจของพระเจ้า งานของผู้ทำงานที่มีคุณสมบัติสามารถนำผู้คนไปสู่วิธีที่ถูกต้อง และให้พวกเขาได้รับการเข้าสู่ความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า งานของเขาสามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า นอกจากนี้ งานที่เขาทำสามารถแตกต่างออกไปตามแต่ละบุคคล และไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยกฎ ซึ่งทำให้ผู้คนได้รับการหลุดพ้นและเสรีภาพ และความสามารถที่จะค่อยๆ เติบโตในชีวิต และที่จะมีการเข้าสู่ความจริงที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น ส่วนงานของผู้ทำงานที่ไม่มีคุณสมบัตินั้นไม่ถึงมาตรฐานที่ควรเป็นอย่างมาก งานของเขานั้นโง่เขลา เขาสามารถนำผู้คนมาสู่กฎได้เท่านั้น และสิ่งที่เขาเรียกร้องจากผู้คนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบุคคล เขาไม่ได้ทำงานตามความจำเป็นจริงๆ ของผู้คน ในงานชนิดนี้มีกฎมากจนเกินไปและมีหลักทฤษฎีมากจนเกินไป และงานนี้ไม่สามารถนำผู้คนมาสู่ความจริงได้ อีกทั้งไม่สามารถนำผู้คนเข้าสู่การปฏิบัติปกติของการเติบโตในชีวิตได้ งานนี้สามารถทำได้แค่ให้ผู้คนยึดติดกับกฎไร้ค่าไม่กี่ข้อเท่านั้น การนำทางเช่นนั้นสามารถทำได้แค่นำผู้คนให้ออกนอกลู่นอกทางเท่านั้น เขานำทางเจ้าให้กลายเป็นเหมือนเขา เขาสามารถนำเจ้าไปสู่สิ่งที่เขามีและเป็น ในการที่ผู้ติดตามจะหยั่งรู้ได้ว่าผู้นำมีคุณสมบัติหรือไม่นั้น กุญแจสำคัญคือการดูที่วิถีที่พวกเขานำทางและผลลัพธ์ของการทำงานของเขา และมองเห็นว่าผู้ติดตามได้รับหลักการตามความจริงหรือไม่ และพวกเขาได้รับวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนสภาพของพวกเขาหรือไม่ เจ้าควรจำแนกความแตกต่างระหว่างงานที่แตกต่างกันของผู้คนชนิดที่แตกต่างกัน เจ้าไม่ควรเป็นผู้ติดตามที่โง่เขลา นี่ส่งผลกระทบต่อเรื่องการเข้าสู่ของผู้คน หากเจ้าไม่สามารถจำแนกความแตกต่างว่าการเป็นผู้นำของบุคคลใดมีวิถีและของบุคคลใดไม่มี เจ้าจะถูกหลอกลวงได้โดยง่าย ทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อชีวิตของเจ้าเอง มีความเป็นธรรมชาติมากเกินไปในงานของผู้คนที่ไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม งานนั้นผสมผสานด้วยความตั้งใจของมนุษย์มากจนเกินไป สิ่งที่พวกเขาเป็นคือความเป็นธรรมชาติ—สิ่งที่มาพร้อมกับที่พวกเขาเกิด นั่นไม่ใช่ชีวิตหลังจากที่ได้รับการจัดการแล้วหรือความเป็นจริงหลังจากที่ได้รับการเปลี่ยนสภาพแล้ว บุคคลเช่นนั้นจะสามารถสนับสนุนผู้ที่กำลังไล่ตามเสาะหาชีวิตได้อย่างไร? ชีวิตที่มนุษย์คนนั้นมีโดยดั้งเดิมแล้วคือความฉลาดหรือพรสวรรค์ภายในตัวของเขา ความฉลาดหรือพรสวรรค์ประเภทนี้ค่อนข้างไกลห่างจากสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องอย่างแท้จริงจากมนุษย์ หากมนุษย์ไม่ได้ผ่านการทำให้เพียบพร้อมและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาไม่ได้ผ่านการตัดแต่งและจัดการ จะมีช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างสิ่งที่เขาแสดงออกและความจริง สิ่งที่เขาแสดงออกจะผสมผสานด้วยสิ่งที่คลุมเครือ เช่น จินตนาการและประสบการณ์ด้านเดียวของเขา ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเขาจะทำงานอย่างไรก็ตาม ผู้คนจะรู้สึกว่าไม่มีเป้าหมายโดยรวมและไม่มีความจริงที่เหมาะสมสำหรับการเข้าสู่ของผู้คนทั้งปวง ในสิ่งที่เรียกร้องจากผู้คนนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกินความสามารถของพวกเขา เสมือนว่าพวกเขาเป็นเป็ดที่ถูกบังคับให้นั่งบนคอน นี่คืองานจากความตั้งใจของมนุษย์ อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ ความคิดของเขา และมโนคติที่หลงผิดของเขาแผ่ซ่านไปทุกส่วนในร่างกายเขา มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมสัญชาตญาณที่จะปฏิบัติตามความจริง อีกทั้งเขาไม่มีสัญชาตญาณที่จะเข้าใจความจริงโดยตรง นอกจากนั้นยังมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์—เมื่อบุคคลที่เป็นธรรมชาติประเภทนี้ทำงาน งานนั้นไม่ก่อให้เกิดการขัดจังหวะหรือ? แต่มนุษย์ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมแล้วนั้นมีประสบการณ์ของความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจ และความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามทั้งหลายของพวกเขา เพื่อที่สิ่งที่คลุมเครือและไม่เป็นจริงในงานของเขาจะค่อยๆ ลดลงไป การมีสิ่งเจือปนของมนุษย์กลายเป็นน้อยลง และการทำงานและการรับใช้ของเขาเข้ามาใกล้เคียงกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น งานของเขาได้เข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง และมันยังได้กลายเป็นเหมือนจริงด้วยเช่นกัน ความคิดในจิตใจของมนุษย์สกัดกั้นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพิเศษ มนุษย์มีจินตนาการอันอุดมและตรรกะอันมีเหตุผล และเขาได้มีประสบการณ์อันยาวนานในการจัดการกิจการต่างๆ หากแง่มุมเหล่านี้ของมนุษย์ไม่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่งและการแก้ไข ทั้งหมดก็เป็นอุปสรรคต่อพระราชกิจ ดังนั้น งานของมนุษย์จึงไม่สามารถสัมฤทธิ์ความถูกต้องแม่นยำในระดับที่สูงที่สุดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของผู้คนที่ไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 460

เจ้าจำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อสภาวะต่าง ๆ มากมายที่ผู้คนจะเป็นอยู่ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแก่พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้ที่ประสานงานในการปรนนิบัติพระเจ้าต้องมีการจับความเข้าใจที่หนักแน่นมากยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับสภาวะต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นโดยพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติแก่ผู้คน หากเจ้าเพียงแค่พูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์มากมาย หรือวิธีต่าง ๆ ในการบรรลุถึงการเข้าสู่เท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์ของเจ้า เป็นประสบการณ์ข้างเดียวมากเกินไป หากไม่รู้จักสภาวะที่แท้จริงของเจ้า และไม่จับความเข้าใจหลักการของความจริง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย หากไม่รู้จักหลักการในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือไม่เข้าใจผลที่มันนำมา ก็เป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าที่จะหยั่งรู้งานของพวกวิญญาณชั่วร้าย เจ้าต้องเปิดโปงงานของพวกวิญญาณชั่วร้าย รวมทั้งมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ และทะลวงตรงเข้าไปยังหัวใจของประเด็น เจ้ายังต้องชี้ให้เห็นการเบี่ยงเบนหลายอย่างในการปฏิบัติของผู้คน และปัญหาที่พวกเขาอาจมีในความเชื่อของพวกเขาต่อพระเจ้าด้วย เพื่อที่พวกเขาอาจจำสิ่งเหล่านั้นได้ อย่างน้อยที่สุด เจ้าต้องไม่ทำให้พวกเขารู้สึกในเชิงลบหรือเฉยเมย อย่างไรก็ดี เจ้าต้องเข้าใจความยากลำบากต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เจ้าต้องไม่ไร้เหตุผล หรือ “พยายามสอนสุกรให้ร้องเพลง” นั่นเป็นพฤติกรรมที่โง่เขลา ในการแก้ไขความยากลำบากมากมายที่ผู้คนรับประสบการณ์นั้น ก่อนอื่นเจ้าต้องจับใจความพลวัตของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ได้ เจ้าต้องเข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแก่ผู้คนที่แตกต่างกันอย่างไร เจ้าต้องมีความเข้าใจเรื่องความยากลำบากทั้งหลายที่ผู้คนเผชิญ และเรื่องข้อบกพร่องของพวกเขา และเจ้าต้องเข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงประเด็นสำคัญของปัญหา และเข้าถึงแหล่งกำเนิดของมัน โดยไม่มีการเบี่ยงเบนหรือทำความผิดพลาดใด ๆ มีเพียงบุคคลประเภทนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะประสานงานในการปรนนิบัติพระเจ้า

การที่เจ้าสามารถจับความเข้าใจประเด็นสำคัญหรือมองเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายได้อย่างชัดเจนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนบุคคลของเจ้า ลักษณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์คือลักษณะที่เจ้านำผู้อื่นด้วยเช่นกัน หากเจ้าเข้าใจความหมายตามตัวอักษรและคำสอนทั้งหลาย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะนำผู้อื่นให้เข้าใจความหมายตามตัวอักษรและคำสอนต่างๆ วิถีที่เจ้าได้รับประสบการณ์กับความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า คือวิถีที่เจ้าจะนำผู้อื่นบรรลุถึงการเข้าสู่ความเป็นจริงของพระดำรัสของพระเจ้า หากเจ้าสามารถเข้าใจความจริงต่าง ๆ มากมาย และได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างชัดเจนในหลายสิ่งจากพระวจนะของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถนำผู้อื่นให้เข้าใจความจริงต่าง ๆ มากมายได้ และบรรดาผู้ที่เจ้านำก็จะได้รับความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับนิมิตทั้งหลายเช่นกัน หากเจ้ามุ่งเน้นไปที่การจับความเข้าใจความรู้สึกเหนือธรรมชาติต่าง ๆ เช่นนั้นแล้ว บรรดาผู้ที่เจ้านำก็จะทำแบบเดียวกัน หากเจ้าละเลยการปฏิบัติ แต่กลับให้ความสำคัญกับการหารือ เช่นนั้นแล้ว บรรดาผู้ที่เจ้านำก็จะมุ่งเน้นไปที่การหารือด้วยเช่นกัน โดยไม่มีการปฏิบัติเลย หรือการบรรลุถึงการเปลี่ยนสภาพใด ๆ ในอุปนิสัยของพวกเขา พวกเขาจะเพียงแค่กระตือรือร้นอย่างผิวเผิน โดยไม่ได้ใส่ความจริงใด ๆ ลงไปในการปฏิบัติเลย ผู้คนทุกคนจัดหาให้ผู้อื่นด้วยสิ่งที่พวกเขาเองมี ประเภทบุคคลที่ใครบางคนเป็นนั้นกำหนดเส้นทางที่พวกเขาจะนำทางผู้อื่นไป เช่นเดียวกับประเภทผู้คนที่พวกเขานำ เพื่อให้เหมาะสมกับการทรงใช้งานของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วนั้น เจ้าต้องไม่เพียงแค่มีความทะเยอทะยาน แต่เจ้าจำเป็นต้องมีความรู้แจ้งจากพระเจ้า มีการทรงนำจากพระวจนะของพระองค์ มีประสบการณ์ของการได้รับการจัดการโดยพระองค์ และมีกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระองค์อย่างมากมายด้วยเช่นกัน ด้วยสิ่งนี้เป็นพื้นฐาน ในเวลาสามัญทั้งหลายนั้น พวกเจ้าควรให้ความสนใจต่อการสังเกต ความคิด ความใคร่ครวญ และบทสรุปต่าง ๆ ของพวกเจ้า และมีส่วนร่วมในการซึมซับ หรือการกำจัดอย่างสอดคล้องกัน ทั้งหมดเหล่านี้คือหนทางสำหรับการเข้าสู่ความเป็นจริงของพวกเจ้า และแต่ละอย่างในสิ่งเหล่านี้นั้นขาดเสียไม่ได้ นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ หากเจ้าเข้าสู่วิธีการนี้ที่พระเจ้าใช้ในการทรงพระราชกิจ เจ้าจะสามารถมีโอกาสได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ทุกวัน และเมื่อใดก็ตาม ไม่ว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าจะรุนแรงหรือเอื้ออำนวยหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะถูกทดสอบหรือถูกทดลองหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะกำลังทำงานอยู่หรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเจ้าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในฐานะบุคคล หรือในฐานะส่วนหนึ่งของส่วนรวมหรือไม่ก็ตาม เจ้าจะพบโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าอยู่เสมอ โดยไม่เคยพลาดโอกาสเหล่านั้นเลยแม้สักครั้งเดียว เจ้าจะสามารถค้นพบโอกาสเหล่านั้นได้ทั้งหมด—และในวิธีนี้ เจ้าจะได้พบความลับสู่การรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “คนเลี้ยงแกะที่เหมาะสมควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 461

ทุกวันนี้ ผู้คนมากมายไม่ให้ความสนใจว่าควรเรียนรู้บทเรียนใดในขณะที่ประสานงานกับผู้อื่น เราได้ค้นพบว่าพวกเจ้าหลายคนไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนได้เลยในขณะที่ประสานงานกับผู้อื่น พวกเจ้าส่วนใหญ่ยึดติดกับทรรศนะของพวกเจ้าเอง เมื่อทำงานในคริสตจักร เจ้าพูดเรื่องของเจ้า และคนอื่นก็พูดเรื่องของพวกเขา และเรื่องนั้นก็ไม่มีความสัมพันธ์อีกเรื่องหนึ่ง ที่จริงแล้วพวกเจ้าไม่ได้ร่วมมือกันเลย พวกเจ้าทั้งหมดต่างหมกมุ่นอยู่กับการสื่อสารแค่ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเจ้าเอง หรือกับการปลดปล่อย “ภาระ” ที่พวกเจ้าถืออยู่ภายในตัวเจ้า โดยไม่แสวงหาชีวิตแม้ในหนทางที่เล็กน้อยที่สุดเลย พวกเจ้าปรากฏว่าทำงานแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น โดยเชื่ออยู่เสมอว่าเจ้าควรเดินบนเส้นทางของเจ้าเองโดยไม่คำนึงถึงว่าคนอื่นพูดหรือทำอะไร เจ้าคิดว่าเจ้าควรสามัคคีธรรมเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำทางเจ้า ไม่สำคัญว่ารูปการณ์แวดล้อมของผู้อื่นอาจเป็นอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่มีความสามารถที่จะค้นพบจุดแข็งของผู้อื่น อีกทั้งเจ้าไม่สามารถตรวจสอบตัวเจ้าเองได้ การยอมรับสิ่งต่าง ๆ ของพวกเจ้าช่างเบี่ยงเบนและผิดพลาดอย่างแท้จริง สามารถกล่าวได้ว่าแม้กระทั่งตอนนี้พวกเจ้าก็ยังคงแสดงถึงความคิดว่าตัวเองชอบธรรมอยู่มากมาย เสมือนว่าพวกเจ้าได้ทรุดกลับไปสู่ความเจ็บป่วยเก่าๆ นั้น พวกเจ้าไม่ได้สื่อสารกันในวิธีที่จะสัมฤทธิ์ความเปิดกว้างที่ครบบริบูรณ์ ตัวอย่างเช่น สื่อสารเกี่ยวกับว่าพวกเจ้าได้บรรลุผลลัพธ์ประเภทใดจากการทำงานในคริสตจักรบางแห่ง หรือเกี่ยวกับสภาพเงื่อนไขเมื่อไม่นานมานี้ของสภาวะภายในของเจ้า และอีกมากมาย พวกเจ้าไม่เคยสื่อสารเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นเลย พวกเจ้าไม่มีการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติต่างๆ เช่น การโยนมโนคติที่หลงผิดของพวกเจ้าเองทิ้งไปหรือการละทิ้งตัวพวกเจ้าเองโดยสิ้นเชิง บรรดาผู้นำและผู้ปฏิบัติงานคิดเพียงว่าจะรักษาพี่น้องชายหญิงของพวกเขาไม่ให้คิดลบได้อย่างไรและจะทำให้พวกเขาสามารถติดตามอย่างกระตือรือร้นได้อย่างไรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าทั้งหมดคิดว่าการติดตามอย่างกระตือรือร้นก็เพียงพอด้วยตัวมันเองแล้ว และโดยพื้นฐานแล้ว พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจใดๆ ว่าการรู้จักตัวเจ้าเองและการละทิ้งตัวเจ้าเองหมายถึงสิ่งใด แล้วนับประสาอะไรกับการที่พวกเจ้าจะเข้าใจว่าการรับใช้ด้วยการประสานงานกับผู้อื่นหมายถึงสิ่งใด พวกเจ้าคิดถึงเพียงการมีเจตจำนงด้วยตัวเจ้าเองที่จะตอบแทนพระเจ้าสำหรับความรักของพระองค์ ถึงการมีเจตจำนงด้วยตัวเจ้าเองที่จะใช้ชีวิตตามลักษณะแนวแบบเปโตร นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าก็ไม่คิดถึงสิ่งอื่นใด พวกเจ้ากล่าวแม้กระทั่งว่า ไม่สำคัญว่าผู้อื่นทำสิ่งใด เจ้าจะไม่นบนอบอย่างไม่ลืมหูลืมตา และไม่สำคัญว่าผู้อื่นจะเป็นแบบใด เจ้าจะแสวงหาการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าด้วยตัวเจ้าเอง และนั่นจะเพียงพอแล้ว กระนั้น ข้อเท็จจริงก็คือเจตจำนงของเจ้าไม่พบการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในความเป็นจริงแต่อย่างใดเลย ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่พวกเจ้าแสดงออกในทุกวันนี้หรอกหรือ? พวกเจ้าแต่ละคนยึดติดกับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเจ้าเอง และพวกเจ้าทั้งหมดต่างพึงปรารถนาที่นะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม เราเห็นว่าพวกเจ้าได้รับใช้มาเป็นเวลานานยิ่งโดยไม่ได้มีความก้าวหน้ามากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบทเรียนของการทำงานร่วมกันอย่างปรองดองนี้ พวกเจ้าไม่ได้สัมฤทธิ์ผลในสิ่งใดโดยสิ้นเชิง! เมื่อลงสู่คริสตจักร เจ้าสื่อสารในวิธีของเจ้า และคนอื่นก็สื่อสารในวิธีของพวกเขา การประสานงานอย่างปรองดองแทบไม่เคยเกิดขึ้น และก็เป็นจริงยิ่งขึ้นไปอีกในบรรดาผู้ติดตามที่อยู่ระดับล่างจากเจ้า นั่นจึงกล่าวได้ว่า แทบจะไม่มีผู้ใดท่ามกลางพวกเจ้าเข้าใจว่าการรับใช้พระเจ้าคืออะไร หรือคนเราควรรับใช้พระเจ้าอย่างไร พวกเจ้าสับสนและปฏิบัติต่อบทเรียนประเภทนี้ราวกับเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ ถึงขั้นว่ามีผู้คนมากมายที่ไม่เพียงแต่จะล้มเหลวในการปฏิบัติตามความจริงในแง่มุมนี้เท่านั้น แต่ยังทำผิดโดยตั้งใจอีกด้วย กระทั่งพวกที่ได้รับใช้มาเป็นเวลาหลายปีก็ต่อสู้และวางอุบายต่อต้านกันและกัน และอิจฉาและแข่งขันกัน ทุกคนอยู่แบบตัวใครตัวมัน และพวกเขาไม่ร่วมมือกันแต่อย่างใดเลย สิ่งทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้แสดงถึงวุฒิภาวะจริงๆ ของพวกเจ้าหรอกหรือ? ผู้คนอย่างพวกเจ้าที่รับใช้ร่วมกันเป็นรายวันเป็นเหมือนกับคนอิสราเอลที่รับใช้พระเจ้าพระองค์เองโดยตรงทุกวันในพระวิหาร เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้คนอย่างพวกเจ้าที่รับใช้พระเจ้าจะไม่สามารถมีแนวคิดใดๆ เกี่ยวกับวิธีการประสานงานหรือวิธีการที่จะรับใช้?

ตัดตอนมาจาก “จงรับใช้เหมือนที่คนอิสราเอลทำ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 462

ข้อพึงประสงค์ต่อพวกเจ้าในวันนี้—การทำงานร่วมกันอย่างปรองดอง—คล้ายกันกับการปรนนิบัติที่พระยาห์เวห์ทรงพึงประสงค์ต่อคนอิสราเอล: หากไม่เช่นนั้นแล้ว จงหยุดทำงานปรนนิบัติ เพราะพวกเจ้าเป็นผู้คนที่รับใช้พระเจ้าโดยตรง อย่างน้อยที่สุด พวกเจ้าต้องสามารถรักภักดีและนบนอบในการปรนนิบัติของพวกเจ้า และต้องสามารถเรียนรู้บทเรียนในวิธีที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสำหรับพวกเจ้าที่ทำงานในคริสตจักร จะมีพี่น้องชายหญิงที่อยู่ระดับล่างจากพวกเจ้าคนใดกล้าจัดการกับพวกเจ้าหรือไม่? จะมีผู้ใดกล้าบอกพวกเจ้าถึงความผิดพลาดของพวกเจ้าต่อหน้าพวกเจ้าหรือไม่? พวกเจ้ายืนสูงอยู่เหนือคนอื่นๆ พวกเจ้าครองราชย์เป็นกษัตริย์! พวกเจ้าไม่แม้กระทั่งศึกษาหรือเข้าสู่บทเรียนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงประเภทเหล่านี้ กระนั้นพวกเจ้าก็ยังคงพูดถึงการปรนนิบัติพระเจ้า! ณ ปัจจุบัน เจ้าได้รับการขอให้นำคริสตจักรจำนวนหนึ่ง แต่เจ้าไม่เพียงแต่ไม่ละทิ้งตัวเจ้าเองเท่านั้น แต่เจ้ายังถึงขั้นยึดติดกับมโนคติที่หลงผิดและข้อคิดเห็นของเจ้าเองด้วย โดยพูดอะไรอย่างเช่น “ฉันคิดว่าสิ่งนี้ควรได้รับการกระทำในวิธีนี้ เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่าพวกเราไม่ควรถูกจำกัดด้วยผู้อื่น และว่าทุกวันนี้พวกเราไม่ควรนบนอบแบบไม่ลืมหูลืมตา” ดังนั้น เจ้าแต่ละคนจึงยึดติดกับข้อคิดเห็นของเจ้าเอง และไม่มีผู้ใดเชื่อฟังกัน ถึงแม้ว่าเจ้ารู้อย่างชัดเจนว่าการปรนนิบัติของเจ้านั้นถึงทางตันแล้ว แต่เจ้าก็ยังคงพูดว่า “จากที่ฉันเห็น วิธีการของฉันไม่ได้คลาดเคลื่อนไปมากนัก อย่างไรก็ดี พวกเราแต่ละคนมีด้านหนึ่ง: ท่านพูดถึงด้านของท่าน และฉันพูดถึงด้านของฉัน ท่านสามัคคีธรรมเกี่ยวกับนิมิตของท่าน และฉันพูดถึงการเข้าสู่ของฉัน” เจ้าไม่เคยรับหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับสิ่งต่างๆ มากมายที่ควรได้รับการจัดการ หรือเจ้าแค่ทำให้ผ่านๆ ไป เจ้าแต่ละคนระบายข้อคิดเห็นของเจ้าเอง และคุ้มครองปกป้องสถานะ ชื่อเสียง และรักษาหน้าของเจ้าเองอย่างรอบคอบ ไม่มีคนใดในหมู่พวกเจ้าที่เต็มใจที่จะถ่อมใจเจ้าเอง และไม่มีฝ่ายใดริเริ่มที่จะละทิ้งตัวเจ้าเองและชดเชยข้อบกพร่องของกันและกันเพื่อที่ชีวิตอาจจะก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น เมื่อพวกเจ้าประสานงานร่วมกัน พวกเจ้าควรเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริง เจ้าอาจพูดว่า “ฉันไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงในแง่มุมนี้ แล้วท่านมีประสบการณ์ใดกับเรื่องนี้?” หรือเจ้าอาจพูดว่า “ท่านมีประสบการณ์มากกว่าฉันในเรื่องที่เกี่ยวกับแง่มุมนี้ รบกวนท่านช่วยให้การนำทางฉันบ้างได้หรือไม่?” นั่นจะไม่เป็นวิธีที่ดีในการทำเรื่องนี้หรอกหรือ? พวกเจ้าได้รับฟังคำเทศนามากมาย และได้รับประสบการณ์กับการทำงานปรนนิบัติมาบ้างแล้ว หากเจ้าไม่เรียนรู้จากกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และชดเชยจุดอ่อนของกันและกันเมื่อทำงานในคริสตจักร เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถเรียนรู้บทเรียนใดๆ ได้อย่างไร? เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสิ่งใดก็ตาม พวกเจ้าควรสามัคคีธรรมกัน เพื่อให้ชีวิตของพวกเจ้าสามารถได้รับผลประโยชน์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าควรสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในประเภทใดๆ อย่างระมัดระวังก่อนทำการตัดสินใจใดๆ ด้วยการทำเช่นนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะรับหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับคริสตจักร มากกว่าที่จะเป็นแค่กระทำการไปอย่างพอเป็นพิธี หลังจากที่เจ้าเยี่ยมเยียนคริสตจักรทั้งหมดแล้ว เจ้าควรชุมนุมร่วมกันและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับประเด็นทั้งหลายที่เจ้าค้นพบและปัญหาใดๆ ที่ได้เผชิญในงานของเจ้า และจากนั้นเจ้าควรสื่อสารเกี่ยวกับความรู้แจ้งและความกระจ่างที่เจ้าได้รับมา—นี่คือการปฏิบัติงานปรนนิบัติที่ขาดไม่ได้ พวกเจ้าต้องสัมฤทธิ์ผลในความร่วมมือกันอย่างปรองดองเพื่อจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อผลประโยชน์ของคริสตจักร และเพื่อกระตุ้นพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้าไปข้างหน้า เจ้าควรประสานงานกัน โดยที่แต่ละคนแก้ไขอีกคนหนึ่งและมาถึงที่ผลลัพธ์ของงานที่ดีกว่า เพื่อดูแลเอาใจใส่น้ำพระทัยของพระเจ้า การร่วมมือกันที่แท้จริงคือสิ่งนี้ และมีเพียงบรรดาผู้ที่มีส่วนร่วมในการนี้เท่านั้นที่จะได้รับการเข้าสู่ที่แท้จริง ในขณะที่ให้ความร่วมมือ คำพูดบางคำที่เจ้าพูดอาจไม่เหมาะสม แต่นั่นไม่สำคัญ จงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งนั้นในภายหลัง และรับความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งนั้น จงอย่าละเลยมัน หลังจากการสามัคคีธรรมประเภทนี้แล้ว เจ้าสามารถชดเชยข้อบกพร่องของพี่น้องชายหญิงของเจ้าได้ เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ด้วยการเคลื่อนลึกลงไปในงานของเจ้าให้มากขึ้นเช่นนี้เท่านั้น เจ้าแต่ละคน ในฐานะผู้คนที่รับใช้พระเจ้า ต้องสามารถปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรในทุกสิ่งที่เจ้าทำ แทนที่จะแค่พิจารณาถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง การลงมือเพียงลำพังและบ่อนทำลายกันและกันอยู่เสมอเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ผู้คนที่ประพฤติเช่นนั้นไม่เหมาะที่จะรับใช้พระเจ้า! ผู้คนเช่นนั้นมีอุปนิสัยที่แย่ ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในตัวพวกเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเป็นซาตานหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์! พวกเขาเป็นสัตว์ป่า! แม้กระทั่งตอนนี้ สิ่งดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นท่ามกลางพวกเจ้า เจ้าทำถึงขั้นโจมตีกันและกันในระหว่างการสามัคคีธรรม แสวงหาข้ออ้างโดยตั้งใจ และโต้เถียงกันด้วยใบหน้าแดงก่ำเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อยบางอย่างที่ไม่สลักสำคัญอะไร ไม่มีบุคคลใดเต็มใจที่จะละวางตัวเขาเองลง แต่ละบุคคลปกปิดความคิดภายในจากกันและกัน มองดูอีกฝ่ายอย่างระแวดระวังและเตรียมป้องกันอยู่เสมอ อุปนิสัยประเภทนี้สมควรเป็นการปรนนิบัติพระเจ้าหรือ? งานอย่างเช่นของพวกเจ้าสามารถจัดหาสิ่งใดให้พี่น้องชายหญิงของเจ้าได้หรือ? เจ้าไม่เพียงไร้ความสามารถที่จะนำทางผู้คนไปสู่ครรลองชีวิตที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วเจ้ายังฉีดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าเองสู่พี่น้องชายหญิงของเจ้าด้วย เจ้าไม่ได้กำลังทำร้ายผู้อื่นอยู่หรอกหรือ? มโนธรรมของเจ้าน่าเกลียดน่ากลัวนัก และมันเน่าไปจนถึงแก่น! เจ้าไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริง อีกทั้งเจ้าไม่ได้นำความจริงมาปฏิบัติ นอกจากนี้ เจ้ายังตีแผ่ธรรมชาติที่ชั่วร้ายของเจ้าให้ผู้อื่นเห็นอย่างหน้าไม่อายด้วย เจ้าไม่รู้จักความอับอายเลย! เจ้าได้รับความไว้วางใจให้ดูแลน้องชายหญิงเหล่านี้ กระนั้นเจ้าก็กำลังนำพวกเขาไปลงนรก เจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่มโนธรรมของเขาได้เน่าไปแล้วหรอกหรือ? เจ้าไม่มีความละอายโดยสิ้นเชิง!

ตัดตอนมาจาก “จงรับใช้เหมือนที่คนอิสราเอลทำ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 463

เจ้าสามารถสื่อถึง “พระอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงแสดงออกในแต่ละยุค” อย่างเป็นรูปธรรมด้วยภาษาที่เหมาะแก่การสื่อนัยสำคัญของยุคนั้นได้หรือไม่? เจ้าผู้ซึ่งรับประสบการณ์พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายสามารถบรรยายพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอย่างละเอียดได้ไหม? เจ้าจะสามารถเป็นพยานเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้อย่างชัดเจนและถูกต้องแม่นยำได้หรือไม่? เจ้าจะถ่ายทอดสิ่งที่เจ้าได้เห็นและได้รับประสบการณ์ไปสู่บรรดาผู้เชื่อที่เคร่งศาสนาซึ่งน่าสงสาร อ่อนด้อยและเปี่ยมศรัทธาผู้ซึ่งหิวกระหายความชอบธรรมและกำลังรอคอยให้เจ้ามาเป็นผู้เลี้ยงต่อพวกเขาอย่างไร? ผู้คนประเภทไหนกันที่กำลังรอให้เจ้าเป็นผู้เลี้ยงต่อพวกเขา? เจ้าพอจะจินตนาการออกไหม? เจ้าได้ตระหนักรู้ถึงภาระบนบ่าของเจ้า พระบัญชาสำหรับเจ้า และความรับผิดชอบของเจ้าหรือไม่? สำนึกรับรู้แห่งภารกิจประวัติศาสตร์ของเจ้าอยู่ที่ไหน? เจ้าจะทำหน้าที่ในฐานะของเจ้านายคนหนึ่งในยุคถัดไปอย่างพอเหมาะพอควรได้อย่างไร? เจ้ามีสำนึกรับรู้อันแรงกล้าต่อสถานะแห่งความเป็นนายหรือไม่? เจ้าจะอธิบายถึงเจ้านายแห่งสรรพสิ่งอย่างไร? สิ่งนั้นคือเจ้านายเหนือสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทั้งมวลและเหนือสรรพสิ่งทางกายภาพในโลกนี้จริงๆ หรือ? แผนการของเจ้าสำหรับความก้าวหน้าของงานระยะต่อไปคืออะไร? มีผู้คนมากเพียงใดที่กำลังรอคอยให้เจ้าเป็นผู้เลี้ยงของพวกเขา? งานของเจ้าเป็นงานหนักใช่ไหม? พวกเขาอ่อนด้อย น่าสงสาร ตาบอดและหลงทางพลางกำลังร้องคร่ำครวญอยู่ในความมืดมิด—หนทางนั้นอยู่แห่งใด? พวกเขาช่างโหยหาความสว่างนั้นเหลือเกิน ความสว่างซึ่งเหมือนดาวตก ที่พลันตกลงมาและขับไล่อำนาจแห่งความมืดที่บีบคั้นมนุษย์มานานหลายปีเหลือเกิน ใครเลยจะสามารถรู้ว่าพวกเขาตั้งความหวังอย่างกระวนกระวายใจ และร่ำร้องหาสิ่งนี้ทั้งกลางวันและกลางคืนมากมายสักเพียงไหน? แม้กระทั่งในวันที่ความสว่างนั้นส่องแสงวาบผ่านไปแล้ว ผู้คนที่ทุกข์ทนอย่างล้ำลึกเหล่านี้ก็ยังคงถูกจองจำอยู่ในคุกใต้ดินอันมืดมิดโดยไม่มีหวังว่าจะได้รับการปลดปล่อยเลย เมื่อไรที่พวกเขาจะไม่ต้องร่ำไห้อีกต่อไป? ที่เลวร้ายก็คือความโชคร้ายของจิตวิญญาณอันเปราะบางเหล่านี้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้พักผ่อนเลย และพวกเขาได้ถูกพันธนาการอยู่ในสภาวะนี้โดยพันธะซึ่งไร้ปรานีและประวัติศาสตร์อันเยือกเย็นเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกิน และใครกันเล่าที่ได้สดับฟังเสียงร้องคร่ำครวญของพวกเขา? ใครกันเล่าที่ได้มองดูสภาพอันน่าเวทนาของพวกเขา? เจ้าเคยฉุกคิดบ้างไหมว่าพระหทัยของพระเจ้าโทมนัสและกระวนกระวายเพียงใด? พระองค์ทรงทนเห็นมวลมนุษย์ซึ่งไร้เดียงสา ผู้ที่พระองค์ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองต้องทนทุกข์ทรมานเยี่ยงนี้ได้อย่างไร? อย่างไรก็ตาม เหล่ามนุษย์ก็คือเหยื่อซึ่งถูกวางยาพิษ และถึงแม้ว่ามนุษย์จะรอดชีวิตมาได้จนถึงเวลานี้ ใครเล่าที่จะรู้ว่ามวลมนุษย์ได้ถูกมารวางยาพิษมานานแล้ว? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าก็เป็นหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้นด้วย? ด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้า เจ้าไม่เต็มใจที่จะเพียรพยายามช่วยให้ความรอดแก่ผู้ที่รอดชีวิตมาได้เหล่านี้หรอกหรือ? เจ้าไม่เต็มใจที่จะอุทิศพลังงานทั้งหมดที่มีเพื่อการตอบแทนพระเจ้าผู้ทรงรักมวลมนุษย์เฉกเช่นเลือดและเนื้อหนังของพระองค์เองหรอกหรือ? เมื่อพิจารณาทุกๆ อย่างแล้ว เจ้าจะตีความของการถูกพระเจ้าใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อดำรงชีวิตของเจ้าอย่างพิเศษว่าอย่างไร? เจ้ามีความแน่วแน่และความมั่นใจที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความหมายของบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่เคร่งศาสนาใช่หรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรจะเข้าร่วมภารกิจในอนาคตของเจ้าอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 464

ผู้คนเชื่อในเรา แต่พวกเขาไม่สามารถเป็นพยานต่อเราได้ และพวกเขาไม่สามารถเป็นพยานให้เราก่อนที่เราจะทำตัวเราให้เป็นที่รู้จัก ผู้คนมองเห็นแค่เพียงว่าเราเหนือกว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและพวกคนศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง และเห็นว่างานที่เราทำไม่สามารถทำได้โดยพวกมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จากพวกยิวมาถึงผู้คนในปัจจุบัน ทุกคนที่มองเห็นกิจการที่มีเกียรติของเราไม่ได้มีสิ่งใดนอกจากเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อเรา และไม่มีปากของสรรพสิ่งที่ทรงสร้างใดสักสิ่งเดียวที่จะสามารถเป็นพยานแก่เราได้ เฉพาะพระบิดาของเราเท่านั้นที่ได้ทรงเป็นพยานให้แก่เรา และได้ทรงสร้างวิถีให้เราท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง หากพระองค์ไม่ได้ทรงทำเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะได้ทำงานอย่างไร มนุษย์คงจะไม่มีวันได้รู้เลยว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง เพราะมนุษย์รู้เพียงแค่จะรับเอาจากเราเท่านั้น และไม่ได้มีความเชื่อในเราอันเป็นผลจากงานของเรา มนุษย์รู้จักเราเพียงเพราะเราเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่มีส่วนใดเป็นคนบาปเลย เพียงเพราะเราสามารถอธิบายความล้ำลึกทั้งหลายมากมายได้ เพียงเพราะเรามีความสามารถเหนือกว่าคนทั้งหลาย หรือเพราะมนุษย์ได้ผลประโยชน์มากมายจากเราเท่านั้น แม้กระนั้น มีน้อยคนที่เชื่อว่าเราคือพระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง นี่คือเหตุผลที่เราพูดว่ามนุษย์ไม่รู้เลยว่าเหตุใดเขาจึงมีความเชื่อในเรา เขาไม่รู้จุดประสงค์หรือความสำคัญของการมีความเชื่อในเรา ความเป็นจริงของมนุษย์นั้นขาดพร่อง ถึงขั้นที่เขาแทบจะไม่เหมาะกับการเป็นพยานให้เรา พวกเจ้ามีความเชื่อแท้จริงน้อยเกินไป และได้รับน้อยเกินไป ดังนั้น พวกเจ้าจึงมีคำพยานน้อยเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ามีความเข้าใจน้อยเกินไปและยังขาดความพร่องมากเกินไป จนถึงขั้นที่พวกเจ้าแทบจะไม่เหมาะสมกับการเป็นพยานแก่กิจการของเรา ปณิธานของพวกเจ้าแท้ที่จริงมีความสำคัญ แต่พวกเจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าพวกเจ้าจะสามารถเป็นพยานแก่เนื้อแท้ของพระเจ้าได้สำเร็จ? สิ่งที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์และได้เห็นนั้นเหนือกว่าที่เหล่าวิสุทธิชนและเหล่าผู้เผยพระวจนะทั้งหลายจากทุกยุค แต่พวกเจ้าสามารถให้คำพยานได้ดีกว่าถ้อยคำของเหล่าวิสุทธิชนและเหล่าผู้เผยพระวจนะในอดีตกาลเหล่านี้หรือไม่? สิ่งที่เรามอบให้แก่พวกเจ้านั้นเหนือกว่าโมเสสและบดบังดาวิด ดังนั้น ในทำนองเดียวกันนี้ เราขอให้คำพยานของพวกเจ้าเหนือกว่าโมเสส และให้ถ้อยคำของพวกเจ้ายิ่งใหญ่กว่าดาวิด เราให้พวกเจ้าเป็นร้อยเท่า—ดังนั้น ในทำนองเดียวกันนี้ เราขอให้พวกเจ้าตอบแทนเราในแบบเดียวกัน พวกเจ้าต้องรู้ไว้ว่าเราคือผู้ที่มอบชีวิตให้แก่มวลมนุษย์ และพวกเจ้าคือผู้ที่ได้รับชีวิตจากเรา และต้องเป็นพยานให้เรา นี่คือหน้าที่ของพวกเจ้าที่เราได้ส่งลงมายังพวกเจ้า และที่พวกเจ้าควรจะต้องทำให้แก่เรา เราได้มอบสง่าราศีของเราทั้งหมดให้แก่พวกเจ้า เราได้มอบชีวิตให้แก่พวกเจ้า ซึ่งประชากรที่ถูกเลือก นั่นคือ พวกอิสราเอล ก็ไม่เคยได้รับมาก่อน ด้วยสิทธิ์ทั้งหลายนี้ พวกเจ้าควรจะต้องเป็นพยานต่อเรา และอุทิศวัยเยาว์ของพวกเจ้าให้เราและสละชีวิตลง ไม่ว่าใครก็ตามที่เราได้มอบสง่าราศีของเราให้ จะต้องเป็นพยานให้เรา และมอบชีวิตของพวกเขาให้เรา เราได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้านานแล้ว เป็นโชควาสนาของพวกเจ้าที่เรามอบสง่าราศีของเราให้แก่พวกเจ้า และหน้าที่ของพวกเจ้าคือเป็นพยานให้สง่าราศีของเรา หากพวกเจ้าเชื่อในเราเพียงเพื่อที่จะได้รับพระพร เช่นนั้นแล้วงานของเราก็คงจะมีความสำคัญน้อยนิด และพวกเจ้าก็คงจะไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเจ้าให้ลุล่วง พวกอิสราเอลได้เห็นเพียงความกรุณา ความรัก และความยิ่งใหญ่ของเราเท่านั้น และพวกยิวได้เป็นพยานเฉพาะความอดทนและการไถ่ของเราเท่านั้น พวกเขาได้เห็นงานแห่งวิญญาณของเราน้อยนิดยิ่งนัก จนถึงจุดที่ว่าพวกเขามีความเข้าใจเพียงหนึ่งในหมื่นของสิ่งที่พวกเจ้าได้รู้และได้เห็น สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นนั้นมากเกินกว่าแม้กระทั่งหัวหน้าปุโรหิตในหมู่พวกเขา ความจริงที่พวกเจ้าเข้าใจวันนี้เหนือกว่าของพวกเขา สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นวันนี้มากเกินกว่าสิ่งที่ได้พบเห็นกันในยุคธรรมบัญญัติ รวมทั้งในยุคพระคุณ และสิ่งที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์นั้นเหนือกว่าแม้กระทั่งโมเสสและเอลียาห์ เนื่องจากสิ่งที่พวกอิสราเอลเข้าใจคือเฉพาะธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์เท่านั้น และสิ่งที่พวกเขาได้เห็นคือเฉพาะภาพของพระปฤษฎางค์ของพระยาห์เวห์เท่านั้น สิ่งที่พวกยิวเข้าใจคือเฉพาะการไถ่ของพระเยซูเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาได้รับไว้คือเฉพาะพระคุณที่พระเยซูประทานให้เท่านั้น และสิ่งที่พวกเขาได้เห็นคือเฉพาะพระฉายาของพระเยซูภายในวงศ์ของพวกยิวเท่านั้น สิ่งที่พวกเจ้าเห็นในปัจจุบันคือพระสิริของพระยาห์เวห์ การไถ่ของพระเยซู และกิจการทั้งหมดของเราในวันนี้ ดังนั้น พวกเจ้าได้ยินวจนะแห่งวิญญาณของเราด้วยหรือไม่ ได้ซึ้งคุณค่ากับปัญญาของเราหรือไม่ ได้มารู้จักการอัศจรรย์ของเราหรือไม่ และได้เรียนรู้อุปนิสัยของเราหรือไม่ เรายังได้บอกพวกเจ้าถึงแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของเราด้วยเช่นกัน สิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นไม่ใช่แค่พระเจ้าที่รักและเมตตาเท่านั้น แต่คือพระเจ้าผู้เพียบพร้อมด้วยความชอบธรรม เจ้าได้เห็นงานอันอัศจรรย์ของเรา และได้รู้ว่าเราเปี่ยมด้วยบารมีและความพิโรธ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ารู้ว่าครั้งหนึ่งเราได้โกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงต่อวงศ์ของอิสราเอล และรู้ว่าวันนี้ ความพิโรธนั้นได้มาถึงพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าเข้าใจความล้ำลึกของเราในฟ้าสวรรค์มากกว่าอิสยาห์และยอห์น พวกเจ้ารู้จักความน่ารักชื่นชมและความควรค่าแก่การเคารพเทิดทูนของเรามากกว่าเหล่าวิสุทธิชนทั้งหมดในหลายยุคที่ผ่านมา สิ่งที่พวกเจ้าได้รับไว้ไม่ใช่เพียงแค่ความจริงของเรา วิถีของเรา และชีวิตของเราเท่านั้น หากแต่เป็นนิมิตและการวิวรณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านิมิตและการวิวรณ์ของยอห์น พวกเจ้าเข้าใจการอัศจรรย์มากกว่ามาก และยังได้มองดูโฉมหน้าแท้จริงของเราอีกด้วย พวกเจ้าได้ยอมรับคำพิพากษาของเรามากกว่า และรู้อุปนิสัยอันชอบธรรมของเรามากกว่า และดังนั้น แม้ว่าพวกเจ้าจะถือกำเนิดในยุคสุดท้าย ความเข้าใจของพวกเจ้าก็เป็นความเข้าใจของแต่ก่อนและของอดีต และพวกเจ้ายังได้รับประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายในปัจจุบันนี้ด้วย และนั่นเป็นการกระทำโดยเราเองด้วยตัวเราเองโดยเฉพาะทั้งหมด สิ่งที่เราขอจากพวกเจ้าไม่ใช่มากเกินไป เพราะเราได้ให้พวกเจ้ามากเหลือเกิน และพวกเจ้าได้เห็นมากมายหลายอย่างในเรา ด้วยเหตุนี้ เราขอให้เจ้าเป็นพยานให้เราต่อเหล่าวิสุทธิชนในหลายยุคที่ผ่านมา และนี่คือความความปรารถนาเพียงอย่างเดียวในหัวใจของเรา

ตัดตอนมาจาก “เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 465

บัดนี้ เจ้ารู้อย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าจึงเชื่อในเรา? เจ้ารู้จุดประสงค์และนัยสำคัญของงานของเราอย่างแท้จริงหรือไม่? เจ้ารู้หน้าที่ของเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? เจ้ารู้คำพยานของเราอย่างแท้จริงหรือไม่? หากเจ้าเพียงเชื่อในเราเท่านั้น ทว่ายังไม่มีวี่แววของสง่าราศีหรือคำพยานของเราในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วเราได้ตัดทิ้งเจ้าไปนานแล้ว สำหรับบรรดาผู้ที่รู้ทั้งหมดนั้น พวกเขาเป็นหนามยอกตาของเรา และหนามในนิเวศของเราเสียมากกว่า พวกเขาไม่ใช่สิ่งใดที่มากไปกว่าอุปสรรคบนวิถีของเรา พวกเขาคือข้าวละมานที่จะถูกฝัดร่อนออกไปจนหมดสิ้นในงานของเรา พวกเขาใช้การไม่ได้ พวกเขาไร้ค่า และเราชิงชังพวกเขามานานแล้ว ความพิโรธของเรามักจะบังเกิดกับทุกคนที่สูญเสียคำพยานไป และไม้เรียวของเราไม่เคยไถลห่างจากพวกเขาเลย เราได้ส่งมอบพวกเขาให้กับมือของเหล่ามารร้ายมานานแล้ว พวกเขาสูญเสียพรของเราไป เมื่อวันนั้นมาถึง การตีสอนของพวกเขาจะหนักหนาสาหัสกว่าการตีสอนพวกผู้หญิงโง่เขลา วันนี้ เราทำเฉพาะงานที่เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำเท่านั้น เราจะผูกข้าวสาลีทั้งหมดเป็นมัดๆ รวมเข้าด้วยกันกับข้าวละมานเหล่านั้น นี่คือหน้าที่ของเราวันนี้ ข้าวละมานเหล่านั้นจะถูกฝัดร่อนออกไปทั้งหมดในเวลาแห่งการฝัดร่อนของเรา เมื่อนั้น เมล็ดข้าวสาลีจะถูกรวบรวมไว้ในยุ้งฉาง และข้าวละมานที่ถูกฝัดร่อนออกไปเหล่านั้นจะถูกใส่ไปในไฟเพื่อเผาเป็นเถ้าถ่าน งานของเรา ณ บัดนี้ คือการผูกมนุษย์ทั้งหมดไว้เป็นมัดๆ กล่าวคือ เป็นการพิชิตพวกเขาอย่างถึงที่สุด เมื่อนั้น เราจะเริ่มทำการฝัดร่อนเพื่อเปิดเผยวาระสุดท้ายของมนุษย์ทั้งหมด และดังนั้น เจ้าควรจะรู้ว่าเจ้าควรทำให้เราพึงพอใจอย่างไร ณ บัดนี้ และเจ้าควรจะกำหนดร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อในเราของเจ้าอย่างไร สิ่งที่เราปรารถนาคือความจงรักภักดีและการเชื่อฟังของเจ้า ณ บัดนี้ ความรักและคำพยานของเจ้า ณ บัดนี้ แม้ว่าตอนนี้เจ้าจะไม่รู้ว่าคำพยานคืออะไรหรือความรักคืออะไร เจ้าก็ควรจะนำพาทุกอย่างของเจ้ามาให้เรา และส่งมอบทรัพย์สมบัติเดียวที่เจ้ามีให้แก่เรา นั่นก็คือ ความจงรักภักดีและการเชื่อฟังของเจ้า เจ้าควรรู้ว่าคำพยานถึงการทำให้ซาตานพ่ายแพ้ของเรามีอยู่ภายในความจงรักภักดีและการเชื่อฟังของมนุษย์ เช่นเดียวกับคำพยานถึงการพิชิตมนุษย์โดยบริบูรณ์ของเรา หน้าที่แห่งความเชื่อในเราของเจ้าก็คือการเป็นพยานแก่เรา การจงรักภักดีต่อเราและไม่จงรักภักดีต่อสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น และการเชื่อฟังไปจนถึงที่สุด ก่อนที่เราจะเริ่มขั้นตอนต่อไปของงานของเรา เจ้าจะเป็นพยานต่อเราอย่างไร? เจ้าจะจงรักภักดีและจะเชื่อฟังเราอย่างไร? เจ้าอุทิศความจงรักภักดีทั้งหมดของเจ้าให้แก่หน้าที่การงานของเจ้าหรือไม่ หรือเจ้าจะล้มเลิก? เจ้าจะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการทุกอย่างของเรา (แม้ว่าจะเป็นความตายหรือความย่อยยับ) หรือหนีหายไปกลางทางเพื่อหลบเลี่ยงการตีสอนของเรา? เราตีสอนเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้เป็นพยานต่อเรา และจงรักภักดีและเชื่อฟังต่อเรา ยิ่งไปกว่านั้น การตีสอนในปัจจุบันเป็นการคลี่คลายงานขั้นตอนต่อไปของงานของเรา และเพื่อช่วยให้งานนั้นก้าวหน้าต่อไปโดยไม่มีอะไรขวางกั้น ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเตือนสติเจ้าให้เฉลียวฉลาด และจงอย่าปฏิบัติกับชีวิตของเจ้าหรือนัยสำคัญในการดำรงอยู่ของเจ้าเหมือนกับเม็ดทรายที่ไร้ค่า เจ้าสามารถรู้ได้แน่หรือไม่ว่างานที่จะมาถึงของเรานั้นคืออะไร? เจ้ารู้หรือไม่ว่าเราจะทำงานอย่างไรในวันข้างหน้า และงานของเราจะคลี่คลายไปอย่างไร? เจ้าควรจะรู้ถึงนัยสำคัญของประสบการณ์ของเจ้ากับงานของเรา และยิ่งไปกว่านั้น นัยสำคัญของความเชื่อในเราของเจ้า เราได้ทำไปมากมายแล้ว เราจะล้มเลิกแค่ครึ่งทางดังที่เจ้าจินตนาการได้อย่างไร? เราได้ทำงานที่กว้างขวางเช่นนี้แล้ว เราจะทำลายมันได้อย่างไร? แท้ที่จริงแล้ว เราได้มาเพื่อทำให้ยุคนี้สิ้นสุดลง นี่คือเรื่องจริง แต่ที่มากกว่านั้น เจ้าต้องรู้ว่าเรากำลังจะเริ่มต้นยุคใหม่ จะเริ่มต้นงานใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือ จะเผยแพร่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร ดังนั้น เจ้าควรรู้ว่างานปัจจุบันเป็นเพียงเพื่อการเริ่มต้นยุคหนึ่งเท่านั้น และเพื่อวางรากฐานในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐในสมัยที่จะมาถึงและการทำให้ยุคนี้สิ้นสุดลงในภายภาคหน้า งานของเราไม่ใช่ง่ายดายดังที่เจ้าคิด อีกทั้งไม่ได้ไร้ค่าหรือไร้ความหมายดังที่เจ้าอาจเชื่อ เพราะฉะนั้น เรายังคงต้องพูดกับเจ้าว่า เจ้าควรจะมอบชีวิตของเจ้าให้แก่งานของเรา และที่มากกว่านั้น เจ้าควรจะอุทิศตัวเจ้าเองเพื่อสง่าราศีของเรา นานแล้วที่เราได้โหยหาให้เจ้าเป็นพยานแก่เรา และนานยิ่งกว่านั้นที่เราได้โหยหาให้เจ้าเผยแพร่ข่าวประเสริฐของเรา เจ้าควรจะเข้าใจว่าอะไรอยู่ในหัวใจของเรา

ตัดตอนมาจาก “เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 466

แม้ว่าความเชื่อของพวกเจ้าจะจริงใจอย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครเลยในพวกเจ้าที่สามารถบอกถึงตัวตนของเราได้ทั้งหมด ไม่มีใครเลยที่สามารถให้คำพยานที่ครบถ้วนต่อข้อเท็จจริงทั้งหมดที่พวกเจ้าเห็น จงตรองดูเถิด ทุกวันนี้ พวกเจ้าส่วนใหญ่ต่างละเลยหน้าที่ของตนเอง แต่กลับไล่ตามเสาะหาเนื้อหนัง ปรนเปรอเนื้อหนัง และชื่นชมกับเนื้อหนังอย่างตะกรุมตะกราม พวกเจ้าถือครองความจริงเพียงเล็กน้อย แล้วเช่นนั้น พวกเจ้าจะสามารถเป็นคำพยานต่อทั้งหมดที่พวกเจ้าได้เห็นมาได้อย่างไรกัน? พวกเจ้ามั่นใจจริงๆ หรือว่าสามารถเป็นพยานของเราได้? หากถึงวันหนึ่งมาถึงเมื่อเจ้าไร้ความสามารถที่จะเป็นพยานต่อทุกสิ่งที่เจ้าเห็นในวันนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสูญเสียการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และการดำรงอยู่ของเจ้าก็จะปราศจากความหมายใดๆ เลย เจ้าก็จะไม่ควรค่าแก่การเป็นมนุษย์ กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ! เราได้ทำงานกับพวกเจ้ามาอย่างมากมายเหลือคณา แต่เพราะว่าขณะนี้เจ้าไม่ได้กำลังเรียนรู้อะไรเลย ไม่ตระหนักรู้อะไรเลย และลงแรงของเจ้าไปอย่างไร้ผล เมื่อถึงเวลาที่เราจะขยายงานของเรา เจ้าก็จะได้แต่จ้องมองอย่างว่างเปล่า พูดไม่ออกและไร้ประโยชน์อย่างถึงที่สุด นั่นจะไม่ทำให้เจ้าเป็นคนบาปคนหนึ่งตลอดเวลาหรอกหรือ? เมื่อเวลานั้นมาถึง เจ้าจะไม่รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งหรือ? เจ้าจะไม่จมดิ่งลงสู่ความหดหู่หรือ? งานทั้งหมดของเราในวันนี้ไม่ได้ทำไปด้วยความเรื่อยเฉื่อยและความเบื่อหน่าย แต่เพื่อวางรากฐานสำหรับงานในอนาคตของเรา หาใช่ว่าเรามาถึงทางตัน เลยจำเป็นต้องคิดหาสิ่งใหม่ เจ้าควรเข้าใจงานที่เราทำ ไม่ใช่อะไรที่ทำโดยเด็กคนหนึ่งที่กำลังเล่นอยู่บนถนน แต่เป็นงานที่กระทำในฐานะตัวแทนของพระบิดาของเรา พวกเจ้าควรรู้ว่าเราไม่ได้กำลังทำงานทั้งหมดนี้เพียงลำพัง ทว่าเราเป็นตัวแทนของพระบิดาของเราต่างหาก ขณะเดียวกัน บทบาทของพวกเจ้าก็คือ เคร่งครัดต่อการติดตาม การเชื่อฟัง การเปลี่ยนแปลงและการเป็นพยาน สิ่งที่พวกเจ้าพึงเข้าใจคือเรื่องที่ว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงควรเชื่อในเรา นี่เป็นคำถามสำคัญที่สุดที่พวกเจ้าแต่ละคนจะต้องเข้าใจ เพื่อเห็นแก่พระสิริของพระองค์ พระบิดาของเราจึงได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าที่จะมอบพวกเจ้าทั้งหมดให้กับเรานับแต่ชั่วขณะที่พระองค์ได้ทรงสร้างโลกแล้ว เพื่อประโยชน์ต่องานของเรา และเพื่อพระพระสิริของพระองค์ พระองค์จึงได้ลิขิตพวกเจ้าไว้แล้วล่วงหน้า เป็นเพราะพระบิดาของเรานั่นเอง พวกเจ้าจึงเชื่อในเรา เป็นเพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระบิดาของเราพวกเจ้าจึงติดตามเรา เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการเลือกของตัวพวกเจ้าเองเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ พวกเจ้าจะต้องเข้าใจด้วยว่าพวกเจ้าเป็นพวกที่พระบิดาของเราประทานให้เราเพื่อพระประสงค์แห่งการเป็นพยานต่อเรา เนื่องจากพระองค์ทรงมอบพวกเจ้าแก่เรา พวกเจ้าจึงควรจะปฏิบัติตามหนทางต่างๆ ที่เรามอบแก่พวกเจ้าด้วย รวมถึงวิธีต่างๆ และวจนะที่เราสอนพวกเจ้าเช่นกัน เพราะเป็นหน้าที่ของพวกเจ้าที่จะทำตามหนทางของเรา นี่คือจุดประสงค์ดั้งเดิมของความเชื่อของพวกเจ้าในเรา เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวแก่พวกเจ้าดังนี้ พวกเจ้าเป็นเพียงผู้คนที่พระบิดาของเราประทานแก่เราเพื่อให้ปฏิบัติตามหนทางของเรา อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าเพียงเชื่อในเราเท่านั้น พวกเจ้าไม่ได้เป็นของเรา เพราะพวกเจ้าหาใช่ครอบครัวคนอิสราเอลไม่ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับเป็นพวกของงูดึกดำบรรพ์ ทั้งหมดที่เรากำลังขอให้พวกเจ้าทำคือ เป็นพยานต่อเรา แต่ในวันนี้พวกเจ้าต้องเดินในหนทางทั้งหลายของเรา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อคำพยานในอนาคตทั้งสิ้น หากพวกเจ้าปฏิบัติเฉพาะหน้าที่ในฐานะคนที่รับฟังหนทางของเราเท่านั้น พวกเจ้าก็จะปราศจากคุณค่า และนัยสำคัญของการที่พระบิดาของเราประทานพวกเจ้าแก่เราก็จะสูญไป สิ่งที่เราจะยืนกรานบอกกับเจ้าก็คือ พวกเจ้าควรเดินในหนทางทั้งหลายของเรา

ตัดตอนมาจาก “อะไรคือความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 467

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจภายในคริสตจักรในทุกวันนี้อย่างไร? เจ้ามีการจับความเข้าใจที่หนักแน่นในคำถามนี้หรือไม่? ความลำบากยากเย็นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพี่น้องชายหญิงของเจ้าคืออะไร? พวกเขาขาดพร่องสิ่งใดมากที่สุด? ปัจจุบันนี้ มีผู้คนบางส่วนที่เป็นลบเนื่องจากพวกเขาได้รับการทดสอบ และบางคนก็กระทั่งพร่ำบ่น ผู้คนอื่นๆ ไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกต่อไปเพราะพระเจ้าได้ตรัสเสร็จสิ้นแล้ว ผู้คนยังไม่ได้เข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ และพวกเขาไม่สามารถคงไว้ซึ่งชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของตนเองได้ ผู้คนบางส่วนติดตามมาตลอดทางและไล่ตามเสาะหาด้วยกำลังวังชา และเต็มใจที่จะปฏิบัติเมื่อพระเจ้าตรัส แต่เมื่อพระเจ้าไม่ได้ตรัส พวกเขาก็ไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกต่อไป ผู้คนยังคงไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าภายในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาไม่ได้มีความรักต่อพระเจ้าโดยธรรมชาติ ในอดีตพวกเขาติดตามพระเจ้าเพราะพวกเขาถูกบังคับ ตอนนี้มีผู้คนบางส่วนที่เหนื่อยหน่ายกับพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ? ผู้คนจำนวนมากดำรงอยู่ในสภาพของการรับมือไปวันๆ แม้ว่าพวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและอธิษฐานต่อพระองค์ แต่พวกเขาก็ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ และพวกเขาไม่มีแรงขับเคลื่อนที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีอีกต่อไป ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจในพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงและความเพียบพร้อมของพระเจ้า และแน่นอนว่านี่เหมือนกับว่าพวกเขาไร้ซึ่งแรงขับเคลื่อนภายในใดๆ อยู่เป็นนิตย์ เมื่อพวกเขาถูกเอาชนะโดยการล่วงละเมิด พวกเขาไม่รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาก็ไม่มีความตระหนักที่จะรู้สึกสำนึกผิด พวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือออกจากคริสตจักร และไล่ตามเสาะหาเพียงความยินดีชั่วคราวแทน ผู้คนเหล่านี้โง่เขลาเบาปัญญาที่สุด! เมื่อถึงเวลา พวกเขาทั้งหมดจะถูกเหวี่ยงออกไป และจะไม่มีแม้สักคนที่ได้รับการช่วยให้รอด! เจ้าคิดว่าหากมีใครคนหนึ่งได้รับการช่วยให้รอดครั้งหนึ่งแล้ว พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดอยู่เรื่อยไปเช่นนั้นหรือ? การเชื่อนี้คือเล่ห์ลวงอย่างแท้จริง! พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตจะถูกตีสอน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความสนใจอย่างสิ้นเชิงในการเข้าสู่ชีวิต ในนิมิต หรือในการนำความจริงไปสู่การปฏิบัติ พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่อย่างลึกซึ้งมากขึ้น พวกเขาไม่ได้กำลังทำให้ตัวเองล่มจมหรอกหรือ? ตอนนี้ มีผู้คนส่วนหนึ่งที่มีสภาพเงื่อนไขดีขึ้นอยู่เป็นนิตย์ ยิ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งได้รับความมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขามีประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความล้ำลึกที่ลุ่มลึกของพระราชกิจของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขาเข้าสู่ได้ลึกซึ้งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น พวกเขารู้สึกว่าความรักของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่ และพวกเขารู้สึกมั่นคงและได้รับความรู้แจ้งภายในตัวเอง พวกเขามีความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจอยู่ภายใน ผู้คนบางส่วนกล่าวว่า "แม้ว่าจะไม่มีพระวจนะใหม่ๆ จากพระเจ้า ข้าพเจ้าก็ยังต้องพยายามเข้าถึงความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าต้องจริงจังจริงใจกับทุกสิ่งในประสบการณ์จริงของข้าพเจ้า และเข้าสู่ความเป็นจริงตามพระวจนะของพระเจ้า" บุคคลประเภทนี้ครอบครองพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้ว่าพระเจ้าไม่ได้แสดงสีพระพักตร์ของพระองค์และทรงลี้ลับสำหรับบุคคลทุกคน และแม้ว่าพระองค์ไม่ได้ดำรัสพระวจนะและมีหลายครั้งที่ผู้คนมีประสบการณ์กับกระบวนการถลุงภายในบางส่วน แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ยังไม่ทิ้งผู้คนอย่างสมบูรณ์ หากบุคคลไม่สามารถสงวนรักษาความจริงที่พวกเขาควรดำเนินการต่อไปจนสำเร็จ พวกเขาก็จะไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในระหว่างช่วงเวลาของกระบวนการถลุง ช่วงเวลาที่พระเจ้าไม่ทรงแสดงพระองค์เอง หากเจ้าไม่มีความมั่นใจ แต่กลับตื่นกลัวแทน หากเจ้าไม่มุ่งเน้นไปที่การมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังหนีจากพระราชกิจของพระเจ้า หลังจากนั้น เจ้าจะเป็นหนึ่งในพวกที่ถูกเหวี่ยงออกไป พวกที่ไม่แสวงหาการเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าไม่อาจยืนหยัดในฐานะพยานของพระองค์ได้ ผู้คนที่สามารถเป็นพยานแก่พระเจ้าและทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์นั้น ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาแรงขับเคลื่อนของพวกเขาเพื่อไล่ตามเสาะหาพระวจนะของพระเจ้าทั้งสิ้น พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติในผู้คน โดยหลักแล้วก็เพื่ออนุญาตให้พวกเขาได้รับความจริง การให้เจ้าไล่ตามเสาะหาชีวิตก็เพื่อทำให้เจ้าเพียบพร้อม และนี่คือทั้งหมดที่ทำให้เจ้าเหมาะสมสำหรับการทรงใช้งานของพระเจ้า ทั้งหมดที่เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาอยู่ตอนนี้คือการได้ยินความล้ำลึกทั้งหลาย การฟังพระวจนะของพระเจ้า การเพ่งดูจนอิ่มตาของเจ้า และการมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีแนวโน้มหรือความแปลกใหม่ใดๆ บ้างหรือไม่ และด้วยผลแห่งการนั้นย่อมสนองความใคร่รู้ของเจ้า หากนี่คือเจตนาในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีทางที่จะทำตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้ พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงไม่สามารถติดตามจนถึงที่สุดได้ ณ ตอนนี้ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งใด แต่ผู้คนต่างหากที่ไม่ร่วมมือกับพระองค์ เพราะพวกเขาเหนื่อยหน่ายกับพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาเพียงต้องการฟังพระวจนะที่พระองค์ตรัสเพื่อประทานพร และพวกเขาไม่เต็มใจรับฟังพระวจนะแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ อะไรคือเหตุผลของสิ่งนี้? เหตุผลนั้นคือ ความปรารถนาของผู้คนในการได้รับพรยังไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง และดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นลบและอ่อนแอ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าจงใจไม่อนุญาตให้ผู้คนติดตามพระองค์ อีกทั้งไม่ใช่ว่าพระองค์ทรงโบยตีมวลมนุษย์อย่างจงใจ ผู้คนเป็นลบและอ่อนแอเพียงเพราะเจตนาของพวกเขาไม่ถูกต้องเหมาะสม พระเจ้าคือพระเจ้าผู้ประทานชีวิตมนุษย์ และพระองค์ไม่สามารถนำมนุษย์ไปสู่ความตายได้ ความเป็นลบ ความอ่อนแอ และการกลับสัตย์ของผู้คนล้วนเกิดจากการกระทำของพวกเขาเอง

พระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้านำกระบวนการถลุงบางส่วนมาสู่ผู้คน และมีเพียงบรรดาผู้ที่สามารถตั้งมั่นเมื่อพวกเขาได้รับการถลุงนี้เท่านั้นที่จะได้รับการรับรองจากพระเจ้า ไม่ว่าพระองค์จะทรงปิดบังพระองค์เองอย่างไร ไม่ว่าจะด้วยการไม่ตรัสหรือไม่ทรงพระราชกิจก็ตาม เจ้ายังคงสามารถไล่ตามเสาะหาด้วยเรี่ยวแรงได้ ต่อให้พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะปฏิเสธเจ้า แต่เจ้าก็ยังคงจะติดตามพระองค์อยู่ดี นี่คือการยืดหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้า หากพระเจ้าทรงปิดบังพระองค์เองจากเจ้าและเจ้าหยุดติดตามพระองค์ นี่หรือคือการยืดหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้า? หากผู้คนไม่ได้เข้าสู่อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง และเมื่อพวกเขาเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่จริงๆ พวกเขาจะพลาดท่า เมื่อพระเจ้าไม่ได้กำลังตรัส หรือทรงทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เจ้าก็พังทลายลง หากพระเจ้าทรงกำลังกระทำตามมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเอง หากพระองค์ทรงกำลังทำสมดังเจตจำนงของเจ้า และเจ้าสามารถยืนหยัดขึ้นและไล่ตามเสาะหาด้วยกำลังวังชาได้ เช่นนั้นแล้วสิ่งใดคือรากฐานของการที่เจ้ามีชีวิตอยู่? เรากล่าวว่ามีผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตอยู่ในลักษณะที่ล้วนแต่พึ่งพาความใคร่รู้แบบมนุษย์ ในหัวใจที่แท้จริงที่สุดของพวกเขา พวกเขาไม่มีใจที่จะไล่ตามเสาะหาอย่างสิ้นเชิง พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงแต่พึ่งพาความใคร่รู้ในชีวิตของพวกเขาล้วนเป็นผู้คนที่น่ารังเกียจทั้งหมด และพวกเขาอยู่ในอันตราย! พระราชกิจประเภทต่างๆ ของพระเจ้าทั้งหมดได้รับการดำเนินเพื่อทำให้มวลมนุษย์มีความเพียบพร้อม อย่างไรก็ตาม ผู้คนใคร่รู้อยู่เสมอ พวกเขาชอบที่จะสอบถามเกี่ยวกับคำเล่าลือ พวกเขากังวลสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในต่างประเทศ—เช่น พวกเขาใคร่รู้ว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นในอิสราเอล หรือมีแผ่นดินไหวในอียิปต์หรือไม่—พวกเขากำลังมองหาสิ่งแปลกใหม่บางอย่าง เพื่อสนองความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเขา พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาชีวิต อีกทั้งพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พวกเขาเอาแต่พยายามทำให้วันของพระเจ้ามาถึงเร็วขึ้นเท่านั้น เพื่อที่ความฝันอันสวยงามของพวกเขาอาจจะได้รับการทำให้เป็นจริงและความอยากได้อยากมีอันฟุ่มเฟือยของพวกเขาได้รับการทำให้ลุล่วง บุคคลประเภทนี้ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง—พวกเขาเป็นใครคนหนึ่งที่มีมุมมองไม่ถูกต้องเหมาะสม เพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่เป็นรากฐานของการเชื่อของมวลมนุษย์ในพระเจ้า และหากผู้คนไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิต หากพวกเขาไม่พยายามทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะอยู่ภายใต้การลงโทษ พวกที่ถูกลงโทษคือพวกที่ไม่ได้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในระหว่างช่วงเวลาแห่งพระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 468

ผู้คนควรร่วมมือกับพระเจ้าในระหว่างช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระองค์อย่างไร? ปัจจุบันนี้พระเจ้าทรงกำลังทดสอบผู้คน พระองค์ไม่ได้กำลังดำรัสพระวจนะสักคำ แต่กำลังทรงปิดบังพระองค์เองและไม่ทรงทำการติดต่อกับผู้คนโดยตรง จากภายนอก ดูเหมือนว่าพระองค์ไม่ได้กำลังทรงพระราชกิจใดๆ แต่ความจริงคือพระองค์ยังคงกำลังทรงพระราชกิจภายในมนุษย์ ผู้ใดที่กำลังไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตย่อมมีนิมิตสำหรับการไล่ตามเสาะหาชีวิตสำหรับพวกเขา และไม่สงสัยแม้พวกเขาไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าอย่างเต็มที่ก็ตาม ในขณะที่รับการทดสอบ แม้เมื่อคราที่เจ้าไม่รู้ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์จะทำและพระราชกิจใดที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้สำเร็จลุล่วง แต่เจ้าควรรู้ว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์นั้นดีเสมอ หากเจ้าไล่ตามเสาะหาพระองค์ด้วยหัวใจที่จริงแท้ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่มีวันทรงทิ้งเจ้า และในท้ายที่สุดพระองค์จะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อม และนำผู้คนไปยังบั้นปลายที่เหมาะสมอย่างแน่นอน ไม่ว่าพระเจ้ากำลังทดสอบผู้คนอย่างไรในปัจจุบัน ย่อมจะมีวันหนึ่งที่พระองค์จะจัดเตรียมบทอวสานที่เหมาะสมแก่ผู้คน และประทานการลงทัณฑ์ที่เหมาะสมแก่พวกเขาตามสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป พระเจ้าจะไม่ทรงนำทางผู้คนไปสู่จุดหนึ่ง และจากนั้นก็ทรงทิ้งพวกเขาไว้ข้างทางและละเลยพวกเขา นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้ ในช่วงระยะนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุง พระองค์กำลังทรงถลุงบุคคลทุกคน ในขั้นตอนต่างๆ ของพระราชกิจที่ประกอบด้วยการทดสอบแห่งความตายและการทดสอบแห่งการตีสอน กระบวนการถลุงก็ได้รับการดำเนินไปผ่านทางพระวจนะ การที่ผู้คนจะมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาต้องเข้าใจพระราชกิจในปัจจุบันของพระองค์และวิธีที่มวลมนุษย์ควรร่วมมือเสียก่อน แท้จริงแล้ว นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนควรเข้าใจ ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการถลุงหรือแม้พระองค์จะไม่ได้กำลังตรัสก็ตาม แต่ก็ไม่มีสักขั้นตอนเดียวของพระราชกิจของพระเจ้าที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ แต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์สลายและพังลงเมื่อผ่านมโนคติที่หลงผิดของผู้คน นี่คือพระราชกิจของพระองค์ แต่เจ้าต้องเชื่อว่า เนื่องด้วยพระราชกิจของพระเจ้าได้มาถึงช่วงระยะหนึ่ง พระองค์จะไม่ทำให้มวลมนุษย์ทั้งหมดถึงแก่ความตายไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พระองค์ประทานทั้งสัญญาและพระพรแก่มนุษย์ และบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาพระองค์จะสามารถได้รับพระพรของพระองค์ แต่พวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาพระองค์จะถูกพระเจ้าทิ้งไว้ข้างทาง นี่ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้า ไม่ว่าสิ่งอื่นใดจะเป็นอย่างไรก็ตาม เจ้าต้องเชื่อว่าเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าได้รับการสรุปปิดตัวแล้ว บุคคลทุกคนจะมีบั้นปลายที่เหมาะสม พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมความทะเยอทะยานที่สวยงามให้แก่มวลมนุษย์ แต่หากไร้ซึ่งการไล่ตามเสาะหา ความทะเยอทะยานเหล่านั้นก็ไม่อาจบรรลุได้ เจ้าควรสามารถเห็นสิ่งนี้ได้ในตอนนี้—กระบวนการถลุงของพระเจ้าและการตีสอนผู้คนของพระองค์คือพระราชกิจของพระองค์ แต่สำหรับส่วนของผู้คน พวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยตลอดเวลา ในประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า เจ้าต้องรู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเสียก่อน เจ้าต้องพบสิ่งที่เจ้าควรเข้าสู่และข้อบกพร่องของตัวเจ้าเองภายในพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรแสวงหาการเข้าสู่ประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า และรับเอาส่วนของพระวจนะของพระเจ้าที่ควรนำไปปฏิบัติและพยายามทำเช่นนั้น การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าคือแง่มุมหนึ่ง นอกจากนี้ ชีวิตของคริสตจักรต้องได้รับการคงไว้ เจ้าต้องมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่ปกติ และเจ้าต้องสามารถส่งมอบสภาวะปัจจุบันทั้งหมดของเจ้าให้แก่พระเจ้า ไม่สำคัญว่าพระราชกิจของพระองค์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้าควรคงอยู่ตามปกติ ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณสามารถคงไว้ซึ่งการเข้าสู่ที่เหมาะสมของเจ้าได้ ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าควรจะดำเนินชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกขัดจังหวะและทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง นี่คือสิ่งที่ผู้คนควรทำ สิ่งนี้เป็นพระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่สำหรับผู้ที่มีสภาพเงื่อนไขปกติแล้ว นี่คือความเพียบพร้อม สำหรับผู้ที่มีสภาพเงื่อนไขผิดปกติ สิ่งนี้คือการทดสอบ ในช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนบางส่วนกล่าวว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนักและว่าผู้คนจำเป็นต้องมีกระบวนการถลุงอย่างยิ่งยวด มิเช่นนั้นวุฒิภาวะของพวกเขาจะน้อยเกินไปและพวกเขาจะไม่มีทางบรรลุน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกที่มีสภาพเงื่อนไขที่ไม่ดี สิ่งนี้ก็กลายเป็นเหตุผลหนึ่งในการไม่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้า และกลายเป็นเหตุผลหนึ่งในการไม่เข้าร่วมการรวมตัวหรือกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ในพระราชกิจของพระเจ้า ไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดหรือการเปลี่ยนแปลงใดที่พระองค์ทรงก่อให้เกิดขึ้นก็ตาม ผู้คนต้องคงไว้ซึ่งเส้นฐานของชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ บางทีเจ้าอาจไม่ได้หละหลวมในช่วงระยะปัจจุบันนี้ของชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้า แต่เจ้าก็ยังคงไม่ได้รับไว้มากมาย และไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอันยิ่งใหญ่ ภายใต้ประเภทของรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ เจ้ายังคงต้องทำตามกฎเกณฑ์ เจ้าต้องรักษากฎเกณฑ์เหล่านี้ เพื่อให้เจ้าไม่ทนทุกข์กับความสูญเสียในชีวิตของเจ้าและเพื่อให้เจ้าสมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า หากชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้าผิดปกติ เจ้าก็ไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้า และในทางกลับกันย่อมรู้สึกอยู่เสมอว่าสิ่งนั้นเข้ากันไม่ได้อย่างสมบูรณ์กับมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเองแทน และแม้ว่าเจ้าเต็มใจที่จะติดตามพระองค์ เจ้าก็ขาดพร่องแรงขับเคลื่อนภายใน ดังนั้น ไม่ว่าปัจจุบันนี้พระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม ผู้คนต้องร่วมมือด้วย หากผู้คนไม่ร่วมมือ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่สามารถทรงพระราชกิจของพระองค์ได้ และหากผู้คนไม่มีหัวใจที่จะร่วมมือ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ยากที่จะได้พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ หากเจ้าต้องการมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในตัวเจ้า และหากเจ้าต้องการได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องคงไว้ซึ่งการอุทิศตนดั้งเดิมเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า ตอนนี้ ไม่จำเป็นที่เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น ทฤษฎีที่สูงขึ้น หรือสิ่งอื่นเช่นนั้น—ทั้งหมดที่พึงต้องมีก็คือว่า เจ้าจะต้องค้ำชูพระวจนะของพระเจ้าบนรากฐานดั้งเดิม หากผู้คนไม่ร่วมมือกับพระเจ้าและไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงพรากทุกสรรพสิ่งที่เดิมเคยเป็นของพวกเขา ภายในนั้น ผู้คนโลภอยากได้ความสะดวกสบายและอยากชื่นชมสิ่งที่หาได้ง่ายมากกว่า พวกเขาต้องการได้รับสัญญาของพระเจ้าโดยไม่ยอมลำบากใดๆ เลย เหล่านี้เป็นความคิดที่ฟุ่มเฟือยที่มวลมนุษย์นั้นเพลิดเพลิน การได้รับชีวิตมาโดยไม่ยอมลำบาก—ทว่าเคยมีสิ่งใดที่ง่ายดายเช่นนี้หรือไม่? เมื่อใครคนหนึ่งเชื่อในพระเจ้าและพยายามเข้าสู่ชีวิตและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา พวกเขาจะต้องยอมลำบากและสัมฤทธิ์สภาวะที่พวกเขาจะใช้ติดตามพระเจ้าเสมอ ไม่ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใด นี่คือบางสิ่งที่ผู้คนต้องทำ แม้เจ้าทำตามทั้งหมดนี้เสมือนกฎเกณฑ์หนึ่ง เจ้าก็ต้องค้ำชูสิ่งนี้อยู่เสมอ และไม่ว่าการทดสอบจะยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าก็ไม่สามารถปล่อยสัมพันธภาพปกติของเจ้ากับพระเจ้าไปได้ เจ้าควรจะสามารถอธิษฐาน คงไว้ซึ่งชีวิตคริสตจักรของเจ้า และไม่ทิ้งพี่น้องชายหญิงของเจ้าเป็นอันขาด เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า เจ้าก็ยังควรแสวงหาความจริง นี่เป็นข้อพึงประสงค์ขั้นต่ำสำหรับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ การมีความพึงปรารถนาที่จะแสวงหาอยู่เสมอ และการเพียรพยายามที่จะร่วมมือ การใช้กำลังวังชาทั้งหมดของเจ้า—สิ่งนี้สามารถทำได้หรือไม่? หากผู้คนยึดสิ่งนี้เป็นรากฐาน พวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์วิจารณญาณและเข้าสู่ความเป็นจริงได้ เป็นการง่ายที่จะยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อสภาพของตัวเจ้าเองปกติ ในรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ ไม่รู้สึกว่าลำบากยากเย็นเลยที่จะปฏิบัติความจริง และเจ้ารู้สึกว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ แต่หากสภาพเงื่อนไขของเจ้าไม่ดี ไม่ว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดและไม่ว่าใครคนหนึ่งจะพูดได้อย่างไพเราะเพียงใดก็ตาม เจ้าก็จะไม่สนใจ เมื่อสภาพเงื่อนไขของบุคคลหนึ่งผิดปกติ พระเจ้าก็ไม่สามารถทรงพระราชกิจในพวกเขาได้ และพวกเขาก็ไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาได้

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 469

หากผู้คนไม่มีความมั่นใจใดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะเดินไปตามเส้นทางนี้ต่อไป ตอนนี้ทุกคนสามารถเห็นได้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คนแม้แต่น้อย—ไม่ว่าพระองค์ทรงพระราชกิจมากเพียงใดหรือพระองค์ตรัสมากเพียงใด พระราชกิจของพระองค์และพระวจนะของพระองค์ก็ไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ผู้คนจึงต้องมีความมั่นใจและความมุ่งมั่นที่จะทำตามเจตจำนงที่ตั้งไว้เพื่อให้สามารถยืนหยัดในสิ่งที่พวกเขาได้เห็นเรียบร้อยแล้ว และในสิ่งที่พวกเขาได้รับจากประสบการณ์ของพวกเขา ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดในผู้คน พวกเขาก็ต้องค้ำชูสิ่งที่พวกเขาเองครอบครอง จริงใจเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และยังคงอุทิศตนเพื่อพระองค์จนถึงที่สุด นี่คือหน้าที่ของมวลมนุษย์ ผู้คนต้องค้ำชูสิ่งที่พวกเขาควรทำ การเชื่อในพระเจ้าพึงต้องมีการเชื่อฟังพระองค์และมีประสบการณ์แห่งพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงพระราชกิจมากมาย—อาจกล่าวได้ว่า สำหรับผู้คนแล้ว ทั้งหมดนั้นคือความเพียบพร้อม คือกระบวนการถลุง และยิ่งไปกว่านั้นคือการตีสอน ไม่มีแม้สักขั้นตอนเดียวของพระราชกิจของพระเจ้าที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ สิ่งที่ผู้คนได้ชื่นชมคือพระวจนะที่เข้มงวดของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าเสด็จมา ผู้คนควรชื่นชมพระบารมีของพระองค์และพระพิโรธของพระองค์ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพระวจนะของพระองค์จะเข้มงวดเพียงใด พระองค์ก็เสด็จมาเพื่อช่วยให้รอดและทำให้มวลมนุษย์เพียบพร้อม ในฐานะที่เป็นสิ่งทรงสร้าง ผู้คนควรทำหน้าที่ที่พวกเขาสมควรจะทำให้ลุล่วง และยืนหยัดเป็นพยานให้พระเจ้าท่ามกลางกระบวนการถลุง ในทุกการทดสอบ พวกเขาควรค้ำชูพยานที่พวกเขาควรเป็น และทำเช่นนั้นอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อพระเจ้า บุคคลที่ทำสิ่งนี้คือผู้มีชัย ไม่ว่าพระเจ้าทรงถลุงเจ้าอย่างไร เจ้าก็ยังคงเต็มไปด้วยความมั่นใจและไม่เคยสูญเสียความมั่นใจในพระองค์ เจ้าทำสิ่งที่มนุษย์ควรทำ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากมนุษย์ และหัวใจของมนุษย์ควรจะสามารถกลับคืนสู่พระองค์ได้อย่างเต็มที่ และหันเข้าหาพระองค์ในทุกชั่วขณะที่ผ่านไป นี่คือผู้มีชัย บรรดาผู้ที่พระเจ้าอ้างถึงว่าเป็น "ผู้มีชัย" คือบรรดาผู้ที่ยังคงสามารถยืนหยัดเป็นพยาน และคงไว้ซึ่งความมั่นใจและการอุทิศตนของพวกเขาต่อพระเจ้าเมื่ออยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานและในขณะที่ถูกล้อมโดยซาตาน นั่นคือ เมื่อพวกเขาพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางกองกำลังแห่งความมืด หากเจ้ายังคงสามารถรักษาหัวใจบริสุทธิ์เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า และคงไว้ซึ่งความรักที่แท้จริงของเจ้าต่อพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดสิ่งใด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังยืนหยัดเป็นพยานเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าอ้างอิงว่าเป็นดัง "ผู้มีชัย" หากการไล่ตามเสาะหาของเจ้านั้นเป็นไปอย่างยอดเยี่ยมเมื่อพระเจ้าประทานพระพรแก่เจ้า แต่เจ้าล่าถอยเมื่อปราศจากพระพรของพระองค์ นี่คือความบริสุทธิ์อย่างนั้นหรือ? ในเมื่อเจ้าแน่ใจว่าหนทางนี้จริงแท้ เจ้าต้องติดตามไปจนกว่าจะถึงปลายทาง เจ้าต้องคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า ในเมื่อเจ้าได้เห็นว่าพระเจ้าพระองค์เองได้เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อทำให้เจ้าเพียบพร้อม เจ้าก็ควรมอบหัวใจของเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้นแด่พระองค์ หากเจ้ายังคงสามารถติดตามพระองค์ได้ไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด แม้ว่าพระองค์ทรงกำหนดบทอวสานที่ไม่น่าพอใจสำหรับเจ้าในท้ายที่สุด นี่ก็เป็นการคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของเจ้าเบื้องพระพักตร์พระเจ้า การถวายร่างกายฝ่ายจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และพรหมจารีบริสุทธิ์แด่พระเจ้าหมายถึงการรักษาหัวใจที่จริงใจเบื้องพระพักตร์พระเจ้า สำหรับมวลมนุษย์ ความจริงใจคือความบริสุทธิ์ และความสามารถที่จะจริงใจต่อพระเจ้าคือการรักษาความบริสุทธิ์ นี่คือสิ่งที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ เมื่อเจ้าควรอธิษฐาน เจ้าจงอธิษฐาน เมื่อเจ้าควรรวมตัวกันในการสามัคคีธรรม เจ้าจงทำเช่นนั้น เมื่อเจ้าควรร้องเพลงสรรเสริญ เจ้าจงร้องเพลงสรรเสริญ และเมื่อเจ้าควรละทิ้งเนื้อหนัง เจ้าจงละทิ้งเนื้อหนัง เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็อย่าสักแต่จัดการมันไป เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าก็จงตั้งมั่น นี่คือการอุทิศตนต่อพระเจ้า หากเจ้าไม่ค้ำชูสิ่งที่ผู้คนควรทำ เช่นนั้นแล้วความทุกข์และปณิธานที่ผ่านมาทั้งหมดของเจ้าก็ไร้ผล

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 470

สำหรับทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า มีทางหนึ่งที่ผู้คนควรร่วมมือด้วย พระเจ้าทรงถลุงผู้คนเพื่อให้พวกเขามีความมั่นใจเมื่อพวกเขารับกระบวนการถลุง พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเพียบพร้อมเพื่อให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และเต็มใจที่จะยอมรับการถลุงของพระองค์และได้รับการจัดการและตัดแต่งโดยพระเจ้า พระวิญญาณของพระเจ้าทรงพระราชกิจภายในผู้คนเพื่อนำความรู้แจ้งและความกระจ่างมาสู่พวกเขา และเพื่อให้พวกเขาร่วมมือกับพระองค์และปฏิบัติตาม พระเจ้าไม่ตรัสในช่วงระหว่างกระบวนการถลุง พระองค์ไม่ดำรัสพระสุรเสียงของพระองค์ แต่กระนั้นก็ยังมีงานที่ผู้คนควรทำ เจ้าควรค้ำชูสิ่งที่เจ้ามีอยู่แล้ว เจ้าควรยังสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้า ใกล้ชิดกับพระเจ้า และยืนหยัดเป็นพยานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ด้วยหนทางนี้เจ้าจะทำหน้าที่ของตัวเจ้าเองให้ลุล่วง พวกเจ้าทุกคนควรเห็นอย่างชัดเจนจากพระราชกิจของพระเจ้าว่า การทดสอบของพระองค์ซึ่งความเชื่อมั่นและความรักของผู้คน พึงประสงค์ให้พวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้ามากขึ้น และให้พวกเขาดื่มด่ำในพระวจนะของพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์บ่อยครั้งขึ้น หากพระเจ้าประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าและทรงทำให้เจ้าเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ แต่กระนั้นเจ้ากลับไม่ได้นำสิ่งนี้ไปปฏิบัติสักอย่าง เจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดไว้ เมื่อเจ้านำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ เจ้าควรยังสามารถอธิษฐานต่อพระองค์ได้ และเมื่อเจ้าดื่มด่ำในพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์และแสวงหา และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในพระองค์ โดยไม่มีร่องรอยของความรู้สึกท้อแท้หรือเย็นชา พวกที่ไม่นำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัตินั้นมีกำลังวังชาเต็มที่ในช่วงระหว่างการรวมตัว แต่ร่วงหล่นไปสู่ความมืดเมื่อพวกเขากลับบ้าน มีคนบางส่วนที่ไม่ต้องการแม้แต่จะรวมตัวกัน ดังนั้น เจ้าต้องเห็นอย่างชัดเจนว่าหน้าที่ใดที่ผู้คนควรทำให้ลุล่วง เจ้าอาจไม่รู้ว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าแท้จริงแล้วคือสิ่งใด แต่เจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าสามารถอธิษฐานเมื่อเจ้าควรอธิษฐาน เจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติเมื่อเจ้าควรทำ และเจ้าสามารถทำสิ่งที่ผู้คนควรทำ เจ้าสามารถค้ำชูนิมิตดั้งเดิมของเจ้าได้ ในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถยอมรับขั้นตอนต่อไปของพระราชกิจของพระเจ้าได้มากขึ้น เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในวิถีที่ลี้ลับ สิ่งนี้เป็นปัญหาหากเจ้าไม่แสวงหา เมื่อพระองค์ตรัสและทรงเทศนาในช่วงระหว่างการชุมนุม เจ้าฟังด้วยความกุลีกุจอ แต่เมื่อพระองค์ไม่ได้ตรัส เจ้าก็ขาดพร่องกำลังวังชาและถอยกลับ บุคคลประเภทใดที่กระทำในหนทางนี้? นี่คือใครคนหนึ่งที่เพียงแค่ติดตามไปที่ใดก็ตามที่ฝูงชนไป พวกเขาไม่มีจุดยืน ไม่มีคำพยาน และไม่มีนิมิต! ผู้คนส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ หากเจ้าเดินตามทางนั้นต่อไป วันหนึ่งเมื่อเจ้ามาถึงการทดสอบครั้งใหญ่ เจ้าจะร่วงลงสู่การลงโทษ การมีจุดยืนนั้นสำคัญมากในกระบวนการของพระเจ้าในการทำให้ผู้คนเพียบพร้อม หากเจ้าไม่สงสัยแม้แต่ขั้นตอนเดียวของพระราชกิจของพระเจ้า หากเจ้าทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ลุล่วง หากเจ้าค้ำชูอย่างจริงใจในสิ่งที่พระเจ้าให้เจ้านำไปปฏิบัติ นั่นคือ เจ้าจดจำคำเตือนสติของพระเจ้า และไม่ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดในทุกวันนี้ เจ้าก็มิได้ลืมคำเตือนสติของพระองค์ หากเจ้าไม่สงสัยพระราชกิจของพระองค์ คงไว้ซึ่งจุดยืนของเจ้า ค้ำชูคำพยานของเจ้า และได้รับชัยชนะในทุกย่างก้าวของหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว ในท้ายที่สุดเจ้าก็จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าและได้รับการทำให้กลายเป็นผู้มีชัย หากเจ้าสามารถตั้งมั่นผ่านทุกขั้นตอนของการทดสอบของพระเจ้า และหากเจ้ายังคงสามารถตั้งมั่นได้จนถึงที่สุด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นผู้มีชัย เจ้าก็เป็นใครคนหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำให้เพียบพร้อม หากเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นในการทดสอบปัจจุบันของเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว ในอนาคตสิ่งนี้จะถึงกับกลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น หากเจ้าเพียงก้าวผ่านความทุกข์ในปริมาณที่ปราศจากนัยสำคัญและเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้ว ในที่สุดเจ้าจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย เจ้าจะเหลือแต่มือเปล่า มีผู้คนบางส่วนที่ยอมแพ้ในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาเมื่อพวกเขาเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้กำลังตรัสอยู่ และหัวใจของพวกเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ บุคคลเช่นนี้มิใช่ผู้โง่เขลาหรอกหรือ? ผู้คนประเภทนี้ไม่มีความเป็นจริง เมื่อพระเจ้ากำลังตรัส พวกเขาก็วิ่งไปมาเสมอ แลดูยุ่งและกุลีกุจอจากภายนอก แต่ตอนนี้ที่พระองค์ไม่ได้กำลังตรัส พวกเขาก็หยุดแสวงหา บุคคลประเภทนี้ไม่มีอนาคต ในช่วงระหว่างกระบวนการถลุง เจ้าต้องเข้าสู่จากมุมมองเชิงบวกและเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายที่เจ้าควรเรียนรู้ เมื่อเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าและอ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าควรวัดสภาวะของตัวเจ้าเองโดยใช้พระวจนะนั้นๆ ค้นหาข้อบกพร่องของเจ้า และพบว่าเจ้ายังมีบทเรียนอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ ยิ่งเจ้าแสวงหาด้วยความจริงใจเมื่อเจ้าก้าวผ่านกระบวนการถลุงมากเท่าใด เจ้าก็ยิ่งจะพบว่าตัวเจ้ายังบกพร่องมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเจ้ากำลังมีประสบการณ์กับกระบวนการถลุง ก็มีหลายเรื่องที่เจ้าเผชิญ เจ้าไม่สามารถมองเห็นเรื่องเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน เจ้าพร่ำบ่น เจ้าเผยเนื้อหนังของตนเอง—ในหนทางนี้เท่านั้นที่เจ้าสามารถค้นพบว่าเจ้ามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามมากมายเกินไปภายในตัวเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 471

พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนั้นพึงประสงค์ความมั่นใจใหญ่หลวง ความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าความมั่นใจของโยบ หากปราศจากความมั่นใจ ผู้คนจะไม่สามารถได้รับประสบการณ์ต่อไป และอีกทั้งพวกเขาจะไม่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ เมื่อวันแห่งการทดสอบครั้งใหญ่มาถึง จะมีผู้คนออกจากคริสตจักร—บ้างก็ที่นี่ บ้างก็ที่นั่น จะมีคนบางส่วนที่เคยทำได้ค่อนข้างดีในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาในช่วงเวลาก่อนหน้า และจะไม่ชัดเจนว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่เชื่ออีกต่อไป หลายสิ่งจะเกิดขึ้นซึ่งเจ้าจะไม่เข้าใจ และพระเจ้าจะไม่ทรงเผยหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ใดๆ อีกทั้งไม่ทรงทำสิ่งใดที่เกินธรรมชาติ นี่ก็เพื่อดูว่าเจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่—พระเจ้าใช้ข้อเท็จจริงเพื่อถลุงผู้คน เจ้ายังไม่ได้ทนทุกข์มากนัก ในอนาคต เมื่อการทดสอบครั้งใหญ่มาถึง ในบางสถานที่ บุคคลทุกคนในคริสตจักรจะจากไป และบรรดาผู้ที่เจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีด้วยจะจากไปและทอดทิ้งความเชื่อของพวกเขา แล้วเมื่อนั้นเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่? จนถึงตอนนี้ การทดสอบที่เจ้าได้เผชิญหน้าคือเล็กน้อย และเจ้าอาจแทบไม่สามารถทนสู้การทดสอบเหล่านั้นได้ ขั้นตอนนี้ประกอบด้วยกระบวนการถลุงและการทำให้เพียบพร้อมผ่านพระวจนะเท่านั้น ในขั้นตอนถัดไป ข้อเท็จจริงจะมาถึงเจ้าเพื่อถลุงเจ้า และเช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะอยู่ท่ามกลางภัยอันตราย ทันทีที่สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องจริงจังอย่างแท้จริง พระเจ้าจะทรงแนะนำให้เจ้าเร่งรีบและจากไป และผู้คนที่เคร่งศาสนาจะพยายามล่อลวงเจ้าให้ไปกับพวกเขา นี่ก็เพื่อดูว่าเจ้าสามารถเดินตามเส้นทางต่อไปได้หรือไม่ และสรรพสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคือการทดสอบ การทดสอบปัจจุบันคือส่วนน้อย แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อจะมีบ้านบางหลังที่พ่อแม่ไม่เชื่ออีกต่อไป และบางแห่งที่เด็กๆ ไม่เชื่ออีกต่อไป เจ้าจะสามารถไปต่อได้หรือไม่? ยิ่งเจ้าไปข้างหน้าไกลขึ้นเท่าใด การทดสอบของเจ้าก็จะกลายเป็นยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในการถลุงผู้คน โดยสอดคล้องกับความจำเป็นของพวกเขาและวุฒิภาวะของพวกเขา ในช่วงระหว่างช่วงระยะที่พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์เพียบพร้อมนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จำนวนของผู้คนจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ—นั่นมีแต่จะหดลงเท่านั้น มีเพียงผ่านกระบวนการถลุงเหล่านี้เท่านั้นที่ผู้คนสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อม การถูกจัดการ ถูกบ่มวินัย ถูกทดสอบ ถูกตีสอน ถูกสาปแช่ง—เจ้าสามารถทนต่อทั้งหมดนี้ได้หรือไม่? เมื่อเจ้าเห็นคริสตจักรที่มีสถานการณ์ดีเป็นพิเศษ ที่ซึ่งพี่น้องชายหญิงล้วนกำลังแสวงหาด้วยกำลังวังชาอันยิ่งใหญ่ ตัวเจ้าเองก็รู้สึกมีกำลังใจ เมื่อวันนั้นมาถึงที่พวกเขาได้จากไปทั้งหมด พวกเขาบางส่วนก็ไม่เชื่ออีกต่อไป บางคนก็ได้ออกไปทำธุรกิจหรือแต่งงาน และบางคนก็ได้เข้าร่วมศาสนา แล้วเจ้าจะสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่? เจ้าจะยังคงสามารถไม่รู้สึกกระทบกระเทือนอยู่ภายในหรือไม่? การที่พระเจ้าทำให้มวลมนุษย์เพียบพร้อมไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเช่นนั้น! พระองค์ทรงใช้งานสรรพสิ่งมากมายเพื่อถลุงผู้คน ผู้คนมองสิ่งเหล่านี้ในฐานะวิธีการ แต่โดยเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิธีการเลยสักอย่าง แต่เป็นข้อเท็จจริง ในท้ายที่สุด เมื่อพระองค์ได้ทรงถลุงผู้คนถึงจุดหนึ่งและพวกเขาไม่มีการพร่ำบ่นใดๆ อีกต่อไป ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระองค์ก็จะครบบริบูรณ์ พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการทำให้เจ้าเพียบพร้อม และเมื่อพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจและทรงซ่อนเร้นพระองค์เอง สิ่งนี้จะเป็นเพื่อจุดประสงค์ในการทำให้เจ้าถึงกับเพียบพร้อมมากยิ่งขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนทางนี้จะเห็นได้ว่าผู้คนมีความรักต่อพระเจ้าหรือไม่ พวกเขามีความมั่นใจที่แท้จริงในพระองค์หรือไม่ เมื่อพระเจ้าตรัสอย่างชัดแจ้ง ไม่จำเป็นที่เจ้าจะต้องค้นหา เฉพาะเมื่อพระองค์ทรงปิดบังพระองค์เองเท่านั้นที่เจ้าจำเป็นต้องค้นหาและหาทางออกให้ได้ เจ้าควรจะสามารถทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างให้ลุล่วงได้ และไม่ว่าบทอวสานในอนาคตของเจ้าและบั้นปลายของเจ้าอาจเป็นอย่างไร เจ้าควรจะสามารถไล่ตามเสาะหาความรู้และความรักต่อพระเจ้าในช่วงระหว่างหลายปีที่เจ้ามีชีวิตอยู่ และไม่ว่าพระเจ้าจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร เจ้าก็ควรจะสามารถหลีกเลี่ยงการพร่ำบ่น มีสภาพเงื่อนไขหนึ่งสำหรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรงพระราชกิจภายในผู้คน พวกเขาต้องกระหายและแสวงหา และไม่ใช่ไม่กุลีกุจอหรือเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้า และพวกเขาต้องสามารถค้ำชูหน้าที่ของพวกเขาได้ตลอดเวลา ในหนทางนี้เท่านั้นที่พวกเขาสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่พึงประสงค์จากมวลมนุษย์คือความมั่นใจอันมหาศาลและการมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหา—เพียงผ่านทางประสบการณ์เท่านั้นที่ผู้คนสามารถค้นพบว่าพระเจ้าทรงน่ารักใคร่เพียงใด และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในผู้คนอย่างไร หากเจ้าไม่มีประสบการณ์ หากเจ้าไม่คลำหาทางของเจ้าออกไป หากเจ้าไม่แสวงหา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย เจ้าต้องคลำหาทางออกของเจ้าผ่านประสบการณ์ของเจ้า และเพียงผ่านทางประสบการณ์ของเจ้าเท่านั้นที่เจ้าสามารถเห็นการกระทำของพระเจ้า และระลึกรู้ถึงความน่าอัศจรรย์และความมิอาจหยั่งถึงได้ของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรคงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 474

ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของบั้นปลายในอนาคตของพวกเขา หรือเพื่อความชื่นชมยินดีชั่วคราว สำหรับพวกที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการจัดการใดๆ พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะเข้าสู่สวรรค์ เพื่อที่จะได้บำเหน็จ พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม หรือเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้า ซึ่งกล่าวก็คือ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะลุล่วงความรับผิดชอบต่างๆ ของพวกเขา หรือเพื่อทำให้หน้าที่ของพวกเขาเสร็จสิ้น ผู้คนไม่ค่อยเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะใช้ชีวิตที่เปี่ยมความหมาย และไม่ค่อยมีบรรดาผู้ที่เชื่อว่า เนื่องจากมนุษย์มีชีวิตอยู่ เขาควรรักพระเจ้าเพราะเป็นธรรมบัญญัติแห่งสวรรค์และหลักธรรมของแผ่นดินโลกที่จะทำเช่นนั้น และเป็นงานทรงเรียกตามธรรมชาติของมนุษย์ ในหนทางนี้ แม้ว่าผู้คนแต่ละคนที่แตกต่างกันต่างก็ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายของพวกเขาเอง จุดมุ่งหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาและแรงจูงใจเบื้องหลังมันทั้งหมดล้วนแต่เหมือนกัน ที่มากไปกว่านั้นคือ สำหรับพวกเขาส่วนใหญ่แล้ววัตถุสำหรับการนมัสการของพวกเขานั้นเหมือนกันมาก ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา ผู้เชื่อจำนวนมากได้ตายลง และหลายคนได้ตายลงและเกิดใหม่อีกครั้ง มันไม่ใช่แค่ผู้คนหนึ่งหรือสองคนที่แสวงหาพระเจ้า ไม่ใช่แม้กระทั่งหนึ่งหรือสองพัน กระนั้นแล้วผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ไล่ตามเสาะหาเพื่อประโยชน์ของความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของพวกเขาเองหรือความหวังอันรุ่งโรจน์สำหรับอนาคต บรรดาผู้ที่อุทิศแด่พระคริสต์นั้นมีน้อยมากและอยู่กระจัดกระจาย ผู้เชื่อเปี่ยมศรัทธาจำนวนมากยังคงตายโดยติดบ่วงในร่างแหของพวกเขาเอง และยิ่งไปกว่านั้น จำนวนผู้คนที่ได้รับชัยชนะก็น้อยนิดยิ่งนัก จนถึงวันนี้ พวกเขายังคงไม่รู้ถึงเหตุผล ทั้งหลายที่ทำไมผู้คนจึงล้มเหลว หรือความลับ ทั้งหลายของชัยชนะของพวกเขา พวกที่ย้ำคิดอยู่กับการแสวงหาพระคริสต์ยังคงไม่ได้มีชั่วขณะแห่งความรู้ความเข้าใจเชิงลึกแบบฉับพลันของพวกเขา พวกเขายังไม่ได้ไปถึงก้นบึ้งของความล้ำลึกเหล่านี้ เพราะพวกเขาแค่ไม่รู้ แม้ว่าพวกเขาจะใช้ความพยายามอันอุตสาหะในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา เส้นทางที่พวกเขาเดินนั้นก็เป็นเส้นทางของความล้มเหลวที่ครั้งหนึ่งบรรพชนของพวกเขาได้เดินแล้ว และไม่ใช่เส้นทางของความสำเร็จ โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาจะแสวงหาอย่างไรในหนทางนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเดินบนเส้นทางที่นำไปสู่ความมืดมิดหรอกหรือ? สิ่งที่พวกเขาได้รับนั้นไม่ใช่ดอกผลอันขมขื่นหรอกหรือ? มันยากพออยู่แล้วที่จะคาดการณ์ว่า ผู้คนที่เลียนแบบบรรดาผู้ที่ได้ประสบความสำเร็จในกาลเวลาที่ผ่านมานั้น ท้ายที่สุดจะมาถึงความมีโชคหรือหายนะ เช่นนั้นแล้ว โอกาสสำหรับผู้คนที่แสวงหาโดยการทำตามอย่างพวกที่ได้ล้มเหลวนั้นแย่ลงมากเพียงใด? พวกเขาไม่อยู่ในภาวะที่มีโอกาสถึงขั้นล้มเหลวมากขึ้นหรอกหรือ? มีคุณค่าอะไรหรือสำหรับเส้นทางที่พวกเขาเดิน? ไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังเสียเวลาของพวกเขาอยู่หรอกหรือ? โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้คนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาหรือไม่ สรุปสั้นๆ คือ มีเหตุผลหนึ่งที่ทำไมพวกเขาจึงทำเช่นนั้น และมันไม่ใช่กรณีที่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของพวกเขาถูกกำหนดพิจารณาโดยการแสวงหาในวิธีใดก็ตามที่พวกเขายินดี

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 475

ข้อพึงประสงค์พื้นฐานที่สุดของความเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์ก็คือว่า เขามีหัวใจที่ซื่อสัตย์ และว่าเขาอุทิศตัวเขาเองอย่างสุดใจ และเชื่อฟังอย่างแท้จริง สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับมนุษย์คือการจัดเตรียมชีวิตของเขาทั้งชีวิตเพื่อแลกกับความเชื่อที่แท้จริง ซึ่งเขาสามารถได้รับความจริงทั้งหมดทั้งมวลโดยผ่านทางการนั้น และลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถบรรลุได้โดยพวกที่ล้มเหลว และมันยิ่งไม่สามารถบรรลุได้มากขึ้นไปอีกโดยพวกที่ไม่สามารถค้นพบพระคริสต์ได้ เพราะมนุษย์ไม่เก่งในการอุทิศตัวเขาเองทั้งหมดทั้งสิ้นแด่พระเจ้า เพราะมนุษย์ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาต่อพระผู้สร้าง เพราะมนุษย์ได้เห็นความจริงแล้วแต่กลับหลีกเลี่ยงมันและเดินไปบนเส้นทางของเขาเอง เพราะมนุษย์แสวงหาอยู่เสมอโดยการเดินตามเส้นทางของพวกที่ได้ล้มเหลว เพราะมนุษย์เยาะเย้ยท้าทายฟ้าอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงล้มเหลวอยู่เสมอ หลงกลเล่ห์เหลี่ยมของซาตานอยู่เสมอ และติดบ่วงในร่างแหของเขาเอง เพราะมนุษย์ไม่รู้จักพระคริสต์ เพราะมนุษย์ไม่ชำนาญในการทำความเข้าใจและการได้รับประสบการณ์กับความจริง เพราะมนุษย์แสดงความเคารพบูชาเปาโลมากเกินไปและละโมบในเรื่องสวรรค์มากเกินไป เพราะมนุษย์เรียกร้องให้พระคริสต์เชื่อฟังเขาและคอยออกคำสั่งพระเจ้าอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้บรรดาบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นและบรรดาผู้ที่ได้รับประสบการณ์กับความพลิกผันของโลกจึงยังคงต้องตาย และยังคงตายลงท่ามกลางการตีสอนของพระเจ้า ทั้งหมดที่เราสามารถกล่าวถึงผู้คนเช่นนั้นได้ก็คือว่า พวกเขาตายอย่างอนาถ และว่า ผลสืบเนื่องที่ตามมาสำหรับพวกเขา—ความตายของพวกเขา—หาใช่ปราศจากเหตุผลอันควรไม่ ความล้มเหลวของพวกเขาไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยิ่งสุดจะทนได้มากขึ้นไปอีกต่อธรรมบัญญัติแห่งฟ้าหรอกหรือ? ความจริงนั้นมาจากโลกของมนุษย์ กระนั้นความจริงท่ามกลางมนุษย์ก็ถูกส่งต่อโดยพระคริสต์ มันมีจุดกำเนิดจากพระคริสต์ กล่าวคือ จากพระเจ้าพระองค์เอง และนี่ไม่ใช่บางสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ กระนั้นพระคริสต์ก็ทรงจัดเตรียมความจริงเท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงมาเพื่อตัดสินพระทัยว่ามนุษย์จะประสบความสำเร็จในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเขาหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ที่ตามมาก็คือว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวในความจริงทั้งหมดล้วนเป็นผลจากการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในความจริงของมนุษย์ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องอันใดกับพระคริสต์ แต่กลับกำหนดพิจารณาโดยการไล่ตามเสาะหาของเขา บั้นปลายของมนุษย์และความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเขาไม่สามารถกองสุมบนพระเศียรของพระเจ้าได้ เพื่อที่พระเจ้าพระองค์เองจะได้ทรงถูกทำให้แบกรับมันไว้ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องสำหรับพระเจ้าพระองค์เอง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่ที่สิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้าควรปฏิบัติ ผู้คนส่วนใหญ่มีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาและบั้นปลายของเปาโลและเปโตร กระนั้นผู้คนก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่าบทอวสานของเปโตรและเปาโล และไม่รู้เท่าทันถึงความลับเบื้องหลังความสำเร็จของเปโตร หรือความขาดตกบกพร่องที่ได้นำไปสู่ความล้มเหลวของเปาโล และดังนั้น หากพวกเจ้าไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นแล้วการไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้าส่วนใหญ่ก็จะยังคงล้มเหลว และต่อให้พวกเจ้าจำนวนเล็กน้อยจะประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะยังคงเทียบไม่ได้กับเปโตร หากเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีความหวังที่จะประสบความสำเร็จ หากเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าในการไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นเส้นทางที่ผิด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จเลยตลอดกาล และจะพบกับปลายทางเดียวกับเปาโล

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 476

เปโตรเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม เพียงภายหลังจากได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษา และด้วยเหตุนี้จึงได้รับความรักอันบริสุทธิ์ที่มีแด่พระเจ้าแล้วเท่านั้น เขาจึงได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างครบถ้วน เส้นทางที่เขาได้เดินนั้นเป็นเส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ซึ่งกล่าวก็คือ ตั้งแต่แรกเริ่ม เส้นทางที่เปโตรได้เดินนั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง และแรงจูงใจของเขาสำหรับการที่เชื่อในพระเจ้าก็เป็นแรงจูงใจที่ถูกต้อง และดังนั้นเขาจึงได้กลายเป็นใครบางคนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและเขาได้ย่ำเท้าบนเส้นทางใหม่ที่มนุษย์ไม่เคยเดินมาก่อน อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เปาโลได้เดินตั้งแต่แรกเริ่มนั้นเป็นเส้นทางตรงกันข้ามกับพระคริสต์ และเป็นเพียงเพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงปรารถนาที่จะใช้เขาและใช้ประโยชน์จากพรสวรรค์ของเขาและคุณความดีของเขาทั้งหมดเพื่อพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น เขาจึงได้ทำงานแด่พระคริสต์มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ เขาเป็นเพียงใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงใช้งาน และเขาไม่ได้ถูกใช้งานเพราะพระเยซูได้ทรงมองสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างโปรดปราน แต่เพราะพรสวรรค์ของเขา เขาสามารถทำงานเพื่อพระเยซูได้เพราะเขาถูกปราบพยศ ไม่ใช่เพราะเขามีความสุขที่จะทำเช่นนั้น เขาสามารถทำงานเช่นนั้นได้เพราะความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และงานที่เขาได้ทำนั้นไม่ได้เป็นตัวแทนการไล่ตามเสาะหาของเขาหรือสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาแต่อย่างใดเลย งานของเปาโลได้เป็นตัวแทนงานของผู้รับใช้ ซึ่งกล่าวก็คือเขาได้ทำงานของอัครทูต กระนั้นก็ตาม เปโตรนั้นแตกต่างออกไป นั่นคือ เขาก็ได้ทำงานบางอย่างเช่นกัน มันไม่ได้ยิ่งใหญ่เช่นงานของเปาโล แต่เขาได้ทำงานในขณะที่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ของเขาเอง และงานของเขานั้นแตกต่างไปจากงานของเปาโล งานของเปโตรเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า เขาไม่ได้ทำงานในบทบาทของอัครทูต แต่ได้ทำงานในขณะที่ไล่ตามเสาะหาความรักที่มีแด่พระเจ้า ครรลองของงานของเปโตรยังมีการไล่ตามเสาะหาส่วนตัวของเขาอีกด้วย นั่นคือ การไล่ตามเสาะหาของเขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเพื่อประโยชน์ของความหวังสำหรับอนาคตของเขา และความพึงปรารถนาของเขาสำหรับบั้นปลายที่ดี เขาไม่ได้ยอมรับกระบวนการถลุงในช่วงระหว่างงานของเขา อีกทั้งไม่ได้ยอมรับการตัดแต่งและการจัดการ เขาได้เชื่อว่าตราบเท่าที่งานที่เขาทำนั้นทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา และทั้งหมดที่เขาทำนั้นเป็นที่น่ายินดีต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วบำเหน็จย่อมรอเขาอยู่ในท้ายที่สุด ไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวเลยในงานของเขา—ทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมันนั่นเอง และไม่ได้ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นท่ามกลางการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างในงานของเขาเป็นธุรกรรมอย่างหนึ่ง มันไม่ได้มีหน้าที่หรือการนบนอบของสิ่งทรงสร้างสิ่งของพระเจ้าบรรจุอยู่เลย ในช่วงระหว่างครรลองแห่งงานของเขานั้น ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดในอุปนิสัยแต่เดิมของเปาโล งานของเขาเป็นเพียงการปรนนิบัติต่อผู้อื่น และไม่สามารถที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งหลายในอุปนิสัยของเขา เปาโลได้ดำเนินงานของเขาจนเสร็จสิ้นโดยตรง โดยปราศจากการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือการจัดการ และเขาได้รับแรงจูงใจจากบำเหน็จ เปโตรนั้นแตกต่างออกไป นั่นคือ เขาเป็นใครบางคนที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่งและการจัดการและได้ก้าวผ่านกระบวนการถลุง จุดมุ่งหมายและแรงจูงใจของงานของเปโตรโดยพื้นฐานแล้วแตกต่างไปจากจุดมุ่งหมายและแรงจูงใจของงานของเปาโล แม้ว่าเปโตรจะไม่ได้ทำงานปริมาณมาก อุปนิสัยของเขาก็ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมาย และสิ่งที่เขาได้แสวงหานั้นก็คือความจริง และการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริง งานของเขาไม่ได้ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นเพียงเพื่อประโยชน์ของตัวงานเอง แม้ว่าเปาโลได้ทำงานไปมากมาย แต่มันทั้งหมดล้วนเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแม้ว่าเปาโลได้ร่วมมือในงานนี้ แต่เขาก็ไม่ได้รับประสบการณ์กับมัน การที่เปโตรได้ทำงานน้อยกว่ามาก ก็เป็นเพียงเพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงพระราชกิจมากขนาดนั้นโดยผ่านทางเขา ปริมาณงานของพวกเขาไม่ได้กำหนดพิจารณาว่าพวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือไม่ การไล่ตามเสาะหาของคนๆหนึ่งเป็นไปเพื่อที่จะได้รับบำเหน็จ และการไล่ตามเสาะหาของอีกคนหนึ่งนั้นเป็นไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความรักขั้นสูงสุดที่มีแด่พระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า จนถึงขอบข่ายที่เขาสามารถดำเนินชีวิตในภาพลักษณ์อันดีงามเพื่อให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา ภายนอกนั้นพวกเขาแตกต่างกัน และดังนั้นธาตุแท้ของพวกเขาจึงแตกต่างกันด้วย เจ้าไม่สามารถกำหนดพิจารณาได้ว่าใครในบรรดาพวกเขาที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้ทำงานมากเพียงใด เปโตรได้พยายามที่จะดำเนินชีวิตภาพลักษณ์ของคนหนึ่งซึ่งรักพระเจ้า ที่จะเป็นใครบางคนที่ได้เชื่อฟังพระเจ้า ที่จะเป็นใครบางคนที่ได้ยอมรับการจัดการและการตัดแต่ง และที่จะเป็นใครบางคนที่ได้ลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า เขาสามารถอุทิศตัวเขาเองแด่พระเจ้า วางทั้งหมดทั้งมวลของตัวเขาเองไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเชื่อฟังพระองค์จนตาย นั่นคือสิ่งที่เขาได้ปลงใจที่จะทำ และที่มากกว่านั้น นั่นคือสิ่งที่เขาได้สัมฤทธิ์ผล นี่คือเหตุผลพื้นฐานที่ทำไมในที่สุดแล้วปลายทางของเขาจึงแตกต่างไปจากปลายทางของเปาโล พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงกระทำในตัวเปโตรคือการทำให้เขามีความเพียบพร้อม และพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงกระทำในตัวเปาโลคือการทรงใช้งานเขา นั่นเป็นเพราะธรรมชาติของพวกเขาและทรรศนะของพวกเขาที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นไม่ใช่อย่างเดียวกัน ทั้งคู่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เปโตรได้ประยุกต์ใช้พระราชกิจนี้กับตัวเขาเอง และยังได้จัดเตรียมมันให้แก่ผู้อื่น อีกด้วย ในขณะเดียวกัน เปาโลได้จัดเตรียมทั้งหมดทั้งมวลของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้แก่ผู้อื่น และไม่ได้อะไรจากมันด้วยตัวเขาเองเลย ในหนทางนี้ ภายหลังจากที่เขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเวลาหลายปีเหลือเกินแล้ว การเปลี่ยนแปลง ทั้งหลายในเปาโลก็ใกล้เคียงกับการไม่มีอยู่ เขายังคงแทบจะอยู่ในสภาวะธรรมชาติของเขา และเขายังคงเป็นเปาโลคนก่อนหน้านั้น มันเป็นเพียงแค่ว่าภายหลังจากการสู้ทนความยากลำบากจากงานเป็นเวลาหลายปี เขาได้เรียนรู้วิธีที่จะ “ทำงาน” และได้เรียนรู้การสู้ทน แต่ธรรมชาติแต่เดิมของเขา—ธรรมชาติในเชิงแข่งขันและเห็นแก่เงินอย่างสูง—ยังคงมีอยู่ ภายหลังจากที่ทำงานเป็นเวลาหลายปียิ่งนัก เขาไม่ได้รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา อีกทั้งไม่ได้กำจัดอุปนิสัยแต่เดิมของเขาทิ้งไป และมันยังคงเห็นได้ชัดเจนในงานของเขา ในตัวเขานั้นมีเพียงประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้น แต่ประสบการณ์อันน้อยนิดเช่นนั้นเพียงลำพังไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเขาได้และไม่สามารถปรับเปลี่ยนทรรศนะของเขาเกี่ยวกับการมีอยู่หรือนัยสำคัญของการไล่ตามเสาะหาของเขา แม้ว่าเขาจะได้ทำงานเป็นเวลาหลายปีเพื่อพระคริสต์ และไม่เคยได้ข่มเหงองค์พระเยซูเจ้าอีกเลย แต่ในหัวใจของเขาก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดในความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเจ้า การนี้หมายความว่าเขาไม่ได้ทำงานเพื่ออุทิศตัวเขาเองแด่พระเจ้า แต่ในทางตรงกันข้ามเขาถูกบีบให้ยอมทำงานเพื่อประโยชน์ของปั้นปลายในอนาคตของเขา ด้วยเหตุที่เขาได้ข่มเหงพระคริสต์ในตอนแรกเริ่ม และไม่ได้นบนอบต่อพระคริสต์ โดยปกติวิสัยเขาจึงเป็นกบฏที่ได้จงใจต่อต้านพระคริสต์ และเป็นใครบางคนที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตอนที่งานของเขาใกล้จะสรุปปิดตัวลง เขาก็ยังคงไม่รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพียงแค่กระทำการไปตามความสมัครใจของเขาเองตามลักษณะนิสัยของเขาเอง โดยไม่ให้ความสนใจต่อน้ำพระทัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์แม้แต่น้อย และดังนั้นธรรมชาติของเขาจึงเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์และไม่ได้เชื่อฟังความจริง ใครบางคนเยี่ยงนี้ ผู้ที่ได้ถูกละทิ้งโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ที่ไม่ได้รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้ที่ได้ต่อต้านพระคริสต์ด้วยเช่นกัน—บุคคลเช่นนี้จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างไรกัน? การที่มนุษย์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำงานมากเพียงใด หรือเขาอุทิศมากเพียงใด แต่กลับกำหนดพิจารณาจากการที่เขารู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ การที่เขาสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้หรือไม่ และการที่ทรรศนะของเขาที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 477

แม้ว่าวิวรณ์ในธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เปโตรได้เริ่มติดตามพระเยซู โดยธรรมชาติแล้วเขาเป็นใครบางคนที่เต็มใจที่จะนบนอบต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์และแสวงหาพระคริสต์นับตั้งแต่แรกเริ่ม ความเชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ของเขานั้นบริสุทธิ์ นั่นคือ เขาไม่ได้แสวงหาชื่อเสียงและความมีโชค แต่กลับได้รับแรงจูงใจจากความเชื่อฟังความจริง แม้ว่าจะมีอยู่สามครั้งที่เปโตรได้ปฏิเสธการรู้จักพระคริสต์ และแม้ว่าเขาจะได้ทดลององค์พระเยซูเจ้า ความอ่อนแอของมนุษย์ที่เล็กน้อยเช่นนั้นไม่มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติของเขา มันไม่ได้ส่งผลต่อการไล่ตามเสาะหาในอนาคตของเขา และมันไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเพียงพอว่าการทดลองของเขาเป็นการกระทำของศัตรูของพระคริสต์ ความอ่อนแอตามปกติของมนุษย์คือบางสิ่งที่ผู้คนทั้งหมดในแผ่นดินโลกมีร่วมกัน—เจ้าคาดหวังว่าเปโตรจะแตกต่างออกไปบ้างกระนั้นหรือ? ผู้คนไม่มีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับเปโตรเพราะการที่เขาได้ทำความผิดพลาดอันโง่เขลาไปหลายประการหรอกหรือ? และผู้คนไม่นิยมบูชาเปาโลยิ่งนักเพราะงานทั้งหมดที่เขาได้ทำ และจดหมายทั้งหมดที่เขาได้เขียนหรอกหรือ? มนุษย์อาจสามารถเข้าใจแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างไร? บรรดาผู้ที่มีสำนึกอย่างแท้จริงสามารถมองเห็นบางสิ่งที่ปราศจากนัยสำคัญเช่นนั้นอย่างแน่นอนหรือ? แม้ว่าหลายปีแห่งประสบการณ์อันเจ็บปวดของเปโตรไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเปโตรไม่ได้มีประสบการณ์ที่เป็นจริง หรือว่าเปโตรไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม มนุษย์จะสามารถหยั่งลึกถึงพระราชกิจของพระเจ้าอย่างครบถ้วนได้อย่างไร? บันทึก ทั้งหลายในพระคัมภีร์ไม่ได้ถูกคัดสรรโดยพระเยซูด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ แต่ถูกรวบรวมขึ้นโดยชนรุ่นหลังต่อมา เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้ถูกเลือกสรรตามแนวคิดของมนุษย์หรอกหรือ? ที่มากกว่านั้น ปลายทางของเปโตรและเปาโลนั้นไม่ได้กล่าวระบุไว้อย่างชัดแจ้งในจดหมายทั้งหลาย ดังนั้นมนุษย์จึงตัดสินเปโตรและเปาโลตามการล่วงรู้ของเขาเอง และตามการเลือกชอบของเขาเอง และเพราะเปาโลได้ทำงานไปมากมายยิ่งนัก เพราะ “การมีส่วนร่วมสนับสนุน” ของเขานั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนัก เขาจึงได้รับความไว้วางใจจากหมู่ชน มนุษย์ไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งฉาบฉวยทั้งหลายเท่านั้นหรอกหรือ? มนุษย์อาจสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างไร? นี่ยังไม่พูดถึงว่า กับการที่เปาโลได้เป็นวัตถุสำหรับการนมัสการมาหลายพันปี ใครหรือจะกล้าปฏิเสธงานของเขาอย่างวู่วาม? เปโตรเป็นแค่ชาวประมงคนหนึ่ง ดังนั้นแล้วการมีส่วนร่วมสนับสนุนของเขาจะสามารถยิ่งใหญ่เท่ากับของเปาโลได้อย่างไร? ในด้านของการมีส่วนร่วมสนับสนุนที่พวกเขาได้ทำ เปาโลควรได้รับบำเหน็จก่อนเปโตร และเขาควรได้เป็นหนึ่งเดียวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดีกว่าที่จะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า ใครจะสามารถได้จินตนาการไปว่า ในการปฏิบัติต่อเปาโลของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงเพียงแค่ทำให้เขาทำงานโดยผ่านทางพรสวรรค์ของเขา ในขณะที่พระเจ้าได้ทรงทำให้เปโตรมีความเพียบพร้อม มันไม่ใช่กรณีที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงสร้างแผนการสำหรับเปโตรและเปาโลตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นคือ ในทางตรงกันข้าม พวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือจัดให้ทำงานไปโดยสอดคล้องกับธรรมชาติซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขา และดังนั้น สิ่งที่ผู้คนเห็นเป็นเพียงการมีส่วนร่วมสนับสนุนภายนอกของมนุษย์ ในขณะที่สิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นคือแก่นแท้ของมนุษย์ รวมทั้งเส้นทางที่มนุษย์ไล่ตามเสาะหาตั้งแต่แรกเริ่ม และแรงจูงใจเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์ ผู้คนประเมินมนุษย์คนหนึ่งตามมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และตามการล่วงรู้ของพวกเขาเอง กระนั้นปลายทางสุดท้ายของมนุษย์คนหนึ่งก็ไม่ได้กำหนดพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ภายนอกของเขา และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าหากเส้นทางที่เจ้าใช้ตั้งแต่แรกเริ่มคือเส้นทางแห่งความสำเร็จ และมุมมองของเจ้าที่มีต่อการไล่ตามเสาะหาเป็นมุมมองที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นเหมือนเปโตร หากเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าเป็นเส้นทางแห่งความล้มเหลว เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะจ่ายที่ราคาใดก็ตาม ปลายทางของเจ้าจะยังคงเป็นเช่นเดียวกับปลายทางของเปาโล ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ปั้นปลายของเจ้า และการที่เจ้าจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ทั้งสองอย่างกำหนดพิจารณาจากการที่เส้นทางซึ่งเจ้าแสวงหานั้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ แทนที่จะเป็นการเฝ้าเดี่ยวของเจ้าหรือราคาที่เจ้าจ่าย ธาตุแท้ของเปโตรและเปาโลและเป้าหมายที่พวกเขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นแตกต่างกัน มนุษย์ไม่สามารถค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้ และพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถรู้จักพวกมันได้โดยทั้งหมดทั้งมวล ด้วยเหตุที่สิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นคือแก่นแท้ของมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับธาตุแท้ของเขาเอง มนุษย์ไม่สามารถมองดูธาตุแท้ภายในมนุษย์หรือวุฒิภาวะจริงของเขา และด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถระบุแยกแยะเหตุผลสำหรับความล้มเหลวและความสำเร็จของเปาโลและเปโตรได้ เหตุผลที่ทำไมผู้คนส่วนใหญ่นมัสการเปาโลและไม่นมัสการเปโตรเป็นเพราะเปาโลถูกใช้สำหรับงานสาธารณะ และมนุษย์นั้นสามารถล่วงรู้ถึงงานนี้ได้ และดังนั้นผู้คนจึงยอมรับ “ความสำเร็จลุล่วงทั้งหลาย” ของเปาโล ในขณะเดียวกัน มนุษย์มองไม่เห็นประสบการณ์ของเปโตร และสิ่งซึ่งเขาได้แสวงหานั้นไม่สามารถบรรลุได้โดยมนุษย์ และดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีความสนใจในเปโตร

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 478

เปโตรได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับการจัดการและกระบวนการถลุง เขาได้กล่าวว่า “ฉันจะทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาตลอดเวลา ในทั้งหมดที่ฉันทำฉันเพียงพยายามที่จะทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาเท่านั้น และไม่ว่าฉันจะถูกตีสอนหรือถูกพิพากษาหรือไม่ก็ตาม ฉันยังคงมีความสุขที่จะทำเช่นนั้น” เปโตรได้มอบทั้งหมดของเขาแด่พระเจ้า และงาน คำพูด และชีวิตทั้งชีวิตของเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการรักพระเจ้า เขาเป็นใครบางคนที่ได้แสวงหาความบริสุทธิ์ และยิ่งเขาได้รับประสบการณ์มากขึ้น ความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าลึกลงไปภายในหัวใจของเขาก็ยิ่งใหญ่มากขึ้น ในขณะเดียวกัน เปาโลทำงานภายนอกเท่านั้น และแม้ว่าเขาได้ทำงานหนักเช่นกัน แรงงานของเขาก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการทำงานของเขาอย่างถูกต้องเหมาะสมและด้วยเหตุนี้จึงได้รับบำเหน็จ หากเขาได้รู้ว่าเขาจะไม่ได้รับบำเหน็จใด เขาคงจะละทิ้งงานของเขาไปแล้ว สิ่งที่เปโตรใส่ใจคือความรักจริงแท้ภายในหัวใจของเขา และสิ่งซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงและสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ เขาไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับการที่เขาจะได้รับบำเหน็จหรือไม่ แต่เกี่ยวกับการที่อุปนิสัยของเขาจะสามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เปโตรใส่ใจกับการทำงานหนักขึ้นทุกที เขาใส่ใจกับงานภายนอกและการเฝ้าเดี่ยว และกับคำสอนที่ผู้คนปกติไม่ได้ผ่านประสบการณ์ เขาไม่ใส่ใจเลยสำหรับการเปลี่ยนแปลงลึกลงไปภายในตัวเขา อีกทั้งความรักจริงแท้ที่มีแด่พระเจ้า ประสบการณ์ของเปโตรนั้นเป็นไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความรักที่แท้จริงและความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า ประสบการณ์ของเขาเป็นไปเพื่อที่จะได้รับสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดขึ้นกับพระเจ้า และเพื่อที่จะมีการดำเนินชีวิตที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง งานของเปาโลกระทำไปเพราะการนั้นที่พระเยซูได้ทรงไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา และเพื่อที่จะได้รับสิ่งทั้งหลายที่เขาได้ถวิลหารอคอย กระนั้นเหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองและพระเจ้า งานของเขาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการหลีกหนีการตีสอนและการพิพากษาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่เปโตรได้แสวงหาคือความรักบริสุทธิ์ และสิ่งที่เปาโลได้แสวงหาคือมงกุฎแห่งความชอบธรรม เปโตรได้รับประสบการณ์กับหลายปีแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้มีความรู้อันสัมพันธ์กับชีวิตจริงเกี่ยวกับพระคริสต์ ตลอดจนความรู้อันลุ่มลึกเกี่ยวกับตัวเขาเอง และดังนั้น ความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าจึงบริสุทธิ์ หลายปีแห่งกระบวนการถลุงได้ยกระดับความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเยซูและชีวิต และความรักของเขาเป็นความรักอันปราศจากเงื่อนไข เป็นความรักที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเขาไม่ได้ขออะไรเป็นการตอบแทน อีกทั้งไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดเลย เปาโลได้ทำงานเป็นเวลาหลายปี กระนั้นเขาก็ไม่ได้ครองความรู้อันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระคริสต์ และความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองก็น้อยนิดอย่างน่าสมเพชเช่นกัน เขาแค่ไม่มีความรักแด่พระคริสต์ และงานของเขาและครรลองที่เขาได้โลดแล่นไปนั้นก็เพื่อที่จะได้รับพวงมาลัยเกียรติยศสุดท้าย สิ่งที่เขาได้แสวงหานั้นคือมงกุฎอันประณีตงดงามที่สุด ไม่ใช่ความรักบริสุทธิ์ เขาไม่ได้แสวงหาอย่างแข็งขัน แต่อย่างนิ่งเฉย เขาไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเขา แต่ถูกบีบให้ทำการไล่ตามเสาะหาของเขาหลังจากที่ได้ถูกเกาะกุมด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดังนั้น การไล่ตามเสาะหาของเขาจึงไม่ได้พิสูจน์ว่าเขาเป็นสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เปโตรต่างหากที่เป็นสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ของเขา มนุษย์คิดว่าบรรดาทั้งหมดที่มีส่วนร่วมสนับสนุนแด่พระเจ้าควรได้รับบำเหน็จ และว่ายิ่งส่วนร่วมสนับสนุนมากขึ้น ก็ยิ่งถือเป็นของตายได้มากขึ้นว่าพวกเขาควรได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า แก่นแท้ของมุมมองของมนุษย์นั้นเป็นไปในเชิงธุรกรรม และเขาไม่พยายามอย่างแข็งขันที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า สำหรับพระเจ้านั้น ยิ่งผู้คนแสวงหาความรักที่แท้จริงที่มีให้พระเจ้าและความเชื่อฟังโดยครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้ามากขึ้น ซึ่งหมายถึงการพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าด้วยเช่นกัน พวกเขาก็จะยิ่งสามารถได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้ามากขึ้น ทัศนคติของพระเจ้าก็คือเพื่อทรงเรียกร้องให้มนุษย์ฟื้นคืนหน้าที่และสถานะดั้งเดิมของเขา มนุษย์คือสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และดังนั้นแล้วมนุษย์จึงไม่ควรล้ำเส้นตัวเขาเองโดยการเรียกร้องอันใดจากพระเจ้า และไม่ควรทำสิ่งใดมากไปกว่าปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า บั้นปลายของเปาโลและเปโตรนั้นประเมินตามการที่พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสรรพสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ใช่ตามขนาดของการมีส่วนร่วมสนับสนุนของพวกเขา ปั้นปลายของพวกเขานั้นกำหนดพิจารณาตามสิ่งซึ่งพวกเขาได้แสวงหาตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่ตามการที่ว่าพวกเขาได้ทำงานไปมากเพียงใด หรือการประเมินพวกเขาโดยผู้คนอื่นและดังนั้นแล้ว การพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนเราอย่างแข็งขันในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าจึงเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ การแสวงหาเส้นทางแห่งความรักที่แท้จริงแด่พระเจ้าคือเส้นทางที่ถูกต้องที่สุด การแสวงหาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอุปนิสัยดั้งเดิมของคนเรา และการแสวงหาความรักอันบริสุทธิ์ที่มีแด่พระเจ้า คือเส้นทางสู่ความสำเร็จ เส้นทางสู่ความสำเร็จเช่นนั้นคือเส้นทางของการฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมตลอดจนการปรากฏดั้งเดิมของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า มันเป็นเส้นทางแห่งการฟื้นคืน และมันยังเป็นจุดมุ่งหมายของพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบด้วยเช่นกัน หากการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์นั้นด่างพร้อยไปด้วยข้อเรียกร้องอันฟุ้งเฟ้อส่วนตัวและการถวิลหาอันไร้เหตุผล เช่นนั้นแล้วผลที่สัมฤทธิ์ได้ก็ย่อมจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของมนุษย์ การนี้ไม่ลงรอยกันกับพระราชกิจแห่งการฟื้นคืน ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันไม่ใช่พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติ และดังนั้นแล้วนี่จึงพิสูจน์ว่าการไล่ตามเสาะหาชนิดนี้ไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า การไล่ตามเสาะหาที่ไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้านั้นมีนัยสำคัญอันใดเล่า?

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 479

งานที่เปาโลได้ทำนั้นได้ถูกจัดแสดงต่อหน้ามนุษย์ แต่ในเรื่องที่ว่าความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้านั้นบริสุทธิ์เพียงใดและเขาได้รักพระเจ้ามากเพียงใดลึกลงไปในหัวใจของเขานั้น—มนุษย์ไม่สามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ มนุษย์สามารถมองดูเพียงงานที่เขาได้ทำ ซึ่งมนุษย์รู้ว่าเขาได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานอย่างแน่นอนจากงานนี้ และดังนั้นมนุษย์จึงคิดว่าเปาโลดีกว่าเปโตร คิดว่างานของเขานั้นยิ่งใหญ่กว่า เพราะเขาสามารถจัดเตรียมให้แก่คริสตจักรทั้งหลายได้ เปโตรเพียงได้หมายพึ่งประสบการณ์ส่วนตัวของเขาและได้รับผู้คนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในช่วงระหว่างงานที่เขาทำเป็นครั้งคราว มีจดหมายที่ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักเพียงไม่กี่ฉบับจากเขา แต่ใครหรือที่รู้ว่าความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าลึกภายในหัวใจของเขานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด? วันแล้ววันเล่า เปาโลได้ทำงานเพื่อพระเจ้า นั่นคือ ตราบเท่าที่มีงานที่จะต้องทำ เขาก็ได้ทำมันไป เขาได้รู้สึกว่าในหนทางนี้เขาคงจะสามารถได้รับมงกุฎ และน่าจะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ กระนั้นเขาก็ไม่ได้แสวงหาหนทางต่างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเขาเองโดยผ่านทางงานของเขา สิ่งใดก็ตามในชีวิตของเปโตรที่ไม่ได้ทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาได้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ หากมันไม่ได้ทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา เช่นนั้นแล้วเขาคงจะรู้สึกสำนึกผิด และคงจะมองหาหนทางซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นหนทางที่เขาสามารถเพียรพยายามที่จะทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้าได้ ในแม้กระทั่งแง่มุมที่เล็กที่สุดและไม่สำคัญที่สุดของชีวิตของเขา เขาเองยังได้พึงต้องทำให้สมดังที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา เขาไม่ได้เข้มงวดน้อยลงเลยเมื่อเป็นเรื่องอุปนิสัยดั้งเดิมของเขา โดยเด็ดขาดในข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อตัวเขาเองในอันจะก้าวหน้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นสู่ความจริง เปาโลได้แสวงหาเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะอันผิวเผิน เขาได้พยายามที่จะโอ้อวดตัวเขาเองต่อหน้ามนุษย์ และไม่ได้พยายามที่จะสร้างความก้าวหน้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในการเข้าสู่ชีวิต สิ่งที่เขาได้ใส่ใจก็คือคำสอน ไม่ใช่ความเป็นจริง ผู้คนบางคนกล่าวว่า “เปาโลได้ทำงานเพื่อพระเจ้าไปมากเหลือเกิน เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ได้ทรงจดจำเขา? เปโตรได้ดำเนินงานเพื่อพระเจ้าเสร็จสิ้นเพียงเล็กน้อย และไม่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนอันใหญ่หลวงต่อคริสตจักรทั้งหลาย ดังนั้นแล้วทำไมเขาจึงได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม?” เปโตรได้รักพระเจ้าจนถึงจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พึงประสงค์โดยพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีคำพยาน แล้วเปาโลล่ะเป็นอย่างไร? เปาโลได้รักพระเจ้าจนถึงระดับใด? เจ้ารู้หรือไม่? งานของเปาโลนั้นได้ทำไปเพื่ออะไร? และงานของเปรโตได้ทำไปเพื่ออะไร? เปโตรไม่ได้ทำงานมาก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ลึกภายในหัวใจของเขา? งานของเปาโลนั้นได้เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมให้กับคริสตจักรทั้งหลาย และสิ่งรองรับของคริสตจักรทั้งหลาย สิ่งที่เปโตรได้ผ่านประสบการณ์คือการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยในชีวิตของเขา เขาได้ผ่านประสบการณ์กับความรักที่มีแด่พระเจ้า มาถึงตอนนี้ที่เจ้ารู้ความแตกต่างในธาตุแท้ของพวกเขา ท้ายที่สุดแล้วเจ้าสามารถเห็นได้ว่าใครได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และใครไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง หนึ่งในพวกเขาได้รักพระเจ้าอย่างแท้จริง และอีกคนหนึ่งไม่ได้รักพระเจ้าอย่างแท้จริง คนหนึ่งได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของเขา และอีกคนหนึ่งไม่ได้ก้าวผ่าน คนหนึ่งได้รับใช้อย่างถ่อมใจ และไม่ได้เป็นที่สังเกตอย่างง่ายดายโดยผู้คน และอีกคนหนึ่งได้รับการนมัสการโดยผู้คน และได้มีภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ คนหนึ่งได้แสวงหาความบริสุทธิ์ และอีกคนหนึ่งไม่ได้แสวงหา และแม้ว่าเขาจะไม่ได้ไม่บริสุทธิ์ แต่เขาก็ไม่ได้ครองความรักอันบริสุทธิ์ คนหนึ่งครองสภาวะความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง และอีกคนหนึ่งไม่ได้ครอง คนหนึ่งครองสำนึกของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และอีกคนหนึ่งไม่ได้ครอง เช่นนั้นคือความแตกต่างในธาตุแท้ของเปาโลและเปโตร เส้นทางที่เปโตรได้เดินนั้นเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จ ซึ่งก็เป็นเส้นทางแห่งการสัมฤทธิ์การฟื้นคืนของสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติและการฟื้นคืนของหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าด้วยเช่นกัน เปโตรเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ประสบความสำเร็จ เส้นทางที่เปาโลได้เดินนั้นเป็นเส้นทางแห่งความล้มเหลว และเขาเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่เพียงนบนอบและสละตัวพวกเขาเองอย่างผิวเผินเท่านั้น และไม่รักพระเจ้าอย่างถ่องแท้ เปาโลเป็นตัวแทนพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ครองความจริง ในการเชื่อในพระเจ้าของเขา เปโตรได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยในทุกสิ่งทุกอย่าง และได้พยายามเชื่อฟังทั้งหมดที่ได้มาจากพระเจ้า โดยที่ไม่มีการปริบ่นแม้แต่น้อย เขาสามารถยอมรับการตีสอนและการพิพากษา ตลอดจนกระบวนการถลุง ความทุกข์ลำบาก และการดำเนินต่อไปโดยความไม่มีสิ่งใดเลยในชีวิตของเขา ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยในบรรดาเหล่านี้ที่สามารถปรับเปลี่ยนความรักของเขาที่มีแด่พระเจ้าได้ นี่ไม่ใช่ความรักขั้นสูงสุดที่มีแด่พระเจ้าหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การลุล่วงหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าหรอกหรือ? ไม่ว่าในการตีสอน การพิพากษา หรือความทุกข์ลำบาก เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความเชื่อฟังจนตายได้เสมอ และนี่คือสิ่งที่ควรสัมฤทธิ์ผลโดยสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า นี่คือความบริสุทธิ์ของความรักที่มีแด่พระเจ้า หากมนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผลได้มากขนาดนี้ เช่นนั้นแล้วเขาก็เป็นสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และไม่มีสิ่งใดเลยที่ทำให้สมดังที่พระผู้สร้างทรงพึงปรารถนาได้ดีกว่า จงจินตนาการว่าเจ้าสามารถทำงานเพื่อพระเจ้าได้ ทว่าเจ้ากลับไม่เชื่อฟังพระเจ้า และไม่สามารถที่จะรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ในหนทางนี้ ไม่เพียงเจ้าจะไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าเท่านั้น แต่เจ้ายังจะถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าคือใครบางคนที่ไม่ครองความจริง ที่ไม่สามารถที่จะเชื่อฟังพระเจ้าได้ และที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า เจ้าเพียงใส่ใจกับการทำงานเพื่อพระเจ้าเท่านั้น และไม่ใส่ใจกับการนำความจริงไปปฏิบัติหรือการรู้จักตัวเจ้าเอง เจ้าไม่เข้าใจหรือรู้จักพระผู้สร้าง และไม่เชื่อฟังหรือรักพระผู้สร้าง เจ้าคือใครบางคนที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้ามาแต่กำเนิด และดังนั้นแล้วผู้คนเช่นนั้นจึงไม่เป็นที่รักโดยพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 480

ผู้คนบางคนกล่าวว่า “เปาโลได้ทำงานในปริมาณมากมายมหาศาล และเขาได้แบกรับภาระอันใหญ่หลวงสำหรับคริสตจักรทั้งหลายและได้มีส่วนมีส่วนร่วมสนับสนุนมากมายเหลือเกินแก่คริสตจักรเหล่านั้น จดหมายสิบสามฉบับของเปาโลได้ค้ำจุน 2,000 ปีแห่งยุคพระคุณ และเป็นรองแค่ข่าวประเสริฐสี่เล่มนั้นเท่านั้น ใครกันเล่าสามารถเทียบกับเขาได้? ไม่มีใครสามารถถอดรหัสวิวรณ์ของยอห์นได้ ในขณะที่จดหมายของเปาโลจัดเตรียมชีวิต และงานที่เขาได้ทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักรทั้งหลาย ใครอื่นอีกหรือที่สามารถได้สัมฤทธิ์สิ่งต่างๆ เช่นนั้นได้? แล้วเปโตรได้ทำงานอะไรไป?” เมื่อมนุษย์ประเมินผู้อื่น เขาทำเช่นนั้นโดยสอดคล้องกับการมีส่วนร่วมสนับสนุนของพวกเขา เมื่อพระเจ้าทรงประเมินมนุษย์ พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดยสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ ท่ามกลางบรรดาผู้ที่แสวงหาชีวิต เปาโลเป็นใครบางคนที่ไม่ได้รู้จักแก่นแท้ของเขาเอง เขาไม่ได้ถ่อมใจหรือเชื่อฟังโดยวิถีทางใดเลย อีกทั้งเขาไม่ได้รู้จักธาตุแท้ของเขา ซึ่งตรงกันข้ามกับพระเจ้า และดังนั้นแล้ว เขาจึงเป็นใครบางคนที่ไม่ได้ก้าวผ่านประสบการณ์โดยละเอียด และเป็นใครบางคนที่ไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติ เปโตรนั้นแตกต่างออกไป เขาได้รู้จักความไม่เพียบพร้อม จุดอ่อน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และดังนั้นแล้วเขาจึงได้มีเส้นทางแห่งการปฏิบัติซึ่งใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเขา เขาไม่ใช่หนึ่งในพวกที่มีเพียงคำสอนแต่ไม่ได้ครองความเป็นจริง บรรดาผู้ที่เปลี่ยนแปลงคือผู้คนใหม่ๆ ที่ได้รับการช่วยให้รอดแล้ว พวกเขาคือบรรดาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือพวกที่ล้าสมัยโดยธรรมชาติ พวกเขาคือพวกที่ยังไม่ได้รับการช่วยให้รอด นั่นคือ พวกที่พระเจ้าทรงรังเกียจและทรงปฏิเสธ พวกเขาจะไม่เป็นที่จดจำโดยพระเจ้าโดยไม่สำคัญว่างานของพวกเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด เมื่อเจ้าเปรียบเทียบการนี้กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะเป็นบุคคลประเภทเดียวกับเปโตรหรือเปาโลก็ควรจะมีหลักฐานชัดเจนอยู่ในตัวเอง หากยังคงไม่มีความจริงในสิ่งที่เจ้าแสวงหา และหากแม้กระทั่งในวันนี้ เจ้าก็ยังคงโอหังและสามหาวเหมือนเปาโล และยังคงกะล่อนและชอบอวดตัวเหมือนเขา เช่นนั้นแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าก็เป็นคนเสื่อมคนหนึ่งที่ล้มเหลว หากเจ้าแสวงหาอย่างเดียวกับเปโตร หากเจ้าแสวงหาการปฏิบัติและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และไม่โอหังหรือดื้อรั้น แต่พยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าที่สามารถสัมฤทธิ์ชัยชนะได้ เปาโลไม่ได้รู้จักธาตุแท้หรือความเสื่อมทรามของเขาเอง นับประสาอะไรที่เขาจะได้รู้จักความไม่เชื่อฟังของเขาเอง เขาไม่เคยได้เอ่ยถึงการเยาะเย้ยท้าทายเชิงดูหมิ่นของเขาเกี่ยวกับพระคริสต์ อีกทั้งเขาไม่ได้เสียใจจนเกินควร เขาเพียงได้เสนอคำอธิบายสั้นๆ ไว้เท่านั้นและลึกลงไปในหัวใจของเขานั้น เขาไม่ได้นบนอบต่อพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ แม้ว่าเขาจะได้ล้มลงบนถนนสู่ดามัสกัส เขาก็ไม่ได้มองลึกภายในตัวเขาเอง เขาพอใจเพียงแค่ได้ทำงานต่อไป และเขาไม่ได้พิจารณาการรู้จักตัวเขาเองและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแต่เดิมของเขาว่าเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งยวดที่สุด เขาพึงพอใจกับแค่การพูดความจริง กับการจัดเตรียมให้แก่ผู้อื่น เป็นสิ่งบรรเทาความรู้สึกผิดสำหรับมโนธรรมของเขาเอง และกับการไม่ข่มเหงบรรดาสาวกของพระเยซูอีกต่อไป เพื่อที่จะปลอบใจตัวเขาเองและยกโทษให้ตัวเขาเองสำหรับบาปทั้งหลายในอดีตของเขา เป้าหมายที่เขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ามงกุฎในอนาคตและงานที่ไม่ยั่งยืน เป้าหมายที่เขาได้ไล่ตามเสาะหานั้นคือพระคุณอันอุดม เขาไม่ได้แสวงหาความจริงที่เพียงพอ อีกทั้งเขาไม่ได้พยายามที่จะก้าวหน้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นสู่ความจริงที่เขาไม่ได้เข้าใจก่อนหน้านั้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความรู้ของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเองนั้นเทียมเท็จ และเขาไม่ได้ยอมรับการตีสอนหรือการพิพากษา การที่เขาสามารถทำงานได้นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาได้ครองความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติหรือธาตุแท้ของเขาเอง จุดมุ่งเน้นของเขาคือการปฏิบัติภายนอกเท่านั้น ที่มากกว่านั้น สิ่งที่เขาได้เพียรพยายามเพื่อให้ได้มาไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่เป็นความรู้ งานของเขาเป็นผลลัพธ์ของการทรงปรากฏของพระเยซูบนถนนสู่ดามัสกัสโดยสมบูรณ์ มันไม่ใช่บางสิ่งที่เขาได้ปลงใจที่จะทำโดยดั้งเดิม อีกทั้งมันไม่ใช่งานที่ได้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เขาได้ยอมรับการตัดแต่งอุปนิสัยเดิมของเขา ไม่สำคัญว่าเขาจะได้ไปทำงานอย่างไร อุปนิสัยเดิมของเขาก็หาได้เปลี่ยนแปลงไม่ และดังนั้นงานของเขาจึงไม่ได้ลบมลทินบาปทั้งหลายในอดีตของเขา แต่แค่ได้มีบทบาทบางอย่างท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายของกาลสมัยนั้น สำหรับใครบางคนเช่นนี้ ผู้ซึ่งอุปนิสัยเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง—กล่าวคือ ผู้ที่ไม่ได้รับความรอด และถึงขั้นปราศจากความจริงมากขึ้นไปอีก—เขาไม่สามารถที่จะกลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับการยอมรับจากองค์พระเยซูเจ้าอย่างแน่นอน เขาไม่ใช่ใครบางคนที่ได้รับการเติมเต็มด้วยความรักและความเคารพสำหรับพระเยซูคริสต์ อีกทั้งเขาไม่ใช่ใครบางคนที่ชำนาญในการแสวงหาความจริง นับประสาอะไรที่เขาจะเป็นใครบางคนที่ได้แสวงหาความล้ำลึกของการจุติเป็นมนุษย์ เขาเป็นเพียงใครบางคนที่มีทักษะในการให้เหตุผลอย่างชาญฉลาด และผู้ที่จะไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครก็ตามที่สูงส่งกว่าเขาหรือผู้ที่ครองความจริง เขาอิจฉาผู้คนหรือความจริงทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับเขา หรือที่เป็นปฏิปักษ์กับเขา โดยเลือกชอบพวกผู้คนซึ่งมีพรสวรรค์ที่ได้นำเสนอภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่และครองความรู้อันลุ่มลึก เขาไม่ได้ชอบการมีปฏิบัติสัมพันธ์กับคนจนผู้ซึ่งได้แสวงหาหนทางที่แท้จริงและไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งใดนอกจากความจริง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับได้นำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับบรรดาบุคคลสำคัญอาวุโสจากองค์กรศาสนาผู้ที่พูดถึงแต่คำสอนทั้งหลายเท่านั้น และผู้ที่ครองความรู้อันอุดม เขาไม่ได้มีความรักในพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์และไม่ได้ใส่ใจกับความเคลื่อนไหวของพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับได้โปรดปรานกฎเกณฑ์และคำสอนเหล่านั้นที่สูงส่งกว่าความจริงทั่วไป ในแก่นแท้โดยกำเนิดของเขาและทั้งหมดทั้งมวลของสิ่งที่เขาได้แสวงหา เขาไม่คู่ควรที่จะได้รับการเรียกขานว่าคริสตชนผู้ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง นับประสาอะไรกับผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อในพระนิเวศของพระเจ้า เพราะความหน้าซื่อใจคดของเขานั้นมากเกินไป และความไม่เชื่อฟังของเขานั้นใหญ่หลวงเกินไป แม้เขาจะเป็นที่รู้จักในนามของผู้รับใช้ขององค์พระเยซูเจ้า แต่เขาก็ไม่ได้เหมาะสมเลยที่จะเข้าสู่ประตูแห่งอาณาจักรสวรรค์ เพราะการกระทำของเขาตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นสุดไม่สามารถเรียกได้ว่าชอบธรรม เขาสามารถเพียงถูกมองว่าเป็นบุคคลผู้ซึ่งหน้าซื่อใจคดและได้ทำความไม่ชอบธรรมเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นผู้ที่ได้ทำงานเพื่อพระคริสต์ด้วยเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่สามารถถูกเรียกได้ว่าชั่วร้าย แต่เขาสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมได้ว่ามนุษย์ผู้ที่ได้ทำความไม่ชอบธรรม เขาได้ทำงานไปมากมาย กระนั้นเขาก็ต้องไม่ถูกตัดสินตามปริมาณงานที่เขาได้ทำ แต่เพียงตามคุณภาพและเนื้อหาสาระของมันเท่านั้น ด้วยหนทางนี้เท่านั้นจึงจะเป็นไปได้ที่จะไปถึงก้นบึ้งของเรื่องนี้ เขาเชื่อเสมอว่า: “ฉันสามารถทำงานได้ ฉันดีกว่าผู้คนส่วนใหญ่ ฉันคำนึงถึงพระภาระขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่เหมือนใครอื่นเลย และไม่มีใครกลับใจอย่างลึกซึ้งเท่ากับฉัน เพราะความสว่างอันยิ่งใหญ่ได้ฉายมาที่ฉัน และฉันได้เห็นความสว่างอันยิ่งใหญ่แล้ว และดังนั้นการกลับใจของฉันจึงลึกซึ้งกว่าใครอื่น” ณ เวลานั้น นี่คือสิ่งที่เขาได้คิดภายในหัวใจของเขา เมื่อสิ้นสุดงานของเขา เปาโลได้กล่าวว่า: “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้แล้ว ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน และมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” การต่อสู้ งาน และครรลองของเขาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมงกุฎแห่งความชอบธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น และเขาไม่ได้ทะยานไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน แม้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ทำอะไรอย่างพอเป็นพิธีในงานของเขา แต่ก็อาจกล่าวได้ว่างานของเขานั้นทำไปเพียงเพื่อชดเชยความผิดทั้งหลายของเขา เพื่อชดเชยคำกล่าวหาทั้งหลายเกี่ยวกับมโนธรรมของเขา เขาเพียงได้หวังที่จะทำงานของเขาให้เสร็จสิ้น ทำครรลองของเขาให้แล้วเสร็จ และสู้ในการต่อสู้ของเขาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่เขาอาจจะได้รับมงกุฎแห่งความชอบธรรมซึ่งเป็นที่ถวิลหาของเขาโดยเร็วที่สุด สิ่งที่เขาได้ถวิลหาไม่ใช่การพบกับองค์พระเยซูเจ้าด้วยประสบการณ์ทั้งหลายและความรู้ที่แท้จริงของเขา แต่เพื่อทำงานของเขาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่ว่าเมื่อเขาได้พบกับองค์พระเยซูเจ้า เขาจะได้รับบำเหน็จที่งานของเขาได้หามาให้เขา เขาได้ใช้งานของเขาเพื่อชูใจตัวเขาเอง และเพื่อทำข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนกับมงกุฎในอนาคต สิ่งที่เขาได้แสวงหาไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า แต่เป็นเพียงมงกุฎเท่านั้น การไล่ตามเสาะหาเช่นนั้นจะสามารถเป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างไร? แรงจูงใจของเขา งานของเขา ราคาที่เขาได้จ่ายไปและความพยายามของเขาทั้งหมด—ความเพ้อฝันอันน่ามหัศจรรย์ของเขาได้แผ่ซ่านไปทั่วสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด และเขาได้ทำงานตามความพึงปรารถนาของเขาเองทั้งหมดทั้งสิ้น ในทั้งหมดทั้งมวลของงานของเขา ไม่มีความเต็มใจแม้แต่น้อยในราคาที่เขาได้จ่ายไป เขาแค่ได้เข้าร่วมในการทำข้อตกลง ความพยายามทั้งหลายของเขานั้นไม่ได้ทำขึ้นอย่างเต็มใจเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขา แต่ทำขึ้นอย่างเต็มใจเพื่อที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของข้อตกลงนั้น มีคุณค่าใดต่อความพยายามทั้งหลายเช่นนั้นหรือ? ใครกันเล่าจะกล่าวชมเชยความพยายามทั้งหลายอันไม่บริสุทธิ์ของเขา? ใครหรือมีความสนใจใดๆ ในความพยายามทั้งหลายเช่นนั้น? งานของเขาเต็มไปด้วยความฝันสำหรับอนาคต เต็มไปด้วยแผนการต่างๆ อันน่ามหัศจรรย์ และไม่มีเส้นทางที่ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์บรรจุอยู่เลย ความเมตตากรุณาของเขามากมายเหลือเกินนั้นเป็นการเสแสร้ง งานของเขาไม่ได้จัดเตรียมชีวิต แต่เป็นการตบตาว่ามีความเป็นผู้ดี มันเป็นการทำข้อตกลงอย่างหนึ่ง งานเช่นนี้สามารถนำมนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งการฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมของเขาได้อย่างไรกัน?

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 481

ทั้งหมดที่เปโตรได้แสวงหานั้นได้เป็นไปสมดังพระทัยของพระเจ้า เขาได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งที่พึงปรารถนา และโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์และความทุกข์ยาก เขายังคงเต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งที่พึงปรารถนา ไม่มีการไล่ตามเสาะหาโดยผู้เชื่อในพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว สิ่งที่เปาโลได้แสวงหานั้นด่างพร้อยโดยเนื้อหนังของเขาเอง โดยมโนคติที่หลงผิดของเขาเอง และโดยแผนการและกลอุบายของเขาเอง เขาไม่ใช่สิ่งทรงสร้างซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมสิ่งหนึ่งของพระเจ้าในวิถีทางใดเลย ไม่ใช่ใครบางคนที่ได้พยายามที่จะทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งที่พึงปรารถนา เปโตรได้พยายามที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และแม้ว่างานที่เขาได้ทำนั้นไม่ยิ่งใหญ่ แต่แรงจูงใจเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของเขาและเส้นทางที่เขาได้เดินนั้นถูกต้อง แม้ว่าเขาไม่สามารถได้รับผู้คนมากมาย แต่เขาก็สามารถที่จะไล่ตามเสาะหาหนทางแห่งความจริง เพราะการนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นสิ่งทรงสร้างซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมสิ่งหนึ่งของพระเจ้า วันนี้ ต่อให้เจ้าไม่ใช่คนงาน เจ้าก็ควรที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าและพยายามที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงทั้งมวลของพระเจ้าได้ เจ้าควรที่จะสามารถเชื่อฟังสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัส และได้รับประสบการณ์กับทุกลักษณะของความทุกข์ลำบากและกระบวนการถลุง และแม้ว่าเจ้านั้นอ่อนแอ ในหัวใจของเจ้านั้นเจ้ายังคงควรที่จะสามารถรักพระเจ้าได้ บรรดาผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตของพวกเขาเองนั้นเต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และทัศนคติของผู้คนเช่นนั้นเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาเป็นทัศนคติที่ถูกต้อง เหล่านี้คือผู้คนที่พระเจ้าทรงจำเป็นต้องมี หากเจ้าได้ทำงานไปมากมาย และผู้อื่นได้รับการสอนจากเจ้า แต่เจ้าเองไม่ได้เปลี่ยนแปลง และไม่ได้เป็นคำพยานใดๆ หรือไม่มีประสบการณ์แท้จริงอันใด จนถึงขั้นที่ว่าเมื่อสิ้นสุดชีวิตของเจ้า ยังคงเป็นว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่เจ้าได้ทำไปที่เป็นคำพยาน เช่นนั้นแล้วเจ้าเป็นใครบางคนที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่? เจ้าเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? ในกาลสมัยนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงใช้งานเจ้า แต่เมื่อพระองค์ได้ทรงใช้งานเจ้า พระองค์ได้ทรงใช้ส่วนของเจ้าที่สามารถใช้เพื่อทำงานได้ และพระองค์ไม่ได้ทรงใช้ส่วนของเจ้าที่ไม่สามารถใช้งานได้ หากเจ้าได้พยายามที่จะเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะค่อยๆ ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในช่วงระหว่างกระบวนการของการถูกใช้งาน กระนั้นก็ตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงยอมรับความรับผิดชอบใดสำหรับการที่เจ้าจะได้ถูกรับไว้ในท้ายที่สุดหรือไม่ และการนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการไล่ตามเสาะหาของเจ้า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้า เช่นนั้นแล้วนั่นก็เป็นเพราะว่า ทัศนคติของเจ้าที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นผิด หากเจ้าไม่ได้รับบำเหน็จใด เช่นนั้นแล้วนั่นก็เป็นปัญหาของเจ้าเอง และเพราะเจ้าเองยังไม่ได้นำความจริงไปปฏิบัติและไม่สามารถที่จะทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งที่พึงปรารถนาได้ และดังนั้นแล้ว จึงไม่มีสิ่งใดที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ไปกว่าประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้า และไม่มีสิ่งใดที่วิกฤติไปกว่าการเข้าสู่ส่วนตัวของเจ้าแล้ว! ผู้คนบางคนจะลงเอยด้วยการกล่าวว่า “ข้าพระองค์ได้ทำงานมากมายเหลือเกินเพื่อพระองค์ และแม้ว่าข้าพระองค์อาจไม่ได้ผลสัมฤทธิ์อันขึ้นชื่อลือนามใดๆ แต่ข้าพระองค์ก็ยังคงขยันหมั่นเพียรในความพยายามของข้าพระองค์เสมอมา พระองค์แค่ทรงปล่อยให้ข้าพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์เพื่อกินผลไม้แห่งชีวิตไม่ได้หรอกหรือ?” เจ้าต้องรู้ว่าเราพึงปรารถนาผู้คนประเภทใด พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำผืนดินศักดิ์สิทธิ์แปดเปื้อน แม้ว่าเจ้าอาจได้ทำงานมากมายแล้ว และได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ในที่สุดหากเจ้ายังคงโสมมอย่างน่าสังเวช เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นเรื่องที่มิอาจยอมผ่อนปรนได้ต่อธรรมบัญญัติแห่งฟ้าที่เจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเรา! ตั้งแต่การแรกสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ เราไม่เคยได้เสนอช่องทางอันง่ายดายสู่ราชอาณาจักรของเราให้แก่พวกที่ประจบเรา นี่คือกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ และไม่มีใครสามารถทำลายมันได้! เจ้าต้องแสวงหาชีวิต วันนี้ บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมคือประเภทเดียวกันกับเปโตร นั่นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอุปนิสัยของพวกเขาเอง และผู้ที่เต็มใจที่จะเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม หากเจ้าเพียงมุ่งหวังบำเหน็จ และไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของชีวิตของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วความพยายามของเจ้าทั้งหมดก็จะสูญเปล่า—นี่คือความจริงที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้อย่างหนึ่ง!

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 482

จากความแตกต่างในธาตุแท้ของเปโตรและเปาโล เจ้าควรเข้าใจว่าพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่แสวงหาชีวิตจะออกแรงโดยสูญเปล่า! เจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า และดังนั้นแล้วในหัวใจของเจ้า เจ้าต้องรักพระเจ้า เจ้าต้องทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า เจ้าต้องพยายามทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งพึงปรารถนา และเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า เจ้าควรถวายทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระองค์ และไม่ควรตัดสินใจเลือกหรือทำการเรียกร้องเป็นการส่วนตัว และเจ้าควรสัมฤทธิ์ผลการทำให้พระเจ้าทรงลุล่วงในสิ่งพึงปรารถนา เนื่องจากเจ้าได้ถูกสร้างขึ้น เจ้าควรเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงสร้างเจ้า เพราะโดยปกติวิสัยแล้วเจ้าปราศจากอำนาจครอบครองเหนือตัวเจ้าเอง และไม่มีความสามารถที่จะควบคุมชะตาลิขิตของเจ้าเอง เนื่องจากเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งเชื่อในพระเจ้า เจ้าควรแสวงหาความบริสุทธิ์และการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเจ้าเป็นสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า เจ้าควรยึดติดต่อหน้าที่ของเจ้า และรู้สถานะของเจ้า และเจ้าต้องไม่ล้ำเส้นหน้าที่ของเจ้า นี่ไม่ได้เป็นการจำกัดควบคุมเจ้า หรือเป็นการข่มปรามเจ้าโดยผ่านทางคำสอน แต่กลับเป็นเส้นทางที่เจ้าสามารถใช้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และมันสามารถสัมฤทธิ์ผลได้—และควรที่จะสัมฤทธิ์ผล—โดยพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ทำความชอบธรรม หากเจ้าเปรียบเทียบธาตุแท้ของเปโตรและเปาโล เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าควรแสวงหาอย่างไร จากบรรดาเส้นทางที่เปโตรและเปาโลได้เดินนั้น เส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางของการกำจัดทิ้ง เปโตรและเปาโลเป็นตัวแทนสองเส้นทางที่ต่างกัน แม้ว่าแต่ละคนจะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแต่ละคนได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแต่ละคนได้ยอมรับสิ่งซึ่งองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงวางพระทัยมอบหมายให้พวกเขา ดอกผลที่มีในแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน นั่นคือ คนหนึ่งให้ดอกผลอย่างแท้จริง และอีกคนหนึ่งนั้นไม่ได้ให้ จากธาตุแท้ของพวกเขา งานที่พวกเขาได้ทำ สิ่งซึ่งพวกเขาได้แสดงออกมาภายนอก และปลายทางสุดท้ายของพวกเขา เจ้าควรเข้าใจว่าเจ้าควรใช้เส้นทางใด เจ้าควรเลือกเส้นทางใดที่จะเดิน พวกเขาได้เดินบนเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เปาโลและเปโตร พวกเขาคือตัวอย่างที่ดีของแต่ละเส้นทาง และดังนั้นตั้งแต่แรกเริ่มพวกเขาได้รับการยกให้เป็นแบบอย่างให้กับเส้นทางสองเส้นนี้ ประเด็นสำคัญของประสบการณ์ของเปาโลคืออะไรหรือ และเหตุใดเขาจึงทำไม่สำเร็จ? ประเด็นสำคัญของประสบการณ์ของเปรโตคืออะไร และเขาได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างไร? หากเจ้าเปรียบเทียบสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนใส่ใจ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการบุคคลประเภทใดกันแน่ น้ำพระทัยของพระเจ้าคืออะไร พระอุปนิสัยของพระเจ้าคืออะไร บุคคลประเภทใดจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในท้ายที่สุด และบุคคลชนิดใดจะไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมด้วยเช่นกัน เจ้าจะรู้ว่าอุปนิสัยของบรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเป็นเช่นใด และอุปนิสัยของพวกที่จะไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเป็นเช่นใด—ประเด็นเรื่องธาตุแท้เหล่านี้เห็นได้ในประสบการณ์ของเปโตรและเปาโล พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และดังนั้นพระองค์จึงทรงทำให้สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์และนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์ พระองค์จะทรงบัญชาทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งจะได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ สิ่งทรงสร้างของพระเจ้าทั้งหมด รวมถึงสัตว์ พืชพรรณ มวลมนุษย์ ภูเขาและแม่น้ำ และทะเลสาบ—ทั้งหมดล้วนต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ ทุกสรรพสิ่งในท้องฟ้าและบนผืนดินต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ พวกมันไม่สามารถมีตัวเลือกใดและทั้งหมดต้องนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ การนี้ประกาศกฤษฎีกาโดยพระเจ้า และเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า พระเจ้าทรงบัญชาทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงจัดระเบียบและทรงจัดลำดับทุกสรรพสิ่ง โดยที่แต่ละสิ่งนั้นได้รับการแยกชั้นตามชนิด และได้รับการแบ่งสรรตำแหน่งของพวกมันเองโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่สำคัญว่ามันจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถเหนือล้ำพระเจ้าได้ ทุกสรรพสิ่งรับใช้มวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น และไม่มีสิ่งใดเลยที่กล้าที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือทำการเรียกร้องใดๆ จากพระเจ้า ดังนั้นแล้วมนุษย์ ในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้านายหรือผู้ดูแลของทุกสรรพสิ่งหรือไม่ก็ตาม ไม่สำคัญว่าสถานะของมนุษย์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจะสูงส่งเพียงใด เขายังคงเป็นเพียงแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า และไม่ได้เป็นมากไปกว่ามนุษย์ที่ไม่สำคัญคนหนึ่ง สิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และเขาจะไม่มีวันอยู่เหนือพระเจ้า ในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า มนุษย์ควรพยายามปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และพยายามรักพระเจ้าโดยไม่สร้างตัวเลือกอื่น เพราะพระเจ้าทรงคู่ควรกับความรักของมนุษย์ บรรดาผู้ที่พยายามรักพระเจ้าไม่ควรแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวใดๆ หรือแสวงหาสิ่งซึ่งพวกเขาถวิลหาเป็นการส่วนตัว นี่คือวิถีทางที่ถูกต้องที่สุดของการไล่ตามเสาะหา หากสิ่งที่เจ้าแสวงหาคือความจริง หากสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริง และหากสิ่งที่เจ้าบรรลุคือการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า เช่นนั้นแล้วเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าก็เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง หากสิ่งที่เจ้าแสวงหาคือพระพรของเนื้อหนัง และสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริงแห่งมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า และเจ้าไม่เชื่อฟังพระเจ้าในเนื้อหนังเลย และเจ้ายังคงใช้ชีวิตในความคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าแสวงหาก็จะนำเจ้าไปสู่นรกอย่างแน่นอน เพราะเส้นทางที่เจ้าเดินนั้นคือเส้นทางแห่งความล้มเหลว การที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือถูกกำจัดทิ้งนั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง ซึ่งก็เป็นการกล่าวอีกด้วยว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า:การเข้าสู่ชีวิต 1

ถัดไป:การเข้าสู่ชีวิต 4