การเข้าสู่ชีวิต IV

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 483

เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า?  ผู้คนส่วนใหญ่งงงันสับสนกับคำถามนี้  พวกเขามีมุมมองสองด้านที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตลอดเวลาเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงกับพระเจ้าในสวรรค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เพื่อที่จะนบนอบพระเจ้า แต่เพื่อที่จะรับประโยชน์เฉพาะบางอย่าง หรือเพื่อหลบหนีจากความทุกข์ที่ความวิบัตินำพามา มีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะนบนอบบ้าง  การนบนอบของพวกเขามีเงื่อนไข ความเชื่อฟังของพวกเขาเป็นไปเพื่อความเป็นไปได้ในอนาคตส่วนตัวของพวกเขา และเพราะถูกบังคับ  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดกันแน่เจ้าจึงเชื่อในพระเจ้า?  หากเหตุผลคือเพื่อความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จจาก “อาชีพ” แห่งการเชื่อในพระเจ้าและชะตากรรมของเจ้าแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ก็น่าจะเป็นการดีเสียกว่าหากเจ้าไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเลยโดยสิ้นเชิง ความเชื่อแบบนี้เป็นการหลอกลวงตัวเอง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองและเป็นการเลื่อมใสตัวเอง  หากความเชื่อของเจ้าไม่ได้ก่อเกิดบนรากฐานของการนบนอบพระเจ้าแล้วไซร้ ในที่สุดเจ้าก็จะถูกลงโทษเพราะการต่อต้านพระองค์  ทุกคนที่ไม่แสวงหาการนบนอบพระเจ้าในความเชื่อของตนนั้นก็เท่ากับต่อต้านพระองค์  พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนแสวงหาความจริง ขอให้พวกเขากระหายในพระวจนะของพระองค์ กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และนำเอาพระวจนะไปฝึกฝนปฏิบัติ เพื่อที่พวกเขาอาจสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้า  หากสิ่งเหล่านี้เป็นเจตนาที่แท้จริงของเจ้าแล้วไซร้ ย่อมแน่นอนว่า พระเจ้าจะทรงยกชูเจ้า และจะทรงเปี่ยมพระคุณต่อเจ้าอย่างแน่นอน  เรื่องนี้ไม่มีข้อกังขาและไม่มีทางเปลี่ยนแปลง  หากเจตนารมณ์ของเจ้าคือการไม่นบนอบพระเจ้า และเจ้ามีจุดมุ่งหมายอื่น นั่นก็หมายความว่าทุกอย่างที่เจ้าพูดและทำ—การอธิษฐานของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และแม้แต่ทุกการกระทำของเจ้า—ก็จะเป็นการต่อต้านพระเจ้า  เจ้าอาจพูดจาอ่อนหวานและมีมารยาทดี การกระทำและการแสดงออกทุกอย่างของเจ้าอาจจะดูถูกต้องเหมาะสม และเจ้าอาจจะดูเหมือนคนที่นบนอบ แต่เมื่อมาถึงเรื่องของเจตนารมณ์ของเจ้าและทรรศนะเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าแล้ว ทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นเป็นไปในการต่อต้านพระเจ้า ทุกอย่างที่เจ้าทำนั้นเป็นความชั่ว  ผู้คนที่ปรากฏว่าเชื่อฟังราวกับลูกแกะ แต่กลับมีเจตนาชั่วเก็บงำอยู่ในหัวใจนั้น ก็คือพวกหมาป่าในคราบลูกแกะ  พวกเขาทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองโดยตรง และพระเจ้าก็จะไม่ละเว้นพวกเขาแม้แต่คนเดียว  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเปิดเผยพวกเขาทุกๆ คนออกมาและจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าพวกหน้าซื่อใจคดนั้นจะถูกรังเกียจเดียดฉันท์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน  แต่จงอย่ากังวลไปเลย พระเจ้าจะพิจารณาจัดการและจำหน่ายกำจัดพวกเขาทั้งหมดทุกคนตามลำดับอันสมควร

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าควรนบนอบพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 484

หากเจ้าไม่สามารถยอมรับความสว่างใหม่จากพระเจ้า และไม่สามารถเข้าใจทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำในวันนี้และเจ้าไม่แสวงหา หรือกลับกังขาเป็นอื่น ด่วนตัดสิน หรือพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์มัน เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเจ้าไม่มีใจที่จะนบนอบพระเจ้า  หากในเวลาที่ความสว่างแห่งปัจจุบันปรากฏขึ้น เจ้ายังคงถนอมความล้ำค่าของความสว่างแห่งวันวานและต่อต้านพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เจ้าก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าคนไร้สาระคนหนึ่ง—เจ้าคือหนึ่งในพวกที่จงใจต่อต้านพระเจ้า หัวใจสำคัญในการนบนอบพระเจ้าก็คือการยอมรับความสว่างใหม่ และการสามารถยอมรับและนำไปปฏิบัติได้  สิ่งนี้เท่านั้นคือการนบนอบอย่างแท้จริง  พวกซึ่งขาดความเต็มใจที่จะโหยหาพระเจ้านั้นจะไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าโดยเจตนาได้ และสามารถทำได้เพียงโต้แย้งพระเจ้าอันเป็นผลจากความพึงพอใจของพวกเขาต่อสถานะที่เป็นอยู่ปัจจุบัน  ที่มนุษย์ไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้นั้นก็เพราะเขาถูกครองโดยสิ่งซึ่งมาก่อน  สิ่งทั้งหลายซึ่งมาก่อนได้สร้างมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการสารพัดเกี่ยวกับพระเจ้าในทุกลักษณะในผู้คน และสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นพระฉายาของพระเจ้าในจิตใจของพวกเขา  ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้นเป็นมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง และเป็นมาตรฐานของจินตนาการของพวกเขาเอง  หากเจ้าประเมินวัดพระเจ้าผู้ทรงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในวันนี้โดยเทียบกับพระเจ้าในจินตนาการของตัวเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อของเจ้าก็มาจากซาตาน และแปดเปื้อนด้วยการเลือกชอบของตัวเจ้าเอง—พระเจ้าไม่ต้องการความเชื่อประเภทนี้  ไม่ว่าวิทยฐานะของพวกเขาจะสูงส่งเพียงใด และไม่ว่าการทุ่มเทอุทิศของพวกเขาจะมากเพียงใด—ต่อให้พวกเขาได้อุทิศความพยายามทั้งชีวิตให้กับพระราชกิจของพระองค์ และได้พลีชีพของพวกเขาเอง—พระเจ้าไม่ทรงเห็นชอบกับใครก็ตามที่มีความเชื่อเช่นนี้ พระองค์ก็แค่ทรงมอบพระคุณเพียงเล็กน้อยให้แก่พวกเขาและให้โอกาสพวกเขาชื่นชมมันเพียงชั่วยาม  ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา และพระเจ้าจะทรงกำจัดพวกเขาออกไปทีละคนตามลำดับอันสมควร  จะหนุ่มสาวและแก่เฒ่าก็ไม่ต่างกัน พวกที่ไม่นบนอบพระเจ้าในความเชื่อของตนและมีเจตนารมณ์ที่ผิดนั้น ก็คือผู้ที่ต่อต้านและทำให้หยุดชะงัก และผู้คนเช่นนี้จะถูกพระเจ้ากำจัดออกไปอย่างไม่ต้องสงสัย  พวกที่ไม่นบนอบพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้ที่แค่เพียงรับรู้พระนามของพระองค์เท่านั้น และพอจะมีสัมผัสในความใจดีมีเมตตาและความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้าอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ก้าวตามให้ทันย่างพระบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่นบนอบพระราชกิจและพระวจนะปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์—ผู้คนเหล่านี้มีชีวิตท่ามกลางพระคุณของพระเจ้า และจะไม่ได้รับการทรงรับไว้หรือได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการนบนอบของมนุษย์ ผ่านทางการกิน การดื่ม และความชื่นชมยินดีในพระวจนะของพระเจ้า และผ่านทางความทุกข์และการถลุงในชีวิตของพวกเขา  ด้วยความเชื่อเช่นนี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงได้ และหลังจากนี้เท่านั้นพวกเขาจึงสามารถมีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าได้  การไม่พึงพอใจกับการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพระคุณของพระเจ้า การโหยหาและการค้นหาความจริงอย่างจริงจัง และการแสวงหาการรับไว้โดยพระเจ้า—นี่คือความหมายของการนบนอบพระเจ้าอย่างมีสติและนี่เองคือศรัทธาประเภทที่พระเจ้าทรงต้องการโดยแท้ ผู้คนที่ไม่ทำอะไรเลยนอกจากชื่นชมอยู่กับพระคุณของพระเจ้านั้นจะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือเปลี่ยนแปลงได้ และการนบนอบ ความศรัทธาอันแก่กล้า ความรัก และความอดทนนั้นเป็นสิ่งผิวเผินทั้งสิ้น บรรดาผู้ที่เอาแต่ชื่นชมในพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นจะไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และแม้ในคราที่พวกเขารู้จักพระเจ้า ความรู้ของพวกเขาก็เป็นเพียงผิวเผิน และพวกเขากล่าวสิ่งสารพัดเช่น “พระเจ้าทรงรักมนุษย์” หรือ “พระเจ้าทรงมีความสงสารเห็นใจต่อมนุษย์”  สิ่งนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของชีวิตมนุษย์ และไม่ได้แสดงว่าผู้คนรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง หากในเวลาที่พระวจนะของพระเจ้าถลุงพวกเขา หรือในเวลาที่การทดสอบของพระองค์มาถึงพวกเขา ผู้คนก็ไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้—หากแทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับแคลงใจและไม่ผ่านการทดสอบ—เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเขาไม่นบนอบพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ภายในพวกเขานั้น มีกฎเกณฑ์และข้อห้ามหลายอย่างเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้า ประสบการณ์เก่าอันเป็นผลลัพธ์ของหลายปีแห่งความเชื่อ หรือกฎเกณฑ์นานาสารพันที่มีพื้นฐานมาจากพระคัมภีร์  ผู้คนเช่นนี้จะนบนอบพระเจ้าได้หรือ?  ผู้คนเหล่านี้เต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายในแบบมนุษย์—พวกเขาจะนบนอบพระเจ้าได้อย่างไร?  “การนบนอบ” ของพวกเขานั้นเป็นไปตามความเลือกชอบส่วนบุคคล—พระเจ้าจะทรงต้องประสงค์การนบนอบเช่นนี้หรือ?  นี่ไม่ใช่การนบนอบพระเจ้า แต่เป็นการยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์ต่างหาก มันเป็นความพึงพอใจและการปลอบใจของตัวพวกเขาเอง  หากเจ้าพูดว่านี่คือการนบนอบในพระเจ้า มิใช่ว่าเจ้าหมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ?  เจ้าเป็นฟาโรห์อียิปต์  เจ้าทำชั่ว และเจ้ากระทำการในงานต่อต้านพระเจ้าอย่างชัดแจ้ง—พระเจ้าต้องการให้เจ้ารับใช้เช่นนี้หรือ?  ทางที่ดีที่สุดเจ้าควรจะรีบกลับใจเสีย และพยายามให้ได้มาซึ่งการตระหนักรู้ในตนเองบ้าง  หากทำไม่ได้ เจ้ากลับบ้านไปเสียจะดีกว่า นั่นจะเป็นการดีกับตัวเจ้าเสียมากกว่าที่จะมาแอบอ้างการปรนนิบัติพระเจ้าแบบผิดๆ เช่นนี้ เจ้าย่อมจะไม่รบกวนและทำให้หยุดชะงัก เจ้าจะรู้ที่ทางของเจ้าและดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี—นั่นจะไม่ดีกว่าหรอกหรือ?  และเจ้าก็จะไม่ถูกลงโทษเพราะการต่อต้านพระเจ้า!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าควรนบนอบพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 485

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเปลี่ยนแปลงทุกวัน  ยกระดับสูงขึ้นทีละขั้น การเผยของวันพรุ่งนี้ย่อมสูงกว่าวันนี้ ไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละขั้น  นี่คือพระราชกิจซึ่งพระเจ้าทรงใช้เพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม  หากผู้คนก้าวตามไม่ทัน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาอาจถูกกำจัดออกไปได้ตลอดเวลา  หากพวกเขาไม่มีหัวใจที่นบนอบ ก็จะไม่สามารถเดินตามไปจนถึงปลายทาง  ยุคเดิมได้ผ่านพ้นไปแล้ว นี่คือยุคใหม่  และในยุคใหม่ ย่อมต้องมีการทรงพระราชกิจใหม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสุดท้ายซึ่งผู้คนจะได้รับการทำให้เพียบพร้อม พระเจ้าจะทรงปฏิบัติพระราชกิจที่ใหม่กว่าเดิม รวดเร็วกว่าเดิม ดังนั้นหากผู้คนไม่ตั้งใจนบนอบ พวกเขาย่อมจะพบว่าการเดินตามรอยพระบาทของพระเจ้าเป็นเรื่องยาก  พระเจ้าไม่ทรงยอมปฏิบัติตามข้อบังคับใด และไม่ทรงถือว่าขั้นตอนใดในพระราชกิจของพระองค์จะไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล  แต่พระองค์ทรงพระราชกิจที่ใหม่ขึ้นและสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง  ในแต่ละระยะนั้น พระราชกิจของพระองค์ยิ่งเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นทุกที และเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ  ด้วยการมีประสบการณ์กับพระราชกิจดังกล่าวเท่านั้น ผู้คนจึงสามารถบรรลุการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยขั้นสุดท้ายของตนได้  ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับชีวิตไปถึงระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น พระราชกิจของพระเจ้าก็ไปถึงระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน  โดยเหตุนี้เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมและกลายเป็นผู้ที่เหมาะสมต่อการทรงใช้ของพระเจ้า  ในแง่หนึ่งนั้น พระเจ้าทรงพระราชกิจในหนทางนี้ก็เพื่อจะหักล้างและพลิกกลับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ และอีกแง่หนึ่งก็เพื่อนำมนุษย์ไปสู่สภาวะที่สูงขึ้นและเป็นจริงมากขึ้น เข้าสู่โลกที่สูงที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า เพื่อให้สามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงได้ในท้ายที่สุด  ทุกคนที่มีธรรมชาติอันเป็นกบฏและจงใจต่อต้านนั้น จะถูกกำจัดออกไปโดยพระราชกิจที่มีความฉับไวและทรงอานุภาพของพระเจ้าในระยะนี้ มีเพียงผู้ที่ตั้งใจนบนอบและยินดีถ่อมใจตัวเองเท่านั้นที่สามารถก้าวไปจนสุดทางได้  ในพระราชกิจประเภทนี้ พวกเจ้าทุกคนควรเรียนรู้วิธีที่จะนบนอบและวางมโนคติที่หลงผิดของตนเองเสีย  เจ้าควรจะระมัดระวังทุกก้าวย่างของเจ้า หากประมาทพลาดพลั้ง แน่นอนว่าเจ้าย่อมจะกลายเป็นผู้ที่ถูกบอกปัดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ที่ทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก  ก่อนการก้าวผ่านพระราชกิจช่วงระยะนี้ กฎเกณฑ์และกฎดั้งเดิมของมนุษย์นั้นมีมากเหลือล้น จนถึงขั้นที่ทำให้เขาตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ผลลัพธ์ก็คือ เขากลับกลายเป็นทะนงตนและลืมตัวเองไป  เหล่านี้คืออุปสรรคกีดกั้นทั้งมวลที่คอยกันไม่ให้มนุษย์ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า พวกมันเป็นศัตรูต่อความรู้ของมนุษย์ในเรื่องพระเจ้า  การที่ผู้คนไร้ทั้งความนบนอบในหัวใจและความถวิลหาความจริงนับเป็นภาวะอันตราย  หากเจ้านบนอบเฉพาะพระราชกิจและพระวจนะที่ธรรมดาเรียบง่าย และไม่สามารถยอมรับสิ่งใดที่ลุ่มลึกกว่า เช่นนั้นเจ้าก็เป็นผู้ที่เกาะติดอยู่กับหนทางเก่าๆ และไม่สามารถก้าวทันพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 486

พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา  หากเจ้านบนอบพระราชกิจของพระเจ้าอย่างมากมายในระยะหนึ่ง แต่ในระยะถัดมาความนบนอบที่เจ้ามีต่อพระราชกิจของพระองค์อยู่ในระดับที่ต่ำ หรือเจ้าไม่สามารถนบนอบ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงผละทิ้งเจ้าไป  หากเจ้าก้าวทันพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงอยู่ในขั้นตอนนี้ เจ้าก็ต้องก้าวให้ทันต่อไปเมื่อพระองค์ขยับสูงขึ้นไปด้วย เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นใครบางคนที่นบนอบพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ต้องนบนอบอย่างสม่ำเสมอต่อไป  เจ้าไม่สามารถนบนอบเฉพาะในยามที่เจ้ายินดีและไม่นบนอบในยามที่เจ้าไม่ยินดี  การนบนอบแบบนี้ไม่เป็นที่เห็นชอบของพระเจ้า  หากพวกเจ้าไม่สามารถก้าวทันพระราชกิจใหม่ที่เราสามัคคีธรรม  และยังยึดมั่นอยู่กับคติพจน์เดิมทั้งหลายต่อไป แล้วจะมีความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้าได้อย่างไร?  พระราชกิจของพระเจ้านั้นก็เพื่อจัดหาให้แก่เจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์  เมื่อเจ้านบนอบและยอมรับพระวจนะของพระองค์ แน่นอนว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงกระทำพระราชกิจในตัวเจ้า  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจตามที่เราพูดอย่างแม่นยำ โดยทำอย่างที่เราได้กล่าวไว้ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าโดยพลัน  เราปล่อยความสว่างใหม่ประการหนึ่งเพื่อให้พวกเจ้ามองดู เพื่อนำพาพวกเจ้าเข้ามาสู่ความสว่างแห่งปัจจุบัน และเมื่อเจ้าเดินเข้าสู่ความสว่างนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าทันที  มีบางคนที่อาจพูดด้วยความดึงดันหัวแข็งว่า “ข้าพระองค์จะไม่ทำสิ่งที่พระองค์บอกจนเสร็จสิ้นแน่ๆ” ถ้าเป็นกรณีนั้น เราขอบอกกับเจ้าว่าบัดนี้เจ้าได้มาสุดทางแล้ว เจ้าตายซากไปแล้ว และไม่มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว  ฉะนั้น ในการผ่านประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งยวดไปกว่าการก้าวให้ทันความสว่างปัจจุบัน  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เพียงทรงกระทำพระราชกิจเฉพาะในตัวผู้คนบางคนที่พระเจ้าทรงใช้ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทรงกระทำในผู้คนในคริสตจักรด้วยเช่นกัน  พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจในใครก็ได้ทั้งสิ้น  พระองค์อาจทรงกระทำพระราชกิจในตัวเจ้าในระหว่างช่วงเวลาปัจจุบัน และเจ้าก็จะได้ประสบการณ์กับพระราชกิจนี้  ในช่วงเวลาถัดไป พระองค์อาจทรงกระทำพระราชกิจในตัวคนอื่น ซึ่งเจ้าต้องรีบกระวีกระวาดติดตามทันที ยิ่งเจ้าติดตามความสว่างปัจจุบันได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นเท่าไร ชีวิตเจ้าก็ยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น  ไม่ว่าบางคนนั้นจะเป็นบุคคลที่มีกิริยามารยาทอย่างไรก็ตาม หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา เจ้าก็ต้องติดตามพวกเขา  จงเปิดรับประสบการณ์ของพวกเขาโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้าเอง แล้วเจ้าจะยิ่งได้รับสิ่งที่สูงกว่านั้น  เมื่อทำดังนั้น เจ้าก็จะยิ่งก้าวหน้าเร็วขึ้น  นี่คือเส้นทางแห่งการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมและเป็นวิถีทางที่ทำให้ชีวิตเติบโต  เส้นทางสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น จะไปถึงได้ก็ด้วยการนบนอบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เจ้าไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าจะทรงปรับปรุงเจ้าให้เพียบพร้อมผ่านทางคนประเภทไหน หรือพระองค์จะทรงอนุญาตให้เจ้าได้รับหรือเห็นสิ่งทั้งหลายผ่านทางบุคคลประเภทไหน เหตุการณ์แบบไหน หรือสิ่งใด  หากเจ้าสามารถเหยียบย่างลงบนร่องครรลองที่ถูกต้องนี้ได้ ก็แสดงว่ามีหวังอย่างมากที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  แต่หากเจ้าทำไม่ได้ นั่นแสดงว่าอนาคตของเจ้านั้นช่างสิ้นหวัง ไร้ซึ่งความสว่าง  ทันทีที่เจ้าเริ่มเดินบนร่องครรลองที่ถูกต้อง เจ้าจะได้รับวิวรณ์ในทุกสรรพสิ่ง  ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้วิวรณ์แก่คนอื่นอย่างไร หากเจ้าเดินหน้าไปบนพื้นฐานความรู้ของพวกเขาเพื่อผ่านประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายด้วยตนเอง แล้วประสบการณ์นี้ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้า และเจ้าก็จะสามารถอาศัยประสบการณ์นี้ไปจัดหาให้กับผู้อื่นได้  บรรดาผู้ที่จัดหาให้ผู้อื่นได้แค่คำพูดที่ท่องจำมาแบบนกแก้วนกขุนทองคือผู้คนที่ไม่มีประสบการณ์อันใด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะค้นหาหนทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติผ่านความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างของผู้อื่น ก่อนที่เจ้าจะสามารถเริ่มพูดถึงประสบการณ์หรือความรู้ที่แท้จริงของเจ้าได้  นี่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเจ้ามากกว่า  เจ้าควรมีประสบการณ์ในลักษณะนี้ นบนอบทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า  เจ้าควรแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่งและเรียนรู้บทเรียนในทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ชีวิตของเจ้าอาจได้เติบโต การปฏิบัติเช่นนี้ให้ความก้าวหน้าที่รวดเร็วที่สุด

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า และทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางความเชื่อของเจ้า  เจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างแท้จริงหรือไม่  หากเจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าก็ย่อมจะมีความกล้าที่จะปัดทิ้งเนื้อหนังของเจ้า เจ้าย่อมจะสามารถทำตามพระวจนะของพระเจ้าได้ และเจ้าจะไม่คิดลบหรืออ่อนแอ  เจ้าจะสามารถนบนอบทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าได้ และเจ้าจะสามารถนำเสนอการกระทำทั้งหมดของเจ้าต่อพระเจ้าได้ ไม่ว่าจะทำต่อหน้าหรือลับหลังผู้อื่น  หากเจ้ากระทำตัวเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งซื่อสัตย์ และนำความจริงมาปฏิบัติในทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  ผู้คนซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงเหล่านั้นที่ต่อหน้าคนอื่นทำอย่างหนึ่งแต่ลับหลังทำอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้เต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกเขาทั้งหมดเป็นบุตรแห่งความพินาศและการทำลายล้าง พวกเขาไม่ได้เป็นของพระเจ้า แต่เป็นของซาตาน พวกเขาไม่ใช่ผู้คนประเภทที่พระเจ้าทรงเลือกสรร!  หากการกระทำและพฤติกรรมของเจ้าไม่สามารถนำเสนอเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ หรือได้รับการพินิจพิเคราะห์โดยพระวิญญาณของพระเจ้าได้ นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเจ้า  เพียงแค่เจ้ายอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเจ้า เจ้าก็จะสามารถเหยียบย่างลงบนเส้นทางสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้  หากเจ้าเต็มใจรับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าและเต็มใจทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าก็ควรนบนอบพระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้า โดยไม่ร้องทุกข์แม้แต่สักคำ และโดยปราศจากการตัดสินหรือการสรุปเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าตามอำเภอใจ  เหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ขั้นต่ำสุดสำหรับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  ข้อพึงประสงค์ที่จำเป็นสำหรับบรรดาผู้แสวงหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าก็คือ ปฏิบัติตนด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง  อะไรหรือที่หมายถึงการที่จะปฏิบัติตนด้วยหัวใจที่รักพระเจ้า?  มันมีความหมายว่าทุกการกระทำและพฤติกรรมของเจ้าสามารถถูกนำเสนอเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้  และเนื่องจากเจ้ามีเจตนาที่ถูกต้อง ไม่ว่าการกระทำของเจ้าจะถูกหรือผิดก็ตาม เจ้าก็ไม่หวั่นกลัวที่จะแสดงให้พระเจ้าทอดพระเนตรหรือให้พี่น้องชายหญิงของเจ้าได้เห็นเจตนาเหล่านั้น และเจ้ากล้าที่จะสาบานคำปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วย  เจ้าต้องนำเสนอทุกเจตนา ความคิด และแนวคิดของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อการสังเกตการณ์ของพระองค์ หากเจ้าฝึกฝนปฏิบัติและเข้าสู่ในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว ความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้าก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 487

เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าต้องเชื่อในพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าและในพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์  ซึ่งพูดได้ว่า ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ต้องนบนอบพระองค์  หากเจ้าไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ก็ย่อมไม่สำคัญแล้วว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี แต่ไม่เคยนบนอบพระองค์ และไม่ยอมรับพระวจนะของพระองค์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แต่กลับขอให้พระเจ้าทรงนบนอบเจ้าและทรงกระทำตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เจ้าก็เป็นกบฏอย่างที่สุด เจ้าคือผู้ไม่เชื่อ  ผู้คนเช่นนั้นจะนบนอบพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าซึ่งไม่ประจวบพ้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้อย่างไรกัน?  ผู้ที่เป็นกบฏที่สุดก็คือพวกที่เจตนาขัดขืนท้าทายและต้านทานพระเจ้า  พวกเขาเป็นศัตรูของพระเจ้า เป็นศัตรูของพระคริสต์  ท่าทีของพวกเขานั้นไม่เป็นมิตรต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเสมอ พวกเขาไม่มีความเอนเอียงแม้แต่น้อยนิดที่จะนบนอบ ทั้งยังไม่เคยนบนอบหรือถ่อมใจตนเองอย่างเปรมปรีดิ์  พวกเขาคิดว่าตนเองสูงส่งที่สุดต่อหน้าผู้อื่นและไม่เคยยอมนบนอบผู้ใด  เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาพิจารณาว่าตนเองนั้นเก่งที่สุดในเรื่องการประกาศพระวจนะ และมีทักษะสูงสุดในการทำงานให้เกิดผลในตัวผู้อื่น  พวกเขาไม่เคยทิ้งขว้าง “ขุมทรัพย์” ที่ตนครอง แต่ปฏิบัติต่อขุมทรัพย์เหล่านั้นเฉกเช่นมรดกตกทอดของครอบครัวสำหรับนมัสการ เพื่อประกาศต่อผู้อื่นไปทั่ว และใช้ขุมทรัพย์เหล่านั้นเพื่ออบรมสั่งสอนพวกคนโง่เขลาที่ชื่นชูพวกเขา  ในคริสตจักรมีผู้คนแบบนี้อยู่ไม่น้อยทีเดียวจริงๆ  อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาเป็น “วีรบุรุษผู้มิอาจมีผู้ใดพิชิตได้” รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ผ่านมาพักแรมในบ้านของพระเจ้า  พวกเขาถือการประกาศพระวจนะ (คำสอน) เป็นหน้าที่อันสูงส่งที่สุดของพวกเขา  ปีแล้วปีเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า พวกเขายุ่งอยู่กับการบังคับใช้หน้าที่ “อันศักดิ์สิทธิ์และมิอาจฝ่าฝืนได้” ของตนอย่างกร้าวแกร่ง  ไม่มีใครกล้าแตะพวกเขา ไม่แม้แต่คนเดียวที่กล้าตำหนิพวกเขาอย่างเปิดเผย  พวกเขากลายเป็น “กษัตริย์” ในพระนิเวศของพระเจ้า อาละวาดเพ่นพ่านขณะที่พวกเขาปฏิบัติอย่างเผด็จการกับผู้อื่นมายุคแล้วยุคเล่า  ปีศาจฝูงนี้พยายามหาทางร่วมมือกันรื้อทำลายงานของเรา เราจะยอมให้มารมีชีวิตพวกนี้ดำรงอยู่ต่อหน้าต่อตาเราได้อย่างไร?  แม้แต่ผู้ที่นบนอบเพียงครึ่งใจก็ยังไม่อาจรอดไปถึงปลายทางได้ นับประสาอะไรกับพวกเผด็จการเหล่านี้ที่ไม่มีความนบนอบแม้เพียงน้อยนิดในหัวใจ!  พระราชกิจของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ได้รับอย่างง่ายดาย  แม้จะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่พวกเขามี มนุษย์ก็สามารถได้รับเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งก็เปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในท้ายที่สุด  เช่นนั้นแล้ว บรรดาลูกหลานของหัวหน้าทูตสวรรค์ที่พยายามหาทางทำลายพระราชกิจของพระเจ้าล่ะว่าอย่างไร?  พวกเขายิ่งมีความหวังน้อยสักเท่าใดที่จะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า  จุดประสงค์ของเราในการทำงานแห่งการพิชิตชัยนั้นไม่ใช่เพื่อที่จะพิชิตเพื่อประโยชน์แห่งการพิชิตชัยแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พิชิตเพื่อที่จะเปิดเผยความชอบธรรมและความไม่ชอบธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อพิสูจน์สำหรับการลงโทษมนุษย์ กล่าวโทษคนชั่ว และยิ่งไปกว่านั้นคือพิชิตเพื่อทำให้ผู้ที่เต็มใจนบนอบนั้นมีความเพียบพร้อม  ในตอนจบนั้น ทั้งหมดจะถูกแยกไปตามประเภท และผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมก็คือผู้ที่ความคิดและแนวคิดของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความนบนอบ  นี่คืองานที่จะถูกทำให้สำเร็จลุล่วงในท้ายที่สุด  ขณะเดียวกัน พวกที่มีทุกการกระทำเป็นการกบฏก็จะถูกลงโทษและถูกส่งไปเผาผลาญในกองเพลิง และเป็นวัตถุทั้งหลายที่ถูกสาปแช่งชั่วนิรันดร์  เมื่อเวลานั้นมาถึง บรรดา “วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่และมิอาจมีผู้ใดพิชิตได้” แห่งยุคอดีตกาลจะกลายเป็น “ผู้ขี้ขลาดที่ไร้สมรรถภาพและอ่อนแอ” ที่ต่ำช้าและถูกหลบเลี่ยงมากที่สุด  สิ่งนี้เท่านั้นที่จะแสดงตัวอย่างทุกแง่มุมของความชอบธรรมของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระองค์ที่มนุษย์มิอาจทำให้ขุ่นเคืองได้เลย และสิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถประโลมความเกลียดชังในหัวใจของเราได้ พวกเจ้าไม่เห็นด้วยหรอกหรือว่าเรื่องนี้ช่างสมเหตุผลไปทั้งหมดทั้งสิ้น

ไม่ใช่ทุกคนที่ผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือผู้ที่อยู่ในกระแสนี้สามารถได้รับชีวิตได้  ชีวิตไม่ใช่สมบัติร่วมที่มนุษยชาติทั้งมวลแบ่งปันกัน และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนทั้งผองสัมฤทธิ์ได้โดยง่าย  การนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าต้องเป็นจริงและมีการปฏิบัติจริง และจะต้องถูกนำไปใช้ในชีวิต การนบนอบเพียงผิวเผินอย่างเดียวไม่อาจได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าได้ และการนบนอบแต่แง่มุมที่ผิวเผินในพระวจนะของพระเจ้าโดยไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนนั้น ก็ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  การนบนอบพระเจ้าและการนบนอบพระราชกิจของพระเจ้านั้นคือสิ่งเดียวกันและเหมือนกัน  บรรดาผู้ที่นบนอบเฉพาะพระเจ้า แต่ไม่นบนอบพระราชกิจของพระองค์นั้นไม่อาจนับว่านบนอบ นับประสาอะไรกับพวกที่ไม่ได้นบนอบอย่างแท้จริง มีแต่ประจบสอพลอภายนอกเท่านั้น  บรรดาผู้ที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงสามารถจะได้รับผลดีจากพระราชกิจของพระเจ้าและสัมฤทธิ์ความเข้าใจเรื่องพระอุปนิสัยและพระราชกิจของพระองค์  เฉพาะผู้คนแบบนี้เท่านั้นที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง  ผู้คนเช่นนี้สามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงใหม่และได้รับความรู้ใหม่จากพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า  เฉพาะผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่ได้รับการเห็นชอบโดยพระเจ้า เฉพาะผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และมีแต่พวกเขาเหล่านี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของตนได้มีการเปลี่ยนแปลง  บรรดาผู้ที่ได้รับการเห็นชอบโดยพระเจ้าคือผู้ที่นบนอบพระเจ้า นบนอบพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์อย่างเปรมปรีดิ์  เฉพาะผู้คนดังกล่าวเท่านั้นที่อยู่ในทางชอบธรรม มีแต่ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ต้องการพระเจ้าอย่างจริงใจ และแสวงหาพระเจ้าอย่างจริงใจ  สำหรับบรรดาผู้คนที่เพียงแต่พูดถึงความเชื่อในพระเจ้าด้วยปากของตน แต่โดยแก่นแท้แล้วกลับสาปแช่งพระองค์ พวกเขาคือคนที่สวมหน้ากาก ผู้มีน้ำพิษของงูร้ายในตัว พวกเขาเป็นผู้คิดคดทรยศที่เลวร้ายที่สุด  ไม่ช้าก็เร็ว พวกตัววายร้ายเหล่านี้จะถูกฉีกหน้ากากออก  นี่ไม่ใช่งานที่ทำอยู่ในทุกวันนี้หรอกหรือ?  คนชั่วย่อมชั่วอยู่เสมอ และจะไม่มีทางหนีรอดวันแห่งการลงโทษได้  ผองมนุษย์ที่ดีย่อมดีงามเสมอ และจะได้รับการเปิดเผยเมื่อพระราชกิจของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน  ไม่มีคนชั่วสักคนเดียวที่จะนับได้ว่าชอบธรรม และไม่มีคนชอบธรรมสักคนเดียวที่จะนับได้ว่าชั่ว เราจะปล่อยให้มนุษย์คนใดถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ หรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 488

เมื่อชีวิตเจ้าก้าวหน้าไป เจ้าต้องมีการเข้าสู่ใหม่ และความรู้ความเข้าใจใหม่ลึกซึ้งที่สูงส่งขึ้นเสมอ ซึ่งลึกซึ้งขึ้นในทุกย่างก้าว  นี่คือสิ่งที่มวลมนุษยชาติควรเข้าสู่  โดยผ่านการเข้าสนิท การฟังเทศนา การอ่านพระวจนะของพระเจ้า หรือรับมือเรื่องบางอย่าง เจ้าจะได้รับความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งใหม่และความรู้แจ้งใหม่ และจะไม่ดำรงชีวิตอยู่ในกฎเกณฑ์เก่าๆ และกาลสมัยเก่าๆ  เจ้าจะดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างใหม่เสมอ และจะไม่หลงผิดจากพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือความหมายของการเริ่มต้นเดินในร่องครรลองที่ถูกต้อง  การจ่ายราคาแค่ในระดับฉาบฉวยนั้นจะใช้ไม่ได้ผล ทุกๆ วัน พระวจนะของพระเจ้าจะเข้าสู่อาณาจักรที่สูงขึ้น และสิ่งใหม่ทั้งหลายจะปรากฏขึ้นทุกวัน และมนุษย์ก็เช่นกัน จะต้องเปิดรับการเข้าสู่ใหม่ทุกๆ วัน  เมื่อพระเจ้าตรัส พระองค์ทรงนำพาดอกผลมาสู่ทั้งหมดที่พระองค์ได้ตรัสไป และหากเจ้าตามไม่ทัน เจ้าก็จะล้าหลัง  เจ้าต้องลงลึกในการอธิษฐานมากขึ้น การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้นจะเป็นแค่เรื่องคั่นเวลาไม่ได้  จงลงลึกให้มากขึ้นในความรู้แจ้งและความกระจ่างที่เจ้าได้รับ และมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการทั้งหลายของเจ้าจะต้องค่อยๆ ล่าถอยไปเรื่อยๆ  เจ้ายังจะต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับการวินิจฉัยของเจ้าด้วยเช่นกัน และไม่ว่าเจ้าจะเผชิญสิ่งใดก็ตาม เจ้าจะต้องมีความคิดของตัวเองในเรื่องนั้นและมีมุมมองของตัวเจ้าเอง  เจ้าต้องได้รับความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายภายนอกและจับความเข้าใจแก่นแท้ของประเด็นปัญหาอันใดก็ตามโดยการเข้าใจบางสิ่งบางอย่างในฝ่ายวิญญาณ  หากเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้พร้อมอยู่ในตัว เจ้าจะสามารถนำคริสตจักรได้อย่างไร?  หากเจ้าเพียงแต่กล่าวคำพูดและคำสอนโดยปราศจากความเป็นจริงอันใด และไม่มีหนทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าก็จะเอาตัวรอดไปได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ  มันอาจพอเป็นที่ยอมรับได้อย่างจำกัดเมื่อพูดกับบรรดาผู้เชื่อใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อบรรดาผู้เชื่อใหม่มีประสบการณ์บางอย่างจริงๆ แล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถจัดหาให้กับพวกเขาได้อีกต่อไป  แล้วเจ้าจะเหมาะสำหรับให้พระเจ้าใช้ได้อย่างไร?  หากปราศจากความรู้แจ้งใหม่ เจ้าย่อมทำงานไม่ได้  บรรดาผู้ที่ไม่มีความรู้แจ้งใหม่คือผู้ที่ไม่รู้วิธีผ่านประสบการณ์ และผู้คนเช่นนั้นไม่มีวันได้รับความรู้ใหม่หรือประสบการณ์ใหม่  และในเรื่องของการจัดหาให้แก่ชีวิต พวกเขาย่อมไม่มีวันสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้เลย และพวกเขาไม่มีทางที่จะเหมาะสำหรับการใช้ของพระเจ้าด้วย  ผู้คนประเภทนี้ไม่มีอะไรดีเลย เป็นแค่เศษขยะเท่านั้น ในความจริง ผู้คนเช่นนี้ไร้ความสามารถอย่างทั้งหมดทั้งสิ้นที่จะทำหน้าที่ของตนในงานได้เลย พวกเขาล้วนไม่มีอะไรดีเลย  ไม่เพียงแค่พวกเขาล้มเหลวในการทำหน้าที่ของตนเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วพวกเขายังสร้างความตึงเครียดที่ไม่จำเป็นต่อคริสตจักรเป็นอย่างมากอีกด้วย  เราขอเตือนสติให้ “ผู้อาวุโสที่น่าเคารพ” เหล่านี้รีบออกจากคริสตจักรเสีย เพื่อที่ผู้อื่นจะไม่จำเป็นต้องมองดูเจ้าอีกต่อไป ผู้คนประเภทนี้ไม่มีความเข้าใจเรื่องงานใหม่และเต็มไปด้วยมโนคติที่หลงผิดอันไม่สิ้นสุด พวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่อะไรเลยในคริสตจักร ตรงกันข้าม พวกเขาก่อความเดือดร้อนรำคาญและแพร่ความคิดแง่ลบไปทั่ว กระทั่งถึงจุดที่มีส่วนร่วมในการประพฤติปฏิบัติที่ผิดและก่อความรบกวนในทุกลักษณะในคริสตจักร ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้บรรดาผู้ที่ขาดการแยกแยะเกิดความสับสนและความระส่ำระสาย  มารที่มีชีวิตเหล่านี้ วิญญาณชั่วเหล่านี้ควรออกจากคริสตจักรโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการที่คริสตจักรจะมีภัยก็เพราะเจ้า  เจ้าอาจไม่เกรงกลัวพระราชกิจของพระเจ้าของวันนี้ ทว่าเจ้าไม่เกรงกลัวการพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้าในวันพรุ่งนี้หรือ?  มีผู้คนจำนวนมากในคริสตจักรที่เป็นพวกเอาเปรียบ และอีกมากที่เป็นหมาป่าที่พยายามหาหนทางขัดจังหวะพระราชกิจปกติของพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปีศาจที่ถูกส่งมาโดยกษัตริย์ปีศาจ เป็นหมาป่าชั่วร้ายที่จ้องสวาปามลูกแกะที่ไร้เดียงสา  หากผู้คนประเภทที่ว่าเหล่านี้ไม่ถูกขับออกไป พวกเขาจะกลายเป็นปรสิตต่อคริสตจักร เป็นมอดปลวกที่สวาปามของถวาย ไม่ช้าก็เร็ว วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อพวกหนอนแมลงที่น่าเหยียดหยาม รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต่ำช้า และน่าผลักไสเหล่านี้จะถูกลงโทษ!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 489

การได้รับความรู้เกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงและความเข้าใจอันถ้วนทั่วเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า—ทั้งสองสิ่งนี้มองเห็นได้ในพระวจนะของพระองค์ และโดยผ่านทางถ้อยดำรัสเหล่านี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถได้รับความรู้แจ้ง  ดังนั้น เจ้าจึงควรเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น  จงสื่อสารความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าในการสามัคคีธรรม และในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถให้ความรู้แจ้งแก่ผู้อื่นและให้ทางออกแก่พวกเขาได้—นี่คือเส้นทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  ก่อนที่พระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อมหนึ่งให้แก่เจ้า พวกเจ้าแต่ละคนต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยพระวจนะของพระองค์เสียก่อน  นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนควรทำ มันคือความสำคัญในลำดับที่เร่งด่วนอย่างหนึ่ง  ก่อนอื่น จงไปให้ถึงจุดที่เจ้ารู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร  สำหรับสิ่งใดก็ตามที่เจ้าไร้ความสามารถที่จะทำได้ จงค้นหาพระวจนะของพระองค์เพื่อเป็นเส้นทางของการปฏิบัติ สำหรับปัญหาใดก็ตามที่เจ้าไม่เข้าใจหรือความลำบากยากเย็นใดก็ตามที่เจ้าอาจจะมี  จงมองหาพระวจนะของพระองค์ ทำให้พระวจนะเป็นเสบียงของเจ้า เปิดโอกาสให้พระวจนะเหล่านี้ช่วยเจ้าในการแก้ไขความลำบากยากเย็นและปัญหาจริงทั้งหลายของเจ้า  อีกทั้งเปิดโอกาสให้พระวจนะของพระองค์กลายเป็นตัวช่วยในชีวิตของเจ้าด้วย  การนี้พึงจะต้องมีความพยายามในส่วนของเจ้า  ในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น เจ้าต้องสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ เจ้าต้องมีความสามารถที่จะสงบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้ และเจ้าต้องปฏิบัติโดยสอดคล้องกับถ้อยดำรัสของพระองค์เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับประเด็นปัญหาอันใด  เมื่อเจ้าไม่ได้เผชิญกับปัญหาอันใด เจ้าควรให้ตัวเจ้าเองกังวลอยู่แค่กับการกินและดื่มพระวจนะของพระองค์เท่านั้น  บางครั้งเจ้าอาจจะอธิษฐานและใคร่ครวญความรักของพระเจ้า แบ่งปันความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ในการสามัคคีธรรม และสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความรู้แจ้งและความกระจ่างที่เจ้าได้รับประสบการณ์ภายในตัวของเจ้าและปฏิกิริยาที่เจ้ามีในขณะที่อ่านถ้อยดำรัสเหล่านี้  ที่มากกว่านั้นคือ เจ้าสามารถให้ทางออกแก่ผู้คนได้  นี่เท่านั้นที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  เป้าหมายของการทำสิ่งนี้ก็คือเพื่อเปิดโอกาสให้พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นเสบียงซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้า

ตลอดครรลองของวันหนึ่ง เจ้าใช้เวลากี่ชั่วโมงในการอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงแท้?  วันของเจ้าถูกมอบแด่พระเจ้าตามจริงมากเท่าใด?  ถูกมอบให้แก่เนื้อหนังมากเท่าใด?  การทำให้หัวใจของคนเราฝักใฝ่ในพระเจ้าอยู่เสมอเป็นขั้นตอนแรกของการอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์  หากเจ้าสามารถอุทิศหัวใจและร่างกายของเจ้า และความรักแท้ทั้งหมดของเจ้าแด่พระเจ้า วางสิ่งเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์พระองค์ นบนอบพระองค์โดยสมบูรณ์ และคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างแท้จริง—ไม่ใช่เพื่อเนื้อหนัง ไม่ใช่เพื่อครอบครัว และไม่ใช่เพื่อความอยากได้อยากมีส่วนตัวของเจ้าเอง แต่เพื่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า โดยใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมและรากฐานในทุกสิ่งทุกอย่าง—เช่นนั้นแล้ว ด้วยการทำดังนั้น เจตนาของเจ้าและมุมมองของเจ้าจะอยู่ถูกที่ถูกทางทั้งหมด และแล้วเจ้าก็จะเป็นบุคคลหนึ่งที่อยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ซึ่งได้รับการสรรเสริญของพระองค์  ผู้คนที่พระเจ้าโปรดก็คือบรรดาผู้ที่หันเข้าหาพระองค์อย่างสมบูรณ์ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่สามารถอุทิศตนแด่พระองค์แต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น  พวกที่พระเจ้าทรงเกลียดคือบรรดาผู้ที่หันเข้าหาพระองค์เพียงครึ่งใจและผู้ที่กบฏต่อพระองค์  พระองค์ทรงเกลียดพวกที่เชื่อในพระองค์และต้องการที่จะชื่นชมพระองค์อยู่เสมอในขณะที่ยังไร้ความสามารถที่จะสละตนเองเพื่อประโยชน์ของพระองค์ได้อย่างครบบริบูรณ์  พระองค์ทรงเกลียดพวกที่พูดว่าพวกเขารักพระองค์แต่เป็นผู้ที่กบฏต่อพระองค์ในหัวใจของพวกเขา พระองค์ทรงเกลียดพวกที่ใช้คำพูดที่มีวาทศิลป์เป็นภาษาดอกไม้เพื่อหลอกลวง  พวกที่มิได้มอบอุทิศต่อพระเจ้าอย่างจริงแท้หรือพวกที่ไม่ได้นบนอบเฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างแท้จริงนั้นคิดคดทรยศและโอหังอย่างเหลือเกินโดยธรรมชาติ  พวกที่ไม่สามารถนบนอบอย่างจริงแท้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงที่ปกตินั้นยิ่งโอหังกว่าเสียด้วยซ้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเป็นผู้สืบสันดานที่ตรงต่อหน้าที่ของหัวหน้าทูตสวรรค์  ผู้คนที่สละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงย่อมอุทิศความเป็นพวกเขาทั้งหมดแก่พระเจ้าและพาตัวเองมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ พวกเขาสามารถนบนอบต่อพระวจนะและพระราชกิจทั้งปวงของพระองค์ และสามารถนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ  พวกเขาสามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและใช้พระวจนะเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา และพวกเขามีความสามารถที่จะค้นคว้าอย่างจริงจังจริงใจภายในพระวจนะของพระเจ้าเพื่อค้นหาส่วนที่จะนำไปปฏิบัติให้พบ  เช่นนั้นคือผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างแท้จริง  หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ ก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเจ้า และเจ้าสามารถเติมเต็มความต้องการและความขาดตกบกพร่องภายในของเจ้าได้โดยผ่านการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าจนอุปนิสัยชีวิตของเจ้าได้แปลงสภาพไป เมื่อนั้นนี่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  หากเจ้ากระทำการโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า  และหากเจ้าไม่ทำความพึงพอใจให้แก่เนื้อหนังแต่สนองเจตนารมณ์ของพระองค์แทน เช่นนั้นแล้ว ในการนี้เจ้าย่อมจะได้เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์  การเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าหมายความว่าเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและทำตามข้อเรียกร้องแห่งพระราชกิจของพระเจ้าได้  มีเพียงการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจำพวกนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่าการเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระองค์  หากเจ้ามีความสามารถที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงได้แล้วไซร้ เจ้าย่อมจะครองความจริง  นี่คือจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นจริง เจ้าต้องเข้ารับการฝึกฝนนี้ก่อน และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้  จงพิจารณาว่าจะรักษาพระบัญญัติอย่างไร และจะจงรักภักดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างไร จงอย่าคิดอยู่เป็นนิตย์เกี่ยวกับว่าเมื่อใดเจ้าจะสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรได้  หากอุปนิสัยของเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดก็ตามที่เจ้าคิดถึงก็จะไร้ประโยชน์!  การจะเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้านั้น เจ้าต้องมาถึงจุดที่แนวคิดและความคิดทั้งหมดของเจ้าเป็นไปเพื่อพระเจ้าเสียก่อน—นี่คือความจำเป็นพื้นฐานที่สุด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบโดยสมบูรณ์ต่อการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 490

ปัจจุบัน มีผู้คนมากมายที่อยู่ท่ามกลางการทดสอบและไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า แต่เราบอกเจ้าเลยว่า หากเจ้าไม่เข้าใจพระราชกิจ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่น่าจะทำการตัดสินเกี่ยวกับมันเสียดีกว่า  บางทีอาจมีสักวันเมื่อความจริงจะเป็นที่ประจักษ์ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน และเมื่อนั้นเจ้าจะเข้าใจ  การไม่ทำการตัดสินจะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้า กระนั้นเจ้าก็ไม่สามารถแค่รออย่างนิ่งเฉยได้  เจ้าต้องพยายามที่จะเข้าสู่อย่างแข็งขัน เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นผู้ซึ่งเข้าสู่จริงๆ  ผู้คนกำลังพัฒนามโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงอยู่เสมอเพราะการเป็นกบฏของพวกเขา  การนี้ทำให้มีความจำเป็นสำหรับผู้คนทั้งปวงที่จะต้องเรียนรู้วิธีที่จะนบนอบ เพราะพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงนั้นคือการทดสอบอันใหญ่หลวงสำหรับมวลมนุษย์  หากเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นได้แล้วไซร้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอันจบสิ้นกัน หากเจ้าไม่มีความเข้าใจถึงการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้  ขั้นตอนสำคัญยิ่งยวดในการที่ผู้คนจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้หรือไม่นั้นก็คือการที่พวกเขาเข้าใจการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้า  การทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ที่เสด็จมายังแผ่นดินโลกก็คือการทดสอบหนึ่งสำหรับบุคคลทุกคน หากเจ้ามีความสามารถที่จะตั้งมั่นในด้านนี้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นใครบางคนที่รู้จักพระเจ้า และเจ้าจะเป็นใครบางคนที่รักพระองค์อย่างแท้จริง  หากเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นในด้านนี้ และเจ้าเพียงเชื่อในพระวิญญาณและไม่สามารถเชื่อในการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วก็ไม่ว่าความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด มันย่อมจะไร้ประโยชน์  หากเจ้าไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงปรากฏแก่ตาได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้าได้หรือ?  เจ้ามิใช่แค่กำลังพยายามหลอกพระเจ้าหรอกหรือ?  เจ้าไม่นบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงปรากฏแก่ตาและจับต้องได้ ดังนั้น เจ้าจะสามารถนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณได้หรือ?  พระวิญญาณนั้นไม่ทรงปรากฏแก่ตาและไม่อาจจับต้องได้ ดังนั้น เมื่อเจ้าพูดว่าเจ้านบนอบต่อพระวิญญาณของพระเจ้า เจ้ามิใช่กำลังพูดเรื่องเหลวไหลอยู่หรอกหรือ?  กุญแจสำคัญในการรักษาพระบัญญัติก็คือการมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง  ทันทีที่เจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง เจ้าก็จะสามารถรักษาพระบัญญัติได้  มีสองส่วนประกอบในการรักษาพระบัญญัติเหล่านั้น หนึ่งคือการยึดมั่นในแก่นแท้ของพระวิญญาณของพระองค์ และการมีความสามารถที่จะยอมรับการตรวจสอบจากพระวิญญาณเฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณได้ ส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งคือการสามารถที่จะมีความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับเนื้อหนังซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ และการสัมฤทธิ์การนบนอบที่จริงแท้  ไม่ว่าจะต่อหน้าเนื้อหนังหรือเฉพาะพระพักตร์พระวิญญาณ คนเราต้องเก็บงำหัวใจที่นบนอบต่อพระเจ้าและความยำเกรงพระองค์ไว้เสมอ  มีเพียงผู้ที่เป็นเช่นนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติในการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  หากเจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง—กล่าวคือ หากเจ้าได้ตั้งมั่นในการทดสอบแล้ว—เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีสิ่งใดมากเกินไปสำหรับเจ้า

ผู้คนบางคนกล่าวว่า “พระบัญญัตินั้นง่ายที่จะรักษา เจ้าแค่จำเป็นต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาและอย่างมีใจศรัทธาเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ออกท่าออกทางบุ้ยใบ้อันใด นี่คือสิ่งที่เป็นการรักษาพระบัญญัติ”  นั่นถูกหรือไม่?  ดังนั้น หากเจ้าทำสองสามสิ่งลับหลังพระเจ้าที่เป็นการต้านทานพระองค์ นั่นนับว่าเป็นการรักษาพระบัญญัติหรือไม่?  เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ถ้วนทั่วในเรื่องของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพระบัญญัติ  นั่นสัมพันธ์กับการที่ว่าเจ้ามีความเข้าใจที่เป็นจริงเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงหรือไม่ หากเจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงและไม่สะดุดล้มลงในช่วงระหว่างการทดสอบนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถถูกนับได้ว่ามีคำพยานที่แข็งแกร่ง  การเป็นพยานที่ดังกึกก้องให้แก่พระเจ้านั้นโดยพื้นฐานแล้วสัมพันธ์กับการที่เจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงหรือไม่ และกับการที่เจ้ามีความสามารถที่จะนบนอบต่อหน้าบุคคลนี้ได้หรือไม่ ผู้ซึ่งไม่ใช่แค่ธรรมดาสามัญเท่านั้น แต่ปกติด้วย และนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตาย  หากเจ้าเป็นพยานอย่างแท้จริงต่อพระเจ้าด้วยหนทางแห่งการนบนอบนี้ นั่นหมายความว่าเจ้าได้ถูกพระเจ้ารับไว้แล้ว  หากเจ้าสามารถนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตายและปราศจากการร้องทุกข์ ไม่ทำการตัดสิน ไม่ใส่ร้าย ไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใด และไม่มีสิ่งจูงใจแอบแฝงอันใดเฉพาะพระพักตร์พระองค์ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงได้มาซึ่งพระสิริในหนทางนี้  การนบนอบต่อหน้าบุคคลปกติธรรมดาคนหนึ่งผู้ซึ่งถูกมนุษย์ดูแคลน และการมีความสามารถที่จะนบนอบไปจนกระทั่งหมดลมหายใจโดยไม่มีมโนคติที่หลงผิดใดๆ—นี่ละคือคำพยานจริงแท้  ความเป็นจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนเข้าสู่นั้นก็คือการที่เจ้าสามารถนบนอบต่อพระวจนะของพระองค์ นำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ กราบไหว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและรู้จักความเสื่อมทรามของเจ้าเอง เปิดใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และในท้ายที่สุดก็ได้ถูกพระองค์รับไว้โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ของพระองค์  พระเจ้าได้รับพระสิริเมื่อถ้อยดำรัสเหล่านี้พิชิตเจ้าและทำให้เจ้านบนอบพระองค์โดยสมบูรณ์ โดยผ่านทางการนี้พระองค์ทรงทำให้ซาตานอับอายและทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์  เมื่อเจ้าไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใดเกี่ยวกับการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์—กล่าวคือ เมื่อเจ้าได้ตั้งมั่นในการทดสอบนี้—เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ได้เป็นพยานในการนี้เป็นอย่างดีแล้ว  เมื่อมาถึงวันซึ่งเจ้ามีความเข้าใจเต็มเปี่ยมเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและสามารถนบนอบจนกระทั่งถึงแก่ความตายเหมือนที่เปโตรเคยทำ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะได้รับการรับไว้และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำซึ่งไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าก็คือการทดสอบสำหรับเจ้า  หากพระราชกิจของพระเจ้าอยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เจ้าก็คงจะไม่จำเป็นต้องทนทุกข์หรือได้รับการถลุง  เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้านั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งนักและไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้านั่นเอง เจ้าจึงจำเป็นต้องปล่อยมือจากมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้น  นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นการทดสอบสำหรับเจ้า  เป็นเพราะการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้านั่นเอง ผู้คนทั้งปวงจึงอยู่ในท่ามกลางการทดสอบ พระราชกิจของพระองค์สัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่ใช่เหนือธรรมชาติ  เจ้าจะได้รับการรับไว้โดยพระองค์ด้วยการเข้าใจพระวจนะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์และถ้อยดำรัสที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์อย่างเต็มที่โดยไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใด และการมีความสามารถที่จะรักพระองค์อย่างแท้จริงในขณะที่พระราชกิจของพระองค์สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากยิ่งขึ้นทุกที  กลุ่มผู้คนที่พระเจ้าจะทรงรับไว้นั้นคือผู้ที่รู้จักพระเจ้า นั่นคือ บรรดาผู้ที่รู้ว่าพระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคือผู้ที่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบโดยสมบูรณ์ต่อการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 491

ในช่วงที่พระเจ้าทรงอยู่ในเนื้อหนัง การนบนอบที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากผู้คน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการงดเว้นจากการทำการตัดสิน หรือการต้านทานดังที่พวกเขาจินตนาการ ตรงกันข้าม พระองค์ทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนใช้พระวจนะของพระองค์เป็นหลักการในการดำรงชีวิตของพวกเขาและเป็นรากฐานของการอยู่รอดของพวกเขา ให้พวกเขานำแก่นแท้ของพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ และให้พวกเขาสนองเจตนารมณ์ของพระองค์โดยบริบูรณ์  แง่มุมหนึ่งของการพึงประสงค์ให้ผู้คนนบนอบต่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อ้างอิงถึงการนำพระวจนะของพระองค์มาปฏิบัติ ในขณะที่อีกแง่มุมหนึ่งอ้างอิงถึงการมีความสามารถที่จะนบนอบต่อความเป็นปกติและการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์  แง่มุมทั้งสองเหล่านี้ต้องสมบูรณ์  บรรดาผู้ที่สามารถสัมฤทธิ์ทั้งสองแง่มุมเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่เก็บงำหัวใจที่รักพระเจ้าโดยแท้  พวกเขาล้วนเป็นผู้คนที่พระเจ้าได้ทรงรับไว้แล้ว และพวกเขาล้วนรักพระเจ้าเสมือนที่พวกเขารักชีวิตของพวกเขาเอง  พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงในพระราชกิจของพระองค์  ในหนทางนี้ เปลือกนอกของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ทั้งปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์กลายเป็นการทดสอบอันมโหฬารสำหรับผู้คน มันกลายเป็นความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขา  อย่างไรก็ตาม ความเป็นปกติและการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  พระองค์ได้ทรงพยายามทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้พบทางออก แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถปลดเปลื้องพระองค์เองออกจากเปลือกนอกแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์ได้  ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้าที่เป็นพระวิญญาณในสวรรค์  พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ทรงเป็นพระเจ้าที่สวมใส่เปลือกของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ด้วยเหตุนี้ การปลดเปลื้องพระองค์เองจากเปลือกแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์ก็คงไม่มีทางง่ายดายเลย  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอย่างไร พระองค์ยังคงทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะทำจากมุมมองของเนื้อหนัง  พระราชกิจนี้คือการแสดงออกถึงพระเจ้าผู้ทรงเป็นปกติและทรงภาคชีวิตจริง ดังนั้น มันจะสามารถเป็นที่ยอมรับได้อย่างไรเล่าสำหรับผู้คนที่จะไม่นบนอบ?  ผู้คนสามารถทำสิ่งใดเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้าได้เล่า?  พระองค์ทรงทำสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะทำ สิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงเกษมสำราญด้วยก็คือหนทางที่มันเป็นอยู่นั่นเอง  หากผู้คนไม่สามารถนบนอบได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาสามารถมีแผนการที่ฟังเข้าทีอะไรอื่นได้?  จนถึงบัดนี้ มีเพียงการนบนอบเท่านั้นที่สามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ ไม่มีผู้ใดมีแนวคิดที่เฉียบแหลมอื่นใดเลย  หากพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทดสอบผู้คน พวกเขาสามารถทำสิ่งใดเกี่ยวกับการนั้นได้หรือ?  อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้พระเจ้าในสวรรค์มิได้ทรงดำริขึ้น พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ต่างหากที่ทรงดำริขึ้นมา  พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะทำการนี้ ดังนั้นไม่มีบุคคลใดสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้  พระเจ้าในสวรรค์ไม่ทรงแทรกแซงสิ่งที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงทำ ดังนั้น นี่ยิ่งไม่ใช่เหตุผลมากขึ้นไปอีกหรือว่าเหตุใดผู้คนจึงควรนบนอบต่อพระองค์?  ถึงแม้ว่าพระองค์ทั้งทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นปกติ พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์โดยครบบริบูรณ์  พระองค์ทรงทำสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงต้องประสงค์บนพื้นฐานแนวคิดของพระองค์เอง  พระเจ้าในสวรรค์ได้ทรงส่งต่อกิจทั้งหมดให้แก่พระองค์แล้ว เจ้าต้องนบนอบต่อสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงทำ  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์และทรงเป็นปกติอย่างมากก็ตาม พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการทั้งหมดนี้โดยจงใจ ดังนั้น มนุษย์จะสามารถถลึงตาใส่พระองค์ด้วยความไม่เห็นชอบได้อย่างไร?  พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะเป็นปกติ ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นปกติ  พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะดำรงพระชนม์ชีพภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ภายในสภาวะความเป็นมนุษย์  พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะดำรงพระชนม์ชีพภายในเทวสภาพ ดังนั้นพระองค์จึงทรงดำรงพระชนม์ชีพในเทวสภาพ  ผู้คนสามารถมองการนั้นอย่างไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ แต่พระเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าอยู่เสมอและมนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์อยู่เสมอ  แก่นแท้ของพระองค์ไม่สามารถถูกปฏิเสธได้เนื่องจากรายละเอียดเล็กน้อยบางอย่าง อีกทั้งไม่สามารถผลักพระองค์ออกไปนอก “สภาวะบุคคล” ของพระเจ้าได้เนื่องจากสิ่งเล็กน้อยสิ่งหนึ่ง  ผู้คนมีเสรีภาพในการเป็นมนุษย์ และพระเจ้ามีความทรงเกียรติของพระเจ้า เหล่านี้ไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน  ผู้คนไม่สามารถมอบอิสรภาพสักเล็กน้อยแก่พระเจ้าหรอกหรือ?  พวกเขาไม่สามารถทนยอมรับพระเจ้าที่ทรงผ่อนคลายตามสบายมากขึ้นอีกนิดหรอกหรือ?  จงอย่าเคร่งครัดนักเลย!  แต่ละคนควรมีการยอมผ่อนปรนซึ่งกันและกัน เช่นนั้นแล้วทุกอย่างจะไม่ลงตัวหรอกหรือ?  ความเหินห่างอันใดจะยังคงมีอยู่อีกหรือ?  หากคนเราไม่สามารถทนยอมรับเรื่องสัพเพเหระเช่นนี้ได้ แล้วพวกเขาจะสามารถแม้กระทั่งพูดบางสิ่งบางอย่างเช่น “หัวใจของนายกรัฐมนตรีใหญ่พอให้แล่นเรือในนั้นได้” ได้อย่างไร?  พวกเขาจะสามารถเป็นมนุษย์ที่แท้จริงคนหนึ่งได้อย่างไร?  ไม่ใช่พระเจ้าหรอกที่ทำให้เกิดความลำบากยากเย็นแก่มวลมนุษย์ แต่มวลมนุษย์เป็นผู้ทำให้เกิดความลำบากยากเย็นแก่พระเจ้า  พวกเขารับมือสิ่งทั้งหลายด้วยการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อยู่เสมอ  พวกเขาทำสิ่งที่ไม่มีอะไรให้กลายเป็นอะไรบางอย่างขึ้นมาจริงๆ และนั่นช่างไม่จำเป็นเอาเสียเลย!  เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง สิ่งที่พระองค์ทรงทำไม่ใช่งานของมวลมนุษย์ แต่เป็นพระราชกิจของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม พวกมนุษย์มองไม่เห็นแก่นแท้แห่งพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาแค่มองเปลือกนอกของสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ตลอดเวลา  พวกเขาไม่เคยเห็นงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น กระนั้นพวกเขาก็ยังยืนกรานที่จะมองเห็นแต่สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและธรรมดาของพระองค์ และจะไม่ยอมปล่อยมือจากมัน  การนี้สามารถเรียกว่าเป็นการนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไร?  บัดนี้พระเจ้าในสวรรค์ได้ทรง “แปรมาเป็น” พระเจ้าบนแผ่นดินโลกแล้ว และพระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงเป็นพระเจ้าในสวรรค์ในตอนนี้  ไม่สำคัญเลยว่าการทรงปรากฏภายนอกของทุกพระองค์จะเหมือนกันหรือไม่ อีกทั้งไม่สำคัญเลยว่าแต่ละพระองค์จะทรงพระราชกิจอย่างไรกันแน่  ในที่สุดแล้ว พระองค์ผู้ทรงพระราชกิจของพระเจ้าเองก็คือพระเจ้าพระองค์เอง  เจ้าต้องนบนอบไม่ว่าเจ้าต้องการจะนบนอบหรือไม่—นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้ามีทางเลือก!  มนุษย์ต้องนบนอบพระเจ้า และมนุษย์ต้องนบนอบต่อพระเจ้าอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีข้ออ้างแม้แต่น้อย

กลุ่มคนที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับไว้ในวันนี้คือบรรดาผู้ที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์  พวกเขาเพียงแต่จำเป็นต้องนบนอบต่อพระราชกิจของพระองค์ และเลิกกังวลสนใจกับพระประสงค์ของพระเจ้าในสวรรค์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ชีวิตอยู่ในความคลุมเครือ และทำให้สิ่งทั้งหลายลำบากยากเย็นสำหรับพระเจ้าในเนื้อหนัง  บรรดาผู้มีความสามารถที่จะนบนอบพระองค์คือบรรดาผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์และเชื่อฟังต่อการจัดการเตรียมการของพระองค์โดยสมบูรณ์  ผู้คนเช่นนั้นไม่สนใจแต่อย่างใดเลยว่าพระเจ้าในสวรรค์จริงๆ แล้วทรงเป็นเช่นไร หรือพระราชกิจประเภทใดที่พระเจ้าในสวรรค์อาจจะกำลังทรงทำอยู่กับมนุษย์ในปัจจุบัน พวกเขามอบหัวใจของพวกเขาอย่างสุดใจแด่พระเจ้าบนแผ่นดินโลก พวกเขาวางความเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระองค์  พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงความปลอดภัยของพวกเขาเองแต่อย่างใด อีกทั้งพวกเขาไม่เคยเอาความเป็นปกติและการทรงภาคชีวิตจริงของพระเจ้าที่ทรงเป็นมนุษย์มาทำให้เป็นเรื่องใหญ่  บรรดาผู้ที่นบนอบต่อพระเจ้าในเนื้อหนังสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้  บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าในสวรรค์จะไม่ได้รับสิ่งใด  การนี้เป็นเพราะผู้ที่ประทานสัญญาและพรแก่ผู้คนไม่ใช่พระเจ้าในสวรรค์ แต่เป็นพระเจ้าบนแผ่นดินโลก  ผู้คนไม่ควรเทิดทูนพระเจ้าในสวรรค์ว่ายิ่งใหญ่โดยมองว่าพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเป็นแค่บุคคลธรรมดาทั่วไปอยู่ตลอดเวลา การนี้ไม่ยุติธรรม  พระเจ้าในสวรรค์ทรงยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ด้วยพระปรีชาญาณอันน่ามหัศจรรย์ใจ แต่ทว่าพระเจ้าในสวรรค์ไม่ได้มีอยู่จริงเลยสักนิด พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงธรรมดาทั่วไปและไม่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง และยังปกติอย่างยิ่งอีกด้วย  พระองค์ไม่มีพระหทัยที่เหนือธรรมดาหรือทรงแสดงการกระทำที่ถล่มทลายโลก พระองค์เพียงแค่ทรงพระราชกิจและตรัสในลักษณะที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างยิ่งเท่านั้น  ในขณะที่พระองค์มิได้ตรัสผ่านทางฟ้าร้องหรือเรียกลมและฝน พระองค์ก็คือการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในสวรรค์อย่างแท้จริง และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกมนุษย์จริงๆ  ผู้คนต้องไม่ถือว่าผู้ที่ตนสามารถเข้าใจและผู้ที่สอดรับกับจินตนาการของตนเองคือพระเจ้า หรือเทิดทูนว่ายิ่งใหญ่ พลางมองผู้ที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับและไม่สามารถจินตนาการถึงได้อย่างสมบูรณ์ว่าเป็นผู้ต่ำต้อย  ทั้งหมดนี้มาจากการเป็นกบฏของผู้คน ทั้งหมดนี้เป็นแหล่งกำเนิดของการต้านทานพระเจ้าของมวลมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบโดยสมบูรณ์ต่อการทรงภาคชีวิตจริงของพระองค์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 492

ผู้คนจะไม่มีความสามารถที่จะรู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้หากพวกเขาฟังเพียงความรู้สึกของมโนธรรมของพวกเขา  หากพวกเขาอาศัยเพียงมโนธรรมของพวกเขาเท่านั้น ความรักที่พวกเขามีให้พระเจ้าจะอ่อนกำลัง  หากเจ้าเพียงพูดถึงการตอบแทนพระคุณและความรักของพระเจ้า เจ้าจะไม่มีแรงผลักดันใดๆ ในความรักของเจ้าที่มีให้พระองค์ การรักพระองค์โดยมีพื้นฐานจากความรู้สึกของมโนธรรมของเจ้านั้นคือแนวทางในเชิงรับ  เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่คือแนวทางในเชิงรับ?  นี่คือปัญหาในเชิงปฏิบัติ  ความรักที่พวกเจ้ามีให้กับพระเจ้าเป็นแบบใดกัน?  มันไม่ใช่แค่การหลอกพระเจ้าและทำเพื่อพระองค์ไปอย่างพอเป็นพิธีหรอกหรือ?  ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเนื่องจากการรักพระเจ้าไม่มีบำเหน็จรางวัล และคนเราจะถูกตีสอนไม่ต่างกันเพราะไม่รักพระองค์ เช่นนั้น โดยรวมแล้ว แค่ไม่ทำบาปก็ดีพอแล้ว  ดังนั้น การรักพระเจ้าและการตอบแทนความรักของพระองค์บนพื้นฐานของความรู้สึกในมโนธรรมของคนเราจึงเป็นแนวทางในเชิงรับ และสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้เองจากหัวใจของคนเรานั้นไม่ใช่ความรักพระเจ้า  ความรักพระเจ้าควรเป็นความรู้สึกจริงแท้จากก้นบึ้งในหัวใจของบุคคล  บางคนพูดว่า “ตัวข้าพระองค์เองเต็มใจที่จะแสวงหาพระเจ้าและติดตามพระองค์  ตอนนี้ ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทอดทิ้งข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะยังคงติดตามพระองค์  ข้าพระองค์จะยังคงรักพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะทรงต้องการข้าพระองค์หรือไม่ก็ตาม และในท้ายที่สุด ข้าพระองค์จะต้องได้รับพระองค์  ข้าพระองค์มอบถวายหัวใจของข้าพระองค์แด่พระเจ้า และไม่ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใดก็ตาม ข้าพระองค์จะติดตามพระองค์ไปชั่วชีวิตของข้าพระองค์ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ข้าพระองค์ต้องรักพระเจ้าและข้าพระองค์ต้องได้รับพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่หยุดพักจนกว่าข้าพระองค์จะได้รับพระองค์แล้ว” เจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่แบบนี้หรือไม่?

เส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าคือเส้นทางหนึ่งและเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางแห่งการรักพระองค์  หากเจ้าเชื่อในพระองค์ เจ้าก็ต้องรักพระองค์ อย่างไรก็ตาม การรักพระองค์ไม่ได้หมายถึงการตอบแทนความรักของพระองค์ หรือการรักพระองค์ตามความรู้สึกทางมโนธรรมของเจ้าเท่านั้น—แต่คือความรักที่บริสุทธิ์สำหรับพระเจ้า  บางครั้งผู้คนไร้ความสามารถที่จะรู้สึกถึงความรักพระเจ้าบนพื้นฐานของมโนธรรมของพวกเขาเพียงอย่างเดียว  เหตุใดเราจึงกล่าวอยู่เสมอว่า “ขอพระวิญญาณของพระเจ้าทรงขับเคลื่อนวิญญาณของพวกเรา”?  เหตุใดเราจึงไม่กล่าวถึงการขับเคลื่อนมโนธรรมของผู้คนที่จะรักพระเจ้า?  นั่นเป็นเพราะว่ามโนธรรมของผู้คนไม่สามารถรู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้  หากเจ้าไม่ปักใจเชื่อในวจนะเหล่านี้ จงลองใช้มโนธรรมของเจ้าในการรู้สึกถึงความรักของพระองค์  เจ้าอาจมีแรงผลักดันบางอย่างในชั่วขณะ แต่แรงผลักดันนั้นจะหายไปในไม่ช้า  หากเจ้ารู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้ด้วยมโนธรรมของเจ้าเท่านั้น เจ้าจะได้รับการผลักดันในขณะที่เจ้าอธิษฐาน แต่ไม่นานหลังจากนั้นแรงผลักดันนั้นจะเลือนรางและหายไป  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?  หากเจ้าใช้เพียงมโนธรรมของเจ้าเท่านั้น เจ้าจะไร้ความสามารถที่จะปลุกเร้าความรักพระเจ้าของเจ้าได้ เมื่อเจ้ารู้สึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้จริงๆ ในหัวใจของเจ้า วิญญาณของเจ้าจะได้รับการขับเคลื่อนจากพระองค์ และมโนธรรมของเจ้าจะสามารถเล่นบทบาทดั้งเดิมของมันได้ในเวลานี้เท่านั้น  กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าทรงขับเคลื่อนวิญญาณของมนุษย์ และเมื่อมนุษย์มีความรู้และได้รับการหนุนใจในหัวใจของเขาแล้ว นั่นคือ เมื่อเขาได้รับประสบการณ์แล้ว เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขาจะสามารถรักพระเจ้าได้อย่างได้ผลด้วยมโนธรรมของเขา  การรักพระเจ้าด้วยมโนธรรมของเจ้าไม่ใช่เรื่องผิด—นี่คือความรักพระเจ้าในระดับต่ำที่สุด  การรักด้วย “การปฏิบัติต่อพระคุณของพระเจ้าได้ดีพอเพียงแค่ฉิวเฉียด” เพียงแค่นั้นจะไม่ผลักดันให้มนุษย์เข้าสู่อย่างมั่นใจได้  เมื่อผู้คนได้รับพระราชกิจบางอย่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นคือ เมื่อพวกเขามองเห็นและรู้สึกถึงความรักของพระเจ้าในประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพวกเขา เมื่อพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าบ้าง และมองเห็นอย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงคู่ควรต่อความรักของมวลมนุษย์ และพระองค์ทรงดีงามเพียงใด เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถรักพระเจ้าได้อย่างจริงแท้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รักอันจริงแท้สำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เอง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 493

เมื่อผู้คนติดต่อพระเจ้าด้วยหัวใจของพวกเขา เมื่อหัวใจของพวกเขามีความสามารถที่จะหันไปหาพระองค์ได้อย่างครบบริบูรณ์ นี่คือขั้นตอนแรกในความรักพระเจ้าของมนุษย์  หากเจ้าต้องการรักพระเจ้า อันดับแรกเจ้าต้องมีความสามารถที่จะหันหัวใจของเจ้าไปหาพระองค์ให้ได้ก่อน  การหันหัวใจของเจ้าไปหาพระเจ้าคืออะไร?  คือเมื่อทุกสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาในหัวใจของเจ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการรักและการได้รับพระเจ้า  นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าได้หันหัวใจของเจ้าไปหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว  และนอกเหนือจากพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์แล้ว แทบไม่มีสิ่งอื่นใดในหัวใจของเจ้า (ครอบครัว ความร่ำรวย สามี ภรรยา บุตร เป็นต้น) ถึงแม้ว่ามี สิ่งต่างๆ ดังกล่าวไม่สามารถครองหัวใจของเจ้าได้ และเจ้าไม่คิดถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของเจ้า ยกเว้นการไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้าเท่านั้น  ในเวลาดังกล่าวเจ้าจะได้หันหัวใจของเจ้าไปหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว  สมมุติว่า เจ้ายังคงกำลังวางแผนเพื่อตัวเจ้าเองในหัวใจของเจ้า และไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยคิดอยู่เสมอว่า “ฉันจะร้องขอเล็กๆ น้อยๆ จากพระเจ้าได้เมื่อใด?  ครอบครัวของฉันจะกลายเป็นร่ำรวยเมื่อใด?  ฉันจะได้เสื้อผ้าดีๆ บ้างเมื่อใด?…” หากเจ้ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าหัวใจของเจ้ายังไม่ได้หันไปหาพระเจ้าอย่างครบถ้วน  หากเจ้ามีเพียงพระวจนะของพระเจ้าในหัวใจของเจ้า และเจ้ามีความสามารถที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าและกลายมาใกล้ชิดพระองค์อยู่เสมอ—เสมือนว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดกับเจ้ามาก เสมือนว่าพระเจ้าทรงอยู่ภายในตัวเจ้าและเจ้าอยู่ภายในพระองค์—หากเจ้าอยู่ในสภาวะแบบนั้น นั่นหมายความว่าหัวใจของเจ้าอยู่ในการสถิตของพระเจ้า  หากเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้า และกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ทุกวัน นึกถึงงานของคริสตจักรอยู่เสมอ และหากเจ้าแสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ใช้หัวใจของเจ้าเพื่อรักพระองค์อย่างจริงแท้ และทำให้พระองค์สมดังพระทัย เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าจะเป็นของพระเจ้า  หากหัวใจของเจ้าถูกสิ่งอื่นๆ มากมายครองอยู่ เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าก็ยังคงถูกซาตานครอง และยังไม่ได้หันไปหาพระเจ้าอย่างแท้จริง  เมื่อหัวใจของใครสักคนหันไปหาพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขาจะมีความรักที่จริงแท้ซึ่งเกิดขึ้นเองเพื่อพระองค์ และจะสามารถพิจารณาพระราชกิจของพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจยังคงมีช่วงเวลาแห่งความเขลาและความไร้เหตุผล แต่พวกเขาแสดงความกังวลต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พระราชกิจของพระองค์ และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาเอง และหัวใจของพวกเขานั้นมีเจตนาที่ดี  ผู้คนบางคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นไปเพื่อคริสตจักร ทั้งที่อันที่จริงแล้วพวกเขากำลังทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวพวกเขาเอง  ผู้คนเยี่ยงนี้มีเจตนาแบบผิดๆ  พวกเขาคดโกงและหลอกลวง และสิ่งที่พวกเขาทำนั้นส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาเอง  คนจำพวกนี้ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้า หัวใจของพวกเขายังคงเป็นของซาตาน และไม่สามารถหันไปหาพระเจ้าได้  ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงมีวิถีทางใดที่จะได้รับคนจำพวกนี้

หากเจ้าปรารถนาที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้รับการทรงรับไว้โดยพระองค์ ขั้นตอนแรกคือการหันหัวใจของเจ้าไปหาพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  ในทุกสิ่งที่เจ้าทำ จงสำรวจค้นตัวเจ้าเอง และถามว่า “ฉันทำสิ่งนี้บนพื้นฐานของหัวใจที่รักพระเจ้าหรือไม่?  มีความตั้งใจส่วนตัวใดๆ อยู่เบื้องหลังการนี้หรือไม่?  เป้าหมายแท้จริงของฉันในการทำการนี้คืออะไร?”  หากเจ้าต้องการมอบหัวใจของเจ้าให้แก่พระเจ้า ก่อนอื่น เจ้าต้องข่มหัวใจของเจ้าเองก่อน ยอมละทิ้งเจตนาของเจ้าเองทั้งหมด และทำให้สภาวะแห่งการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อพระเจ้าสัมฤทธิ์ผล  นี่คือเส้นทางสู่การปฏิบัติในการมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า  การข่มหัวใจของคนเราหมายถึงอะไร?  มันคือการปล่อยวางความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของเนื้อหนังของคนเรา และการไม่ปรารถนาความสบายหรือผลประโยชน์เกี่ยวกับสถานภาพ  มันคือการทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย และการทำให้หัวใจของคนเราเป็นไปเพื่อพระองค์ทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อตนเอง  การทำเช่นนี้ก็เพียงพอ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รักอันจริงแท้สำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เอง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 494

ความรักพระเจ้าที่จริงแท้มาจากส่วนลึกภายในหัวใจ คือความรักที่ดำรงอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น  เมื่อหัวใจของใครสักคนหันไปหาพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ย่อมมีความรักพระเจ้า แต่ความรักนั้นไม่จำเป็นต้องบริสุทธิ์และไม่จำเป็นต้องครบบริบูรณ์  นี่เป็นเพราะว่ายังคงมีระยะห่างอยู่บ้างระหว่างหัวใจของบุคคลที่หันไปหาพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ และบุคคลนั้นที่มีความเข้าใจที่จริงแท้เกี่ยวกับพระเจ้าและมีการรักบูชาสำหรับพระองค์อย่างจริงแท้  มนุษย์สัมฤทธิ์การรักพระเจ้าอย่างแท้จริงและมารู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้ ก็ด้วยวิธีการหันหัวใจของเขาไปหาพระเจ้า  เมื่อมนุษย์มอบหัวใจที่แท้จริงของเขาให้กับพระเจ้า เมื่อนั้นเขาจะเริ่มต้นเข้าสู่ประสบการณ์แห่งชีวิต  ด้วยวิธีนี้ อุปนิสัยของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง ความรักพระเจ้าของเขาค่อยๆ เติบโตขึ้น และความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน  ดังนั้น การหันหัวใจของคนเราไปหาพระเจ้าจึงเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้น เพื่อให้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งประสบการณ์ชีวิต  เมื่อผู้คนวางหัวใจของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาก็เพียงมีหัวใจที่ถวิลหารอคอยพระองค์ แต่ไม่ใช่หัวใจที่รักพระองค์ เพราะพวกเขาไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระองค์  ถึงแม้ว่าในรูปการณ์แวดล้อมนี้พวกเขามีความรักพระองค์อยู่บ้าง แต่ความรักนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองและไม่ใช่ความรักที่จริงแท้  นี่เป็นเพราะว่าสิ่งใดก็ตามที่มาจากเนื้อหนังของมนุษย์นั้นคือผลิตผลของอารมณ์ และไม่ได้มาจากความเข้าใจที่จริงแท้  เป็นเพียงแรงกระตุ้นชั่วครู่ชั่วยาม และไม่สามารถทำให้เกิดการรักบูชาอันยืนยาวได้  เมื่อผู้คนไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาสามารถรักพระองค์ได้บนพื้นฐานของความชอบของพวกเขาเองและมโนคติอันหลงผิดแต่ละอย่างของพวกเขาเท่านั้น ความรักประเภทนี้ไม่สามารถเรียกว่าความรักที่เกิดขึ้นเอง อีกทั้งยังไม่สามารถเรียกว่าความรักที่จริงแท้ได้  หัวใจของมนุษย์อาจหันไปหาพระเจ้าอย่างจริงแท้ และสามารถนึกถึงประโยชน์ของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่หากเขาไม่เข้าใจพระเจ้าแล้ว เขาก็จะไม่สามารถมีความรักที่เกิดขึ้นเองอย่างจริงแท้ได้  ทั้งหมดที่เขาจะสามารถทำได้คือการทำหน้าที่การงานบางอย่างได้ลุล่วงเพื่อคริสตจักร หรือทำหน้าที่ของเขาได้เล็กน้อย แต่เขาจะทำเช่นนั้นโดยไม่มีพื้นฐานใดๆ  อุปนิสัยของบุคคลจำพวกนี้เปลี่ยนแปลงได้ยาก ผู้คนเช่นนั้นไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง หรือไม่ก็ไม่เข้าใจความจริง  ถึงแม้ว่าบุคคลหนึ่งจะหันหัวใจของเขาไปหาพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าหัวใจที่รักพระเจ้าของเขาจะบริสุทธิ์โดยครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะผู้ที่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีความรักพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา  การนี้เกี่ยวข้องกับความแตกต่างระหว่างใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาหรือไม่ไล่ตามเสาะหาความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า  เมื่อบุคคลหนึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า นั่นแสดงให้เห็นว่าหัวใจของพวกเขาได้หันไปหาพระเจ้าทั้งหมดแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าความรักพระเจ้าอย่างจริงแท้ในหัวใจของพวกเขาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง  ผู้คนจำพวกนี้เท่านั้นที่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา  การหันหัวใจของคนเราไปหาพระเจ้าเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อให้คนเราไปอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้อง เพื่อให้เข้าใจพระเจ้า และเพื่อให้สัมฤทธิ์การรักพระเจ้า  นี่ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ถึงการเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักพระเจ้าของคนเรา และไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ถึงการรักพระองค์อย่างจริงแท้  หนทางเดียวที่ใครสักคนจะสัมฤทธิ์การรักพระเจ้าอย่างจริงแท้ได้นั้น คือการหันหัวใจพวกเขาไปหาพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่คนเราควรทำเช่นกันในฐานะหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์  บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าคือผู้คนทั้งหมดที่ไล่ตามเสาะหาชีวิต นั่นคือ ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและต้องการพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาทั้งหมดมีความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเคยได้รับการขับเคลื่อนโดยพระองค์แล้ว  พวกเขาทั้งหมดมีความสามารถที่จะได้รับการทรงนำของพระเจ้าได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รักอันจริงแท้สำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เอง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 495

วันนี้ ขณะที่พวกเจ้าแสวงหาที่จะรักและรู้จักพระเจ้า ในด้านหนึ่งพวกเจ้าต้องอดทนต่อความยากลำบากและการถลุง และในอีกด้านหนึ่ง พวกเจ้าก็ต้องจ่ายราคา  ไม่มีบทเรียนใดลึกซึ้งไปกว่าบทเรียนของการรักพระเจ้า และอาจกล่าวได้ว่าบทเรียนที่ผู้คนเรียนรู้ตลอดชีวิตของความเชื่อก็คือจะรักพระเจ้าอย่างไร  กล่าวคือ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ต้องรักพระเจ้า  หากเจ้าเพียงแค่เชื่อในพระเจ้าแต่ไม่รักพระองค์และยังไม่ได้บรรลุถึงความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และยังไม่เคยรักพระเจ้าด้วยความรักที่แท้จริงซึ่งมาจากภายในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็ไร้ประโยชน์ หากในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้านั้น เจ้าไม่รักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่า และชีวิตทั้งชีวิตของเจ้าย่อมต่ำต้อยที่สุดในบรรดาชีวิตทั้งหมด  หากตลอดชั่วชีวิตของเจ้านั้น เจ้าไม่เคยรักหรือทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเลย แล้วการมีชีวิตของเจ้าจะมีความหมายอันใด?  และการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะมีความหมายอันใดเล่า?  นั่นไม่ใช่ความพยายามที่สูญเปล่าหรอกหรือ?  กล่าวคือ หากผู้คนจะเชื่อและรักพระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องจ่ายราคา  แทนที่จะพยายามปฏิบัติตนด้วยวิธีการใดที่ภายนอก พวกเขาควรไล่ตามเสาะหาความเข้าใจเชิงลึกที่แท้จริงในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขา  หากเจ้ากระตือรือร้นกับการร้องเพลงและการเต้นรำ แต่ไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ เจ้าจะพูดว่าเจ้ารักพระเจ้าได้อย่างไร?  การรักพระเจ้าพึงต้องมีการแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสิ่ง และเจ้าต้องตรวจสอบลึกลงไปภายในเมื่อเกิดสิ่งใดก็ตามขึ้นกับเจ้า พยายามจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และพยายามดูว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าในเรื่องเหล่านี้คืออะไร พระองค์ทรงขอให้เจ้าสัมฤทธิ์สิ่งใด และเจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างไร  ตัวอย่างเช่น บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งจำเป็นต้องให้เจ้าอดทนต่อความยากลำบาก ซึ่งในเวลานั้นเจ้าควรเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร และเจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างไร  เจ้าต้องไม่ทำให้ตนเองพึงพอใจ กล่าวคือ จงปฏิเสธตัวเจ้าเองเสียก่อน  ไม่มีสิ่งใดต่ำต้อยไปกว่าเนื้อหนัง  เจ้าต้องแสวงหาที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และเจ้าต้องลุล่วงหน้าที่ของเจ้า ด้วยความคิดเหล่านี้ พระเจ้าจะทรงนำความรู้แจ้งอันพิเศษในเรื่องนี้มาให้เจ้า และหัวใจของเจ้าจะพบการชูใจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก เมื่อเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องปฏิเสธตนเองเสียก่อนและมองเนื้อหนังว่าต่ำต้อยที่สุดในบรรดาสรรพสิ่ง  ยิ่งเจ้าตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังมากเท่าใด มันจะยิ่งเป็นอิสระมากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าตอบสนองความต้องการของมันครั้งนี้ ครั้งต่อไปมันจะร้องขอมากขึ้นอีก  เมื่อเรื่องนี้ดำเนินต่อไป ผู้คนก็จะรักเนื้อหนังมากขึ้นไปอีก  เนื้อหนังมีความอยากอันฟุ้งเฟ้อตลอดเวลา มันขอให้เจ้าตอบสนองความต้องการของมันอยู่เสมอและให้เจ้าทำให้มันพอใจอยู่ภายใน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทั้งหลายที่เจ้ากิน สิ่งที่เจ้าสวมใส่ หรือในการระบายอารมณ์ของเจ้า หรือการตามใจความอ่อนแอและความเกียจคร้านของตนเอง… ยิ่งเจ้าตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังมากเท่าใด ความอยากได้อยากมีของมันก็จะมากขึ้นเท่านั้น และเนื้อหนังก็จะยิ่งมัวเมามากขึ้น จนถึงจุดที่เนื้อหนังของผู้คนเก็บงำมโนคติอันหลงผิดที่ลึกลงไปอีก กบฏต่อพระเจ้า ยกย่องตัวมันเอง และกลายเป็นมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  ยิ่งเจ้าตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังมากเท่าใด ความอ่อนแอของเนื้อหนังก็จะมากขึ้นเท่านั้น เจ้าจะรู้สึกตลอดเวลาว่าไม่มีใครคำนึงถึงความอ่อนแอของเจ้า เจ้าจะเชื่อตลอดเวลาว่าพระเจ้าได้ทรงทำเกินไปแล้ว และเจ้าจะพูดว่า “พระเจ้าทรงรุนแรงเช่นนั้นได้อย่างไร?  เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงให้ผู้คนได้พักบ้าง?”  เมื่อผู้คนตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังและทะนุถนอมมันมากเกินไป เช่นนั้นพวกเขาก็ทำลายตัวเอง  หากเจ้ารักพระเจ้าอย่างแท้จริงและไม่ตอบสนองความต้องการของเนื้อหนัง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นถูกต้องยิ่งนักและดีงามยิ่งนัก และเห็นว่าคำสาปแช่งของพระองค์ในความเป็นกบฏของเจ้าและการพิพากษาความไม่ชอบธรรมของเจ้านั้นเป็นธรรมแล้ว  จะมีช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงสั่งสอนและทรงบ่มวินัยเจ้าและทรงให้มีสภาพแวดล้อมหนึ่งขึ้นมาเพื่อเคี่ยวกรำเจ้า บังคับให้เจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์—และเจ้าจะรู้สึกตลอดเวลาว่าสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงกระทำอยู่นั้นน่าอัศจรรย์  ด้วยเหตุนี้เจ้าจะรู้สึกราวกับว่าไม่มีความเจ็บปวดมากนัก และรู้สึกว่าพระเจ้าทรงน่ารักยิ่งนัก  หากเจ้าตามใจความอ่อนแอทั้งหลายของเนื้อหนังและพูดว่าพระเจ้าทรงทำมากเกินไป เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาและเศร้าโศกอยู่เสมอ และเจ้าจะไม่เข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้า และจะดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็นใจในความอ่อนแอของมนุษย์เลยแม้แต่น้อยและไม่ทรงตระหนักถึงความยากลำบากทั้งหลายของมนุษย์  และดังนั้นเจ้าจะรู้สึกน่าเวทนาและโดดเดี่ยวตลอดเวลา ราวกับว่าเจ้าได้ทนทุกข์กับความอยุติธรรมอันยิ่งใหญ่ และ ณ เวลานี้เจ้าจะเริ่มพร่ำบ่น  ยิ่งเจ้าตามใจความอ่อนแอทั้งหลายของเนื้อหนังในหนทางนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกว่าพระเจ้าทรงทำมากเกินไปแล้วยิ่งขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งมันเลวร้ายเสียจนเจ้าไม่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้า และเริ่มที่จะต่อต้านพระเจ้า และเต็มไปด้วยความเป็นกบฏ  ด้วยเหตุนี้ เจ้าต้องขัดขืนเนื้อหนังและไม่ตามใจมัน “สามี (ภรรยา) ลูกๆ ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ทั้งหลาย การแต่งงาน ครอบครัวของฉัน—ไม่มีอะไรเลยในบรรดาสิ่งเหล่านี้ที่สำคัญ!  ในหัวใจของฉันมีเพียงพระเจ้าเท่านั้น และฉันต้องพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและไม่ตอบสนองความต้องการของเนื้อหนัง”  เจ้าจะต้องมีความแน่วแน่นี้  หากเจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่เช่นนี้ตลอดเวลา เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้านำความจริงไปปฏิบัติและละวางตัวเจ้าเองลงไว้ก่อน เจ้าจะสามารถทำเช่นนั้นได้ด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อย  กล่าวกันว่าครั้งหนึ่งมีชาวนาคนหนึ่งผู้ที่เห็นงูตัวหนึ่งซึ่งตัวเย็นแข็งทื่ออยู่บนถนน  ชาวนาผู้นี้ได้จับมันขึ้นมาและกอดมันไว้แนบกับอกของเขา และหลังจากที่เจ้างูฟื้นตัวขึ้นมา มันก็ได้กัดชาวนาผู้นี้จนถึงแก่ความตาย  เนื้อหนังของมนุษย์ก็เหมือนกับงู ธาตุแท้ของเนื้อหนังคือการทำร้ายชีวิตมนุษย์—และเมื่อเนื้อหนังทำทุกสิ่งตามใจตนได้โดยสมบูรณ์ ชีวิตของเจ้าก็จะสูญสิ้น  เนื้อหนังนั้นมีธรรมชาติของซาตาน  มีความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้ออยู่ในนั้นเสมอ คิดอ่านเพื่อตัวเองตลอดเวลา อยากได้อยากมีความสบายและต้องการปล่อยตัวไปกับความสะดวกสบายอยู่เสมอ ไร้ความวิตกกังวลและสำนึกของความรีบเร่ง จมอยู่ในความเกียจคร้าน และหากเจ้าสนองความต้องการของมันจนถึงจุดหนึ่ง มันก็จะกลืนกินเจ้าในท้ายที่สุดกล่าวคือ หากคราวนี้เจ้าเอาใจมัน คราวหน้ามันจะขอให้เจ้าเอาใจมันอีก  มันมีความอยากอันฟุ้งเฟ้อและความต้องการใหม่ๆ ตลอดเวลา และฉวยประโยชน์จากการตามใจเนื้อหนังของเจ้าเพื่อทำให้เจ้าทะนุถนอมมันยิ่งขึ้นและใช้ชีวิตท่ามกลางความสะดวกสบายของเนื้อหนัง—และหากเจ้าไม่มีทางเอาชนะเนื้อหนังได้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเจ้าเอง  เจ้าจะสามารถได้รับชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่ และจุดจบของเจ้าจะเป็นเช่นไรในท้ายที่สุด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเจ้าปฏิบัติการขบถต่อเนื้อหนังอย่างไร  พระเจ้าได้ทรงช่วยเจ้าให้รอด ทรงเลือกสรรเจ้าและทรงลิขิตเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่หากวันนี้เจ้าไม่เต็มใจที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย เจ้าไม่เต็มใจที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ เจ้าไม่เต็มใจที่จะขบถต่อเนื้อหนังของตนเองด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าอย่างถ่องแท้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเอง และจะต้องสู้ทนความเจ็บปวดอย่างยิ่งยวดด้วยเหตุนี้  หากเจ้าตามใจเนื้อหนังตลอดเวลา ซาตานจะค่อยๆ กลืนกินเจ้า และปล่อยเจ้าให้ปราศจากชีวิต หรือสัมผัสแห่งพระวิญญาณ จนกระทั่งถึงวันที่ภายในของเจ้ามืดมิดโดยสิ้นเชิง  เมื่อเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด เจ้าจะถูกซาตานจับไปเป็นเชลย เจ้าจะไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้าอีกต่อไป และเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าและทิ้งพระองค์ไป  ด้วยเหตุนี้ หากผู้คนปรารถนาที่จะรักพระเจ้า พวกเขาต้องจ่ายราคาเป็นความเจ็บปวดและสู้ทนความยากลำบาก  ไม่จำเป็นต้องมีความกระตือรือร้นและความยากลำบากภายนอก อ่านมากขึ้น และวิ่งวุ่นไปทั่วมากขึ้น แต่พวกเขาควรวางสิ่งทั้งหลายภายในตัวพวกเขาลง ได้แก่ ความคิดอันฟุ้งเฟ้อ ผลประโยชน์ส่วนตัว รวมทั้งแผนการ มโนคติอันหลงผิด และเจตนาของพวกเขาเอง  นี่คือเจตนารมณ์ของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 496

การที่พระเจ้าทรงตัดแต่งอุปนิสัยภายนอกของผู้คนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การตัดแต่งสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ไม่ปกติภายนอกของผู้คน หรือรูปแบบการใช้ชีวิตและนิสัยใจคอของพวกเขา วิถีทางทั้งหลายและขนบธรรมเนียมทั้งหลายของพวกเขา รวมทั้งการปฏิบัติภายนอกทั้งหลายของพวกเขาและความศรัทธาแรงกล้าของพวกเขา  แต่เมื่อพระองค์ทรงขอให้ผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา สิ่งที่ถูกตัดแต่งเป็นหลักก็คือเจตนาทั้งหลายและมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายภายในตัวพวกเขา  การตัดแต่งแต่เพียงอุปนิสัยภายนอกของเจ้านั้นไม่ยาก มันก็เหมือนกับการขอให้เจ้าไม่กินสิ่งทั้งหลายที่เจ้ารัก ซึ่งเป็นเรื่องง่าย อย่างไรก็ดี สิ่งซึ่งพาดพิงถึงมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายภายในตัวเจ้านั้นไม่ง่ายที่จะปล่อยวาง  มันจำเป็นที่ผู้คนต้องกบฏต่อเนื้อหนัง และจ่ายราคา และทนทุกข์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มันเป็นเช่นนี้โดยเฉพาะกับเจตนาทั้งหลายของผู้คน  ตั้งแต่ที่ผู้คนเริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ได้เก็บงำเจตนาทั้งหลายที่ไม่ถูกต้องเอาไว้มากมาย  เมื่อเจ้าไม่นำความจริงไปปฏิบัติ เจ้ารู้สึกว่าเจตนาทั้งหมดของเจ้านั้นถูกต้อง แต่เมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าจะเห็นว่ามีเจตนาทั้งหลายที่ไม่ถูกต้องมากมายภายในตัวเจ้า  ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม พระองค์ทรงทำให้พวกเขาตระหนักว่ามีมโนคติอันหลงผิดมากมายภายในตัวพวกเขาที่กำลังปิดกั้นความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเขา  เมื่อเจ้าตระหนักว่าเจตนาทั้งหลายของเจ้านั้นผิด หากเจ้าสามารถหยุดการปฏิบัติตามมโนคติอันหลงผิดและเจตนาทั้งหลายของเจ้า และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า และตั้งมั่นในตำแหน่งของเจ้าในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้า นี่พิสูจน์ว่าเจ้าได้กบฏต่อเนื้อหนังแล้ว  เมื่อเจ้ากบฏต่อเนื้อหนัง จะมีการสู้รบภายในตัวเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซาตานจะพยายามทำให้ผู้คนติดตามมัน จะพยายามทำให้พวกเขาติดตามมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของเนื้อหนังและค้ำจุนผลประโยชน์ทั้งหลายของเนื้อหนัง—แต่พระวจนะของพระเจ้าจะให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่ผู้คนภายใน และ ณ เวลานี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วว่าเจ้าจะติดตามพระเจ้าหรือติดตามซาตาน  พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติเพื่อที่จะตัดแต่งสิ่งทั้งหลายในตัวพวกเขาเป็นหลัก ตัดแต่งความคิดและมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสผู้คนในหัวใจของพวกเขาและทรงให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่พวกเขา  ดังนั้นเบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือการสู้รบ กล่าวคือ ทุกครั้งที่ผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ หรือนำการรักพระเจ้าไปปฏิบัติ จะมีการสู้รบที่ยิ่งใหญ่ และแม้ว่าทุกคนจะดูเหมือนสบายดีด้วยเนื้อหนังของพวกเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาการสู้รบระหว่างชีวิตและความตายจะดำเนินต่อไป—และหลังจากการสู้รบอันหนักหน่วงนี้ หลังจากการตรึกตรองในปริมาณที่มากมายมหาศาลแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถตัดสินการมีชัยชนะหรือการพ่ายแพ้ได้  คนเราไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี  เพราะเจตนาส่วนมากภายในผู้คนนั้นผิด หรือไม่ก็เพราะส่วนมากของพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่ลงรอยกันกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของพวกเขา เมื่อผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ การสู้รบที่ยิ่งใหญ่จึงเกิดเบื้องหลังฉาก  เมื่อนำความจริงนี้ไปปฏิบัติแล้ว เบื้องหลังฉาก ผู้คนจะได้หลั่งน้ำตาแห่งความเศร้านับไม่ถ้วนก่อนที่ท้ายที่สุดพวกเขาจะได้ตัดสินใจที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เป็นเพราะการสู้รบครั้งนี้นี่เองที่ผู้คนทนกับความทุกข์และกระบวนการถลุง นี่คือความทุกข์ที่แท้จริง  เมื่อการสู้รบนั้นมาถึงเจ้า หากเจ้าสามารถยืนในฝ่ายของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าจะสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้  ในขณะที่ปฏิบัติความจริง หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่คนเราจะทนทุกข์ภายใน หากเมื่อผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างภายในพวกเขานั้นถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็คงจะไม่จำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อม และคงจะไม่มีการสู้รบ และพวกเขาคงจะไม่ทนทุกข์  เป็นเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างภายในตัวผู้คนที่ไม่เหมาะจะให้พระเจ้าทรงใช้งาน และเพราะมีอุปนิสัยอันเป็นกบฏส่วนมากของเนื้อหนังนั่นเอง ผู้คนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนของการเป็นกบฏต่อเนื้อหนังอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกว่าความทุกข์ซึ่งพระองค์ได้ทรงขอให้มนุษย์ก้าวผ่านไปกับพระองค์  เมื่อเจ้าเผชิญกับความยากลำบากทั้งหลาย จงเร่งรีบแล้วอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “โอ พระเจ้า!  ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะสู้ทนความยากลำบากขั้นสุดท้ายเพื่อทำให้สมดังพระทัยของพระองค์  และไม่ว่าข้าพระองค์จะเผชิญกับความล้มเหลวทั้งหลายที่ใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม ข้าพระองค์จะยังคงต้องทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  แม้ว่าข้าพระองค์จำต้องละวางทั้งชีวิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะยังคงต้องทำให้พระองค์พึงพอพระทัย!”  ด้วยการตัดสินใจที่แน่วแน่นี้ เมื่อเจ้าอธิษฐานดังนั้น เจ้าจะสามารถตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าได้  แต่ละครั้งที่พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติ แต่ละครั้งที่พวกเขาก้าวผ่านกระบวนการถลุง แต่ละครั้งที่พวกเขาถูกทดสอบ และแต่ละครั้งที่พระราชกิจของพระเจ้ามาถึงพวกเขา ผู้คนต้องสู้ทนความเจ็บปวดสุดขีด  ทั้งหมดนี้เป็นการทดสอบสำหรับผู้คน และดังนั้นภายในตัวพวกเขาทั้งหมดจึงมีการสู้รบ  นี่คือราคาจริงที่พวกเขาจ่าย  การอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นและการวิ่งวุ่นดำเนินงานมากขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของราคานั้น  มันคือสิ่งที่ผู้คนควรที่จะทำ มันคือหน้าที่ของพวกเขา และความรับผิดชอบที่พวกเขาควรทำให้สำเร็จลุล่วง แต่ผู้คนต้องละวางสิ่งที่อยู่ภายในตัวพวกเขาซึ่งจำเป็นต้องถูกละวาง  หากเจ้าไม่ทำ เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าความทุกข์ภายนอกของเจ้าจะใหญ่หลวงเพียงใด ไม่สำคัญว่าเจ้าจะยุ่งกับการทำงานหลายอย่างมากเพียงใด ทั้งหมดจะสูญเปล่า!  กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายภายในตัวเจ้าเท่านั้นที่สามารถกำหนดพิจารณาว่าความยากลำบากภายนอกของเจ้านั้นมีค่าหรือไม่  เมื่ออุปนิสัยภายในของเจ้าได้เปลี่ยนไปและเจ้าได้นำความจริงไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วความทุกข์ภายนอกทั้งหมดของเจ้าจะได้รับการรับรองจากพระเจ้า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยภายในของเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่สำคัญว่าเจ้าจะสู้ทนความทุกข์มากมายเพียงใดหรือเจ้าจะวิ่งวุ่นทำงานกับเรื่องภายนอกมากเพียงใด จะไม่มีการรับรองจากพระเจ้า—และความยากลำบากที่ไม่ได้รับการยืนยันจากพระเจ้าก็จะสูญเปล่า  ด้วยเหตุนี้ การที่ราคาที่เจ้าได้จ่ายไปแล้วจะได้รับการรับรองจากพระเจ้าหรือไม่นั้น จะกำหนดพิจารณาจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวเจ้าหรือไม่ และจากการที่ว่าเจ้านำความจริงไปปฏิบัติและกบฏต่อเจตนาทั้งหลายและมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของเจ้าเองเพื่อบรรลุการสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า การรู้จักพระเจ้า และการจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือไม่  ไม่สำคัญว่าเจ้าจะวิ่งวุ่นดำเนินงานมากมายเพียงใด หากเจ้าไม่เคยรู้จักที่จะกบฏต่อเจตนาทั้งหลายของเจ้าเอง แต่เพียงแค่แสวงหาการกระทำทั้งหลายและความศรัทธาแรงกล้าภายนอกเท่านั้น และไม่เคยให้ความสนใจใดๆ ต่อชีวิตของเจ้า เช่นนั้นแล้วความยากลำบากของเจ้าก็จะสูญเปล่า  หากในสภาพแวดล้อมบางอย่าง เจ้ามีบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าต้องการพูด แต่ภายในแล้วเจ้ารู้สึกว่าการพูดมันออกมานั้นไม่ถูกต้อง รู้สึกว่าการพูดมันออกมานั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าและอาจทำให้พวกเขาเจ็บปวดได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่พูดมันออกมา โดยเลือกที่จะเจ็บปวดอยู่ภายใน เพราะคำพูดเหล่านี้ไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  ณ เวลานี้ จะมีการสู้รบภายในตัวเจ้า แต่เจ้าจะเต็มใจที่จะทนทุกข์กับความเจ็บปวดและละวางสิ่งซึ่งเจ้ารัก  เจ้าจะเต็มใจสู้ทนความยากลำบากนี้เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และแม้ว่าเจ้าจะทนทุกข์กับความเจ็บภายใน เจ้าจะไม่ตามใจเนื้อหนัง และพระทัยของพระเจ้าจะได้พึงพอพระทัย และดังนั้นเจ้าจะได้รับการปลอบใจอยู่ภายในด้วยเช่นกัน  นี่คือการจ่ายราคาอย่างแท้จริง และคือราคาที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนา  หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ พระเจ้าจะทรงอำนวยพรเจ้าอย่างแน่นอน หากเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเข้าใจมากเพียงใด หรือเจ้าจะสามารถพูดได้ดีเพียงใด ทั้งหมดนั้นจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย!  หากบนถนนไปสู่การรักพระเจ้า เจ้าสามารถยืนอยู่ในฝ่ายของพระเจ้าได้เมื่อพระองค์ทรงสู้รบกับซาตาน และเจ้าไม่หวนกลับไปหาซาตาน เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะสัมฤทธิ์การรักพระเจ้า และเจ้าย่อมจะตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 497

พระราชกิจทุกขั้นตอนที่พระเจ้าทรงกระทำภายในตัวผู้คนนั้น ภายนอกแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายระหว่างผู้คน ราวกับว่ากำเนิดมาจากการจัดการเตรียมการของมนุษย์หรือจากการรบกวนของมนุษย์  แต่เบื้องหลังทุกขั้นตอนของพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือเดิมพันที่ซาตานได้วางไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และทั้งหมดก็ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ผู้คนตั้งมั่นในคำพยานที่พวกเขามีให้พระเจ้า  เพื่อเป็นตัวอย่าง จงดูเมื่อโยบถูกทดสอบ กล่าวคือ หลังฉากนั้น ซาตานกำลังทำการเดิมพันกับพระเจ้า และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโยบนั้นคือการกระทำของมนุษย์และการรบกวนของพวกมนุษย์  เบื้องหลังทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพวกเจ้าคือเดิมพันของซาตานกับพระเจ้า—เบื้องหลังทั้งหมดนั้นคือการสู้รบ  ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีอคติต่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าจะมีคำพูดที่เจ้าต้องการพูด—คำพูดซึ่งเจ้ารู้สึกว่าอาจเป็นที่ไม่พอพระทัยต่อพระเจ้า—แต่หากเจ้าไม่พูดคำพูดเหล่านั้น เจ้าจะรู้สึกถึงความกระอักกระอ่วนภายใน และ ณ ชั่วขณะนี้ การสู้รบจะเริ่มขึ้นภายในตัวเจ้า กล่าวคือ “ฉันจะพูดหรือไม่พูดดี”  นี่คือการสู้รบ  ด้วยเหตุนี้ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเผชิญมีการสู้รบอย่างหนึ่ง และเมื่อมีการสู้รบภายในตัวเจ้า เนื่องแต่ความร่วมมือจริงและความทุกข์จริงของเจ้า พระเจ้าจึงทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า  ท้ายที่สุด เจ้าจะสามารถละวางเรื่องนั้นลงได้ภายในตัวของเจ้าและโทสะก็ดับไปตามธรรมชาติ  เช่นนั้นคือผลจากความร่วมมือของเจ้ากับพระเจ้า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้คนทำพึงกำหนดให้พวกเขาต้องจ่ายราคาหนึ่งในความพยายามทั้งหลายของพวกเขา  หากปราศจากความยากลำบากจริง พวกเขาจะไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ พวกเขาไม่แม้กระทั่งมาใกล้เคียงกับการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเลย และพวกเขาก็แค่พ่นคำขวัญที่ว่างเปล่าทั้งหลายเท่านั้น!  คำขวัญที่ว่างเปล่าเหล่านี้จะสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้หรือ?  เมื่อพระเจ้าและซาตานทำการสู้รบในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ เจ้าควรทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอย่างไร และเจ้าควรตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าต่อพระองค์อย่างไร?  เจ้าควรรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเจ้าเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่และเป็นเวลาที่พระเจ้าจำเป็นต้องทรงให้เจ้าเป็นคำพยาน  แม้สิ่งเหล่านั้นอาจดูเหมือนว่าไม่สำคัญจากภายนอก แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพวกมันแสดงให้เห็นว่าเจ้ารักพระเจ้าหรือไม่  หากเจ้ารัก เจ้าจะสามารถตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าต่อพระองค์ได้ และหากเจ้าไม่ได้นำการรักพระองค์ไปปฏิบัติ นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่นำความจริงไปปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่าเจ้าปราศจากความจริง และปราศจากชีวิต แสดงให้เห็นว่าเจ้าคือแกลบ!  ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คน พระเจ้าทรงประสงค์ให้พวกเขาตั้งมั่นในคำพยานที่พวกเขามีต่อพระองค์  แม้จะไม่มีอะไรสำคัญเกิดขึ้นกับเจ้าในขณะนี้และเจ้าก็ไม่ได้เป็นคำพยานที่ยิ่งใหญ่ แต่รายละเอียดทั้งหมดในชีวิตประจำวันของเจ้าล้วนเชื่อมโยงกับคำพยานที่มีต่อพระเจ้า  หากเจ้าสามารถได้รับความเลื่อมใสจากบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า บรรดาสมาชิกครอบครัวของเจ้า และทุกๆ คนรอบตัวเจ้า หากวันหนึ่ง ผู้ไม่มีความเชื่อมาเลื่อมใสทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ และเห็นว่าทั้งหมดที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นน่ามหัศจรรย์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะได้เป็นคำพยานแล้ว  แม้ว่าเจ้าจะไม่มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและขีดความสามารถของเจ้านั้นต่ำ แต่เพราะพระเจ้าทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อม เจ้าย่อมสามารถทำให้พระองค์พึงพอพระทัยและคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ได้  โดยแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าพระราชกิจยิ่งใหญ่ใดที่พระองค์ได้ทรงทำไปในผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำที่สุด  เมื่อผู้คนได้มารู้จักพระเจ้าและได้กลายเป็นผู้ชนะทั้งหลายต่อหน้าซาตาน จงรักภักดีต่อพระเจ้าเป็นอย่างมาก  เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีผู้ใดมีความกล้ามากไปกว่าผู้คนกลุ่มนี้  และนี่เป็นคำพยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  แม้ว่าเจ้าจะไร้ความสามารถในการทำงานที่ยิ่งใหญ่ แต่เจ้าก็สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้  คนอื่นๆ ไม่สามารถละวางมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของพวกเขาลงได้ แต่เจ้าสามารถทำได้ คนอื่นๆ ไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าในช่วงระหว่างประสบการณ์จริงของพวกเขาได้ แต่เจ้าสามารถใช้วุฒิภาวะแท้จริงและการกระทำทั้งหลายของเจ้าเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้าและเป็นคำพยานที่กังวานก้องต่อพระองค์ได้  นี่เท่านั้นที่ถือเป็นการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง  หากเจ้าไม่มีความสามารถในเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้เป็นคำพยานท่ามกลางบรรดาสมาชิกในครอบครัวของเจ้า ท่ามกลางบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า หรือต่อหน้าผู้คนของโลก  หากเจ้าไม่สามารถเป็นคำพยานต่อหน้าซาตานได้ ซาตานจะหัวเราะเยาะเจ้า มันจะปฏิบัติกับเจ้าอย่างตัวตลกตัวหนึ่ง อย่างของเล่นชิ้นหนึ่ง มันจะหลอกเจ้าและทำให้เจ้าเสียสติบ่อยๆ  ในอนาคต บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย อาจเกิดขึ้นกับเจ้า—แต่ในวันนี้ หากเจ้ารักพระเจ้าด้วยหัวใจแท้จริง และหากเจ้าสามารถตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าและสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยไม่ว่าบททดสอบทั้งหลายข้างหน้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเจ้า เช่นนั้นแล้ว หัวใจของเจ้าจึงจะได้รับการชูใจ และเจ้าจะไม่เกรงกลัว ไม่สำคัญว่าบททดสอบทั้งหลายที่เจ้าเผชิญในอนาคตจะยิ่งใหญ่เพียงใด  พวกเจ้าไม่สามารถเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต พวกเจ้าสามารถเพียงทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ในรูปการณ์แวดล้อมของวันนี้เท่านั้น  พวกเจ้าไม่สามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่ใดๆ และควรมุ่งเน้นการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยโดยการรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ในชีวิตจริง  รวมทั้งเป็นคำพยานอันหนักแน่นและกังวานก้องซึ่งนำความอับอายมาสู่ซาตาน  แม้ว่าเนื้อหนังของเจ้าจะยังคงไม่พึงพอใจและจะได้ทนทุกข์อยู่ เจ้าจะได้ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและได้นำความอับอายมาสู่ซาตาน  หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ตลอดเวลา พระเจ้าจะทรงเปิดเส้นทางเบื้องหน้าเจ้า  เมื่อวันหนึ่ง บททดสอบอันใหญ่หลวงมาถึง คนอื่นๆ จะล้มลง แต่เจ้าจะยังคงสามารถตั้งมั่นอยู่ได้ กล่าวคือ เพราะราคาที่เจ้าได้จ่ายไปแล้ว พระเจ้าจะทรงคุ้มครองเจ้าเพื่อให้เจ้าสามารถตั้งมั่นได้และไม่ล้มลง  หากตามปกติแล้ว เจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าโดยแท้ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะทรงคุ้มครองเจ้าในช่วงระหว่างบททดสอบทั้งหลายในอนาคตอย่างแน่นอน  แม้เจ้าจะโง่เขลาและมีวุฒิภาวะน้อยนิดและมีขีดความสามารถต่ำ พระเจ้าจะไม่ทรงเลือกปฏิบัติกับเจ้า  นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจตนารมณ์ของเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่  สมมุติว่าวันนี้ เจ้าสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ เจ้าใส่ใจในรายละเอียดที่เล็กที่สุด และเจ้าทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ในทุกสิ่ง เจ้ามีหัวใจที่รักพระเจ้าโดยแท้ เจ้ามอบหัวใจที่แท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และแม้ว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าไม่อาจเห็นได้ชัดเจน เจ้าก็สามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแก้ไขเจตนาทั้งหลายของเจ้าให้ถูกต้องและแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเจ้าทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  แม้ว่าเหล่าพี่น้องชายหญิงอาจจะทอดทิ้งเจ้า แต่หัวใจของเจ้ากำลังทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และเจ้าไม่ได้กำลังละโมบในความยินดีของเนื้อหนัง  หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ตลอดเวลา  เจ้าจะได้รับการคุ้มครองเมื่อบททดสอบอันใหญ่หลวงมาถึงเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 498

การทดสอบทั้งหลายมุ่งหมายไปที่สภาวะภายในอันใดในผู้คน?  การทดสอบทั้งหลายนั้นมีเป้าหมายอยู่ที่อุปนิสัยอันเป็นกบฏในผู้คนซึ่งไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้  มีอะไรมากมายที่ไม่บริสุทธิ์ภายในผู้คน และอะไรมากมายที่หน้าซื่อใจคด และดังนั้นพระเจ้าจึงทรงทำให้ผู้คนได้รับการทดสอบทั้งหลายเพื่อที่จะชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์  แต่หากวันนี้ เจ้าสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ เช่นนั้นแล้ว การทดสอบทั้งหลายในอนาคตก็จะเป็นการมีความเพียบพร้อมสำหรับเจ้า  หากวันนี้ เจ้าไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ เช่นนั้นแล้ว การทดสอบทั้งหลายในอนาคตจะทดลองเจ้า เจ้าจะล้มลงโดยไม่ทันรู้ตัว และในเวลานั้นเจ้าจะไม่สามารถช่วยตัวเจ้าเองได้ เพราะเจ้าไม่สามารถตามพระราชกิจของพระเจ้าทันและไม่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง  และดังนั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะสามารถตั้งมั่นได้ในอนาคต เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ดียิ่งขึ้น และเพื่อติดตามพระองค์ไปจนถึงที่สุด วันนี้เจ้าต้องสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง  เจ้าจะต้องทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยโดยการนำความจริงไปปฏิบัติในทุกสรรพสิ่งและคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์  หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ตลอดเวลา จะมีรากฐานภายในตัวเจ้า และพระเจ้าจะทรงสร้างแรงบันดาลใจในหัวใจของเจ้าที่รักพระองค์ และพระองค์จะทรงมอบความเชื่อแก่เจ้า  วันหนึ่ง เมื่อบททดสอบหนึ่งบังเกิดแก่เจ้าอย่างจริงๆ เจ้าอาจทนทุกข์กับความเจ็บปวดบางอย่างและรู้สึกทุกข์ใจจนถึงจุดหนึ่ง และทนทุกข์กับความเศร้าโศกที่บีบคั้น ราวกับว่าเจ้าได้ตายไปแล้ว—แต่ความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลง และจะยิ่งหยั่งลึกลงไปอีก  เช่นนั้นคือพรจากพระเจ้า  หากเจ้าสามารถยอมรับทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำในวันนี้ด้วยหัวใจที่นบนอบ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างแน่นอน และดังนั้น เจ้าจะเป็นใครบางคนที่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้าและได้รับพระสัญญาของพระองค์  หากในวันนี้ เจ้าไม่ปฏิบัติ เมื่อบททดสอบทั้งหลายบังเกิดแก่เจ้าในวันหนึ่ง เจ้าจะปราศจากความเชื่อหรือหัวใจที่มีรัก และในเวลานั้นบททดสอบนั้นจะกลายเป็นการทดลอง เจ้าจะถลำลงไปท่ามกลางการทดลองของซาตานและจะไม่มีหนทางที่จะหลบหนี  วันนี้ เจ้าอาจสามารถตั้งมั่นอยู่ได้เมื่อบททดสอบเล็กน้อยบังเกิดแก่จ้า แต่ไม่จำเป็นว่าเจ้าจะสามารถตั้งมั่นอยู่ได้เมื่อบททดสอบใหญ่บังเกิดแก่เจ้าในสักวัน  บางคนนั้นอวดดีและคิดว่าพวกเขาใกล้จะมีความเพียบพร้อมแล้ว  หากเจ้าไม่ไปให้ลึกกว่านั้นในช่วงเวลาเช่นนั้น และยังคงพึงพอใจ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะตกอยู่ในอันตราย  วันนี้ พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจของการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและทุกอย่างดูเหมือนว่าเรียบร้อยดี แต่เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า เจ้าจะค้นพบว่าเจ้าขาดพร่องเกินไป เพราะวุฒิภาวะของเจ้านั้นน้อยเกินไปและเจ้าไม่สามารถสู้ทนการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้  หากเจ้ายังคงเป็นเหมือนที่เจ้าเป็นและอยู่ในสภาวะแห่งความเฉื่อย เช่นนั้นแล้ว เมื่อการทดสอบทั้งหลายมาถึง เจ้าจะล้ม  พวกเจ้าควรหมั่นดูว่าวุฒิภาวะของพวกเจ้านั้นน้อยเพียงใด  ในหนทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะก้าวหน้าได้  หากมีเพียงในช่วงระหว่างการทดสอบทั้งหลายเท่านั้นที่เจ้าจะมองเห็นว่าวุฒิภาวะของเจ้านั้นน้อยยิ่งนัก เห็นว่าพลังใจของเจ้าอ่อนกำลังยิ่งนัก เห็นว่าภายในตัวเจ้ามีสิ่งที่เป็นจริงน้อยเกินไป และเห็นว่าเจ้าไม่มีความสามารถพอที่จะทำตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า—หากเจ้าตระหนักในสิ่งเหล่านี้เฉพาะตอนนั้นเท่านั้น มันก็จะสายเกินไป

หากเจ้าไม่รู้พระอุปนิสัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะล้มลงระหว่างการทดสอบทั้งหลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเจ้าไม่ตระหนักว่าพระเจ้าทรงทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมอย่างไร พระเจ้าทรงทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อมด้วยวิธีการใด และเมื่อการทดสอบทั้งหลายของพระเจ้าจะมาถึงเจ้าและการทดสอบเหล่านั้นไม่ตรงกันกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของเจ้า เจ้าจะไม่สามารถตั้งมั่นได้  ความรักที่แท้จริงของพระเจ้าคือพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ และเมื่อพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าได้ถูกแสดงแก่ผู้คน การนี้จะนำสิ่งใดมาสู่เนื้อหนังของเจ้า?  เมื่อพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าถูกแสดงแก่ผู้คน เนื้อหนังของพวกเขาจะทนทุกข์กับความเจ็บปวดมากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หากเจ้าไม่ทนทุกข์กับความเจ็บปวดนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ อีกทั้งเจ้าจะไม่สามารถอุทิศความรักที่แท้จริงแด่พระเจ้าได้  หากพระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม พระองค์จะทรงแสดงพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์แก่เจ้าอย่างแน่นอน  นับตั้งแต่เวลาแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งถึงวันนี้ พระเจ้าไม่เคยทรงแสดงพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ต่อมนุษย์—แต่ในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายพระองค์ทรงเปิดเผยมันต่อผู้คนกลุ่มนี้ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าและได้ทรงคัดเลือกไว้แล้ว และโดยการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม พระองค์ทรงเผยให้เห็นพระอุปนิสัยของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงใช้ทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งครบบริบูรณ์  เช่นนั้นคือความรักที่แท้จริงของพระองค์ต่อผู้คน  การได้รับประสบการณ์กับความรักที่แท้จริงของพระเจ้าพึงประสงค์ให้ผู้คนสู้ทนความเจ็บปวดสุดขีด และจ่ายราคาที่สูง  หลังจากการนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าและสามารถถวายความรักที่แท้จริงของพวกเขากลับคืนแด่พระเจ้าได้ และเมื่อนั้นเท่านั้นพระทัยของพระเจ้าจึงจะพึงพอพระทัย  หากผู้คนปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า และหากพวกเขาปรารถนาที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ และถวายความรักที่แท้จริงของพวกเขาแด่พระเจ้าอย่างครบถ้วน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะต้องได้รับประสบการณ์กับความทุกข์มากมายและความทรมานหลายอย่างจากรูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายของพวกเขา เพื่อทนทุกข์กับความเจ็บปวดที่เลวร้ายกว่าความตาย  ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะถูกบีบให้ถวายหัวใจที่แท้จริงของพวกเขากลับคืนแด่พระเจ้า  การที่ใครบางคนรักพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่นั้นจะถูกเปิดเผยในช่วงระหว่างความยากลำบากและกระบวนการถลุง  พระเจ้าทรงชำระความรักของผู้คนให้บริสุทธิ์ และการนี้สัมฤทธิ์ได้ท่ามกลางความยากลำบากและกระบวนการถลุงเท่านั้นด้วยเช่นกัน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 499

แก่นแท้ของการเชื่อของผู้คนส่วนใหญ่ในพระเจ้าคือความเชื่อมั่นทางศาสนา กล่าวคือ พวกเขาไม่สามารถรักพระเจ้าได้และสามารถเพียงติดตามพระเจ้าดุจหุ่นยนต์ตัวหนึ่งได้เท่านั้น ไร้ความสามารถที่จะโหยหาในพระเจ้าหรือชื่นชมบูชาพระองค์ได้  พวกเขาแค่ติดตามพระองค์อย่างเงียบๆ  ผู้คนจำนวนมากเชื่อในพระเจ้า แต่มีน้อยคนที่รักพระเจ้า พวกเขาเพียง “ยำเกรง” พระเจ้าเท่านั้นเพราะพวกเขากลัวมหันตภัย  หรือไม่พวกเขาก็ “เลื่อมใส” พระเจ้าเพราะพระองค์ทรงอยู่สูงและมีพระอิทธิฤทธิ์—แต่ในความยำเกรงและการเลื่อมใสของพวกเขานั้น ไม่มีความรักหรือการโหยหาที่แท้จริง  ในประสบการณ์ทั้งหลายของพวกเขานั้นพวกเขาแสวงหาข้อปลีกย่อยของความจริง หรือไม่ก็ความล้ำลึกทั้งหลายซึ่งไม่มีนัยสำคัญ  ผู้คนส่วนใหญ่แค่ติดตาม ควานหาพระพรในภาวะลำบากยากเย็น พวกเขาไม่แสวงหาความจริง อีกทั้งพวกเขาไม่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงเพื่อที่จะรับพระพรของพระเจ้าไว้  ชีวิตแห่งการเชื่อของผู้คนทั้งหมดในพระเจ้านั้นไร้ความหมาย นั่นปราศจากคุณค่า และในการเชื่อนั้นมีการคำนึงถึงและการไล่ตามเสาะหาทั้งหลายที่เป็นส่วนตัวของพวกเขาอยู่ พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะรักพระเจ้า แต่เพื่อประโยชน์ของการได้รับการอวยพร  ผู้คนจำนวนมากปฏิบัติไปตามที่พวกเขายินดี พวกเขาทำอะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการและไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ทั้งหลายของพระเจ้า หรือว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่เลย  ผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถแม้กระทั่งสัมฤทธิ์ความเชื่อที่แท้จริง นับประสาอะไรกับความรักที่มีต่อพระเจ้า  แก่นแท้ของพระเจ้ามิใช่มีไว้เพียงเพื่อให้มนุษย์เชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น นั่นมีไว้เพื่อให้มนุษย์รัก  แต่หลายคนในบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าไม่สามารถที่จะค้นพบ “ความลับ” นี้  ผู้คนไม่กล้าที่จะรักพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่พยายามที่จะรักพระองค์  พวกเขาไม่เคยได้ค้นพบว่ามีมากมายนักเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งควรค่าที่จะรัก พวกเขาไม่เคยได้ค้นพบว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งทรงรักมนุษย์ และว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งสถิตอยู่เพื่อให้มนุษย์รัก  ความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้าแสดงออกในพระราชกิจของพระองค์  เฉพาะเมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์แล้วเท่านั้น ผู้คนจึงสามารถค้นพบความน่ารักของพระองค์ เพียงในความเป็นจริงเท่านั้น พวกเขาจึงสามารถซาบซึ้งในความน่ารักของพระเจ้า และหากปราศจากการรับประสบการณ์และการสังเกตการณ์การนั้นในชีวิตจริง ย่อมไม่มีใครเลยที่สามารถค้นพบความน่ารักของพระเจ้าได้  มีมากมายนักเกี่ยวกับพระเจ้าที่ให้รัก แต่หากปราศจากการเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลงมือทำจริง ผู้คนย่อมไม่สามารถที่จะค้นพบมันได้  กล่าวคือ หากพระเจ้าไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้คนคงจะไม่สามารถเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลงมือทำจริงได้ และหากพวกเขาไร้สามารถที่จะเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างลงมือทำจริง พวกเขาจะยังคงไม่สามารถได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ได้เช่นกัน—และดังนั้นความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็จะด่างพร้อยไปด้วยความเท็จและจินตนาการอันมากมาย  ความรักสำหรับพระเจ้าบนสวรรค์ไม่เป็นจริงเหมือนความรักสำหรับพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ด้วยเหตุที่ความรู้ของผู้คนเกี่ยวกับพระเจ้าบนสวรรค์ถูกสร้างขึ้นบนการจินตนาการทั้งหลายของพวกเขา แทนที่จะเป็นบนสิ่งซึ่งพวกเขาได้เห็นกับตาของตัวเองและสิ่งซึ่งพวกเขาได้รับประสบการณ์ด้วยตนเองโดยเฉพาะ  เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก ผู้คนสามารถมองดูกิจการซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์และความน่ารักของพระองค์ และพวกเขาสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพระอุปนิสัยปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเป็นจริงกว่าความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าบนสวรรค์นับหลายพันเท่า  ไม่ว่าผู้คนจะรักพระเจ้าบนสวรรค์มากเพียงใดก็ตาม ไม่มีอะไรเป็นจริงเกี่ยวกับความรักนี้ และนั่นเต็มไปด้วยแนวคิดทั้งหลายแบบมนุษย์  ไม่สำคัญว่าความรักของพวกเขาสำหรับพระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะน้อยนิดเพียงใด ความรักนี้ก็ยังคงเป็นจริง ต่อให้มีความรักนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันยังคงมีความจริงแท้  พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนรู้จักพระองค์โดยผ่านทางพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และพระองค์ทรงได้รับความรักของพวกเขาโดยผ่านทางความรู้นี้เอง  นั่นก็เหมือนกับเปโตรตรงที่ว่า หากเขาไม่ได้ใช้ชีวิตกับพระเยซู คงจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะชื่นชมบูชาพระเยซู  ดังนั้น ความจงรักภักดีที่เขามีต่อพระเยซูจึงเกิดขึ้นเพราะเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับพระเยซูเช่นกัน  เพื่อที่จะทำให้มนุษย์รักพระองค์ พระเจ้าจึงได้เสด็จมาท่ามกลางมนุษย์และทรงดำเนินพระชนม์ชีพร่วมกับมนุษย์ และทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำให้มนุษย์เห็นและได้รับประสบการณ์ก็คือความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 500

พระเจ้าทรงใช้ความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและการกำเนิดขึ้นของข้อเท็จจริงทั้งหลายเพื่อทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม พระวจนะของพระเจ้าทำให้ส่วนหนึ่งของการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมของพระองค์นั้นลุล่วง และนี่คือพระราชกิจแห่งการทรงนำและการเปิดหนทาง  กล่าวคือ ในพระวจนะของพระเจ้านั้นเจ้าจะต้องค้นหาเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติและความรู้เกี่ยวกับนิมิตทั้งหลายให้ได้  โดยการเข้าใจสิ่งเหล่านี้ มนุษย์จะมีเส้นทางและนิมิตทั้งหลายในการฝึกฝนปฏิบัติแบบลงมือจริงของเขา และเขาจะสามารถได้รับความรู้แจ้งโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า เขาจะสามารถเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ได้มาจากพระเจ้าและสามารถหยั่งรู้ได้อย่างมาก  ภายหลังจากที่เข้าใจแล้ว มนุษย์จะต้องเข้าสู่ความเป็นจริงนี้ทันทีและจะต้องใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในชีวิตจริงของเขา  พระเจ้าจะทรงนำเจ้าในทุกสรรพสิ่งและจะทรงมอบเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติให้เจ้า และทรงทำให้เจ้ารู้สึกว่าพระองค์ทรงน่ารักเป็นพิเศษ และทรงเปิดโอกาสให้เจ้าเห็นว่าทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเจ้ามีเจตนาที่จะทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม  หากเจ้าปรารถนาที่จะเห็นความรักของพระเจ้า หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับประสบการณ์กับความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะต้องไปให้ลึกเข้าไปในความเป็นจริง เจ้าจะต้องไปให้ลึกเข้าไปในชีวิตจริงและเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งพระเจ้าทรงทำคือความรักและความรอด ว่าทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งพระองค์ทรงทำคือการทำให้ผู้คนสามารถทิ้งสิ่งซึ่งไม่สะอาดไว้ข้างหลัง และเพื่อที่จะถลุงสิ่งทั้งหลายภายในมนุษย์ซึ่งไร้ความสามารถที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อจัดเตรียมให้มนุษย์ พระองค์ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายของชีวิตจริงเพื่อให้ผู้คนได้รับประสบการณ์ และหากผู้คนกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มาก เช่นนั้นแล้วเมื่อพวกเขานำพระวจนะไปฝึกฝนปฏิบัติจริงๆ พวกเขาย่อมสามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นทั้งหมดในชีวิตของพวกเขาได้โดยพระวจนะมากมายของพระเจ้า  กล่าวคือ เจ้าต้องมีพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะไปให้ลึกเข้าไปในความเป็นจริง หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและปราศจากพระราชกิจของพระเจ้าแล้วไซร้ เจ้าก็ย่อมจะไม่มีเส้นทางในชีวิตจริง  หากเจ้าไม่เคยกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะประหลาดใจสับสนเมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้า  เจ้ารู้เพียงว่าเจ้าควรรักพระเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถแยกแยะอันใดได้และไม่มีเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าปนเปยุ่งเหยิงและสับสนงุนงง และบางครั้งเจ้าถึงกับเชื่อว่าด้วยการสนองความต้องการของเนื้อหนัง เจ้ากำลังทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย—ทั้งหมดนี้คือผลที่ตามมาของการไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  กล่าวคือ หากเจ้าปราศจากความช่วยเหลือของพระวจนะของพระเจ้าและเพียงคลำสะเปะสะปะไปภายในความเป็นจริง เช่นนั้นแล้วโดยพื้นฐานแล้วเจ้าก็ย่อมไม่สามารถที่จะค้นหาเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติได้  ผู้คนเช่นนี้ก็แค่ไม่เข้าใจว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายถึงอะไร นับประสาอะไรที่พวกเขาจะเข้าใจว่าการรักพระเจ้าหมายถึงอะไร  หากเจ้าอธิษฐานบ่อยครั้ง และท่องสำรวจ และแสวงหาโดยใช้ความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า และโดยผ่านทางการนี้เจ้าค้นพบสิ่งซึ่งเจ้าควรที่จะนำไปฝึกฝนปฏิบัติ พบเจอโอกาสทั้งหลายสำหรับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแท้จริง และไม่ปนเปยุ่งเหยิงและสับสนงุนงง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะมีเส้นทางในชีวิตจริง และจะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอย่างแท้จริง  เมื่อเจ้าได้ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยแล้ว ภายในตัวเจ้าจะมีการทรงนำของพระเจ้า และเจ้าจะได้รับการอวยพรเป็นพิเศษโดยพระเจ้า ซึ่งจะทำให้เจ้ามีสำนึกรับรู้แห่งความชื่นชมยินดี กล่าวคือ เจ้าจะรู้สึกเป็นเกียรติเป็นพิเศษว่าเจ้าได้ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยแล้ว เจ้าจะรู้สึกสุกใสภายในเป็นพิเศษ และในหัวใจของเจ้านั้นเจ้าจะเข้าใจชัดเจนและมีสันติสุข  มโนธรรมของเจ้าจะได้รับการชูใจและเป็นอิสระจากข้อกล่าวหาทั้งหลาย และเจ้าจะรู้สึกยินดีภายในเมื่อเจ้าได้เห็นบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า  นี่คือความหมายของการชื่นชมความรักของพระเจ้า และนี่เท่านั้นเป็นการชื่นชมพระเจ้าอย่างแท้จริง  ความชื่นชมยินดีของผู้คนกับความรักของพระเจ้านั้นบรรลุได้โดยผ่านทางประสบการณ์ กล่าวคือ โดยการได้รับประสบการณ์กับความยากลำบาก และการได้รับประสบการณ์กับการนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติ พวกเขาได้รับพรของพระเจ้า  หากเจ้าเพียงพูดว่าพระเจ้าทรงรักเจ้าจริงๆ ว่าพระเจ้าได้ทรงจ่ายราคาแพงอย่างแท้จริงเพื่อประโยชน์ของผู้คน ว่าพระองค์ได้ตรัสพระวจนะไปมากมายอย่างอดทนและอย่างใจดีมีเมตตาและทรงช่วยผู้คนให้รอดเสมอมา ถ้อยคำของเจ้าเกี่ยวกับพระวจนะเหล่านี้ก็เป็นเพียงด้านหนึ่งของความชื่นชมยินดีในพระเจ้าเท่านั้น  ทว่า ความชื่นชมยินดีอันยิ่งใหญ่กว่า—ความชื่นชมยินดีที่เป็นจริง—ก็คือ เมื่อผู้คนนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติในชีวิตจริงของพวกเขา ซึ่งหลังจากนั้นแล้วพวกเขามีสันติสุขและมีความชัดเจนในหัวใจของพวกเขา  พวกเขารู้สึกได้รับการขับเคลื่อนอย่างใหญ่หลวงภายใน และรู้สึกว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักที่สุด  เจ้าจะรู้สึกว่าราคาที่เจ้าได้จ่ายไปนั้นยิ่งกว่ายุติธรรมเสียอีก  เมื่อเจ้าได้พยายามจ่ายราคาแพงไปแล้ว เจ้าจะสุกใสภายในเป็นพิเศษ กล่าวคือ เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้ากำลังชื่นชมความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง และเจ้าจะเข้าใจว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจแห่งความรอดในผู้คน ว่ากระบวนการถลุงผู้คนของพระองค์หมายที่จะชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ และว่าพระเจ้าทรงทดสอบผู้คนเพื่อที่จะทดสอบว่าพวกเขารักพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่  หากเจ้านำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติในหนทางนี้เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะค่อยๆ พัฒนาความรู้อันชัดเจนมากมายเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และ ณ เวลานั้นเจ้าจะรู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าต่อหน้าเจ้านั้นใสกระจ่างดั่งแก้วผลึก  หากเจ้าสามารถเข้าใจความจริงมากมายได้อย่างชัดเจน เจ้าจะรู้สึกว่าทุกเรื่องนั้นง่ายต่อการนำไปฝึกฝนปฏิบัติ ว่าเจ้าสามารถเอาชนะประเด็นปัญหาใดๆ และเอาชนะการทดลองใดๆ ได้ และเจ้าจะเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นปัญหาสำหรับเจ้าเลย ซึ่งจะทำให้เจ้าเป็นอิสระและให้เสรีภาพแก่เจ้าได้อย่างใหญ่หลวง  ณ ชั่วขณะนี้ เจ้าจะกำลังชื่นชมความรักของพระเจ้า และความรักที่แท้จริงของพระเจ้าจะได้มาถึงเจ้าแล้ว  พระเจ้าทรงอวยพรบรรดาผู้ที่มีนิมิต ผู้ที่มีความจริง ผู้ที่มีความรู้ และผู้ที่รักพระองค์อย่างแท้จริง  หากผู้คนปรารถนาที่จะมองดูความรักของพระเจ้า พวกเขาจะต้องนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติในชีวิตจริง พวกเขาจะต้องเต็มใจที่จะสู้ทนความเจ็บปวดและละทิ้งสิ่งซึ่งพวกเขารักเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และทั้งๆ ที่มีน้ำตาในดวงตาของพวกเขา พวกเขาจะต้องยังคงสามารถทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้าได้  ในหนทางนี้ พระเจ้าจะทรงอวยพรเจ้าอย่างแน่นอน และหากเจ้าสู้ทนความยากลำบากเช่นนี้  มันจะตามติดมาด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  โดยผ่านทางชีวิตจริง และโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนสามารถที่จะเห็นความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า และต่อเมื่อพวกเขาได้ลิ้มรสความรักของพระเจ้าแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงสามารถรักพระองค์ได้อย่างแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 501

ผู้ที่รักพระเจ้าคือผู้ที่รักความจริง และยิ่งผู้ที่รักความจริงนำความจริงไปปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งมีความจริงมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขานำความจริงไปปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งมีความรักของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และยิ่งพวกเขานำความจริงไปปฏิบัติมากขึ้นเท่าใด พระเจ้าก็จะยิ่งทรงอวยพรพวกเขามากขึ้นเท่านั้น  หากเจ้าฝึกฝนปฏิบัติในหนทางนี้เสมอ ความรักของพระเจ้าที่มีให้เจ้าจะค่อยๆ ทำให้เจ้าได้เห็น เหมือนดั่งที่เปโตรได้มารู้จักพระเจ้าไม่มีผิด กล่าวคือ เปโตรได้พูดว่าพระเจ้าไม่เพียงทรงมีพระปรีชาญาณในการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น ได้พูดว่าพระองค์ยังทรงมีพระปัญญาในการทรงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในผู้คนเช่นกัน  เปโตรได้พูดว่าพระองค์ไม่เพียงทรงคู่ควรกับความรักของผู้คนเพราะการทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งของพระองค์เท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น เพราะพระปรีชาสามารถของพระองค์ในการทรงสร้างมนุษย์ ในการทรงช่วยมนุษย์ให้รอด ในการทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และในการทรงยกความรักของพระองค์ให้เป็นมรดกแก่มนุษย์เช่นกัน  เปโตรได้พูดว่ามีมากมายในพระองค์ซึ่งคู่ควรกับความรักของมนุษย์ด้วยเช่นกัน  เปโตรได้พูดกับพระเยซูด้วยว่า “การทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง เป็นเหตุผลเดียวเท่านั้นที่พระองค์ทรงสมควรได้รับความรักของมนุษย์หรือ?  ในพระองค์นั้นมีมากกว่านี้ที่ควรค่าที่จะรัก  พระองค์ทรงปฏิบัติและทรงเคลื่อนไหวในชีวิตจริง พระวิญญาณของพระองค์ทรงสัมผัสข้าพระองค์ภายใน พระองค์ทรงบ่มวินัยข้าพระองค์ พระองค์ทรงตำหนิข้าพระองค์—สิ่งเหล่านี้ยิ่งคู่ควรกับความรักของผู้คนมากขึ้นไปอีกเสียด้วยซ้ำ”  หากเจ้าปรารถนาที่จะได้เห็นและได้รับประสบการณ์กับความรักของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะต้องท่องสำรวจและแสวงหาในชีวิตจริงและจะต้องเต็มใจที่จะละวางเนื้อหนังของเจ้าเองลงไว้ก่อน  เจ้าจะต้องตั้งปณิธานนี้  เจ้าจะต้องเป็นใครบางคนที่มีความแน่วแน่ผู้ซึ่งสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ในทุกสรรพสิ่ง โดยปราศจากการเกียจคร้านหรือการละโมบในความชื่นชมยินดีของเนื้อหนัง ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อเนื้อหนังแต่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า  อาจมีบางเวลาที่เจ้าไม่ได้ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า คราวหน้า แม้ว่านั่นจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้น เจ้าก็จะต้องทำให้พระองค์พึงพอพระทัยและจะต้องไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง  เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้ เจ้าจะได้มารู้จักพระเจ้า  เจ้าจะเห็นว่าพระเจ้าสามารถสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง ว่าพระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่ผู้คนสามารถมองเห็นพระองค์จริงๆ และเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์จริงๆ เจ้าจะเห็นว่าพระองค์สามารถดำเนินไปในหมู่มนุษย์ และว่าพระวิญญาณของพระองค์สามารถทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมในชีวิตจริง ทรงยอมให้พวกเขาเห็นความน่ารักน่าชื่นชมของพระองค์และได้รับประสบการณ์กับความมีวินัยของพระองค์ การตีสอนของพระองค์ และพรของพระองค์  หากเจ้าได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้เสมอ ในชีวิตจริงเจ้าจะไม่สามารถแยกจากพระเจ้าได้ และหากวันหนึ่งสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าไม่ปกติต่อไป เจ้าก็จะสามารถทนทุกข์จากการตำหนิและรู้สึกผิดได้  เมื่อเจ้ามีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า เจ้าจะไม่มีวันปรารถนาที่จะทิ้งพระเจ้า และหากวันหนึ่งพระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงทิ้งเจ้า เจ้าจะกลัว และจะพูดว่าเจ้าน่าจะตายเสียดีกว่าที่จะถูกพระเจ้าทรงทิ้งไป  ทันทีที่เจ้ามีอารมณ์เหล่านี้ เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถที่จะทิ้งพระเจ้าได้ และในหนทางนี้ เจ้าจะมีรากฐานอย่างหนึ่ง และจะชื่นชมความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 502

บ่อยครั้งที่ผู้คนพูดถึงการยอมให้พระเจ้าทรงเป็นชีวิตของพวกเขา แต่ประสบการณ์ของพวกเขายังไม่ได้มาถึงจุดนั้น  เจ้าก็แค่กำลังพูดว่าพระเจ้าทรงเป็นชีวิตของเจ้า ว่าพระองค์ทรงนำเจ้าทุกวัน ว่าเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระองค์ในแต่ละวัน และว่าเจ้าอธิษฐานต่อพระองค์ทุกวัน ดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงกลายเป็นชีวิตของเจ้า  ความรู้ของพวกที่พูดการนี้ค่อนข้างผิวเผินเลยทีเดียว  มีผู้คนจำนวนมากที่ไม่มีรากฐานใดอยู่ภายในเลย พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกปลูกฝังไว้ภายในพวกเขา แต่พระวจนะก็ยังไม่ได้แตกหน่อ นับประสาอะไรที่พระวจนะเหล่านั้นจะได้เกิดผลใดๆ แล้ว  วันนี้ เจ้าได้รับประสบการณ์ไปถึงขอบข่ายใดแล้ว?  เพียงบัดนี้ หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงบีบบังคับให้เจ้ามาไกลขนาดนี้แล้วเท่านั้น เจ้าจึงรู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถทิ้งพระเจ้าไปได้  สักวันหนึ่ง เมื่อประสบการณ์ของเจ้าได้มาถึงที่จุดหนึ่งแล้ว หากพระเจ้าจำต้องทรงทำให้เจ้าทิ้งไป เจ้าก็คงจะไร้ความสามารถที่จะทำได้  เจ้าจะรู้สึกตลอดเวลาว่าเจ้าไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้าภายในตัวเจ้า เจ้าสามารถอยู่ได้โดยปราศจากสามี ภรรยา หรือลูกหลาน โดยปราศจากครอบครัว โดยปราศจากแม่หรือพ่อ โดยปราศจากความชื่นชมยินดีทั้งหลายของเนื้อหนัง แต่เจ้าไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้า  การอยู่โดยปราศจากพระเจ้าคงจะเป็นเหมือนการสูญเสียชีวิตของเจ้า เจ้าคงจะไร้ความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้า  ครั้นเจ้าได้รับประสบการณ์จนถึงจุดนี้แล้ว เจ้าก็จะประสบความสำเร็จจากความพยายามในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า และในหนทางนี้ พระเจ้าจะทรงได้กลายเป็นชีวิตของเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงได้กลายเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของเจ้าแล้ว  เจ้าจะไม่มีวันสามารถทิ้งพระเจ้าไปได้อีกครั้ง  เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์จนถึงขอบข่ายนี้แล้ว เจ้าจะได้ชื่นชมความรักของพระเจ้าแล้วอย่างแท้จริง และเมื่อเจ้ามีสัมพันธภาพอันใกล้ชิดพอกับพระเจ้า พระองค์จะทรงเป็นชีวิตของเจ้า เป็นความรักของเจ้า และ ณ เวลานั้น เจ้าก็จะอธิษฐานต่อพระเจ้าและพูดว่า “โอ พระเจ้า!  ข้าพระองค์ไม่สามารถทิ้งพระองค์ได้  พระองค์ทรงเป็นชีวิตของข้าพระองค์  ข้าพระองค์สามารถไปได้โดยปราศจากทุกสิ่งอื่นใด—แต่หากปราศจากพระองค์ ข้าพระองค์ไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้”  นี่คือวุฒิภาวะที่แท้จริงของผู้คน มันคือชีวิตจริง  ผู้คนบางคนได้ถูกบีบบังคับให้มาไกลอย่างที่พวกเขาได้มาถึงในวันนี้ กล่าวคือ พวกเขาต้องไปต่อไม่ว่าพวกเขาต้องการหรือไม่ก็ตาม และพวกเขารู้สึกเสมอราวกับว่าพวกเขาติดอยู่ระหว่างก้อนหินก้อนหนึ่งและสถานที่ยากลำบากแห่งหนึ่ง  เจ้าจะต้องได้รับประสบการณ์ถึงขนาดที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นชีวิตของเจ้า ถึงขนาดที่ว่าหากพระเจ้าได้ทรงถูกนำไปจากหัวใจของเจ้า นั่นคงจะเป็นเหมือนการสูญเสียชีวิตของเจ้า นั่นคือ พระเจ้าต้องทรงเป็นชีวิตของเจ้า และเจ้าจะต้องไม่สามารถทิ้งพระองค์ไปได้  ในหนทางนี้ เจ้าจะได้รับประสบการณ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว และ ณ เวลานี้ เมื่อเจ้ารักพระเจ้า เจ้าจะรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และนั่นจะเป็นความรักพิเศษและบริสุทธิ์  สักวันหนึ่ง เมื่อประสบการณ์ของเจ้าเป็นถึงขนาดที่ว่าชีวิตของเจ้าได้มาถึงจุดหนึ่งแล้ว เมื่อเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้า กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะไร้ความสามารถที่จะทิ้งพระเจ้าภายในได้ อีกทั้งเจ้าจะไร้ความสามารถที่จะลืมพระองค์ได้ต่อให้เจ้าต้องการทำก็ตาม  พระเจ้าจะได้ทรงกลายเป็นชีวิตของเจ้าไปแล้ว เจ้าสามารถลืมโลกได้ เจ้าสามารถลืมภรรยา สามี หรือลูกหลานของเจ้าได้ แต่เจ้าจะมีปัญหาในการลืมพระเจ้า—การทำเช่นนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้เลย นี่คือชีวิตจริงของเจ้าและความรักที่แท้จริงของเจ้าที่มีให้กับพระเจ้า  เมื่อความรักที่ผู้คนมีต่อพระเจ้าไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ความรักที่พวกเขามีต่อสิ่งอื่นใดก็ไม่เทียบเท่าความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้าย่อมมาก่อน  ในหนทางนี้เจ้าสามารถละทิ้งสิ่งอื่นได้ทุกสิ่ง และเต็มใจที่จะยอมรับการตัดแต่งทั้งหมดจากพระเจ้า  ครั้นเจ้าได้สัมฤทธิ์การรักพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใดแล้ว เจ้าจึงจะมีชีวิตในความเป็นจริงและในความรักของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 503

ทันทีที่พระเจ้าทรงกลายเป็นชีวิตภายในผู้คน ผู้คนกลายเป็นไร้ความสามารถที่จะทิ้งพระเจ้าได้  นี่ไม่ใช่กิจการของพระเจ้าหรอกหรือ?  ไม่มีคำพยานที่ยิ่งใหญ่กว่านี้แล้ว!  พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจมาถึงจุดหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสเพื่อให้ผู้คนทำงานรับใช้ ถูกตีสอน หรือตาย และผู้คนก็ยังไม่ได้ถอยออกไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้ถูกพิชิตโดยพระเจ้าแล้ว  ผู้คนผู้ซึ่งมีความจริงคือบรรดาผู้ที่ในประสบการณ์จริงของพวกเขานั้นสามารถตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขา ตั้งมั่นในตำแหน่งของพวกเขา ยืนเคียงข้างพระเจ้า โดยปราศจากการล่าถอยโดยเด็ดขาด และผู้ซึ่งสามารถมีสัมพันธภาพปกติกับผู้คนผู้ซึ่งรักพระเจ้า ผู้ซึ่งเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา สามารถนบนอบพระเจ้าได้อย่างครบบริบูรณ์ และสามารถนบนอบพระเจ้าได้จนสิ้นชีพ  การฝึกฝนปฏิบัติและวิวรณ์ของเจ้าในชีวิตจริงคือคำพยานของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้คือการดำเนินชีวิตของมนุษย์และคำพยานของพระเจ้า และนี่คือการชื่นชมความรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์จนถึงจุดนี้แล้ว ผลกระทบอันสมควรจะได้ถูกทำให้สัมฤทธิ์แล้ว  เจ้าครองการดำเนินชีวิตที่แท้จริงและทุกการกระทำของเจ้าถูกมองด้วยความเลื่อมใสจากผู้อื่น  เสื้อผ้าอาภรณ์และการปรากฏภายนอกของเจ้านั้นเป็นปกติธรรมดา แต่เจ้าดำเนินชีวิตที่มีความศรัทธาอย่างที่สุด และเมื่อเจ้าสื่อสารกับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าได้รับการทรงนำและได้รับการทำให้รู้แจ้งโดยพระองค์  เจ้าสามารถกล่าวเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้โดยผ่านทางคำพูดของเจ้า สื่อสารความเป็นจริง และเจ้าเข้าใจมากมายเกี่ยวกับการรับใช้ในจิตวิญญาณ  เจ้าตรงไปตรงมาเมื่อเจ้าพูด เจ้ามีสมบัติผู้ดีและเที่ยงธรรม ไม่เผชิญหน้าด้วยความรุนแรงและมีมารยาท สามารถนบนอบการจัดการเตรียมการของพระเจ้าและตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าได้เมื่อสิ่งทั้งหลายตกมาถึงเจ้า และเจ้าใจเย็นและสำรวมไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังจัดการกับอะไรอยู่  บุคคลประเภทนี้ได้เห็นความรักของพระเจ้าแล้วจริงๆ  ผู้คนบางคนยังคงเยาว์วัยอยู่ แต่พวกเขาปฏิบัติตนเหมือนบางคนในวัยกลางคน พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ ครองความจริง และได้รับความเลื่อมใสจากผู้อื่น—และเหล่านี้คือผู้คนซึ่งมีคำพยานและเป็นการสำแดงของพระเจ้า  กล่าวคือ เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์จนถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจะมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกต่อพระเจ้าอยู่ภายใน และอุปนิสัยภายนอกของพวกเขาก็จะมั่นคงด้วยเช่นกัน  ผู้คนจำนวนมากไม่นำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติและไม่ตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขา  ในผู้คนเช่นนั้นไม่มีความรักสำหรับพระเจ้า หรือคำพยานต่อพระเจ้าเลย และเหล่านี้คือผู้คนซึ่งเป็นที่พระเจ้าทรงเกลียดมากที่สุด  พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าในการชุมนุม แต่สิ่งที่พวกเขาใช้ในการดำเนินชีวิตคือซาตาน และนี่เป็นการลดพระเกียรติของพระเจ้า สบประมาทพระเจ้า และหมิ่นประมาทพระเจ้า  ในผู้คนเช่นนี้ไม่มีสัญญาณของความรักสำหรับพระเจ้า และพวกเขาไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เลยโดยสิ้นเชิง  ดังนั้น คำพูดและการกระทำทั้งหลายของผู้คนจึงเป็นตัวแทนของซาตาน  หากหัวใจของเจ้าสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเสมอ และเจ้าใส่ใจต่อผู้คนและสิ่งทั้งหลายรอบตัวเจ้าเสมอ และสิ่งที่กำลังเป็นไปรอบตัวเจ้า และหากเจ้าใส่ใจในพระภาระของพระเจ้า และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเสมอ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ย่อมจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าภายในบ่อยๆ  ในคริสตจักรมีผู้คนที่เป็น “บรรดาผู้ดูแล” กล่าวคือ พวกเขาตั้งท่าเฝ้าดูความล้มเหลวทั้งหลายของผู้อื่นและแล้วก็เลียนแบบและเอาอย่างความล้มเหลวเหล่านั้น  พวกเขาไม่สามารถแยกแยะได้ พวกเขาไม่ได้เกลียดชังบาปและไม่ได้เกลียดหรือรู้สึกขยะแขยงสิ่งทั้งหลายของซาตาน  ผู้คนเช่นนั้นเต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายของซาตาน และในท้ายที่สุดพวกเขาจะถูกพระเจ้าทรงละทิ้งจนถึงที่สุด  หัวใจของเจ้าควรมีความยำเกรงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าตลอดกาล เจ้าควรดำเนินสายกลางในคำพูดและการกระทำทั้งหลายของเจ้าและอย่าได้มีวันปรารถนาที่จะต่อต้านหรือก่อกวนพระเจ้าเป็นอันขาด  เจ้าไม่ควรเต็มใจให้พระราชกิจของพระเจ้าในตัวเจ้าได้เป็นไปโดยมิได้ประโยชน์อันใดเลยเป็นอันขาด หรือยอมให้ความยากลำบากทั้งหมดที่เจ้าได้สู้ทนและทั้งหมดซึ่งเจ้าได้นำไปฝึกฝนปฏิบัติต้องสลายไปเปล่าๆ  เจ้าจะต้องเต็มใจที่จะทำงานหนักขึ้นและที่จะรักพระเจ้ามากขึ้นบนเส้นทางข้างหน้า  เหล่านี้คือผู้คนผู้ซึ่งมีนิมิตเป็นรากฐานของพวกเขา  เหล่านี้คือผู้คนผู้ซึ่งแสวงหาความก้าวหน้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 504

หากผู้คนเชื่อในพระเจ้าและได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าด้วยหัวใจซึ่งยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ย่อมสามารถมองเห็นความรอดของพระเจ้าและความรักของพระเจ้าอยู่ในผู้คนเช่นนั้น  ผู้คนเหล่านี้สามารถให้คำพยานต่อพระเจ้าได้ พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามความจริง และสิ่งซึ่งพวกเขาให้คำพยานก็คือความจริง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น และคือพระอุปนิสัยของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  พวกเขาดำเนินชีวิตท่ามกลางความรักของพระเจ้าและได้เห็นความรักของพระเจ้า  หากผู้คนปรารถนาที่จะรักพระเจ้า พวกเขาจะต้องลิ้มรสความน่ารักของพระเจ้าและเห็นความน่ารักของพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นจึงสามารถมีหัวใจที่รักพระเจ้าถูกปลุกเร้าขึ้นในตัวพวกเขา และหัวใจแห่งสละตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้าอย่างจงรักภักดี  พระเจ้าไม่ทรงทำให้ผู้คนรักพระองค์โดยผ่านทางคำพูดหรือโดยผ่านการจินตนาการของพวกเขา และพระองค์ไม่ทรงบีบบังคับผู้คนให้รักพระองค์  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์กลับทรงปล่อยให้พวกเขารักพระองค์จากการตัดสินใจเลือกของพวกเขาเอง และพระองค์ทรงปล่อยให้พวกเขาเห็นความน่ารักของพระองค์ในพระราชกิจและถ้อยดำรัสของพระองค์ ซึ่งหลังจากนี้แล้วจึงมีความรักสำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นในตัวพวกเขา  ในหนทางนี้เท่านั้นผู้คนจึงจะสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริง  ผู้คนไม่ได้รักพระเจ้าเพราะพวกเขาได้ถูกผู้อื่นรบเร้าให้ทำเช่นนั้น อีกทั้งนั่นไม่ใช่แรงกระตุ้นทางอารมณ์ชั่วขณะ  พวกเขารักพระเจ้าเพราะพวกเขาได้เห็นความน่ารักของพระองค์ พวกเขาได้เห็นว่ามีมากมายในพระองค์ซึ่งคู่ควรกับความรักของผู้คน เพราะพวกเขาได้เห็นความรอด พระปัญญา และกิจการอันมหัศจรรย์ของพระองค์—และผลก็คือ พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าอย่างแท้จริงและโหยหาในพระองค์อย่างแท้จริง และมีความปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งถูกปลุกเร้าในตัวพวกเขาถึงขนาดที่ว่าพวกเขาจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้หากปราศจากการได้รับพระเจ้า  เหตุผลที่ทำไมบรรดาผู้ที่ให้คำพยานต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงสามารถให้คำพยานที่ก้องกังวานต่อพระองค์ได้ เป็นเพราะคำพยานของพวกเขาตั้งอยู่บนรากฐานของความรู้ที่แท้จริงและการโหยหาที่แท้จริงในพระเจ้า  คำพยานดังกล่าวไม่ได้ถูกถวายให้ตามแรงกระตุ้นทางอารมณ์ แต่โดยสอดคล้องกับความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระองค์  เพราะพวกเขาได้มารู้จักพระเจ้า พวกเขาจึงรู้สึกว่าพวกเขาจะต้องให้คำพยานต่อพระเจ้าอย่างแน่นอนและทำให้ทุกคนซึ่งโหยหาในพระเจ้ารู้จักพระเจ้า และตระหนักรู้ความน่ารักของพระเจ้าและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์  เช่นเดียวกับความรักของผู้คนสำหรับพระเจ้า คำพยานของพวกเขานั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นั่นเป็นจริงและมีนัยสำคัญและคุณค่าจริง  นั่นไม่ได้มีสภาวะนิ่งเฉยหรือกลวงเปล่าและไร้ความหมาย  เหตุผลที่มีเพียงบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงเท่านั้นที่มีคุณค่าและความหมายมากที่สุดในชีวิตของพวกเขา เหตุผลที่มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ก็คือว่าผู้คนเหล่านี้สามารถดำเนินชีวิตในความสว่างแห่งพระเจ้าและสามารถมีชีวิตเพื่อพระราชกิจและการบริหารจัดการของพระเจ้า  นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในความมืดมิด แต่ดำเนินชีวิตในความสว่าง พวกเขาไม่ได้มีชีวิตที่ไร้ความหมาย แต่เป็นชีวิตซึ่งได้รับการอวยพรโดยพระเจ้า  มีเพียงคนที่รักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานให้พระเจ้าได้ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เป็นพยานให้พระเจ้า มีแต่พวกเขาที่ได้รับพรจากพระเจ้า และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถได้รับสัญญาจากพระเจ้า  ผู้ที่รักพระเจ้าก็คือคนสนิทของพระเจ้า พวกเขาคือผู้คนอันเป็นที่รักของพระเจ้า และสามารถชื่นชมพรไปพร้อมกับพระเจ้า  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะมีชีวิตไปชั่วนิรันดร์ พวกเขาเท่านั้นที่จะมีชีวิตตลอดกาลภายใต้การดูแลเอาพระทัยใส่และการคุ้มครองจากพระเจ้า  พระเจ้าคือผู้ที่ผู้คนควรรัก พระองค์ทรงคู่ควรกับความรักของผู้คนทั้งปวง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถรักพระเจ้าได้ และไม่ใช่ทุกคนจะเป็นคำพยานให้พระเจ้าและครองอำนาจร่วมกับพระเจ้าได้  ด้วยเหตุที่พวกเขาสามารถเป็นคำพยานให้พระเจ้าและอุทิศความพยายามทั้งหมดของตนให้แก่พระราชกิจของพระเจ้า คนที่รักพระเจ้าโดยแท้จึงสามารถเดินไปได้ทุกแห่งใต้ฟ้าสวรรค์โดยไม่มีใครกล้าต่อต้านพวกเขา และพวกเขาก็สามารถใช้อำนาจบนแผ่นดินโลกปกครองประชากรทั้งหมดของพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้มาพร้อมหน้ากันจากทั่วทั้งโลกแล้ว  เป็นผู้คนจากทั่วโลกที่พูดจาคนละภาษาและมีสีผิวต่างกัน แต่นัยสำคัญในการดำรงอยู่ของพวกเขากลับเหมือนกัน พวกเขาล้วนมีหัวใจที่รักพระเจ้า ทุกคนมีคำพยานเดียวกัน มีปณิธานเหมือนกัน และความปรารถนาร่วมกัน  คนที่รักพระเจ้าสามารถเดินไปทั่วโลกอย่างอิสระ ส่วนคนที่เป็นคำพยานให้พระเจ้าก็สามารถท่องไปได้ทั่วจักรวาล  ผู้คนเหล่านี้เป็นที่รักของพระเจ้า พวกเขาได้รับพรจากพระเจ้า และจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างของพระองค์ตลอดกาล

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าจะดำเนินชีวิตภายในความสว่างแห่งพระองค์ตลอดกาล

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 505

วันนี้เจ้ารักพระเจ้ามากเพียงใด?  และเจ้ารู้จักทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำในตัวเจ้ามากเพียงใด?  เหล่านี้คือบทเรียนที่เจ้าควรเรียนรู้  เมื่อพระเจ้าเสด็จมาบนแผ่นดินโลก ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำในตัวมนุษย์และยอมให้มนุษย์มองเห็นนั้น ก็เพื่อที่มนุษย์จะรักพระองค์และรู้จักพระองค์อย่างแท้จริง  การที่มนุษย์สามารถทนทุกข์เพื่อพระเจ้า และสามารถมาไกลถึงเพียงนี้ได้แล้วนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรักของพระเจ้า และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะความรอดของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะการพิพากษาและพระราชกิจแห่งการตีสอนที่พระเจ้าได้ทรงดำเนินการในมนุษย์  หากเจ้าปราศจากการพิพากษา การตีสอน และบททดสอบของพระเจ้า และหากพระเจ้ามิได้ทรงทำให้พวกเจ้าต้องทนทุกข์ เช่นนั้นแล้ว พูดตรงๆ ก็คือ พวกเจ้าจะไม่รักพระเจ้าอย่างแท้จริง  ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์ยิ่งใหญ่เท่าใด และยิ่งความทุกข์ของมนุษย์ใหญ่หลวงมากเท่าใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีความหมายมากเพียงนั้น  และหัวใจของมนุษย์ก็ยิ่งสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริงมากขึ้น  บทเรียนแห่งการรักพระเจ้านั้นได้มาอย่างไร?  เมื่อปราศจากความทุกข์และการถลุง หากปราศจากบททดสอบอันแสนเจ็บปวด—และยิ่งกว่านั้น หากทั้งหมดที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์คือพระคุณ ความเมตตา และความกรุณา—เจ้าจะสามารถไปถึงจุดที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือไม่?  ในด้านหนึ่ง ระหว่างบททดสอบของพระเจ้า มนุษย์ได้รู้ถึงข้อบกพร่องของตนและเห็นว่าตนนั้นไร้ความหมาย น่าเหยียดหยาม และต่ำต้อย ว่าตนไม่มีสิ่งใดเลยและไม่ใช่สิ่งใดเลย ในอีกด้านหนึ่ง ระหว่างบททดสอบ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมบางอย่างสำหรับมนุษย์เพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความน่ารักของพระเจ้าภายในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น  แม้ว่าความเจ็บปวดนั้นใหญ่หลวง และบางครั้งก็ไม่สามารถผ่านพ้นไปได้—จนถึงขั้นโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส—เมื่อมีประสบการณ์ในเรื่องนี้แล้ว มนุษย์ย่อมมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเขาดีงามเพียงใด และบนรากฐานนี้เท่านั้น ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้าจึงเกิดขึ้นในตัวมนุษย์  วันนี้ มนุษย์เห็นว่า ด้วยพระคุณ ความรัก และความปรานีของพระเจ้าอย่างเดียวนั้น เขาไม่สามารถพอที่จะรู้จักตัวเขาเองได้อย่างแท้จริง และนับประสาอะไรที่เขาจะสามารถรู้จักแก่นแท้ของมนุษย์ได้  โดยผ่านทั้งทางกระบวนการถลุงและการพิพากษาของพระเจ้า และในระหว่างกระบวนการถลุงในตัวมันเองนี้เท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถรู้ความขาดตกบกพร่องของเขา และรู้ว่าเขาไม่มีสิ่งใดเลย  ด้วยเหตุนี้ ความรักต่อพระเจ้าของมนุษย์จึงถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของกระบวนการถลุงและการพิพากษาของพระเจ้า  หากเจ้าเพียงแค่ชื่นชมพระคุณของพระเจ้า ด้วยการมีชีวิตครอบครัวที่สงบสุขหรือพรทางวัตถุต่างๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับพระเจ้า และความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะไม่สามารถถือว่าประสบผลสำเร็จได้  พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจแห่งพระคุณในเนื้อหนังไปช่วงระยะหนึ่งแล้ว และได้ประทานพรทางวัตถุต่างๆ  แก่มนุษย์แล้ว แต่มนุษย์นั้นไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้ด้วยพระคุณ ความรัก และความเมตตาเพียงอย่างเดียว  ในประสบการณ์ทั้งหลายของมนุษย์นั้น เขาเผชิญกับความรักบางส่วนของพระเจ้า และมองเห็นความรักและความปรานีของพระเจ้า แต่ถึงกระนั้น ด้วยการได้รับประสบการณ์มาเป็นเวลาช่วงหนึ่ง เขามองเห็นว่าพระคุณของพระเจ้าและความรักกับความปรานีของพระองค์นั้นไม่สามารถพอที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้ ไม่สามารถพอที่จะเปิดเผยถึงสิ่งที่เสื่อมทรามภายในมนุษย์ได้ และไม่สามารถขจัดอุปนิสัยเสื่อมทรามของมนุษย์ไปจากเขาได้ หรือทำให้ความรักและความเชื่อของเขามีความเพียบพร้อมได้  พระราชกิจแห่งพระคุณของพระเจ้าคือพระราชกิจในช่วงเวลาหนึ่ง และมนุษย์ไม่สามารถอาศัยการชื่นชมพระคุณของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 506

วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้นั้น  พวกเขาเชื่อว่าความทุกข์นั้นปราศจากคุณค่า พวกเขาถูกโลกประกาศตัดขาด ชีวิตในบ้านของพวกเขามีปัญหา พระเจ้าไม่ทรงเห็นว่าพวกเขาน่ายินดี และจุดหมายปลายทางในอนาคตของพวกเขามืดมัว  ผู้คนบางคนเป็นทุกข์จนถึงระดับหนึ่ง และถึงกับอยากตาย  นี่มิใช่ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นเป็นคนขลาด พวกเขาไม่มีความเพียรพยายาม พวกเขาอ่อนแอและไร้ความสามารถ!  พระเจ้าทรงใคร่กระหายที่จะให้มนุษย์รักพระองค์ แต่ยิ่งมนุษย์รักพระองค์มากขึ้นเท่าใด ความทุกข์ของมนุษย์ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งมนุษย์รักพระองค์มากขึ้นเท่าใด บททดสอบของมนุษย์ก็จะหนักหนาขึ้นเพียงนั้น  หากเจ้ารักพระองค์ เช่นนั้นแล้วความทุกข์ทุกประเภทจะบังเกิดขึ้นกับเจ้า—และหากเจ้าไม่รักพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็อาจเป็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับเจ้า และทั้งหมดรอบตัวเจ้าจะสงบสุข  เมื่อเจ้ารักพระเจ้า เจ้าจะรู้สึกเสมอว่าหลายอย่างรอบตัวเจ้าไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ และเพราะวุฒิภาวะของเจ้าต่ำมากเกินไปเจ้าจึงจะได้รับการถลุง ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ และเจ้าจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าสูงส่งเกินไป พ้นวิสัยที่มนุษย์จะเอื้อมถึง  เนื่องจากทั้งหมดนี้เองเจ้าจึงจะได้รับการถลุง—เพราะมีความอ่อนแอมากมายภายในตัวเจ้า และมีสิ่งที่ไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อยู่มากมาย เจ้าจึงจะได้รับการถลุงจากภายใน  กระนั้น พวกเจ้ายังต้องมองเห็นอย่างชัดเจนว่าการชำระให้บริสุทธิ์จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็โดยผ่านทางการถลุงเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ในยุคสุดท้าย พวกเจ้าจึงต้องเป็นคำพยานให้พระเจ้า  ไม่ว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าก็ควรเดินไปให้สุดทาง แม้จะเป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเจ้าก็ตาม พวกเจ้ายังคงต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้าและอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง  เมื่อเจ้าถูกซาตานทดลอง เจ้าควรจะกล่าวว่า “หัวใจของฉันเป็นของพระเจ้า และพระเจ้าได้ทรงรับฉันไว้แล้ว  ฉันไม่สามารถทำให้เจ้าพึงพอใจได้—ฉันต้องอุทิศทั้งหมดของฉันเพื่อการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย”  ยิ่งเจ้าทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยมากขึ้นเท่าใด พระเจ้าก็จะยิ่งทรงอวยพรให้เจ้ามากขึ้นเท่านั้น และพลังความรักของเจ้าต่อพระเจ้าก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นแล้ว เจ้าก็จะมีความเชื่อและความแน่วแน่ด้วยเช่นกัน และจะรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรและมีความสำคัญมากยิ่งไปกว่าชีวิตที่ใช้ไปกับการรักพระเจ้า  สามารถกล่าวได้ว่า ตราบใดที่มนุษย์รักพระเจ้า เขาจะไม่มีความเศร้าโศกเลย  ถึงแม้จะมีหลายครั้งที่เนื้อหนังของเจ้าอ่อนแอ และเจ้าถูกรุมเร้าด้วยความยากลำบากแท้จริงมากมาย หากว่าในช่วงเวลาเหล่านี้เจ้าพึ่งพาพระเจ้าอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว วิญญาณของเจ้าย่อมจะได้รับการปลอบโยน เจ้าจะรู้สึกมั่นคง และจะมีบางสิ่งให้พึ่งพา  ในหนทางนี้ เจ้าจะมีความสามารถเอาชนะสภาพแวดล้อมมากมายได้ และดังนั้นเจ้าจะไม่พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าเนื่องจากความระทมที่เจ้าทนทุกข์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าจะต้องการที่จะร้องเพลง เต้นรำ และอธิษฐาน ต้องการที่จะชุมนุมและพูดคุย ต้องการที่จะพิจารณาพระเจ้า และเจ้าจะรู้สึกว่าผู้คน เรื่องราว และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดรอบตัวเจ้าที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้นั้นล้วนเหมาะสม  หากเจ้าไม่รักพระเจ้า ทั้งหมดที่เจ้ามองดูจะน่าเบื่อสำหรับเจ้า และไม่มีสิ่งใดที่จะน่าพอใจในสายตาเจ้าเลย ในวิญญาณของเจ้าเจ้าจะไม่เป็นอิสระแต่ถูกบีบคั้น หัวใจของเจ้าจะพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าตลอดเวลา และเจ้าจะรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเจ้าทนทุกข์กับความทรมานมากมายเหลือเกิน และมันช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย  หากเจ้ามิได้ไล่ตามเสาะหาเพื่อเห็นแก่ความสุข แต่เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และเพื่อมิให้ถูกซาตานกล่าวหา เช่นนั้นแล้วการไล่ตามเสาะหาเช่นนั้นจะมอบพละกำลังอันยิ่งใหญ่ให้เจ้าเพื่อรักพระเจ้า  มนุษย์มีความสามารถที่จะกระทำการทั้งหมดที่พระเจ้าตรัส และทั้งหมดที่เขาทำมีความสามารถที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้—นี่คือความหมายของการครองความเป็นจริง  การไล่ตามเสาะหาที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยคือการใช้หัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้ามาปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด—แม้ในยามที่ผู้อื่นปราศจากเรี่ยวแรง—ในตัวเจ้าก็ยังคงมีหัวใจที่รักพระเจ้า เจ้าโหยหาและคิดถึงพระเจ้าอยู่ลึกๆ ในใจ  นี่คือวุฒิภาวะอันแท้จริง  วุฒิภาวะของเจ้าจะมีมากเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับว่าหัวใจของเจ้ารักพระเจ้ามากเท่าใด เจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่เมื่อถูกทดสอบ เจ้าอ่อนแอหรือไม่เมื่อตกอยู่ในสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ และเจ้าสามารถยืนหยัดได้หรือไม่เมื่อพี่น้องชายหญิงปฏิเสธเจ้า เมื่อข้อเท็จจริงทั้งหลายมาถึง ก็ย่อมจะแสดงให้เห็นว่าหัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้าเป็นเช่นไรกันแน่  สามารถเห็นได้จากพระราชกิจมากมายของพระเจ้าว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์อย่างแท้จริง แม้จะยังไม่มีการเปิดดวงตาแห่งวิญญาณของมนุษย์โดยสมบูรณ์ และมนุษย์ก็ไม่สามารถมองเห็นพระราชกิจของพระเจ้าและเจตนารมณ์ของพระองค์ได้มากและชัดเจนนัก รวมทั้งสิ่งต่างๆ มากมายที่ดีงามเกี่ยวกับพระเจ้า  แต่มนุษย์ก็มีรักแท้ให้พระเจ้าน้อยเกินไป  เจ้าเชื่อในพระเจ้ามาโดยตลอด และวันนี้พระเจ้าก็ทรงตัดทางหนีทั้งหมดแล้ว  กล่าวด้วยความสัตย์จริงก็คือ เจ้าไม่มีทางเลือกนอกจากใช้เส้นทางที่ถูกต้อง การพิพากษาอันเกรี้ยวกราดและความรอดสูงสุดจากพระเจ้านั่นเองที่นำเจ้าเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง  ต่อเมื่อมีประสบการณ์กับความยากลำบากและการถลุงแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงจะรู้ว่าพระเจ้าทรงดีงาม  หลังจากที่มีประสบการณ์มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็สามารถกล่าวได้ว่ามนุษย์รู้จักส่วนที่ดีงามของพระเจ้าแล้ว แต่นี่ก็ยังไม่พอ เพราะมนุษย์ยังขาดพร่องอีกมาก  มนุษย์ต้องมีประสบการณ์กับพระราชกิจอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้าให้มากขึ้น และถูกถลุงด้วยความทุกข์ทั้งปวงให้มากขึ้นตามที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้  เมื่อนั้นเท่านั้นที่อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของมนุษย์จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 507

พวกเจ้าทั้งหมดอยู่ท่ามกลางการทดสอบและกระบวนการถลุง  เจ้าควรรักพระเจ้าอย่างไรในระหว่างกระบวนการถลุง?  เมื่อได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุง ผู้คนมีความสามารถที่จะถวายการสรรเสริญที่แท้จริงแด่พระเจ้าได้ และท่ามกลางกระบวนการถลุง พวกเขาสามารถมองเห็นว่าพวกเขากำลังขาดพร่องมากเหลือเกิน  การถลุงของเจ้ารุนแรงมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะสามารถกบฏต่อจากเนื้อหนังได้มากเท่านั้น การถลุงของผู้คนรุนแรงมากขึ้นเท่าใด ความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจ  เหตุใดผู้คนจึงต้องได้รับการถลุง?  สิ่งนี้มุ่งหมายที่จะสัมฤทธิ์ผลใด?  อะไรคือนัยสำคัญของพระราชกิจแห่งกระบวนการถลุงของพระเจ้าในมนุษย์?  หากเจ้าแสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วไซร้ ครั้นได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงของพระองค์จนถึงจุดหนึ่ง เจ้าจะรู้สึกว่ามันดีเลิศอย่างที่สุด และเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างถึงที่สุด  มนุษย์ควรรักพระเจ้าอย่างไรในระหว่างกระบวนการถลุง?  โดยการใช้ความแน่วแน่ที่จะรักพระเจ้ามายอมรับกระบวนการถลุงของพระองค์ กล่าวคือ ในระหว่างกระบวนการถลุง เจ้ารู้สึกทรมานภายใน ราวกับมีดเล่มหนึ่งบิดควงอยู่ในหัวใจของเจ้า ทว่าเจ้าก็ยังเต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยโดยใช้หัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้า และเจ้าไม่นำพาที่จะใส่ใจเนื้อหนัง  นี่คือความหมายของการนำการรักพระเจ้าไปปฏิบัติ  เจ้ารู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายใน และความทุกข์ของเจ้าได้ไปถึงจุดหนึ่ง ทว่าเจ้าก็ยังคงเต็มใจที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานด้วยการกล่าวว่า “โอ พระเจ้า!  ข้าพระองค์ไม่สามารถไปจากพระองค์ได้  แม้ว่าภายในตัวข้าพระองค์นั้นมีความมืดมิด ข้าพระองค์ก็ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย พระองค์ทรงรู้จักหัวใจของข้าพระองค์ และข้าพระองค์อยากให้พระองค์ประทานความรักของพระองค์มากขึ้นภายในตัวข้าพระองค์”  นี่คือการปฏิบัติในระหว่างการถลุง  หากเจ้าใช้หัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้าเป็นรากฐาน การถลุงก็จะสามารถนำพาเจ้าเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น และทำให้เจ้าสนิทสนมกับพระเจ้ามากขึ้น  เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าต้องส่งมอบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  หากเจ้ามอบถวายและวางหัวใจของเจ้าลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้วไซร้ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะปฏิเสธพระเจ้าหรือไปจากพระเจ้าในระหว่างการถลุง  ด้วยหนทางนี้ สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นใกล้ชิดมากขึ้นทุกทีและมีความเป็นปกติมากขึ้นทุกที และสามัคคีธรรมของเจ้ากับพระเจ้าก็จะกลายเป็นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ  หากเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้เสมอแล้วไซร้ เจ้าก็จะใช้เวลาในความสว่างของพระเจ้ามากขึ้น และใช้เวลาภายใต้การทรงนำของพระวจนะของพระองค์มากขึ้น  จะมีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้ามากยิ่งขึ้นเช่นกัน และความรู้ของเจ้าก็จะเพิ่มมากขึ้นวันต่อวัน  เมื่อถึงวันที่บททดสอบของพระเจ้าตกมาถึงเจ้าอย่างฉับพลัน เจ้าจะไม่เพียงมีความสามารถที่จะยืนเคียงข้างพระเจ้าได้เท่านั้น แต่ยังจะสามารถเป็นคำพยานให้แก่พระเจ้าได้ด้วยเช่นกัน  ณ เวลานั้น เจ้าก็จะเป็นเหมือนกับโยบ และเหมือนกับเปโตร  ครั้นได้เป็นคำพยานให้กับพระเจ้าแล้ว เจ้าก็จะรักพระองค์อย่างแท้จริง และจะวางชีวิตของเจ้าให้กับพระองค์อย่างเปรมปรีดิ์ เจ้าจะเป็นพยานของพระเจ้า และเป็นผู้ซึ่งเป็นที่รักของพระเจ้า  ความรักที่ได้ประสบกับการถลุงแล้วนั้นแข็งแกร่ง ไม่เปราะบาง  ไม่ว่าพระองค์ทรงเกณฑ์เจ้าให้เข้าสู่บททดสอบของพระองค์เมื่อใดหรืออย่างไรก็ตาม เจ้าก็จะสามารถวางความกังวลของเจ้าเกี่ยวกับการที่เจ้ามีชีวิตอยู่หรือตายลงได้ สามารถละทิ้งทุกอย่างเพื่อพระเจ้าอย่างเปรมปรีดิ์ และสามารถสู้ทนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้าอย่างมีความสุข—เมื่อเป็นดังนั้น ความรักของเจ้าจะบริสุทธิ์และความเชื่อของเจ้าจะมีความเป็นจริง  เมื่อถึงตอนนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นใครบางคนที่ได้รับความรักจากพระเจ้าอย่างแท้จริง และที่พระเจ้าได้ทรงทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 508

หากผู้คนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานแล้วไซร้ พวกเขาก็จะไม่มีความรักสำหรับพระเจ้าภายในตัวพวกเขาเลย และทั้งนิมิต ความรัก และปณิธานต่างๆ ก่อนหน้านี้ก็ได้ปลาสนาการไปหมดสิ้นแล้ว  ผู้คนเคยรู้สึกว่าพวกเขาควรจะต้องทนทุกข์เพื่อพระเจ้า แต่ในวันนี้ พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนั้นเป็นเรื่องน่าอับอาย และพวกเขาก็พร่ำบ่นอย่างไม่ขาดปาก  นี่คืองานของซาตาน เป็นสัญญาณหนึ่งซึ่งบอกว่ามนุษย์ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานแล้ว  หากเจ้าเผชิญกับสภาวะนี้ เจ้าต้องอธิษฐานและกลับตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้—นี่จะปกป้องเจ้าจากการโจมตีของซาตาน  ในระหว่างกระบวนการถลุงอันขมขื่นนี่เองที่มนุษย์สามารถตกไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานได้อย่างง่ายดายที่สุด ดังนั้นเจ้าควรรักพระเจ้าอย่างไรในระหว่างการถลุงเช่นนี้?  เจ้าควรรวบรวมเจตจำนงของเจ้า และวางหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และอุทิศช่วงเวลาสุดท้ายของเจ้าให้กับพระองค์  ไม่ว่าพระเจ้าทรงถลุงเจ้าอย่างไร เจ้าควรมีความสามารถที่จะนำความจริงมาปฏิบัติเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเจ้าควรแสวงหาพระเจ้าและแสวงหาการเข้าสนิทด้วยตัวเจ้าเองโดยไม่ต้องมีใครร้องขอ  ในเวลาต่างๆ เช่นนี้ ยิ่งเจ้านิ่งเฉยเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นลบมากขึ้นเท่านั้น และจะยิ่งง่ายขึ้นต่อการที่เจ้าจะถดถอย  เมื่อเจ้าจำเป็นต้องทำงานตามหน้าที่ของเจ้า แม้เจ้าจะทำมันได้ไม่ดี แต่เจ้าทำทั้งหมดที่สามารถทำได้ และทำเช่นนั้นโดยไม่ได้ใช้อะไรที่มากไปกว่าหัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้าเลย ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร—ไม่ว่าพวกเขาจะพูดว่าเจ้าทำได้ดีแล้ว หรือว่าเจ้าทำได้ไม่ดี—เจตนารมณ์ของเจ้านั้นถูกต้อง และเจ้าไม่ใช่คนที่มองว่าตัวเองชอบธรรมอยู่เสมอ เพราะเจ้ากำลังกระทำเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของพระเจ้า  เมื่อผู้อื่นตีความเจ้าผิด เจ้าก็มีความสามารถที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าและพูดว่า “โอ พระเจ้า!  ข้าพระองค์ไม่ขอให้ผู้อื่นยอมผ่อนปรนให้ข้าพระองค์หรือปฏิบัติต่อข้าพระองค์อย่างดี อีกทั้งไม่ขอให้พวกเขาเข้าใจหรือเห็นชอบในตัวข้าพระองค์  ข้าพระองค์เพียงขอให้ข้าพระองค์มีความสามารถที่จะรักพระองค์ในหัวใจของข้าพระองค์ได้ ขอให้ข้าพระองค์รู้สึกสบายใจ และขอให้มโนธรรมของข้าพระองค์ชัดเจน  ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้คนอื่นชมเชย หรือนับถือข้าพระองค์ให้สูงส่ง ข้าพระองค์เพียงพยายามจากหัวใจของข้าพระองค์ที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย ข้าพระองค์รับบทบาทของข้าพระองค์ด้วยการทำทั้งหมดที่ข้าพระองค์ทำได้ และถึงแม้ว่าข้าพระองค์จะโง่เขลา เซ่อซ่า มีขีดความสามารถต่ำ และมืดบอด ข้าพระองค์ก็รู้ว่าพระองค์ทรงดีงาม และข้าพระองค์เต็มใจที่จะอุทิศทั้งหมดที่ข้าพระองค์มีเพื่อพระองค์”  ทันทีที่เจ้าอธิษฐานในหนทางนี้ หัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้าก็จะอุบัติขึ้นมา และเจ้าจะรู้สึกผ่อนบรรเทาลงอย่างมากในหัวใจเจ้า  นี่คือความหมายของการนำการรักพระเจ้าไปปฏิบัติ  ขณะที่เจ้าได้รับประสบการณ์ เจ้าจะล้มเหลวสองครั้งและทำสำเร็จหนึ่งครั้ง หรือไม่เช่นนั้นเจ้าก็ล้มเหลวห้าครั้งและทำสำเร็จสองครั้ง  และในขณะที่เจ้ารับประสบการณ์ในหนทางนี้ มีเพียงท่ามกลางความล้มเหลวเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถมองเห็นความดีงามของพระเจ้าและค้นพบสิ่งที่ขาดหายไปในตัวเจ้า  เมื่อเจ้าเผชิญสถานการณ์เช่นนั้นในคราวต่อไป เจ้าควรระมัดระวังตัวเอง ก้าวอย่างใจเย็น และอธิษฐานบ่อยขึ้น  เจ้าจะค่อยๆ พัฒนาความสามารถในการที่จะมีชัยชนะในสถานการณ์ต่างๆ ดังกล่าวขึ้นมา  เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น การอธิษฐานของเจ้าได้เกิดประสิทธิผลแล้ว  เมื่อเจ้ามองเห็นว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วในครั้งนี้ เจ้าก็จะรู้สึกปลาบปลื้มอยู่ภายใน และเมื่อเจ้าอธิษฐาน เจ้าจะสามารถรู้สึกได้ถึงพระเจ้า และรู้สึกได้ว่าการสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นหาได้จากเจ้าไปไม่—เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะรู้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวเจ้าอย่างไร  การปฏิบัติในหนทางนี้จะให้เส้นทางไปสู่การได้รับประสบการณ์แก่เจ้า  หากเจ้าไม่นำความจริงมาปฏิบัติแล้วไซร้ เจ้าก็จะปราศจากการสถิตแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในตัวเจ้า  แต่หากเจ้านำความจริงมาปฏิบัติเมื่อเจ้าเผชิญกับสิ่งทั้งหลายที่มันเป็นอยู่ เช่นนั้นแล้วแม้เจ้าจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายใน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสถิตอยู่กับเจ้าในภายหลัง เจ้าจะสามารถรู้สึกได้ถึงการสถิตของพระเจ้าเมื่อเจ้าอธิษฐาน เจ้าจะมีพละกำลังในการนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติ และในระหว่างการเข้าสนิทกับพี่น้องชายหญิงของเจ้าจะไม่มีสิ่งใดเลยที่สร้างภาระกังวลให้กับมโนธรรมของเจ้า และเจ้าจะรู้สึกสงบ และในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถเผยสิ่งที่เจ้าได้ทำลงไปให้เป็นที่ประจักษ์  ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไร เจ้าก็จะสามารถมีสัมพันธภาพที่เป็นปกติกับพระเจ้าได้ เจ้าจะไม่ถูกกีดกั้นโดยผู้อื่น เจ้าจะผงาดขึ้นเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง—และในการนี้ เจ้าจะแสดงให้เห็นว่าการที่เจ้าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้านั้นได้เกิดประสิทธิผลแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 509

ยิ่งพระเจ้าทรงถลุงผู้คนมากขึ้นเท่าใด หัวใจของผู้คนก็ยิ่งมีความสามารถที่จะรักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ความทรมานภายในหัวใจของพวกเขานั้นเป็นประโยชน์แก่ชีวิตพวกเขา พวกเขามีความสามารถที่จะอยู่อย่างสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้มากขึ้น สัมพันธภาพของพวกเขากับพระเจ้าใกล้ชิดขึ้น และพวกเขามีความสามารถที่จะมองเห็นความรักอันสูงสุดของพระเจ้าและความรอดสูงสุดของพระองค์ได้ดีขึ้น  เปโตรประสบกับการถลุงหลายร้อยครั้ง และโยบก็ได้ก้าวผ่านการทดสอบหลายครั้งหลายคราว  หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้าเองก็ต้องก้าวผ่านการถลุงหลายร้อยครั้งเช่นกัน—เจ้าต้องก้าวผ่านกระบวนการนี้และอาศัยขั้นตอนนี้—เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้  การถลุงเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดที่พระเจ้าทรงใช้ในการทำให้ผู้คนเพียบพร้อม มีเพียงการถลุงกับบททดสอบอันขมขื่นเท่านั้นที่สามารถนำความรักแท้จริงสำหรับพระเจ้าออกมาจากหัวใจของผู้คนได้  เมื่อปราศจากความทุกข์ทน ผู้คนก็ย่อมขาดความรักที่แท้จริงสำหรับพระเจ้า หากพวกเขาไม่ถูกทดสอบอยู่ภายใน หากพวกเขาไม่อยู่ภายใต้การถลุงที่แท้จริงแล้วไซร้ หัวใจของพวกเขาก็จะล่องลอยไปมาอยู่ภายนอกเสมอ  เมื่อได้รับการถลุงจนถึงจุดหนึ่งแล้ว เจ้าจะมองเห็นความอ่อนแอและความลำบากยากเย็นของตัวเจ้าเอง เจ้าจะเห็นว่าเจ้ากำลังขาดพร่องอยู่มากเพียงใด และว่าเจ้าไร้ความสามารถที่จะเอาชนะปัญหาต่างๆ มากมายที่เจ้าเผชิญได้ และเจ้าจะได้เห็นว่าเจ้าได้กบฏมามากเพียงใด  มีเพียงในระหว่างบททดสอบต่างๆ เท่านั้นที่ผู้คนมีความสามารถที่จะรู้จักสภาวะจริงของพวกเขาอย่างแท้จริงได้ บททดสอบต่างๆ ก็จะยิ่งสามารถทำให้ผู้คนเพียบพร้อมได้มากขึ้น

ตลอดชีวิตของเปโตร เขามีประสบการณ์กับการถลุงหลายร้อยครั้งและได้ก้าวผ่านการขัดเกลาอันเจ็บปวดมากมาย  การถลุงนี้ได้กลายเป็นรากฐานของความรักสูงสุดที่เขามีต่อพระเจ้า และชั่วชีวิตของเขา นี่เป็นประสบการณ์ที่มีนัยสำคัญมากที่สุด  การที่เขาสามารถมีความรักสูงสุดต่อพระเจ้าได้นั้น ในแง่หนึ่งก็เพราะความแน่วแน่ของเขาที่จะรักพระเจ้า อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เป็นเพราะการถลุงและความทุกข์ที่เขาได้ก้าวผ่านมา  ความทุกข์นี้จึงกลายเป็นเครื่องนำเขาไปบนเส้นทางแห่งการรักพระเจ้า และเป็นสิ่งที่เขามิอาจลืมได้มากที่สุด  หากผู้คนไม่ได้ผ่านความเจ็บปวดของการถลุงในการรักพระเจ้า เช่นนั้นความรักของพวกเขาย่อมเต็มไปด้วยความไม่บริสุทธิ์และความชอบส่วนตัวของตนเอง ความรักเช่นนี้เต็มไปด้วยแนวความคิดของซาตาน และโดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้เลย  การมีความแน่วแน่ที่จะรักพระเจ้าไม่เหมือนกับการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง  แม้ทั้งหมดที่พวกเขาคิดอยู่ในหัวใจล้วนเป็นไปเพื่อการรักและการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และดูเหมือนจะเป็นไปเพื่อพระเจ้าและปราศจากแนวคิดใดๆ ของมนุษย์ เมื่อการปฏิบัติในการรักพระเจ้าเช่นนี้ถูกนำมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พระองค์ก็ไม่ได้ทรงเห็นชอบหรือประทานพรให้  แม้ผู้คนจะเข้าใจและรู้จักความจริงทั้งหมดอย่างครบถ้วนแล้ว—ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นสัญญาณของการรักพระเจ้า ไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้คนเหล่านี้มีความเป็นจริงแห่งการรักพระเจ้า  แม้จะเข้าใจความจริงมากมายแต่ไม่ผ่านการถลุง ผู้คนก็ยังไม่สามารถนำความจริงเหล่านี้มาปฏิบัติได้อยู่ดี มีเพียงในระหว่างการถลุงเท่านั้นที่ผู้คนจะสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของความจริงเหล่านี้ได้ เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงสามารถซาบซึ้งในความหมายที่อยู่ภายในของความจริงเหล่านี้อย่างแท้จริง  ในเวลานั้น เมื่อพวกเขานำความจริงเหล่านี้ไปปฏิบัติอีกครั้ง พวกเขาย่อมสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในการปฏิบัติของพวกเขา ณ เวลานั้น แนวความคิดของตนเองจะลดลง ความเสื่อมทรามเยี่ยงมนุษย์ในตัวพวกเขาย่อมลดลง และความรู้สึกแบบมนุษย์ของพวกเขาก็ลดน้อยลง เมื่อนั้นเท่านั้นที่การปฏิบัติของพวกเขาคือการสำแดงความรักต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง  ผลของความจริงในการรักพระเจ้านั้นไม่ได้สัมฤทธิ์ด้วยความรู้ที่พูดออกมาหรือความยินยอมพร้อมใจ และไม่อาจสัมฤทธิ์ได้ด้วยการทำความเข้าใจความจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ผู้คนจำเป็นต้องจ่ายราคา พวกเขาต้องผ่านความเจ็บปวดมากมายในระหว่างการถลุง และเมื่อนั้นเท่านั้นที่ความรักของพวกเขาจึงจะบริสุทธิ์และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 510

เมื่อเผชิญกับสภาวะของมนุษย์และท่าทีของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจใหม่ เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มีทั้งความรู้เกี่ยวกับพระองค์และการนบนอบพระองค์ และมีทั้งความรักและคำพยาน  ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงต้องได้รับประสบการณ์กับการถลุงของพระเจ้าที่มีต่อเขา ตลอดจนการพิพากษาและการตัดแต่งที่พระองค์ทรงมีต่อเขา ซึ่งหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ มนุษย์จะไม่มีวันรู้จักพระเจ้าและจะไม่มีวันสามารถรักและเป็นพยานให้กับพระองค์ได้อย่างแท้จริงเลย  การถลุงมนุษย์ของพระเจ้าไม่ใช่แค่เพื่อเห็นแก่ผลกระทบเพียงด้านเดียว แต่เพื่อประโยชน์ของผลกระทบหลายแง่มุม  เพียงในดังนั้นพระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการถลุงกับบรรดาผู้ที่เต็มใจแสวงหาความจริง เพื่อที่ว่าความแน่วแน่และความรักของพวกเขาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  สำหรับบรรดาผู้ที่เต็มใจแสวงหาความจริงและผู้ซึ่งโหยหาพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดเลยที่มีความหมายมากกว่า หรือเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่กว่าการถลุงแบบนี้  พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นไม่ง่ายนักที่มนุษย์จะเข้าใจหรือจับใจความ เพราะสุดท้ายแล้ว พระเจ้าก็ทรงเป็นพระเจ้า  ในท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพระเจ้าที่จะมีอุปนิสัยแบบเดียวกับมนุษย์ และเมื่อเป็นดังนั้น จึงไม่ง่ายสำหรับมนุษย์ที่จะเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์  มนุษย์ไม่ได้ครองความจริงมาแต่กำเนิด และไม่ง่ายที่พวกที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วจะจับความเข้าใจ มนุษย์ไร้ซึ่งความจริง และไร้ซึ่งความแน่วแน่ที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ และหากเขาไม่ทุกข์ทน และไม่ได้รับการถลุงหรือพิพากษาแล้วไซร้ ความแน่วแน่ของพวกเขาจะไม่มีวันได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  สำหรับทุกผู้คน การถลุงเป็นความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส และลำบากยากเย็นมากที่จะยอมรับ—ทว่าในระหว่างการถลุงนี้นี่เองที่พระเจ้าทำให้พระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เป็นที่ชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นสำหรับมนุษย์ และทรงทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระองค์เป็นที่รู้ทั่วกันสำหรับมนุษย์ และทรงจัดเตรียมความรู้แจ้งมากขึ้น และการตัดแต่งซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น  มนุษย์ได้รับความรู้ที่ล้ำเลิศขึ้นเกี่ยวกับตนเองและความจริง รวมทั้งความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยผ่านทางการเปรียบเทียบข้อเท็จจริงกับความจริง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์มีความรักที่จริงแท้ยิ่งขึ้นและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นต่อพระเจ้า  นั่นคือจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการดำเนินพระราชกิจแห่งการถลุง  และพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำในมนุษย์มีจุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของมันเอง พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจซึ่งปราศจากความหมาย และพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจซึ่งปราศจากผลประโยชน์ต่อมนุษย์  การถลุงไม่ได้หมายถึงการเอาผู้คนไปจากเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ได้หมายถึงการทำลายพวกเขาในนรก  แต่ทว่าหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์ในระหว่างการถลุง การเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของเขา ทรรศนะเก่าๆ ของเขา การเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อพระเจ้า และการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของเขา  การถลุงคือการทดสอบที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของมนุษย์ และเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกฝนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีเพียงในระหว่างการถลุงเท่านั้นที่ความรักของเขาจะสามารถทำหน้าที่ตามธรรมชาติของมันได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 511

หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องนบนอบพระเจ้า นำความจริงไปปฏิบัติ และทำหน้าที่ของเจ้าทั้งหมดให้ลุล่วง  นอกจากนี้ เจ้าต้องเข้าใจสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรผ่านประสบการณ์ด้วย  หากเจ้าเพียงแค่มีประสบการณ์กับการถูกตัดแต่ง การถูกบ่มวินัย และการถูกพิพากษา หากเจ้าเพียงแค่มีความสามารถที่จะชื่นชมพระเจ้า แต่ยังคงไร้ความสามารถที่จะรู้สึกได้เมื่อพระเจ้ากำลังทรงบ่มวินัยเจ้าหรือตัดแต่งเจ้า—การนี้ไม่สามารถยอมรับได้  บางทีในกรณีนี้ของการถลุง เจ้าอาจมีความสามารถที่จะยืนหยัดไม่ถอยได้ แต่นี่ยังคงไม่เพียงพอ เจ้ายังคงต้องตบเท้าเดินหน้าต่อไป  บทเรียนเรื่องการรักพระเจ้าไม่มีวันหยุดและไม่มีจุดจบ  ผู้คนเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นบางสิ่งที่เรียบง่ายอย่างสุดขั้ว แต่ทันทีที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริง เมื่อนั้นพวกเขาก็ตระหนักว่า การเชื่อในพระเจ้าไม่เรียบง่ายเช่นที่ผู้คนจินตนาการ  เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อถลุงมนุษย์ มนุษย์ย่อมทนทุกข์  การถลุงของบุคคลหนึ่งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะมีหัวใจซึ่งรักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าก็จะถูกเปิดเผยในตัวพวกเขามากขึ้นเท่านั้น  ในทางกลับกัน ยิ่งบุคคลหนึ่งได้รับการถลุงน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งจะมีหัวใจที่รักพระเจ้าน้อยลงเท่านั้น และมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าก็จะถูกเปิดเผยในตัวพวกเขาน้อยลงเท่านั้น  ยิ่งการถลุงและความเจ็บปวดของบุคคลเช่นนี้มีมากขึ้นเท่าใด และพวกเขาผ่านประสบการณ์กับการทรมานมากขึ้นเท่าใด ความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็จะลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก็จะกลายเป็นจริงแท้มากขึ้นเท่านั้น และความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเขาก็จะลุ่มลึกมากขึ้นเท่านั้น  ในประสบการณ์ของเจ้า เจ้าจะมองเห็นว่าผู้คนที่ก้าวผ่านการถลุงและการทนทุกข์อันใหญ่หลวง ผู้คนที่ถูกตัดแต่งและถูกบ่มวินัยอย่างมากนั้น รักพระเจ้าอย่างลึกซึ้งและรู้จักพระเจ้าอย่างลุ่มลึกและถ่องแท้กว่า ส่วนพวกที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับการถูกตัดแต่ง ย่อมมีความรู้เพียงผิวเผิน  พวกเขาพูดได้แต่เพียงว่า “พระเจ้าทรงดีงามเหลือเกิน พระองค์ประทานพระคุณแก่ผู้คนเพื่อที่พวกเขาจะสามารถชื่นชมพระองค์ได้”  หากผู้คนได้ผ่านประสบการณ์กับการถูกตัดแต่งและบ่มวินัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะสามารถพูดเกี่ยวกับความรู้เรื่องพระเจ้าที่แท้จริงได้  ดังนั้นยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์น่าอัศจรรย์มากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งมีคุณค่าและนัยสำคัญมากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งมันไม่สามารถเจาะแทรกเข้าไปได้สำหรับเจ้ามากขึ้นเท่าใดและยิ่งมันไม่สามารถเข้ากันได้กับมโนคติที่หลงผิดของเจ้ามากขึ้นเท่าใด พระราชกิจของพระเจ้าก็จะสามารถพิชิตเจ้า ได้รับเจ้าและทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมได้มากขึ้นเท่านั้น  นัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก!  หากพระเจ้าไม่ถลุงมนุษย์ในหนทางนี้ หากพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจโดยสอดคล้องกับวิธีการนี้ เช่นนั้นแล้วพระราชกิจของพระองค์ก็จะไม่ได้ผลและปราศจากนัยสำคัญ  ในอดีตเคยมีการกล่าวไว้ว่าพระเจ้าจะทรงคัดสรรและรับกลุ่มนี้ และทำให้พวกเขาครบบริบูรณ์ในยุคสุดท้าย ในการนี้มีนัยสำคัญที่พิเศษเหนือธรรมดา  ยิ่งพระราชกิจที่พระองค์ทรงดำเนินการภายในพวกเจ้าจนเสร็จสิ้นนั้นยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด ความรักพระเจ้าของพวกเจ้าก็ยิ่งลึกซึ้งและบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด มนุษย์ก็ยิ่งสามารถจับความเข้าใจบางสิ่งในพระปัญญาของพระองค์ได้มากขึ้นเท่านั้นและความรู้เรื่องพระองค์ของมนุษย์ก็จะยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น  ในระหว่างยุคสุดท้าย หกพันปีแห่งแผนการของพระเจ้าสำหรับการบริหารจัดการจะมาถึงบทอวสาน  มันสามารถสิ้นสุดลงได้อย่างง่ายดายจริงๆ หรือ?  ทันทีที่พระองค์ทรงพิชิตมวลมนุษย์ พระราชกิจของพระองค์ก็จะจบลงหรือ?  มันสามารถเรียบง่ายเช่นนั้นหรือไม่?  อันที่จริงแล้ว ผู้คนจินตนาการว่ามันก็เรียบง่ายเท่านี้ แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำไม่เรียบง่ายนัก  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำทุกส่วนล้วนมิอาจหยั่งลึกได้สำหรับมนุษย์  หากเจ้ามีความสามารถที่จะหยั่งลึกถึงมันได้ เช่นนั้นแล้วพระราชกิจของพระเจ้าก็คงจะไม่มีนัยสำคัญหรือคุณค่า  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำมิอาจหยั่งลึกได้ มันสวนทางกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าอย่างสิ้นเชิง และยิ่งมันไม่สามารถปรับให้เข้ากันกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้ามากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีความหมายมากขึ้นเท่านั้น หากมันไม่สามารถเข้ากันได้กับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เช่นนั้นแล้วมันก็คงจะไม่มีความหมาย  วันนี้เจ้ารู้สึกว่าพระราชกิจของพระเจ้าน่าอัศจรรย์เหลือเกิน และยิ่งเจ้ารู้สึกว่ามันน่าอัศจรรย์มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกว่าพระเจ้าทรงยากหยั่งถึงได้มากขึ้นเท่านั้น และเจ้ามองเห็นว่ากิจการของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด  หากพระองค์เพียงแค่ได้ทรงพระราชกิจที่ผิวเผิน สุกเอาเผากินบางประการเพื่อพิชิตมนุษย์ และไม่ทรงได้ทำสิ่งอื่นใดเลยหลังจากนั้น เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็คงจะไม่สามารถมองดูนัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระเจ้าได้  แม้ว่าเจ้ากำลังรับการถลุงเล็กน้อยในตอนนี้ แต่มันก็มีประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อการเติบโตในชีวิตของเจ้า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างที่สุดสำหรับพวกเจ้าที่จะก้าวผ่านความยากลำบากเช่นนี้  วันนี้เจ้ากำลังรับการถลุงเล็กน้อย แต่หลังจากนี้ เจ้าจะมีความสามารถอย่างแท้จริงที่จะมองดูกิจการของพระเจ้าได้ และในท้ายที่สุด เจ้าก็จะพูดว่า “กิจการของพระเจ้าน่าอัศจรรย์เหลือเกิน!”  เหล่านี้จะเป็นคำพูดในหัวใจของเจ้า  เมื่อได้ผ่านประสบการณ์กับการถลุงของพระเจ้าสักพักหนึ่งแล้ว (บททดสอบพวกคนปรนนิบัติและเวลาแห่งการตีสอน) ในท้ายที่สุด ผู้คนบางคนก็ได้พูดว่า “การเชื่อในพระเจ้าช่างลำบากยากเย็นจริงๆ!”  ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาได้ใช้คำว่า “ลำบากยากเย็นจริงๆ” แสดงให้เห็นว่ากิจการของพระเจ้ามิอาจหยั่งลึกได้ แสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าครองนัยสำคัญและคุณค่าอันยิ่งใหญ่ และแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระองค์ควรค่าอย่างสูงที่มนุษย์ควรถนอมความล้ำค่า  หากหลังจากที่เราได้ทำงานไปมากเหลือเกินแล้ว แต่เจ้าไม่ได้มีความรู้แม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วงานของเราจะยังคงสามารถมีคุณค่าหรือไม่เล่า?  มันจะทำให้เจ้าพูดว่า “การปรนนิบัติพระเจ้าลำบากยากเย็นจริงๆ กิจการของพระเจ้าน่าอัศจรรย์เหลือเกิน และพระเจ้าทรงมีพระปัญญาอย่างแท้จริง!  พระเจ้าทรงดีงามเหลือเกิน!”  หากหลังจากก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งประสบการณ์ เจ้ามีความสามารถที่จะพูดคำเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็พิสูจน์ว่าเจ้าได้รับพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเจ้าแล้ว  สักวันหนึ่งเมื่อเจ้ากำลังเผยแผข่าวประเสริฐในต่างประเทศ และใครบางคนถามเจ้าว่า “ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าเป็นไปอย่างไรบ้าง?” เจ้าก็จะสามารถพูดได้ว่า “การกระทำของพระเจ้าช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน!”  พวกเขาจะรู้สึกได้ว่าคำพูดของเจ้าพูดออกมาจากประสบการณ์จริง  นี่คือการเป็นพยานอย่างแท้จริง  เจ้าจะพูดว่าพระราชกิจของพระเจ้าเต็มไปด้วยพระปัญญา และพระราชกิจของพระองค์ในตัวเจ้าได้โน้มน้าวเจ้าและได้พิชิตหัวใจของเจ้าแล้วอย่างแท้จริง  เจ้าจะรักพระองค์เสมอเพราะพระองค์ทรงยิ่งกว่าควรค่าต่อความรักของมวลมนุษย์!  หากเจ้าสามารถพูดกับสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถขับเคลื่อนหัวใจของผู้คนได้  ทั้งหมดนี้คือการเป็นพยาน  หากเจ้ามีความสามารถที่จะเป็นพยานอันกึกก้อง ขับเคลื่อนผู้คนจนหลั่งน้ำตาได้ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นผู้หนึ่งซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะเจ้ามีความสามารถที่จะให้คำพยานต่อการรักพระเจ้าได้ และโดยผ่านทางเจ้า การกระทำของพระเจ้าสามารถได้รับการยืนยันได้ในคำพยาน  คำพยานของเจ้าทำให้ผู้อื่นแสวงหาจนพบพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อที่จะผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และในสภาพแวดล้อมใดก็ตามที่พวกเขาผ่านประสบการณ์ พวกเขาย่อมจะสามารถตั้งมั่นได้  นี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่จริงแท้แห่งการเป็นพยาน และนี่คือสิ่งที่พึงประสงค์จากเจ้าอย่างแน่ชัดในตอนนี้  เจ้าควรมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีคุณค่าและควรค่าอย่างที่สุดต่อการทะนุถนอมความล้ำค่าโดยผู้คน มองเห็นว่าพระเจ้าทรงล้ำค่าเหลือเกินและทรงไพบูลย์เหลือเกิน พระองค์ทรงสามารถไม่เพียงแค่ตรัสได้เท่านั้น แต่ยังทรงสามารถพิพากษาผู้คน ถลุงหัวใจของพวกเขา นำพาความชื่นชมยินดีมาให้พวกเขา ได้รับพวกเขา พิชิตพวกเขา และทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อมได้อีกด้วย  จากประสบการณ์ของเจ้า เจ้าจะมองเห็นว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักอย่างมาก  ดังนั้นตอนนี้เจ้ารักพระเจ้ามากเพียงใดเล่า?  เจ้าสามารถพูดสิ่งเหล่านี้จากหัวใจของเจ้าได้จริงๆ หรือไม่?  เมื่อเจ้ามีความสามารถที่จะแสดงคำพูดเหล่านี้จากส่วนลึกสุดทั้งหลายของหัวใจของเจ้าได้ เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะมีความสามารถที่จะเป็นพยานได้  ทันทีที่ประสบการณ์ของเจ้าได้มาถึงระดับนี้แล้ว เจ้าย่อมจะสามารถเป็นพยานเพื่อพระเจ้าได้ และเจ้าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมพอ  หากเจ้ายังไม่ถึงระดับนี้ในประสบการณ์ของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะยังคงห่างไกลเกินไป  เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะแสดงให้เห็นจุดอ่อนในระหว่างกระบวนการของการถลุง แต่หลังจากการถลุง เจ้าควรจะมีความสามารถที่จะพูดได้ว่า “พระเจ้าทรงมีพระปัญญาเหลือเกินในพระราชกิจของพระองค์!”  หากเจ้ามีความสามารถที่จะบรรลุความเข้าใจซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของคำพูดเหล่านี้ได้อย่างแท้จริงแล้วไซร้ มันย่อมจะกลายเป็นบางสิ่งที่เจ้าทะนุถนอม และประสบการณ์ของเจ้าก็จะมีคุณค่า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 512

บัดนี้ สิ่งใดหรือที่เจ้าควรไล่ตามเสาะหา?  ไม่ว่าเจ้าจะสามารถเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่ ไม่ว่าเจ้าจะสามารถกลายเป็นคำพยานและการสำแดงของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าจะเหมาะให้พระองค์ทรงใช้หรือไม่—เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรแสวงหา  พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าจริงๆ ไปมากเพียงใดแล้ว?  เจ้าได้มองเห็นไปมากเพียงใดแล้ว เจ้าเข้าใจไปมากเพียงใดแล้ว?  เจ้าได้ผ่านประสบการณ์และได้ลิ้มรสไปมากเพียงใดแล้ว?  โดยไม่คำนึงถึงว่าพระเจ้าได้ทรงทดสอบเจ้า ตัดแต่งเจ้า หรือบ่มวินัยเจ้าแล้วหรือไม่ การกระทำของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ก็ได้รับการดำเนินการกับเจ้าจนเสร็จสิ้นแล้ว  แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าและในฐานะใครบางคนที่เต็มใจไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ เจ้าสามารถเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าบนพื้นฐานของประสบการณ์ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าได้หรือไม่?  เจ้าสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าได้หรือไม่?  เจ้ามีความสามารถที่จะจัดเตรียมให้ผู้อื่นโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าเอง และสละทั้งชีวิตของเจ้าเพื่อเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่?  เพื่อเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าต้องพึ่งพาประสบการณ์ ความรู้ของเจ้า และราคาที่เจ้าได้จ่ายไป  เมื่อทำเช่นนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระองค์ได้  เจ้าเป็นใครบางคนที่เป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่?  เจ้ามีความทะเยอทะยานนี้หรือไม่?  หากเจ้ามีความสามารถที่จะเป็นพยานต่อพระนามของพระองค์ได้ และที่มากกว่านั้น เป็นพยานต่อพระราชกิจของพระองค์ได้ และหากเจ้าสามารถดำเนินชีวิตตามรูปลักษณ์ที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากประชากรของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นพยานสำหรับพระเจ้า  อันที่จริงแล้วเจ้าเป็นพยานสำหรับพระเจ้าอย่างไรหรือ?  เจ้าทำการนี้โดยการแสวงหาและถวิลหาที่จะดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และเปิดโอกาสให้ผู้คนรู้จักพระราชกิจของพระองค์และมองเห็นการกระทำของพระองค์โดยการเป็นพยานด้วยคำพูดของเจ้า  หากเจ้าแสวงหาการนี้ทั้งหมดอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม  หากทั้งหมดที่เจ้าแสวงหาคือการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าและได้รับพรในท้ายที่สุด เช่นนั้นแล้วมุมมองของความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็จะไม่บริสุทธิ์  เจ้าควรกำลังไล่ตามเสาะหาวิธีมองเห็นกิจการของพระเจ้าในชีวิตจริง วิธีทำให้พระองค์พึงพอพระทัยเมื่อพระองค์ทรงเผยเจตนารมณ์ของพระองค์แก่เจ้า และแสวงหาวิธีที่เจ้าพึงเป็นพยานให้กับความน่าอัศจรรย์และพระปัญญาของพระองค์ และวิธีเป็นพยานว่าพระองค์ทรงบ่มวินัยและตัดแต่งเจ้าอย่างไรบ้าง  ทั้งหมดนี้คือสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรกำลังใคร่ครวญอยู่ในตอนนี้  หากหัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นไปเพื่อให้เจ้าสามารถมีส่วนแบ่งปันในพระสิริของพระเจ้าหลังจากที่พระองค์ทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมันก็ยังคงไม่เพียงพอและไม่สามารถประจวบพ้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้  เจ้าจำเป็นต้องมีความสามารถที่จะเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าได้ ทำให้สมดังข้อเรียกร้องของพระองค์ได้ และผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำกับผู้คนในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้  ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด น้ำตา หรือความเศร้าใจ เจ้าต้องผ่านประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอย่างแท้จริง  สิ่งเหล่านี้หมายที่จะทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมในฐานะผู้หนึ่งซึ่งเป็นพยานสำหรับพระเจ้า  อะไรกันแน่ที่บัดนี้บีบให้เจ้ายอมทนทุกข์และแสวงหาความเพียบพร้อม?  ความทุกข์ปัจจุบันของเจ้าเป็นเพื่อประโยชน์แห่งการรักพระเจ้าและการเป็นพยานสำหรับพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่?  หรือเป็นเพื่อประโยชน์แห่งพรทั้งหลายของเนื้อหนัง เพื่อความสำเร็จซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้าและชะตากรรมของเจ้าหรือไม่?  เจตนา แรงจูงใจ และเป้าหมายของเจ้าที่เจ้าไล่ตามเสาะหาทั้งหมดต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องและไม่สามารถถูกนำโดยเจตจำนงของเจ้าเอง  หากบุคคลผู้หนึ่งแสวงหาความเพียบพร้อมเพื่อรับพรและครองราชย์อยู่ในอำนาจ ในขณะที่บุคคลอีกผู้หนึ่งไล่ตามเสาะหาความเพียบพร้อมเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เพื่อเป็นพยานซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจะเลือกวิถีทางใด ในสองวิถีทางแห่งการไล่ตามเสาะหา?  หากเจ้าจะเลือกวิถีทางแรก เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะยังคงอยู่ห่างเกินไปจากมาตรฐานของพระเจ้า  ครั้งหนึ่งเราได้พูดว่าการกระทำของเราจะเป็นที่รู้จักอย่างเปิดเผยไปทั่วทั้งจักรวาลและได้พูดว่าเราจะครองราชย์ในฐานะองค์กษัตริย์ในจักรวาล  ในทางกลับกัน สิ่งที่พวกเจ้าได้รับมอบความไว้วางใจให้ทำคือออกไปเพื่อเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อกลายเป็นพวกกษัตริย์และปรากฏต่อทั้งจักรวาล  จงให้กิจการของพระเจ้าเติมเต็มอวกาศและภาคพื้น  จงให้ทุกคนมองเห็นและยอมรับรู้การกระทำเหล่านั้น  พระวจนะเหล่านี้ได้รับการตรัสโดยสัมพันธ์กับพระเจ้าพระองค์เอง และสิ่งที่มนุษย์ควรทำคือเป็นพยานสำหรับพระเจ้า  บัดนี้เจ้ารู้จักพระเจ้ามากเพียงใดหรือ?  เจ้าสามารถเป็นพยานให้กับพระเจ้าได้มากเพียงใดหรือ?  สิ่งใดคือพระประสงค์ของพระเจ้าในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม?  ทันทีที่เจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าควรแสดงให้เห็นการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างไร?  หากเจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าโดยผ่านทางสิ่งที่เจ้าดำเนินชีวิตตาม หากเจ้ามีแรงขับเคลื่อนนี้ เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีสิ่งใดลำบากยากเย็นเกินไป  สิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องมีในตอนนี้คือความเชื่อ  หากเจ้ามีแรงขับเคลื่อนนี้ เช่นนั้นแล้วมันก็ง่ายดายที่จะปล่อยมือจากความเป็นลบ ความเฉื่อยชา ความเกียจคร้านและมโนคติที่หลงผิดอันใดของเนื้อหนัง ปรัชญาสำหรับการติดต่อเจรจาทางโลก อุปนิสัยที่เป็นกบฏ ความรู้สึกทั้งหลาย และอื่นๆ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 513

ขณะก้าวผ่านบททดสอบ เป็นปกติที่ผู้คนย่อมอ่อนแอ หรือมีความเป็นลบภายในตัวพวกเขา หรือไม่ชัดเจนในเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือเส้นทางปฏิบัติ  แต่โดยภาพรวมแล้ว เจ้าต้องมีความเชื่อในพระราชกิจของพระเจ้า และเช่นเดียวกับโยบ เจ้าต้องไม่ปฏิเสธพระเจ้า  แม้ว่าโยบอ่อนแอและสาปแช่งวันเกิดของเขาเอง เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า สรรพสิ่งที่ผู้คนมีหลังจากที่พวกเขาถือกำเนิดมานั้น พระยาห์เวห์ทรงเป็นผู้ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่จะพรากสิ่งเหล่านั้นไปเช่นกัน  ไม่ว่าเขาจะก้าวผ่านบททดสอบอะไรมา เขาก็ได้ธำรงรักษาการเชื่อนี้ไว้  ไม่ว่าผู้คนจะถูกพระวจนะของพระเจ้าถลุงเช่นไรในประสบการณ์ของพวกเขา โดยรวมแล้วสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ก็คือความเชื่อและหัวใจของพวกเขาที่รักพระเจ้า  พระองค์ทรงพระราชกิจในหนทางนี้เพื่อทำให้ความเชื่อ ความรัก และความแน่วแน่ของผู้คนมีความเพียบพร้อม  พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อมกับผู้คน และพวกเขาไม่สามารถมองเห็นมันได้ ไม่สามารถจับต้องมันได้ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเช่นนี้ย่อมต้องมีความเชื่อ  เมื่อไม่สามารถมองเห็นบางสิ่งได้ด้วยตาเปล่า ย่อมต้องมีความเชื่อ  เมื่อเจ้าไม่สามารถปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเองได้ ก็ย่อมต้องมีความเชื่อ  เมื่อเจ้าไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าพึงทำก็คือมีความเชื่อและมั่นคงในจุดยืน และตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า  เมื่อโยบได้มาถึงจุดนี้ พระเจ้าได้ทรงปรากฏต่อเขาและตรัสกับเขา  นั่นคือ เฉพาะเมื่อเจ้ามีความเชื่อเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถมองเห็นพระเจ้า  เมื่อเจ้ามีความเชื่อ พระเจ้าก็จะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อม และถ้าเจ้าไม่มีความเชื่อ พระองค์จะไม่สามารถทำการนี้ได้  พระเจ้าจะทรงมอบสิ่งใดก็ตามที่เจ้าหวังจะได้รับให้แก่เจ้า  หากเจ้าไม่มีความเชื่อ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและเจ้าจะไร้ความสามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าได้ นับประสาอะไรกับฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์  ในประสบการณ์จริง เมื่อเจ้ามีความเชื่อที่จะมองเห็นกิจการของพระองค์ พระเจ้าก็จะทรงปรากฏต่อเจ้า และพระองค์จะทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำเจ้าจากภายใน  หากปราศจากความเชื่อนั้น พระเจ้าจะทรงไร้ความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้  หากเจ้าได้สูญเสียความหวังในพระเจ้าไปแล้ว เจ้าจะสามารถผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ได้อย่างไรเล่า?  เพราะฉะนั้น เฉพาะเมื่อเจ้ามีความเชื่อและเจ้าไม่ได้เก็บงำความคลางแคลงใจต่อพระเจ้า เฉพาะเมื่อเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริงในพระองค์โดยไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด พระองค์จึงจะให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่เจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมีความสามารถมองเห็นการกระทำของพระองค์ได้  สิ่งเหล่านี้ล้วนสัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางความเชื่อ  ความเชื่อได้มาผ่านทางการถลุงเท่านั้น และหากปราศจากการถลุง ก็ไม่อาจเกิดความเชื่อขึ้นได้  “ความเชื่อ” อ้างอิงถึงอะไรเล่า?  ความเชื่อคือการเชื่อที่จริงแท้และหัวใจที่จริงใจซึ่งมนุษย์ควรครองเมื่อพวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสบางสิ่งได้ เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ เมื่อมันอยู่ไกลเกินเอื้อมของมนุษย์  นี่คือความเชื่อที่เราพูดถึง  ผู้คนมีความจำเป็นต้องมีความเชื่อในระหว่างช่วงเวลาแห่งการทนทุกข์ และระหว่างช่วงเวลาแห่งการถลุง และเมื่อพวกเขามีความเชื่อ พวกเขาก็จะเผชิญกับการถลุง การถลุงและความเชื่อไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจอย่างไร และไม่ว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าจะเป็นเช่นไร ถ้าเจ้าสามารถไล่ตามเสาะหาชีวิตและแสวงหาความจริง ไล่ตามเสาะหาที่จะรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า ไล่ตามเสาะหาที่จะรู้จักกิจการของพระองค์ และสามารถกระทำการให้สอดคล้องกับความจริงได้ นี่ก็คือการมีความเชื่อที่แท้จริง และพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ายังไม่ได้สูญสิ้นความเชื่อในพระเจ้า  หากระหว่างการถลุง เจ้าสามารถยืนหยัดในการไล่ตามเสาะหาความจริง รักพระเจ้าอย่างแท้จริง และไม่เกิดความคลางแคลงใจเกี่ยวกับพระองค์ระหว่างที่มีการถลุง และไม่ว่าพระองค์จะทำสิ่งใด เจ้าก็ยังคงปฏิบัติความจริงเพื่อทำให้พระองค์พึงพอพระทัย และสามารถแสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์ลึกลงไปและคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ นี่คือความหมายของการมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า  ในอดีต เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่าเจ้าจะครองราชย์ในฐานะกษัตริย์ เจ้าได้รักพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงแสดงพระองค์เองให้เจ้าเห็นอย่างเปิดเผย เจ้าก็ได้ไล่ตามเสาะหาพระองค์  แต่บัดนี้พระเจ้าทรงซ่อนเร้น เจ้าไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ และความยากลำบากก็มาถึงตัวแล้ว—ในเวลาเช่นนี้ เจ้าสิ้นหวังในพระเจ้าหรือไม่?  ดังนั้นเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาชีวิตและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าตลอดเวลา  สิ่งนี้เรียกว่าความเชื่อที่จริงแท้ และนี่คือความรักประเภทที่แท้จริงที่สุดและงดงามที่สุด

ในอดีต ผู้คนทั้งหมดจะมาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อตั้งปณิธานของพวกเขา และจะกล่าวว่า “ต่อให้ไม่มีผู้ใดรักพระเจ้า ฉันก็ต้องรักพระองค์”  แต่ตอนนี้ กระบวนการถลุงเกิดขึ้นแก่เจ้า และเมื่อการนี้ไม่เป็นไปตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เจ้าย่อมสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า  นี่คือความรักที่จริงแท้หรือไม่?  เจ้าได้อ่านเกี่ยวกับความประพฤติของโยบไปหลายครั้งหลายหนแล้ว—เจ้าลืมสิ่งเหล่านั้นไปแล้วหรือ?  ความรักที่แท้จริงสามารถก่อกำเนิดขึ้นได้จากความเชื่อเท่านั้น  เจ้าพัฒนาความรักที่แท้จริงสำหรับพระเจ้าผ่านกระบวนการถลุงที่เจ้าเผชิญ และผ่านความเชื่อของเจ้า เจ้าจึงสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าในประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าได้ และผ่านความเชื่อที่เจ้าขัดขืนเนื้อหนังของตนเองและไล่ตามเสาะหาชีวิตด้วยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ผู้คนควรทำ  หากเจ้าทำเช่นนี้ เจ้าย่อมจะสามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าได้ แต่หากเจ้าไม่มีความเชื่อ เจ้าย่อมจะไม่สามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าหรือมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ได้  หากเจ้าต้องการให้พระเจ้าทรงใช้เจ้าและทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมีความจริงในทุกแง่มุม ได้แก่ ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทนทุกข์ ความเชื่อ การสู้ทน การนบนอบ และความสามารถที่จะแสวงหาความจริงและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ความสามารถที่จะคำนึงถึงความเศร้าพระทัยและเจตนารมณ์อันเปี่ยมความอุตสาหะของพระองค์ เป็นต้น  การทำให้คนคนหนึ่งเพียบพร้อมนั้นไม่ง่ายเลย และทุกการถลุงที่เจ้าได้รับประสบการณ์พึงต้องใช้ความเชื่อและความรักของเจ้า  หากเจ้าต้องการได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า เพียงการวิ่งวุ่นไปทั่วย่อมไม่เพียงพอ และเพียงการสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าก็ไม่เพียงพอเช่นกัน  เจ้าต้องมีสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อที่จะสามารถกลายเป็นใครบางคนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า  เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ เจ้าต้องสามารถวางความกังวลต่อเนื้อหนังเอาไว้ก่อนและไม่ทำการพร่ำบ่นพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าทรงซ่อนเร้นพระองค์จากเจ้า เจ้าต้องสามารถมีความเชื่อที่จะติดตามพระองค์ เพื่อรักษาความรักก่อนหน้านี้ของเจ้าโดยไม่ปล่อยให้สั่นคลอนหรือสูญสลายไป  ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าต้องยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเจ้าตามแต่พระทัยของพระองค์ และยอมสาปแช่งเนื้อหนังของเจ้าเองดีกว่าที่จะทำการพร่ำบ่นพระองค์  เมื่อเจ้าเผชิญกับบททดสอบ เจ้าต้องเต็มใจทนทุกข์กับความเจ็บปวดของการละทิ้งสิ่งที่เจ้ารัก และเต็มใจที่จะร่ำไห้อย่างขมขื่น เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย  นี่เท่านั้นจึงเป็นความรักและความเชื่อที่แท้จริง  ไม่สำคัญว่าวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้าจะเป็นอย่างไร ก่อนอื่นเจ้าต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทนทุกข์และมีความเชื่อที่แท้จริงนี้ และเจ้าต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะขบถต่อเนื้อหนังอีกด้วย  เจ้าควรเต็มใจที่จะทนทุกข์ด้วยตนเองและมีประสบการณ์กับการสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าเพื่อที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เจ้าต้องสามารถรู้สึกสำนึกเสียใจอยู่ในหัวใจของเจ้าด้วยว่า ในอดีตนั้นเจ้าไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ และตอนนี้ เจ้าสามารถสำนึกเสียใจได้แล้ว  เจ้าต้องไม่ขาดสิ่งเหล่านี้แม้แต่สิ่งเดียว—พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อมผ่านสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าไม่สามารถทำได้ตามเกณฑ์เหล่านี้ เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 514

ใครบางคนที่รับใช้พระเจ้าไม่ควรที่จะรู้เฉพาะวิธีทนทุกข์เพื่อพระองค์ ที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขาควรเข้าใจว่าจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้า  พระเจ้าทรงใช้เจ้าไม่ใช่เพียงเพื่อถลุงเจ้าและทำให้เจ้าทนทุกข์ แต่กลับเป็นว่าพระองค์ทรงใช้ประโยชน์จากเจ้าเพื่อที่เจ้าอาจได้รู้จักการกระทำของพระองค์ รู้จักนัยสำคัญที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อที่เจ้าอาจได้รู้ว่าการรับใช้พระเจ้าไม่ใช่กิจอันง่ายดายเสียมากกว่า  การผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เกี่ยวกับการชื่นชมพระคุณ แต่กลับเกี่ยวกับการทนทุกข์เพื่อความรักของเจ้าที่มีต่อพระองค์เสียมากกว่า  ในเมื่อเจ้าชื่นชมพระคุณของพระเจ้า เจ้าก็ต้องชื่นชมการตีสอนของพระองค์ด้วยเช่นกัน เจ้าต้องผ่านประสบการณ์กับการนี้ทั้งหมด  เจ้าสามารถผ่านประสบการณ์กับความรู้แจ้งของพระเจ้าในตัวเจ้าได้ และเจ้าก็ยังสามารถมีประสบการณ์กับวิธีที่พระองค์ทรงตัดแต่งเจ้าและพิพากษาเจ้าได้เช่นกัน  ในหนทางนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะครอบคลุมเบ็ดเสร็จ  พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์กับเจ้าจนเสร็จสิ้น  พระวจนะของพระเจ้าตัดแต่งเจ้าแล้ว แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้ให้ความรู้แจ้งและความกระจ่างแก่เจ้าอีกด้วย  เมื่อเจ้าอยู่ในด้านลบและอ่อนแอ พระเจ้าทรงกังวลถึงเจ้า  พระราชกิจนี้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อให้เจ้ารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับมนุษย์นั้นอยู่ภายในการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า  เจ้าอาจคิดว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นเกี่ยวกับความทุกข์ หรือการทำสิ่งทั้งหลายในทุกลักษณะเพื่อพระองค์ เจ้าอาจคิดว่าจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าคือเพื่อที่เนื้อหนังของเจ้าอาจอยู่ในสันติสุข หรือเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเจ้าดำเนินไปอย่างราบรื่น หรือเพื่อที่เจ้าอาจรู้สึกชูใจและสบายใจในทุกสรรพสิ่ง  อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์เหล่านี้ไม่มีจุดประสงค์ใดเลยที่ผู้คนควรยึดติดไปกับการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา  หากเจ้าเชื่อเพราะจุดประสงค์เหล่านี้ เช่นนั้นแล้วมุมมองของเจ้าก็ไม่ถูกต้อง และมันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  การกระทำของพระเจ้า อุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระปรีชาญาณของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ และความน่าอัศจรรย์กับความมิอาจหยั่งลึกได้ของพระองค์ ทั้งหมดเป็นสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนควรจะเข้าใจ  เมื่อมีความเข้าใจนี้ เจ้าควรใช้มันเพื่อปลดปล่อยหัวใจของเจ้าให้เป็นอิสระจากข้อเรียกร้อง ความหวัง และมโนคติที่หลงผิดส่วนตัวทั้งหมด  โดยการกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไปเท่านั้น เจ้าจึงสามารถประจวบพ้องกับสภาพเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงเรียกร้องได้ และโดยการทำสิ่งนี้เท่านั้นนั่นเอง เจ้าจึงสามารถมีชีวิตและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้  จุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าคือการทำให้พระองค์พึงพอพระทัยและใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ เพื่อที่การกระทำและพระสิริของพระองค์อาจได้รับการสำแดงโดยผ่านทางผู้คนที่ไม่ควรค่ากลุ่มนี้  นี่คือมุมมองที่ถูกต้องสำหรับการเชื่อในพระเจ้า และนี่ก็เป็นเป้าหมายที่เจ้าควรแสวงหาอีกด้วย  เจ้าควรมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าและเจ้าควรพยายามให้ได้มาซึ่งพระวจนะของพระเจ้า  เจ้าจำเป็นต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและเจ้าต้องมีความสามารถที่จะดำเนินชีวิตตามความจริงได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าต้องมีความสามารถที่จะมองเห็นกิจการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ กิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล ตลอดจนพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่พระองค์ทรงทำในเนื้อหนังได้  ผู้คนสามารถซาบซึ้งได้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ในตัวพวกเขาอย่างไรกันแน่และสิ่งใดคือเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขาโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพวกเขา  จุดประสงค์ของการนี้ทั้งหมดคือการกำจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของผู้คนทิ้งไป  เมื่อได้ขับความไม่สะอาดและความไม่ชอบธรรมในตัวเจ้าออกไปแล้ว และเมื่อได้ปลดเปลื้องเจตนาที่ผิดทั้งหลายของเจ้าแล้ว และเมื่อได้พัฒนาความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าขึ้นมาแล้ว—ด้วยความเชื่อที่แท้จริงเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง  เจ้าสามารถเพียงแค่รักพระเจ้าอย่างจริงแท้ได้บนรากฐานของการเชื่อของเจ้าในพระองค์  เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความรักต่อพระเจ้าโดยปราศจากการเชื่อในพระองค์ได้หรือ?  ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าย่อมไม่สามารถเลอะเลือนในเรื่องนี้ได้  ผู้คนบางคนกลายเป็นเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงทันทีที่พวกเขามองเห็นว่าความเชื่อในพระเจ้าจะนำพรมาให้พวกเขา แต่แล้วก็สูญเสียพลังงานทั้งหมดไปทันทีที่พวกเขามองเห็นว่าพวกเขาต้องทนทุกข์กับกระบวนการถลุง  นั่นคือการเชื่อในพระเจ้าหรือ?  ในท้ายที่สุด เจ้าต้องสัมฤทธิ์การนบนอบโดยบริบูรณ์ทุกประการเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในความเชื่อของเจ้า  เจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ก็ยังคงมีข้อเรียกร้องต่อพระองค์ มีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนามากมายที่เจ้าไม่สามารถวางลงได้ มีผลประโยชน์ส่วนตัวที่เจ้าไม่สามารถปล่อยมือได้ และเจ้ายังคงแสวงหาพรแห่งเนื้อหนังและต้องการให้พระเจ้าช่วยกู้เนื้อหนังของเจ้า เพื่อช่วยดวงจิตของเจ้าให้รอด—เหล่านี้คือพฤติกรรมทั้งหมดของผู้คนที่มีมุมมองที่ผิด  แม้ว่าผู้คนซึ่งมีการเชื่อทางศาสนามีความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาและไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เรื่องพระเจ้า แต่กลับแสวงหาเพียงแค่ผลประโยชน์ของเนื้อหนังของพวกเขาเสียมากกว่า  หลายคนท่ามกลางพวกเจ้ามีความเชื่อซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ของความเชื่อมั่นทางศาสนา นี่ไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า  เพื่อที่จะเชื่อในพระเจ้า ผู้คนต้องครองหัวใจซึ่งถูกตระเตรียมที่จะทนทุกข์เพื่อพระองค์และมีเจตจำนงที่จะมอบตัวพวกเขาเองให้ทั้งหมด  ความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้านั้นใช้ไม่ได้ และพวกเขาจะไม่มีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาได้ เว้นเสียแต่ว่าผู้คนประจวบพ้องกับสภาพเงื่อนไขสองอย่างนี้  เฉพาะผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง แสวงหาความรู้เรื่องพระเจ้า และไล่ตามเสาะหาชีวิตอย่างแท้จริงเท่านั้นคือบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 515

จุดประสงค์ของพระราชกิจแห่งการถลุงเป็นไปเพื่อทำให้ความเชื่อของผู้คนมีความเพียบพร้อมเป็นสำคัญ  สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สัมฤทธิ์ก็คือ เจ้าต้องการจากไปแต่ในเวลาเดียวกันเจ้าไม่สามารถจากไปได้ ผู้คนบางคนยังคงมีความสามารถที่จะมีความเชื่อแม้เพียงกระผีกริ้นแม้ในยามที่พวกเขาสูญสิ้นความหวัง และผู้คนไม่มีความหวังแต่อย่างใดเลยในเรื่องความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของพวกเขาเองอีกต่อไป  ณ เวลานี้เท่านั้นการถลุงของพระเจ้าจะแล้วเสร็จ  มนุษย์ยังคงไม่ได้ไปถึงช่วงระยะแห่งการโฉบเฉียดอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย และพวกเขายังไม่ได้ลิ้มรสความตาย ดังนั้นกระบวนการแห่งการถลุงจึงยังไม่แล้วเสร็จ  แม้แต่บรรดาผู้ที่ได้อยู่ในขั้นตอนของพวกคนปรนนิบัติก็ไม่ได้รับการถลุงจนถึงที่สุด  โยบได้ก้าวผ่านการถลุงที่สุดขั้ว และเขาไม่ได้มีสิ่งใดเลยให้พึ่งพา  ผู้คนต้องก้าวผ่านการถลุงจนถึงจุดที่พวกเขาไม่มีความหวังเลยและไม่มีสิ่งใดเลยให้พึ่งพา—การนี้เท่านั้นจึงเป็นการถลุงที่แท้จริง  ในระหว่างเวลาของพวกคนปรนนิบัติ หากหัวใจของเจ้าได้นิ่งสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเสมอ และหากเจ้านบนอบการจัดการเตรียมการของพระองค์เสมอ ไม่ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใดและไม่ว่าเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อเจ้าจะเป็นอะไร เช่นนั้นแล้วที่ปลายสุดของถนนเจ้าจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำ  เจ้าก้าวผ่านการทดสอบของโยบ และในเวลาเดียวกัน เจ้าก้าวผ่านการทดสอบของเปโตร  เมื่อโยบได้ถูกทดสอบ เขาได้ยืนหยัดเป็นพยาน และในท้ายที่สุด พระยาห์เวห์ก็ได้รับการเปิดเผยต่อเขา  หลังจากเขาได้ยืนหยัดเป็นพยานเท่านั้นเขาจึงได้ควรค่าต่อการมองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า  เหตุใดจึงมีการพูดว่า “เราซ่อนเร้นจากแผ่นดินแห่งความโสมมแต่แสดงตัวของเราเองให้ราชอาณาจักรอันบริสุทธิ์เห็น”?  นั่นหมายความว่าเฉพาะเมื่อเจ้าบริสุทธิ์และยืนหยัดเป็นพยานเท่านั้นเจ้าจึงสามารถมีศักดิ์ศรีที่จะมองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าได้  หากเจ้าไม่สามารถยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์ได้ เจ้าก็ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะมองเห็นพระพักตร์ของพระองค์  หากเจ้าล่าถอยหรือทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระเจ้าในขณะเผชิญหน้ากับการถลุง ด้วยเหตุนั้นจึงล้มเหลวในการยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์และกลายเป็นตัวตลกของซาตาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับการทรงปรากฏของพระเจ้า  หากเจ้าเป็นเหมือนโยบ ผู้ซึ่งสาปแช่งเนื้อหนังของเขาเองและไม่ได้ร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระเจ้าท่ามกลางการทดสอบ และสามารถรังเกียจเนื้อหนังของเขาเองโดยปราศจากการร้องทุกข์คร่ำครวญหรือการทำบาปโดยผ่านทางคำพูดของเขา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะกำลังยืนหยัดเป็นพยาน  เมื่อเจ้าได้ก้าวผ่านการถลุงถึงระดับเฉพาะระดับหนึ่งและยังคงสามารถเป็นเหมือนโยบ ที่นบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทุกประการและปราศจากข้อพึงประสงค์อื่นใดต่อพระองค์หรือมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะทรงปรากฏต่อเจ้า  ตอนนี้พระเจ้าไม่ทรงปรากฏต่อเจ้าก็เพราะเจ้ามีมโนคติที่หลงผิด อคติส่วนตัว ความคิดที่เห็นแก่ตัว ข้อพึงประสงค์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของเจ้าเองมากมายเหลือเกิน และเจ้าไม่ควรค่าที่จะมองเห็นพระพักตร์ของพระองค์  หากเจ้าจะได้มองเห็นพระเจ้า เจ้าก็จะประเมินวัดพระองค์โดยผ่านทางมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง และในการทำเช่นนั้น พระองค์จะถูกตอกตรึงกับกางเขนโดยเจ้า  หากหลายสิ่งเกิดขึ้นแก่เจ้าโดยไม่คาดฝันซึ่งไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า แต่ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังมีความสามารถที่จะวางพวกมันลงและได้รับความรู้เกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้าจากสิ่งเหล่านี้ และหากเจ้าเปิดเผยหัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้าท่ามกลางการถลุง เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือการตั้งมั่นในการเป็นพยานของเจ้า  หากบ้านของเจ้าเปี่ยมสันติสุข เจ้าชื่นชมสิ่งชูใจทั้งหลายของเนื้อหนัง ไม่มีผู้ใดกำลังข่มเหงเจ้า และพี่น้องชายหญิงของเจ้าในคริสตจักรเชื่อฟังเจ้า เจ้าสามารถอวดแสดงหัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้าได้หรือไม่?  สถานการณ์นี้สามารถถลุงเจ้าได้ไหม?  โดยผ่านทางการถลุงเท่านั้นนั่นเอง หัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้าจึงสามารถถูกแสดงให้เห็นได้ และโดยผ่านทางสิ่งทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเท่านั้นนั่นเอง เจ้าจึงสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้  ด้วยการปรนนิบัติของสิ่งที่ตรงกันข้ามและเป็นลบมากมาย และโดยการนำการสำแดงทุกจำพวกของซาตานมาใช้—การกระทำของมัน การกล่าวหาของมัน การก่อกวนและการชักพาให้หลงผิดของมัน—พระเจ้าทรงแสดงให้เจ้าเห็นใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของซาตานอย่างชัดเจน และด้วยประการฉะนั้นจึงทำให้เจ้าสามารถดูซาตานออกได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อที่เจ้าอาจเกลียดชังซาตานและต่อต้านมัน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 516

ประสบการณ์มากมายของเจ้าเกี่ยวกับความล้มเหลว เกี่ยวกับความอ่อนแอ ช่วงเวลามากมายในการคิดลบของเจ้า ทั้งหมดสามารถพูดได้ว่าเป็นการทดสอบของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระเจ้า และทุกสรรพสิ่งและทุกเหตุการณ์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  ไม่ว่าเจ้าจะล้มเหลวหรือว่าเจ้าจะอ่อนแอและเจ้าจะสะดุดหรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพระเจ้าและอยู่ภายในการทรงคว้าจับของพระองค์  จากมุมมองของพระเจ้า นี่เป็นการทดสอบของเจ้า และหากเจ้าไม่สามารถระลึกรู้การนั้น มันก็จะกลายเป็นการทดลอง  มีสภาวะสองประเภทที่ผู้คนควรระลึกรู้  หนึ่งนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และแหล่งที่มาซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นของอีกสภาวะหนึ่งก็คือซาตาน  หนึ่งนั้นเป็นสภาวะซึ่งในนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้าและเปิดโอกาสให้เจ้ารู้จักตัวเจ้าเอง เกลียดชังและรู้สึกสำนึกผิดให้ตัวเจ้าเองและมีความสามารถที่จะมีความรักอันจริงแท้ต่อพระเจ้าได้ เพื่อตกลงปลงใจให้หัวใจของเจ้าทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  อีกสภาวะหนึ่งเป็นสภาวะซึ่งในนั้นเจ้ารู้จักตัวเจ้าเอง แต่เจ้าอยู่ในด้านลบและอ่อนแอ  อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นกระบวนการถลุงของพระเจ้า และก็อาจกล่าวได้อีกด้วยว่าเป็นการทดลองของซาตาน  หากเจ้าระลึกรู้ว่านี่คือความรอดของพระเจ้าสำหรับเจ้าและหากเจ้ารู้สึกว่าตอนนี้เจ้าเป็นหนี้พระองค์อย่างลึกซึ้ง และจากบัดนี้เป็นต้นไป เจ้าจะพยายามชดใช้ เลิกจ่อมจมอยู่ในความต่ำทรามเช่นนั้น อีกทั้งกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างเหมาะสม และหากเจ้าพิจารณาตัวเจ้าเองว่าไม่มีดีอยู่เสมอ และมีหัวใจแห่งการถวิลหา เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นการทดสอบของพระเจ้า  หลังจากความทุกข์ได้สิ้นสุดลงและเจ้ากำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง พระเจ้าจะยังคงทรงนำทาง ให้ความกระจ่าง ให้ความรู้แจ้ง และบำรุงเลี้ยงเจ้า  แต่หากเจ้าไม่ระลึกรู้มันและเจ้าอยู่ในด้านลบ โดยยอมทอดทิ้งตัวเจ้าเองให้กับความท้อแท้สิ้นหวัง หากเจ้าคิดในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้วก็หมายความว่าการทดลองของซาตานได้เกิดขึ้นแก่เจ้าแล้ว  ตอนที่โยบได้ก้าวผ่านการทดสอบนั้น พระเจ้ากับซาตานได้กำลังพนันกัน และพระเจ้าได้ทรงเปิดโอกาสให้ซาตานทำให้โยบได้รับความทุกข์ร้อน  แม้ว่านี่คือการที่พระเจ้าทรงทดสอบโยบ แต่อันที่จริงแล้วเป็นซาตานนั่นเองที่มาเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่คาดฝัน  สำหรับซาตาน มันคือการทดลองโยบ แต่โยบอยู่ฝ่ายของพระเจ้า  หากนั่นไม่ได้เป็นกรณีนั้น เช่นนั้นแล้วโยบก็คงจะได้ตกลงสู่การทดลอง  ทันทีที่ผู้คนตกลงสู่การทดลอง พวกเขาก็ตกลงสู่ภาวะอันตราย  การก้าวผ่านกระบวนการถลุงสามารถพูดได้ว่าเป็นการทดสอบจากพระเจ้า แต่หากเจ้าไม่อยู่ในสภาวะที่ดี ก็อาจพูดได้ว่าเป็นการทดลองจากซาตาน  หากเจ้าไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนิมิต ซาตานก็จะกล่าวหาเจ้าและบดบังเจ้าในแง่ของนิมิต  ก่อนที่เจ้าจะรู้ตัว เจ้าก็จะตกลงสู่การทดลอง

หากเจ้าไม่ผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีวันมีความสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้  ในประสบการณ์ของเจ้า เจ้าต้องเข้าสู่รายละเอียดทั้งหลายอีกด้วย  ตัวอย่างเช่น สิ่งใดพาให้เจ้าเกิดมโนคติอันหลงผิดและมีเหตุจูงใจมากเกินไป และวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมประเภทใดที่เจ้ามีเพื่อระบุจัดการปัญหาเหล่านี้?  หากเจ้าสามารถผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าได้ นี่ก็หมายความว่าเจ้ามีวุฒิภาวะ  หากเจ้าเพียงแค่ดูเหมือนจะมีเรี่ยวแรง นี่ไม่ใช่วุฒิภาวะที่แท้จริง และเจ้าจะไม่มีความสามารถที่จะตั้งมั่นได้อย่างเด็ดขาด  เฉพาะเมื่อเจ้ามีความสามารถที่จะผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเจ้ามีความสามารถที่จะผ่านประสบการณ์และใคร่ครวญมันได้ไม่ว่าเวลาใดและไม่ว่าในสถานที่ใด เมื่อเจ้ามีความสามารถที่จะไปจากผู้เลี้ยงทั้งหลายและใช้ชีวิตอย่างเป็นไทโดยพึ่งพาพระเจ้า และเจ้าสามารถมองเห็นการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าได้—เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ขณะนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีผ่านประสบการณ์ และเมื่อพวกเขาเผชิญปัญหา พวกเขาก็ไม่รู้วิธีดูแลจัดการกับมัน พวกเขาไม่สามารถผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถดำเนินชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณได้  เจ้าต้องนำพระวจนะของพระเจ้าเข้าไปใช้งานในชีวิตภาคปฏิบัติของเจ้า

บางครั้งพระเจ้าทรงให้ความรู้สึกเฉพาะชนิดหนึ่งแก่เจ้า เป็นความรู้สึกที่ทำให้เจ้าสูญเสียความชื่นชมยินดีด้านในและสูญเสียการสถิตของพระเจ้า จนกระทั่งเจ้าถูกดันพรวดลงสู่ความมืด  นี่คือกระบวนการถลุงชนิดหนึ่ง  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำสิ่งใด มันมักจะผิดเพี้ยนไปเสมอ หรือเจ้าถึงทางตัน  นี่คือพระวินัยของพระเจ้า  บางครั้ง เมื่อเจ้าทำบางสิ่งที่ต้านทานและเป็นกบฏต่อพระเจ้า อาจไม่มีผู้ใดอื่นเลยที่รู้เรื่องนี้—แต่พระเจ้าทรงทราบ  พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยเจ้าไป และพระองค์จะบ่มวินัยเจ้า  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีรายละเอียดมาก  พระองค์ทรงสังเกตการณ์ทุกคำพูดและการกระทำของผู้คน ทุกการปฏิบัติตนและการเคลื่อนไหวของพวกเขา และทุกความคิดและแนวคิดของพวกเขาอย่างพิถีพิถัน เพื่อที่ผู้คนจะสามารถได้รับการตระหนักรู้ภายในของสิ่งเหล่านี้  เจ้าทำบางสิ่งหนึ่งครั้งและมันผิดเพี้ยนไป เจ้าทำบางสิ่งอีกครั้งและมันก็ยังคงผิดเพี้ยนไป และเจ้าย่อมจะค่อยๆ มาเข้าใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  โดยผ่านทางการบ่มวินัยหลายครั้งหลายหน เจ้าจะรู้ว่าต้องทำสิ่งใดจึงจะตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและสิ่งใดไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระองค์  ในท้ายที่สุด เจ้าจะมีการตอบสนองที่ถูกต้องแม่นยำต่อการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์จากภายในตัวเจ้า  บางครั้งเจ้าจะเป็นกบฏและเจ้าจะสามารถถูกพระเจ้าว่ากล่าวจากภายในได้  ทั้งหมดนี้มาจากพระวินัยของพระเจ้า  หากเจ้าไม่ทะนุถนอมความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าดูแคลนพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพระองค์ไม่ทรงให้ความสนใจแก่เจ้าเลย  ยิ่งเจ้าถือจริงจังกับพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พระองค์ก็จะยิ่งให้ความรู้แจ้งแก่เจ้ามากขึ้นเท่านั้น  เดี๋ยวนี้มีผู้คนบางคนในคริสตจักรที่มีความเชื่อที่ปนเปยุ่งเหยิงและสับสน และพวกเขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมมากมายและกระทำตัวไร้วินัย และดังนั้นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในพวกเขา  ผู้คนบางคนทิ้งหน้าที่ของพวกเขาไว้เบื้องหลังเพื่อประโยชน์แห่งการหาเงิน ออกไปทำธุรกิจโดยไม่ถูกบ่มวินัย บุคคลประเภทนั้นอยู่ในภาวะอันตรายมากกว่าเสียอีก  ไม่เพียงแค่ตอนนี้เท่านั้นที่พวกเขาไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ในอนาคต พวกเขาจะลำบากยากเย็นที่จะทำให้มีความเพียบพร้อม  มีผู้คนมากมายซึ่งภายในพวกเขาไม่สามารถมองเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้และซึ่งภายในพวกเขาไม่สามารถมองเห็นการบ่มวินัยของพระเจ้าได้  พวกเขาคือพวกที่ไม่ชัดเจนในเจตนารมณ์ของพระเจ้าและผู้ที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระองค์  บรรดาผู้ที่สามารถยืนหยัดมั่นคงได้ท่ามกลางกระบวนการถลุง ผู้ที่ติดตามพระเจ้าโดยไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด และอย่างน้อยที่สุด มีความสามารถที่จะไม่จากไปได้ หรือสัมฤทธิ์ร้อยละ 0.1 ของสิ่งที่เปโตรได้สัมฤทธิ์นั้นก็กำลังทำได้ดีแล้ว แต่พวกเขาไม่มีคุณค่าในแง่ที่พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์พวกเขา  ผู้คนมากมายเข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างรวดเร็ว มีความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า และสามารถไปเกินระดับของเปโตรได้ และพระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม  พระวินัยและความรู้แจ้งมาสู่ผู้คนเช่นนี้ และหากมีบางสิ่งในตัวพวกเขาที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาก็สามารถปลดเปลื้องมันออกไปได้เดี๋ยวนั้น  ผู้คนเช่นนี้คือทองคำ เงินและเพชรพลอย—คุณค่าของพวกเขานั้นสูงที่สุด!  หากพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจหลายประเภทแต่เจ้ายังคงเป็นเหมือนทรายหรือหิน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมไร้ค่า!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 517

พระราชกิจของพระเจ้าในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงนั้นมหัศจรรย์และมิอาจหยั่งลึกได้  พระองค์จะทรงทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งมีความเพียบพร้อมและกำจัดบางคนออกไป เพราะมีผู้คนทุกประเภทในคริสตจักร มีผู้ที่รักความจริงและผู้ที่ไม่รักความจริง มีผู้ที่ผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และผู้ที่ไม่ผ่าน มีผู้ที่ทำหน้าที่ของพวกเขา และผู้ที่ไม่ทำ มีผู้ที่เป็นพยานเพื่อพระเจ้า และผู้ที่ไม่เป็น—และพวกเขาส่วนหนึ่งก็เป็นผู้ไม่เชื่อและคนชั่ว แน่นอนว่าพวกเขาย่อมจะถูกกำจัดออกไป  หากเจ้าไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้าอย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วเจ้าจะอยู่ในด้านลบ นี่เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้าสามารถเพียงแค่มองเห็นได้ในผู้คนส่วนน้อย  ณ เวลานี้ มันจะกลายเป็นชัดเจนว่าผู้ใดรักพระเจ้าอย่างแท้จริงและผู้ใดไม่รัก  บรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในขณะที่พวกที่ไม่รักพระองค์อย่างแท้จริงจะถูกเปิดเผยโดยผ่านทางพระราชกิจของพระองค์แต่ละขั้นตอน  พวกเขาจะกลายเป็นผู้ที่ถูกกำจัดออกไป  ผู้คนเหล่านี้จะถูกเปิดเผยบนครรลองของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย และพวกเขาคือผู้คนที่ไม่มีคุณค่าสำหรับการทำให้มีความเพียบพร้อม  บรรดาผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ถูกพระเจ้ารับไว้แล้วในความครบถ้วนบริบูรณ์ของพวกเขา และสามารถรักพระเจ้าได้เหมือนที่เปโตรได้รัก  พวกที่ได้รับการพิชิตแล้วไม่มีความรักที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เพียงแค่ความรักที่เฉื่อยชา และพวกเขาถูกบังคับให้รักพระเจ้า  ความรักที่เป็นไปตามธรรมชาตินั้นถูกพัฒนาขึ้นโดยผ่านทางความเข้าใจซึ่งได้รับโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  ความรักนี้ยึดครองหัวใจของบุคคลและทำให้พวกเขาอุทิศต่อพระเจ้าโดยสมัครใจ พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นรากฐานของพวกเขาและพวกเขาสามารถทนทุกข์เพื่อพระเจ้าได้  แน่นอน เหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งเป็นของใครบางคนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าแล้ว  หากเจ้าเพียงแค่พยายามที่จะถูกพิชิต เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่สามารถเป็นพยานเพื่อพระเจ้าได้ หากพระเจ้าเพียงแค่ทรงสัมฤทธิ์เป้าหมายแห่งความรอดของพระองค์โดยผ่านทางการพิชิตผู้คน เช่นนั้นแล้วขั้นตอนของพวกคนปรนนิบัติย่อมจะทำให้การงานนั้นแล้วเสร็จ  อย่างไรก็ตาม การพิชิตผู้คนไม่ใช่เป้าหมายขั้นสุดท้ายของพระเจ้าซึ่งเป็นการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม  ดังนั้นแทนที่จะพูดว่าช่วงระยะนี้เป็นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย จงพูดว่านี่คือพระราชกิจแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อมและการกำจัดออกไป  ผู้คนบางคนไม่ได้รับการพิชิตอย่างครบถ้วน และในครรลองแห่งการพิชิตพวกเขา ผู้คนกลุ่มหนึ่งจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พระราชกิจสองชิ้นนี้ได้รับการดำเนินการให้เสร็จสิ้นพร้อมๆ กัน  ผู้คนไม่ได้จากไปแม้จะผ่านช่วงเวลานานเช่นนี้ของพระราชกิจ และนี่แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของการพิชิตได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว—นี่คือข้อเท็จจริงของการถูกพิชิต  กระบวนการถลุงไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของการถูกพิชิต แต่เพื่อประโยชน์ของการถูกทำให้มีความเพียบพร้อม  หากไม่มีกระบวนการถลุง ผู้คนจะไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้  ดังนั้นกระบวนการถลุงจึงมีคุณค่าอย่างแท้จริง!  วันนี้ผู้คนกลุ่มหนึ่งกำลังถูกทำให้มีความเพียบพร้อมและถูกรับไว้  พระพรสิบประการที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่บรรดาผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว  ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของพวกเขาบนแผ่นดินโลกนั้นมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่บรรดาผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว  พวกที่ยังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมย่อมไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะรับพระสัญญาของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 518

การเชื่อในพระเจ้าและรู้จักพระเจ้านั้นสมเหตุสมผลและเป็นไปตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ และวันนี้—ช่วงระหว่างยุคที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์กำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะบุคคล—ก็เป็นเวลาที่ดีเป็นพิเศษที่จะรู้จักพระเจ้า  การทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเป็นบางสิ่งที่สัมฤทธิ์ผลได้ด้วยการต่อยอดบนรากฐานความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเพื่อทำความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า  ความรู้นี้เกี่ยวกับพระเจ้าคือนิมิตที่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องมี ความรู้นี้คือพื้นฐานการเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์  หากปราศจากความรู้นี้ การเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์จะมีอยู่ในสภาวะที่คลุมเครือ ท่ามกลางทฤษฎีที่ว่างเปล่า  ต่อให้การติดตามพระเจ้าจะเป็นปณิธานของผู้คนเช่นนี้ พวกเขาก็จะไม่ได้รับสิ่งใดๆ  ผู้คนทั้งหมดที่ไม่ได้รับสิ่งใดในกระแสนี้คือผู้ที่จะถูกกำจัดออกไป—พวกเขาทั้งหมดเป็นคนเอารัดเอาเปรียบ  ไม่ว่าเจ้าจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าในขั้นตอนใดก็ตาม เจ้าควรมีพร้อมด้วยนิมิตที่ทรงฤทธิ์  มิฉะนั้น จะเป็นการลำบากยากเย็นสำหรับเจ้าที่จะยอมรับพระราชกิจใหม่แต่ละขั้นตอน เพราะพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะจินตนาการได้ และอยู่นอกขอบเขตมโนคติของเขา  ดังนั้น เมื่อปราศจากพี่เลี้ยงที่ดูแลมนุษย์ เมื่อปราศจากพี่เลี้ยงที่สามัคคีธรรมเกี่ยวกับนิมิต มนุษย์ก็ไม่สามารถยอมรับพระราชกิจใหม่นี้ได้  หากมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจนิมิตได้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็จะไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และหากมนุษย์ไม่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็จะไร้ความสามารถที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และดังนั้นความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าก็จะไม่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างที่จับต้องได้  ก่อนที่มนุษย์จะดำเนินการพระวจนะของพระเจ้า เขาต้องรู้พระวจนะของพระเจ้า นั่นคือ เขาต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พระวจนะของพระเจ้าจะสามารถได้รับการดำเนินการจนเสร็จสิ้นอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ในหนทางนี้เท่านั้น  นี่คือบางสิ่งที่ทุกคนที่แสวงหาความจริงต้องครอบครอง และนี่ยังเป็นกระบวนการที่ทุกคนที่พยายามที่จะรู้จักพระเจ้าต้องก้าวผ่าน  กระบวนการแห่งการมารู้จักพระวจนะของพระเจ้าคือกระบวนการแห่งการมารู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้า  ดังนั้น การรู้จักนิมิตไม่เพียงแต่อ้างอิงถึงการรู้จักสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรู้จักพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  ผู้คนมาเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าจากพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขามารู้จักอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นจากพระราชกิจของพระเจ้า  การเชื่อในพระเจ้าเป็นขั้นตอนแรกในการรู้จักพระเจ้า  กระบวนการพัฒนาต่อจากการเริ่มต้นเชื่อในพระเจ้านี้ไปจนถึงการเชื่อในพระองค์อย่างสุดซึ้งที่สุดคือกระบวนการแห่งการมารู้จักพระเจ้า กระบวนการแห่งการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  หากเจ้าเพียงแต่เชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของการเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น แต่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของการมารู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วความเชื่อของเจ้าก็ไม่มีความเป็นจริง และความเชื่อของเจ้าก็ไม่สามารถกลายเป็นบริสุทธิ์ได้—ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในการนี้  ในช่วงระหว่างกระบวนการที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า หากเขาค่อยๆ มารู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และการเชื่อของเขาจะกลายเป็นแท้จริงขึ้นเรื่อยๆ  ในหนทางนี้ เมื่อมนุษย์สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าของเขา เขาจะได้รับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว  เหตุผลว่าทำไมพระเจ้าทรงยอมทำถึงกับบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นครั้งที่สองเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะบุคคลนั้นก็เพื่อที่มนุษย์จะสามารถมารู้จักพระองค์และมองเห็นพระองค์ได้  การรู้จักพระเจ้า[ก] คือผลสุดท้ายที่จะสัมฤทธิ์เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าถึงบทสรุป นี่คือข้อพึงประสงค์สุดท้ายที่พระเจ้าทรงกำหนดจากมวลมนุษย์  เหตุผลว่าทำไมพระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนี้นั้นคือเพื่อประโยชน์ของคำพยานสุดท้ายของพระองค์ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้เพื่อที่มนุษย์อาจหันหาพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุด  มนุษย์สามารถมารักพระเจ้าได้โดยการรู้จักพระองค์เท่านั้น และในการรักพระเจ้านั้น เขาต้องรู้จักพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าเขาจะแสวงหาอย่างไรหรือแสวงหาที่จะได้รับสิ่งใด เขาต้องสามารถสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า  ในหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงจะสามารถทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้า  มนุษย์สามารถมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าได้ด้วยการรู้จักพระเจ้าเท่านั้น และเขาสามารถยำเกรงและนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงได้ด้วยการรู้จักพระเจ้าเท่านั้น  พวกที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะไม่มีวันมาถึงจุดที่มีการนบนอบและยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริง  การรู้จักพระเจ้ารวมถึงการรู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ การเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ และการรู้สิ่งที่พระองค์ทรงเป็น  แต่ไม่ว่าคนเราจะมารู้แง่มุมใดก็ตาม แต่ละแง่มุมพึงต้องให้มนุษย์ยอมจ่ายราคา และพึงต้องมีเจตจำนงที่จะนบนอบ  ซึ่งหากปราศจากสิ่งเหล่านี้จะไม่มีผู้ใดสามารถติดตามต่อไปจนถึงบทอวสานได้  พระราชกิจของพระเจ้าไม่เข้ากันกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์มากเกินไป  พระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นลำบากยากเย็นเกินไปที่มนุษย์จะรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำก็เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจได้ นั่นคือ หากมนุษย์ปรารถนาที่จะติดตามพระเจ้า แต่ยังไม่เต็มใจที่จะนบนอบพระองค์ เช่นนั้นแล้วมนุษย์จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย  นับตั้งแต่การทรงสร้างโลกมาจนถึงวันนี้ พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจมากมายที่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจและที่มนุษย์พบว่ายอมรับได้ยาก และพระเจ้าได้ตรัสสิ่งต่างๆ มากมายที่ทำให้มโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เยียวยารักษาได้ยาก  แต่พระองค์ไม่เคยทรงยุติพระราชกิจของพระองค์ด้วยเหตุผลว่ามนุษย์มีความยากลำบากมากเกินไป แทนที่จะทรงทำเช่นนั้น พระองค์ทรงดำเนินการทรงพระราชกิจและการตรัสต่อไป และถึงแม้ว่าจะมี “นักรบ” จำนวนมากที่ตกลงไปข้างทาง แต่พระองค์ยังคงกำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ และทรงปฏิบัติต่อไปโดยไม่มีการหยุดพัก เพื่อเลือกผู้คนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่เต็มใจจะนบนอบต่อพระราชกิจใหม่ของพระองค์  พระองค์ไม่ทรงมีความสงสาร “วีรบุรุษ” ที่ได้ตกลงไปเหล่านั้น และทะนุถนอมบรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่และพระวจนะของพระองค์แทน  แต่พระองค์ทรงพระราชกิจในหนทางนี้ทีละขั้นตอนเพื่อเหตุผลอันใด?  เหตุใดพระองค์จึงทรงกำจัดผู้คนบางคนออกไปและเลือกผู้อื่นเอาไว้อยู่เสมอ?  เหตุใดพระองค์จึงทรงใช้วิธีการเช่นนั้นเสมอ?  จุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระองค์คือการทำให้มนุษย์สามารถรู้จักพระองค์ และดังนั้นจึงได้รับการทรงรับไว้โดยพระองค์  หลักการของพระราชกิจของพระองค์คือการปฏิบัติพระราชกิจในบรรดาผู้ที่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติในวันนี้ และไม่ใช่การทรงพระราชกิจในบรรดาผู้ที่นบนอบต่อพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติในอดีตในขณะที่ต่อต้านพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติในวันนี้  นี่คือสาเหตุที่พระองค์ทรงกำจัดผู้คนออกไปมากมายเรื่อยมา

ผลจากบทเรียนของการมารู้จักพระเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ในหนึ่งหรือสองวัน นั่นคือ มนุษย์ต้องสั่งสมประสบการณ์ ก้าวผ่านความทุกข์ และบรรลุการนบนอบที่แท้จริง  ประการแรก จงเริ่มต้นจากพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด  เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าต้องเข้าใจสิ่งที่รวมอยู่ในความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า วิธีการสัมฤทธิ์ความรู้นี้ และวิธีการมองเห็นพระเจ้าในประสบการณ์ของเจ้า  นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องทำเมื่อพวกเขายังไม่รู้จักพระเจ้า  ไม่มีผู้ใดสามารถจับความเข้าใจพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าในคราวเดียว และไม่มีผู้ใดสามารถสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับทั้งหมดทั้งปวงของพระเจ้าภายในระยะเวลาสั้นๆ  มีกระบวนการได้รับประสบการณ์ที่จำเป็น ซึ่งหากปราศจากกระบวนการนี้แล้ว จะไม่มีผู้ใดสามารถรู้จักพระเจ้าหรือติดตามพระองค์อย่างจริงใจได้  ยิ่งพระเจ้าทรงพระราชกิจมากเท่าใด มนุษย์ก็ยิ่งรู้จักพระองค์มากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์มากเท่าใด ความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้าก็ยิ่งได้รับการเริ่มต้นใหม่และทำให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น  หากพระราชกิจของพระเจ้าต้องยังอยู่กับที่และไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดกาล เช่นนั้นแล้วความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระองค์ก็คงจะมีไม่มากนัก  ระหว่างเวลาแห่งการทรงสร้างและในปัจจุบันนี้ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ สิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำในช่วงระหว่างยุคพระคุณ และสิ่งที่พระองค์ทรงทำในช่วงระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักร—พวกเจ้าต้องเข้าใจเกี่ยวกับนิมิตเหล่านี้อย่างชัดเจนอย่างยิ่ง  พวกเจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความเดิมคือ “พระราชกิจในการรู้จักพระเจ้า”


พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน  บทตัดตอน 519

มนุษย์ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า มารู้จักตัวเขาเอง ชำระล้างอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาออกไป และแสวงหาการเติบโตในชีวิต ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของการรู้จักพระเจ้า  หากเจ้าเพียงพยายามที่จะรู้จักตัวเจ้าเองและตัดแต่งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าเอง แต่ไม่มีความรู้ว่าพระองค์ทรงพระราชกิจใดในมนุษย์ ว่าความรอดของพระองค์ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือว่าเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและพบเห็นเป็นพยานกับกิจการของพระองค์อย่างไร เช่นนั้นแล้วประสบการณ์ของเจ้าก็ไร้สาระ  หากเจ้าคิดว่าชีวิตของคนเราได้บรรลุการเติบโตเต็มที่เพียงเพราะคนเราสามารถนำความจริงมาปฏิบัติและสามารถสู้ทนได้ นี่หมายความว่าเจ้ายังคงไม่ได้จับความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีวิตหรือพระประสงค์ของพระเจ้าในการทำให้มนุษย์เพียบพร้อม  วันหนึ่ง เมื่อเจ้าอยู่ในคริสตจักรของศาสนา ท่ามกลางสมาชิกของคริสตจักรเพื่อการกลับใจหรือคริสตจักรเพื่อชีวิต เจ้าจะพบกับผู้คนที่มีใจศรัทธามากมายที่มีการอธิษฐานอันประกอบด้วย “นิมิต” และผู้ที่รู้สึกจับใจและได้รับการทรงนำโดยพระวจนะในการไล่ตามเสาะหาชีวิตของพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถสู้ทนและละทิ้งตนเองได้ในหลายๆ เรื่อง และไม่ถูกนำทางโดยเนื้อหนัง  ณ ขณะนั้นเจ้าจะไม่สามารถบอกความแตกต่างได้ นั่นคือ เจ้าจะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำนั้นถูกต้อง คือการแสดงออกตามธรรมชาติของชีวิต และว่าช่างน่าเวทนายิ่งนักที่ชื่อที่พวกเขาเชื่อนั้นไม่ถูกต้อง  มุมมองเช่นนั้นไม่ได้โง่เขลาหรือ?  เหตุใดจึงมีการกล่าวว่าผู้คนมากมายไม่มีชีวิต?  เพราะพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า และดังนั้นจึงมีการกล่าวว่าพวกเขาไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และไม่มีชีวิต  หากการเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้าได้มาถึงจุดที่เจ้าสามารถรู้จักกิจการของพระเจ้า ความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า และทุกช่วงระยะของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างถ้วนทั่ว เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีความจริง  หากเจ้าไม่รู้จักพระราชกิจและพระอุปนิสัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ยังคงมีบางสิ่งขาดหายไปในประสบการณ์ของเจ้า  พระเยซูทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในช่วงระยะนั้นอย่างไร ช่วงระยะนี้มีการดำเนินการอย่างไร พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในยุคพระคุณอย่างไร และพระราชกิจใดที่ทรงกระทำ กำลังมีการกระทำพระราชกิจใดในช่วงระยะนี้—หากเจ้าไม่มีความรู้ที่ถ้วนทั่วเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันรู้สึกเชื่อมั่น และเจ้าจะรู้สึกไม่มั่นคงอยู่เสมอ  หากหลังจากที่ได้รับประสบการณ์เป็นช่วงเวลาหนึ่งแล้ว เจ้าสามารถรู้จักพระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติและทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์ และหากเจ้าได้รับความรู้ที่ถ้วนทั่วเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการตรัสพระวจนะของพระองค์ และเหตุใดพระวจนะที่พระองค์ได้ตรัสมากมายจึงยังไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วเจ้าอาจไล่ตามเสาะหาถนนข้างหน้าได้อย่างห้าวหาญและโดยไม่ระงับยับยั้ง เป็นอิสระจากความกังวลและกระบวนการถลุง  พวกเจ้าควรมองเห็นว่าพระเจ้าทรงสัมฤทธิ์ผลในพระราชกิจมากมายอย่างยิ่งของพระองค์ด้วยวิธีการใด  พระองค์ทรงใช้พระวจนะที่พระองค์ตรัส โดยทรงถลุงมนุษย์และทรงเปลี่ยนสภาพมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์โดยใช้พระวจนะหลากหลายประเภทที่แตกต่างกัน  ความทุกข์ทั้งหมดที่พวกเจ้าได้สู้ทน กระบวนการถลุงทั้งหมดที่เจ้าได้ก้าวผ่าน การตัดแต่งที่เจ้าได้ยอมรับภายในตัวเจ้า ความรู้แจ้งที่เจ้าได้รับประสบการณ์—ทั้งหมดเหล่านี้ได้สัมฤทธิ์ผลด้วยการใช้พระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัส  มนุษย์ติดตามพระเจ้าเพราะเหตุใด?  เขาติดตามเพราะพระวจนะของพระเจ้า!  พระวจนะของพระเจ้ามีความล้ำลึกอย่างลึกซึ้ง และยิ่งไปกว่านั้น พระวจนะเหล่านี้ยังเร้าหัวใจของมนุษย์ เผยสิ่งต่างๆ ที่ฝังลึกอยู่ภายในนั้น ทำให้เขารู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และทำให้เขาสามารถผ่านเข้าไปในอนาคตได้  ดังนั้นมนุษย์จึงสู้ทนความทุกข์เพราะพระวจนะของพระเจ้า และยังได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเนื่องจากพระวจนะของพระเจ้าด้วยเช่นกัน นั่นคือ มนุษย์ติดตามพระเจ้าในเวลานี้เท่านั้น  สิ่งที่มนุษย์ควรทำในช่วงระยะนี้คือยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และพระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญไม่ว่าเขาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือต้องอยู่ภายใต้กระบวนการถลุงหรือไม่ก็ตาม  นี่คือพระราชกิจของพระเจ้า และนี่ยังเป็นนิมิตที่มนุษย์ควรรู้ในวันนี้ด้วยเช่นกัน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า

ก่อนหน้า: การเข้าสู่ชีวิต III

ถัดไป: การเข้าสู่ชีวิต V

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger