การเข้าสู่ชีวิต 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 374

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเศียรแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงใช้ฤทธานุภาพเยี่ยงราชาของพระองค์จากพระบัลลังก์ของพระองค์  พระองค์ทรงปกครองเหนือจักรวาลและสรรพสิ่งทั้งปวง และพระองค์กำลังทรงนำพวกเราบนทั่วทั้งแผ่นดินโลก  พวกเราจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์ทุกชั่วขณะ และมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ในความนิ่งสงบ ไม่มีวันพลาดเลยแม้ชั่วขณะเดียว และพร้อมด้วยบทเรียนสำหรับพวกเราที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา  ทุกสิ่งทุกอย่าง จากสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้คน กิจธุระทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลาย ล้วนดำรงอยู่ด้วยการอนุญาตของพระบัลลังก์ของพระองค์ทั้งสิ้น  จงอย่าปล่อยให้ความคับข้องใจเกิดขึ้นในหัวใจของเจ้าด้วยประการใดๆ หาไม่แล้วพระเจ้าจะไม่ทรงประทานพระคุณแก่เจ้า  เมื่ออาการป่วยบังเกิดขึ้น นี่คือความรักของพระเจ้า และเจตนารมณ์ที่เมตตาของพระเจ้าจะถูกเก็บงำไว้ภายในอย่างแน่นอน  แม้ว่าร่างกายของเจ้าอาจก้าวผ่านความทุกข์บ้าง ก็จงอย่าสนุกสนานกับแนวคิดทั้งหลายจากซาตาน  จงสรรเสริญพระเจ้าในท่ามกลางโรคภัยไข้เจ็บ และชื่นชมพระเจ้าในท่ามกลางการสรรเสริญของเจ้า  จงอย่าใจเสียเมื่อเผชิญหน้ากับโรคภัยไข้เจ็บ จงหมั่นแสวงหาครั้งแล้วครั้งเล่า และจงอย่ายอมแพ้ และพระเจ้าจะทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้าด้วยความสว่างของพระองค์  ความเชื่อของโยบเป็นเช่นไร?  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นแพทย์ผู้ทรงฤทธานุภาพโดยสมบูรณ์!  การพักพิงอยู่ในอาการป่วยคือการเจ็บป่วย แต่การพักพิงอยู่ในจิตวิญญาณคือการมีสุขภาพดี  ตราบเท่าที่เจ้ายังคงมีลมหายใจ พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้เจ้าตาย

พวกเรามีพระชนม์ชีพของพระคริสต์ที่ทรงคืนพระชนม์ภายในพวกเรา  พวกเราขาดพร่องความเชื่อในการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย กล่าวคือ พวกเราปรารถนาว่าพระเจ้าจะทรงใส่ความเชื่อที่แท้จริงไว้ภายในพวกเรา  พระวจนะของพระเจ้าช่างอ่อนหวานโดยแท้!  พระวจนะของพระเจ้าเป็นยาที่ออกฤทธิ์แรง!  พระวจนะของพระเจ้าทำให้พวกปีศาจและซาตานอับอาย!  การจับความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าให้การสนับสนุนแก่พวกเรา  พระวจนะของพระองค์กระทำการโดยเร็วเพื่อช่วยหัวใจของพวกเราให้รอด!  พระวจนะของพระองค์ขจัดทุกสรรพสิ่งออกไป และทำให้ทุกอย่างตั้งอยู่ในความสงบนิ่ง  ความเชื่อเป็นเหมือนสะพานไม้ซุงท่อนเดียว กล่าวคือ พวกที่ยึดติดอยู่กับชีวิตอย่างน่าสังเวชใจจะประสบความลำบากยากเย็นในการข้ามสะพานนั้นไป แต่บรรดาผู้ที่พร้อมจะสละตัวพวกเขาเองจะสามารถผ่านไปได้ ด้วยเท้าที่มั่นคงและปราศจากความกังวล  หากว่ามนุษย์เก็บงำความคิดที่ขลาดกลัวและเกรงกลัว นั่นก็เป็นเพราะซาตานได้หลอกพวกเขา ด้วยกลัวว่าพวกเราจะข้ามสะพานแห่งความเชื่อเพื่อเข้าสู่พระเจ้า  ซาตานกำลังพยายามทุกหนทางที่เป็นไปได้เพื่อส่งความคิดของมันให้กับพวกเรา  พวกเราควรอธิษฐานทุกชั่วขณะเพื่อให้พระเจ้าทรงมอบความกระจ่างแก่พวกเราด้วยความสว่างของพระองค์ ควรพึ่งพาพระเจ้าทุกชั่วขณะให้ทรงลบล้างพิษของซาตานจากภายในตัวพวกเรา ควรปฏิบัติภายในจิตวิญญาณของพวกเราทุกชั่วขณะ ถึงวิธีที่จะเข้ามาใกล้ชิดพระเจ้า และปล่อยให้พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองการเป็นอยู่ทั้งหมดทั้งปวงของพวกเรา

จาก “บทที่ 6” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 375

อะไรคือสิ่งแรกที่ผู้คนควรทำแต่ละครั้งที่พวกเขาเผชิญกับประเด็นปัญหาหนึ่ง?  พวกเขาควรอธิษฐาน การอธิษฐานมาเป็นลำดับแรก  การอธิษฐานสาธิตแสดงว่าเจ้าเคร่งศรัทธา ว่าเจ้าได้เริ่มที่จะมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแล้ว ว่าเจ้ารู้ที่จะแสวงหาพระเจ้า ว่าเจ้าได้มอบที่แห่งหนึ่งในหัวใจของเจ้าแด่พระองค์แล้ว ว่าเจ้าเป็นคริสตชนที่เคร่งศรัทธาคนหนึ่ง  ผู้เชื่อที่สูงวัยกว่าจำนวนมากคุกเข่าลงเพื่ออธิษฐานในเวลาเดียวกันแต่ละวัน บางครั้งก็เป็นเวลานานจนกระทั่งพวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นได้อีก  ขอให้พวกเราไม่พูดถึงว่าการนี้เป็นพิธีกรรมหรือไม่ หรือว่าพวกเขาสามารถได้รับสิ่งใดจากการนั้นหรือไม่ พวกเรามาพูดกันเพียงว่า บรรดาพี่น้องชายหญิงสูงวัยเหล่านี้เคร่งศรัทธาเป็นพิเศษ ดีกว่าและขะมักเขม้นกว่าพวกเจ้าคนหนุ่มสาวมาก  สิ่งแรกที่จะต้องทำเมื่อเผชิญกับประเด็นปัญหาก็คืออธิษฐาน  การอธิษฐานไม่ใช่แค่การขยับขากรรไกรพูดไปเรื่อยอย่างไม่จริงใจ การนั้นคงจะไม่แก้ไขปัญหาอันใดได้  เจ้าอาจอธิษฐานแปดหรือสิบครั้งและไม่ได้รับสิ่งใดเลย แต่จงอย่าท้อแท้—เจ้าต้องยังคงอธิษฐาน  เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า ก่อนอื่นจงอธิษฐาน ก่อนอื่นจงบอกพระเจ้า จงให้พระเจ้าทรงเข้าควบคุม จงปล่อยให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือเจ้า จงปล่อยให้พระเจ้าทรงนำทางเจ้า และทรงแสดงหนทางแก่เจ้า  การนี้พิสูจน์ว่า เจ้าได้วางพระเจ้าไว้เป็นอันดับแรก ว่าพระองค์ทรงอยู่ในหัวใจของเจ้า  หากเมื่อเข้าเผชิญกับประเด็นปัญหาหนึ่ง สิ่งแรกที่เจ้าทำก็คือรู้สึกต้านทาน โมโหโทโส และบันดาลโทสะ—หากก่อนสิ่งอื่นใด เจ้ากลายเป็นคิดลบ—เช่นนั้นแล้ว นี่ก็คือการสำแดงของการที่พระเจ้าไม่ทรงอยู่ในหัวใจของเจ้า  ในชีวิตจริง เจ้าต้องอธิษฐานเมื่อใดก็ตามที่สิ่งอันใดเกิดขึ้นกับเจ้า  อันดับแรกสุด เจ้าต้องคุกเข่าแล้วอธิษฐาน—การนี้สำคัญยิ่งยวด  การอธิษฐานสาธิตแสดงท่าทีของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าในการทรงสถิตของพระองค์  เจ้าคงจะไม่ทำการนั้นหากพระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ในหัวใจของเจ้า  ผู้คนบางคนพูดว่า “ฉันอธิษฐานแต่พระเจ้ายังคงไม่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ฉัน!”  เจ้าต้องไม่พูดเช่นนั้น  ก่อนอื่น จงมองดูว่า แรงจูงใจของเจ้าสำหรับการอธิษฐานนั้นถูกต้องหรือไม่ หากเจ้าแสวงหาความจริงอย่างแท้จริงและอธิษฐานต่อพระเจ้าบ่อยครั้ง เช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็อาจทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าในบางเรื่องเป็นอย่างดี เพื่อที่เจ้าอาจเข้าใจ—พูดสั้นๆ ก็คือ พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้าเข้าใจ  หากปราศจากความรู้แจ้งของพระเจ้า เจ้าย่อมไม่อาจสามารถเข้าใจได้ด้วยตัวของเจ้าเอง  เจ้าขาดพร่องปฏิภาณไหวพริบ เจ้าไม่มีสมองสำหรับการนั้น และการนี้ไม่อาจบรรลุได้โดยภูมิปัญญาของมนุษย์  เมื่อเจ้าเข้าใจ ความเข้าใจนั้นเกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดของเจ้าเองใช่หรือไม่?  หากเจ้าไม่ได้รับการทำให้รู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่เจ้าถามที่จะรู้ว่า อะไรคือความหมายของพระราชกิจของพระวิญญาณ หรือว่าพระเจ้าหมายถึงอะไร มีเพียงเมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงบอกความหมายนั้นแก่เจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะรู้  และดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าก็คืออธิษฐาน  การอธิษฐานพึงต้องมีการสืบสาวราวเรื่องด้วยท่าทีของการแสวงหา และการแสดงความคิด ความคิดเห็น และท่าทีทั้งหลายของเจ้า—นี่คือสิ่งที่การนั้นควรเกี่ยวข้อง  เพียงแค่การทำแบบขอไปทีจะไม่มีผล ดังนั้น จงอย่าติเตียนพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ไม่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า  เราได้พบว่า ในความเชื่อในพระเจ้าของผู้คนบางคน พวกเขาเชื่อต่อไปเรื่อยๆ แต่พระเจ้าแค่ทรงอยู่บนริมฝีปากของพวกเขาเท่านั้น  พระเจ้าไม่ทรงอยู่ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่ยอมรับพระราชกิจของพระวิญญาณ และพวกเขาไม่ยอมรับการอธิษฐานด้วยเช่นกัน พวกเขาเพียงแค่อ่านพระวจนะของพระเจ้า และไม่มีอะไรอื่นนอกเหนือจากนั้น  สามารถเรียกการนี้ว่าความเชื่อในพระเจ้าได้หรือ?  พวกเขาเชื่อต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระเจ้าทรงอันตรธานไปโดยสิ้นเชิงจากความเชื่อของพวกเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีพวกที่รับมือกับกิจการงานทั่วไปอยู่บ่อยครั้ง และรู้สึกว่าพวกเขามีธุระยุ่งมาก และไม่ได้อะไรเลยสำหรับความพยายามทั้งหมดของพวกเขา  นี่เป็นกรณีของผู้คนที่ไม่เดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา  การใช้หนทางที่ถูกต้องไม่ใช่งานหนักหรอกหรือ?  พวกเขาล้มเหลวที่จะใช้หนทางนี้แม้กระทั่งหลังจากที่เข้าใจคำสอนมากแล้ว และโน้มเอียงที่จะใช้เส้นทางขาลง  ดังนั้น เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเจ้า พวกเจ้าต้องใช้เวลามากขึ้นในการอธิษฐานและการแสวงหา—การนี้เป็นอย่างน้อยที่สุดที่พวกเจ้าควรทำ  การเรียนรู้วิธีแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าและเจตนารมณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือกุญแจสำคัญ  หากผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าไร้ความสามารถที่จะได้รับประสบการณ์กับความจริงและปฏิบัติความจริงไปตามนั้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะไม่ได้รับอะไรเลย และความเชื่อของพวกเขาย่อมจะนับอะไรไม่ได้เลย

ตัดตอนมาจาก “จงมองทะลุปรุโปร่งถึงทุกสรรพสิ่งโดยผ่านทางสายตาแห่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 376

ไม่ว่าคนเราเข้าใจความจริงมากเพียงใด คนเราได้ลุล่วงหน้าที่ไปแล้วมากเท่าใด คนเราได้รับประสบการณ์ไปมากเพียงใดในขณะที่ลุล่วงหน้าที่เหล่านั้น วุฒิภาวะของคนเรายิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยเพียงใด หรือคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมจำพวกใด สิ่งที่คนเราจะขาดเสียไม่ได้ก็คือว่า คนเราต้องเชิดชูบูชาพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่คนเราทำ  นี่คือปัญญาจำพวกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่คือปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด?  ต่อให้คนเราได้มาเข้าใจความจริงมากมายแล้ว การนั้นจะใช้ได้หรือหากคนเราไม่พึ่งพาพระเจ้า?  ผู้คนบางคน หลังจากได้เชื่อในพระเจ้ามายาวนานขึ้นเล็กน้อยแล้ว ก็ได้มาเข้าใจความจริงบางอย่าง และได้ก้าวผ่านบททดสอบสองสามอย่าง  พวกเขาอาจได้รับประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมาเล็กน้อย แต่พวกเขาไม่รู้จักที่จะพึ่งพาพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่เข้าใจว่าจะเชิดชูบูชาและพึ่งพาพระองค์อย่างไร  ผู้คนเช่นนั้นครองปัญญาหรือไม่?  พวกเขาเป็นผู้คนที่โง่เขลามากที่สุด และเป็นจำพวกที่คิดว่าตัวพวกเขาเองหลักแหลม พวกเขาไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่หลบเลี่ยงความชั่ว  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ฉันเข้าใจความจริงหลายอย่างและครองความจริงความเป็นจริง  ไม่เป็นไรเลยหากจะแค่ทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่มีหลักการ  ฉันจงรักภักดีต่อพระเจ้า และฉันรู้ว่าจะเข้าใกล้ชิดพระองค์อย่างไร  ไม่เพียงพอหรือที่ฉันพึ่งพาความจริง?”  “การพึ่งพาความจริง” ก็ได้ผลดี ซึ่งเป็นการพูดเชิงคำสอน  อย่างไรก็ตาม มีหลายครั้งและหลายสถานการณ์ซึ่งผู้คนไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรหรือความจริงหลักธรรมคืออะไรในที่นั้น  บรรดาเหล่านั้นทั้งหมดที่มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงรู้จักการนี้  ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าเผชิญประเด็นปัญหาบางอย่าง เจ้าอาจจะไม่รู้ว่า ความจริงที่เกี่ยวพันกับประเด็นปัญหานี้ ควรได้รับการปฏิบัติหรือนำมาประยุกต์ใช้อย่างไร  เจ้าควรทำอย่างไรในเวลาที่เหมือนกับเวลาเหล่านี้?  ไม่สำคัญว่าประสบการณ์ที่เจ้ามีจะสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากเพียงใด เจ้าไม่สามารถอยู่ในการครองความจริงในทุกสถานการณ์ได้  ไม่สำคัญว่าเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามากี่ปี เจ้าได้รับประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายมามากเท่าใด และเจ้าได้รับประสบการณ์กับการตัดแต่ง การจัดการ หรือการบ่มวินัยมามากเพียงใด เป็นแหล่งกำเนิดของความจริงหรือไม่?  ผู้คนบางคนกล่าวว่า “ฉันรู้จักถ้อยดำรัสและบทตอนที่รู้จักกันดีเหล่านั้นในหนังสือ ‘พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์’ ขึ้นใจ ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าหรือเชิดชูบูชาพระองค์  เมื่อถึงเวลา ฉันก็จะทำได้ดีอยู่แล้วโดยการพึ่งพาพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า”  พระวจนะที่เจ้าได้จดจำไว้นั้นคงที่ แต่ทว่าสภาพแวดล้อมที่เจ้าเผชิญ—ตลอดจนสภาวะทั้งหลายของเจ้านั้น—เปลี่ยนแปลงเสมอ  การมีการจับความเข้าใจพระวจนะตามตัวอักษรและการพูดคุยเกี่ยวกับคำสอนฝ่ายจิตวิญญาณมากมาย ไม่เทียบเท่ากับการเข้าใจความจริง นับประสาอะไรที่การนั้นจะเทียบเท่ากับการจับใจความน้ำพระทัยของพระเจ้าในทุกสถานการณ์  ด้วยเหตุนี้ จึงมีบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งบทหนึ่งให้เรียนรู้ในที่นี้: นั่นก็คือว่า ผู้คนจำเป็นที่จะต้องเชิดชูบูชาพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และว่าโดยการทำเช่นนั้น พวกเขาสามารถสัมฤทธิ์การพึ่งพาพระเจ้าได้  โดยการพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีเส้นทางให้ติดตาม  มิฉะนั้น เจ้าสามารถทำบางสิ่งอย่างถูกต้องและโดยคล้อยตามความจริงหลักธรรม แต่หากเจ้าไม่พึ่งพาพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว การกระทำของเจ้าก็เป็นแต่เพียงความประพฤติของมนุษย์ และการกระทำเหล่านั้นก็จะไม่จำเป็นว่าทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เนื่องจากผู้คนมีความเข้าใจที่ตื้นเขินเกี่ยวกับความจริง พวกเขาจึงมีแววว่าจะติดตามกฎเกณฑ์และเกาะติดกับตัวอักษรและคำสอนอย่างดันทุรัง โดยใช้ความจริงแบบเดียวกันนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่หลากหลาย  เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจทำเรื่องมากมายให้เสร็จสิ้นโดยคล้อยตามความจริงหลักธรรมโดยทั่วไป แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นการทรงนำของพระเจ้าได้ในการนี้ อีกทั้งไม่สามารถมองเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  ในที่นี้ มีปัญหาร้ายแรงอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือว่า ผู้คนทำสิ่งทั้งหลายมากมายโดยอาศัยประสบการณ์ของพวกเขาและกฎเกณฑ์ที่พวกเขาได้เข้าใจ และการจินตนาการแบบมนุษย์เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง  พวกเขาแทบจะไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนัก ซึ่งได้มาโดยผ่านทางการเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างชัดเจนโดยการเชิดชูบูชาพระองค์และอธิษฐานต่อพระองค์ และจากนั้นก็พึ่งพาพระราชกิจและการทรงนำของพระองค์  ด้วยเหตุผลนี้เอง เราจึงกล่าวว่า ปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเชิดชูบูชาพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ในทุกสรรพสิ่ง

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้เชื่อต้องเริ่มต้นโดยการมองกระแสนิยมชั่วของโลกให้ทะลุปรุโปร่ง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 377

ความจริงก็คือชีวิตของพระเจ้าพระองค์เอง ความจริงเป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระองค์ แก่นแท้ของพระองค์ และทุกสิ่งทุกอย่างในพระองค์  หากเจ้ากล่าวว่า การมีประสบการณ์เพียงเล็กน้อยหมายถึงการครองความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมสามารถเป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้อย่างนั้นหรือ?  เจ้าอาจมีประสบการณ์หรือความสว่างที่เกี่ยวข้องกับด้านหรือแง่มุมเฉพาะบางอย่างของความจริงหนึ่งอยู่บ้าง แต่เจ้าไม่สามารถใช้ประสบการณ์หรือความสว่างนั้นจัดหาให้กับผู้อื่นได้ตลอดกาล  ดังนั้นความสว่างที่เจ้าได้รับจึงไม่ใช่ความจริง มันเป็นแค่จุดเฉพาะหนึ่งที่ผู้คนสามารถไปถึงได้เท่านั้นเอง  มันก็แค่เป็นประสบการณ์อันถูกต้องเหมาะสมและความเข้าใจที่ถูกต้องเหมาะสมซึ่งบุคคลหนึ่งควรครอง นั่นคือ ประสบการณ์และความรู้ตามจริงบางอย่างเกี่ยวกับความจริง  ความสว่างนี้ ความรู้แจ้ง และความเข้าใจเชิงประสบการณ์ไม่มีวันสามารถใช้แทนความจริงได้ ต่อให้ผู้คนทั้งหมดได้รับประสบการณ์กับความจริงนี้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ และนำความเข้าใจเชิงประสบการณ์ทั้งปวงของพวกเขามาลงขันกัน นั่นก็ยังคงจะไม่มีความสามารถที่จะมาแทนที่ความจริงหนึ่งเดียวนั้นได้อยู่ดี  ดังที่ได้ถูกกล่าวไว้ในอดีตว่า “เราจึงสรุปการนี้ทั้งหมดด้วยคติพจน์สำหรับพิภพมนุษย์ว่า ท่ามกลางพวกมนุษย์ ไม่มีผู้ใดที่รักเรา”  นี่คือถ้อยแถลงหนึ่งของความจริง มันคือแก่นแท้ที่แท้จริงของชีวิต  นี่คือสิ่งทั้งหลายซึ่งลุ่มลึกที่สุด นี่คือการแสดงออกของพระเจ้าพระองค์เอง  เจ้าสามารถได้รับประสบการณ์กับสิ่งนี้ได้เรื่อยไป และหากเจ้าได้รับประสบการณ์กับสิ่งนี้เป็นเวลาสามปี เจ้าก็จะมีความเข้าใจผิวเผินเกี่ยวกับสิ่งนี้ หากเจ้าได้รับประสบการณ์กับสิ่งนี้เป็นเวลาเจ็ดหรือแปดปี เจ้าก็จะยิ่งได้รับความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งนี้—แต่ความเข้าใจอันใดก็ตามที่เจ้าได้รับจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะใช้แทนถ้อยแถลงหนึ่งเดียวนั้นของความจริงได้  อีกบุคคลหนึ่งอาจจะได้รับความเข้าใจน้อยนิดภายหลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับสิ่งนี้เป็นเวลาสองปี แล้วจากนั้นก็ได้รับความเข้าใจที่ลุ่มลึกขึ้นสักเล็กน้อยหลังจากได้รับประสบการณ์กับสิ่งนี้เป็นเวลาสิบปี และแล้วก็ได้รับความเข้าใจคืบหน้าไปบ้างภายหลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับสิ่งนี้ชั่วชีวิต—แต่หากเจ้ากับอีกบุคคลหนึ่งผสานความเข้าใจอันใดที่เจ้าทั้งคู่ได้รับมาเข้าด้วยกัน ต่อให้ถึงตอนนั้นแล้ว—ไม่สำคัญว่าเจ้าทั้งคู่ครองความเข้าใจมากเพียงใด ประสบการณ์มากเพียงใด ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกมากมายเพียงใด ความสว่างมากเพียงใด หรือตัวอย่างมากมายเพียงใด—ทั้งหมดนั้นยังคงไม่สามารถใช้แทนถ้อยแถลงหนึ่งเดียวนั้นของความจริงได้อยู่ดี  เราตั้งใจให้สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรคือ?  เราหมายความว่า ชีวิตของมนุษย์จะเป็นชีวิตของมนุษย์เสมอ และไม่สำคัญว่าความเข้าใจของเจ้ามากเท่าไรที่อาจจะสอดคล้องกับความจริง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และกับข้อพึงประสงค์ของพระองค์ มันก็จะไม่มีวันที่จะมีความสามารถในการเป็นสิ่งที่ใช้แทนความจริงได้  การกล่าวว่า ผู้คนได้รับความจริงแล้วหมายความว่า พวกเขาครองความเป็นจริงอยู่บ้าง ว่าพวกเขาได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับความจริง ว่าพวกเขาได้บรรลุการเข้าสู่ซึ่งเป็นจริงบางอย่างกับพระวจนะของพระเจ้า ว่าพวกเขาได้มีประสบการณ์ที่เป็นจริงบางอย่างกับพระวจนะของพระเจ้า และว่าพวกเขาอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา  แค่ถ้อยแถลงหนึ่งเดียวจากพระเจ้าก็มากพอแล้วสำหรับบุคคลหนึ่งที่จะได้รับประสบการณ์ไปชั่วทั้งชีวิตหนึ่ง ต่อให้ผู้คนต้องได้รับประสบการณ์กับถ้อยแถลงนี้เป็นเวลาหลายชั่วชีวิตหรือแม้กระทั่งหลายพันปี พวกเขาก็ยังคงจะไม่มีความสามารถที่จะได้รับประสบการณ์กับความจริงเพียงแค่หนึ่งเดียวอย่างทั่วถึงและครบบริบูรณ์ได้  หากผู้คนเพียงได้เข้าใจพระวจนะอันผิวเผินไม่กี่คำ กระนั้นพวกเขาก็ยังกล่าวอ้างว่าได้รับความจริงแล้ว นั่นจะไม่ใช่ความเหลวไหลแบบถึงที่สุดและครบบริบูรณ์หรอกหรือ?…

เมื่อผู้คนเข้าใจความจริง และดำรงชีวิตอยู่กับความจริงดั่งเป็นชีวิตของพวกเขา การนี้อ้างอิงถึงชีวิตแบบใดหรือ?  นี่อ้างอิงถึงความสามารถของพวกเขาในการที่จะใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นพื้นฐานของวิธีที่พวกเขาดำรงชีวิต นั่นหมายถึง พวกเขามีความรู้จริงเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า และมีความเข้าใจจริงแท้ประการหนึ่งเกี่ยวกับความจริง  เมื่อผู้คนครองชีวิตใหม่นี้ภายในตัวพวกเขา หนทางที่พวกเขาดำรงชีวิตย่อมถูกก่อตั้งขึ้นบนรากฐานแห่งพระวจนะความจริงของพระเจ้า  และพวกเขาก็กำลังดำรงชีวิตอยู่ภายในอาณาจักรแห่งความจริง  ชีวิตของผู้คนนั้นสำคัญอยู่ตรงที่การมารู้จักและได้รับประสบการณ์กับความจริง และมีการนี้เป็นรากฐานของชีวิต ไม่เกินเลยไปกว่าวงเขตนั้น นี่เองคือชีวิตที่กำลังถูกอ้างอิงถึงเมื่อพูดถึงการได้รับความจริงชีวิต  สำหรับการที่เจ้าดำรงชีวิตด้วยการมีความจริงเป็นดั่งชีวิตเจ้านั้น ไม่ใช่กรณีที่ชีวิตแห่งความจริงอยู่ข้างในตัวเจ้า อีกทั้งยังไม่ใช่กรณีที่ว่า หากเจ้าครองความจริงเป็นดั่งชีวิตของเจ้า เจ้าย่อมกลายเป็นความจริง และชีวิตภายในของเจ้ากลายเป็นชีวิตแห่งความจริง  นับประสาอะไรที่จะสามารถพูดได้ว่า เจ้าคือความจริงชีวิต  ในท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเจ้าก็ยังคงเป็นชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง  นั่นก็แค่ว่า มนุษย์คนหนึ่งสามารถดำรงชีวิตไปได้โดยพระวจนะของพระเจ้า ครองความรู้เกี่ยวกับความจริง และเข้าใจความจริงจนถึงระดับเบื้องลึกเบื้องหลัง ความเข้าใจนี้ไม่สามารถถูกพรากไปจากเจ้าได้  เจ้าได้รับประสบการณ์และเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างครบถ้วน โดยรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ช่างดีงามและล้ำค่า และเจ้าก็มายอมรับสิ่งเหล่านี้เป็นดั่งพื้นฐานของชีวิตเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าดำรงชีวิตอยู่ในการพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงการนั้นได้ กล่าวคือ เช่นนั้นแล้ว นี่เองคือชีวิตของเจ้า  นั่นก็คือ ชีวิตของเจ้าบรรจุเพียงสิ่งเหล่านี้เท่านั้น—ความเข้าใจ ประสบการณ์ และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับความจริง—และไม่สำคัญว่าเจ้าทำสิ่งใด เจ้าก็จะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของหนทางในการดำรงชีวิตของเจ้า และเจ้าจะไม่ไปเกินกว่าวงเขตนี้หรือผ่านเขตแดนเหล่านี้ไป นี่เองคือจำพวกของชีวิตที่เจ้ามีโดยแน่แท้  วัตถุประสงค์สูงสุดแห่งพระราชกิจของพระเจ้านั้น ก็เพื่อให้ผู้คนมีชีวิตประเภทนี้นี่เอง  ไม่สำคัญว่าผู้คนเข้าใจความจริงดีเพียงใด แก่นแท้ของพวกเขาก็ยังคงเป็นแก่นแท้ของมนุษยชาติ และไม่อาจเปรียบเทียบได้กับแก่นแท้ของพระเจ้าแต่อย่างใดเลย  เนื่องเพราะประสบการณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับความจริงนั้นกำลังดำเนินไป จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะใช้ชีวิตไปตามความจริงโดยครบบริบูรณ์  พวกเขาเพียงสามารถใช้ชีวิตไปตามเศษเสี้ยวอันจำกัดสุดขั้วของความจริงที่สามารถบรรลุได้โดยมนุษย์เท่านั้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะสามารถแปรไปเป็นพระเจ้าได้เช่นไรเล่า?…หากเจ้ามีประสบการณ์นิดหน่อยกับพระวจนะของพระเจ้า และกำลังดำรงชีวิตไปตามความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับความจริง เช่นนั้นแล้ว พระวจนะของพระเจ้าย่อมกลายเป็นชีวิตของเจ้า  อย่างไรก็ดี เจ้าก็ยังคงไม่สามารถกล่าวได้ว่า ความจริงเป็นชีวิตของเจ้า หรือว่าสิ่งที่เจ้ากำลังแสดงออกนั้นเป็นความจริง หากเช่นนี้คือข้อคิดเห็นของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ผิดเสียแล้ว  หากเจ้ามีประสบการณ์กับแง่มุมหนึ่งของความจริงอยู่บ้าง สิ่งนี้สามารถเป็นตัวแทนของความจริงด้วยตัวมันเองได้หรือไม่?  มันไม่สามารถเป็นได้โดยสิ้นเชิง  เจ้าสามารถอธิบายความจริงได้อย่างทั่วถึงหรือไม่?  เจ้าสามารถค้นพบพระอุปนิสัยของพระเจ้า และแก่นแท้ของพระองค์จากความจริงได้หรือไม่?  เจ้าไม่สามารถ ทุกคนมีประสบการณ์กับเพียงหนึ่งแง่มุมและวงเขตของความจริงเท่านั้น  เจ้าไม่สามารถไปสัมผัสทุกแง่มุมนับหมื่นแสนของความจริงได้โดยการได้รับประสบการณ์กับความจริงภายในวงเขตอันจำกัดของเจ้า  ผู้คนสามารถใช้ชีวิตตามความหมายดั้งเดิมของความจริงได้หรือไม่?  ประสบการณ์เสี้ยวเล็กๆ ของเจ้านับรวมได้เป็นจำนวนมากเพียงใด?  ทรายสักหนึ่งเม็ดบนชายหาด น้ำหยดเดียวเพียงลำพังในมหาสมุทร  เพราะฉะนั้น ไม่สำคัญว่า ความรู้นั้นและความรู้สึกเหล่านั้นที่เจ้าได้รับจากประสบการณ์ของเจ้าอาจจะล้ำค่าเพียงใด พวกมันก็ยังไม่สามารถนับเป็นความจริงได้อยู่ดี  แหล่งกำเนิดของความจริงและความหมายของความจริงครอบคลุมด้านที่กว้างเป็นอย่างมาก  ไม่มีสิ่งใดสามารถย้อนแย้งกับการนั้นได้  ผู้คนบางคนพูดว่า “ความรู้ของฉันเกี่ยวกับประสบการณ์จะไม่มีวันย้อนแย้งใช่หรือไม่?”  แน่นอนว่าไม่ใช่  ความเข้าใจที่แท้จริงซึ่งมาจากประสบการณ์ของเจ้าเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าสอดคล้องกับความจริง—ความเข้าใจที่แท้จริงจะสามารถย้อนแย้งได้อย่างไร?  ความจริงสามารถเป็นชีวิตของเจ้าได้ในสภาพแวดล้อมใดก็ตาม  ความจริงสามารถให้เส้นทางแก่เจ้า และความจริงสามารถเปิดโอกาสให้เจ้ามีชีวิตรอด  อย่างไรก็ตาม สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนมีและความสว่างที่พวกเขาได้มานั้น เพียงเหมาะสมกับตัวพวกเขาเองหรือผู้อื่นบางคนภายในวงเขตเฉพาะเท่านั้น แต่จะไม่เหมาะสมภายในวงเขตที่ต่างออกไป  ไม่สำคัญว่าประสบการณ์ของบุคคลหนึ่งลุ่มลึกเพียงใด ประสบการณ์นั้นก็ยังคงมีขีดจำกัดอยู่มาก และประสบการณ์ของเขาย่อมจะไม่มีวันไปถึงวงเขตของความจริง  ความสว่างของบุคคลหนึ่งและความเข้าใจของบุคคลหนึ่งไม่สามารถเปรียบเทียบกับความจริงได้เลย

ตัดตอนมาจาก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตามความเป็นจริงแล้วความจริงคือสิ่งใด?” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 378

หากเจ้าต้องการนำความจริงไปปฏิบัติ และหากเจ้าต้องการเข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้วก่อนอื่นเจ้าต้องเข้าใจแก่นแท้ของความลำบากยากเย็นที่เจ้าเผชิญหน้า และสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวเจ้า สิ่งใดเป็นปัญหากับประเด็นเหล่านี้ รวมทั้งด้านใดของความจริงที่สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องด้วย  เจ้าต้องแสวงหาสิ่งเหล่านี้ และหลังจากนั้น เจ้าต้องแสวงหาความจริงบนพื้นฐานของความลำบากยากเย็นตามจริงของเจ้า  ด้วยหนทางนั้น ขณะที่เจ้าค่อยๆ ได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้น เจ้าก็จะมีความสามารถที่จะมองเห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเจ้า รวมทั้งสิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะทำ และผลลัพธ์ที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ในตัวเจ้า  บางทีเจ้าอาจไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเจ้าเชื่อมโยงกับความเชื่อในพระเจ้าและความจริง และเพียงแค่พูดกับตัวเจ้าเองว่า “ฉันมีหนทางของฉันเองในการจัดการกับสิ่งนี้ ฉันไม่จำเป็นต้องมีความจริงหรือพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อฉันเข้าร่วมการชุมนุม หรือเมื่อฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้า หรือเมื่อฉันปฏิบัติหน้าที่ของฉัน ฉันจะตรวจตัวฉันเองกับความจริงและกับพระวจนะของพระเจ้า”  หากสิ่งประจำวันทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตของเจ้า—สิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวกับครอบครัว งาน การแต่งงาน และอนาคตของเจ้า—หากเจ้ารู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่เกี่ยวกับความจริง และเจ้าแก้ไขปัญหาเหล่านั้นโดยใช้วิธีการของมนุษย์ หากนี่เป็นหนทางที่เจ้าได้รับประสบการณ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำสิ่งใดกันแน่ในตัวเจ้า หรือผลลัพธ์ที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์  การไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นกระบวนการที่ยาวนาน  มีด้านที่เรียบง่ายในกระบวนการนั้น และก็มีด้านที่ซับซ้อนอีกด้วย  พูดอย่างเรียบง่ายก็คือ พวกเราควรแสวงหาความจริง และปฏิบัติและได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเรา  ทันทีที่เจ้าเริ่มทำการนี้ เจ้าก็จะมองเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเจ้าควรได้รับและไล่ตามเสาะหาความจริงมากเพียงใดในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า และว่าความจริงนั้นเป็นจริงเหลือเกิน และความจริงคือชีวิต  ไม่จริงเลยที่ว่าเฉพาะบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าและผู้นำคริสตจักรเท่านั้นที่พึงต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยสอดคล้องกับความจริง ขณะที่ผู้ติดตามธรรมดาไม่พึงต้องทำ หากเป็นเช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีนัยสำคัญอันยิ่งใหญ่ในพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงออกมา  ตอนนี้พวกเจ้ามีเส้นทางที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  อะไรคือสิ่งแรกที่ต้องจัดการแก้ไขขณะไล่ตามเสาะหาความจริง?  ก่อนอื่นใดทั้งหมด เจ้าต้องใช้เวลามากขึ้นในการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า และในการฟังการสามัคคีธรรม  เมื่อเจ้าเผชิญประเด็นปัญหา จงอธิษฐานและแสวงหามากขึ้น  เมื่อพวกเจ้าได้จัดหาให้ตัวพวกเจ้าเองมีความจริงเพิ่มขึ้นแล้ว และได้สัมฤทธิ์การเข้าสู่ชีวิตแล้ว และครองวุฒิภาวะ พวกเจ้าก็จะมีความสามารถที่จะทำบางสิ่งที่เป็นจริง รับภาระทำงานเล็กน้อย และด้วยผลจากการนั้น จะมีความสามารถที่จะก้าวผ่านบททดสอบและการทดลองบางอย่างได้สำเร็จ  ณ เวลานั้น พวกเจ้าจะรู้สึกว่าพวกเจ้าได้เข้าใจและได้รับความจริงบ้างแล้วจริงๆ และเจ้าจะสำนึกรับรู้ว่าพระวจนะที่พระเจ้าตรัสนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องมี รวมทั้งสิ่งที่พวกเขาควรจะได้รับ และนี่ก็เป็นเพียงความจริงเดียวในโลกที่สามารถให้ชีวิตแก่ผู้คนได้

ตัดตอนมาจาก “ความสำคัญของการไล่ตามเสาะหาความจริง และเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 379

ผู้คนมากมายได้พูดการนี้ไว้ก่อนหน้านี้ ที่ว่า “ฉันเข้าใจความจริงทั้งหมด เป็นแค่ว่าฉันไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้”  ประโยคนี้เปิดเผยปัญหารากเหง้าซึ่งก็เป็นปัญหาภายในธรรมชาติของผู้คนเช่นกัน  หากธรรมชาติของใครคนหนึ่งรังเกียจความจริง พวกเขาจะไม่มีวันนำความจริงไปปฏิบัติ  แน่นอนที่สุดว่าพวกที่รังเกียจความจริงจะเก็บงำความอยากอันฟุ้งเฟ้อเอาไว้ในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา มีเจตนาของพวกเขาเองปรากฏอยู่เสมอโดยไม่สำคัญว่าพวกเขาทำสิ่งใด  ตัวอย่างเช่น บางคนที่ได้ทนทุกข์จากการข่มเหงและไม่สามารถกลับบ้านได้ ย่อมโหยหาดังนี้ว่า “ฉันไม่สามารถไปบ้านได้ตอนนี้  แต่วันหนึ่ง พระเจ้าจะทรงมอบบ้านที่ดีกว่าให้ฉัน  พระองค์จะทรงทำให้ฉันไม่ทนทุกข์โดยสูญเปล่า”  หรือไม่พวกเขาก็คิดว่า “พระเจ้าจะทรงมอบอาหารที่จะกินให้ฉันไม่สำคัญว่าฉันจะดำรงชีวิตอยู่ที่ไหน  พระเจ้าจะไม่ทรงนำทางฉันไปสู่ทางตัน  หากพระองค์ได้ทรงทำลงไป พระองค์ก็คงจะได้ทำผิดพลาดไปแล้ว”  ผู้คนไม่มีความคิดเหล่านี้อยู่ภายในตัวพวกเขาหรอกหรือ?  มีบางคนที่คิดว่า “ฉันสละตัวฉันเองมากมายเหลือเกินเพื่อพระเจ้า ดังนั้น พระองค์จึงไม่ควรทรงวางฉันไว้ในมือของทางการที่ปกครองอยู่  ฉันได้ทอดทิ้งไปมากมายและฉันไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงใจตั้งใจ ดังนั้น การที่พระเจ้าจะทรงอวยพรฉันจึงเป็นการถูกต้องเท่านั้นเอง พวกเราตั้งตารอคอยกันเหลือเกินให้วันของพระเจ้ามาถึง ดังนั้น วันของพระเจ้าจึงควรมาถึงในไม่ช้า และพระองค์ก็ควรทรงทำให้ความปรารถนาของพวกเรามาเป็นจริง”  ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องอันฟุ้งเฟ้อจากพระเจ้าอยู่ภายในตัวพวกเขาเสมอ และพวกเขาก็คิดว่า พวกเราได้ทำการนี้ ดังนั้น การที่พระเจ้าจะทรงทำเช่นนั้นเช่นนี้จึงเป็นการถูกต้องเท่านั้นเอง พวกเราได้สร้างความสัมฤทธิ์ผลบางอย่าง ดังนั้น พระเจ้าจึงควรทรงมอบบำเหน็จแก่พวกเราบ้าง และให้พระพรหรือสิ่งอื่นแก่พวกเราบ้าง  ยังมีผู้คนบางคนด้วยเช่นกันที่ เมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นทิ้งครอบครัวของพวกเขาไปและสละตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้าในหนทางแบบผ่อนคลายตามสบาย ก็รู้สึกต่ำต้อยและคิดว่า “ผู้อื่นได้ทิ้งบ้านของพวกเขาไปนานมากแล้ว  พวกเขาสามารถเอาชนะการนั้นได้อย่างไร?  เหตุใดฉันจึงไม่สามารถเอาชนะการนั้นได้เลย?  เหตุใดฉันจึงไม่สามารถมีวันปล่อยมือจากครอบครัวของฉันและลูกหลานของฉันไปได้เลย?  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงใจดีต่อผู้อื่นเหล่านั้น แต่ไม่กับฉัน? เหตุใดพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่ประทานพระคุณมาให้ฉัน?  เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงอยู่กับฉัน?”  นี่คือสภาวะใดกัน?  ผู้คนช่างไม่สมเหตุสมผลยิ่งนัก  พวกเขาไม่นำความจริงไปปฏิบัติ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาพร่ำบ่นร้องทุกข์เกี่ยวกับพระเจ้า  พวกเขาไม่มีความพยายามที่มาจากตัวของพวกเขาเองหรือสิ่งใดที่พวกเขาควรสัมฤทธิ์ด้วยตัวเองเลย  พวกเขาได้เลิกล้มตัวเลือกทั้งหลายที่พวกเขาควรสร้างด้วยตัวเองและเส้นทางที่พวกเขาควรเดิน  พวกเขาเรียกร้องเสมอให้พระเจ้าทรงทำการนี้การนั้น และต้องการให้พระเจ้าทรงใจดีต่อพวกเขาอย่างหูหนวกตาบอด ทรงให้พระคุณแก่พวกเขา ทรงนำพวกเขา และทรงมอบความชื่นชมยินดีให้พวกเขาอย่างหูหนวกตาบอด  พวกเขาคิดว่า “ฉันได้ทิ้งบ้านของฉันมา ฉันได้ทอดทิ้งไปมากมายเหลือเกิน ฉันปฏิบัติหน้าที่ของฉัน และฉันได้ทนทุกข์มากมายเหลือเกิน  เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงควรให้พระคุณแก่ฉัน ทำให้ฉันไม่คิดถึงบ้าน มอบปณิธานให้ฉันในการที่จะทอดทิ้งครอบครัวของฉัน และทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น  เหตุใดฉันจึงอ่อนแอยิ่งนัก?  เหตุใดผู้อื่นจึงเข้มแข็งยิ่งนัก?  พระเจ้าควรทรงทำให้ฉันเข้มแข็ง”  “ผู้คนอื่นสามารถกลับบ้านได้ เหตุใดฉันจึงถูกข่มเหงและไร้ความสามารถที่จะกลับบ้าน?  พระเจ้าไม่ทรงแสดงพระคุณต่อฉันเลย”  สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้พูดช่างไม่สมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง และนับประสาอะไรที่สิ่งนั้นจะมีความจริงอันใด  ข้อร้องทุกข์ของผู้คนเกิดขึ้นมาอย่างไรหรือ?  สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่ถูกเปิดเผยจากภายในตัวมนุษย์และสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวแทนของธรรมชาติมนุษย์โดยครบถ้วนบริบูรณ์  หากมนุษย์ไม่ขับสิ่งเหล่านี้ภายในตัวเขาออก เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าวุฒิภาวะของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเข้าใจความจริงมากเพียงใด เจ้าจะไม่มีวันมีความแน่ใจอันใดเลยว่า เจ้าจะมีความสามารถที่จะยังคงยืนยงอยู่ได้  จะเป็นไปได้ที่เจ้าจะหมิ่นประมาทพระเจ้าและทรยศพระองค์ และทอดทิ้งหนทางที่แท้จริงได้ในทุกที่และทุกเวลา  นี่คือบางสิ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายมาก  ตอนนี้พวกเจ้ามองเห็นอย่างชัดเจนเลยใช่หรือไม่?  ผู้คนต้องเข้าใจและเชี่ยวชาญสิ่งที่ธรรมชาติของพวกเขาสามารถเปิดเผยได้ทุกเวลา พวกเขาต้องเข้าหาปัญหานี้อย่างมีมโนธรรม  บรรดาผู้มีความเข้าใจซึ่งค่อนข้างดีเกี่ยวกับความจริงนั้น บางเวลาก็รู้สึกตัวถึงการนี้เล็กน้อย  เมื่อพวกเขาค้นพบปัญหา พวกเขาจึงสามารถทำการทบทวนและการพินิจภายในอันลึกซึ้งได้  อย่างไรก็ตาม บางครั้งพวกเขาก็ไม่ตระหนักรู้ปัญหานั้น ดังนั้น จึงไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาสามารถทำได้เลย  เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจึงสามารถเพียงรอให้พระเจ้าทรงทำการเผยแก่พวกเขาหรือทรงเปิดเผยข้อเท็จจริงแก่พวกเขาเท่านั้น  บางเวลาผู้คนที่ไม่มีความคิดก็ตระหนักรู้สิ่งเหล่านี้ แต่พวกเขาก็ทำตัวตามสบาย โดยพูดว่า “ผู้คนทั้งหมดก็เป็นอย่างนี้ ดังนั้น การนั้นจึงไม่มีความหมายอะไรเลย  พระเจ้าจะทรงยกโทษฉัน พระองค์จะไม่ทรงจดจำ  การนี้เป็นปกติ”  สิ่งที่ผู้คนควรเลือกและสิ่งที่พวกเขาควรทำนั้น พวกเขาไม่ทำและไม่สัมฤทธิ์เลย  พวกเขาล้วนแต่สับสนมึนงง เฉื่อยชาอย่างรุนแรง และพวกเขาไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก ถึงขั้นปล่อยใจไปกับการคิดอันเตลิดเปิดเปิง  “หากวันหนึ่งพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงพวกเราอย่างถึงที่สุด พวกเราก็จะไม่เฉื่อยชาอีกแล้ว  เช่นนั้นแล้ว พวกเราย่อมสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  พระเจ้าจะไม่ทรงจำเป็นต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับพวกเรามากมายนัก”  ตอนนี้เจ้าต้องมองเห็นอย่างชัดเจน  เจ้าควรทำการเลือกของเจ้าเองเกี่ยวกับเส้นทางที่เจ้ากำลังจะเดิน ตัวเลือกที่แต่ละบุคคลทำการเลือกนั้นสำคัญยิ่งยวด  เจ้าสามารถสืบหาการนั้นได้ แล้วเจ้าเข้มแข็งเพียงใดเล่าเมื่อมาถึงเรื่องของการรู้จักยับยั้งชั่งใจ?  เจ้าเข้มแข็งเพียงใดเล่าเมื่อมาถึงเรื่องของการละทิ้งตัวเจ้าเอง?  นี่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสู่การปฏิบัติความจริงและเป็นองค์ประกอบซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับเรื่องหนึ่ง หากเป็นสถานการณ์ซึ่งเจ้าตระหนักรู้ถึงวิธีที่จะทำเรื่องนั้นในสถานการณ์นี้โดยคล้อยตามความจริง มีเพียงเมื่อเจ้าชัดเจนเกี่ยวกับว่าเจ้าควรทำการเลือกใดและเจ้าควรนำสิ่งใดไปสู่การปฏิบัติเท่านั้น เจ้าจึงจะรู้วิธีดำเนินหน้าไป  หากเจ้าสามารถสืบหาได้ว่าสิ่งใดถูกต้องและผิดในสภาวะของเจ้าเอง แต่กระนั้นกลับไม่สามารถชัดเจนเกี่ยวกับการนั้นได้โดยครบถ้วนบริบูรณ์ และแค่ดำเนินต่อไปในหนทางอันสับสนมึนงงของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไม่มีวันสร้างความคืบหน้าอันใดหรือได้รับประสบการณ์กับการพัฒนาฝ่าฟันอันยิ่งใหญ่เลย  หากเจ้าไม่จริงจังเกี่ยวกับการเข้าไปสู่ชีวิต เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็แค่กำลังหน่วงเหนี่ยวตัวเจ้าเองอยู่เท่านั้น และการนี้ย่อมสามารถพิสูจน์ได้เพียงว่าเจ้าไม่รักความจริงเท่านั้นเอง

ตัดตอนมาจาก “มีเพียงโดยการเข้าใจสภาวะของตัวเจ้าเองเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเริ่มเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องได้” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 380

บรรดาผู้ที่มีความสามารถในการนำความจริงมาปฏิบัติ ย่อมสามารถยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าได้เมื่อทำสิ่งทั้งหลาย  เมื่อเจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หัวใจของเจ้าก็จะได้รับการแก้ไขให้เข้าใจถูกต้อง  หากเจ้าเพียงทำสิ่งทั้งหลายเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นอยู่ตลอดเวลา และไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้ายังคงทรงอยู่ในหัวใจของเจ้ากระนั้นหรือ?  ผู้คนเยี่ยงนี้ไม่มีความเคารพให้กับพระเจ้า  จงอย่าทำสิ่งทั้งหลายเพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเองเสมอ และจงอย่าพิจารณาผลประโยชน์ทั้งหลายของตัวเจ้าเองเป็นนิตย์ จงอย่าพิจารณาสถานะ เกียรติยศ หรือความมีหน้ามีตาของตัวเจ้าเอง  จงอย่าพิจารณาถึงผลประโยชน์ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน  อันดับแรกเจ้าต้องพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และทำให้ผลประโยชน์เหล่านั้นมีความสำคัญเป็นที่หนึ่ง  เจ้าควรมีความคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าและเริ่มโดยการใคร่ครวญว่าเจ้าได้มีราคีในการทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงหรือไม่ ว่าเจ้าได้ทำจนถึงที่สุดของเจ้าที่จะจงรักภักดีต่อพระเจ้า ทำดีที่สุดของเจ้าที่จะลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และให้ทั้งหมดของเจ้าไปแล้วหรือยัง  ตลอดจนว่าเจ้าได้ให้ความคิดโดยหมดทั้งหัวใจต่อหน้าที่ของเจ้าและงานในพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่  เจ้าต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้  จงคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอยู่เนืองนิจ และจะง่ายยิ่งขึ้นสำหรับเจ้าที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ได้ดี  หากเจ้ามีขีดความสามารถต่ำ ประสบการณ์ของเจ้าตื้นเขิน หรือเจ้าไม่ชำนาญในงานสายอาชีพของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ก็อาจมีข้อผิดพลาดหรือความขาดตกบกพร่องบางอย่างในงานของเจ้า และผลลัพธ์อาจไม่ดีมาก—แต่เจ้าจะได้ทุ่มความพยายามของเจ้าอย่างดีที่สุดแล้ว  เมื่อเจ้าไม่ได้กำลังคิดถึงความพึงปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง หรือไม่ได้กำลังพิจารณาผลประโยชน์ของเจ้าเองในสิ่งทั้งหลายที่เจ้าทำ และกำลังพิจารณางานในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ คำนึงถึงผลประโยชน์ของการนั้น และปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีแทน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมจะสะสมเพิ่มพูนความประพฤติดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  ผู้คนที่ปฏิบัติความประพฤติดีเหล่านี้คือผู้ที่ครองความจริงความเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงได้เป็นคำพยาน  หากเจ้าดำรงชีวิตไปตามเนื้อหนังอยู่เสมอ โดยตอบสนองความพึงปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเองอยู่เป็นนิตย์ เช่นนั้นแล้ว ผู้คนเช่นนั้นย่อมไม่ครองความจริงความเป็นจริง นี่คือเครื่องหมายของการนำพาการลดเกียรติมาสู่พระเจ้า  เจ้าพูดว่า “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย ฉันได้นำความอับอายมาสู่พระเจ้าอย่างไร?”  ในความคิดและแนวคิดของเจ้า ในเจตนา เป้าหมาย และสิ่งจูงใจเบื้องหลังการกระทำของเจ้า และในผลสืบเนื่องของสิ่งที่เจ้าได้ทำไป—ในทุกหนทางที่เจ้ากำลังทำให้ซาตานพึงพอใจ โดยการเป็นสิ่งที่น่าขันของมัน และการปล่อยให้มันเอาเปรียบเจ้า  เจ้าแทบจะไม่ครองคำพยานซึ่งเจ้าควรครองในฐานะคริสตชนคนหนึ่งเลย  เจ้าลดเกียรติพระนามของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และเจ้าไม่ครองคำพยานอันจริงแท้  พระเจ้าจะทรงจดจำสิ่งทั้งหลายที่เจ้าได้ทำไปหรือไม่?  สุดท้ายแล้ว พระเจ้าจะทรงลงความเห็นใดเกี่ยวกับบทบาทของเจ้าและหน้าที่ที่เจ้าได้ปฏิบัติไป?  บางสิ่งที่จำเป็นต้องมาจากการนั้น ไม่ใช่ถ้อยแถลงบางจำพวกหรอกหรือ?  ในพระคัมภีร์ องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’  เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’”  เหตุใดองค์พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสเช่นนี้?  เหตุใดบรรดาผู้ที่รักษาคนป่วยและขับมารออกในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งเดินทางประกาศในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงกลายเป็นคนทำชั่ว?  ใครคือคนทำชั่วเหล่านี้?  พวกเขาคือพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาทั้งหมดเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า  พวกเขายังเลิกล้มสิ่งทั้งหลายเพื่อพระเจ้า สละตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาด้วยเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาขาดพร่องการเฝ้าเดี่ยวและคำพยาน ดังนั้นแล้ว การนั้นจึงได้กลายเป็นการทำชั่ว  นี่คือสาเหตุที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”

สิ่งใดคือมาตรฐานซึ่งใช้ตัดสินความประพฤติของบุคคลว่าดีหรือชั่ว?  มันขึ้นอยู่กับว่า ในความคิด การแสดงออก และการกระทำทั้งหลายของเจ้านั้น เจ้าครองคำพยานแห่งการนำความจริงไปปฏิบัติและการใช้ชีวิตไปตามความจริงความเป็นจริงหรือไม่  หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงนี้หรือไม่ได้ใช้ชีวิตไปตามนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เป็นคนทำชั่วอย่างไม่ต้องกังขาเลย  พระเจ้าทรงมองคนทำชั่วอย่างไรหรือ?  ความคิดและการปฏิบัติตนภายนอกของเจ้าไม่ได้เป็นคำพยานต่อพระเจ้า อีกทั้งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ซาตานอดสูหรือทำให้ซาตานปราชัย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นทำให้พระเจ้าทรงอดสู และพรุนไปด้วยริ้วรอยที่เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงอดสู  เจ้าไม่ได้กำลังให้คำพยานเพื่อพระเจ้า ไม่ได้กำลังสละตัวเจ้าเองให้พระเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่ได้กำลังลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้าที่มีต่อพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับกำลังกระทำเพื่อประโยชน์ของเจ้าเอง  สิ่งใดหรือคือความหมายโดยนัยของ “เพื่อประโยชน์ของเจ้าเอง”?  เพื่อซาตาน  เพราะฉะนั้น ในตอนสุดท้าย พระเจ้าจะตรัสว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”  ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้ายังไม่ได้ทำความประพฤติดี แต่ในทางกลับกัน พฤติกรรมของเจ้าได้แปรสภาพไปเป็นชั่ว  เจ้าจะไม่ได้รับบำเหน็จและพระเจ้าจะไม่ทรงจดจำเจ้า  นี่ไม่เป็นการสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิงหรอกหรือ?  สำหรับเจ้าแต่ละคนที่กำลังลุล่วงหน้าที่ ไม่สำคัญว่า เจ้าเข้าใจความจริงอย่างลุ่มลึกเพียงใด หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ความจริงความเป็นจริง เช่นนั้นแล้ว หนทางที่เรียบง่ายที่สุดที่จะฝึกฝนปฏิบัติก็คือ การคิดถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ และปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเจ้า ความตั้งใจแบบปัจเจกบุคคลของเจ้า สิ่งจูงใจทั้งหลาย เกียรติยศชื่อเสียง และสถานะ  วางผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไว้อันดับแรก—นี่คือน้อยที่สุดแล้วที่เจ้าควรทำ  หากบุคคลหนึ่งซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ของเขาไม่สามารถทำได้มากแม้เพียงเท่านี้ เช่นนั้นแล้ว เขาสามารถถูกพูดถึงได้เช่นไรว่า กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเขาอยู่?  นี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา  ก่อนอื่นเจ้าควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระเจ้าเอง และคำนึงถึงพระราชกิจของพระองค์ และวางความคำนึงถึงเหล่านี้ไว้เป็นอันดับแรกสุดก่อนสิ่งใด เฉพาะหลังจากนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถคิดเกี่ยวกับเสถียรภาพของสถานะของเจ้า หรือวิธีที่ผู้อื่นมองเจ้าได้  พวกเจ้าไม่รู้สึกหรอกหรือว่า มันง่ายขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเจ้าแบ่งมันออกเป็นขั้นตอนเหล่านี้ และทำการประนีประนอมบ้าง?  หากเจ้าทำการนี้ไปสักพัก เจ้าก็จะมารู้สึกว่าการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยนั้นไม่ลำบากยากเย็น  นอกจากนี้ หากเจ้าสามารถลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหลายของเจ้า ปฏิบัติภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้า พักวางความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของเจ้าไว้ก่อน พักวางความตั้งใจและสิ่งจูงใจทั้งหลายของตัวเจ้าเองไว้ก่อน คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า และวางผลประโยชน์ของพระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์ไว้เป็นอันดับแรก แล้วหลังจากผ่านประสบการณ์กับการนี้ไปสักพัก เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือหนทางที่ดีงามในการดำรงชีวิต  มันเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ปราศจากการเป็นบุคคลต่ำช้า หรือไม่มีอะไรดีสักอย่าง และเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างยุติธรรมและมีเกียรติ มากกว่าการเป็นคนใจแคบหรือใจร้าย  เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือวิธีที่บุคคลหนึ่งควรดำรงชีวิตและปฏิบัติตน  ความพึงปรารถนาภายในหัวใจของเจ้าที่จะสนองผลประโยชน์ของเจ้าเองจะลดลงทีละน้อยๆ

ตัดตอนมาจาก “จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 381

ผู้คนส่วนใหญ่วางการเน้นย้ำพิเศษไปที่พฤติกรรมในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ผลลัพธ์ของการนั้นก็คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบางอย่างในพฤติกรรมของพวกเขา  หลังจากที่พวกเขาได้เริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็หยุดการขับเคี่ยวกับผู้อื่น หยุดการหยามหมิ่นและการต่อสู้กับผู้คน หยุดการสูบสิ่งเสพติดและการดื่ม และหยุดการขโมยสมบัติสาธารณะอันใด—ไม่ว่าจะเป็นเพียงตะปูตัวหนึ่ง หรือไม้กระดานแผ่นหนึ่ง—และพวกเขาไปไกลถึงขั้นที่ไม่นำเรื่องไปฟ้องร้องขึ้นศาลไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาทนทุกข์กับการสูญเสียหรือถูกกระทำในทางที่ผิด  พวกเขาก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมบางอย่างจริงๆ อย่างปราศจากข้อกังขา  เนื่องเพราะทันทีที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า การยอมรับหนทางที่แท้จริงย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกดีเป็นพิเศษ และเนื่องเพราะบัดนี้พวกเขาก็ได้ลิ้มรสชาติพระคุณแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้วเช่นกัน พวกเขาจึงมีความรู้สึกแรงกล้าเป็นพิเศษ และถึงขั้นที่ไม่มีอะไรเลยที่พวกเขาไม่สามารถละทิ้งหรือทนทุกข์ได้  กระนั้นก็ตาม หลังจากที่ได้เชื่อไปเป็นเวลาสาม ห้า สิบหรือสามสิบปีแล้ว ด้วยความที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาเลย พวกเขาจึงจบลงตรงการไถลย้อนกลับไปสู่หนทางเก่า ความโอหังและความหยิ่งยโสของพวกเขายิ่งประกาศแจ้งออกมามากขึ้น พวกเขาเริ่มแข่งขันกันเพื่ออำนาจและผลกำไร พวกเขาละโมบในเงินทองของคริสตจักร พวกเขาทำสิ่งใดก็ตามที่รับใช้ผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง พวกเขาใฝ่หาสถานะและความยินดีทั้งหลาย และพวกเขาได้กลายเป็นปรสิตในพระนิเวศของพระเจ้าไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว พวกที่รับใช้ในฐานะผู้นำนั้นส่วนใหญ่ถูกผู้คนทอดทิ้ง  และข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์อะไรหรือ?  การเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ในพฤติกรรมนั้นไม่มีความยั่งยืน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนในอุปนิสัยชีวิตของผู้คนแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วไม่ช้าก็เร็ว ด้านเลวทราม ของพวกเขาก็จะแสดงตนออกมา  เพราะแหล่งที่มาของการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของพวกเขานั้นคือความเร่าร้อน เมื่อควบคู่ไปกับพระราชกิจบางอย่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ณ เวลานั้นแล้ว มันง่ายที่สุดสำหรับพวกเขาที่จะกลายเป็นเร่าร้อน หรือไม่ก็แสดงความใจดีมีเมตตาออกมาชั่วเวลาหนึ่ง  ในขณะที่พวกผู้ไม่เชื่อพูดกันว่า “การทำความประพฤติที่ดีงามหนึ่งอย่างนั้นง่าย สิ่งที่ยากก็คือ การทำความประพฤติที่ดีงามไปตลอดชีวิต”  ผู้คนไร้ความสามารถในการทำความประพฤติที่ดีงามไปทั้งชีวิตของพวกเขา  พฤติกรรมของคนเราถูกชี้นำโดยชีวิต ไม่ว่าชีวิตของคนเราคืออะไร พฤติกรรมของคนเราก็คือสิ่งนั้น และเฉพาะพฤติกรรมที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นตัวแทนชีวิตตลอดจนธรรมชาติของคนเรา  สิ่งทั้งหลายซึ่งจอมปลอมไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาว  เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นไม่ใช่การประดับประดามนุษย์ด้วยพฤติกรรมที่ดีงาม—จุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อแปลงสภาพอุปนิสัยของผู้คน เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเกิดใหม่ไปเป็นคนใหม่  ด้วยเหตุนี้ การพิพากษา การทดลอง และกระบวนการถลุงมนุษย์ของพระเจ้าจึงล้วนทำหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเขา เพื่อที่จะอาจจะสัมฤทธิ์การนบนอบเต็มที่และการอุทิศต่อพระเจ้า และมานมัสการพระองค์อย่างเป็นปกติ  นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้า  การมีพฤติกรรมดีมิได้มีความหมายเดียวกับการนบนอบต่อพระเจ้า นับประสาอะไรที่นั่นจะมีความหมายเท่ากับการเข้ากันได้กับพระคริสต์  การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในพฤติกรรมนั้นมีพื้นฐานอยู่บนคำสอน และเกิดมาจากความรู้สึกเร่าร้อน การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมิได้มีพื้นฐานอยู่บนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หรืออยู่บนความจริง นับประสาอะไรที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้ว่ามีหลายคราที่บางสิ่งที่ผู้คนทำนั้นได้รับการชี้นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่นี่ก็มิใช่การแสดงออกของชีวิต นับประสาอะไรที่จะเป็นเรื่องเดียวกับการรู้จักพระเจ้า ไม่สำคัญว่า พฤติกรรมของบุคคลหนึ่งจะดีงามอย่างไร นั่นไม่ได้พิสูจน์ว่า พวกเขาได้นบนอบต่อพระเจ้า หรือพิสูจน์ว่า พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติ  การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมทั้งหลายเป็นแต่เพียงภาพมายาชั่วครู่ชั่วยาม พวกมันเป็นแต่เพียงการสำแดงความกระตือรือร้น  พวกมันไม่สามารถนับเป็นการแสดงออกของชีวิตได้

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายนอกกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 382

ผู้คนสามารถประพฤติดีได้ แต่นั่นไม่จำเป็นต้องหมายความว่า พวกเขาครองความจริง  การมีศรัทธาแก่กล้าเพียงสามารถทำให้พวกเขายึดปฏิบัติตามคำสอนและติดตามกฎเกณฑ์ทั้งหลายเท่านั้น พวกที่ปราศจากความจริงไม่มีหนทางในการแก้ปัญหาที่เป็นแก่นสาร และคำสอนก็ไม่สามารถเข้ามาประจำที่แทนความจริงได้  ผู้คนที่ได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในอุปนิสัยของพวกเขานั้นแตกต่างไป กล่าวคือ พวกเขาได้เข้าใจความจริงแล้ว พวกเขากำลังหยั่งรู้ประเด็นปัญหาทั้งหมด พวกเขารู้วิธีที่จะกระทำการโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า วิธีที่จะกระทำการโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง และวิธีที่จะกระทำการเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และพวกเขาเข้าใจธรรมชาติของความเสื่อมทรามที่พวกเขาจัดแสดง  เมื่อแนวคิดและมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเองได้รับการเปิดเผย พวกเขาสามารถหยั่งรู้และละทิ้งเนื้อหนังได้  นี่คือวิธีที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยได้รับการแสดงออก  สิ่งหลักเกี่ยวกับผู้คนที่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยแล้วก็คือว่า พวกเขาได้มาเข้าใจความจริงอย่างชัดเจนแล้ว และเมื่อดำเนินการสิ่งทั้งหลาย พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติด้วยความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นและพวกเขาไม่จัดแสดงความเสื่อมทรามบ่อยครั้งอย่างที่เป็นมา  โดยทั่วไป บรรดาผู้ที่อุปนิสัยของพวกเขาได้แปลงสภาพไปแล้วนั้นดูเหมือนจะมีเหตุผลและหยั่งรู้เป็นพิเศษ และเนื่องจากการเข้าใจความจริงของพวกเขา พวกเขาไม่แสดงความชอบคิดว่าตนเองชอบธรรมเสมอหรือความโอหังมากอย่างแต่ก่อน  พวกเขาสามารถมองทะลุและหยั่งรู้ความเสื่อมทรามมากมายที่ถูกเปิดเผยไปแล้ว ดังนั้นในตัวพวกเขาจึงไม่เกิดความโอหัง  พวกเขาสามารถมีการจับความเข้าใจที่ผ่านการประเมินรอบคอบแล้วเกี่ยวกับสิ่งซึ่งเป็นที่ทางของมนุษย์ เกี่ยวกับวิธีประพฤติตนอย่างสมเหตุสมผล เกี่ยวกับวิธีรับผิดชอบต่อหน้าที่ เกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดและสิ่งที่จะไม่พูด และเกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดและสิ่งที่จะทำกับผู้คนแบบใด  นี่คือเหตุผลที่กล่าวกันว่าผู้คนเช่นนี้ค่อนข้างมีเหตุผล  บรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขานั้นใช้ชีวิตตามสภาพเหมือนของมนุษย์อย่างแท้จริง และพวกเขาครองความจริง  พวกเขาสามารถพูดและมองเห็นสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับความจริงอยู่เสมอ และพวกเขามีหลักธรรมในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคล เรื่อง หรือสิ่งของ และพวกเขาทั้งหมดมีทัศนะของพวกเขาเองและสามารถค้ำจุนความจริงหลักธรรมได้  อุปนิสัยของพวกเขาค่อนข้างมั่นคง พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา และไม่สำคัญว่ารูปการณ์แวดล้อมของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาก็เข้าใจวิธีทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างถูกต้องเหมาะสมและวิธีที่จะประพฤติตนให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  อันที่จริงแล้ว บรรดาผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยไม่มุ่งความสนใจไปที่สิ่งซึ่งจะทำเพื่อให้ตัวพวกเขาเองดูดีในระดับผิวเผิน—พวกเขาได้รับความชัดเจนภายในเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำเพื่อให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เพราะฉะนั้น จากภายนอกแล้ว พวกเขาอาจไม่ดูเหมือนว่ามีใจกระตือรือร้นมากนักหรือได้ทำสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำนั้นมีความหมาย มีคุณค่า และให้ผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  บรรดาผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยนั้นครองความจริงมากมายอย่างแน่นอน—และการนี้สามารถยืนยันได้โดยมุมมองเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายของพวกเขาและการกระทำอันมีหลักธรรมของพวกเขา  พวกที่ไม่ครองความจริงนั้นยังไม่ได้สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอันใดในอุปนิสัยอย่างแน่นอน  การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งในอุปนิสัยมิใช่หมายถึงการมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่และมีประสบการณ์ช่ำชอง  โดยหลักแล้ว มันอ้างอิงถึงในกรณีตัวอย่างที่พิษซาตานบางอย่างภายในธรรมชาติของบุคคลเปลี่ยนแปลงไปโดยเป็นผลมาจากการบรรลุความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและความเข้าใจความจริง  นั่นกล่าวได้ว่า พิษซาตานเหล่านั้นได้ถูกชำระให้สะอาดแล้ว และความจริงซึ่งพระเจ้าทรงแสดงออกมานั้นหยั่งรากภายในผู้คนเช่นนั้น กลายเป็นชีวิตของพวกเขา และกลายเป็นรากฐานแท้จริงแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา  เมื่อนั้นเท่านั้น พวกเขาจึงจะกลายเป็นผู้คนใหม่ และเช่นนั้นเอง จึงได้รับประสบการณ์กับการแปลงสภาพของอุปนิสัย  การแปลงสภาพอย่างหนึ่งในอุปนิสัยมิใช่หมายความว่า อุปนิสัยภายนอกทั้งหลายของผู้คนนั้นสุภาพอ่อนโยนขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ มิใช่หมายความว่าพวกเขาเคยโอหัง แต่มาบัดนี้สามารถสัมพันธ์สนิทได้อย่างมีเหตุมีผล หรือว่าพวกเขาเคยไม่ฟังใครเลย แต่มาบัดนี้สามารถรับฟังผู้อื่นได้ การเปลี่ยนแปลงภายนอกเช่นนั้นไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการแปลงสภาพในอุปนิสัย  ก็แน่อยู่ว่า การแปลงสภาพทั้งหลายในอุปนิสัยนั้นย่อมรวมไปถึงสภาวะและการแสดงออกทั้งหลายดังกล่าว แต่ส่วนผสมผสานที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ การที่ชีวิตของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วภายใน  ความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงออกมานั้นกลายมาเป็นชีวิตแท้จริงของพวกเขา พิษซาตานทั้งหลายภายในได้ถูกกำจัดทิ้งไป และมุมมองทั้งหลายของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างครบบริบูรณ์ และไม่มีมุมมองใดเลยที่อยู่ในแนวเดียวกับมุมมองของทางโลก  ผู้คนเหล่านี้สามารถมองเห็นกลอุบายและสารพัดพิษของพญานาคใหญ่สีแดงอย่างชัดเจนว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร พวกเขาได้จับความเข้าใจแก่นสารแท้จริงของชีวิตแล้ว  ด้วยเหตุนั้น ค่านิยมแห่งชีวิตของพวกเขาจึงได้เปลี่ยนแปลงไป—และนี่คือการแปลงสภาพชนิดที่เป็นรากฐานที่สุดและเป็นแก่นแท้แห่งการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในอุปนิสัย

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายนอกกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 383

การเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม อีกทั้งไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เสแสร้งจากภายนอกหรือการปรับเปลี่ยนชั่วคราวที่ทำขึ้นเพราะความกระตือรือร้น ตรงกันข้าม มันเป็นการเปลี่ยนสภาพอุปนิสัยที่จริงแท้ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม  การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมเช่นนั้นไม่เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงที่ถูกจัดแสดงในพฤติกรรมและการกระทำภายนอกของบุคคลหนึ่ง  การเปลี่ยนสภาพของอุปนิสัยหมายความว่าเจ้ามีความเข้าใจและได้รับประสบการณ์กับความจริง และว่าความจริงได้กลายมาเป็นชีวิตของเจ้าแล้ว  ในอดีต เจ้าได้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เจ้าไร้ความสามารถที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ ความจริงเป็นเพียงคำสอนสำหรับเจ้าที่ไม่ได้ยึดติด  บัดนี้อุปนิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนสภาพแล้ว เจ้าไม่เพียงเข้าใจความจริงเท่านั้น แต่เจ้ายังปฏิบัติโดยสอดคล้องกับความจริงด้วย  บัดนี้เจ้ามีความสามารถที่จะปล่อยสิ่งทั้งหลายที่เจ้าชื่นชอบในอดีตไป สิ่งทั้งหลายที่เจ้าเคยเต็มใจทำ จินตนาการของเจ้า และมโนคติที่หลงผิดของเจ้า  บัดนี้เจ้ามีความสามารถที่จะปล่อยสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่มีความสามารถที่จะปล่อยมันไปได้ในอดีต  นี่คือการเปลี่ยนสภาพของอุปนิสัย และยังเป็นกระบวนการของการเปลี่ยนสภาพอุปนิสัยของเจ้าด้วยเช่นกัน  อาจจะฟังดูเรียบง่ายทีเดียว แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ใครบางคนที่อยู่ในท่ามกลางกระบวนการนี้ต้องทนทุกข์กับความยากลำบากมากมาย ต้องเอาชนะร่างกายของเขา และต้องละทิ้งแง่มุมทั้งหลายแห่งเนื้อหนังที่เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของเขา  บุคคลเช่นนั้นต้องก้าวผ่านการจัดการและการตัดแต่ง การตีสอนและการพิพากษา และบททดสอบและกระบวนการถลุงด้วยเช่นกัน  มีเพียงหลังจากการได้รับประสบการณ์กับทั้งหมดนี้แล้วเท่านั้น บุคคลหนึ่งจึงสามารถเข้าใจธรรมชาติของเขาเองพอสมควร  แม้กระนั้นการมีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของเขาเองอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่หมายความว่าคนเราจะมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในทันทีทันใด คนเราต้องสู้ทนกับความยากลำบากในกระบวนการนี้  ในทำนองเดียวกันนั้น  เจ้าจะเพียงสามารถนำความจริงไปปฏิบัติในทันทีทันใดหลังจากได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?  เจ้าไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ในทันที  ขณะที่เจ้าครองความเข้าใจ ผู้อื่นตัดแต่งเจ้าและจัดการกับเจ้า และแล้วสภาพแวดล้อมของเจ้าก็บังคับเจ้าและใช้กำลังบังคับให้เจ้ากระทำการโดยสอดคล้องกับหลักการแห่งความจริง  บางครั้งผู้คนไม่เต็มใจที่จะก้าวผ่านการนี้ โดยกล่าวว่า “เหตุใดฉันจึงไม่สามารถทำการนี้ด้วยหนทางนั้นได้?  ฉันต้องทำการนี้ด้วยหนทางนี้หรือ?”  ผู้อื่นกล่าวว่า “หากท่านเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วท่านก็ควรทำการนี้ด้วยหนทางนี้  การทำการนี้ด้วยหนทางนี้คือการทำโดยสอดคล้องกับความจริง”  เมื่อผู้คนไปถึงจุดใดจุดหนึ่งซึ่งพวกเขาได้รับประสบการณ์กับการทดสอบบางอย่างและลงเอยด้วยการเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าและความจริงบางอย่าง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมีความสุขบ้างและเต็มใจกระทำการโดยสอดคล้องกับหลักการแห่งความจริง  ณ จุดเริ่มต้น ผู้คนลังเลที่จะปฏิบัติความจริง  ขอให้ดูการทำหน้าที่ของคนเราให้ลุล่วงอย่างซื่อสัตย์เป็นตัวอย่าง กล่าวคือ เจ้ามีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงและการอุทิศตนเพื่อพระเจ้า และเจ้าเข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้องนั้นด้วยเช่นกัน แต่เมื่อใดเล่าที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะอุทิศตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ได้?  เมื่อใดเจ้าจะมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงได้ทั้งในนามและการกระทำ?  การนี้พึงจะต้องมีกระบวนการหนึ่ง  ในระหว่างกระบวนการนี้ เจ้าอาจทนทุกข์กับความยากลำบากมากมาย  ผู้คนบางคนอาจจัดการกับเจ้า และผู้อื่นอาจวิพากษ์วิจารณ์เจ้า  ดวงตาของทุกคนจะจับจ้องที่เจ้า และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเริ่มต้นตระหนักว่าเจ้าเป็นคนผิดและว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าเป็นผู้ที่ได้ทำไม่ดีพอ ว่าการขาดพร่องการเฝ้าเดี่ยวในการทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และว่าเจ้าต้องไม่ขาดความเอาใจใส่หรือทำอย่างขอไปที  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าจากภายใน และตำหนิเจ้าเมื่อเจ้าทำความผิดพลาด  ในระหว่างกระบวนการนี้ เจ้าจะเข้าใจสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับตัวเจ้าเองบ้าง และจะรู้ว่าเจ้ามีราคีมากเกินไป เจ้าเก็บงำสิ่งจูงใจส่วนตัวมากเกินไป และมีความอยากอันเลยเถิดมากเกินไปเมื่อกำลังทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง  ทันทีที่เจ้าได้เข้าใจแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เจ้าจะสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในการอธิษฐานและในการกลับใจอย่างแท้จริงได้ ด้วยหนทางนี้ เจ้าจะสามารถได้รับการชำระให้สะอาดจากราคีเหล่านั้น  หากเจ้าแสวงหาความจริงในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้งเพื่อแก้ปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าเอง เจ้าจะค่อยๆ ย่างเท้าลงบนเส้นทางแห่งความเชื่อที่ถูกต้อง  ยิ่งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของใครบางคนได้รับการชำระให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด อุปนิสัยชีวิตของพวกเขาก็จะเปลี่ยนสภาพมากขึ้นเท่านั้น

ในแก่นแท้นั้น ตอนนี้เจ้ากำลังลุล่วงหน้าที่ของเจ้ามากเพียงใด?  เจ้ากำลังลุล่วงหน้าที่ของเจ้าโดยสอดคล้องกับความจริงมากเพียงใด หลังจากอุปนิสัยของเจ้าได้ถูกแปลงสภาพไปแล้ว?  โดยการตรวจสอบการนี้ เจ้าสามารถรู้ได้ว่า แท้ที่จริงแล้วอุปนิสัยของเจ้าได้ถูกแปลงสภาพไปแล้วมากเพียงใด  การสัมฤทธิ์การเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย นั่นไม่ได้หมายถึงแค่มีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมไม่กี่อย่าง การได้รับความรู้เกี่ยวกับความจริงบ้าง การมีความสามารถที่จะพูดคุยเล็กน้อยเกี่ยวกับประสบการณ์ของคนเรากับทุกแง่มุมของความจริง หรือการมีความสามารถที่จะละวางสิ่งต่างๆ บ้างและนบนอบบ้างหลังจากที่ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตำหนิในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ประกอบกันขึ้นเป็นการเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยชีวิตของคนเรา  เหตุใดเราจึงกล่าวการนี้?  แม้ว่าเจ้าอาจมีความสามารถที่จะละวางสิ่งต่างๆ ไม่กี่สิ่งไว้ก่อนได้ แต่สิ่งที่เจ้ากำลังปฏิบัติก็ยังไม่ได้ไปถึงระดับของการนำความจริงไปปฏิบัติอย่างแท้จริงเลย  หรือบางทีเนื่องเพราะเจ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอยู่พักหนึ่ง และสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย หรือรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของเจ้าได้บังคับเจ้า เจ้าจึงได้ประพฤติตนในหนทางนี้  นอกจากนี้ เมื่อสภาวะจิตใจของเจ้ามั่นคงและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เจ้าก็มีความสามารถที่จะปฏิบัติได้  หากเจ้าได้ก้าวผ่านการทดสอบและทนทุกข์โดยผ่านทางการทดสอบเหล่านั้นเช่นเดียวกับที่โยบได้ก้าวผ่าน หรือดังเช่นเปโตรผู้ที่พระเจ้าทรงขอให้เขาตาย เจ้าจะมีความสามารถที่จะกล่าวว่า “ต่อให้ข้าพระองค์ต้องตายหลังจากที่ได้ทำความรู้จักพระองค์แล้ว นั่นก็จะไม่เป็นอะไรเลย” ได้หรือไม่?  การเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน และทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริงแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถนำความจริงนั้นไปปฏิบัติภายในทุกสภาพแวดล้อมได้  นี่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์  บางครั้งมันอาจดูราวกับว่าเจ้ากำลังนำความจริงไปปฏิบัติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของการกระทำของเจ้าไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้ากำลังทำเช่นนั้นอยู่  ผู้คนมากมายมีหนทางใดหนทางหนึ่งในประพฤติกรรมภายนอกทั้งหลาย อาทิเช่น การมีความสามารถที่จะตัดครอบครัวและอาชีพการงานของพวกเขาทิ้งและทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง และดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อว่าพวกเขากำลังปฏิบัติความจริงอยู่  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงระลึกได้ว่าพวกเขากำลังปฏิบัติความจริง  หากทุกสิ่งที่เจ้าทำมีสิ่งจูงใจส่วนตัวอยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นและถูกปลอมปน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้กำลังปฏิบัติความจริง เจ้าเพียงกำลังจัดแสดงการประพฤติอย่างฉาบฉวย  พูดอย่างตรงๆ ได้ว่าการประพฤติของเจ้าคงจะถูกกล่าวโทษโดยพระเจ้า มันจะไม่ได้รับการสรรเสริญหรือจดจำโดยพระองค์  เมื่อทำการชำแหละเรื่องนี้เพิ่มเติม เจ้าก็กำลังทำชั่วและการประพฤติของเจ้าอยู่ฝ่ายตรงข้ามพระเจ้า  จากภายนอก เจ้าไม่ได้กำลังขัดจังหวะหรือรบกวนสิ่งใดและเจ้าก็ยังไม่ได้ทำความเสียหายแท้จริงหรือล่วงละเมิดความจริงใดๆ  มันดูเหมือนจะมีเหตุผลและสมเหตุสมผล ถึงกระนั้นแก่นแท้ของการกระทำของเจ้าก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำชั่วและการต้านทานพระเจ้า  ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากพระวจนะของพระเจ้า เจ้าควรที่จะกำหนดว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าแล้วหรือยังและเจ้ากำลังนำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่โดยการมองดูที่สิ่งจูงใจเบื้องหลังการกระทำของเจ้า  มันไม่ได้ขึ้นกับทรรศนะของมนุษย์ว่าการกระทำของเจ้าคล้อยตามจินตนาการแบบมนุษย์และเจตนาของมนุษย์หรือไม่ หรือว่าการกระทำเหล่านั้นเหมาะสมกับรสนิยมของเจ้าหรือไม่ สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นไม่สำคัญเลย  ตรงกันข้าม มันขึ้นอยู่กับการตรัสของพระเจ้าว่าเจ้ากำลังคล้อยตามน้ำพระทัยของพระองค์หรือไม่ ว่าการกระทำของเจ้าครองความจริงความเป็นจริงหรือไม่ และว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นไปตามข้อพึงประสงค์และมาตรฐานของพระองค์หรือไม่  การประเมินวัดตัวเจ้าเองกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้นจึงจะถูกต้องแม่นยำ  การเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยและการนำความจริงมาปฏิบัติไม่ใช่เรื่องเรียบง่ายและง่ายดายอย่างที่ผู้คนจินตนาการ  เจ้าเข้าใจถึงการนี้ในตอนนี้หรือไม่?  เจ้ามีประสบการณ์ใดๆ กับการนี้หรือไม่?  เมื่อพูดถึงแก่นแท้ของปัญหา พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจมัน การเข้าสู่ของพวกเจ้าได้เป็นไปโดยผิวเผินอย่างเกินควร  พวกเจ้าวิ่งวุ่นดำเนินงานทั้งวัน จากรุ่งอรุณจนถึงพลบค่ำ ตื่นแต่เช้าตรู่และเข้านอนดึก ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังไม่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า และเจ้าไม่สามารถจับความเข้าใจได้ว่าการเปลี่ยนสภาพเช่นนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งใด  นี่หมายถึงการเข้าสู่ของเจ้านั้นตื้นเขินเกินไป ใช่หรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะได้เชื่อพระเจ้ามานานเพียงใด พวกเจ้าอาจไม่สำนึกรับรู้ถึงแก่นแท้และสิ่งทั้งหลายที่ลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัย  เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงสรรเสริญเจ้าหรือไม่?  อย่างน้อยที่สุด เจ้าจะรู้สึกมั่นคงเป็นพิเศษหรือเป็นธรรมดาเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ และเจ้าจะรู้สึกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำและให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าและทรงพระราชกิจในตัวเจ้า ขณะที่เจ้ากำลังทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง ขณะที่เจ้ากำลังทำงานใดๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า  การประพฤติของเจ้าจะเข้ากันได้อย่างกลมเกลียวกับพระวจนะของพระเจ้า และทันทีที่เจ้าได้รับประสบการณ์ในระดับใดระดับหนึ่งแล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าวิธีที่เจ้ากระทำการในอดีตนั้นค่อนข้างจะเหมาะสม  อย่างไรก็ตาม หากหลังจากที่ได้รับประสบการณ์เป็นระยะเวลาหนึ่ง เจ้ารู้สึกว่าสิ่งทั้งหลายบางอย่างที่เจ้าได้ทำในอดีตไม่เหมาะสม และเจ้าไม่พึงพอใจกับสิ่งเหล่านั้น และรู้สึกว่าโดยแท้จริงแล้วไม่มีความจริงในสิ่งทั้งหลายที่เจ้าได้ทำเลย เช่นนั้นแล้วนี่พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกสิ่งที่เจ้าได้ทำนั้นได้ถูกกระทำไปในการต้านทานพระเจ้า  เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการปรนนิบัติของเจ้าเต็มไปด้วยการเป็นกบฏ การต้านทานและหนทางแห่งการกระทำของมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “สิ่งใดที่ควรรู้เกี่ยวกับการแปลงสภาพอุปนิสัยของคนเรา” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 384

ในการวัดว่าผู้คนสามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้หรือไม่ สิ่งสำคัญที่จะต้องมองดูก็คือว่า พวกเขาอยากได้อยากมีสิ่งอันใดที่ฟุ้งเฟ้อจากพระเจ้าบ้างหรือไม่ และมองดูว่าพวกเขามีสิ่งจูงใจแอบแฝงหรือไม่  หากผู้คนกำลังสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอยู่เสมอ นั่นก็พิสูจน์ว่าพวกเขาไม่เชื่อฟังพระองค์  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าก็ตาม หากเจ้าไม่สามารถรับมันไว้ได้จากพระเจ้า ไม่สามารถแสวงหาความจริง กำลังพูดจาจากการให้เหตุผลแบบอัตนัยของตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเจ้าเท่านั้นที่ถูก และถึงขั้นยังคงมีความสามารถในการกังขาพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะตกอยู่ในปัญหารุมเร้า  ผู้คนดังกล่าวโอหังที่สุดและเป็นกบฏต่อพระเจ้า  ผู้คนที่สร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าเสมอนั้นไม่มีวันสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้อย่างแท้จริง  หากเจ้าสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า นี่ย่อมพิสูจน์ว่า เจ้ากำลังสร้างข้อตกลงกับพระเจ้า ว่าเจ้ากำลังเลือกความคิดของตัวเจ้าเอง และกำลังปฏิบัติตนไปตามความคิดของเจ้าเอง  ในการนี้ เจ้าทรยศพระเจ้า และปราศจากความเชื่อฟัง การสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้านั้นช่างไร้สำนึก หากเจ้าเชื่ออย่างแท้จริงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่กล้าที่จะสร้างข้อเรียกร้องต่อพระองค์ ทั้งเจ้าย่อมจะไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสร้างข้อเรียกร้องทั้งหลายต่อพระองค์ ไม่ว่าข้อเรียกร้องเหล่านั้นจะมีเหตุผลหรือไม่  หากเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริงและเชื่อว่าพระองค์คือพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่มีตัวเลือกใดนอกจากการนมัสการและเชื่อฟังพระองค์  ผู้คนวันนี้ไม่เพียงมีตัวเลือกเท่านั้น แต่ถึงขั้นเรียกร้องให้พระเจ้าทรงกระทำการโดยสอดคล้องกับความคิดทั้งหลายของพวกเขาเอง  พวกเขาเลือกความคิดของพวกเขาเอง และขอให้พระเจ้าทรงกระทำการตามความคิดเหล่านั้น และพวกเขาไม่พึงประสงค์ให้ตัวเองปฏิบัติตนตามพระดำริทั้งหลายของพระเจ้า  ด้วยเหตุนั้น ภายในตัวพวกเขาจึงไม่มีความเชื่อที่แท้จริงอยู่ ทั้งยังไม่มีแก่นสารอันใดอยู่ในความเชื่อของพวกเขาเลย  เมื่อเจ้ามีความสามารถที่จะสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าให้น้อยลง ความเชื่อที่แท้จริงและความเชื่อฟังของเจ้าจะเติบโตขึ้น และเมื่อเทียบกันแล้ว สำนึกรับรู้ของเจ้าในเรื่องของเหตุผลก็จะกลายมาเป็นปกติขึ้นเช่นกัน  บ่อยครั้งเป็นกรณีที่ว่า ยิ่งผู้คนเอนเอียงไปทางเหตุผลมากขึ้นเท่าใด และยิ่งพวกเขาให้เหตุผลอันควรมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งจัดการได้ยากมากขึ้นเท่านั้น  ไม่เพียงแค่พวกเขามีข้อเรียกร้องมากมายเท่านั้น แต่พวกเขายังได้คืบเอาศอกอีกด้วย  เมื่อพึงพอใจในด้านหนึ่ง เมื่อนั้นพวกเขาก็ทำข้อเรียกร้องในอีกด้าน พวกเขาจำเป็นที่จะต้องพึงพอใจในทุกด้าน และหากพวกเขาไม่พึงพอใจ พวกเขาก็เริ่มร้องทุกข์คร่ำครวญ และพิจารณาตัวพวกเขาเองว่าไร้หนทาง  ต่อมาพวกเขารู้สึกว่าเป็นหนี้และเสียใจ และพวกเขาหลั่งน้ำตาอันขมขื่น และต้องการที่จะตาย  อะไรคือประโยชน์ในการนั้น?  การนี้สามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่?  และดังนั้น ก่อนที่บางสิ่งเกิดขึ้น เจ้าต้องชำแหละธรรมชาติของเจ้าเอง—สิ่งใดอยู่ภายในนั้น สิ่งใดที่เจ้าชอบ และสิ่งใดที่เจ้าปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ด้วยข้อเรียกร้องของเจ้า  ผู้คนบางคนที่เชื่อว่าพวกเขาครองขีดความสามารถและพรสวรรค์บางอย่าง ต้องการเสมอที่จะเป็นผู้นำ และที่จะอยู่เหนือผู้อื่น และดังนั้นพวกเขาจึงเรียกร้องให้พระเจ้าทรงใช้พวกเขา  และหากพระเจ้าไม่ทรงใช้พวกเขา พวกเขาก็พูดว่า “พระเจ้า เหตุใดพระองค์ไม่ทรงโปรดปรานข้าพระองค์?  ขอทรงใช้ข้าพระองค์ให้เกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์รับประกันว่า ข้าพระองค์จะสละตัวข้าพระองค์เองเพื่อพระองค์”  แรงจูงใจเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่?  เป็นสิ่งดีที่จะสละเพื่อพระเจ้า แต่ความเต็มใจของพวกเขาที่จะสละเพื่อพระเจ้าอยู่ลำดับที่สอง ในหัวใจของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาชอบก็คือสถานะ—การนั้นคือสิ่งที่พวกเขามุ่งเน้น  หากเจ้ามีความสามารถที่จะเชื่อฟังอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะติดตามพระองค์ด้วยหนึ่งหัวใจและจิตใจ โดยไม่คำนึงถึงว่าพระองค์ทรงใช้เจ้าหรือไม่ และจะมีความสามารถที่จะสละเพื่อพระองค์ โดยไม่คำนึงถึงว่าเจ้ามีสถานะอันใดหรือไม่  เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะครองสำนึกรับรู้และเป็นใครคนหนึ่งที่เชื่อฟังพระเจ้า  

ตัดตอนมาจาก “ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากเกินไป” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 385

ท่าทีเพียงอย่างเดียวที่สิ่งทรงสร้างควรมีต่อพระผู้สร้างของมันก็คือท่าทีของความเชื่อฟัง ท่าทีของความเชื่อฟังแบบปราศจากเงื่อนไข  นี่คือบางสิ่งซึ่งผู้คนบางคนในทุกวันนี้อาจไร้ความสามารถที่จะยอมรับ  พวกเขากล่าวว่า “นี่ปราศจากเงื่อนไขได้อย่างไร?  พระวจนะของพระเจ้าจำเป็นต้องสมเหตุสมผลเสมอ และพระองค์ทรงจำเป็นต้องมีเหตุผลหนึ่งเสมอสำหรับการทำสิ่งทั้งหลาย  พระเจ้าจำเป็นเสมอที่จะต้องให้หนทางแก่ผู้คนในการรอดชีวิต พระเจ้าจำเป็นเสมอที่จะต้องปฏิบัติอย่างสมเหตุสมผลและยุติธรรม และพระองค์ไม่ทรงสามารถเพิกเฉยต่อความรู้สึกของมนุษย์”  หากเจ้ามีความสามารถที่จะเปล่งคำพูดเหล่านี้ และในข้อเท็จจริงนั้น เจ้าคิดแบบนี้ ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ย่อมห่างไกลจากการที่จะสามารถเชื่อฟังพระเจ้า  ในขณะที่มนุษย์ได้รับการจัดเตรียมให้และได้รับการให้น้ำโดยพระวจนะของพระเจ้า ในข้อเท็จจริงแล้ว มนุษย์ก็กำลังตระเตรียมสำหรับสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวอยู่เช่นกัน  สิ่งนั้นอาจจะเป็นสิ่งใดหรือ?  สิ่งนั้นก็คือ การมีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์การนบนอบอันสมบูรณ์ปราศจากเงื่อนไขต่อพระเจ้าในท้ายที่สุด ซึ่ง ณ จุดนั้น ตัวเจ้าซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างนี้ย่อมจะได้ไปถึงมาตรฐานที่พึงประสงค์แล้ว  บางคราว พระเจ้าทรงจงใจทำสิ่งทั้งหลายที่ไม่ลงรอยกับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่เจ้าต้องการ หรือซึ่งถึงขั้นปรากฏว่าสวนทางกับหลักการทั้งหลาย สวนทางกับความรู้สึกมนุษย์ สภาวะความเป็นมนุษย์ หรืออารมณ์อ่อนไหวทั้งหลาย ทิ้งให้เจ้าไร้ความสามารถที่จะยอมรับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเหล่านั้นและไร้ความสามารถที่จะเข้าใจ  ไม่ว่าเจ้ามองมันในหนทางใด มันก็ไม่ดูเหมือนว่าถูกต้อง เจ้าก็เพียงแค่ไม่สามารถยอมรับมัน และเจ้ารู้สึกว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไม่สมเหตุสมผลก็เท่านั้นเอง  ดังนั้นแล้วพระประสงค์ของพระเจ้าในการทำสิ่งเหล่านี้คืออะไรเล่า?  นั่นก็คือเพื่อที่จะทดสอบเจ้า  เจ้าไม่มีความจำเป็นต้องเสวนาถึงวิธีและเหตุผลทั้งหลายของสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำไป ทั้งหมดที่เจ้าจำเป็นต้องทำก็คือธำรงรักษาความเชื่อของเจ้าที่ว่า พระองค์ทรงเป็นความจริง และระลึกรู้ว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างของเจ้า ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า  นี่สูงส่งกว่าความจริงทั้งมวล สูงส่งกว่าสติปัญญาทางโลกทั้งมวล กว่าสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม จริยธรรมของมนุษย์ ความรู้ การศึกษา ปรัชญาหรือวัฒนธรรมตามประเพณีของมนุษย์ และถึงขั้นสูงส่งกว่าความเสน่หาหรือความเป็นเพื่อน หรือสิ่งที่เรียกว่าความรักระหว่างผู้คน—สูงส่งกว่าสิ่งอื่นใดโดยสมบูรณ์  หากเจ้าไม่สามารถเข้าใจการนี้ เช่นนั้นแล้วไม่ช้าก็เร็วเมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าย่อมง่ายต่อการที่จะกบฏและออกนอกลู่นอกทางไป ก่อนการกลับใจใหม่และการระลึกรู้ความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า และการระลึกรู้ความหมายของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเจ้าในที่สุด หรือที่ยิ่งแย่กว่านั้นก็คือ เจ้าอาจจะสะดุดล้มเพราะมัน…โดยไม่คำนึงว่าบุคคลหนึ่งได้เชื่อในพระเจ้ามานานเท่าไร ถนนสายที่พวกเขาได้เดินทางล่องมานั้นยาวเท่าไร พวกเขาได้ทำงานไปมากเท่าไรและกี่หน้าที่แล้วที่พวกเขาได้ปฏิบัติไป คราวนี้ทั้งหมดล้วนได้กำลังตระเตรียมพวกเขาเพื่อสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว นั่นคือ เพื่อให้เจ้ามีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์การนบนอบอันสมบูรณ์ปราศจากเงื่อนไขต่อพระเจ้าในท้ายที่สุด  ดังนั้นแล้ว “ปราศจากเงื่อนไข” หมายถึงสิ่งใดหรือ?  มันหมายถึงการเพิกเฉยต่อการมีเหตุผลอันควรส่วนตัวทั้งหลายของเจ้า การเพิกเฉยต่อการให้เหตุผลตามข้อเท็จจริง และการไม่ต่อล้อต่อเถียงเกี่ยวกับสิ่งใด กล่าวคือ เจ้าเป็นสิ่งทรงสร้างหนึ่งและเจ้าไม่มีค่าคู่ควร  เมื่อเจ้าต่อล้อต่อเถียงกับพระเจ้า เจ้าอยู่ในตำแหน่งที่ผิดไปแล้ว ครั้นเจ้าพยายามที่จะให้เหตุผลกับตัวเจ้าเองต่อพระเจ้า เจ้าก็อยู่ในตำแหน่งที่ผิดไปอีกครั้ง เมื่อเจ้าโต้เถียงกับพระเจ้า เมื่อเจ้าต้องการที่จะถามถึงเหตุผลว่าทำไม ต้องการที่จะคิดให้ออกว่าอันที่จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น หากเจ้าไม่สามารถเชื่อฟังโดยปราศจากความเข้าใจมาก่อน และจะนบนอบก็ต่อเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนสำหรับเจ้าเท่านั้น เจ้าย่อมอยู่ในตำแหน่งที่ผิดไปอีกครั้ง  เมื่อตำแหน่งที่เจ้าอยู่ในนั้นมันผิด ความเชื่อฟังที่เจ้ามีต่อพระเจ้านั้นสมบูรณ์กระนั้นหรือ?  เจ้าใช่หรือไม่ใช่สิ่งทรงสร้างในพระหฤทัยของพระเจ้า?  เจ้ากำลังปฏิบัติต่อพระเจ้าดั่งที่พระเจ้าควรทรงได้รับการปฏิบัติหรือไม่?  ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงหรือไม่? ไม่ เจ้าไม่ได้กำลังทำ ซึ่งในกรณีนั้นเองที่พระเจ้าไม่ทรงระลึกถึงเจ้า  สิ่งใดหรือที่สามารถทำให้เจ้ามีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์ความเชื่อฟังที่สมบูรณ์ปราศจากเงื่อนไขต่อพระเจ้า?  การนี้สามารถได้รับประสบการณ์ได้อย่างไร?  นัยหนึ่งนั้น พึงต้องมีมโนธรรมและสำนึกแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติอยู่สักนิด อีกนัยหนึ่งนั้น ในขณะที่เจ้ากำลังทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง ทุกๆ แง่มุมของความจริงต้องได้รับความเข้าใจเพื่อที่เจ้าอาจเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า  บางครั้ง ขีดความสามารถของมนุษย์นั้นตกหล่นไป และมนุษย์ไม่มีความแข็งแกร่งหรือกำลังวังชาที่จะเข้าใจความจริงทั้งหมด  อย่างไรก็ตามมีอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ เจ้าต้องมีท่าทีที่เชื่อฟังเสมอ  โดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่มาสู่เจ้าโดยไม่คาดฝันและที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้แล้ว  จงอย่าถามเหตุผลว่าทำไม—เจ้าต้องมีท่าทีนี้  หากแม้แต่ท่าทีนี้ก็ยังเกินกว่าที่เจ้าจะมีได้ และเจ้าก็แค่พร้อมอยู่เป็นนิตย์กับ “ฉันจำเป็นต้องพิจารณาว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำอยู่นั้นชอบธรรมตามความเป็นจริง พวกเขาพูดว่าพระเจ้าคือความรัก ถ้างั้นก็มาดูกันว่ามีความรักอยู่ในสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังทำกับฉันหรือไม่ และอันที่จริงแล้ว นี่คือความรักหรือไม่”  หากเจ้ากำลังตรวจสอบอยู่เสมอว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำอยู่นั้นสนองต่อมาตรฐานทั้งมวล กำลังมองตรงที่ว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำนั้นเป็นสิ่งที่เจ้าชอบหรือไม่ หรือถึงขั้นมองว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำนั้นทำตามสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าเป็นความจริงหรือไม่ เช่นนั้นแล้วตำแหน่งของเจ้าก็ผิด และนี่จะนำพาความเดือดร้อนมาสู่เจ้า

ตัดตอนมาจาก “สำหรับเหล่าผู้นำและคนทำงาน การเลือกสรรเส้นทางคือความสำคัญสูงสุด (9)” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 386

การที่ได้ล้มเหลวและตกต่ำหลายครั้งไม่ใช่สิ่งที่แย่ อีกทั้งไม่ใช่การถูกเปิดโปง  ไม่ว่าเจ้าจะถูกจัดการ ถูกตัดแต่ง หรือถูกเปิดโปง เจ้าต้องจดจำการนี้ไว้ตลอดเวลา กล่าวคือ การถูกเปิดโปงไม่ได้หมายความว่าเจ้ากำลังถูกกล่าวโทษ  การถูกเปิดโปงเป็นเรื่องที่ดี มันเป็นโอกาสเหมาะที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะได้รู้จักตัวเจ้าเอง  มันสามารถนำพาการเปลี่ยนเกียร์มาสู่ประสบการณ์ชีวิตของเจ้า  หากปราศจากมันแล้ว เจ้าจะไม่มีทั้งโอกาสเหมาะ ภาวะ อีกทั้งบริบทที่จะสามารถเข้าถึงความเข้าใจความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของเจ้า  หากเจ้าสามารถมารู้จักสิ่งทั้งหลายภายในตัวเจ้า แง่มุมเหล่านั้นทั้งหมดที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกภายในตัวเจ้าซึ่งยากลำบากที่จะระลึกได้และลำบากยากเย็นที่จะพลิกแผ่นดินค้นหา เช่นนั้นแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องที่ดี  การที่สามารถรู้จักตัวเจ้าเองได้อย่างแท้จริงนั้น เป็นโอกาสเหมาะที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะกลับตัวเสียใหม่และกลายเป็นคนใหม่ มันเป็นโอกาสเหมาะที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าที่จะได้มาซึ่งชีวิตใหม่  ทันทีที่เจ้ารู้จักตัวเจ้าเองอย่างแท้จริง เจ้าจะสามารถเห็นได้ว่าเมื่อความจริงกลายเป็นชีวิตของคนเรา มันเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างแท้จริง และเจ้าจะกระหายความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริง  นี่ช่างเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้!  หากเจ้าสามารถจับความเข้าใจโอกาสเหมาะนี้ และทบทวนตัวเจ้าเองอย่างจริงจังตั้งใจ และได้รับความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับตัวเจ้าเองเมื่อใดก็ตามที่เจ้าล้มเหลวหรือตกต่ำ เช่นนั้นแล้ว ในท่ามกลางความเป็นลบและความอ่อนแอ เจ้าจะสามารถกลับขึ้นมายืนได้  ทันทีที่เจ้าได้ข้ามธรณีประตูนี้ไปแล้ว เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะสามารถก้าวครั้งใหญ่ไปข้างหน้าและเข้าสู่ความจริงความเป็นจริงได้

หากเจ้าเชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ดีหรือแย่ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน  ไม่ใช่ว่าใครบางคนกำลังจงใจกดดันบีบคั้นเจ้าหรือเล็งเป้ามาที่เจ้า การนี้ทั้งหมดได้รับการจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงจัดวางเรียบเรียงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด?  นั่นไม่ใช่เพื่อเปิดเผยเจ้าว่าเจ้าคือใครหรือเพื่อเปิดโปงเจ้า การเปิดโปงเจ้าไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง  เป้าหมายคือการทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมและช่วยเจ้าให้รอด  พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นอย่างไร?  พระองค์ทรงเริ่มต้นโดยการทำให้เจ้าตระหนักรู้ถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเอง ถึงธรรมชาติและแก่นแท้ของเจ้า ถึงข้อบกพร่องของเจ้า และถึงสิ่งที่เจ้าขาดพร่อง  โดยการรู้จักสิ่งเหล่านี้และการมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงและค่อยๆ สลัดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า  นี่คือการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมโอกาสเหมาะให้แก่เจ้า  เจ้าจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีคว้าโอกาสเหมาะนี้ไว้  และเจ้าไม่ควรเผชิญหน้าอย่างรุนแรงกับพระเจ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คน  เรื่องทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการรอบตัวเจ้า จงอย่ารู้สึกอยู่เนืองนิตย์ว่า สิ่งทั้งหลายนั้นไม่เป็นดังที่เจ้าปรารถนาให้เป็น จงอย่าปรารถนาอยู่เนืองนิตย์ว่าจะหลีกหนีสิ่งเหล่านั้น หรือติเตียนและเข้าใจพระเจ้าผิดอยู่เสมอ  หากเจ้ากำลังทำสิ่งเหล่านั้นอยู่เนืองนิตย์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้กำลังได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และนั่นจะทำให้ลำบากยากเย็นมากสำหรับเจ้าที่จะเข้าสู่ความจริงความเป็นจริง  สิ่งใดก็ตามที่เจ้าเผชิญที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่ เมื่อเกิดความลำบากยากเย็นขึ้น เจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ  เจ้าควรเริ่มโดยการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานให้มากขึ้น  ด้วยหนทางนั้น ก่อนที่เจ้าจะทันได้รู้ตัว การแปรเปลี่ยนจะเกิดขึ้นในสภาวะภายในของเจ้า และเจ้าจะมีความสามารถที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะมีความสามารถที่จะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  ขณะที่การนี้เกิดขึ้น ความจริงความเป็นจริงจะกอปรกันขึ้นภายในตัวเจ้า และนี่คือวิธีที่เจ้าจะก้าวหน้าและก้าวผ่านการแปลงสภาพของสภาวะของชีวิตของเจ้า  ทันทีที่เจ้าได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้และครองความเป็นจริงของความจริงนี้ เจ้าก็ยังจะครองวุฒิภาวะด้วยเช่นกัน และชีวิตก็มาพร้อมกับวุฒิภาวะ  หากใครคนหนึ่งดำรงชีวิตโดยมีพื้นฐานอยู่บนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าพวกเขามีใจกระตือรือร้นหรือพลังงานมากเพียงใด พวกเขายังคงไม่สามารถได้รับการพิจารณาได้ว่าครองวุฒิภาวะหรือชีวิต  พระเจ้าทรงพระราชกิจในบุคคลทุกๆ คน และไม่สำคัญว่าวิธีการของพระองค์คือสิ่งใด ผู้คน เรื่อง และสิ่งของประเภทใดที่พระองค์ทรงใช้ให้เป็นประโยชน์ในการปรนนิบัติของพระองค์ หรือว่าพระวจนะของพระองค์มีกระแสพระสุรเสียงประเภทใด พระองค์ก็เพียงทรงมีเป้าหมายปลายทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ การช่วยเจ้าให้รอด  ก่อนที่จะช่วยเจ้าให้รอด พระองค์ทรงจำเป็นต้องแปลงสภาพเจ้า ดังนั้นเจ้าจะไม่สามารถทนทุกข์เล็กน้อยได้อย่างไร?  เจ้ากำลังจะต้องทนทุกข์  ความทุกข์นี้สามารถเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งหลายอย่าง  บางครั้งพระเจ้าทรงโปรดให้ผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นรอบๆ เจ้าเพื่อที่เจ้าจะสามารถมารู้จักตัวเจ้าเองได้ มิฉะนั้นแล้วเจ้าอาจจะถูกจัดการ ตัดแต่ง และเปิดโปงโดยตรง เหมือนกันไม่มีผิดกับใครบางคนบนเตียงผ่าตัด—เจ้าต้องก้าวผ่านความเจ็บปวดบ้างเพื่อบทอวสานที่ดี  หากทุกครั้งที่เจ้าได้รับการตัดแต่งและจัดการ และทุกครั้งที่พระองค์ทรงอุ้มชูผู้คน เรื่องทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลาย นั่นปลุกเร้าความรู้สึกของเจ้าและให้สิ่งชูกำลังแก่เจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็ถูกต้อง และเจ้าจะมีวุฒิภาวะและจะเข้าสู่ความจริงความเป็นจริง  หากทุกครั้งที่เจ้าได้รับการตัดแต่งและจัดการ และทุกครั้งที่พระเจ้าทรงอุ้มชูสภาพแวดล้อมของเจ้า เจ้าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือความไม่ชูใจแต่อย่างใดเลย และไม่รู้สึกอะไรเอาเสียเลย และหากเจ้าไม่มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ทั้งไม่อธิษฐานและไม่แสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มึนชานักจริงๆ!  หากบุคคลหนึ่งมึนชาเกินไป และไม่เคยตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะไม่ทรงมีหนทางที่จะทรงพระราชกิจกับพวกเขา  พระองค์จะตรัสว่า “บุคคลนี้มึนชาเกินไป และได้ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างดิ่งลึกเกินไป  จงมองดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ทำไป และความพยายามทั้งหมดที่เราได้ทำ เราได้ทำสิ่งทั้งหลายมากมายนักกับเขา—แต่เรายังคงไม่สามารถดลหัวใจของเขาหรือปลุกจิตวิญญาณของเขาให้ตื่นได้  บุคคลนี้จะเดือดร้อน เขาไม่ง่ายที่จะช่วยให้รอด”  หากพระเจ้าทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อม ผู้คน เรื่องทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายเฉพาะบางอย่างสำหรับเจ้า หากพระองค์ทรงตัดแต่งและทรงจัดการกับเจ้า และหากเจ้าเรียนรู้บทเรียนจากการนี้ หากเจ้าได้เรียนรู้ที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริง และได้รับการให้ความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างและบรรลุความจริงโดยไม่รู้ตัว หากเจ้าได้รับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ได้เก็บเกี่ยวบำเหน็จ และได้สร้างความก้าวหน้า หากเจ้าเริ่มมีการจับใจความเล็กน้อยเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และเจ้าหยุดพร่ำบ่นร้องทุกข์ เช่นนั้นแล้วทั้งหมดนี้ก็จะหมายความว่า เจ้าได้ตั้งมั่นในท่ามกลางบททดสอบของสภาพแวดล้อมเหล่านี้แล้ว และได้ทานทนกับการทดสอบแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะได้ก้าวผ่านความทุกข์ยากสาหัสนี้แล้ว

ตัดตอนมาจาก “การที่จะได้รับความจริง เจ้าต้องเรียนรู้จากผู้คน เรื่องทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายรอบตัวเจ้า” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 387

ในงานของพวกเขา ผู้นำและคนทำงานทั้งหลายในคริสตจักรต้องให้ความสนใจกับสองสิ่ง กล่าวคือ หนึ่งนั้นคือการทำงานของพวกเขาโดยสอดคล้องกับหลักธรรมที่กำหนดขึ้นโดยการจัดการเตรียมงานทั้งหลายโดยแน่ชัด ไม่มีวันละเมิดหลักธรรมเหล่านั้นและไม่ใช้สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาอาจจินตนาการและไม่ใช้แนวคิดอันใดของพวกเขาเองเป็นพื้นฐานในงานของพวกเขา  ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาควรแสดงให้เห็นความกังวลสนใจสำหรับงานของพระนิเวศของพระเจ้า และให้ผลประโยชน์ทั้งหลายของงานนั้นมาก่อนเสมอ  อีกสิ่งหนึ่ง—และการนี้สำคัญยิ่งยวดที่สุด—ก็คือว่า ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาต้องมุ่งความสนใจไปที่การปฏิบัติตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการรักษาพระวจนะของพระเจ้าอย่างเข้มงวด  หากเจ้ายังคงสามารถต่อต้านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือหากเจ้าปฏิบัติตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเองอย่างดื้อดึงและทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับจินตนาการของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วการกระทำของเจ้าก็จะประกอบขึ้นเป็นการต้านทานพระเจ้าที่รุนแรงที่สุด  การหันหลังของเจ้าให้กับความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นนิจศีลจะเพียงนำไปสู่ทางตันเท่านั้น  หากเจ้าสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถทำงานได้ และต่อให้เจ้าทำงานได้สำเร็จด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เจ้าก็จะไม่สำเร็จลุล่วงสิ่งใดเลย  เหล่านี้คือหลักธรรมหลักสองประการที่จะต้องยึดปฏิบัติตามในขณะที่ทำงานอยู่ กล่าวคือ หนึ่งนั้นคือการปฏิบัติงานของเจ้าโดยสอดคล้องกับการจัดการเตรียมการจากเบื้องบนอย่างเข้มงวด ตลอดจนการกระทำการโดยสอดคล้องกับหลักธรรมที่ได้ออกโดยเบื้องบน  และอีกประการก็คือการปฏิบัติตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในตัวเจ้า  ทันทีที่มีการจับความเข้าใจสองประเด็นนี้แล้ว เจ้าจะไม่หมิ่นเหม่เช่นนั้นที่จะทำข้อผิดพลาด  สำหรับพวกเจ้าซึ่งประสบการณ์ในด้านนี้ยังคงมีขีดจำกัดอยู่นั้น งานของพวกเจ้ามีแนวคิดของพวกเจ้าเองเจือปนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  บางครั้ง พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจความรู้แจ้งหรือการทรงนำภายในตัวเจ้าซึ่งมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่บางที พวกเจ้าก็ปรากฏเหมือนว่าเข้าใจความรู้แจ้งหรือการทรงนำนั้น แต่พวกเจ้าก็มีแววว่าจะเพิกเฉยต่อการนั้น  เจ้าจินตนาการหรืออนุมานในลักษณะของมนุษย์อยู่เสมอ โดยกระทำการตามที่เจ้าคิดว่าสมควร โดยไม่มีความกังวลสนใจในเจตนารมณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เลย  เจ้าทำงานของเจ้าไปตามแนวคิดของเจ้าเองเพียงประการเดียว โดยพักวางความรู้แจ้งอันใดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เนืองนิจ  การทรงนำภายในจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เหนือธรรมชาติเลย ในข้อเท็จจริงนั้น นั่นเป็นปกติอย่างมาก  กล่าวคือ ในส่วนลึกของหัวใจของเจ้า เจ้ารู้ว่านี่คือหนทางอันสมควรที่จะปฏิบัติตน และว่านี่เป็นหนทางที่ดีที่สุด  อันที่จริงแล้วความคิดนี้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งไม่ได้มาจากไตร่ตรองของเจ้า แต่เป็นความรู้สึกจำพวกที่เจ้าได้ทำให้เกิดขึ้นจากเบื้องลึกลงไป และบางครั้งเจ้าก็ไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ว่าสิ่งใดทำให้เจ้ากระทำการในหนทางนี้  บ่อยครั้งที่การนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนี่คือวิธีที่การนี้เกิดขึ้นโดยทั่วไปที่สุดในผู้คนส่วนใหญ่  แนวคิดของคนเราเองบ่อยครั้งมาจากการคิดและการพิจารณา และล้วนแต่เจือปนด้วยเจตจำนงของตนเอง แนวคิดเกี่ยวกับว่ามีด้านใดซึ่งคนเราสามารถค้นหาผลประโยชน์ของตนเองได้ในนั้น และว่าข้อได้เปรียบใดที่บางสิ่งอาจมีให้กับตนเอง ทุกการตัดสินใจของมนุษย์มีสิ่งเหล่านี้อยู่ภายใน  อย่างไรก็ตาม การทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีทางบรรจุการเจือปนเช่นนั้นเลย  จำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจอย่างระมัดระวังต่อการทรงนำหรือความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นปัญหาที่เป็นกุญแจสำคัญ เจ้าต้องระมัดระวังเพื่อที่จะจับความเข้าใจการทรงนำหรือความรู้แจ้งนั้น  ผู้คนซึ่งชอบที่จะใช้สมองของพวกเขา และชอบที่จะกระทำการตามแนวคิดของพวกเขาเอง เป็นผู้ที่หมิ่นเหม่ที่สุดที่จะพลาดการทรงนำหรือความรู้แจ้งเช่นนั้น  มีผู้นำและคนทำงานในจำนวนที่เพียงพอให้ความสนใจต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  บรรดาผู้ที่เชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ยำเกรงพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย  เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและเพื่อเป็นพยานต่อพระองค์อย่างถูกต้องเหมาะสม คนเราควรเจาะลึกงานของตนสำหรับองค์ประกอบของการเจือปนและความตั้งใจ และแล้วจึงลองพยายามที่จะดูว่า มีงานมากเพียงใดที่ได้รับแรงจูงใจจากแนวคิดของมนุษย์ มีมากเพียงใดที่เกิดจากความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีมากเพียงใดที่พ้องกับพระวจนะของพระเจ้า  เจ้าต้องตรวจสอบคำพูดและความประพฤติของเจ้าเองเป็นนิตย์และในทุกสถานการณ์  การปฏิบัติอยู่เนืองนิจในลักษณะนี้จะวางเจ้าไว้บนร่องครรลองที่ถูกต้องของการรับใช้พระเจ้า  จำเป็นที่จะต้องครองความจริงหลายประการเพื่อสัมฤทธิ์การรับใช้พระเจ้าในหนทางที่อยู่ในแนวเดียวกับเจตนารมณ์ของพระองค์  มีเพียงหลังจากที่พวกเขาได้เข้าใจความจริงแล้ว และมีความสามารถที่จะระลึกรู้สิ่งที่อุบัติขึ้นจากแนวคิดของพวกเขาเอง และสิ่งที่บ่งบอกว่าอะไรสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาเท่านั้น ผู้คนจึงจะมีความสามารถที่จะหยั่งรู้ได้  พวกเขามีความสามารถที่จะระลึกได้ถึงราคีของมนุษย์ ตลอดจนสิ่งที่เป็นความหมายของการปฏิบัติตนไปตามความจริง  มีเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะรู้วิธีนบนอบได้อย่างปราศจากราคีมากขึ้น  หากปราศจากความจริง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะปฏิบัติการหยั่งรู้  บุคคลที่สับสนมึนงงอาจเชื่อในพระเจ้าทั้งชีวิตของเขา โดยไม่รู้ว่าการให้ความเสื่อมทรามของตัวเขาเองถูกเปิดเผยนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือการต้านทานพระเจ้านั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะเขาไม่เข้าใจความจริง ความคิดนั้นไม่มีอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเขาเสียด้วยซ้ำ  ความจริงอยู่เกินเอื้อมถึงสำหรับผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำเกินไป ไม่สำคัญว่าเจ้าสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจ  ผู้คนเช่นนั้นสับสนมึนงง  ในความเชื่อของพวกเขา ผู้คนที่สับสนมึนงงไม่สามารถให้คำพยานต่อพระเจ้าได้ พวกเขาสามารถเพียงแค่ทำการปรนนิบัติได้เล็กน้อยเท่านั้น  เพื่อที่จะลุล่วงพระราชกิจที่พระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายไว้ จำเป็นที่จะต้องจับใจความหลักธรรมสองประการนี้  คนเราต้องยึดตามการจัดการเตรียมการงานจากเบื้องบนอย่างเคร่งครัด และต้องให้ความสนใจต่อการเชื่อฟังการทรงนำอันใดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  มีเพียงเมื่อหลักธรรมสองประการนี้ได้รับการจับความเข้าใจแล้วเท่านั้น งานของคนเราจึงจะสามารถมีประสิทธิผลและน้ำพระทัยของพระเจ้าจึงจะได้รับการสนอง

ตัดตอนมาจาก “หลักธรรมหลักๆ เกี่ยวกับงานสำหรับผู้นำและคนทำงานทั้งหลาย” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 388

สิ่งที่เปโตรได้แสวงหาคือ การมารู้จักตัวเขาเองและมองเห็นว่าสิ่งใดที่ได้ถูกเปิดเผยในตัวเขา โดยผ่านทางกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระเจ้า และภายในบททดสอบนานาสารพันซึ่งพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสำหรับเขา  เมื่อเขาได้มาเข้าใจตัวเขาเองอย่างแท้จริง เปโตรจึงได้ตระหนักว่า เหล่ามนุษย์นั้นเสื่อมทรามอย่างดิ่งลึกเพียงใด พวกเขาช่างไร้ค่าและไม่ควรค่าที่จะรับใช้พระเจ้าเพียงใด และว่าพวกเขาไม่สมควรที่จะดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระองค์  จากนั้นเปโตรจึงทรุดลงหมอบราบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  ในท้ายที่สุดแล้ว เขาก็คิดว่า “การรู้จักพระเจ้าคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด!  หากฉันตายไปก่อนที่จะรู้จักพระองค์ นั่นคงจะเป็นความน่าเวทนาเสียจริง ฉันรู้สึกว่าการรู้จักพระเจ้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด มีความหมายที่สุดที่มีอยู่  หากมนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เขาย่อมไม่มีชีวิตและไม่สมควรที่จะดำรงชีวิตอยู่”  เมื่อถึงเวลาที่ประสบการณ์ของเปโตรได้ไปถึงจุดนี้ เขาได้มีความรู้มากขึ้นพอสมควรในเรื่องของธรรมชาติของเขาเอง และได้รับความเข้าใจค่อนข้างดีเกี่ยวกับธรรมชาติของเขาเอง  ถึงแม้ว่าบางทีเขาอาจจะไม่ได้มีความสามารถที่จะอธิบายการนั้นได้อย่างถ้วนทั่ว ในด้านซึ่งน่าจะสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้คนทุกวันนี้จินตนาการ แต่เปโตรก็ได้ไปถึงสภาวะนี้แล้วโดยแท้  ดังนั้น เส้นทางของการไล่ตามเสาะหาชีวิตและการบรรลุการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า จึงเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งความเข้าใจอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับธรรมชาติของคนเราเองจากภายในถ้อยดำรัสของพระเจ้า ตลอดจนการจับใจความแง่มุมทั้งหลายของธรรมชาติของคนเราและบรรยายธรรมชาติของคนเราเป็นคำพูดอย่างถูกต้องแม่นยำ  การเข้าใจชีวิตเดิมของคนเราอย่างถ้วนทั่ว—ชีวิตซึ่งมีธรรมชาติเดิมเยี่ยงซาตานนั้น—หมายถึงการที่ได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ซึ่งพระเจ้าทรงพึงประสงค์  หากความรู้ของเจ้ายังไม่ได้ไปถึงจุดนี้ แต่เจ้ากล่าวอ้างว่ารู้จักตัวเจ้าเองและพูดว่าเจ้าได้รับชีวิตแล้ว เช่นนั้นแล้ว เจ้าไม่ได้เพียงแค่กำลังคุยโวหรอกหรือ?  เจ้าไม่รู้จักตัวเจ้าเอง อีกทั้งเจ้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าคือสิ่งใดเมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้า ว่าเจ้าได้บรรจบกับมาตรฐานของการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงหรือไม่ หรือว่าเจ้ายังคงมีองค์ประกอบเยี่ยงซาตานกี่อย่างภายในตัวเจ้า  เจ้ายังคงไม่ชัดเจนเกี่ยวกับว่าเจ้าเป็นของใคร และเจ้าไม่มีการรู้จักตนเองแต่อย่างใดเลยเสียด้วยซ้ำ—ดังนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถครองเหตุผลเมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไร?  เมื่อเปโตรกำลังไล่ตามเสาะหาชีวิตอยู่นั้น เขามุ่งเน้นไปที่การเข้าใจตัวเขาเองและการแปลงสภาพอุปนิสัยของเขาตลอดครรลองแห่งบททดสอบของเขา และเขาเพียรพยายามที่จะรู้จักพระเจ้า และสุดท้ายแล้ว เขาก็คิดว่า “ผู้คนต้องแสวงหาความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในชีวิต การรู้จักพระองค์คือสิ่งสำคัญวิกฤติที่สุด  หากฉันไม่รู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ฉันก็ย่อมไม่สามารถหยุดพักอย่างสันติสุขได้เมื่อฉันตาย  ทันทีที่ฉันรู้จักพระองค์ หลังจากนั้นหากพระเจ้าทรงให้ฉันต้องตาย เช่นนั้นแล้ว ฉันย่อมจะยังคงรู้สึกปลาบปลื้มที่สุดที่จะทำเช่นนั้น ฉันจะไม่ร้องทุกข์คร่ำครวญแม้แต่น้อย และทั้งชีวิตของฉันย่อมจะได้รับการทำให้ลุล่วงไปแล้ว”  เปโตรไม่มีความสามารถที่จะได้รับความเข้าใจระดับนี้ หรือไปถึงจุดนี้ได้ทันทีหลังจากที่เขาได้เริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้า เขาจำเป็นที่จะต้องก้าวผ่านบททดสอบมากมายมหาศาลเสียก่อน  ประสบการณ์ของเขาจำเป็นที่จะต้องไปถึงหลักชัยเฉพาะ และเขาจำเป็นที่จะต้องเข้าใจตัวเขาเองอย่างครบบริบูรณ์ ก่อนที่เขาจะสามารถสำนึกรับรู้คุณค่าของการรู้จักพระเจ้า  เพราะฉะนั้น เส้นทางที่เปโตรรับเอาไว้นั้น จึงเป็นเส้นทางของการได้รับชีวิตและของการถูกทำให้มีความเพียบพร้อม นี่คือแง่มุมซึ่งมุ่งเน้นที่การปฏิบัติแบบเฉพาะเจาะจงของเขาเป็นหลัก

พวกเจ้าทั้งหมดกำลังเดินอยู่บนเส้นทางใด?  หากนั่นไม่ใช่บนระดับเดียวกับของเปโตรในด้านของการแสวงหาชีวิต การเข้าใจตัวเจ้าเอง และการรู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมไม่ใช่กำลังเดินบนเส้นทางของเปโตรในวันเหล่านี้ ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะแบบนี้ กล่าวคือ “เพื่อที่จะได้รับพระพร เราต้องสละตัวเองเพื่อพระเจ้าและจ่ายราคาให้กับพระองค์ เพื่อที่จะได้รับพระพร เราต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้า เราต้องทำสิ่งที่พระองค์ทรงมอบความไว้วางใจเราให้เสร็จสิ้น และปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดี”  การนี้ได้รับอิทธิพลโดยเจตนาที่จะได้รับพระพร ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสละตัวเองจนหมดสิ้นเพื่อจุดประสงค์ของการได้มาซึ่งบำเหน็จรางวัลจากพระเจ้าและได้รับมงกุฎ  ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความจริงในหัวใจของพวกเขา และแน่นอนว่าความเข้าใจของพวกเขานั้น เพียงแค่ประกอบไปด้วยคำพูดที่เป็นคำสอนไม่กี่คำที่พวกเขาโอ้อวดทุกที่ที่พวกเขาไป  เส้นทางของพวกเขานั้นคือของเปาโล  ความเชื่อของผู้คนเช่นนั้นคือบทบาทของการตรากตรำทำงานเป็นนิตย์ และลึกลงไปแล้วพวกเขารู้สึกว่า ยิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด นั่นก็จะยิ่งเป็นการพิสูจน์มากขึ้นเท่านั้นถึงความจงรักภักดีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้า ว่ายิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด แน่นอนว่าพระองค์ก็ยิ่งจะพึงพอพระทัยมากขึ้นเท่านั้น และว่ายิ่งพวกเขาทำมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งสมควรมากขึ้นเท่านั้นที่จะได้รับการมอบมงกุฎเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และแน่นอนว่าจะได้พระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดในพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาสามารถสู้ทนความทุกข์ ทำการประกาศ และตายเพื่อพระคริสต์ได้ หากพวกเขาสามารถพลีอุทิศชีวิตของพวกเขาเองได้ และหากพวกเขาสามารถทำหน้าที่ทั้งหมดซึ่งพระเจ้าได้ทรงไว้วางใจมอบหมายให้พวกเขาจนครบบริบูรณ์ได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ได้รับการอวยพรมากที่สุดของพระเจ้า—บรรดาผู้ที่ได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุด—และเช่นนั้นแล้ว ย่อมจะได้รับมอบมงกุฎอย่างแน่นอน  แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่เปาโลจินตนาการและสิ่งที่เขาแสวงหา นั่นคือเส้นทางอันแน่ชัดที่เขาเดิน และนั่นอยู่ภายใต้การนำของความคิดที่ว่า เขาทำงานเพื่อรับใช้พระเจ้า  ความคิดและเจตนาเหล่านั้นไม่มีจุดกำเนิดมาจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานหรอกหรือ? มันก็เป็นเหมือนเหล่ามนุษย์ทางโลก ที่เชื่อว่าในขณะที่อยู่บนแผ่นดินโลกนั้นพวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาความรู้ และว่าเพียงหลังจากที่ได้รับความรู้แล้วเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถโดดเด่นจากฝูงชน กลายเป็นพวกเจ้าหน้าที่ และมีฐานะ พวกเขาคิดว่า ทันทีที่พวกเขามีฐานะ พวกเขาสามารถทำให้ความทะเยอทะยานของพวกเขาเป็นจริง และนำพาบ้านและธุรกิจของพวกเขาให้สูงขึ้นไปถึงระดับเฉพาะได้  ผู้ไม่เชื่อทั้งหมดไม่เดินบนเส้นทางนี้หรอกหรือ?  พวกที่ถูกธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ครอบงำ สามารถเพียงเป็นเหมือนเปาโลในความเชื่อของพวกเขาเท่านั้น กล่าวคือ “ฉันต้องสลัดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสละตัวฉันเองเพื่อพระเจ้า ฉันต้องสัตย์ซื่อเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และในที่สุด ฉันจะรับมงกุฎอันสง่างามที่สุดและพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุด”  นี่คือท่าทีเดียวกับท่าทีของผู้คนทางโลกที่ไล่ตามเสาะหาสิ่งของทางโลกทั้งหลาย พวกเขาไม่แตกต่างกันแต่อย่างใดเลย และตกอยู่ภายใต้ธรรมชาติเดียวกัน  เมื่อผู้คนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตานจำพวกนี้ เมื่อออกไปอยู่ในโลก พวกเขาจะเสาะแสวงที่จะได้มาซึ่งความรู้ ฐานะ การเรียนรู้ และเพื่อโดดเด่นจากฝูงชน ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจะเสาะแสวงที่จะสละตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้า สัตย์ซื่อ และในที่สุดได้มาซึ่งมงกุฎและพระพรอันยิ่งใหญ่  หากหลังจากที่กลายเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า ผู้คนไม่ครองความจริงและยังไม่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว แน่นอนว่านี่ย่อมเป็นเส้นทางที่พวกเขาจะอยู่  นี่คือความเป็นจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ และนั่นคือเส้นทางที่สวนทางอย่างตรงกันข้ามกับเส้นทางของเปโตร  เส้นทางใดหรือที่พวกเจ้าทั้งหมดอยู่กันในปัจจุบันนี้?  แม้ว่าเจ้าอาจยังไม่ได้วางแผนการที่จะรับเอาเส้นทางของเปาโลไว้ แต่ธรรมชาติของเจ้าก็ได้กำหนดให้เจ้าเดินบนเส้นทางนี้ และเจ้าก็กำลังไปในทิศทางนั้นโดยไม่คำนึงถึงตัวเจ้าเอง  แม้ว่าเจ้าต้องการก้าวเท้าไปบนเส้นทางของเปโตร แต่หากเจ้าไม่ชัดเจนถึงวิธีที่จะทำการนั้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะรับเอาเส้นทางของเปาโลไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ  นี่คือความเป็นจริงของสถานการณ์

คนเราควรเดินบนเส้นทางของเปโตรทุกวันนี้อย่างไรกันแน่?  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะจำแนกความต่างระหว่างเส้นทางของเปโตรและเปาโล หรือหากเจ้าไม่คุ้นเคยกับเส้นทางเหล่านั้นเลย เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าจะกล่าวอ้างมากเพียงใด ว่ากำลังเดินอยู่บนเส้นทางของเปโตร เหล่านั้นก็เป็นแค่คำพูดที่ว่างเปล่า  ก่อนอื่นเจ้าจำเป็นต้องมีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับว่า เส้นทางของเปโตรคืออะไร และเส้นทางของเปาโลคืออะไร  หากเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเส้นทางของเปโตรคือเส้นทางของชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่ไปสู่ความเพียบพร้อม เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถรู้และจับความเข้าใจความจริงและหนทางเฉพาะเจาะจงในการรับเอาเส้นทางของเขาไว้  หากเจ้าไม่เข้าใจเส้นทางของเปโตร เช่นนั้นแล้ว เส้นทางที่เจ้ารับเอาไว้ก็ย่อมจะเป็นเส้นทางของเปาโลอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่จะไม่มีเส้นทางอื่นสำหรับเจ้า เจ้าย่อมจะไม่มีตัวเลือก  ผู้คนที่ไม่ครองความจริงและไม่มีความแน่วแน่ จะพบว่าเป็นการลำบากยากเย็นที่จะเดินบนเส้นทางของเปโตร  สามารถกล่าวได้ว่า ตอนนี้พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยเส้นทางสู่ความรอดและความเพียบพร้อมแก่พวกเจ้าแล้ว  นี่คือพระคุณและการยกให้สูงขึ้นของพระเจ้า และเป็นพระองค์นั่นเองที่ทรงนำพวกเจ้าไปบนเส้นทางของเปโตร  หากปราศจากการทรงนำและความรู้แจ้งของพระเจ้า ย่อมไม่มีผู้ใดจะมีความสามารถที่จะรับเอาเส้นทางของเปโตรไว้ ตัวเลือกเดียวเท่านั้นย่อมจะเป็นการล่องไปตามเส้นทางของเปาโล เป็นการติดตามในย่างก้าวของเปาโลสู่การทำลายล้าง  ในตอนนั้น เปาโลไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการผิดที่จะเดินไปบนเส้นทางนั้น เขาเชื่ออย่างเต็มที่ว่าการนั้นถูกต้อง  เขาไม่ได้ครองความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาไม่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  เขาเชื่อในตัวเขาเองมากเกินไป และรู้สึกว่าไม่มีประเด็นปัญหาเลยแม้แต่น้อยกับการไปทางนั้น  เขายังคงไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เต็มไปด้วยความมั่นใจและมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงสุด  เมื่อถึงที่สุด เขาก็ไม่ได้กลับมาสู่สำนึกรับรู้เลย เขายังคงคิดว่าสำหรับเขาแล้ว การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์  เมื่อเป็นเช่นนั้น เปาโลจึงยังคงเดินบนเส้นทางนั้นอย่างต่อเนื่องไปจวบจนวาระสุดท้าย และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็ได้ถูกลงโทษในท้ายที่สุด ทั้งหมดนั่นก็จบแล้วสำหรับเขา  เส้นทางของเปาโลไม่ได้เกี่ยวข้องกับการมารู้จักตัวเขาเอง นับประสาอะไรกับการแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย  เขาไม่เคยวิเคราะห์ธรรมชาติของเขาเองเลย อีกทั้งเขาก็ไม่ได้รับความรู้อันใดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเป็น เขาเพียงแค่รู้ว่าเขาเป็นตัวการหลักในการข่มเหงพระเยซู  เขาไม่ได้มีความเข้าใจเลยแม้แต่น้อยเกี่ยวกับธรรมชาติของเขาเอง และหลังจากที่เสร็จสิ้นงานของเขา อันที่จริงเแล้วเปาโลรู้สึกว่า เขาคือพระคริสต์และควรได้รับบำเหน็จ  งานที่เปาโลทำนั้นเป็นเพียงแค่การปรนนิบัติที่ทำเพื่อพระเจ้า  โดยส่วนตัวแล้วสำหรับเปาโล แม้ว่าเขาจะได้รับคำวิวรณ์บางอย่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เขาก็ไม่มีความจริงหรือชีวิตแต่อย่างใดเลย  เขาไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า เขาถูกลงโทษโดยพระเจ้า  เหตุใดหรือจึงกล่าวกันว่า เส้นทางของเปโตรคือเส้นทางสู่ความเพียบพร้อม?  นั่นเป็นเพราะ ในการปฏิบัติของเปโตร เขาได้วางการเน้นย้ำโดยเฉพาะไปที่ชีวิต ไปที่การเสาะแสวงที่จะรู้จักพระเจ้า และไปที่การรู้จักตัวเขาเอง  เขาได้มารู้จักตัวเขาเอง ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เรียนรู้เกี่ยวกับข้อบกพร่องของเขาเอง และค้นพบสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหาก็โดยผ่านทางประสบการณ์ของเขาเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  เขามีความสามารถที่จะรักพระเจ้าอย่างจริงใจ เขาเรียนรู้วิธีชดใช้คืนพระเจ้า เขาได้รับความจริงอยู่บ้าง และเขาครองความเป็นจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์  จากสรรพสิ่งทั้งปวงที่เปโตรกล่าวในช่วงระหว่างบททดสอบของเขา สามารถเห็นได้ว่า โดยแท้นั้น เขาคือผู้ที่มีความเข้าใจมากที่สุดกี่ยวกับพระเจ้า  เพราะเขาได้มาเข้าใจความจริงมากมายเหลือเกินจากพระวจนะของพระเจ้า เส้นทางของเขาจึงสว่างขึ้นเรื่อยๆ และอยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ  หากเปโตรไม่ได้ครองความจริงนี้ เช่นนั้นแล้ว เส้นทางที่เขารับเอาไว้นั้นก็ย่อมจะไม่สามารถถูกต้องได้เช่นนั้น

ตัดตอนมาจาก “วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 389

เปโตรได้สัตย์ซื่อต่อเรามาหลายปี กระนั้นเขาก็ไม่เคยบ่น อีกทั้งไม่ได้มีการร้องทุกข์คร่ำครวญใดๆ แม้แต่โยบก็ไม่เทียบเท่าเขา และตลอดยุคทั้งหลาย บรรดาธรรมิกชนทั้งหมดก็ได้อ่อนด้อยกว่าเปโตร  เขาไม่เพียงพยายามรู้จักเราเท่านั้น แต่ก็ได้มารู้จักเราในระหว่างเวลาที่ซาตานได้กำลังกระทำการตามกลอุบายอันเล่ห์ลวงของมันอีกด้วย  นี่ได้นำทางให้เปโตรรับใช้เรานานหลายปี เป็นไปตามเจตจำนงของเราเสมอ และด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงไม่เคยได้ถูกซาตานใช้หาประโยชน์เลย  เปโตรดึงบทเรียนจากความเชื่อของโยบ กระนั้นก็ล่วงรู้ข้อบกพร่องของโยบอย่างชัดเจนอีกด้วย  แม้ว่าโยบได้มีความเชื่ออันยิ่งใหญ่ แต่เขาขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นเขาจึงได้พูดคำพูดหลายคำที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง นี่แสดงให้เห็นว่าความรู้ของโยบนั้นตื้นเขินและไม่สามารถมีความเพียบพร้อมได้  เพราะฉะนั้น เปโตรจึงได้มุ่งเน้นไปที่การได้รับสำนึกรับรู้ของวิญญาณเสมอ และได้ให้ความสนใจต่อการสังเกตการณ์พลังขับเคลื่อนของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณเสมอ  ผลก็คือ เขาไม่เพียงมีความสามารถที่จะสืบให้แน่ใจในบางสิ่งของความปรารถนาของเราเท่านั้น แต่ยังมีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับกลอุบายอันเล่ห์ลวงของซาตานอีกด้วย  ด้วยเหตุนี้ ความรู้ของเขาเกี่ยวกับเราจึงได้เติบโตจนยิ่งใหญ่กว่าความรู้ของคนอื่นใดตลอดทุกยุค

จากประสบการณ์ของเปโตร มันไม่ยากที่จะเห็นว่าหากมนุษย์ปรารถนาที่จะรู้จักเรา พวกเขาต้องมุ่งเน้นที่การพิจารณาอย่างรอบคอบภายในวิญญาณของพวกเขา  เราไม่ได้ขอให้เจ้า “มอบอุทิศ” จำนวนเฉพาะจำนวนหนึ่งให้เราภายนอก นี่เป็นความกังวลรอง  หากเจ้าไม่รู้จักเรา เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อ ความรัก และความจงรักภักดีทั้งหมดที่เจ้าพูดถึงก็เป็นเพียงสิ่งลวงตา พวกมันเป็นสิ่งไร้สาระ และเจ้าจะกลายเป็นใครบางคนที่ทำการอวดตัวอย่างยิ่งใหญ่เบื้องหน้าเรา แต่ไม่รู้จักตัวเองอย่างแน่นอน  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะถูกซาตานหลอกให้ติดกับอีกครั้งและไร้ความสามารถที่จะปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ เจ้าจะกลายเป็นบุตรแห่งความพินาศและเป็นวัตถุแห่งความย่อยยับ  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเย็นชาและไม่ใส่ใจต่อวจนะของเรา เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต่อต้านเราอย่างไม่ต้องสงสัย  นี่คือข้อเท็จจริง และเจ้าคงจะประสบความสำเร็จที่จะมองทะลุประตูแห่งอาณาจักรฝ่ายวิญญาณไปที่พวกวิญญาณมากมายหลากหลายซึ่งได้ถูกเราตีสอนไปแล้ว  วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้เฉยชา ไม่ใส่ใจและไม่ยอมรับ เมื่อเผชิญหน้ากับวจนะของเรา?  วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้เยาะเย้ยถากถางเกี่ยวกับวจนะของเรา?  วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้พยายามที่จะจ้องจับผิดวจนะของเรา?  วิญญาณพวกนั้นดวงใดไม่ได้ใช้วจนะของเราเป็น “อาวุธป้องกัน” เพื่อใช้ “ปกป้อง” ตัวเอง?  พวกมันไม่ได้ใช้เนื้อหาสาระของวจนะของเราเป็นหนทางที่จะรู้จักเรา แต่เป็นเพียงของเล่นให้เล่นด้วยเท่านั้น  ในการนี้ พวกมันไม่ได้กำลังต้านทานเราโดยตรงหรอกหรือ?  วจนะของเราคือผู้ใดเล่า?  วิญญาณของเราคือผู้ใดเล่า?  เราได้ถามคำถามเหล่านี้กับพวกเจ้าหลายครั้งเหลือเกินแล้ว กระนั้นพวกเจ้าได้เคยรับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่สูงขึ้นและชัดเจนใดๆ เกี่ยวกับคำถามเหล่านั้นหรือไม่?  พวกเจ้าได้เคยมีประสบการณ์กับพวกมันอย่างแท้จริงหรือไม่?  เราเตือนจำพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งว่า หากเจ้าไม่รู้จักวจนะของเรา อีกทั้งไม่ยอมรับวจนะของเรา อีกทั้งไม่นำวจนะของเราไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นวัตถุแห่งการตีสอนของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!  เจ้าจะกลายเป็นเหยื่อของซาตานอย่างแน่นอน!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 8” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 390

แม้ว่าผู้คนมากมายเชื่อในพระเจ้า แต่น้อยคนนักที่เข้าใจว่าอะไรคือความหมายของความเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาต้องทำอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะแม้ว่าผู้คนจะคุ้นเคยกับคำว่า “พระเจ้า” และวลีทั้งหลาย อาทิ “พระราชกิจของพระเจ้า” แต่พวกเขาก็ไม่รู้จักพระเจ้า และพวกเขายิ่งรู้จักพระราชกิจของพระองค์น้อยกว่า  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าจะสับสนปนเปในการเชื่อของพวกเขาในพระองค์  ผู้คนไม่ถือการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องจริงจัง และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะการที่เชื่อในพระเจ้าเป็นความไม่คุ้นเคยเกินไป แปลกเกินไปสำหรับพวกเขา  ในหนทางนี้พวกเขาจึงไปไม่ถึงข้อเรียกร้องทั้งหลายของพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้คนไม่รู้จักพระเจ้าและไม่รู้จักพระราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้าและพวกเขายิ่งไม่มีความสามารถที่จะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์ได้  “การเชื่อในพระเจ้า” หมายถึงการเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง นี่เป็นมโนทัศน์ที่เรียบง่ายที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่งไม่เหมือนกับการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม มันเป็นความเชื่อที่เรียบง่ายประเภทหนึ่งซึ่งมีนัยแฝงทางศาสนาที่รุนแรง  ความเชื่อแท้จริงในพระเจ้าหมายถึงสิ่งต่อไปนี้: บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอำนาจอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง คนเรามีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ ลบล้างอุปนิสัยเสื่อมทรามของคนเรา ทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าและได้มารู้จักพระเจ้า  มีเพียงการเดินทางแบบนี้เท่านั้นที่อาจถูกเรียกว่า “ความเชื่อในพระเจ้า”  กระนั้นผู้คนมักเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องเรียบง่ายและไร้สาระ  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ได้สูญเสียความหมายของความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว และแม้ว่าพวกเขาอาจจะยังเชื่อต่อไปจนถึงวาระท้ายสุด แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า เพราะพวกเขาก้าวย่างไปบนเส้นทางที่ผิด  ณ วันนี้ ยังมีพวกผู้ที่เชื่อในพระเจ้าตามความหมายของตัวอักษรที่เขียนไว้และหลักคำสอนที่กลวงเป็นโพรง  พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาขาดแก่นแท้ของการเชื่อในพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถได้รับการเห็นชอบของพระเจ้า  พวกเขายังคงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อขอพระพรแห่งความปลอดภัยและพระคุณที่เพียงพอ  พวกเราจงมาหยุดนิ่ง สงบใจและถามตัวเองว่า เป็นไปได้ไหมว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดบนโลกอย่างแท้จริง?  เป็นไปได้ไหมที่การเชื่อในพระเจ้าไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้า?  ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยที่ไม่รู้จักพระองค์หรือที่เชื่อในพระเจ้าแต่ยังคงต่อต้านพระองค์จะมีความสามารถที่จะทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง หรือ?

ตัดตอนมาจาก คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 391

อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ได้รับเอาไว้นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า?  เจ้าได้มารู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าบ้าง? เจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดเนื่องจากการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า?  วันนี้ พวกเจ้าทุกคนรู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์นั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความรอดของจิตใจและความอยู่ดีมีสุขของเนื้อหนังแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้เป็นไปเพื่อการทำให้ชีวิตของเขาบริบูรณ์ขึ้นโดยผ่านทางการรักพระเจ้า เป็นต้น  ดังที่เป็นอยู่ขณะนี้ หากเจ้ารักพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของความอยู่ดีมีสุขของเนื้อหนัง หรือความเพลิดเพลินเพียงชั่วครู่ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว แม้ว่าในท้ายที่สุด ความรักของเจ้าต่อพระเจ้าจะไปถึงจุดสูงสุดและเจ้าไม่ได้ร้องขออะไรมากไปกว่านั้น ความรักนี้ที่เจ้าแสวงหายังคงเป็นความรักที่เจือปนและไม่เป็นที่พึงพอพระทัยต่อพระเจ้า  พวกที่ใช้ความรักต่อพระเจ้าเพื่อทำให้การดำรงอยู่อันโฉดเขลาของตนบริบูรณ์ขึ้นและเติมช่องว่างในหัวใจของตนนั้น คือผู้คนประเภทที่โลภโมโทสันเพื่อชีวิตที่มีความสบาย ไม่ใช่บรรดาผู้ที่พยายามที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริง  ความรักประเภทนี้ถูกบีบบังคับ มันเป็นการไล่ตามเสาะหาความพึงพอใจทางจิตใจ และพระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องมีมัน  เช่นนั้นแล้ว ความรักของเจ้าคือความรักประเภทใดกัน?  เจ้ารักพระเจ้าเพื่ออะไร?  มีความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้ามากเพียงใดภายในตัวเจ้าในขณะนี้?  ความรักของพวกเจ้าส่วนใหญ่คือความรักประเภทที่ได้กล่าวมาแล้ว  ความรักเช่นนั้นสามารถคงไว้ได้เพียงสถานะปัจจุบันที่เป็นอยู่เท่านั้น มันไม่สามารถบรรลุถึงสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงไปได้ อีกทั้งมันก็ไม่สามารถหยั่งรากลึกในมนุษย์ได้  ความรักประเภทนี้เป็นดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานและเหี่ยวเฉาไปโดยไม่ได้ออกดอกออกผลเท่านั้น  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลังจากที่เจ้าได้รักพระเจ้าแล้วในแบบอย่างเช่นนั้น หากไม่มีใครสักคนที่จะนำพาเจ้าในเส้นทางข้างหน้า เมื่อนั้น เจ้าก็จะย่อยยับ  หากเจ้าสามารถรักพระเจ้าได้ในช่วงเวลาของการรักพระเจ้าเพียงเท่านั้น แต่ภายหลังอุปนิสัยของชีวิตของเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะยังคงไม่สามารถหนีพ้นจากภายใต้การปกคลุมแห่งอิทธิพลของความมืด เจ้าจะยังคงไร้ความสามารถที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการของซาตานและเล่ห์เพทุบายของมัน  ไม่มีใครเยี่ยงบุคคลเช่นนี้จะสามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในท้ายที่สุดแล้ว จิตวิญญาณ ดวงจิต และร่างกายของพวกเขาจะยังคงเป็นของซาตาน  ไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการนี้เลย  ผู้คนทุกคนที่ไม่สามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์จะกลับไปยังสถานที่ดั้งเดิมของพวกเขา นั่นคือ กลับไปสู่ซาตาน และพวกเขาจะลงไปที่บึงไฟและกำมะถันเพื่อรับการลงโทษขั้นตอนถัดไปจากพระเจ้า  บรรดาผู้ที่ได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าคือบรรดาผู้ที่ละทิ้งซาตานและหนีพ้นจากแดนครอบครองของมัน  พวกเขาถูกนับรวมอย่างเป็นกิจจะลักษณะท่ามกลางผู้คนแห่งราชอาณาจักร  นี่คือแบบอย่างที่ผู้คนแห่งราชอาณาจักรกลายมาเป็น  เจ้าเต็มใจที่จะกลายเป็นบุคคลประเภทนี้หรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะหนีพ้นจากแดนครอบครองของซาตานและกลับสู่พระเจ้าหรือไม่?  ขณะนี้เจ้าเป็นของซาตานหรือเจ้าถูกนับรวมท่ามกลางผู้คนแห่งราชอาณาจักร?  สิ่งเหล่านี้ควรที่จะชัดเจนอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการอธิบายต่อไปอีก

ตัดตอนมาจาก “ผู้เชื่อควรที่จะยึดถือทัศนคติแบบใด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 392

ในอดีต คนจำนวนมากได้แสวงหาด้วยความทะเยอทะยานและมโนคติที่หลงผิด พวกเขาได้แสวงหาอันเนื่องมาจากความหวังทั้งหลายของพวกเขาเอง  เราลองละวางปัญหาเช่นนั้นไว้ชั่วขณะ สิ่งที่มีความสำคัญหลักบัดนี้คือการค้นหาวิธีการปฏิบัติที่จะทำให้พวกเจ้าแต่ละคนรักษาสภาวะที่ปกติไว้ได้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และค่อยๆ หลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งอิทธิพลของซาตาน เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า และดำเนินชีวิตบนแผ่นดินโลกตามสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากเจ้า  ในหนทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถทำให้เจตนารมณ์ของพระเจ้าลุล่วงได้  คนจำนวนมากเชื่อในพระเจ้า กระนั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ และไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ซาตานต้องการ  พวกเขาเชื่อในหนทางที่โง่เขลาและสับสนวุ่นวาย ไปตามกระแสอย่างง่ายดาย และดังนั้นจึงไม่เคยมีชีวิตเยี่ยงคริสเตียนที่ปกติ ที่มากไปกว่านั้นคือ พวกเขาไม่เคยมีสัมพันธภาพส่วนตัวที่ปกติ นับประสาอะไรกับสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้า  จากจุดนี้จึงสามารถมองเห็นได้ว่า ความยากลำบากทั้งหลายและข้อบกพร่องทั้งหลายของมนุษย์ และปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถขีดขวางน้ำพระทัยพระเจ้าได้นั้นมีมากมาย  นี่จึงเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามนุษย์ยังไม่ได้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งยังไม่ได้เข้าสู่ประสบการณ์ที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์  ดังนั้นแล้วการอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร?  การไปอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องหมายความว่าเจ้าสามารถสงบใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ตลอดเวลา และชื่นชมมหาสนิทที่ปกติกับพระเจ้าได้ ค่อยๆ รู้ว่าสิ่งใดที่ขาดพร่องในมนุษย์และได้รับความรู้เรื่องพระเจ้าที่ลึกยิ่งขึ้นอย่างช้าๆ  โดยผ่านทางการนี้ จิตวิญญาณของเจ้าได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่และความรู้แจ้งใหม่ทุกวัน ความถวิลหาของเจ้าเติบโตขึ้น เจ้าพยายามเข้าสู่ความจริง และมีความสว่างใหม่และความเข้าใจใหม่ทุกวัน  เจ้าค่อยๆ หลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตานและเติบโตในชีวิตของเจ้าโดยผ่านทางเส้นทางนี้  ผู้คนเช่นนั้นได้เข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องแล้ว  จงประเมินประสบการณ์จริงของเจ้าเองและจงตรวจสอบเส้นทางที่เจ้าได้ไล่ตามเสาะหาในความเชื่อของเจ้า  จงให้ตัวเจ้าเองยึดมั่นกับเรื่องทั้งหมดนี้ นั่นคือ เจ้าอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องหรือไม่?  เจ้าได้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของซาตานและจากอิทธิพลของซาตานในเรื่องใด?  หากเจ้ายังไม่ได้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพันธะของเจ้ากับซาตานก็ยังไม่ได้ถูกตัดขาด  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความพยายามของเจ้าที่จะรักพระเจ้าจะนำเจ้าไปสู่ความรักที่แท้จริง หนักแน่น และบริสุทธิ์หรือไม่?  เจ้ากล่าวว่าความรักของเจ้าต่อพระเจ้านั้นไม่หวั่นไหวและจริงใจ กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ได้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของซาตาน  เจ้าไม่ได้พยายามที่จะหลอกพระเจ้าหรอกหรือ?  หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุสภาวะที่ความรักของเจ้าต่อพระเจ้านั้นไร้ซึ่งการเจือปน และเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์และถูกนับรวมท่ามกลางผู้คนแห่งราชอาณาจักร เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะต้องกำหนดตัวเจ้าเองให้อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้าเสียก่อน

ตัดตอนมาจาก “ผู้เชื่อควรที่จะยึดถือทัศนคติแบบใด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 393

ปัญหาทั่วไปที่มีอยู่ในทุกคนคือ พวกเขาเข้าใจความจริง แต่ล้มเหลวที่จะนำไปปฏิบัติ  นี่เป็นเพราะในด้านหนึ่ง พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมจ่ายเพื่อสิ่งนั้น และในอีกด้านหนึ่ง เพราะความรอบรู้ของพวกเขาขาดพร่องเกินไป พวกเขาไร้ความสามารถที่จะมองเห็นความลำบากยากเย็นมากมายของชีวิตประจำวันจากลักษณะที่แท้จริงของสิ่งเหล่านั้น และไม่รู้วิธีที่จะปฏิบัติอย่างเหมาะสม  เพราะประสบการณ์ของผู้คนตื้นเขินเกินไป ขีดความสามารถของพวกเขาต่ำเกินไป และระดับความเข้าใจความจริงของพวกเขามีจำกัด พวกเขาจึงไม่มีวิธีการที่จะแก้ไขความลำบากยากเย็นที่พวกเขาเผชิญในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขา  พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพียงด้วยวาจาเท่านั้น และไม่สามารถนำพระเจ้าเข้ามาในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขาได้  กล่าวคือ พระเจ้าก็คือพระเจ้า ชีวิตก็คือชีวิต และเสมือนว่าผู้คนไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา  นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคิด  เมื่อเชื่อในพระเจ้าเช่นนี้แล้ว ในความเป็นจริงผู้คนจะไม่ได้รับการทรงรับไว้และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระองค์  อันที่จริง ไม่ใช่ว่าพระวจนะของพระเจ้ายังไม่มีการแสดงออกอย่างสมบูรณ์ แต่ในทางกลับกันความสามารถของผู้คนในการรับพระวจนะของพระองค์นั้นเพียงแค่ไม่เพียงพอ  เราสามารถกล่าวได้ว่าแทบไม่มีผู้ใดปฏิบัติตนตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้า แต่ความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้านั้นเป็นไปตามความเจตนาของพวกเขาเอง มโนคติที่หลงผิดทางศาสนาที่พวกเขามีในอดีต และวิถีของพวกเขาเองในการทำสิ่งทั้งหลาย  มีเพียงไม่กี่คนที่ก้าวผ่านการแปลงสภาพภายหลังจากการยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และเริ่มปฏิบัติตนตามน้ำพระทัยของพระองค์  แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับดึงดันในการเชื่อแบบเข้าใจผิดของพวกเขา  เมื่อผู้คนเริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเชื่อตามกฎเกณฑ์ตามขนบธรรมเนียมของศาสนา และพวกเขาใช้ชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตามพื้นฐานปรัชญาสำหรับการดำเนินชีวิตของพวกเขาเองโดยทั้งสิ้น  เราสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็นจริงในคนเก้าคนจากทุกๆ สิบคน  มีคนน้อยมากที่คิดวางแผนการเป็นอย่างอื่นและเริ่มต้นใหม่หลังจากที่เริ่มเชื่อในพระเจ้า  มนุษยชาติล้มเหลวที่จะพิจารณาว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง หรือล้มเหลวที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติโดยรับว่าเป็นความจริง

ตัวอย่างเช่น ความเชื่อในพระเยซู  ไม่ว่าใครสักคนเพิ่งได้เริ่มต้นเชื่อหรือได้เชื่อมาเป็นเวลานานมากแล้ว ทุกคนเพียงแค่นำพรสวรรค์ใดก็ตามที่พวกเขามีมาใช้ และสาธิตแสดงทักษะใดก็ตามที่พวกเขามี  ผู้คนเพียงเพิ่มคำสามคำที่ว่า “ความเชื่อในพระเจ้า” นี้ลงในชีวิตตามปกติของพวกเขา แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอุปนิสัยของพวกเขา และความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย  การไล่ตามเสาะหาของพวกเขาทั้งไม่เย็นและไม่ร้อน  พวกเขาไม่ได้พูดว่าพวกเขาจะละวางความเชื่อของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปวารณาตนทั้งหมดให้กับพระเจ้าเช่นกัน  พวกเขาไม่เคยรักพระเจ้าหรือเชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง  ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาคือส่วนผสมระหว่างของแท้กับของเทียม พวกเขาเข้าหาความเชื่อในพระเจ้าด้วยการปิดตาหนึ่งข้างและเปิดตาหนึ่งข้าง และไม่ได้เอาจริงเอาจังในการปฏิบัติตามความเชื่อของพวกเขา พวกเขาอยู่ในสภาวะของความมึนงงสับสนเช่นนั้นต่อไป และในท้ายที่สุดก็ตายลงอย่างสับสน  ทั้งหมดนั้นเพื่ออะไรกัน?  วันนี้ เพื่อเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงชีวิตจริง เจ้าต้องย่างเท้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่ควรแสวงหาเพียงพรเท่านั้น แต่ควรพยายามรักพระเจ้าและรู้จักพระเจ้า  เจ้าสามารถดื่มและกินพระวจนะของพระเจ้า พัฒนาความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า และมีความรักที่แท้จริงในพระเจ้า ซึ่งมาจากภายในสุดของหัวใจของเจ้าโดยผ่านทางความรู้แจ้งของพระองค์ โดยผ่านทางการแสวงหาแต่ละอย่างของเจ้าเอง  กล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือ เมื่อความรักเพื่อพระเจ้าของเจ้าเป็นจริงแท้ที่สุด และไม่มีผู้ใดสามารถทำลายหรือขัดขวางความรักที่เจ้ามีให้กับพระองค์ได้ ในเวลานี้เองเจ้าจะอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า  นี่พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นของพระเจ้า เพราะหัวใจของเจ้าอยู่ในการทรงครองของพระเจ้าอยู่แล้ว และไม่มีสิ่งอื่นใดสามารถครอบครองเจ้าได้  โดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า โดยผ่านทางราคาที่เจ้าได้ยอมจ่าย และโดยผ่านทางพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าสามารถพัฒนาความรักที่ไม่ต้องบังคับเพื่อพระเจ้าได้—และเมื่อเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าจะกลายเป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตาน และจะมาใช้ชีวิตในความสว่างแห่งพระวจนะของพระเจ้า  มีเพียงเมื่อเจ้าได้พ้นเป็นอิสระจากอิทธิพลแห่งความมืดแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถพูดได้ว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า  ในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าต้องพยายามแสวงหาเป้าหมายนี้  นี่คือหน้าที่ของพวกเจ้าแต่ละคน  ไม่มีพวกเจ้าคนใดที่ควรพึงพอใจกับสถานะของเรื่องราวเหตุการณ์ในปัจจุบัน  เจ้าไม่สามารถสองจิตสองใจต่อพระราชกิจของพระเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่สามารถมองพระราชกิจของพระเจ้าว่าไม่สำคัญ  เจ้าควรนึกถึงพระเจ้าในทุกประการและตลอดเวลา และทำทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของพระองค์  และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าพูดหรือกระทำ เจ้าควรให้ความสนใจกับพระนิเวศของพระเจ้าก่อนเป็นอันดับแรก  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถได้ดังพระหทัยของพระเจ้าได้

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 394

ในความเชื่อที่ผู้คนมีในพระเจ้า ความผิดอันใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขาคือพวกเขาเชื่อด้วยวาจาเท่านั้น และพระเจ้าไม่อยู่ในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขาเลย  ผู้คนทั้งหมดเชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าจริงๆ แต่พระเจ้าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตทุกๆ วันของพวกเขา  ปากของผู้คนพูดคำอธิษฐานมากมายต่อพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมีพื้นที่น้อยนิดในหัวใจของพวกเขา และดังนั้นพระเจ้าจึงทรงทดสอบพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เป็นเพราะว่าผู้คนไม่บริสุทธิ์ พระเจ้าจึงไม่ทรงมีทางเลือกอื่นนอกจากทดสอบพวกเขา เพื่อที่พวกเขาอาจรู้สึกละอาย และมารู้จักตัวเองท่ามกลางการทดสอบเหล่านี้  หากไม่เป็นเช่นนั้น มนุษยชาติจะกลายเป็นพงศ์พันธุ์ของทูตสวรรค์ และกลับกลายเป็นเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ  ในกระบวนความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้า แต่ละคนปลดทิ้งเจตนาและวัตถุประสงค์ส่วนตัวของพวกเขามากมายภายใต้การชำระให้สะอาดอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า  หากไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าคงจะไม่ทรงมีหนทางที่จะใช้บุคคลใด และคงจะไม่ทรงมีหนทางที่จะทรงพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงควรที่จะทำในผู้คน  พระเจ้าทรงชำระล้างผู้คนให้สะอาดเป็นอันดับแรก และผู้คนอาจมารู้จักตัวเองโดยผ่านทางกระบวนการนี้ และพระเจ้าอาจเปลี่ยนแปลงพวกเขา  ณ เวลานั้นเท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงพระราชกิจในชีวิตของพระองค์ในพวกเขา และด้วยวิธีนี้เท่านั้นหัวใจของพวกเขาจึงจะหันมาหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ได้  ดังนั้นเราจึงกล่าวว่า การที่เชื่อในพระเจ้าไม่ได้เรียบง่ายเหมือนกับที่ผู้คนพูดกัน  ตามที่พระเจ้าทอดพระเนตร หากเจ้ามีเพียงความรู้แต่ไม่มีพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิต และหากเจ้าถูกจำกัดเพียงความรู้ของเจ้าเองเท่านั้น แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามความจริงหรือใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือข้อพิสูจน์ว่าเจ้ายังคงไม่มีหัวใจที่รักพระเจ้า และแสดงให้เห็นว่าหัวใจของเจ้าไม่ได้เป็นของพระเจ้า  คนเราสามารถรู้จักพระเจ้าได้โดยการเชื่อในพระองค์ กล่าวคือ นี่คือเป้าหมายสุดท้าย และเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์  เจ้าต้องใช้ความพยายามในการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พระวจนะของพระองค์ผลิดอกออกผลในการปฏิบัติของเจ้าได้  หากเจ้ามีเพียงความรู้เกี่ยวกับคำสอน เช่นนั้นแล้วความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะสูญเปล่า  เฉพาะเมื่อเจ้าปฏิบัติและใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์เท่านั้นความเชื่อของเจ้าจึงจะได้รับการพิจารณาว่าครบบริบูรณ์และสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  บนถนนสายนี้ ผู้คนมากมายสามารถพูดถึงความรู้มากมาย  แต่เมื่อถึงเวลาตายของพวกเขา ดวงตาของพวกเขาปริ่มไปด้วยน้ำตา และพวกเขาเกลียดตัวเองที่เสียเวลาไปทั้งชีวิตและใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าเพื่อความสูญเปล่า  พวกเขาเพียงเข้าใจคำสอน แต่ไม่สามารถนำความจริงมาปฏิบัติหรือเป็นพยานต่อพระเจ้าได้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาเพียงวิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที ยุ่งราวกับผึ้ง และเมื่อหมิ่นเหม่ใกล้ความตายเท่านั้นพวกเขาจึงมองเห็นในที่สุดว่าพวกเขาขาดพร่องคำพยานที่แท้จริง ว่าพวกเขาไม่ได้รู้จักพระเจ้าเลย  และนี่ไม่สายเกินไปหรือ?  เหตุใดเจ้าจึงไม่ใช้วันนี้ให้คุ้มค่าและไล่ตามเสาะหาความจริงที่เจ้ารัก?  เหตุใดจึงรอจนถึงวันพรุ่งนี้เล่า?  หากในชีวิตเจ้าไม่ทนทุกข์เพื่อความจริงหรือพยายามได้รับความจริง อาจเป็นได้หรือไม่ว่า เจ้าปรารถนาที่จะรู้สึกเสียใจในโมงยามแห่งการตายของเจ้า?  หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดหรือจึงเชื่อในพระเจ้า?  ในความเป็นจริง หากพวกเขาใช้ความทุ่มเทพยายามเพียงแผ่วบางที่สุด  ก็มีเรื่องมากมายที่ผู้คนสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ และด้วยการนั้นย่อมทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย  นี่เป็นเพียงเพราะหัวใจของผู้คนถูกครอบงำด้วยปีศาจ จนพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของพระเจ้าได้ และสาละวนเร่งร้อนอยู่เสมอเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังของพวกเขา และไม่สัมฤทธิ์สิ่งใดเลยในท้ายที่สุด  ด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนจึงทุกข์ร้อนจากปัญหาและความลำบากยากเย็นอยู่เสมอ  เหล่านี้ไม่ใช่การทรมานของซาตานหรือ?  นี่ไม่ใช่ความเสื่อมทรามของเนื้อหนังหรอกหรือ?  เจ้าไม่ควรพยายามที่จะหลอกลวงพระเจ้าโดยลมปาก  ตรงกันข้าม เจ้ากลับต้องปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  อย่าหลอกตัวเจ้าเอง—นั่นจะทำไปเพื่ออะไร?  เจ้าสามารถได้รับสิ่งใดหรือ จากการใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังของเจ้าและการดิ้นรนเพื่อผลกำไรและชื่อเสียง?

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 395

ตอนนี้ พวกเจ้าจงไล่ตามเสาะหาในการกลายเป็นประชากรของพระเจ้า และจะเริ่มการเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องทั้งหมดทั้งมวล  การเป็นประชากรของพระเจ้าหมายถึงการเข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักรอาณาจักร  วันนี้ เจ้าเริ่มต้นอย่างเป็นทางการที่จะเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร และชีวิตในอนาคตของพวกเจ้าจะหยุดที่จะหย่อนยานและย่อหย่อนดังที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ การมีชีวิตในแนวทางนั้น ช่างเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุมาตรฐานที่พึงประสงค์ของพระเจ้า  หากเจ้าไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วนใดๆ เช่นนั้นนี่ก็แสดงว่าเจ้าไม่มีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตัวเจ้าเอง แสดงว่าการไล่ตามเสาะหาของเจ้ายุ่งเหยิงและสับสน และเจ้าไม่สามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงได้  การเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักรหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตของประชากรของพระเจ้า—เจ้าเต็มใจยอมรับการฝึกฝนเช่นนั้นหรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะรู้สึกถึงสำนึกรับรู้ของความเร่งด่วนหรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะใช้ชีวิตภายใต้การบ่มวินัยของพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าเต็มใจที่จะใช้ชีวิตภายใต้การตีสอนของพระเจ้าหรือไม่?  เมื่อพระวจนะของพระเจ้ามาถึงเจ้าและทดสอบเจ้า เจ้าจะกระทำการอย่างไร?  และเจ้าจะทำสิ่งใดเมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงทุกอย่าง?  ในอดีต การมุ่งเน้นของเจ้าไม่ได้อยู่ที่ชีวิต วันนี้ เจ้าต้องเข้าสู่ความเป็นจริงของชีวิต และไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า  นี่คือสิ่งที่ต้องสัมฤทธิ์ผลโดยประชากรของราชอาณาจักร  บรรดาผู้ที่เป็นประชากรของพระเจ้าต้องครอบครองชีวิต พวกเขาต้องยอมรับการฝึกฝนของราชอาณาจักร และไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยชีวิตของพวกเขา  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าพึงประสงค์จากประชากรของราชอาณาจักร

ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าสำหรับประชากรของราชอาณาจักรมีดังต่อไปนี้

1. พวกเขาต้องยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า  กล่าวคือ พวกเขาต้องยอมรับพระวจนะทุกคำที่ตรัสไว้ในพระราชกิจยุคสุดท้ายของพระเจ้า

2. พวกเขาต้องเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร

3. พวกเขาต้องไล่ตามเสาะหาการทำให้หัวใจของพวกเขาได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า  เมื่อหัวใจของเจ้าหันเข้าหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว และเจ้ามีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ เจ้าก็จะอาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งอิสรภาพ ซึ่งหมายถึงเจ้าจะมีชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลและการคุ้มครองปกป้องของความรักของพระเจ้า  เฉพาะเมื่อเจ้ามีชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลและการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เจ้าเป็นของพระเจ้า

4. พวกเขาต้องได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า

5. พวกเขาต้องกลายเป็นการสำแดงพระสิริของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก

ห้าประเด็นนี้คือบัญชาของเราสำหรับพวกเจ้า  วจนะของเรากล่าวแก่ประชากรของพระเจ้า และหากเจ้าไม่เต็มใจยอมรับบัญชาเหล่านี้ เราจะไม่บังคับเจ้า—แต่หากเจ้ายอมรับบัญชาเหล่านั้นอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  วันนี้ พวกเจ้าเริ่มยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า และไล่ตามเสาะหาที่จะกลายเป็นประชากรของราชอาณาจักรและบรรลุมาตรฐานที่พึงประสงค์ต่อการเป็นประชากรของราชอาณาจักร  นี่คือก้าวแรกของการเข้าสู่  หากเจ้าปรารถนาที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างเต็มที่ เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องยอมรับพระบัญชาทั้งห้าประการนี้ และหากเจ้ามีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์พระบัญชาเหล่านั้นได้ เจ้าก็จะเป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้า และแน่นอนว่าพระเจ้าจะทรงใช้เจ้าให้เป็นประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก  สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดในวันนี้คือการเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร  การเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักรเกี่ยวข้องกับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ  ก่อนหน้านี้ ไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ แต่วันนี้ ขณะที่เจ้าเริ่มการเข้าสู่การฝึกฝนของราชอาณาจักร เจ้าก็เข้าสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณอย่างเป็นทางการ

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 396

ชีวิตประเภทใดคือชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ?  ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณคือชีวิตที่หัวใจของเจ้าหันเข้าหาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และมีความสามารถที่จะใส่ใจต่อความรักของพระเจ้า  นั่นคือชีวิตที่เจ้าใช้อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และไม่มีสิ่งอื่นใดจับจองหัวใจของเจ้า และเจ้ามีความสามารถที่จะจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในวันนี้ และได้รับการทรงนำโดยความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้เพื่อทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง  ชีวิตแบบนั้นซึ่งเป็นชีวิตระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าคือชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะติดตามความสว่างของวันนี้ เช่นนั้นแล้วระยะห่างก็ได้เปิดขึ้นในสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้า—อาจแม้แต่ถึงขั้นรุนแรงก็เป็นได้—และเจ้าก็ปราศจากชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ  สัมพันธภาพปกติกับพระเจ้าสร้างขึ้นบนรากฐานของการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้  เจ้ามีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติหรือไม่?  เจ้ามีสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าคือใครคนหนึ่งที่ติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  หากเจ้ามีความสามารถที่จะติดตามความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ และสามารถจับความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าภายในพระวจนะของพระองค์ได้ และเข้าสู่พระวจนะเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากเจ้าไม่ติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่มีโอกาสที่จะทรงพระราชกิจภายในบรรดาผู้ที่ไม่มีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเอง และผลก็คือผู้คนเช่นนั้นไม่มีวันที่จะมีความสามารถรวบรวมพละกำลังของพวกเขาได้ และนิ่งเฉยอยู่เรื่อยไป  วันนี้ เจ้าติดตามกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  เจ้าอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  เจ้าได้โผล่พ้นจากสภาวะนิ่งเฉยแล้วหรือยัง?  บรรดาผู้ที่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ที่ยึดพระราชกิจของพระเจ้าเป็นรากฐาน และติดตามความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้—พวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์  หากเจ้าเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าแท้จริงและถูกต้องอย่างปราศจากความเคลือบคลุมสงสัย และหากเจ้าเชื่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะตรัสว่าอย่างไร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือใครคนหนึ่งที่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่พระราชกิจของพระเจ้า และด้วยหนทางนี้เองที่เจ้าจะทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วง

เพื่อเข้าสู่กระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าต้องมีสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า และเจ้าต้องกำจัดสภาวะนิ่งเฉยของเจ้าเสียก่อน  บางคนติดตามคนหมู่มากอยู่เสมอ และหัวใจของพวกเขาหลงเจิ่นจากพระเจ้าไกลเกินไป ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเอง และมาตรฐานที่พวกเขาไล่ตามเสาะหานั้นต่ำเกินไป  การไล่ตามเสาะหาความรักของพระเจ้าและการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า  มีผู้คนที่เพียงใช้มโนธรรมของตนเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า แต่นี่ไม่สามารถเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ยิ่งเจ้าไล่ตามเสาะหามาตรฐานที่สูงขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งปรองดองกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ในฐานะใครคนหนึ่งที่ปกติและที่ไล่ตามเสาะหาที่จะรักพระเจ้า การเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อกลายเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้าคืออนาคตที่แท้จริงของพวกเจ้า และคือชีวิตหนึ่งซึ่งมีคุณค่าและมีนัยสำคัญมากที่สุด ไม่มีผู้ใดได้รับพระพรมากไปกว่าพวกเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เนื่องจากพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อเนื้อหนัง และพวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อซาตาน แต่วันนี้พวกเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า และมีชีวิตอยู่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่าชีวิตของพวกเจ้ามีนัยสำคัญมากที่สุด  เฉพาะผู้คนกลุ่มนี้ซึ่งถูกเลือกสรรโดยพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตที่มีนัยสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ไม่มีใครอีกเลยในแผ่นดินโลกที่มีความสามารถที่จะใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและมีความหมายเช่นนั้นได้  เนื่องจากเจ้าถูกเลือกสรรโดยพระเจ้าและได้รับการฟูมฟักโดยพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นคือ เพราะความรักของพระเจ้าที่มีแก่เจ้า พวกเจ้าได้จับความเข้าใจชีวิตที่แท้จริงและรู้วิธีใช้ชีวิตที่มีคุณค่ามากที่สุด  นี่ไม่ได้เป็นเพราะการไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้านั้นดี แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นผู้เปิดดวงตาแห่งจิตวิญญาณของพวกเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าต่างหากที่ได้สัมผัสหัวใจของพวกเจ้า โดยประทานโชคอันดีงามให้พวกเจ้าที่มายังเบื้องพระพักตร์พระองค์  หากพระวิญญาณของพระเจ้าไม่ได้ให้ความรู้แจ้งแก่พวกเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าคงจะไม่สามารถเห็นสิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระเจ้าได้ อีกทั้งคงไม่อาจเป็นไปได้ที่เจ้าจะรักพระเจ้า  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระวิญญาณของพระเจ้าได้สัมผัสหัวใจของผู้คน ทำให้หัวใจของพวกเขาได้หันเข้าหาพระเจ้า  บางครั้ง เมื่อเจ้ากำลังชื่นชมกับพระวจนะของพระเจ้า จิตวิญญาณของเจ้าได้รับการสัมผัส และเจ้ารู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากรักพระเจ้า รู้สึกว่ามีพละกำลังมหาศาลภายในตัวเจ้า และรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่เจ้าไม่สามารถละไว้ได้  หากเจ้ารู้สึกเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณของพระเจ้าแล้ว และหัวใจของเจ้าก็ได้หันเข้าหาพระเจ้าทั้งหมดแล้ว และเจ้าจะอธิษฐานต่อพระเจ้าแล้วกล่าวว่า  “โอ้พระเจ้า  พวกเราได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าอย่างแท้จริงและได้รับเลือกสรรโดยพระองค์  พระสิริของพระองค์มอบความภาคภูมิให้ข้าพระองค์ และข้าพระองค์รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นหนึ่งในประชากรของพระองค์  ข้าพระองค์จะยอมสละสิ่งใดก็ตามและมอบสิ่งใดก็ตามเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ และจะอุทิศขวบปีทั้งหมดของข้าพระองค์รวมถึงความพยายามของทั้งช่วงชีวิตแด่พระองค์”  เมื่อเจ้าอธิษฐานเช่นนี้ ก็จะมีความรักที่ไม่สิ้นสุดและการเชื่อฟังอย่างแท้จริงต่อพระเจ้าในหัวใจของเจ้า  เจ้าเคยมีประสบการณ์เฉกเช่นนี้หรือไม่?  หากผู้คนได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณของพระเจ้าบ่อยครั้ง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะอุทิศตนเองแก่พระเจ้าในการอธิษฐานของพวกเขาว่า  “โอ้พระเจ้า!  ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะมองเห็นวันแห่งพระสิริของพระองค์ และข้าพระองค์ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์—ไม่มีสิ่งใดที่มีค่าหรือมีความหมายไปมากกว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ และข้าพระองค์ไม่ได้มีความพึงปรารถนาแม้แต่น้อยที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อซาตานและเนื้อหนัง  พระองค์ทรงฟูมฟักข้าพระองค์โดยการทำให้ข้าพระองค์สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ในวันนี้”  เมื่อเจ้าได้อธิษฐานด้วยวิธีนี้ เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าทำอะไรไม่ได้นอกจากมอบหัวใจของเจ้าแด่พระเจ้า รู้สึกว่าเจ้าต้องได้รับพระเจ้า และรู้สึกว่าเจ้าคงจะเกลียดที่จะตายโดยปราศจากการได้รับพระเจ้าขณะที่เจ้ามีชีวิตอยู่  การได้กล่าวอธิษฐานเช่นนั้นออกไป จะมีพละกำลังอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยภายในตัวเจ้า และเจ้าจะไม่รู้ว่าพละกำลังนั้นมาจากที่ใด ในหัวใจของเจ้าจะมีพลังที่ไร้ขีดจำกัด และเจ้าจะมีสำนึกรับรู้ว่าพระเจ้าทรงดีงามยิ่งนัก และสำนึกรับรู้ว่าพระองค์ทรงควรค่าต่อการรัก  นี่คือเมื่อเจ้าจะได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า  บรรดาผู้คนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้นล้วนได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้า  สำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้าบ่อยครั้ง การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายบังเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา พวกเขามีความสามารถที่จะทำได้ตามปณิธานของพวกเขาและเต็มใจที่จะรับพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ ความรักต่อพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาหนักแน่นมากขึ้น หัวใจของพวกเขาได้หันเข้าหาพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงครอบครัว โลก ความยุ่งเหยิงทั้งหลาย หรืออนาคตของพวกเขา และพวกเขาเต็มใจที่จะอุทิศความพยายามของทั้งชีวิตแด่พระเจ้า  บรรดาผู้ที่ได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณของพระเจ้า คือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และผู้คนที่มีความหวังถึงการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 397

ความสำคัญหลักในการติดตามพระเจ้าคือ ทุกสิ่งควรเป็นไปอย่างสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้  กล่าวคือ ไม่ว่าเจ้าจะกำลังไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตหรือการทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วง ทุกสิ่งควรมีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้  หากสิ่งที่เจ้าสื่อสารและไล่ตามเสาะหาไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือคนแปลกหน้าต่อพระวจนะของพระเจ้า และสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง  สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์คือผู้คนที่ติดตามรอยพระบาทของพระองค์  ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเข้าใจมาก่อนนั้นจะมหัศจรรย์และบริสุทธิ์มากน้อยเพียงใด พระเจ้าก็ไม่ทรงต้องประสงค์สิ่งนั้น และหากเจ้าไร้ความสามารถที่จะละสิ่งเหล่านั้นได้ เช่นนั้นแล้วสิ่งเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการเข้าสู่ของเจ้าในอนาคต  บรรดาผู้ที่มีความสามารถที่จะติดตามความสว่างปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ก็ได้รับพระพร  ผู้คนในยุคก่อนๆ ยังได้ติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าด้วยเช่นกัน แต่กระนั้นก็ดีพวกเขาก็ไม่สามารถติดตามได้จนถึงวันนี้ นี่คือพระพรของผู้คนในยุคสุดท้าย  บรรดาผู้ที่สามารถติดตามพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ และผู้ที่มีความสามารถที่จะติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าได้ เฉกเช่นที่พวกเขาติดตามพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะนำทางพวกเขาไปยังที่ใด—เหล่านี้คือผู้คนที่ได้รับพระพรจากพระเจ้า  บรรดาผู้ที่ไม่ติดตามพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้เข้าสู่พระราชกิจแห่งพระวจนะของพระเจ้า และไม่ว่าพวกเขาจะทำงานมากมายเพียงใด หรือความทุกข์ของพวกเขาใหญ่หลวงเพียงใด หรือพวกเขาวิ่งวุ่นดำเนินงานมากเพียงใด สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรกับพระเจ้า และพระองค์จะไม่ชมเชยพวกเขา  วันนี้ บรรดาผู้ที่ติดตามพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้านั้นอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกที่เป็นคนแปลกหน้าต่อพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ต่างอยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้คนเช่นนั้นไม่ได้รับการชมเชยจากพระเจ้า  การปรนนิบัติที่เลิกร้างจากถ้อยดำรัสปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการปรนนิบัติที่เกิดจากเนื้อหนังและมโนคติที่หลงผิด และเป็นไปไม่ได้ที่การนั้นจะสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  หากผู้คนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถทำสิ่งใดที่เหมาะต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ และแม้ว่าพวกเขาจะรับใช้พระเจ้า พวกเขาก็รับใช้ในท่ามกลางจินตนาการและมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และไม่สามารถรับใช้ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  บรรดาผู้ที่ไร้ความสามารถที่จะติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้  พระเจ้าทรงต้องประสงค์การปรนนิบัติซึ่งเป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์เอง พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์การปรนนิบัติที่เป็นมโนคติที่หลงผิดและเนื้อหนัง  หากผู้คนไม่สามารถติดตามขั้นตอนของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติที่หลงผิด  การปรนนิบัติของผู้คนเช่นนั้นขัดจังหวะและรบกวน และการปรนนิบัติเช่นนั้นดำเนินขัดแย้งกับพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ พวกที่ไร้ความสามารถที่จะติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าจึงไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้ พวกที่ไร้ความสามารถที่จะติดตามรอยพระบาทของพระเจ้ามักจะต่อต้านพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่ และไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า  “การติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์” หมายถึง การทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในวันนี้ การมีความสามารถที่จะกระทำการอันสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ปัจจุบันของพระเจ้า การมีความสามารถที่จะเชื่อฟังและติดตามพระเจ้าของวันนี้ และการเข้าสู่ที่สอดคล้องกับถ้อยดำรัสใหม่ล่าสุดของพระเจ้า  นี่คือใครคนหนึ่งที่ติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น  ผู้คนเช่นนั้นไม่เพียงสามารถรับการสรรเสริญจากพระเจ้าและมองเห็นพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถรู้ถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าจากพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าได้ และสามารถรับรู้มโนคติที่หลงผิดและการไม่เชื่อฟังของมนุษย์และธรรมชาติและเนื้อแท้ของมนุษย์จากพระราชกิจล่าสุดของพระองค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีความสามารถที่จะค่อยๆ สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาในระหว่างการปรนนิบัติของพวกเขา  เฉพาะผู้คนเช่นนี้เท่านั้นคือบรรดาผู้ที่มีความสามารถที่จะได้รับพระเจ้า และเป็นผู้ที่ได้พบหนทางที่แท้จริงโดยแท้  พวกที่ถูกขจัดโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือผู้คนที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า และผู้ที่กบฏต่อพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า  ที่ผู้คนเช่นนั้นต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงกระทำพระราชกิจใหม่ และเพราะพระฉายาของพระเจ้าไม่เหมือนกับในมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา—โดยผลของสิ่งนี้ พวกเขาจึงต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยและพิพากษาพระเจ้า ซึ่งส่งผลให้พระเจ้าทรงเกลียดและปฏิเสธพวกเขา  การครอบครองความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากผู้คนมีจิตใจที่จะเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าและแสวงหาพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะมีโอกาสเห็นพระเจ้า และจะมีโอกาสได้รับการทรงนำใหม่ล่าสุดของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกที่ต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าโดยเจตนา จะไม่สามารถรับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือการทรงนำของพระเจ้าได้  ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้คนจะสามารถได้รับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา และขึ้นอยู่กับเจตนาของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 398

บรรดาผู้ที่มีความสามารถที่จะเชื่อฟังถ้อยดำรัสปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้รับพระพร  ไม่สำคัญว่าพวกเขาเคยเป็นอย่างไรหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์เคยทรงพระราชกิจอย่างไรภายในพวกเขา—บรรดาผู้ที่ได้รับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้านั้นเป็นผู้ที่ได้รับพระพรมากที่สุด และพวกที่ไร้ความสามารถที่จะติดตามพระราชกิจล่าสุดในวันนี้จะถูกขจัด  พระเจ้าทรงต้องประสงค์บรรดาผู้ที่มีความสามารถที่จะยอมรับความสว่างใหม่ และพระองค์ทรงต้องประสงค์บรรดาผู้ที่ยอมรับและรู้จักพระราชกิจล่าสุดของพระองค์  เหตุใดจึงมีคำกล่าวที่ว่าเจ้าต้องเป็นผู้รักษาพรหมจารีบริสุทธิ์?  ผู้รักษาพรหมจารีบริสุทธิ์มีความสามารถที่จะแสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ได้ และยิ่งไปกว่านั้น มีความสามารถที่จะละมโนคติที่หลงผิดเก่าๆ และเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ได้  ผู้คนกลุ่มนี้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ล่าสุดของวันนี้ ได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าก่อนยุคต่างๆ และเป็นผู้คนที่ได้รับพระพรมากที่สุด  พวกเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าโดยตรง และเห็นการทรงปรากฏของพระเจ้า และอื่นๆ ทั่วสวรรค์และแผ่นดินโลก และตลอดยุคสมัยต่างๆ ไม่มีใครได้รับพระพรมากไปกว่าพวกเจ้า ซึ่งเป็นผู้คนกลุ่มนี้  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้า เพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าและการทรงเลือกสรรของพระเจ้า และเพราะพระคุณของพระเจ้า หากพระเจ้ามิได้ตรัสและดำรัสพระวจนะของพระองค์ สภาพเงื่อนไขของพวกเจ้าจะเป็นเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรือไม่?  ด้วยเหตุนี้ ขอให้พระสิริและการสรรเสริญทั้งปวงจงมีแด่พระเจ้า เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระเจ้าทรงฟูมฟักเจ้า  เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เจ้าจะยังคงนิ่งเฉยอยู่ได้หรือไม่?  พละกำลังของเจ้ายังไร้ความสามารถที่จะฉุดเจ้าขึ้นมาได้ใช่หรือไม่?

ที่เจ้ามีความสามารถที่จะยอมรับการพิพากษา การตีสอน การประหาร และกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น มีความสามารถที่จะยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า ได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้ามาก่อนยุคสมัยต่างๆ แล้ว และด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงต้องไม่เศร้าหมองมากเกินไปเมื่อเจ้าถูกตีสอน  ไม่มีใครสามารถพรากพระราชกิจซึ่งพระองค์ได้กระทำในตัวพวกเจ้า และพระพรที่ประทานแก่เจ้าไปได้ และไม่มีใครสามารถพรากสิ่งทั้งหมดที่ได้ประทานแก่พวกเจ้าไปได้  ผู้คนของศาสนาไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับพวกเจ้าได้เลย  พวกเจ้าไม่ได้ครอบครองความเชี่ยวชาญอย่างใหญ่หลวงในพระคัมภีร์และไม่ได้มีทฤษฎีทางศาสนา แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงทำงานในตัวพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าจึงได้รับมากกว่าใครตลอดยุคสมัยต่างๆ—และนี่คือพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้า  เพราะการนี้พวกเจ้าจึงต้องมอบอุทิศแด่พระเจ้าให้มากยิ่งขึ้น และจงรักภักดีต่อพระเจ้าให้มากยิ่งขึ้น  เนื่องจากพระเจ้าทรงฟูมฟักเจ้า เจ้าจึงต้องเพิ่มความพยายามของเจ้า และต้องเตรียมวุฒิภาวะของเจ้าให้พร้อมที่จะรับพระบัญชาของพระเจ้า  เจ้าต้องตั้งมั่นในสถานที่ที่พระเจ้าประทานให้เจ้า ต้องไล่ตามเสาะหาในการเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า ต้องยอมรับการฝึกฝนของราชอาณาจักร ได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และในท้ายที่สุดก็ได้กลายเป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า  เจ้าครอบครองความแน่วแน่เหล่านี้หรือไม่?  หากเจ้าครอบครองความแน่วแน่เช่นนั้น ในท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และจะได้เป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า  เจ้าควรเข้าใจว่าพระบัญชาหลักกำลังได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และกำลังกลายเป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า  นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 399

พระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้คือพลังของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และความรู้แจ้งที่ต่อเนื่องของมนุษย์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ระหว่างช่วงเวลานี้คือแนวโน้มของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  แล้วแนวโน้มของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้คืออะไร?  ก็คือการเป็นผู้ทรงนำผู้คนไปสู่พระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ และไปสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ  มีหลายขั้นตอนในการเข้าสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกติ ได้แก่

1. ก่อนอื่น เจ้าต้องเทหัวใจของเจ้าลงในพระวจนะของพระเจ้า  เจ้าต้องไม่ไล่ตามเสาะหาพระวจนะของพระเจ้าในอดีต และต้องไม่นำมาศึกษาหรือเปรียบเทียบกับพระวจนะของวันนี้  เจ้าต้องเทใจของเจ้าลงในพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์แทน  หากมีผู้คนที่ยังคงปรารถนาจะอ่านพระวจนะของพระเจ้า หนังสือทางจิตวิญญาณ หรือเรื่องราวอื่นๆ ของการเทศนาจากในอดีต และผู้ที่ไม่ติดตามพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นผู้คนที่โง่เขลาที่สุด ซึ่งพระเจ้าทรงรังเกียจผู้คนเช่นนี้  หากเจ้าเต็มใจที่จะยอมรับความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นแล้วจงเทหัวใจของเจ้าลงในถ้อยดำรัสของพระเจ้าในวันนี้อย่างครบบริบูรณ์  นี่คือสิ่งแรกที่เจ้าต้องสัมฤทธิ์ผล

2. เจ้าต้องอธิษฐานบนรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าตรัสในวันนี้ เข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าและสื่อสารกับพระเจ้า และตั้งปณิธานของเจ้าต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า โดยกำหนดว่ามาตรฐานใดที่เจ้าปรารถนาจะไล่ตามเสาะหาเพื่อให้สำเร็จลุล่วง

3. เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงอันลึกซึ้งบนรากฐานของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้  อย่ายึดมั่นกับถ้อยดำรัสและทฤษฎีที่ล้าสมัยจากอดีต

4. เจ้าต้องแสวงหาที่จะได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้า

5. เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาในการเข้าสู่เส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินอยู่ในวันนี้

และเจ้าแสวงหาการได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร?  สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดคือการมีชีวิตอยู่ในพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้า และการอธิษฐานบนรากฐานของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า  เมื่อได้อธิษฐานด้วยวิธีนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสัมผัสเจ้าได้อย่างแน่นอน  หากเจ้าไม่ได้แสวงหาหลักสำคัญในรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าตรัสในวันนี้ เช่นนั้นแล้วการนี้ก็จะไร้ผล  เจ้าควรอธิษฐานและกล่าวว่า  “โอ้พระเจ้า! ข้าพระองค์ต่อต้านพระองค์ และข้าพระองค์เป็นหนี้พระองค์อย่างมาก ข้าพระองค์ไม่เชื่อฟังอย่างมากและไม่เคยมีความสามารถที่จะทำให้พระองค์สมดังพระทัยได้เลย  โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้พระองค์ช่วยข้าพระองค์ให้รอด ข้าพระองค์ปรารถนาจะให้การปรนนิบัติพระองค์จวบจนวาระสุดท้าย ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะตายเพื่อพระองค์  พระองค์ทรงพิพากษาข้าพระองค์และตีสอนข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่มีการพร่ำบ่นใดๆ ข้าพระองค์ต่อต้านพระองค์และข้าพระองค์สมควรตาย เพื่อที่ผู้คนทั้งมวลจะได้เห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ในการตายของข้าพระองค์”  เมื่อเจ้าอธิษฐานภายในหัวใจด้วยวิธีนี้ พระเจ้าจะทรงรับฟังเจ้า และจะทรงนำเจ้า หากเจ้าไม่อธิษฐานบนรากฐานของพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ เช่นนั้นแล้วจะไม่มีความเป็นไปได้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสัมผัสเจ้า  หากเจ้าอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และตามสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะทำในวันนี้ เจ้าจะทูลว่า  “โอ้พระเจ้า! ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะยอมรับพระบัญชาของพระองค์และสัตย์ซื่อต่อพระบัญชาของพระองค์ และข้าพระองค์เต็มใจที่จะอุทิศทั้งชีวิตของข้าพระองค์เพื่อพระสิริของพระองค์ เพื่อให้ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำสามารถไปถึงซึ่งมาตรฐานของประชากรของพระเจ้าได้  ขอให้หัวใจของข้าพระองค์ได้รับการสัมผัสจากพระองค์  ข้าพระองค์ปรารถนาให้พระวิญญาณของพระองค์ประทานความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ เพื่อทำให้ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำนำมาซึ่งความอับอายต่อซาตาน ว่าข้าพระองค์ได้รับการรับไว้จากพระองค์ในท้ายที่สุด”  หากเจ้าอธิษฐานด้วยวิธีนี้ ด้วยวิธีที่มีศูนย์กลางอยู่ที่น้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ไม่สำคัญเลยว่าการอธิษฐานของเจ้าจะมีถ้อยคำมากเพียงใด—กุญแจสำคัญคือเจ้าจับความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่  พวกเจ้าทั้งหมดอาจเคยมีประสบการณ์ดังต่อไปนี้มาแล้ว  กล่าวคือ บางครั้ง ในขณะที่อธิษฐานในการชุมนุม พลังของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็มาถึงจุดสูงสุด ทำให้พละกำลังของทุกคนผุดขึ้น  ผู้คนบางส่วนร้องไห้อย่างขมขื่นและหลั่งน้ำตาร่ำไห้ขณะอธิษฐาน ครอบงำด้วยความสำนึกผิดต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และผู้คนบางส่วนแสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่ของพวกเขา และให้คำสาบาน  นั่นคือผลที่จะสัมฤทธิ์ด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในวันนี้ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่ผู้คนทั้งปวงเทหัวใจของพวกเขาลงในพระวจนะของพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์  อย่ามุ่งเน้นที่พระวจนะที่ได้ตรัสมาก่อนหน้านี้ หากเจ้ายังคงยึดมั่นในสิ่งที่มีมาก่อนหน้านี้ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า  เจ้าเห็นหรือไม่ว่านี่สำคัญเพียงใด?

พวกเจ้ารู้เส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินในวันนี้หรือไม่?  ประเด็นหลายอย่างข้างต้นคือสิ่งที่จะต้องสำเร็จลุล่วงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้และในอนาคต สิ่งเหล่านั้นคือเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ และการเข้าสู่ที่มนุษย์ควรที่จะไล่ตามเสาะหา  ในการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องเทหัวใจของเจ้าลงในพระวจนะของพระเจ้า และมีความสามารถที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้าได้ หัวใจของเจ้าต้องโหยหาพระเจ้า เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงอันลึกซึ้ง และวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าพึงประสงค์  เมื่อเจ้าครอบครองพละกำลังนี้ เช่นนั้นแล้วก็แสดงว่าเจ้าได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า และหัวใจของเจ้าได้เริ่มหันเข้าหาพระเจ้าแล้ว

ขั้นตอนแรกของการเข้าสู่ชีวิตคือการเทหัวใจของเจ้าลงในพระวจนะของพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ และขั้นตอนที่สองคือการยอมรับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผลที่สัมฤทธิ์จากการยอมรับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์คืออะไร?  เพื่อให้มีความสามารถที่จะโหยหา แสวงหา และท่องสำรวจความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเพื่อสามารถร่วมมือกับพระเจ้าในลักษณะที่เป็นบวกได้  ในวันนี้ เจ้าร่วมมือกับพระเจ้า กล่าวคือมีวัตถุประสงค์ในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า ในการอธิษฐานของเจ้า และในการเข้าสนิทของเจ้าในพระวจนะของพระเจ้า และเจ้าปฏิบัติหน้าที่โดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า—เพียงการนี้เท่านั้นที่ถือว่าเป็นการร่วมมือกับพระเจ้า  หากเจ้าเพียงแต่กล่าวถึงการให้พระเจ้าทรงกระทำ แต่ไม่ลงมือกระทำสิ่งใด ไม่อธิษฐานหรือแสวงหาใดๆ เช่นนั้นแล้วการนี้จะเรียกว่าความร่วมมือได้อย่างไร?  หากเจ้าไม่มีร่องรอยของความร่วมมือในตัวเจ้า และสูญสิ้นการฝึกฝนเพื่อการเข้าสู่ที่มีวัตถุประสงค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือ  ผู้คนบางส่วนกล่าวว่า “ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า พระเจ้าพระองค์เองทรงได้ทำสิ่งนั้นทั้งหมด หากพระเจ้าไม่ได้ทรงทำสิ่งนั้น แล้วมนุษย์จะทำได้อย่างไร?”  พระราชกิจของพระเจ้าคือสิ่งปกติ และไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติแม้แต่น้อย และมันเป็นไปโดยผ่านทางการแสวงหาที่แข็งขันของเจ้าเท่านั้นที่ทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ เพราะพระเจ้าไม่ได้บังคับมนุษย์—เจ้าต้องเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงพระราชกิจ และหากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาหรือเข้าสู่ และหากไม่มีความโหยหาแม้แต่น้อยในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ไม่มีโอกาสได้ทรงพระราชกิจ  เจ้าสามารถแสวงหาที่จะได้รับการสัมผัสจากพระเจ้าได้ด้วยเส้นทางใด?  ผ่านการอธิษฐานและการเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น  แต่ที่สำคัญที่สุด จงจำไว้ว่า นั่นจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไว้  เมื่อเจ้าได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้าบ่อยครั้ง เจ้าก็จะไม่ถูกทำให้เป็นทาสโดยเนื้อหนัง กล่าวคือ  สามี ภรรยา บุตร และเงิน—เหล่านี้ล้วนไม่สามารถพันธนาการเจ้าได้ และเจ้าปรารถนาเพียงที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและมีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักต์พระเจ้าเท่านั้น  ณ เวลานี้ เจ้าจะเป็นใครคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในอาณาจักรแห่งอิสรภาพ

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 400

พระเจ้าได้ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ และไม่ว่าพระองค์จะตรัสออกมาจากมุมมองด้านใด ทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม  พระวจนะที่ตรัสจากมุมมองของพระวิญญาณนั้นยากที่ผู้คนจะเข้าใจ พวกเขาไม่มีวิถีทางในการค้นพบเส้นทางที่จะปฏิบัติ เพราะความสามารถของพวกเขาในการทำความเข้าใจนั้นถูกจำกัด  พระราชกิจของพระเจ้าสัมฤทธิ์ผลแตกต่างกัน และในการดำเนินแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจนั้นพระองค์ทรงมีจุดประสงค์ของพระองค์เอง  นอกจากนี้ การที่พระองค์ตรัสจากมุมมองซึ่งแตกต่างออกไปนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะด้วยการทำเช่นนั้นเท่านั้นพระองค์จึงจะทรงสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้  หากพระองค์ทรงต้องเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์จากมุมมองของพระวิญญาณเพียงเท่านั้น ก็คงไม่มีทางที่จะดำเนินช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระเจ้าให้เสร็จสิ้นได้  จากกระแสเสียงซึ่งพระองค์ตรัส เจ้าสามารถเห็นได้ว่าพระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์  ดังนั้นอะไรเล่าที่ควรเป็นขั้นตอนแรกสำหรับแต่ละคนในหมู่ผู้ที่ปรารถนาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม?  เหนือสิ่งอื่นใด เจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า  วันนี้ วิธีการใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วในพระราชกิจของพระเจ้า ยุคสมัยได้เปลี่ยนผ่านแล้ว วิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจก็ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน และวิธีการซึ่งพระเจ้าตรัสก็แตกต่างออกไป  วันนี้ ไม่เพียงแค่วิธีการของพระราชกิจของพระองค์ได้เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยุคสมัยก็ได้เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน  บัดนี้เป็นยุคแห่งราชอาณาจักร ยุคนี้ยังเป็นยุคแห่งการรักพระเจ้าอีกด้วย เป็นการชิมลางของยุคอาณาจักรพันปี—ซึ่งเป็นยุคพระวจนะอีกด้วยเช่นกัน และเป็นยุคซึ่งพระเจ้าทรงใช้วิธีการตรัสหลายวิธีเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และทรงตรัสจากมุมมองที่ต่างออกไปเพื่อจัดหาให้กับมนุษย์  ทันทีที่เข้าสู่ยุคอาณาจักรพันปี พระเจ้าจะทรงเริ่มใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าสู่ความเป็นจริงของชีวิตและทรงนำทางเขาไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง  หลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับขั้นตอนมากมายหลากหลายขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้า มนุษย์ได้เห็นแล้วว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นใช่ว่าจะคงอยู่กับที่ไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่กำลังวิวัฒนาการและหยั่งลึกลงโดยไม่หยุดหย่อน  ภายหลังจากที่ผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจเป็นเวลานานมากแล้ว พระราชกิจก็ได้ดำเนินหมุนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนแปลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า  ถึงกระนั้น ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดก็ตาม มันก็ไม่เคยเบี่ยงเบนไปจากพระประสงค์ของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษยชาติ  แม้ผ่านการเปลี่ยนแปลงนับหมื่นครั้ง มันก็ไม่เคยเบนห่างจากจุดประสงค์ดั้งเดิม  ไม่สำคัญว่าวิธีการของพระราชกิจของพระเจ้าอาจเปลี่ยนแปลงอย่างไร พระราชกิจนี้ไม่เคยออกห่างจากความจริงหรือจากชีวิต  การเปลี่ยนแปลงในวิธีการปฏิบัติพระราชกิจนั้นแค่ทำไปโดยเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของพระราชกิจ และมุมมองซึ่งพระเจ้าตรัสเท่านั้น หาได้มีการเปลี่ยนแปลงในวัตถุประสงค์กลางของพระราชกิจของพระเจ้าเลยไม่  การเปลี่ยนแปลงในกระแสพระสุรเสียงของพระเจ้าและวิธีการของพระราชกิจของพระองค์นั้นทรงทำไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง  การเปลี่ยนแปลงในกระแสพระสุรเสียงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในจุดประสงค์หรือหลักการเบื้องหลังพระราชกิจ  โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อที่จะแสวงหาชีวิต หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ทว่าไม่ได้แสวงหาชีวิตหรือไล่ตามเสาะหาความจริงหรือความรู้ในเรื่องพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็ไม่ใช่ความเชื่อในพระเจ้า!  และมันจะเป็นความเป็นจริงไปได้หรือกับการที่ยังคงแสวงหาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อไปเป็นกษัตริย์?  การสัมฤทธิ์ความรักที่แท้จริงสำหรับพระเจ้าผ่านการแสวงหาชีวิต—เรื่องนี้เท่านั้นที่เป็นความเป็นจริง การไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง—เหล่านี้ทั้งหมดคือความเป็นจริง  เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า และได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านี้ เจ้าจะมาจับความเข้าใจในความรู้เรื่องพระเจ้าท่ามกลางประสบการณ์จริง และนี่คือความหมายของการไล่ตามเสาะหาที่แท้จริง

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 401

บัดนี้เป็นยุคแห่งราชอาณาจักร การที่เจ้าจะได้เข้าสู่ยุคใหม่นี้แล้วหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าได้เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าแล้วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพระวจนะของพระองค์นั้นได้กลายเป็นความเป็นจริงของชีวิตของเจ้าแล้วหรือไม่  พระวจนะของพระเจ้านั้นได้รับการทำให้รู้กันทั่วทุกคนก็เพื่อที่ ในท้ายที่สุด ผู้คนทั้งหมดจะใช้ชีวิตในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์จะให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างกับแต่ละบุคคลจากภายใน  หากในช่วงระหว่างเวลานี้ เจ้าไม่ใส่ใจในการอ่านพระวจนะของพระเจ้า และไม่มีความสนใจในพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วนี่ก็แสดงให้เห็นว่าสภาวะของเจ้านั้นผิดปกติ  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะเข้าสู่ยุคพระวจนะ เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจในตัวเจ้า หากเจ้าได้เข้าสู่ยุคนี้แล้ว พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์  อะไรหรือที่เจ้าสามารถทำได้เมื่อเริ่มต้นยุคพระวจนะเพื่อที่จะได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์?  ในยุคนี้และท่ามกลางพวกเจ้า พระเจ้าจะทรงทำให้ข้อเท็จจริงต่อไปนี้สำเร็จลุล่วง: ที่ว่าทุกคนจะใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และจะรักพระเจ้าอย่างจริงจังจริงใจ  ที่ว่าผู้คนทั้งหมดจะใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานและเป็นความเป็นจริงของตนและจะมีหัวใจที่เคารพพระเจ้า และที่ว่าโดยอาศัยการปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์จะใช้อำนาจขัตติยะพร้อมไปกับพระเจ้า  นี่คืองานที่จะต้องสัมฤทธิ์ผลโดยพระเจ้า  เจ้าสามารถอยู่โดยที่ไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  วันนี้ มีผู้คนมากมายที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้แม้แต่วันเดียวหรือสองวันโดยที่ไม่ได้อ่านพระวจนะของพระองค์  พวกเขาต้องอ่านพระวจนะของพระองค์ทุกวัน และหากไม่มีเวลา การฟังพระวจนะเหล่านี้ก็จะเพียงพอ  นี่คือความรู้สึกที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้แก่ผู้คน และมันเป็นหนทางที่พระองค์ทรงเริ่มที่จะขับเคลื่อนพวกเขา  นั่นคือ พระองค์ทรงปกครองผู้คนผ่านพระวจนะ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้  หากหลังจากผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวันโดยที่ไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้ารู้สึกถึงความมืดมิดและความกระหาย และไม่สามารถทนต่อสภาวะเช่นนั้นได้ นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าได้ถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว และแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ได้หันหนีไปจากเจ้า  เจ้าก็จะเป็นหนึ่งในผู้ซึ่งอยู่ในกระแสนี้  อย่างไรก็ตาม หากหลังจากผ่านไปหนึ่งวันหรือสองวันโดยไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่ได้รู้สึกอะไรสักอย่าง หากเจ้าไม่มีความกระหาย และไม่ได้ถูกขับเคลื่อนเลยทั้งสิ้น นี่แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หันหนีไปจากเจ้าแล้ว  เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมหมายความว่า มีบางอย่างผิดปกติกับสภาวะภายในตัวเจ้า เจ้ายังไม่ได้เข้าสู่ยุคพระวจนะ และเจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาพวกที่ล้าหลัง  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะปกครองผู้คน เจ้ารู้สึกดีหากเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และหากเจ้าไม่ได้กินและดื่ม เจ้าย่อมไร้เส้นทางให้ติดตาม  พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นอาหารของผู้คน และเป็นพละกำลังซึ่งขับเคลื่อนพวกเขา  พระคัมภีร์กล่าวว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” วันนี้ พระเจ้าจะทรงนำพาพระราชกิจนี้ไปสู่ความครบถ้วนบริบูรณ์ และพระองค์จะทรงทำให้ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงในตัวพวกเจ้า  เป็นไปได้อย่างไรกันที่ในอดีตนั้น ผู้คนสามารถอยู่ได้หลายวันโดยไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และกระนั้นก็ยังสามารถกินอาหารและทำงานได้ตามปกติ แต่นี่ไม่ใช่กรณีในวันนี้ใช่ไหม?  ในยุคนี้ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเป็นหลักในการปกครองทุกคน  โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์จึงได้รับการพิพากษาและทำให้มีความเพียบพร้อม จากนั้นในที่สุดจึงถูกนำตัวไปยังราชอาณาจักร  มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถจัดหาให้แก่ชีวิตของมนุษย์ได้ และมีเพียงแค่พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้ความสว่างและเส้นทางสำหรับการปฏิบัติแก่มนุษย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคแห่งราชอาณาจักร  ตราบเท่าที่เจ้าไม่ไถลห่างจากความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า การกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์ในแต่ละวัน พระเจ้าก็จะทรงสามารถทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมได้

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 402

การไล่ตามเสาะหาชีวิตไม่ใช่อะไรบางอย่างที่จะเร่งรัดได้ การเติบโตของชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองวัน  พระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีกระบวนการหนึ่งที่พระราชกิจจำเป็นต้องก้าวผ่านไปให้ได้  พระเยซูผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงใช้เวลาสามสิบสามปีครึ่งเพื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจการตรึงกางเขนของพระองค์—แล้วถ้าเป็นงานชำระล้างมนุษย์ให้บริสุทธิ์และแปรสภาพชีวิตของเขา ซึ่งเป็นพระราชกิจที่มีความยากถึงขั้นสูงสุดล่ะจะเป็นอย่างไร?  มันไม่ใช่ชิ้นงานที่ง่ายเลย ในการที่จะสร้างมนุษย์ปกติคนหนึ่งซึ่งสำแดงพระเจ้า  นี่เป็นเช่นนั้นจริงๆ สำหรับผู้คนซึ่งเกิดมาในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง ผู้ที่มีขีดความสามารถต่ำและพึงต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานสำหรับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า  ดังนั้นจงอย่าไร้ความอดทนที่จะได้เห็นผลลัพธ์  เจ้าจำต้องกระตือรือร้นในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และใช้ความพยายามให้มากขึ้นกับพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อเจ้าเสร็จจากการอ่านพระวจนะของพระองค์แล้ว เจ้าจำต้องสามารถนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติได้จริง เติบโตขึ้นในด้านความรู้ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกการหยั่งรู้และปัญญาในพระวจนะของพระเจ้า  โดยผ่านการนี้ เจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว  หากเจ้าสามารถรับการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า การอ่านพระวจนะเหล่านั้น การได้มารู้พระวจนะเหล่านั้น การได้รับประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้น และการปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้นมาเป็นหลักธรรมของเจ้า เจ้าจะมาถึงความเป็นผู้ใหญ่บริบูรณ์โดยที่ไม่รู้ตัว  มีพวกที่กล่าวว่า พวกเขาไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติได้แม้หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะเหล่านั้นแล้วก็ตาม  เจ้ารีบร้อนอะไรหรือ?  เมื่อเจ้าไปถึงวุฒิภาวะหนึ่ง เจ้าก็จะสามารถนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติได้  เด็กอายุสี่หรือห้าขวบจะพูดว่าพวกเขาไร้ความสามารถที่จะสนับสนุนหรือให้เกียรติพ่อแม่ของตนได้อย่างนั้นหรือ?  เจ้าควรรู้ว่าวุฒิภาวะ ณ ปัจจุบันของเจ้านั้นดีเลิศเพียงใด  จงนำสิ่งที่เจ้าสามารถปฏิบัติได้ไปปฏิบัติ และหลีกเลี่ยงการเป็นใครบางคนที่ทำให้การบริหารจัดการของพระเจ้าหยุดชะงัก  แค่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และรับการปฏิบัติเช่นนั้นไว้เป็นหลักธรรมของเจ้านับแต่บัดนี้ไป  สำหรับตอนนี้ อย่าเพิ่งไปกังวลในเรื่องที่ว่าพระเจ้าสามารถทำให้เจ้าครบบริบูรณ์ได้หรือไม่  อย่าเพิ่งเจาะลึกเข้าไปในเรื่องนั้น  แค่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นเข้ามาหาเจ้า และพระเจ้าจึงจะทรงรู้สึกมั่นใจที่จะทำให้เจ้ามีความครบถ้วนบริบูรณ์  อย่างไรก็ดี มีหลักการซึ่งเจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ไปตามนั้น  อย่าทำเช่นนั้นไปโดยหลับหูหลับตา  ในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น ในด้านหนึ่ง จงแสวงหาพระวจนะที่เจ้าควรมารู้ออกมาให้ได้—นั่นคือ พระวจนะที่เกี่ยวข้องกับนิมิต—และในอีกด้านหนึ่ง จงแสวงหาพระวจนะที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติจริง—นั่นคือ สิ่งที่เจ้าควรเข้าสู่  แง่มุมหนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ และอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่  ทันทีที่เจ้าได้จับความเข้าใจถึงทั้งสองแง่มุม—เมื่อเจ้าได้จับความเข้าใจถึงสิ่งที่เจ้าควรรู้และสิ่งที่เจ้าควรปฏิบัติ—เจ้าก็จะรู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 403

ในการขยับเดินต่อไปข้างหน้า การพูดคุยถึงพระวจนะของพระเจ้าควรเป็นหลักธรรมที่เจ้าใช้พูด  โดยธรรมดาสามัญทั่วไป เมื่อพวกเจ้ามาอยู่รวมกัน เจ้าควรเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมที่เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า นำพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นเนื้อหาของการมีปฏิสัมพันธ์ของเจ้า พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้ารู้ในพระวจนะเหล่านี้ เกี่ยวกับวิธีการที่เจ้านำพระวจนะเหล่านี้ไปปฏิบัติ และวิธีการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจ  ตราบเท่าที่เจ้าสามัคคีธรรมเรื่องพระวจนะของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้า  การสัมฤทธิ์ผลในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้าพึงต้องได้รับความร่วมมือจากมนุษย์  หากเจ้าไม่ได้เข้าสู่เรื่องนี้ พระเจ้าจะไม่มีหนทางในการทรงพระราชกิจเลย หากเจ้าปิดปากของเจ้าและไม่พูดคุยเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ พระองค์จะไม่มีหนทางในการให้ความกระจ่างแก่เจ้าเลย  ยามใดก็ตามที่เจ้าไม่ได้ติดพันอยู่กับเรื่องอื่น จงพูดคุยเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า และไม่ใช่แค่มีส่วนร่วมในการคุยเล่นไร้สาระเท่านั้น!  จงยอมให้ชีวิตของเจ้าเต็มไปด้วยพระวจนะของพระเจ้า—มีเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นผู้ที่เชื่อซึ่งเปี่ยมศรัทธาคนหนึ่ง  ไม่สำคัญเลยหากการสามัคคีธรรมของเจ้าเป็นไปอย่างผิวเผิน  หากปราศจากความตื้นเขินก็ไม่สามารถมีความลึกซึ้งได้  จะต้องมีกระบวนการ  โดยผ่านการฝึกฝนของเจ้า เจ้าจะจับความเข้าใจการให้ความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อตัวเจ้า และวิธีที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพ  หลังจากช่วงเว้นระยะของการสอบหาข้อเท็จจริงแล้ว เจ้าจะเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า  ต่อเมื่อเจ้าแน่วแน่ที่จะร่วมมือแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้

จากหลักการต่างๆ ของการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น หนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ และอีกหนึ่งนั้นเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่  พระวจนะใดหรือที่เจ้าควรได้มารู้?  เจ้าควรได้มารู้พระวจนะซึ่งสัมพันธ์กับนิมิตทั้งหลาย (อาทิ พระวจนะต่างๆ ที่สัมพันธ์กับเรื่องที่ว่า พระราชกิจของพระเจ้าได้เข้าสู่ยุคใดไปแล้วในขณะนี้ พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลสิ่งใดในขณะนี้ การจุติเป็นมนุษย์คืออะไร เป็นต้น ทั้งหมดเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับนิมิต)  เส้นทางที่มนุษย์ควรเข้าสู่นั้นหมายถึงอะไร?  เรื่องนี้อ้างอิงถึงพระวจนะของพระเจ้าที่มนุษย์ควรปฏิบัติและเข้าสู่  ข้างต้นนี้คือแง่มุมสองด้านของการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  นับแต่นี้ไป จงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้  หากเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนในพระวจนะของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับนิมิต เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอ่านต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา  สิ่งสำคัญเบื้องต้นก็คือการกินและดื่มพระวจนะซึ่งว่าด้วยการเข้าสู่ให้มากขึ้นอาทิ วิธีที่จะหันหัวใจของเจ้าเข้าหาพระเจ้า วิธีที่จะนิ่งสงบหัวใจของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และวิธีที่จะละทิ้งเนื้อหนัง  เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  หากไม่รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร การสามัคคีธรรมที่แท้จริงก็คงเป็นไปไม่ได้  ทันทีที่เจ้ารู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์อย่างไรแล้ว ครั้นเจ้าได้จับความเข้าใจแล้วว่าอะไรคือกุญแจสำคัญ การสามัคคีธรรมจะกลายเป็นเปิดกว้างไร้ข้อจำกัด และไม่ว่าจะเป็นหัวข้อใดที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เจ้าก็จะสามารถร่วมสามัคคีธรรมและจับความเข้าใจความเป็นจริงได้  หากขณะสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่มีความเป็นจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้จับความเข้าใจว่าอะไรคือกุญแจสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร  ผู้คนบางคนอาจพบว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้านั้นน่าเบื่อหน่าย ซึ่งไม่ใช่สภาวะปกติ  สิ่งที่เป็นปกติก็คือการไม่เคยเบื่อหน่ายไปกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้า การกระหายในพระวจนะเหล่านั้นอยู่เสมอ และการพบว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีอยู่เสมอ  นี่คือวิธีการซึ่งคนเราที่ได้เข้าสู่แล้วโดยแท้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อเจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นช่างเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเหลือเกิน และเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าสู่อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระองค์นั้นเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงและเป็นคุณต่อมนุษย์ และรู้สึกว่าพระวจนะเหล่านั้นคือการจัดเตรียมชีวิตของมนุษย์—เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงมอบความรู้สึกนี้แก่เจ้า และเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงขับเคลื่อนเจ้า  นี่เป็นการพิสูจน์ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจในตัวเจ้าและพิสูจน์ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงหันหนีไปจากเจ้า  ผู้คนบางคนเมื่อได้เห็นว่าพระเจ้าตรัสอยู่ตลอดเวลา ก็กลายเป็นรู้สึกเบื่อหน่ายในพระวจนะของพระองค์ และคิดว่าคงไม่มีผลสืบเนื่องตามมาไม่ว่าพวกเขาจะอ่านพระวจนะเหล่านั้นหรือไม่—ซึ่งไม่ใช่สภาวะปกติ  พวกเขาไร้ซึ่งหัวใจที่กระหายจะเข้าสู่ความเป็นจริง และผู้คนเช่นนั้นก็ไม่กระหายอีกทั้งไม่ให้ความสำคัญต่อการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าพบว่าเจ้าไม่ได้กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้า นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ  ในอดีต การที่พระเจ้าทรงหันหนีไปจากเจ้าหรือไม่นั้นสามารถกำหนดพิจารณาได้จากการที่เจ้ามีสันติสุขภายในหรือไม่ และเจ้าได้รับประสบการณ์ความชื่นชมยินดีหรือไม่  มาบัดนี้ กุญแจสำคัญก็คือการที่เจ้ากระหายต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ พระวจนะของพระองค์คือความเป็นจริงของเจ้าหรือไม่ เจ้าสัตย์ซื่อหรือไม่ และเจ้าสามารถทำทุกอย่างที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อพระเจ้าหรือไม่  อีกนัยหนึ่ง มนุษย์ได้รับการพิพากษาโดยความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าทรงชี้นำพระวจนะของพระองค์ต่อมนุษยชาติทั้งมวล  หากเจ้าเต็มใจที่จะอ่านพระวจนะเหล่านั้น พระองค์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า แต่หากเจ้าไม่เต็มใจ พระองค์จะไม่ทรงทำเช่นนั้น  พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแก่บรรดาผู้ที่หิวและกระหายต่อความชอบธรรม และพระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่บรรดาผู้ที่แสวงหาพระองค์  บางคนพูดว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา แม้ภายหลังจากที่พวกเขาได้อ่านพระวจนะของพระองค์แล้ว  ว่าแต่เจ้าได้อ่านพระวจนะเหล่านี้แบบไหนหรือ?  หากเจ้าได้อ่านพระวจนะของพระองค์ในแบบมนุษย์ที่ขี่ม้าชมสวนคนหนึ่ง และไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นจริง พระเจ้าจะให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าได้อย่างไรกัน?  คนที่ไม่หวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้อย่างไร?  หากเจ้าไม่หวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีทั้งความจริงและความเป็นจริง  หากเจ้าหวงแหนความล้ำค่าของพระวจนะของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ และเมื่อนั้นเจ้าจึงจะครอบครองความเป็นจริง  นี่คือเหตุผลที่เจ้าจึงต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในทุกเวลา ไม่ว่าเจ้าจะมีธุระยุ่งหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมต่างๆ นั้นจะไม่เป็นใจหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเจ้ากำลังถูกทดสอบหรือไม่ก็ตาม  โดยรวมแล้ว พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์  ไม่มีใครสามารถหันหนีไปจากพระวจนะของพระองค์ได้ แต่จำต้องกินพระวจนะของพระองค์อย่างที่พวกเขากินอาหารสามมื้อของวันนั้น  การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้านั้นจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจในปัจจุบันหรือไม่ และไม่ว่าเจ้าจะมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ เจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  นี่คือการเข้าสู่ในแบบเชิงรุก  หลังจากที่อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว จงเร่งรีบนำสิ่งที่เจ้าสามารถเข้าสู่ได้ไปปฏิบัติ และกันสิ่งที่เจ้าไม่สามารถเข้าสู่ได้ไปไว้ทางอื่นสักชั่วขณะหนึ่ง  อาจมีพระวจนะของพระเจ้ามากมายที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ในตอนต้น แต่หลังผ่านไปสองหรือสามเดือน บางทีอาจจะเป็นหนึ่งปี เจ้าก็จะเข้าใจ  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรนะหรือ?  เป็นเพราะพระเจ้าไม่ทรงสามารถทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมได้ในหนึ่งหรือสองวัน  ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเจ้าอ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าอาจไม่เข้าใจในทันที  ในเวลานั้น พระวจนะเหล่านั้นอาจดูเหมือนไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแค่ข้อความ เจ้าจำต้องมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้นสักช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่เจ้าจะสามารถเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นได้  พระเจ้าได้มีการตรัสไว้มากมายนักแล้ว เจ้าควรทำให้ถึงที่สุดที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และจากนั้น โดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว เจ้าจะได้มาเข้าใจ และโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า  ในเวลาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์ บ่อยครั้งที่มันเป็นไปโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว  พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าและทรงนำเจ้าเมื่อเจ้ากระหายและแสวงหา  หลักการซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจนั้นมีศูนย์กลางโอบล้อมพระวจนะของพระเจ้าที่เจ้ากินและดื่ม  ทุกคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อพระวจนะของพระเจ้าและมีท่าทีที่แตกต่างต่อพระวจนะของพระองค์เสมอ—การเชื่อในการคิดที่มึนงงสับสนของตน นับเป็นเรื่องของความไม่แยแส ไม่ว่าพวกเขาจะอ่านพระวจนะของพระองค์หรือไม่ก็ตาม—คือพวกที่ไม่ได้ครอบครองความเป็นจริง  อีกทั้งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการให้ความรู้แจ้งของพระองค์ก็ไม่อาจพบเห็นได้ในบุคคลเช่นนั้น  ผู้คนเยี่ยงนี้ก็เพียงแค่ลอยชายไปเรื่อยไม่จริงจัง พวกคนเสแสร้งซึ่งปราศจากคุณสมบัติที่แท้จริง เหมือนอย่างนายหนานกวั๋วจากนิทานอุปมา [ก]

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “จากนิทานอุปมา”

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 404

เมื่อพระวจนะของพระเจ้าเผยออกมา เจ้าควรรับพระวจนะเหล่านั้นไว้ทันที และกินและดื่มพระวจนะเหล่านั้น  ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจมากเพียงใด มุมมองหนึ่งซึ่งเจ้าจำต้องยึดมั่นก็คือการกินและการดื่ม การรู้ และการปฏิบัติพระวจนะของพระองค์  นี่คือบางสิ่งที่เจ้าควรสามารถทำได้  อย่าไปกังวลว่าวุฒิภาวะของเจ้าจะกลายเป็นยิ่งใหญ่ได้เพียงใด แค่มุ่งเน้นไปที่การกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์  นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรให้ความร่วมมือ  โดยหลักแล้ว ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเจ้านั้นก็เป็นไปเพื่อพยายามเข้าสู่ความเป็นจริงของการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า และการนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ  ไม่ใช่ธุระของเจ้าที่จะต้องมุ่งเน้นไปที่อะไรอื่น  บรรดาผู้นำของคริสตจักรควรสามารถนำบรรดาพี่น้องชายหญิงของตนทั้งหมดได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร  นี่คือความรับผิดชอบของผู้นำของคริสตจักรทุกๆ คน  ไม่ว่าพวกเขาจะอายุน้อยหรืออายุมาก ทั้งหมดควรคำนึงถึงการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าในฐานะนัยสำคัญอันยิ่งใหญ่ และควรมีพระวจนะของพระองค์ไว้ในหัวใจของพวกเขา  การเข้าสู่ความเป็นจริงนี้หมายถึงการเข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักร  วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และรู้สึกว่าพระวจนะของพระองค์นั้นสดใหม่ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด  นี่หมายความว่าพวกเขากำลังเริ่มต้นที่จะมุ่งมั่นไปในร่องครรลองที่ถูกต้อง  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะในการปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์และจัดเตรียมให้แก่มนุษย์  เมื่อทุกคนโหยหาและกระหายต่อพระวจนะของพระเจ้า มนุษยชาติจะเข้าสู่โลกแห่งพระวจนะของพระองค์

พระเจ้าได้ตรัสไว้มากมาย  เจ้าได้มารู้มากเพียงใดแล้ว?  เจ้าได้เข้าสู่ไปมากเพียงใดแล้ว?  หากผู้นำของคริสตจักรไม่ได้นำบรรดาพี่น้องชายหญิงของตนเข้าไปสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะได้ละเลยต่อหน้าที่ของตน และจะล้มเหลวในการปฏิบัติความรับผิดชอบของตนให้ลุล่วง  ไม่ว่าความเข้าใจของเจ้าจะลึกซึ้งหรือผิวเผินหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าระดับความเข้าใจของเจ้าจะเป็นเช่นไร เจ้าจำต้องรู้ว่าจะกินและดื่มพระวจนะของพระองค์อย่างไร เจ้าจำต้องให้ความสนใจต่อพระวจนะของพระองค์อย่างใหญ่หลวง และเข้าใจถึงความสำคัญและความจำเป็นของการกินและการดื่มพระวจนะเหล่านั้น  เมื่อพระเจ้าได้มีการตรัสไว้มากมายเหลือเกินแล้ว หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ หรือพยายามที่จะแสวงหา หรือนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ นี่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าการเชื่อในพระเจ้า  เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจำต้องกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์  การนี้เท่านั้นที่จะสามารถเรียกได้ว่าการเชื่อในพระเจ้า! หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าด้วยปากของเจ้า และกระนั้นก็ยังไร้ความสามารถที่จะนำพระวจนะใดๆ ของพระองค์ไปปฏิบัติหรือสร้างความเป็นจริงใดๆ  นี่ก็ไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับเป็น “การแสวงหาขนมปังเพื่อตอบสนองความหิว”  การพูดถึงแต่คำพยานที่ไม่สลักสำคัญ สิ่งไร้ประโยชน์ทั้งหลาย และเรื่องฉาบฉวยต่างๆ โดยที่ไม่ได้ครอบครองความเป็นจริงแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ประกอบขึ้นเป็นการเชื่อในพระเจ้า และเจ้าก็แค่ยังไม่จับความเข้าใจการเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกวิธีเลย  เหตุใดเจ้าจึงต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะหรือ?  หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์แต่กลับแสวงหาที่จะขึ้นสู่สวรรค์เท่านั้น นั่นใช่การเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  อะไรคือขั้นตอนแรกที่ผู้เชื่อในพระเจ้าควรดำเนินการ?  พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยเส้นทางใด?  เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยปราศจากการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  เจ้าสามารถได้รับการพิจารณาว่าเป็นบุคคลของราชอาณาจักรโดยปราศจากพระวจนะของพระเจ้าที่จะใช้เป็นความเป็นจริงของเจ้าได้หรือไม่?  การเชื่อในพระเจ้า แท้จริงแล้วหมายถึงอะไรกันแน่?  อย่างน้อยที่สุด ผู้เชื่อในพระเจ้าควรมีความประพฤติดีภายนอก ที่สำคัญที่สุดก็คือมีการครอบครองพระวจนะของพระเจ้า  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่มีทางหันหนีจากพระวจนะของพระองค์ได้  การรู้จักพระเจ้าและการทำเจตนารมณ์ของพระองค์ให้ลุล่วง ล้วนแล้วแต่สัมฤทธิ์ได้โดยผ่านพระวจนะของพระองค์  ในอนาคตนั้น ทุกๆ ชนชาติ นิกาย ศาสนา และภาคส่วนจะถูกพิชิตผ่านพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าจะตรัสโดยตรง และผู้คนทั้งหมดจะกุมพระวจนะของพระเจ้าไว้ในมือของตน และด้วยวิถีทางนี้ มนุษยชาติจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พระวจนะของพระเจ้าแผ่ซ่านแทรกซึมไปทั่วทั้งภายในและภายนอก มนุษยชาติจะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยปากของพวกเขา ปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า และเก็บรักษาพระวจนะของพระเจ้าไว้ภายใน ยังคงอาบแช่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้าทั้งภายในและภายนอก  ด้วยเหตุนี้เอง มนุษย์จึงจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกที่ทำเจตนารมณ์ของพระเจ้าให้ลุล่วงและสามารถเป็นพยานต่อพระองค์ได้ เหล่านี้คือผู้คนที่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นความเป็นจริงของตน

การเข้าสู่ยุคพระวจนะ—ยุคอาณาจักรพันปี—เป็นงานที่กำลังถูกทำให้สัมฤทธิ์ผลในวันนี้  นับจากนี้ไป จงปฏิบัติการเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า  โดยวิถีทางของการกินและการดื่มรวมทั้งการได้รับประสบการณ์ในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าได้  เจ้าจำต้องสร้างประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบางอย่างเพื่อโน้มน้าวใจผู้อื่น  หากเจ้าไม่สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้ ก็จะไม่มีใครเลยที่ได้รับการโน้มน้าวใจ!  บรรดาผู้คนที่พระเจ้าทรงใช้สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าได้  หากเจ้าไม่สามารถสร้างความเป็นจริงนี้และเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า และเจ้ายังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  นี่คือความสำคัญของพระวจนะของพระเจ้า  เจ้ามีหัวใจที่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  บรรดาผู้ที่กระหายต่อพระวจนะของพระเจ้านั้นกระหายต่อความจริง และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ได้รับพระพรจากพระเจ้า  ในอนาคต มีพระวจนะอีกมากมายที่พระเจ้าจะตรัสต่อทุกศาสนาและทุกนิกาย  อันดับแรกพระองค์ตรัสและเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์ท่ามกลางพวกเจ้าเพื่อทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์ ก่อนที่จะขยับต่อไปเพื่อตรัสและเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์ท่ามกลางคนต่างชาติทั้งหลายเพื่อพิชิตพวกเขา  โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ทุกคนจะเชื่ออย่างจริงใจและอย่างถึงที่สุด  โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าและวิวรณ์ของพระองค์ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์จะลดน้อยถอยลง เขาได้รับการปรากฏของมนุษย์ผู้หนึ่ง และอุปนิสัยกบฏของเขาจะบรรเทาลง  พระวจนะทำงานกับมนุษย์ด้วยสิทธิอำนาจและพิชิตมนุษย์ภายในความสว่างแห่งพระเจ้า  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติในยุคปัจจุบัน รวมทั้งจุดเปลี่ยนของพระราชกิจของพระองค์นั้น สามารถพบได้ทั้งหมดภายในพระวจนะของพระองค์  หากเจ้าไม่อ่านพระวจนะของพระองค์ เจ้าจะไม่เข้าใจอะไรเลย  โดยผ่านการกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์ และผ่านการเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าและประสบการณ์จริงของเจ้า เจ้าจะได้รับความรู้ในเรื่องพระวจนะของพระเจ้าอย่างครบถ้วน  เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 405

เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า “บรรดาผู้ที่จดจ่ออยู่กับการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์จะถูกทอดทิ้ง พวกเขาไม่ใช่บรรดาผู้ที่จะถูกทำให้มีความเพียบพร้อม”  เราได้กล่าวถ้อยคำไว้มากมายนัก กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจนี้เลยแม้เพียงแผ่วบาง และเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผู้คนก็ยังคงถามหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์  การเชื่อของเจ้าในพระเจ้าไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าการไล่ตามเสาะหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์หรอกหรือ หรือว่ามันเป็นไปเพื่อที่จะได้รับชีวิต?  พระเยซูได้เคยตรัสพระวจนะไว้มากมายเช่นกัน และบางพระวจนะในพระวจนะเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ถูกทำให้ลุล่วง  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเยซูไม่ทรงเป็นพระเจ้า?  พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานว่าพระองค์ได้ทรงเป็นพระคริสต์และพระบุตรของพระเจ้าอันเป็นที่รัก  เจ้าสามารถปฏิเสธการนี้ได้หรือ?  ในวันนี้ พระเจ้าเพียงแต่ตรัสพระวจนะเท่านั้น และหากเจ้าไม่รู้การนี้อย่างถ้วนทั่ว เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมไม่สามารถยืนหยัดมั่นคงอยู่ได้  เจ้าเชื่อในพระองค์เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่ หรือเจ้าเชื่อในพระองค์โดยขึ้นอยู่กับว่าพระวจนะของพระองค์ได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่?  เจ้าเชื่อในหมายสำคัญและการอัศจรรย์ หรือเจ้าเชื่อในพระเจ้า?  ในวันนี้ พระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์—พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ หรือ?  หากพระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ หรือ?  เนื้อแท้ของพระเจ้าถูกกำหนดพิจารณาจากการที่ว่า พระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสนั้นได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่ อย่างนั้นหรือ?  เหตุใดผู้คนบางคนจึงกำลังรอคอยเสมอให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงก่อนที่พวกเขาจะเชื่อในพระองค์?  นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้จักพระองค์หรอกหรือ?  ทุกคนผู้ซึ่งมีมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้นคือพวกที่ปฏิเสธพระเจ้า  พวกเขาใช้มโนคติที่หลงผิดเพื่อประเมินพระเจ้า หากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง พวกเขาเชื่อในพระองค์ และหากพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ย่อมไม่เชื่อในพระองค์ และพวกเขาไล่ตามเสาะหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ  ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกฟาริสีของยุคใหม่ๆ หรอกหรือ?  การที่เจ้าสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ารู้จักพระเจ้าองค์จริงหรือไม่—นี่สำคัญยิ่งยวด!  ยิ่งความเป็นจริงของพระวจนะของพระเจ้าในตัวเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความเป็นจริงของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น และเจ้าก็ยิ่งสามารถที่จะยืนหยัดมั่นคงในระหว่างการทดสอบทั้งหลายได้มากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งเจ้าจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งสามารถตั้งมั่นได้น้อยลงเท่านั้น และเจ้าจะล้มลงท่ามกลางการทดสอบทั้งหลาย  หมายสำคัญและการอัศจรรย์ไม่ใช่รากฐาน เพียงความเป็นจริงของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นชีวิต  ผู้คนบางคนไม่รู้จักผลกระทบทั้งหลายซึ่งจะต้องได้รับการทำให้สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระเจ้า  พวกเขาใช้วันเวลาในความสับสนงุนงง ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  จุดมุ่งหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาคือ เพียงทำให้พระเจ้าทรงทำให้ความอยากของพวกเขาลุล่วงตลอดไปเท่านั้น และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะจริงจังในการเชื่อของพวกเขา  พวกเขากล่าวว่าพวกเขาจะไล่ตามเสาะหาชีวิตหากพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วง แต่ว่าหากพระวจนะของพระองค์ไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมไม่มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะไล่ตามเสาะหาชีวิต  มนุษย์คิดว่าการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และการไล่ตามเสาะหาการได้ขึ้นสู่สวรรค์และสวรรค์ชั้นที่สาม  ไม่มีพวกเขาคนใดกล่าวว่าการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความเป็นจริง การไล่ตามเสาะหาชีวิต และการไล่ตามเสาะหาการได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า  อะไรคือคุณค่าของการไล่ตามเสาะหาเช่นนี้?  พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและการทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยคือพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาคือผู้ซึ่งหมิ่นประมาทพระเจ้า!

บัดนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร?  การเชื่อในพระเจ้าหมายความถึงการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใช่หรือไม่?  มันหมายความถึงการขึ้นสู่สวรรค์ใช่หรือไม่?  การที่เชื่อในพระเจ้าไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย  การฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเหล่านั้นควรถูกกวาดล้าง การไล่ตามเสาะหาการรักษาคนป่วยและการขับไล่บรรดาปีศาจ การจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การละโมบอยากได้พระคุณจากพระเจ้า สันติสุข และความชื่นบานมากยิ่งขึ้น การไล่ตามเสาะหาความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และความสุขสบายของเนื้อหนัง—เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนา และการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเช่นนั้นเป็นการเชื่อประเภทที่คลุมเครือ  อะไรหรือคือการเชื่อแท้จริงในพระเจ้าในวันนี้?  มันคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงของชีวิตของเจ้าและการรู้จักพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ในความรักที่แท้จริงสำหรับพระองค์  เพื่อให้ชัดเจน: การเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจเชื่อฟังพระเจ้า รักพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ซึ่งควรได้รับการปฏิบัติโดยสิ่งทรงสร้างอย่างหนึ่งของพระเจ้า  นี่คือจุดมุ่งหมายของการที่เชื่อในพระเจ้า  เจ้าจะต้องสัมฤทธิ์ในความรู้หนึ่งเกี่ยวกับความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงคู่ควรเพียงใดต่อความเคารพ เกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดในบรรดาสิ่งทรงสร้างของพระองค์และการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม—เหล่านี้คือสาระจำเป็นอันประจักษ์แจ้งของการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นการสลับเปลี่ยนจากชีวิตหนึ่งของเนื้อหนังไปสู่ชีวิตหนึ่งของการรักพระเจ้า จากการใช้ชีวิตภายในความเสื่อมทรามไปสู่การใช้ชีวิตภายในชีวิตของพระวจนะของพระเจ้า  มันคือการออกมาจากภายใต้แดนครอบครองของซาตานและการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลเอาพระทัยใส่และการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า มันคือการที่สามารถจะสัมฤทธิ์ในความเชื่อฟังต่อพระเจ้าและความไม่เชื่อฟังต่อเนื้อหนัง มันคือการยอมให้พระเจ้าทรงได้รับหมดทั้งหัวใจของเจ้า ยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่ฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าอาจได้รับการสำแดงในตัวเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำให้แผนของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ต่อหน้าซาตาน  การเชื่อในพระเจ้าไม่ควรวนเวียนอยู่กับความอยากที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ อีกทั้งไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังส่วนตัวของเจ้า  มันควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาการรู้จักพระเจ้า และการสามารถเชื่อฟังพระเจ้า และ เช่นเดียวกับเปโตร การเชื่อฟังพระองค์จนกระทั่งคนเราถึงแก่ความตาย  เหล่านี้คือจุดมุ่งหมายหลักของการที่เชื่อในพระเจ้า  เรากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าและทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย  การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เจ้ามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า เพียงภายหลังจากนั้นแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้  ด้วยความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระองค์ได้ และนี่คือเป้าหมายที่มนุษย์ควรมีในการเชื่อของเขาในพระเจ้า  ในการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า หากเจ้ากำลังพยายามที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วทัศนคติของการเชื่อนี้ในพระเจ้าก็ย่อมผิด  การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงของชีวิต  จุดมุ่งหมายของพระเจ้านั้นบรรลุได้ด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้าจากพระโอษฐ์ของพระองค์ไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดถือพระวจนะไว้ภายในตัวเจ้าเท่านั้น  ในการที่เชื่อในพระเจ้า มนุษย์ควรเพียรพยายามให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพื่อสามารถนบนอบต่อพระเจ้า และเพื่อความเชื่อฟังอันครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้า  หากเจ้าสามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้โดยปราศจากคำพร่ำบ่น มีความใส่ใจต่อความพึงปรารถนาของพระเจ้า สัมฤทธิ์ในวุฒิภาวะของเปโตร และมีลักษณะแนวแบบเปโตรตามที่พระเจ้าได้ตรัสถึง เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมจะเป็นเวลาที่เจ้าได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว และมันจะมีนัยสำคัญว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว

ตัดตอนมาจาก “ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 10. การเข้าสู่ชีวิต

ถัดไป: การเข้าสู่ชีวิต 2

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า

พระเจ้าตรัสพระวจนะของพระองค์และทรงพระราชกิจของพระองค์โดยสอดคล้องกับยุคที่แตกต่างกัน และในยุคที่แตกต่างกัน พระองค์ตรัสพระวจนะที่แตกต่างกัน...

การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง

วันนี้ ขณะที่พวกเจ้าพยายามที่จะรักและรู้จักพระเจ้า ในด้านหนึ่งนั้นเจ้าต้องอดทนต่อความยากลำบากและกระบวนการถลุง และในอีกด้านหนึ่ง...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้