การทรงปรากฎและพระราชกิจของพระเจ้า
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 46
คำสรรเสริญได้มาสู่ศิโยน และสถานที่ประทับของพระเจ้าได้ปรากฏขึ้น พระนามบริสุทธิ์อันรุ่งโรจน์ได้รับการถวายสาธุการโดยบรรดาผู้คนจำนวนมหาศาลและพระนามนั้นกำลังแพร่ไปทั่ว โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พระเศียรแห่งจักรวาล พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—พระองค์ทรงเป็นองค์ตะวันอันทรงแสงที่ขึ้นภายในทั้งจักรวาลเหนือภูเขาศิโยนอันงามตระหง่านและยิ่งใหญ่…
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พวกข้าพระองค์ร้องเรียกไปยังพระองค์ด้วยความยินดีปรีดา พวกข้าพระองค์เต้นรำและขับร้อง พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของพวกข้าพระองค์อย่างแท้จริง ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวาล! พระองค์ได้ทรงสร้างกลุ่มผู้ชนะขึ้นและลุล่วงแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า ผู้คนจำนวนมหาศาลจะหลั่งไหลมายังภูเขาแห่งนี้ ผู้คนจำนวนมหาศาลจะคุกเข่าลงต่อหน้าพระบัลลังก์! พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์นั้นแต่ผู้เดียว พระองค์ทรงสมควรแก่พระสิริและพระเกียรติ ขอพระสิริ คำสรรเสริญ และสิทธิอำนาจทั้งปวงจงมีแด่พระบัลลังก์! บ่อน้ำพุแห่งชีวิตไหลออกจากพระบัลลังก์ ให้น้ำและหล่อเลี้ยงประชากรของพระเจ้าทั้งปวง ชีวิตเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ความสว่างใหม่และการเผยใหม่ติดตามพวกเราไป ให้ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับพระเจ้าแก่เราอยู่เนืองนิตย์ ท่ามกลางประสบการณ์มากหลาย พวกเรามาถึงความมั่นใจที่ครบบริบูรณ์เกี่ยวกับพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ปรากฏอยู่เนืองนิตย์ กำลังปรากฏภายในผู้คนที่ถูกต้องเหล่านั้น พวกเราช่างได้รับการอวยพรมากมายเสียจริง! พวกเราพบพระพักตร์พระเจ้าในแต่ละวัน พวกเราสามัคคีธรรมกับพระเจ้าในสรรพสิ่ง และให้พระเจ้าทรงดูแลรับผิดชอบเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเราใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าอย่างรอบคอบ หัวใจของพวกเราพักผ่อนอย่างสงบเงียบในพระเจ้า และด้วยเหตุนี้เอง พวกเราจึงได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ในที่ซึ่งพวกเราได้รับความกระจ่างของพระองค์ ทุกวันในชีวิตของพวกเรา ในการกระทำของพวกเรา ในคำพูดของพวกเรา ในความคิดของพวกเราและในแนวคิดของพวกเรา พวกเราใช้ชีวิตภายในพระวจนะของพระเจ้า และพวกเรามีความสามารถที่จะแยกแยะสิ่งทั้งหลายได้ตลอดเวลา พระวจนะของพระเจ้าทรงนำเส้นด้ายทะลุผ่านรูเข็ม สิ่งต่างๆ สิ่งแล้วสิ่งเล่าที่ซ่อนเร้นภายในตัวพวกเราได้เข้ามาสู่ความสว่างอย่างไม่ได้คาดหมาย การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าไม่อนุญาตให้ล่าช้า ความคิดและแนวคิดของพวกเราถูกพระเจ้าตีแผ่ออกมา พวกเรากำลังใช้ชีวิตต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระคริสต์ทุกชั่วขณะ ที่ซึ่งพวกเราก้าวผ่านการพิพากษา ทุกส่วนภายในร่างกายของพวกเรายังคงถูกจับจองโดยซาตาน ในวันนี้ เพื่อที่จะฟื้นฟูราชาธิปไตยของพระเจ้า วิหารของพระองค์ต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ การที่จะให้พระเจ้าทรงยึดครองอย่างครบบริบูรณ์นั้น พวกเราต้องก้าวผ่านการต่อสู้ดิ้นรนที่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย เมื่อตัวตนเก่าของพวกเราได้ถูกตรึงกางเขนแล้วเท่านั้น ชีวิตที่ทรงคืนพระชนม์ของพระคริสต์จึงสามารถปกครองสูงสุดได้
ในตอนนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเริ่มปฏิบัติการในทุกๆ มุมของพวกเราเพื่อทำการสู้รบสำหรับการเรียกคืนของพวกเรา! ตราบเท่าที่พวกเราพร้อมที่จะปฏิเสธตัวเอง และเต็มใจร่วมมือกับพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงมอบความกระจ่างแก่พวกเรา และชำระพวกเราให้บริสุทธิ์จากภายในตลอดเวลาอย่างแน่นอน และเรียกคืนสิ่งที่ซาตานได้จับจองกลับมาใหม่อีกครั้ง เพื่อที่พวกเราอาจจะถูกทำให้ครบบริบูรณ์โดยพระเจ้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จงอย่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์—จงใช้ชีวิตทุกชั่วขณะภายในพระวจนะของพระเจ้า จงเสริมสร้างร่วมกับเหล่าธรรมิกชน จงได้รับการนำไปสู่ราชอาณาจักร และจงเข้าสู่พระสิริร่วมกับพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 1
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 47
คริสตจักรฟีลาเดลเฟียได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ซึ่งก็เป็นไปเนื่องจากพระคุณและความปรานีของพระเจ้าทั้งสิ้น หัวใจที่รักพระเจ้าถือกำเนิดขึ้นในเหล่าธรรมมิกชนนับหมื่นแสน และพวกเขาไม่หวั่นไหวในการเดินทางไกลฝ่ายวิญญาณของตน พวกเขายึดแน่นอยู่กับการเชื่อของตนว่า พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเศียรแห่งจักรวาลผู้ทรงบัญชาทุกสรรพสิ่ง การนี้ได้รับการยืนยันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ มันคงมั่นไม่ขยับเคลื่อนพอกันกับขุนเขา! และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!
โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! วันนี้พระองค์นั่นเองคือผู้ซึ่งได้ทรงเปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเรา ทำให้คนตาบอดมองเห็นได้ ให้คนง่อยเดินได้ และให้คนเป็นโรคเรื้อนรักษาหายได้ พระองค์นั่นเองคือผู้ซึ่งได้ทรงเปิดช่องหน้าต่างสู่สวรรค์ ทำให้พวกเราได้ล่วงรู้ความล้ำลึกของอาณาจักรฝ่ายจิตวิญญาณ การได้รับการแทรกซึมโดยพระวจนะอันบริสุทธิ์ของพระองค์ และได้รับการช่วยให้รอดจากสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเราซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม—เช่นนั้นคือพระราชกิจอันยิ่งใหญ่อย่างมิอาจประมาณได้ของพระองค์ และคือความปรานีอันยิ่งใหญ่อย่างมิอาจประมาณได้ของพระองค์ พวกเราคือเหล่าพยานของพระองค์!
นานแล้วที่พระองค์ได้ทรงซ่อนเร้นอยู่อย่างถ่อมพระทัยและเงียบกริบ พระองค์ได้ทรงก้าวผ่านการคืนพระชนม์จากความตาย ความทุกข์แห่งการตรึงกางเขน ความชื่นบานยินดีกับความโศกเศร้าทั้งหลายของชีวิตมนุษย์ และการข่มเหงกับความทุกข์ยาก พระองค์ทรงได้รับประสบการณ์ และลิ้มรสชาติความเจ็บปวดของพิภพมนุษย์ และพระองค์ได้ทรงถูกทอดทิ้งโดยยุคนั้น พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์คือพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ได้ทรงช่วยพวกเราให้รอดจากกองมูลเพื่อประโยชน์แห่งน้ำพระทัยของพระเจ้า ทรงค้ำจุนพวกเราด้วยพระหัตถ์ข้างขวาของพระองค์ และทรงให้พระคุณของพระองค์แก่พวกเราอย่างไม่อั้น เมื่อทุ่มเทเต็มที่ พระองค์จึงทรงหลอมรวมพระชนม์ชีพของพระองค์เข้าไว้ในตัวพวกเรา ความอุตสาหะพยายามและราคาที่พระองค์ทรงจ่ายไปนั้นตกผลึกอยู่บนตัววิสุทธิชนทั้งหลาย พวกเราคือผลผลิตของ[ก]ความพยายามอันอุตสาหะของพระองค์ พวกเราคือราคาที่พระองค์ได้ทรงจ่ายไป
โอ้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! เพราะความรักอันเปี่ยมด้วยเมตตาและความปรานีของพระองค์ ความชอบธรรมกับพระบารมีของพระองค์ ความบริสุทธิ์และความถ่อมพระทัยของพระองค์นั่นเองที่ผู้คนทั้งมวลจะกราบไหว้เฉพาะพระพักตร์พระองค์ และนมัสการพระองค์จนชั่วนิรันดร
วันนี้ พระองค์ได้ทรงทำให้คริสตจักรทั้งมวลครบบริบูรณ์—คริสตจักรแห่งฟีลาเดลเฟีย—และแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์ได้ลุล่วงแล้ว เหล่าธรรมิกชนสามารถนบนอบตนเองเฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้อย่างถ่อมใจ ได้รับการเชื่อมโยงในจิตวิญญาณ และกำลังติดตามไปด้วยความรัก ร่วมกันไปยังแหล่งกำเนิดแห่งน้ำพุ น้ำแห่งชีวิตซึ่งมีชีวิตนั้นดำเนินไปโดยไม่หยุดยั้ง ทำการซักล้างและชำระล้างโคลนตมและน้ำโสโครกทั้งหมดในคริสตจักรออกไป และชำระพระวิหารของพระองค์ให้บริสุทธิ์อีกครั้ง พวกเราได้มารู้จักพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง ได้เดินอยู่ภายในพระวจนะของพระองค์ ได้ระลึกรู้ถึงหน้าที่รับผิดชอบและหน้าที่ของพวกเราเอง และได้ทำทุกอย่างที่พวกเราทำได้เพื่อสละตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร ด้วยการนิ่งสงบเฉพาะพระพักตร์พระองค์อยู่เสมอ พวกเราต้องใส่ใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการที่น้ำพระทัยของพระองค์จะถูกขัดขวางในตัวพวกเรา ท่ามกลางธรรมิกชนทั้งหลายนั้นมีความรักซึ่งกันและกัน และความแข็งแกร่งของบางคนจะทดแทนให้กับการล้มเหลวของคนอื่นๆ พวกเขามีความสามารถที่จะเดินไปในจิตวิญญาณได้ตลอดเวลา โดยได้รับการให้ความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขานำความจริงมาฝึกฝนปฏิบัติทันทีที่เข้าใจความจริงนั้น พวกเขาก้าวทันความสว่างใหม่ และติดตามก้าวพระบาทของพระเจ้า
จงร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแข็งขัน การปล่อยให้พระองค์เข้าควบคุมก็คือการเดินไปกับพระองค์ แนวความคิด มโนคติที่หลงผิด ความคิดเห็นและความยุ่งเหยิงทางโลกวิสัยทั้งปวงของพวกเราอันตรธานไปเป็นอากาศธาตุบางเบาเสมือนควัน พวกเราปล่อยให้พระเจ้าทรงครองราชย์สูงสุดในจิตวิญญาณของพวกเรา เดินไปกับพระองค์ และดังนั้นจึงได้รับการก้าวข้ามเหนือทุกสิ่ง อันเป็นการเอาชนะโลก และจิตวิญญาณของพวกเราก็ย่อมโบยบินอย่างเป็นอิสระ และบรรลุการปลดปล่อย นี่คือบทอวสานเมื่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงกลายเป็นองค์กษัตริย์ พวกเราสามารถที่จะไม่เต้นรำและขับร้องเพื่อเป็นการสรรเสริญ ถวายคำสรรเสริญของพวกเรา ถวายบทเพลงสรรเสริญใหม่ๆ ได้อย่างไรเล่า?
แท้จริงแล้วมีหนทางมากมายที่จะสรรเสริญพระเจ้า ได้แก่ การเรียกขานพระนามของพระองค์ การเข้าใกล้ชิดพระองค์ การคิดถึงพระองค์ การอ่านบทอธิษฐาน การเข้าร่วมในสามัคคีธรรม การใคร่ครวญและไตร่ตรอง การอธิษฐาน และบทเพลงแห่งการสรรเสริญ ในการสรรเสริญประเภทเหล่านี้มีความชื่นชมยินดี และมีการเจิมตั้ง มีพลังอำนาจอยู่ในการสรรเสริญ และก็มีภาระด้วยเช่นกัน ในการสรรเสริญมีความเชื่อ และมีความเข้าใจเชิงลึกใหม่
จงร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแข็งขัน ประสานงานในการปรนนิบัติและกลายเป็นหนึ่งเดียว สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เร่งรุดที่จะกลายเป็นกายจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ เหยียบย่ำซาตาน และทำให้ชะตากรรมซาตานมาถึงบทอวสาน คริสตจักรฟิลาเดลเฟียได้ถูกรับขึ้นไปอยู่ในการสถิตของพระเจ้าแล้วและได้รับการสำแดงอยู่ในพระสิริของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 2
เชิงอรรถ:
ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “ผลผลิตของ”
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 48
กษัตริย์ผู้ทรงชัยประทับยังพระที่นั่งอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ พระองค์ทรงสำเร็จลุล่วงการไถ่และพาให้ประชากรทุกคนของพระองค์ปรากฏตัวพร้อมสง่าราศีแล้ว พระองค์ทรงกุมสรรพสิ่งเอาไว้ในพระหัตถ์ ทรงสร้างและทำให้ศิโยนมั่นคงด้วยพระปัญญาและอิทธิฤทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ใช้พระบารมีพิพากษาโลกที่เปี่ยมบาปนี้ ทรงพิพากษากลุ่มชนและชาตินับไม่ถ้วน พิพากษาแผ่นดินโลกและทะเลและสิ่งมีชีวิตทั้งปวงในนั้น รวมทั้งคนที่เมาเหล้าองุ่นแห่งความสำส่อน แน่นอนว่าพระเจ้าจะทรงพิพากษาพวกเขา พระองค์จะทรงกริ้วพวกเขาเป็นแน่ และด้วยเหตุนั้นจึงทรงเผยให้เห็นพระบารมีของพระเจ้าผู้มีการพิพากษาอันฉับไวและตรัสพิพากษาโดยไม่รอช้า แน่นอนว่าเพลิงพิโรธของพระองค์จะเผาผลาญบาปอันชั่วร้ายของพวกเขา และหายนะจะบังเกิดแก่พวกเขาเมื่อใดก็ย่อมได้ พวกเขาจะไม่รู้ทางหนีและไม่มีที่ให้หลบซ่อน จะร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน และจะนำความย่อยยับมาถึงตัว
แน่นอนว่าบุตรผู้มีชัยและเป็นที่รักของพระเจ้าจะพำนักอยู่ในศิโยน และไม่มีวันจากที่แห่งนี้ไป กลุ่มชนนับไม่ถ้วนจะพากันตั้งใจฟังพระสุรเสียงของพระองค์ เอาใจใส่และให้ความสนใจในการกระทำของพระองค์ และเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของพวกเขาจะไม่มีวันเงียบ พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวทรงปรากฏแล้ว! พวกเราจะมีความแน่ใจภายในจิตวิญญาณเกี่ยวกับพระองค์ และจะติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิด พวกเราจะรีบมุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงของเราทั้งหมดและจะไม่ลังเลอีกต่อไป บทอวสานของโลกกำลังเปิดเผยคลี่คลายต่อหน้าพวกเรา ชีวิตของคริสตจักรที่ถูกต้องเหมาะสมตลอดจนผู้คน กิจธุระทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายที่ล้อมรอบตัวพวกเราขณะนี้ถึงขั้นกำลังทำให้การฝึกฝนของพวกเราเข้มข้น ขอให้พวกเรารีบเร่งนำหัวใจที่รักโลกยิ่งนักของพวกเรากลับมาเถิด! ขอให้พวกเรารีบเร่งนำวิสัยทัศน์ที่ถูกบดบังของพวกเรากลับมาเถิด! ขอให้พวกเรายังคงเดินต่อไปตามจังหวะของพวกเรา เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่ก้าวล้ำอาณาเขต ขอให้พวกเราหุบปากของพวกเราเพื่อที่พวกเราจะได้เดินอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และไม่แข่งขันเพื่อการได้และเสียของพวกเราเองอีกต่อไป โอ! จงปล่อยสิ่งนั้นไปเถิด—ความชื่นชอบอันละโมบของพวกเจ้าสำหรับโลกฆราวาสและความอุดมด้วยโภคทรัพย์! โอ! จงปลดปล่อยตัวพวกเจ้าให้เป็นอิสระจากสิ่งนั้น—ความผูกพันอันยึดติดของพวกเจ้าต่อบรรดาสามีและบรรดาบุตรสาวและบรรดาบุตรชาย! โอ! จงหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้น—ทัศนคติและอคติทั้งหลายของเจ้า! โอ! จงตื่นขึ้นเถิด เวลานั้นสั้นนัก! จงมองขึ้นไป มองขึ้นไป จากภายในจิตวิญญาณและยอมให้พระเจ้าทรงควบคุม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จงอย่าได้กลายเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของโลท มันช่างน่าเวทนาที่จะถูกทิ้งไป! ช่างน่าเวทนาโดยแท้! โอ! จงตื่นขึ้นเถิด!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 3
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 49
ภูเขาและแม่น้ำทั้งหลายเปลี่ยนแปลง ห้วงน้ำไหลไปตามครรลองของพวกมัน และชีวิตของมนุษย์ก็ไม่สู้ทนอย่างแผ่นดินโลกและท้องฟ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นคือชีวิตอันนิรันดร์และฟื้นคืน ซึ่งดำเนินต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าตลอดกาล! ทุกสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งปวงล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และซาตานก็อยู่ใต้พระบาทของพระองค์
วันนี้ โดยการคัดสรรที่กำหนดพิจารณาไว้ล่วงหน้าของพระเจ้านั่นเอง พระองค์จึงทรงช่วยพวกเราให้พ้นจากการฉวยจับของซาตาน พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของพวกเราอย่างแท้จริง ชีวิตอันฟื้นคืนนิรันดร์ของพระคริสต์ได้ถูกใช้ทำงานขึ้นในตัวพวกเราอย่างแท้จริง ซึ่งลิขิตชะตาให้พวกเราเชื่อมโยงกับพระชนม์ชีพของพระเจ้า เพื่อที่พวกเราอาจจะมีความสามารถที่จะได้พบพระพักตร์ของพระองค์ กินพระองค์ ดื่มพระองค์ และชื่นชมพระองค์จริงๆ นี่เป็นการอุทิศตนอันไม่เห็นแก่พระองค์ของพระโลหิตจากพระทัยของพระเจ้า
ฤดูกาลต่างๆ มาและไป พระเจ้าทรงเคลื่อนผ่านลมและน้ำค้างแข็ง และพบกับความทุกข์ การข่มเหง และความทุกข์เข็ญของชีวิตมามากเหลือเกิน พบกับการปฏิเสธและการใส่ความให้ร้ายของโลกมามากเหลือเกิน พบกับข้อกล่าวหาเท็จจากรัฐบาลมามากเหลือเกิน แต่ถึงกระนั้นทั้งความเชื่อของพระเจ้าและความแน่วแน่ของพระองค์ก็ไม่ถูกลดทอนลงแม้แต่น้อย พระองค์ทรงพักวางชีวิตของพระองค์เอง โดยได้ทรงอุทิศทุ่มเทอย่างสุดหัวใจแด่น้ำพระทัยของพระเจ้า และแด่การบริหารจัดการและแผนของพระเจ้า เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นอาจได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วง สำหรับมวลชนทั้งหมดแห่งประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงทุ่มเทจนสุดความพยายาม ทรงป้อนอาหารและให้น้ำพวกเขาอย่างระมัดระวัง ไม่สำคัญว่าพวกเราจะมืดมนเพียงใดหรือลำบากยากเย็นเพียงใด พวกเราต้องนบนอบเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์เท่านั้น และชีวิตที่ฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิมของพวกเรา… สำหรับบุตรหัวปีทั้งหมดเหล่านี้ พระองค์ทรงตรากตรำอย่างไม่ทรงรู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยทรงงดเว้นอาหารและการหยุดพัก จะกี่วันกี่คืน ผ่านความร้อนอันแผดเผาและความหนาวอันเยือกแข็งเพียงใด พระองค์ก็เฝ้าทอดพระเนตรอย่างสุดพระทัยอยู่ในศิโยน
โลก บ้าน งาน และทั้งหมดถูกงดเว้นโดยสิ้นเชิง อย่างเปรมปรีดิ์ อย่างเต็มใจ และความชื่นชมยินดีทางโลกทั้งหลายไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพระองค์… พระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์บดขยี้เข้าใส่พวกเราอย่างแท้จริง เปิดโปงสิ่งทั้งหลายที่ซ่อนลึกอยู่ในหัวใจของพวกเรา พวกเราจะไม่สามารถเชื่อมั่นได้อย่างไร? ทุกประโยคที่มาจากพระโอษฐ์ของพระองค์อาจกลายเป็นจริงในตัวพวกเราเมื่อใดก็ได้ สิ่งใดก็ตามที่พวกเราทำ ไม่ว่าจะในการสถิตของพระองค์หรือซ่อนเร้นจากพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงทราบ ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่เข้าพระทัย ทั้งหมดจะได้รับการเปิดเผยเฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างแท้จริง แม้จะมีแผนและการจัดการเตรียมการทั้งหลายของพวกเราเองอยู่ก็ตาม
ขณะนั่งอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ รู้สึกถึงความชื่นบานภายในจิตวิญญาณของพวกเรา สบายใจและสงบ ทว่ารู้สึกว่างเปล่าอยู่เสมอและเป็นหนี้บุญคุณต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง กล่าวคือ นี่เป็นการอัศจรรย์อย่างหนึ่งซึ่งมิอาจจินตนาการได้และเป็นไปไม่ได้ที่จะสัมฤทธิ์ผล พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นทรงเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว! นั่นเป็นข้อพิสูจน์อันไม่อาจโต้เถียง! พวกเราที่เป็นของกลุ่มนี้ได้รับการอวยพรอย่างสุดจะพรรณนาได้! หากไม่ใช่เพราะพระคุณและพระปรานีของพระเจ้า พวกเราย่อมจะทำได้เพียงเดินไปสู่ความพินาศและติดตามซาตานเท่านั้น มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นที่สามารถช่วยพวกเราให้รอดได้!
อา! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง! เป็นพระองค์ที่ได้ทรงเปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเรา ช่วยให้พวกเรามองเห็นความล้ำลึกทั้งหลายของโลกวิญญาณ ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของราชอาณาจักรนั้นไร้พรมแดน พวกเราจงระวังระไวในขณะที่พวกเรารอคอย วันนั้นคงไม่ไกลเกินไป
เปลวไฟแห่งสงครามหมุนวนไปรอบๆ ควันปืนใหญ่คลุ้งอยู่เต็มอากาศ สภาพอากาศอุ่นขึ้น ภูมิอากาศแปรเปลี่ยน ภัยพิบัติจะแพร่กระจาย และผู้คนทำได้แค่ตายเท่านั้น โดยไร้ความหวังของการรอดชีวิต
อา! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง! พระองค์ทรงเป็นป้อมปราการอันแน่นหนาของพวกเรา พระองค์ทรงเป็นที่หลบภัยของพวกเรา พวกเราพากันเบียดซุกอยู่ใต้ปีกของพระองค์ และหายนะไม่สามารถเข้าถึงพวกเราได้ เช่นนี้เองคือการปกป้องและการเอาพระทัยใส่ของพระเจ้าของพระองค์
พวกเราทุกคนเร่งเสียงของพวกเราให้ดังขึ้นในบทเพลง พวกเราขับร้องเพื่อการสรรเสริญ และเสียงแห่งการสรรเสริญของพวกเราก้องกังวานไปทั่วศิโยน! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ทรงตระเตรียมบั้นปลายอันงดงามไว้ให้พวกเรา จงระวังระไว—โอ จงเฝ้าดู! ถึงตอนนี้ โมงยามก็ยังมิสายเกินไป
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 5
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 50
ตั้งแต่เมื่อครั้งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์—องค์กษัตริย์แห่งราชอาณาจักร—ทรงได้รับการเป็นพยาน ขอบเขตแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าได้คลี่คลายออกมาอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้วทั่วทั้งจักรวาล ไม่เพียงแต่การทรงปรากฏของพระเจ้าเท่านั้นที่ได้รับการเป็นพยานในประเทศจีน แต่พระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยังได้รับการเป็นพยานในชนชาติทั้งมวลและในทุกสถานที่ พวกเขาทั้งหมดกำลังร้องเรียกพระนามอันบริสุทธิ์นี้ พยายามที่จะสามัคคีธรรมกับพระเจ้าในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และรับใช้พระองค์ด้วยการร่วมมือกันในคริสตจักร นี่คือหนทางอันน่าอัศจรรย์ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ
ภาษาของชนชาติต่างๆ ทั้งหลายนั้นแตกต่างจากกัน แต่มีพระวิญญาณเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น พระวิญญาณนี้รวมประสานคริสตจักรทั้งหลายทั่วทั้งจักรวาลเข้าด้วยกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้าอย่างแท้จริง โดยไม่มีความแตกต่างแม้แต่น้อย นี่คือบางสิ่งที่อยู่เหนือความสงสัย บัดนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเรียกร้องไปยังพวกเขา และพระสุรเสียงของพระองค์รักษาให้พวกเขาตื่นตัว นี่คือพระสุรเสียงแห่งความกรุณาของพระเจ้า พวกเขาทั้งหมดร้องเรียกพระนามอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พวกเขาให้การสรรเสริญและพวกเขาร้องเพลงด้วย ไม่มีทางที่จะมีการออกนอกลู่นอกทางใดๆ ในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เลย ผู้คนเหล่านี้ใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าตามเส้นทางที่ถูกต้อง พวกเขาไม่ล่าถอย—จึงเกิดการอัศจรรย์ขึ้นอย่างมากมาย นี่เป็นบางสิ่งที่ผู้คนพบว่ายากจะจินตนาการและเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดเดาถึง
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์กษัตริย์แห่งชีวิตในจักรวาล! พระองค์ประทับบนพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์และพิพากษาโลก ทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง และปกครองชนชาติทั้งมวล กลุ่มชนทั้งปวงคุกเข่าต่อพระองค์ อธิษฐานต่อพระองค์ เข้าใกล้ชิดพระองค์และสื่อสารกับพระองค์ ไม่ว่าเจ้าจะได้เชื่อในพระเจ้ามานานเท่าใดก็ตาม ไม่ว่าสถานะของเจ้าจะสูงสักเท่าใดก็ตาม หรือความอาวุโสของเจ้าจะมากเท่าใดก็ตาม หากเจ้าต่อต้านพระเจ้าในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องถูกพิพากษาและต้องให้ตัวเจ้าเองหมอบราบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ส่งเสียงแห่งคำวิงวอนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดออกมา นี่เป็นการเก็บเกี่ยวผลของการกระทำของเจ้าเองโดยแท้ เสียงคร่ำครวญนี้คือเสียงของการถูกทรมานในบึงไฟและกำมะถัน และมันเป็นเสียงร้องของการถูกสั่งสอนด้วยคทาเหล็กของพระเจ้า นี่เป็นการพิพากษาต่อหน้าพระที่นั่งของพระคริสต์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 8
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 51
การทรงปรากฏของพระเจ้าได้เกิดขึ้นแล้วในคริสตจักรทั้งหมด เป็นพระวิญญาณนั่นเองที่ตรัส พระองค์คือไฟที่ลุกโชน ทรงพระบารมีและทรงพิพากษา พระองค์คือบุตรมนุษย์ผู้ทรงฉลองพระองค์ยาวคลุมพระบาท และทรงคาดแถบทองคำที่พระอุระ พระเศียรและพระเกศาของพระองค์ขาวเหมือนอย่างขนแกะ พระเนตรของพระองค์เหมือนอย่างเปลวไฟ พระบาทของพระองค์เหมือนทองสัมฤทธิ์ ประหนึ่งหลอมบริสุทธิ์แล้วในเตาไฟ และพระสุรเสียงของพระองค์เหมือนอย่างเสียงของห้วงน้ำมากหลาย พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวง และมีดาบสองคมที่คมกริบอยู่ในพระโอษฐ์ และพระพักตร์ของพระองค์เหมือนอย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงแรงกล้า!
บุตรมนุษย์ทรงมีประจักษ์พยานแล้ว และพระเจ้าได้สำแดงพระองค์เองอย่างเปิดเผย พระสิริของพระเจ้าเปล่งรัศมี ฉายแสงแรงกล้าเหมือนดวงอาทิตย์ที่แผดเผา! พระพักตร์อันเปี่ยมพระสิริของพระองค์รุ่งโรจน์ด้วยความสว่างอันสุกใส ดวงตาของผู้ใดจะกล้าจ้องมองพระองค์ด้วยความต้านทานเล่า? ความต้านทานนำไปสู่ความตาย! ไม่มีการแสดงความกรุณาแม้แต่น้อยต่อสิ่งใดก็ตามที่เจ้าคิดอยู่ในหัวใจของเจ้า ถ้อยคำที่เจ้าพูดหรือสิ่งที่เจ้าทำ พวกเจ้าทั้งหมดจะได้เข้าใจและจะได้เห็นว่าสิ่งใดกันแน่ที่พวกเจ้าได้รับไป—ย่อมมีแต่การพิพากษาของเราเท่านั้น! เราจะสามารถทนยอมรับเวลาที่พวกเจ้าไม่ใช้ความพยายามในการกินและดื่มถ้อยคำของเรา และกลับทำลายและทำให้การก่อสร้างของเราหยุดชะงักตามอำเภอใจได้ละหรือ? เราจะไม่ปฏิบัติต่อบุคคลประเภทนี้อย่างสุภาพอ่อนโยน! หากความประพฤติของเจ้าเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงมากขึ้น เจ้าย่อมจะถูกเผาไหม้อยู่ในเปลวไฟ! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงสำแดงในกายฝ่ายวิญญาณที่ปราศจากเนื้อหนังหรือโลหิตแม้แต่น้อยมาเชื่อมส่วนศีรษะถึงปลายเท้า พระองค์ทรงอยู่พ้นสากลพิภพ ประทับอยู่ที่บัลลังก์อันรุ่งโรจน์ในสวรรค์ชั้นที่สาม ทรงปกครองเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง! จักรวาลและสรรพสิ่งล้วนอยู่ในมือของเรา หากเรากล่าวสิ่งใด นั่นย่อมจะเป็นดังนั้น หากเราลิขิตสิ่งใด ก็จะเป็นไปตามนั้น ซาตานอยู่ใต้เท้าของเรา มันอยู่ในบาดาลลึก! เมื่อเสียงของเราเปล่งออกไป ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะล่วงไปและไม่มีอยู่อีก! สรรพสิ่งทั้งปวงจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ นี่คือความจริงอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งย่อมถูกต้องอย่างแน่นอน เราได้พิชิตโลกแล้ว รวมทั้งมารร้ายทั้งปวงด้วย เรากำลังนั่งคุยกับพวกเจ้าอยู่ ณ ที่นี้ และทุกคนที่มีหูควรฟังไว้ และทุกคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ควรยอมรับ
วันเวลาย่อมจะสิ้นสุด สรรพสิ่งในโลกนี้จะสูญสลาย และทุกสิ่งจะถือกำเนิดขึ้นใหม่ จงจำเรื่องนี้ไว้! จงจำไว้! พวกเจ้าจะประมาทในเรื่องนี้ไม่ได้ สวรรค์และแผ่นดินโลกจะล่วงไป แต่วจนะของเราจะคงอยู่! ให้เราเตือนสติพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งว่า จงอย่าวิ่งวุ่นให้เปล่าประโยชน์! จงตื่นขึ้นเถิด! หันกลับมา ฝั่งอยู่แค่เอื้อมแล้ว! เราปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าแล้ว เราเปล่งเสียงแล้ว เราเปล่งเสียงอยู่ตรงหน้าพวกเจ้าแล้ว เสียงของเราประจันหน้าพวกเจ้าโดยตรงทุกวัน สดใหม่ทุกวัน เจ้ามองเห็นเราและเราก็มองเห็นเจ้า เรากล่าวกับเจ้าตลอดเวลา และอยู่ตรงหน้าเจ้า กระนั้น เจ้ากลับปฏิเสธเราและไม่รู้จักเรา แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา แต่พวกเจ้ายังลังเลใจ! พวกเจ้าลังเลใจ! หัวใจของพวกเจ้าเฉื่อยชา ดวงตาก็ถูกซาตานทำให้มืดบอดไปแล้ว และพวกเจ้าก็ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเราได้—พวกเจ้าช่างน่าสงสาร! ช่างน่าสงสาร!
พระวิญญาณทั้งเจ็ดเบื้องหน้าบัลลังก์ของเราถูกส่งไปทั่วทุกมุมโลกแล้วและเราจะส่งทูตสื่อสารของเราไปกล่าวแก่คริสตจักรทั้งหลาย เรานี้ชอบธรรมและสัตย์ซื่อ เราคือพระเจ้าผู้พินิจพิเคราะห์หัวใจส่วนลึกสุดของมนุษย์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย และเป็นวจนะของเราที่ออกมาจากภายในตัวบุตรของเรา ทุกคนที่มีหูควรฟังไว้! ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ควรยอมรับ! จงกินและดื่มวจนะเหล่านั้นก็พอ และอย่าสงสัย ทุกคนที่นบนอบและใส่ใจฟังวจนะของเราจะได้รับพรอันยิ่งใหญ่! ทุกคนที่แสวงหาใบหน้าของเราด้วยความตั้งใจจริงย่อมจะมีความสว่างใหม่ ความรู้แจ้งใหม่ และความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ เป็นแน่ ทุกสิ่งจะสดใหม่ วจนะของเราจะปรากฏแก่เจ้าทุกเมื่อ และจะเปิดดวงตาแห่งวิญญาณของเจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถมองเห็นความล้ำลึกทั้งปวงของโลกวิญญาณ ราชอาณาจักรอยู่ท่ามกลางมนุษย์แล้ว จงเข้าสู่ที่หลบภัย แล้วพระคุณและพรทั้งหมดจะมาสู่เจ้า ความกันดารอาหารและโรคระบาดจะไม่สามารถเข้าใกล้เจ้าได้ เหล่าหมาป่า อสรพิษ พยัคฆ์ และเสือดาวจะไม่สามารถทำอันตรายเจ้าได้ เจ้าจะไปกับเรา เดินไปกับเรา และเข้าสู่สง่าราศีร่วมกับเรา!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 15
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 52
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พระกายอันเปี่ยมสง่าราศีของพระองค์ปรากฏขี้นในที่แจ้ง พระกายฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ปรากฏขึ้น และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงครบบริบูรณ์! ทั้งโลกและเนื้อหนังเปลี่ยนแปลงไป และการจำแลงพระกายของพระองค์บนภูเขาคือสภาวะบุคคลของพระเจ้า พระองค์ทรงมงกุฎทองคำบนพระเศียรของพระองค์ ฉลองพระองค์ของพระองค์เป็นสีขาวบริสุทธิ์ ทรงคาดแถบทองคำที่พระอุระ และโลกและสรรพสิ่งคือแท่นรองพระบาทของพระองค์ พระเนตรของพระองค์เหมือนเปลวไฟ พระองค์ทรงมีดาบสองคมที่คมกริบในพระโอษฐ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงมีดาวเจ็ดดวงในพระหัตถ์ขวาของพระองค์ หนทางสู่ราชอาณาจักรสว่างไสวอย่างไร้ขอบเขต และพระสิริของพระองค์ปรากฏและส่องสว่าง เทือกเขาพากันชื่นชมยินดีและห้วงน้ำพากันหัวเราะ และดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งปวงโคจรตามการจัดเตรียมอันเป็นระบบระเบียบของพวกมัน รับเสด็จพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงเอกลักษณ์ ที่การเสด็จกลับมาอย่างมีชัยชนะของพระองค์ป่าวประกาศถึงความเสร็จสมบูรณ์แห่งแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์ ทุกสิ่งกระโดดและเต้นรำด้วยความชื่นชมยินดี! จงโห่ร้องยินดี! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ประทับบนบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์! จงขับร้องเถิด! ธงแห่งชัยชนะขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ชูขึ้นสูงเหนือภูเขาศิโยนที่ตระหง่านและงามสง่า! ชนชาติทั้งมวลกำลังเปล่งเสียงร้องแสดงความยินดี กลุ่มชนทั้งปวงกำลังขับร้อง ภูเขาศิโยนกำลังหัวเราะอย่างชื่นบาน และพระสิริของพระเจ้าได้ปรากฏขึ้นแล้ว! เราไม่เคยแม้แต่จะฝันว่าเราจะได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า แต่แล้ววันนี้เราก็ได้เห็นแล้ว เมื่อได้อยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ทุกวัน เราวางแผ่หัวใจของเราต่อพระองค์ พระองค์ทรงจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มอย่างมากมาย ชีวิต ถ้อยคำ การกระทำ ความนึกคิด แนวคิดต่างๆ—ความสว่างอันเปี่ยมสง่าราศีของพระองค์ทำให้สิ่งทั้งหมดนี้กระจ่าง พระองค์ทรงนำทุกย่างก้าวของหนทาง และการพิพากษาของพระองค์ก็บังเกิดแก่หัวใจที่เป็นกบฏทุกดวงในทันที
การกิน การพักอาศัยร่วมกัน และการมีชีวิตด้วยกันกับพระเจ้า อยู่ร่วมกับพระองค์ เดินไปด้วยกัน ชื่นชมด้วยกัน ได้รับสง่าราศีและพรด้วยกัน แบ่งปันความเป็นกษัตริย์กับพระองค์ และดำรงอยู่ร่วมกันในราชอาณาจักร—โอ ช่างเป็นความหรรษายินดี! โอ ช่างอ่อนหวาน! พวกเราได้อยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ทุกวัน ได้พูดกับพระองค์ทุกวันและคุยกันเป็นนิตย์ และได้รับความรู้แจ้งใหม่และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ ทุกวัน ดวงตาฝ่ายวิญญาณของพวกเราเปิดออก และพวกเรามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ความล้ำลึกทั้งหมดของวิญญาณได้ถูกเผยแก่พวกเรา ชีวิตที่บริสุทธิ์ไร้กังวลโดยแท้ จงวิ่งให้เร็วและอย่าหยุด จงมุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง—มีชีวิตที่น่าอัศจรรย์กว่าอยู่ข้างหน้า จงอย่ารู้สึกพึงพอใจแต่กับรสหวาน จงแสวงหาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะเข้าสู่พระเจ้า พระองค์ทรงครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างและทรงไพบูลย์ และทรงมีสรรพสิ่งทุกชนิดที่พวกเราขาดแคลน จงร่วมมือกันในเชิงรุกและเข้าสู่พระองค์ และจะไม่มีสิ่งใดเป็นเหมือนเดิมอีกเลย ชีวิตของพวกเราจะอยู่เหนือโลก และไม่มีบุคคล เรื่องราว หรือสิ่งใดจะสามารถรบกวนพวกเราได้
สภาวะเหนือโลก! สภาวะเหนือโลก! สภาวะเหนือโลกอันแท้จริง! ชีวิตที่เหนือโลกของพระเจ้าดำรงอยู่ภายใน และสรรพสิ่งก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง! พวกเราไปพ้นวิสัยของโลกและสิ่งต่างๆ ทางโลก ไม่รู้สึกผูกพันกับบรรดาสามีหรือบุตร พวกเราก้าวพ้นข้อจำกัดที่เป็นความเจ็บป่วยและสภาพแวดล้อมต่างๆ ซาตานไม่กล้ารบกวนพวกเรา พวกเราไปพ้นความวิบัติทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง นี่คือการยอมให้พระเจ้าครองความเป็นกษัตริย์! พวกเราเหยียบย่ำซาตานไว้ใต้เท้า ยืนหยัดเป็นพยานให้แก่คริสตจักร และเปิดโปงหน้าตาอันอัปลักษณ์ของซาตานอย่างหมดเปลือก การก่อสร้างคริสตจักรนั้นดำรงอยู่ในพระคริสต์ และพระกายอันเปี่ยมพระสิริได้ปรากฏขึ้นแล้ว—นี่คือการใช้ชีวิตในความปลาบปลื้มยินดี!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 15
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 53
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดาผู้ทรงเป็นนิรันดร์ เจ้าชายแห่งสันติสุข พระเจ้าของพวกเราคือองค์กษัตริย์! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ย่างพระบาทไปบนภูเขามะกอกเทศ ช่างงดงามยิ่งนัก! จงฟัง! พวกเราเหล่าคนยามเปล่งเสียงของพวกเราให้ดัง ด้วยเสียงของพวกเรา พวกเราขับร้องด้วยกัน เพราะพระเจ้าเสด็จกลับมาสู่ศิโยน พวกเรามองเห็นความอ้างว้างของนครเยรูซาเลมด้วยตาของพวกเราเอง จงโห่ร้องเป็นเสียงอันเริงร่าและขับร้องโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะพระเจ้าทรงนำความชูใจมาสู่พวกเรา และทรงไถ่นครเยรูซาเลมแล้ว พระเจ้าทรงเผยพระพาหาอันบริสุทธิ์ของพระองค์แก่สายตาของชนชาติทั้งปวง พระเจ้าในสภาวะบุคคลจริงได้ทรงปรากฏแล้ว! สุดปลายของแผ่นดินโลกทั้งปวงได้เห็นความรอดแห่งพระเจ้าของพวกเราแล้ว
โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พระวิญญาณทั้งเจ็ดได้ถูกส่งตรงจากพระบัลลังก์ของพระองค์สู่คริสตจักรทุกแห่ง เพื่อเปิดเผยความล้ำลึกทั้งปวงของพระองค์ ขณะประทับบนพระบัลลังก์แห่งพระสิริของพระองค์ พระองค์ได้ทรงบริหารจัดการราชอาณาจักรของพระองค์ และได้ทรงทำให้ราชอาณาจักรหนักแน่นและมั่นคงด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรม และพระองค์ได้ทรงสยบชนชาติทั้งปวงเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พระองค์ทรงคลายรัดพระองค์ของกษัตริย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงทำให้ประตูทั้งหลายของนครเปิดกว้างเฉพาะพระพักตร์พระองค์ โดยไม่มีวันปิดลงอีก เพราะความสว่างของพระองค์ได้มาถึงแล้ว และพระสิริของพระองค์ผงาดขึ้นฉายความสุกใสออกมา ความมืดมิดปกคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบอยู่เหนือกลุ่มชนทั้งหลาย โอ พระเจ้า! อย่างไรก็ตาม พระองค์ได้ทรงปรากฏและฉายความสว่างของพระองค์แก่พวกเรา และพระสิริของพระองค์ย่อมจะพบเห็นได้บนตัวพวกเรา ชนชาติทั้งปวงจะมาสู่ความสว่างของพระองค์ และกษัตริย์ทั้งหลายจะมาสู่รัศมีของพระองค์ พระองค์ช้อนพระเนตรของพระองค์ขึ้นมาทอดพระเนตรไปรอบๆ กล่าวคือ บุตรทั้งหลายของพระองค์ชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และพวกเขามาจากที่ไกล ทรงอุ้มบุตรหญิงทั้งหลายของพระองค์ไว้ในอ้อมพระพาหาเมื่อพวกเธอมาถึง โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้กุมพวกเราไว้ เป็นพระองค์ที่ทรงนำทางพวกเราไปข้างหน้าบนถนนสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ และเป็นพระวจนะอันบริสุทธิ์ของพระองค์ที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวพวกเรา
โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พวกเราขอบคุณและพวกเราสรรเสริญพระองค์! ขอให้พวกเราเคารพยกย่องพระองค์ เป็นพยานให้แก่พระองค์ ยกย่องพระองค์ และขับร้องแด่พระองค์ด้วยหัวใจที่จริงใจ สงบ และไม่แบ่งแยก ขอให้พวกเรามีเพียงจิตใจเดียว และถูกสร้างด้วยกัน และขอพระองค์ทรงทำให้พวกเราเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์ในเร็ววัน เพื่อที่พระองค์จะทรงใช้ประโยชน์ ขอให้น้ำพระทัยของพระองค์ได้รับการดำเนินการโดยปราศจากอุปสรรคบนแผ่นดินโลก!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 25
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 54
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงครบถ้วนบริบูรณ์ ทรงสัมฤทธิ์ทุกสิ่ง ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น! พระองค์ไม่เพียงทรงถือดาวทั้งเจ็ด มีพระวิญญาณทั้งเจ็ด มีพระเนตรทั้งเจ็ด ทรงแกะตราผนึกทั้งเจ็ด และทรงเปิดหนังสือม้วนทั้งเจ็ดเท่านั้น แต่ที่มากยิ่งกว่านั้นคือ พระองค์ทรงบริหารภัยพิบัติทั้งเจ็ดและชามทั้งเจ็ด และทรงเปิดเผยฟ้าร้องทั้งเจ็ด พระองค์ทรงเป่าแตรทั้งเจ็ดเมื่อนานมาแล้วอีกด้วย! ทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างและทำให้ครบบริบูรณ์นั้นควรสรรเสริญพระองค์ ถวายพระสิริแด่พระองค์ และยกย่องพระบัลลังก์ของพระองค์ โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พระองค์คือทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จลุล่วง และเมื่อมีพระองค์ ทั้งหมดก็ครบบริบูรณ์ สว่างไสว ได้รับการปลดปล่อย อิสระ แข็งแรง และเปี่ยมพลังอำนาจ! ไม่มีสิ่งใดถูกซ่อนเร้นหรือปกปิดไว้เลย เมื่อมีพระองค์ ความล้ำลึกทั้งหมดก็ถูกเปิดเผย ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงพิพากษาศัตรูมากหลายของพระองค์ พระองค์เปิดเผยพระบารมีของพระองค์ ทรงสำแดงไฟอันเดือดดาลของพระองค์ พระองค์แสดงออกซึ่งพระพิโรธของพระองค์ และที่มากกว่านั้นคือ พระองค์แสดงให้เห็นพระสิริอันไม่เคยมีมาก่อน เป็นนิรันดร์ และเป็นอนันต์โดยบริบูรณ์ของพระองค์! กลุ่มชนทั้งปวงควรตื่นขึ้นมาแซ่ซ้องและขับร้องโดยไม่มีการสงวนท่าที เชิดชูพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรงจริงแท้โดยบริบูรณ์ ทรงพระชนม์ทั้งสิ้น โอบอ้อมอารี เปี่ยมพระสิริและเที่ยงแท้พระองค์นี้ ผู้ทรงดำรงอยู่นับจากนิรันดร์กาลสู่นิรันดร์กาล พระบัลลังก์ของพระองค์ควรได้รับการยกย่องเป็นนิตย์ พระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์ควรได้รับการสรรเสริญและได้รับพระสิริ นี่คือเจตนารมณ์ชั่วนิรันดร์—ของพระเจ้า—ของเรา และเป็นพรอันไร้ขีดจำกัดที่พระองค์ทรงเปิดเผยและประทานแก่พวกเรา! ผู้ใดในท่ามกลางพวกเราที่ไม่ได้สืบทอดพร? การที่จะสืบทอดพรของพระเจ้า คนเราต้องยกย่องพระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์และมาล้อมรอบนมัสการพระบัลลังก์ของพระองค์ บรรดาผู้ที่ไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ด้วยสิ่งจูงใจอื่นและด้วยเจตนาอื่นจะถูกไฟอันเดือดดาลของพระองค์หลอมละลาย วันนี้คือวันที่ศัตรูของพระองค์จะถูกพิพากษา และก็เป็นวันนี้อีกเช่นกันที่พวกเขาจะพินาศ ยิ่งไปกว่านั้น นั่นยังเป็นวันที่เรา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะได้รับการเปิดเผย และวันที่เราจะได้รับสง่าราศีและเกียรติ โอ กลุ่มชนทั้งปวง! จงลุกขึ้นโดยเร็วเพื่อเชิดชูและต้อนรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ประทานความรักเมตตามาให้แก่พวกเรา ทรงทำให้เกิดความรอดและประทานพรแก่พวกเรา ทรงทำให้บรรดาบุตรของพระองค์ครบบริบูรณ์และทรงประสบความสำเร็จในการสัมฤทธิ์ราชอาณาจักรของพระองค์ นับแต่บรรพกาลจนถึงนิรันดร์กาล! นี่คือกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า! นี่คือการลิขิตไว้ล่วงหน้าและการจัดการเตรียมการอันเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า—ที่พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อช่วยพวกเราให้รอด เพื่อทำให้พวกเราครบบริบูรณ์ และเพื่อพาพวกเราเข้าสู่สง่าราศีด้วยพระองค์เอง
พวกที่ไม่ลุกขึ้นเป็นพยานคือบรรพชนของคนตาบอดและกษัตริย์แห่งความไม่รู้เท่าทัน พวกเขาจะกลายเป็นผู้ไม่รู้เท่าทันไปชั่วนิรันดร์ กลายเป็นคนเขลาไปตลอดกาล เป็นคนตายนิรันดร์ที่มืดบอด วิญญาณของพวกเราควรจะตื่นรู้ก็เพราะเหตุนี้! ผู้คนทั้งปวงควรลุกขึ้น! จงแซ่ซ้อง สรรเสริญ เชิดชูองค์กษัตริย์ผู้เปี่ยมพระสิริอย่างไม่รู้สิ้นสุด พระบิดาแห่งความกรุณา พระบุตรแห่งการไถ่ พระวิญญาณทั้งเจ็ดผู้ทรงไพบูลย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรงนำมาซึ่งไฟอันเดือดดาลที่เปี่ยมบารมีและการพิพากษาอันชอบธรรม และผู้ทรงพอเพียง ไพบูลย์ ทรงมหิทธิฤทธิ์ และทรงบริบูรณ์อย่างที่สุด พระบัลลังก์ของพระองค์จะได้รับการยกย่องไปตลอดกาล! ผู้คนทั้งปวงควรได้เห็นว่านี่คือพระปัญญาของพระเจ้า เป็นเส้นทางอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ที่นำไปสู่ความรอด และเป็นผลสัมฤทธิ์แห่งน้ำพระทัยอันเปี่ยมพระสิริของพระองค์ หากพวกเราไม่ลุกขึ้นมาเป็นพยาน เช่นนั้นแล้ว ทันทีที่ชั่วขณะนี้ผ่านพ้น ก็จะไม่มีการหวนกลับไปอีก การที่พวกเราจะได้รับพระพรหรือโชคร้ายย่อมได้รับการตัดสินในระหว่างการเดินทางในช่วงระยะปัจจุบันนี้ของพวกเรา บนพื้นฐานของสิ่งที่พวกเราทำ สิ่งที่พวกเราคิด และสิ่งที่พวกเรากำลังใช้ชีวิตตามนั้นอยู่ในขณะนี้ พวกเจ้าควรจะกระทำการเช่นไร? จงเป็นพยานและยกย่องพระเจ้าไปตลอดกาล ยกย่องพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—พระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงเอกลักษณ์และเป็นนิรันดร์!
นับจากนี้ไป เจ้าควรมองเห็นอย่างชัดเจนว่าพวกที่ไม่เป็นพยานให้แก่พระเจ้า—พวกที่ไม่เป็นพยานให้แก่พระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์นี้ รวมถึงพวกที่เก็บงำความสงสัยเกี่ยวกับพระองค์เอาไว้—พวกเขาทั้งหมดล้วนเจ็บป่วยและตายไปแล้ว และเป็นพวกที่ท้าทายพระเจ้า! พระวจนะของพระเจ้าได้รับการพิสูจน์นับแต่โบราณกาลแล้วว่า พวกที่ไม่รวมกลุ่มกับเราย่อมกระจัดพลัดพราย และพวกที่ไม่อยู่ฝ่ายเราย่อมต่อต้านเรา นี่คือความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งถูกสลักไว้ในศิลา! พวกที่ไม่เป็นพยานให้แก่พระเจ้าคือข้ารับใช้ของซาตาน ผู้คนเยี่ยงนั้นย่อมมารบกวนและชักพาให้ลูกๆ ของพระเจ้าหลงผิด และทำให้การบริหารจัดการของพระองค์หยุดชะงัก พวกเขาต้องถูกจัดการด้วยดาบปลิดชีวิต! พวกที่แสดงเจตนาดีต่อข้ารับใช้ของซาตานล้วนแสวงหาการทำลายล้างตัวพวกเขาเอง เจ้าควรรับฟังและเชื่อถ้อยดำรัสแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า เดินบนเส้นทางแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า และดำรงชีวิตตามพระวจนะแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรยกย่องพระบัลลังก์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไปชั่วกัลปาวสาน!
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าแห่งพระวิญญาณทั้งเจ็ด! ผู้มีพระเนตรทั้งเจ็ดและดาวทั้งเจ็ดก็คือพระองค์เช่นกัน พระองค์ทรงแกะตราทั้งเจ็ด และทรงคลี่หนังสือทั้งม้วนนั้น! พระองค์ทรงเป่าแตรทั้งเจ็ด แล้วชามทั้งเจ็ดและภัยพิบัติทั้งเจ็ดก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ รอเวลาถูกส่งออกไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ โอ ฟ้าร้องทั้งเจ็ดที่ได้ถูกผนึกไว้ตลอดเวลา! เวลาแห่งการเปิดเผยฟ้าร้องทั้งเจ็ดได้มาถึงแล้ว! พระองค์ผู้จะทรงนำมาซึ่งฟ้าร้องทั้งเจ็ดได้ทรงปรากฏต่อหน้าต่อตาของพวกเราแล้ว!
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! เมื่อมีพระองค์ทั้งหมดก็ได้รับการปลดปล่อยและเป็นอิสระ ไม่มีความลำบากยากเย็น และทั้งหมดไหลเลื่อนไปอย่างราบรื่น! ไม่มีสิ่งใดกล้าเป็นอุปสรรคหรือขัดขวางพระองค์ และทั้งหมดพากันนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ผู้ที่ไม่นบนอบย่อมจะเสียชีวิต!
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้มีพระเนตรทั้งเจ็ด! ทั้งหมดล้วนชัดเจนโดยบริบูรณ์ ทั้งหมดล้วนสว่างไสวและไม่ถูกปกปิด และทั้งหมดถูกเปิดเผยและแผ่วาง เมื่อมีพระองค์ ทั้งหมดก็กระจ่างแจ้ง และไม่ใช่เพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงเป็นเช่นนี้ ทว่าบรรดาบุตรของพระองค์ก็เป็นเช่นนี้ด้วย ไม่มีผู้ใด ไม่มีวัตถุใด และไม่มีเรื่องราวใดที่สามารถถูกปกปิดเฉพาะพระพักตร์พระองค์และต่อหน้าบรรดาบุตรของพระองค์ได้!
ดาวทั้งเจ็ดของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ส่องสว่าง! คริสตจักรถูกพระองค์ทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว พระองค์ทรงตั้งผู้สื่อสารแห่งคริสตจักรของพระองค์และทั่วทั้งคริสตจักรก็อยู่ภายในการจัดเตรียมของพระองค์ พระองค์ทรงแกะตราทั้งเจ็ด และพระองค์ทรงทำให้แผนการบริหารจัดการของพระองค์และน้ำพระทัยของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ด้วยพระองค์เอง หนังสือม้วนคือภาษาลึกลับฝ่ายวิญญาณแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และได้ถูกคลี่ออกและเปิดเผยโดยพระองค์!
ผู้คนทั้งปวงควรสนใจฟังเสียงแตรทั้งเจ็ดอันกึกก้องของพระองค์ เมื่อมีพระองค์ ทั้งหมดย่อมถูกทำให้เป็นที่รู้จัก ไม่มีวันถูกซ่อนเร้นอีกแล้ว และไม่มีความโศกเศร้าอีกต่อไป ทั้งหมดย่อมถูกเปิดเผย และทั้งหมดมีชัยชนะ!
แตรทั้งเจ็ดของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือแตรแห่งชัยชนะอันรุ่งโรจน์และเปิดเผย! แตรเหล่านั้นยังเป็นแตรที่พิพากษาศัตรูของพระองค์อีกด้วย! ในท่ามกลางชัยชนะของพระองค์ แตรเขาสัตว์ของพระองค์กำลังได้รับการยกย่อง! พระองค์ทรงปกครองอยู่เหนือทั้งจักรวาล!
พระองค์ได้ทรงตระเตรียมชามทั้งเจ็ดแห่งภัยพิบัติ ศัตรูของพระองค์ตกเป็นเป้าหมาย และชามเหล่านั้นก็ถูกปล่อยลงสู่กระแสน้ำอันสุดเชี่ยว และศัตรูเหล่านั้นย่อมจะถูกเผาผลาญในเปลวเพลิงแห่งไฟอันเดือดดาลของพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงฤทธิ์เดชแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ และศัตรูของพระองค์ทั้งหมดล้วนพินาศไปสิ้น ฟ้าร้องครั้งสุดท้ายทั้งเจ็ดจะไม่ถูกผนึกเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อีกต่อไป ฟ้าร้องทั้งหมดล้วนถูกเปิดเผย! ฟ้าร้องทั้งหมดล้วนถูกเปิดเผย! พระองค์ทรงทำให้ศัตรูของพระองค์ถึงตายด้วยฟ้าร้องทั้งเจ็ด อันเป็นการทำให้แผ่นดินโลกมั่นคงและทำให้แผ่นดินโลกทำการปรนนิบัติพระองค์ ไม่มีวันถูกทำลายให้ย่อยยับอีก!
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงชอบธรรม! พวกเราเชิดชูพระองค์ตลอดกาล! พระองค์สมควรที่จะทรงได้รับการสรรเสริญอันไม่สิ้นสุด และการถวายสาธุการและการยกย่องชั่วนิรันดร์! ฟ้าร้องทั้งเจ็ดของพระองค์ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อการพิพากษาของพระองค์เท่านั้น แต่ใช้เพื่อพระสิริและสิทธิอำนาจของพระองค์มากกว่า เพื่อทำให้ทุกสรรพสิ่งครบบริบูรณ์!
กลุ่มชนทั้งปวงเฉลิมฉลองเบื้องหน้าพระบัลลังก์ เชิดชูและสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย! เสียงของพวกเขาสั่นสะเทือนทั้งจักรวาลเหมือนฟ้าร้อง! แน่นอนว่าทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่เพราะพระองค์และเกิดขึ้นเพราะพระองค์ ผู้ใดกล้าลงความเห็นว่าพระสิริ เกียรติ สิทธิอำนาจ ปัญญา ความบริสุทธิ์ ชัยชนะ และวิวรณ์ทั้งปวงไม่ได้เป็นของพระองค์? นี่คือความสำเร็จลุล่วงแห่งน้ำพระทัยของพระองค์ และเป็นความสำเร็จสมบูรณ์ขั้นสุดท้ายแห่งการก่อสร้างโดยการบริหารจัดการของพระองค์!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 34
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 55
เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังออกมาจากพระบัลลังก์ ทำให้จักรวาลสั่นสะเทือน พลิกสวรรค์และแผ่นดินโลก และส่งเสียงกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า! เสียงนั้นเสียดหู และผู้คนไม่สามารถหลีกหนีมันไปได้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถซ่อนตัวจากมัน ฟ้าร้องและฟ้าแลบระเบิดตัวออก และในชั่วอึดใจ สวรรค์กับแผ่นดินโลกก็แปลงสภาพ และผู้คนก็จวนเจียนจะพบกับความตาย จากนั้น ทั่วทั้งจักรวาลก็ถูกพายุฝนอันทรงพลังหุ้มห่อด้วยความเร็วชั่วฟ้าแลบแปลบปลาบ พลางร่วงหล่นจากสวรรค์! ที่มุมไกลสุดของแผ่นดินโลก พายุฝนนั้นชำระล้างคนทั้งปวงอย่างถ้วนทั่วจากหัวจรดปลายเท้าเหมือนการอาบน้ำฝักบัว ไม่ยอมให้เหลือคราบใด ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนเร้นจากมัน อีกทั้งไม่มีบุคคลใดสามารถถูกกักขังจากมัน เสียงฟ้าร้องกัมปนาทแวววามด้วยแสงเย็นเหมือนแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ และทำให้มนุษย์สั่นเทาด้วยความยำเกรง! ดาบแหลมสองคมซัดกระหน่ำพวกบุตรแห่งการกบฏจนคว่ำลง และศัตรูก็เผชิญหน้ากับมหันตภัยโดยไร้ที่ใดให้ซ่อนตัว พวกเขากลายเป็นมึนงงอยู่ในสายลมและสายฝนที่พรั่งพรู และซวนเซจากลมที่พัดกระพือนั้น พวกเขาพลันล้มตายลงสู่สายน้ำที่ไหลหลั่งและถูกพัดพาไป มีแต่ความตายเท่านั้น และไม่มีหนทางที่พวกเขาจะรอดชีวิต เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดอุบัติจากเรา และถ่ายทอดเจตนาของเราซึ่งหมายให้ซัดกระหน่ำพวกบุตรคนโตของอียิปต์จนคว่ำลง ลงโทษคนชั่วและชำระคริสตจักรทั้งหลายของเราให้บริสุทธิ์ เพื่อที่คนทั้งปวงอาจเกิดความนิยมชมชอบกัน กระทำการอย่างซื่อตรงต่อตัวพวกเขาเอง และมีหัวใจดวงเดียวกันกับเรา และเพื่อที่คริสตจักรทั้งปวงในระบบจักรวาล จะสามารถก่อร่างสร้างขึ้นเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือจุดประสงค์ของเรา
ฟ้าร้องส่งเสียง และเสียงโอดครวญทั้งหลายก็ดังขึ้นเป็นระลอกตามทางที่เสียงฟ้าร้องวิ่งผ่าน บางคนถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลของพวกเขา และด้วยความตระหนกเป็นอย่างมาก พวกเขาสำรวจค้นลึกลงไปในดวงจิตของพวกเขา และกรูกันกลับไปเบื้องหน้าพระบัลลังก์ พวกเขายุติการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่ลุกลามและการกระทำที่อุกอาจของพวกเขา ไม่สายเกินไปที่ผู้คนเช่นนั้นจะถูกปลุกให้ตื่น เราเฝ้าดูจากบัลลังก์ เรามองลึกเข้าไปในหัวใจของปวงมนุษย์ เราช่วยบรรดาผู้ที่พึงปรารถนาเราอย่างจริงจังตั้งใจและอย่างแรงกล้าให้รอด และเราสงสารพวกเขา บรรดาผู้ที่รักเราอยู่ในหัวใจของพวกเขายิ่งกว่าสิ่งอื่นทั้งปวง บรรดาผู้ที่เข้าใจเจตนารมณ์ของเราและติดตามเราไปจนสุดทาง เราจะช่วยให้รอดไปจนชั่วนิรันดร์กาล มือของเราจะประคองพวกเขาอย่างปลอดภัย เพื่อที่พวกเขาจะไม่เผชิญกับฉากเหตุการณ์นี้ และจะไม่พบพานอันตราย บางคน เมื่อพวกเขาเห็นภาพฟ้าแลบแปลบปลาบนี้ ก็มีความทุกข์ระทมในหัวใจของพวกเขาที่ไม่อาจแสดงออกมาได้และรู้สึกเสียใจอย่างสุดขั้ว หากพวกเขายืนกรานที่จะประพฤติในหนทางนี้ ก็ย่อมจะสายเกินไปสำหรับพวกเขา โอ ทั้งหมดทั้งมวลและทุกสิ่งทุกอย่าง! ทั้งหมดจะแล้วเสร็จ นี่คือหนึ่งในวิถีทางแห่งความรอดของเราเช่นกัน เราช่วยบรรดาผู้ที่รักเราให้รอด และบดขยี้คนชั่วให้แหลกลาญ เราทำให้ราชอาณาจักรของเราคงที่และมั่นคงบนแผ่นดินโลก และให้ชนชาติทั้งปวงกับกลุ่มชนทั้งมวล ทั้งหมดในจักรวาลและ ณ สุดปลายแผ่นดินโลก รู้ว่าเราคือบารมี เราคือเพลิงที่ลุกโชน เราคือพระเจ้าผู้สำรวจค้นหัวใจส่วนลึกสุดของมนุษย์ทุกคน นับแต่เวลานี้เป็นต้นไป การพิพากษาแห่งมหาบัลลังก์สีขาวย่อมเผยแก่หมู่ชนและแก่กลุ่มชนทั้งปวงอย่างเปิดเผย โดยประกาศว่าการพิพากษาได้เริ่มขึ้นแล้ว! ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนทั้งปวงที่คำพูดไม่ได้มาจากหัวใจ พวกที่สงสัยและไม่กล้ามั่นใจ พวกที่ทิ้งเวลาให้สูญเปล่าโดยเข้าใจความประสงค์ของเรา แต่ไม่เต็มใจนำความประสงค์ทั้งหลายนั้นไปปฏิบัติ—พวกเขาทั้งหมดจะต้องถูกพิพากษา พวกเจ้าต้องใส่ใจที่จะตรวจดูเจตนาและเหตุจูงใจทั้งหลายของพวกเจ้าเอง และเข้าประจำตำแหน่งแห่งที่อันถูกต้องเหมาะสมของเจ้า จงปฏิบัติวจนะของเราอย่างจริงจังตั้งใจ จงเห็นคุณค่าประสบการณ์ชีวิตของเจ้า และจงอย่ากระทำการด้วยความกระตือรือร้นอันผิวเผิน แต่จงทำให้ชีวิตของเจ้าเติบโตเต็มที่ เป็นผู้ใหญ่ มั่นคง และเปี่ยมประสบการณ์—เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเรา
จงอย่าให้พวกลูกสมุนของซาตานและพวกวิญญาณชั่วที่ทำลายสิ่งที่เราก่อร่างสร้างขึ้นและทำให้สิ่งเหล่านี้หยุดชะงัก มีโอกาสหาความได้เปรียบจากสิ่งต่างๆ พวกมันต้องถูกจำกัดอย่างรุนแรงและถูกควบคุม พวกมันสามารถถูกจัดการเฉพาะตามวิถีทางแห่งดาบคมเท่านั้น พวกที่เลวที่สุดจะต้องถูกถอนรากถอนโคนทันทีเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต และคริสตจักรจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ปราศจากสภาวะผิดรูปทั้งปวง และจะสมบูรณ์แข็งแรง เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาและพลังงาน หลังฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงก็ดังลั่นขึ้น เจ้าต้องไม่แชเชือน และเจ้าต้องไม่ยอมแพ้ แต่จงทำอย่างสุดกำลังความสามารถของเจ้าเพื่อตามให้ทัน และเจ้าจะมีความสามารถที่จะมองเห็นสิ่งที่มือของเราทำอย่างแน่นอน สิ่งที่เราหมายจะได้ไว้ สิ่งที่เราหมายจะละทิ้ง สิ่งที่เราหมายจะทำให้มีความเพียบพร้อม สิ่งที่เราหมายจะถอนรากถอนโคน สิ่งที่เราหมายจะซัดกระหน่ำให้คว่ำลง—ทั้งหมดนี้จะคลี่คลายให้เห็นต่อหน้าต่อตาพวกเจ้า เปิดโอกาสให้พวกเจ้าเห็นฤทธานุภาพสูงสุดของเราอย่างชัดเจน
จากบัลลังก์สู่จักรวาลและที่สุดปลายแผ่นดินโลก เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังสะท้อนกึกก้อง ผู้คนกลุ่มใหญ่จะได้รับการช่วยให้รอดและจะยอมสยบอยู่หน้าบัลลังก์ของเรา ภายหลังความสว่างนี้ของชีวิต ผู้คนก็แสวงหาหนทางที่จะมีชีวิตรอดและอดไม่ได้ที่จะมาหาเราเพื่อคุกเข่านมัสการ และเพื่อร้องเรียกนามของพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ และเปล่งคำอ้อนวอนทั้งหลายของพวกเขาจากปากของพวกเขา แต่พวกที่ต้านทานเรา พวกที่ทำหัวใจของพวกเขาให้แข็งกระด้าง เสียงฟ้าร้องย่อมส่งเสียงดังกึกก้องอยู่ในหูของพวกเขา และพวกเขาต้องพินาศอย่างไม่ต้องสงสัย นี่เท่านั้นคือบทอวสานที่รอคอยพวกเขาอยู่ บรรดาบุตรผู้เป็นที่รักและมีชัยของเราจะพำนักอยู่ในศิโยน และกลุ่มชนทั้งปวงจะมองเห็นสิ่งที่พวกเขาจะได้มา และสง่าราศีที่ยิ่งใหญ่มโหฬารจะปรากฏเบื้องหน้าพวกเจ้า แท้จริงแล้วนี่คือพรอันยิ่งใหญ่ และเป็นความหวานที่ยากจะเล่าขานได้
เสียงดังเปรี้ยงของฟ้าร้องทั้งเจ็ดที่ลั่นออกมาคือความรอดของบรรดาผู้ที่รักเรา ผู้พึงปรารถนาเราด้วยหัวใจอันแท้จริง บรรดาผู้ที่เป็นของเราและผู้ที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าและได้เลือกสรรไว้แล้วทั้งหมด ล้วนมีความสามารถที่จะมาภายใต้นามของเรา พวกเขาสามารถได้ยินเสียงของเราซึ่งก็คือการที่พระเจ้าทรงเรียกพวกเขา บรรดาผู้ที่อยู่ ณ สุดปลายแผ่นดินโลก จงมองเห็นว่าเราชอบธรรม เราสัตย์ซื่อ เราคือความรักมั่นคง เราคือความสงสาร เราคือบารมี เราคือเพลิงที่ลุกโชน และท้ายที่สุดแล้ว เราคือการพิพากษาที่ไร้ความกรุณา
ทั้งหมดในโลกจงมองเห็นว่าเราคือพระเจ้าพระองค์เองผู้เป็นจริงและครบบริบูรณ์ มนุษย์ทั้งปวงล้วนเชื่อมั่นอย่างเต็มที่และไม่มีผู้ใดกล้าต้านทานเราอีก อีกทั้งไม่มีผู้ใดบังอาจพิพากษาเราหรือใส่ร้ายป้ายสีเราอีก หาไม่แล้ว คำสาปแช่งทั้งหลายย่อมมาถึงพวกเขาในบัดดล และความวิบัติทั้งหลายย่อมบังเกิดแก่พวกเขา พวกเขาทำได้เพียงร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเท่านั้น หลังจากที่นำความย่อยยับมาสู่ตนเอง
กลุ่มชนทั้งปวงจงรู้ไว้ จงรู้กันทั่วทั้งจักรวาลและ ณ สุดปลายแผ่นดินโลก ในทุกครัวเรือนและโดยผู้คนทั้งปวงว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว ทุกคนจะทรุดลงไปคุกเข่าและนมัสการเราคนแล้วคนเล่า และแม้กระทั่งเด็กๆ ที่เพิ่งจะหัดพูด ก็จะร้องเรียก “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์”! พวกเจ้าหน้าที่ที่กุมอำนาจจะเห็นพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงปรากฏเบื้องหน้าพวกเขาด้วยดวงตาของพวกเขาเองเช่นกัน และพวกเขาจะหมอบราบนมัสการเช่นกัน พลางร้องขอพระกรุณาและการทรงอภัย แต่นี่ย่อมสายเกินไปอย่างแท้จริง เพราะเวลาแห่งมรณกรรมของพวกเขาได้มาถึงแล้ว พวกเขาทำได้เพียงจบสิ้นและถูกตัดสินให้ไปสู่นรกขุมลึกอันมิอาจหยั่งถึงได้ เราจะนำพาทั้งยุคไปสู่บทอวสาน และเสริมกำลังราชอาณาจักรของเราให้แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก ชาติและกลุ่มชนทั้งปวงจะยอมจำนนอยู่เบื้องหน้าเราไปตลอดนิรันด์กาล!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 35
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 56
พระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ องค์กษัตริย์ผู้ทรงเถลิงบัลลังก์ ทรงปกครองทั้งจักรวาล ทรงเผชิญหน้าชนชาติและผู้คนเหลือคณานับ และพระสิริของพระเจ้าส่องสว่างไปทั่วโลก สิ่งมีชีวิตทั้งมวลในจักรวาลจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลกจักได้เห็น บรรดาขุนเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ แผ่นดิน มหาสมุทร และสิ่งมีชีวิตทั้งมวลได้เปิดม่านของตนออกในความสว่างแห่งพระพักตร์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ และได้รับการฟื้นคืนชีพ ราวกับตื่นจากฝัน ราวกับต้นกล้าที่แทงทะลุขึ้นมาเหนือพื้นดิน!
อา! พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวทรงปรากฏตรงหน้าประชากรของโลกแล้ว ผู้ใดบังอาจต่อต้านพระองค์? ทุกคนสั่นเทาด้วยความกลัว ทุกคนต่างเชื่อมั่นอย่างที่สุด และทุกคนวิงวอนขอการให้อภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้คนมากมายคุกเข่าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และปากมากมายขยับนมัสการพระองค์! บรรดาทวีปและมหาสมุทร ขุนเขา แม่น้ำทั้งหลาย รวมถึง—สรรพสิ่งต่างสรรเสริญพระองค์อย่างมิรู้จบ! สายลมอันอบอุ่นโชยมาพร้อมกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิ โปรยสายฝนพรำแห่งฤดูใบไม้ผลิอย่างไม่ขาดสาย สายธารที่ไหลรินและฝูงชนมากมายล้วนเหมือนกัน ต่างเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความปีติ หลั่งน้ำตาแห่งการติดค้างและการตำหนิตนเอง แม่น้ำ ทะเลสาบ คลื่นทะเล และคลื่นลมล้วนกำลังขับขานเพื่อสดุดีพระนามอันบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าเที่ยงแท้! เสียงสรรเสริญก้องกังวานชัดเจนยิ่ง! สิ่งเก่าๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม—สิ่งเก่าๆ เหล่านั้นต่างก็จะได้รับการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลง และจะเข้าสู่ดินแดนที่ใหม่หมดทุกอย่าง…
นี่คือแตรศักดิ์สิทธิ์ และมันได้เริ่มส่งเสียงแล้ว! จงฟังเสียงแตรเถิด เสียงนั้นช่างเสนาะนัก เป็นถ้อยดำรัสแห่งบัลลังก์ ประกาศต่อชนชาติและผู้คนทุกคนว่า เวลานั้นได้มาถึงแล้ว ว่าจุดจบของยุคสุดท้ายมาถึงแล้ว แผนการบริหารจัดการของเราเสร็จสิ้นแล้ว ราชอาณาจักรของเราได้ปรากฏอย่างเปิดเผยบนแผ่นดินโลกแล้ว และราชอาณาจักรทั้งหลายของโลกได้กลายมาเป็นราชอาณาจักรของเรา ผู้เป็นพระเจ้า แตรทั้งเจ็ดของเราส่งเสียงจากบัลลังก์ และสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายจะบังเกิดขึ้น! ผู้คนตรงที่สุดปลายแผ่นดินโลกจะเร่งรีบมาอย่างพร้อมเพรียงกันจากทุกทิศทางด้วยกำลังแห่งหิมะถล่มและพลังแห่งสายฟ้าฟาด…
เรามองประชากรของเราด้วยความชื่นชมยินดีที่ฟังเสียงของเราได้และมาชุมนุมกันจากทุกชาติทุกดินแดน ฝูงชนที่มีพระเจ้าเที่ยงแท้อยู่ในปากพวกเขาเสมอ ต่างสรรเสริญและกระโดดโลดเต้นอย่างไม่รู้จบ! พวกเขาเป็นพยานต่อโลก และเสียงเป็นพยานให้พระเจ้าเที่ยงแท้ก็ดังกึกก้องเหมือนเสียงน้ำมากหลาย ฝูงชนจะกรูกันเข้ามาในราชอาณาจักรของเรา
แตรทั้งเจ็ดของเราส่งเสียงปลุกพวกผู้หลับใหล! จงลุกขึ้นมาโดยเร็ว มันยังไม่สายเกินไป จงมองดูชีวิตของเจ้าเถิด! จงเปิดตาของเจ้าและดูว่าบัดนี้มันคือโมงยามใด มีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้แสวงหา? มีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้ขบคิดหรือ? และมีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้เกาะติดหรือ? เจ้าไม่เคยพิจารณาความแตกต่างของคุณค่าระหว่างการได้รับชีวิตของเรากับการได้รับทุกสิ่งที่เจ้ารักและเกาะติดเลยหรอกหรือ? จงอย่าเอาแต่ใจหรือเล่นซนอีกต่อไป จงอย่าพลาดโอกาสเหมาะนี้ เวลานี้จะไม่มาอีกแล้ว! จงลุกขึ้นยืนเดี๋ยวนี้ ฝึกฝนปฏิบัติการใช้จิตวิญญาณของเจ้า จงใช้เครื่องมือสารพัดเพื่อมองให้ทะลุปรุโปร่ง และสกัดขวางทุกแผนร้ายและเพทุบายของซาตาน และมีชัยชนะเหนือซาตาน เพื่อที่ประสบการณ์ชีวิตของเจ้าจะได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเจ้าอาจใช้ชีวิตตามอุปนิสัยของเรา เพื่อที่ชีวิตของเจ้าอาจกลายเป็นผู้ใหญ่และช่ำชองประสบการณ์ และเจ้าอาจติดตามย่างก้าวของเราเสมอ จงอย่าสะทกสะท้าน จงอย่าอ่อนแอ จงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ ทีละก้าว ตรงไปจนสุดปลายถนน!
เมื่อแตรทั้งเจ็ดส่งเสียงอีกครั้ง มันจะเป็นการเรียกสู่การพิพากษา การพิพากษาพวกบุตรแห่งการกบฏ การพิพากษาชนชาติทั้งปวงและกลุ่มชนทั้งมวล และแต่ละชาติจะยอมจำนนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า โฉมพระพักตร์อันรุ่งโรจน์ของพระเจ้าจะปรากฏอยู่เบื้องหน้าชนชาติทั้งปวงและกลุ่มชนทั้งมวลอย่างแน่นอน ทุกคนจะเชื่อมั่นอย่างที่สุด และเรียกหาพระเจ้าเที่ยงแท้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พระเจ้าผู้เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์จะทรงพระสิริยิ่งกว่าเดิม และบรรดาบุตรของเรากับเราก็จะร่วมแบ่งปันสง่าราศีและร่วมแบ่งปันในความเป็นกษัตริย์ ทำการพิพากษาชนชาติทั้งปวงและกลุ่มชนทั้งมวล ลงโทษคนชั่ว มีความกรุณาต่อบรรดาผู้ที่เป็นของเราและช่วยพวกเขาให้รอด และทำให้ราชอาณาจักรแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ โดยผ่านทางเสียงแตรทั้งเจ็ด ผู้คนมากมายมหาศาลจะได้รับการช่วยให้รอด หวนคืนมาอยู่เบื้องหน้าเรา เพื่อคุกเข่าและนมัสการด้วยการสรรเสริญเป็นนิตย์!
เมื่อแตรทั้งเจ็ดส่งเสียงอีกครั้งหนึ่ง ย่อมจะเป็นตอนจบแห่งยุค เป็นเสียงแผดแตรแห่งชัยชนะเหนือซาตานและหมู่มาร เป็นพิธีการที่ป่าวประกาศการเริ่มดำรงชีวิตอย่างเปิดเผยในราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลก! ช่างเป็นเสียงอันสูงส่งเลิศลอย เสียงนี้กังวานสะท้อนไปรอบบัลลังก์ เสียงแผดของแตรนี้สั่นสะเทือนสวรรค์และแผ่นดินโลก อันเป็นหมายสำคัญแห่งชัยชนะของแผนการบริหารจัดการของเรา อันเป็นการพิพากษาต่อซาตาน มันตัดสินโทษให้ทั้งพิภพอันเก่าแก่นี้ไปสู่ความตาย ให้หวนคืนสู่บาดาลลึก! เสียงแผดของแตรนี้มีนัยสำคัญว่า ประตูกำแพงแห่งพระคุณกำลังจะปิดลงแล้ว ว่าชีวิตของราชอาณาจักรจะเริ่มต้นบนแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นการถูกต้องและเหมาะสม พระเจ้าทรงช่วยบรรดาผู้ที่รักพระองค์ให้รอด ครั้นพวกเขากลับไปยังราชอาณาจักรของพระองค์แล้ว ผู้คนบนแผ่นดินโลกจะเผชิญหน้ากับการกันดารอาหารและโรคระบาด และชามทั้งเจ็ดกับภัยพิบัติทั้งเจ็ดของพระเจ้าจะส่งผลตามกันอย่างต่อเนื่อง ฟ้าและแผ่นดินโลกจะล่วงไป แต่วจนะของเราจะไม่สูญหายไปเลย!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 36
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 57
พระคริสต์ของยุคสุดท้ายทรงนำมาซึ่งชีวิต และนำมาซึ่งหนทางแห่งความจริงที่ถาวรและเป็นนิรันดร์ ความจริงนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ได้รับชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รู้จักพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า หากเจ้าไม่แสวงหาทางแห่งชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางได้รับการเห็นชอบจากพระเยซู และจะไม่มีทางมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่ประตูของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเจ้านั้นเป็นทั้งหุ่นเชิดและนักโทษของประวัติศาสตร์ พวกที่ถูกควบคุมโดยข้อบังคับทั้งหลาย โดยคำพูด และโดยโซ่ตรวนแห่งประวัติศาสตร์จะไม่มีทางสามารถได้รับชีวิตหรือได้รับหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ นี่เป็นเพราะทั้งหมดที่พวกเขามีนั้นคือน้ำขุ่นซึ่งได้ถูกยึดถือไว้มาเป็นเวลาหลายพันปีแทนที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิตซึ่งไหลมาจากพระบัลลังก์ ผู้ที่ไม่ได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยน้ำแห่งชีวิต จะยังคงเป็นซากศพ เป็นของเล่นของซาตาน และบุตรแห่งนรกไปตลอดกาล เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร? เจ้าเอาแต่เสาะแสวงที่จะยึดติดกับอดีต ยืนนิ่ง และรักษาสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น และไม่พยายามเปลี่ยนสถานะปัจจุบันและละทิ้งประวัติศาสตร์ไปเสีย ดังนั้นเจ้าจะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าตลอดเวลาหรอกหรือ? ขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่และทรงฤทธานุภาพ ดั่งคลื่นที่ถาโถมและฟ้าที่ร้องคำรามอย่างต่อเนื่อง—กระนั้นเจ้าก็นั่งรอคอยการทำลายล้างอย่างนิ่งเฉย ยึดติดอยู่กับสิ่งเก่าๆ และรอคอยให้สิ่งต่างๆ ตกลงมาใส่ตักของเจ้าเอง อย่างนี้แล้ว เจ้าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นคนที่เดินตามรอยพระบาทของพระเมษโปดกได้อย่างไร? แล้วนี่จะแสดงให้เห็นได้อย่างไรว่า พระเจ้าที่เจ้ายึดถือนั้นเป็นพระเจ้าที่ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่เคยเก่าเลย? และคำพูดทั้งหลายจากบรรดาหนังสือที่เก่าจนเหลืองคร่ำคร่าของเจ้าจะสามารถหอบหิ้วเจ้าข้ามเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร? คำพูดเหล่านั้นจะสามารถนำทางเจ้าในการแสวงหาขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? และคำพูดเหล่านั้นจะสามารถพาเจ้าขึ้นไปสู่สวรรค์ได้อย่างไร? สิ่งที่เจ้าถืออยู่ในมือของเจ้านั้นเป็นเพียงคำพูดที่สามารถให้ได้แต่เพียงการปลอบใจชั่วคราว ไม่ใช่ความจริงที่สามารถให้ชีวิตแก่เจ้าได้ คำพูดในบทคัมภีร์ทั้งหลายที่เจ้าอ่านทำให้ลิ้นของเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยคำพูดได้เท่านั้น ไม่ใช่คำพูดแห่งปัญญาที่สามารถช่วยให้เจ้ารู้จักชีวิตมนุษย์ได้ และยิ่งไม่ใช่เส้นทางที่สามารถนำเจ้าไปสู่ความเพียบพร้อมได้ ความคลาดเคลื่อนนี้เป็นสาเหตุให้เจ้าไตร่ตรองไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ทำให้เจ้ามีความเข้าใจเชิงลึกในความล้ำลึกต่างๆ ที่อยู่ในนั้นหรอกหรือ? เจ้าสามารถพาตัวเจ้าเองสู่สวรรค์เพื่อพบพระเจ้าด้วยตัวของเจ้าเองได้หรือ? หากปราศจากการเสด็จมาของพระเจ้า เจ้าจะสามารถพาตัวเจ้าเองเข้าสู่สวรรค์เพื่อชื่นชมความสุขในครอบครัวกับพระเจ้าได้หรือ? เจ้ายังคงฝันกลางวันอยู่ในขณะนี้หรือไม่? เช่นนั้นเราจึงเตือนสติเจ้าให้หยุดฝันและจงมองดูว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในเวลานี้ ดูว่าใครที่กำลังดำเนินงานในการช่วยมนุษย์ให้รอดระหว่างยุคสุดท้ายอยู่ในขณะนี้ หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่มีวันได้รับชีวิต
พวกที่ปรารถนาที่จะได้รับชีวิตโดยไม่พึ่งพาความจริงที่พระคริสต์ตรัสคือผู้คนที่ไร้สาระน่าขันที่สุดบนแผ่นดินโลก และพวกที่ไม่ยอมรับหนทางแห่งชีวิตซึ่งพระคริสต์ทรงนำพามาคือคนที่หลงอยู่ในความเพ้อฝัน และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าพวกที่ไม่ยอมรับพระคริสต์ของยุคสุดท้ายจะถูกพระเจ้าทรงเกลียดชังไปตลอดกาล พระคริสต์ทรงเป็นประตูให้มนุษย์ไปสู่ราชอาณาจักรในยุคสุดท้าย และไม่มีใครสามารถเลี่ยงพระองค์ได้ อาจไม่มีใครเลยที่พระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อมเว้นแต่จะผ่านทางพระคริสต์ เจ้าเชื่อในพระเจ้า และดังนั้นเจ้าต้องยอมรับพระวจนะของพระองค์และนบนอบพระวจนะของพระองค์ อย่าเอาแต่นึกถึงการได้รับพรระหว่างที่ยังไม่สามารถยอมรับความจริงและยังไม่อาจรับมอบชีวิตได้ พระคริสต์เสด็จมาในยุคสุดท้ายเพื่อให้พระองค์ทรงจัดเตรียมชีวิตให้ทุกคนซึ่งเชื่อในพระองค์อย่างจริงใจ พระราชกิจนี้มีขึ้นเพื่อการสรุปปิดตัวยุคเก่าและเข้าสู่ยุคใหม่ และพระราชกิจนี้คือเส้นทางที่บรรดาผู้ที่จะผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ล้วนต้องใช้เดิน หากเจ้าไม่ยอมรับรู้เกี่ยวกับพระคริสต์ และยิ่งไปกว่านั้นกลับกล่าวโทษ หมิ่นประมาท หรือข่มเหงพระองค์ เช่นนั้นแล้วแน่นอนว่าเจ้าไม่แคล้วถูกเผาไหม้ไปชั่วนิรันดร์และจะไม่มีวันเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ นี่เป็นเพราะพระคริสต์พระองค์นี้ทรงเป็นการแสดงออกด้วยพระองค์เองของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงเป็นการแสดงออกของพระเจ้า ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าหากเจ้าไม่สามารถยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ การลงทัณฑ์อันสาสมสำหรับพวกที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นประจักษ์ชัดอยู่ในตัวของมันเองต่อทุกคน เรายังบอกเจ้าดังนี้ด้วยว่าหากเจ้าขัดขืนพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย หากเจ้าปฏิเสธพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย เช่นนั้นก็จะไม่มีใครอื่นแบกรับผลที่ตามมาเพราะการนี้แทนเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น นับจากจุดนั้นเป็นต้นไป เจ้าจะไม่มีโอกาสได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าอีกเลย ต่อให้เจ้าปรารถนาจะไถ่ตัวเอง เจ้าก็จะไม่อาจได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกแล้ว นี่เป็นเพราะสิ่งที่เจ้ากำลังต่อต้านอยู่นั้นไม่ใช่มนุษย์ สิ่งที่เจ้ากำลังปฏิเสธนั้นไม่ใช่คนที่ไม่มีความสำคัญแต่เป็นพระคริสต์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลสืบเนื่องของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร? เจ้าไม่ได้กำลังทำความผิดพลาดเล็กๆ แต่กำลังก่อบาปอันชั่วร้าย และดังนั้นเราจึงแนะนำทุกคนว่าจงอย่าแยกเขี้ยวและเงื้อง่ากรงเล็บของตน หรือแสดงความคิดเห็นตามอำเภอใจเมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง เพราะความจริงเท่านั้นที่สามารถนำชีวิตมาสู่เจ้าได้ และไม่มีอะไรนอกจากความจริงเท่านั้นที่สามารถเปิดโอกาสให้เจ้าเกิดใหม่และได้มองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกครั้ง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 58
การที่ความล้ำลึกของเราได้รับการเปิดเผยออกมาและสำแดงอย่างเปิดเผย และไม่ได้ถูกซ่อนเร้นอีกต่อไปนั้น เป็นเพราะพระคุณและความกรุณาของเราทั้งสิ้น ที่มากกว่านั้นก็คือ การที่วจนะของเราปรากฏท่ามกลางผู้คน และไม่ถูกปกปิดอีกต่อไป ก็เป็นเพราะพระคุณและความกรุณาของเราด้วยเช่นกัน เรารักทุกคนที่สละตนเองเพื่อเราอย่างจริงใจ และอุทิศตนเองแก่เรา เราเกลียดชังทุกคนที่เกิดจากเรา ทว่ากลับไม่รู้จักเรา และถึงกับต้านทานเรา เราจะไม่ทอดทิ้งใครก็ตามที่อยู่เพื่อเราอย่างจริงใจ ตรงกันข้ามเราจะเพิ่มพรแก่คนผู้นั้นเป็นทวีคูณ เราจะลงโทษทวีคูณกับพวกที่แว้งกัดมือที่ป้อนอาหารตน และเราจะไม่ปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ ในราชอาณาจักรของเราไม่มีความคดโกงหรือความหลอกลวง และไม่มีความเจนโลก นั่นคือไม่มีกลิ่นอายแห่งความตาย ตรงกันข้าม ทุกสิ่งคือความถูกต้องและความชอบธรรม ทุกสิ่งคือความบริสุทธิ์และความเปิดเผย โดยไม่มีสิ่งใดถูกซ่อนเร้นหรือปกปิด ทุกสิ่งล้วนสดชื่น ทุกสิ่งคือความชื่นชมยินดี และทุกสิ่งคือความเจริญใจ ใครก็ตามที่มีกลิ่นคนตาย ไม่มีทางที่จะสามารถคงอยู่ในราชอาณาจักรของเราได้ และจะถูกปกครองด้วยคทาเหล็กของเราแทน นับตั้งแต่โบราณกาลตราบจนปัจจุบัน ความล้ำลึกอันไม่มีที่สิ้นสุดทั้งปวงได้รับการเปิดเผยอย่างครบถ้วนแก่พวกเจ้า—กลุ่มคนที่เราได้รับไว้ในยุคสุดท้าย เจ้าไม่รู้สึกหรือไรว่าได้รับพร? ที่มากกว่านั้นก็คือ วันที่ทุกสิ่งถูกเผยอย่างเปิดเผย คือวันที่พวกเจ้ามีส่วนในการครองราชย์ของเรา
กลุ่มคนที่ครองราชย์ในฐานะกษัตริย์อย่างแท้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและการคัดสรรของเรา และไม่มีเจตจำนงของมนุษย์อยู่ในนั้นอย่างแน่นอน ใครก็ตามที่กล้ามีส่วนร่วมในการนี้ ต้องถูกมือของเราโบยตี และผู้คนเช่นนั้นจะเป็นเป้าแห่งไฟอันเดือดดาลของเรา นี่คืออีกด้านหนึ่งแห่งความชอบธรรมและบารมีของเรา เราได้พูดไว้ว่า เราปกครองทุกสรรพสิ่ง เราคือพระเจ้าผู้ทรงปัญญา ผู้กุมสิทธิอำนาจเต็มที่ และเราไม่โอนอ่อนผ่อนผันต่อผู้ใด เรานั้นไร้ความปรานีอย่างที่สุด ไร้ซึ่งความรู้สึกส่วนตัวโดยสมบูรณ์ เราปฏิบัติต่อทุกคน (ไม่ว่าเขาจะพูดจาดีอย่างไร เราก็จะไม่ปล่อยเขาไป) ด้วยความชอบธรรม ความถูกต้อง และบารมีของเรา ขณะเดียวกันก็ทำให้ทุกคนมองเห็นความอัศจรรย์แห่งกิจการของเราดีขึ้น รวมทั้งความหมายแห่งกิจการของเราด้วย เราได้ลงโทษพวกวิญญาณชั่วทีละตน สำหรับการกระทำทุกชนิดที่พวกเขาทำผิดไว้ ทิ้งพวกเขาแต่ละตนลงในบาดาลลึก งานนี้เราได้ทำจนแล้วเสร็จก่อนที่กาลเวลาจะเริ่มต้น ปล่อยให้พวกเขาไร้ตำแหน่ง ปล่อยให้พวกเขาไร้สถานที่ที่จะทำการงานของพวกเขา ไม่มีใครในประชากรที่เราเลือกสรร—บรรดาผู้ที่ได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและคัดสรรไว้โดยเรา—จะสามารถถูกพวกวิญญาณชั่วครอบงำได้ และกลับจะบริสุทธิ์อยู่เสมอแทน ส่วนพวกที่เราไม่ได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าและคัดสรรไว้ เราจะส่งตัวพวกเขาให้ไปอยู่ในมือซาตาน และไม่ยอมให้พวกเขาหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ประกาศกฤษฎีกาบริหารของเราเกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของเราและบารมีของเราในทุกๆ แง่มุม เราจะไม่ปล่อยพวกที่ถูกซาตานดำเนินงานไปเลยแม้แต่คนเดียว แต่จะทิ้งพวกเขาพร้อมร่างกายของพวกเขาลงไปในแดนคนตาย เพราะเราเกลียดชังซาตาน เราจะไม่มีทางผ่อนผันให้มันง่ายๆ แต่จะทำลายมันให้สิ้น ไม่ให้มันมีโอกาสแม้แต่น้อยที่จะทำงานของมัน พวกที่ซาตานได้ทำให้เสื่อมทรามถึงระดับหนึ่งแล้ว (นั่นคือพวกที่เป็นเป้าแห่งความวิบัติ) ล้วนอยู่ภายใต้การจัดการเตรียมการอันชาญฉลาดของมือเราเอง จงอย่าคิดว่านี่ได้เกิดขึ้นด้วยเป็นผลแห่งความดุดันของซาตาน จงรู้ว่าเราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ปกครองจักรวาลและทุกสรรพสิ่ง! สำหรับเรา ไม่มีปัญหาใดเลยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และยิ่งไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วง หรือวาจาใดที่ไม่สามารถเปล่งออกมาได้ เหล่ามนุษย์ต้องไม่ทำตัวเสมือนเป็นที่ปรึกษาของเรา จงระวังการถูกซัดกระหน่ำจนคว่ำลงด้วยมือของเราและถูกทิ้งลงสู่แดนคนตาย เราขอบอกเจ้าในเรื่องนี้! พวกที่ร่วมมือในเชิงรุกกับเราในวันนี้ คือพวกที่หลักแหลมที่สุด และพวกเขาจะหลีกเลี่ยงความสูญเสีย และรอดพ้นความเจ็บปวดแห่งการพิพากษา ทั้งหมดนี้คือการจัดการเตรียมการของเรา ลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยเรา จงอย่าปรารภโดยขาดดุลพินิจ และจงอย่าคุยโวด้วยคิดว่าเจ้านั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน ทั้งหมดนี้ไม่ได้ผ่านการลิขิตไว้ล่วงหน้าของเราหรอกหรือ? เจ้าผู้หมายจะเป็นที่ปรึกษาของเรา ช่างไม่รู้จักละอายเสียเลย! เจ้าไม่รู้วุฒิภาวะของตนเอง มันช่างเล็กน้อยอย่างน่าสมเพช! ถึงขนาดนั้น เจ้าก็ยังคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และไม่รู้จักตัวเอง ครั้งแล้วครั้งเล่าพวกเจ้าทำหูทวนลมต่อวจนะของเรา ทำให้ความเพียรพยายามของเราต้องสูญเปล่า และไม่ตระหนักเลยว่าวจนะเหล่านั้นคือการสำแดงพระคุณและความกรุณาของเรา ตรงกันข้าม พวกเจ้ากลับพยายามแสดงความฉลาดของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเจ้าจำเรื่องนี้ได้หรือไม่? ผู้คนที่คิดว่าพวกเขาหลักแหลมนักหนา ต้องได้รับการตีสอนแบบใดหรือ? ไม่แยแสและไม่สัตย์ซื่อต่อวจนะของเรา ทั้งไม่สลักวจนะเหล่านั้นไว้ในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าใช้เราเป็นข้ออ้างไปทำการนี้การนั้น เจ้าพวกคนทำชั่ว! เมื่อใดหรือพวกเจ้าจึงจะสามารถคำนึงถึงหัวใจของเราได้อย่างสุดใจ? พวกเจ้าไม่คำนึงถึงหัวใจของเราเลย ฉะนั้นการเรียกพวกเจ้าว่า “เจ้าพวกคนทำชั่ว” จึงมิใช่การปฏิบัติไม่ดีต่อพวกเจ้า มันกลับเข้ากันกับพวกเจ้าอย่างเหมาะเจาะทีเดียว!
วันนี้เรากำลังแสดงสิ่งทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกซ่อนเร้น แก่พวกเจ้าทีละคน พญานาคใหญ่สีแดงถูกทิ้งลงสู่บาดาลลึก และถูกทำลายจนถึงที่สุด เพราะการเก็บมันไว้คงจะไม่เป็นประโยชน์อันใดเลย นี่หมายความว่ามันไม่สามารถทำงานปรนนิบัติให้แก่พระคริสต์ได้ ต่อจากนี้ สรรพสิ่งสีแดงจะไม่มีอยู่อีกต่อไป พวกมันต้องค่อยๆ อ่อนเปลี้ยจนสูญสลาย เราทำในสิ่งที่เราพูด นี่คือการทำงานของเราให้ครบบริบูรณ์ ขจัดมโนคติที่หลงผิดอย่างมนุษย์ออกไปเสีย ทุกสิ่งที่เราได้พูดไว้ เราได้ทำแล้ว ใครก็ตามที่พยายามจะฉลาด ก็แค่กำลังนำพาความย่อยยับและการเหยียดหยามมาสู่ตนเอง และไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ก็เท่านั้นเอง ดังนั้นเราจะทำให้เจ้าสมดังใจ และจะไม่เก็บผู้คนแบบนี้เอาไว้เป็นอันขาด ต่อจากนี้ ประชากรจะมีความดีเลิศเพิ่มขึ้น ขณะที่คนทั้งปวงที่ไม่ร่วมมือกับเราในเชิงรุกจะถูกกวาดทิ้งไปสู่ความไร้ตัวตน พวกที่เราได้รับรองแล้ว คือพวกที่เราจะทำให้มีความเพียบพร้อม และเราจะไม่ทิ้งไปแม้แต่คนเดียว ไม่มีความย้อนแย้งเลยในสิ่งที่เราพูด พวกที่ไม่ร่วมมือกับเราในเชิงรุก จะทนทุกข์กับการตีสอนมากขึ้น กระนั้นในท้ายที่สุดเราก็จะช่วยพวกเขาให้รอดอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ถึงเวลานั้นขอบข่ายของชีวิตพวกเขาจะค่อนข้างแตกต่างออกไป เจ้าต้องการเป็นคนแบบนั้นหรือ? จงลุกขึ้นและร่วมมือกับเรา! แน่นอนว่าเราจะไม่ปฏิบัติอย่างกระจอกงอกง่อยต่อใครก็ตามที่สละตนเองเพื่อเราอย่างจริงใจ บรรดาพวกเจ้าที่อุทิศตนเพื่อเราอย่างตั้งใจจริง เราจะมอบพรทั้งปวงของเราแก่เจ้า จงถวายตัวเจ้าแก่เราอย่างหมดสิ้น! สิ่งที่เจ้ากิน สิ่งที่เจ้าสวมใส่ และอนาคตของเจ้า ล้วนอยู่ในมือของเราทั้งหมด เราจะจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างอย่างถูกควร เปิดโอกาสให้เจ้าเพลิดเพลินได้ไม่รู้จบ และมีการจัดหาอันไม่มีวันหมดสิ้น นี่เป็นเพราะเราได้พูดไว้ว่า “บรรดาพวกเจ้าที่สละเพื่อเราอย่างจริงใจ เราจะอวยพรเจ้าอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน” พรทั้งปวงจะมาสู่ทุกผู้คนที่สละตัวเขาเพื่อเราอย่างจริงใจ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 70
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 59
มหาชนแซ่ซ้องเรา มหาชนสรรเสริญเรา ทุกปากขนานพระนามพระเจ้าแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ผู้คนทั้งผองแหงนจ้องมองกิจการของเรา ราชอาณาจักรเคลื่อนลงสถิตบนพิภพแห่งมวลมนุษย์ บุคคลของเรานั้นมั่งมีและเอื้ออารี ใครเล่าจะไม่ปีติยินดีกับการนี้? ใครเล่าจะไม่เริงระบำเพื่อความชื่นชมยินดี? โอ้ ศิโยน! ชูธงประจำชัยของเจ้าเพื่อสมโภชเรา! ขับร้องเพลงฉลองชัยแห่งชัยชนะของเจ้าเพื่อเผยแผ่นามศักดิ์สิทธิ์ของเรา! ทุกสิ่งสร้างกระทั่งสุดปลายพิภพ! จงเร่งชำระตัวเจ้าให้สะอาดเพื่อเจ้าอาจได้เป็นเครื่องบูชาแด่เรา! หมู่ดาราในท้องนภาแห่งฟ้าสวรรค์! จงเร่งกลับไปยังตำแหน่งแห่งหนของพวกเจ้าเพื่อแสดงฤทธานุภาพอันทรงอิทธิฤทธิ์ของเราในพื้นฟ้า! เราสดับซาบซึ้งในน้ำเสียงทั้งหลายของผู้คนบนแผ่นดินโลก ผู้หลั่งรินความรักและความเคารพตราบอสงไขยของพวกเขาให้แก่เรามาในบทเพลง! ในวันนี้ เมื่อทุกสิ่งสร้างกลับคืนสู่ชีวิต เราจึงลงมายังพิภพแห่งมวลมนุษย์ ณ ช่วงเวลานี้ ณ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ มวลบุปผาระดมผลิดอกบานสะพรั่งอย่างโกลาหล มวลหมู่สกุณาขับขานพร้อมเพรียงประดุจเสียงเดียว สรรพสิ่งล้วนระริกรัวด้วยความชื่นชมยินดี! ในเสียงประโคมคารวะแห่งราชอาณาจักร อาณาจักรซาตานพลันโค่นสลาย มีอันบรรลัยไปในเสียงก้องกัมปนาทของเพลงเฉลิมราชอาณาจักร ไม่มีวันผงาดขึ้นมาได้อีกเลย!
ใครเล่าบนแผ่นดินโลกกล้าลุกขึ้นมาต้านทาน? ขณะที่เราลงมายังแผ่นดินโลก เรานำมาซึ่งการเผาผลาญ นำมาซึ่งความโกรธเคือง นำมาซึ่งทุกเภทแห่งมหันตภัย อาณาจักรทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก ณ บัดนี้คืออาณาจักรของเรา! สูงขึ้นไปในนภดล หมู่เมฆอวลระคนและวนป่วนเป็นมวนคลื่น เบื้องล่างนภดลนั้นเล่า ทะเลสาบและลำน้ำพากันถั่งโถมกระเพื่อมพล่านเป็นท่วงทำนองปลุกเร้าอย่างเริงร่ายินดี เหล่าสัตว์ซึ่งกำลังพักผ่อนทะยานพรวดออกจากคูหาของพวกมัน และเราปลุกผู้คนทั้งผองให้ตื่นจากความหลับใหล วันซึ่งผู้คนมหาศาลเฝ้ารอคอยได้มาถึงแล้วในที่สุด! พวกเขามอบบทเพลงอันไพเราะที่สุดทั้งหลายให้กับเรา!
ณ ช่วงเวลาอันสวยงามนี้ ณ เวลาอันสุขสันต์เบิกบานนี้
คำสรรเสริญกังวานขึ้นทุกแห่งหน ในฟ้าสวรรค์เบื้องบนและแผ่นดินโลกเบื้องล่าง ใครเล่าจะไม่รู้สึกตื่นเต้นไปกับการนี้?
หัวใจของใครกันที่จะไม่สว่างไสว? ใครเล่าจะไม่พิลาปร่ำไห้ไปกับฉากนี้?
ผืนนภาหาใช่ท้องฟ้าเดิม บัดนี้มันเป็นห้วงเวหาแห่งราชอาณาจักร
แผ่นดินโลกหาใช่พิภพพสุธาที่เคยเป็น บัดนี้มันคือผืนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์
หลังพิรุณรุนแรงเคลื่อนผ่านไป พิภพเดิมอันโสมมก็ถูกทำให้ใหม่อย่างถ้วนทั่วบริบูรณ์
ภูผาทั้งหลายกำลังเปลี่ยนแปลง… ธารน้ำทั้งหลายก็กำลังเปลี่ยนไป…
ผู้คนกำลังเปลี่ยนแปลงเช่นกัน… ทุกสรรพสิ่งกำลังเปลี่ยนไป…
อ้า พวกเจ้าภูผาเงียบงันทั้งหลาย! จงลุกขึ้นและเริงระบำเพื่อเรา!
อ้า พวกเจ้าธารน้ำสงบนิ่งทั้งหลาย! จงไหลต่อไปอย่างอิสระ!
พวกเจ้าเหล่ามนุษย์ที่กำลังฝันถึงความฝันทั้งหลาย! จงปลุกใจตัวพวกเจ้าเองแล้วออกไล่ล่า!
เรามาถึงแล้ว… เราคือพระราชา…
มวลมนุษยชาติจะเห็นหน้าเราด้วยตาของพวกเขาเอง จะได้ยินเสียงเราด้วยหูของพวกเขาเอง
จะใช้ชีวิตแห่งอาณาจักรเพื่อพวกเขาเอง…
ช่างหวานเสียจริง… ช่างไพเราะยิ่งนัก…
ลืมไม่ลง… เป็นไปไม่ได้ที่จะลืม…
ในการเผาผลาญของความโกรธเคืองแห่งเรา พญานาคใหญ่สีแดงดิ้นทุรน
ในการพิพากษาอันเปี่ยมบารมีของเรา เหล่ามารเผยแสดงรูปทรงแท้จริงของพวกมัน
ด้วยถ้อยคำอันขรึมเข้มของเรา ผู้คนล้วนรู้สึกละอายล้ำลึก และไม่มีที่ใดให้ซ่อนเร้นกำบังตน
พวกเขาหวนรำพึงถึงอดีต ว่าพวกเขาได้เยาะเย้ยและหัวเราะเยาะเราไว้อย่างไร
ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่พวกเขาไม่ได้โอ้อวดตัวเอง ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่พวกเขาไม่ได้กบฏต่อเรา
วันนี้ ใครเล่าที่ไม่ร่ำไห้? ใครเล่าที่ไม่รู้สึกสำนึกผิด?
ทั่วทั้งสากลพิภพเต็มไปด้วยการร่ำไห้…
เต็มไปด้วยเสียงแห่งความยินดี… เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ…
ความชื่นบานอันหาใดเปรียบปาน… ความชื่นบานอันปราศจากอันใดเทียมทัน…
พิรุณหอบเล็กตกเปาะแปะ… เกล็ดหิมะหนาหนักเผยิบผยาบ…
ภายในผู้คน ความโศกเศร้า และความชื่นบานผสมปนเป… บ้างก็หัวเราะ…
บ้างก็ซบสะอื้น… และบ้างก็รื่นเริง…
ราวกับว่าทุกคนได้ลืมไปแล้ว… ว่านี่คือฤดูใบไม้ผลิอันอุดมไปด้วยพิรุณและหมู่เมฆา
ฤดูร้อนหนึ่งแห่งมวลบุปผาที่กำลังระดมผลิดอกบานสะพรั่ง และฤดูใบไม้ร่วงแห่งการเก็บเกี่ยวอันมั่งคั่ง
หรือฤดูหนาวซึ่งเย็นยะเยือกดั่งน้ำค้างแข็งและน้ำแข็ง ช่างไม่มีใครรู้เลย…
ในท้องนภาหมู่เมฆากำลังลอยละล่องไป บนพสุธามหาสมุทรทั้งหลายป่วนปั่น
บรรดาบุตรต่างโบกมือ… ผู้คนขยับเขยื้อนเท้าในการเริงระบำ…
บรรดาทูตสวรรค์กำลังทำงาน… บรรดาทูตสวรรค์กำลังเลี้ยงดู…
ผู้คนบนแผ่นดินโลกทุกคนล้วนเร่งร้อนลุกลน และทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกล้วนทบเท่าทวีคูณ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล เพลงเฉลิมราชอาณาจักร
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 60
ทุกบุคคลในหมู่มวลมนุษย์ควรยอมรับการพินิจพิเคราะห์แห่งวิญญาณของเรา ควรตรวจดูทุกคำพูดและทุกการกระทำของพวกเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และยิ่งไปกว่านั้น ควรมองดูกิจการอันน่าอัศจรรย์ของเรา พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร ณ เวลาที่ราชอาณาจักรมาถึงบนแผ่นดินโลก? เมื่อบุตรและประชากรของเราหลั่งไหลมายังบัลลังก์ของเรา เราย่อมเริ่มการพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาวอย่างเป็นทางการ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อเราเริ่มงานของเราในสภาวะบุคคลบนแผ่นดินโลก และเมื่อยุคสมัยแห่งการพิพากษาใกล้ถึงบทอวสาน เราย่อมเริ่มเผยวจนะของเราไปทั่วทั้งจักรวาล และเปล่งเสียงแห่งวิญญาณของเราไปทั่วทั้งจักรวาล เราจะชำระล้างผู้คนและสิ่งทั้งมวลท่ามกลางทั้งหมดที่มีอยู่ในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกให้สะอาดโดยผ่านทางวจนะของเรา เพื่อให้แผ่นดินไม่โสมมและวิปริตผิดศีลธรรมอีกต่อไป แต่เป็นราชอาณาจักรอันบริสุทธิ์ เราจะฟื้นทุกสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่ เพื่อที่ทุกสิ่งจะได้รับการจัดเตรียมเพื่อการใช้งานของเรา เพื่อที่ทุกสิ่งจะไม่มีลมปราณของดินอีกต่อไป และจะไม่แปดเปื้อนไปด้วยรสดินอีกต่อไป บนแผ่นดินโลก มนุษย์ควานหาเป้าหมายและต้นกำเนิดแห่งวจนะของเรา และเฝ้าสังเกตกิจการของเรา กระนั้นกลับไม่มีผู้ใดเคยรู้ต้นกำเนิดแห่งวจนะของเราอย่างแท้จริง และไม่มีผู้ใดเคยมองเห็นความน่าอัศจรรย์ในกิจการของเราอย่างแท้จริง มีเพียงวันนี้เท่านั้น วันที่เรามาอยู่ท่ามกลางมนุษย์และกล่าววจนะของเราด้วยตัวเอง ที่มนุษย์มีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับเรา อันเป็นการขจัดพื้นที่ที่ “เรา” ในความคิดของพวกเขาจับจองไว้ออกไป และสร้างพื้นที่สำหรับพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงในจิตสำนึกของพวกเขาขึ้นมาแทน มนุษย์มีมโนคติอันหลงผิดและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผู้ใดจะไม่อยากเห็นพระเจ้าเล่า? ผู้ใดจะไม่ปรารถนาที่จะได้พบเจอพระเจ้า? กระนั้น สิ่งเดียวที่จับจองพื้นที่ที่แน่ชัดในหัวใจของมนุษย์คือพระเจ้าที่มนุษย์รู้สึกว่าคลุมเครือและเป็นนามธรรม ผู้ใดเล่าจะตระหนักในเรื่องนี้หากเราไม่บอกพวกเขาตรงๆ? ผู้ใดจะเชื่ออย่างแท้จริงด้วยความมั่นใจและไม่มีความสงสัยแม้แต่น้อยว่าเราดำรงอยู่อย่างแท้จริง? มีความแตกต่างอันไพศาลระหว่าง “เรา” ในหัวใจของมนุษย์กับ “เรา” ในความเป็นจริง และไม่มีผู้ใดสามารถระบุความคล้ายคลึงระหว่าง “เรา” ทั้งสองได้ หากเราไม่ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์คงจะไม่มีวันรู้จักเรา และต่อให้เขามารู้จักเราแล้ว ความรู้เช่นนั้นจะไม่ใช่มโนคติอันหลงผิดอยู่ดีหรอกหรือ? ในแต่ละวันเราเดินไปท่ามกลางกระแสที่ไม่หยุดนิ่งของผู้คน และในแต่ละวันเราปฏิบัติงานภายในตัวบุคคลทุกคน เมื่อมนุษย์มองเห็นเราอย่างแท้จริง เขาจะสามารถรู้จักเราในวจนะของเรา และย่อมจะจับความเข้าใจในวิถีทางที่เราใช้พูด รวมทั้งเจตนารมณ์ของเรา
เมื่อราชอาณาจักรมาถึงแผ่นดินโลกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง มีสิ่งใดที่ไม่เงียบเสียง? ท่ามกลางผู้คนทั้งหมด มีผู้ใดที่ไม่กลัว? เราเดินไปทุกหนแห่งทั่วสากลพิภพ และเราจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเราเอง ในเวลานี้ ใครบ้างไม่รู้ว่ากิจการของเราน่าอัศจรรย์? มือของเราค้ำจุนทุกสรรพสิ่ง กระนั้นเราก็อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งด้วย วันนี้ การประสูติเป็นมนุษย์ของเราและการที่เรามาอยู่ท่ามกลางมนุษย์ด้วยตัวเราเองไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของความถ่อมใจและความลี้ลับของเราหรอกหรือ? ภายนอกนั้น ผู้คนมากมายชมชอบเราว่าดี และสรรเสริญเราว่างดงาม แต่ผู้ใดบ้างที่รู้จักเราอย่างแท้จริง? วันนี้ เหตุใดเราจึงขอให้พวกเจ้ารู้จักเรา? จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่การทำให้พญานาคใหญ่สีแดงอับอายหรอกหรือ? เราไม่ปรารถนาที่จะบังคับให้มนุษย์สรรเสริญเรา แต่ปรารถนาที่จะทำให้เขารู้จักเรา และโดยผ่านทางการนั้นเขาจะได้มารักเรา และดังนั้นจึงสรรเสริญเรา การสรรเสริญเช่นนั้นย่อมควรค่าแก่ชื่อเรียกของมัน และไม่ใช่การพูดเลื่อนลอย มีเพียงการสรรเสริญเช่นนั้นเท่านั้นที่สามารถมาถึงบัลลังก์ของเราและทะยานขึ้นไปในชั้นฟ้าทั้งหลายได้ เนื่องจากมนุษย์ถูกซาตานทดลองและทำให้เสื่อมทราม เนื่องจากเขาถูกมโนคติอันหลงผิดและการนึกคิดเข้าถือครอง เราจึงได้บังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวงด้วยตัวเอง เพื่อเปิดโปงมโนคติอันหลงผิดทั้งมวลของมนุษย์ และเพื่อรื้อทำลายการนึกคิดของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ผลก็คือ มนุษย์ไม่เดินอวดตัวไปมาต่อหน้าเราอีกต่อไป และไม่ใช้มโนคติอันหลงผิดของเขาเองมารับใช้เราอีกต่อไป และดังนั้น “เรา” ในมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์จึงถูกขจัดไปสิ้น เมื่อราชอาณาจักรมาถึง สิ่งแรกที่เราทำคือการเริ่มงานของช่วงระยะนี้ และเราทำเช่นนั้นท่ามกลางประชากรของเรา ในฐานะประชากรของเราที่เกิดในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง แน่นอนว่าพิษของพญานาคใหญ่สีแดงที่อยู่ภายในตัวเจ้าไม่ได้มีเพียงเล็กน้อยหรือส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น งานของเราในช่วงระยะนี้จึงมุ่งเน้นที่พวกเจ้าเป็นหลัก และนี่คือแง่มุมหนึ่งของนัยสำคัญแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของเราในประเทศจีน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจับความเข้าใจได้แม้กระทั่งเศษเสี้ยวของวจนะที่เราพูด และเมื่อพวกเขาจับความเข้าใจได้ ความเข้าใจของพวกเขาก็พร่ามัวและสับสนปนเป นี่คือจุดพลิกผันของวิธีการที่เราใช้พูด หากผู้คนทั้งปวงสามารถอ่านวจนะของเราและเข้าใจความหมายของวจนะของเรา เช่นนั้นแล้วผู้ใดท่ามกลางมนุษย์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดและไม่ถูกโยนลงไปในแดนคนตายเล่า? เมื่อมนุษย์รู้จักเราและนบนอบเรา นั่นจะเป็นเวลาที่เราหยุดพัก และนั่นจะเป็นเวลาที่มนุษย์สามารถจับความเข้าใจในความหมายของคำพูดของเราได้ วันนี้ วุฒิภาวะของพวกเจ้ามีน้อยเกินไป—มันเล็กน้อยจนเกือบจะน่าเวทนา ไม่ควรค่าแม้แต่จะได้รับการยกชูขึ้น—ยิ่งไม่พักต้องพูดถึงความรู้ที่พวกเจ้ามีเกี่ยวกับเรา
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 11
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 61
เมื่อมีฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ซึ่งเป็นชั่วขณะเดียวกันกับที่เราเริ่มเปล่งวจนะของเราอีกด้วย—เมื่อฟ้าแลบสว่างวาบขึ้น จักรวาลทั้งหมดทั้งมวลย่อมส่องสว่าง และการแปลงสภาพก็เกิดขึ้นกับดวงดาวทั้งปวง เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลเสมือนว่าได้ก้าวผ่านการชำระล้างมาแล้ว ภายใต้ประกายของลำแสงจากทิศตะวันออกนี้ รูปสัณฐานดั้งเดิมของมวลมนุษย์ทั้งปวงถูกเปิดเผย พวกเขาตาพร่า ไม่แน่ใจว่าควรทำเช่นไร และยิ่งไม่แน่ใจเข้าไปอีกว่าจะปกปิดคุณสมบัติพิเศษอันน่าเกลียดของพวกเขาอย่างไร พวกเขาเป็นเหมือนสัตว์ที่หนีจากความสว่างของเราและหลบภัยอยู่ในถ้ำบนภูเขาอีกด้วย—กระนั้นก็ไม่มีพวกเขาคนใดสามารถถูกลบล้างไปจากความสว่างของเราได้ มนุษย์ทั้งหมดรู้สึกพิศวง ทั้งหมดกำลังรอ ทั้งหมดกำลังเฝ้าดู ด้วยการกำเนิดขึ้นของความสว่างของเรา ทั้งหมดจะชื่นบานในวันที่พวกเขาเกิด และในทำนองเดียวกัน ทั้งหมดจะสาปแช่งวันที่พวกเขาเกิด อารมณ์ที่ขัดแย้งกันนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงชัด น้ำตาจากการลงโทษตัวเองก่อเกิดแม่น้ำ และถูกพัดพาไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราก และหายไปโดยทันทีอย่างไม่เหลือร่องรอย วันของเรารุกเข้ามาใกล้มนุษยชาติทั้งปวงอีกครั้ง อันเป็นการปลุกเร้าเผ่าพันธุ์มนุษย์อีกครั้ง และมอบจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งแก่มนุษยชาติ หัวใจของเราเต้น และตามจังหวะการเต้นของหัวใจของเรา ภูเขาทั้งหลายก็พากันกระโดดอย่างชื่นบานยินดี ห้วงน้ำเต้นรำด้วยความชื่นบานยินดี และระลอกคลื่นสาดซัดแนวหิน เป็นการยากที่จะแสดงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเราออกมา เราต้องการให้ทุกสรรพสิ่งที่มีมลทินเผาไหม้เป็นเถ้าธุลีภายใต้สายตาอันจับจ้องของเรา เราต้องการทำให้บุตรแห่งการกบฏทุกคนอันตรธานไปต่อหน้าต่อตาเรา และไม่อ้อยอิ่งให้เห็นอีกต่อไป เราไม่เพียงแต่ได้สร้างจุดเริ่มต้นใหม่ในสถานที่อาศัยของพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้น เรายังได้เริ่มต้นงานใหม่ในจักรวาลด้วย อีกไม่นาน ราชอาณาจักรของแผ่นดินโลกจะกลายเป็นราชอาณาจักรของเรา อีกไม่นาน ราชอาณาจักรของแผ่นดินโลกจะไม่ดำรงอยู่ตลอดกาลเพราะราชอาณาจักรของเรา เพราะเราได้สัมฤทธิ์ชัยชนะแล้ว เพราะเราได้กลับมาอย่างฉลองชัยแล้ว พญานาคใหญ่สีแดงได้ใช้ทุกๆ วิถีทางที่คิดฝันได้เพื่อทำให้แผนของเราหยุดชะงัก ด้วยหวังว่าจะลบงานของเราบนแผ่นดินโลก แต่เราจะท้อใจมากขึ้นทุกทีจากกลอุบายหลอกลวงของมันไปได้หรือ? เราจะรู้สึกหวาดผวาจนสูญเสียความมั่นใจเพราะการข่มขู่ของมันได้หรือ? ไม่เคยมีสิ่งใดสักสิ่งเดียวในสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลกที่เราไม่เคยถือไว้ในฝ่ามือของเรา การนี้ย่อมเป็นจริงยิ่งกว่าสำหรับพญานาคใหญ่สีแดงซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่เป็นตัวประกอบเสริมความเด่นให้เรามิใช่หรือ? มันไม่ใช่วัตถุที่ถูกสองมือของเราบงการอยู่กระนั้นหรือ?
ในช่วงระหว่างการประสูติเป็นมนุษย์ในโลกมนุษย์ของเรา มวลมนุษย์ได้มาถึงวันนี้โดยไม่รู้ตัวภายใต้การนำของเรา และได้มารู้จักเราโดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับวิธีการเดินบนเส้นทางที่ทอดอยู่เบื้องหน้านั้น ไม่มีผู้ใดระแคะระคาย ไม่มีผู้ใดตระหนักรู้—และยิ่งไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าเส้นทางนั้นจะพาพวกเขาไปในทิศทางใด ใครสักคนจะสามารถเดินบนเส้นทางนั้นไปจนถึงปลายทางได้ ก็ต่อเมื่อมีองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเฝ้าดูพวกเขาอยู่เท่านั้น ใครสักคนจะสามารถข้ามธรณีประตูที่นำไปสู่ราชอาณาจักรของเราได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการนำโดยฟ้าแลบในทิศตะวันออกเท่านั้น ท่ามกลางพวกมนุษย์ ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นใบหน้าของเรา ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นฟ้าแลบในทิศตะวันออก แล้วจะเคยมีผู้ที่เคยได้ยินถ้อยคำจากบัลลังก์ของเราน้อยลงไปอีกเท่าใด? อันที่จริงแล้ว นับตั้งแต่โบราณกาล ไม่เคยมีมนุษย์คนใดที่ได้มาติดต่อโดยตรงกับตัวตนของเรา ตอนนี้ที่เราได้มาสู่โลก มีเพียงวันนี้เท่านั้นที่มนุษย์มีโอกาสจะเห็นเรา แต่แม้กระทั่งตอนนี้ มนุษย์ยังคงไม่รู้จักเรา เช่นเดียวกับที่พวกเขาเพียงมองใบหน้าของเราและแค่ได้ยินเสียงของเรา แต่กลับไม่เข้าใจความหมายของเรา มนุษย์ทั้งหมดเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าที่เป็นหนึ่งในผู้คนของเราไม่รู้สึกภาคภูมิอย่างลึกซึ้งเมื่อเห็นใบหน้าของเราหรือ? และพวกเจ้าไม่รู้สึกถึงความอับอายน่าสังเวชเพราะพวกเจ้าไม่รู้จักเราหรอกหรือ? เราเดินท่ามกลางมนุษย์และเราใช้ชีวิตท่ามกลางมนุษย์ เพราะเราได้บังเกิดเป็นมนุษย์และเราได้มาสู่โลกมนุษย์ จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่แค่การทำให้มนุษยชาติมองดูเนื้อหนังของเรา แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการทำให้มนุษยชาติรู้จักเรา สิ่งที่มากกว่านั้นคือ เราจะตัดสินบาปของมนุษยชาติโดยผ่านทางเนื้อหนังที่เราประสูติเป็นมนุษย์ เราจะกำราบพญานาคใหญ่สีแดงและทำลายล้างที่หลบซ่อนของมันโดยผ่านทางเนื้อหนังที่เราประสูติเป็นมนุษย์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 12
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 62
ผู้คนทั่วทั้งจักรวาลเฉลิมฉลองการมาถึงแห่งวันของเรา และทูตสวรรค์ทั้งหลายก็เดินอยู่ท่ามกลางประชากรทั้งปวงของเรา เมื่อซาตานก่อการรบกวน ทูตสวรรค์ทั้งหลายก็ช่วยประชากรของเราอยู่เสมอเนื่องแต่การปรนนิบัติในสวรรค์ของพวกเขา ประชากรของเราไม่ได้ถูกหมู่มารชักพาให้หลงผิดเพราะความอ่อนแอแบบมนุษย์ แต่เพราะการจู่โจมของกองกำลังแห่งความมืด พวกเขาจึงมุมานะมากยิ่งขึ้นที่จะมีประสบการณ์กับชีวิตของมนุษย์โดยผ่านทางหมอกนั้น ประชากรทั้งปวงของเรายอมอ่อนข้ออยู่ภายใต้นามของเรา และไม่เคยมีใครลุกขึ้นต่อต้านเราอย่างเปิดเผย เนื่องแต่งานของทูตสวรรค์ทั้งหลาย มนุษย์จึงยอมรับนามของเรา และทุกคนล้วนอยู่ท่ามกลางกระแสแห่งงานของเรา โลกกำลังล่มสลาย! บาบิโลนกำลังเป็นอัมพาต! โอ โลกศาสนา! มันจะไม่ถูกสิทธิอำนาจของเราบนแผ่นดินโลกทำลายลงได้อย่างไร? ผู้ใดยังกล้าต่อต้านและกบฏต่อเรา? เหล่าธรรมาจารย์กระนั้นหรือ? เจ้าหน้าที่ทางศาสนาทั้งหมดหรือ? บรรดาผู้ปกครองและผู้มีอำนาจบนแผ่นดินโลกกระนั้นหรือ? เหล่าทูตสวรรค์กระนั้นหรือ? ผู้ใดเล่าที่ไม่เฉลิมฉลองความเพียบพร้อมและความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งกายของเรา? ท่ามกลางกลุ่มชนทั้งปวง ผู้ใดเล่าที่ไม่ร้องเพลงสรรเสริญอย่างไม่หยุดหย่อน และผู้ใดเล่าที่ไม่เป็นสุขอย่างไม่เสื่อมคลายเพราะเรา? เราใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินที่เป็นถ้ำของพญานาคใหญ่สีแดง กระนั้นนี่ก็ไม่ทำให้เราสั่นเทาด้วยความกลัวหรือวิ่งหนี เพราะผู้คนทั้งหมดของมันเริ่มเกลียดมันแล้ว ไม่เคยมีสิ่งใดทำ “หน้าที่” ของมันต่อหน้าพญานาคเพื่อประโยชน์แห่งพญานาค แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งกระทำการตามที่พวกมันเห็นว่าเหมาะ และแต่ละสิ่งก็ทำไปตามหนทางของตัวเอง ประเทศทั้งหลายบนแผ่นดินโลกจะไม่พินาศได้อย่างไร? ประเทศทั้งหลายบนแผ่นดินโลกจะไม่ล่มจมได้อย่างไร? ประชากรของเราจะไม่โห่ร้องยินดีได้อย่างไร? พวกเขาจะไม่ขับร้องด้วยความชื่นบานยินดีได้อย่างไร? นี่คือผลงานของมนุษย์กระนั้นหรือ? นี่คือการกระทำด้วยน้ำมือของมนุษย์กระนั้นหรือ? เราได้มอบรากเหง้าแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ให้แก่เขา และมอบสิ่งของทางวัตถุให้แก่เขา กระนั้นเขาก็ยังไม่พึงพอใจกับรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของเขาและขอเข้าสู่ราชอาณาจักรของเรา แต่เขาจะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไรโดยไม่มีการจ่ายราคา และโดยไม่เต็มใจที่จะเสนอการเฝ้าเดี่ยวอันไม่เห็นแก่ตัวของเขา? แทนที่จะบีบเค้นเอาสิ่งอันใดจากมนุษย์ เรากลับทำข้อพึงประสงค์แก่เขา เพื่อที่ราชอาณาจักรของเราบนแผ่นดินโลกอาจเต็มไปด้วยสง่าราศี เราได้นำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคปัจจุบัน เขาจึงดำรงอยู่ในภาวะนี้ และเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการนำแห่งความสว่างของเรา หากไม่เป็นดังนี้ ผู้ใดเล่าท่ามกลางผู้คนบนแผ่นดินโลกจะรู้ถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของพวกเขา? ผู้ใดเล่าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของเรา? เราเพิ่มบทบัญญัติของเราเข้าไปในข้อพึงประสงค์ทั้งหลายที่มีต่อมนุษย์ การนี้ไม่สอดคล้องกับกฎแห่งธรรมชาติหรอกหรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 22
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 63
ในราชอาณาจักรนั้น สิ่งต่างๆ นับหมื่นแสนของการสร้างโลกเริ่มฟื้นคืนชีวิตและได้รับพลังชีวิตคืนมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในสภาวะของแผ่นดินโลก อาณาเขตระหว่างแผ่นดินหนึ่งกับอีกแผ่นดินก็เริ่มขยับเขยื้อนเช่นกัน เราได้เผยวจนะไปแล้วว่า เมื่อแผ่นดินถูกแบ่งจากแผ่นดิน และแผ่นดินรวมกันเป็นหนึ่งกับอีกแผ่นดิน นั่นคือเวลาที่เราจะบดขยี้แต่ละประเทศให้แหลก ถึงเวลานั้น เราจะสร้างสรรพสิ่งและแบ่งสันปันส่วนทั้งจักรวาลเสียใหม่ ด้วยการนั้นจึงจะเป็นการทำให้จักรวาลเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และแปลงรูปสิ่งเก่าๆ ให้เป็นสิ่งใหม่—นี่คือแผนการของเรา และเหล่านี้คืองานของเรา เมื่อแต่ละประเทศและประชากรแต่ละคนที่เราเลือกสรรกลับคืนมาเบื้องหน้าบัลลังก์ของเรา เมื่อนั้นเราจะประสิทธิ์ประสาทความไพบูลย์ทั้งปวงของสวรรค์แก่โลกมนุษย์ เพื่อให้โลกนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความไพบูลย์พูนผลที่ไม่อาจหาใดเทียมได้เพราะเรา ขณะที่โลกเก่ายังคงอยู่ ความโกรธของเราจะถาโถมเข้าใส่แต่ละประเทศ และเราจะประกาศใช้กฎการปกครองที่มีการแถลงให้ทั้งจักรวาลได้รับรู้ ใครก็ตามที่ละเมิดกฎเหล่านี้ย่อมจะถูกตีสอน
เมื่อเรากล่าวแก่จักรวาลทั้งปวง ผู้คนทั้งมวลย่อมได้ยินเสียงของเรา กล่าวคือ ทุกคนย่อมมองเห็นกิจการทั้งปวงที่เราดำเนินการเอาไว้ทั่วทั้งจักรวาล คนที่ต่อต้านเจตนารมณ์ของเรา ซึ่งก็คือคนที่ใช้การกระทำเยี่ยงมนุษย์มาต่อต้านเรา ย่อมจะล้มลงกลางคันเมื่อถูกเราตีสอน เราจะสร้างดวงดาราอันมากหลายในฟ้าสวรรค์ขึ้นมาใหม่ เป็นเพราะเรา อาทิตย์และจันทราจึงถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ชั้นฟ้าทั้งหลายจะไม่เป็นเช่นเดิมอีกต่อไป และสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกก็จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่—ทั้งหมดนี้ย่อมสำเร็จลุล่วงด้วยวจนะของเรา ทุกประเทศในจักรวาลจะถูกแบ่งสันปันส่วนเสียใหม่โดยมีราชอาณาจักรของเราเข้าแทนที่ เพื่อให้ประเทศต่างๆ บนแผ่นดินโลกอันตรธานไปตลอดกาล และจะมีแต่ราชอาณาจักรที่นมัสการเราเท่านั้น ทุกประเทศบนแผ่นดินโลกจะถูกทำลายล้างและไม่มีอีกต่อไป บรรดามนุษย์ในจักรวาล ทุกคนที่เป็นพวกของหมู่มารจะถูกกวาดล้างไปสิ้น ทุกคนที่บูชาซาตานจะล้มลงกลางไฟที่ลุกโชนของเรา—นั่นคือ นอกจากคนที่ตอนนี้อยู่ในกระแสแล้ว ทุกคนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อเราตีสอนแต่ละคน ชุมชนศาสนาจะคืนสู่ราชอาณาจักรของเราและถูกกิจการของเราพิชิตในระดับที่แตกต่างกันไป เพราะพวกเขาย่อมจะมองเห็นแล้วว่า “องค์หนึ่งเดียวผู้บริสุทธิ์และทรงเมฆขาว” เสด็จมาถึงแล้ว ผู้คนทั้งหมดจะถูกจำแนกไปตามประเภทของตน และจะได้รับการตีสอนที่หลากหลายและสาสมกับการกระทำของพวกเขา ทุกคนที่ต่อต้านเราย่อมจะพินาศ ส่วนคนที่ความประพฤติของพวกเขาบนแผ่นดินโลกไม่ได้เกี่ยวพันกับเรา ด้วยการประพฤติตนเช่นที่พวกเขาทำมา พวกเขาย่อมจะดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกต่อไปภายใต้การปกครองของบุตรทั้งหลายและประชากรของเรา เราจะปรากฏตัวแก่นานาประเทศและกลุ่มชนนับไม่ถ้วน และจะเปล่งเสียงของเราเองบนแผ่นดินโลก ป่าวประกาศว่างานอันยิ่งใหญ่ของเราเสร็จสมบูรณ์แล้ว เปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งปวงมองเห็นเรื่องนี้ด้วยตาตนเอง
เนื่องจากดำรัสของเราลุ่มลึกขึ้น เราจึงสังเกตสภาวะของจักรวาลไปด้วยเช่นกัน โดยผ่านทางวจนะของเรา สรรพสิ่งถูกทำให้ใหม่ สวรรค์เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกับแผ่นดินโลก มนุษยชาติถูกเปิดโปงในรูปดั้งเดิมของตน และผู้คนล้วนถูกแยกไปตามประเภทของพวกเขาอย่างช้าๆ และกลับสู่ “ครอบครัว” ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว นี่ทำให้เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง ในเราปลอดจากการก่อกวนและงานอันยิ่งใหญ่ของเราก็สำเร็จลุล่วงลงโดยไม่ทันล่วงรู้เลย อีกทั้งสรรพสิ่งก็ถูกแปลงสภาพไป เมื่อตอนที่เราได้สร้างโลกขึ้นมา เราได้แยกสรรพสิ่งไปตามประเภทของพวกมัน จัดหมวดหมู่สรรพสิ่งทั้งปวงที่มีรูปร่าง เมื่อปลายทางของแผนการบริหารจัดการของเราขยับใกล้เข้ามา เราจะฟื้นคืนสภาวะเดิมของการสร้าง เราจะฟื้นคืนทุกสิ่งทุกอย่างสู่วิถีที่เคยเป็นอยู่เดิม โดยเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างอย่างถ้วนทั่ว และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเข้ามาอยู่ภายในแผนการของเรา เวลานั้นได้มาถึงแล้ว! ช่วงระยะสุดท้ายแห่งแผนการของเรากำลังใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว อา โลกเก่าที่ช่างไม่สะอาด! มันจะล้มลงท่ามกลางวจนะของเราอย่างแน่นอน! มันจะถูกแผนการของเราลดทอนลงไปเป็นสิ่งที่ไม่ใช่อะไรเลยอย่างแน่นอน! อา สรรพสิ่ง! สิ่งเหล่านั้นจะได้รับชีวิตใหม่ท่ามกลางวจนะของเรา—พวกมันจะมีองค์อธิปัตย์ของพวกมัน! อา โลกใหม่ที่ถูกทำให้สะอาดบริสุทธิ์และไร้มลทิน! มันจะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ท่ามกลางสง่าราศีของเราอย่างแน่นอน! อา ภูเขาศิโยน! จะไม่เงียบงันอีกต่อไป—เราได้กลับมาอย่างมีชัยแล้ว! เราสังเกตทั้งแผ่นดินโลกในท่ามกลางสรรพสิ่ง ผู้คนบนแผ่นดินโลกได้เริ่มชีวิตใหม่และมีความหวังใหม่ อา ประชากรของเรา! พวกเจ้าไม่คืนชีวิตกลับมาท่ามกลางความสว่างของเราได้อย่างไรกัน? พวกเจ้าไม่กระโดดโลดเต้นเพราะความชื่นบานภายใต้การนำของเราได้อย่างไรกัน? แผ่นดินทั้งหลายกำลังโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดา ห้วงน้ำทั้งหลายสรวลเสเฮฮาจนเสียงแตกพร่าด้วยความเริงร่ายินดี! อา อิสราเอลคืนชีพ! เจ้าไม่รู้สึกภาคภูมิใจเพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของเราได้อย่างไรกัน? ผู้ใดกันเล่าที่ได้ร่ำไห้? ผู้ใดกันเล่าที่ได้พิลาปคร่ำครวญ? อิสราเอลประเทศเก่านั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป และอิสราเอลของวันนี้ได้ผงาดลุกขึ้นแล้ว ตั้งตรงและตระหง่านอยู่ในพิภพนี้ และได้ลุกขึ้นยืนอยู่ในหัวใจของมนุษยชาติทั้งมวล อิสราเอลของวันนี้จะบรรลุรากฐานสำหรับการดำรงอยู่โดยผ่านทางประชากรของเราอย่างแน่นอน! อา อียิปต์ที่น่าเกลียดชัง! แน่นอนเลยว่า เจ้าไม่ได้ยังคงขัดขืนเราอยู่ ใช่หรือไม่? เจ้าสามารถฉวยประโยชน์จากความกรุณาของเราและพยายามที่จะหลบหนีการตีสอนของเราได้อย่างไรกัน? เจ้าไม่ใช้ชีวิตอยู่ภายในการตีสอนของเราได้อย่างไรกัน? แน่นอนว่า บรรดาผู้ที่เรารักทั้งหมดจะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ และพวกที่ต่อต้านเราทั้งหมดก็จะถูกเราตีสอนไปชั่วนิรันดร์อย่างแน่นอน เพราะเราเป็นพระเจ้าที่หวงแหน และจะไม่ละเว้นมนุษย์ทุกคนไปโดยง่ายสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้ทำลงไป เราจะพินิจพิเคราะห์แผ่นดินโลกทั้งปวง และเราจะเผยตัวเราเองต่อมนุษย์มากมายโดยการปรากฏในทิศตะวันออกของโลกพร้อมด้วยความชอบธรรม บารมี ความโกรธ และการตีสอน!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 26
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 64
เมื่อเหล่าทูตสวรรค์เล่นดนตรีสรรเสริญเรา การนี้ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุ้นความเห็นใจที่เรามีต่อมนุษย์ หัวใจของเราพลันเต็มไปด้วยความเศร้าใจ และเป็นไปไม่ได้ที่จะปลดปล่อยตัวเราเองให้เป็นอิสระจากภาวะอารมณ์อันเจ็บปวดนี้ ในความชื่นบานยินดีและความโศกเศร้าของการถูกแยกจาก แล้วจากนั้นก็ถูกพามาอยู่ร่วมกันอีกครั้งกับมนุษย์ พวกเราไม่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดกันได้ เมื่อแยกจากกันในสวรรค์เบื้องบนและบนแผ่นดินโลกเบื้องล่าง มีน้อยครั้งที่มนุษย์และเราสามารถพบกันได้ ผู้ใดสามารถหลุดพ้นจากความอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อความรู้สึกแต่เก่าก่อนได้? ผู้ใดสามารถหยุดรำลึกถึงอดีตได้? ผู้ใดจะไม่หวังความต่อเนื่องของความรู้สึกนึกคิดแห่งอดีต? ผู้ใดจะไม่คะนึงหาการกลับมาของเรา? ผู้ใดจะไม่ถวิลหาการที่เราอยู่ร่วมกันกับมนุษย์อีกครั้ง? หัวใจของเราเป็นทุกข์อย่างลึกล้ำ และวิญญาณของมนุษย์ก็กังวลอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าจะเหมือนกันในวิญญาณ แต่พวกเราก็ไม่สามารถอยู่ด้วยกันบ่อยๆ และพวกเราไม่สามารถพบหน้ากันบ่อยๆ ดังนั้นชีวิตของมวลมนุษย์ทั้งปวงจึงเต็มไปด้วยความเศร้าสลดและขาดพร่องกำลังวังชา อันเป็นเพราะมนุษย์โหยหาเราเสมอมา เป็นราวกับว่ามนุษย์คือวัตถุที่ถูกตีตกลงมาจากสวรรค์ พวกเขาร้องเรียกชื่อของเราบนแผ่นดินโลก เงยหน้าของพวกเขาขึ้นเขม้นมองมาที่เราจากพื้นดิน—แต่พวกเขาจะสามารถหลีกหนีจากปากของหมาป่าที่หิวจัดจนออกล่าเหยื่อได้อย่างไร? พวกเขาจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากภัยคุกคามของมันและการทดลองต่างๆ ของมันได้อย่างไร? มนุษย์จะไม่พลีอุทิศตัวพวกเขาเองเพราะการนบนอบการจัดการเตรียมการแห่งแผนการของเราได้อย่างไร? เมื่อพวกเขาวอนขอด้วยเสียงอันดัง เราจึงเบือนหน้าหนีไปจากพวกเขา เราไม่สามารถทนมองได้อีกต่อไป แต่เราจะไม่ได้ยินเสียงร้องไห้น้ำตานองของพวกเขาได้อย่างไร? เราจะแก้ไขความอยุติธรรมของโลกมนุษย์ เราจะทำงานของเราด้วยมือของเราเองทั่วทั้งโลก โดยห้ามซาตานทำร้ายประชากรของเราอีก ห้ามศัตรูทำสิ่งใดตามอำเภอใจของพวกเขาอีก เราจะกลายเป็นกษัตริย์บนแผ่นดินโลกและย้ายบัลลังก์ของเราไปที่นั่น ทำให้ศัตรูของเราทั้งหมดล้มลงกับพื้นดินและสารภาพความผิดของพวกเขาต่อหน้าเรา ในความเศร้าใจของเรา มีความโกรธถูกผสมผสานเข้าไป เราจะเหยียบย่ำทั้งจักรวาลให้แบนราบโดยไม่ละเว้นผู้ใด และบดขยี้ความหวาดกลัวเข้าใส่หัวใจของศัตรูของเรา เราจะทำให้ทั้งแผ่นดินโลกย่อยยับ และทำให้ศัตรูของเราตกลงไปในความย่อยยับนั้น เพื่อที่จากนี้ไปพวกเขาจะไม่ทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามอีก แผนการของเราถูกกำหนดลงตัวแล้ว และต้องไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงมันไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร เมื่อเราท่องไปเหนือจักรวาลอย่างเปี่ยมบารมี มนุษยชาติทั้งปวงจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และทุกสิ่งทุกอย่างจะได้รับการฟื้นฟู มนุษย์จะไม่ร่ำไห้อีกต่อไป จะไม่ร้องเรียกให้เราช่วยเหลืออีกต่อไป เมื่อนั้นหัวใจของเราจะชื่นบาน และผู้คนจะกลับมาหาเราท่ามกลางการเฉลิมฉลอง ทั้งจักรวาล จากเบื้องบนจรดเบื้องล่าง จะรื่นเริงด้วยความยินดีปรีดา…
วันนี้ ท่ามกลางประชาชาติของโลก เรากำลังทำงานที่เราตั้งใจไว้ว่าจะทำให้สำเร็จลุล่วง เราเคลื่อนไหวไปมาท่ามกลางมวลมนุษย์ ทำงานทั้งหมดภายในแผนการของเรา และมนุษยชาติทั้งปวงกำลังทำให้นานาประชาชาติล่มสลายตามเจตนารมณ์ของเรา ผู้คนบนแผ่นดินโลกจับจ้องความสนใจของพวกเขาไปที่บั้นปลายของพวกเขาเอง เพราะอันที่จริงแล้ววันนั้นกำลังใกล้เข้ามาและเหล่าทูตสวรรค์ก็กำลังเป่าแตรของพวกเขา จะไม่มีความล่าช้าอีกต่อไป และครั้นแล้วสิ่งสร้างทั้งหมดจะเริ่มเต้นรำอย่างยินดีปรีดา ผู้ใดสามารถเลื่อนวันของเราออกไปตามเจตจำนงของพวกเขาได้? มนุษย์ของแผ่นดินโลกหรือ? หรือดาวทั้งหลายบนท้องฟ้า? หรือเหล่าทูตสวรรค์? เมื่อเราเปล่งถ้อยคำเพื่อริเริ่มความรอดของประชากรแห่งอิสราเอล วันของเราก็กดดันมวลมนุษย์ทั้งปวง มนุษย์ทุกคนยำเกรงการกลับมาของอิสราเอล เมื่ออิสราเอลกลับมา นั่นจะเป็นวันแห่งสง่าราศีของเรา และจะเป็นวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นได้รับการสร้างขึ้นใหม่เช่นกัน ขณะที่การพิพากษาอันชอบธรรมกำลังจะมุ่งหน้าสู่ทั้งจักรวาล มนุษย์ทั้งปวงก็เกิดความขลาดและเกรงกลัว เพราะในโลกมนุษย์ ความชอบธรรมไม่เคยเป็นที่ได้ยิน เมื่อดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมปรากฏ ทางตะวันออกจะได้รับความกระจ่าง และจากนั้นก็จะส่องสว่างทั้งจักรวาลต่อไปจนถึงทุกคน หากมนุษย์สามารถดำเนินการตามความชอบธรรมของเราได้จริงๆ จะมีสิ่งใดให้ต้องเกรงกลัวเล่า? ประชากรของเราทั้งหมดรอคอยการมาถึงแห่งวันของเรา พวกเขาทั้งหมดถวิลหาการมาแห่งวันของเรา พวกเขารอให้เรานำการลงทัณฑ์อันสาสมมาสู่มวลมนุษย์ทั้งปวงและจัดการเตรียมการบั้นปลายของมวลมนุษย์ในบทบาทของเราที่เป็นดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม ราชอาณาจักรของเรากำลังเป็นรูปเป็นร่างเหนือทั้งจักรวาล และบัลลังก์ของเราครอบครองหัวใจผู้คนหลายร้อยล้านคน ด้วยความร่วมมือของเหล่าทูตสวรรค์ ความสำเร็จลุล่วงอันยิ่งใหญ่ของเราจะบรรลุผลในไม่ช้า บรรดาบุตรของเราและประชากรของเราทั้งหมดรอคอยการกลับมาของเราอย่างใจจดใจจ่อ ถวิลหาให้เราอยู่ร่วมกับพวกเขาอีกครั้ง ไม่มีวันแยกจากกันอีก ปวงประชาอันมากหลายในราชอาณาจักรของเราจะไม่วิ่งรี่เข้าหากันและชื่นชมยินดีเนื่องด้วยการที่เรามาอยู่ร่วมกันกับพวกเขาได้อย่างไร? นี่จะเป็นการอยู่ร่วมกันอีกครั้งที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาอันใดได้หรือไม่? เรามีเกียรติในสายตาของมนุษย์ทั้งปวง เราได้รับการกล่าวประกาศในคำพูดของทุกคน ที่มากกว่านั้นคือ เมื่อเรากลับมา เราจะพิชิตกำลังบังคับของศัตรูทั้งหมด ถึงเวลาแล้ว! เราจะเริ่มดำเนินงานของเรา เราจะครองราชย์ในฐานะกษัตริย์ท่ามกลางมนุษย์! เรากำลังจะกลับมา! และเรากำลังจะออกเดินทาง! นี่คือสิ่งที่ทุกคนหวัง เป็นสิ่งที่พวกเขาปรารถนา เราจะให้มนุษยชาติทั้งมวลเห็นการมาถึงแห่งวันของเรา และพวกเขาทั้งปวงจะยินดีต้อนรับการมาแห่งวันของเราด้วยความชื่นบานยินดี!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 27
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 65
ในวันที่สรรพสิ่งได้รับการคืนชีพ เราก็ได้มาท่ามกลางมนุษย์ และเราได้ผ่านวันคืนอันน่าอัศจรรย์ไปกับเขา ณ จุดนี้เท่านั้นที่มนุษย์พอจะรู้สึกบ้างว่าเรานั้นคุยด้วยง่าย และเมื่อเขามีปฏิสัมพันธ์กับเราบ่อยขึ้น เขาก็มองเห็นบางสิ่งที่เรามีและเป็น—ผลก็คือ เขาได้รับความรู้บางอย่างเกี่ยวกับเรา ท่ามกลางผู้คนทั้งหมด เราเงยศีรษะของเราขึ้นมองดู และพวกเขาทั้งหมดก็มองเห็นเรา แม้กระนั้นเมื่อความวิบัติบังเกิดขึ้นกับโลก พวกเขาก็วิตกกังวลในทันที แล้วฉายาของเราก็อันตรธานไปจากหัวใจของพวกเขา ด้วยความตื่นตระหนกเนื่องจากการมาถึงของความวิบัติ พวกเขาไม่คำนึงถึงการเตือนสติของเราเลย หลายปีที่เราได้อยู่ท่ามกลางมนุษย์ แต่เขาก็ไม่ได้ตระหนักเสมอมา และไม่เคยรู้จักเรา วันนี้เราบอกเรื่องนี้กับเขาด้วยปากของเราเอง ผู้คนทั้งปวงจะได้มาเบื้องหน้าเราเพื่อรับบางสิ่งจากเรา แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาระยะห่างของพวกเขากับเรา ดังนั้น พวกเขาจึงไม่รู้จักเรา เมื่อก้าวย่างของเราย่ำไปทั่วจักรวาลและไปจนถึงสุดแผ่นดินโลก มนุษย์จะเริ่มทบทวนตนเอง และผู้คนทั้งหมดจะมาหาเราและกราบนมัสการอยู่เบื้องหน้าเรา นี่จะเป็นวันที่เราได้รับสง่าราศี วันแห่งการกลับมาของเรา และวันแห่งการออกเดินทางของเราอีกด้วย บัดนี้เราได้เริ่มงานของเราท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวงแล้ว โดยเปิดเผยตอนสุดท้ายของแผนการบริหารจัดการของเราภายในจักรวาลอย่างเป็นทางการ หากผู้ใดยังคงไม่รอบคอบ เขาย่อมจะถูกผลักลงสู่ท่ามกลางการตีสอนที่ไร้ปรานีได้ทุกเมื่อ นี่ไม่ใช่เพราะเราไร้หัวใจ แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการของเรา ทั้งหมดต้องดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับขั้นตอนต่างๆ ในแผนของเรา และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเปลี่ยนแปลงการนี้ได้ เมื่อเราเริ่มงานของเราอย่างเป็นทางการ ผู้คนทั้งหมดย่อมขยับเมื่อเราขยับ จนผู้คนในจักรวาลต่างสาละวนไปพร้อมกับเรา จักรวาลทั้งมวลอยู่ในสภาวะของ “ความปีติยินดี” และมนุษย์ก็ถูกเรากระตุ้นไปข้างหน้า ด้วยเหตุนี้ แม้แต่พญานาคใหญ่สีแดงเองก็ถูกเราโยนลงสู่สภาวะแห่งความโกลาหลและความสับสนไม่แน่นอน และมันรับใช้งานของเรา และแม้จะไม่เต็มใจ มันไม่สามารถทำตามความอยากได้อยากของมันเองได้ แต่ถูกทิ้งให้ไม่มีทางเลือกนอกจากปล่อยให้เราจัดวางเรียบเรียงตามที่เราปรารถนา ในแผนการของเราทั้งหมด พญานาคใหญ่สีแดงคือตัวประกอบเสริมความเด่นของเรา เป็นศัตรูของเรา แต่ก็เป็นผู้รับใช้ของเราด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงไม่เคยผ่อนคลาย “ข้อกำหนด” ที่เรามีต่อมัน เพราะฉะนั้น ช่วงระยะสุดท้ายของงานแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของเราจึงเสร็จสิ้นลงในบ้านของมัน—นี่เอื้ออำนวยให้พญานาคใหญ่สีแดงรับใช้เราได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ซึ่งเราจะพิชิตมันและทำให้แผนการของเราเสร็จสมบูรณ์ด้วยวิธีนี้ ในขณะที่เราทำงาน ทูตสวรรค์ทั้งหมดก็เริ่มสู้รบชี้ขาดพร้อมกับเราและตัดสินใจแน่วแน่ที่จะสนองเจตนารมณ์ของเราในช่วงระยะสุดท้าย เพื่อที่ผู้คนบนแผ่นดินโลกจะยอมสยบเบื้องหน้าเราเหมือนเหล่าทูตสวรรค์ และไม่มีความอยากต่อต้านเรา และไม่ทำสิ่งใดที่ทรยศเรา เหล่านี้คือพลวัตของงานของเราในจักรวาล
จุดประสงค์และนัยสำคัญของการมาถึงของเราท่ามกลางมนุษย์คือการช่วยมวลมนุษย์ทั้งปวงให้รอด การนำมวลมนุษย์ทั้งปวงกลับสู่ครอบครัวของเรา การทำให้สวรรค์กับแผ่นดินโลกอยู่ร่วมกันอีกครั้ง และการทำให้มนุษย์ถ่ายทอด “สัญญาณ” ระหว่างสวรรค์กับแผ่นดินโลก เพราะเช่นนี้คือหน้าที่ที่มีมาแต่กำเนิดของมนุษย์ ณ เวลาที่เราได้สร้างมวลมนุษย์ เราได้ทำทุกสรรพสิ่งให้พร้อมสำหรับมวลมนุษย์ และต่อมา เราได้อนุญาตให้มวลมนุษย์รับความมั่งคั่งที่เราได้ให้แก่เขาโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของเรา ด้วยเหตุนั้น เราจึงพูดว่าที่มวลมนุษย์ทั้งปวงได้มาถึงวันนี้นั้นอยู่ภายใต้การนำของเรา และนี่คือแผนการของเราทั้งหมด ท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง ผู้คนจำนวนมากเหลือคณานับดำรงอยู่ภายใต้การคุ้มครองปกป้องของความรักของเรา และผู้คนจำนวนมากเหลือคณานับมีชีวิตภายใต้การตีสอนของความเกลียดชังของเรา แม้ว่าผู้คนทั้งหมดจะอธิษฐานต่อเรา แต่พวกเขาก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของพวกเขาได้ ทันทีที่พวกเขาได้สูญเสียความหวังไป พวกเขาก็จะสามารถเพียงแค่ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปตามครรลองของมันและเลิกกบฏต่อเรา เพราะนี่คือทั้งหมดที่มนุษย์สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้ เมื่อพูดถึงสภาวะของชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ยังไม่ได้พบเจอชีวิตที่เป็นจริง เขายังคงไม่ได้มองเห็นทะลุไปถึงความไม่เป็นธรรม ความโดดเดี่ยวอ้างว้างและสภาพเงื่อนไขอันทุกข์ระทมของโลก—และดังนั้น หากไม่ได้เป็นเพราะการปรากฏของความวิบัติ ผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะยังคงโอบกอดพระแม่ธรรมชาติ และคงจะยังคงจดจ่อตัวพวกเขาเองอยู่ในรสชาติทั้งหลายของ “ชีวิต” นี่ไม่ใช่ความเป็นจริงของโลกหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เสียงแห่งความรอดที่เราพูดออกไปแก่มนุษย์หรอกหรือ? เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดท่ามกลางมวลมนุษย์ได้เคยรักเราอย่างแท้จริงเลย? เหตุใดมนุษย์จึงรักเราเฉพาะเวลาที่อยู่ท่ามกลางการตีสอนและการทดสอบเท่านั้น แต่กลับไม่มีผู้ใดรักเราในขณะที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองปกป้องของเรา? เราได้มอบการตีสอนของเราแก่มวลมนุษย์หลายครั้ง พวกเขามองดูที่มันหนึ่งครั้ง แต่จากนั้น พวกเขาก็ละเลยมัน และพวกเขาไม่ศึกษาและใคร่ครวญมัน ณ เวลานี้ และดังนั้น ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับมนุษย์จึงเป็นการพิพากษาที่ไร้ปรานี นี่เป็นเพียงหนึ่งในวิธีการทำงานของเรา แต่มันก็ยังคงเป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงมนุษย์และทำให้เขารักเรา
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 29
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 66
เราเป็นผู้ปกครองราชอาณาจักร และยิ่งไปกว่านั้น เราปกครองทั่วทั้งจักรวาล เราเป็นทั้งกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรและเป็นองค์ประมุขแห่งจักรวาล นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะรวบรวมพวกที่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรทั้งหมดและจะเริ่มงานของเราท่ามกลางชาวต่างชาติ และเราจะประกาศกฎการปกครองของเราไปทั่วทั้งจักรวาล เพื่อให้เราสามารถเริ่มงานของเราในขั้นตอนต่อไปได้สำเร็จ เราจะใช้การตีสอนเพื่อเผยแผ่งานของเราท่ามกลางชาวต่างชาติ กล่าวคือ เราจะใช้ “กำลัง” กับพวกที่เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด โดยธรรมชาติแล้ว งานนี้จะดำเนินการไปพร้อมกับงานของเราท่ามกลางบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรร เมื่อคนของเราปกครองและมีอำนาจบนแผ่นดินโลก นั่นจะเป็นวันที่ผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลกถูกพิชิตด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น นั่นจะเป็นเวลาที่เราหยุดพัก—และเมื่อนั้นเท่านั้น เราจึงจะปรากฏแก่บรรดาผู้ที่ถูกพิชิตแล้วทั้งหมด เราปรากฏต่อราชอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ และซ่อนเร้นตัวเราจากแผ่นดินแห่งความโสมม บรรดาผู้ที่ถูกพิชิตแล้วและมานบนอบอยู่เบื้องหน้าเราล้วนสามารถมองเห็นใบหน้าของเราด้วยตาตนเอง และสามารถได้ยินเสียงของเราด้วยหูตนเอง นี่คือพรของบรรดาผู้ที่เกิดในระหว่างยุคสุดท้าย นี่คือพรที่เราได้กำหนดไว้ล่วงหน้า และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ วันนี้เราทำงานในหนทางนี้เพื่อประโยชน์ของงานในอนาคต งานของเราทั้งหมดมีความสัมพันธ์กัน ในงานทั้งหมดนั้นมีการเรียกและการตอบรับ กล่าวคือ ไม่เคยมีขั้นตอนใดได้หยุดชะงักโดยฉับพลัน และไม่เคยมีขั้นตอนใดดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากขั้นตอนอื่น เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ? งานในอดีตคือรากฐานของงานในวันนี้ไม่ใช่หรือ? วจนะในอดีตคือจุดเริ่มต้นของวจนะในปัจจุบันไม่ใช่หรือ? ขั้นตอนในอดีตคือต้นกำเนิดของขั้นตอนในปัจจุบันไม่ใช่หรือ? เมื่อเราเปิดหนังสือม้วนอย่างเป็นทางการ นั่นคือเวลาที่ผู้คนทั่วทั้งจักรวาลถูกตีสอน เวลาที่ผู้คนทั่วโลกอยู่ภายใต้บททดสอบ และเป็นจุดสูงสุดในงานของเรา ผู้คนทั้งหมดใช้ชีวิตในแผ่นดินที่ปราศจากความสว่าง และผู้คนทั้งหมดมีชีวิตท่ามกลางการคุกคามที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของพวกเขา กล่าวอีกนัยหนึ่ง นั่นเป็นชีวิตที่มนุษย์ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนนับตั้งแต่มีการสร้างโลกจนถึงปัจจุบัน และไม่มีผู้ใดตลอดทุกยุคที่เคย “ชื่นชม” ชีวิตแบบนี้เลย ดังนั้นเราจึงพูดว่าเราได้ทำงานที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นี่คือสภาพการณ์ที่แท้จริง และนี่คือความหมายแฝง เพราะวันของเราใกล้จะมาถึงมวลมนุษย์ทั้งปวง เพราะไม่ได้ปรากฏอยู่ห่างไกล แต่อยู่ตรงหน้ามนุษย์ แล้วผู้ใดเล่าจะไม่หวาดกลัวได้? และผู้ใดเล่าจะไม่ปีติยินดีกับการนี้ได้? ในที่สุดแล้ว เมืองบาบิโลนที่โสมมได้มาถึงจุดจบ มนุษย์ได้พบกับโลกใหม่อีกครั้ง สวรรค์และแผ่นดินโลกได้รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างขึ้นใหม่แล้ว
เมื่อเราปรากฏแก่ประชาชาติและกลุ่มคนทั้งปวง เมฆสีขาวหมุนวนในท้องฟ้าและห่อหุ้มเรา ดังนั้น นกบนแผ่นดินโลกก็ร้องเพลงและเต้นรำด้วยความชื่นบานยินดีเพื่อเราด้วยเช่นกัน โดยสร้างความโดดเด่นให้กับบรรยากาศบนแผ่นดินโลก และด้วยเหตุนั้น ทำให้ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกมีชีวิตขึ้น ไม่ “ล่องลอยลงต่ำอย่างช้าๆ” อีกต่อไป แต่กลับมีชีวิตท่ามกลางบรรยากาศแห่งกำลังวังชาแทน เมื่อเราอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ มนุษย์ล่วงรู้ใบหน้าและดวงตาของเราโดยรางๆ และ ณ เวลานี้ เขารู้สึกกลัวเล็กน้อย ในอดีต เขาได้ยินบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเราในตำนาน และผลก็คือ เขาเพียงแค่เชื่อครึ่งหนึ่งและคลางแคลงใจอีกครึ่งหนึ่งต่อเราเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ใด หรือใบหน้าของเราใหญ่เพียงใดกันแน่—ใบหน้าของเรากว้างพอกับทะเล หรือไร้เขตคั่นพอกับทุ่งหญ้าเขียวสดไหม? ไม่มีผู้ใดรู้สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงเมื่อมนุษย์มองเห็นใบหน้าของเราในหมู่เมฆในวันนี้เท่านั้น มนุษย์จึงรู้สึกว่าตัวของเราแห่งตำนานนั้นเป็นจริง และดังนั้น เขาจึงกลายเป็นมีแนวโน้มที่จะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยต่อเรา และมันก็เป็นเพียงเพราะกิจการของเรานั่นเอง การเลื่อมใสของเขาต่อเราจึงกลายเป็นยิ่งใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่มนุษย์ยังคงไม่รู้จักเรา และเขาเพียงแค่มองเห็นส่วนหนึ่งของเราในหมู่เมฆ หลังจากนั้น เรายืดแขนของเราออกไปและแสดงแขนของเราให้มนุษย์เห็น มนุษย์ประหลาดใจ และปิดปากของเขาด้วยมือของเขา กลัวอยู่ลึกๆ ว่าจะถูกมือของเราบดขยี้ลงไป และดังนั้น เขาจึงเติมความยำเกรงเล็กน้อยลงไปในการเลื่อมใสของเขา มนุษย์ตรึงดวงตาของเขาไว้กับทุกการเคลื่อนไหวของเรา กลัวอยู่ลึกๆ ว่าเขาจะถูกเราบดขยี้จนคว่ำลงไปเมื่อเขากำลังไม่ให้ความสนใจ—ถึงกระนั้น เราก็ไม่ถูกจำกัดเพราะถูกมนุษย์เฝ้าดู และเราก็ทำงานในมือของเราต่อไป มันเป็นเพียงว่าในกิจการทั้งหมดที่เราทำนั้น มนุษย์มีความโปรดปรานต่อเราอยู่บ้าง และด้วยเหตุนั้น จึงค่อยๆ มาเบื้องหน้าเราเพื่อคบหาสมาคมกับเรา เมื่อเราได้รับการเปิดเผยแก่มนุษย์ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของเรา มนุษย์จะมองเห็นใบหน้าของเรา และหลังจากนั้นเป็นต้นไป เราจะไม่ซ่อนเร้นหรือบดบังตัวเราเองจากมนุษย์อีกต่อไป ทั่วทั้งจักรวาล เราจะปรากฏอย่างเปิดเผยต่อผู้คนทั้งหมด และบรรดาผู้ที่มีเนื้อหนังและโลหิตทั้งหมดจะมองดูกิจการของเราทั้งหมด บรรดาผู้ที่มีจิตวิญญาณทั้งหมดจะอาศัยอยู่ในสันติสุขในนิเวศของเราอย่างแน่นอน และแน่ใจได้เลยว่าจะชื่นชมพรอันน่าอัศจรรย์ร่วมกันกับเรา บรรดาผู้ที่เราดูแลทั้งหมดจะหลีกหนีการตีสอนอย่างแน่นอนและจะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดของจิตวิญญาณและความเจ็บปวดรวดร้าวของเนื้อหนังอย่างแน่นอน เราจะปรากฏอย่างเปิดเผยต่อกลุ่มชนทั้งหมดและปกครองและใช้อำนาจ เพื่อที่กลิ่นของซากศพจะไม่แผ่ไปทั่วจักรวาลอีกต่อไป แต่สุคนธรสอันสดชื่นของเราจะกระจายไปทั่วโลก เพราะวันของเรากำลังใกล้เข้ามา มนุษย์กำลังตื่นขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกอยู่ในระเบียบ และวันเวลาแห่งการอยู่รอดของแผ่นดินโลกจะไม่มีอีกแล้ว เพราะเราได้มาถึงแล้ว!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 29
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 67
เราจะทำให้พื้นฟ้าเต็มไปด้วยการสำแดงแห่งการกระทำของเรา และทำให้ทุกสิ่งบนแผ่นดินโลกหมอบราบอยู่ใต้ฤทธานุภาพของเรา อันเป็นการดำเนินแผนการของเราที่จะสร้าง “เอกภาพบนโลก” และทำให้ความปรารถนาข้อนี้ของเราบรรลุผล เพื่อที่มนุษยชาติจะไม่ “ร่อนเร่ไปทั่ว” บนพื้นผิวของแผ่นดินโลกอีกต่อไป แต่จะมีบั้นปลายที่เหมาะสมในไม่ช้า เราคำนึงถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ในทุกหนทาง เพื่อให้มนุษย์ทั้งมวลมาดำรงชีวิตในดินแดนแห่งสันติและความสุขในเร็ววัน วันเวลาในชีวิตของพวกเขาจะได้ไม่อ้างว้างอีกต่อไป และแผนการของเราบนแผ่นดินโลกก็จะไม่สูญเปล่า เพราะการดำรงอยู่ของมนุษย์ เราจึงจะสร้างราชอาณาจักรของเราบนแผ่นดินโลก เพราะการสำแดงสง่าราศีของเราส่วนหนึ่งอยู่บนแผ่นดินโลก ในสวรรค์เบื้องบน เราจะทำให้นครของเราเป็นระเบียบและจะทำทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างเป็นสิ่งใหม่ เราจะทำให้ทั้งหมดที่ดำรงอยู่เบื้องบนและเบื้องล่างสวรรค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อที่สรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งที่อยู่ในสวรรค์ นี่คือแผนการของเรา เป็นสิ่งที่เราจะทำให้สำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย—จงอย่าให้ผู้ใดแทรกแซงงานส่วนนี้ของเรา! การเผยแผ่งานของเราในหมู่ชาติอื่นๆ เป็นงานส่วนสุดท้ายของเราบนแผ่นดินโลก ไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งถึงงานที่เราจะทำได้ และด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงงุนงงเป็นอย่างยิ่ง และเพราะเรายุ่งอยู่กับงานของเราบนแผ่นดินโลก ผู้คนจึงฉวยโอกาส “เล่นสนุกไปทั่ว” เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากระทำการอย่างหุนหันพลันแล่น เราจึงได้วางพวกเขาอยู่ภายใต้การตีสอนของเราเพื่อให้ได้รับ “การฝึกฝน” ของบึงไฟเสียก่อน นี่เป็นขั้นตอนหนึ่งในงานของเรา และเราจะใช้อิทธิฤทธิ์ของบึงไฟมาทำให้งานขั้นตอนนี้ในงานของเราสำเร็จลุล่วง มิฉะนั้นแล้วคงจะยากลำบากที่จะดำเนินงานของเราให้เสร็จสิ้น เราจะให้มนุษย์ทั่วทั้งจักรวาลยอมสยบอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของเรา ถูกแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ตามการพิพากษาของเรา ถูกจำแนกไปตามหมวดหมู่เหล่านี้ และถูกจัดเข้าวงศ์ตระกูลของตนต่อไป เพื่อที่มนุษยชาติทั้งปวงจะเลิกกบฏต่อเรา แต่ถูกจัดเตรียมให้เป็นระเบียบเรียบร้อยตามหมวดหมู่ที่เราตั้งชื่อเอาไว้แทน—จงอย่าให้ผู้ใดเพ่นพ่านตามอำเภอใจ! ทั่วทั้งจักรวาลและเหนือจักรวาล เราได้ทำงานใหม่แล้ว ทั่วทั้งจักรวาล มนุษย์ล้วนตกตะลึงและอึ้งที่เห็นเราพลันปรากฏตัว การปรากฏอย่างเปิดเผยของเราได้เปิดขอบเขตประสบการณ์ของพวกเขาให้กว้างไกลเป็นอย่างมาก วันนี้ก็เป็นเช่นนี้เลยไม่ใช่หรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 43
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 68
เรากำลังเผยแผ่งานของเราท่ามกลางประชาชาติ สง่าราศีของเราส่องแสงวาบตลอดทั่วทั้งจักรวาล ผู้คนที่เป็นดาวจุดๆ ทั้งปวงย่อมแบกรับเจตนารมณ์ของเราอยู่ในตัวพวกเขา และพวกเขาล้วนถูกกำกับทิศทางด้วยมือของเราและลงมือทำกิจทั้งหลายที่เราได้มอบหมาย จากจุดนี้ไป เราได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว และนำมนุษย์ทั้งหมดเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง เมื่อเราได้กลับไปยัง “ถิ่นฐาน” ของเรา กระนั้นเรายังได้เริ่มอีกส่วนของงานในแผนการดั้งเดิมของเรา เพื่อที่มนุษย์จะได้มารู้จักเราอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราคำนึงถึงจักรวาลทั้งหมดทั้งมวลและเห็นว่า[ก]มันเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับงานของเรา ดังนั้นเราจึงเร่งรีบไปหมดในการทำงานใหม่ของเรากับมนุษย์ อย่างไรก็ตาม นี่คือยุคใหม่ และเราได้นำมาซึ่งงานใหม่เพื่อรับเอาผู้คนใหม่ๆ เข้าสู่ยุคใหม่ให้มากขึ้น และเพื่อทิ้งพวกที่เราจะกำจัดออกไปให้มากขึ้น ในชาติของพญานาคใหญ่สีแดง เราได้ดำเนินงานระยะหนึ่งที่ยากหยั่งถึงสำหรับมนุษย์ ทำให้พวกเขาโอนเอนไปมาในสายลม ซึ่งหลังจากนั้นหลายคนล่องลอยห่างออกไปอย่างเงียบเชียบด้วยการพัดพาของสายลม แท้จริงแล้ว นี่คือ “ลานนวดข้าว” ที่เรากำลังจะปัดกวาดให้เกลี้ยง มันคือสิ่งที่เราโหยหาและยังเป็นแผนการของเราเช่นกัน ด้วยเหตุที่คนชั่วมากมายได้คืบคลานเข้ามาในขณะที่เราทำงาน แต่เราก็ไม่รีบที่จะขับไล่พวกเขาออกไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เพียงหลังจากนั้นเท่านั้นเราจึงจะเป็นน้ำพุแห่งชีวิต เปิดโอกาสให้บรรดาผู้ที่รักเราอย่างแท้จริงได้รับผลของต้นมะเดื่อและกลิ่นหอมของดอกลิลลี่จากเรา ในดินแดนที่ซึ่งซาตานพักแรม ดินแดนแห่งธุลี ไม่มีทองคำบริสุทธิ์คงเหลืออยู่ มีเพียงทราย และดังนั้นแล้ว เมื่อได้ประสบกับรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ เราจึงทำงานช่วงระยะดังกล่าว เจ้าควรรู้ว่าสิ่งที่เราได้รับไว้นั้น เป็นทองคำถลุงบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทราย คนชั่วจะคงอยู่ในบ้านของเราได้อย่างไร? เราจะยอมให้พวกสุนัขจิ้งจอกดำรงชีวิตอย่างปรสิตอยู่ในสรวงสวรรค์ของเราได้อย่างไร? เราใช้ทุกวิธีเพื่อขับไล่พวกมันออกไป ก่อนการเผยเจตนารมณ์ของเรา ย่อมไม่มีใครตระหนักรู้สิ่งที่เรากำลังจะทำ เราใช้โอกาสนี้ขับไสคนชั่วเหล่านั้นออกไป และพวกเขาก็ถูกบีบให้ออกไปพ้นหน้าเรา นี่คือสิ่งที่เราทำกับคนชั่ว แต่จะยังคงมีสักวันที่พวกเขาจะทำงานปรนนิบัติเรา ความอยากของมนุษย์ที่จะได้รับพรนั้นแรงกล้ามากเกินไป ดังนั้นเราจึงหมุนกายและแสดงโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเราแก่พวกต่างชาติ เพื่อที่มนุษย์ทั้งหมดจะได้ดำรงชีวิตในโลกของพวกเขาเองและตัดสินตัวเอง ในขณะที่เราเดินหน้ากล่าววจนะที่เราควรกล่าว และจัดหาสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีให้แก่พวกเขา เมื่อมนุษย์สำนึกได้ เราย่อมจะเผยแผ่งานของเราไปนานแล้ว จากนั้นเราก็จะแสดงเจตนารมณ์ของเราแก่มนุษย์ และเริ่มงานส่วนที่สองที่เราจะทำในตัวมนุษย์ ปล่อยให้มนุษย์ทั้งหมดได้ติดตามเราอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะประสานกับงานของเรา และปล่อยให้มนุษย์ได้ทำทุกสิ่งที่พวกเขามีความสามารถที่จะทำได้เพื่อร่วมดำเนินงานที่เราต้องทำไปจนเสร็จสิ้น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยพระวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล
เชิงอรรถ:
ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “เห็นว่า”
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 69
ไม่มีใครมีความเชื่อว่าพวกเขาจะได้เห็นสง่าราศีของเรา และเราก็ไม่บังคับพวกเขา แต่กลับเอาสง่าราศีของเราออกจากท่ามกลางมวลมนุษย์และนำไปยังพิภพอื่น เมื่อมนุษย์กลับใจอีกครั้ง เราจึงจะนำสง่าราศีของเรามาแสดงต่อบรรดาผู้ที่มีความเชื่อในจำนวนที่มากขึ้นอีก นี่คือหลักธรรมที่เราใช้ในการทำงาน ด้วยเหตุที่มีวาระที่สง่าราศีของเราไปจากคานาอัน และมีวาระที่สง่าราศีของเราไปจากผู้ที่ถูกเลือกสรรด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีวาระที่สง่าราศีของเราไปจากทั่วทั้งแผ่นดินโลก ทำให้แผ่นดินโลกมืดมัวลงและดิ่งลงสู่ความมืดมิด แม้แต่แผ่นดินคานาอันก็จะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ มนุษย์ทั้งหมดจะสูญเสียความเชื่อของตน แต่ไม่มีใครสามารถตัดใจจากกลิ่นหอมของแผ่นดินคานาอันได้ เฉพาะเมื่อเราผ่านเข้าสู่ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ เราจึงจะนำสง่าราศีอีกส่วนหนึ่งของเรามาเผยในแผ่นดินคานาอันก่อน ก่อเกิดแสงเรืองที่ฉายไปทั่วแผ่นดินโลกที่มืดดำ นี่ก็เพื่อให้ทั่วทั้งแผ่นดินโลกมาสู่ความสว่าง เพื่อให้มนุษย์ทั่วแผ่นดินโลกมาดึงพลังแห่งความสว่างนั้นไป ให้สง่าราศีของเรายิ่งเพิ่มพูนและปรากฏแก่ทุกชาติอีกครั้ง และให้มนุษยชาติทั้งปวงตระหนักว่าเรามายังโลกมนุษย์นานแล้วและนำสง่าราศีของเราจากอิสราเอลมาสู่ทิศตะวันออกนานแล้ว เพราะสง่าราศีของเราฉายจากทิศตะวันออก ทั้งยังนำสง่าราศีของเราจากยุคพระคุณมายังยุคนี้ แต่เป็นอิสราเอลที่เราจากมา เรามาถึงทิศตะวันออกจากที่นั่น ต่อเมื่อความสว่างแห่งทิศตะวันออกค่อยๆ แปรเป็นสีขาวแล้วเท่านั้น ความมืดทั่วทั้งแผ่นดินโลกจึงจะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสว่าง เมื่อนั้นเท่านั้น มนุษย์จึงจะค้นพบว่าเราจากอิสราเอลมานานแล้วและกำลังปรากฏขึ้นอีกครั้งในทิศตะวันออก เป็นไปไม่ได้ที่เราซึ่งเคยลงมายังอิสราเอลและจากไปในภายหลัง จะถือกำเนิดในอิสราเอลอีกครั้ง เพราะงานของเรานำจักรวาลทั้งมวล และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ฟ้าแลบมาจากทิศตะวันออกและส่องไปจนถึงทิศตะวันตก ด้วยเหตุนี้เราจึงลงมายังทิศตะวันออกและนำคานาอันมาให้ประชากรที่เราเลือกสรรทางทิศตะวันออก เราจะพาประชากรที่เราเลือกสรรจากทั่วทั้งแผ่นดินโลกมาสู่แผ่นดินคานาอัน ดังนั้นเราจึงเปล่งถ้อยคำในแผ่นดินคานาอันอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมทั้งจักรวาล ในเวลานี้ ทั่วทั้งแผ่นดินโลกไร้ความสว่าง นอกจากผู้ที่อยู่ในคานาอัน มนุษย์ทั้งปวงล้วนตกอยู่ในอันตรายจากความหิวโหยและความหนาวเย็น เราได้มอบสง่าราศีของเราแก่อิสราเอล แล้วจากนั้นก็พรากสง่าราศีนั้นไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงนำชาวอิสราเอลมายังทิศตะวันออก และยังนำผู้คนทั้งหมดมายังทิศตะวันออก นำพวกเขาทั้งหมดมาสู่ความสว่าง เพื่อให้พวกเขาหวนกลับมาอยู่กับความสว่าง และผูกสัมพันธ์กับความสว่าง และไม่ต้องค้นหาอีกต่อไป เราจะทำให้ทุกคนที่กำลังแสวงหาได้เห็นความสว่างอีกครั้ง รวมทั้งได้เห็นสง่าราศีที่เราเคยมีในอิสราเอล ได้เห็นว่าเราได้ลงมาบนเมฆขาวสู่ท่ามกลางมวลมนุษย์มานานแล้ว รวมทั้งได้เห็นหมู่เมฆขาวและพวงผลไม้อันอุดม ยิ่งไปกว่านั้น เราจะทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล มองเห็น “ท่านอาจารย์” ของชาวยิว ได้เห็นพระเมสสิยาห์ผู้เป็นที่ถวิลหา และมองเห็นสัณฐานอันครบถ้วนของเรา ผู้ซึ่งถูกเหล่ากษัตริย์ข่มเหงมาตลอดทุกยุคสมัย เราจะทำงานทั่วทั้งจักรวาลและเราจะปฏิบัติงานอันยิ่งใหญ่ โดยเผยสง่าราศีทั้งมวลและกิจการทั้งหมดของเราต่อมนุษย์ในยุคสุดท้าย และเผยทั้งโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเราต่อบรรดาผู้ที่เฝ้ารอเรามานานหลายปี ต่อบรรดาผู้ที่เฝ้าถวิลหาให้เรามาบนเมฆขาว ต่ออิสราเอลที่เฝ้าถวิลหาให้เราปรากฏอีกครั้ง และต่อมวลมนุษย์ทั้งปวงที่ข่มเหงเรา เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้ว่าเราได้นำสง่าราศีของเราไปและนำพามาสู่ทิศตะวันออกนานแล้ว และสง่าราศีนั้นไม่ได้อยู่ในแคว้นยูเดียอีกต่อไป เพราะยุคสุดท้ายได้มาถึงแล้ว!
ตลอดทั่วทั้งจักรวาลเรากำลังทำงานของเรา และในทิศตะวันออก เสียงสนั่นราวฟ้าร้องดังขึ้นอย่างไม่รู้จบ สั่นสะเทือนทุกชนชาติและทุกนิกาย เป็นถ้อยคำของเรานั่นเองที่ได้นำทางมนุษย์ทั้งหมดมาสู่ปัจจุบันนี้ เราทำให้มนุษย์ทั้งปวงถูกวจนะของเราพิชิต ตกสู่กระแสธารนี้ และยอมสยบอยู่เบื้องหน้าเรา เพราะเราได้ถอนสง่าราศีของเราจากแผ่นดินโลกทั้งปวงมานานแล้ว และส่องสง่าราศีออกมาอีกครั้งทางทิศตะวันออก ใครบ้างไม่ถวิลหาที่จะได้เห็นสง่าราศีของเรา? ใครบ้างไม่รอคอยการกลับมาของเราอย่างกระวนกระวาย? ใครบ้างไม่กระหายการปรากฏอีกครั้งของเรา? ใครบ้างไม่คะนึงหาความน่ารักของเรา? ใครบ้างจะไม่มาหาความสว่าง? ใครบ้างจะมองไม่เห็นความอุดมสมบูรณ์ของคานาอัน? ใครบ้างไม่ถวิลหาการเสด็จกลับมาของพระผู้ไถ่? ใครบ้างไม่ชื่นชมพระองค์ผู้ทรงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่? วจนะของเราจะถูกถ่ายทอดไปทั่วแผ่นดินโลก เราจะประกาศและกล่าววจนะเพิ่มเติมแก่ประชากรที่เราเลือกสรร ดั่งฟ้าคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนภูเขาและแม่น้ำ เรากล่าววจนะของเราต่อทั้งจักรวาลและต่อมวลมนุษย์ ดังนั้นวจนะจากปากของเราจึงได้กลายเป็นขุมทรัพย์ของมนุษย์ และมนุษย์ทั้งหมดก็ทะนุถนอมวจนะของเรา ฟ้าแลบนั้นส่องแสงจากทิศตะวันออกตลอดทางไปจนถึงทิศตะวันตก วจนะของเราเป็นวจนะที่มนุษย์ไม่เต็มใจที่จะพรากจากไป และวจนะเหล่านั้นยากที่มนุษย์จะหยั่งถึง และยิ่งไปกว่านั้น วจนะเหล่านั้นยังทำให้มนุษย์รู้สึกปีติยินดีอีกด้วย มนุษย์ทุกคนต่างรู้สึกเปรมปรีดิ์และชื่นบาน และเฉลิมฉลองการมาของเรา ประดุจทารกแรกเกิด เราจะนำพามนุษย์ทั้งหมดมาอยู่เบื้องหน้าเราโดยอาศัยวจนะของเรา นับจากนั้นไป เราจะเข้าสู่หมู่มนุษย์อย่างเป็นทางการ และทำให้พวกเขามานมัสการเรา ด้วยสง่าราศีที่เราเปล่งรัศมีออกมาและวจนะจากปากของเรา เราจะทำให้มนุษย์ทั้งหมดมาอยู่เบื้องหน้าเราและเห็นว่าฟ้าแลบนั้นส่องแสงจากทิศตะวันออก และเราได้ลงมายัง “ภูเขามะกอกเทศ” แห่งทิศตะวันออก เรามาที่แผ่นดินโลกนานแล้ว อีกทั้งเราไม่ใช่บุตรของชาวยิวอีกต่อไป แต่เป็นฟ้าแลบแห่งทิศตะวันออก ด้วยเหตุที่เราได้คืนชีพมานานแล้ว และได้ไปจากท่ามกลางมวลมนุษย์ จากนั้นก็ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งด้วยสง่าราศีท่ามกลางมนุษย์ เราคือองค์ผู้ได้รับการนมัสการมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ และเรายังเป็นทารกที่ถูกคนอิสราเอลละทิ้งมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อันเปี่ยมพระสิริแห่งยุคปัจจุบัน! ให้ทุกคนจงมาอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของเราและเห็นโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเรา ได้ฟังวจนะของเรา และเฝ้าดูกิจการของเรา นี่คือเจตนารมณ์ทั้งหมดของเรา เป็นจุดสิ้นสุดและจุดสูงสุดแห่งแผนการของเรา อีกทั้งยังเป็นจุดประสงค์แห่งการบริหารจัดการของเรา ให้ชนชาติมากมายกราบนมัสการเรา ให้ปากมากมายยอมรับเรา ผู้คนมากมายไว้วางใจเรา และประชากรมากมายที่เราเลือกสรรยอมสยบต่อเรา!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยพระวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 70
เป็นเวลาหลายสหัสวรรษ มนุษย์ได้ถวิลหาที่จะสามารถเป็นสักขีพยานการเสด็จมาถึงของพระผู้ช่วยให้รอด มนุษย์ได้ถวิลหาที่จะมองดูพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดประทับเมฆขาวขณะที่พระองค์เสด็จลงมาในสภาวะบุคคล ท่ามกลางบรรดาผู้ที่คิดคะนึงและโหยหาพระองค์มาเป็นเวลาหลายพันปี มนุษย์ยังถวิลหาให้พระผู้ช่วยให้รอดทรงกลับมาและทรงอยู่ร่วมกับพวกเขาอีกครั้ง นั่นคือ ถวิลหาให้พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ซึ่งได้ทรงแยกไปจากผู้คนเป็นเวลาหลายพันปี เสด็จกลับมา และดำเนินพระราชกิจในการไถ่บาปที่พระองค์ได้ทรงกระทำท่ามกลางชาวยิวอีกครั้ง ทรงมีความสงสารและมีความรักต่อมนุษย์ ทรงให้อภัยบาปของมนุษย์และทรงแบกรับบาปของมนุษย์ และแม้กระทั่งทรงแบกรับการล่วงละเมิดทั้งหมดของมนุษย์ และทรงช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาป สิ่งที่มนุษย์ถวิลหาคือการที่พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงเป็นเช่นเมื่อก่อน—พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงควรค่าที่จะรัก พระทัยดีมีเมตตา และน่าเคารพ ผู้ที่ไม่เคยพิโรธต่อมนุษย์ และไม่เคยทรงตำหนิมนุษย์ แต่ทรงยกโทษและรับบาปทั้งหมดของมนุษย์เอาไว้ และถึงกับจะสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อมนุษย์เช่นก่อนหน้านี้ ตั้งแต่พระเยซูได้เสด็จจากไป บรรดาสาวกที่ได้ติดตามพระองค์ รวมทั้งเหล่าวิสุทธิชนทั้งหมดผู้ได้รับการช่วยให้รอดในพระนามของพระองค์ ที่ได้ร่ำร้องหาพระองค์และรอคอยพระองค์แทบขาดใจตลอดมา ทุกคนที่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระคุณของพระเยซูคริสต์ในช่วงระหว่างยุคพระคุณได้ถวิลหาวันอันปราโมทย์ในยุคสุดท้ายนั้น เมื่อพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จลงมาบนเมฆขาวเพื่อทรงปรากฏต่อหน้าผู้คนทั้งหมด แน่นอนว่า นี่ยังเป็นความปรารถนาร่วมของทุกคนที่ยอมรับพระนามของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดในวันนี้เช่นกัน ทุกคนในจักรวาลที่รู้จักความรอดของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดได้โหยหาแทบขาดใจตลอดมาให้พระเยซูคริสต์เสด็จมาถึงโดยฉับพลันเพื่อทรงปฏิบัติสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้ในขณะที่ทรงอยู่บนแผ่นดินโลกให้ลุล่วงกล่าวคือ “เราจะมาถึงเฉกเช่นที่เราได้จากไป” มนุษย์เชื่อว่า หลังการถูกตรึงกางเขนและการคืนพระชนม์ พระเยซูได้เสด็จกลับไปสู่สวรรค์บนเมฆขาวเพื่อทรงเข้าประจำที่ของพระองค์ ณ พระหัตถ์ขวาขององค์ผู้สูงสุด ในลักษณะเดียวกัน พระเยซูจะเสด็จลงมาอีกครั้งบนเมฆขาว (เมฆนี้อ้างถึงเมฆที่พระเยซูประทับตอนที่พระองค์ได้เสด็จกลับสู่สวรรค์) ท่ามกลางบรรดาผู้ที่เฝ้าโหยหาพระองค์แทบขาดใจตลอดมาเป็นเวลาหลายพันปี และพระองค์จะมีพระฉายาและทรงสวมใส่เสื้อผ้าของชาวยิว หลังการทรงปรากฏต่อมนุษย์ พระองค์จะประทานอาหารแก่พวกเขา และทรงทำให้น้ำแห่งชีวิตไหลพุ่งออกมาสำหรับพวกเขา และจะทรงใช้ชีวิตท่ามกลางพวกเขา ทรงเปี่ยมไปด้วยพระคุณและเปี่ยมไปด้วยความรัก ที่มีชีวิตชีวาและเป็นจริง มโนคติที่หลงผิดเช่นนี้ทั้งหมดคือสิ่งที่ผู้คนเชื่อกัน กระนั้นพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ได้ทรงกระทำสิ่งนี้ พระองค์ได้ทรงกระทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่มนุษย์คิดไปเอง พระองค์ไม่ได้เสด็จมาถึงท่ามกลางพวกที่ได้โหยหาการเสด็จกลับมาของพระองค์ และพระองค์ไม่ได้ทรงปรากฏต่อผู้คนทั้งหมดในขณะที่ประทับบนเมฆขาว พระองค์ได้เสด็จมาถึงแล้ว แต่มนุษย์ไม่รู้ และยังคงไม่รู้เท่าทัน มนุษย์แค่กำลังรอคอยพระองค์อย่างไร้จุดหมาย ไม่ตระหนักรู้ว่าพระองค์ได้เสด็จลงมาบน “เมฆขาว” แล้ว (เมฆซึ่งเป็นพระวิญญาณของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ พระอุปนิสัยครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น) และบัดนี้สถิตท่ามกลางกลุ่มผู้ชนะทั้งหลายที่พระองค์จะทรงทำให้เป็นในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย มนุษย์ไม่รู้สิ่งนี้ กล่าวคือ ทั้งที่พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดผู้บริสุทธิ์ทรงมีความเอ็นดูและความรักทั้งมวลให้แก่มนุษย์ พระองค์จะสามารถปฏิบัติพระราชกิจใน “วิหาร” เหล่านั้นซึ่งเป็นที่อยู่ของความโสมมและเหล่าวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร? แม้ว่ามนุษย์เฝ้ารอคอยการมาถึงของพระองค์ตลอดมา พระองค์จะสามารถปรากฏต่อพวกที่กินเนื้อหนังของผู้ที่ไม่ชอบธรรม ดื่มเลือดของผู้ที่ไม่ชอบธรรม และสวมใส่เสื้อผ้าของผู้ที่ไม่ชอบธรรม ผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์แต่ไม่รู้จักพระองค์ และผู้ที่บีบคั้นพระองค์อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร? มนุษย์รู้แต่เพียงว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงเปี่ยมไปด้วยความรักและท่วมท้นไปด้วยความสงสาร และรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป ทรงเต็มไปด้วยการไถ่ อย่างไรก็ดี มนุษย์ไม่รู้ว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงปริ่มล้นด้วยความชอบธรรม พระบารมี พระพิโรธ และการพิพากษา ทรงมีสิทธิอำนาจ และเปี่ยมไปด้วยพระเกียรติ ดังนั้น แม้ว่ามนุษย์จะโหยหาและกระหายการเสด็จกลับมาของพระผู้ไถ่อย่างใจจดใจจ่อ และแม้การอธิษฐานของพวกเขาจะขับ “เคลื่อนฟ้า” พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ทรงปรากฏแก่บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์แต่ไม่รู้จักพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน “เมฆขาว” แล้ว
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 71
แผนการบริหารจัดการนานหกพันปีของพระเจ้ากำลังจะสิ้นสุดลง และประตูแห่งราชอาณาจักรได้ถูกเปิดออกแล้วให้กับทุกคนที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระองค์ พี่น้องชายหญิงที่รัก พวกเจ้ากำลังรออะไรอยู่? อะไรคือสิ่งที่เจ้าแสวงหา? เจ้ากำลังรอให้พระเจ้าทรงปรากฏใช่ไหม? เจ้ากำลังค้นหารอยพระบาทของพระองค์ใช่ไหม? การทรงปรากฏของพระเจ้าช่างเป็นที่ถวิลหายิ่งนัก! และยากยิ่งที่จะค้นพบรอยพระบาทของพระเจ้า! ในยุคเช่นนี้ ในโลกเช่นนี้ เราต้องทำอะไรเพื่อให้ได้ประจักษ์วันที่พระเจ้าทรงปรากฏ? เราต้องทำอะไรเพื่อก้าวให้ทันตามรอยพระบาทของพระเจ้า? ทุกคนที่กำลังรอให้พระเจ้าทรงปรากฏต้องเผชิญกับบรรดาคำถามประเภทนี้ พวกเจ้าทั้งหมดได้พิจารณาคำถามเหล่านั้นมากกว่าหนึ่งครั้ง—แต่มีผลลัพธ์เช่นไรหรือ? พระเจ้าทรงปรากฏที่ใด? รอยพระบาทของพระเจ้าอยู่ที่ใด? พวกเจ้ามีคำตอบหรือไม่? ผู้คนมากมายอาจจะตอบกลับดังนี้ว่า “พระเจ้าทรงปรากฏท่ามกลางบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์และรอยพระบาทของพระองค์ก็อยู่ท่ามกลางหมู่เรา มันเรียบง่ายเช่นนั้นเอง!” ไม่ว่าใครก็สามารถให้คำตอบเป็นสูตรตายตัวได้ แต่พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่หมายถึงการทรงปรากฏของพระเจ้าหรือรอยพระบาทของพระองค์? การทรงปรากฏของพระเจ้าหมายถึงการทรงมาถึงของพระองค์บนโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ด้วยพระองค์เอง ด้วยพระอัตลักษณ์และพระอุปนิสัยของพระองค์เอง และในวิธีที่เป็นมาโดยกำเนิดในพระองค์ พระองค์เสด็จลงมาท่ามกลางมวลมนุษย์เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจของการเริ่มต้นยุคหนึ่งและสิ้นสุดยุคหนึ่ง การทรงปรากฏเช่นนี้ไม่ใช่รูปแบบของพิธีการ ไม่ใช่เครื่องหมาย รูปภาพ การอัศจรรย์ หรือนิมิตยิ่งใหญ่อะไรสักอย่าง และยิ่งมีโอกาสน้อยกว่านั้นที่จะเป็นกระบวนการทางศาสนา แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นจริงและแท้จริงที่ไม่ว่าใครก็สามารถสัมผัสและมองเห็นได้ การทรงปรากฏแบบนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อการเสแสร้งทำ หรือเพื่อการงานระยะสั้นอะไรสักอย่าง หากแต่เป็นไปเพื่อการงานระยะหนึ่งในแผนการบริหารจัดการของพระองค์ การทรงปรากฏของพระเจ้ามีความหมายเสมอและมีความสัมพันธ์กับแผนการบริหารจัดการของพระองค์เสมอ สิ่งที่เรียกว่าการทรงปรากฏในที่นี้นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก “การทรงปรากฏ” ในแบบที่พระเจ้าทรงใช้แนะนำ นำทาง และให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์ พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระองค์ระยะหนึ่งในแต่ละครั้งที่พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์ พระราชกิจนี้แตกต่างจากพระราชกิจของยุคอื่นใด เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ และมนุษย์ไม่เคยมีประสบการณ์กับสิ่งนี้มาก่อน เป็นพระราชกิจที่เริ่มต้นยุคใหม่และสิ้นสุดยุคเก่า และเป็นรูปแบบใหม่ที่ดีขึ้นของพระราชกิจเพื่อความรอดของมวลมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นพระราชกิจที่นำพามวลมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่ นี่คือความหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้า
เมื่อพวกเจ้าได้เข้าใจความหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้าแล้ว พวกเจ้าควรเสาะหารอยพระบาทของพระเจ้าอย่างไร? คำถามนี้ไม่ยากที่จะอธิบาย กล่าวคือ ที่ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั้นเจ้าจะพบรอยพระบาทของพระองค์ คำอธิบายเช่นนี้ฟังดูตรงไปตรงมา แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ เพราะว่าผู้คนมากมายไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงปรากฏที่ใด นับประสาอะไรที่จะรู้ว่าที่ใดที่พระองค์เต็มพระทัยปรากฏ หรือที่ใดที่พระองค์ควรทรงปรากฏ บางคนเชื่อด้วยอารมณ์หุนหันว่าที่ใดก็ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ หรือมิฉะนั้นพวกเขาก็เชื่อว่าที่ใดก็ตามที่มีร่างฝ่ายวิญญาณ ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ หรือมิฉะนั้นพวกเขาก็เชื่อว่าที่ใดที่มีผู้คนที่มีชื่อเสียงสูงส่ง ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ ในชั่วขณะนี้ให้เราลืมไปก่อนว่าการเชื่อเช่นนี้ถูกหรือผิด เพื่ออธิบายคำถามเช่นนี้ พวกเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเสียก่อน กล่าวคือ พวกเรากำลังค้นหารอยพระบาทของพระเจ้า พวกเราไม่ได้กำลังเสาะหาร่างฝ่ายวิญญาณ และยิ่งไม่ได้กำลังติดตามร่างผู้มีชื่อเสียง พวกเรากำลังติดตามรอยพระบาทของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า จึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระองค์—นี่เป็นเพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีรอยพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าก็อยู่ที่นั่น ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่ ในการเสาะหารอยพระบาทของพระเจ้า ตลอดมาพวกเจ้ามองข้ามคำว่า “พระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต” และดังนั้น ผู้คนมากมายแม้ในเวลาที่พวกเขาได้รับความจริงจึงไม่เชื่อว่าพวกเขาได้พบรอยพระบาทของพระเจ้าแล้ว และพวกเขายิ่งไม่ยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้า เป็นความผิดพลาดร้ายแรงยิ่งนัก! การทรงปรากฏของพระเจ้าไม่สามารถเข้ากันได้กับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ และพระเจ้ายิ่งไม่สามารถจะปรากฏในลักษณะที่มนุษย์เรียกร้องพระองค์ได้ พระเจ้าทรงทำการเลือกและทรงทำแผนการของพระองค์เองเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงมีวัตถุประสงค์ของพระองค์เองและวิธีการของพระองค์เอง ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจใด พระองค์ไม่ทรงมีความจำเป็นต้องหารือกับมนุษย์หรือหาคำแนะนำของเขา นับประสาอะไรที่จะต้องทรงแจ้งให้ทุกๆ คนรู้ถึงพระราชกิจของพระองค์ นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นทุกคนควรยอมรับการนี้ หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า ตามรอยพระบาทของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเดินออกห่างจากมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเสียก่อน เจ้าต้องไม่เรียกร้องให้พระเจ้าทรงทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น นับประสาอะไรที่เจ้าจะควรวางพระองค์ไว้ในขอบเขตของเจ้าเองและจำกัดพระองค์ไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง แต่เจ้ากลับควรเรียกร้องตัวพวกเจ้าเองว่าพวกเจ้าควรที่จะแสวงหารอยพระบาทของพระเจ้าอย่างไร เจ้าควรที่จะยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างไร และเจ้าควรที่จะนบนอบพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างไร กล่าวคือ นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำ เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่ความจริง และไม่ได้ครอบครองความจริง เขาจึงควรแสวงหา ยอมรับ และนบนอบ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 1: การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 72
ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนอเมริกัน คนอังกฤษ หรือสัญชาติอื่นใด เจ้าควรก้าวออกมานอกขอบเขตที่เป็นสัญชาติของเจ้าเอง ก้าวข้ามตัวเจ้าเอง และมองพระราชกิจของพระเจ้าด้วยอัตลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ด้วยวิธีนี้เจ้าจะไม่ตีกรอบรอยพระบาทของพระเจ้าเอาไว้ในขอบข่ายใดโดยเฉพาะ นี่เป็นเพราะว่าทุกวันนี้ผู้คนมากมายมีความคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงปรากฏในประเทศหนึ่งประเทศใดโดยเฉพาะหรือท่ามกลางผู้คนบางกลุ่ม นัยสำคัญของพระราชกิจของพระเจ้านั้นลึกซึ้งยิ่งนัก และการทรงปรากฏของพระเจ้ามีความสำคัญยิ่งนัก! มโนคติที่หลงผิดและความคิดของมนุษย์จะสามารถหยั่งวัดสองสิ่งนั้นได้อย่างไร และดังนั้นเราจึงบอกว่า เจ้าควรตีฝ่ามโนคติที่หลงผิดเรื่องสัญชาติและชาติพันธุ์เพื่อแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า เช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะไม่ถูกจำกัดด้วยมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะมีคุณสมบัติที่จะต้อนรับการทรงปรากฏของพระเจ้า มิฉะนั้น เจ้าจะยังคงอยู่ในความมืดมิดนิรันดร์ และไม่มีวันได้รับการยอมรับจากพระเจ้า
พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล พระองค์ไม่ทรงถือว่าพระองค์เป็นสมบัติส่วนตัวของชาติใดหรือชนชาติใด แต่ทรงพระราชกิจของพระองค์ตามที่พระองค์ได้ทรงวางแผนไว้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบ ชาติ หรือชนชาติใดๆ บางทีเจ้าอาจไม่เคยจินตนาการถึงรูปแบบนี้ หรือบางทีท่าทีของเจ้าที่มีต่อรูปแบบนี้อาจเป็นไปในทางปฏิเสธ หรือบางที ชาติที่พระเจ้าทรงปรากฏและชนชาติที่พระองค์ทรงปรากฏนั้นบังเอิญถูกทุกคนเลือกปฏิบัติ และบังเอิญเป็นชาติที่ล้าหลังที่สุดบนแผ่นดินโลก กระนั้นพระเจ้าทรงมีพระปัญญา ด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และโดยอาศัยความจริงของพระองค์และพระอุปนิสัยของพระองค์ พระองค์ทรงได้รับผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์อย่างแท้จริง และผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งพระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำให้ครบบริบูรณ์—เป็นกลุ่มคนที่พระองค์ทรงพิชิตและได้สู้ทนบททดสอบ ความทุกข์ และการข่มเหงทุกรูปแบบ อีกทั้งสามารถติดตามพระองค์จนถึงปลายทาง จุดมุ่งหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้า ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่กับรูปแบบหรือชาติใดๆ คือการทำให้พระองค์สามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสมบูรณ์ได้ตามที่พระองค์ได้ทรงวางแผนไว้ นี่เป็นเหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในแคว้นยูเดีย จุดมุ่งหมายของพระองค์คือการบรรลุพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล กระนั้นชาวยิวก็เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงทำเช่นนี้ และพวกเขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงสามารถบังเกิดเป็นเนื้อหนังและทรงอยู่ในรูปลักษณ์ขององค์พระเยซูเจ้า ความ “เป็นไปไม่ได้” ของพวกเขากลายเป็นพื้นฐานให้พวกเขาประณามและต่อต้านพระเจ้า และในที่สุดก็นำไปสู่การทำลายล้างประเทศอิสราเอล ทุกวันนี้ผู้คนมากมายได้กระทำความผิดที่คล้ายกัน พวกเขาป่าวประกาศด้วยสุดกำลังของพวกเขาถึงการทรงปรากฏของพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง แต่ในเวลาเดียวกันก็ประณามการทรงปรากฏของพระองค์ ความ “เป็นไปไม่ได้” ของพวกเขาจำกัดการทรงปรากฏของพระเจ้าภายในขอบเขตจินตนาการของพวกเขาอีกครั้ง และดังนั้นเราจึงได้เห็นผู้คนมากมายหัวเราะเสียงดังอย่างบ้าคลั่งหลังจากมาพบกับพระวจนะของพระเจ้า แต่เสียงหัวเราะนี้แตกต่างจากการประณามและการดูหมิ่นของชาวยิวหรือไม่? พวกเจ้าไม่เคารพยำเกรงเมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง และพวกเจ้ายิ่งไม่มีท่าทีของการโหยหา พวกเจ้าเอาแต่ดื้อดึงค้นคว้า และรอคอยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ พวกเจ้าสามารถได้อะไรจากการค้นคว้าและการรอคอยเช่นนี้? พวกเจ้านึกหรือว่าจะได้รับการทรงนำจากพระเจ้าเป็นการส่วนตัว? หากเจ้าไม่สามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะถ้อยดำรัสของพระเจ้าได้ เจ้าจะมีคุณสมบัติที่จะประจักษ์การทรงปรากฏของพระเจ้าได้อย่างไร? พระเจ้าทรงปรากฏในที่ใด ย่อมจะมีการแสดงความจริงและมีพระสุรเสียงของพระเจ้าในที่นั้น เฉพาะคนที่ยอมรับความจริงได้เท่านั้นที่จะสามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า เฉพาะผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะประจักษ์การทรงปรากฏของพระเจ้า จงปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเสียเถิด! สงบใจและอ่านวจนะเหล่านี้ให้ถ้วนถี่ ตราบใดที่หัวใจของเจ้าโหยหาความจริง พระเจ้าจะประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าเพื่อให้เจ้าเข้าใจเจตนารมณ์และพระวจนะของพระองค์ จงปล่อยมือจากข้อโต้แย้งที่ว่า “เป็นไปไม่ได้” ของพวกเจ้าเสียเถิด! ยิ่งผู้คนเชื่อว่าบางสิ่งเป็นไปไม่ได้ สิ่งนั้นก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เพราะพระปัญญาของพระเจ้าสูงส่งกว่าฟ้าสวรรค์ พระดำริของพระเจ้าสูงส่งกว่าความคิดของมนุษย์ และการทรงพระราชกิจของพระเจ้าก็อยู่เหนือขีดจำกัดทางการคิดอ่านและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ยิ่งสิ่งใดเป็นไปไม่ได้มากเท่าใด ก็ยิ่งมีความจริงให้แสวงหามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งสิ่งใดไม่สามารถจินตนาการได้โดยมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ก็ยิ่งมีเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากเท่านั้น นี่ก็เพราะไม่ว่าพระองค์จะทรงปรากฏในที่ใด พระเจ้าก็ยังทรงเป็นพระเจ้า และแก่นแท้ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลงตามสถานที่หรือลักษณะการปรากฏของพระองค์อย่างเด็ดขาด พระอุปนิสัยของพระเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่ารอยพระบาทของพระองค์จะอยู่ในที่ใด และไม่ว่ารอยพระบาทของพระเจ้าจะอยู่ที่ใด พระองค์ก็คือพระเจ้าของมนุษย์ทั้งมวล เช่นเดียวกับที่องค์พระเยซูเจ้าไม่ได้เป็นเพียงพระเจ้าของชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าของผู้คนทั้งปวงในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาอีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังเป็นพระเจ้าองค์เดียวและหนึ่งเดียวในจักรวาลทั้งมวล ดังนั้นพวกเรามาค้นหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ค้นหาการทรงปรากฏของพระองค์ในถ้อยดำรัสและพระวจนะของพระองค์ และก้าวตามรอยพระบาทของพระองค์กันเถิด! พระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต พระวจนะของพระองค์มีขึ้นพร้อมกับการทรงปรากฏของพระองค์ พระอุปนิสัยและรอยพระบาทของพระองค์ปรากฏต่อมวลมนุษย์อย่างเปิดเผยตลอดเวลา พี่น้องชายหญิงที่รัก เราหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะสามารถมองเห็นการทรงปรากฏของพระเจ้าในวจนะเหล่านี้ เริ่มตามรอยพระบาทของพระองค์ให้ทันและก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เข้าสู่ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่อันงดงามที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับคนที่รอคอยการทรงปรากฏของพระองค์!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 1: การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 73
พระเจ้าทรงนิ่งเงียบและไม่เคยทรงปรากฏต่อพวกเราเลย กระนั้นพระราชกิจของพระองค์ก็ไม่เคยหยุด พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์โลกทั้งใบ บัญชาสรรพสิ่ง และเฝ้ามองถ้อยคำและการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ พระองค์ทรงดำเนินการบริหารจัดการของพระองค์ด้วยขั้นตอนที่ทรงไตร่ตรองไว้และสอดคล้องกับแผนของพระองค์ อย่างเงียบเชียบและไร้ผลกระทบรุนแรง แต่พระบาทของพระองค์ย่างไปข้างหน้า ทีละก้าว เข้าใกล้มวลมนุษย์มากขึ้นทุกที และพระที่นั่งเพื่อการพิพากษาของพระองค์ถูกจัดวางในจักรวาลด้วยความเร็วปานสายฟ้า ตามมาด้วยพระบัลลังก์ของพระองค์ที่เคลื่อนลงท่ามกลางพวกเราในทันใด ช่างเป็นภาพที่เปี่ยมพระบารมี เป็นภาพที่สง่างามและเคร่งขรึมยิ่งนัก! ดุจดั่งนกพิราบและประหนึ่งสิงโตคำราม พระวิญญาณเสด็จมาท่ามกลางพวกเรา พระองค์ทรงเป็นพระปัญญา พระองค์ทรงเป็นความชอบธรรมและทรงบารมี และพระองค์เสด็จมาท่ามกลางพวกเราอย่างลับๆ ทรงใช้สิทธิอำนาจ เปี่ยมด้วยความเมตตาและความกรุณา ไม่มีใครรับรู้ถึงการเสด็จมาของพระองค์ ไม่มีใครต้อนรับการเสด็จมาของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครรู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์กำลังจะทรงทำ ชีวิตของมนุษย์ดำเนินต่อไปเหมือนเดิม หัวใจของเขายังคงเหมือนเดิม และวันเวลาก็ผ่านไปตามปกติ พระเจ้าทรงดำรงอยู่ท่ามกลางพวกเรา เหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นหนึ่งในผู้ติดตามที่สามัญที่สุดและเป็นผู้เชื่อธรรมดาคนหนึ่ง พระองค์ทรงมีการไล่ตามเสาะหาของพระองค์เอง ทรงมีเป้าหมายของพระองค์เอง และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงมีเทวสภาพที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนใดมี ไม่มีใครสังเกตเห็นการดำรงอยู่ของเทวสภาพของพระองค์ และไม่มีใครล่วงรู้ถึงความแตกต่างระหว่างแก่นแท้ของพระองค์กับแก่นแท้ของมนุษย์ พวกเราใช้ชีวิตร่วมกับพระองค์ โดยไม่ถูกจำกัดและไม่หวาดกลัว เพราะในสายตาของพวกเรา พระองค์เป็นเพียงผู้เชื่อที่ไม่โดดเด่น พระองค์ทรงเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวของพวกเรา ความคิดและแนวคิดของพวกเราล้วนปรากฏชัดเบื้องพระพักตร์พระองค์ ไม่มีใครสนใจการดำรงอยู่ของพระองค์ ไม่มีใครจินตนาการถึงภาระหน้าที่ที่พระองค์ทรงปฏิบัติ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครเอะใจแม้แต่น้อยเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์ของพระองค์ ทั้งหมดที่พวกเราทำคือดำเนินการไล่ตามเสาะหาของพวกเราต่อไปราวกับพระองค์ไม่ทรงเกี่ยวข้องกับพวกเราเลย…
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแสดงพระวจนะบทตอนหนึ่ง “โดยผ่านทาง” พระองค์โดยบังเอิญ และแม้ว่านั่นจะให้ความรู้สึกไม่คาดฝันอย่างมาก อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ยังระลึกได้ว่านั่นเป็นถ้อยดำรัสที่มาจากพระเจ้าและยอมรับมันจากพระเจ้าโดยไม่ลังเล นั่นเป็นเพราะไม่ว่าใครเป็นผู้แสดงพระวจนะเหล่านี้ ตราบเท่าที่พระวจนะเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเราก็ควรยอมรับและไม่อาจปฏิเสธได้ ถ้อยดำรัสถัดไปอาจผ่านมาทางฉัน หรือทางเธอ หรือทางคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทั้งหมดล้วนเป็นพระคุณของพระเจ้า แต่ไม่สำคัญว่าจะเป็นใคร พวกเราไม่อาจนมัสการบุคคลผู้นี้ เพราะไม่ว่าอะไรก็ตาม บุคคลผู้นี้ไม่สามารถเป็นพระเจ้าไปได้ อีกทั้งไม่มีทางแม้แต่น้อยที่พวกเราจะเลือกบุคคลธรรมดาเช่นนี้ให้เป็นพระเจ้าของพวกเรา พระเจ้าของพวกเราทรงยิ่งใหญ่และควรค่าแก่การให้เกียรติอย่างยิ่ง บุคคลที่ไร้ความสำคัญเช่นนี้จะสามารถยืนอยู่ในที่ของพระองค์ได้อย่างไรกัน? ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรากำลังรอให้พระเจ้าเสด็จมาและทรงนำพวกเรากลับสู่อาณาจักรสวรรค์ ดังนั้นใครบางคนที่ไร้ความสำคัญเช่นนั้นจะมีความสามารถมากพอสำหรับภารกิจที่สำคัญและยากลำบากเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? หากองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาอีกครั้ง ต้องเป็นบนก้อนเมฆสีขาว เพื่อที่มวลชนทั้งหมดอาจจะได้เห็น นั่นจะช่างงามสง่ายิ่งนัก! เป็นไปได้อย่างไรกันที่พระองค์ทรงสามารถซ่อนพระองค์ได้อย่างแนบเนียนท่ามกลางผู้คนธรรมดาสามัญกลุ่มหนึ่ง?
กระนั้นก็เป็นบุคคลธรรมดาคนนี้ที่ซ่อนตัวในหมู่ผู้คน เป็นผู้ที่กำลังทรงพระราชกิจใหม่เพื่อช่วยพวกเราให้รอด พระองค์ไม่ได้ประทานคำอธิบายใดๆ และไม่ทรงบอกพวกเราว่าเหตุใดพระองค์จึงเสด็จมา แต่ทรงพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำตามแผนการและขั้นตอนของพระองค์เท่านั้น พระวจนะและถ้อยดำรัสของพระองค์เพิ่มความถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การปลอบประโลม เตือนสติ สะกิดเตือน และตักเตือน จนถึงการว่ากล่าวและบ่มวินัย จากน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนโยน จนถึงถ้อยคำที่ดุดันและเปี่ยมบารมี—ทั้งหมดนี้ทำให้มนุษย์รู้สึกถึงความกรุณาอันยิ่งใหญ่และความน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด ทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสจี้ไปยังความลับทั้งหลายซึ่งซ่อนลึกอยู่ภายในพวกเรา พระวจนะของพระองค์ทิ่มแทงหัวใจของพวกเรา ทิ่มแทงจิตวิญญาณของพวกเรา และทิ้งให้พวกเราเต็มไปด้วยความละอายที่เกินจะทน จนแทบไม่รู้ว่าจะซ่อนตัวเองไว้ที่ใด พวกเราเริ่มสงสัยว่าพระเจ้าในหัวใจของบุคคลผู้นี้ทรงรักพวกเราอย่างแท้จริงหรือไม่และจริงๆ แล้วพระองค์กำลังทรงคิดจะทำอะไร บางที พวกเราอาจจะถูกรับขึ้นไปได้ก็ต่อเมื่อยอมสู้ทนความทุกข์เหล่านี้แล้วเท่านั้นใช่หรือไม่? ในหัวของพวกเรา พวกเรากำลังคำนวณ… เกี่ยวกับบั้นปลายที่จะมาถึงและเกี่ยวกับโชคชะตาในอนาคตของพวกเรา ถึงกระนั้นก็ตาม เช่นเดียวกับเมื่อก่อน ไม่มีใครในพวกเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์ก็เพื่อที่จะทรงพระราชกิจท่ามกลางพวกเรา แม้ว่าพระองค์จะทรงร่วมทางมากับพวกเราเป็นเวลานานเช่นนี้แล้ว ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ตรัสหลายต่อหลายถ้อยคำกับพวกเราไปแล้วแบบซึ่งหน้า แต่พวกเราก็ยังคงไม่เต็มใจที่จะยอมรับว่าคนธรรมดาเช่นนี้คือพระเจ้าแห่งอนาคตของพวกเรา และพวกเรายิ่งไม่เต็มใจที่จะวางใจมอบการควบคุมอนาคตของพวกเราและโชคชะตาของพวกเราให้กับบุคคลที่ไร้ความสำคัญผู้นี้ พวกเราชื่นชมยินดีกับเสบียงแห่งน้ำที่มีชีวิตอันไม่หมดสิ้นจากพระองค์ และโดยผ่านทางพระองค์ พวกเรามีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่พวกเราเพียงแค่รู้สึกขอบคุณสำหรับพระคุณขององค์พระเยซูเจ้าในสวรรค์เท่านั้น และไม่เคยให้ความใส่ใจต่อความรู้สึกของบุคคลธรรมดาสามัญผู้มีเทวสภาพผู้นี้ แม้กระนั้น เช่นเดียวกับเมื่อก่อน พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์โดยซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อหนังอย่างถ่อมพระทัย เปล่งพระสุรเสียงจากพระทัยของพระองค์ ราวกับไม่ทรงรู้สึกยินดียินร้ายใดๆ ต่อการที่มนุษยชาติปฏิเสธพระองค์ ราวกับทรงให้อภัยชั่วนิรันดร์ที่มนุษย์ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้ความ และทรงยอมผ่อนปรนตลอดกาลต่อท่าทีอันไร้ซึ่งความเคารพของมนุษย์ที่มีต่อพระองค์
มนุษย์ที่ไม่โดดเด่นผู้นี้ได้นำพวกเราเข้าสู่พระราชกิจขั้นแล้วขั้นเล่าของพระเจ้าโดยที่พวกเราไม่รู้แม้แต่น้อย พวกเราก้าวผ่านบททดสอบนับไม่ถ้วนและการสั่งสอนเหลือคณานับ ทั้งยังถูกความตายทดสอบ พวกเราเรียนรู้พระอุปนิสัยอันชอบธรรมและเปี่ยมบารมีของพระเจ้า ชื่นชมความเมตตาอันเปี่ยมรักและความกรุณาของพระองค์อีกด้วย ได้ซาบซึ้งในมหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า มองเห็นความน่ารักของพระเจ้า และได้เห็นเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด จากวจนะของคนธรรมดาสามัญผู้นี้ พวกเราได้รู้ถึงพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้า เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า รู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ และได้เห็นหนทางสู่ความรอดและความเพียบพร้อม พระวจนะของพระองค์ทำให้พวกเรา “ตาย” และพระวจนะเหล่านี้ทำให้พวกเราได้ “เกิดใหม่” พระวจนะของพระองค์นำพาความสบายมาให้พวกเรา แต่ก็ทิ้งให้พวกเราตรอมตรมไปด้วยความรู้สึกผิดและความรู้สึกเป็นหนี้ พระวจนะของพระองค์นำพาความชื่นบานและสวัสดิภาพมาให้พวกเรา แต่ก็มีความเจ็บปวดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดติดมาด้วย บางครั้งพวกเราเป็นเหมือนลูกแกะในพระหัตถ์ของพระองค์ ถูกเชือดตามพระทัยพระองค์ บางครั้งพวกเราเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของพระองค์และชื่นชมกับความรักอันอ่อนโยนของพระองค์ บางครั้งพวกเราเป็นเหมือนศัตรูของพระองค์ และภายใต้การจับจ้องของพระองค์ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านด้วยพระพิโรธของพระองค์ พวกเราเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ได้รับการทรงช่วยให้รอดโดยพระองค์ พวกเราเป็นหนอนแมลงในสายพระเนตรของพระองค์ และเป็นแกะหลงทางที่พระองค์ตั้งพระทัยตามหาทั้งกลางวันและกลางคืน พระองค์ทรงเปี่ยมกรุณาต่อพวกเรา พระองค์ทรงชิงชังพวกเรา พระองค์ทรงยกพวกเราขึ้น พระองค์ทรงปลอบโยนและเตือนสติพวกเรา พระองค์ทรงนำทางพวกเรา พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเรา พระองค์ทรงสั่งสอนและบ่มวินัยพวกเรา และพระองค์ถึงกับสาปแช่งพวกเรา ทั้งกลางคืนและกลางวัน พระองค์ไม่เคยทรงหยุดกังวลเกี่ยวกับพวกเราและทรงคุ้มครองปกป้องและดูแลพวกเรา ทรงอยู่เคียงข้างพวกเราเสมอ พระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตจากพระหทัยทั้งหมดของพระองค์ออกมาและจ่ายราคาทั้งหมดเพื่อพวกเรา ภายในถ้อยคำของมนุษย์อันไร้ความสำคัญและธรรมดาสามัญผู้นี้ พวกเราได้ชื่นชมในความบริบูรณ์ของพระเจ้าและมองดูบั้นปลายที่พระเจ้าทรงมอบไว้ให้พวกเรา แต่กระนั้นก็ตาม ความทะนงตัวยังคงก่อกวนให้เกิดความยุ่งยากภายในหัวใจของพวกเราและพวกเราก็ยังคงไม่เต็มใจอย่างจริงจังที่จะยอมรับบุคคลเช่นนี้ในฐานะพระเจ้าของพวกเรา แม้ว่าพระองค์ได้ประทานมานาให้พวกเรามากมาย สิ่งที่ให้ความชื่นชมมากมาย แต่เหล่านี้ไม่มีสิ่งใดสามารถแทนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าในหัวใจพวกเราได้ พวกเราเพียงให้เกียรติอัตลักษณ์และสถานภาพพิเศษของบุคคลผู้นี้ด้วยความฝืนใจอย่างยิ่งยวดเท่านั้น ตราบเท่าที่พระองค์ไม่เปิดพระโอษฐ์เพื่อขอให้พวกเรารับรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า พวกเราจะไม่มีวันตัดสินใจด้วยตนเองที่จะยอมรับพระองค์ในฐานะพระเจ้าที่จะทรงมาถึงในไม่ช้า แต่ก็ได้ทรงพระราชกิจท่ามกลางพวกเรามานานมากแล้ว
พระเจ้าทรงเปล่งถ้อยดำรัสของพระองค์ต่อไป โดยใช้วิธีการอันหลากหลายและมุมมองมากมาย เพื่อเตือนสอนพวกเราเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราควรทำ ในขณะเดียวกันก็ทรงแสดงความในพระทัยของพระองค์ออกมา พระวจนะของพระองค์มีพลังชีวิต มอบหนทางที่พวกเราควรเดิน และทำให้พวกเราสามารถเข้าใจว่าแท้จริงแล้วความจริงคืออะไร พวกเราเริ่มถูกดึงดูดด้วยพระวจนะของพระองค์ พวกเราเริ่มใส่ใจกับพระกระแสเสียงและลักษณะที่พระองค์ตรัส และพวกเราเริ่มให้ความสนใจในน้ำเสียงจากหัวใจของบุคคลที่แสนจะธรรมดาผู้นี้โดยไม่รู้ตัว พระองค์ทรงทุ่มสุดพระทัยเพื่อทรงพระราชกิจให้พวกเรา เสวยไม่ได้บรรทมไม่หลับเพื่อพวกเรา ทรงร่ำไห้เพื่อพวกเรา ทอดถอนพระทัยเพื่อพวกเรา และทรงคร่ำครวญในความป่วยไข้เพื่อพวกเรา ทรงสู้ทนกับความอัปยศอดสูเพื่อบั้นปลายและความรอดของพวกเรา ความด้านชาและความเป็นกบฏของพวกเรารินพระอัสสุชลและพระโลหิตจากพระหทัยของพระองค์ ไม่มีคนธรรมดาสามัญคนใดมีการเป็นอยู่เช่นนี้และการครอบครองเหล่านี้และไม่มีมนุษย์ผู้เสื่อมทรามคนใดสามารถมีหรือได้รับสิ่งเหล่านี้ พระองค์มีการผ่อนปรนและความอดทนที่ไม่มีบุคคลธรรมดาสามัญคนใดจะมีได้ และความรักของพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ มี ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่จะสามารถรู้ความคิดทั้งหมดของพวกเรา หรือรู้ธรรมชาติและแก่นแท้ของพวกเราดีเหมือนรู้จักหลังมือของตนเอง หรือพิพากษาความเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ หรือตรัสกับพวกเราและทรงพระราชกิจกับพวกเราเช่นนี้ในนามของพระเจ้าในสวรรค์ ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่ทรงครองสิทธิอำนาจ พระปัญญา และพระเกียรติภูมิของพระเจ้า อุปนิสัยของพระเจ้ากับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นล้วนปรากฏในพระองค์โดยบริบูรณ์ ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถชี้หนทางให้พวกเราและนำพาแสงสว่างมาให้พวกเรา ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถเปิดเผยความล้ำลึกทั้งหลายที่พระเจ้าไม่เคยทรงเปิดเผยตั้งแต่การทรงสร้างจวบจนวันนี้ ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถช่วยพวกเราให้รอดจากพันธนาการของซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวพวกเราเอง พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้า พระองค์ทรงแสดงความในพระทัยของพระเจ้า คำเตือนสติของพระเจ้า และพระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง พระองค์ได้ทรงเริ่มยุคใหม่ ยุคสมัยใหม่ และทรงนำมาซึ่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกแห่งใหม่และพระราชกิจใหม่ พระองค์ได้ทรงนำพาความหวังมาให้พวกเรา ยุติชีวิตที่พวกเราได้ดำเนินอยู่ในภาวะคลุมเครือ และทรงทำให้ตัวตนทั้งหมดของพวกเราสามารถมองเห็นเส้นทางสู่ความรอดอย่างครบถ้วน พระองค์ได้ทรงพิชิตความเป็นตัวตนทั้งหมดของพวกเราและทรงได้หัวใจของพวกเราไป นับแต่ชั่วขณะนั้นเป็นต้นมาหัวใจของพวกเราก็ได้รับการตระหนักรู้ และวิญญาณของพวกเราก็ดูเหมือนจะฟื้นคืนมา คนธรรมดาที่ไร้ความสำคัญผู้นี้ คนที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเราและถูกพวกเราปฏิเสธมาเนิ่นนาน—นี่คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ที่อยู่ในความคิดของพวกเราตลอดเวลา ทั้งในยามตื่นหรือยามฝัน และคือผู้ที่พวกเราถวิลหาทั้งกลางคืนและกลางวันไม่ใช่หรือ? เป็นพระองค์! เป็นพระองค์จริงๆ! พระองค์คือพระเจ้าของพวกเรา! พระองค์คือความจริง คือหนทาง และคือชีวิต! พระองค์ทรงทำให้พวกเรามีชีวิตได้อีกครั้งและเห็นความสว่างได้ ทำให้หัวใจของพวกเราเลิกเลื่อนลอย พวกเราได้กลับคืนสู่พระนิเวศของพระเจ้า พวกเราได้กลับสู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระองค์ พวกเราได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ พวกเราได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ และมองเห็นทางที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าแล้ว ในเวลานี้หัวใจของพวกเราถูกพระองค์ทรงพิชิตโดยสมบูรณ์ พวกเราไม่สงสัยอีกต่อไปว่าพระองค์เป็นใคร ไม่ต่อต้านพระราชกิจของพระองค์และพระวจนะของพระองค์อีกต่อไป และพวกเราหมอบศิโรราบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ พวกเราไม่ปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเรา และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระองค์ ตอบแทนพระคุณของพระองค์และตอบแทนความรักของพระองค์ที่มีต่อพวกเรา เชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ร่วมมือกับพระราชกิจของพระองค์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราสามารถทำได้เพื่อทำสิ่งที่พระองค์วางพระทัยมอบหมายให้พวกเราจนเสร็จสิ้น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 4: มองดูการทรงปรากฏของพระเจ้าในการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 74
พระเจ้าและมนุษย์ไม่สามารถถูกกล่าวถึงในลักษณะเท่าเทียมกันได้ แก่นแท้ของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์นั้นยากหยั่งถึงที่สุดและไม่สามารถจับความเข้าใจได้มากที่สุดสำหรับมนุษย์ หากพระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจของพระองค์และตรัสพระวจนะของพระองค์ท่ามกลางมวลมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้วไซร้ ไม่ว่าอย่างไร มนุษย์ก็จะไม่สามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ และดังนั้น แม้แต่ผู้ที่ได้อุทิศชีวิตทั้งหมดของพวกเขาให้กับพระเจ้าก็จะไม่มีความสามารถที่จะได้รับการเห็นชอบจากพระองค์ หากพระเจ้าไม่ได้เริ่มทรงพระราชกิจ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่ามนุษย์จะทำได้ดีเพียงใด ทั้งหมดก็จะไร้ประโยชน์ เพราะพระดำริของพระเจ้าจะสูงส่งกว่าความคิดของมนุษย์เสมอ และไม่มีใครสามารถหยั่งถึงพระปัญญาของพระเจ้าย์ และดังนั้น เราบอกว่าพวกที่อ้างว่า “เข้าใจถ่องแท้” เกี่ยวกับพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์นั้น เป็นพวกโง่ทึ่มกลุ่มหนึ่ง พวกเขาทั้งหมดอวดดีและไม่รู้เท่าทัน มนุษย์ไม่ควรนิยามพระราชกิจของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ไม่สามารถนิยามพระราชกิจของพระเจ้าได้ ในสายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์ตัวเล็กกว่ามดตัวหนึ่งอย่างแท้จริง ดังนั้นมนุษย์จะสามารถหยั่งลึกถึงพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกที่ชอบพูดปาวๆ ว่า “พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจเช่นนี้หรือเช่นนั้น” หรือ “พระเจ้าทรงเป็นอย่างนี้หรืออย่างนั้น”—พวกเขาไม่ได้กำลังพูดด้วยความโอหังหรอกหรือ? เราทุกคนควรรู้ว่ามนุษย์ซึ่งอยู่ในสภาวะเนื้อหนังได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ธรรมชาติจริงๆ ของมวลมนุษย์คือการต่อต้านพระเจ้า มวลมนุษย์ไม่สามารถเทียบเสมอพระเจ้าได้และมวลมนุษย์ยิ่งหวังได้น้อยกว่าที่จะเป็นผู้ให้คำแนะนำในพระราชกิจของพระเจ้า สำหรับวิธีที่พระเจ้าทรงนำมนุษย์ นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง เป็นการเหมาะสมแล้วที่มนุษย์ควรนบนอบ โดยปราศจากการเอ่ยอ้างทรรศนะอย่างนี้อย่างนั้น เพราะมนุษย์เป็นเพียงผงคลีดิน ในเมื่อพวกเรามีเจตนาที่จะแสวงหาพระเจ้า พวกเราจึงไม่ควรเอามโนคติที่หลงผิดของพวกเราไปเติมแต่งพระราชกิจของพระองค์ให้พระเจ้าทรงพิจารณา และยิ่งไม่ควรใช้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนมาต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าอย่างหนักหน่วงและจงใจ นั่นจะไม่ทำให้พวกเราเป็นศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ? ผู้คนเช่นนี้จะสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไรกัน? เนื่องจากพวกเราเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่งและเนื่องจากพวกเราปรารถนาที่จะทำให้พระองค์สมดังพระทัยและมองเห็นพระองค์ พวกเราก็ควรแสวงหาหนทางแห่งความจริง และควรมองหาหนทางที่จะเข้ากันได้กับพระเจ้า พวกเราไม่ควรยืนหยัดต่อต้านพระองค์อย่างดื้อดึง การกระทำเหล่านี้จะสามารถนำมาซึ่งประโยชน์ดีงามอันใดหรือ?
วันนี้พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่ เจ้าอาจไม่สามารถยอมรับวจนะเหล่านี้และวจนะเหล่านี้ก็อาจฟังดูผิดแปลกสำหรับเจ้า แต่เราจะแนะนำเจ้าว่าอย่าเพิ่งเปิดโปงสิ่งที่เจ้าเป็นโดยธรรมชาติออกมาในตอนนี้ เพราะมีเพียงผู้คนที่หิวและกระหายความชอบธรรมโดยแท้เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถได้ความจริงไว้ และมีเพียงผู้คนที่มีใจศรัทธาอย่างแท้จริงเท่านั้นที่สามารถได้รับการให้ความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระองค์ ผลลัพธ์ทั้งหลายนั้นได้มาจากการแสวงหาความจริงด้วยความสงบเปี่ยมสติสัมปชัญญะ มิใช่ด้วยการวิวาทและการโต้เถียง เมื่อเราพูดว่า “วันนี้พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่แล้ว” เรากำลังอ้างอิงถึงเรื่องของการทรงกลับสู่เนื้อหนังของพระเจ้า บางทีวจนะเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เจ้ารู้สึกอะไร บางทีเจ้าอาจดูหมิ่นวจนะเหล่านี้ หรือแม้แต่บางทีวจนะเหล่านี้เป็นที่สนใจของเจ้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าในกรณีใด เราหวังว่าบรรดาผู้ที่โหยหาอย่างแท้จริงให้พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์จะสามารถเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้และพินิจพิเคราะห์มันอย่างรอบคอบ แทนที่จะด่วนสรุปต่างๆ นานาเกี่ยวกับมัน นั่นคือสิ่งที่บุคคลซึ่งมีปัญญาควรทำ
ไม่ใช่การยากที่จะสืบค้นเข้าไปในสิ่งเช่นนี้ แต่ก็จำเป็นที่พวกเราแต่ละคนต้องรู้ความจริงประการหนึ่งดังนี้ว่า พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงมีการแสดงออกของพระเจ้า ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะสามารถนำความจริงมาสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้ทางให้เขา เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ใช่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส ซึ่งหมายความว่า การยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าใช้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ และใช่หนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะโดยดูที่แก่นแท้ของพระองค์ และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ ถ้อยดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) แทนที่จะอยู่ในรูปปรากฏภายนอก หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่รูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่า มนุษย์มืดบอดและไม่รู้ความ รูปปรากฏภายนอกไม่สามารถกำหนดแก่นแท้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจของพระเจ้าไม่มีวันสามารถสอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ รูปปรากฏภายนอกของพระเยซูไม่ได้ขัดกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์หรอกหรือ? โฉมพระพักตร์และเครื่องทรงของพระองค์ไม่สามารถให้เบาะแสเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์แท้จริงของพระองค์ได้หรอกหรือ? พวกฟาริสียุคแรกสุดต่อต้านพระเยซูอย่างจริงจังก็เพราะพวกเขาแค่มองที่รูปปรากฏภายนอกของพระองค์เท่านั้น และมิได้ยอมรับพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์อย่างมีมโนธรรมมิใช่หรือ? เรามีความหวังว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้าจะไม่ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมแห่งประวัติศาสตร์ เจ้าต้องไม่กลายเป็นพวกฟาริสีแห่งยุคปัจจุบันและตอกตรึงพระเจ้ากับกางเขนอีกครั้ง เจ้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงวิธีต้อนรับการทรงกลับมาของพระเจ้า และเจ้าควรมีจิตใจที่แจ่มชัดเกี่ยวกับวิธีที่จะเป็นใครบางคนซึ่งนบนอบความจริง นี่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่กำลังรอให้พระเยซูทรงกลับมาบนก้อนเมฆ พวกเราควรขยี้ตาฝ่ายวิญญาณของพวกเราเพื่อทำให้เห็นได้ชัดเจนและไม่จมปลักอยู่ในคำพูดทั้งหลายที่เพ้อฝันเกินจริง พวกเราควรคิดถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง และมองพระเจ้าในแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง อย่าหลงระเริงหรือปล่อยตัวเองให้หลุดหลงไปในฝันกลางวัน ที่ตลอดเวลาเฝ้าถวิลหาวันที่องค์พระเยซูเจ้าประทับบนก้อนเมฆเพื่อเสด็จลงมาโดยฉับพลันท่ามกลางพวกเจ้าและรับตัวพวกเจ้าที่ไม่เคยได้รู้จักหรือได้เห็นพระองค์และไม่รู้วิธีทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นการดีกว่าที่จะคิดถึงเรื่องราวที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่านี้!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 75
พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ต้นตอหรือไม่ว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านพระเยซู? พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้แก่นแท้ของพวกฟาริสีหรือไม่? พวกเขาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา ทว่าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงชีวิต และดังนั้น แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนทางแห่งชีวิต และไม่รู้ว่าหนทางแห่งความจริงคืออะไร พวกเจ้าพูดว่า ผู้คนที่โง่เขลา ดื้อรั้น และไม่รู้ความเช่นนั้นได้รับพรของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถมองเห็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร? พวกเขาต่อต้านพระเยซูเพราะพวกเขาไม่รู้ทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาไม่รู้หนทางแห่งความจริงที่พระเยซูตรัส และยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจพระเมสสิยาห์ และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยพบเห็นพระเมสสิยาห์และไม่เคยข้องเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ พวกเขาจึงทำผิดพลาดด้วยการยึดติดกับพระนามของพระเมสสิยาห์เท่านั้น พลางต่อต้านแก่นแท้ของพระเมสสิยาห์ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ โดยแก่นแท้แล้ว พวกฟาริสีเหล่านี้ดื้อรั้น โอหัง และไม่เชื่อฟังความจริง หลักธรรมของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือ ไม่ว่าการประกาศของพระองค์จะลุ่มลึกเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์จะสูงส่งเพียงใดก็ตาม พระองค์ไม่ใช่พระคริสต์หากพระนามของพระองค์ไม่ใช่พระเมสสิยาห์ การเชื่อแบบนี้ไม่โง่เขลาและไร้สาระน่าขันหรอกหรือ? เราถามพวกเจ้าต่อไปอีกว่า ด้วยความที่พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูเลยแม้แต่น้อย พวกเจ้าจะไม่ทำผิดพลาดอย่างพวกฟาริสีในเวลานั้นได้อย่างง่ายดายยิ่งหรอกหรือ? เจ้ามีความสามารถที่จะใช้วิจารณญาณแยกแยะหนทางแห่งความจริงหรือไม่? เจ้ารับประกันได้อย่างแท้จริงหรือไม่ว่าเจ้าจะไม่ต่อต้านพระคริสต์? เจ้ามีความสามารถที่จะติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือไม่? หากเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าจะต่อต้านพระคริสต์หรือไม่ เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่าเจ้าก็กำลังใช้ชีวิตหมิ่นเหม่ใกล้ความตายแล้ว ผู้ที่ไม่รู้จักพระเมสสิยาห์ต่างสามารถที่จะต่อต้านพระเยซู ปฏิเสธพระเยซู ใส่ร้ายป้ายสีพระองค์ ผู้คนที่ไม่เข้าใจพระเยซูล้วนสามารถที่จะปฏิเสธพระองค์และประณามพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถมองว่าการทรงกลับมาของพระเยซูเป็นการชักนำไปในทางที่ผิดของซาตาน และผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะพากันกล่าวโทษพระเยซูผู้ทรงกลับสู่เนื้อหนัง ทั้งหมดนี้ไม่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกกลัวหรือ? พวกเจ้าจะเผชิญกับการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ การทำลายพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มีต่อคริสตจักรทั้งหลาย และการรังเกียจเดียดฉันท์ทุกสิ่งที่พระเยซูทรงแสดง พวกเจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากพระเยซูหรือ หากพวกเจ้ามึนงงสับสนถึงเพียงนี้? พวกเจ้าจะสามารถเข้าใจพระราชกิจที่พระเยซูทรงทำเมื่อพระองค์ทรงกลับมาสู่เนื้อหนังบนเมฆขาวได้อย่างไร หากพวกเจ้าดื้อดึงไม่ยอมตระหนักถึงความผิดพลาดของพวกเจ้า? เราขอบอกพวกเจ้าดังนี้ว่า ผู้คนที่ไม่ยอมรับความจริง แต่กลับรอการเสด็จมาถึงของพระเยซูบนเมฆขาวอย่างมืดบอด คือบรรดาผู้ที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน และเป็นพวกที่จะถูกทำลายเป็นแน่ พวกเจ้าเพียงปรารถนาพระคุณของพระเยซู และเพียงต้องการสุขสำราญกับอาณาจักรอันผาสุกแห่งสวรรค์ ทว่าพวกเจ้าไม่เคยเชื่อฟังพระวจนะที่พระเยซูตรัส และไม่เคยยอมรับความจริงที่พระเยซูทรงแสดงเมื่อพระองค์ทรงกลับมาสู่เนื้อหนัง พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาแลกกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซูทรงกลับมาบนเมฆขาว? สิ่งนั้นก็คือความจริงใจที่พวกเจ้าทำบาปซ้ำๆ แล้วก็พูดคำสารภาพบาปของพวกเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในนั้นใช่หรือไม่? พวกเจ้าจะถวายสิ่งใดเพื่อพลีอุทิศให้แก่พระเยซูผู้ทรงกลับมาบนเมฆขาว? สิ่งนั้นก็คือต้นทุนจากงานหลายปีที่พวกเจ้าใช้ยกย่องตัวเองใช่หรือไม่? พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาทำให้พระเยซูผู้ทรงกลับมาไว้เนื้อเชื่อใจพวกเจ้า? สิ่งนั้นคือธรรมชาติอันโอหังของพวกเจ้าที่ไม่นบนอบต่อความจริงใดเลยใช่หรือไม่?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 76
ความจงรักภักดีของพวกเจ้าเป็นแค่เพียงคำพูดเท่านั้น ความรู้ของพวกเจ้าคือความรู้ที่ได้จากการคิดและมโนคติที่หลงผิด การตรากตรำของพวกเจ้าเป็นไปเพื่อให้ได้รับพรจากสวรรค์ ดังนั้นแล้ว ความเชื่อของพวกเจ้าต้องเป็นเช่นใด? แม้กระทั่งวันนี้ พวกเจ้ายังคงทำหูทวนลมไม่รับทุกๆ พระวจนะแห่งความจริง พวกเจ้าไม่รู้สิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พวกเจ้าไม่รู้สิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะยำเกรงพระยาห์เวห์อย่างไร พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะเข้าสู่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร และพวกเจ้าไม่รู้ว่าจะแยกความต่างระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองกับการชักนำไปในทางที่ผิดของมนุษย์อย่างไร เจ้ารู้เพียงการกล่าวโทษพระวจนะแห่งความจริงใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าทรงแสดงซึ่งไม่สอดคล้องกับความคิดของเจ้าเอง ไหนเล่าความถ่อมตัวของเจ้า? ไหนเล่าการนบนอบของเจ้า? ไหนเล่าความจงรักภักดีของเจ้าอยู่ที่ใด? ไหนเล่าท่าทีของแสวงหาความจริงของเจ้า? ไหนเล่าหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าของเจ้า? เราบอกพวกเจ้าเลยว่า พวกที่เชื่อในพระเจ้าเนื่องจากหมายสำคัญทั้งหลาย เป็นหมวดหมู่ที่จะถูกทำลายอย่างแน่นอน พวกที่ไม่สามารถยอมรับพระวจนะของพระเยซูผู้ทรงกลับมาสู่เนื้อหนังได้นั้นคือผู้สืบสันดานของนรก คือพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ คือหมวดหมู่ที่จะต้องถูกทำลายล้างตลอดกาล ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังอยากบอกทุกคนที่ได้ชื่อว่าธรรมิกชนผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นั่นย่อมจะเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมปรากฏแก่สาธารณชน บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า อย่างไรก็ดี เจ้าควรรู้ไว้ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์จะเป็นเวลาที่เจ้าลงนรกเพื่อรับการลงโทษเช่นกัน เป็นเวลาที่กล่าวประกาศกันแล้วว่าถึงกาลสิ้นสุดแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงปูนบำเหน็จคนดีและลงโทษคนชั่ว เพราะการพิพากษาของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และดังนั้นจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้ถูกนำมาอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อว่า “พระเยซูที่ไม่ได้ประทับมาบนเมฆขาวคือพระคริสต์เทียมเท็จ” เท่านั้นที่จะต้องอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์กาล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงแสดงหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงแสดงการพิพากษาที่รุนแรงและปลดปล่อยชีวิตและหนทางที่แท้จริง และดังนั้น จึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการกับพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย พวกเขาดื้อรั้นเกินไป มั่นใจในตัวเองเกินไป โอหังเกินไป คนเหลือขอเยี่ยงนี้จะได้รับการปูนบำเหน็จจากพระเยซูได้อย่างไร? การเสด็จกลับมาของพระเยซูเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้ แต่สำหรับพวกที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้นั้น นี่คือเครื่องหมายของการกล่าวโทษ พวกเจ้าควรเลือกเส้นทางของตนเอง และไม่ควรหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์และปฏิเสธความจริง พวกเจ้าไม่ควรเป็นคนที่ไม่รู้ความและโอหัง แต่ควรเป็นคนที่นบนอบการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมทั้งกระหายและแสวงหาความจริง พวกเจ้าจะได้รับประโยชน์ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เราแนะนำให้พวกเจ้าก้าวไปบนเส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าด้วยความรอบคอบ อย่าด่วนสรุปตามอำเภอใจ ยิ่งไปกว่านั้น อย่าเชื่อในพระเจ้าอย่างฉาบฉวยและมักง่าย พวกเจ้าควรรู้ว่าอย่างน้อยที่สุด บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรมีความถ่อมใจและมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า พวกที่เคยได้ยินความจริงแต่กลับเชิดหน้าใส่ความจริงนั้นคือผู้โง่เขลาและไม่รู้ความ พวกที่เคยได้ฟังความจริงแต่ยังด่วนสรุปอย่างไม่ระมัดระวังหรือกล่าวโทษความจริงนั้นคือคนโอหัง คนที่เชื่อในพระเยซูไม่มีใครมีคุณสมบัติที่จะสาปแช่งหรือกล่าวโทษผู้อื่น พวกเจ้าทุกคนควรเป็นคนที่มีสำนึกและยอมรับความจริง บางที เมื่อได้ฟังหนทางแห่งความจริงและได้อ่านพระวจนะแห่งชีวิตแล้ว เจ้าอาจจะเชื่อว่ามีพระวจนะเพียงหนึ่งใน 10,000 เท่านั้นที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์และมุมมองของเจ้า ดังนั้น ตัวเจ้าจึงควรแสวงหาพระวจนะหนึ่งใน 10,000 นั้นภายในพระวจนะเหล่านี้ต่อไป เรายังคงแนะนำให้เจ้าถ่อมใจ อย่ามั่นใจเกินไป และอย่ายกย่องตัวเองให้สูงส่งจนเกินไป ด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าซึ่งเจ้าพอจะมีอยู่บ้าง เจ้าย่อมจะได้รับความสว่างมากขึ้น หากเจ้าตรวจดูอย่างถี่ถ้วนและไตร่ตรองพระวจนะเหล่านี้ซ้ำๆ เจ้าจะเข้าใจว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และพระวจนะเหล่านี้คือชีวิตหรือไม่ บางทีหลังจากที่ได้อ่านเพียงไม่กี่ประโยค คนบางคนจะกล่าวโทษพระวจนะเหล่านี้อย่างหูหนวกตาบอด และพูดว่า “นี่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้แจ้งบางส่วนของพระวิญญาณบริสุทธิ์” หรือ “นี่คือพระคริสต์เทียมเท็จที่มาเพื่อชักนำผู้คนไปในทางที่ผิด” พวกที่พูดอะไรเช่นนั้นเป็นผู้ที่ตาบอดด้วยความไม่รู้เท่าทัน! เจ้าเข้าใจพระราชกิจและพระปัญญาของพระเจ้าน้อยเกินไป และเราแนะนำให้เจ้าเริ่มใหม่อีกครั้งตั้งแต่ต้นเลย! พวกเจ้าต้องไม่กล่าวโทษพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงนี้อย่างมืดบอดเพราะการปรากฏตัวของพระคริสต์เทียมเท็จในช่วงยุคสุดท้าย และพวกเจ้าต้องไม่เป็นคนที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะพวกเจ้ากลัวการถูกชักนำไปในทางที่ผิด นั่นจะไม่เป็นความน่าเวทนาอันใหญ่หลวงหรอกหรือ? หลังจากการตรวจดูมากมาย หากเจ้ายังคงเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง และไม่ใช่การแสดงออกของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับการลงโทษในท้ายที่สุด และเจ้าจะปราศจากพร หากเจ้าไม่สามารถยอมรับความจริงที่ถูกกล่าวอย่างราบเรียบยิ่งนักและชัดเจนยิ่งนักดังกล่าวได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่ใช่ไม่เหมาะสมสำหรับความรอดของพระเจ้าหรอกหรือ? เจ้าไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้รับพรเพียงพอที่จะกลับคืนสู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้าหรือ? จงตรองดูเถิด! อย่าหุนหันพลันแล่นและใจเร็ว และอย่าทำเหมือนว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเกม จงขบคิดเพื่อประโยชน์แห่งบั้นปลายของเจ้า เพื่อประโยชน์ของความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้า เพื่อประโยชน์ของชีวิตของเจ้า และอย่าเล่นกับตัวเจ้าเอง เจ้าสามารถยอมรับพระวจนะเหล่านี้ได้หรือไม่?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว