2. การทรงปรากฎและพระราชกิจของพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 46

คำสรรเสริญได้มาสู่ศิโยน และสถานที่ประทับของพระเจ้าได้ปรากฏขึ้น  พระนามบริสุทธิ์อันรุ่งโรจน์ซึ่งได้รับการถวายสาธุการโดยบรรดาผู้คนทั้งปวงแพร่ไปทั่ว  โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พระเศียรแห่งจักรวาล พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—พระองค์ทรงเป็นองค์ตะวันอันทรงแสงที่ขึ้นบนภูเขาศิโยน ซึ่งตั้งตระหง่านเหนือจักรวาลทั้งมวลด้วยพระบารมีและความโอ่อ่าตระการ…

ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  พวกข้าพระองค์ร้องเรียกไปยังพระองค์ด้วยความยินดีปรีดา พวกข้าพระองค์เต้นรำและขับร้อง  พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของพวกข้าพระองค์อย่างแท้จริง ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวาล!  พระองค์ได้ทรงจัดกลุ่มของผู้ชนะขึ้นและทำให้แผนการจัดการบริหารของพระเจ้าลุล่วง  ผู้คนทั้งปวงจะหลั่งไหลมายังภูเขาแห่งนี้  ผู้คนทั้งปวงจะคุกเข่าลงต่อหน้าพระบัลลังก์!  พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์นั้นแต่ผู้เดียว พระองค์ทรงสมควรแก่พระสิริและพระเกียรติ  ขอพระสิริ คำสรรเสริญ และสิทธิอำนาจทั้งปวงจงมีแด่พระบัลลังก์!  ฤดูใบไม้ผลิแห่งชีวิตไหลออกจากพระบัลลังก์ ให้น้ำและหล่อเลี้ยงมวลชนซึ่งเป็นประชากรของพระเจ้า  ชีวิตเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ความสว่างใหม่และวิวรณ์ใหม่ติดตามพวกเราไป ให้ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับพระเจ้าแก่เราอยู่เนืองนิตย์  ท่ามกลางประสบการณ์มากหลาย พวกเรามาถึงความมั่นใจที่ครบบริบูรณ์เกี่ยวกับพระเจ้า  พระวจนะของพระองค์ได้รับการสำแดงอยู่เนืองนิตย์ พระวจนะของพระองค์ได้รับการสำแดงภายในผู้คนที่ถูกต้องเหล่านั้น  พวกเราช่างได้รับการอวยพรมากมายเสียจริง!  ทั้งการพบพระเจ้าแบบเผชิญกันในแต่ละวัน การพูดคุยกับพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และการให้อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง  ขอให้พวกเราจงใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าอย่างรอบคอบ หัวใจของพวกเราพักผ่อนอย่างสงบเงียบในพระเจ้า และด้วยเหตุนี้เอง พวกเราจึงได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ในที่ซึ่งพวกเราได้รับความสว่างของพระองค์  ทุกวันในชีวิตของพวกเรา ในการกระทำของพวกเรา ในคำพูดของพวกเรา ในความคิดของพวกเราและในแนวคิดของพวกเรา พวกเราใช้ชีวิตภายในพระวจนะของพระเจ้า พวกเรามีความสามารถที่จะแยกแยะได้ตลอดเวลา  พระวจนะของพระเจ้าทรงนำเส้นด้ายทะลุผ่านรูเข็ม สิ่งต่างๆ สิ่งแล้วสิ่งเล่าที่ซ่อนเร้นภายในตัวพวกเราได้เข้ามาสู่ความสว่างอย่างไม่ได้คาดหมาย  การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าไม่อนุญาตให้ล่าช้า ความคิดและแนวคิดของพวกเราถูกแผ่วางโดยพระเจ้า  พวกเรากำลังใช้ชีวิตต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระคริสต์ทุกชั่วขณะ ที่ซึ่งพวกเราก้าวผ่านการพิพากษา  ทุกส่วนภายในร่างกายของพวกเรายังคงถูกจับจองโดยซาตาน  ในวันนี้ เพื่อที่จะฟื้นฟูอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า วิหารของพระองค์ต้องได้รับการชำระให้สะอาด  การที่จะให้พระเจ้าทรงครองอย่างครบบริบูรณ์นั้น พวกเราต้องมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ดิ้นรนที่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย  เมื่อตัวตนเก่าของพวกเราได้ถูกตรึงกางเขนแล้วเท่านั้น ชีวิตที่ทรงคืนพระชนม์ของพระคริสต์จึงสามารถปกครองสูงสุดได้

ในตอนนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเริ่มปฏิบัติการในทุกๆ มุมของพวกเราเพื่อทำการสู้รบสำหรับการเรียกคืนของพวกเรา!  ตราบเท่าที่พวกเราพร้อมที่จะปฏิเสธตัวเอง และเต็มใจร่วมมือกับพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงมอบความกระจ่างแก่พวกเรา และชำระพวกเราให้บริสุทธิ์จากภายในตลอดเวลาอย่างแน่นอน และเรียกคืนสิ่งที่ซาตานได้จับจองกลับมาใหม่อีกครั้ง เพื่อที่พวกเราอาจกลายเป็นครบบริบูรณ์โดยพระเจ้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  จงอย่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์—จงใช้ชีวิตทุกชั่วขณะภายในพระวจนะของพระเจ้า  จงเสริมสร้างร่วมกับเหล่าธรรมิกชน จงได้รับการนำไปสู่ราชอาณาจักร และจงเข้าสู่พระสิริร่วมกับพระเจ้า

จาก “บทที่ 1” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 47

คริสตจักรฟีลาเดลเฟียได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ซึ่งก็เป็นไปเนื่องจากพระคุณและความปรานีของพระเจ้าทั้งสิ้น  ความรักแด่พระเจ้าเกิดขึ้นในหัวใจของเหล่าธรรมมิกชนจำนวนนับหมื่นแสนผู้ไม่หวั่นไหวในการเดินทางไกลทางจิตวิญญาณของตน  พวกเขายึดแน่นอยู่กับการเชื่อของตนว่า พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเศียรแห่งจักรวาลผู้ทรงบัญชาทุกสรรพสิ่ง การนี้ได้รับการยืนยันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ มันคงมั่นไม่ขยับเคลื่อนพอกันกับขุนเขา!  และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!

โอ้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  วันนี้พระองค์นั่นเองคือผู้ซึ่งได้ทรงเปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเรา อันเป็นการเปิดโอกาสให้คนตาบอดมองเห็น ให้คนง่อยเดินได้  และให้คนเป็นโรคเรื้อนรักษาหายได้  พระองค์นั่นเองคือผู้ซึ่งได้ทรงเปิดช่องหน้าต่างสู่สวรรค์  เปิดโอกาสให้พวกเราได้ล่วงรู้ความล้ำลึกของอาณาจักรฝ่ายจิตวิญญาณ  การได้รับการแทรกซึมโดยพระวจนะอันบริสุทธิ์ของพระองค์ และได้รับการช่วยให้รอดจากสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเราซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม—เช่นนั้นคือพระราชกิจอันยิ่งใหญ่อย่างมิอาจประมาณได้ของพระองค์ และคือความปรานีอันยิ่งใหญ่อย่างมิอาจประมาณได้ของพระองค์  พวกเราคือเหล่าพยานของพระองค์!

นานแล้วที่พระองค์ได้ทรงซ่อนเร้นอยู่อย่างถ่อมพระทัยและเงียบกริบ  พระองค์ได้ทรงก้าวผ่านการคืนพระชนม์จากความตาย ความทุกข์แห่งการตรึงกางเขน ความชื่นบานยินดีกับความโศกเศร้าทั้งหลายของชีวิตมนุษย์ และการข่มเหงกับความทุกข์ยาก พระองค์ทรงได้รับประสบการณ์ และลิ้มรสชาติความเจ็บปวดของพิภพมนุษย์ และพระองค์ได้ทรงถูกทอดทิ้งโดยยุคนั้น  พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์คือพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์ได้ทรงช่วยพวกเราให้รอดจากกองมูล ทรงค้ำจุนพวกเราด้วยพระหัตถ์ข้างขวาของพระองค์ และทรงให้พระคุณของพระองค์แก่พวกเราอย่างไม่อั้นเพื่อประโยชน์แห่งน้ำพระทัยของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงหลอมรวมพระชนม์ชีพของพระองค์เข้ามาเป็นพวกเราโดยทุ่มเทความเจ็บปวดทั้งหมดที่มี ราคาที่พระองค์ได้ทรงจ่ายด้วยพระโลหิต พระเสโท และน้ำพระเนตรของพระองค์นั้นได้ตกผลึกไปบนเหล่าวิสุทธิชน  พวกเราคือผลผลิตของ[ก]ความพยายามอันอุตสาหะของพระองค์ พวกเราคือราคาที่พระองค์ได้ทรงจ่ายไป  

โอ้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  เพราะความรักมั่นคงกับความปรานีของพระองค์ ความชอบธรรมกับพระบารมีของพระองค์ ความบริสุทธิ์และความถ่อมพระทัยของพระองค์นั่นเองที่ผู้คนทั้งมวลจะกราบไหว้เฉพาะพระพักตร์พระองค์ และนมัสการพระองค์จนชั่วนิรันดร

วันนี้ พระองค์ได้ทรงทำให้คริสตจักรทั้งมวลครบบริบูรณ์—คริสตจักรแห่งฟีลาเดลเฟีย—และเช่นนั้นจึงเป็นการทำให้แผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์ลุล่วงไป  เหล่าธรรมิกชนสามารถนบนอบตนเองเฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้อย่างถ่อมใจ ได้รับการเชื่อมโยงในจิตวิญญาณ และกำลังติดตามไปด้วยความรัก ร่วมกันไปยังแหล่งกำเนิดแห่งน้ำพุ  น้ำแห่งชีวิตซึ่งมีชีวิตนั้นดำเนินไปโดยไม่หยุดยั้ง ทำการซักล้างและชำระล้างโคลนตมและน้ำโสโครกทั้งหมดในคริสตจักรออกไป และชำระพระวิหารของพระองค์ให้บริสุทธิ์อีกครั้ง  พวกเราได้มารู้จักพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง ได้เดินอยู่ภายในพระวจนะของพระองค์ ได้ระลึกรู้ถึงหน้าที่รับผิดชอบและหน้าที่ของพวกเราเอง และได้ทำทุกอย่างที่พวกเราทำได้เพื่อสละตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร ด้วยการนิ่งสงบเฉพาะพระพักตร์พระองค์อยู่เสมอ พวกเราต้องใส่ใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการที่น้ำพระทัยของพระองค์จะถูกขัดขวางในตัวพวกเรา  ท่ามกลางธรรมิกชนทั้งหลายนั้นมีความรักซึ่งกันและกัน และความแข็งแกร่งของบางคนจะทดแทนให้กับการล้มเหลวของคนอื่นๆ  พวกเขามีความสามารถที่จะเดินไปในจิตวิญญาณได้ตลอดเวลา โดยได้รับการให้ความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกเขานำความจริงมาฝึกฝนปฏิบัติทันทีที่เข้าใจความจริงนั้น  พวกเขาก้าวทันความสว่างใหม่ และติดตามก้าวพระบาทของพระเจ้า

จงร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแข็งขัน การปล่อยให้พระองค์เข้าควบคุมก็คือการเดินไปกับพระองค์  แนวความคิด มโนคติที่หลงผิด ความคิดเห็นและความยุ่งเหยิงทางโลกวิสัยทั้งปวงของพวกเราอันตรธานไปเป็นอากาศธาตุบางเบาเสมือนควัน  พวกเราปล่อยให้พระเจ้าทรงครองราชย์สูงสุดในจิตวิญญาณของพวกเรา เดินไปกับพระองค์ และดังนั้นจึงได้รับอุตรภาพ อันเป็นการเอาชนะโลก และจิตวิญญาณของพวกเราก็ย่อมโบยบินอย่างเป็นอิสระ และบรรลุการปลดปล่อย นี่คือบทอวสานเมื่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงกลายเป็นองค์กษัตริย์  พวกเราสามารถที่จะไม่เต้นรำและขับร้องเพื่อเป็นการสรรเสริญ ถวายคำสรรเสริญของพวกเรา ถวายบทเพลงสรรเสริญใหม่ๆ ได้อย่างไรเล่า?

แท้จริงแล้วมีหนทางมากมายที่จะสรรเสริญพระเจ้า ได้แก่ การเรียกขานพระนามของพระองค์ การเข้าใกล้ชิดพระองค์ การคิดถึงพระองค์ การอ่านบทอธิษฐาน การเข้าร่วมในสามัคคีธรรม การใคร่ครวญและไตร่ตรอง การอธิษฐาน และบทเพลงแห่งการสรรเสริญ  ในการสรรเสริญประเภทเหล่านี้มีความชื่นชมยินดี และมีการเจิมตั้ง มีพลังอำนาจอยู่ในการสรรเสริญ และก็มีภาระด้วยเช่นกัน  ในการสรรเสริญมีความเชื่อ และมีความเข้าใจเชิงลึกใหม่

จงร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแข็งขัน ประสานงานในการปรนนิบัติและกลายเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เจตนารมณ์ทั้งหลายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ลุล่วงไป เร่งรุดที่จะกลายเป็นกายจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ เหยียบย่ำซาตาน และทำให้ชะตากรรมซาตานมาถึงบทอวสาน  คริสตจักรฟิลาเดลเฟียได้ถูกรับขึ้นไปอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าแล้วและได้รับการสำแดงอยู่ในพระสิริของพระองค์

จาก “บทที่ 2” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ตัวบทต้นฉบับไม่มีวลี “ผลผลิตของ”

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 48

กษัตริย์ผู้ทรงมีชัยชนะประทับอยู่ที่ราชบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์  พระองค์ได้ทรงทำการไถ่ได้สำเร็จและนำทางประชากรของพระองค์ให้ปรากฏอยู่ในพระสิริ  พระองค์ทรงถือจักรวาลในพระหัตถ์ของพระองค์ และด้วยพระปรีชาญาณและมหิทธิฤทธิ์แห่งพระเจ้าของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างและทำให้ศิโยนแข็งแกร่งแล้ว  ด้วยพระบารมีของพระองค์ พระองค์ทรงพิพากษาโลกที่เต็มไปด้วยบาป พระองค์ได้ทรงทำการตัดสินประชาชาติทั้งหมดและกลุ่มชนทั้งปวง แผ่นดินโลกและทะเลและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งหมดในสิ่งเหล่านั้น รวมถึงพวกที่มึนเมากับเหล้าองุ่นของความสำส่อน  พระเจ้าจะทรงพิพากษาพวกเขาอย่างแน่นอน และพระองค์จะทรงพระพิโรธต่อพวกเขาอย่างแน่นอน และในที่นั้นจะมีการสำแดงถึงพระบารมีของพระเจ้าผู้ที่การพิพากษาของพระองค์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและนำส่งโดยไม่มีการล่าช้า  ไฟแห่งพระพิโรธจะเผาผลาญอาชญากรรมอันชั่วร้ายของพวกเขาให้สิ้นอย่างแน่นอน และหายนะจะบังเกิดขึ้นแก่พวกเขาในไม่ช้า พวกเขาจะไม่รู้ถึงหนทางใดที่จะหนีรอดไปได้และจะไม่มีที่ใดที่จะหลบซ่อน พวกเขาจะร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน และพวกเขาจะนำการทำลายล้างมาสู่ตัวของพวกเขาเอง

บุตรทั้งหลายผู้มีชัยชนะผู้ที่เป็นที่รักของพระเจ้าจะได้อยู่ในศิโยนอย่างแน่นอน และจะไม่มีวันออกห่างจากที่นั่น  กลุ่มชนจำนวนมหาศาลจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์อย่างใกล้ชิด พวกเขาจะใส่ใจการกระทำของพระองค์อย่างพิถีพิถัน และเสียงการสรรเสริญของพวกเขาจะไม่มีวันสิ้นสุด  พระเจ้าเที่ยงแท้องค์หนึ่งเดียวได้ทรงปรากฏแล้ว!  พวกเราจะมีความแน่ใจภายในจิตวิญญาณเกี่ยวกับพระองค์ และจะติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิด พวกเราจะรีบมุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงของเราทั้งหมดและจะไม่ลังเลอีกต่อไป  บทอวสานของโลกกำลังเปิดเผยคลี่คลายต่อหน้าพวกเรา ชีวิตของคริสตจักรที่ถูกต้องเหมาะสมตลอดจนผู้คน กิจธุระทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายที่ล้อมรอบตัวพวกเราขณะนี้ถึงขั้นกำลังทำให้การฝึกฝนของพวกเราเข้มข้น  ขอให้พวกเรารีบเร่งนำหัวใจที่รักโลกยิ่งนักของพวกเรากลับมาเถิด!  ขอให้พวกเรารีบเร่งนำวิสัยทัศน์ที่ถูกบดบังของพวกเรากลับมาเถิด!  ขอให้พวกเรายังคงเดินต่อไปตามจังหวะของพวกเรา เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่ก้าวล้ำอาณาเขต  ขอให้พวกเราหุบปากของพวกเราเพื่อที่พวกเราจะได้เดินอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และไม่แข่งขันเพื่อการได้และเสียของพวกเราเองอีกต่อไป  โอ!  จงปล่อยสิ่งนั้นไปเถิด—ความชื่นชอบอันละโมบของพวกเจ้าสำหรับโลกฆราวาสและความอุดมด้วยโภคทรัพย์!  โอ!  จงปลดปล่อยตัวพวกเจ้าให้เป็นอิสระจากสิ่งนั้น—ความผูกพันอันยึดติดของพวกเจ้าต่อบรรดาสามีและบรรดาบุตรสาวและบรรดาบุตรชาย!  โอ!  จงหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้น—ทัศนคติและอคติทั้งหลายของเจ้า!  โอ!  จงตื่นขึ้นเถิด เวลานั้นสั้นนัก!  จงมองขึ้นไป มองขึ้นไป จากภายในจิตวิญญาณและยอมให้พระเจ้าทรงควบคุม  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จงอย่าได้กลายเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของโลท  มันช่างน่าเวทนาที่จะถูกทิ้งไป!  ช่างน่าเวทนาโดยแท้!  โอ!  จงตื่นขึ้นเถิด!

จาก “บทที่ 3” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 49

ภูเขาและแม่น้ำทั้งหลายเปลี่ยนแปลง ห้วงน้ำไหลไปตามครรลองของพวกมัน และชีวิตของมนุษย์ก็ไม่สู้ทนอย่างแผ่นดินโลกและท้องฟ้า  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นคือชีวิตอันนิรันดร์และฟื้นคืน ซึ่งดำเนินต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าตลอดกาล!  ทุกสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งปวงล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และซาตานก็อยู่ใต้พระบาทของพระองค์

วันนี้ โดยการคัดสรรที่กำหนดพิจารณาไว้ล่วงหน้าของพระเจ้านั่นเอง พระองค์จึงทรงช่วยพวกเราให้พ้นจากการฉวยจับของซาตาน  พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของพวกเราอย่างแท้จริง  ชีวิตอันฟื้นคืนนิรันดร์ของพระคริสต์ได้ถูกใช้ทำงานขึ้นในตัวพวกเราอย่างแท้จริง ซึ่งลิขิตชะตาให้พวกเราเชื่อมโยงกับพระชนม์ชีพของพระเจ้า เพื่อที่พวกเราอาจจะมีความสามารถที่จะได้พบกับพระองค์แบบเผชิญหน้ากัน กินพระองค์ ดื่มพระองค์ และชื่นชมพระองค์จริงๆ  นี่เป็นของประทานอันไม่เห็นแก่พระองค์ที่พระเจ้าได้ทรงทำขึ้น โดยทรงจ่ายราคาด้วยพระโลหิตแห่งพระทัยของพระองค์

ฤดูกาลต่างๆ มาและไป เคลื่อนผ่านลมและน้ำค้างแข็ง พบกับความทุกข์ การข่มเหง และความทุกข์ลำบากของชีวิตมามากเหลือเกิน พบกับการปฏิเสธและการใส่ความให้ร้ายของโลกมามากเหลือเกิน พบกับข้อกล่าวหาเท็จจากรัฐบาลมามากเหลือเกิน แต่ถึงกระนั้นทั้งความเชื่อของพระเจ้าและความแน่วแน่ของพระองค์ก็ไม่ถูกลดทอนลงแม้แต่น้อย  พระองค์ทรงพักวางชีวิตของพระองค์เอง โดยได้ทรงอุทิศทุ่มเทอย่างสุดหัวใจแด่น้ำพระทัยของพระเจ้า และแด่การบริหารจัดการและแผนของพระเจ้า เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นอาจได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วง  สำหรับมวลชนทั้งหมดแห่งประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงทุ่มเทจนสุดความพยายาม ทรงป้อนอาหารและให้น้ำพวกเขาอย่างระมัดระวัง  ไม่สำคัญว่าพวกเราจะมืดมนเพียงใดหรือลำบากยากเย็นเพียงใด พวกเราต้องนบนอบเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์เท่านั้น และชีวิตที่ฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิมของพวกเรา…สำหรับบุตรหัวปีทั้งหมดเหล่านี้ พระองค์ทรงตรากตรำอย่างไม่ทรงรู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยทรงงดเว้นอาหารและการหยุดพัก  จะกี่วันกี่คืน ผ่านความร้อนอันแผดเผาและความหนาวอันเยือกแข็งเพียงใด พระองค์ก็เฝ้าทอดพระเนตรอย่างสุดพระทัยอยู่ในศิโยน

โลก บ้าน งาน และทั้งหมดถูกงดเว้นโดยสิ้นเชิง อย่างเปรมปรีดิ์ อย่างเต็มใจ และความชื่นชมยินดีทางโลกทั้งหลายไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพระองค์…พระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์บดขยี้เข้าใส่พวกเรา เปิดโปงสิ่งทั้งหลายที่ซ่อนลึกอยู่ในหัวใจของพวกเรา  พวกเราจะไม่สามารถเชื่อมั่นได้อย่างไร?  ทุกประโยคที่มาจากพระโอษฐ์ของพระองค์อาจกลายเป็นจริงในตัวพวกเราเมื่อใดก็ได้  สิ่งใดก็ตามที่พวกเราทำ ไม่ว่าจะในการทรงสถิตของพระองค์หรือซ่อนเร้นจากพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงทราบ ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่เข้าพระทัย  ทั้งหมดจะได้รับการเปิดเผยเฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างแท้จริง แม้จะมีแผนและการจัดการเตรียมการทั้งหลายของพวกเราเองอยู่ก็ตาม

ขณะนั่งอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ รู้สึกถึงความชื่นบานภายในจิตวิญญาณของพวกเรา สบายใจและสงบ ทว่ารู้สึกว่างเปล่าอยู่เสมอและเป็นหนี้บุญคุณต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง กล่าวคือ นี่เป็นการอัศจรรย์อย่างหนึ่งซึ่งมิอาจจินตนาการได้และเป็นไปไม่ได้ที่จะสัมฤทธิ์ผล  พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นทรงเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว!  นั่นเป็นข้อพิสูจน์อันไม่อาจโต้เถียง!  พวกเราที่เป็นของกลุ่มนี้ได้รับการอวยพรอย่างสุดจะพรรณนาได้!  หากไม่ใช่เพราะพระคุณและพระปรานีของพระเจ้า พวกเราย่อมจะทำได้เพียงไปสู่ความพินาศและติดตามซาตาน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นที่สามารถช่วยพวกเราให้รอดได้!

อา!  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง!  เป็นพระองค์ที่ได้ทรงเปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเรา ช่วยให้พวกเรามองเห็นความล้ำลึกทั้งหลายของโลกฝ่ายจิตวิญญาณ  ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของราชอาณาจักรนั้นไร้พรมแดน  พวกเราจงระวังระไวในขณะที่พวกเรารอคอย  วันนั้นคงไม่ไกลเกินไป

เปลวไฟแห่งสงครามหมุนวนไปรอบๆ ควันปืนใหญ่คลุ้งอยู่เต็มอากาศ สภาพอากาศอุ่นขึ้น ภูมิอากาศแปรเปลี่ยน ภัยพิบัติจะแพร่กระจาย และผู้คนทำได้แค่ตายเท่านั้น โดยไร้ความหวังของการรอดชีวิต

อา!  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง!  พระองค์ทรงเป็นป้อมปราการอันแน่นหนาของพวกเรา  พระองค์ทรงเป็นที่หลบภัยของพวกเรา  พวกเราพากันเบียดซุกอยู่ใต้ปีกของพระองค์ และหายนะไม่สามารถเข้าถึงพวกเราได้  เช่นนี้เองคือการปกป้องและการเอาพระทัยใส่ของพระเจ้าของพระองค์

พวกเราทุกคนเร่งเสียงของพวกเราให้ดังขึ้นในบทเพลง พวกเราขับร้องเพื่อการสรรเสริญ และเสียงแห่งการสรรเสริญของพวกเราก้องกังวานไปทั่วศิโยน!  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงได้ทรงตระเตรียมบั้นปลายอันรุ่งโรจน์ไว้ให้พวกเรา  จงระวังระไว—โอ้ จงเฝ้าดู!  ถึงตอนนี้ โมงยามก็ยังมิสายเกินไป

จาก “บทที่ 5” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 50

ตั้งแต่เมื่อครั้งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์—องค์กษัตริย์แห่งราชอาณาจักร—ทรงได้รับการเป็นพยาน ขอบเขตแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าได้เปิดเผยคลี่คลายด้วยความครบถ้วนไปทั่วทั้งจักรวาล  ไม่เพียงแต่การทรงปรากฏของพระเจ้าเท่านั้นที่ได้รับการเป็นพยานในประเทศจีน แต่พระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยังได้รับการเป็นพยานในชนชาติทั้งมวลและในทุกสถานที่  พวกเขาทั้งหมดล้วนกำลังร้องเรียกพระนามอันบริสุทธิ์นี้ กำลังพยายามที่จะสามัคคีธรรมกับพระเจ้าในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ กำลังจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และกำลังรับใช้พระองค์ด้วยการร่วมมือกันในคริสตจักร  นี่คือหนทางอันน่าอัศจรรย์ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ

ภาษาของชนชาติต่างๆ ทั้งหลายนั้นแตกต่างจากกัน แต่มีพระวิญญาณเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น  พระวิญญาณนี้รวมประสานคริสตจักรทั้งหลายทั่วทั้งจักรวาลเข้าด้วยกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้าอย่างแท้จริง โดยไม่มีความแตกต่างแม้แต่น้อย  นี่คือบางสิ่งที่อยู่เหนือความสงสัย  บัดนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเรียกร้องไปยังพวกเขา และพระสุรเสียงของพระองค์ปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้น  นี่คือพระสุรเสียงแห่งความปรานีของพระเจ้า  พวกเขาทั้งหมดร้องเรียกพระนามอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  พวกเขาให้การสรรเสริญและพวกเขาร้องเพลงด้วย  ไม่มีทางที่จะมีการออกนอกลู่นอกทางใดๆ ในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เลย ผู้คนเหล่านี้ใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าตามเส้นทางที่ถูกต้อง พวกเขาไม่เปลี่ยนใจเลย—การอัศจรรย์มากมายจึงได้เกิดขึ้น  นี่เป็นบางสิ่งที่ผู้คนพบว่ายากจะจินตนาการและเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดเดาถึง

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์กษัตริย์แห่งชีวิตในจักรวาล!  พระองค์ประทับบนพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์และทรงพิพากษาโลก ทรงครองอำนาจเหนือทั้งหมด และทรงปกครองชนชาติทั้งมวล กลุ่มชนทั้งปวงคุกเข่าต่อพระองค์ อธิษฐานต่อพระองค์ เข้าใกล้ชิดพระองค์และสื่อสารกับพระองค์  ไม่ว่าเจ้าจะได้เชื่อในพระเจ้ามานานเท่าใดก็ตาม ไม่ว่าสถานะของเจ้าจะสูงเท่าใดก็ตาม หรือความอาวุโสของเจ้าจะมากเท่าใดก็ตาม หากเจ้าต่อต้านพระเจ้าในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องถูกพิพากษาและต้องให้ตัวเจ้าเองหมอบราบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ส่งเสียงแห่งคำวิงวอนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดออกมา นี่เป็นการเก็บเกี่ยวผลของการกระทำของเจ้าเองโดยแท้  เสียงคร่ำครวญนี้คือเสียงของการถูกทรมานในบึงไฟและกำมะถัน และมันเป็นเสียงร้องของการถูกสั่งสอนด้วยคทาเหล็กของพระเจ้า นี่เป็นการพิพากษาต่อหน้าพระที่นั่งของพระคริสต์

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 8” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 51

การทรงปรากฏของพระเจ้าได้เกิดขึ้นแล้วในคริสตจักรทั้งหมด  มันคือพระวิญญาณที่ตรัส พระองค์ทรงเป็นไฟที่ไหม้เผาผลาญ ทรงพระบารมีและกำลังทรงพิพากษา  พระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์ ทรงฉลองพระองค์ยาวคลุมพระบาท และทรงคาดแถบทองคำที่พระอุระ  พระเศียรและพระเกศาของพระองค์ขาวเหมือนอย่างขนแกะ พระเนตรของพระองค์เหมือนอย่างเปลวไฟ พระบาทของพระองค์เหมือนทองสัมฤทธิ์ ประหนึ่งหลอมบริสุทธิ์แล้วในเตาไฟ และพระสุรเสียงของพระองค์เหมือนอย่างเสียงของห้วงน้ำมากหลาย  พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวง และมีดาบสองคมที่คมกริบอยู่ในพระโอษฐ์ และพระพักตร์ของพระองค์เหมือนอย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงแรงกล้า

มีพยานได้เห็นบุตรมนุษย์ และพระเจ้าได้ทรงสำแดงพระองค์เองอย่างเปิดเผย  พระสิริของพระเจ้าเปล่งรัศมีออกไป ฉายแสงอย่างแรงกล้าเหมือนอย่างดวงอาทิตย์ที่กำลังแผดเผา! พระพักตร์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์เปล่งแสงด้วยความสว่างอันสุกใส ดวงตาของผู้ใดจะกล้าจ้องมองพระองค์ด้วยความต้านทานเล่า? ความต้านทานนำไปสู่ความตาย! ไม่มีการแสดงความปรานีให้เห็นแม้แต่น้อยที่สุดสำหรับสิ่งใดก็ตามที่เจ้าคิดอยู่ในหัวใจของเจ้า สำหรับถ้อยคำใดที่เจ้าพูดหรือสิ่งใดๆ ที่เจ้าทำ  พวกเจ้าทั้งหมดจะได้เข้าใจและจะได้เห็นว่าสิ่งใดคือสิ่งที่พวกเจ้าได้รับมา—ซึ่งไม่มีสิ่งใดเว้นแต่การพิพากษาของเราเท่านั้น! เราจะสามารถทนมันได้หรือเมื่อพวกเจ้าไม่ได้ใช้ความพยายามในการกินและดื่มถ้อยคำของเรา และกลับแทรกแซงตามอำเภอใจและทำลายการสร้างของเรา? เราจะไม่ปฏิบัติต่อบุคคลประเภทนี้อย่างอ่อนโยน! หากความประพฤติของเจ้าเสื่อมไปอย่างรุนแรงมากขึ้น เจ้าจะถูกเผาไหม้ในเปลวไฟ! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงสำแดงในร่างทางจิตวิญญาณ โดยปราศจากเนื้อหนังหรือเลือดแม้เพียงส่วนน้อยที่สุดที่เชื่อมต่อจากศีรษะจรดปลายเท้า  พระองค์ทรงอยู่เหนือล้ำสากลพิภพ ประทับอยู่ที่บัลลังก์อันรุ่งโรจน์ในสวรรค์ชั้นที่สาม ทรงบริหารสรรพสิ่งทั้งปวง! จักรวาลและสรรพสิ่งทั้งหมดอยู่ในมือของเรา  หากเราพูดสั่งมัน มันจะเป็นตามนั้น  หากเรากำหนดมัน มันก็จะเป็นไปตามนั้น  ซาตานอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา มันอยู่ในบาดาลลึก! เมื่อเสียงของเราได้เปล่งออกไป ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะล่วงไปและจะไม่มีอีกต่อไป! สรรพสิ่งทั้งปวงจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ นี่คือความจริงอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ที่ถูกต้องอย่างแน่นอน  เราได้พิชิตโลกแล้ว รวมทั้งมารร้ายทั้งปวงด้วย  เรากำลังนั่งคุยกับพวกเจ้าอยู่ ณ ที่นี้ และทุกคนที่มีหูควรจะฟังไว้ และทุกคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ควรยอมรับไว้

วันเวลาจะมาถึงบทอวสาน สรรพสิ่งในโลกนี้จะมาถึงความว่างเปล่า และทุกสรรพสิ่งจะได้เกิดเป็นสิ่งใหม่  จงจำเรื่องนี้ไว้!  จงอย่าลืม!  จะไม่สามารถมีความคลุมเครือได้! ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่บรรดาถ้อยคำของเราจะไม่สูญหายไปเลย! ขอให้เราเตือนสติพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งว่า  จงอย่าวิ่งโดยสูญเปล่า!  จงตื่นขึ้นเถิด!  จงกลับใจ และความรอดอยู่ใกล้!  เราได้ปรากฏท่ามกลางพวกเจ้าแล้ว และเสียงของเราได้เปล่งขึ้นแล้ว  เสียงของเราได้เปล่งขึ้นต่อหน้าพวกเจ้า มันเผชิญกับเจ้าทุกวัน แบบต่อหน้าและแต่ละวันมันจะสดและใหม่ เจ้ามองเห็นเรา และเรามองเห็นเจ้า เรากล่าวแก่เจ้าอยู่เป็นนิตย์ และเราอยู่กับเจ้าแบบต่อหน้า  แต่กระนั้นก็ตาม เจ้าปฏิเสธเราและไม่รู้จักเรา  แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา แต่พวกเจ้ายังคงลังเลใจอยู่!  เจ้าลังเลใจ!  จิตใจของเจ้าด้านชา เจ้าถูกซาตานทำให้ตาบอด และเจ้าไม่สามารถมองเห็นใบหน้าอันรุ่งโรจน์ของเราได้—เจ้าช่างน่าสมเพช! ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!

พระวิญญาณทั้งเจ็ดที่อยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของเราได้ถูกส่งไปยังทุกมุมโลกและเราจะส่งผู้สื่อสารของเราไปเพื่อพูดกับคริสตจักรทั้งหลาย  เราชอบธรรมและสัตย์ซื่อ เราคือพระเจ้าผู้ตรวจดูส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจของมนุษย์  พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย และมันคือถ้อยคำของเราที่ออกมาจากภายในบุตรของเรา คนเหล่านั้นทั้งหมดที่มีหูก็ควรฟังไว้เถิด!  คนเหล่านั้นทั้งหมดที่กำลังมีชีวิตอยู่ควรยอมรับไว้!  จงเพียงแค่กินและดื่มถ้อยคำเหล่านั้นและอย่าสงสัย  คนเหล่านั้นทั้งหมดผู้นบนอบและใส่ใจถ้อยคำของเราจะได้รับพระพรต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่!  คนเหล่านั้นทั้งหมดที่แสวงหาใบหน้าของเราด้วยความจริงจังจริงใจจะมีความสว่างใหม่ ความรู้แจ้งใหม่ และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ อย่างแน่นอน ทั้งหมดจะสดและใหม่  ถ้อยคำของเราจะปรากฏแก่เจ้าทุกเวลา แล้วมันจะเปิดดวงตาแห่งจิตวิญญาณของเจ้า เพื่อที่เจ้าจะสามารถมองเห็นบรรดาสิ่งลึกลับทุกอย่างของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณและจะมองเห็นว่าราชอาณาจักรอยู่ท่ามกลางมนุษย์  จงเข้าไปสู่ที่ลี้ภัย และพระคุณและพระพรทั้งหมดจะมาถึงเจ้า การกันดารอาหารและภัยพิบัติจะไม่สามารถมาแตะต้องเจ้าได้ และบรรดาหมาป่า งูพิษ เสือ และเสือดาวจะไม่สามารถทำอันตรายเจ้าได้  เจ้าจะไปกับเรา เดินไปกับเรา และเข้าไปสู่สง่าราศีร่วมกับเรา!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 15” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 52

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธ์!  พระกายที่รุ่งโรจน์ของพระองค์ปรากฏขี้นในที่แจ้ง  พระกายฝ่ายจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ลุกขึ้น และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงครบบริบูรณ์ในพระองค์เอง!  ทั้งโลกและเนื้อหนังได้เปลี่ยนแปลงไป และการจำแลงพระกายของพระองค์บนภูเขาคือสภาวะบุคคลของพระเจ้า  พระองค์ทรงมีมงกุฎทองคำอยู่บนพระเศียรของพระองค์ ฉลองพระองค์ของพระองค์เป็นสีขาวบริสุทธิ์ ทรงคาดแถบทองคำที่พระอุระ และสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นแท่นรองพระบาทของพระองค์ พระเนตรของพระองค์เหมือนอย่างเปลวไฟ พระองค์ทรงถือดาบสองคมที่คมกริบในพระโอษฐ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงมีดาวเจ็ดดวงในพระหัตถ์ขวาของพระองค์  หนทางสู่ราชอาณาจักรนั้นส่องสว่างอย่างไร้เขตแดน พระสิริของพระองค์บังเกิดขึ้นและส่องสว่าง ภูเขาต่างๆ พากันชื่นชมยินดีและห้วงน้ำทั้งหลายพากันหัวเราะ และดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ ทั้งหมดโคจรอยู่ในการจัดการเตรียมการอย่างเป็นระเบียบของพวกมัน ซึ่งกำลังต้อนรับพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ ผู้ทรงเอกลักษณ์ ผู้ซึ่งชัยชนะของพระองค์กลับไปประกาศถึงความครบบริบูรณ์ของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์  ทุกสิ่งกระโดดและเต้นรำด้วยความชื่นชมยินดี! จงเปล่งเสียงแสดงความยินดี! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ประทับบนบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์!  จงร้องเพลงเถิด!  ธงแห่งชัยชนะขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ชูขึ้นสูงเหนือภูเขาศิโยนที่สง่างามและเปี่ยมบารมี! ชนชาติทั้งมวลกำลังเปล่งเสียงร้องแสดงความยินดี กลุ่มชนทั้งปวงกำลังร้องเพลง ภูเขาศิโยนกำลังหัวเราะอย่างเปรมปรีดิ์ และพระสิริของพระเจ้าได้เกิดขึ้นแล้ว!  เราไม่เคยฝันว่าเราจะได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า แต่แล้ววันนี้เราก็ได้เห็นแล้ว  ได้อยู่กับพระองค์แบบต่อหน้าทุกวัน เราวางแผ่หัวใจของเราต่อพระองค์  พระองค์ทรงจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มอย่างมากมาย  ชีวิต ถ้อยคำ การกระทำ ความนึกคิด แนวความคิดต่างๆ—ความสว่างแห่งพระสิริของพระเจ้าให้ความกระจ่างแก่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด  พระองค์ทรงนำทุกย่างก้าวตลอดวิถีทาง และการพิพากษาของพระองค์เกิดขึ้นโดยทันทีต่อหัวใจที่เป็นกบฏ

การกิน การอยู่ร่วมกันและการใช้ชีวิตร่วมกันกับพระเจ้า การอยู่ร่วมกันกับพระองค์ การดำเนินร่วมกัน การเปรมปรีดิ์ร่วมกัน การได้รับพระสิริและพระพรร่วมกัน การแบ่งปันความเป็นกษัตริย์กับพระองค์ และการดำรงอยู่ร่วมกันในราชอาณาจักร—โอ ช่างเป็นความหรรษายินดีโดยแท้!  โอ มันช่างอ่อนหวานเสียจริง!  เราได้อยู่กับพระองค์แบบต่อหน้าทุกวัน ได้พูดกับพระองค์ทุกวันและคุยกันเป็นเนืองนิตย์ และได้รับความรู้แจ้งใหม่และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ ทุกวัน ดวงตาฝ่ายวิญญาณของพวกเราเปิดขึ้น และพวกเรามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง บรรดาความลึกลับทั้งหมดของจิตวิญญาณได้ถูกเปิดเผยแก่พวกเรา  ชีวิตบริสุทธิ์นั้นไร้ความกังวลอย่างแท้จริง จงวิ่งไปอย่างรวดเร็วและอย่าหยุด จงมุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง—มีชีวิตที่น่าอัศจรรย์กว่าอยู่เบื้องหน้า จงอย่ารู้สึกพึงพอใจกับเพียงรสหวาน จงแสวงหาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะเข้าสู่พระเจ้า  พระองค์ทรงครอบคลุมทั้งหมดและทรงโอบอ้อมอารี ทรงมีสรรพสิ่งทุกชนิดที่พวกเราขาดแคลน  จงร่วมมือกันอย่างมั่นใจและเข้าสู่พระองค์ และจะไม่มีสิ่งใดเป็นเหมือนเดิมอีกเลย ชีวิตของพวกเราจะหลุดพ้น และจะไม่มีบุคคล เรื่อง หรือสิ่งใดที่จะสามารถก่อกวนเราได้

การหลุดพ้น!  การหลุดพ้น!  การหลุดพ้นที่แท้จริง!  ชีวิตที่หลุดพ้นของพระเจ้าอยู่ภายใน และสรรพสิ่งทั้งหมดได้กลายเป็นผ่อนคลายอย่างแท้จริง!  พวกเราหลุดพ้นโลกนี้และสิ่งต่างๆ ทางโลก โดยไม่รู้สึกถึงการผูกพันกับบรรดาสามีหรือบุตรหลาน  พวกเราหลุดพ้นการควบคุมของความเจ็บป่วยและสิ่งแวดล้อมต่างๆ  ซาตานไม่กล้ารบกวนเรา  เราหลุดพ้นความวิบัติทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง  นี่จะเป็นการยอมให้พระเจ้าได้รับเอาความเป็นกษัตริย์!  พวกเราเหยียบย่ำซาตานให้สยบอยู่ใต้ฝ่าเท้า  จงยืนหยัดเป็นพยานให้แก่คริสตจักร และเปิดโปงหน้าตาอันอัปลักษณ์ของซาตานอย่างถ้วนทั่ว  การก่อสร้างคริสตจักรอยู่ในพระคริสต์ และพระกายอันรุ่งโรจน์ได้เกิดขึ้นแล้ว—นี่คือการใช้ชีวิตในความปลาบปลื้มยินดี!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 15” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 53

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  พระบิดาผู้ทรงเป็นนิรันดร์  เจ้าชายแห่งสันติราช  พระเจ้าของพวกเราคือกษัตริย์!  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงย่างพระบาทบนภูเขามะกอกเทศ  ช่างงดงามยิ่งนัก!  จงฟัง!  พวกเราเหล่าคนยามเปล่งสุ้มเสียงของพวกเราให้ดัง  ด้วยเสียงของพวกเรา พวกเราร้องเพลงด้วยกัน เพราะพระเจ้าได้เสด็จกลับมาสู่ศิโยน  พวกเรามองเห็นความอ้างว้างของนครเยรูซาเลมด้วยตาของพวกเราเอง  จงโห่ร้องเป็นเสียงอันเริงร่าและร้องเพลงโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะพระเจ้าได้ทรงนำการปลอบโยนมาสู่พวกเรา และได้ทรงไถ่นครเยรูซาเลมแล้ว  พระเจ้าได้ทรงเผยพระพาหาอันบริสุทธิ์ของพระองค์แก่สายตาของชนชาติทั้งปวง  พระเจ้าในรูปบุคคลจริงได้ทรงปรากฏแล้ว!  สุดปลายของแผ่นดินโลกทั้งปวงได้เห็นความรอดแห่งพระเจ้าของพวกเราแล้ว

โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  วิญญาณทั้งเจ็ดได้ถูกส่งตรงจากพระบัลลังก์ของพระองค์สู่คริสตจักรทุกแห่ง เพื่อเผยความล้ำลึกทั้งปวงของพระองค์  ขณะประทับบนพระบัลลังก์แห่งพระสิริของพระองค์ พระองค์ได้ทรงบริหารจัดการราชอาณาจักรของพระองค์ และได้ทรงทำให้มันตั้งมั่นและมั่นคงด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรม  และพระองค์ได้ทรงบำราบชนชาติทั้งปวงเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์  โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  พระองค์ได้ทรงคลายสายคาดเอวของกษัตริย์ทั้งหลาย!  พระองค์ได้ทรงทำให้ประตูทั้งหลายของนครเปิดกว้างเฉพาะพระพักตร์พระองค์ โดยไม่มีวันปิด  เนื่องจากความสว่างของพระองค์ได้มาถึงแล้ว และสง่าราศีของพระองค์ลอยขึ้นและฉายความสุกใสของมันออกมา  ความมืดปกคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบอยู่เหนือกลุ่มชนทั้งหลาย  โอ พระเจ้า!  อย่างไรก็ตาม พระองค์ได้ทรงปรากฏและทรงฉายความสว่างของพระองค์แก่พวกเรา และพระสิริของพระองค์จะถูกพบเห็นบนตัวพวกเรา  ชนชาติทั้งปวงจะมาสู่ความสว่างของพระองค์ และกษัตริย์ทั้งหลายจะมาสู่รัศมีของพระองค์  พระองค์ทรงช้อนพระเนตรของพระองค์ขึ้น และทอดพระเนตรไปรอบๆ กล่าวคือ บุตรทั้งหลายของพระองค์ชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และพวกเขามาจากที่ไกล  ธิดาทั้งหลายของพระองค์ถูกอุ้มในวงแขน  โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้กุมพวกเราไว้  เป็นพระองค์ที่ทรงนำทางพวกเราไปข้างหน้าบนถนนสู่ราชอาณาจักรของพระองค์  และเป็นพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ที่ซึมซาบผ่านพวกเรา

โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  พวกเราถวายคำขอบคุณ และพวกเราสรรเสริญพระองค์!  ขอให้พวกเราได้เคารพนับถือพระองค์  เป็นพยานแด่พระองค์ ยกย่องพระองค์ และร้องเพลงแด่พระองค์ ด้วยหัวใจที่จริงใจ สงบ และไม่แบ่งแยก  ขอให้พวกเรามีเพียงจิตใจเดียว และถูกสร้างด้วยกัน และขอพระองค์ทรงทำให้พวกเราเป็นผู้ที่ติดตามพระหทัยของพระองค์ในเร็ววัน เพื่อที่พระองค์จะทรงใช้ประโยชน์  ขอให้น้ำพระทัยของพระองค์ได้รับการดำเนินการโดยปราศจากอุปสรรคบนแผ่นดินโลก!

จาก “บทที่ 25” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 54

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นพระเจ้าแท้จริงผู้ทรงครบถ้วนบริบูรณ์ ทรงสัมฤทธิ์ทุกสิ่ง ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น!  พระองค์ไม่เพียงทรงถือดาวทั้งเจ็ดดวง ทรงมีพระวิญญาณทั้งเจ็ด ทรงมีพระเนตรทั้งเจ็ด ทรงแกะตราผนึกทั้งเจ็ด และทรงเปิดหนังสือม้วนทั้งเจ็ดเท่านั้น แต่ที่มากยิ่งกว่านั้นคือ พระองค์ทรงบริหารภัยพิบัติทั้งเจ็ดและชามทั้งเจ็ดใบ และทรงเปิดเผยเสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ด  พระองค์ทรงเป่าแตรทั้งเจ็ดนานมาแล้วด้วยเช่นกัน!  ทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างและทำให้ครบบริบูรณ์ควรสรรเสริญพระองค์ ถวายพระสิริแด่พระองค์ และยกย่องพระบัลลังก์ของพระองค์  โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง  พระองค์ได้ทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จลุล่วง และเมื่อมีพระองค์ ทั้งหมดก็ครบบริบูรณ์ สว่างไสว ถูกปลดปล่อย เป็นอิสระ แข็งแรง และเต็มไปด้วยพลังอำนาจ!  ไม่มีสิ่งใดถูกซ่อนเร้นหรือปกปิดไว้เลย เมื่อมีพระองค์ความล้ำลึกทั้งหมดถูกเปิดเผย  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงพิพากษาศัตรูจำนวนมากมายของพระองค์ พระองค์ทรงเปิดเผยพระบารมีของพระองค์ ทรงสำแดงไฟที่เดือดดาลของพระองค์ พระองค์ทรงแสดงออกซึ่งพระพิโรธของพระองค์ และที่มากกว่านั้นคือ พระองค์ทรงแสดงพระสิริอันไม่สิ้นสุดเต็มที่ เป็นนิรันดร์กาล แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของพระองค์!  กลุ่มชนทั้งปวงควรตื่นขึ้นมาแซ่ซ้องและร้องเพลงโดยไม่สงวนท่าที เชิดชูพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรงจริงแท้อย่างบริบูรณ์ ผู้ทรงพระชนม์ทั้งสิ้น ผู้ทรงโอบอ้อมอารี ผู้ทรงเปี่ยมสง่าราศีและแท้จริงพระองค์นี้ ผู้ทรงมาจากนิรันดร์กาลสู่นิรันดร์กาล  พระบัลลังก์ของพระองค์ควรได้รับการยกย่องอย่างเนืองนิตย์ พระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์ได้รับการสรรเสริญและได้รับพระเกียรติ  นี่คือเจตจำนงชั่วนิรันดร์—ของพระเจ้า—ของเรา และเป็นพระพรอันไร้ขีดจำกัดที่พระองค์ทรงเปิดเผยและประทานแก่พวกเรา!  ใครในท่ามกลางพวกเราที่ไม่ได้สืบทอดพระพร?  การที่จะสืบทอดพระพรของพระเจ้า คนเราต้องยกย่องพระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์และมาอยู่ล้อมรอบพระบัลลังก์ของพระองค์ในการนมัสการ  บรรดาผู้ที่ไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ด้วยสิ่งจูงใจอื่นและด้วยเจตนาอื่นจะถูกทำให้หลอมละลายโดยไฟที่เดือดดาลของพระองค์  วันนี้คือวันที่พวกศัตรูของพระองค์จะถูกพิพากษา และก็เป็นวันนี้ด้วยเช่นกันที่พวกเขาจะพินาศ  ยิ่งไปกว่านั้น นั่นยังเป็นวันที่เรา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะถูกเปิดเผย และวันที่เราจะได้รับสง่าราศีและเกียรติ  โอ กลุ่มชนทั้งปวง!  จงลุกขึ้นโดยเร็วเพื่อเชิดชูและต้อนรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ซึ่งทรงส่งความเมตตามายังพวกเรา ทรงปฏิบัติความรอดและประทานพระพรแก่พวกเรา ทรงทำให้บรรดาบุตรของพระองค์ครบบริบูรณ์และสัมฤทธิ์ราชอาณาจักรของพระองค์อย่างประสบความสำเร็จนับจากโบราณกาลจนถึงนิรันดร์กาล!  นี่คือกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า!  นี่คือการลิขิตไว้ล่วงหน้าและการจัดการเตรียมการชั่วนิรันดร์ของพระเจ้า—ที่พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อช่วยพวกเราให้รอด ทำให้พวกเราครบบริบูรณ์ และนำพาพวกเราให้เข้าสู่สง่าราศีด้วยพระองค์เอง

พวกที่ไม่ลุกขึ้นและไม่เป็นพยานคือพวกบรรพชนของคนตาบอดและกษัตริย์แห่งความไม่รู้เท่าทัน  พวกเขาจะกลายเป็นไม่รู้เท่าทันไปชั่วนิรันดร์ กลายเป็นคนโง่ไปตลอดกาล เป็นคนตายชั่วนิรันดร์ผู้ตาบอด  วิญญาณของพวกเราควรจะตื่นรู้ก็เพราะเหตุผลนี้!  ผู้คนทั้งปวงควรลุกขึ้น!  จงแซ่ซ้อง สรรเสริญ เชิดชูอย่างไม่รู้สิ้นสุดแด่องค์กษัตริย์ผู้เปี่ยมพระสิริ พระบิดาแห่งความปรานี พระบุตรแห่งการไถ่ พระวิญญาณทั้งเจ็ดผู้ทรงไพบูลย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงนำพาไฟเดือดดาลอันเปี่ยมบารมีและการพิพากษาอันชอบธรรมและผู้ทรงพอเพียง ทรงไพบูลย์ ทรงมหิทธิฤทธิ์ และทรงบริบูรณ์อย่างที่สุด  พระบัลลังก์ของพระองค์จะได้รับการยกย่องไปตลอดกาล!  บรรดาผู้คนทั้งปวงควรได้เห็นว่านี่คือพระปรีชาญาณของพระเจ้า เป็นเส้นทางที่น่าอัศจรรย์สู่ความรอดและการสัมฤทธิ์น้ำพระทัยอันทรงพระเกียรติของพระองค์  หากเราไม่ลุกขึ้นและเป็นพยาน เช่นนั้นแล้ว ทันทีที่ชั่วขณะนี้ได้ผ่านไป ก็จะไม่มีการกลับไปอีก  ไม่ว่าเราจะได้รับพระพรหรือโชคร้ายหรือไม่ ก็จะได้รับการตัดสินในระหว่างช่วงระยะปัจจุบันนี้ของการเดินทางของเรา โดยมีพื้นฐานอยู่บนสิ่งที่พวกเราทำ สิ่งที่พวกเราคิด และสิ่งที่พวกเรากำลังใช้ชีวิตตามอยู่ในขณะนี้  พวกเจ้าควรจะกระทำการอย่างไรเล่า?  จงเป็นพยานและยกย่องพระเจ้าไปตลอดกาล ยกย่องพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—พระเจ้าที่แท้จริงผู้ทรงเอกลักษณ์ชั่วนิรันดร์!

นับจากนี้ไป เจ้าควรมองเห็นอย่างชัดเจนว่าพวกที่ไม่เป็นพยานให้กับพระเจ้า—พวกที่ไม่เป็นพยานให้กับพระเจ้าที่แท้จริงผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์นี้ รวมถึงพวกที่เก็บงำความสงสัยเกี่ยวกับพระองค์ไว้—พวกเขาทั้งหมดล้วนเจ็บป่วยและตายแล้ว และเป็นพวกที่เยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า!  พระวจนะของพระเจ้าได้รับการพิสูจน์แล้วจากสมัยโบราณว่า ใครไม่รวบรวมไว้กับเราก็ทำให้กระจัดกระจาย และใครไม่อยู่ฝ่ายเราก็ต่อต้านเรา นี่คือความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งถูกสลักไว้ในศิลา!  พวกที่ไม่เป็นพยานให้กับพระเจ้าก็เป็นข้ารับใช้ของซาตาน  ผู้คนเยี่ยงนั้นได้มารบกวนและหลอกลวงลูกๆ ของพระเจ้า และขัดจังหวะการบริหารจัดการของพระองค์ พวกเขาต้องถูกดาบฟาดฟัน!  คนเหล่านั้นทั้งหมดที่แสดงเจตนาดีต่อพวกข้ารับใช้ของซาตาน ก็แสวงหาการทำลายล้างให้กับพวกเขาเอง  เจ้าควรรับฟังและเชื่อถ้อยดำรัสของพระวิญญาณของพระเจ้า เดินบนเส้นทางของพระวิญญาณของพระเจ้า และดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระวิญญาณของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรยกย่องพระบัลลังก์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไปชั่วกัลปาวสาน!

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าแห่งพระวิญญาณทั้งเจ็ด!  พระเจ้าผู้ทรงมีพระเนตรทั้งเจ็ดและดาวทั้งเจ็ดก็คือพระองค์ด้วย พระองค์ทรงแกะตราทั้งเจ็ดดวง และหนังสือม้วนทั้งเล่มได้ถูกคลี่ออกโดยพระองค์!  พระองค์ทรงเป่าแตรทั้งเจ็ด และทรงคว้าชามทั้งเจ็ดและภัยพิบัติทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์ เพื่อปลดปล่อยตามน้ำพระทัยของพระองค์  โอ เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดที่ได้ถูกปิดผนึกไว้ตลอดเวลา!  เวลาของการเปิดเผยพวกมันได้มาถึงแล้ว!  พระองค์ผู้จะทรงทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดได้ทรงปรากฏต่อหน้าต่อตาของพวกเราแล้ว!

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  เมื่อมีพระองค์ทั้งหมดก็ได้รับการปลดปล่อยและเป็นอิสระ ไม่มีความลำบากยากเย็นเลย และทั้งหมดไหลรินอย่างราบรื่น!  ไม่มีสิ่งใดกล้าขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อพระองค์ และทั้งหมดล้วนนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระองค์  ผู้ใดที่ไม่นบนอบจะเสียชีวิต!

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงมีพระเนตรทั้งเจ็ด!  ทั้งหมดล้วนชัดเจนอย่างสมบูรณ์ ทั้งหมดล้วนส่องสว่างและไม่ถูกปกปิด และทั้งหมดถูกเปิดเผยและแผ่วาง  เมื่อมีพระองค์ทั้งหมดก็ชัดเจนมาก และไม่ใช่เพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงเป็นเช่นนี้ ทว่าบรรดาบุตรของพระองค์ก็เป็นแบบนี้ด้วย  ไม่มีผู้ใด ไม่มีวัตถุใด และไม่มีเรื่องราวใดที่สามารถถูกปกปิดไว้เฉพาะพระพักตร์พระองค์และบรรดาบุตรของพระองค์ได้!

ดาวทั้งเจ็ดดวงของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ส่องสว่าง!  คริสตจักรได้ถูกทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ พระองค์ทรงตั้งผู้สื่อสารของคริสตจักรและทั่วทั้งคริสตจักรอยู่ภายในการจัดเตรียมของพระองค์  พระองค์ทรงแกะตราทั้งเจ็ดดวงและพระองค์ทรงนำพาแผนการบริหารจัดการและน้ำพระทัยของพระองค์ให้ครบบริบูรณ์ด้วยพระองค์เอง  หนังสือม้วนเป็นภาษาทางจิตวิญญาณที่ลึกลับของการบริหารจัดการของพระองค์ และได้ถูกคลี่ออกและเปิดเผยโดยพระองค์!

ผู้คนทั้งหมดควรฟังเสียงกึกก้องของแตรทั้งเจ็ดของพระองค์  เมื่อมีพระองค์ทั้งหมดก็ถูกทำให้เป็นที่รู้จัก ไม่มีวันถูกซ่อนเร้นอีกแล้ว และไม่มีความโศกเศร้าอีกต่อไป  ทั้งหมดถูกเปิดเผย และทั้งหมดเป็นชัยชนะ!

แตรทั้งเจ็ดของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือแตรชัยชนะอันรุ่งโรจน์เปิดออก!  พวกมันยังเป็นแตรที่พิพากษาศัตรูของพระองค์อีกด้วย!  ในท่ามกลางชัยชนะของพระองค์ เขาของพระองค์กำลังได้รับการยกย่อง!  พระองค์ทรงปกครองอยู่เหนือทั่วทั้งจักรวาล!

พระองค์ได้ทรงตระเตรียมชามทั้งเจ็ดแห่งภัยพิบัติ ศัตรูของพระองค์ตกเป็นเป้า และภัยพิบัติเหล่านั้นถูกปล่อยลงในกระแสน้ำเชี่ยวสุดขั้ว และพวกศัตรูเหล่านั้นจะถูกเผาผลาญในเปลวไฟจากไฟอันเดือดดาลของพระองค์  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงมหิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ และพวกศัตรูของพระองค์ทั้งหมดก็พินาศสิ้นไป  เสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้ายทั้งเจ็ดต้องไม่ถูกผนึกตราเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อีกต่อไป พวกมันทั้งหมดถูกเปิดเผยแล้ว!  พวกมันทั้งหมดถูกเปิดเผยแล้ว!  พระองค์ทรงสังหารพวกศัตรูของพระองค์จนตายด้วยเสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ด จัดตั้งแผ่นดินโลกให้มั่นคงและทำให้มันทำการปรนนิบัติต่อพระองค์ โดยไม่มีวันถูกแผ่วางอย่างเปล่าประโยชน์อีก!

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงชอบธรรม!  พวกเราถวายสาธุการพระองค์ไปตลอดกาล!  พระองค์ทรงสมควรได้รับการสรรเสริญอันไม่สิ้นสุด และการโห่ร้องและการยกย่องชั่วนิรันดร์!  เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดของพระองค์ไม่ใช่แค่ถูกใช้เพื่อการพิพากษาของพระองค์ แต่ถูกใช้เพื่อพระสิริและสิทธิอำนาจของพระองค์มากกว่า เพื่อทำให้ทุกสรรพสิ่งครบบริบูรณ์!

กลุ่มชนทั้งหมดเฉลิมฉลองต่อหน้าพระบัลลังก์ ถวายสาธุการและยกย่องพระเจ้าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย!  เสียงของพวกทำให้ทั้งจักรวาลสั่นสะเทือนเหมือนเสียงฟ้าร้อง!  ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่เพราะพระองค์และเกิดขึ้นเพราะพระองค์อย่างแน่นอน  ผู้ใดเล่ากล้าที่จะไม่ถวายสง่าราศี เกียรติ สิทธิอำนาจ ปัญญา ความบริสุทธิ์ ชัยชนะ และวิวรณ์แด่พระองค์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์?  นี่คือความสำเร็จลุล่วงแห่งน้ำพระทัยของพระองค์ และเป็นความครบบริบูรณ์สุดท้ายแห่งการสร้างการบริหารจัดการของพระองค์!

จาก “บทที่ 34” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 55

เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังออกมาจากพระบัลลังก์ เขย่าจักรวาล พลิกสวรรค์และแผ่นดินโลก และส่งเสียงดังก้องโดยตลอดท้องฟ้า!  เสียงนั้นเสียดหู และผู้คนไม่สามารถหลีกหนีมันไปได้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถซ่อนตัวจากมัน  ฟ้าร้องและฟ้าแลบระเบิดตัวออก และในชั่วอึดใจ สวรรค์กับแผ่นดินโลกก็เปลี่ยนสภาพ และผู้คนก็จวนเจียนจะพบกับความตาย  จากนั้น ทั่วทั้งจักรวาลก็ถูกพายุฝนอันทรงพลังหุ้มห่อด้วยความเร็วชั่วฟ้าแลบแปลบปลาบ พลางร่วงหล่นจากสวรรค์!  ที่มุมไกลสุดของแผ่นดินโลก พายุฝนนั้นชำระล้างคนทั้งปวงอย่างถ้วนทั่วจากหัวจรดปลายเท้าเหมือนการอาบน้ำฝักบัว ไม่ยอมให้เหลือคราบใด ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนเร้นจากมัน อีกทั้งไม่มีบุคคลใดสามารถถูกกักขังจากมัน  เสียงฟ้าร้องกัมปนาทแวววามด้วยแสงเย็นเหมือนแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ และทำให้มนุษย์สั่นเทาด้วยความเกรงกลัว!  ดาบแหลมสองคมบดขยี้พวกบุตรแห่งการกบฏ และศัตรูก็เผชิญหน้ากับมหันตภัยโดยไร้ที่ใดให้ซ่อนตัว พวกเขากลายเป็นมึนงงอยู่ในสายลมและสายฝนที่พรั่งพรู และซวนเซจากลมที่พัดกระพือนั้น พวกเขาพลันล้มตายลงสู่สายน้ำที่ไหลหลั่งและถูกพัดพาไป  มีแต่ความตายเท่านั้น และไม่มีหนทางที่พวกเขาจะรอดชีวิต  เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดอุบัติจากเรา และถ่ายทอดเจตนาของเราซึ่งหมายให้บดขยี้พวกบุตรคนโตของอียิปต์ เพื่อลงโทษพวกคนชั่วร้ายและเพื่อชำระคริสตจักรทั้งหลายของเราให้สะอาด เพื่อที่คนทั้งปวงอาจมีความชอบพอซึ่งกันและกัน กระทำการอย่างสัตย์ซื่อต่อตัวพวกเขาเอง และเป็นหัวใจดวงเดียวกันกับเรา และเพื่อที่คริสตจักรทั้งปวงในระบบจักรวาล จะสามารถก่อร่างสร้างขึ้นเป็นหนึ่งเดียวกัน  นี่คือจุดประสงค์ของเรา

ฟ้าร้องส่งเสียง และเสียงโอดครวญทั้งหลายก็ดังขึ้นเป็นระลอกตามทางที่เสียงฟ้าร้องวิ่งผ่าน  บางคนถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลของพวกเขา และด้วยความตระหนกเป็นอย่างมาก พวกเขาสำรวจค้นลึกลงไปในดวงจิตของพวกเขา และกรูกันกลับไปเบื้องหน้าพระบัลลังก์  พวกเขายุติการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่ลุกลามและการกระทำที่อุกอาจของพวกเขา ไม่สายเกินไปที่ผู้คนเช่นนั้นจะถูกปลุกให้ตื่น  เราเฝ้าดูจากบัลลังก์  เรามองลึกเข้าไปในหัวใจของปวงมนุษย์  เราช่วยบรรดาผู้ที่พึงปรารถนาเราอย่างจริงจังจริงใจและอย่างเร่าร้อนให้รอด และเราสงสารพวกเขา  บรรดาผู้ที่รักเราอยู่ในหัวใจของพวกเขายิ่งกว่าสิ่งอื่นทั้งปวง บรรดาผู้ที่เข้าใจเจตจำนงของเราและติดตามเราไปจนถึงปลายสุดของเส้นทาง เราจะช่วยให้รอดไปจนชั่วนิรันดร์กาล  มือของเราจะประคองพวกเขาอย่างปลอดภัย เพื่อที่พวกเขาจะไม่เผชิญกับฉากเหตุการณ์นี้ และจะไม่พบพานอันตราย  บางคน เมื่อพวกเขาเห็นภาพฟ้าแลบแปลบปลาบนี้ ก็มีความทุกข์ระทมในหัวใจของพวกเขาที่ไม่อาจแสดงออกมาได้และรู้สึกเสียใจอย่างสุดขั้ว  หากพวกเขายืนกรานที่จะประพฤติในหนทางนี้ ก็ย่อมจะสายเกินไปสำหรับพวกเขา  โอ ทั้งหมดทั้งมวลและทุกสิ่งทุกอย่าง!  ทั้งหมดจะแล้วเสร็จ  นี่คือหนึ่งในวิถีทางแห่งความรอดของเราเช่นกัน  เราช่วยบรรดาผู้ที่รักเราให้รอด และซัดโทษพวกคนชั่วร้าย เราทำให้ราชอาณาจักรของเราคงที่และมั่นคงบนแผ่นดินโลก และให้ชนชาติทั้งปวงกับกลุ่มชนทั้งมวล ทั้งหมดในจักรวาลและ ณ สุดปลายพิภพ รู้ว่าเราคือบารมี เราคือเพลิงที่ลุกโชน  เราคือพระเจ้าผู้สำรวจค้นหัวใจส่วนลึกสุดของมนุษย์ทุกคน  นับแต่เวลานี้เป็นต้นไป การพิพากษาของมหาบัลลังก์สีขาวย่อมเผยแก่หมู่ชนและแก่กลุ่มชนทั้งปวงอย่างเปิดเผย โดยประกาศว่าการพิพากษาได้เริ่มขึ้นแล้ว!  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนทั้งปวงที่คำพูดไม่ได้มาจากหัวใจ พวกที่สงสัยและไม่กล้ามั่นใจ พวกที่ทิ้งเวลาให้สูญเปล่าซึ่งเข้าใจความปรารถนาของเรา แต่ไม่เต็มใจนำความปรารถนาทั้งหลายนั้นไปปฏิบัติ—พวกเขาทั้งหมดจะต้องถูกพิพากษา  พวกเจ้าต้องใส่ใจที่จะตรวจดูเจตนาและเหตุจูงใจทั้งหลายของพวกเจ้าเอง และเข้าประจำตำแหน่งแห่งที่อันถูกต้องเหมาะสมของเจ้า จงปฏิบัติวจนะของเราอย่างจริงจังจริงใจ จงเห็นคุณค่าของประสบการณ์ชีวิตของเจ้า และจงอย่ากระทำการด้วยความกุลีกุจออันผิวเผิน แต่จงทำให้ชีวิตของเจ้าเติบโตเต็มที่ เป็นผู้ใหญ่ มั่นคง และเปี่ยมประสบการณ์—เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมีหัวใจตรงกันกับเรา

จงปฏิเสธที่จะให้โอกาสใดๆ ในการใช้สิ่งทั้งหลายเพื่อความได้เปรียบแก่พวกขี้ข้าของซาตานและพวกวิญญาณชั่ว ที่ทำลายและทำให้สิ่งที่เราก่อร่างสร้างขึ้นหยุดชะงัก  พวกมันต้องถูกจำกัดอย่างรุนแรงและถูกควบคุม พวกมันสามารถถูกจัดการเฉพาะตามวิถีทางแห่งดาบคมเท่านั้น  พวกที่เลวที่สุดจะต้องถูกถอนรากถอนโคนทันทีเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต  และคริสตจักรจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ปราศจากสภาวะผิดรูปทั้งปวง และจะสมบูรณ์แข็งแรง เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาและพละกำลัง  หลังฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงก็ดังลั่น  เจ้าต้องไม่แชเชือน และเจ้าต้องไม่ยอมแพ้ แต่จงทำอย่างสุดกำลังความสามารถของเจ้าเพื่อตามให้ทัน และเจ้าจะสามารถมองเห็นสิ่งที่มือของเราทำอย่างแน่นอน สิ่งที่เราหมายจะได้ไว้ สิ่งที่เราหมายจะละทิ้ง สิ่งที่เราหมายจะทำให้มีความเพียบพร้อม สิ่งที่เราหมายจะถอนรากถอนโคน สิ่งที่เราหมายจะซัดโทษ—ทั้งหมดนี้จะคลี่คลายให้เห็นต่อหน้าต่อตาพวกเจ้า โดยยอมให้พวกเจ้าเห็นฤทธานุภาพสูงสุดของเราอย่างชัดเจน

จากบัลลังก์สู่จักรวาลและสุดปลายพิภพ เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังสะท้อนกึกก้อง  ผู้คนกลุ่มใหญ่จะได้รับการช่วยให้รอดและจะนบนอบเบื้องหน้าบัลลังก์ของเรา  ภายหลังความสว่างนี้ของชีวิต ผู้คนก็แสวงหาหนทางที่จะมีชีวิตรอดและอดไม่ได้ที่จะมาหาเราเพื่อคุกเข่านมัสการ และเพื่อร้องเรียกนามของพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ และเปล่งคำอ้อนวอนทั้งหลายของพวกเขาจากปากของพวกเขา  แต่พวกที่ต้านทานเรา พวกที่ทำหัวใจของพวกเขาให้แข็งกระด้าง เสียงฟ้าร้องย่อมส่งเสียงดังก้องอยู่ในหูของพวกเขา และพวกเขาต้องพินาศอย่างไม่ต้องสงสัย  นี่เท่านั้นคือบทอวสานที่รอคอยพวกเขาอยู่  บรรดาบุตรผู้เป็นที่รักและมีชัยของเราจะพำนักอยู่ในศิโยน และกลุ่มชนทั้งปวงจะมองเห็นสิ่งที่พวกเขาจะได้มา และสง่าราศีที่ยิ่งใหญ่มโหฬารจะปรากฏเบื้องหน้าพวกเจ้า  แท้จริงแล้วนี่คือพระพรอันยิ่งใหญ่ และเป็นความหวานที่ยากจะเล่าขาน

เสียงดังเปรี้ยงของฟ้าร้องทั้งเจ็ดที่ลั่นออกมาคือความรอดของบรรดาผู้ที่รักเรา ผู้พึงปรารถนาเราด้วยหัวใจอันแท้จริง  บรรดาผู้ที่เป็นของเราและผู้ที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าและได้เลือกสรรไว้แล้วทั้งหมด ล้วนสามารถมาภายใต้นามของเรา  พวกเขาสามารถได้ยินเสียงของเราซึ่งก็คือการที่พระเจ้าทรงเรียกพวกเขา  บรรดาผู้ที่อยู่ ณ สุดปลายพิภพ จงมองเห็นว่าเราชอบธรรม เราสัตย์ซื่อ เราคือความรักมั่นคง เราคือความเมตตาสงสาร เราคือบารมี เราคือเพลิงที่ลุกโชน และท้ายที่สุดแล้ว เราคือการพิพากษาที่ไร้ปรานี

ทั้งหมดในโลกจงมองเห็นว่าเราคือพระเจ้าพระองค์เองผู้เป็นจริงและครบบริบูรณ์  มนุษย์ทั้งปวงล้วนเชื่อมั่นอย่างสุดใจและไม่มีผู้ใดกล้าต้านทานเราอีก ทั้งไม่มีผู้ใดบังอาจพิพากษาเราหรือใส่ร้ายป้ายสีเราอีก  หาไม่แล้ว คำสาปแช่งทั้งหลายย่อมมาถึงพวกเขาในบัดดล และความวิบัติทั้งหลายย่อมบังเกิดแก่พวกเขา  พวกเขาทำได้เพียงร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเท่านั้น หลังจากที่ได้นำมาซึ่งการทำลายล้างของตัวพวกเขาเอง

กลุ่มชนทั้งปวงจงรู้ไว้ จงรู้กันทั่วทั้งจักรวาลและ ณ สุดปลายพิภพ ในทุกครัวเรือนและโดยผู้คนทั้งปวงว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว  ทุกคนจะทรุดลงไปคุกเข่าและนมัสการเราคนแล้วคนเล่า และแม้กระทั่งเด็กๆ ที่เพิ่งได้เรียนรู้ที่จะพูด ก็จะร้องเรียก “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์”!  พวกเจ้าหน้าที่ที่กุมอำนาจจะเห็นพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงปรากฏเบื้องหน้าพวกเขาด้วยดวงตาของพวกเขาเองเช่นกัน และพวกเขาจะหมอบราบนมัสการเช่นกัน พลางขอร้องพระปรานีและการทรงอภัย แต่นี่ย่อมสายเกินไปอย่างแท้จริง เพราะเวลาแห่งมรณกรรมของพวกเขาได้มาถึงแล้ว  พวกเขาทำได้เพียงจบสิ้นและถูกตัดสินให้ไปสู่นรกขุมลึกอันมิอาจหยั่งถึงได้  เราจะนำทั้งยุคไปสู่บทอวสาน และเสริมกำลังราชอาณาจักรของเราให้แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก  ชนชาติและกลุ่มชนทั้งปวงจะนบนอบเบื้องหน้าเราไปตลอดนิรันด์กาล!

จาก “บทที่ 35” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 56

พระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ องค์กษัตริย์ผู้ทรงเถลิงบัลลังก์ ทรงปกครองทั้งจักรวาล ทรงเผชิญหน้าประชาชาติทั้งมวลและปวงประชาทั้งผอง และทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์สาดฉายไปด้วยพระสิริของพระเจ้า  สิ่งมีชีวิตทั้งมวลในจักรวาลและจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลกจักต้องประจักษ์  บรรดาขุนเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ แผ่นดิน มหาสมุทร และสิ่งมีชีวิตทั้งมวลได้เปิดม่านของพวกมันออกในความสว่างแห่งโฉมพระพักตร์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ และพวกเขาจะได้รับการรื้อฟื้น ราวกับตื่นขึ้นมาจากความฝัน ราวกับพวกเขาเป็นบรรดาหน่อพันธุ์ที่กำลังฝ่าพ้นขึ้นมาเหนือพื้นดิน!

อา!  พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวทรงปรากฏอยู่เบื้องพิภพแล้ว  ผู้ใดหรือที่กล้าดีเข้าหาพระองค์ด้วยการต้านทาน?  ทุกคนสั่นเทาด้วยความเกรงกลัว  ทุกคนต่างเชื่อมั่นอย่างเป็นที่สุด และทุกคนขอร้องต่อการยกโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ผู้คนทั้งปวงทรุดลงคุกเข่าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และทุกปากล้วนนมัสการพระองค์!  บรรดาทวีปและมหาสมุทร ขุนเขา แม่น้ำทั้งหลาย—ทุกสรรพสิ่งต่างสรรเสริญพระองค์อย่างมิรู้จบ!  ฤดูใบไม้ผลิมาพร้อมสายลมละมุนอันอบอุ่น นำมาซึ่งสายฝนโปรยปรายของฤดู  เช่นเดียวกับผู้คนทั้งปวง กระแสแห่งสายธารทั้งหลายต่างไหลรินด้วยความระทมใจและความชื่นบานยินดี เป็นการหลั่งน้ำตาแห่งการเป็นหนี้และการตำหนิตัวเอง  แม่น้ำ ทะเลสาบ ฟองคลื่นซัดฝั่งและระลอกคลื่นใต้น้ำทั้งหลายล้วนกำลังขับร้อง สดุดีพระนามอันบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าเที่ยงแท้!  เสียงสรรเสริญกังวานออกมาด้วยความกระจ่างแจ้งยิ่งนัก!  สิ่งเก่าแก่ทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม—แต่ละสิ่งและทุกๆ สิ่งในสิ่งเก่าแก่เหล่านั้นจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลง และจะได้เข้าสู่อาณาจักรหนึ่งซึ่งใหม่อย่างครบถ้วนบริบูรณ์…

นี่คือแตรอันบริสุทธิ์ และมันได้เริ่มส่งเสียงแล้ว!  จงฟังเสียงแตรเถิด  เสียงนั่นช่างเสนาะนัก เป็นดำรัสแห่งบัลลังก์ ประกาศแสดงมายังทุกชนชาติและผู้คน ว่าเวลานั้นได้มาถึงแล้ว ว่าบทอวสานสุดท้ายได้มาถึงแล้ว  แผนการบริหารจัดการของเราเสร็จสิ้นแล้ว  ราชอาณาจักรของเราได้ปรากฏอย่างเปิดเผยบนแผ่นดินโลกแล้ว  อาณาจักรทั้งหลายของโลกได้กลายมาเป็นราชอาณาจักรของเรา ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้า  แตรทั้งเจ็ดของเราส่งเสียงจากบัลลังก์ และสิ่งอันแสนอัศจรรย์ทั้งหลายก็จะบังเกิดขึ้น!  ผู้คนตรงที่สุดปลายแผ่นดินโลกจะเร่งรีบมาอย่างพร้อมเพรียงกันจากทุกทิศทางด้วยกำลังแห่งหิมะถล่มและพลังแห่งสายฟ้าฟาด…

เรามองด้วยความชื่นบานยินดีไปยังประชากรของเรา ผู้ซึ่งได้ยินเสียงเราและมาชุมนุมกันจากทุกชนชาติและทุกแผ่นดิน  บรรดาผู้คนทั้งผอง ซึ่งรักษาพระเจ้าเที่ยงแท้ไว้ติดปากพวกเขามาโดยตลอด สรรเสริญและกระโดดโลดเต้นอย่างไม่รู้จบด้วยความชื่นบานยินดี  พวกเขาเป็นพยานให้แก่โลก และเสียงการเป็นพยานของพวกเขาต่อพระเจ้าเที่ยงแท้นั้นเสมือนเป็นเสียงสนั่นก้องของห้วงน้ำมากหลาย  ผู้คนทั้งปวงจะเนืองแน่นกันเข้ามาในราชอาณาจักรของเรา

แตรทั้งเจ็ดของเราส่งเสียงปลุกพวกผู้หลับใหล!  จงลุกขึ้นมาโดยเร็ว มันยังไม่สายเกินไป  จงมองชีวิตของเจ้าเถิด!  จงเปิดตาของเจ้าและดูว่าบัดนี้มันคือโมงยามใด  มีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้แสวงหา?  มีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้ขบคิดหรือ?  และมีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้เกาะติดหรือ?  เจ้าไม่เคยพิจารณาความแตกต่างของคุณค่าระหว่างการได้รับชีวิตของเรากับการได้รับทุกสิ่งที่เจ้ารักและเกาะติดเลยหรอกหรือ?  จงอย่าเอาแต่ใจหรือเล่นซนอีกต่อไป  จงอย่าพลาดโอกาสนี้  เวลานี้จะไม่มาอีกแล้ว!  จงลุกขึ้นยืนเดี๋ยวนี้ ฝึกฝนปฏิบัติการใช้จิตวิญญาณของเจ้า จงใช้เครื่องมือสารพัดเพื่อมองให้ทะลุปรุโปร่ง และสกัดขวางทุกแผนร้ายและเพทุบายของซาตาน และมีชัยเหนือซาตาน เพื่อที่ประสบการณ์ชีวิตของเจ้าจะได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเจ้าอาจใช้ชีวิตตามอุปนิสัยของเรา เพื่อที่ชีวิตของเจ้าอาจกลายเป็นผู้ใหญ่และช่ำชองประสบการณ์ และเจ้าอาจติดตามย่างก้าวของเราเสมอ  จงอย่าหวาดหวั่น จงอย่าอ่อนแอ จงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ ทีละก้าว ตรงไปจนสุดปลายถนน!

เมื่อแตรทั้งเจ็ดส่งเสียงอีกครั้ง มันจะเป็นการเรียกสู่การพิพากษา การพิพากษาพวกบุตรแห่งการกบฏ การพิพากษาประชาชาติทั้งมวลและปวงประชาทั้งผอง และแต่ละชนชาติจะยอมจำนนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  โฉมพระพักตร์อันเปี่ยมสง่าราศีของพระเจ้าจะปรากฏอยู่เบื้องหน้าประชาชาติทั้งมวลและปวงประชาทั้งผองอย่างแน่นอน  ทุกคนจะเชื่อมั่นอย่างอย่างถึงที่สุด และโห่ร้องไม่รู้จบแด่พระเจ้าเที่ยงแท้  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทรงเปี่ยมสง่าราศีกว่าเดิม และบรรดาบุตรของเราก็จะร่วมแบ่งปันสง่าราศรีและร่วมแบ่งปันความเป็นกษัตริย์กับเรา ทำการพิพากษาประชาชาติทั้งมวลและปวงประชาทั้งผอง ลงโทษคนชั่ว มีความปรานีต่อบรรดาผู้ที่เป็นของเราและช่วยพวกเขาให้รอด และทำให้ราชอาณาจักรแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ  โดยผ่านทางเสียงแตรทั้งเจ็ด ผู้คนมากมายมหาศาลจะได้รับการช่วยให้รอด หวนคืนมาอยู่เบื้องหน้าเรา เพื่อคุกเข่าและนมัสการด้วยการสรรเสริญอันเป็นนิตย์!

เมื่อแตรทั้งเจ็ดส่งเสียงอีกครั้งหนึ่ง มันจะเป็นตอนจบแห่งยุค เป็นเสียงแผดของแตรแห่งชัยชนะเหนือซาตานผู้เป็นมาร เป็นการคารวะที่ป่าวประกาศการเริ่มต้นดำรงชีวิตอย่างเปิดเผยในราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลก!  ช่างเป็นเสียงอันสูงส่งเลิศลอย เสียงนี้กังวานสะท้อนไปรอบบัลลังก์ เสียงแผดนี้ของแตรสั่นสะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก อันเป็นหมายสำคัญแห่งชัยชนะของแผนการบริหารจัดการของเรา อันเป็นคำพิพากษาต่อซาตาน มันตัดสินโทษให้ทั้งพิภพอันเก่าแก่นี้ไปสู่ความตาย ให้หวนคืนสู่บาดาลลึก! เสียงแผดนี้ของแตรมีนัยสำคัญว่า ประตูกำแพงแห่งพระคุณกำลังจะปิดลงแล้ว ว่าชีวิตของราชอาณาจักรจะเริ่มต้นบนแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นการถูกต้องและเหมาะสม  พระเจ้าทรงช่วยบรรดาผู้ที่รักพระองค์ให้รอด  ครั้นพวกเขากลับไปยังราชอาณาจักรของพระองค์แล้ว ผู้คนบนแผ่นดินโลกจะเผชิญหน้ากับการกันดารอาหารและโรคระบาด และชามทั้งเจ็ดกับภัยพิบัติทั้งเจ็ดของพระเจ้าจะเกิดผลอย่างต่อเนื่องตามกัน ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะล่วงไป แต่วจนะของเราจะต้องไม่!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 36” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 57

พระคริสต์ของยุคสุดท้ายทรงนำมาซึ่งชีวิต และทรงนำมาซึ่งหนทางแห่งความจริงที่ยืนนานและสถาพร  ความจริงนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ได้รับชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รู้จักพระเจ้าและได้รับการรับรองจากพระเจ้า  หากเจ้าไม่แสวงหาหนทางแห่งชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางได้รับการรับรองจากพระเยซู และจะไม่มีทางมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่ประตูของอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเจ้านั้นเป็นทั้งหุ่นเชิดและนักโทษของประวัติศาสตร์  บรรดาพวกที่ถูกควบคุมโดยกฎระเบียบต่างๆ โดยตัวอักษร และถูกพันธนาการโดยประวัติศาสตร์จะไม่มีทางได้รับชีวิตหรือได้รับหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์  นี่เป็นเพราะทั้งหมดที่พวกเขามีนั้นคือน้ำขุ่นซึ่งได้ถูกเก็บกักมาเป็นเวลาหลายพันปีแทนที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิตซึ่งไหลมาจากพระบัลลังก์  พวกที่ไม่ได้รับการจัดหาน้ำแห่งชีวิตมาให้จะยังคงเป็นซากศพ ของเล่นของซาตาน และบุตรแห่งนรกไปตลอดกาล  เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร?  หากเจ้าเพียงแค่พยายามยึดติดกับอดีต เพียงแค่พยายามเก็บรักษาสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็นอยู่โดยการอยู่นิ่งเฉย และไม่พยายามเปลี่ยนสถานภาพปัจจุบันและละทิ้งประวัติศาสตร์ไปเสีย เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่ต่อต้านพระเจ้าตลอดเวลาหรอกหรือ?  ขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้านั้นมากมายมหาศาลและมีฤทธานุภาพ ดั่งคลื่นที่ถาโถมและฟ้าที่ร้องคำรามต่อเนื่อง—กระนั้นเจ้าก็นั่งรอคอยการทำลายล้างอย่างนิ่งเฉย เกาะติดอยู่กับความโง่เขลาของเจ้าและไม่ทำอะไรเลย  อย่างนี้แล้ว เจ้าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นใครสักคนที่ติดตามย่างพระบาทของพระเมษโปดกได้อย่างไร?  เจ้าจะสามารถแก้ต่างกับพระเจ้าที่เจ้ายึดติดนั้นเป็นพระเจ้าที่ทรงมีความใหม่และไม่เคยเก่าอยู่เสมอได้อย่างไร?  และถ้อยคำจากบรรดาหนังสือที่เก่าจนเหลืองคร่ำของเจ้าจะสามารถหอบหิ้วเจ้าข้ามเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร?  ถ้อยคำเหล่านั้นจะสามารถนำทางเจ้าในการแสวงหาขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร?  และถ้อยคำเหล่านั้นจะสามารถพาเจ้าขึ้นไปสู่สวรรค์ได้อย่างไร? สิ่งที่เจ้าถือไว้ในมือของเจ้านั้นคือตัวอักษรที่สามารถให้ได้เพียงแต่การปลอบใจชั่วคราว ไม่ใช่ความจริงที่สามารถให้ชีวิตได้  คัมภีร์ที่เจ้าอ่านสามารถประเทืองปลายลิ้นของเจ้าได้เท่านั้น และไม่ใช่ถ้อยคำแห่งปัญญาที่สามารถช่วยให้เจ้ารู้จักชีวิตมนุษย์ได้ นับประสาอะไรกับเส้นทางที่สามารถนำทางเจ้าไปสู่ความเพียบพร้อม  ความคลาดเคลื่อนนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เจ้าได้พิจารณาไตร่ตรองหรอกหรือ?  มันไม่ได้ทำให้เจ้าตระหนักถึงความล้ำลึกต่างๆ ที่บรรจุอยู่ภายในหรอกหรือ?  เจ้าสามารถนำส่งตัวเจ้าเองสู่สวรรค์เพื่อพบพระเจ้าด้วยตัวของเจ้าเองได้หรือ?  หากปราศจากการเสด็จมาของพระเจ้า เจ้าจะสามารถพาตัวเจ้าเองเข้าไปในสวรรค์เพื่อชื่นชมกับความสุขในครอบครัวกับพระเจ้าได้หรือ?  เจ้ายังคงฝันกลางวันอยู่ในขณะนี้หรือไม่?  เช่นนั้นแล้ว เราแนะนำให้เจ้าหยุดฝันแล้วมองดูว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนี้—ดูว่าใครที่กำลังดำเนินการงานในการช่วยมนุษย์ให้รอดระหว่างยุคสุดท้ายอยู่ในขณะนี้  หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่มีวันได้รับชีวิต

พวกที่ปรารถนาได้รับชีวิตโดยที่ไม่พึ่งพาความจริงที่ตรัสโดยพระคริสต์คือเป็นผู้คนที่ไร้สาระน่าขันที่สุดบนแผ่นดินโลก และพวกที่ไม่ยอมรับหนทางแห่งชีวิตซึ่งนำพามาโดยพระคริสต์เป็นคนที่หลงอยู่ในความเพ้อฝัน  และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าพวกที่ไม่ยอมรับพระคริสต์ของยุคสุดท้ายจะถูกพระเจ้าทรงดูหมิ่นไปตลอดกาล  พระคริสต์ทรงเป็นประตูของมนุษย์ไปสู่ราชอาณาจักรระหว่างยุคสุดท้าย และไม่มีใครที่สามารถอ้อมเลี่ยงพระองค์ได้  อาจไม่มีใครเลยที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเว้นแต่จะผ่านทางพระคริสต์ เจ้าเชื่อในพระเจ้า และดังนั้นเจ้าต้องยอมรับพระวจนะของพระองค์และเชื่อฟังหนทางของพระองค์  เจ้าไม่สามารถคิดถึงเพียงแค่การได้รับพระพรเท่านั้นในขณะที่ไม่สามารถได้รับความจริงและไม่สามารถยอมรับการจัดเตรียมชีวิตได้  พระคริสต์เสด็จมาระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อที่ทุกคนซึ่งเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริงอาจได้รับการจัดเตรียมชีวิตไว้ให้  พระราชกิจของพระองค์นั้นเป็นไปเพื่อการสรุปปิดตัวยุคเก่าและการเข้าสู่ยุคใหม่ และพระราชกิจของพระองค์คือเส้นทางที่จำต้องรับไว้โดยทุกคนที่จะเข้าสู่ยุคใหม่  หากเจ้าไม่สามารถรับรู้พระองค์ได้ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับกล่าวโทษ หมิ่นประมาท หรือกระทั่งถึงกับข่มเหงพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีแนวโน้มที่จะถูกเผาไหม้ไปชั่วนิรันดร์และจะไม่มีวันเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้  เพราะพระคริสต์พระองค์นี้ทรงเป็นการแสดงออกของพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นการแสดงออกของพระเจ้า ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้ทรงมอบความไว้วางพระทัยให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก  และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าหากเจ้าไม่สามารถยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายได้ทรงปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์  บทลงโทษซึ่งพวกที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้รับนั้นประจักษ์ชัดในตัวของมันเองต่อทุกคน  เรายังบอกเจ้าอีกว่าหากเจ้าต่อต้านพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย หากเจ้าเหยียดหยันพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย จะไม่มีใครอื่นอีกที่จะแบกรับผลสืบเนื่องแทนเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น นับจากวันนี้ไปเจ้าจะไม่มีโอกาสอีกแล้วที่จะได้รับการรับรองจากพระเจ้า ต่อให้เจ้าพยายามไถ่บาปให้แก่ตัวเจ้าเองก็ตาม เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกแล้ว  เพราะสิ่งที่เจ้าต่อต้านนั้นไม่ใช่มนุษย์ สิ่งที่เจ้าเหยียดหยันนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อ่อนแอบางอย่าง แต่เป็นพระคริสต์  เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลสืบเนื่องของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร?  เจ้าจะไม่ได้ทำความผิดพลาดเล็กๆ แต่จะได้ก่ออาชญากรรมอันชั่วร้าย  และดังนั้นเราจึงแนะนำทุกคนไม่ให้แสดงอาการแยกเขี้ยวข่มขู่เมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง หรือทำการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ระมัดระวัง เพราะความจริงเท่านั้นที่สามารถนำชีวิตมาสู่เจ้าได้ และไม่มีอะไรเว้นแต่ความจริงที่สามารถเปิดโอกาสให้เจ้าเกิดใหม่และได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกครั้ง

ตัดตอนมาจาก “พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่ทรงสามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 58

การที่ความล้ำลึกของเราถูกเผยออกมาและสำแดงอย่างเปิดเผย และไม่ได้ถูกซ่อนเร้นอีกต่อไปนั้น เป็นเพราะพระคุณและความปรานีของเราทั้งสิ้น  ที่มากกว่านั้นก็คือ การที่วจนะของเราปรากฏท่ามกลางผู้คน และไม่ถูกปกปิดอีกต่อไป ก็เป็นเพราะพระคุณและความปรานีของเราด้วยเช่นกัน  เรารักทุกคนที่สละตนเองเพื่อเราอย่างจริงใจ และอุทิศตนเองแก่เรา  เราเกลียดชังทุกคนที่เกิดจากเรา ทว่ากลับไม่รู้จักเรา และถึงกับต่อต้านเรา  เราจะไม่ละทิ้งใครก็ตามที่อยู่เพื่อเราอย่างจริงใจ ตรงกันข้ามเราจะเพิ่มพรแก่คนผู้นั้นเป็นทวีคูณ  เราจะลงโทษพวกที่อกตัญญูและฝ่าฝืนความใจดีมีเมตตาของเราเป็นทวีคูณ และเราจะไม่ปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ  ในราชอาณาจักรของเราไม่มีความคดโกงหรือความหลอกลวง และไม่มีความเจนโลก นั่นคือไม่มีกลิ่นอายแห่งความตาย  ตรงกันข้าม ทุกสิ่งคือความถูกต้องและความชอบธรรม ทุกสิ่งคือความบริสุทธิ์และความเปิดเผย โดยไม่มีสิ่งใดถูกซ่อนเร้นหรือปกปิด  ทุกสิ่งล้วนสดชื่น ทุกสิ่งคือความชื่นชมยินดี และทุกสิ่งคือความเจริญใจ  ใครก็ตามที่มีกลิ่นคนตาย ไม่มีทางสามารถคงอยู่ในราชอาณาจักรของเราได้ และจะถูกปกครองด้วยคทาเหล็กของเราแทน  นับตั้งแต่โบราณกาลตราบจนปัจจุบัน ความล้ำลึกอันไม่มีที่สิ้นสุดทั้งปวงได้รับการเผยอย่างครบถ้วนแก่พวกเจ้า—กลุ่มคนที่เราได้รับไว้ในยุคสุดท้าย  เจ้าไม่รู้สึกว่าได้รับพรหรอกหรือ?  ที่มากกว่านั้นก็คือ วันที่ทุกสิ่งถูกเผยอย่างเปิดเผย คือวันที่พวกเจ้ามีส่วนในการครองราชย์ของเรา

กลุ่มคนที่ครองราชย์ในฐานะกษัตริย์อย่างแท้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและการคัดสรรของเรา และไม่มีเจตจำนงของมนุษย์อยู่ในนั้นอย่างแน่นอน  ใครก็ตามที่กล้ามีส่วนร่วมในการนี้ ต้องถูกมือของเราโบยตี และผู้คนเช่นนั้นจะเป็นเป้าแห่งไฟอันเดือดดาลของเรา นี่คืออีกด้านหนึ่งแห่งความชอบธรรมและบารมีของเรา  เราได้พูดไว้ว่า เราปกครองสรรพสิ่ง เราคือพระเจ้าผู้ทรงปัญญา ผู้กุมสิทธิอำนาจเต็ม และเราไม่กรุณาต่อผู้ใด เรานั้นใจแข็งอย่างยิ่งยวด ไร้ซึ่งความรู้สึกส่วนตัวโดยสมบูรณ์  เราปฏิบัติต่อทุกคน (ไม่ว่าเขาจะพูดจาดีอย่างไร เราก็จะไม่ปล่อยเขาไป) ด้วยความชอบธรรม ความถูกต้อง และบารมีของเรา ขณะเดียวกันก็ทำให้ทุกคนมองเห็นความอัศจรรย์แห่งกิจการของเราดีขึ้น รวมทั้งความหมายแห่งกิจการของเราด้วย  เราได้ลงโทษพวกวิญญาณชั่วทีละตน สำหรับการกระทำทุกชนิดที่พวกเขาทำผิดไว้ ทิ้งพวกเขาแต่ละตนลงในบาดาลลึก  งานนี้เราได้ทำจนแล้วเสร็จก่อนที่กาลเวลาจะเริ่มต้น ปล่อยให้พวกเขาไร้ตำแหน่ง ปล่อยให้พวกเขาไร้สถานที่ที่จะทำการงานของพวกเขา  ไม่มีใครในประชากรที่เราเลือกสรร—บรรดาผู้ที่ได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและคัดสรรไว้โดยเรา—จะสามารถถูกพวกวิญญาณชั่วครอบงำได้ และกลับจะบริสุทธิ์อยู่เสมอแทน  ส่วนพวกที่เราไม่ได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าและคัดสรรไว้ เราจะส่งตัวพวกเขาให้ไปอยู่ในมือซาตาน และไม่ยอมให้พวกเขาหลงเหลืออยู่อีกต่อไป  ประกาศกฤษฎีกาบริหารของเราเกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของเราและบารมีของเราในทุกๆ ด้าน เราจะไม่ปล่อยพวกที่ถูกซาตานทำงานไปเลยแม้แต่คนเดียว แต่จะทิ้งพวกเขาพร้อมร่างกายของพวกเขาลงไปในแดนคนตาย เพราะเราเกลียดชังซาตาน  เราจะไม่มีทางผ่อนผันให้มันง่ายๆ แต่จะทำลายมันให้สิ้น ไม่ให้มันมีโอกาสแม้แต่น้อยที่จะทำงานของมัน  พวกที่ซาตานได้ทำให้เสื่อมทรามถึงระดับหนึ่งแล้ว (นั่นคือพวกที่เป็นเป้าแห่งความวิบัติ) ล้วนอยู่ภายใต้การจัดการเตรียมการอันชาญฉลาดของมือเราเอง  จงอย่าคิดว่านี่ได้เกิดขึ้นด้วยเป็นผลแห่งความดุดันของซาตาน จงรู้ว่าเราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ปกครองจักรวาลและสรรพสิ่ง!  สำหรับเรา ไม่มีปัญหาใดเลยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และยิ่งไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วง หรือวาจาใดที่ไม่สามารถเปล่งออกมาได้  เหล่ามนุษย์ต้องไม่ทำตัวเสมือนเป็นที่ปรึกษาของเรา จงระวังการถูกโบยตีด้วยมือของเราและถูกทิ้งลงสู่แดนคนตาย  เราขอบอกเจ้าในเรื่องนี้!  พวกที่ร่วมมือในเชิงรุกกับเราในวันนี้ คือพวกที่หลักแหลมที่สุด และพวกเขาจะหลีกเลี่ยงความสูญเสีย และหนีพ้นความเจ็บปวดแห่งการพิพากษา  ทั้งหมดเหล่านี้คือการจัดการเตรียมการของเรา ลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยเรา  จงอย่าปรารภโดยขาดดุลพินิจ และจงอย่าคุยโวด้วยคิดว่าเจ้านั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน  ทั้งหมดนี้ไม่ได้ผ่านการลิขิตไว้ล่วงหน้าของเราหรอกหรือ?  เจ้าผู้หมายจะเป็นที่ปรึกษาของเรา ช่างไม่รู้จักละอายเสียเลย!  เจ้าไม่รู้วุฒิภาวะของตนเอง มันช่างเล็กน้อยอย่างน่าสมเพช!  ถึงขนาดนั้น เจ้าก็ยังคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และไม่รู้จักตัวเอง  ครั้งแล้วครั้งเล่าพวกเจ้าทำหูทวนลมต่อวจนะของเรา ทำให้ความเพียรพยายามของเราต้องสูญเปล่า และไม่ตระหนักเลยว่าวจนะเหล่านั้นคือการสำแดงพระคุณและความปรานีของเรา  ตรงกันข้าม พวกเจ้ากลับพยายามแสดงความฉลาดของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเจ้าจำเรื่องนี้ได้หรือไม่?  ผู้คนที่คิดว่าพวกเขาหลักแหลมนักหนา ต้องได้รับการตีสอนแบบใดหรือ?  ไม่แยแสและไม่สัตย์ซื่อต่อวจนะของเรา ทั้งไม่สลักวจนะเหล่านั้นไว้ในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าใช้เราเป็นข้ออ้างไปทำการนี้การนั้น  เจ้าพวกคนทำชั่ว! เมื่อใดหรือพวกเจ้าจึงจะสามารถคำนึงถึงหัวใจของเราได้อย่างสุดใจ?  พวกเจ้าไม่คำนึงถึงหัวใจของเราเลย ฉะนั้นการเรียกพวกเจ้าว่า “เจ้าพวกคนทำชั่ว” จึงมิใช่การปฏิบัติไม่ดีต่อพวกเจ้า มันกลับเข้ากันกับพวกเจ้าอย่างเหมาะเจาะทีเดียว!

วันนี้เรากำลังแสดงสิ่งทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกซ่อนเร้น แก่พวกเจ้าทีละคน  พญานาคใหญ่สีแดงถูกทิ้งลงสู่บาดาลลึก และถูกทำลายจนถึงที่สุด เพราะการเก็บมันไว้คงจะไม่เป็นประโยชน์อันใดเลย นี่หมายความว่ามันไม่สามารถทำงานปรนนิบัติให้แก่พระคริสต์ได้  ต่อจากนี้ สรรพสิ่งสีแดงจะไม่มีอยู่อีกต่อไป พวกมันต้องค่อยๆ อ่อนเปลี้ยจนสูญสลาย  เราทำในสิ่งที่เราพูด นี่คือการทำงานของเราให้เสร็จบริบูรณ์  ขจัดมโนคติที่หลงผิดอย่างมนุษย์ออกไปเสีย ทุกสิ่งที่เราได้พูดไว้ เราได้ทำแล้ว  ใครก็ตามที่พยายามจะฉลาด ก็แค่กำลังนำการทำลายล้างและการเหยียดหยามมาสู่ตนเอง และไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ก็เท่านั้นเอง  ดังนั้นเราจะทำให้เจ้าสมดังใจ และจะไม่เก็บผู้คนแบบนี้เอาไว้เป็นอันขาด  ต่อจากนี้ ประชากรจะมีความดีเลิศเพิ่มขึ้น ขณะที่คนทั้งปวงที่ไม่ร่วมมือกับเราในเชิงรุกจะถูกกวาดทิ้งไปสู่ความไร้ตัวตน พวกที่เราได้เห็นชอบแล้ว คือพวกที่เราจะทำให้มีความเพียบพร้อม และเราจะไม่ทิ้งไปแม้แต่คนเดียว  ไม่มีความย้อนแย้งเลยในสิ่งที่เราพูด  พวกที่ไม่ร่วมมือกับเราในเชิงรุก จะทนทุกข์กับการตีสอนมากขึ้น กระนั้นในที่สุดเราก็จะช่วยพวกเขาให้รอดอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ดี ถึงเวลานั้นขอบข่ายของชีวิตพวกเขาจะค่อนข้างแตกต่างออกไป  เจ้าต้องการเป็นคนแบบนั้นหรือ? จงลุกขึ้นและร่วมมือกับเรา!  แน่นอนว่าเราจะไม่ปฏิบัติอย่างกระจอกงอกง่อยต่อใครก็ตามที่สละตนเองเพื่อเราอย่างจริงใจ  สำหรับพวกที่อุทิศตนเพื่อเราด้วยความตั้งใจจริง เราจะมอบพรทั้งปวงของเราแก่เจ้า จงถวายตัวเจ้าแก่เราอย่างหมดสิ้น!  สิ่งที่เจ้ากิน สิ่งที่เจ้าสวมใส่ และอนาคตของเจ้า ล้วนอยู่ในมือของเราทั้งหมด  เราจะจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเหมาะสม เพื่อที่เจ้าจะสามารถมีความชื่นชมยินดีอันไม่รู้จบ ซึ่งเจ้าจะไม่มีวันใช้หมด  นี่เป็นเพราะเราได้พูดไว้ว่า “สำหรับพวกที่สละเพื่อเราอย่างจริงใจ เราจะให้พรแก่เจ้าอย่างใหญ่หลวงอย่างแน่นอน”  พรทั้งปวงจะมาสู่ทุกผู้คนที่สละตัวเขาเพื่อเราอย่างจริงใจ

จาก “บทที่ 70” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 59

มหาชนแซ่ซ้องเรา มหาชนสรรเสริญเรา ทุกปากทั้งปวงขนานพระนามพระเจ้าแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ผู้คนทั้งผองแหงนจ้องมองกิจการของเรา  ราชอาณาจักรเคลื่อนลงสถิตบนพิภพแห่งมวลมนุษย์  บุคคลของเรานั้นมั่งมีและเอื้ออารี  ใครเล่าจะไม่ปีติยินดีกับการนี้? ใครเล่าจะไม่เริงระบำเพื่อความชื่นชมยินดี? โอ้ ศิโยน! ชูธงประจำชัยของเจ้าเพื่อสมโภชเรา! ขับร้องเพลงฉลองชัยแห่งชัยชนะของเจ้าเพื่อเผยแผ่นามศักดิ์สิทธิ์ของเรา! ทุกสิ่งสร้างกระทั่งสุดปลาย พิภพ! จงเร่งชำระตัวเจ้าให้สะอาดเพื่อเจ้าอาจได้เป็นเครื่องบูชาแด่เรา! หมู่ดาราในท้องนภาเบื้องบน! จงเร่งกลับไปยังตำแหน่งแห่งหนของพวกเจ้าเพื่อแสดงฤทธานุภาพอันทรงอิทธิฤทธิ์ของเราในพื้นฟ้า! เราสดับซาบซึ้งในน้ำเสียงทั้งหลายของผู้คนบนแผ่นดินโลก ผู้หลั่งรินความรักและความเคารพตราบอสงไขยของพวกเขาให้แก่เรามาในบทเพลง! ในวันนี้ เมื่อทุกสิ่งสร้างกลับคืนสู่ชีวิต เราจึงลงมายังพิภพแห่งมวลมนุษย์  ณ ช่วงเวลานี้ ณ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ มวลบุปผาระดมผลิดอกบานสะพรั่งอย่างโกลาหล มวลหมู่สกุณาขับขานพร้อมเพรียงประดุจเสียงเดียว สรรพสิ่งล้วนระริกรัวด้วยความชื่นชมยินดี! ในเสียงประโคมคารวะแห่งราชอาณาจักร อาณาจักรซาตานพลันโค่นสลาย มีอันบรรลัยไปในเสียงก้องกัมปนาทของเพลงเฉลิมราชอาณาจักร ไม่มีวันผงาดขึ้นมาได้อีกเลย!

ใครเล่าบนแผ่นดินโลกกล้าลุกขึ้นมาต้านทาน? ขณะที่เราลงมายังแผ่นดินโลก เรานำมาซึ่งการเผาผลาญ นำมาซึ่งความพิโรธ นำมาซึ่งทุกเภทแห่งมหันตภัย  อาณาจักรทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก ณ บัดนี้คืออาณาจักรของเรา! สูงขึ้นไปในนภดล หมู่เมฆอวนระคนและวนป่วนเป็นมวนคลื่น เบื้องล่างนภดลนั้นเล่า ทะเลสาบและลำน้ำพากันถั่งโถมกระเพื่อมพล่านเป็นท่วงทำนองปลุกเร้าอย่างเริงร่ายินดี  เหล่าสัตว์ซึ่งกำลังพักผ่อนทะยานพรวดออกจากคูหาของพวกมัน และเราปลุกผู้คนทั้งผองให้ตื่นจากความหลับใหล  วันซึ่งผู้คนมหาศาลเฝ้ารอคอยได้มาถึงแล้วในที่สุด! พวกเขาถวายบทเพลงอันไพเราะที่สุดทั้งหลายให้กับเรา!

ณ ช่วงเวลาอันสวยงามนี้ ณ เวลาอันสุขสันต์เบิกบานนี้

คำสรรเสริญกังวานขึ้นทุกแห่งหน ในฟ้าสวรรค์เบื้องบนและแผ่นดินโลกเบื้องล่าง  ใครเล่าจะไม่รู้สึกตื่นเต้นไปกับการนี้?  

หัวใจของใครกันที่จะไม่สว่างไสว?  ใครเล่าจะไม่พิลาปร่ำไห้ไปกับฉากนี้?  

ผืนนภาหาใช่ท้องฟ้าเดิม บัดนี้มันเป็นห้วงเวหาแห่งราชอาณาจักร

แผ่นดินโลกหาใช่พิภพพสุธาที่เคยเป็น บัดนี้มันคือผืนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์

หลังพิรุณรุนแรงเคลื่อนผ่านไป พิภพเดิมอันโสมมก็ถูกทำให้ใหม่อย่างถ้วนทั่วบริบูรณ์

ภูผาทั้งหลายกำลังเปลี่ยนแปลง…ธารน้ำทั้งหลายก็กำลังเปลี่ยนไป…

ผู้คนกำลังเปลี่ยนแปลงเช่นกัน…ทุกสรรพสิ่งกำลังเปลี่ยนไป…

อ้า พวกเจ้าภูผาเงียบงันทั้งหลาย!  จงลุกขึ้นและเริงระบำเพื่อเรา!

อ้า พวกเจ้าธารน้ำสงบนิ่งทั้งหลาย!  จงไหลต่อไปอย่างอิสระ!

พวกเจ้าเหล่ามนุษย์ที่กำลังฝันถึงความฝันทั้งหลาย!  จงปลุกใจตัวพวกเจ้าเองแล้วออกไล่ล่า!

เรามาถึงแล้ว…เราคือพระราชา…

มวลมนุษยชาติจะเห็นหน้าเราด้วยตาของพวกเขาเอง จะได้ยินเสียงเราด้วยหูของพวกเขาเอง

จะใช้ชีวิตแห่งอาณาจักรเพื่อพวกเขาเอง…

ช่างหวานเสียจริง…ช่างไพเราะยิ่งนัก…

ลืมไม่ลง…เป็นไปไม่ได้ที่จะลืม…

ในการเผาผลาญของความพิโรธแห่งเรา พญานาคใหญ่สีแดงดิ้นทุรน

ในการพิพากษาอันเปี่ยมบารมีของเรา เหล่ามารเผยแสดงรูปทรงแท้จริงของพวกมัน

ด้วยถ้อยคำอันขรึมเข้มของเรา ผู้คนล้วนรู้สึกละอายล้ำลึก และไม่มีที่ใดให้ซ่อนเร้นกำบังตน

พวกเขาหวนรำพึงถึงอดีต ว่าพวกเขาได้เยาะเย้ยและหัวเราะเยาะเราไว้อย่างไร

ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่พวกเขาไม่ได้โอ้อวดตัวเอง ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่พวกเขาไม่ได้ท้าทายเรา

วันนี้ ใครเล่าที่ไม่ร่ำไห้?  ใครเล่าที่ไม่รู้สึกสำนึกผิด?

ทั่วทั้งสากลพิภพเต็มไปด้วยการร่ำไห้…

เต็มไปด้วยเสียงแห่งความยินดี…เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ…

ความชื่นบานอันหาใดเปรียบปาน…ความชื่นบานอันปราศจากอันใดเทียมทัน…

พิรุณหอบเล็กตกเปาะแปะ…เกล็ดหิมะหนาหนักเผยิบผยาบ…

ภายในผู้คน ความโศกเศร้า และความชื่นบานผสมปนเป…บ้างก็หัวเราะ…

บ้างก็ซบสะอื้น…และบ้างก็รื่นเริง…

ราวกับว่าทุกคนได้ลืมไปแล้ว…ว่านี่คือฤดูใบไม้ผลิอันอุดมไปด้วยพิรุณและหมู่เมฆา

ฤดูร้อนหนึ่งแห่งมวลบุปผาที่กำลังระดมผลิดอกบานสะพรั่ง และฤดูใบไม้ร่วงแห่งการเก็บเกี่ยวอันมั่งคั่ง

หรือฤดูหนาวซึ่งเย็นยะเยือกดั่งน้ำค้างแข็งและน้ำแข็ง ช่างไม่มีใครรู้เลย…

ในท้องนภาหมู่เมฆากำลังลอยละล่องไป บนพสุธามหาสมุทรทั้งหลายป่วนปั่น

บรรดาบุตรต่างโบกมือ…ผู้คนขยับเขยื้อนเท้าในการเริงระบำ…

บรรดาทูตสวรรค์กำลังทำงาน…บรรดาทูตสวรรค์กำลังเลี้ยงดู…

ผู้คนบนแผ่นดินโลกทุกคนล้วนเร่งร้อนลุกลน และทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกล้วนทบเท่าทวีคูณ

จาก “เพลงเฉลิมราชอาณาจักร” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 60

ทุกบุคคลในมวลมนุษย์ควรยอมรับการได้รับการพินิจพิเคราะห์จากวิญญาณของเรา ควรตรวจสอบทุกๆ คำพูดและทุกๆ การกระทำของพวกเขาอย่างใกล้ชิด และยิ่งไปกว่านั้น ควรมองดูกิจการอันน่าอัศจรรย์ของเรา  พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร ณ เวลาที่ราชอาณาจักรมาถึงบนแผ่นดินโลก?  เมื่อบุตรและผู้คนของเราหลั่งไหลมายังบัลลังก์ของเรา เราเริ่มการพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาวอย่างเป็นกิจจะลักษณะ  นี่จึงกล่าวได้ว่า เมื่อเราเริ่มต้นงานของเราบนแผ่นดินโลกในสภาวะบุคคล และเมื่อยุคสมัยแห่งการพิพากษาใกล้ถึงบทอวสาน เราเริ่มต้นส่งคำพูดของเราตรงไปยังทั่วทั้งจักรวาล และปลดปล่อยเสียงของวิญญาณของเราต่อทั่วทั้งจักรวาล  เราจะล้างผู้คนและสิ่งต่างๆ ทั้งมวลท่ามกลางทั้งหมดที่อยู่ในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกให้สะอาดโดยผ่านทางวจนะของเรา เพื่อที่แผ่นดินจะไม่โสมมและวิปริตผิดศีลธรรมอีกต่อไป แต่เป็นราชอาณาจักรที่บริสุทธิ์แทน  เราจะเริ่มทุกสรรพสิ่งใหม่ เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดจะได้รับการจัดเตรียมเพื่อการใช้งานของเรา เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดจะไม่มีลมปราณของทางโลกอีกต่อไป และจะไม่เปรอะเปื้อนไปด้วยรสดินอีกต่อไป  บนแผ่นดินโลก มนุษย์ได้ควานหาเป้าหมายและต้นกำเนิดของวจนะของเรา และได้สังเกตกิจการของเรา กระนั้น กลับไม่มีผู้ใดเคยรู้ต้นกำเนิดของวจนะของเราอย่างแท้จริง และไม่มีผู้ใดเคยได้มองเห็นความน่าอัศจรรย์ในกิจการของเราอย่างแท้จริง  มีเพียงวันนี้เท่านั้น วันที่เรามาอยู่ท่ามกลางมนุษย์และกล่าววจนะของเราด้วยตัวเอง ที่มนุษย์มีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับเรา นำพื้นที่ที่ “เรา” จับจองในความคิดของพวกเขาออกไป และสร้างพื้นที่สำหรับพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงในความมีสติรู้ตัวของพวกเขาแทน มนุษย์มีมโนคติที่หลงผิดและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น  ใครจะไม่อยากเห็นพระเจ้าบ้าง?  ใครจะไม่ปรารถนาได้พบปะกับพระเจ้าบ้าง?  กระนั้น สิ่งเดียวที่จับจองพื้นที่ที่แน่ชัดในหัวใจของมนุษย์คือพระเจ้าองค์ที่มนุษย์รู้สึกว่าคลุมเครือและเป็นนามธรรม  ใครจะตระหนักถึงเรื่องนี้หากเราไม่บอกพวกเขาตรงๆ?  ใครจะเชื่ออย่างแท้จริงด้วยความมั่นใจและไม่มีแม้กระทั่งความสงสัยเพียงสักเสี้ยวว่าเราดำรงอยู่อย่างแท้จริง?  มีความแตกต่างอย่างมากมายระหว่าง “เรา” ในหัวใจของมนุษย์กับ “เรา” ในความเป็นจริง และไม่มีผู้ใดสามารถพูดเปรียบเทียบระหว่าง “เรา” ทั้งสองได้  หากเราไม่ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์คงจะไม่มีวันรู้จักเรา และถึงแม้ว่าเขาได้มารู้จักเราแล้ว ความรู้เช่นนั้นจะยังคงไม่เป็นมโนคติที่หลงผิดหรือ?  ในแต่ละวันเราเดินท่ามกลางกระแสที่ไม่หยุดนิ่งของผู้คน และในแต่ละวันเราปฏิบัติงานภายในทุกๆ บุคคล  เมื่อมนุษย์มองเห็นเราอย่างแท้จริง เขาจะสามารถรู้จักเราในวจนะของเรา และจะจับความเข้าใจกับวิถีทางที่เราใช้พูดตลอดจนเจตนารมณ์ของเรา

เมื่อราชอาณาจักรมาถึงบนแผ่นดินโลกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง สิ่งใดบ้างจะไม่เงียบสงบ?  ท่ามกลางผู้คนทั้งหมด ใครบ้างที่ไม่กลัว?  เราเดินไปทุกที่ทั่วทั้งสากลพิภพ และเราเป็นผู้จัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง  ณ ขณะนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่ากิจการของเราน่าอัศจรรย์?  มือของเราค้ำจุนทุกสรรพสิ่ง กระนั้นเราก็อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งด้วย  วันนี้ การจุติเป็นมนุษย์ของเราและการสถิตด้วยตัวเองของเราท่ามกลางมนุษย์ไม่ได้เป็นความหมายที่แท้จริงของความถ่อมใจและความลี้ลับของเราหรอกหรือ?  ภายนอกนั้น ผู้คนมากมายชมชอบเราว่าดี และสรรเสริญเราว่างดงาม แต่ผู้ใดบ้างที่รู้จักเราอย่างแท้จริง?  วันนี้ เหตุใดเราจึงขอให้พวกเจ้ารู้จักเรา?  จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่การทำให้พญานาคใหญ่สีแดงอับอายหรือ?  เราไม่ปรารถนาที่จะบังคับมนุษย์ให้สรรเสริญเรา แต่ปรารถนาที่จะทำให้เขารู้จักเรา ซึ่งเขาจะมารักเราโดยผ่านทางการนั้น และดังนั้นจึงสรรเสริญเรา  การสรรเสริญเช่นนั้นเองที่ควรค่าแก่ชื่อเรียกของมัน และไม่ใช่การพูดที่ว่างเปล่า  มีเพียงการสรรเสริญเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถมาถึงบัลลังก์ของเราและเหาะขึ้นไปบนผืนฟ้าทั้งหลายได้  เพราะมนุษย์ได้เคยถูกซาตานทดลองและทำให้เสื่อมทราม เพราะเขาได้เคยถูกควบคุมจากมโนคติที่หลงผิดและความคิด เราจึงได้บังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวงด้วยตัวเอง เพื่อตีแผ่มโนคติที่หลงผิดทั้งหมดของมนุษย์ และเพื่อทำลายความคิดของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง  ผลก็คือ มนุษย์ไม่เดินขบวนไปมาต่อหน้าเราอีกต่อไป และไม่รับใช้เราโดยใช้มโนคติที่หลงผิดของเขาเองอีกต่อไป และดังนั้น “เรา” ในมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์จึงถูกขจัดไปอย่างสมบูรณ์  เมื่อราชอาณาจักรมาถึง สิ่งแรกที่เราทำคือการเริ่มต้นพระราชกิจช่วงระยะนี้ และเราทำเช่นนั้นท่ามกลางผู้คนของเรา  ในฐานะผู้คนของเราที่เกิดในประเทศแห่งพญานาคใหญ่สีแดง แน่นอนว่าพิษของพญานาคใหญ่สีแดงที่อยู่ภายในตัวเจ้าไม่ใช่แค่เล็กน้อยหรือส่วนหนึ่งเท่านั้น  ดังนั้น งานของเราในช่วงระยะนี้จึงมุ่งเน้นที่พวกเจ้าเป็นหลัก และนี่คือแง่มุมหนึ่งของนัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์ของเราในประเทศจีน  ผู้คนส่วนใหญ่ไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจได้แม้กระทั่งเศษเสี้ยวของวจนะที่เราพูด และเมื่อพวกเขาจับความเข้าใจได้ ความเข้าใจของพวกเขาก็พร่ามัวและสับสนวุ่นวาย  นี่คือจุดเปลี่ยนในวิธีการที่เราใช้พูด  หากผู้คนทั้งหมดมีความสามารถที่จะอ่านวจนะของเราและเข้าใจความหมายของวจนะของเราได้ เช่นนั้นแล้วใครท่ามกลางมนุษย์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดและไม่ถูกขับไล่ลงไปในแดนคนตาย?  เมื่อมนุษย์รู้จักเราและเชื่อฟังเรา นั่นจะเป็นเวลาที่เราหยุดพัก และนั่นแหละจะเป็นเวลาที่มนุษย์มีความสามารถที่จะจับความเข้าใจความหมายของคำพูดของเราได้  วันนี้ วุฒิภาวะของพวกเจ้าเล็กน้อยจนเกินไป—มันเล็กน้อยจนเกือบน่าเวทนา ไม่ควรค่าแม้กระทั่งจะได้รับการยกขึ้น—แล้วนับประสาอะไรกับการพูดถึงความรู้ที่พวกเจ้ามีเกี่ยวกับเรา

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 11” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 61

เมื่อฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ซึ่งเป็นชั่วขณะเดียวกับที่เราเริ่มเปล่งวจนะของเราด้วยเช่นกัน—เมื่อฟ้าแลบ ทั้งสวรรค์ชั้นสูงสุดจะส่องสว่าง และการแปลงสภาพเกิดขึ้นในดวงดาวทั้งหมด  เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดทั้งมวลเสมือนว่ามันได้ผ่านการคัดแยก  ภายใต้ประกายของลำแสงจากทิศตะวันออกนี้ มวลมนุษย์ทั้งหมดได้รับการเปิดเผยออกมาในรูปสัณฐานดั้งเดิมของตน พวกเขาตาพร่า ไม่แน่ใจว่าจะทำอะไร และยิ่งไม่แน่ใจเข้าไปอีกว่าจะปกปิดลักษณะสำคัญอันน่าเกลียดของพวกเขาอย่างไร  พวกเขาเป็นเหมือนกับสัตว์ที่หนีจากความสว่างของเราและหลบภัยในถ้ำในภูเขาด้วยเช่นกัน—กระนั้น ก็ไม่มีพวกเขาคนใดสามารถได้รับการลบล้างจากภายในความสว่างของเราได้  มนุษย์ทั้งหมดรู้สึกพิศวง ทั้งหมดกำลังรอ ทั้งหมดกำลังเฝ้าดู  ด้วยการกำเนิดขึ้นของความสว่างของเรา ทั้งหมดจะชื่นบานในวันที่พวกเขาเกิด และในทำนองเดียวกัน ทั้งหมดจะสาปแช่งวันที่พวกเขาเกิด  อารมณ์ที่ขัดแย้งกันนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงชัด น้ำตาจากการลงโทษตัวเองก่อเกิดแม่น้ำ และถูกพัดพาไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราก และหายไปโดยทันทีอย่างไม่เหลือร่องรอย  วันของเราเข้าใกล้มนุษยชาติทั้งหมดอีกครั้ง ปลุกเร้าเผ่าพันธุ์มนุษย์อีกครั้ง และให้จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับมนุษยชาติ  หัวใจของเราเต้น และภูเขากระโดดอย่างชื่นบานยินดี ห้วงน้ำเต้นรำด้วยความชื่นบานยินดี และคลื่นซัดสาดหน้าผาหิน ทั้งหมดเป็นไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจของเรา  เป็นเรื่องยากที่จะแสดงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเราออกมา  เราต้องการให้ทุกสรรพสิ่งที่มีมลทินเผาไหม้เป็นเถ้าธุลีภายใต้สายตาอันจับจ้องของเรา เราต้องการทำให้บุตรทั้งหมดที่ไม่เชื่อฟังหายตัวไปจากต่อหน้าต่อตาเรา และไม่อ้อยอิ่งปรากฏตัวอยู่อีกต่อไป  เราไม่เพียงแต่ได้สร้างจุดเริ่มต้นใหม่ในสถานที่อาศัยของพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้น เรายังได้เริ่มต้นงานใหม่ในจักรวาลด้วย  อีกไม่นาน ราชอาณาจักรของแผ่นดินโลกจะกลายเป็นราชอาณาจักรของเรา  อีกไม่นาน ราชอาณาจักรของแผ่นดินโลกจะไม่ดำรงอยู่ตลอดกาลเพราะราชอาณาจักรของเรา เพราะเราได้สัมฤทธิ์ชัยชนะแล้ว เพราะเราได้กลับมาอย่างฉลองชัยแล้ว  พญานาคใหญ่สีแดงได้ใช้ทุกๆ วิถีทางที่คิดฝันได้เพื่อทำให้แผนของเราหยุดชะงัก ด้วยหวังว่าจะลบงานของเราบนแผ่นดินโลก แต่เราจะท้อใจมากขึ้นทุกทีจากกลอุบายหลอกลวงของมันไปได้หรือ?  เราจะรู้สึกหวาดผวาจนสูญเสียความมั่นใจเพราะการข่มขู่ของมันได้หรือ?  ไม่เคยมีสิ่งใดๆ สักสิ่งเดียวในสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลกที่เราไม่เคยถือไว้ในฝ่ามือของเรา การนี้เป็นจริงสำหรับพญานาคใหญ่สีแดง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่เป็นตัวประกอบเสริมความเด่นสำหรับเรามากขึ้นเท่าใด?  มันไม่ใช่เป้าหมายที่จะถูกจัดการในมือของเราด้วยเช่นกันหรือ?  

ในช่วงระหว่างการจุติเป็นมนุษย์ของเราในโลกมนุษย์ มวลมนุษย์ได้มาถึงวันนี้โดยไม่รู้ตัวภายใต้การนำของเรา และได้มารู้จักเราโดยไม่รู้ตัว  แต่สำหรับวิธีการเดินบนเส้นทางที่อยู่ข้างหน้านั้น ไม่มีใครเฉลียวใจเลย ไม่มีใครตระหนักรู้เลย—และยิ่งไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าเส้นทางนั้นจะนำพวกเขาไปทิศทางใด  ใครสักคนจะมีความสามารถที่จะเดินบนเส้นทางนั้นไปจนถึงที่สุดได้ ก็ด้วยองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงเฝ้าดูพวกเขาอยู่เท่านั้น  ใครสักคนจะมีความสามารถข้ามธรณีประตูที่นำไปสู่ราชอาณาจักรของเราได้ ก็โดยได้รับการนำโดยฟ้าแลบในทิศตะวันออกเท่านั้น  ท่ามกลางพวกมนุษย์ ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นใบหน้าของเรา ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นฟ้าแลบในทิศตะวันออก  แล้วจะเคยมีผู้ที่เคยได้ยินถ้อยคำจากบัลลังก์ของเราน้อยลงไปอีกเท่าใด?  อันที่จริงแล้ว นับตั้งแต่โบราณกาล ไม่เคยมีมนุษย์คนใดที่ได้มาติดต่อโดยตรงกับตัวตนของเรา ตอนนี้ที่เราได้มาสู่โลก มีเพียงวันนี้เท่านั้นที่มนุษย์มีโอกาสจะเห็นเรา  แต่แม้กระทั่งตอนนี้ มนุษย์ยังคงไม่รู้จักเรา เช่นเดียวกับที่พวกเขาเพียงมองใบหน้าของเราและแค่ได้ยินเสียงของเรา แต่กลับไม่เข้าใจความหมายของเรา  มนุษย์ทั้งหมดเป็นเช่นนี้  พวกเจ้าที่เป็นหนึ่งในผู้คนของเราไม่รู้สึกภาคภูมิอย่างลึกซึ้งเมื่อเห็นใบหน้าของเราหรือ?  และพวกเจ้าไม่รู้สึกถึงความอับอายน่าสังเวชเพราะพวกเจ้าไม่รู้จักเราหรอกหรือ?  เราเดินท่ามกลางมนุษย์และเราใช้ชีวิตท่ามกลางมนุษย์ เพราะเราได้บังเกิดเป็นมนุษย์และเราได้มาสู่โลกมนุษย์  จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่แค่การทำให้มนุษยชาติมองดูเนื้อหนังของเรา แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการทำให้มนุษยชาติรู้จักเรา  สิ่งที่มากกว่านั้นคือ เราจะตัดสินบาปของมนุษยชาติโดยผ่านทางเนื้อหนังที่เราจุติมาเป็นมนุษย์ เราจะกำราบพญานาคใหญ่สีแดงและทำลายล้างที่หลบซ่อนของมันโดยผ่านทางเนื้อหนังที่เราจุติมาเป็นมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 12” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 62

ผู้คนทั่วทั้งจักรวาลเฉลิมฉลองการมาถึงแห่งวันของเรา และทูตสวรรค์ทั้งหลายเดินท่ามกลางประชากรของเราทั้งปวง  เมื่อซาตานทำให้เกิดปัญหา ทูตสวรรค์ทั้งหลายก็ช่วยประชากรของเราอยู่เสมอเนื่องจากการปรนนิบัติในสวรรค์ของพวกเขา  พวกเขาไม่ถูกมารหลอกลวงเนื่องจากความอ่อนแอแบบมนุษย์แต่เพราะการจู่โจมจากกำลังบังคับของความมืด จึงมุมานะมากยิ่งขึ้นเพื่อรับประสบการณ์กับชีวิตของมนุษย์โดยผ่านทางหมอกนั้น  ประชากรทั้งหมดของเรานบนอบอยู่ภายใต้นามของเรา และไม่เคยมีใครลุกขึ้นต่อต้านเราอย่างเปิดเผย  เนื่องจากการตรากตรำของทูตสวรรค์ทั้งหลาย มนุษย์จึงยอมรับนามของเรา และทั้งหมดท่ามกลางกระแสแห่งงานของเรา  โลกกำลังล่มจม!  บาบิโลนกำลังเป็นอัมพาต!  โอ้ โลกศาสนา!  เป็นไปได้อย่างไรที่มันไม่ถูกทำลายโดยสิทธิอำนาจของเราบนแผ่นดินโลก?  ผู้ใดยังกล้าที่จะไม่เชื่อฟังและต่อต้านเรา?  บรรดาอาลักษณ์กระนั้นหรือ?  เจ้าหน้าที่ทางศาสนาทุกคนกระนั้นหรือ?  บรรดาผู้ปกครองและผู้มีอำนาจบนแผ่นดินโลกกระนั้นหรือ?  เหล่าทูตสวรรค์กระนั้นหรือ?  ผู้ใดเล่าที่ไม่เฉลิมฉลองความเพียบพร้อมและความครบถ้วนของกายเรา?  ท่ามกลางกลุ่มชนทั้งปวง ผู้ใดเล่าที่ไม่ร้องเพลงสรรเสริญของเราโดยไม่หยุดหย่อน ผู้ใดเล่าที่ไม่มีความสุขอย่างไม่สิ้นสุด?  เราใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินแห่งถ้ำของพญานาคใหญ่สีแดง ถึงกระนั้นนี่ก็ไม่ทำให้เราสั่นเทาด้วยความกลัวหรือวิ่งหนี เพราะผู้คนทั้งหมดของมันได้เริ่มเกลียดมันแล้ว  ไม่เคยมีสิ่งใดได้ทำ “หน้าที่” ของมันต่อหน้าพญานาคนั้นเพื่อประโยชน์แห่งพญานาคนั้น แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สิ่งทั้งปวงกระทำตามที่พวกมันเห็นว่าเหมาะ และแต่ละสิ่งไปตามทางของมันเอง  ประเทศทั้งหลายบนแผ่นดินโลกจะไม่สามารถพินาศไปได้อย่างไร?  ประเทศทั้งหลายบนแผ่นดินโลกจะไม่สามารถล่มจมไปได้อย่างไร?  ประชากรของเราจะไม่สามารถร้องยินดีได้อย่างไร?  พวกเขาจะไม่สามารถร้องเพลงด้วยความชื่นบานยินดีได้อย่างไร?  นี่คืองานของมนุษย์ใช่หรือไม่?  มันคือการกระทำจากมือของมนุษย์ใช่หรือไม่?  เราได้มอบรากเหง้าแห่งการดำรงอยู่ของเขาให้แก่มนุษย์ และได้จัดเตรียมสิ่งทั้งหลายทางวัตถุให้แก่เขา ถึงกระนั้นเขายังไม่พึงพอใจกับรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของเขาและขอเข้าสู่ราชอาณาจักรของเรา  แต่เขาจะสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร โดยไม่มีการจ่ายราคา โดยไม่เต็มใจที่จะถวายการเฝ้าเดี่ยวที่ไม่เห็นแก่ตัวของเขา?  แทนที่จะบีบเค้นสิ่งใดจากมนุษย์ เราทำข้อพึงประสงค์ต่อเขา เพื่อที่ราชอาณาจักรของเราบนแผ่นดินโลกอาจจะเต็มไปด้วยสง่าราศี  เราได้นำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคปัจจุบัน เขาดำรงอยู่ในสภาพเงื่อนไขนี้ และเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการนำแห่งความสว่างของเรา  หากการไม่เป็นดังนั้น ผู้ใดเล่าท่ามกลางผู้คนบนแผ่นดินโลกจะรู้ถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้?  ผู้ใดเล่าจะเข้าใจเจตจำนงของเรา?  เราเพิ่มการจัดเตรียมของเราเข้ากับข้อพึงประสงค์ทั้งหลายต่อมนุษย์ การนี้ไม่ตรงกันกับกฎแห่งธรรมชาติหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 22” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 63

ในราชอาณาจักรนั้น สิ่งต่างๆ นับหมื่นแสนของการทรงสร้างเริ่มฟื้นคืนชีวิตและได้รับพลังชีวิตคืนมา  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในสภาวะของแผ่นดินโลก อาณาเขตระหว่างแผ่นดินหนึ่งกับอีกแผ่นดินก็เริ่มขยับเขยื้อนเช่นกัน  เราได้เผยวจนะไปแล้วว่า เมื่อแผ่นดินถูกแบ่งจากแผ่นดิน และแผ่นดินรวมกันเป็นหนึ่งกับอีกแผ่นดิน นี่จะเป็นเวลาที่เราจะกระหน่ำชนชาติต่างๆ ทั้งหมดให้แหลกเป็นชิ้นๆ  ณ เวลานี้ เราจะเริ่มต้นใหม่ในทุกการทรงสร้างและการแบ่งกั้นสัดส่วนทั้งจักรวาล ด้วยการนั้นจึงจะเป็นการทำให้จักรวาลเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และแปลงรูปสิ่งเก่าๆ ให้เป็นสิ่งใหม่—นี่คือแผนการของเรา และเหล่านี้คืองานของเรา  เมื่อประชาชาติและผู้คนทั้งหมดของโลกกลับคืนมายังหน้าบัลลังก์ของเรา ถึงตอนนั้นเราจึงจะนำเอาความเอื้ออารีแห่งสวรรค์มาทั้งหมดและมอบให้กับโลกมนุษย์ เพื่อที่พิภพนั้นจะได้ปริ่มล้นไปด้วยความเอื้ออารีอันหาใดเทียบเคียงเพราะเรา  แต่ตราบที่พิภพเก่ายังคงมีอยู่ต่อไป เราจะทุ่มความเดือดดาลของเราไปที่ชนชาติต่างๆ ของมัน แถลงการณ์ประกาศกฤษฎีกาบริหารของเราอย่างเปิดเผยให้ทั่วทั้งจักรวาล และนำการตีสอนมาให้ทุกข์แก่ผู้ใดก็ตามที่ฝ่าฝืนมัน

เมื่อเราหันหน้าพูดกับจักรวาล มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ยินเสียงเรา และในทันใดนั้นเอง ก็มองเห็นงานทั้งหมดที่เราได้ทำลงไปทั่วทั้งจักรวาล  พวกที่ตั้งตนต่อต้านเจตจำนงแห่งเรา กล่าวคือ ผู้ที่ต่อต้านเราด้วยความประพฤติของมนุษย์ จะต้องตกอยู่ภายใต้การตีสอนของเรา  เราจะนำเอามวลหมู่ดารามหาศาลในสวรรค์ชั้นฟ้ามาและทำให้พวกมันใหม่ และดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ก็จะถูกทำให้ใหม่เพราะเรา—ผืนฟ้าทั้งหลายจะไม่เป็นเหมือนดังที่พวกมันเคยเป็นอีกต่อไป และสิ่งต่างๆ นับหมื่นแสนบนแผ่นดินโลกจะถูกทำใหม่  ทั้งหมดจะกลายเป็นครบบริบูรณ์โดยผ่านทางวจนะของเรา  ประชาชาติทั้งหลายภายในจักรวาลจะถูกแบ่งกั้นสัดส่วนใหม่และแทนที่ด้วยราชอาณาจักรของเรา เพื่อที่ประชาชาติบนแผ่นดินโลกจะหายลับไปตลอดกาล และทั้งหมดจะกลายเป็นราชอาณาจักรหนึ่งซึ่งนมัสการเรา ประชาชาติทั้งมวลแห่งแผ่นดินโลกจะถูกทำลายและยุติการดำรงอยู่  พวกมนุษย์ภายในจักรวาล บรรดาพวกที่เป็นของมารทั้งหมดจะถูกทำลายจนสิ้นซาก และพวกที่บูชาซาตานทั้งหมดจะคว่ำคะมำลงโดยไฟของเราที่กำลังเผาผลาญ—นั่นก็คือ ยกเว้นบรรดาผู้ที่อยู่ในกระแสตอนนี้ ทั้งหมดจะกลายเป็นเถ้าถ่าน  เมื่อเราตีสอนกลุ่มชนทั้งหลาย บรรดาผู้ที่อยู่ในโลกศาสนาจะคืนสู่อาณาจักรของเรา ถูกงานของเราพิชิตในขอบข่ายที่ต่างกันไป เนื่องเพราะพวกเขาจะได้เห็นการลงมาจุติขององค์หนึ่งเดียวผู้บริสุทธิ์โดยการขี่เมฆขาวแล้ว  ผู้คนทั้งหมดจะถูกแยกจากกันตามประเภทของพวกเขา และจะได้รับการตีสอนที่สมน้ำสมเนื้อกับการกระทำของพวกเขา  ผู้คนทั้งหมดที่ได้ยืนต้านเราจะมีอันพินาศ นั่นคือ สำหรับบรรดาผู้ที่ความประพฤติของพวกเขาบนแผ่นดินโลกไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา พวกเขาจะดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกต่อไปภายใต้การปกครองของบุตรทั้งหลายของเราและประชากรของเรา ทั้งนี้ก็เพราะวิธีการที่พวกเขาได้พ้นผิดด้วยตัวพวกเขาเอง  เราจะเปิดเผยตัวเราต่อกลุ่มชนนับหมื่นแสนและชนชาตินับหมื่นแสน และด้วยเสียงของเราเอง เราจะส่งเสียงก้องไปบนแผ่นดินโลก ป่าวประกาศถึงการเสร็จสิ้นงานอันยิ่งใหญ่ของเราเพื่อที่มวลมนุษย์ทั้งปวงจะได้เห็นด้วยตาของพวกเขาเอง

เนื่องจากเสียงของเรามีความเข้มลึก เราจึงสังเกตเห็นสภาวะของจักรวาลไปด้วยเช่นกัน  โดยผ่านทางวจนะของเรา สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างนับหมื่นแสนถูกทำให้ใหม่ทั้งหมด  ฟ้าสวรรค์เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับแผ่นดินโลก  มนุษยชาติถูกเปิดโปงในรูปทรงดั้งเดิมของมัน และแต่ละบุคคลถูกแยกออกตามประเภทของพวกเขาอย่างช้าๆ และพบว่าพวกเขากลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัวตัวเองโดยไม่รู้ตัว  นี่จะทำให้เรายินดีอย่างใหญ่หลวง  เราเป็นอิสระจากการขัดขวางและงานอันยิ่งใหญ่ของเราก็สำเร็จลุล่วงลงโดยไม่อาจล่วงรู้ได้ และสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างนับหมื่นแสนก็ถูกแปลงสภาพไป  เมื่อตอนที่เราได้สร้างโลกขึ้นมา เราวางรูปแบบทุกสรรพสิ่งไปตามประเภทของพวกมัน วางทุกสรรพสิ่งที่มีรูปทรงไว้ในประเภทเดียวกันกับพวกมัน  เมื่อปลายทางของแผนการบริหารจัดการของเราขยับใกล้เข้ามา เราจะคืนสภาวะเดิมของการสร้างกลับสู่สภาพเดิม เราจะคืนทุกสิ่งทุกอย่างกลับสู่วิถีที่มันเคยเป็นอยู่ดั้งเดิม โดยเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างอย่างลุ่มลึก เพื่อที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับคืนสู่อ้อมอกของแผนการของเรา  เวลานั้นได้มาถึงแล้ว! ช่วงระยะสุดท้ายของแผนการของเรากำลังใกล้จะสำเร็จลุล่วงแล้ว  อา โลกเก่าที่ช่างไม่สะอาด! เจ้าจะตกอยู่ภายใต้วจนะของเราอย่างแน่นอน! เจ้าจะถูกแผนการของเราลดทอนลงไปเป็นสิ่งที่ไม่ใช่อะไรเลยอย่างแน่นอน! อา สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างนับหมื่นนับแสน! พวกเจ้าทั้งหมดจะได้รับชีวิตใหม่ภายในวจนะของเรา—พวกเจ้าจะมีองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งทรงอธิปไตยของพวกเจ้า  อา โลกใหม่ที่บริสุทธิ์และไร้มลทิน! พวกเจ้าจะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ภายในพระสิริของเราอย่างแน่นอน! อา ภูเขาศิโยน! จะไม่เงียบงันต่อไปอีกแล้ว—เราได้กลับมาอย่างมีชัยแล้ว! จากท่ามกลางการทรงสร้าง เราพินิจพิเคราะห์ทั้งแผ่นดินโลก  บนแผ่นดินโลก มวลมนุษย์ได้เริ่มชีวิตใหม่และได้มาซึ่งความหวังใหม่  อา ประชากรของเรา! เหตุใดเล่าพวกเจ้าจึงไม่สามารถคืนชีวิตกลับมาได้ภายในความสว่างของเรา? เหตุใดหรือพวกเจ้าจึงไม่สามารถกระโดดโลดเต้นเพื่อความชื่นบานภายใต้การนำของเรา? แผ่นดินทั้งหลายกำลังพากันร้องตะโกนด้วยความยินดีปรีดา ห้วงน้ำทั้งหลายต่างพากันเสียงแหบแห้งด้วยการสรวลเสเฮฮาอย่างรื่นเริงยินดี! อา อิสราเอลคืนชีพ! ไฉนเจ้าจึงไม่รู้สึกภาคภูมิใจเพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของเรา? ผู้ใดกันเล่าที่ได้ร่ำไห้? ผู้ใดกันเล่าที่ได้พิลาปคร่ำครวญ? อิสราเอลประเทศเก่านั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป และอิสราเอลของวันนี้ได้ผงาดลุกขึ้นแล้ว ตั้งตรงและตระหง่านค้ำอยู่ในพิภพนี้ และได้ลุกขึ้นยืนอยู่ในหัวใจของมนุษยชาติทั้งมวล  อิสราเอลของวันนี้จะบรรลุแหล่งกำเนิดแห่งการดำรงอยู่โดยผ่านทางประชากรของเราอย่างแน่นอน! อา อียิปต์ที่น่าเกลียดชัง! แน่นอนเลยว่า เจ้าไม่ได้ยังคงยืนต้านเราอยู่ ใช่หรือไม่? เจ้าสามารถฉวยประโยชน์จากความปรานีของเราและพยายามที่จะหนีการตีสอนของเราได้อย่างไรกัน? เจ้าไม่ดำรงอยู่ภายในการตีสอนของเราได้อย่างไรกัน? แน่นอนว่า บรรดาผู้ที่เรารักทั้งหมดจะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร และพวกที่ยืนต้านเราทั้งหมดก็จะถูกเราตีสอนไปชั่วนิรันดรอย่างแน่นอน  เพราะเราเป็นพระเจ้าที่หวงแหน และจะไม่ละเว้นพวกมนุษย์ไว้เลยแม้แต่น้อยสำหรับทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำลงไป  เราจะเฝ้าดูหมดทั้งแผ่นดินโลก และในการปรากฏทางทิศตะวันออกของโลกพร้อมกับความชอบธรรม บารมี ความพิโรธ และการตีสอนนั้น เราจะเปิดเผยตัวเราต่อชุมนุมของมนุษยชาติอันมากมายเหลือคณนา!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 26” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 64

เมื่อเหล่าทูตสวรรค์เล่นดนตรีเพื่อสรรเสริญเรา การนี้ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุ้นความเห็นใจของเราต่อมนุษย์  หัวใจของเราเต็มไปด้วยความเศร้าใจในทันที และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปลดปล่อยตัวเราเองให้เป็นอิสระจากอารมณ์อันเจ็บปวดนี้  ในความชื่นบานยินดีและความโศกเศร้าของการถูกแยกจาก แล้วจากนั้นก็ถูกพามาอยู่ร่วมกันอีกครั้งกับมนุษย์ พวกเราไร้ความสามารถที่จะแลกเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกได้  เมื่อถูกแยกจากกันในสวรรค์เบื้องบนและบนแผ่นดินโลกเบื้องล่าง ย่อมมีน้อยครั้งที่มนุษย์และเราสามารถพบกันได้  ผู้ใดสามารถหลุดพ้นจากความคิดถึงถวิลหาที่มีต่อความรู้สึกแต่ก่อนได้?  ผู้ใดสามารถหยุดรำลึกถึงอดีตได้?  ผู้ใดจะไม่หวังความต่อเนื่องของความรู้สึกนึกคิดแห่งอดีต?  ผู้ใดจะไม่ร่ำร้องหาการกลับมาของเรา?  ผู้ใดจะไม่ถวิลหาการที่เราอยู่ร่วมกันอีกครั้งกับมนุษย์?  หัวใจของเราเป็นทุกข์อย่างลึกซึ้ง และจิตวิญญาณของมนุษย์ก็กังวลอย่างลึกซึ้ง  แม้ว่าจะเหมือนกันในจิตวิญญาณ พวกเราก็ไม่สามารถอยู่ด้วยกันบ่อยๆ และพวกเราก็ไม่สามารถพบหน้ากันบ่อยๆ  ดังนั้นชีวิตของมวลมนุษย์ทั้งปวงจึงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและขาดแคลนกำลังวังชา อันเป็นเพราะมนุษย์ได้โหยหาเราเสมอ  เป็นราวกับว่ามนุษย์ได้เป็นวัตถุที่ถูกตีตกลงมาจากสวรรค์ พวกเขาร้องเรียกชื่อของเราบนแผ่นดินโลก เงยหน้าของพวกเขาขึ้นเขม้นมองมาที่เราจากพื้นดิน—แต่พวกเขาจะสามารถหลีกหนีจากปากของหมาป่าที่หิวจัดจนออกล่าเหยื่อได้อย่างไร?  พวกเขาจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากภัยคุกคามของมันและการทดลองต่างๆ ของมันได้อย่างไร?  มนุษย์จะไม่สามารถพลีอุทิศตัวพวกเขาเองเพราะความเชื่อฟังต่อการจัดการเตรียมการแห่งแผนการของเราได้อย่างไร?  เมื่อพวกเขาวอนขอด้วยเสียงอันดัง เราก็หันหน้าของเราหนีไปจากพวกเขา เราไม่สามารถทนมองได้อีกต่อไป แต่เราจะไม่สามารถได้ยินเสียงร้องไห้น้ำตานองของพวกเขาได้อย่างไร?  เราจะแก้ไขความไม่เป็นธรรมของโลกมนุษย์  เราจะทำงานของเราด้วยมือของเราเองทั่วทั้งโลก โดยห้ามซาตานทำร้ายประชากรของเราอีก ห้ามศัตรูทำสิ่งใดตามอำเภอใจพวกเขาอีก  เราจะกลายเป็นกษัตริย์บนแผ่นดินโลกและย้ายบัลลังก์ของเราไปที่นั่น ทำให้ศัตรูของเราทั้งหมดล้มลงกับพื้นดินและสารภาพความผิดของพวกเขาเบื้องหน้าเรา  ในความเศร้าใจของเรา ความโกรธถูกผสมผสานเข้าไป เราจะเหยียบย่ำทั้งจักรวาลให้แบนราบ โดยไม่ละเว้นผู้ใด และบดขยี้ความหวาดกลัวเข้าใส่หัวใจของศัตรูของเรา  เราจะทำให้ทั้งแผ่นดินโลกย่อยยับเป็นซากปรักหักพัง และทำให้ศัตรูของเราตกลงไปในซากปรักหักพังนั้น เพื่อที่จากนี้ไปพวกเขาจะไม่อาจทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามอีกต่อไป  แผนการของเราถูกกำหนดลงตัวแล้ว และไม่มีผู้ใดต้องเปลี่ยนแปลงมันไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร  เมื่อเราท่องไปเหนือจักรวาลในงานพิธีอันเอิกเกริกและเปี่ยมบารมี มนุษย์ทั้งปวงจะถูกทำให้ใหม่ และทุกสิ่งทุกอย่างจะได้รับการฟื้นฟู  มนุษย์จะไม่ร่ำไห้อีกต่อไป จะไม่ร้องเรียกเราให้ช่วยเหลืออีกต่อไป  เมื่อนั้นหัวใจของเราจะชื่นบาน และผู้คนจะกลับมาเฉลิมฉลองให้กับเรา  ทั้งจักรวาล จากเบื้องบนจรดเบื้องล่าง จะรื่นเริงด้วยความยินดีปรีดา…

วันนี้ ท่ามกลางประชาชาติของโลก เรากำลังทำงานที่เราได้ตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง  เราเคลื่อนไปมาท่ามกลางมวลมนุษย์ ทำงานทั้งหมดภายในแผนการของเรา และมนุษย์ทั้งปวงกำลังทำให้นานาประชาชาติแตกแยกกันโดยสอดคล้องกับเจตจำนงของเรา  ผู้คนบนแผ่นดินโลกจับจ้องความสนใจของพวกเขาไว้ที่บั้นปลายของพวกเขาเอง เพราะอันที่จริงแล้ววันนั้นกำลังใกล้เข้ามาและเหล่าทูตสวรรค์ก็กำลังเป่าแตรของพวกเขา  จะไม่มีความล่าช้าอีกต่อไป และครั้นแล้วสิ่งทรงสร้างทั้งหมดก็จะเริ่มเต้นรำด้วยความยินดีปรีดา  ผู้ใดสามารถเลื่อนวันของเราออกไปตามเจตจำนงของพวกเขาได้?  มนุษย์เดินดินหรือ?  หรือดาวทั้งหลายบนท้องฟ้า?  หรือเหล่าทูตสวรรค์?  เมื่อเราเปล่งถ้อยคำเพื่อริเริ่มความรอดของประชากรแห่งอิสราเอล วันของเราก็กดดันมวลมนุษย์ทั้งปวง  มนุษย์ทุกคนยำเกรงการกลับมาของอิสราเอล  เมื่ออิสราเอลกลับมา นั่นจะเป็นวันแห่งสง่าราศีของเรา และดังนั้นจะเป็นวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นได้รับการสร้างขึ้นใหม่เช่นกัน  ขณะที่การพิพากษาอันชอบธรรมเข้ามาใกล้ทั้งจักรวาลอย่างจวนตัว มนุษย์ทั้งปวงก็ยิ่งขลาดและเกรงกลัว เพราะในโลกมนุษย์ ความชอบธรรมนั้นไม่เป็นที่รู้จัก  เมื่อดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมปรากฏ ทางตะวันออกจะได้รับความกระจ่าง และจากนั้นจะเป็นทีของทางตะวันออกที่จะให้ความกระจ่างนั้นแก่ทั้งจักรวาลต่อไป โดยเข้าถึงทุกคน  หากมนุษย์สามารถดำเนินการตามความชอบธรรมของเราจนเสร็จสิ้นได้จริงๆ จะมีอะไรให้ต้องยำเกรงเล่า?  ประชากรของเราทั้งหมดรอการมาถึงแห่งวันของเรา พวกเขาทั้งหมดถวิลหาการมาแห่งวันของเรา  พวกเขารอให้เราลงทัณฑ์อันสาสมแก่มวลมนุษย์ทั้งปวงและจัดการเตรียมการบั้นปลายของมวลมนุษย์ในบทบาทของเราที่เป็นดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม  ราชอาณาจักรของเรากำลังเป็นรูปเป็นร่างเหนือทั้งจักรวาล และบัลลังก์ของเรามีอิทธิพลใหญ่หลวงในหัวใจของผู้คนหลายร้อยล้านคน  ด้วยความช่วยเหลือของเหล่าทูตสวรรค์ ความสำเร็จลุล่วงอันยิ่งใหญ่ของเราจะถูกนำไปสู่การบรรลุผลในไม่ช้า  บรรดาบุตรของเราและคนของเราทั้งหมดรอคอยการกลับมาของเราอย่างใจจดใจจ่อ ถวิลหาให้เราอยู่ร่วมกับพวกเขาอีกครั้ง ไม่มีวันถูกแยกจากกันอีก  ประชากรมากหลายแห่งราชอาณาจักรของเราจะไม่สามารถวิ่งรี่เข้าหากันในการเฉลิมฉลองอันชื่นบานยินดีอันเป็นเพราะเรามาอยู่ร่วมกับพวกเขาได้อย่างไร?  นี่จะสามารถเป็นการอยู่ร่วมกันอีกครั้งที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาอันใดไหม?  เราย่อมมีเกียรติในสายตาของมนุษย์ทั้งหมด เราย่อมได้รับการกล่าวประกาศในคำพูดของทุกคน  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเรากลับมา เราจะพิชิตกองกำลังศัตรูทั้งหมด  ถึงเวลาแล้ว!  เราจะเริ่มงานของเรา เราจะครองราชย์ในฐานะกษัตริย์ท่ามกลางมนุษย์!  เราพร้อมแล้วที่จะกลับมา!  และเรากำลังจะออกเดินทาง!  นี่คือสิ่งที่ทุกคนกำลังหวัง เป็นสิ่งที่พวกเขาปรารถนา  เราจะปล่อยให้มนุษย์ทั้งมวลเห็นการมาถึงแห่งวันของเรา และพวกเขาทั้งหมดจะยินดีต้อนรับการมาแห่งวันของเราด้วยความชื่นบานยินดี!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 27” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 65

ในวันที่ทุกสรรพสิ่งได้รับการคืนชีพ เราก็ได้มาท่ามกลางมนุษย์ และเราได้ใช้กลางวันและกลางคืนอันน่าอัศจรรย์กับเขา  ณ จุดนี้เท่านั้นที่มนุษย์สำนึกรับรู้ถึงความสามารถเข้าหาได้ของเราเล็กน้อย และขณะที่ปฏิสัมพันธ์ของเขากับเรากลายเป็นบ่อยขึ้น เขาก็มองเห็นสิ่งที่เรามีและเป็นบ้าง—ผลก็คือ เขาได้รับความรู้บ้างเกี่ยวกับเรา  ท่ามกลางผู้คนทั้งหมด เราเงยศีรษะของเราและเฝ้าดู และพวกเขาทั้งหมดก็มองเห็นเรา  แม้กระนั้นเมื่อความวิบัติบังเกิดแก่โลก พวกเขาก็ยิ่งกระวนกระวายใจโดยทันที และฉายาของเราก็อันตรธานไปจากหัวใจของพวกเขา เมื่อได้ตื่นตระหนกเนื่องจากการมาถึงของความวิบัติ พวกเขาไม่คำนึงถึงการเตือนสติของเราเลย  หลายปีแล้วที่เราได้ผ่านไปท่ามกลางมนุษย์ ถึงกระนั้นเขายังคงไม่ได้ตระหนักรู้เสมอมา และไม่เคยได้รู้จักเรา  วันนี้เราบอกการนี้กับเขาด้วยปากของเราเอง และเราทำให้ผู้คนทั้งหมดมาเบื้องหน้าเราเพื่อรับบางสิ่งจากเรา แต่พวกเขาก็ยังคงเว้นระยะห่างของพวกเขาจากเรา และดังนั้น พวกเขาจึงไม่รู้จักเรา  เมื่อก้าวย่างของเราย่ำไปทั่วจักรวาลและไปถึงที่สุดแผ่นดินโลก มนุษย์จะเริ่มทบทวนตัวเขาเอง และผู้คนทั้งหมดจะมาหาเราและกราบไหว้เบื้องหน้าเราและนมัสการเรา  นี่จะเป็นวันแห่งการถวายเกียรติของเรา วันแห่งการกลับมาของเรา และวันแห่งการออกเดินทางของเราอีกด้วย  บัดนี้เราได้เริ่มงานของเราท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวงแล้ว ได้ริเริ่มดำเนินการบทอวสานของแผนการบริหารจัดการของเราทั่วจักรวาลทั้งปวงอย่างเป็นกิจจะลักษณะแล้ว  จากชั่วขณะนี้เป็นต้นไป ผู้ใดที่ไม่ระมัดระวังมีแนวโน้มที่จะถูกจุ่มลงท่ามกลางการตีสอนที่ไร้ปรานี และนี่จะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ  นี่ไม่ใช่เพราะเราไร้หัวใจ แต่กลับเป็นขั้นตอนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการของเราเสียมากกว่า ทั้งหมดต้องดำเนินไปโดยสอดคล้องกับขั้นตอนต่างๆ ของแผนการของเรา และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงการนี้ได้  เมื่อเราเริ่มงานของเราอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ผู้คนทั้งหมดก็ขยับเช่นที่เราขยับ จนกระทั่งผู้คนทั่วทั้งจักรวาลยึดครองตัวพวกเขาเองในจังหวะร่วมกับเรา โดยมี “ความยินดีปรีดา” ทั่วจักรวาล และมนุษย์ถูกกระตุ้นไปข้างหน้าโดยเรา  ด้วยเหตุนี้ พญานาคใหญ่สีแดงเองถูกเราหวดเข้าสู่สภาวะแห่งความบ้าคลั่งและความงุนงงที่สุด และมันรับใช้งานของเรา และแม้จะไม่เต็มใจ มันก็ไร้ความสามารถที่จะทำตามความอยากมีอยากได้ของมันเองได้ แต่ถูกทิ้งให้ไม่มีทางเลือกนอกจากนบนอบต่อการควบคุมของเรา  ในแผนการของเราทั้งหมด พญานาคใหญ่สีแดงคือตัวประกอบเสริมความเด่นของเรา ศัตรูของเราและผู้ปรนนิบัติของเราอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงไม่เคยได้ผ่อนคลาย “ข้อพึงประสงค์” ของเราต่อมัน  เพราะฉะนั้น ช่วงระยะสุดท้ายของงานแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของเราจึงเสร็จสิ้นลงในบ้านของมัน  ในหนทางนี้ พญานาคใหญ่สีแดงจะมีความสามารถมากขึ้นที่จะทำการปรนนิบัติเราได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเราจะพิชิตมันและทำให้แผนการของเราครบบริบูรณ์โดยผ่านทางนี้  ในขณะที่เราทำงาน ทูตสวรรค์ทั้งหมดก็ริเริ่มการสู้รบชี้ขาดกับเราและตัดสินใจแน่วแน่ที่จะทำให้ความปรารถนาของเราในช่วงระยะสุดท้ายลุล่วง เพื่อที่ผู้คนบนแผ่นดินโลกจะถวายตัวเบื้องหน้าเราเหมือนเหล่าทูตสวรรค์ และไม่มีความอยากต่อต้านเรา และไม่ทำสิ่งใดที่กบฏต่อเรา  เหล่านี้คือพลวัตของงานของเราทั่วทั้งจักรวาล

จุดประสงค์และนัยสำคัญของการมาถึงของเราท่ามกลางมนุษย์คือการช่วยมวลมนุษย์ทั้งปวงให้รอด การนำมวลมนุษย์ทั้งปวงกลับสู่ครอบครัวของเรา การทำให้สวรรค์กับแผ่นดินโลกอยู่ร่วมกันอีกครั้ง และการทำให้มนุษย์ถ่ายทอด “สัญญาณ” ระหว่างสวรรค์กับแผ่นดินโลก เพราะเช่นนี้คือหน้าที่ที่มีมาแต่กำเนิดของมนุษย์  ณ เวลาที่เราได้สร้างมวลมนุษย์ เราได้ทำทุกสรรพสิ่งให้พร้อมสำหรับมวลมนุษย์ และต่อมา เราได้อนุญาตให้มวลมนุษย์รับความมั่งคั่งที่เราได้ให้แก่เขาโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของเรา  ด้วยเหตุนั้น เราจึงพูดว่าที่มวลมนุษย์ทั้งปวงได้มาถึงวันนี้นั้นอยู่ภายใต้การนำของเรา  และนี่คือแผนการของเราทั้งหมด  ท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง ผู้คนจำนวนมากเหลือคณานับดำรงอยู่ภายใต้การคุ้มครองปกป้องของความรักของเรา และผู้คนจำนวนมากเหลือคณานับมีชีวิตภายใต้การตีสอนของความเกลียดชังของเรา  แม้ว่าผู้คนทั้งหมดจะอธิษฐานต่อเรา แต่พวกเขาก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของพวกเขาได้ ทันทีที่พวกเขาได้สูญเสียความหวังไป พวกเขาก็จะสามารถเพียงแค่ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปตามครรลองของมันและหยุดการไม่เชื่อฟังเรา เพราะนี่คือทั้งหมดที่มนุษย์สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้  เมื่อพูดถึงสภาวะของชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ยังไม่ได้พบเจอชีวิตที่เป็นจริง เขายังคงไม่ได้มองเห็นทะลุไปถึงความไม่เป็นธรรม ความโดดเดี่ยวอ้างว้างและสภาพเงื่อนไขอันทุกข์ระทมของโลก—และดังนั้น หากไม่ได้เป็นเพราะการปรากฏของความวิบัติ ผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะยังคงโอบกอดพระแม่ธรรมชาติ และคงจะยังคงจดจ่อตัวพวกเขาเองอยู่ในรสชาติทั้งหลายของ “ชีวิต”  นี่ไม่ใช่ความเป็นจริงของโลกหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่เสียงแห่งความรอดที่เราพูดออกไปแก่มนุษย์หรอกหรือ?  เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดท่ามกลางมวลมนุษย์ได้เคยรักเราอย่างแท้จริงเลย?  เหตุใดมนุษย์จึงรักเราเฉพาะเวลาที่อยู่ท่ามกลางการตีสอนและการทดสอบเท่านั้น แต่กลับไม่มีผู้ใดรักเราในขณะที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองปกป้องของเรา?  เราได้มอบการตีสอนของเราแก่มวลมนุษย์หลายครั้ง  พวกเขามองดูที่มันหนึ่งครั้ง แต่จากนั้น พวกเขาก็ละเลยมัน และพวกเขาไม่ศึกษาและใคร่ครวญมัน ณ เวลานี้ และดังนั้น ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับมนุษย์จึงเป็นการพิพากษาที่ไร้ปรานี  นี่เป็นเพียงหนึ่งในวิธีการทำงานของเรา แต่มันก็ยังคงเป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงมนุษย์และทำให้เขารักเรา

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 29” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 66

เราครอบครองในราชอาณาจักร และที่มากกว่านั้น เราครอบครองทั่วจักรวาลทั้งปวง เราเป็นทั้งกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรและเป็นองค์หัวหน้าแห่งจักรวาล  จากเวลานี้เป็นต้นไป เราจะรวบรวมพวกที่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรทั้งหมดและจะเริ่มงานของเราท่ามกลางคนต่างชาติ และเราจะประกาศแสดงประกาศกฤษฎีกาบริหารของเราไปทั่วทั้งจักรวาล เพื่อที่เราอาจได้ริเริ่มงานของเราในขั้นตอนถัดไปให้สำเร็จ  เราจะใช้การตีสอนเพื่อเผยแผ่งานของเราท่ามกลางคนต่างชาติ กล่าวคือ เราจะใช้กำลังบังคับกับพวกที่เป็นคนต่างชาติทั้งหมด  โดยธรรมชาติแล้ว งานนี้จะถูกดำเนินการในเวลาเดียวกันกับงานของเราท่ามกลางบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรร  เมื่อคนของเราปกครองและใช้อำนาจบนแผ่นดินโลก นั่นก็จะเป็นวันที่ผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลกได้รับการพิชิตด้วยเช่นกัน และที่มากกว่านั้น จะเป็นเวลาที่เราหยุดพัก—และเมื่อนั้นเท่านั้น เราจะปรากฏแก่บรรดาผู้ที่ได้รับการพิชิตแล้ว  เราปรากฏแก่ราชอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ และซ่อนเร้นตัวเราเองจากแผ่นดินแห่งความโสมม  บรรดาผู้ที่ได้รับการพิชิตแล้วและได้กลายเป็นเชื่อฟังเบื้องหน้าเราทั้งหมดมีความสามารถที่จะมองเห็นใบหน้าของเราด้วยดวงตาของพวกเขาเอง และมีความสามารถที่จะได้ยินเสียงของเราด้วยหูของพวกเขาเอง  นี่คือพรของบรรดาผู้ที่เกิดในระหว่างยุคสุดท้าย นี่คือพรที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้า และนี่ไม่สามารปรับเปลี่ยนได้โดยมนุษย์ผู้ใด  วันนี้เราทำงานในหนทางนี้เพื่อประโยชน์แห่งงานของอนาคต  งานของเราทั้งหมดมีความสัมพันธ์กัน ในงานทั้งหมดมีการเรียกและการขานรับ กล่าวคือ ไม่เคยมีขั้นตอนใดได้หยุดชั่วคราวโดยฉับพลัน และไม่เคยมีขั้นตอนใดได้ถูกดำเนินการโดยอิสระจากขั้นตอนอื่นใด  นี่ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?  งานในอดีตไม่ใช่รากฐานของงานในวันนี้หรอกหรือ?  คำพูดในอดีตไม่ใช่ตัวตั้งต้นของคำพูดในวันนี้หรอกหรือ?  ขั้นตอนในอดีตไม่ใช่ที่มาของขั้นตอนของวันนี้หรอกหรือ?  เมื่อเราเปิดหนังสือม้วนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ นั่นคือเวลาที่ผู้คนทั่วทั้งจักรวาลถูกตีสอน เวลาที่ผู้คนทั่วโลกอยู่ภายใต้การทดสอบ และมันเป็นจุดสำคัญสูงสุดของงานของเรา ผู้คนทั้งหมดใช้ชีวิตในแผ่นดินที่ปราศจากความสว่าง และผู้คนทั้งหมดมีชีวิตท่ามกลางการคุกคามที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของพวกเขา กล่าวอีกนัยหนึ่ง นั่นเป็นชีวิตที่มนุษย์ไม่เคยได้มีประสบการณ์มาก่อนตั้งแต่เวลาแห่งของการทรงสร้างจนกระทั่งปัจจุบัน และไม่มีผู้ใดตลอดยุคทั้งหลายได้เคย “ชื่นชม” ชีวิตประเภทนี้เลย และดังนั้น เราจึงพูดว่าเราได้ทำงานที่ไม่เคยถูกทำมาก่อน  นี่คือสถานการณ์ที่แท้จริง และนี่คือความหมายชั้นใน  เพราะวันของเราเข้ามาใกล้มวลมนุษย์ทั้งปวง เพราะมันไม่ได้ปรากฏอยู่ห่างไกล แต่อยู่ต่อหน้าต่อตาของมนุษย์โดยตรง ผู้ใดเล่าจะไม่สามารถเกรงกลัวเนื่องจากการนั้น?  และผู้ใดเล่าจะไม่สามารถปีติยินดีกับการนี้?  ในท้ายที่สุด เมืองบาบิโลนที่โสมมก็ได้มาถึงบทอวสานของมันแล้ว มนุษย์ได้พบกับโลกใหม่เอี่ยมอีกครั้ง และสวรรค์และแผ่นดินโลกก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างขึ้นใหม่แล้ว

เมื่อเราปรากฏแก่ประชาชาติและกลุ่มคนทั้งปวง เมฆสีขาวหมุนวนในท้องฟ้าและห่อหุ้มเรา  ดังนั้น นกบนแผ่นดินโลกก็ร้องเพลงและเต้นรำด้วยความชื่นบานยินดีเพื่อเราด้วยเช่นกัน โดยสร้างความโดดเด่นให้กับบรรยากาศบนแผ่นดินโลก และด้วยเหตุนั้น ทำให้ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกมีชีวิตขึ้น ไม่ “ล่องลอยลงต่ำอย่างช้าๆ” อีกต่อไป แต่กลับมีชีวิตท่ามกลางบรรยากาศแห่งกำลังวังชาแทน  เมื่อเราอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ มนุษย์ล่วงรู้ใบหน้าและดวงตาของเราโดยรางๆ และ ณ เวลานี้ เขารู้สึกเกรงกลัวเล็กน้อย  ในอดีต เขาได้ยินบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเราในตำนาน และผลก็คือ เขาเพียงแค่เชื่อครึ่งหนึ่งและคลางแคลงใจอีกครึ่งหนึ่งต่อเราเท่านั้น  เขาไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ใด หรือใบหน้าของเราใหญ่เพียงใดกันแน่—ใบหน้าของเรากว้างพอกับทะเล หรือไร้เขตคั่นพอกับทุ่งหญ้าเขียวสดไหม?  ไม่มีผู้ใดรู้สิ่งเหล่านี้  เป็นเพียงเมื่อมนุษย์มองเห็นใบหน้าของเราในหมู่เมฆในวันนี้เท่านั้น มนุษย์จึงรู้สึกว่าตัวของเราแห่งตำนานนั้นเป็นจริง และดังนั้น เขาจึงกลายเป็นมีแนวโน้มที่จะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยต่อเรา และมันก็เป็นเพียงเพราะกิจการของเรานั่นเอง การเลื่อมใสของเขาต่อเราจึงกลายเป็นยิ่งใหญ่ขึ้นเล็กน้อย  แต่มนุษย์ยังคงไม่รู้จักเรา และเขาเพียงแค่มองเห็นส่วนหนึ่งของเราในหมู่เมฆ  หลังจากนั้น เรายืดแขนของเราออกไปและแสดงแขนของเราให้มนุษย์เห็น  มนุษย์ประหลาดใจ และปิดปากของเขาด้วยมือของเขา เกรงกลัวอยู่ลึกๆ ที่จะถูกมือของเราบดขยี้ลงไป และดังนั้น เขาจึงเพิ่มความเคารพเล็กน้อยลงในการเลื่อมใสของเขา  มนุษย์ตรึงดวงตาของเขาไว้กับทุกการเคลื่อนไหวของเรา กลัวอย่างลุ่มลึกว่าเขาจะถูกเราบดขยี้จนคว่ำลงไปเมื่อเขากำลังไม่ให้ความสนใจ—ถึงกระนั้น เราก็ไม่ถูกจำกัดเพราะถูกมนุษย์เฝ้าดู และเราก็ทำงานในมือของเราต่อไป  มันเป็นเพียงว่าในกิจการทั้งหมดที่เราทำนั้น มนุษย์มีความโปรดปรานต่อเราอยู่บ้าง และด้วยเหตุนั้น จึงค่อยๆ มาเบื้องหน้าเราเพื่อคบหาสมาคมกับเรา  เมื่อเราได้รับการเปิดเผยแก่มนุษย์ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของเรา มนุษย์จะมองเห็นใบหน้าของเรา และหลังจากนั้นเป็นต้นไป เราจะไม่ซ่อนเร้นหรือบดบังตัวเราเองจากมนุษย์อีกต่อไป  ทั่วทั้งจักรวาล เราจะปรากฏอย่างเปิดเผยต่อผู้คนทั้งหมด และบรรดาผู้ที่มีเนื้อหนังและโลหิตทั้งหมดจะมองดูกิจการของเราทั้งหมด  บรรดาผู้ที่มีจิตวิญญาณทั้งหมดจะอาศัยอยู่ในสันติสุขในนิเวศของเราอย่างแน่นอน และแน่ใจได้เลยว่าจะชื่นชมพรอันน่าอัศจรรย์ร่วมกันกับเรา  บรรดาผู้ที่เราดูแลทั้งหมดจะหลีกหนีการตีสอนอย่างแน่นอนและจะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดของจิตวิญญาณและความเจ็บปวดรวดร้าวของเนื้อหนังอย่างแน่นอน  เราจะปรากฏอย่างเปิดเผยต่อกลุ่มชนทั้งหมดและปกครองและใช้อำนาจ เพื่อที่กลิ่นของซากศพจะไม่แผ่ไปทั่วจักรวาลอีกต่อไป แต่สุคนธรสอันสดชื่นของเราจะกระจายไปทั่วโลก เพราะวันของเรากำลังใกล้เข้ามา มนุษย์กำลังตื่นขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกอยู่ในระเบียบ และวันเวลาแห่งการอยู่รอดของแผ่นดินโลกจะไม่มีอีกแล้ว เพราะเราได้มาถึงแล้ว!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 29” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 67

เราจะเติมสวรรค์ชั้นสูงสุดด้วยการสำแดงของการกระทำของเรา และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกหมอบลงภายใต้พลังอำนาจของเรา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการดำเนินการตามแผนของเราสำหรับ “ความสามัคคีทั่วโลก” และนำความปรารถนาเดียวนี้ของเราสู่การบรรลุผล เพื่อที่มนุษยชาติจะไม่ “ร่อนเร่ไปทั่ว” บนพื้นผิวของแผ่นดินโลกอีกต่อไป แต่ค้นหาบั้นปลายที่เหมาะสมโดยไม่ชักช้า  เราคำนึงถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ในทุกหนทาง ทำให้เป็นไปเพื่อที่มวลมนุษย์ทั้งปวงจะมาดำรงชีวิตในแผ่นดินแห่งสันติสุขและความสุขในไม่ช้า เพื่อที่วันเวลาแห่งชีวิตของพวกเขาจะไม่เศร้าและอ้างว้างอีกต่อไป และเพื่อที่แผนของเราจะไม่ล้มเหลวบนแผ่นดินโลก  เพราะมนุษย์ดำรงอยู่ที่นั่น เราจะสร้างประเทศของเราบนแผ่นดินโลก เนื่องจากส่วนหนึ่งของการสำแดงสง่าราศีของเราอยู่บนแผ่นดินโลก  ในสวรรค์เบื้องบน เราจะตั้งเมืองของเราอย่างถูกต้องและจึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง  เราจะทำให้ทั้งหมดที่ดำรงอยู่เหนือและใต้สวรรค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกจะถูกนำมาอยู่ร่วมกันกับทั้งหมดที่อยู่ในสวรรค์  นี่คือแผนของเรา เป็นสิ่งที่เราจะทำให้สำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย—จงอย่าให้ผู้ใดแทรกแซงส่วนนี้ของงานของเรา!  การเผยแพร่งานของเราท่ามกลางบรรดาประชาชาติเป็นส่วนสุดท้ายของงานของเราบนแผ่นดินโลก  ไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งลึกงานที่เราจะทำได้ และด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงงงงวยมาก  และเพราะเรายุ่งอยู่กับงานของเราบนแผ่นดินโลก ผู้คนจึงถือโอกาสเหมาะนี้เพื่อ “เล่นสนุกไปทั่ว”  เพื่อกันพวกเขาไม่ให้ไร้ระเบียบวินัยจนเกินไป ก่อนอื่นเราได้วางพวกเขาไว้ภายใต้การตีสอนของเราเพื่อสู้ทนกับการบ่มวินัยของบึงไฟ  นี่เป็นขั้นตอนเดียวในงานของเรา และเราจะใช้อิทธิฤทธิ์ของบึงไฟเพื่อทำให้ขั้นตอนนี้ของงานของเราสำเร็จลุล่วง มิฉะนั้นแล้วคงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินงานของเราจนเสร็จสิ้น  เราจะให้พวกมนุษย์ทั่วทั้งจักรวาลนบนอบเบื้องหน้าบัลลังก์ของเรา แบ่งแยกพวกเขาออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ โดยสอดคล้องกับการพิพากษาของเรา จำแนกพวกเขาโดยสอดคล้องกับหมวดหมู่เหล่านี้ และก็จัดเรียงพวกเขาเข้าสู่ครอบครัวของพวกเขาอีกด้วย เพื่อที่มนุษยชาติทั้งมวลจะยุติการไม่เชื่อฟังเรา โดยตกลงสู่การจัดการเตรียมการที่เป็นระเบียบและเรียบร้อยโดยสอดคล้องกับหมวดหมู่ที่เราได้ให้ชื่อไว้แทน—จงอย่าให้ผู้ใดเพ่นพ่านไปทั่วโดยส่งเดช!  ทั่วทั้งจักรวาล เราได้หล่อหลอมงานใหม่ ทั่วทั้งจักรวาล มนุษยชาติทั้งมวลงุนงงและตกตะลึงโดยการปรากฏอย่างฉับพลันของเรา เส้นขอบฟ้าของพวกเขาขยายกว้างขึ้นอย่างมากจากการปรากฏของเราในที่โล่งแจ้ง  วันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นหรือ?

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 43” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 68

เรากำลังเผยแผ่งานของเราท่ามกลางประชาชาติ  สง่าราศีของเราส่องแสงวาบตลอดทั่วทั้งจักรวาล เจตจำนงของเราจำแลงร่างอยู่ภายในผู้คนที่ดวงดาว-ดวงดาว-จุด-จุดซึ่งล้วนถูกกำกับทิศทางด้วยมือของเราและลงมือทำกิจทั้งหลายที่เราได้มอบหมาย  จากจุดนี้ไป เราได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว และนำพวกมนุษย์ทั้งหมดเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง เมื่อเราได้กลับไปยัง “ถิ่นฐาน” ของเรา กระนั้นเรายังได้เริ่มอีกส่วนของงานในแผนการดั้งเดิมของเรา เพื่อที่มนุษย์จะได้มารู้จักเราอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เราคำนึงถึงจักรวาลทั้งหมดทั้งมวลและเห็นว่า[ก]มันเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับงานของเรา ดังนั้นเราจึงเร่งรีบไปมาทำงานใหม่ของเรากับมนุษย์  อย่างไรก็ตาม นี่คือยุคใหม่ และเราได้นำมาซึ่งงานใหม่เพื่อรับเอาผู้คนใหม่ๆ เข้าสู่ยุคใหม่ให้มากขึ้น และเพื่อทิ้งขว้างพวกที่เราจะต้องกำจัดให้มากขึ้น  ในชาติของพญานาคใหญ่สีแดง เราได้ดำเนินงานระยะหนึ่งที่ยากหยั่งถึงสำหรับมนุษย์ ทำให้พวกเขาโอนเอนไปมาในสายลม ซึ่งภายหลังจากนั้นหลายคนล่องลอยห่างออกไปอย่างเงียบเชียบด้วยการพัดพาของสายลม  แท้จริงแล้ว นี่คือ “ลานนวดข้าว” ที่เรากำลังจะปัดกวาดให้เกลี้ยง มันคือสิ่งที่เราโหยหาและมันยังเป็นแผนการของเราเช่นกัน  ด้วยเหตุที่คนเลวมากมายได้คืบคลานเข้ามาในขณะที่เราทำงาน แต่เราไม่รีบที่จะขับไล่พวกเขาออกไป  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม  เพียงภายหลังจากนั้นเท่านั้นเราจึงจะเป็นน้ำพุแห่งชีวิต โดยเปิดโอกาสให้บรรดาผู้ที่รักเราอย่างแท้จริงได้รับผลของต้นมะเดื่อและกลิ่นหอมของดอกลิลลี่จากเรา  ในดินแดนที่ซึ่งซาตานพักแรม ดินแดนแห่งธุลี ไม่มีทองคำบริสุทธิ์คงเหลืออยู่ มีเพียงทราย และดังนั้นแล้ว เมื่อได้ประสบกับรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ เราจึงทำงานช่วงระยะดังกล่าว  เจ้าควรรู้ว่าสิ่งที่เราได้รับไว้นั้น เป็นทองคำถลุงบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทราย  คนเลวสามารถคงอยู่ในบ้านของเราได้อย่างไร? เราสามารถยอมให้บรรดาสุนัขจิ้งจอกเป็นปรสิตในสรวงสวรรค์ของเราได้อย่างไร? เราใช้ทุกวิธีที่พอจะนึกได้เพื่อขับไล่สิ่งเหล่านี้ออกไป  ก่อนที่เจตจำนงของเราจะถูกเปิดเผย ไม่มีใครตระหนักรู้สิ่งที่เรากำลังจะทำ  โดยใช้โอกาสนี้ เราขับไล่บรรดาคนเลวเหล่านั้นออกไป และพวกเขาก็ถูกบีบบังคับให้ออกไปพ้นหน้าเรา  นี่คือสิ่งที่เราทำกับคนเลว แต่ยังคงจะมีวันหนึ่งสำหรับพวกเขาที่จะทำงานปรนนิบัติเรา  ความอยากของพวกมนุษย์ที่จะได้รับพระพรนั้นแรงกล้ามากเกินไป ดังนั้นเราจึงหมุนตัวของเรากลับและแสดงโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเราต่อชนต่างชาติทั้งหลาย เพื่อที่พวกมนุษย์ทั้งหมดจะได้ดำรงชีวิตในโลกของพวกเขาเองและตัดสินตัวเอง ในขณะที่เราเดินหน้ากล่าววจนะที่เราควรกล่าว และจัดหาสิ่งที่พวกมนุษย์จำเป็นต้องมีให้แก่พวกเขา  เมื่อพวกมนุษย์สำนึกได้ เราจะได้เผยแผ่งานของเราไปนานแล้ว  เช่นนั้นแล้วเราจึงจะแสดงออกถึงเจตจำนงของเราต่อพวกมนุษย์ และเริ่มงานส่วนที่สองของเรากับพวกมนุษย์ ปล่อยให้พวกมนุษย์ทั้งหมดได้ติดตามเราอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะประสานงานกับงานของเรา และปล่อยให้พวกมนุษย์ได้ทำทุกสิ่งที่พวกเขามีความสามารถทำได้เพื่อร่วมดำเนินงานที่เราต้องทำไปจนเสร็จสิ้น

ตัดตอนมาจาก “เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยพระวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “เห็นว่า”

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 69

ไม่มีใครมีความเชื่อว่าพวกเขาจะได้เห็นสง่าราศีของเรา และเราก็ไม่บังคับพวกเขา แต่ตรงกันข้ามกลับเอาสง่าราศีของเราออกจากท่ามกลางมวลมนุษย์และนำมันไปยังพิภพอื่น  เมื่อพวกมนุษย์กลับใจอีกครั้ง เราจึงจะใช้สง่าราศีของเราและแสดงมันต่อบรรดาผู้ที่มีความเชื่อในจำนวนที่มากขึ้นไปอีก  นี่คือหลักการซึ่งเราใช้ในการทำงาน  ด้วยเหตุที่มีวาระที่สง่าราศีของเราจะไปจากคานาอัน และยังมีวาระที่สง่าราศีของเราจะไปจากผู้ที่ถูกเลือกสรรเช่นกัน  ยิ่งไปกว่านั้น มีวาระที่สง่าราศีของเราจะไปจากทั้งแผ่นดินโลก ทำให้มันมืดมัวลงและทำให้มันดิ่งลงสู่ความมืดมิด  แม้แต่แผ่นดินคานาอันก็จะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ พวกมนุษย์ทั้งหมดจะสูญเสียความเชื่อของพวกเขา แต่ไม่มีใครสามารถทนได้ที่จะทิ้งกลิ่นหอมของแผ่นดินคานาอันไป  จนเมื่อเราผ่านเข้าไปในสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่แล้วเท่านั้น เราจึงจะใช้สง่าราศีอีกส่วนหนึ่งของเราและเปิดเผยมันครั้งแรกในแผ่นดินคานาอัน ทำให้แสงริบหรี่ฉายส่องออกไปในทั้งแผ่นดินโลกซึ่งจมอยู่ในความมืดมิดของค่ำคืน เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งแผ่นดินโลกได้มาสู่ความสว่าง  ให้พวกมนุษย์ทั้งปวงทั่วแผ่นดินโลกได้มารับความแข็งแกร่งจากพลังอำนาจแห่งความสว่าง เปิดโอกาสให้สง่าราศีของเราเพิ่มขึ้นและปรากฏขึ้นต่อทุกชนชาติอีกครั้ง  ให้มนุษยชาติตระหนักว่าเราได้มายังโลกมนุษย์นานมาแล้วและได้นำสง่าราศีของเราจากอิสราเอลมายังทิศตะวันออกนานมาแล้ว ด้วยเหตุที่สง่าราศีของเราฉายส่องมาจากทิศตะวันออก ที่ซึ่งสง่าราศีนั้นได้ถูกนำพาจากยุคพระคุณมาจนถึงวันนี้  แต่เป็นอิสราเอลนั่นเองที่เราได้จากมาและจากที่นั่นเองที่เราได้มาถึงในทิศตะวันออก  จนเมื่อความสว่างแห่งทิศตะวันออกค่อยๆ แปรเป็นสีขาวแล้วเท่านั้น ความมืดทั่วทั้งแผ่นดินโลกจึงจะเริ่มแปรเป็นความสว่าง และเมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะค้นพบว่าเราได้ไปจากอิสราเอลนานมาแล้วและกำลังลุกขึ้นใหม่ในทิศตะวันออก  เมื่อได้ลงไปในอิสราเอลครั้งหนึ่งแล้วและต่อมาภายหลังได้ออกจากอิสราเอลไป เราไม่สามารถถือกำเนิดในอิสราเอลได้อีกครั้ง เนื่องเพราะงานของเรานำทางทั้งปวงในจักรวาล และที่มากไปกว่านั้นคือ ฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบตรงจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก  ด้วยเหตุผลนี้เราจึงได้ลงมาในทิศตะวันออกและได้นำพาคานาอันมาสู่ประชาชนแห่งทิศตะวันออก  เราปรารถนาที่จะนำพาผู้คนจากทั่วทั้งแผ่นดินโลกมาสู่แผ่นดินคานาอัน และดังนั้นเราจึงเปล่งถ้อยคำออกไปในแผ่นดินคานาอันต่อไปเพื่อควบคุมทั้งจักรวาล  ณ เวลานี้ ไม่มีความสว่างในแผ่นดินโลกทั้งหมดนอกเหนือไปจากคานาอัน และพวกมนุษย์ทั้งหมดก็ตกอยู่ในอันตรายจากความหิวและความหนาวเย็น  เราได้มอบสง่าราศีของเราแก่อิสราเอลแล้วจากนั้นก็เอาสง่าราศีนั้นออกไป และภายหลังจากนั้นเราได้นำพาคนอิสราเอลไปยังทิศตะวันออก และนำพามนุษยชาติทั้งมวลไปยังทิศตะวันออก  เราได้นำพาพวกเขาทั้งหมดไปยังความสว่างเพื่อที่พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกับความสว่างอีกครั้ง และเชื่อมสัมพันธ์กับความสว่าง และไม่ต้องค้นคว้าหาความสว่างอีกต่อไป  เราจะปล่อยให้ผู้คนทั้งหมดที่กำลังค้นคว้าได้เห็นความสว่างอีกครั้งและได้เห็นสง่าราศีที่เราได้มีในอิสราเอล เราจะปล่อยให้พวกเขาได้เห็นว่าเราได้ลงมาบนเมฆขาวเข้าสู่ท่ามกลางมวลมนุษย์นานมาแล้ว จะปล่อยให้พวกเขาได้เห็นหมู่เมฆสีขาวนับไม่ถ้วนและผลไม้เป็นพวงอันอุดม และที่มากไปกว่านั้นคือ จะปล่อยให้พวกเขาได้เห็นพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล  เราจะปล่อยให้พวกเขาเฝ้ามององค์เจ้านายแห่งพวกยิว พระเมสสิยาห์ซึ่งเป็นที่ถวิลหารอคอย และการปรากฏอันครบถ้วนของเราผู้ที่ได้ถูกพวกกษัตริย์ข่มเหงตลอดทั่วทั้งยุคต่างๆ  เราจะทำงานกับทั้งจักรวาลและเราจะปฏิบัติงานอันยิ่งใหญ่ เป็นการเปิดเผยสง่าราศีของเราทั้งหมดและกิจการของเราทั้งหมดต่อมนุษย์ในยุคสุดท้าย  เราจะแสดงโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเราในความครบถ้วนต่อบรรดาผู้ที่ได้รอคอยเรามานานหลายปีแล้ว ต่อบรรดาผู้ที่ได้ถวิลหาให้เราลงมาบนเมฆขาว ต่ออิสราเอลที่ได้ถวิลหาให้เราปรากฏอีกครั้งหนึ่ง และต่อมวลมนุษย์ทั้งปวงที่ข่มเหงเรา เพื่อที่ทั้งหมดจะได้รู้ว่าเราได้เอาสง่าราศีของเราไปและได้นำพาสง่าราศีนั้นไปยังทิศตะวันออกนานมาแล้ว เพื่อที่สง่าราศีนั้นจะได้ไม่อยู่ในแคว้นยูเดียอีกต่อไป  ด้วยเหตุที่ยุคสุดท้ายนั้นได้มาถึงแล้ว!

ตลอดทั่วทั้งจักรวาลเรากำลังทำงานของเรา และในทิศตะวันออก เสียงกระแทกสนั่นราวฟ้าร้องดังขึ้นอย่างไม่รู้จบ ทำให้ชนชาติทั้งปวงและคณะนิกายทั้งหมดสั่นสะเทือน  เป็นเสียงของเรานั่นเองที่ได้นำทางพวกมนุษย์ทั้งหมดเข้ามาสู่ปัจจุบัน  เราจะทำให้พวกมนุษย์ทั้งหมดถูกพิชิตโดยเสียงของเรา ตกลงสู่กระแสนี้ และนบนอบต่อหน้าเรา ด้วยเหตุที่เราได้เรียกคืนสง่าราศีของเราจากแผ่นดินโลกทั้งหมดและได้ให้สง่าราศีนั้นปรากฏขึ้นใหม่ในทิศตะวันออกนานมาแล้ว  ใครบ้างไม่ถวิลหาที่จะได้เห็นสง่าราศีของเรา? ใครบ้างไม่รอคอยการกลับมาของเราอย่างกระวนกระวายใจ? ใครบ้างไม่กระหายการปรากฏอีกครั้งของเรา? ใครบ้างไม่คะนึงหาความดีงามของเรา? ใครบ้างจะไม่มาหาความสว่าง? ใครบ้างจะไม่เฝ้ามองความมั่งคั่งของคานาอัน? ใครบ้างไม่ถวิลหาการกลับมาของพระผู้ไถ่? ใครบ้างไม่ชื่นชมองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่? เสียงของเราจะแผ่ไปทั่วทั้งแผ่นดินโลก เมื่อเผชิญหน้ากับประชากรที่เราเลือกสรร เราปรารถนาที่จะกล่าววจนะแก่พวกเขาเพิ่มเติมอีก  เรากล่าววจนะของเราต่อทั้งจักรวาลและต่อมวลมนุษย์ ราวกับเสียงฟ้าร้องอันเปี่ยมพละกำลังที่ทำให้ภูเขาและแม่น้ำสั่นสะเทือน  ดังนั้นวจนะในปากของเราจึงได้กลายเป็นขุมทรัพย์ของมนุษย์ และพวกมนุษย์ทั้งหมดก็ทะนุถนอมวจนะของเรา  ฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออกตลอดทางไปจนถึงทิศตะวันตก  วจนะของเราเป็นวจนะที่มนุษย์ไม่เต็มใจที่จะละทิ้งไป และในเวลาเดียวกันก็พบว่าวจนะเหล่านั้นยากหยั่งถึง แต่ก็ชื่นบานในถ้อยคำเหล่านั้นอย่างหาใดปาน  พวกมนุษย์ทั้งหมดล้วนเปรมปรีดิ์และเต็มไปด้วยความชื่นบานยินดี เฉลิมฉลองการมาของเราราวกับว่าทารกคนหนึ่งเพิ่งจะได้ถือกำเนิด  โดยเสียงของเรา เราจะนำพาพวกมนุษย์ทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเรา  นับจากนั้นเป็นต้นไป เราจะเข้าสู่เผ่าพันธุ์ของพวกมนุษย์อย่างเป็นทางการเพื่อที่พวกเขาจะได้มานมัสการเรา  ด้วยสง่าราศีที่เราแผ่รัศมีและวจนะในปากของเรา เราจะทำเช่นนั้นจนพวกมนุษย์ทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเราและเห็นว่าฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออก และว่าเรายังได้ลงมาสู่ “ภูเขามะกอกเทศ” แห่งทิศตะวันออกเช่นกัน  พวกเขาจะเห็นว่าเราได้อยู่บนแผ่นดินโลกนานมาแล้ว ไม่ใช่ในฐานะบุตรของพวกยิวอีกต่อไป แต่ในฐานะฟ้าแลบแห่งทิศตะวันออก  ด้วยเหตุที่เราได้คืนชีพมานานแล้ว และได้ไปจากท่ามกลางมวลมนุษย์แล้ว และจากนั้นได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งด้วยสง่าราศีท่ามกลางพวกมนุษย์  เราคือพระองค์ผู้ทรงได้รับการนมัสการมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนปัจจุบันนี้แล้ว และเรายังเป็นทารกที่ถูกคนอิสราเอลละทิ้งมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนปัจจุบันนี้แล้วเช่นกัน  ยิ่งไปกว่านั้น เราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ซึ่งเปี่ยมพระสิริแห่งยุคปัจจุบัน! ให้ทั้งหมดนั้นจงมาอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของเราและเห็นโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเรา ได้ยินเสียงของเรา และเฝ้ามองกิจการของเรา  นี่คือเจตจำนงครบถ้วนบริบูรณ์ของเรา มันคือจุดสิ้นสุดและจุดสุดยอดของแผนการของเรา รวมทั้งจุดประสงค์ของการบริหารจัดการของเรา  ให้ทุกชนชาตินมัสการเรา ทุกภาษายอมรับเรา มนุษย์ทุกคนมอบความเชื่อของเขาในตัวเรา และผู้คนทุกคนอยู่ภายใต้การกะเกณฑ์โดยเรา!

ตัดตอนมาจาก “เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยพระวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 70

เป็นเวลาหลายสหัสวรรษ มนุษย์ได้ถวิลหาที่จะสามารถเป็นพยานการเสด็จมาถึงของพระผู้ช่วยให้รอด มนุษย์ได้ถวิลหาที่จะมองดูพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดประทับเมฆขาวขณะที่พระองค์เสด็จลงมาในสภาวะบุคคล ท่ามกลางบรรดาผู้ที่ร่ำร้องและโหยหาในพระองค์มาเป็นเวลาหลายพันปี มนุษย์ยังถวิลให้พระผู้ช่วยให้รอดทรงกลับมาและทรงอยู่ร่วมกับพวกเขาอีกครั้ง นั่นคือ ถวิลให้พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ซึ่งได้ทรงแยกไปจากผู้คนเป็นเวลาหลายพันปี เสด็จกลับมา และดำเนินพระราชกิจในการไถ่บาปที่พระองค์ได้ทรงกระทำท่ามกลางชาวยิวอีกครั้ง ทรงมีความสงสารและมีความรักต่อมนุษย์ ทรงให้อภัยบาปของมนุษย์และทรงแบกรับบาปของมนุษย์ และแม้กระทั่งทรงแบกรับการล่วงละเมิดทั้งหมดของมนุษย์ และทรงช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาป สิ่งที่มนุษย์ถวิลหาคือการที่พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงเป็นเช่นเมื่อก่อน—พระผู้ช่วยให้รอดผู้ควรค่าที่จะรัก ทรงพระทัยดีมีเมตตา และทรงน่าเคารพ ผู้ที่ไม่เคยพิโรธต่อมนุษย์ และผู้ที่ไม่เคยทรงตำหนิมนุษย์ แต่เป็นผู้ที่ทรงยกโทษและทรงรับบาปทั้งหมดของมนุษย์เอาไว้ และผู้ที่จะแม้กระทั่งสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อมนุษย์เช่นก่อนหน้านี้ ตั้งแต่พระเยซูได้เสด็จจากไป บรรดาสาวกที่ได้ติดตามพระองค์ รวมทั้งเหล่าวิสุทธิชนทั้งหมดผู้ได้รับการช่วยให้รอดในพระนามของพระองค์ ที่ได้ร่ำร้องหาพระองค์และรอคอยพระองค์แทบขาดใจตลอดมา ทุกคนที่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระคุณของพระเยซูคริสต์ในช่วงระหว่างยุคพระคุณได้ถวิลหาวันอันปราโมทย์ในวาระสิ้นสุดนั้น เมื่อพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จลงมาบนเมฆขาวเพื่อทรงปรากฏต่อหน้าผู้คนทั้งหมด แน่นอนว่า นี่ยังเป็นความปรารถนาร่วมของทุกคนที่ยอมรับพระนามของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดในวันนี้เช่นกัน ทุกคนในจักรวาลที่รู้จักความรอดของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดได้โหยหาแทบขาดใจตลอดมาให้พระเยซูคริสต์เสด็จมาถึงโดยฉับพลันเพื่อทรงปฏิบัติสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้ในขณะที่ทรงอยู่บนแผ่นดินโลกให้ลุล่วง: “เราจะมาถึงเฉกเช่นที่เราได้จากไป” มนุษย์เชื่อว่า หลังการถูกตรึงกางเขนและการคืนพระชนม์ พระเยซูได้เสด็จกลับไปสู่สวรรค์บนเมฆขาวเพื่อทรงเข้าประจำที่ของพระองค์ ณ พระหัตถ์ขวาขององค์ผู้สูงสุด ในลักษณะเดียวกัน พระเยซูจะเสด็จลงมาอีกครั้งบนเมฆขาว (เมฆนี้อ้างถึงเมฆที่พระเยซูประทับตอนที่พระองค์ได้เสด็จกลับสู่สวรรค์) ท่ามกลางบรรดาผู้ที่เฝ้าโหยหาพระองค์แทบขาดใจตลอดมาเป็นเวลาหลายพันปี และพระองค์จะทรงมีพระฉายาและทรงสวมใส่เสื้อผ้าของชาวยิว หลังการทรงปรากฏต่อมนุษย์ พระองค์จะประทานอาหารแก่พวกเขา และทรงทำให้น้ำแห่งชีวิตไหลพุ่งออกมาสำหรับพวกเขา และจะทรงใช้ชีวิตท่ามกลางพวกเขา ทรงเปี่ยมไปด้วยพระคุณและทรงเปี่ยมไปด้วยความรัก ที่มีชีวิตชีวาและเป็นจริง มโนคติที่หลงผิดเช่นนี้ทั้งหมดคือสิ่งที่ผู้คนเชื่อกัน กระนั้นพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ได้ทรงกระทำสิ่งนี้ พระองค์ได้ทรงกระทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่มนุษย์คิดไปเอง พระองค์ไม่ได้เสด็จมาถึงท่ามกลางพวกที่ได้โหยหาการเสด็จกลับมาของพระองค์ และพระองค์ไม่ได้ทรงปรากฏต่อผู้คนทั้งหมดในขณะที่ประทับบนเมฆขาว พระองค์ได้เสด็จมาถึงแล้ว แต่มนุษย์ไม่รู้จักพระองค์ และยังคงไม่รู้เท่าทันเกี่ยวกับพระองค์ มนุษย์แค่กำลังรอคอยพระองค์อย่างไร้จุดหมาย ไม่ตระหนักรู้ว่าพระองค์ได้เสด็จลงมาบน “เมฆขาว” แล้ว (เมฆซึ่งเป็นพระวิญญาณของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ พระอุปนิสัยครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น) และบัดนี้ทรงสถิตท่ามกลางกลุ่มผู้ชนะทั้งหลายที่พระองค์จะทรงทำให้เป็นในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย มนุษย์ไม่รู้สิ่งนี้: ทั้งที่พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดผู้บริสุทธิ์ทรงมีความเอ็นดูและความรักทั้งมวลให้แก่มนุษย์ พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจใน “วิหาร” เหล่านั้นซึ่งเป็นที่อยู่ของความโสมมและเหล่าวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร?  แม้ว่ามนุษย์เฝ้ารอคอยการมาถึงของพระองค์ตลอดมา พระองค์ทรงสามารถปรากฏต่อพวกที่กินเนื้อหนังของผู้ที่ไม่ชอบธรรม ดื่มเลือดของผู้ที่ไม่ชอบธรรม และสวมใส่เสื้อผ้าของผู้ที่ไม่ชอบธรรม ผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์แต่ไม่รู้จักพระองค์ และผู้ที่บีบคั้นพระองค์อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร  มนุษย์รู้แต่เพียงว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงเปี่ยมไปด้วยความรักและท่วมท้นไปด้วยความสงสาร และรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป ทรงเต็มไปด้วยการไถ่ อย่างไรก็ดี มนุษย์ไม่รู้ว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงปริ่มล้นด้วยความชอบธรรม พระบารมี พระพิโรธ และการพิพากษา ทรงมีสิทธิอำนาจ และเปี่ยมไปด้วยพระเกียรติ ดังนั้น แม้ว่ามนุษย์จะโหยหาและกระหายการเสด็จกลับมาของพระผู้ไถ่อย่างใจจดใจจ่อ และแม้การอธิษฐานของพวกเขาจะขับเคลื่อนฟ้า พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ทรงปรากฏแก่บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์แต่ไม่รู้จักพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน ‘เมฆขาว’ แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 71

แผนการบริหารจัดการนานหกพันปีของพระเจ้ากำลังจะสิ้นสุดลง และประตูแห่งราชอาณาจักรได้ถูกเปิดออกแล้วให้กับทุกคนที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระองค์  พี่น้องชายหญิงที่รัก พวกเจ้ากำลังรออะไรอยู่?  อะไรคือสิ่งที่เจ้าแสวงหา?  เจ้ากำลังรอให้พระเจ้าทรงปรากฏใช่ไหม?  เจ้ากำลังค้นหารอยพระบาทของพระองค์ใช่ไหม?  เราโหยหาการทรงปรากฏของพระเจ้ายิ่งนัก!  และมันก็ยากยิ่งนักที่จะพบรอยพระบาทของพระเจ้า!  ในยุคเช่นนี้ ในโลกเช่นนี้ เราต้องทำอะไรเพื่อให้ได้ประจักษ์วันที่พระเจ้าทรงปรากฏ?  เราต้องทำอะไรเพื่อก้าวให้ทันตามก้าวพระบาทของพระเจ้า?  ทุกคนที่กำลังรอให้พระเจ้าทรงปรากฏต้องเผชิญกับบรรดาคำถามประเภทนี้  พวกเจ้าทั้งหมดได้พิจารณาคำถามเหล่านั้นมากกว่าหนึ่งครั้ง—แต่มีผลลัพธ์เช่นไรหรือ?  พระเจ้าทรงปรากฏที่ใด?  รอยพระบาทของพระเจ้าอยู่ที่ใด?  พวกเจ้ามีคำตอบหรือไม่?  ผู้คนมากมายอาจจะตอบกลับดังนี้: “พระเจ้าทรงปรากฏท่ามกลางบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์และรอยพระบาทของพระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางหมู่เรา มันเรียบง่ายเช่นนั้นเอง!” ไม่ว่าใครก็สามารถให้คำตอบเป็นสูตรตายตัวได้ แต่พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่หมายถึงการทรงปรากฏของพระเจ้าหรือรอยพระบาทของพระองค์?  การทรงปรากฏของพระเจ้าหมายถึงการทรงมาถึงของพระองค์บนโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ด้วยพระองค์เอง ด้วยพระอัตลักษณ์และพระอุปนิสัยของพระองค์เอง และในวิธีที่เป็นมาโดยกำเนิดในพระองค์ พระองค์เสด็จลงมาท่ามกลางมวลมนุษย์เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจของการเริ่มต้นยุคหนึ่งและสิ้นสุดยุคหนึ่ง  การทรงปรากฏเช่นนี้ไม่ใช่รูปแบบของพิธีการ มันไม่ใช่เครื่องหมาย รูปภาพ การอัศจรรย์ หรือนิมิตยิ่งใหญ่อะไรสักอย่าง และยิ่งมีโอกาสน้อยกว่านั้นที่มันจะเป็นกระบวนการทางศาสนา  มันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นจริงและแท้จริงที่ไม่ว่าใครก็สามารถสัมผัสและมองเห็นได้  การทรงปรากฏแบบนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อการเสแสร้งทำ หรือเพื่อการงานระยะสั้นอะไรสักอย่าง หากแต่มันเป็นไปเพื่อการงานระยะหนึ่งในแผนการบริหารจัดการของพระองค์  การทรงปรากฏของพระเจ้ามีความหมายเสมอและมีความสัมพันธ์กับแผนการบริหารจัดการของพระองค์เสมอ  สิ่งที่เรียกว่า “การทรงปรากฏ” ในที่นี่นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก “การทรงปรากฏ” ในแบบที่พระเจ้าทรงใช้แนะนำ นำทาง และให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์  พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระองค์ระยะหนึ่งในแต่ละครั้งที่พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์  พระราชกิจนี้แตกต่างจากพระราชกิจของยุคอื่นใด  มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ และมนุษย์ไม่เคยมีประสบการณ์กับมันมาก่อน  มันคือพระราชกิจที่เริ่มต้นยุคใหม่และสิ้นสุดยุคเก่า และมันเป็นรูปแบบใหม่และดีขึ้นของพระราชกิจเพื่อความรอดของมวลมนุษย์ ยิ่งกว่านั้น มันยังเป็นพระราชกิจที่นำพามวลมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่ นี่คือความหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้า

เมื่อพวกเจ้าได้เข้าใจความหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้าแล้ว พวกเจ้าควรแสวงหารอยพระบาทของพระเจ้าอย่างไร?  คำถามนี้ไม่ยากที่จะอธิบาย กล่าวคือ ที่ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั้นเจ้าจะพบก้าวพระบาทของพระองค์  คำอธิบายเช่นนี้ฟังดูตรงไปตรงมา แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ เพราะว่าผู้คนมากมายไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงปรากฏที่ใด นับประสาอะไรที่จะรู้ว่าที่ใดที่พระองค์เต็มใจ หรือที่ใดที่พระองค์ควรทรงปรากฏ  บางคนเชื่อด้วยอารมณ์หุนหันว่าที่ใดก็ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ  หรือมิฉะนั้นพวกเขาก็เชื่อว่าที่ใดก็ตามที่มีร่างฝ่ายวิญญาณ ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ  หรือมิฉะนั้นพวกเขาก็เชื่อว่าที่ใดที่มีผู้คนที่มีชื่อเสียงสูงส่ง ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ  ในชั่วขณะนี้ให้เราลืมไปก่อนว่าการเชื่อเช่นนี้ถูกหรือผิด  เพื่ออธิบายคำถามเช่นนี้ พวกเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเสียก่อน กล่าวคือ พวกเรากำลังค้นหารอยพระบาทของพระเจ้า  พวกเราไม่ได้กำลังแสวงหาร่างฝ่ายวิญญาณ และยิ่งไม่ได้กำลังไล่ตามเสาะหาร่างผู้มีชื่อเสียง พวกเรากำลังไล่เสาะหาตามรอยพระบาทของพระเจ้า  ด้วยเหตุผลนี้ เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า มันจึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาน้ำพระทัยของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระองค์—เพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีก้าวพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าอยู่ที่นั่น  ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่  ในการค้นหารอยพระบาทของพระเจ้า พวกเจ้าได้ละเลยคำว่า “พระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต” และดังนั้น ผู้คนมากมายแม้ในเวลาที่พวกเขาได้รับความจริงไม่เชื่อว่าพวกเขาได้พบรอยพระบาทของพระเจ้าแล้ว และพวกเขายิ่งไม่ยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้า  เป็นความผิดพลาดร้ายแรงยิ่งนัก!  การทรงปรากฏของพระเจ้าไม่สามารถลงรอยกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ และพระเจ้ายิ่งไม่ทรงสามารถจะปรากฏโดยคำขอของมนุษย์  พระเจ้าทรงทำการเลือกและทรงทำแผนการของพระองค์เองเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงมีวัตถุประสงค์ของพระองค์เองและวิธีการของพระองค์เอง  ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจใด พระองค์ไม่ทรงมีความจำเป็นต้องทรงหารือกับมนุษย์หรือทรงหาคำแนะนำของเขา นับประสาอะไรที่จะทรงต้องแจ้งให้ทุกๆ คนรู้ถึงพระราชกิจของพระองค์  นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า ซึ่งยิ่งไปกว่านั้นควรได้รับการยอมรับจากทุกคน  หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า ตามก้าวพระบาทของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเดินออกห่างจากมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเสียก่อน  เจ้าต้องไม่เรียกร้องให้พระเจ้าทรงทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น นับประสาอะไรที่เจ้าจะควรวางพระองค์ไว้ในขอบเขตของเจ้าเองและจำกัดพระองค์ไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง  แต่เจ้ากลับควรถามว่าพวกเจ้าจะแสวงหารอยพระบาทของพระเจ้าอย่างไร เจ้าจะยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างไร และเจ้าจะยอมจำนนต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างไร กล่าวคือ นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำ เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่ความจริง และไม่ได้ครอบครองความจริง เขาจึงควรแสวงหา ยอมรับ และเชื่อฟัง

ตัดตอนมาจาก “การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 72

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนอเมริกัน คนอังกฤษ หรือสัญชาติอื่นใด เจ้าควรก้าวออกนอกขอบเขตของสัญชาติของเจ้าเอง ก้าวข้ามตัวของเจ้าเอง และชมพระราชกิจของพระเจ้าจากมุมมองของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างขึ้น  ด้วยวิธีนี้เจ้าจะไม่วางข้อจำกัดบนรอยพระบาทของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะว่าทุกวันนี้ผู้คนมากมายมีความคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงปรากฏในประเทศหนึ่งประเทศใดโดยเฉพาะหรือท่ามกลางผู้คนบางกลุ่ม  นัยสำคัญของพระราชกิจของพระเจ้านั้นลึกซึ้งยิ่งนัก และการทรงปรากฏของพระเจ้ามีความสำคัญยิ่งนัก!  มโนคติที่หลงผิดและความคิดของมนุษย์จะสามารถหยั่งวัดสองสิ่งนั้นได้อย่างไร  และดังนั้นเราจึงบอกว่า เจ้าควรตีฝ่ามโนคติที่หลงผิดเรื่องสัญชาติและชาติพันธุ์เพื่อแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า  เช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะไม่ถูกจำกัดด้วยมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะมีคุณสมบัติที่จะต้อนรับการทรงปรากฏของพระเจ้า  มิฉะนั้น เจ้าจะยังคงอยู่ในความมืดมิดนิรันดร์ และไม่มีวันได้รับการยอมรับจากพระเจ้า

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล  พระองค์ไม่ทรงถือว่าพระองค์เป็นสมบัติส่วนตัวของประเทศหรือผู้คนใดๆ แต่ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ตามที่พระองค์ได้ทรงวางแผนไว้ โดยไร้ข้อจำกัด ทั้งในรูปแบบ ประเทศ หรือผู้คนใดๆ  บางทีเจ้าอาจไม่เคยจินตนาการถึงรูปแบบนี้ หรือบางที ทัศนคติของเจ้าที่มีต่อรูปแบบนี้เป็นไปในทางปฏิเสธ หรือบางที ประชาชาติที่พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์และผู้คนที่พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์อาจบังเอิญถูกเลือกปฏิบัติโดยทุกคน และบังเอิญเป็นผู้คนที่ล้าหลังที่สุดบนแผ่นดินโลก  ถึงอย่างนั้น พระเจ้าทรงมีพระปรีชาญาณของพระองค์  ด้วยมหิทธานุภาพของพระองค์ และโดยอาศัยความจริงของพระองค์และพระอุปนิสัยของพระองค์ พระองค์ได้ทรงรับไว้อย่างแท้จริงซึ่งผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจิตใจตรงกันกับพระองค์ และผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งพระองค์ทรงปรารถนาจะทำให้ครบบริบูรณ์—กลุ่มคนภายใต้การปกครองของพระองค์ ผู้ซึ่งได้ทนฝ่าการทดสอบและความทุกข์ลำบากทุกรูปแบบและการข่มเหงทุกรูปแบบ สามารถติดตามพระองค์จนถึงที่สุดท้ายปลายทาง  จุดมุ่งหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้า ซึ่งเป็นอิสระจากข้อจำกัดของรูปแบบหรือประชาชาติใดๆ คือการทำให้พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสมบูรณ์ได้ตามที่พระองค์ได้ทรงวางแผนไว้  นี่เป็นเหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในแคว้นยูเดีย กล่าวคือ จุดมุ่งหมายของพระองค์คือการบรรลุพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล  แม้กระนั้น ชาวยิวเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงทำเช่นนี้ และพวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงสามารถเป็นเนื้อหนังและทรงอยู่ในรูปร่างขององค์พระเยซูเจ้า  “เป็นไปไม่ได้” ของพวกเขากลายเป็นพื้นฐานให้พวกเขาประณามและต่อต้านพระเจ้า และในที่สุดก็นำไปสู่การทำลายล้างประเทศอิสราเอล  วันนี้ผู้คนมากมายได้กระทำความผิดที่คล้ายกัน  พวกเขาป่าวประกาศด้วยพละกำลังทั้งหมดของพวกเขาถึงการทรงปรากฏของพระเจ้าที่กำลังใกล้เข้ามา แต่ในเวลาเดียวกันก็ประณามการทรงปรากฏของพระองค์ “เป็นไปไม่ได้” ของพวกเขาจำกัดการทรงปรากฏของพระเจ้าภายในขอบเขตของจินตนาการของพวกเขาอีกครั้ง  และดังนั้นเราจึงได้เห็นผู้คนมากมายระเบิดหัวเราะอย่างป่าเถื่อนและแหบห้าวหลังจากที่ได้มาพบกับพระวจนะของพระเจ้า  แต่เสียงหัวเราะนี้แตกต่างจากการประณามและการดูหมิ่นของชาวยิวเพียงใดหรือไม่?  พวกเจ้าไม่เคารพยำเกรงเมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง และยิ่งไม่มีความรู้สึกโหยหาเลย?  ทั้งหมดที่เจ้าทำคือศึกษาโดยไร้ความพิถีพิถันและรอคอยด้วยความไม่แยแสสะเพร่า  เจ้าจะสามารถได้อะไรจากการศึกษาและการรอคอยเช่นนี้?  เจ้าคิดว่าเจ้าจะได้รับคำแนะนำส่วนตัวจากพระเจ้าหรือ?  หากเจ้าไม่สามารถเข้าใจถ้อยดำรัสของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะมีคุณสมบัติในทางใดที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า?  ที่ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงปรากฏ ความจริงก็จะถูกแสดงที่นั่น และพระสุรเสียงของพระเจ้าก็จะอยู่ที่นั่น  เฉพาะบรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริงเท่านั้นจะสามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า และเฉพาะผู้คนเช่นนี้เท่านั้นมีคุณสมบัติที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า  จงปลดปล่อยมโนคติที่หลงผิดของเจ้า! จงเงียบเสียงตัวเจ้าเองและนำถ้อยคำเหล่านี้มาอ่านอย่างระมัดระวัง  หากเจ้าโหยหาความจริง พระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้งกับเจ้าและเจ้าจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์และพระวจนะของพระองค์ จงปลดปล่อยความเห็นของพวกเจ้าเกี่ยวกับ “เป็นไปไม่ได้”!  ยิ่งผู้คนเชื่อว่าบางสิ่งเป็นไปไม่ได้มากเท่าใด มันก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มากเท่านั้น เพราะพระปรีชาญาณของพระเจ้าทะยานสูงกว่าฟ้าสวรรค์ พระราชดำริของพระเจ้าอยู่สูงกว่าความคิดของมนุษย์ และพระราชกิจของพระเจ้าอยู่เหนือขอบเขตของความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์  ยิ่งบางสิ่งเป็นไปไม่ได้มากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งมีความจริงที่สามารถค้นหาได้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งบางสิ่งอยู่เลยมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของมนุษย์มากเท่าใด มันยิ่งบรรจุน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  นี่เป็นเพราะ ไม่ว่าพระองค์จะทรงเปิดเผยพระองค์ที่ใด พระเจ้าก็ยังคงเป็นพระเจ้า และเนื้อแท้ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเหตุของสถานที่หรือลักษณะของการทรงปรากฏของพระองค์  พระอุปนิสัยของพระเจ้ายังคงเหมือนเดิมไม่ว่ารอยพระบาทของพระองค์จะอยู่ที่ใด และไม่ว่ารอยพระบาทของพระเจ้าจะอยู่ที่ใด พระองค์ก็เป็นพระเจ้าของมวลมนุษย์ทั้งปวง เช่นเดียวกับที่องค์พระเยซูเจ้าไม่เพียงทรงเป็นพระเจ้าของชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าของผู้คนทั้งหมดในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาอีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้นอีก พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวในจักรวาลทั้งมวล  ดังนั้นให้เราแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าและค้นพบการทรงปรากฏของพระองค์ในถ้อยดำรัสของพระองค์ และก้าวตามให้ทันก้าวพระบาทของพระองค์!  พระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต  พระวจนะของพระองค์และการทรงปรากฏของพระองค์ทรงดำรงอยู่ในเวลาเดียวกัน และพระอุปนิสัยและรอยพระบาทของพระองค์เปิดกว้างต่อมวลมนุษย์ตลอดเวลา  พี่น้องชายหญิงที่รัก เราหวังว่าพวกเจ้าสามารถเห็นการทรงปรากฏของพระเจ้าในคำพูดเหล่านี้ เริ่มติดตามก้าวพระบาทของพระองค์ในขณะที่เจ้าก้าวไปข้างหน้าสู่ยุคใหม่ และเข้าสู่สวรรค์และโลกใหม่ที่สวยงามซึ่งพระเจ้าได้ทรงเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ที่กำลังรอคอยการทรงปรากฏของพระองค์!

ตัดตอนมาจาก “การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 73

พระเจ้าทรงนิ่งเงียบและไม่เคยทรงปรากฏต่อพวกเรา กระนั้นพระราชกิจของพระองค์ก็ไม่เคยหยุด  พระองค์สำรวจโลกทั้งใบและบัญชาการทุกสรรพสิ่งและมองดูถ้อยคำและความประพฤติทั้งหมดของมนุษย์  พระองค์ดำเนินการบริหารจัดการของพระองค์ด้วยขั้นตอนที่ได้ไตร่ตรองตัดสินไว้และโดยสอดคล้องกับแผนของพระองค์ อย่างเงียบเชียบและไร้ผลกระทบรุนแรง แต่ฝีพระบาทของพระองค์ขยับก้าวหน้า ก้าวแล้วก้าวเล่า เข้าใกล้มนุษยชาติมากขึ้นทุกที และพระที่นั่งเพื่อการพิพากษาของพระองค์ถูกนำมาใช้ในจักรวาลด้วยความเร็วแห่งสายฟ้า ซึ่งตามมาด้วยพระบัลลังก์ของพระองค์ที่เคลื่อนลงสู่กลางหมู่พวกเราโดยทันใด  ช่างเป็นฉากอันเปี่ยมพระบารมีอะไรเช่นนี้ ช่างเป็นเวทีเงียบอันภูมิฐานและเคร่งขรึมอะไรเช่นนี้!  ดุจดั่งนกพิราบและประหนึ่งสิงโตคำราม พระวิญญาณเสด็จมาท่ามกลางพวกเรา  พระองค์ทรงเป็นพระปรีชาญาณ พระองค์ทรงเป็นความชอบธรรมและพระบารมี และพระองค์เสด็จอย่างลับๆ มาท่ามกลางพวกเรา ทรงกวัดแกว่งสิทธิอำนาจและเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา  ไม่มีใครตระหนักรู้ถึงการเสด็จมาถึงของพระองค์ ไม่มีใครต้อนรับการเสด็จมาถึงของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครรู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์กำลังจะทรงทำ  ชีวิตของมนุษย์ดำเนินต่อไปเหมือนเมื่อก่อน หัวใจของเขาไม่แตกต่าง และวันเวลาก็ผันผ่านไปตามปกติ  พระเจ้าทรงดำเนินพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกเรา มนุษย์คนหนึ่งซึ่งเหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆ ในฐานะของหนึ่งในผู้ติดตามที่ไม่มีความสำคัญที่สุดและผู้เชื่อธรรมดาคนหนึ่ง  พระองค์ทรงมีสิ่งเสาะแสวงของพระองค์เอง เป้าหมายของพระองค์เอง และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงมีเทวสภาพที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาผู้ใดมี  ไม่มีใครสังเกตเห็นการดำรงอยู่ของเทวสภาพของพระองค์และไม่มีใครล่วงรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเนื้อแท้ของพระองค์กับธาตุแท้ของมนุษย์  พวกเรามีชีวิตร่วมกับพระองค์ อย่างไร้ข้อจำกัดและปราศจากความกลัว เพราะในสายตาของพวกเรา พระองค์เป็นเพียงผู้เชื่อที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย  พระองค์ทรงเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวของพวกเราและความคิดและความคิดเห็นของพวกเราทั้งหมดถูกตีแผ่เฉพาะพระพักตร์พระองค์  ไม่มีใครสนใจการทรงดำรงอยู่ของพระองค์ ไม่มีใครจินตนาการใดๆ เกี่ยวกับพระราชภารกิจของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครมีความสงสัยแม้แต่น้อยเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์ของพระองค์ ทั้งหมดที่พวกเราทำคือดำเนินการไล่ตามเสาะหาของพวกเราต่อไปราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพวกเรา…

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแสดงพระวจนะบทตอนหนึ่ง “โดยผ่านทาง” พระองค์โดยบังเอิญ และแม้ว่านั่นจะให้ความรู้สึกไม่คาดฝันอย่างมาก อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ยังระลึกได้ว่านั่นเป็นถ้อยดำรัสที่มาจากพระเจ้าและยอมรับมันจากพระเจ้าโดยไม่ลังเล  นั่นเป็นเพราะไม่ว่าใครเป็นผู้แสดงพระวจนะเหล่านี้ ตราบเท่าที่พระวจนะเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเราก็ควรยอมรับและไม่อาจปฏิเสธได้  ถ้อยดำรัสถัดไปอาจผ่านมาทางข้าฯ หรือทางเจ้าหรือทางคนอื่น  ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทั้งหมดล้วนเป็นพระคุณของพระเจ้า  แต่ไม่สำคัญว่าจะเป็นใคร พวกเราไม่อาจนมัสการบุคคลผู้นี้ เพราะไม่ว่าอะไรก็ตาม บุคคลผู้นี้ไม่สามารถเป็นพระเจ้าไปได้ อีกทั้งไม่มีทางแม้แต่น้อยที่พวกเราจะเลือกบุคคลธรรมดาเช่นนี้ให้เป็นพระเจ้าของพวกเรา  พระเจ้าของพวกเราทรงยิ่งใหญ่และควรค่าแก่การให้เกียรติอย่างยิ่ง บุคคลที่ไร้ความสำคัญเช่นนี้จะสามารถยืนอยู่ในที่ของพระองค์ได้อย่างไรกัน?  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรากำลังรอให้พระเจ้าเสด็จมาและทรงนำพวกเรากลับสู่อาณาจักรสวรรค์ ดังนั้นใครบางคนที่ไร้ความสำคัญเช่นนั้นจะมีความสามารถมากพอสำหรับภารกิจที่สำคัญและยากลำบากเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?  หากองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาอีกครั้ง ต้องเป็นบนก้อนเมฆสีขาว เพื่อที่มวลชนทั้งหมดอาจจะได้เห็น  นั่นจะช่างงามสง่ายิ่งนัก!  เป็นไปได้อย่างไรกันที่พระองค์ทรงสามารถซ่อนพระองค์ได้อย่างแนบเนียนท่ามกลางผู้คนธรรมดาสามัญกลุ่มหนึ่ง?

และกระนั้น ก็บุคคลธรรมดาสามัญผู้ซึ่งซ่อนตัวท่ามกลางผู้คนผู้นี้นี่เอง ที่กำลังทำงานใหม่เพื่อช่วยพวกเราให้รอด  พระองค์ไม่ทรงเสนอคำอธิบายใดๆ ให้พวกเรา อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงบอกพวกเราว่าเหตุใดพระองค์จึงเสด็จมา แต่เพียงแค่ทรงพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยจะทำตามขั้นตอนที่ได้ทรงไตร่ตรองตัดสินไว้แล้วและโดยสอดคล้องกับแผนของพระองค์  พระวจนะและถ้อยดำรัสของพระองค์กลายเป็นเพิ่มความถี่ขึ้นเรื่อยๆ  จากการปลอบประโลม การเตือนสติ การเตือนความจำ และการตักเตือน จนถึงการตำหนิและการบ่มวินัย จากน้ำเสียงที่สุภาพและอ่อนโยน จนถึงถ้อยคำที่รุนแรงและเปี่ยมบารมี—ทั้งหมดนี้คือการมอบความปรานีให้แก่มนุษย์และปลูกฝังความกลัวในตัวเขา  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ตรัสจี้ไปโดนความลับทั้งหลายซึ่งซ่อนลึกภายในพวกเรา พระวจนะของพระองค์ทิ่มแทงหัวใจของพวกเรา ทิ่มแทงจิตวิญญาณของพวกเรา และทิ้งให้พวกเราเต็มไปด้วยความละอายอันสุดจะทน จนแทบจะไม่รู้ว่าจะซ่อนตัวพวกเราเองที่ใด  พวกเราเริ่มสงสัยว่าพระเจ้าในหัวใจของบุคคลผู้นี้ทรงรักพวกเราอย่างแท้จริงหรือไม่และจริงๆ แล้วพระองค์กำลังทรงคิดจะทำอะไร  บางที พวกเราเพียงสามารถได้รับความปลาบปลื้มยินดีภายหลังสู้ทนความทุกข์เหล่านี้แล้วเท่านั้นหรือ?  ในหัวของพวกเรา พวกเรากำลังคำนวณ…เกี่ยวกับบั้นปลายที่จะมาถึงและเกี่ยวกับโชคชะตาในอนาคตของพวกเรา  ถึงกระนั้นก็ตาม เช่นเดียวกับเมื่อก่อน ไม่มีใครในพวกเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์ก็เพื่อที่จะทรงพระราชกิจท่ามกลางพวกเรา  แม้ว่าพระองค์จะทรงร่วมทางมากับพวกเราเป็นเวลานานเช่นนี้แล้ว ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ตรัสหลายต่อหลายถ้อยคำกับพวกเราไปแล้วแบบซึ่งหน้า แต่พวกเราก็ยังคงไม่เต็มใจที่จะยอมรับคนธรรมดาสามัญเช่นนี้ให้เป็นพระเจ้าแห่งอนาคตของพวกเรา และพวกเรายิ่งไม่เต็มใจที่จะวางใจมอบการควบคุมอนาคตของพวกเราและโชคชะตาของพวกเราให้กับบุคคลที่ไร้ความสำคัญผู้นี้  พวกเราชื่นชมกับสิ่งหล่อเลี้ยงอันไม่รู้จบแห่งน้ำเพื่อชีวิต และโดยผ่านทางพระองค์ พวกเรามีชีวิตเผชิญหน้ากันกับพระเจ้า  แต่พวกเราเพียงแค่รู้สึกขอบคุณสำหรับพระคุณขององค์พระเยซูเจ้าในสวรรค์เท่านั้น และไม่เคยให้ความใส่ใจต่อความรู้สึกของบุคคลธรรมดาสามัญผู้มีเทวสภาพผู้นี้  แม้กระนั้น เช่นเดียวกับเมื่อก่อน พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์โดยซ่อนพระองค์อยู่ในเนื้อหนังอย่างถ่อมพระทัย ให้การแสดงออกซ่อนอยู่ภายในสุดของพระทัยของพระองค์ ราวกับไม่ทรงรู้สึกยินดียินร้ายใดๆ ต่อการที่มนุษยชาติปฏิเสธพระองค์ ราวกับทรงให้อภัยชั่วนิรันดร์ต่อความไร้เดียงสาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ และทรงยอมผ่อนปรนตลอดกาลต่อท่าทีอันไร้ซึ่งความเคารพของมนุษย์ที่มีต่อพระองค์

มนุษย์ซึ่งไร้ความสำคัญผู้นี้ได้นำพวกเราเข้าสู่ขั้นตอนแล้วขั้นตอนเล่าในพระราชกิจของพระเจ้าโดยที่พวกเราไม่รู้แม้แต่น้อย  พวกเราก้าวผ่านการทดสอบมากมายนับไม่ถ้วน แบกรับการสั่งสอนเหลือคณานับ และถูกทดสอบโดยความตาย  พวกเราเรียนรู้ถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมและเปี่ยมบารมีของพระเจ้า ชื่นชมไปกับความรักและความปรานีของพระองค์อีกด้วย ได้มาซาบซึ้งในฤทธานุภาพและพระปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นพยานต่อความน่ารักชื่นชมของพระเจ้า และมองดูความพึงปรารถนาอันแรงกล้าของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด  ในถ้อยคำของบุคคลธรรมดาสามัญผู้นี้ พวกเราได้รู้ถึงพระอุปนิสัยและเนื้อแท้ของพระเจ้า ได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ได้รู้จักธรรมชาติและธาตุแท้ของมนุษย์ และได้เห็นหนทางสู่ความรอดและความเพียบพร้อม  พระวจนะของพระองค์ทำให้พวกเรา “ตาย” และพระวจนะเหล่านี้ทำให้พวกเราได้ “เกิดใหม่” พระวจนะของพระองค์นำพาความสบายมาให้พวกเรา แต่ก็ทิ้งให้พวกเราสลายอับปางไปกับความรู้สึกผิดและความรู้สึกเป็นหนี้ พระวจนะของพระองค์นำพาความชื่นบานและสวัสดิภาพมาให้พวกเรา แต่ก็มีความเจ็บปวดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดติดมาด้วย บางครั้งพวกเราเป็นเหมือนลูกแกะที่กำลังจะถูกเชือดในพระหัตถ์ของพระองค์ บางครั้งพวกเราเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของพระองค์และชื่นชมกับความรักอันอ่อนโยนของพระองค์ บางครั้งพวกเราเป็นเหมือนศัตรูของพระองค์ และภายใต้การจับจ้องของพระองค์ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านด้วยพระพิโรธของพระองค์  พวกเราเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ได้รับการทรงช่วยให้รอดโดยพระองค์ พวกเราเป็นหนอนแมลงในสายพระเนตรของพระองค์ และพวกเราเป็นลูกแกะหลงทางที่พระองค์ตั้งพระทัยตามหาทั้งกลางวันและกลางคืน  พระองค์ทรงมีความปรานีต่อพวกเรา พระองค์ทรงดูแคลนพวกเรา พระองค์ทรงยกพวกเราขึ้น พระองค์ทรงปลอบโยนและเตือนสติพวกเรา พระองค์ทรงนำทางพวกเรา พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเรา พระองค์ทรงสั่งสอนและบ่มวินัยพวกเรา และพระองค์ถึงกับสาปแช่งพวกเรา  ทั้งกลางคืนและกลางวัน พระองค์ไม่เคยทรงหยุดกังวลเกี่ยวกับพวกเราและทรงคุ้มครองปกป้องและดูแลพวกเรา ทั้งกลางคืนและกลางวัน ไม่เคยทรงห่างจากข้างกายพวกเรา แต่ทรงหลั่งพระโลหิตจากพระหทัยของพระองค์เพื่อประโยชน์ของพวกเราและจ่ายทุกราคาเพื่อพวกเรา  ภายในถ้อยคำของมนุษย์ตัวเล็กๆ และธรรมดาสามัญผู้นี้ พวกเราได้ชื่นชมในความบริบูรณ์ของพระเจ้าและมองดูบั้นปลายที่พระเจ้าทรงมอบไว้ให้พวกเรา แต่กระนั้นก็ตาม ความทะนงตัวยังคงก่อกวนให้เกิดความยุ่งยากภายในหัวใจของพวกเราและพวกเราก็ยังคงไม่เต็มใจอย่างจริงจังที่จะยอมรับบุคคลเช่นนี้ในฐานะพระเจ้าของพวกเรา  แม้ว่าพระองค์ได้ประทานมานาให้พวกเรามากมาย สิ่งที่ให้ความชื่นชมมากมาย แต่เหล่านี้ไม่มีสิ่งใดสามารถแทนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าในหัวใจพวกเราได้  พวกเราเพียงให้เกียรติอัตลักษณ์และสถานภาพพิเศษของบุคคลผู้นี้ด้วยความฝืนใจอย่างยิ่งยวดเท่านั้น  ตราบเท่าที่พระองค์ไม่เปิดพระโอษฐ์เพื่อขอให้พวกเรารับรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า พวกเราจะไม่มีวันตัดสินใจด้วยตนเองที่จะยอมรับพระองค์ในฐานะพระเจ้าที่จะทรงมาถึงในไม่ช้า แต่ก็ได้ทรงพระราชกิจท่ามกลางพวกเรามานานมากแล้ว

พระเจ้าทรงเปล่งถ้อยดำรัสของพระองค์ต่อไป โดยใช้วิธีการและมุมมองต่างๆ นานา เพื่อเตือนสอนพวกเราเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราควรทำ ในขณะเดียวกันก็ทรงเก็บพระสุรเสียงไว้แต่ภายในพระหทัยของพระองค์ พระวจนะของพระองค์นำพาพลังชีวิต แสดงให้พวกเราเห็นหนทางที่พวกเราควรเดิน และทำให้พวกเราสามารถเข้าใจว่าอะไรคือความจริง  พวกเราเริ่มถูกดึงดูดด้วยพระวจนะของพระองค์ พวกเราเริ่มจดจ่อกับพระกระแสเสียงและลักษณะที่พระองค์ตรัส และในจิตใต้สำนึก พวกเราเริ่มให้ความสนใจในความรู้สึกที่อยู่ภายในที่สุดของบุคคลซึ่งแสนจะธรรมดาผู้นี้  พระหทัยของพระองค์แทบกลั่นออกมาเป็นโลหิตในการทรงพระราชกิจแทนพวกเรา บรรทมไม่สนิทและเสวยไม่ได้เพื่อพวกเรา ทรงกันแสงเพื่อพวกเรา ทรงทอดถอนพระหทัยเพื่อพวกเรา ทรงพระประชวรเทวษเพื่อพวกเรา ทรงทนทุกข์กับการเหยียดหยามเพื่อประโยชน์ของบั้นปลายและความรอดของพวกเรา และความด้านชาและความเป็นกบฏของพวกเรารินพระอัสสุชลและพระโลหิตจากพระหทัยของพระองค์  การเป็นและการมีในแบบนี้ไม่ได้เป็นของบุคคลธรรมดาทั่วไป และไม่สามารถถูกครอบครองหรือบรรลุได้โดยมนุษย์ผู้เสื่อมทรามคนใด  พระองค์แสดงให้เห็นถึงความยอมผ่อนปรนและความอดทนที่ไม่มีบุคคลธรรมดาสามัญคนใดจะมีได้ และความรักของพระองค์ไม่ใช่บางสิ่งที่สิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างใดๆ จะมีได้  ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่จะสามารถรู้ความคิดทั้งหมดของพวกเรา หรือมีความเข้าใจอย่างชัดเจนและบริบูรณ์ในธรรมชาติและธาตุแท้ของพวกเรา หรือตัดสินความเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของมนุษยชาติ หรือตรัสกับพวกเราและทรงพระราชกิจท่ามกลางพวกเราเช่นนี้ในนามของพระเจ้าในสวรรค์  ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่ทรงมีสิทธิอำนาจ พระปรีชาญาณ และพระเกียรติภูมิของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นถูกนำมาแสดงไว้อย่างบริบูรณ์ในพระองค์  ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถบอกทางให้พวกเราและนำพาแสงสว่างมาให้พวกเรา  ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถเปิดเผยความล้ำลึกทั้งหลายที่พระเจ้าไม่ได้ทรงเปิดเผยตั้งแต่การทรงสร้างจวบจนวันนี้  ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถช่วยพวกเราให้รอดจากพันธนาการของซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวพวกเราเอง  พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้า  พระองค์ทรงแสดงออกถึงพระหทัยส่วนในสุดของพระเจ้า คำเตือนสติของพระเจ้า และพระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง  พระองค์ได้ทรงเริ่มยุคใหม่ ยุคสมัยใหม่ และทรงนำมาซึ่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกแห่งใหม่และพระราชกิจใหม่ และพระองค์ได้ทรงนำพาความหวังมาให้พวกเรา ยุติชีวิตที่พวกเราได้ดำเนินมาในความคลุมเครือและทรงทำให้ความเป็นตัวตนทั้งหมดของพวกเราได้มองดูเส้นทางสู่ความรอดอย่างแจ่มชัดเต็มตา  พระองค์ได้ทรงพิชิตความเป็นตัวตนทั้งหมดของพวกเราและทรงได้หัวใจของพวกเราไป  นับแต่ชั่วขณะนั้นเป็นต้นมาจิตใจของพวกเราก็กลายเป็นรู้สึกตัวขึ้นมาและจิตวิญญาณของพวกเราก็ดูเหมือนจะฟื้นคืนมา บุคคลธรรมดาไร้ความสำคัญผู้นี้ที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเราและถูกพวกเราปฏิเสธมาเนิ่นนาน—นี่ไม่ใช่องค์พระเยซูเจ้าผู้ซึ่งอยู่ในความคิดของพวกเราตลอดเวลา ทั้งในยามตื่นหรือยามฝัน และคือผู้ที่พวกเราถวิลหาทั้งกลางคืนและกลางวันหรอกหรือ?  เป็นพระองค์นั่นเอง!  เป็นพระองค์นั่นเองจริงๆ!  พระองค์คือพระเจ้าของพวกเรา!  พระองค์คือความจริง หนทางและชีวิต!  พระองค์ได้ทรงทำให้พวกเราสามารถมีชีวิตอีกครั้งและเห็นความสว่าง และหยุดหัวใจพวกเราไม่ให้ร่อนเร่เฉไฉ  พวกเราได้กลับสู่พระนิเวศของพระเจ้า พวกเราได้กลับสู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระองค์ พวกเราได้เผชิญหน้ากันกับพระองค์ พวกเราได้เป็นพยานโฉมพระพักตร์ของพระองค์ และพวกเราได้เห็นถนนที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า  ในเวลานี้หัวใจของพวกเราถูกพระองค์ทรงพิชิตโดยครบบริบูรณ์ พวกเราไม่สงสัยอีกต่อไปว่าพระองค์เป็นใคร ไม่ต่อต้านพระราชกิจของพระองค์และพระวจนะของพระองค์อีกต่อไป และพวกเราหมอบศิโรราบเฉพาะพระพักตร์พระองค์  พวกเราไม่ปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเรา และได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระองค์ และตอบแทนพระคุณของพระองค์และตอบแทนความรักของพระองค์ที่มีต่อพวกเรา และเชื่อฟังการเรียบเรียงจัดวางและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และร่วมมือกับพระราชกิจของพระองค์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราสามารถทำได้เพื่อทำสิ่งที่พระองค์วางพระทัยมอบหมายให้พวกเราจนเสร็จสิ้นครบถ้วน

ตัดตอนมาจาก “มองดูการทรงปรากฏของพระเจ้าในการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 74

พระเจ้าและมนุษย์ไม่สามารถถูกกล่าวถึงในลักษณะเท่าเทียมกันได้  แก่นแท้ของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์นั้นยากหยั่งถึงที่สุดและไม่สามารถจับความเข้าใจได้มากที่สุดสำหรับมนุษย์  หากพระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจของพระองค์และตรัสพระวจนะของพระองค์ในโลกของมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้วไซร้ มนุษย์ก็จะไม่มีวันมีความสามารถที่จะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  และดังนั้น แม้แต่พวกผู้ที่ได้อุทิศชีวิตทั้งหมดของพวกเขาให้กับพระเจ้าก็จะไม่มีความสามารถที่จะได้รับการเห็นชอบจากพระองค์  หากพระเจ้าทรงไม่ได้เริ่มทรงพระราชกิจ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่ามนุษย์จะทำได้ดีเพียงใด ทั้งหมดก็จะไร้ประโยชน์ เพราะพระดำริของพระเจ้าจะสูงส่งกว่าความคิดของมนุษย์เสมอและพระปรีชาญาณของพระเจ้าก็อยู่เหนือการจับความเข้าใจของมนุษย์  และดังนั้น เราบอกว่าพวกที่อ้างว่า “เข้าใจถ่องแท้” เกี่ยวกับพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์นั้น เป็นพวกโง่ทึ่มกลุ่มหนึ่ง พวกเขาทั้งหมดอวดดีและไม่รู้เท่าทัน  มนุษย์ไม่ควรนิยามพระราชกิจของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ไม่สามารถนิยามพระราชกิจของพระเจ้าได้  ในสายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์ไร้ความสำคัญพอกันกับมดตัวหนึ่ง ดังนั้นมนุษย์จะสามารถหยั่งลึกถึงพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกที่ชอบพูดปาวๆ ว่า “พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจเช่นนี้หรือเช่นนั้น” หรือ “พระเจ้าทรงเป็นอย่างนี้หรืออย่างนั้น”—พวกเขาไม่ได้กำลังพูดด้วยความโอหังหรอกหรือ?  เราทุกคนควรรู้ว่ามนุษย์ซึ่งอยู่ในสภาวะเนื้อหนังได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม  ธรรมชาติจริงๆ ของมวลมนุษย์คือการต่อต้านพระเจ้า  มวลมนุษย์ไม่สามารถเทียบเสมอพระเจ้าได้และมวลมนุษย์ยิ่งหวังได้น้อยกว่าที่จะเป็นผู้ให้คำแนะนำในพระราชกิจของพระเจ้า  สำหรับวิธีที่พระเจ้าทรงนำมนุษย์ นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  เป็นการเหมาะสมแล้วที่มนุษย์ควรนบนอบ โดยปราศจากการเอ่ยอ้างทรรศนะอย่างนี้อย่างนั้น เพราะมนุษย์เป็นเพียงผงคลีดิน  ในเมื่อพวกเรามีเจตนาที่จะแสวงหาพระเจ้า พวกเราจึงไม่ควรวางมโนคติที่หลงผิดของพวกเราทับซ้อนลงบนพระราชกิจของพระองค์เพื่อการพิจารณาของพระเจ้า และพวกเรายิ่งไม่ควรที่จะใช้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเราจนถึงที่สุดเพื่อจงใจต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้า  นั่นจะไม่ทำให้พวกเราเป็นศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ? ผู้คนเช่นนี้จะสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไรกัน? เนื่องจากพวกเราเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่งและเนื่องจากพวกเราปรารถนาที่จะทำให้พระองค์ทรงสมดังพระทัยและมองเห็นพระองค์ พวกเราก็ควรแสวงหาหนทางแห่งความจริง และควรมองหาหนทางที่จะเข้ากันได้กับพระเจ้า  พวกเราไม่ควรยืนหยัดต่อต้านพระองค์อย่างดื้อดึง  การกระทำเหล่านี้จะสามารถนำมาซึ่งประโยชน์ดีงามอันใดหรือ?

วันนี้พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่  เจ้าอาจไม่มีความสามารถที่จะยอมรับวจนะเหล่านี้และวจนะเหล่านี้อาจดูแปลกสำหรับเจ้า แต่เราจะแนะนำให้เจ้าไม่ตีแผ่ความเป็นธรรมชาติของเจ้า เพราะมีเพียงผู้คนที่หิวและกระหายอย่างแท้จริงต่อความชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถได้รับความจริง และมีเพียงผู้คนที่มีใจศรัทธาอย่างแท้จริงเท่านั้นที่สามารถได้รับการให้ความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระองค์  ผลลัพธ์ทั้งหลายนั้นได้มาจากการแสวงหาความจริงด้วยความสงบเปี่ยมสติสัมปชัญญะ มิใช่ด้วยการวิวาทและการโต้เถียง  เมื่อเราพูดว่า “วันนี้พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่แล้ว” เรากำลังอ้างอิงถึงเรื่องของการทรงกลับสู่เนื้อหนังของพระเจ้า  บางทีวจนะเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เจ้ารู้สึกอะไร บางทีเจ้าอาจดูหมิ่นวจนะเหล่านี้ หรือแม้แต่บางทีวจนะเหล่านี้เป็นที่สนใจของเจ้าอย่างยิ่ง  ไม่ว่าในกรณีใด เราหวังว่าบรรดาผู้ที่โหยหาอย่างแท้จริงให้พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์จะสามารถเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้และพินิจพิเคราะห์มันอย่างรอบคอบ แทนที่จะด่วนสรุปต่างๆ นานาเกี่ยวกับมัน นั่นคือสิ่งที่บุคคลซึ่งมีปัญญาควรทำ

มันไม่ยากที่จะสืบค้นเข้าไปในสิ่งเช่นนี้ แต่มันจำเป็นที่พวกเราแต่ละคนต้องรู้ความจริงข้อนี้ กล่าวคือ พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงครองการแสดงออกของพระเจ้า  ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะทรงสามารถนำความจริงสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้หนทางให้เขา  เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ถือว่าเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน ในเรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยแต่อย่างใด  หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส  ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การที่จะยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังจากการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ และเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะบนพื้นฐานของแก่นแท้ของพระองค์  และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ ถ้อยดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) มากกว่ารูปปรากฏภายนอก  หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่พระรูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่ามนุษย์มืดบอดและไม่รู้เท่าทัน  รูปปรากฏภายนอกไม่สามารถกำหนดแก่นแท้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจของพระเจ้าไม่มีวันสามารถสอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ พระรูปปรากฏภายนอกของพระเยซูไม่ได้ขัดกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์หรอกหรือ? โฉมพระพักตร์และเครื่องทรงของพระองค์ไม่สามารถให้เบาะแสเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์แท้จริงของพระองค์ได้หรอกหรือ? พวกฟาริสียุคแรกสุดไม่ได้ต่อต้านพระเยซูอย่างจริงจังก็เพราะพวกเขาแค่มองที่พระรูปปรากฏภายนอกของพระองค์เท่านั้น และหาได้ใส่ใจพระวจนะในพระโอษฐ์ของพระองค์หรอกหรือ? เรามีความหวังว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้าจะไม่ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมแห่งประวัติศาสตร์  เจ้าต้องไม่กลายเป็นพวกฟาริสีแห่งยุคปัจจุบันและตอกตรึงพระเจ้ากับกางเขนอีกครั้ง  เจ้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงวิธีต้อนรับการทรงกลับมาของพระเจ้า และเจ้าควรมีจิตใจที่แจ่มชัดเกี่ยวกับวิธีที่จะเป็นใครบางคนซึ่งนบนอบต่อความจริง  นี่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่กำลังรอให้พระเยซูทรงกลับมาโดยการขี่มาบนก้อนเมฆ  พวกเราควรขยี้ตาฝ่ายวิญญาณของพวกเราเพื่อทำให้เห็นได้ชัดเจนและไม่กลายเป็นจมปลักอยู่ในคำพูดทั้งหลายแห่งความเพ้อฝันเกินจริง  พวกเราควรคิดถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและมองตรงแง่มุมของพระเจ้าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  อย่าหลงระเริงหรือปล่อยตัวเองให้หลุดหลงไปในฝันกลางวัน ที่ตลอดเวลาเฝ้าถวิลหาวันที่องค์พระเยซูเจ้าทรงขี่บนก้อนเมฆเสด็จลงมาโดยฉับพลันท่ามกลางพวกเจ้าและรับตัวพวกเจ้าที่ไม่เคยได้รู้จักหรือได้เห็นพระองค์และไม่รู้วิธีทำตามน้ำพระทัยของพระองค์  เป็นการดีกว่าที่จะคิดถึงเรื่องราวที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่านี้!

ตัดตอนมาจาก คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 75

พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ต้นตอว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านพระเยซูหรือไม่?  พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ธาตุแท้ของพวกฟาริสีหรือไม่?  พวกเขาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์  ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา ทว่าไม่ได้แสวงหาความจริงของชีวิต  และดังนั้น แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนทางแห่งชีวิต และไม่รู้ว่าหนทางแห่งความจริงคืออะไร  พวกเจ้าพูดว่า ผู้คนที่โง่เขลา ดื้อรั้น และไม่รู้เท่าทันเช่นนั้นได้รับพระพรของพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเขาจะสามารถมองเห็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร?  พวกเขาต่อต้านพระเยซูเพราะพวกเขาไม่รู้ทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาไม่รู้หนทางแห่งความจริงที่พระเยซูตรัส และยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจพระเมสสิยาห์  และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยพบเห็นพระเมสสิยาห์และไม่เคยได้ร่วมเคียงกับพระเมสสิยาห์ พวกเขาทำผิดพลาดที่ยึดติดอย่างสูญเปล่ากับพระนามของพระเมสสิยาห์ ในขณะที่ต่อต้านเนื้อแท้ของพระเมสสิยาห์ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้  โดยธาตุแท้แล้ว พวกฟาริสีเหล่านี้ดื้อรั้น โอหัง และไม่เชื่อฟังความจริง  หลักการของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือ ไม่สำคัญว่าการประกาศของพระองค์จะลุ่มลึกเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์จะสูงส่งเพียงใดก็ตาม พระองค์ทรงไม่ใช่พระคริสต์หากพระองค์ไม่ได้รับการขนานพระนามว่าพระเมสสิยาห์  ทรรศนะเหล่านี้ไม่ได้โง่เขลาและไร้สาระน่าขันหรอกหรือ?  เราจะถามพวกเจ้าต่อไปอีกว่า  ด้วยความที่พวกเจ้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูเลยแม้แต่น้อย พวกเจ้าจะไม่ทำผิดพลาดอย่างพวกฟาริสีในช่วงยุคเริ่มแรกได้อย่างง่ายดายสุดขีดหรอกหรือ? เจ้ามีความสามารถที่จะหยั่งรู้หนทางแห่งความจริงได้หรือไม่? เจ้ามีความสามารถที่จะรับประกันได้อย่างแท้จริงหรือไม่ว่าเจ้าจะไม่ต่อต้านพระคริสต์?  เจ้ามีความสามารถที่จะติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือไม่?  หากเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าจะต่อต้านพระคริสต์หรือไม่ เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่าเจ้าก็กำลังใช้ชีวิตหมิ่นเหม่ใกล้ความตายแล้ว  ผู้ที่ไม่รู้จักพระเมสสิยาห์ต่างสามารถที่จะต่อต้านพระเยซู ปฏิเสธพระเยซู ใส่ร้ายป้ายสีพระองค์  ผู้คนที่ไม่เข้าใจพระเยซูล้วนสามารถที่จะปฏิเสธพระองค์และประณามพระองค์  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถมองเห็นการทรงกลับมาของพระเยซูว่าเป็นการหลอกลวงของซาตาน และผู้คนเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นจะพากันกล่าวโทษพระเยซูผู้ที่ได้ทรงกลับสู่เนื้อหนัง  ทั้งหมดนี้ไม่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกกลัวหรือ?  พวกเจ้าจะเผชิญกับการหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความย่อยยับของพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งมีต่อคริสตจักรทั้งหลาย และการบอกปัดทุกสิ่งที่พระเยซูทรงแสดงออก  เจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากพระเยซูหรือ หากพวกเจ้ามึนงงสับสนถึงเพียงนี้?  พวกเจ้าจะสามารถเข้าใจพระราชกิจของพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงกลับมาสู่เนื้อหนังบนเมฆขาวได้อย่างไร หากพวกเจ้าปฏิเสธอย่างหัวดื้อไม่ยอมที่จะตระหนักถึงความผิดพลาดของพวกเจ้า?  เราขอบอกพวกเจ้าถึงสิ่งนี้ว่า ผู้คนที่ไม่ได้รับความจริง แต่ยังรอการเสด็จมาถึงของพระเยซูบนเมฆขาวอย่างหูหนวกตาบอด จะหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน และพวกเขาคือหมวดหมู่ที่จะถูกทำลาย  พวกเจ้าเพียงปรารถนาพระคุณของพระเยซู และเพียงต้องการชื่นชมอาณาจักรอันผาสุกแห่งสวรรค์ ทว่าพวกเจ้าไม่เคยเชื่อฟังพระวจนะที่พระเยซูตรัส และไม่เคยได้รับความจริงที่พระเยซูทรงแสดงเมื่อพระองค์ทรงกลับมาสู่เนื้อหนัง  พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาแลกกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซูทรงกลับมาบนเมฆขาว?  สิ่งนั้นก็คือความจริงใจที่พวกเจ้าทำบาปซ้ำๆ แล้วก็พูดคำสารภาพบาปของพวกเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในนั้นใช่หรือไม่?  พวกเจ้าจะถวายสิ่งใดเพื่อพลีอุทิศให้แก่พระเยซูผู้ทรงกลับมาบนเมฆขาว?  สิ่งนั้นก็คือช่วงเวลางานหลายปีที่พวกเจ้าใช้ยกย่องตัวเองใช่หรือไม่?  พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาทำให้พระเยซูผู้ทรงกลับมาไว้เนื้อเชื่อใจพวกเจ้า?  สิ่งนั้นคือธรรมชาติอันโอหังของพวกเจ้าที่ไม่เชื่อฟังความจริงใดเลยใช่หรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 76

ความจงรักภักดีของพวกเจ้าเป็นแค่เพียงคำพูดเท่านั้น ความรู้ของพวกเจ้าเป็นแค่ในเชิงภูมิปัญญาและในทางมโนทัศน์เท่านั้น การลงแรงของพวกเจ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการได้รับพระพรของสวรรค์ ดังนั้นแล้ว ความเชื่อของพวกเจ้าต้องเป็นแบบใดหรือ?  แม้กระทั่งวันนี้ พวกเจ้ายังคงทำหูหนวกไม่รับทุกๆ พระวจนะแห่งความจริง  พวกเจ้าไม่รู้สิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พวกเจ้าไม่รู้สิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะเคารพพระยาห์เวห์อย่างไร พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะเข้าสู่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร และพวกเจ้าไม่รู้ว่าจะแยกความต่างระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองกับการหลอกลวงของมนุษย์อย่างไร  เจ้ารู้เพียงการกล่าวโทษพระวจนะแห่งความจริงใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าทรงแสดงซึ่งไม่สอดคล้องกับความคิดของเจ้าเอง  ความถ่อมตัวของเจ้าอยู่ที่ใด?  ความเชื่อฟังของเจ้าอยู่ที่ใด?  ความจงรักภักดีของเจ้าอยู่ที่ใด?  ความอยากที่จะแสวงหาความจริงของเจ้าอยู่ที่ใด?  ความเคารพพระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ใด?  เราบอกพวกเจ้าเลยว่า พวกที่เชื่อในพระเจ้าเนื่องจากหมายสำคัญทั้งหลาย เป็นหมวดหมู่ที่จะถูกทำลายอย่างแน่นอน  พวกที่ไม่สามารถรับพระวจนะของพระเยซูผู้ทรงกลับมาสู่เนื้อหนังได้นั้นคือผู้สืบสันดานของนรก คือพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ คือหมวดหมู่ที่จะต้องอยู่ภายใต้การทำลายล้างชั่วนิรันดร์กาลอย่างแน่นอน  ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังต้องการบอกทุกคนที่เรียกได้ว่าเป็นวิสุทธิชนผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นี่จะเป็นการทรงปรากฏต่อสาธารณะของดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม  บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า ทว่าเจ้าควรรู้ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ยังเป็นเวลาที่เจ้าจะลงสู่นรกเพื่อรับการลงโทษด้วยเช่นกัน  นั่นจะเป็นเวลาที่แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน และนั่นจะเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว  เพราะการพิพากษาของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย  ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น  บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และดังนั้นจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้หวนคืนมาอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง  มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อว่า “พระเยซูผู้ไม่ได้ประทับมาบนเมฆขาวทรงเป็นพระคริสต์เทียมเท็จ” เท่านั้นที่จะต้องอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์กาล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงจัดแสดงหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงป่าวประกาศการพิพากษาที่รุนแรงและปลดปล่อยหนทางที่แท้จริงของชีวิต  และดังนั้น จึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการกับพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย  พวกเขาดื้อรั้นเกินไป มั่นใจในตัวเองเกินไป โอหังเกินไป  พวกคนเสื่อมเช่นนั้นจะสามารถได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลจากพระเยซูได้อย่างไร?  การทรงกลับมาของพระเยซูเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่สำหรับบรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้ แต่สำหรับพวกที่ไร้ความสามารถที่จะยอมรับความจริงได้แล้ว นี่เองคือหมายสำคัญหนึ่งแห่งการกล่าวโทษ  พวกเจ้าควรเลือกเส้นทางของพวกเจ้าเอง และไม่ควรหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์และปฏิเสธความจริง  เจ้าไม่ควรเป็นคนที่ไม่รู้เท่าทันและโอหัง แต่เป็นคนที่เชื่อฟังการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และถวิลหาและแสวงหาความจริง พวกเจ้าจะได้รับประโยชน์ด้วยวิธีนี้เท่านั้น  เราแนะนำให้พวกเจ้าก้าวย่างบนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าด้วยความรอบคอบระมัดระวัง  จงอย่าด่วนสรุป ยิ่งไปกว่านั้น อย่าทำตัวตามสบายและไร้ความคิดในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า  พวกเจ้าควรรู้ว่าอย่างน้อยที่สุด บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรถ่อมใจและมีความเคารพ  พวกที่เคยได้ยินความจริงทว่ากลับเชิดใส่ความจริงนั้นเป็นผู้ที่โง่เขลาและไม่รู้เท่าทัน  พวกที่เคยได้ยินความจริงทว่ายังด่วนสรุปหรือกล่าวโทษความจริงนั้นโดยประมาทเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความโอหัง  ไม่มีผู้ใดเลยที่เชื่อในพระเยซูจะมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะสาปแช่งหรือกล่าวโทษผู้อื่นได้  พวกเจ้าทั้งหมดควรเป็นคนที่มีสำนึกรับรู้และผู้ที่ยอมรับความจริง  บางที เมื่อได้ยินหนทางแห่งความจริงและได้อ่านพระวจนะแห่งชีวิตแล้ว เจ้าเชื่อว่ามีเพียงหนึ่งใน 10,000 ของพระวจนะเหล่านี้ที่สอดคล้องกับความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของเจ้าและพระคัมภีร์ เช่นนั้นแล้วเจ้าควรแสวงหาในพระวจนะลำดับที่ 10,000 ของพระวจนะเหล่านี้ต่อไป  เรายังขอแนะนำให้เจ้าถ่อมใจ อย่ามั่นใจเกินไป และอย่ายกย่องตัวเองให้สูงส่งจนเกินไป  ด้วยหัวใจของเจ้าซึ่งขาดแคลนความเคารพที่มีแด่พระเจ้าเช่นนั้น เจ้าจะได้รับความสว่างที่ยิ่งใหญ่กว่า  หากเจ้าตรวจดูอย่างถี่ถ้วนและไตร่ตรองพระวจนะเหล่านี้ซ้ำๆ เจ้าจะเข้าใจว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และพระวจนะเหล่านี้คือชีวิตหรือไม่  บางทีหลังจากที่ได้อ่านเพียงไม่กี่ประโยค คนบางคนจะกล่าวโทษพระวจนะเหล่านี้อย่างหูหนวกตาบอด และพูดว่า “นี่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้แจ้งบางส่วนของพระวิญญาณบริสุทธิ์” หรือ “นี่คือพระคริสต์เทียมเท็จที่เสด็จมาเพื่อหลอกลวงผู้คน”  พวกที่พูดอะไรเช่นนั้นเป็นผู้ที่ตาบอดด้วยความไม่รู้เท่าทัน!  เจ้าเข้าใจพระราชกิจและพระปรีชาญาณของพระเจ้าน้อยเกินไป และเราแนะนำให้เจ้าเริ่มใหม่อีกครั้งตั้งแต่ต้นเลย!  พวกเจ้าต้องไม่หูหนวกตาบอดกล่าวโทษพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงเพราะการทรงปรากฏของพระคริสต์เทียมเท็จในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย และพวกเจ้าต้องไม่เป็นคนที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะพวกเจ้ากลัวการหลอกลวง  นั่นจะไม่เป็นความน่าเวทนาอย่างยิ่งหรอกหรือ?  หลังจากการตรวจดูมากมาย หากเจ้ายังคงเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง และไม่ใช่การแสดงออกของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับการลงโทษในท้ายที่สุด และเจ้าจะปราศจากพระพร  หากเจ้าไม่สามารถยอมรับความจริงที่ถูกกล่าวอย่างราบเรียบยิ่งนักและชัดเจนยิ่งนักดังกล่าวได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่ได้ไม่เหมาะสมสำหรับความรอดของพระเจ้าหรอกหรือ?  เจ้าไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้รับพระพรเพียงพอที่จะกลับคืนสู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้าหรือ?  จงตรองดูเถิด!  อย่าหุนหันพลันแล่นและใจเร็ว และอย่าทำเหมือนว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเกม  จงขบคิดเพื่อประโยชน์ของบั้นปลายของเจ้า เพื่อประโยชน์ของความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้า เพื่อประโยชน์ของชีวิตของเจ้า และอย่าเล่นกับตัวเจ้าเอง  เจ้าสามารถยอมรับพระวจนะเหล่านี้ได้หรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 1. พระราชกิจสามช่วงระยะ

ถัดไป: 3. การพิพากษาในยุคสุดท้าย

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ในความเชื่อ คนเราต้องมุ่งความสนใจไปที่ความเป็นจริง—การมีส่วนในพิธีกรรมทางศาสนาหาใช่ความเชื่อไม่

เจ้าถือพิธีปฏิบัติทางศาสนาอยู่กี่อย่าง? เจ้าได้กบฏต่อพระวจนะของพระเจ้าและไปตามหนทางของเจ้าเองกี่ครั้งแล้ว?...

เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยพระวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล

เรากำลังเผยแผ่งานของเราท่ามกลางประชาชาติ  สง่าราศีของเราส่องแสงวาบตลอดทั่วทั้งจักรวาล...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger