การพิพากษาในยุคสุดท้าย
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 77
ก่อนที่มนุษย์จะได้รับการไถ่ พิษมากมายของซาตานได้ถูกปลูกฝังไว้ภายในตัวเขาแล้ว และหลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามมานานหลายพันปี ภายในตัวเขาก็มีธรรมชาติที่ต่อต้านพระเจ้าอยู่ ดังนั้น เมื่อไถ่มนุษย์แล้ว จึงเป็นเพียงเรื่องของการไถ่เท่านั้น กล่าวคือ มนุษย์ถูกซื้อกลับมาในราคาที่สูง แต่ธรรมชาติที่เป็นพิษในตัวเขาไม่ได้ถูกกำจัด มนุษย์ที่โสมมขนาดนั้นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะคู่ควรกับการรับใช้พระเจ้า ด้วยพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนนี้ มนุษย์จึงจะมารู้จักแก่นแท้อันโสมมและเสื่อมทรามภายในตัวเขาเองอย่างครบถ้วน และเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงโดยบริบูรณ์และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงคู่ควรที่จะกลับมาสู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของพระเจ้าได้ พระราชกิจทั้งหมดในยุคปัจจุบันล้วนทรงทำเพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มนุษย์สามารถทิ้งความเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะ และผ่านการถลุง แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของความรอด น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า ในความจริง ช่วงระยะนี้เป็นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยตลอดจนเป็นช่วงระยะที่สองในพระราชกิจแห่งความรอดอีกด้วย ด้วยการพิพากษาและการตีสอนโดยพระวจนะนี่เอง พระเจ้าจึงทรงได้มนุษย์ไว้ และด้วยการถลุง การพิพากษา และการเปิดโปงโดยพระวจนะนี่เอง ความไม่บริสุทธิ์ มโนคติที่หลงผิด แรงจูงใจ และความหวังส่วนตัวภายในหัวใจมนุษย์จึงถูกเผยอย่างสมบูรณ์ แม้มนุษย์จะได้รับการไถ่และได้รับการยกโทษบาปไปแล้ว แต่ก็มองเรื่องนี้ได้เพียงว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำการกระทำผิดของมนุษย์และไม่ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการกระทำผิดของเขา อย่างไรก็ตาม มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังโดยที่ยังไม่เป็นอิสระจากบาป และได้แต่ทำบาปต่อไปเท่านั้น เผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรที่ไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับอภัย คนส่วนใหญ่ทำบาปในตอนกลางวันและสารภาพในตอนค่ำ ดังนั้น แม้เครื่องบูชาลบล้างบาปจะมีประสิทธิผลกับมนุษย์ตลอดกาล แต่ก็ไม่อาจช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระราชกิจแห่งความรอดจึงสำเร็จไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนเรียนรู้ว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากโมอับ พวกเขาก็พร่ำบ่น ยุติการไล่ตามเสาะหาชีวิต และกลายเป็นคนคิดลบโดยสิ้นเชิง นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ยังไม่สามารถนบนอบได้อย่างสมบูรณ์ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าหรอกหรือ? นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของมนุษย์โดยแท้ไม่ใช่หรือ? เมื่อเจ้ายังไม่ถูกตีสอน เจ้าชูมือของเจ้าสูงกว่าผู้อื่นทั้งหมด แม้กระทั่งสูงกว่าพระเยซู และเจ้าก็ร้องออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “จงเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า! จงเป็นคนสนิทของพระเจ้า! พวกเรายอมตายดีกว่าจะยอมก้มหัวให้ซาตาน! จงขบถต่อซาตานเฒ่า! ขบถต่อพญานาคใหญ่สีแดง! ขอให้พญานาคใหญ่สีแดงจงสูญสิ้นอำนาจไปตลอดกาล! ขอพระเจ้าทรงทำให้พวกเราครบบริบูรณ์!” เสียงตะโกนของเจ้าดังกว่าผู้อื่นทั้งหมด แต่แล้วเมื่อถึงเวลาแห่งการตีสอน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าถูกเผยให้เห็นอีกครั้ง เสียงร้องของเจ้ายุติลง และเจ้าสูญเสียความแน่วแน่ นี่คือความเสื่อมทรามของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ฝังลึกยิ่งกว่าบาป เป็นสิ่งที่ซาตานปลูกฝังและหยั่งรากลึกอยู่ภายในตัวมนุษย์ ไม่ง่ายเลยที่มนุษย์จะตระหนักรู้บาปทั้งหลายของตนเอง และเขาไม่มีหนทางที่จะตระหนักถึงธรรมชาติที่หยั่งรากลึกของตนได้ ผลลัพธ์เช่นนี้สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยการผ่านการพิพากษาแห่งพระวจนะเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้น มนุษย์จึงจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากจุดนี้เป็นต้นไปได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 78
เมื่อกล่าวถึงคำว่า “การพิพากษา” เจ้ามีแนวโน้มที่จะนึกถึงพระวจนะที่พระยาห์เวห์ตรัสเพื่ออบรมผู้คนในทุกภูมิภาคและพระวจนะที่พระเยซูตรัสเพื่อว่ากล่าวพวกฟาริสี แม้จะมีความรุนแรงเช่นนั้น พระวจนะเหล่านี้ก็ไม่ใช่การพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า แต่เป็นเพียงพระวจนะที่พระเจ้าตรัสภายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน กล่าวคือในบริบทที่แตกต่างกัน พระวจนะเหล่านี้ไม่เหมือนพระวจนะที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายตรัสเมื่อพระองค์ทรงพิพากษามนุษย์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสอนมนุษย์ เพื่อเปิดโปงธาตุแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ วิธีที่มนุษย์ควรนบนอบพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ตามพระปัญญาและอุปนิสัยของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้ไปที่ธาตุแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เปิดโปงว่ามนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าอย่างไรนั้น ยิ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เป็นตัวแทนของซาตาน รวมทั้งกองกำลังฝ่ายศัตรูที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างไร ในการทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ ด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระเจ้าไม่ได้ตรัสอธิบายธรรมชาติของมนุษย์อย่างครบถ้วน แต่ทรงเปิดโปงและตัดแต่งเป็นเวลายาวนาน วิธีการเปิดโปงและตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดนี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยคำพูดธรรมดาสามัญ แต่ใช้ความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิงมาดำเนินพระราชกิจแห่งการเปิดโปงและตัดแต่งนี้ มีเพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกกำราบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้มนุษย์สามารถได้รับความเข้าใจอย่างมากในเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในพระประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในข้อล้ำลึกทั้งหลายที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ นอกจากนี้ยังทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจและรู้จักแก่นแท้อันเสื่อมทราม รวมทั้งต้นเหตุแห่งความเสื่อมทรามของตน ทั้งยังค้นพบใบหน้าที่อัปลักษณ์ของตน ผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะแก่นแท้ของพระราชกิจนี้ที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดเผยความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าแก่ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ หากเจ้าไม่ถือว่าความจริงเหล่านี้มีความสำคัญ หากเจ้าไม่คิดถึงเรื่องอื่นใดนอกจากวิธีการหลีกเลี่ยงพระวจนะหรือว่าจะหาทางออกใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระวจนะอย่างไร เช่นนั้นแล้วเราบอกว่าเจ้าเป็นคนบาปที่น่าเวทนา หากเจ้ามีความเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่แสวงหาความจริงหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้า อีกทั้งไม่รักหนทางซึ่งพาเจ้าเข้าสนิทกับพระเจ้ายิ่งขึ้น เช่นนั้นแล้ว เราบอกว่าเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่กำลังพยายามเลี่ยงหนีการพิพากษา และเจ้าเป็นหุ่นเชิดและคนทรยศที่หลบหนีจากมหาบัลลังก์สีขาว พระเจ้าจะไม่ทรงผ่อนผันแก่เหล่ากบฏที่หลบหนีจากใต้พระเนตรของพระองค์ พวกมนุษย์เช่นนั้นจะยิ่งได้รับการลงโทษที่รุนแรงมากขึ้น บรรดาผู้ที่มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อรับการพิพากษา และยิ่งกว่านั้นคือ ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะมีชีวิตในราชอาณาจักรของพระเจ้าตลอดกาล แน่นอนว่านี่คือบางสิ่งที่เป็นของอนาคต
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 79
พระราชกิจแห่งการพิพากษาคือพระราชกิจของพระเจ้าเอง ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว พระเจ้าจึงต้องทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เอง มนุษย์ไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้ เนื่องจากการพิพากษาคือการใช้ความจริงมาพิชิตมนุษยชาติ จึงไม่มีคำถามเลยว่าพระเจ้าจะยังคงทรงปรากฏในภาพลักษณ์ที่ประสูติเป็นมนุษย์เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้ท่ามกลางมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายจะทรงใช้ความจริงเพื่อสั่งสอนผู้คนทั่วโลกและทำให้ความจริงทั้งหมดเป็นที่รู้จักของพวกเขา นี่คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้า ผู้คนมากมายรู้สึกไม่สบายใจในเรื่องการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า เพราะผู้คนพบว่ายากที่จะเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา อย่างไรก็ตาม เราต้องบอกเจ้าว่า บ่อยครั้งที่พระราชกิจของพระเจ้าไปไกลเกินความคาดหมายทั้งหลายของมนุษย์และเป็นเรื่องยากที่จิตใจของมนุษย์จะยอมรับ เพราะผู้คนเป็นเพียงหนอนแมลงบนแผ่นดิน ในขณะที่พระเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียวสูงสุดผู้เติมเต็มจักรวาล จิตใจของมนุษย์เปรียบเสมือนบ่อน้ำเน่าซึ่งแพร่พันธุ์หนอนแมลงเท่านั้น ในขณะที่แต่ละช่วงระยะของพระราชกิจซึ่งชี้นำโดยพระดำริของพระเจ้าคือสิ่งซึ่งกลั่นกรองจากพระปัญญาของพระเจ้า ผู้คนพยายามชิงดีชิงเด่นกับพระเจ้าตลอดเวลา ซึ่งเราบอกเลยว่ามันชัดเจนอยู่ในตัวเองว่า ใครจะพลาดท่าเสียทีไปในที่สุด เราขอเตือนพวกเจ้าทุกคนว่า อย่าคิดว่าตนเองมีค่ายิ่งกว่าทองคำ หากคนอื่นๆ สามารถยอมรับการพิพากษาของพระเจ้า เหตุใดกันเจ้าถึงไม่สามารถ? เจ้ายืนสูงกว่าคนอื่นๆ มากแค่ไหน? หากคนอื่นๆ สามารถยอมศิโรราบต่อความจริง เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นพวกเขาไม่ได้? พระราชกิจของพระเจ้ามีแรงเหวี่ยงที่หยุดไม่ได้ พระองค์จะไม่ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาซ้ำอีกครั้งเพียงเพราะเจ้าสร้าง “คุณูปการ” เอาไว้ และเจ้าจะท่วมท้นด้วยความสลดใจที่ปล่อยให้โอกาสดีเช่นนี้หลุดลอยไป หากเจ้าไม่เชื่อถ้อยคำของเรา เช่นนั้นแล้ว จงแค่รอให้มหาบัลลังก์สีขาวบนท้องฟ้าแสดงการพิพากษาต่อเจ้าเถิด! เจ้าต้องรู้ว่าคนอิสราเอลทั้งหมดปฏิเสธและไม่ยอมรับพระเยซู แต่กระนั้น ข้อเท็จจริงเรื่องการไถ่บาปมวลมนุษย์ของพระเยซูยังคงแพร่ไปทั่วจักรวาลและสุดขอบแผ่นดินโลก นี่คือข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงสำเร็จลุล่วงไปนานแล้วมิใช่หรือ? หากเจ้ายังคงกำลังรอให้พระเยซูพาเจ้าขึ้นสู่สวรรค์ เช่นนั้นแล้วเราก็บอกได้เลยว่าเจ้าคือตอไม้ที่ตายแล้ว[ก] พระเยซูจะไม่ทรงยอมรับผู้เชื่อจอมปลอมเช่นเจ้า ผู้ที่ไม่จงรักภักดีต่อความจริงและแสวงหาเพียงพรเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม พระองค์จะทรงแสดงความไร้เมตตาในการโยนเจ้าลงไปในบึงไฟเพื่อถูกเผาไหม้เป็นเวลานับหมื่นๆ ปี
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง
เชิงอรรถ:
ก. ตอไม้ที่ตายแล้ว สำนวนจีน หมายถึง “เกินกว่าที่จะช่วยได้”
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 80
คราวนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าอะไรคือการพิพากษาและอะไรคือความจริง? หากเจ้าเข้าใจ เราก็แนะนำให้เจ้านบนอบเชื่อฟังการพิพากษา มิเช่นนั้นเจ้าจะไม่มีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าหรือถูกพระองค์พาเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์เป็นอันขาด คนที่ยอมรับเฉพาะการพิพากษาเท่านั้น แต่ไม่อาจมีวันได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ซึ่งก็คือคนที่หนีพระราชกิจแห่งการพิพากษาไปกลางคัน จะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้าตลอดกาล บาปของพวกเขาย่อมร้ายแรงกว่าและมีมากกว่าบาปของพวกฟาริสี เพราะพวกเขาทรยศพระเจ้าไปแล้วและกบฏต่อพระเจ้า ผู้คนที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะออกแรงทำงานนี้จะได้รับการลงโทษที่ยิ่งรุนแรง และที่มากกว่านั้นก็คือ เป็นการลงโทษชั่วกาลนาน พระเจ้าจะไม่ทรงละเว้นคนทรยศที่เคยแสดงความจงรักภักดีเป็นคำพูดไว้อย่างชัดแจ้ง แต่แล้วกลับทรยศพระองค์ ผู้คนเช่นนี้จะถูกลงทัณฑ์อย่างสาสมด้วยการลงโทษวิญญาณ ดวงจิต และร่างกาย นี่เผยให้เห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าโดยแท้มิใช่หรือ? นี่เองคือจุดประสงค์ที่พระเจ้าทรงพิพากษาและเผยมนุษย์ออกมามิใช่หรือ? พระเจ้าทรงส่งตัวคนที่ทำความชั่วทุกชนิดในช่วงที่มีการพิพากษาไปยังที่ที่เต็มไปด้วยวิญญาณชั่ว และปล่อยให้วิญญาณชั่วเหล่านั้นทำลายกายเนื้อหนังของพวกเขาตามใจชอบ ร่างกายของผู้คนเหล่านั้นย่อมส่งกลิ่นสาบสางเยี่ยงซากศพออกมา เช่นนี้คือการลงทัณฑ์ที่พวกเขาสมควรได้รับ พระเจ้าทรงจดบาปแต่ละอย่างของผู้เชื่อเทียมเท็จ สาวกเทียมเท็จ และคนทำงานเทียมเท็จที่ไร้ความจงรักภักดีเอาไว้ในสมุดบันทึกของพวกเขา และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พระองค์ก็จะทรงทิ้งพวกเขาลงไปในหมู่วิญญาณสกปรก ปล่อยให้วิญญาณสกปรกพวกนั้นทำให้ทั่วทั้งร่างของพวกเขาเปื้อนมลทินตามใจอยาก และทำให้พวกเขาไม่มีวันเกิดใหม่และไม่มีวันมองเห็นความสว่างได้อีก คนหน้าซื่อใจคดที่ทำงานรับใช้อยู่ระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้จงรักภักดีไปจนถึงปลายทาง ย่อมถูกพระเจ้าจดชื่อรวมไว้กับพวกคนชั่ว เปิดโอกาสให้พวกเขาจมปลักอยู่กับคนชั่ว ก่อตั้งพลพรรคที่รวมพลคนนอกรีตร่วมกับคนเหล่านั้น และในที่สุดพระเจ้าก็จะทรงทำลายล้างพวกเขา พระเจ้าทรงทอดทิ้งและไม่สนพระทัยคนที่ไม่เคยจงรักภักดีต่อพระคริสต์หรือไม่เคยใช้เรี่ยวแรงของตนทำคุณงามความดีอันใด เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยุค พระองค์ก็จะทรงทำลายล้างพวกเขาทั้งหมด พวกเขาจะไม่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกอีกต่อไป และจะยิ่งไม่มีเส้นทางเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า ส่วนคนที่ไม่เคยจริงใจกับพระเจ้า แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องติดต่อเจรจากับพระองค์อย่างสุกเอาเผากิน พระเจ้าทรงจดชื่อรวมไว้กับคนที่ทำงานรับใช้ประชากรของพระองค์ ผู้คนเช่นนี้มีน้อยคนเท่านั้นที่จะอยู่รอด ส่วนใหญ่จะถูกทำลายล้างไปพร้อมกับคนที่แม้แต่การออกแรงทำงานก็ทำได้ไม่ถึงมาตรฐาน ท้ายที่สุด คนที่มีหัวใจและจิตใจเดียวกันกับพระเจ้า ประชากรและบุตรทั้งหลายของพระเจ้า และคนที่พระเจ้าทรงลิขิตล่วงหน้าให้เป็นปุโรหิต พระเจ้าจะทรงพาพวกเขาทุกคนเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ พวกเขาคือการตกผลึกแห่งพระราชกิจของพระเจ้า สำหรับคนที่ไม่อาจจัดอยู่ในหมวดหมู่ใดๆ ตามที่พระเจ้าทรงแบ่งเอาไว้ได้ พวกเขาจะถูกจดชื่อไว้ในกลุ่มผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเจ้าย่อมจินตนาการได้เป็นแน่ว่าจุดจบของพวกเขาจะเป็นเช่นไร เราบอกทุกสิ่งที่เราควรบอกแก่พวกเจ้าไปหมดแล้ว เส้นทางที่พวกเจ้าเลือกย่อมเป็นตัวเลือกของพวกเจ้าแต่เพียงผู้เดียว สิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจมีดังนี้คือ พระราชกิจของพระเจ้าไม่เคยรอคนที่ไม่สามารถก้าวทันพระองค์ และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าก็ไม่มีความกรุณาต่อมนุษย์คนใด
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 81
พระองค์ไม่ทำพระราชกิจของยุคใดซ้ำ เนื่องจากยุคสุดท้ายได้มาถึงแล้ว พระองค์จึงจะทรงพระราชกิจที่พระองค์ทำในยุคสุดท้ายและเปิดเผยพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ในยุคสุดท้าย เมื่อกล่าวถึงยุคสุดท้าย ย่อมหมายถึงอีกยุคหนึ่งต่างหาก เป็นยุคที่พระเยซูตรัสว่าพวกเจ้าจะเผชิญกับความวิบัติ และเผชิญกับแผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และโรคระบาดทั้งหลายอย่างแน่นอน ซึ่งย่อมจะแสดงให้เห็นว่านี่คือยุคใหม่ และไม่ใช่ยุคพระคุณแบบเดิมอีกต่อไป สมมุติว่าเป็นเช่นที่ผู้คนกล่าวกันว่าพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลงตลอดกาล พระอุปนิสัยของพระองค์นั้นสงสารเห็นใจและเปี่ยมรักอยู่เสมอ พระองค์ทรงรักมนุษย์เสมือนพระองค์เอง และพระองค์ประทานความรอดแก่มนุษย์ทุกคนและไม่มีวันเกลียดชังมนุษย์ พระราชกิจของพระองค์จะสามารถสิ้นสุดลงได้กระนั้นหรือ? เมื่อพระเยซูเสด็จมาและถูกตอกตรึงกับกางเขน อันเป็นการเสียสละพระองค์เองเพื่อคนบาปทั้งปวง และถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาบนแท่นบูชา พระองค์ก็ได้ทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่เสร็จสมบูรณ์ และนำยุคพระคุณมาถึงปลายทาง ดังนั้นจะมีประโยชน์อะไรในการทำซ้ำพระราชกิจของยุคนั้นในยุคสุดท้ายนี้? การทำสิ่งเดียวกันจะไม่เป็นการปฏิเสธพระราชกิจของพระเยซูหรอกหรือ? หากพระเจ้ามิได้ทรงพระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนเมื่อพระองค์เสด็จมาในช่วงระยะนี้ แต่ยังคงเปี่ยมรักและเปี่ยมกรุณา เช่นนั้นแล้ว พระองค์จะสามารถสิ้นสุดยุคได้หรือ? พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมรักและเปี่ยมกรุณาจะสามารถสิ้นสุดยุคได้หรือ? ในพระราชกิจสุดท้ายที่พระองค์จะทรงสรุปปิดยุค พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือพระอุปนิสัยที่ตีสอนและพิพากษา ซึ่งพระองค์ทรงใช้เผยทุกสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เพื่อพิพากษากลุ่มชนทั้งปวงอย่างเปิดเผย และเพื่อทำให้ผู้ที่รักพระองค์ด้วยใจจริงนั้นเพียบพร้อม มีเพียงพระอุปนิสัยเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถสิ้นสุดยุคได้ ยุคสุดท้ายมาถึงแล้ว สรรพสิ่งย่อมถูกคัดแยกไปตามประเภท และถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ตามลักษณะที่แตกต่างของตน นี่เองคือช่วงเวลาที่พระเจ้าจะทรงเผยจุดจบและบั้นปลายของผู้คน ถ้าผู้คนไม่มีประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษา เช่นนั้นก็จะไม่สามารถเปิดโปงความเป็นกบฏและความไม่ชอบธรรมของพวกเขาออกมาได้ ด้วยการตีสอนและการพิพากษาเท่านั้นจึงจะสามารถเผยจุดจบของสรรพสิ่งได้ ผู้คนแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาก็ต่อเมื่อถูกตีสอนและถูกพิพากษาเท่านั้น คนชั่วจะถูกนำตัวไปอยู่กับคนชั่ว คนดีอยู่กับคนดี และผู้คนทั้งปวงจะถูกคัดแยกไปตามประเภทของตน จะมีการเผยจุดจบของสรรพสิ่งให้เห็นผ่านทางการตีสอนและการพิพากษา เพื่อที่ว่าคนชั่วจะถูกลงโทษและคนดีจะได้รับบำเหน็จรางวัล และผู้คนทั้งปวงจะสยบยอมให้กับอำนาจครอบครองของพระเจ้า พระราชกิจทั้งหมดนี้ต้องสัมฤทธิ์ด้วยการตีสอนอันชอบธรรมและการพิพากษาอันชอบธรรม ด้วยเหตุที่มนุษย์เสื่อมทรามไปถึงจุดสูงสุดแล้ว และความเป็นกบฏของพวกเขาก็ร้ายแรงอย่างยิ่ง จึงมีเพียงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระอุปนิสัยที่ประกอบด้วยการตีสอนและการพิพากษาเป็นสำคัญ และมีการเผยให้เห็นในยุคสุดท้ายนี้เท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้อย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขาครบบริบูรณ์ และเผยให้เห็นความชั่วร้าย ด้วยเหตุนี้ทุกคนที่ไม่ชอบธรรมย่อมจะถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะฉะนั้น พระอุปนิสัยเช่นนี้จึงเปี่ยมด้วยนัยสำคัญของยุค การเปิดเผยและแสดงให้เห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้านี้เป็นไปเพื่อพระราชกิจของยุคใหม่แต่ละยุค มิใช่ว่าพระเจ้าจะเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ตามพระทัยและไร้นัยสำคัญ สมมุติว่าในยุคสุดท้ายที่มีการเผยจุดจบของผู้คนนี้ พระเจ้ายังทรงรักผู้คนด้วยความกรุณาและความเมตตาอันไร้ที่สิ้นสุด และยังคงเปี่ยมรักต่อพวกเขา ไม่มีการพิพากษาพวกเขาอย่างชอบธรรม แต่กลับทรงอดทน อดกลั้น และให้อภัยพวกเขา ยกโทษให้ไม่ว่าบาปของพวกเขาจะร้ายแรงเพียงใด ไม่มีการพิพากษาอันชอบธรรมแม้แต่นิดเดียว เช่นนั้นแล้ว การบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้าจะมีวันสิ้นสุดลงเมื่อใด? พระอุปนิสัยเช่นนี้จะสามารถนำผู้คนไปสู่บั้นปลายที่เหมาะควรของมวลมนุษย์ได้เมื่อใด? จงดูผู้พิพากษาคนหนึ่งที่เปี่ยมรักต่อผู้คนอยู่เสมอเป็นตัวอย่าง ผู้พิพากษาคนนี้เปี่ยมรัก มีใบหน้าที่ใจดีและหัวใจที่อ่อนโยน เขารักผู้คนไม่ว่าพวกเขาจะก่ออาชญากรรมเช่นใด เขาเปี่ยมรักและอดกลั้นกับผู้คนไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร เมื่อเป็นดังนั้น เขาจะมีวันสามารถตัดสินได้อย่างเที่ยงธรรมเมื่อใด? ในยุคสุดท้าย มีเพียงการพิพากษาอันชอบธรรมเท่านั้นที่สามารถคัดแยกผู้คนไปตามประเภทและพาพวกเขาเข้าสู่ดินแดนใหม่ได้ ในหนทางนี้ ทั้งยุคจึงจะถึงกาลสิ้นสุดด้วยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าที่พิพากษาและตีสอน
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 82
พระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังเป็นพระราชกิจที่มีนัยสำคัญสูงสุด ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในแง่ของพระราชกิจ และองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจในท้ายที่สุดก็คือพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ และมิใช่พระวิญญาณ บางคนเชื่อว่าพระเจ้าอาจจะเสด็จมายังแผ่นดินโลกและทรงปรากฏต่อมนุษย์ในบางเวลาที่ไม่มีใครรู้ ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์จะทรงพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดโดยพระองค์เอง โดยทรงทดสอบพวกเขาทีละคนโดยไม่มีผู้ใดถูกปล่อยไว้เลย บรรดาผู้ที่คิดในหนทางนี้ไม่รู้จักพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ในช่วงระยะนี้ พระเจ้าไม่ทรงพิพากษามนุษย์ทีละคน และพระองค์ไม่ทรงทดสอบมนุษย์ทีละคน การทำดังนั้นคงจะไม่ใช่พระราชกิจแห่งการพิพากษา ความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ทั้งหมดไม่เหมือนกันหรอกหรือ? เนื้อแท้ของมวลมนุษย์ทั้งหมดไม่เหมือนกันหรอกหรือ? สิ่งที่ได้รับการพิพากษาคือเนื้อแท้ที่เสื่อมทรามของมวลมนุษย์ เนื้อแท้ของมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และบาปทั้งหมดของมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงพิพากษาความผิดหยุมหยิมและไม่มีนัยสำคัญของมนุษย์ พระราชกิจแห่งการพิพากษาคือตัวแทน และมิใช่ดำเนินการเพื่อบุคคลเฉพาะคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ตรงกันข้าม มันคือพระราชกิจที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งได้รับการพิพากษาเพื่อเป็นสิ่งแทนการพิพากษามวลมนุษย์ทั้งปวง พระเจ้าในเนื้อหนังทรงใช้พระราชกิจของพระองค์เพื่อเป็นสิ่งแทนพระราชกิจแห่งมวลมนุษย์ทั้งหมดโดยการดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับผู้คนกลุ่มหนึ่งโดยพระองค์เอง ซึ่งหลังจากนั้นมันจะค่อยๆ แผ่ออกไปทีละน้อย นี่คือลักษณะของพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยเช่นกัน พระเจ้ามิได้ทรงพิพากษาบุคคลเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่งหรือผู้คนเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทรงพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมวลมนุษย์ทั้งหมดแทน—ตัวอย่างเช่น การต่อต้านพระเจ้าของมนุษย์ หรือการที่มนุษย์ขาดความยำเกรงต่อพระองค์ หรือการที่มนุษย์รบกวนพระราชกิจของพระเจ้า เป็นต้น สิ่งที่ได้รับการพิพากษาคือเนื้อแท้แห่งการต่อต้านพระเจ้าของมวลมนุษย์ และพระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในยุคสุดท้าย พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ที่มนุษย์ได้เป็นประจักษ์พยานคือพระราชกิจแห่งการพิพากษาต่อหน้าพระบัลลังก์ใหญ่สีขาวในระหว่างยุคสุดท้าย ซึ่งมนุษย์ได้คิดฝันในระหว่างอดีตกาล พระราชกิจที่พระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์กำลังทรงกระทำอยู่ปัจจุบันนี้คือการพิพากษาต่อหน้าพระบัลลังก์ใหญ่สีขาวอย่างแน่นอน พระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ในวันนี้คือพระเจ้าผู้ซึ่งทรงพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดในระหว่างยุคสุดท้าย เนื้อหนังนี้และพระราชกิจ พระวจนะ และพระอุปนิสัยของเนื้อหนังนี้คือความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์ ถึงแม้ว่าขอบเขตของพระราชกิจของเนื้อหนังนี้จะถูกจำกัด และมิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล แต่เนื้อแท้ของพระราชกิจแห่งการพิพากษาคือการพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดโดยตรง—มิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของประชากรที่ได้รับการเลือกสรรของประเทศจีน อีกทั้งมิใช่เพื่อประโยชน์ของผู้คนจำนวนน้อยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ในระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังนี้ ถึงแม้ว่าขอบเขตของพระราชกิจนี้มิได้เกี่ยวข้องกับจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล แต่มันเป็นสิ่งแทนพระราชกิจแห่งจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล และหลังจากพระองค์ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจภายในขอบเขตของพระราชกิจแห่งเนื้อหนังของพระองค์ พระองค์จะทรงขยายพระราชกิจนี้ไปถึงจักรวาลทั้งหมดทั้งมวลโดยทันที ในหนทางเดียวกันกับที่ข่าวประเสริฐของพระเยซูได้ถูกเผยแผ่ไปตลอดทั่วทั้งจักรวาลหลังจากการคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์ ไม่ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณหรือพระราชกิจของเนื้อหนังหรือไม่ก็ตาม มันคือพระราชกิจที่ดำเนินการอยู่ภายในขอบเขตที่จำกัด แต่เป็นพระราชกิจซึ่งเป็นสิ่งแทนพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวล ในระหว่างยุคสุดท้ายนั้น พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์โดยทรงปรากฏในพระอัตลักษณ์ของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์ และพระเจ้าในเนื้อหนังคือพระเจ้าผู้ทรงพิพากษามนุษย์ต่อหน้าบัลลังก์ใหญ่สีขาว ไม่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณหรือเนื้อหนังหรือไม่ก็ตาม พระองค์ผู้ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพิพากษามวลมนุษย์ในระหว่างยุคสุดท้าย การนี้ถูกกำหนดโดยขึ้นอยู่กับพระราชกิจของพระองค์ และมันมิได้ถูกกำหนดไปตามการทรงปรากฏภายนอกของพระองค์หรือปัจจัยอื่นที่หลากหลาย ถึงแม้มนุษย์จะเก็บงำมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายเกี่ยวกับพระวจนะเหล่านี้ไว้ แต่ไม่มีสักคนที่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพิพากษาและการพิชิตชัยมวลมนุษย์ทั้งปวงของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ได้ ไม่ว่ามนุษย์จะคิดถึงมันอย่างไร แต่ในที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงทั้งหลายก็คือข้อเท็จจริง ไม่มีสักคนที่สามารถกล่าวได้ว่า “พระราชกิจนั้นดำเนินการโดยพระเจ้า แต่เนื้อหนังนั้นไม่ใช่พระเจ้า” การนี้เป็นเหตุผลวิบัติ เพราะพระราชกิจนี้ไม่มีใครสักคนสามารถกระทำได้เว้นแต่พระเจ้าในเนื้อหนัง ในเมื่อพระราชกิจนี้ได้ครบบริบูรณ์ไปแล้ว ภายหลังจากพระราชกิจนี้ก็จะไม่ปรากฏพระราชกิจแห่งการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้าเป็นครั้งที่สอง พระเจ้าในการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระองค์ได้ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจทั้งหมดแห่งการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลไปแล้ว และจะไม่มีช่วงระยะที่สี่ของพระราชกิจของพระเจ้า เนื่องจากผู้ที่ได้รับการพิพากษาคือมนุษย์ มนุษย์ที่เป็นเนื้อหนังและถูกทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว และไม่ใช่วิญญาณของซาตานที่ได้รับการพิพากษาโดยตรง เพราะฉะนั้นพระราชกิจแห่งการพิพากษาจึงมิได้ดำเนินการในโลกวิญญาณ แต่ดำเนินการในหมู่มนุษย์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 83
ไม่มีผู้ใดเหมาะสมและมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาความเสื่อมทรามของเนื้อหนังมนุษย์มากไปกว่าพระเจ้าในเนื้อหนัง หากการพิพากษาดำเนินการโดยพระวิญญาณของพระเจ้าโดยตรง เช่นนั้นก็คงจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์จะยอมรับเรื่องนี้ได้ยาก เพราะพระวิญญาณไม่สามารถเสด็จมาเผชิญหน้ากับมนุษย์ได้ เมื่อพิจารณาเพียงประเด็นนี้ ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นในทันที นับประสาอะไรที่มนุษย์จะสามารถมองเห็นพระอุปนิสัยที่มิอาจถูกล่วงเกินของพระเจ้าได้ชัดเจนขึ้น ซาตานสามารถได้รับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงก็ต่อเมื่อพระเจ้าในเนื้อหนังทรงพิพากษาความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์เท่านั้น พระเจ้าในเนื้อหนังคือบุคคลผู้มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และพระองค์สามารถพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้โดยตรง นี่คือเครื่องหมายของความบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ของพระองค์ และของความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสม และทรงอยู่ในฐานะที่จะพิพากษามนุษย์ เพราะพระองค์ทรงครองความจริงและความชอบธรรม ดังนั้น พระองค์จึงสามารถพิพากษามนุษย์ได้ พวกที่ปราศจากความจริงและความชอบธรรมย่อมไม่เหมาะสมที่จะตัดสินผู้อื่น หากพระราชกิจนี้ทำโดยพระวิญญาณของพระเจ้า เช่นนั้นก็จะไม่ได้หมายถึงชัยชนะเหนือซาตาน โดยเนื้อแท้แล้ว พระวิญญาณทรงได้รับการยกชูมากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ต้องตายทั้งหลาย และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ และทรงมีชัยชนะเหนือเนื้อหนัง หากพระวิญญาณทรงพระราชกิจนี้โดยตรง พระองค์ก็จะไม่สามารถพิพากษาความเป็นกบฏทั้งหมดของมนุษย์ได้ และไม่สามารถเผยความไม่ชอบธรรมทั้งหมดของมนุษย์ออกมา เนื่องจากพระราชกิจแห่งการพิพากษาถูกดำเนินการโดยผ่านมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าด้วย และมนุษย์ไม่เคยมีมโนคติอันหลงผิดใดเกี่ยวกับพระวิญญาณเลย ดังนั้น พระวิญญาณจึงไม่สามารถเผยความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้ดีกว่า และยิ่งไม่สามารถเปิดโปงความไม่ชอบธรรมเช่นนั้นอย่างครบถ้วน พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงเป็นศัตรูของผู้ที่ไม่รู้จักพระองค์ทั้งปวง พระองค์ทรงเปิดโปงความเป็นกบฏทั้งหมดของมวลมนุษย์ผ่านการพิพากษามโนคติอันหลงผิดและการต่อต้านพระองค์ของมนุษย์ ผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังเป็นที่ประจักษ์ชัดมากกว่าผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระวิญญาณ ดังนั้น การพิพากษามวลมนุษย์ทั้งปวงจึงไม่ถูกดำเนินการโดยพระวิญญาณโดยตรง แต่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสพระเจ้าในเนื้อหนังได้ และพระเจ้าในเนื้อหนังทรงสามารถพิชิตมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์ มนุษย์จึงก้าวหน้าจากการต่อต้านไปสู่การนบนอบพระองค์ จากการข่มเหงพระองค์ไปสู่การยอมรับพระองค์ จากการมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ไปสู่การรู้จักพระองค์ และจากการปฏิเสธพระองค์ไปสู่การรักพระองค์—เหล่านี้คือผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ มนุษย์ได้รับการช่วยให้รอดโดยผ่านทางการยอมรับการพิพากษาของพระองค์เท่านั้น มนุษย์ค่อยๆ มารู้จักพระองค์ทีละน้อยโดยผ่านทางพระวจนะทั้งหลายจากพระโอษฐ์ของพระองค์เท่านั้น มนุษย์ได้รับการพิชิตโดยพระองค์ในระหว่างการที่เขาต่อต้านพระองค์ และเขาได้รับสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตจากพระองค์ในระหว่างการยอมรับการตีสอนของพระองค์ พระราชกิจทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนัง และมิใช่พระราชกิจของพระเจ้าในพระอัตลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระวิญญาณ พระราชกิจที่กระทำโดยพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์คือพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และพระราชกิจที่ล้ำลึกมากที่สุด และตอนที่สำคัญยิ่งจากพระราชกิจสามช่วงระยะของพระเจ้านั้นก็คือสองช่วงระยะของพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ ความเสื่อมทรามอันล้ำลึกของมนุษย์เป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ต่อพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกิจที่ดำเนินการกับผู้คนในยุคสุดท้ายเป็นพระราชกิจที่ยากลำบากอย่างยิ่งยวด และสภาพแวดล้อมไม่อำนวย และขีดความสามารถของบุคคลทุกประเภทก็ต่ำมาก กระนั้น ในบทอวสานของพระราชกิจนี้ มันจะยังคงสัมฤทธิ์ประสิทธิผลที่ถูกต้องเหมาะสม โดยไม่มีข้อบกพร่องแต่อย่างใดเลย นี่คือประสิทธิผลของพระราชกิจของเนื้อหนัง และประสิทธิผลนี้น่าจูงใจมากกว่าประสิทธิผลของพระราชกิจของพระวิญญาณ พระราชกิจสามช่วงระยะของพระเจ้าจะได้รับการสรุปปิดตัวในเนื้อหนัง และพวกมันต้องได้รับการสรุปปิดตัวโดยพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ พระราชกิจที่สำคัญมากที่สุดและวิกฤติมากที่สุดกระทำขึ้นในเนื้อหนัง และความรอดของมนุษย์ต้องได้รับการดำเนินการโดยพระเจ้าในเนื้อหนังโดยพระองค์เอง ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์ทั้งหมดจะรู้สึกว่าพระเจ้าในเนื้อหนังนั้นดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ แต่แท้ที่จริงแล้วเนื้อหนังนี้เกี่ยวข้องกับชะตากรรมและการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ทั้งหมด
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 84
วันนี้ พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเจ้า ตีสอนพวกเจ้า และกล่าวโทษพวกเจ้า แต่เจ้าต้องรู้ว่าประเด็นของการกล่าวโทษพวกเจ้าคือ เพื่อให้เจ้ารู้จักตัวเอง พระองค์ทรงกล่าวโทษ สาปแช่ง พิพากษา และตีสอน ก็เพื่อที่เจ้าอาจจะรู้จักตัวเจ้าเอง เพื่อที่อุปนิสัยของเจ้าอาจจะเปลี่ยนแปลง และที่ยิ่งไปมากกว่านั้นก็คือ เพื่อที่เจ้าอาจจะรู้คุณค่าของเจ้าเอง และมองเห็นว่าการกระทำทั้งหมดของพระเจ้านั้นชอบธรรมและเป็นไปโดยสอดคล้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์และข้อพึงประสงค์ทั้งหลายแห่งพระราชกิจของพระองค์ มองเห็นว่าพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจโดยสอดคล้องกับแผนการของพระองค์เพื่อความรอดของมนุษย์ และมองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม ผู้ซึ่งทรงรัก ทรงช่วยให้รอด ทรงพิพากษา และทรงตีสอนมนุษย์ หากเจ้ารู้เพียงว่าเจ้ามีสถานะอันต่ำต้อย รู้เพียงว่าตัวเองเสื่อมทรามและเป็นกบฏ แต่ไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเผยชัดถึงความรอดของพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนที่พระองค์ทรงกระทำในตัวเจ้าในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีหนทางใดเลยที่จะมีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ นับประสาอะไรที่เจ้าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ พระเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อประหัตประหารหรือทำลายล้าง แต่เพื่อพิพากษา สาปแช่ง ตีสอน และช่วยให้รอด จนกว่าแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์จะมาถึงจุดปิดตัว—ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดเผยบทอวสานของมนุษย์แต่ละหมวดหมู่—พระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความรอด จุดประสงค์ทั้งมวลของพระราชกิจก็คือการทำให้ผู้ที่รักพระองค์มีความครบบริบูรณ์—อย่างถ้วนทั่วเช่นนั้น—และเพื่อให้พวกเขายอมสยบอยู่ใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงช่วยผู้คนให้รอดอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นทรงกระทำโดยการทำให้พวกเขาหลุดรอดจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานแบบเดิมของพวกเขา นั่นคือ พระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้รอดโดยการทำให้พวกเขาแสวงหาชีวิต หากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะไม่มีหนทางที่จะยอมรับความรอดของพระเจ้าเลย ความรอดคือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง และการแสวงหาชีวิตคือสิ่งที่มนุษย์ต้องลงมือกระทำเพื่อที่จะยอมรับความรอด ในสายตาของมนุษย์ ความรอดคือความรักของพระเจ้า และความรักของพระเจ้าไม่อาจเป็นการตีสอน การพิพากษา และการสาปแช่งไปได้ ความรอดต้องประกอบไปด้วยความกรุณา ความรักและเมตตา และที่มากกว่านั้นก็คือ คำปลอบใจทั้งหลาย รวมทั้งพรอันไร้ขอบเขตที่พระเจ้าประทานให้ ผู้คนเชื่อว่าตอนที่พระเจ้าทรงช่วยมนุษย์ให้รอดนั้น พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นโดยการขับเคลื่อนพวกเขาด้วยพรทั้งหลายและพระคุณของพระองค์ เพื่อให้พวกเขาสามารถมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้าได้ ดังจะกล่าวได้ว่า การที่พระองค์ทรงสัมผัสมนุษย์คือการที่พระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้รอด ความรอดชนิดนี้กระทำโดยการตั้งข้อตกลงประการหนึ่งขึ้นมา มนุษย์จะยอมสยบให้กับพระนามของพระเจ้าและเพียรพยายามที่จะทำให้ดีเพื่อพระองค์และนำพระสิริมาสู่พระองค์ ก็ต่อเมื่อพระเจ้าประทานให้พวกเขาเป็นร้อยเท่าเท่านั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ต่อมวลมนุษย์ พระเจ้าได้เสด็จมาทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลกก็เพื่อช่วยมวลมนุษย์ซึ่งเสื่อมทรามให้รอด ไม่มีการโป้ปดมดเท็จอยู่ในการนี้เลย หากมี พระองค์ก็คงไม่ได้เสด็จมาทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เองอย่างแน่นอน ในอดีตนั้น วิถีทางแห่งความรอดของพระองค์เกี่ยวข้องกับการแสดงความกรุณาและความรักและเมตตาอย่างถึงที่สุด จนถึงขั้นที่พระองค์ประทานทั้งหมดของพระองค์ให้แก่ซาตานเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับมวลมนุษย์ทั้งหมดทั้งมวล ปัจจุบันนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นเหมือนอดีต กล่าวคือ ความรอดที่ประทานให้แก่พวกเจ้าในวันนี้เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาแห่งยุคสุดท้าย ในช่วงระหว่างที่มีการจำแนกชั้นแต่ละบุคคลไปตามประเภท วิถีทางแห่งความรอดของพวกเจ้าไม่ใช่ความกรุณาหรือความรักและเมตตา แต่เป็นการตีสอนและการพิพากษา เพื่อที่มนุษย์อาจสามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนั้น ทั้งหมดที่พวกเจ้าได้รับคือการตีสอน การพิพากษา และการเฆี่ยนตีอย่างไร้กรุณา แต่จงรู้สิ่งนี้ไว้ว่า ในการเฆี่ยนตีอันไร้หัวใจนี้ไม่มีการลงโทษเลยแม้แต่น้อย โดยไม่ต้องคำนึงว่าคำพูดของเราอาจจะกร้าวกระด้างเพียงใด สิ่งที่มาถึงพวกเจ้าเป็นเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำที่อาจจะดูเหมือนไร้หัวใจอย่างถึงที่สุดสำหรับพวกเจ้า และไม่สำคัญว่าเราอาจจะมีความโมโหมากเพียงใด สิ่งที่พรั่งพรูลงมาบนพวกเจ้าก็ยังคงเป็นคำตำหนิ และเราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำร้ายพวกเจ้าหรือทำให้พวกเจ้าถึงแก่ความตาย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ? จงรู้ไว้ว่าทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิพากษาอันชอบธรรม หรือการถลุงและการตีสอนอันไร้ความเห็นอกเห็นใจ ทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด โดยไม่ต้องคำนึงว่า วันนี้ แต่ละคนจะได้รับการจำแนกชั้นไปตามประเภทหรือไม่ หรือมนุษย์ทุกรูปแบบจะได้รับการเผยให้เห็นหรือไม่ จุดประสงค์ของพระวจนะทั้งปวงและพระราชกิจของพระเจ้าคือเพื่อช่วยบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงให้รอด การพิพากษาอันชอบธรรมถูกนำมาใช้ชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ และการถลุงอันไร้หัวใจกระทำขึ้นเพื่อชำระพวกเขาให้สะอาด ทั้งพระวจนะหรือการสั่งสอนอันกร้าวกระด้างต่างกระทำเพื่อการชำระให้บริสุทธิ์และเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด ด้วยเหตุนั้นวิธีการแห่งความรอดของวันนี้จึงไม่เหมือนกับของอดีต วันนี้ พวกเจ้าได้รับการนำพาความรอดมาให้โดยผ่านทางการพิพากษาอันชอบธรรม และนี่เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการจำแนกชั้นพวกเจ้าแต่ละคนไปตามประเภท ที่มากกว่านั้นก็คือ การตีสอนอันโหดเหี้ยมยังทำหน้าที่เสมือนความรอดอันสูงสุดของพวกเจ้า—และพวกเจ้ามีสิ่งใดจะพูดในขณะเผชิญหน้ากับการตีสอนและการพิพากษาดังกล่าวเล่า? พวกเจ้าไม่ได้ชื่นชมความรอดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบมาโดยตลอดหรอกหรือ? พวกเจ้าได้มองเห็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ และตระหนักถึงฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดและพระปัญญาของพระองค์ นอกจากนี้ พวกเจ้ายังได้รับประสบการณ์กับการเฆี่ยนตีและการบ่มวินัยซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าไม่ได้รับพระคุณอันสูงสุดด้วยหรอกหรือ? พรทั้งหลายของพวกเจ้าไม่มากกว่าของผู้คนอื่นใดกระนั้นหรือ? พระคุณทั้งหลายของพวกเจ้าโอบเอื้อยิ่งกว่าสง่าราศีและความมั่งคั่งที่โซโลมอนได้ชื่นชมเสียอีก! จงตรองดูเถิดว่า หากเจตนาของเราในการมาคือเพื่อที่จะกล่าวโทษและลงโทษพวกเจ้าแทนการช่วยเจ้าให้รอด วันเวลาของพวกเจ้าจะสามารถยืนยาวมาได้นานขนาดนั้นหรือ? สิ่งดำรงอยู่ซึ่งเป็นเลือดเนื้อที่เต็มไปด้วยบาปอย่างพวกเจ้าจะสามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงวันนี้หรือ? หากเป้าหมายของเราเป็นเพียงการลงโทษพวกเจ้า แล้วเหตุใด เราจึงได้บังเกิดเป็นมนุษย์และเริ่มลงมือดำเนินการประกอบการอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น? การลงโทษพวกเจ้าซึ่งเป็นแค่พวกมนุษย์ธรรมดานั้น มิใช่ว่ากระทำได้โดยง่ายดาย ด้วยการเปล่งวจนะคำเดียวหรอกหรือ? เรายังจำเป็นจะต้องทำลายพวกเจ้าหลังจากที่กล่าวโทษพวกเจ้าอย่างมีจุดประสงค์กระนั้นหรือ? พวกเจ้ายังคงไม่เชื่อวจนะเหล่านี้ของเราหรือ? เราจะสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้เพียงโดยผ่านทางความกรุณาและความรักและเมตตาหรือ? หรือเราจะสามารถใช้ได้เฉพาะการตรึงกางเขนเท่านั้นในการช่วยมนุษย์ให้รอด? อุปนิสัยอันชอบธรรมของเราไม่เอื้ออำนวยต่อการทำให้มนุษย์นบนอบทุกประการมากกว่าหรอกหรือ? อุปนิสัยอันชอบธรรมของเราไม่มีความสามารถในการช่วยมนุษย์ให้รอดอย่างทั่วถึงได้มากกว่าหรอกหรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรละมือจากพรเกี่ยวกับสถานะและทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเรื่องการนำความรอดมาสู่มนุษย์
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 85
แม้วจนะของเราอาจเข้มงวด แต่ทั้งหมดนั้นพูดไปเพื่อความรอดของมนุษย์ เพราะเราเพียงกำลังกล่าววจนะเท่านั้น และไม่ได้กำลังลงโทษเนื้อหนังของมนุษย์ วจนะเหล่านี้เป็นเหตุให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในความสว่าง รู้ว่าความสว่างนั้นมีอยู่ รู้ว่าความสว่างนั้นล้ำค่า และยิ่งไปกว่านั้น รู้ว่าวจนะเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับพวกเขาอย่างไร ตลอดจนรู้ว่าพระเจ้าคือความรอด แม้เราได้เปล่งวจนะไปแล้วมากมายเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา แต่ไม่มีอะไรมาถึงพวกเจ้าจริงเลย เราได้มาเพื่อทำงานของเราและเพื่อกล่าววจนะของเรา และแม้ว่าวจนะของเราอาจเคร่งครัด แต่ก็พูดเพื่อการพิพากษาความเสื่อมทรามของพวกเจ้าและความกบฏของพวกเจ้า จุดประสงค์ของการที่เรากระทำการนี้ก็ยังคงเป็นไปเพื่อการช่วยมนุษย์ให้รอดจากอำนาจของซาตาน และใช้วจนะของเราช่วยมนุษย์ให้รอด จุดประสงค์ของเราไม่ใช่เพื่อทำอันตรายมนุษย์ด้วยวจนะของเรา วจนะของเราเข้มงวดก็เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ทั้งหลายในงานของเรา มนุษย์สามารถมารู้จักตัวเองและหลุดรอดจากอุปนิสัยอันกบฏของพวกเขาได้ก็โดยผ่านทางงานดังกล่าวเท่านั้น นัยสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระราชกิจแห่งพระวจนะก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้คนนำความจริงมาปฏิบัติหลังจากที่ได้เข้าใจแล้ว สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา และได้รับความรู้เกี่ยวกับตัวพวกเขาเองและเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า การสื่อสารระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์สามารถทำให้เป็นไปได้ก็โดยการปฏิบัติพระราชกิจในหนทางของการกล่าวพระวจนะเท่านั้นและมีเพียงพระวจนะเท่านั้นที่สามารถอธิบายความจริงได้ การปฏิบัติพระราชกิจในหนทางนี้คือวิถีทางที่ดีที่สุดในการพิชิตมนุษย์ นอกเหนือจากถ้อยดำรัสของพระวจนะแล้ว ไม่มีวิธีการอื่นเลยที่สามารถให้ความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงและเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าแก่ผู้คนได้ชัดเจนไปกว่านี้ ด้วยเหตุนั้น ในพระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายของพระองค์ พระเจ้าจึงตรัสต่อมนุษย์เพื่อไขความจริงและความล้ำลึกทั้งหมดที่พวกเขายังไม่เข้าใจให้แก่พวกเขา อันเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถได้รับหนทางที่แท้จริงและชีวิตจากพระเจ้า และด้วยการนั้นจึงสนองเจตนารมณ์ของพระองค์ จุดประสงค์ที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวมนุษย์ก็เพื่อทำให้พวกเขาสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ และพระราชกิจนั้นกระทำลงไปเพื่อนำความรอดมาให้พวกเขา เพราะฉะนั้น ในระหว่างช่วงเวลาแห่งความรอดของมนุษย์ของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงพระราชกิจในการลงโทษพวกเขา ขณะที่กำลังทรงนำพาความรอดมาสู่มนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงลงโทษความชั่วหรือปูนบำเหน็จความดี และพระองค์ไม่ทรงเปิดเผยบั้นปลายของผู้คนสารพัดประเภท แต่พระองค์กลับจะทรงพระราชกิจเพื่อการลงโทษความชั่วหรือปูนบำเหน็จความดีเฉพาะหลังจากที่พระราชกิจระยะสุดท้ายของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ และพระองค์จึงจะทรงเปิดเผยบทอวสานของผู้คนต่างชนิดทั้งหมดเฉพาะเมื่อถึงเวลานั้นเท่านั้น พวกที่ถูกลงโทษจะเป็นพวกที่ไม่สามารถช่วยให้รอดได้จริงๆ ในขณะที่บรรดาผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดจะเป็นผู้ที่ได้มาซึ่งความรอดของพระเจ้าในระหว่างช่วงเวลาแห่งความรอดของมนุษย์ของพระองค์ ในขณะที่กำลังมีการปฏิบัติพระราชกิจเพื่อความรอดของพระเจ้า บุคคลทุกคนซึ่งสามารถช่วยให้รอดได้จะได้รับการช่วยให้รอดมากเท่าที่จะมากได้และจะไม่มีใครถูกทิ้งขว้าง เพราะจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้าก็คือการช่วยมนุษย์ให้รอด ผู้คนทั้งหมดที่ไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเองในระหว่างช่วงเวลาแห่งความรอดของมนุษย์ของพระเจ้า—รวมทั้งผู้คนทั้งหมดที่ไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้อย่างครบบริบูรณ์—จะกลายเป็นวัตถุสำหรับการลงโทษ พระราชกิจในระยะนี้—พระราชกิจแห่งพระวจนะ—จะไขหนทางและความล้ำลึกทั้งปวงที่ผู้คนไม่เข้าใจให้กับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและข้อพึงประสงค์ทั้งหลายที่พระเจ้ามีต่อพวกเขา และเพื่อให้พวกเขาสามารถมีความพร้อมพื้นฐานในการที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา พระเจ้าทรงใช้เพียงพระวจนะในการทรงพระราชกิจของพระองค์ และมิทรงลงโทษผู้คนที่เป็นกบฏเล็กน้อย นี่เป็นเพราะว่าตอนนี้คือเวลาของพระราชกิจแห่งความรอด หากผู้ใดก็ตามซึ่งปฏิบัติอย่างเป็นกบฏได้ถูกลงโทษ เช่นนั้นก็จะไม่มีผู้ใดมีโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดเลย ทุกคนคงจะถูกลงโทษและตกลงไปสู่แดนคนตาย จุดประสงค์ของการใช้พระวจนะเพื่อพิพากษามนุษย์คือเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขารู้จักตัวเองและนบนอบพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อลงโทษพวกเขาด้วยการพิพากษาดังกล่าว ในระหว่างช่วงเวลาของพระราชกิจของพระวจนะ ผู้คนมากมายจะเปิดโปงความเป็นกบฏและการท้าทายของพวกเขาออกมา รวมทั้งการไม่นบนอบพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ด้วย อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็คือ พระองค์จะไม่ลงโทษผู้คนเหล่านี้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์กลับจะทรงปัดทิ้งเฉพาะผู้ที่เสื่อมทรามจนถึงแก่นกลางและผู้ที่ไม่สามารถช่วยให้รอดได้เท่านั้น พระองค์จะประทานเนื้อหนังของพวกเขาให้แก่ซาตาน และในไม่กี่กรณี จะทรงสิ้นสุดเนื้อหนังของพวกเขา บรรดาผู้ที่เหลืออยู่จะยังคงติดตามและมีประสบการณ์กับการถูกตัดแต่งต่อไป หากขณะกำลังติดตาม ผู้คนเหล่านี้ยังคงไม่สามารถยอมรับการถูกตัดแต่งได้ และเสื่อมลงไปทุกที เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะสูญเสียโอกาสสำหรับความรอดของพวกเขา แต่ละบุคคลที่ยอมรับการพิชิตจากพระวจนะของพระเจ้าย่อมจะมีโอกาสมากมายที่จะได้รับความรอด ในความรอดของพระเจ้าสำหรับผู้คนเหล่านี้แต่ละคน พระองค์จะทรงผ่อนผันให้พวกเขาอย่างมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กล่าวได้อีกนัยว่า พวกเขาจะมองเห็นการยอมผ่อนปรนอย่างถึงที่สุด ตราบเท่าที่ผู้คนหันหลังกลับจากเส้นทางที่ผิด และตราบเท่าที่พวกเขาสามารถกลับใจได้ พระเจ้าจะประทานโอกาสให้พวกเขาได้รับความรอดของพระองค์ เมื่อพวกมนุษย์กบฏต่อพระเจ้าในครั้งแรก พระองค์ไม่ทรงพึงปรารถนาที่จะทำให้พวกเขาถึงแก่ความตาย แต่พระองค์กลับทรงทำทั้งหมดที่พระองค์สามารถทำได้เพื่อช่วยพวกเขาให้รอด หากใครบางคนไม่มีพื้นที่ว่างให้กับความรอดเลยจริงๆ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะปัดพวกเขาทิ้งไป เหตุผลที่พระเจ้าทรงลงโทษผู้คนบางคนช้า ก็เป็นเพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะช่วยทุกคนที่สามารถช่วยให้รอดได้ พระองค์ทรงพิพากษา ทรงให้ความรู้แจ้ง และทรงนำผู้คนด้วยพระวจนะเท่านั้น และไม่ใช้ไม้เรียวเพื่อทำให้พวกเขาถึงแก่ความตาย การนำพระวจนะมาใช้เพื่อนำพาความรอดมาสู่มนุษย์คือจุดประสงค์และนัยสำคัญของช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรละมือจากพรเกี่ยวกับสถานะและทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเรื่องการนำความรอดมาสู่มนุษย์
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 86
พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน เพื่อที่มนุษย์อาจได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ หากปราศจากการพิพากษาของพระองค์ต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์แล้ว มนุษย์คงไม่อาจสามารถรู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งไม่ยินยอมให้มีการล่วงเกินอันใดได้ อีกทั้งมนุษย์คงจะไม่สามารถเปลี่ยนความรู้เก่าๆ ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าให้กลายเป็นความรู้ใหม่ได้ เพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้ความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์เป็นสิ่งที่รู้กันโดยทั่วไป ดังนั้นจึงทำให้มนุษย์สามารถมาถึงจุดที่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ได้รับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา และเป็นคำพยานที่ดังกึกก้องต่อพระเจ้าได้โดยผ่านทางการทรงปรากฏต่อสาธารณะของพระองค์ การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการทำให้สัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางพระราชกิจหลากหลายประเภทที่แตกต่างกันของพระเจ้า หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาเช่นนั้นแล้ว มนุษย์คงจะไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์แสดงนัยสำคัญว่ามนุษย์ได้เป็นอิสระจากพันธนาการของซาตานและจากอิทธิพลของความมืด และได้กลายเป็นแม่แบบ และวัตถุตัวอย่างของพระราชกิจของพระเจ้า พยานของพระเจ้า และผู้ที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง ในวันนี้ พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ และพระองค์ต้องประสงค์ให้มนุษย์สัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระองค์ การนบนอบพระองค์ และการเป็นคำพยานถึงพระองค์—มนุษย์ต้องรู้จักพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและปกติของพระเจ้า โดยมนุษย์ต้องนบนอบพระวจนะและพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ซึ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และเขาต้องเป็นคำพยานถึงพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด รวมทั้งกิจการทั้งปวงของพระองค์ในการพิชิตมนุษย์ บรรดาผู้ที่เป็นคำพยานต่อพระเจ้าต้องมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า คำพยานประเภทนี้เท่านั้นที่ถูกต้องแม่นยำและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และคำพยานประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้ซาตานอับอายได้ พระเจ้าทรงใช้บรรดาผู้ที่ได้มารู้จักพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษา การตีสอน และการตัดแต่งของพระองค์ เพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์ พระองค์ทรงใช้พวกที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามให้เป็นคำพยานให้พระองค์ พระองค์ทรงใช้บรรดาผู้ที่อุปนิสัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และผู้ที่ได้รับพรของพระองค์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์ พระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงให้มนุษย์สรรเสริญพระองค์ด้วยปากของเขา อีกทั้งพระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงได้รับการสรรเสริญและการเป็นคำพยานจากผู้คนจำพวกของซาตาน ผู้ซึ่งยังไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์ เฉพาะบรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคำพยานต่อพระองค์ และเฉพาะบรรดาผู้ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคำพยานต่อพระองค์ พระเจ้าจะไม่ทรงยินยอมให้มนุษย์นำความอับอายมาสู่พระนามของพระองค์โดยเจตนา
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 87
พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์เพียบพร้อมได้สำเร็จด้วยวิธีใด? สำเร็จได้ด้วยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ อุปนิสัยของพระเจ้าประกอบด้วยความชอบธรรม พระพิโรธ พระบารมี การพิพากษา และการสาปแช่งเป็นหลัก และส่วนใหญ่แล้วพระองค์ทรงใช้การพิพากษาของพระองค์มาทำให้มนุษย์เพียบพร้อม ผู้คนบางคนไม่เข้าใจ และถามว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการพิพากษาและการสาปแช่งเท่านั้น พวกเขากล่าวว่า “หากพระเจ้าทรงสาปแช่งมนุษย์ มนุษย์ก็จะตายไม่ใช่หรือ? หากพระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์ มนุษย์ก็จะถูกกล่าวโทษไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นแล้วเหตุใดเขาจึงยังสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมอีกเล่า?” นั่นคือคำพูดของผู้คนที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงสาปแช่งคือความเป็นกบฏของมนุษย์ และสิ่งที่พระองค์ทรงพิพากษาคือบาปทั้งหลายของมนุษย์ ถึงแม้พระองค์จะตรัสอย่างแข็งกร้าว ไม่ถนอมความรู้สึกของมนุษย์แม้แต่น้อย และทรงเปิดโปงทุกสิ่งภายในตัวมนุษย์ เปิดโปงสิ่งที่เป็นธาตุแท้ภายในตัวมนุษย์ด้วยพระวจนะบางคำที่แข็งกร้าวโดยผ่านการพิพากษาดังกล่าว พระองค์ก็ทรงมอบความรู้อันลุ่มลึกเกี่ยวกับธาตุแท้ของเนื้อหนังให้แก่มนุษย์ และด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงนบนอบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เนื้อหนังของมนุษย์มีธรรมชาติของบาปและของซาตาน เป็นกบฏ และเป็นเป้าหมายการตีสอนของพระเจ้า ดังนั้น เพื่อให้มนุษย์รู้จักตัวเขาเอง พระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าจึงต้องเกิดขึ้นกับเขาและต้องใช้กระบวนการถลุงทุกประเภท เมื่อนั้นเท่านั้นพระราชกิจของพระเจ้าจึงจะมีประสิทธิผลได้
จากพระวจนะที่พระเจ้าตรัสไว้ สามารถเห็นได้ว่าพระองค์ได้ทรงกล่าวโทษเนื้อหนังของมนุษย์แล้ว ถ้าเช่นนั้น พระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่พระวจนะแห่งการสาปแช่งกระนั้นหรือ? พระวจนะที่พระเจ้าตรัสไว้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ และเขาถูกพิพากษาโดยผ่านทางการเปิดเผยดังกล่าวนี้เอง และเมื่อเขาเห็นว่าเขาไร้ความสามารถที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เขารู้สึกเศร้าโศกเสียใจอยู่ภายใน เขารู้สึกว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณพระเจ้าเหลือเกิน และไม่อาจจะบรรลุเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ มีบางเวลาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงบ่มวินัยเจ้าจากภายใน และการบ่มวินัยนี้มาจากการพิพากษาของพระเจ้า มีบางเวลาที่พระเจ้าทรงตำหนิเจ้าและซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากเจ้า เมื่อพระองค์ไม่ทรงให้ความสนใจเจ้าและไม่ทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้า นั่นเป็นเป็นการตีสอนเจ้าเพื่อที่จะถลุงเจ้าอย่างเงียบๆ พระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์ส่วนใหญ่แล้วเป็นไปเพื่อที่จะทำให้พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ชัดเจน ในท้ายที่สุดแล้วมนุษย์เป็นคำพยานใดให้พระเจ้า? มนุษย์เป็นคำพยานว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรม อุปนิสัยของพระองค์คือความชอบธรรม พระพิโรธ การตีสอน และการพิพากษา มนุษย์เป็นคำพยานให้อุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าทรงใช้การพิพากษาของพระองค์เพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม พระองค์ทรงรักมนุษย์ และทรงช่วยมนุษย์ให้รอด—แต่ภายในความรักของพระองค์มีสิ่งต่างๆ มากมายเพียงใด? มีการพิพากษา พระบารมี พระพิโรธ และการสาปแช่ง ถึงแม้ในอดีตพระเจ้าเคยทรงสาปแช่งมนุษย์ พระองค์ก็มิได้ทรงโยนมนุษย์ลงไปในบาดาลลึกโดยสมบูรณ์ แต่กลับทรงใช้วิธีนั้นเพื่อถลุงความเชื่อของมนุษย์ พระองค์มิได้ทรงทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย แต่ทรงกระทำการเพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม ธาตุแท้ของเนื้อหนังคือธาตุแท้ของซาตาน—พระเจ้าตรัสไว้ถูกต้องโดยแท้—แต่ข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงดำเนินการมิได้ครบบริบูรณ์ตามพระวจนะของพระองค์ พระองค์ทรงสาปแช่งเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้รักพระองค์ และเพื่อที่เจ้าจะได้รู้จักธาตุแท้ของเนื้อหนัง พระองค์ทรงตีสอนเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้ตื่นรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้ารู้จักข้อบกพร่องภายในตัวเจ้า และรู้ถึงความไม่คู่ควรอย่างสิ้นเชิงของมนุษย์ ดังนั้น คำสาปแช่งของพระเจ้า การพิพากษาของพระองค์ และพระบารมีกับพระพิโรธของพระองค์—สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไปเพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำในวันนี้ และอุปนิสัยอันชอบธรรมที่พระองค์ทรงทำให้ชัดเจนภายในตัวพวกเจ้า—ทั้งหมดนั้นก็เพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม นี่แหละคือความรักของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 88
ในมโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิมของมนุษย์นั้น เขาเชื่อว่าความรักของพระเจ้าคือพระคุณ ความปรานี และพระกรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อความอ่อนแอของมนุษย์ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้คือความรักของพระเจ้าด้วยเช่นกัน ทว่าพวกมันเป็นข้างเดียวเกินไป และไม่ใช่วิถีทางขั้นพื้นฐานที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ผู้คนบางคนเริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้าเพราะโรคภัยไข้เจ็บ โรคภัยไข้เจ็บนี้คือพระคุณของพระเจ้าที่ให้แก่เจ้า หากปราศจากมันแล้ว เจ้าก็คงจะไม่เชื่อในพระเจ้า และหากเจ้าไม่เชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะไม่ได้มาไกลถึงเพียงนี้—และด้วยเหตุนี้เอง แม้แต่พระคุณนี้ก็เป็นความรักของพระเจ้า ในยุคแห่งการเชื่อในพระเยซู ผู้คนได้ทำหลายอย่างที่พระเจ้าไม่ทรงรัก เพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง แต่ทว่าพระเจ้าทรงมีความรักและความปรานี และพระองค์ได้ทรงนำมนุษย์มาไกลถึงเพียงนี้ และถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่เข้าใจสิ่งใดเลย พระเจ้าก็ยังคงทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์ติดตามพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงนำทางมนุษย์มาจนถึงวันนี้ นี่มิใช่ความรักของพระเจ้าหรอกหรือ? สิ่งที่ถูกสำแดงในพระอุปนิสัยของพระเจ้าคือความรักของพระเจ้า—การนี้ถูกต้องที่สุด! เมื่อการสร้างคริสตจักรได้มาถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจในขั้นตอนของคนปรนนิบัติ และโยนมนุษย์ลงไปในบาดาลลึก พระวจนะในยุคของคนปรนนิบัติล้วนเป็นคำสาปแช่งทั้งหมด ได้แก่ คำสาปแช่งเนื้อหนังของเจ้า คำสาปแช่งอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่เสื่อมทรามของเจ้า และคำสาปแช่งสิ่งทั้งหลายเกี่ยวกับเจ้าที่ไม่ได้สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในขั้นตอนนั้นถูกสำแดงออกมาในฐานะพระบารมี ทันทีหลังจากที่พระเจ้าได้ทรงดำเนินขั้นตอนพระราชกิจแห่งการตีสอน และการทดสอบแห่งความตายก็มาถึง ในพระราชกิจเช่นนั้น มนุษย์ได้เห็นพระพิโรธ พระบารมี การพิพากษา และการตีสอนของพระเจ้า แต่ทว่าเขายังได้เห็นพระสิริของพระเจ้า ความรักของพระองค์ และความปรานีของพระองค์อีกด้วย ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำ และทั้งหมดที่ได้ถูกสำแดงออกมาเป็นพระอุปนิสัยของพระองค์ ล้วนเป็นความรักต่อมนุษย์ของพระเจ้า และทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำล้วนมีความสามารถที่จะทำให้ความจำเป็นของมนุษย์ลุล่วงได้ พระองค์ทรงทำไปเพื่อที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเพื่อมนุษย์ตามวุฒิภาวะของเขา หากพระเจ้ามิได้ทรงทำการนี้ มนุษย์ก็คงจะไม่สามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ และคงจะไม่มีหนทางที่จะรู้จักพระพักตร์แท้จริงของพระเจ้าได้ จากเวลาที่มนุษย์ได้เริ่มเชื่อในพระเจ้าเป็นครั้งแรกจนกระทั่งถึงวันนี้ พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์โดยสอดคล้องกับวุฒิภาวะของมนุษย์ทีละน้อย เพื่อที่มนุษย์จะได้มารู้จักพระองค์ทีละน้อยภายใน ด้วยการได้มาถึงวันนี้เท่านั้นมนุษย์จึงระลึกได้ว่าการพิพากษาของพระเจ้านั้นน่าอัศจรรย์เพียงใด ขั้นตอนของพระราชกิจแห่งคนปรนนิบัติคือการบังเกิดขึ้นครั้งแรกของพระราชกิจแห่งการสาปแช่งตั้งแต่เวลาแห่งการทรงสร้างจนถึงวันนี้ มนุษย์ถูกสาปแช่งให้ลงไปสู่บาดาลลึก หากพระเจ้ามิได้ทรงทำเช่นนั้น วันนี้มนุษย์ก็คงจะไม่มีความรู้แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า มีเพียงโดยผ่านทางการสาปแช่งของพระเจ้าเท่านั้นมนุษย์จึงจะเผชิญกับพระอุปนิสัยของพระองค์อย่างเป็นทางการ มนุษย์ถูกเปิดเผยโดยผ่านทางบททดสอบของพวกคนปรนนิบัติ เขามองเห็นว่าความจงรักภักดีของเขาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ว่าวุฒิภาวะของเขามีน้อยเกินไป ว่าเขาไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ และว่าคำอ้างของเขาเกี่ยวกับการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยตลอดเวลานั้นมิใช่สิ่งใดที่มากไปกว่าคำพูด ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงสาปแช่งมนุษย์ในขั้นตอนของพระราชกิจแห่งคนปรนนิบัติ เมื่อมองย้อนกลับไป ณ ตอนนี้ ขั้นตอนนั้นของพระราชกิจของพระเจ้าช่างน่าอัศจรรย์ กล่าวคือ พระราชกิจขั้นตอนนั้นได้นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ และได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอุปนิสัยชีวิตของเขา ก่อนหน้าเวลาแห่งคนปรนนิบัตินั้น มนุษย์ไม่มีความเข้าใจใดเลยเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาชีวิต ไม่เข้าใจว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายถึงสิ่งใด หรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับพระปรีชาญาณแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และเขาไม่เข้าใจว่าพระราชกิจของพระเจ้าสามารถทดสอบมนุษย์ได้ จากเวลาแห่งคนปรนนิบัติตลอดมาจนถึงวันนี้ มนุษย์มองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าน่าอัศจรรย์เพียงใด—มันเป็นสิ่งที่มนุษย์มิอาจหยั่งรู้ได้—มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะใช้สมองของตนจินตนาการได้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างไร และเขายังมองเห็นว่าวุฒิภาวะของเขามีน้อยเพียงใดและเห็นว่าเขานั้นมีความเป็นกบฏมากเกินไป เมื่อพระเจ้าทรงสาปแช่งมนุษย์ ก็เป็นไปเพื่อให้สัมฤทธิ์ประสิทธิผล และพระองค์มิได้ทรงทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย แม้ว่าพระองค์ได้ทรงสาปแช่งมนุษย์ พระองค์ก็ทรงทำเช่นนั้นโดยผ่านทางพระวจนะ และคำสาปแช่งทั้งหลายของพระองค์มิได้บังเกิดกับมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงสาปแช่งคือความเป็นกบฏของมนุษย์ และดังนั้น พระวจนะแห่งการสาปแช่งของพระองค์จึงได้ถูกตรัสไปเพื่อที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมด้วยเช่นกัน ไม่ว่าพระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์หรือทรงสาปแช่งเขา ทั้งสองสิ่งนั้นทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม กล่าวคือ ทั้งสองถูกกระทำไปเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ภายในมนุษย์มีความเพียบพร้อม มนุษย์ได้รับการถลุงโดยผ่านทางวิถีทางนี้ และสิ่งที่ขาดหายไปภายในตัวมนุษย์ก็ถูกทำให้เพียบพร้อมผ่านทางพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์ พระราชกิจของพระเจ้าทุกขั้นตอน—ไม่ว่าจะเป็นพระวจนะที่เกรี้ยวกราด หรือการพิพากษา หรือการตีสอน—ทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และถูกต้องเหมาะสมอย่างแน่นอน ตลอดยุคทั้งหลายพระเจ้ามิเคยได้ทรงพระราชกิจเหมือนเช่นนี้เลย วันนี้ พระองค์ทรงพระราชกิจภายในตัวพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะซึ้งคุณค่าในพระปรีชาญาณของพระองค์ ถึงแม้ว่าพวกเจ้าได้ทนทุกข์กับความเจ็บปวดบางอย่างภายในตัวพวกเจ้า แต่หัวใจของพวกเจ้ารู้สึกมั่นคงและอยู่อย่างสงบ มันเป็นพรของพวกเจ้าที่มีความสามารถชื่นชมพระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระเจ้าได้ ไม่ว่าสิ่งที่พวกเจ้ามีความสามารถที่จะได้รับในอนาคตจะเป็นอะไร แต่ทั้งหมดที่พวกเจ้ามองเห็นจากพระราชกิจของพระเจ้าในตัวพวกเจ้าวันนี้คือความรัก หากมนุษย์ไม่ได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและกระบวนการถลุงของพระเจ้า การกระทำทั้งหลายและความเร่าร้อนของเขาก็จะคงอยู่ในระดับผิวเผินตลอดเวลา และอุปนิสัยของเขาก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นี่นับว่าได้ถูกพระเจ้ารับไว้กระนั้นหรือ? วันนี้ ถึงแม้ว่าภายในมนุษย์ยังคงโอหังและทะนงตนอยู่มาก แต่อุปนิสัยของมนุษย์ก็มั่นคงมากกว่าแต่ก่อนมากนัก การที่พระเจ้าทรงตัดแต่งเจ้านั้นทำไปเพื่อที่จะช่วยเจ้าให้รอด และถึงแม้ว่าเจ้าอาจจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดบ้าง ณ เวลานั้น แต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอุปนิสัยของเจ้าจะมาถึง ณ เวลานั้น เจ้าจะมองกลับไปและเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าชาญฉลาดเพียงใด และ ณ เวลานั้น เจ้าจะสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง วันนี้มีบางคนกล่าวว่าพวกเขาเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่นั่นไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นจริงเท่าใดนัก แท้ที่จริงแล้ว พวกเขากำลังพูดความเท็จ เพราะในปัจจุบันพวกเขายังไม่เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคือการช่วยมนุษย์ให้รอดหรือการสาปแช่งมนุษย์กันแน่ อาจเป็นได้ว่าเจ้าไม่สามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน ณ ตอนนี้ แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อเจ้ามองเห็นว่าวันที่พระเจ้าทรงได้รับพระสิริได้มาถึงแล้ว และเจ้าจะมองเห็นว่าการรักพระเจ้ามีความหมายมากเพียงใด เพื่อที่เจ้าจะมารู้จักชีวิตมนุษย์ และเนื้อหนังของเจ้าจะดำรงชีวิตอยู่ในโลกแห่งการรักพระเจ้า เพื่อที่วิญญาณของเจ้าจะได้เป็นอิสระ ชีวิตของเจ้าจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นบานยินดี และเจ้าจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าและจับตามองที่พระองค์ ณ เวลานั้น เจ้าจะรู้อย่างแท้จริงว่าพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้มีคุณค่าเพียงใด
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 89
พระราชกิจที่กำลังทรงทำอยู่ตอนนี้คือการทำให้ผู้คนกบฏต่อซาตาน บรรพบุรุษเก่าแก่ของพวกเขา การพิพากษาทั้งมวลโดยพระวจนะมุ่งที่จะเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษยชาติ และทำให้ผู้คนสามารถเข้าใจแก่นแท้ของชีวิตได้ การพิพากษาซ้ำๆ เหล่านี้เสียดแทงหัวใจของผู้คน การพิพากษาแต่ละครั้งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชะตากรรมของพวกเขา และหมายให้สร้างบาดแผลแก่หัวใจของพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะสามารถปล่อยมือจากสิ่งต่างๆ เหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเขามารู้จักชีวิต รู้จักโลกที่โสมมนี้ รู้จักพระปรีชาญาณและความทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า และรู้จักมวลมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอีกด้วย ยิ่งการตีสอนและการพิพากษาเป็นเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด หัวใจของมนุษย์ก็ยิ่งสามารถได้รับบาดเจ็บมากขึ้นและวิญญาณของเขาก็ยิ่งสามารถถูกปลุกให้ตื่นมากขึ้นเท่านั้น การปลุกวิญญาณของผู้คนที่ถูกทำให้เสื่อมทรามสุดขีดและถูกหลอกลวงอย่างลึกล้ำมากที่สุดเหล่านี้ให้ตื่นคือเป้าหมายของการพิพากษาประเภทนี้ มนุษย์ไม่มีวิญญาณ นั่นคือวิญญาณของเขาได้ตายไปนานแล้ว และเขาหารู้ไม่ว่ามีฟ้าสวรรค์ หารู้ไม่ว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่ง และหารู้ไม่อย่างแน่นอนว่าเขากำลังดิ้นรนอยู่ในห้วงเหวแห่งความตาย เขาจะสามารถรู้ได้อย่างไรกันว่าเขากำลังมีชีวิตอยู่ในนรกชั่วนี้บนแผ่นดินโลก? เขาจะสามารถรู้ได้อย่างไรกันว่าศพเน่าเหม็นของเขานี้ได้ตกลงไปในแดนคนตายโดยผ่านทางการทำให้เสื่อมทรามของซาตาน? เขาจะสามารถรู้ได้อย่างไรกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกได้ถูกมวลมนุษย์ทำให้ย่อยยับจนเกินกว่าจะซ่อมแซมได้นานแล้ว? และเขาจะสามารถรู้ได้อย่างไรกันว่าพระผู้สร้างได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกในวันนี้ และกำลังทรงค้นหากลุ่มคนที่เสื่อมทรามที่พระองค์จะสามารถช่วยให้รอดได้? แม้หลังจากที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์กับทุกกระบวนการถลุงและทุกการพิพากษาที่เป็นไปได้ แต่จิตสำนึกที่ทึมทึบของเขาก็ยังคงแทบไม่รู้สึกตัว และจริงๆ แล้วไม่ตอบสนองแต่อย่างใดเลย มนุษยชาติช่างเสื่อมนัก! และแม้ว่าการพิพากษาประเภทนี้จะเป็นเหมือนลูกเห็บโหดร้ายที่ตกลงมาจากฟ้า แต่ก็เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงที่สุดต่อมนุษย์ หากไม่เป็นเพราะการพิพากษาผู้คนเยี่ยงนี้ก็คงจะไม่มีผลลัพธ์และคงจะเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่จะช่วยผู้คนให้รอดจากห้วงเหวแห่งความระทมทุกข์ หากไม่เป็นเพราะพระราชกิจนี้ก็คงจะยากยิ่งที่ผู้คนจะออกมาจากแดนคนตาย เพราะหัวใจของพวกเขาได้ตายไปนานแล้ว และวิญญาณของพวกเขาได้ถูกซาตานเหยียบย่ำนานมาแล้ว การช่วยพวกเจ้าที่ได้จมลงสู่ก้นบึ้งที่ลึกที่สุดของความเสื่อมให้รอดพึงต้องมีการร้องเรียกพวกเจ้าอย่างแข็งขัน พิพากษาพวกเจ้าอย่างแข็งขัน เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะเป็นไปได้ที่จะปลุกหัวใจที่เย็นจนแข็งของพวกเจ้าให้ตื่น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตอันเปี่ยมความหมายได้
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 90
พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในสถานที่ที่ล้าหลังและโสมมมากที่สุดในบรรดาสถานที่ทั้งหมด และในหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าสามารถแสดงให้เห็นถึงพระอุปนิสัยที่บริสุทธิ์และชอบธรรมทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ได้อย่างชัดเจน แล้วพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์แสดงให้เห็นโดยผ่านทางสิ่งใด? พระอุปนิสัยนี้แสดงให้เห็นเมื่อพระองค์ทรงพิพากษาบาปของมนุษย์ เมื่อพระองค์ทรงพิพากษาซาตาน เมื่อพระองค์ทรงชิงชังบาป และเมื่อพระองค์ทรงรังเกียจศัตรูที่ต่อต้านและกบฏต่อพระองค์ วจนะที่เรากล่าวในวันนี้ก็เพื่อพิพากษาบาปของมนุษย์ เพื่อพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ เพื่อสาปแช่งความเป็นกบฏของมนุษย์ การโกงและการหลอกลวงของมนุษย์ คำพูดและความประพฤติของมนุษย์—ทั้งหมดที่ไม่ลงรอยกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าจะต้องอยู่ภายใต้การพิพากษา และความเป็นกบฏทั้งหมดของมนุษย์จะต้องถูกประณามว่าเป็นบาป พระวจนะของพระองค์เป็นไปตามหลักการแห่งการพิพากษา พระองค์ทรงใช้การพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ การสาปแช่งการเป็นกบฏของมนุษย์ และการตีแผ่ใบหน้าอันน่าเกลียดของมนุษย์เพื่อสำแดงพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เอง ความบริสุทธิ์เป็นสิ่งแสดงถึงพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์ และอันที่จริงแล้ว ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าแท้จริงแล้วคือพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์ อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเจ้าเป็นบริบทของวจนะในวันนี้—เราใช้วจนะเหล่านี้เพื่อพูดและพิพากษา และเพื่อดำเนินงานแห่งการพิชิตชัย การนี้เพียงอย่างเดียวที่เป็นพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และการนี้เพียงอย่างเดียวที่ทำให้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าสาดแสง หากไม่มีร่องรอยของอุปนิสัยที่เสื่อมทรามในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงพิพากษาเจ้า อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงแสดงให้เจ้าเห็นพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์ เนื่องจากเจ้ามีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม พระเจ้าจะไม่ทรงลงโทษเจ้า และโดยผ่านทางการนี้นี่เองความบริสุทธิ์ของพระองค์จะแสดงให้เห็น หากพระเจ้าจะทรงเห็นว่าความโสมมและการเป็นกบฏของมนุษย์นั้นมีมากจนเกินไป แต่พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวหรือพิพากษาเจ้า อีกทั้งไม่ได้ทรงตีสอนเจ้าเนื่องจากความไม่ชอบธรรมของเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่คงจะพิสูจน์ว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า เพราะพระองค์คงจะไม่ทรงมีความเกลียดชังบาป พระองค์คงจะทรงโสมมเทียบเท่ามนุษย์ วันนี้ เป็นเพราะความโสมมของเจ้า เราจึงพิพากษาเจ้า และเป็นเพราะความเสื่อมทรามและการเป็นกบฏของเจ้า เราจึงตีสอนเจ้า เราไม่ได้กำลังโอ้อวดฤทธานุภาพของเรากับพวกเจ้าหรือจงใจกดขี่พวกเจ้า เราทำสิ่งเหล่านี้เพราะพวกเจ้าผู้ที่เกิดในแผ่นดินแห่งความโสมมนี้เปรอะเปื้อนสิ่งโสมมอย่างรุนแรงยิ่งนัก พวกเจ้าเพียงสูญเสียความซื่อตรงและสภาวะความเป็นมนุษย์ของตนเหมือนสุกรในที่สกปรกทั้งหลาย เป็นเพราะความโสมมและความเสื่อมทรามของพวกเจ้า พวกเจ้าจึงถูกพิพากษาและเราก็ปลดปล่อยความโกรธของเราใส่พวกเจ้า แน่นอนว่าเป็นเพราะการพิพากษาโดยวจนะเหล่านี้ พวกเจ้าจึงสามารถมองเห็นว่าพระเจ้าคือพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรม และว่าพระเจ้าคือพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ แน่นอนว่าเป็นเพราะความบริสุทธิ์ของพระองค์และความชอบธรรมของพระองค์นี่เอง พระองค์จึงทรงพิพากษาพวกเจ้าและทรงปลดปล่อยพระพิโรธของพระองค์ใส่พวกเจ้า และเป็นเพราะพระองค์ทรงเห็นความเป็นกบฏของมวลมนุษย์โดยแท้ พระองค์จึงทรงเผยพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์ให้เห็น ความโสมมและความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ทำให้ความบริสุทธิ์ของพระองค์ปรากฏออกมา นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงบริสุทธิ์และปราศจากมลทิน ทว่ายังดำรงพระชนม์ชีพในแผ่นดินแห่งความโสมม หากบุคคลหนึ่งเกลือกกลิ้งในโคลนตมกับผู้อื่น และไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์เกี่ยวกับเขา และเขาไม่มีอุปนิสัยที่ชอบธรรม เช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะพิพากษาความชั่วช้าของมนุษย์ อีกทั้งเขาไม่เหมาะที่จะดำเนินการพิพากษามนุษย์ ผู้คนที่โสมมทัดเทียมกับอีกคนหนึ่งจะสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมในการพิพากษาบรรดาผู้ที่เหมือนกับพวกเขาได้อย่างไร? พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงบริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถพิพากษามวลมนุษย์ที่โสมมทั้งหมดได้ มนุษย์จะสามารถพิพากษาบาปของมนุษย์ได้อย่างไรกัน? มนุษย์จะสามารถเห็นบาปของมนุษย์ได้อย่างไรกัน และมนุษย์จะสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะกล่าวโทษบาปเหล่านี้ได้อย่างไรกัน? หากพระเจ้าไม่ได้ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะพิพากษาบาปของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วพระองค์จะสามารถเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงชอบธรรมได้อย่างไร? เป็นเพราะผู้คนเปิดเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทราม พระเจ้าจึงตรัสพิพากษาพวกเขา และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถมองเห็นว่าพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ ขณะที่พระองค์ทรงพิพากษาและตีสอนมนุษย์เพราะบาปของเขา โดยทรงตีแผ่บาปของมนุษย์ไปพร้อมกันนั้น ไม่มีใครหรือสิ่งใดสามารถหลีกหนีการพิพากษานี้ได้ ทั้งหมดที่โสมมนั้นถูกพระองค์พิพากษา และด้วยเหตุนี้เท่านั้นที่พระอุปนิสัยของพระองค์ได้รับการเปิดเผยว่าชอบธรรม หากมิใช่เช่นนั้นแล้ว จะสามารถกล่าวได้อย่างไรว่าพวกเจ้าเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นทั้งในนามและในข้อเท็จจริง?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, วิธีที่ขั้นตอนที่สองของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยสัมฤทธิ์ผล
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 91
มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างพระราชกิจที่ได้ทำในอิสราเอลและพระราชกิจของวันนี้ พระยาห์เวห์ทรงนำชีวิตของคนอิสราเอล และไม่มีการตีสอนและการพิพากษามากนัก เพราะในเวลานั้นผู้คนยังไม่ค่อยเข้าใจโลกและมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามอยู่น้อย ตอนนั้น คนอิสราเอลเชื่อฟังพระยาห์เวห์โดยไม่มีข้อกังขา เมื่อพระองค์ตรัสบอกให้พวกเขาสร้างแท่นบูชา พวกเขาก็สร้างแท่นบูชาขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อพระองค์ตรัสบอกให้พวกเขาสวมเสื้อคลุมของปุโรหิต พวกเขาก็เชื่อฟัง ในสมัยนั้น พระยาห์เวห์ทรงเป็นเหมือนคนเลี้ยงแกะที่เฝ้าฝูงแกะ โดยมีแกะเดินตามการนำทางของคนเลี้ยงแกะและกินหญ้าในทุ่งหญ้า พระยาห์เวห์ทรงนำชีวิตของพวกเขา นำทางพวกเขาในวิธีที่พวกเขากิน แต่งกาย พักพิง และเดินทาง นั่นไม่ใช่เวลาที่จะทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าเป็นที่กระจ่าง เพราะมนุษย์ในสมัยนั้นเป็นเด็กแรกเกิด มีเพียงไม่กี่คนที่เป็นกบฏและเป็นปรปักษ์ ไม่มีความโสมมมากนักท่ามกลางมวลมนุษย์ และดังนั้นผู้คนจึงไม่สามารถทำตนเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นให้กับพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้ โดยผ่านทางผู้คนที่มาจากแผ่นดินแห่งความโสมมนั่นเอง ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าจึงแสดงให้เห็น วันนี้ พระองค์ทรงใช้ความโสมมที่แสดงให้เห็นในตัวผู้คนเหล่านี้ของแผ่นดินแห่งความโสมม และพระองค์ทรงพิพากษา และด้วยเหตุนี้สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นจึงได้รับการเปิดเผยท่ามกลางการพิพากษา เหตุใดพระองค์จึงทรงพิพากษา? พระองค์สามารถตรัสพระวจนะแห่งการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงดูหมิ่นบาป พระองค์จะกริ้วถึงเพียงนั้นได้อย่างไรหากพระองค์ไม่ได้ทรงชิงชังการเป็นกบฏของมวลมนุษย์? หากไม่มีความเดียดฉันท์ภายในพระองค์ ไม่มีความสะอิดสะเอียน หากพระองค์ไม่ใส่พระทัยต่อการเป็นกบฏของผู้คน เช่นนั้นแล้วนั่นก็จะพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงโสมมเท่ากันกับมนุษย์ การที่พระองค์สามารถพิพากษาและตีสอนมนุษย์ได้ก็เพราะพระองค์ทรงเกลียดชังความโสมม และสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียดชังนั้นไม่มีอยู่ในพระองค์ หากมีการต่อต้านและความเป็นกบฏอยู่ในพระองค์เช่นกัน พระองค์คงจะไม่ทรงดูหมิ่นพวกที่เป็นปรปักษ์และเป็นกบฏ หากมีการดำเนินพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายในอิสราเอล ก็คงจะไม่มีความหมายใดๆ ในพระราชกิจนั้น เหตุใดพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายจึงกำลังได้รับการทรงงานในประเทศจีน สถานที่ที่มืดมิดที่สุดและล้าหลังมากที่สุดในบรรดาประเทศทั้งปวง? นั่นก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระองค์ กล่าวโดยย่อคือ ยิ่งสถานที่มืดมิดมากขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งแสดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น อันที่จริงแล้ว ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระเจ้า มีเพียงในวันนี้เท่านั้นที่พวกเจ้าตระหนักได้ว่าพระเจ้าได้เสด็จลงมาจากฟ้าสวรรค์เพื่อมายืนท่ามกลางพวกเจ้า โดยมีสิ่งโสมมและความเป็นกบฏของพวกเจ้าเป็นเครื่องขับเน้นให้พระองค์ทรงโดดเด่นออกมา และตอนนี้เท่านั้นที่พวกเจ้ารู้จักพระเจ้า นี่ไม่ใช่การยกย่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหรอกหรือ? อันที่จริงแล้ว พวกเจ้าเป็นกลุ่มคนในประเทศจีนที่ได้รับการเลือกสรร และเพราะเจ้าได้รับการเลือกสรรและได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าเรื่อยมา และเพราะเจ้าไม่เหมาะสมที่จะชื่นชมพระคุณที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าทั้งหมดนี้คือการยกย่องในระดับสูงสุดของพวกเจ้า พระเจ้าได้ทรงปรากฏต่อพวกเจ้า และได้ทรงแสดงให้พวกเจ้าเห็นถึงพระอุปนิสัยที่บริสุทธิ์ทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงมอบทั้งหมดนั้นแก่พวกเจ้า และได้ทรงทำให้พวกเจ้าชื่นชมพระพรทั้งหมดที่พวกเจ้าอาจสามารถชื่นชมได้ ไม่เพียงแต่เจ้าจะได้ลิ้มรสพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังได้ลิ้มรสความรอดของพระเจ้า การไถ่ของพระเจ้า และการรักพระเจ้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พวกเจ้าที่โสมมที่สุดแล้วนั้นได้ชื่นชมพระคุณที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น—เจ้าไม่ได้รับพระพรหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การที่พระเจ้าทรงยกเจ้าขึ้นมาหรอกหรือ? ผู้คนอย่างพวกเจ้ามีสถานะต่ำที่สุดแล้ว เจ้าไม่คู่ควรกับการชื่นชมพระพรอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่กระนั้นพระเจ้าก็ได้ทรงสร้างข้อยกเว้นด้วยการยกเจ้าขึ้น เจ้าไม่รู้สึกละอายใจหรือ? หากเจ้าไม่สามารถลุล่วงหน้าที่ของเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะละอายใจต่อตัวเจ้าเองในท้ายที่สุด และเจ้าจะลงโทษตัวเจ้าเอง วันนี้ เจ้าไม่ถูกบ่มวินัย อีกทั้งเจ้าไม่ถูกลงโทษ เนื้อหนังของเจ้าปลอดภัยดี—แต่ท้ายที่สุดแล้ว วจนะเหล่านี้จะทำให้เจ้าอับอาย จนถึงวันนี้ เรายังไม่ได้ตีสอนผู้ใดอย่างเปิดเผย วจนะของเราอาจรุนแรง แต่เรากระทำตนต่อผู้คนอย่างไร? เราชูใจพวกเขา และเตือนสติพวกเขา และเตือนความจำพวกเขา เราทำการนี้โดยไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากเพื่อช่วยพวกเจ้าให้รอด พวกเจ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของเราจริงๆ หรือ? พวกเจ้าควรเข้าใจสิ่งที่เรากล่าว และได้รับแรงดลใจจากสิ่งนั้น มีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่มีผู้คนมากมายที่เข้าใจ การนี้ไม่ใช่พระพรของการเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นหรอกหรือ? การเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นไม่ใช่การได้รับพระพรมากที่สุดหรอกหรือ? ท้ายที่สุด เมื่อเจ้าไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐ พวกเจ้าจะกล่าวดังนี้ว่า “พวกเราคือตัวประกอบเสริมความเด่นที่เป็นแบบฉบับเฉพาะ” พวกเขาจะถามเจ้าว่า “การที่เธอเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นที่เป็นแบบฉบับเฉพาะหมายความว่าอะไร?” และเจ้าจะกล่าวว่า “พวกเราคือตัวประกอบเสริมความเด่นของพระราชกิจของพระเจ้า และของฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระอุปนิสัยที่ชอบธรรมทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้านั้นถูกความเป็นกบฏของพวกเรานำออกมาแผ่วาง พวกเราเป็นข้าวของเครื่องใช้ของพระราชกิจยุคสุดท้ายของพระเจ้า พวกเราเป็นรยางค์ของพระราชกิจของพระองค์ และยังเป็นเครื่องมือของพระราชกิจด้วยเช่นกัน” เมื่อพวกเขาได้ยินดังนั้น พวกเขาจะรู้สึกประหลาดใจ จากนั้น เจ้าจะกล่าวว่า “พวกเราเป็นชิ้นงานตัวอย่างและแบบอย่างของการเสร็จสมบูรณ์แห่งพระราชกิจทั่วทั้งจักรวาลของพระเจ้า และของการพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวงของพระองค์ ไม่ว่าพวกเราจะบริสุทธิ์หรือโสมม กล่าวโดยย่อแล้ว พวกเราก็ยังคงได้รับพระพรมากกว่าพวกเจ้า เพราะพวกเราได้เห็นพระเจ้าแล้ว และฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าถูกแสดงให้เห็นโดยผ่านทางโอกาสของการที่พระองค์ทรงพิชิตพวกเรา เป็นเพียงเพราะพวกเราโสมมและเสื่อมทรามนั่นเอง จึงทำให้พระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์โดดเด่นขึ้นมา พวกเธอมีความสามารถในการเป็นพยานเช่นนั้นให้กับพระราชกิจยุคสุดท้ายของพระเจ้าหรือไม่? พวกเธอไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม! นี่ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากการยกย่องที่พระเจ้าทรงมีให้พวกเรา! แม้ว่าพวกเราอาจจะไม่โอหัง แต่พวกเราสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะไม่มีใครสามารถสืบทอดสัญญาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้ และไม่มีใครสามารถชื่นชมพระพรอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้ พวกเรารู้สึกสำนึกรู้คุณยิ่งนักที่พวกเราซึ่งเป็นผู้ที่โสมมสามารถทำงานในฐานะตัวประกอบเสริมความเด่นในช่วงระหว่างการบริหารจัดการของพระเจ้าได้” และเมื่อพวกเขาถามว่า “ชิ้นงานตัวอย่างและแบบอย่างคืออะไร?” เจ้าก็กล่าวว่า “พวกเราเป็นมวลมนุษย์ที่เป็นกบฏและโสมมที่สุด พวกเราได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง และพวกเราเป็นเนื้อหนังที่ล้าหลังและต่ำต้อยที่สุด พวกเราคือตัวอย่างชั้นเอกของพวกที่เคยถูกซาตานใช้ วันนี้พวกเราได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าให้เป็นลำดับแรกท่ามกลางมวลมนุษย์ที่จะถูกพิชิต และพวกเราได้มองเห็นพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระเจ้าและได้สืบทอดพระสัญญาของพระองค์ พวกเรากำลังได้รับการช่วงใช้เพื่อพิชิตผู้คนให้มากขึ้น ดังนั้นพวกเราจึงเป็นชิ้นงานตัวอย่างและแบบอย่างของบรรดาผู้ที่ถูกพิชิตท่ามกลางมวลมนุษย์” ไม่มีคำพยานใดที่ดีไปกว่าคำพูดเหล่านี้ และนี่คือประสบการณ์ที่ดีที่สุดของเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, วิธีที่ขั้นตอนที่สองของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยสัมฤทธิ์ผล
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 92
พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยที่กระทำกับผู้คนเช่นพวกเจ้ามีนัยสำคัญอย่างลึกซึ้งที่สุด นั่นคือ ในแง่หนึ่ง จุดประสงค์ของพระราชกิจนี้คือการทำให้กลุ่มคนมีความเพียบพร้อม กล่าวคือ การทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม การที่พวกเขาอาจกลายเป็นกลุ่มผู้ชนะ—เป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ ซึ่งหมายถึงผลแรก ในอีกแง่หนึ่ง จุดประสงค์ของพระราชกิจนี้คือการปล่อยให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ชื่นชมกับความรักของพระเจ้า ได้รับความรอดที่ครบถ้วนและยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า การปล่อยให้มนุษย์ได้ชื่นชมกับไม่เพียงแต่ความปรานีและความเมตตาเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการตีสอนและการพิพากษาด้วย ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงได้ปฏิบัติในพระราชกิจของพระองค์คือความรัก โดยปราศจากความเกลียดชังใดๆ ต่อมนุษย์ แม้แต่การตีสอนและการพิพากษาที่เจ้าได้เห็นก็เป็นความรักเช่นกัน ความรักที่แท้จริงกว่าและเป็นจริงกว่า ความรักที่นำทางให้ผู้คนมาอยู่บนเส้นทางของชีวิตมนุษย์ที่ถูกต้อง ในอีกแง่หนึ่ง จุดประสงค์ของพระราชกิจนี้คือการเป็นคำพยานต่อหน้าซาตาน และในอีกแง่หนึ่ง จุดประสงค์ของพระราชกิจนี้คือการวางรากฐานเพื่อเผยแพร่พระราชกิจของพระกิตติคุณในอนาคต พระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการนำทางผู้คนไปสู่เส้นทางชีวิตมนุษย์ที่ถูกต้อง เพื่อที่พวกเขาอาจใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ที่ปกติ เพราะผู้คนไม่รู้วิธีใช้ชีวิต และหากปราศจากการทรงนำนี้ เจ้าจะใช้ชีวิตที่ว่างเปล่าเท่านั้น ชีวิตของเจ้าจะปราศจากคุณค่าหรือความหมาย และเจ้าจะไม่สามารถเป็นบุคคลที่ปกติได้เลย นี่คือนัยสำคัญที่ลึกซึ้งที่สุดของการพิชิตมนุษย์ พวกเจ้าทั้งหมดเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยที่กำลังดำเนินไปในตัวพวกเจ้าคือความรอดอันยิ่งใหญ่สำหรับพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งหมดใช้ชีวิตในแผ่นดินแห่งบาปและไร้ศีลธรรม และพวกเจ้าทุกคนเต็มไปด้วยบาปและตัณหา วันนี้พวกเจ้าไม่เพียงแค่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พวกเจ้าได้รับการตีสอนและการพิพากษา พวกเจ้าได้รับความรอดที่ลึกซึ้งที่สุดนี้ กล่าวคือ พวกเจ้าได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าแล้ว ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ พระองค์ทรงรักพวกเจ้าอย่างแท้จริง พระองค์ไม่ทรงมีเจตนารมณ์ร้ายเลย พระองค์ทรงพิพากษาพวกเจ้าก็เพราะบาปของพวกเจ้า เพื่อให้พวกเจ้าสามารถทบทวนตนเองและได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่นี้ ทรงทำพระราชกิจทั้งหมดนี้เพื่อจุดประสงค์ในการทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติอย่างสุดพระกำลังเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด และไม่ทรงมีพระประสงค์ที่จะทำลายมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์โดยสิ้นเชิง วันนี้ พระองค์ได้เสด็จมาอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าเพื่อทรงพระราชกิจ นี่คือความรอดที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไม่ใช่หรือ? หากพระองค์ทรงเกลียดชังพวกเจ้า พระองค์จะยังทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้และทรงชี้แนะพวกเจ้าด้วยพระองค์เองหรือ? พระองค์ควรทรงทนทุกข์เช่นนั้นด้วยเหตุใด? พระเจ้าไม่ทรงเกลียดชังพวกเจ้า หรือมีเจตนารมณ์ร้ายใดๆ ต่อพวกเจ้า พวกเจ้าควรรู้ว่าความรักของพระเจ้าเป็นจริงที่สุด พระองค์ต้องทรงช่วยผู้คนให้รอดผ่านการพิพากษาก็เพียงเพราะผู้คนเป็นกบฏ ไม่เช่นนั้น การช่วยพวกเขาให้รอดก็จะยังคงเป็นไปไม่ได้ เป็นเพราะพวกเจ้าไม่รู้จักวิธีดำเนินชีวิตของตน และไม่ตระหนักถึงวิธีดำรงชีวิต และเป็นเพราะพวกเจ้าใช้ชีวิตในดินแดนแห่งบาปและไร้ศีลธรรมแห่งนี้ อีกทั้งพวกเจ้าเองก็เป็นมารที่ไร้ศีลธรรมและสกปรกโสมม พระองค์ทรงทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้พวกเจ้าจมต่ำลงต่อไป พระองค์ทรงทนไม่ได้ที่จะเห็นพวกเจ้าใช้ชีวิตในแผ่นดินที่สกปรกโสมมเช่นนี้เหมือนที่เจ้าทำอยู่ในตอนนี้ และถูกซาตานเหยียบย่ำตามอำเภอใจ และพระองค์ทรงทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้เจ้าตกลงสู่แดนคนตาย พระองค์เพียงต้องประสงค์ที่จะได้รับผู้คนกลุ่มนี้ และช่วยพวกเจ้าให้รอดโดยสิ้นเชิง นี่คือจุดประสงค์หลักของการปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยพวกเจ้า—พระราชกิจนี้ก็เพื่อความรอด หากเจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ว่าทุกสิ่งที่ได้กระทำกับเจ้านั้นคือความรักและความรอด หากเจ้าคิดว่ามันเป็นเพียงแค่วิธีการหนึ่ง เป็นวิธีทรมานมนุษย์ และเป็นบางสิ่งที่ไม่ควรค่า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ต่างไปจากการกลับไปที่โลกของเจ้าเพื่อทนทุกข์กับความเจ็บปวดและความยากลำบาก! หากเจ้าเต็มใจที่จะอยู่ในกระแสนี้และชื่นชมการพิพากษานี้และความรอดอันยิ่งใหญ่นี้ ชื่นชมพรทั้งหมดเหล่านี้ พรที่ไม่สามารถหาได้จากที่ใดในโลกของมนุษย์ และชื่นชมความรักนี้ เช่นนั้นแล้วก็จงทำตัวให้ดี นั่นคือ อยู่ในกระแสนี้ต่อไปเพื่อยอมรับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย เพื่อที่เจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม วันนี้ เจ้าอาจทนทุกข์กับความเจ็บปวดและกระบวนการถลุงเล็กน้อยเนื่องจากการพิพากษาของพระเจ้า แต่การทนทุกข์กับความเจ็บปวดนี้มีคุณค่าและมีความหมาย แม้ว่าผู้คนได้รับการถลุงและได้รับการสัมผัสกับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าอย่างไร้ปรานี—ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือการลงโทษพวกเขาเพราะบาปของพวกเขา เพื่อลงโทษเนื้อหนังของพวกเขา—แต่ก็ไม่มีสิ่งใดในพระราชกิจนี้ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกล่าวโทษเนื้อหนังของพวกเขาจนถึงกับถูกทำลายไป การเปิดโปงที่รุนแรงของพระวจนะทั้งหมดเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการนำทางพวกเจ้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พวกเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจนี้มากมายด้วยตัวพวกเจ้าเอง และเป็นที่ชัดเจนว่าพระราชกิจนี้ไม่ได้นำทางพวกเจ้าไปสู่เส้นทางที่ชั่วร้าย! ทั้งหมดเป็นไปเพื่อทำให้พวกเจ้าใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และทั้งหมดสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ด้วยความเป็นมนุษย์ที่ปกติของเจ้า ทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้ามีพื้นฐานมาจากความต้องการของเจ้า ตามความอ่อนแอของเจ้า และตามวุฒิภาวะจริงๆ ของเจ้า และไม่มีการวางภาระที่ไม่อาจทนรับได้ใดๆ แก่พวกเจ้า เจ้าไม่เข้าใจสิ่งนี้อย่างชัดเจนในวันนี้ และเจ้ารู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่เป็นธรรมกับเจ้า และที่จริงแล้วเจ้าเชื่ออยู่เสมอว่าเหตุผลที่เราตีสอน พิพากษา และตำหนิเจ้าทุกวันนั้นเป็นเพราะเราเกลียดชังเจ้า แต่ถึงแม้ว่าสิ่งที่เจ้าทนทุกข์จะเป็นการตีสอนและการพิพากษา ที่จริงแล้วนี่ก็คือความรักสำหรับเจ้า และเป็นการคุ้มครองปกป้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากเจ้าไม่สามารถจับใจความถึงความหมายที่ลึกซึ้งกว่าของพระราชกิจนี้ได้ ก็จะเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะได้รับประสบการณ์ต่อไป ความรอดนี้ควรนำความชูใจมาให้แก่เจ้า จงอย่าปฏิเสธที่จะกลับมามีสติคิดได้ เมื่อได้มาไกลถึงเพียงนี้แล้ว นัยสำคัญของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยควรเป็นที่ชัดเจนสำหรับเจ้า และเจ้าไม่ควรมีความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับพระราชกิจนี้เป็นอย่างอื่นอีกต่อไป!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (4)
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 93
ผู้ที่สามารถตั้งมั่นระหว่างพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าในยุคสุดท้าย—ซึ่งก็คือระหว่างพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายนั้น—จะเป็นผู้ที่จะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้ายเคียงข้างพระเจ้า เช่นนี้เอง บรรดาผู้ซึ่งเข้าสู่การหยุดพักทั้งหมดนั้นจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตาน และจะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าหลังจากได้ก้าวผ่านพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายของพระองค์แล้วเท่านั้น พวกมนุษย์เหล่านี้ ผู้ซึ่งในที่สุดจะได้รับโดยพระเจ้านั้น จะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้าย โดยแก่นแท้แล้วจุดประสงค์ของพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าหมายที่จะชำระมนุษยชาติให้บริสุทธิ์ เพื่อวันแห่งการหยุดพักขั้นสุดท้าย มิเช่นนั้น มนุษยชาติทั้งปวงก็จะไม่สามารถถูกจำแนกไปตามประเภทของตนได้ หรือเข้าสู่การหยุดพักได้ พระราชกิจนี้เป็นเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นของมนุษยชาติที่จะเข้าสู่การหยุดพัก เฉพาะพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะชำระพวกมนุษย์ให้บริสุทธิ์จากความไม่ชอบธรรมของพวกเขา และเฉพาะพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์เท่านั้นที่จะเปิดโปงองค์ประกอบที่เป็นกบฏของมนุษยชาติเหล่านั้น ด้วยวิธีนั้น จึงเป็นการแยกแยะบรรดาผู้ที่สามารถถูกช่วยให้รอดออกจากบรรดาผู้ที่ไม่สามารถถูกช่วยให้รอดได้ และแยกบรรดาผู้ที่จะคงเหลืออยู่ออกจากบรรดาผู้ที่จะไม่คงเหลืออยู่ได้ เมื่อพระราชกิจนี้สิ้นสุดลง บรรดาผู้คนที่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ทุกคนจะถูกชำระให้บริสุทธิ์และเข้าสู่ดินแดนที่สูงส่งขึ้นของมนุษยชาติ ซึ่งพวกเขาจะได้สุขสำราญกับชีวิตที่สองของมนุษย์อันงดงามมากยิ่งขึ้นบนแผ่นดินโลก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาจะเข้าสู่วันหยุดพักของมนุษย์ และดำรงอยู่ร่วมกันกับพระเจ้า หลังจากที่บรรดาผู้ไม่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ได้ถูกตีสอนและถูกพิพากษาแล้ว โฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาจะถูกเปิดโปงออกมาอย่างหมดเปลือก ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดจะถูกทำลาย และไม่ได้รับอนุญาตให้รอดชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกับซาตาน มนุษยชาติแห่งอนาคตจะไม่รวมเข้ากับผู้คนประเภทนี้คนใดเลยอีกต่อไป ผู้คนเช่นนี้ไม่เหมาะสมที่จะเข้าสู่แผ่นดินแห่งการหยุดพักขั้นสูงสุด อีกทั้งไม่เหมาะสมที่จะร่วมในวันแห่งการหยุดพักที่พระเจ้าและมนุษยชาติจะร่วมแบ่งปันกัน ด้วยเพราะพวกเขาเป็นเป้าหมายแห่งการลงโทษและเป็นผู้คนไม่ชอบธรรมที่ชั่วร้าย พวกเขาเคยได้รับการไถ่มาครั้งหนึ่ง และพวกเขายังได้ถูกพิพากษาและถูกตีสอนด้วย ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยลงแรงเพื่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันสุดท้ายมาถึง พวกเขาจะยังคงถูกกำจัดออกไปและถูกทำลายเนื่องจากความชั่วร้ายของพวกเขา และเป็นผลมาจากความเป็นกบฏและการไม่สามารถได้รับการไถ่ของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันได้มาอยู่ในโลกแห่งอนาคตอีกครั้ง และจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งอนาคตอีกต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นวิญญาณของคนตายหรือเป็นผู้คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง คนทำชั่วทั้งหมดและพวกที่ไม่ได้ถูกช่วยให้รอดทั้งหมดจะถูกทำลายทันทีที่ผู้บริสุทธิ์ในท่ามกลางมนุษยชาติเข้าสู่การหยุดพัก สำหรับวิญญาณและพวกมนุษย์ที่ทำชั่วเหล่านี้ หรือวิญญาณของผู้คนที่ชอบธรรมและบรรดาผู้ที่ทำความชอบธรรม ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในยุคใด พวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่เป็นคนชั่วจะถูกทำลายในที่สุด และพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่ชอบธรรมจะรอดชีวิต การที่บุคคลหรือวิญญาณจะได้รับความรอดหรือไม่นั้น ไม่ได้ถูกตัดสินบนพื้นฐานของพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายโดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม มันจะถูกกำหนดโดยการที่พวกเขาได้ต้านทานหรือกบฏต่อพระเจ้าหรือไม่ต่างหาก ผู้คนในยุคก่อนหน้านี้ ผู้ซึ่งกระทำชั่วและไม่สามารถได้รับความรอดได้ จะเป็นเป้าหมายสำหรับการลงโทษโดยไม่มีข้อสงสัย และพวกที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ผู้ซึ่งกระทำความชั่วและไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดก็จะเป็นเป้าหมายสำหรับการลงโทษอย่างแน่นอนด้วยเช่นกัน พวกมนุษย์จะถูกแบ่งกลุ่มไปตามความดีและความชั่ว ไม่ใช่ตามยุคสมัยที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ เมื่อถูกแบ่งกลุ่มดังนี้แล้ว พวกเขาจะไม่ถูกลงโทษหรือได้รับบำเหน็จรางวัลในทันที แต่ทว่าพระเจ้าจะทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการลงโทษคนชั่วและให้บำเหน็จรางวัลคนดีก็ต่อเมื่อหลังจากที่พระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นการดำเนินพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในยุคสุดท้ายของพระองค์แล้วเท่านั้น อันที่จริง พระองค์ทรงแยกมนุษย์ออกเป็นคนดีและคนชั่วมาตั้งแต่ที่พระองค์ทรงเริ่มปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดแล้ว พระองค์เพียงแค่จะให้บำเหน็จรางวัลคนชอบธรรมและลงโทษคนชั่วเฉพาะหลังจากที่พระราชกิจของพระองค์ได้มาถึงบทอวสานแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ว่าพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกเป็นกลุ่มๆ เมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จสมบูรณ์แล้ว จากนั้นก็เริ่มภารกิจแห่งการลงโทษคนชั่วและให้รางวัลคนดีในทันที แต่ภารกิจนี้จะกระทำต่อเมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จสิ้นหมดแล้วเท่านั้น จุดประสงค์เดียวเบื้องหลังพระราชกิจขั้นสูงสุดแห่งการลงโทษคนชั่วและการให้บำเหน็จรางวัลคนดีของพระเจ้านั้นคือการชำระพวกมนุษย์ทั้งหมดให้บริสุทธิ์อย่างถ้วนทั่ว เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงนำมนุษยชาติที่ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างหมดจดเข้าสู่การหยุดพักอันเป็นนิรันดร์ได้ พระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระองค์มีความสำคัญยิ่งยวดเป็นที่สุด ซึ่งเป็นช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ทั้งหมด หากพระเจ้าไม่ได้ทรงทำลายคนชั่ว แต่กลับทรงยอมให้พวกเขาคงเหลืออยู่ เช่นนั้นแล้ว มนุษยชาติทั้งปวงก็จะยังคงไร้ความสามารถที่จะเข้าสู่การหยุดพักได้ และพระเจ้าก็จะไม่สามารถทรงนำพวกเขาเข้าสู่อาณาจักรที่ดีกว่าได้ พระราชกิจดังกล่าวก็คงจะไม่เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จสิ้นลง มนุษยชาติทั้งหมดจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อย่างถ้วนบริบูรณ์ ด้วยหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าจะสามารถดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในการหยุดพักได้อย่างมีสันติสุข
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 94
รอยเท้าของเราย่ำไปทั่วจักรวาลและไปยังที่สุดปลายแผ่นดินโลก ตาของเรากำลังตรวจสอบทุกบุคคลอยู่เนืองนิตย์ และที่มากกว่านั้น เราตรวจดูจักรวาลโดยรวม อันที่จริงแล้ววจนะของเรากำลังทำงานอยู่ในทุกมุมของจักรวาล ใครก็ตามที่กล้าไม่ทำการปรนนิบัติเรา ใครก็ตามที่กล้าไม่จงรักภักดีต่อเรา ใครก็ตามที่กล้าทำการตัดสินนามของเรา และใครก็ตามที่กล้าด่าว่าและใส่ร้ายป้ายสีบรรดาบุตรของเรา—คนเหล่านั้นที่สามารถทำสิ่งเช่นนั้นได้อย่างแท้จริงต้องก้าวผ่านการพิพากษาอันรุนแรง การพิพากษาของเราจะเกิดขึ้นในความครบถ้วนของการนั้น ซึ่งหมายความว่าตอนนี้คือยุคสมัยแห่งการพิพากษา และโดยผ่านทางการเฝ้าสังเกตอันพิถีพิถัน เจ้าจะพบว่าการพิพากษาของเราแผ่ขยายไปตลอดทั่วทั้งสากลพิภพ แน่นอนว่า บ้านของเราจะไม่ได้รับการยกเว้น การพิพากษาจะมายังพวกที่มีความคิด คำพูด หรือการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเรา จงเข้าใจการนี้ไว้! การพิพากษาของเรามุ่งตรงไปยังสากลพิภพทั่วทั้งหมด ไม่ใช่เพียงตรงไปยังผู้คนหรือสิ่งทั้งหลายหนึ่งกลุ่มเท่านั้น เจ้าได้มาตระหนักในการนี้หรือยัง? หากลึกลงไปแล้วเจ้ามีความขัดแย้งในความคิดของเจ้าเกี่ยวกับเรา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะได้รับการพิพากษาทันทีอยู่ภายใน
การพิพากษาของเรามาในทุกรูปทรงและรูปสัณฐาน จงรู้การนี้ไว้! เราคือพระเจ้าผู้ทรงปัญญาและทรงเอกลักษณ์แห่งสากลพิภพ! ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือฤทธานุภาพของเรา การพิพากษาของเราทั้งหมดได้ถูกเปิดเผยต่อพวกเจ้าแล้ว กล่าวคือ หากเจ้ามีความขัดแย้งเกี่ยวกับเราในความคิดของเจ้า เราจะให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า เป็นการตักเตือน หากเจ้าไม่ฟัง เราจะทอดทิ้งเจ้าทันที (ในการนี้เราไม่ได้กำลังอ้างอิงถึงการกังขาในนามของเรา แต่อ้างอิงถึงพฤติกรรมภายนอกที่เกี่ยวโยงกับความยินดีในตัณหา) หากความคิดของเจ้าที่มีต่อเรานั้นเยาะเย้ยท้าทาย หากเจ้าพร่ำบ่นกับเรา หากเจ้ายอมรับแนวคิดของซาตานอย่างซ้ำๆ และหากเจ้าไม่ปฏิบัติตามความรู้สึกของชีวิต เช่นนั้นแล้วจิตวิญญาณของเจ้าก็จะอยู่ในความมืดและเนื้อหนังของเจ้าก็จะทนทุกข์กับความเจ็บปวด เจ้าต้องอยู่ใกล้กับเรามากขึ้น เจ้าไม่อาจสามารถฟื้นฟูสภาพเงื่อนไขปกติของเจ้าได้เพียงในหนึ่งหรือสองวันเท่านั้น และชีวิตของเจ้าจะรั้งอยู่ข้างหลังมากอย่างเห็นได้ชัด ส่วนพวกที่ใช้วาจาเสเพล เราจะบ่มวินัยปากและลิ้นของเจ้า และทำให้ลิ้นของเจ้าถูกตัดแต่ง พวกที่เหลวแหลกอย่างปล่อยตัวปล่อยใจในความประพฤติ เราจะตักเตือนเจ้าในจิตวิญญาณของเจ้า และเราจะตีสอนพวกที่ไม่ฟังอย่างรุนแรง พวกที่ตัดสินและท้าทายเราอย่างเปิดเผย ซึ่งก็คือคนที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีความนบนอบอยู่ในวาจาหรือการกระทำ เราจะกำจัดพวกเขาออกไปและทอดทิ้งพวกเขาอย่างสิ้นเชิง โดยทำให้พวกเขาพินาศและสูญเสียพรอันสูงสุด เหล่านี้คือคนที่จะถูกกำจัดออกไปหลังจากที่ได้ถูกเลือกแล้ว พวกที่ไม่รู้เท่าทัน ซึ่งก็คือพวกที่มีนิมิตไม่ชัดเจน เราจะยังให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขาและช่วยพวกเขาให้รอด อย่างไรก็ตาม พวกที่เข้าใจความจริงทว่าไม่ปฏิบัติตามความจริงนั้นจะได้รับการจัดการโดยสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ดังที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะไม่รู้เท่าทันหรือไม่ก็ตาม ในเรื่องของคนเหล่านั้นที่มีเจตนาร้ายตั้งแต่เริ่มต้น เราจะทำให้พวกเขาไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจความเป็นจริงได้ไปตลอดกาล และในที่สุดพวกเขาก็จะค่อยๆ ถูกกำจัดออกไปทีละคน ไม่แม้แต่คนเดียวที่จะคงอยู่ แม้ว่าตอนนี้พวกเขายังคงอยู่โดยการจัดการเตรียมการของเรา (เพราะเราไม่ทำสิ่งทั้งหลายอย่างเร่งรีบ แต่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย)
การพิพากษาของเราได้รับการเปิดเผยแล้วอย่างครบบริบูรณ์ การนั้นจัดการแก้ไขผู้คนหลากหลายที่ต้องเข้าประจำที่อันถูกต้องเหมาะสมของพวกเขาทั้งหมด เราจะจัดการและพิพากษาผู้คนโดยสอดคล้องกับว่าพวกเขาได้ละเมิดกฎเกณฑ์ใด ในเรื่องของพวกที่ไม่ได้อยู่ในนามนี้และไม่ยอมรับพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย มีเพียงกฎเกณฑ์เดียวเท่านั้นที่จะใช้ได้ นั่นคือ เราจะรับเอาจิตวิญญาณ ดวงจิต และร่างกายของผู้ใดก็ตามที่เยาะเย้ยท้าทายเราและโยนพวกเขาเข้าสู่แดนคนตายทันที ผู้ใดก็ตามที่ไม่เยาะเย้ยท้าทายเรา เราจะคอยให้พวกเจ้าเป็นผู้ใหญ่ก่อนที่จะดำเนินการพิพากษาครั้งที่สองจนเสร็จสิ้น วจนะของเราอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความกระจ่างเต็มที่ และไม่มีสิ่งใดถูกซ่อนเร้น เราหวังเพียงว่าพวกเจ้าจะสามารถเก็บวจนะเหล่านี้ไว้ในใจได้ตลอดเวลาเท่านั้น!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 67
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 95
ยุคสุดท้ายคือตอนที่สรรพสิ่งจะได้รับการจำแนกไปตามประเภทผ่านการพิชิตชัย การพิชิตชัยคือพระราชกิจของยุคสุดท้าย กล่าวคือ การพิพากษาบาปของแต่ละบุคคลคือพระราชกิจในยุคสุดท้าย มิฉะนั้นแล้ว ผู้คนจะถูกจำแนกไปตามประเภทได้อย่างไร? พระราชกิจแห่งการจำแนกตามแต่ละประเภทที่ทรงทำในหมู่พวกเจ้าคือจุดเริ่มต้นของพระราชกิจดังกล่าวในทั่วทั้งจักรวาล หลังจากนี้ ผู้คนจากทุกดินแดนและผู้คนทั้งหมดจะต้องยอมรับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยด้วยเช่นกัน นี่หมายความว่าคนทุกคนในการทรงสร้างจะต้องถูกจำแนกไปตามประเภท และยอมสยบเบื้องหน้าบัลลังก์พิพากษาเพื่อรับการพิพากษา ไม่มีผู้ใดและสิ่งใดสามารถหลีกหนีการทนทุกข์กับการตีสอนและการพิพากษานี้ได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดไม่ถูกจำแนกไปตามประเภท คนทุกคนจะถูกจำแนกเพราะจุดจบของสรรพสิ่งใกล้เข้ามาแล้ว สวรรค์และแผ่นดินโลกทั้งหมดได้มาถึงบทสรุปแล้ว มนุษย์จะสามารถหลีกหนีจากวันที่การดำรงอยู่ของมนุษย์มาถึงบทอวสานได้อย่างไร? และด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าจะสามารถกระทำการกบฏต่อไปได้อีกนานเพียงใด? พวกเจ้ามองไม่เห็นหรือว่าวันสุดท้ายของพวกเจ้าจวนจะเกิดขึ้นแล้ว? บรรดาผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าและถวิลหาให้พระองค์ทรงปรากฏจะมองไม่เห็นวันแห่งการปรากฏของความชอบธรรมของพระเจ้าไปได้อย่างไร? พวกเขาจะไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลสุดท้ายสำหรับความดีไปได้อย่างไร? เจ้าเป็นผู้ที่ทำดี หรือเจ้าเป็นผู้ที่ทำชั่ว? เจ้าเป็นผู้ที่ยอมรับการพิพากษาที่ชอบธรรม และจากนั้นก็นบนอบ หรือเจ้าเป็นผู้ที่ยอมรับการพิพากษาที่ชอบธรรมและจากนั้นก็ถูกสาปแช่ง? เจ้าดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างเบื้องหน้าบัลลังก์พิพากษาหรือเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในแดนคนตายท่ามกลางความมืด? ตัวเจ้าเองย่อมเป็นผู้ที่รู้ชัดเจนที่สุดไม่ใช่หรือว่าจุดจบของเจ้าจะได้บำเหน็จรางวัลหรือถูกลงโทษกันแน่? เจ้าไม่ได้เป็นผู้ที่รู้อย่างชัดเจนที่สุดและเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่สุดหรือว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม? เช่นนั้นแล้ว การประพฤติของเจ้าและหัวใจของเจ้าเป็นแบบใดกัน? ขณะที่เราพิชิตเจ้าในวันนี้ เจ้าต้องการให้เราพูดออกมาให้เจ้าฟังจริงๆ หรือว่าพฤติกรรมของเจ้านั้นดีหรือชั่ว? เจ้าได้เสียสละเพื่อเรามากเพียงใด? เจ้านมัสการเราอย่างลึกซึ้งเพียงใด? ตัวเจ้าเองไม่ได้รู้อย่างชัดเจนที่สุดหรือว่าเจ้าประพฤติต่อเราอย่างไร? เจ้าควรรู้ดีกว่าใครว่าเจ้าจะได้รับจุดจบใดกันแน่! เราจะบอกเจ้าด้วยความจริงว่า เราเพียงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาเท่านั้น และเราสร้างเจ้าขึ้น แต่เราไม่ได้ส่งพวกเจ้าให้ซาตาน อีกทั้งเราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำให้พวกเจ้ากบฏหรือต่อต้านเราและดังนั้นจึงถูกเราลงโทษ หายนะทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเจ้าได้รับเพราะหัวใจของพวกเจ้าดื้อแพ่งเกินไป และความประพฤติของพวกเจ้าก็น่าดูหมิ่นเกินไปไม่ใช่หรือ? ดังนั้น พวกเจ้าก็สามารถกำหนดจุดจบที่พวกเจ้าจะได้รับด้วยไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าจะมีจุดจบใด หัวใจของพวกเจ้าย่อมรู้ดีกว่าใครไม่ใช่หรือ? เหตุผลที่เราพิชิตผู้คนคือเพื่อเปิดเผยพวกเขาและให้ความรอดแก่พวกเจ้าได้ดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อทำให้เจ้าทำชั่ว อีกทั้งไม่ใช่เพื่อตั้งใจทำให้เจ้าเดินเข้าสู่นรกแห่งการทำลายล้าง เมื่อเวลานั้นมาถึง ความทุกข์ใหญ่หลวงทั้งหมดของเจ้า การร่ำไห้คร่ำครวญและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของเจ้า—ทั้งหมดจะไม่ได้เป็นเพราะบาปของเจ้าหรือ? ดังนั้น ความดีของเจ้าเองหรือความชั่วของเจ้าเองไม่ได้เป็นการพิพากษาที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าหรือ? นั่นคือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือว่าอะไรจะเป็นจุดจบของเจ้า?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 96
เสียงอย่างฟ้าร้องบังเกิดดังลั่น เขย่าทั่วทั้งจักรวาล ดังสนั่นหวั่นไหวจนหูอื้อ และผู้คนก็ไม่เหลือเวลาให้หลบเลี่ยงเสียงนั้น บางคนจึงถูกทำให้ตาย บางคนถูกทำลาย และบางคนถูกพิพากษา เป็นฉากซึ่งไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อนอย่างแท้จริง จงฟังอย่างตั้งใจให้ดีว่า เสียงฟ้าร้องกัมปนาทมีเสียงร่ำไห้ร่วมด้วย และเสียงนี้มาจากแดนคนตาย มันมาจากนรก เป็นการร้องไห้อันขื่นขมของพวกบุตรแห่งการกบฏที่ได้ถูกเราพิพากษา พวกที่ไม่ฟังสิ่งที่เรากล่าวและพวกที่ไม่นำวจนะของเราไปปฏิบัติ ได้ถูกพิพากษาอย่างรุนแรงและได้รับการสาปแช่งจากความโกรธเคืองของเรา เสียงของเราคือการพิพากษาและความโกรธเคือง เสียงนี้ไม่ผ่อนปรนให้ผู้ใดและไม่แสดงความปรานีต่อผู้ใด เพราะเราคือพระเจ้าพระองค์เองผู้ชอบธรรม และเรามีความโกรธเคือง เรามีการเผาไหม้ การชำระให้สะอาด และการทำลายล้าง ภายในตัวเรานั้นไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นและไม่มีความรู้สึกทางเนื้อหนัง แต่ในทางตรงกันข้าม มีความเปิดเผย ความชอบธรรม ความยุติธรรม และความไม่ลำเอียง เนื่องจากบรรดาบุตรหัวปีของเราอยู่กับเราบนบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว โดยปกครองประเทศและประชากรมากมายมหาศาล บัดนี้สิ่งต่างๆ กับผู้คนที่ไม่เที่ยงธรรมและไม่ชอบธรรมเหล่านั้นกำลังเริ่มถูกพิพากษา เราจะไต่สวนพวกเขาทีละคน โดยไม่พลาดสิ่งใดและเผยพวกเขาอย่างครบบริบูรณ์ เนื่องจากการพิพากษาของเราได้เผยอย่างเต็มที่และเปิดกว้างอย่างเต็มที่ และเราไม่ได้ปิดบังสิ่งใดไว้เลย เราจึงจะโยนทุกคนที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเราทิ้ง และให้พวกเขาพินาศอยู่ในบาดาลลึกจนชั่วนิรันดร์ ที่นั่นเราจะอนุญาตให้พวกเขาเผาไหม้ไปตลอดกาล นี่เท่านั้นคือความชอบธรรมของเรา และนี่เท่านั้นคือความเที่ยงตรงของเรา ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงการนี้ได้ และทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การบัญชาของเรา
ผู้คนส่วนใหญ่เพิกเฉยต่อถ้อยคำของเรา โดยคิดว่าวจนะเป็นเพียงคำพูดและว่าข้อเท็จจริงย่อมเป็นข้อเท็จจริง พวกเขาช่างมืดบอด! พวกเขาไม่รู้หรือว่าเราคือพระเจ้าพระองค์เองผู้สัตย์ซื่อ? วจนะกับข้อเท็จจริงของเราเกิดขึ้นพร้อมกัน การนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริงหรอกหรือ? ผู้คนเพียงไม่จับใจความวจนะของเราเท่านั้น และเฉพาะบรรดาผู้ที่ได้รับความรู้แจ้งแล้วเท่านั้นที่สามารถเข้าใจได้อย่างแท้จริง นี่เป็นข้อเท็จจริง ทันทีที่ผู้คนมองเห็นวจนะของเรา พวกเขาก็กลายเป็นขวัญผวาสุดขีดและวิ่งลนลานไปทั่วเพื่อซ่อนตัว การนี้เป็นเช่นนี้มากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อการพิพากษาของเรามาถึง เมื่อเราได้สร้างทุกสรรพสิ่ง เมื่อเราทำลายโลก และเมื่อเราทำให้บรรดาบุตรหัวปีครบบริบูรณ์—ทุกสรรพสิ่งเหล่านี้ย่อมสำเร็จลุล่วงโดยวจนะเพียงคำเดียวจากปากของเรา นี่เป็นเพราะวจนะของเราเองนั้นคือสิทธิอำนาจ มันคือการพิพากษา อาจกล่าวได้ว่าสภาวะบุคคลที่เราเป็นก็คือการพิพากษาและบารมี นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้ นี่คือแง่มุมหนึ่งแห่งประกาศกฤษฎีกาบริหารของเรา เป็นเพียงทางหนึ่งในการที่เราพิพากษาผู้คนเท่านั้น ในสายตาของเรา ทุกสิ่งทุกอย่าง—รวมถึงผู้คนทั้งปวง เรื่องทั้งปวง และสิ่งทั้งปวง—อยู่ในมือเราและอยู่ภายใต้การพิพากษาของเรา ไม่มีผู้ใดและสิ่งใดกล้าที่จะประพฤติอย่างคะนองหรืออย่างดื้อรั้นเอาแต่ใจ และทั้งหมดต้องสำเร็จลุล่วงโดยสอดคล้องกับวจนะที่เราเอ่ย จากภายในมโนคติอันหลงผิดอย่างมนุษย์ ทุกคนเชื่อในคำพูดของสภาวะบุคคลที่เราเป็น เมื่อวิญญาณของเราส่งเสียง ทุกคนกลับแคลงใจ ผู้คนไม่มีความรู้แม้แต่น้อยเกี่ยวกับฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของเรา และพวกเขาถึงขั้นทำการใส่ความเราต่างๆ เราบอกเจ้าไว้บัดนี้ว่า ผู้ใดก็ตามที่สงสัยวจนะของเรา และผู้ใดก็ตามที่สบประมาทวจนะของเรา คนเหล่านี้คือผู้ที่จะถูกทำลาย พวกเขาเป็นบุตรถาวรของความพินาศ จากนี้สามารถเห็นได้ว่ามีไม่กี่คนที่เป็นบุตรหัวปี เพราะนี่คือวิธีที่เราทำงาน ดังที่เราได้กล่าวมาก่อนหน้าแล้ว เราสำเร็จลุล่วงในทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีการขยับสักนิ้วมือหนึ่ง เราใช้เพียงวจนะของเรา เช่นนั้นแล้วนี่จึงเป็นที่ที่ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของเราตั้งอยู่ ในวจนะของเรา ไม่มีผู้ใดสามารถค้นพบแหล่งกำเนิดและจุดประสงค์ของสิ่งที่เรากล่าว ผู้คนไม่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ และพวกเขาสามารถเพียงกระทำการในขณะที่ติดตามการนำทางของเรา และทำทุกสิ่งทุกอย่างตามเจตนารมณ์ของเราโดยสอดคล้องกับความชอบธรรมของเรา ทำให้ครอบครัวของเรามีความชอบธรรมและสันติสุข มีชีวิตตลอดกาล และแน่วแน่และไม่สั่นคลอนชั่วนิรันดร์
การพิพากษาของเรามาถึงทุกคน กฎการบริหารปกครองของเรามีผลถึงทุกคน และวจนะของเรากับสภาวะบุคคลของเราได้รับการเผยต่อทุกคน นี่เป็นเวลาแห่งงานอันยิ่งใหญ่ของวิญญาณเรา (ณ เวลานี้ บรรดาผู้ที่จะได้รับพรและพวกที่จะทนทุกข์กับโชคร้ายถูกแยกความต่างออกจากกัน) ทันทีที่วจนะของเราเปล่งออกไป เราก็ได้แยกความต่างของบรรดาผู้ที่จะได้รับพร รวมทั้งพวกที่จะทนทุกข์กับโชคร้าย ทั้งหมดนี้ย่อมชัดเจนยิ่ง และเราสามารถเห็นทั้งหมดในปราดเดียว (เรากำลังกล่าวดังนี้เกี่ยวกับสภาวะความเป็นมนุษย์ของเรา ดังนั้นวจนะเหล่านี้ย่อมไม่ขัดแย้งกับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและการคัดสรรของเรา) เราท่องไปรอบภูเขาและแม่น้ำสายต่างๆ และท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ทั่วพื้นที่ทั้งหลายของจักรวาล โดยสังเกตการณ์และชำระทุกที่ให้สะอาดเพื่อที่ว่าที่ตั้งอันมีมลทินเหล่านั้นกับแผ่นดินลามกเสเพลเหล่านั้นทั้งหมดจะไม่มีอยู่อีกต่อไปและถูกเผาผลาญไปสู่การไม่มีสิ่งใดอันเป็นผลจากวจนะของเรา สำหรับเราแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายดาย หากบัดนี้เป็นเวลาที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าสำหรับการทำลายล้างโลก เราย่อมจะสามารถกลืนโลกให้หายไปด้วยการเปล่งถ้อยคำคำเดียว อย่างไรก็ตาม บัดนี้ไม่ใช่เวลานั้น ทั้งหมดทั้งปวงจะต้องพร้อมก่อนที่เราจะทำงานนี้เพื่อให้แผนของเราไม่ถูกรบกวนและการบริหารจัดการของเราไม่ถูกทำให้หยุดชะงัก เรารู้วิธีทำการนี้อย่างสมเหตุสมผล กล่าวคือเรามีปัญญาของเรา และเรามีการจัดการเตรียมการของเราเอง ผู้คนต้องไม่ขยับสักนิ้วมือหนึ่ง จงรอบคอบระมัดระวังที่จะไม่ถูกสังหารด้วยมือของเรา การนี้ได้เกี่ยวพันกับกฎการบริหารปกครองของเราเรียบร้อยแล้ว จากการนี้ คนผู้หนึ่งจะสามารถมองเห็นความเกรี้ยวกราดแห่งกฎการบริหารปกครองของเราได้ รวมทั้งหลักการเบื้องหลังประกาศเหล่านั้น ซึ่งมีสองด้านในตัว กล่าวคือในด้านหนึ่ง เราประหารคนทั้งปวงที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเราและที่ล่วงละเมิดกฎการบริหารปกครองของเรา อีกด้านหนึ่ง ในความโกรธเคืองของเรา เราสาปแช่งคนทั้งปวงที่ล่วงละเมิดกฎการบริหารปกครองของเรา สองแง่มุมนี้จำเป็นอย่างยิ่งยวด และเป็นหลักการบริหารเบื้องหลังกฎการบริหารปกครองของเรา ทุกคนได้รับการจัดการอย่างสอดคล้องกับสองหลักการนี้โดยปราศจากอารมณ์ ไม่ว่าบุคคลหนึ่งอาจจงรักภักดีเพียงใดก็ตาม การนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นความชอบธรรมของเรา บารมีของเรา และความโกรธเคืองของเรา ซึ่งจะเผาผลาญทุกสรรพสิ่งทางแผ่นดินโลก ทุกสรรพสิ่งฝ่ายโลก และทุกสรรพสิ่งที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเรา ภายในวจนะของเราคือความล้ำลึกทั้งหลายที่ยังคงซ่อนเร้น และภายในวจนะของเราก็มีความล้ำลึกทั้งหลายที่ได้ถูกเผยไปแล้วเช่นกัน ด้วยเหตุนั้น ในความสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์และในความรู้สึกนึกคิดแบบมนุษย์ วจนะของเราจึงไม่อาจจับใจความได้ตลอดกาล และหัวใจของเราก็ไม่อาจหยั่งลึกได้ตลอดกาล นั่นคือเราต้องขับพวกมนุษย์ออกจากมโนคติอันหลงผิดและการคิดของพวกเขา นี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในแผนการบริหารจัดการของเรา เราต้องทำการนี้ด้วยวิธีนี้เพื่อให้ได้รับบรรดาบุตรหัวปีของเราไว้ และเพื่อสำเร็จลุล่วงสิ่งต่างๆ ที่เราต้องการจะทำ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 103
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 97
ศิโยน! จงชื่นบาน! ศิโยน! จงเปล่งเสียงขับร้อง! เราได้หวนคืนมาด้วยความมีชัย เราได้หวนคืนมาอย่างมีชัยชนะ! กลุ่มชนทั้งผอง! จงเร่งเรียงแถวให้เป็นระเบียบเถิด! ทุกสรรพสิ่งแห่งการสร้าง! จงหยุดนิ่ง ณ บัดนี้เถิด เพราะสภาวะบุคคลของเราเผชิญหน้าทั้งจักรวาลและปรากฏทางทิศตะวันออกของโลก! ผู้ใดกล้าที่จะไม่คุกเข่าลงนมัสการ? ผู้ใดกล้าที่จะไม่เรียกเราว่าพระเจ้าเที่ยงแท้? ผู้ใดกล้าที่จะไม่มองขึ้นมาด้วยหัวใจแห่งความยำเกรง? ผู้ใดกล้าที่จะไม่ให้การสรรเสริญ? ผู้ใดกล้าที่จะไม่ชื่นบาน? ประชากรของเราจะได้ฟังเสียงของเรา และบุตรทั้งหลายของเราจะรอดชีวิตในราชอาณาจักรของเรา! ภูเขา แม่น้ำ และทุกสรรพสิ่งจะโห่ร้องยินดีอย่างมิรู้จบ และกระโดดโลดเต้นอย่างไม่หยุดหย่อน ณ เวลานี้ ไม่มีผู้ใดกล้าถอยกลับ และไม่มีผู้ใดกล้าลุกขึ้นต้านทาน นี่คือกิจการอันน่าอัศจรรย์ของเรา และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า นี่คือฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเรา! เราจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีหัวใจแห่งความยำเกรงต่อเรา และนอกเหนือจากการนี้อีกก็คือ เราจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างสรรเสริญเรา! นี่คือจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งแผนการบริหารจัดการหกพันปีของเรา และเป็นสิ่งที่เราได้ลิขิตเอาไว้ ไม่มีบุคคลสักคนเดียวหรือวัตถุหรือเหตุการณ์สักอย่างเดียวกล้าที่จะลุกขึ้นต้านทานเราหรือต่อต้านเรา ประชากรทั้งหมดของเราจะหลั่งไหลไปยังภูเขาของเรา (กล่าวอีกนัยหนึ่งคือพิภพที่เราจะสร้างขึ้นในภายหลัง) และพวกเขาจะยอมจำนนอยู่เบื้องหน้าเราเพราะเรามีบารมีและการพิพากษา และเรากุมสิทธิอำนาจ (การนี้อ้างอิงถึงตอนที่เราอยู่ในร่างกาย เรามีสิทธิอำนาจในเนื้อหนังอีกด้วย แต่เพราะไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทั้งหลายทางด้านเวลาและพื้นที่เมื่ออยู่ในเนื้อหนังได้ จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเราได้มาซึ่งสง่าราศีอันครบบริบูรณ์แล้ว ถึงแม้ว่าเราได้มาซึ่งบุตรหัวปีทั้งหลายในเนื้อหนัง แต่ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเราได้มาซึ่งสง่าราศีแล้ว มีเพียงเมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยนและเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของเราแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถกล่าวได้ว่าเราถือสิทธิอำนาจ—นั่นคือ กล่าวได้ว่าเราได้มาซึ่งสง่าราศีแล้ว) จะไม่มีสิ่งใดลำบากยากเย็นสำหรับเรา โดยวจนะจากปากของเรา ทั้งหมดจะถูกทำลาย และโดยวจนะจากปากของเรา ทั้งหมดจะถือกำเนิดและได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ เช่นนั้นคือฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเรา และเช่นนั้นคือสิทธิอำนาจของเรา เนื่องจากเราเต็มไปด้วยฤทธานุภาพและบริบูรณ์ด้วยสิทธิอำนาจ จึงไม่มีบุคคลใดจะกล้าขัดขวางเรา เรามีชัยเหนือทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว และเราได้ชัยชนะเหนือบุตรทั้งปวงแห่งการกบฏแล้ว เรากำลังพาบุตรหัวปีทั้งหลายของเราหวนคืนสู่ศิโยนพร้อมกับเรา เราไม่ได้กำลังหวนคืนสู่ศิโยนเพียงลำพัง ดังนั้นทั้งหมดจะได้เห็นบุตรหัวปีทั้งหลายของเรา และด้วยเหตุนั้นจึงพัฒนาหัวใจแห่งการยำเกรงเราขึ้นมา นี่คือจุดมุ่งหมายของเราในการได้มาซึ่งบุตรหัวปีทั้งหลาย และการนี้ก็เป็นแผนการของเรานับตั้งแต่การสร้างโลกแล้ว
เมื่อทั้งหมดพร้อม นั่นจะเป็นวันที่เราหวนคืนสู่ศิโยนและกลุ่มชนทั้งปวงจะฉลองรำลึกวันนี้ เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกจะเงียบเสียง และทั้งหมดบนแผ่นดินโลกจะอยู่ในสันติสุข เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของตน จากนั้นเราจะเริ่มงานของเราในศิโยน เราจะลงโทษคนเลวและให้บำเหน็จคนดี และเราจะนำความชอบธรรมของเรามาบังคับใช้ และเราจะดำเนินการพิพากษาของเราให้เสร็จสิ้น เราจะใช้วจนะของเราเพื่อสำเร็จลุล่วงทุกสิ่งทุกอย่าง โดยทำให้ผู้คนทั้งหมดและทุกสรรพสิ่งมีประสบการณ์กับมือที่ตีสอนของเรา และเราจะทำให้ผู้คนทั้งปวงมองเห็นสง่าราศีอันเต็มเปี่ยมของเรา ปัญญาอันเต็มเปี่ยมของเรา และความอารีอันเต็มเปี่ยมของเรา ไม่มีบุคคลใดจะกล้าลุกขึ้นมาตัดสิน เพราะในเรานั้น ทุกสรรพสิ่งสำเร็จลุล่วงแล้ว และในที่นี้ จงให้มนุษย์ทุกคนมองเห็นศักดิ์ศรีอันเต็มเปี่ยมของเรา และลิ้มรสแห่งชัยชนะอันเต็มเปี่ยมของเรา เพราะทุกสรรพสิ่งสำแดงอยู่ในเรา จากการนี้ย่อมเป็นไปได้ที่จะมองเห็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเราและสิทธิอำนาจของเรา ไม่มีผู้ใดจะกล้าล่วงเกินเรา และไม่มีผู้ใดจะกล้าขัดขวางเรา ในเรานั้น ทั้งหมดถูกทำให้เปิดกว้าง ผู้ใดจะกล้าซ่อนเร้นสิ่งอันใดไว้เล่า? เรามั่นใจว่าจะไม่แสดงความกรุณาต่อบุคคลนั้น! พวกวายร้ายเช่นนั้นต้องได้รับการลงโทษอันรุนแรงของเรา และเดนมนุษย์เช่นนั้นต้องได้รับการชำระล้างไปจากสายตาของเรา เราจะปกครองพวกเขาด้วยคทาเหล็ก และเราจะใช้สิทธิอำนาจของเราพิพากษาพวกเขาโดยไม่มีความกรุณาแม้แต่น้อยและโดยไม่ถนอมความรู้สึกของพวกเขาเลย เพราะเราคือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ปราศจากความรู้สึกทางเนื้อหนังและเปี่ยมบารมี และไม่สามารถถูกล่วงเกินได้ ทุกคนควรเข้าใจและมองเห็นการนี้เพื่อมิให้พวกเขาถูกเราบดขยี้และทำให้สลายไปสิ้น “โดยไม่มีสาเหตุหรือเหตุผล” เพราะคทาของเราจะบดขยี้ทุกคนที่ล่วงเกินเรา เราไม่ใส่ใจว่าพวกเขารู้จักประกาศกฤษฎีกาบริหารของเราหรือไม่ นั่นย่อมจะไม่มีความสำคัญต่อเรา เพราะสภาวะบุคคลของเราไม่ทนยอมรับการถูกใครก็ตามล่วงเกิน นี่คือสาเหตุที่กล่าวกันว่าเราคือสิงโต เราย่อมบดขยี้ผู้ใดก็ตามที่เราสัมผัส นั่นคือสาเหตุที่กล่าวกันว่า บัดนี้ถือเป็นการหมิ่นประมาทหากพูดว่าเราคือพระเจ้าแห่งความสงสารและความรักเมตตา ในแก่นแท้แล้ว เราไม่ใช่ลูกแกะ แต่เป็นสิงโต ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเรา ผู้ใดก็ตามที่ล่วงเกินเรา เราจะลงโทษด้วยความตายทันทีและโดยปราศจากความกรุณา นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นอุปนิสัยของเรา ดังนั้นในยุคสุดท้าย ผู้คนกลุ่มใหญ่จะล่าถอยไป และผู้คนจะทนรับการนี้ได้อย่างลำบากยากเย็น แต่ในส่วนของเรา เรากลับผ่อนคลายและมีความสุข และเราไม่ได้มองการนี้ว่าเป็นกิจที่ลำบากยากเย็นแต่อย่างใด เช่นนั้นเองคืออุปนิสัยของเรา
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 120
พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 98
ในราชอาณาจักรนั้น สิ่งต่างๆ นับหมื่นแสนของการสร้างโลกเริ่มฟื้นคืนชีวิตและได้รับพลังชีวิตคืนมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในสภาวะของแผ่นดินโลก อาณาเขตระหว่างแผ่นดินหนึ่งกับอีกแผ่นดินก็เริ่มขยับเขยื้อนเช่นกัน เราได้เผยวจนะไปแล้วว่า เมื่อแผ่นดินถูกแบ่งจากแผ่นดิน และแผ่นดินรวมกันเป็นหนึ่งกับอีกแผ่นดิน นั่นคือเวลาที่เราจะบดขยี้แต่ละประเทศให้แหลก ถึงเวลานั้น เราจะสร้างสรรพสิ่งและแบ่งสันปันส่วนทั้งจักรวาลเสียใหม่ ด้วยการนั้นจึงจะเป็นการทำให้จักรวาลเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และแปลงรูปสิ่งเก่าๆ ให้เป็นสิ่งใหม่—นี่คือแผนการของเรา และเหล่านี้คืองานของเรา เมื่อแต่ละประเทศและประชากรแต่ละคนที่เราเลือกสรรกลับคืนมาเบื้องหน้าบัลลังก์ของเรา เมื่อนั้นเราจะประสิทธิ์ประสาทความไพบูลย์ทั้งปวงของสวรรค์แก่โลกมนุษย์ เพื่อให้โลกนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความไพบูลย์พูนผลที่ไม่อาจหาใดเทียมได้เพราะเรา ขณะที่โลกเก่ายังคงอยู่ ความโกรธของเราจะถาโถมเข้าใส่แต่ละประเทศ และเราจะประกาศใช้กฎการปกครองที่มีการแถลงให้ทั้งจักรวาลได้รับรู้ ใครก็ตามที่ละเมิดกฎเหล่านี้ย่อมจะถูกตีสอน
เมื่อเรากล่าวแก่จักรวาลทั้งปวง ผู้คนทั้งมวลย่อมได้ยินเสียงของเรา กล่าวคือ ทุกคนย่อมมองเห็นกิจการทั้งปวงที่เราดำเนินการเอาไว้ทั่วทั้งจักรวาล คนที่ต่อต้านเจตนารมณ์ของเรา ซึ่งก็คือคนที่ใช้การกระทำเยี่ยงมนุษย์มาต่อต้านเรา ย่อมจะล้มลงกลางคันเมื่อถูกเราตีสอน เราจะสร้างดวงดาราอันมากหลายในฟ้าสวรรค์ขึ้นมาใหม่ เป็นเพราะเรา อาทิตย์และจันทราจึงถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ชั้นฟ้าทั้งหลายจะไม่เป็นเช่นเดิมอีกต่อไป และสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกก็จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่—ทั้งหมดนี้ย่อมสำเร็จลุล่วงด้วยวจนะของเรา ทุกประเทศในจักรวาลจะถูกแบ่งสันปันส่วนเสียใหม่โดยมีราชอาณาจักรของเราเข้าแทนที่ เพื่อให้ประเทศต่างๆ บนแผ่นดินโลกอันตรธานไปตลอดกาล และจะมีแต่ราชอาณาจักรที่นมัสการเราเท่านั้น ทุกประเทศบนแผ่นดินโลกจะถูกทำลายล้างและไม่มีอีกต่อไป บรรดามนุษย์ในจักรวาล ทุกคนที่เป็นพวกของหมู่มารจะถูกกวาดล้างไปสิ้น ทุกคนที่บูชาซาตานจะล้มลงกลางไฟที่ลุกโชนของเรา—นั่นคือ นอกจากคนที่ตอนนี้อยู่ในกระแสแล้ว ทุกคนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน เมื่อเราตีสอนแต่ละคน ชุมชนศาสนาจะคืนสู่ราชอาณาจักรของเราและถูกกิจการของเราพิชิตในระดับที่แตกต่างกันไป เพราะพวกเขาย่อมจะมองเห็นแล้วว่า “องค์หนึ่งเดียวผู้บริสุทธิ์และทรงเมฆขาว” เสด็จมาถึงแล้ว ผู้คนทั้งหมดจะถูกจำแนกไปตามประเภทของตน และจะได้รับการตีสอนที่หลากหลายและสาสมกับการกระทำของพวกเขา ทุกคนที่ต่อต้านเราย่อมจะพินาศ ส่วนคนที่ความประพฤติของพวกเขาบนแผ่นดินโลกไม่ได้เกี่ยวพันกับเรา ด้วยการประพฤติตนเช่นที่พวกเขาทำมา พวกเขาย่อมจะดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกต่อไปภายใต้การปกครองของบุตรทั้งหลายและประชากรของเรา เราจะปรากฏตัวแก่นานาประเทศและกลุ่มชนนับไม่ถ้วน และจะเปล่งเสียงของเราเองบนแผ่นดินโลก ป่าวประกาศว่างานอันยิ่งใหญ่ของเราเสร็จสมบูรณ์แล้ว เปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งปวงมองเห็นเรื่องนี้ด้วยตาตนเอง
เนื่องจากดำรัสของเราลุ่มลึกขึ้น เราจึงสังเกตสภาวะของจักรวาลไปด้วยเช่นกัน โดยผ่านทางวจนะของเรา สรรพสิ่งถูกทำให้ใหม่ สวรรค์เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกับแผ่นดินโลก มนุษยชาติถูกเปิดโปงในรูปดั้งเดิมของตน และผู้คนล้วนถูกแยกไปตามประเภทของพวกเขาอย่างช้าๆ และกลับสู่ “ครอบครัว” ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว นี่ทำให้เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง ในเราปลอดจากการก่อกวนและงานอันยิ่งใหญ่ของเราก็สำเร็จลุล่วงลงโดยไม่ทันล่วงรู้เลย อีกทั้งสรรพสิ่งก็ถูกแปลงสภาพไป เมื่อตอนที่เราได้สร้างโลกขึ้นมา เราได้แยกสรรพสิ่งไปตามประเภทของพวกมัน จัดหมวดหมู่สรรพสิ่งทั้งปวงที่มีรูปร่าง เมื่อปลายทางของแผนการบริหารจัดการของเราขยับใกล้เข้ามา เราจะฟื้นคืนสภาวะเดิมของการสร้าง เราจะฟื้นคืนทุกสิ่งทุกอย่างสู่วิถีที่เคยเป็นอยู่เดิม โดยเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างอย่างถ้วนทั่ว และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเข้ามาอยู่ภายในแผนการของเรา เวลานั้นได้มาถึงแล้ว! ช่วงระยะสุดท้ายแห่งแผนการของเรากำลังใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว อา โลกเก่าที่ช่างไม่สะอาด! มันจะล้มลงท่ามกลางวจนะของเราอย่างแน่นอน! มันจะถูกแผนการของเราลดทอนลงไปเป็นสิ่งที่ไม่ใช่อะไรเลยอย่างแน่นอน! อา สรรพสิ่ง! สิ่งเหล่านั้นจะได้รับชีวิตใหม่ท่ามกลางวจนะของเรา—พวกมันจะมีองค์อธิปัตย์ของพวกมัน! อา โลกใหม่ที่ถูกทำให้สะอาดบริสุทธิ์และไร้มลทิน! มันจะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ท่ามกลางสง่าราศีของเราอย่างแน่นอน! อา ภูเขาศิโยน! จะไม่เงียบงันอีกต่อไป—เราได้กลับมาอย่างมีชัยแล้ว! เราสังเกตทั้งแผ่นดินโลกในท่ามกลางสรรพสิ่ง ผู้คนบนแผ่นดินโลกได้เริ่มชีวิตใหม่และมีความหวังใหม่ อา ประชากรของเรา! พวกเจ้าไม่คืนชีวิตกลับมาท่ามกลางความสว่างของเราได้อย่างไรกัน? พวกเจ้าไม่กระโดดโลดเต้นเพราะความชื่นบานภายใต้การนำของเราได้อย่างไรกัน? แผ่นดินทั้งหลายกำลังโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดา ห้วงน้ำทั้งหลายสรวลเสเฮฮาจนเสียงแตกพร่าด้วยความเริงร่ายินดี! อา อิสราเอลคืนชีพ! เจ้าไม่รู้สึกภาคภูมิใจเพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของเราได้อย่างไรกัน? ผู้ใดกันเล่าที่ได้ร่ำไห้? ผู้ใดกันเล่าที่ได้พิลาปคร่ำครวญ? อิสราเอลประเทศเก่านั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป และอิสราเอลของวันนี้ได้ผงาดลุกขึ้นแล้ว ตั้งตรงและตระหง่านอยู่ในพิภพนี้ และได้ลุกขึ้นยืนอยู่ในหัวใจของมนุษยชาติทั้งมวล อิสราเอลของวันนี้จะบรรลุรากฐานสำหรับการดำรงอยู่โดยผ่านทางประชากรของเราอย่างแน่นอน! อา อียิปต์ที่น่าเกลียดชัง! แน่นอนเลยว่า เจ้าไม่ได้ยังคงขัดขืนเราอยู่ ใช่หรือไม่? เจ้าสามารถฉวยประโยชน์จากความกรุณาของเราและพยายามที่จะหลบหนีการตีสอนของเราได้อย่างไรกัน? เจ้าไม่ใช้ชีวิตอยู่ภายในการตีสอนของเราได้อย่างไรกัน? แน่นอนว่า บรรดาผู้ที่เรารักทั้งหมดจะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ และพวกที่ต่อต้านเราทั้งหมดก็จะถูกเราตีสอนไปชั่วนิรันดร์อย่างแน่นอน เพราะเราเป็นพระเจ้าที่หวงแหน และจะไม่ละเว้นมนุษย์ทุกคนไปโดยง่ายสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้ทำลงไป เราจะพินิจพิเคราะห์แผ่นดินโลกทั้งปวง และเราจะเผยตัวเราเองต่อมนุษย์มากมายโดยการปรากฏในทิศตะวันออกของโลกพร้อมด้วยความชอบธรรม บารมี ความโกรธ และการตีสอน!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 26