ศิษยาภิบาลยืนขวางผมกับราชอาณาจักรของพระเจ้า

วันที่ 20 เดือน 02 ปี 2022

โดย หร่วนเหวินซัน, เวียดนาม

พฤศจิกายน ปี 2020 พี่คนหนึ่งเชิญให้ผมชุมนุมออนไลน์ ผมคิดว่า ที่คริสตจักรมีแต่การเทศนาเดิมๆ ไม่ให้เสบียงอาหารจิตวิญญาณ ศิษยาภิบาลต่างชาติที่จัดงานปรนนิบัติออนไลน์จึงอาจดีกว่า ผมตกลง ด้วยความยินดีมาก หลังสามัคคีธรรมไม่กี่วัน ผมได้เรียนรู้ว่าองค์พระเยซูเจ้ากลับมาแล้ว กำลังแสดงความจริง ทรงงานพิพากษาแห่งยุคสุดท้าย ทรงมาชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยให้รอด ให้พ้นพันธะบาป ทำให้เราเป็นผู้นบนอบและนมัสการพระเจ้าจริงๆ พาเราเข้าสู่ราชอาณาจักร การเทศนานั้นวิเศษมาก เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน มีความรู้แจ้งใหม่ๆ มากมายที่เลี้ยงดูผมจริงๆ ผมแบ่งปันกับพี่คนหนึ่งที่ผมเกี่ยวข้องด้วยห่างๆ แต่น่าแปลกใจ นอกจากไม่ยอมฟังแล้ว เขายังบอกศิษยาภิบาลทุกอย่าง เกี่ยวกับเรื่องนั้น

ศิษยาภิบาลส่งผู้นำคริสตจักรสามคนมาที่บ้านผม เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการชุมนุมออนไลน์ ว่าเป็นนิกายไหน ผู้ประกาศมาจากไหน ผมบอกพวกเขาว่า “นี่ไม่ใช่นิกายไหนเลย องค์พระเยซูเจ้ากลับมาแล้ว กำลังทรงงานพิพากษา เริ่มที่พระนิเวศ ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เยอะมาก ทรงบอกชัด ถึงรากเหง้าความบาปของคน วิธีหนีจากบาป และถูกชำระให้สะอาด อีกอย่าง สามัคคีธรรมพี่น้องชายหญิง ให้ความรู้แจ้งจริงๆ” แต่พวกผู้นำพูดว่า “การเทศนาจะดีแค่ไหนก็ช่าง ข่าวการกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเท็จ เพราะพระคัมภีร์บอกว่า ‘ในเวลานั้นถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่า “นี่แน่ะ พระคริสต์อยู่ที่นี่” หรือ “อยู่ที่โน่น” อย่าเชื่อเลย เพราะว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จหลายคนปรากฏขึ้น แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อล่อลวงแม้พวกที่พระเจ้าทรงเลือกถ้าเป็นได้’ (มัทธิว 24:23-24) องค์พระเยซูเจ้าบอกเราชัดว่า พระคริสต์เทียมเท็จจะปรากฏในยุคสุดท้าย ความเชื่อที่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาแล้ว จึงต้องเป็นเท็จ คุณฟังพวกเขาไปได้ยังไง?” พอพวกเขาพูดแบบนี้ ผมก็คิดว่า ที่ตรัสเช่นนั้นเพื่อให้เราหยั่งรู้ถึงพระคริสต์เทียมเท็จ ไม่ใช่ให้เราระวังจนไม่ต้อนรับการกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในการชุมนุมออนไลน์ พี่เฉินกับคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้แบ่งปันความจริงเรื่องการหยั่งรู้พระคริสต์เทียมเท็จ และพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บางส่วน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หากในระหว่างยุคปัจจุบันมีบุคคลผู้หนึ่งโผล่ออกมาซึ่งสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ไล่ผี รักษาคนป่วย และทำปาฏิหาริย์มากมาย และหากบุคคลผู้นี้อ้างว่าพวกเขาคือพระเยซูผู้ได้เสด็จมา เช่นนั้นแล้วนี่จะเป็นสิ่งเทียมเท็จที่ทำขึ้นโดยพวกวิญญาณชั่วที่เลียนแบบพระเยซู จงจดจำการนี้ไว้! พระเจ้าไม่ทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ ช่วงระยะแห่งพระราชกิจของพระเยซูได้ครบบริบูรณ์ไปแล้ว และพระเจ้าจะไม่มีวันทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะนั้นอีกครั้ง พระราชกิจของพระเจ้าไม่สามารถลงรอยกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ ยกตัวอย่างเช่น พันธสัญญาเดิมได้บอกล่วงหน้าถึงการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ และผลลัพธ์ของคำพยากรณ์นี้คือการเสด็จมาของพระเยซู เมื่อการนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ก็น่าจะผิดที่จะมีพระเมสสิยาห์อีกองค์เสด็จมาอีกครั้ง พระเยซูได้เสด็จมาแล้วครั้งหนึ่ง และมันน่าจะผิดหากพระเยซูจะเสด็จมาอีกครั้งในครานี้ มีชื่อเดียวสำหรับทุกยุค และแต่ละชื่อประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญของยุคนั้น ในมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ พระเจ้าต้องทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เสมอ ต้องทรงรักษาคนป่วยและไล่ผีเสมอ และต้องทรงเป็นดุจดั่งพระเยซูเสมอ กระนั้นในครานี้ พระเจ้าไม่ทรงเป็นเหมือนเช่นนั้นเลย หากในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้ายังคงทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และยังคงทรงไล่ผีและรักษาคนป่วย—หากพระองค์ทรงทำอย่างเดียวกันกับพระเยซู—เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็คงจะกำลังทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ และพระราชกิจของพระเยซูก็จะไม่มีนัยสำคัญหรือคุณค่า ดังนั้นในทุกยุคพระเจ้าจึงทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะเดียวจนแล้วเสร็จ ทันทีที่แต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของพระองค์ได้ดำเนินการครบบริบูรณ์แล้ว ในไม่ช้าก็ถูกเลียนแบบโดยพวกวิญญาณชั่ว และหลังจากซาตานเริ่มตามหลังพระเจ้าไปติดๆ พระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนแปลงไปสู่วิธีการที่ต่างออกไป ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงเสร็จสิ้นช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ ก็จะถูกเลียนแบบโดยพวกวิญญาณชั่ว พวกเจ้าต้องชัดเจนเกี่ยวกับการนี้” (“การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) สามัคคีธรรมของเขาช่วยให้ผมเห็นว่า เมื่อองค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จหลายคนปรากฏขึ้น แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่” หมายถึงพระคริสต์เทียมเท็จ นำให้หลงผิด ด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ คนที่แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เรียกตนเองว่าพระเจ้า จึงต้องเป็นพระคริสต์เทียมเท็จ เป็นวิญญาณชั่ว เพราะพระเจ้า ใหม่เสมอไม่เคยเก่า ไม่เคยทรงงานซ้ำ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา จะไม่ทรงงานเดิมในยุคพระคุณ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ไม่แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในยุคสุดท้าย แต่แสดงความจริงเพื่อทรงงานพิพากษา เริ่มที่พระนิเวศ ชำระคนให้บริสุทธิ์ ช่วยให้รอด ทรงแสดงความจริงมากมาย ทรงเป็นพระคริสต์ องค์พระเยซูเจ้าที่กลับมา ผมก็เลย พูดแย้งกลับไปว่า “พระองค์ตรัสอย่างนั้นให้เราหยั่งรู้พระคริสต์เทียมเท็จ พระคริสต์คือผู้ที่แสดงความจริงและทรงงานความรอดได้ แต่พระคริสต์เทียมเท็จ คือวิญญาณชั่ว แสดงความจริงไม่ได้ แค่เลียนแบบราชกิจในอดีต แสดงหมายสำคัญการอัศจรรย์ง่ายๆ หลอกคน พระองค์ตรัสว่าจะกลับมา ให้เราระวังระไวและรอ ต้องมีคนประกาศเรื่องการทรงกลับมาของพระองค์แน่ ดังนั้นถ้าอ้างว่าทั้งหมดนั้นเป็นเท็จ จะไม่ลงเอยด้วยการกล่าวโทษการทรงกลับมาเหรอ?” พวกเขาไม่รู้ว่าจะตอบยังไง ก็เลยแค่ข่มขู่ผมว่า ถ้าผมชุมนุมออนไลน์ต่อไป พวกเขาจะไม่ช่วยครอบครัวผมเลย ในเวียดนาม เราขอให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานให้กับทุกเรื่องใหญ่เล็ก ถ้ามีคนตาย หรือมีเหตุการณ์ชีวิตอื่นๆ ศิษยาภิบาลจะช่วยเสมอ ถ้าพวกเขาไม่มา คนอื่นก็ไม่มาช่วยเหมือนกัน ผมจึงค่อนข้างกังวลตอนพวกเขาพูดว่าจะไม่ช่วยอีกแล้ว เราจะจัดการเรื่องครอบครัวยังไง? ตอนนั้น ผมไม่แน่ใจเต็มที่เรื่องราชกิจยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมรู้ว่าพวกนักบวชของคริสตจักรผิด แต่พวกเขายังมีผลกับผมเพราะผมไม่เข้าใจความจริงมาก ผมกังวลเรื่องการรับมือกับปัญหาในชีวิตด้วย ถ้าพวกเขาไม่ช่วย แต่แล้วผมก็คิดว่า จากการชุมนุมเหล่านั้น ผมได้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นความจริง มาจากพระเจ้าทั้งหมด ผมรู้สึกว่าทรงน่าจะเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่กลับมา ถ้าผมฟังพวกผู้นำ แล้วพลาดความรอดในยุคสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้าล่ะ? ผมรู้สึกขัดแย้งมาก ไม่รู้ว่าควรตกลงหยุดชุมนุมออนไลน์ไหม

ผมมองออกว่าพวกเขาเหลืออดแค่ไหน ถ้าผมชุมนุม ฟังการเทศนาของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ต่อไป ผมรู้พวกเขาคงไม่เลิก ผมคิดว่าคงทำเป็นตกลงได้ พอพวกเขาไปก็ค่อยแอบชุมนุม ผมก็เลย บอกไปว่าจะหยุดเข้าร่วมการชุมนุม แต่พวกเขาไม่จบแค่นั้น พวกเขายืนกราน ให้ผมลบข้อมูลติดต่อของผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมไม่อยากลบ ก็เลยจงใจถ่วงเวลา คิดว่าถ้าไม่ให้มือถือสักที พวกเขาคงไปเอง แต่แล้วภรรยาก็รบเร้าผม ให้ฟังพวกเขา ว่าพวกเขาทำแบบนี้เพราะความรัก ผมคิดว่า ถ้าพวกเขารักผมจริงๆ ก็ควรนำให้ผมตรวจสอบงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า แต่นี่กลับตัดสินและกล่าวโทษราชกิจใหม่ กันไม่ให้ผมอ่านพระวจนะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาไม่กลัวจะทำลายโอกาสต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าของผมเหรอ? นั่นเหรอรัก? เวลาเริ่มดึกขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขายังไม่ไป ยืนกรานให้ผมส่งมือถือให้ สุดท้าย ผมไม่มีทางเลือกอื่น จึงให้พวกเขาไป พวกเขาลบกลุ่มพี่น้องคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทิ้ง และปิดกั้นการติดต่อไว้ทุกคน พวกเขาเตือนผมว่า ถ้าผมต่อต้านพวกเขาและฟังการเทศนาของทางนั้นต่อไป จะไล่ผมไปจากคริสตจักร พอได้ยินอย่างนั้น ผมก็กลัว ถ้าผมเข้าร่วมการชุมนุมต่อไป และครอบครัวมีเรื่องอะไร เราจะทำยังไงถ้าพวกเขาไม่ช่วยและสนับสนุน? ลูกๆ เราจะทำยังไงถ้าภรรยาโกรธผมเพราะเรื่องนี้ ถ้าพวกเราไม่ลงรอยกัน? ผมรู้สึกเป็นทุกข์ เมื่อคิดเรื่องนั้น ก็เลยบังคับตัวเองให้พูดว่า “ผมจะหยุดเข้าร่วม” ผู้นำคนหนึ่งยิ้มและพูดว่า “อย่างนี้สิ เข้าร่วมงานปรนนิบัติกับเราต่อไปนะ”

หลังออกจากกลุ่ม ผมไม่มีทางเลือก ก็กลับไปคริสตจักรเดิม ศิษยาภิบาลที่นั่น มักจะพูดเรื่องพระคุณ หรือของถวาย หรือไม่ก็สุ่มข้อพระคัมภีร์มาพูด เขามักจะพูดเรื่องเดิมๆ โดยไม่มีความรู้แจ้งใหม่เลย บางครั้งเวลาเขาไม่รู้จะพูดอะไรก็จะพูดเรื่องตลก ไม่เป็นประโยชน์กับชีวิตผมสักนิด บางคนผล็อยหลับในงานปรนนิบัติด้วยซ้ำ ศิษยาภิบาลอธิษฐานให้แต่ลูกวัดที่ให้ของถวายมากกว่า คนที่ให้ไม่มาก ก็จะเมินและไม่อธิษฐานให้ พอเห็นแบบนี้ ผมคิดถึงการสามัคคีธรรมของพี่น้องจากการชุมนุมออนไลน์ พวกเขาพูดว่า โลกศาสนามืดมัว และกับการที่พระเจ้าทรงงานใหม่ พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงงานในคริสตจักรจากยุคพระคุณ ถ้าไม่มีงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การเทศนาของศิษยาภิบาลก็แห้งผากและซ้ำซ้อน จัดหาให้ผู้คนไม่ได้ พอได้คิดดู ผมรู้ในใจว่า คริสตจักรไม่มีงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆ คริสตจักรเรามีความกระตือรือร้นแบบนั้นเสมอมา แต่ตอนนี้เราแทบไม่อยากไปงานปรนนิบัติ ผมคิดว่าสามัคคีธรรมของสมาชิกคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีแสงสว่างแค่ไหน เลี้ยงดูผมแค่ไหน ผมฟังการเทศนาของศิษยาภิบาลมาหลายปี แต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องแผนการความรอดของพระเจ้า พระองค์ทรงงานในยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณยังไง ผลแห่งงานของพระองค์คืออะไร หรือพระเจ้าพิพากษาผู้คนยังไง ในยุคสุดท้าย ผมแค่รู้ว่าต้องมีความเชื่อ ตั้งแต่ได้ยินเรื่องวจนะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมก็ได้เรียนรู้เรื่องความล้ำลึกของราชกิจ และสามัคคีธรรมของผมกับคนอื่นๆ ช่วยให้ผมเข้าใจราชกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเห็นว่าคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆ และวจนะของพระองค์ก็ล้วนเป็นความจริง ผมได้เห็นว่าพระองค์น่าจะเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่กลับมาจริงๆ พอคิดถึงทุกสิ่งที่ได้รับจากการชุมนุมออนไลน์ ก็ทำให้ผมอบอุ่นใจจริงๆ ผมคิดกับตัวเองว่า ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงกลับมาเพื่อทรงงานใหม่ ถ้าไม่ชุมนุมเพื่อมองค้นเข้าไป อาจพลาดโอกาสได้รับความรอด ผมอยากชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงมากกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะผู้นำลบข้อมูลการติดต่อไปทั้งหมด วิญญาณของผมหิวโหย ผมรู้สึกเหมือนเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดบนแผ่นดินโลกไป ผมรู้สึกระทม ว่างเปล่า และเจ็บปวด อธิษฐานทุกวันให้พระเจ้าแสดงให้เห็นทางออก และขอบคุณพระเจ้า ทรงได้ยินผม ไม่นานนัก พี่สาวคนหนึ่งจากลาว และพี่ชายคนหนึ่งในเฟซบุ๊คติดต่อผมมา พวกเขาบอกว่าในช่วงที่เราไม่ได้ติดต่อกัน พวกเขาเป็นห่วงผมมาก พยายามตามหา ผมซึ้งใจมาก นึกขอบคุณพระเจ้า ผมรู้สึกถึงความรักของพระเจ้า ทรงทุ่มเท ในความรอดของเรา ไม่เคยทอดทิ้ง พวกเขาห่วงผมจะคิดลบและอ่อนแอ จึงส่งวจนะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มาให้ บทตอนหนึ่งมีผลกระทบกับผมจริงๆ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงดูแลบุคคลหนึ่ง ทรงเฝ้ามองบุคคลผู้นี้ และตลอดเวลานั้นซาตานก็ตามติดพระองค์ทุกย่างก้าว ผู้ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงโปรด ซาตานก็เฝ้าดูด้วย โดยสะกดรอยตามมาข้างหลัง หากพระเจ้าทรงต้องประสงค์บุคคลนี้ ซาตานก็จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในอำนาจของมันเพื่อขัดขวางพระเจ้า ใช้ลูกเล่นชั่วร้ายต่างๆ นานาเพื่อทดลองพระราชกิจของพระเจ้า ทำให้พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำหยุดชะงักและอับปางลง ทั้งหมดก็เพื่อที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ที่ซ่อนเร้นของมัน วัตถุประสงค์นี้คืออะไรหรือ? มันไม่ต้องการให้พระเจ้าได้รับผู้ใดสักคน มันต้องการทุกคนที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์นั้นเพื่อตัวมันเอง มันต้องการที่จะยึดครองพวกเขา ควบคุมพวกเขา กำกับดูแลพวกเขาเพื่อให้พวกเขาเคารพบูชามัน เพื่อให้พวกเขาเข้าร่วมกับมันในการกระทำความชั่ว นี่ไม่ใช่แรงจูงใจที่ชั่วร้ายเลวทรามของซาตานหรอกหรือ?…ในการทำสงครามกับพระเจ้า และในการสะกดรอยตามมาข้างหลังพระองค์นั้น วัตถุประสงค์ของซาตานคือเพื่อรื้อทำลายพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำ เพื่อยึดครองและควบคุมบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับ เพื่อทำให้บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับนั้นดับสิ้นไปโดยสิ้นเชิง หากพวกเขาไม่ถูกทำให้ดับสิ้นไป เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมาเป็นสิ่งครอบครองของซาตาน เพื่อให้มันใช้งาน—นี่คือวัตถุประสงค์ของมัน” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พี่สาวคนนั้นสามัคคีธรรมว่า เราเห็นได้จากวจนะพระเจ้า ว่าต่อให้จะมีคนยืนขวางทำให้เราหยุดชะงัก เบื้องหลังคือการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับซาตาน พระเจ้ากำลังช่วยเราให้รอด แต่ซาตานก็ใช้คนทุกแบบกดขี่และขัดขวางเรา เพื่อให้เราไม่ยอมรับและทรยศพระเจ้า สูญเสียความรอดแห่งยุคสุดท้าย นี่คือเจตนาที่ชั่วช้าของซาตาน นี่คือตอนที่เราต้องลุกขึ้นยืน หยั่งรู้คนพวกนี้และสิ่งต่างๆ เลือกเส้นทางแห่งความเชื่อ เพราะเราได้ยินสุรเสียงพระเจ้า เราต้องติดตามรอยพระบาทอย่างใกล้ชิด เป็นทางเดียวที่จะยืนหยัดอยู่บนหนทางที่แท้จริง สามัคคีธรรมของเธอให้ความรู้แจ้ง พวกผู้นำไม่อยากให้ผมชุมนุมออนไลน์ ลบข้อมูลติดต่อของทุกคน อ้างว่าเพื่อไม่ให้ผมหลงผิด ดูเหมือนจะมาจากความรักและเกื้อกูล แต่ที่จริง พวกเขาขวางทางไม่ให้ผมต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ลากผมกลับเข้าโลกศาสนา ให้เสียความรอดแห่งยุคสุดท้าย ที่พวกนักบวชทำให้หยุดชะงัก เปิดเผยด้วยว่าความเชื่อผมเล็กน้อยแค่ไหน ผมถูกชักจูงง่ายแค่ไหน ผมยื่นมือถือให้พวกนักบวชตัดการติดต่อกับคนอื่นๆ แล้วกลับเข้าคริสตจักรเดิม ผมใช้ชีวิตในความมืด ไม่อาจได้รับเสบียงอาหารฝ่ายวิญญาณเลย เกือบเดินตามศิษยาภิบาล ทิ้งหนทางที่แท้จริง—น่ากลัวจริงๆ ผมไม่อาจก้มลงหาซาตานได้อีก ผมตั้งใจจะอ่านวจนะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ต่อไป ไม่ว่านักบวชจะทำอะไร หลังจากนั้น พี่ชายคนหนึ่งส่งวิดีโอคำพยานมาให้สองสามอัน เกี่ยวกับการที่พี่น้องชายหญิงถูกรัฐบาลจีนข่มเหง แล้วยืนหยัดเป็นพยานผ่านการทรมานที่โหดร้ายยังไง นั่นคือความเชื่อที่แท้จริง เมื่อเทียบกันแล้ว แค่พวกนักบวชทำให้หยุดชะงักนิดหน่อย ผมก็ยอมจำนนซะแล้ว ผมยังต้องพยายามอีกมาก! ผมรู้ว่าต้องพึ่งพาพระเจ้าเพื่อผ่านมันไปให้ได้ และต้องยืนหยัดเข้มแข็ง ไม่ว่าครอบครัวจะปฏิเสธผม หรือพวกนักบวชจะต่อต้านยังไง ผมตั้งใจจะชุมนุมและฟังการเทศนาออนไลน์ต่อไป

ต่อมา พวกนักบวชทำอีกหลายอย่างไม่ให้ผมชุมนุม ถึงกับโกหกผมว่า “เราถูกจัดวางโดยพระเจ้า เพื่อเฝ้าดูแกะของพระองค์ เราจึงต้องรับผิดชอบคุณด้วยตัวเอง เราถึงต้องควบคุมการชุมนุมออนไลน์ของคุณ และลบผู้ติดต่อพวกนั้น เพื่อตัวคุณเอง ถ้าเราไม่ดูแลแกะของพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะพิพากษาเราเมื่อทรงกลับมา” ผมจำบางสิ่งที่ พี่คนหนึ่งพูดในการชุมนุมได้ ว่านักบวชถูกแต่งตั้งโดยพระเจ้าหรือเปล่า เขาพูดว่า “มีวจนะจากพระเจ้าที่เป็นพื้นฐานให้คนที่ทรงจัดวางไว้ ในยุคธรรมบัญญัติ เมื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าจัดวางโมเสสไว้ให้ชาวอิสราเอล ทรงบอกโมเสสเองว่า ‘เราจะอยู่กับเจ้าแน่ นี่เป็นหมายสำคัญให้เจ้ารู้ว่าเราใช้เจ้าไป คือเมื่อเจ้านำประชากรออกจากอียิปต์แล้ว เจ้าทั้งหลายจะมานมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้’ (อพยพ 3:12) ในยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าตรัสเป็นหลักฐานในการให้เปโตรเลี้ยงดูคริสตจักร ‘เราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร และบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้ เราจะมอบลูกกุญแจต่างๆ แห่งแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน สิ่งใดที่ท่านกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดที่ท่านกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์’ (มัทธิว 16:18-19) ‘จงดูแลแกะของเราเถิด’ (ยอห์น 21:16) เราจะเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงเป็นพยานให้ผู้ที่ทรงสถาปนาและใช้งานด้วยพระองค์เอง มีพระวจนะเป็นข้อพิสูจน์ ถ้าไม่มี ก็ไม่มีสิ่งที่พิสูจน์ถึงงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกนักบวชมีพระวจนะพิสูจน์ไหมว่าตนถูกจัดวางไว้โดยพระองค์? แล้วงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ล่ะ?” นี่ทำให้ผมมั่นใจแน่วแน่ ผมรู้ ว่าพระเจ้าไม่เคยตรัสว่าทรงจัดวางพวกนักบวชไว้ และถึงเปาโลจะพูดว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตั้งพวกท่านไว้ให้เป็นผู้ดูแล” คำพูดของเปาโลก็ไม่ใช่พระวจนะ เอามาใช้เป็นพื้นฐานไม่ได้ คำกล่าวอ้างของพวกเขาไม่มีน้ำหนัก! เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้รู้ว่า พวกนักบวชไม่มีความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการเทศนา ไม่ได้แบ่งปันน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือนำเราให้นำพระวจนะมาปฏิบัติ ขาดพร่องงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดยพระเจ้า แต่โดยมนุษย์ ในความเชื่อของผม ผมต้องฟังพระวจนะและติดตามพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์ พอเห็นผมไม่ตอบ ศิษยาภิบาลก็โมโหและด่าผมว่า “ใครที่อยากแบ่งปันข่าวประเสริฐต้องผ่านเราก่อน ถ้าเราไม่เห็นชอบ ก็เป็นหนทางที่ผิด คุณจะฟังมันไม่ได้!” ผมตอบโต้ไปว่า “พระเจ้าคือพระผู้สร้าง และทรงงานของพระองค์เอง ไม่ทรงต้องให้มนุษย์เห็นชอบ พระองค์กลับมาแล้ว เราฟังสุรเสียงและติดตามพระองค์—ทำไมต้องให้คุณเห็นชอบด้วย?” ผมคิดว่า พวกเขาคิดเข้าข้างตัวเองมากไป หยิ่งยะโสมาก การไม่ฟังวจนะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์หรือตรวจสอบราชกิจ แต่ตัดสินเลย ก็เหมือนท่าทีที่พวกฟาริสีมีต่องานขององค์พระเยซูเจ้า พวกเขาไม่มีความเคารพต่อพระเจ้า ไม่มีความรักต่อความจริงเลย

ภายหลัง พวกเขาโกหกภรรยาผม โดยบอกว่าผมถูกนำให้หลงไปทางที่ผิด เธอไม่มีการหยั่งรู้พวกเขาเลย ดังนั้น ทุกครั้งเวลาผมชุมนุมออนไลน์ เธอจะโกรธมาก และพูดว่าเราเดินคนละเส้นทางกัน เธอจะหย่ากับผมถ้าผมยังชุมนุมต่อไป ตอนนั้น ผมรู้สึก อ่อนแอและทุกข์ใจมาก ผมคิดว่า ถ้าผมประนีประนอมและเลิกชุมนุม ผมจะเสียความรอดของพระเจ้า แต่ถ้าผมชุมนุมต่อไป เธอจะหย่าผม แล้วลูกเล็กๆ ของเราล่ะ? ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างหมดหนทาง “พระเจ้า โปรดเสริมกำลังความเชื่อของข้าฯ ช่วยข้าให้ชนะบททดสอบ นำข้าไปตามเส้นทางเบื้องหน้าด้วย” แล้วผมก็ นึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัส “ใครที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเรา ก็ไม่มีค่าควรกับเรา และใครที่รักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา คนนั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา” (มัทธิว 10:37) พระวจนะแสดงให้ผมเห็น ว่าผมรักภรรยากับลูกมากกว่าพระเจ้า ผมไม่ควรค่ากับพระองค์ ผมตั้งมั่นเงียบๆ ว่าต่อให้ภรรยาจะหย่าผม ผมก็จะติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ต่อไป หลังจากนั้น พอภรรยาจะยืนขวาง ก็ไม่มีผลกับผมเลย

ต่อมา ศิษยาภิบาลให้พ่อตาผมเข้ามาร่วมกันผมจากการชุมนุมด้วย พ่อตาผมเป็นคนดื่มหนัก ไม่ได้ไปคริสตจักรบ่อยนัก แต่ศิษยาภิบาลเชิญเขาไปงานปรนนิบัติ และโกหกโดยบอกเขาว่า พอเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แล้ว ถ้าจะออกจากคริสตจักร จะโดนหักขา ภรรยาผมได้ฟังจากพ่อตา แล้วก็กลับบ้านมาตะคอกใส่ผม ผมบอกเธอว่า สิ่งที่พวกนักบวชพูดไม่มีพื้นฐานเลย ไม่มีใครในโลก ถูกหักขาเพราะไม่ยอมรับ งานในยุคสุดท้ายของพระเจ้า มันเป็นข่าวลือที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีนกุขึ้น รัฐบาลนี้กดขี่และต่อต้านพระเจ้า ครั้งนึงศิษยาภิบาลบอกผมว่า ศิษยาภิบาลอีกคนนำพระคัมภีร์กลับมาจากอเมริกา แต่ถูกตำรวจยึดไว้ที่พรมแดนจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ให้เชื่อในพระเจ้า ตอนนี้องค์พระผู้เป็นเจ้ากลับมาปรากฏในจีน พวกนั้นก็ไล่ล่าและข่มเหงผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราจะเชื่อสิ่งที่รัฐบาลที่ไม่เชื่อและต่อต้านพระเจ้าพูดได้ยังไง? ผมชุมนุมและอ่านวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เยอะมาก ซึ่งอุดมและล้นเหลือ และเปิดเผยความล้ำลึกของราชกิจ ความเสื่อมทรามและธรรมชาติเปี่ยมบาปของคน เราจึงรู้จักตัวเอง ยิ่งอ่านก็ยิ่งได้รับความรู้แจ้ง ยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นเสียงพระเจ้า ผมบอกเธอว่าแน่ใจว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่กลับมา องค์พระเยซูเจ้ากลับมาแล้ว เราต้องตามให้ทันรอยเท้าพระเจ้า ผมจะกลับไปคริสตจักรเดิมทำไม? ภรรยาผมไม่มีอะไรจะพูดอีก กับเรื่องนั้น แต่พอเธอร่วมงานปรนนิบัติและฟังข่าวลือของศิษยาภิบาล ก็จะกลับบ้านมาเถียงผม เมื่อก่อนผมคิดเสมอว่าพวกนักบวชรักพระเจ้า และรักผมด้วย แต่ตั้งแต่ที่พวกเขารู้ว่าผมแสวงหาราชกิจใหม่ ก็ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อยืนขวางทางผม ลากผมกลับเข้าสู่ศาสนาของพวกเขา สุดท้ายผมก็เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ผมจำวจนะองค์พระเยซูเจ้าที่สาปแช่งพวกฟาริสีได้ “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด พวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์ เพราะพวกเจ้าเองไม่เข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ไม่ยอม” (มัทธิว 23:13) “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าไปทั่วทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อจะได้สักคนหนึ่งเข้าจารีต แต่เมื่อได้แล้ว ก็ทำให้เขาตกนรกยิ่งกว่าพวกเจ้าเองถึงสองเท่า” (มัทธิว 23:15) พวกฟาริสีล่อลวงผู้คนเข้าศาสนาเพื่อควบคุมไว้ในเงื้อมมือ พอองค์พระเยซูเจ้ามา พวกเขาก็เห็นว่างานและวจนะพระองค์ทรงพลังและทรงสิทธิอำนาจแค่ไหน แต่เกาะเกี่ยวองค์พระคัมภีร์ตามตัวอักษร ไม่แสวงหาความจริง กลัวว่าชีวิตตนจะตกอยู่ในอันตรายถ้าผู้คนติดตามพระเยซู จึงกระจายข่าวลือป้ายสีและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า ในที่สุดก็ตรึงกางเขนพระองค์ ศิษยาภิบาลทุกวันนี้เป็นเหมือนพวกฟาริสีเลยไม่ใช่เหรอ? ดักผู้เชื่อไว้ในคริสตจักร ควบคุมไม่ให้ได้ยิน สุรเสียงพระเจ้าและต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า มันช่างชั่วจริงๆ! ทำให้ผมนึกถึงวจนะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จากการชุมนุม พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มีบรรดาผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรอันอลังการและสวดท่องพระคัมภีร์ตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่สามารถรู้จักพระเจ้า นับประสาอะไรที่คนหนึ่งคนใดท่ามกลางพวกเขาจะสามารถปฏิบัติโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาทั้งหมดเป็นคนถ่อยไร้ค่า และแต่ละคนยืนค้ำหัวสั่งสอนพระเจ้า พวกเขาตั้งใจต่อต้านพระเจ้าแม้ขณะที่พวกเขาถือธงประจำของพระองค์ พวกเขาอ้างความเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงกินเนื้อหนังและดื่มโลหิตของมนุษย์ ผู้คนเช่นนั้นทั้งหมดคือเหล่ามารที่กลืนกินดวงจิตของมนุษย์ เหล่าปีศาจผู้เป็นหัวหน้าที่จงใจขวางทางผู้ที่พยายามก้าวลงบนเส้นทางที่ถูกต้อง และคือเครื่องสะดุดทั้งหลายที่คอยขัดแข้งขัดขาผู้ที่แสวงหาพระเจ้า พวกเขาอาจดูมี ‘องค์ประกอบอันเพียบพร้อม’ แต่ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า คนเหล่านั้นมิใช่สิ่งอื่นใดนอกเสียจากศัตรูของพระคริสต์ที่นำผู้คนให้ยืนต้านพระเจ้า? ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาคือมารที่มีชีวิตซึ่งทุ่มเทอุทิศเพื่อการกลืนกินดวงจิตของมนุษย์?” (“ผู้คนทั้งหมดที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) วจนะพระเจ้าแสดงโฉมหน้าจริงที่ต่อต้านพระเจ้าของนักบวช พระเจ้าทรงมาในยุคสุดท้ายเพื่อช่วยมวลมนุษย์ นักบวชไม่ใช่แค่ไม่แสวงหาและตรวจสอบ แต่ยังต่อสู้และกล่าวโทษพระองค์ กระจายข่าวลือและโกหก ปิดผนึกคริสตจักร ไม่ให้ผู้เชื่อแสวงหาหนทางที่แท้จริง พวกเขาไม่ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า กันไม่ให้เรายอมรับความรอดของพระเจ้า ทำลายโอกาสในการเข้าสู่ราชอาณาจักร พวกเขาคือปีศาจในพระวจนะ กินเนื้อและดื่มเลือดมนุษย์ สัตว์ร้ายที่กันผู้คนไว้จากหนทางที่แท้จริง

ขับไล่ผมออกจากคริสตจักรเพราะผมจะไม่ติดตามพวกเขา พวกผู้นำบอกผมว่า พวกเขาจะไม่ช่วยผมถ้าผมเจอปัญหาอะไร จากนั้นผมก็ได้เห็นจริงๆ ว่า นักบวชพวกนั้นไม่รักความจริงหรือได้ยินสุรเสียงพระเจ้า ไม่ใช่แกะของพระเจ้า การติดตามพวกเขาในความเชื่อก็เหมือนคนตาบอดนำคนตาบอด ถูกทำลายกันหมด ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เป็นอิสระจากผู้เลี้ยงเทียมเท็จและพบรอยเท้าพระเจ้า

วันต่อๆ มาผมอ่านวจนะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากขึ้น และได้ฟังคำพยานจากพี่น้องชายหญิงมากขึ้น ผมรู้สึกถูกประคองและสอนสั่งทางวิญญาณ มากที่สุดในเวลา 10 ปีแห่งความเชื่อ รู้สึกว่าการเกิดมาในยุคสุดท้าย สามารถต้อนรับการทรงกลับมาได้ ช่างเป็นพรอันประเสริฐยิ่งนัก! ผมอยากแบ่งปันข่าววิเศษนี้กับหลายๆ คนที่ยังไม่ได้มาเฉพาะพระพักตร์ แต่พวกนักบวชเตือนผมไม่ให้แบ่งปันข่าวประเสริฐกับสมาชิกคนอื่นๆ ไม่งั้น จะรายงานทางการให้มาจับกุมผม ผมพูดว่า “คุณไม่กลัวการต่อต้านพระเจ้าเหรอ?” หนึ่งในนั้นที่ชื่อจ้าวตอบอย่างเย็นชาว่า “ถ้านี่ป็นงานของพระเจ้าจริง งั้นครั้งนี้เราก็จะเป็นพวกฟาริสี ให้พระเจ้าลงโทษเราไปหลายชั่วคน” แต่การพูดอะไรแบบนี้ คือการจงใจต่อต้านพระเจ้าและล่วงเกินพระอุปนิสัยไม่ใช่เหรอ? ความหยิ่งยะโสและการขาดความยำเกรงต่อพระเจ้าโดยสิ้นเชิงแสดงให้ผม เห็นชัดกว่าเดิมว่าพวกเขาเกลียดความจริงและเป็นศัตรูกับพระเจ้า เมื่อต่อต้านพระเจ้าเช่นนั้น สุดท้ายจะถูกพระเจ้าลงโทษเช่นเดียวกับพวกฟาริสี!

หลังจากนั้น ผมได้หยั่งรู้ถึงพวกเขาชัดเจนจริงๆ พวกเขาขวางทางผมไม่ได้อีกแล้ว ผมตั้งมั่นติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยิ่งขึ้น ตอนนี้ผมรับหน้าที่ในคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ภรรยาผมสงสัยเมื่อเห็นว่าผมหนักแน่นในความเชื่อมากแค่ไหน เธอเริ่มมองค้นเข้าไป แล้วก็ยอมรับราชกิจแห่งยุคสุดท้ายหลังได้อ่านพระวจนะ ตอนนี้เธอก็แบ่งปันข่าวประเสริฐอยู่ ผมรู้สึกขอบคุณความรอดของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ อยากจะทุ่มเต็มที่ในการทำหน้าที่และทดแทนความรักของพระเจ้า

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หลังแผ่นดินไหว

โดย เจน, ฟิลิปปินส์ ฉันยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะของพระองค์เยอะมาก...

ติดต่อเราผ่าน Messenger