พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

การปฏิบัติ (1)

ในอดีต มีการออกนอกลู่นอกทางมากมายและแม้กระทั่งความไร้สาระในรูปแบบที่ผู้คนได้รับประสบการณ์ พวกเขาเพียงแค่ไม่เข้าใจมาตรฐานของข้อกำหนดของพระเจ้า ดังนั้นจึงมีเรื่องมากมายซึ่งประสบการณ์ของผู้คนนั้นบิดเบือนไป สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการจากมนุษย์ก็คือการที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ปกติธรรมดาได้ ตัวอย่างเช่น เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้คนในการติดตามสิ่งประดิษฐ์ที่ทันสมัยในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารและเสื้อผ้า ในการสวมใส่สูทและเน็คไท ในการเรียนรู้สักเล็กน้อยเกี่ยวกับศิลปะสมัยใหม่ และในเวลาว่างพวกเขาสามารถเพลิดเพลินไปกับศิลปะ วัฒนธรรม และการบันเทิงได้ พวกเขาสามารถถ่ายรูปภาพแห่งความทรงจำบางรูป พวกเขาสามารถอ่านและได้รับความรู้อันเป็นประโยชน์บางอย่าง และมีสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่ค่อนข้างดีได้ เหล่านี้คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของความเป็นมนุษย์ปกติธรรมดา และกระนั้นผู้คนก็มองสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงชิงชัง และพวกเขาก็ระงับใจไว้ไม่ให้ทำสิ่งเหล่านั้น การฝึกฝนปฏิบัติของพวกเขาประกอบไปด้วยแค่การทำตามกฎเกณฑ์เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่ขุ่นเหมือนน้ำในคูและไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง ที่จริงแล้ว พระเจ้าไม่เคยทรงเรียกร้องให้ผู้คนทำสิ่งต่างๆ อย่างนี้ ผู้คนทั้งหมดต่างก็ปรารถนาที่จะตัดทอนอุปนิสัยของตนเอง อธิษฐานอย่างไม่หยุดหย่อนภายในจิตวิญญาณของตนเพื่อใกล้ชิดพระเจ้ายิ่งขึ้น จิตใจของพวกเขาครุ่นคิดถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายอยู่ตลอดเวลา ดวงตาของพวกเขาสังเกตสิ่งนี้หรือสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา ในความกลัวเป็นอย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์กับพระเจ้าของพวกเขาจะถูกตัดขาดด้วยเหตุผลบางประการ เหล่านี้คือข้อสรุปทั้งหมดที่ผู้คนคิดได้ด้วยตนเอง ข้อสรุปเหล่านี้คือกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดยผู้คนเพื่อตัวพวกเขาเอง หากเจ้าไม่รู้จักธรรมชาติและเนื้อแท้ของเจ้าเองและเจ้าไม่เข้าใจว่าการฝึกฝนปฏิบัติของเจ้าเองนั้นสามารถเข้าถึงระดับใดได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีทางมั่นใจได้อย่างแน่นอนว่าพระเจ้าทรงต้องการมาตรฐานอะไรจากมนุษย์ และเจ้าก็จะไม่มีเส้นทางของการฝึกฝนปฏิบัติที่ถูกต้อง เนื่องจากเจ้าไม่สามารถเข้าใจว่าที่จริงแล้วพระเจ้าทรงต้องการอะไรจากมนุษย์ จิตใจของเจ้าจึงปั่นป่วนอยู่ตลอดเวลา เจ้าทรมานสมองของเจ้าในการวิเคราะห์พระประสงค์ของพระเจ้าและงุ่มง่ามค้นหาวิธีการบางอย่างที่จะถูกขับเคลื่อนและถูกทำให้รู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผลก็คือ เจ้าพัฒนาวิธีการบางอย่างในการฝึกฝนปฏิบัติที่เจ้าเชื่อว่าจะเหมาะสม เจ้าเพียงแค่ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วพระเจ้าทรงต้องการอะไรจากมนุษย์ เจ้าแค่ปฏิบัติไปตามหลักการฝึกฝนปฏิบัติของเจ้าเองโดยไม่ไตร่ตรอง ใส่ใจต่อผลลัพธ์ที่ได้เพียงเล็กน้อยและยิ่งใส่ใจน้อยไปกว่านั้นอีกเกี่ยวกับว่ามีการออกนอกลู่นอกทางหรือข้อผิดพลาดในการฝึกฝนปฏิบัติของเจ้าหรือไม่ ด้วยวิธีนี้ การฝึกฝนปฏิบัติของเจ้าจึงขาดความถูกต้องโดยธรรมชาติและไม่มีหลักการ สิ่งที่ขาดหายไปเป็นพิเศษนั้นก็คือความมีเหตุผลและจิตสำนึกของมนุษย์ที่ถูกต้อง รวมทั้งการชมเชยจากพระเจ้าและการยืนยันจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ การเลือกเส้นทางของเจ้าเองนั้นได้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายเกินไปโดยสิ้นเชิง การฝึกฝนปฏิบัติประเภทนี้เป็นแค่การทำตามกฎเกณฑ์หรือการรับภาระเพิ่มขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อที่จะยับยั้งตัวเจ้าเองและควบคุมตัวเจ้าเอง กระนั้นเจ้าก็คิดว่าเจ้ามีการฝึกฝนปฏิบัติที่ถูกต้องและแม่นยำอย่างสมบูรณ์แบบ และไม่รู้ว่าส่วนใหญ่ของการฝึกฝนปฏิบัติของเจ้านั้นประกอบไปด้วยกระบวนการหรือพิธีกรรมทางศาสนาที่ไม่จำเป็น มีผู้คนจำนวนมากที่ฝึกฝนปฏิบัติเยี่ยงนี้เป็นเวลาหลายปีโดยที่โดยพื้นฐานแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตน ไม่มีการทำความเข้าใจใหม่ และไม่มีการเข้าสู่ใหม่ พวกเขากระทำความผิดพลาดเดิมๆ โดยไม่รู้ตัวและใช้ธรรมชาติเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานของตนอย่างเต็มที่ กระทั่งถึงจุดที่ว่ามีหลายครั้งหลายคราที่พวกเขากระทำการอันไม่มีเหตุผลรองรับและไร้มนุษยธรรม และประพฤติตนในแบบที่ทำให้ผู้คนต้องถึงกับเกาหัวและงุนงงอย่างสิ้นเชิง จะกล่าวได้หรือไม่ว่าผู้คนเช่นนั้นได้รับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านอุปนิสัย

บัดนี้ ความเชื่อในพระเจ้าได้เข้าสู่ยุคพระวจนะของพระเจ้าแล้ว หากพูดในเชิงเปรียบเทียบแล้ว ผู้คนไม่ได้อธิษฐานมากเท่าที่พวกเขาเคยทำแต่ก่อน พระวจนะของพระเจ้าได้สื่อสารทุกๆ ด้านของความจริงและแนวทางการฝึกฝนปฏิบัติอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ผู้คนจะแสวงหาและควานหาอีกต่อไป ในชีวิตของยุคอาณาจักร พระวจนะของพระเจ้านำทางผู้คนไปข้างหน้า และมันเป็นชีวิตซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำให้ชัดเจนเพื่อพวกเขาจะได้เห็น—เพราะพระเจ้าได้ทรงวางทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว และมนุษย์ก็ไม่ได้ถูกทิ้งให้ต้องควานหาหนทางของตนผ่านชีวิตอีกต่อไป ในส่วนที่เกี่ยวกับการแต่งงาน เรื่องทางโลก ชีวิต อาหาร เสื้อผ้าและที่พักพิง สัมพันธภาพระหว่างบุคคล วิธีการที่เราสามารถรับใช้ในแบบที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า วิธีการที่เราควรละทิ้งเนื้อหนัง เป็นต้น เรื่องใดในบรรดาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พระเจ้าไม่ได้ทรงอธิบายให้พวกเจ้ารับรู้ เจ้ายังคงจำเป็นต้องไปอธิษฐานและแสวงหาหรือไม่ ไม่มีความจำเป็นจริงๆ! หากเจ้ายังคงทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่ เจ้าก็แค่ปฏิบัติอย่างผิวเผินเท่านั้น มันเป็นเรื่องที่โง่เขลาและเบาปัญญา และไม่จำเป็นโดยสิ้นเชิง! พวกที่ขาดในเรื่องความสามารถมากเกินไปและไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เอ่ยคำอธิษฐานอันโง่เขลาอย่างไม่หยุดหย่อน กุญแจสำคัญต่อการฝึกฝนปฏิบัติความจริงก็คือว่าเจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่หรือไม่ ผู้คนบางคนยืนกรานที่จะทำตามความพึงพอใจทางเนื้อหนังของตนในการกระทำแม้เมื่อพวกเขาจะรู้ว่ามันไม่สอดคล้องกับความจริงก็ตาม เรื่องนี้จึงเป็นการขัดขวางความคืบหน้าในชีวิตของพวกเขาเอง และแม้ภายหลังจากที่อธิษฐานและแสวงหาแล้วพวกเขาก็ยังคงต้องการที่จะปฏิบัติโดยเชื่อฟังเนื้อหนัง โดยการทำเช่นนี้ พวกเขาไม่ได้กำลังทำบาปโดยที่รู้ตัวหรอกหรือ เช่นเดียวกับพวกที่ปรารถนาความเพลิดเพลินของเนื้อหนังและปรารถนาเงิน และผู้ที่อธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยเหตุนี้ และพูดว่า: “พระเจ้า! พระองค์จะทรงยอมให้ข้าพเจ้าปรารถนาความเพลิดเพลินของเนื้อหนังและปรารถนาความมั่งคั่งหรือไม่ เป็นน้ำพระทัยของพระองค์หรือไม่ที่จะให้ข้าพเจ้าได้เงินมาอย่างนี้” นี่เป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะอธิษฐานหรือไม่ ผู้คนที่ทำเรื่องนี้รู้ดีอย่างสิ้นเชิงว่าพระเจ้าทรงไม่ยินดีในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ และรู้ว่าพวกเขาควรละทิ้งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่สิ่งต่างๆ ที่พวกเขายึดถือไว้ในหัวใจของตนนั้นได้ถูกพิจารณาแล้ว และเมื่อพวกเขาอธิษฐานและแสวงหา พวกเขากำลังพยายามที่จะบังคับให้พระเจ้าทรงยอมให้พวกเขาประพฤติตนอย่างนี้ ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาอาจเรียกร้องกระทั่งให้พระเจ้าทรงตรัสอะไรบางอย่างเพื่อยืนยันเรื่องนี้—นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความเป็นกบฏ ยังมีพวกที่นำบรรดาพี่น้องชายหญิงของคริสตจักรไปอยู่ข้างพวกเขาและตั้งอาณาจักรอิสระของพวกเขาเองอีกด้วย เจ้ารู้ดีมากว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการต่อต้านพระเจ้า แต่เมื่อเจ้ามุ่งมั่นที่จะทำอะไรบางอย่างเยี่ยงนี้แล้วเจ้ายังคงออกไปแสวงหาและอธิษฐานต่อพระเจ้า โดยอยู่ในความสงบเงียบและไม่สะทกสะท้าน เจ้าช่างไร้ยางอายและหน้าด้านเสียจริง! ส่วนเรื่องการทิ้งเรื่องทางโลกทั้งหลายไว้ข้างหลังนั้น เรื่องนี้มีการพูดถึงไว้เมื่อนานมาแล้ว มีบางคนที่รู้อย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงเกลียดชังเรื่องทางโลกทั้งหลาย กระนั้นพวกเขาก็ยังคงอธิษฐาน โดยกล่าวว่า: “โอ พระเจ้า! ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพระองค์จะทรงไม่ให้ข้าพเจ้าคล้อยตามไปกับเรื่องทางโลกทั้งหลาย แต่ข้าพเจ้าทำสิ่งนี้เพื่อที่ความน่าละอายนั้นจะได้ไม่เป็นที่ปรากฏแก่พระนามของพระองค์ ข้าพเจ้าทำสิ่งนี้เพื่อที่ผู้คนทางโลกจะสามารถเห็นพระสิริของพระองค์ในตัวข้าพเจ้า” คำอธิษฐานนี้เป็นคำอธิษฐานประเภทไหนกัน พวกเจ้าบอกได้หรือไม่ มันเป็นคำอธิษฐานที่ตั้งใจที่จะบีบบังคับและกดดันพระเจ้า เจ้าไม่รู้สึกละอายใจในการอธิษฐานอย่างนี้หรอกหรือ ผู้คนที่อธิษฐานอย่างนี้ต่อต้านพระเจ้าอย่างตั้งใจ และคำอธิษฐานประเภทนี้เป็นเรื่องของแรงจูงใจที่เป็นที่น่าสงสัยโดยสิ้นเชิง มันเป็นการแสดงออกถึงอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอย่างแท้จริง พระวจนะของพระเจ้านั้นชัดเจนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เอื้อนเอ่ยเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ และวิธีการพระองค์ทรงปฏิบัติต่อบุคคลต่างประเภทกัน หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าควรอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น—ผลของการทำเช่นนี้ดีกว่าการอธิษฐานและการแสวงหาอย่างหลับหูหลับตามากนัก มีสถานการณ์หลายสถานการณ์ที่การแสวงหาและการอธิษฐานควรถูกแทนที่โดยการอ่านพระวจนะให้มากขึ้นและการร่วมสัมพันธภาพบนความจริง ในคำอธิษฐานตามปกติของเจ้านั้น เจ้าควรสะท้อนถึงและพยายามที่จะรู้จักตัวเจ้าเองให้มากขึ้นจากภายในพระวจนะของพระเจ้า นี่จะเป็นประโยชน์มากขึ้นต่อความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้า หาก บัดนี้ เจ้ายังคงแสวงหาโดยการช้อนตามองสวรรค์ นั่นไม่ได้เป็นการแสดงว่าเจ้ายังคงเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือหรอกหรือ ก่อนหน้านั้น เจ้าได้เห็นผลจากการแสวงหาและการอธิษฐาน และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงขับเคลื่อนจิตวิญญาณของเจ้าบางส่วนเพราะนั่นเป็นเวลาของยุคพระคุณ เจ้าไม่อาจเห็นพระเจ้าได้ ดังนั้นเจ้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะควานหาหนทางของเจ้าต่อไปและแสวงหาในแนวทางนั้น บัดนี้พระเจ้าได้ทรงเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์ พระวจนะได้ปรากฏในเนื้อหนัง และเจ้าได้เห็นพระเจ้าแล้ว ด้วยเหตุนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจอย่างที่พระองค์ทรงเคยปฏิบัติก่อนหน้านั้นอีกต่อไป ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้วและดังนั้นวิธีซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจก็ได้เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน แม้ผู้คนอาจไม่ได้อธิษฐานมากเท่ากับที่พวกเขาเคยทำเมื่อก่อน เพราะพระเจ้าทรงอยู่บนโลก มนุษย์ในขณะนี้มีโอกาสที่จะรักพระเจ้า มนุษยชาติได้เข้าสู่ยุคแห่งพระเจ้าผู้ทรงรักและสามารถเข้าใกล้พระเจ้าภายในตัวพวกเขาเองได้อย่างถูกต้อง: “โอ พระเจ้า! พระองค์ทรงประเสริฐยิ่งนัก และข้าพเจ้าก็ปรารถนาที่จะรักพระองค์!” เพียงแค่ถ้อยคำที่ชัดเจนและเรียบง่ายไม่กี่คำก็แสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระเจ้าภายในหัวใจของผู้คน คำอธิษฐานนี้พูดออกมาก็เพื่อทำให้ความรักระหว่างมนุษย์และพระเจ้าลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น บางครั้งเจ้าอาจเห็นตัวเจ้าเองแสดงการเป็นกบฏบางอย่าง และกล่าวว่า: “โอ พระเจ้า! ทำไมข้าพเจ้าจึงเสื่อมทรามยิ่งนัก” เจ้ารู้สึกถึงแรงกระตุ้นอันแรงกล้าที่จะทำร้ายตัวเจ้าเองเป็นบางครั้ง และน้ำตาก็เอ่อท่วมในดวงตาของเจ้า ในเวลาเช่นนั้น เจ้ารู้สึกถึงความเสียใจและความกังวลใจในหัวใจของเจ้า แต่เจ้าไม่มีทางที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกเหล่านี้ นี่คือพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เฉพาะพวกที่แสวงหาชีวิตเท่านั้นที่สามารถได้รับพระราชกิจนี้ แม้ว่าเจ้าจะไม่ได้อธิษฐานด้วยพระวจนะเหล่านี้ เจ้ารู้สึกในหัวใจของเจ้าว่าพระเจ้าทรงมีความรักอันยิ่งใหญ่สำหรับพวกเจ้า และเจ้าก็มีความรู้สึกชนิดพิเศษ—ความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าความรักของพระเจ้านั้นลึกดั่งมหาสมุทร ไม่มีถ้อยคำที่เหมาะสมที่จะแสดงถึงสภาวะของการดำรงอยู่นี้ และนี่เป็นสภาวะที่มักจะเกิดขึ้นภายในจิตวิญญาณ คำอธิษฐานและสัมพันธภาพประเภทนี้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะดึงเราให้เข้าใกล้พระเจ้าในหัวใจของเรามากขึ้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาและถูกต้อง

แม้ว่าการใช้ชีวิตโดยการค้นหาและการแสวงหาจะเป็นเรื่องของอดีตไปแล้วขณะนี้ นี่ไม่ใช่เป็นการพูดว่าผู้คนไม่ควรอธิษฐานเลย และไม่ใช่กรณีที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องรอให้น้ำพระทัยเผยตัวเองก่อนที่จะปฏิบัติพระราชกิจต่อไป เหล่านี้เป็นเพียงแค่ความเข้าใจผิดของมนุษย์เท่านั้น พระเจ้าได้ทรงเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์เพื่อใช้ชีวิตกับพวกเขา เพื่อเป็นแสงสว่างของพวกเขา ชีวิตของพวกเขา และหนทางของพวกเขา: นี่คือข้อเท็จจริง แน่นอนว่าในการทรงเสด็จมาสู่โลกของพระเจ้า พระองค์ทรงนำแนวทางและชีวิตอันเป็นรูปธรรมมาสู่มนุษยชาติโดยแน่แท้ ซึ่งเข้ากันกับภูมิรู้ของพวกเขาเพื่อให้พวกเขาได้เปรมปรีดิ์—พระองค์ไม่ได้ทรงเสด็จมาเพื่อทำลายแนวทางของการฝึกฝนปฏิบัติของมนุษย์ทุกๆ อย่าง มนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตโดยการค้นหาและการแสวงหาอีกต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ถูกแทนที่ด้วยการทรงเสด็จมาสู่โลกของพระเจ้าเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจและเพื่อตรัสพระวจนะของพระองค์ พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากชีวิตแห่งความมืดมนและอุปสรรคที่พวกเขาได้ดำเนินไปและทำให้พวกเขามีชีวิตที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง พระราชกิจในปัจจุบันคือการชี้ให้เห็นถึงสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน การตรัสอย่างชัดเจน การแจ้งโดยตรง และการกำหนดสิ่งต่างๆ อย่างชัดแจ้ง เพื่อที่ผู้คนจะสามารถนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปฝึกฝนปฏิบัติ เช่นเดียวกันกับที่พระยาเวห์พระเจ้าได้ทรงนำทางผู้คนของอิสราเอล โดยทรงบอกพวกเขาว่าจะถวายเครื่องบูชาได้อย่างไรและจะสร้างโบสถ์ได้อย่างไร ดังนั้น พวกเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตของความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาอีกต่อไปอย่างที่เจ้าเคยทำหลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จจากไป พวกเจ้าควรต้องควานหาหนทางของเจ้าต่อไปผ่านพระราชกิจในการเผยแผ่พระกิตติคุณในอนาคตหรือไม่ พวกเจ้าควรต้องงุ่มง่ามพยายามหาหนทางที่ถูกต้องที่จะใช้ชีวิตหรือไม่ พวกเจ้าจำต้องควานหาเพื่อที่จะเข้าใจว่าพวกเจ้าควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าเองอย่างไรหรือไม่ มันจำเป็นหรือไม่ที่พวกเจ้าจะต้องหมอบราบลงกับพื้น ขณะแสวงหา เพื่อที่จะรู้ว่าพวกเจ้าควรเป็นพยานอย่างไร มันจำเป็นหรือไม่ที่พวกเจ้าจะต้องอดอาหารและอธิษฐานเพื่อจะได้รู้ว่าพวกเจ้าควรแต่งกายหรือใช้ชีวิตอย่างไร มันจำเป็นหรือไม่ที่พวกเจ้าจะต้องอธิษฐานอย่างไม่หยุดหย่อนต่อพระเจ้าในสวรรค์เพื่อที่จะรู้ว่าพวกเจ้าควรยอมรับการถูกพิชิตโดยพระเจ้าอย่างไร มันจำเป็นหรือไม่ที่พวกเจ้าจะต้องอธิษฐานอยู่ตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อที่จะรู้ว่าพวกเจ้าควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มีผู้คนจำนวนท่ามกลางพวกเจ้าที่กล่าวว่าเจ้าไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติได้ นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่เข้าใจ ผู้คนเพียงแค่ไม่ใส่ใจต่อพระราชกิจของพระเจ้าในปัจจุบัน! เราได้พูดถ้อยคำหลายคำไว้นานมาแล้ว แต่พวกเจ้าไม่เคยใส่ใจที่จะอ่านถ้อยคำเหล่านั้นแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเจ้าไม่รู้ว่าจะฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร แน่นอนว่า ในยุคของวันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ยังคงทรงขับเคลื่อนผู้คนเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขารู้สึกถึงความเปรมปรีดิ์ และพระองค์ทรงใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ นี่คือแหล่งที่มาของความรู้สึกที่พิเศษและให้ความเพลิดเพลินเหล่านั้น[ก]ที่มักจะเกิดขึ้นในชีวิตของเจ้า นานๆ ครั้ง วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อเจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงเป็นที่เบิกบานพระทัยยิ่งนักและเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะอธิษฐานต่อพระองค์: “โอ พระเจ้า! ความรักของพระองค์ช่างงดงามยิ่งนักและภาพลักษณ์ของพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ยิ่งนัก ข้าพเจ้าปรารถนาจะรักพระองค์ล้ำลึกยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าปรารถนาจะอุทิศทั้งหมดของตัวข้าพเจ้าเพื่อทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระองค์ ตราบเท่าที่มันเป็นไปเพื่อพระองค์ ตราบเท่าที่ในการทำเช่นนี้ข้าพเจ้าสามารถรักพระองค์ได้...” นี่คือความรู้สึกของความเปรมปรีดิ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบให้เจ้า มันไม่ใช่การรู้แจ้ง และมันไม่ใช่การทำให้กระจ่าง มันเป็นประสบการณ์ของการถูกขับเคลื่อน ประสบการณ์ที่คล้ายๆ กันนี้จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว: บางครั้งเมื่อเจ้าอยู่ระหว่างทางไปทำงาน เจ้าจะอธิษฐานและเข้าใกล้พระเจ้า และเจ้าจะถูกขับเคลื่อนจนถึงจุดที่ว่าน้ำตาจะเปียกหน้าของเจ้า และเจ้าจะสูญเสียการควบคุมตัวเองทั้งหมด และเจ้าจะกระวนกระวายใจที่จะค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมที่ซึ่งเจ้าสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกท่วมท้นทั้งหมดภายในหัวใจของเจ้าได้... จะมีบางเวลาที่เจ้าอยู่ในสถานที่สาธารณะ และเจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าเปรมปรีดิ์กับความรักของพระเจ้าอย่างมาก รู้สึกว่าโชคชะตาของเจ้านั้นไม่ใช่อะไรเลยนอกจากจะเป็นเรื่องธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้นก็คือรู้สึกว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตของเจ้าโดยมีความหมายมากกว่าอะไรอื่นทั้งสิ้น เจ้าจะรู้อย่างลึกซึ้งว่าพระเจ้าได้ทรงทำให้เจ้าปีติ และรู้ว่านี่คือความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำหรับเจ้า ในซอกหลืบส่วนลึกที่สุดในหัวใจของเจ้า เจ้าจะรู้สึกว่ามีความรักชนิดหนึ่งในพระเจ้าที่ไม่สามารถแสดงออกได้และหยั่งไม่ถึงสำหรับมนุษย์ ราวกับว่าเจ้ารู้จักมันแต่ไม่มีทางที่จะอธิบายมันได้ ทำให้เจ้าหยุดเพื่อคิดอยู่ตลอดเวลาแต่ทิ้งให้เจ้าอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะอธิบายมันได้อย่างสมบูรณ์ ในเวลาอย่างนี้ เจ้าจะลืมกระทั่งว่าเจ้าอยู่ที่ไหน และเจ้าจะร้องตะโกนว่า: “โอ พระเจ้า! พระองค์ทรงยากหยั่งถึงยิ่งนักและทรงเป็นที่รักยิ่งนัก!” บางครั้งเจ้าอาจแม้กระทั่งมีพฤติกรรมที่ประหลาดและผิดแปลกบางอย่างที่บุคคลอื่นๆ พบว่าไม่สามารถอธิบายได้ เหล่านี้คือทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และพวกเจ้าจะได้รับประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ มากมายยิ่งนักเยี่ยงนี้ในชีวิตของเจ้า นี่คือชีวิตที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงมอบให้เจ้าวันนี้และชีวิตที่เจ้าควรดำเนินไปในขณะนี้ มันไม่ได้เป็นไปเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เจ้าใช้ชีวิต แต่ตรงกันข้ามเพื่อเปลี่ยนแบบอย่างในการใช้ชีวิตของเจ้า มันคือความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายหรือแสดงออกได้ มันยังเป็นความรู้สึกแท้จริงของมนุษย์อีกด้วยและ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มันเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าอาจเข้าใจมันในหัวใจของเจ้า แต่เจ้าไม่มีทางที่จะอธิบายมันได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะกับใครก็ตาม นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าพูดช้าหรือเพราะเจ้าพูดตะกุกตะกัก แต่เป็นเพราะมันเป็นความรู้สึกชนิดที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ เจ้าได้รับอนุญาตให้เปรมปรีดิ์ไปกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ในวันนี้ และนี่คือชีวิตที่เจ้าควรดำเนินไป แน่นอนว่า มุมมองอื่นๆ ของชีวิตของเจ้านั้นไม่ได้ว่างเปล่า มันก็เป็นแค่ว่าประสบการณ์ของการถูกขับเคลื่อนนี้กลายเป็นความเปรมปรีดิ์ชนิดหนึ่งในชีวิตของเจ้าที่ทำให้เจ้าเต็มใจเสมอที่จะเปรมปรีดิ์ไปกับประสบการณ์เช่นนั้นจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เจ้าควรรู้ว่าการถูกขับเคลื่อนอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อที่เจ้าอาจอยู่เหนือเนื้อหนังและขึ้นสู่สวรรค์ชั้นที่สามหรือเดินทางไปทั่วโลก ในทางตรงกันข้าม มันเป็นดังนั้นเพื่อที่เจ้าอาจรู้สึกและลิ้มรสความรักของพระเจ้าที่เจ้าเปรมปรีดิ์วันนี้ ได้รับประสบการณ์กับความสำคัญของพระราชกิจของพระเจ้า และทำให้ตัวเจ้าเองคุ้นเคยกับการดูแลและการปกป้องจากพระเจ้าอีกครั้ง สิ่งต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจได้มามีความรู้มากยิ่งขึ้นในเรื่องของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติวันนี้—นี่คือเป้าหมายของพระเจ้าในการปฏิบัติพระราชกิจนี้

การแสวงหาและการควานหาคือวิถีทางของชีวิตก่อนการบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ในเวลานั้นผู้คนไม่อาจเห็นพระเจ้าได้และดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะแสวงหาและควานหา วันนี้เจ้าได้เห็นพระเจ้าแล้วและพระองค์ทรงบอกเจ้าโดยตรงว่าเจ้าควรฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร นี่คือสาเหตุที่ทำไมเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องควานหาหรือแสวงหาอีกต่อไป เส้นทางที่พระองค์ทรงนำทางมนุษย์คือเส้นทางของความจริง และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงบอกแก่มนุษย์และและสิ่งที่มนุษย์ได้รับคือชีวิตและความจริง เจ้ามีหนทาง ชีวิตและความจริง ดังนั้นมีความจำเป็นใดที่จะต้องแสวงหาไปทุกหนแห่ง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจสองขั้นตอนในเวลาเดียวกัน หาก เมื่อเราพูดถ้อยคำของเราจบแล้ว ผู้คนไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างระมัดระวังและแสวงหาความจริงอย่างถูกต้อง ยังคงปฏิบัติอย่างที่พวกเขาเคยทำในยุคพระคุณ ควานหาราวกับว่าพวกเขาตาบอด อธิษฐานและแสวงหาอยู่ตลอดเวลา นั่นจะไม่หมายถึงว่างานของเราขั้นตอนนี้—งานของถ้อยคำ—กำลังทำไปโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ แม้เราอาจได้พูดถ้อยคำของเราจบแล้ว ผู้คนยังคงไม่เข้าใจอย่างครบถ้วน และนี่เป็นเพราะพวกเขาขาดสติปัญญา ปัญหานี้แก้ไขได้โดยการใช้ชีวิตของคริสตจักรและผ่านการร่วมสัมพันธภาพซึ่งกันและกัน ก่อนหน้านั้น ในยุคพระคุณ แม้พระเจ้าจะทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ไม่ได้ปฏิบัติพระราชกิจของพระวจนะ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงปฏิบัติเช่นนั้นในเวลานั้นเพื่อที่จะคงพระราชกิจไว้ ในเวลานั้นเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงปฏิบัติพระราชกิจเป็นหลัก แต่บัดนี้เป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เองที่กำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจ หลังจากที่ได้ทรงเข้ารับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์แทน ก่อนหน้านั้น ตราบเท่าที่ผู้คนอธิษฐานบ่อยๆ พวกเขาได้รับประสบการณ์ในความสงบสุขและความเปรมปรีดิ์ มีการตำหนิรวมทั้งการลงโทษ นี่คือพระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บัดนี้สภาวะเหล่านี้มีน้อยมาก พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจได้ประเภทเดียวเท่านั้นในยุคใดยุคหนึ่ง หากพระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจสองประเภทในเวลาเดียวกัน โดยที่เนื้อหนังปฏิบัติงานประเภทหนึ่งและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจอีกประเภทหนึ่งภายในผู้คน และหากสิ่งที่เนื้อหนังได้พูดนั้นไม่ถือว่าสำคัญ และสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงปฏิบัติเท่านั้นที่ถือว่าสำคัญ เช่นนั้นแล้วพระคริสต์คงจะไม่มีความจริง หนทาง หรือชีวิตใดๆ ที่จะพูดถึง นี่คงจะเป็นความขัดแย้งในตัวเองและคงจะเป็นความผิดพลาดที่จุดกำเนิดเอง

มีการออกนอกลู่นอกทางและข้อผิดพลาดมากเกินไปในประสบการณ์ในอดีตของผู้คน มีบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ตามปกติถูกกำหนดมาให้มีหรือทำ หรือมีข้อผิดพลาดที่ยากที่จะหลีกเลี่ยงในชีวิตมนุษย์ และเมื่อการจัดการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นไปด้วยดี ผู้คนก็โยนความรับผิดชอบในเรื่องนั้นไปให้พระเจ้า มีน้องสาวคนหนึ่งที่มีแขกมาเยี่ยมเธอที่บ้าน ขนมปังนึ่งของเธอถูกนึ่งมาไม่ดี ดังนั้นเธอจึงคิดว่า: “นี่คงจะเป็นการลงโทษของพระเจ้า พระเจ้าทรงกำลังจัดการกับหัวใจอันทะนงตัวของข้าพเจ้าอีกครั้ง ความทะนงตัวของข้าพเจ้านั้นมีมากเกินไปจริงๆ” ที่จริงแล้ว ในแง่ของวิธีคิดตามปกติของมนุษย์ เมื่อแขกมาเยี่ยมเยือน เจ้ารู้สึกตื่นเต้นและทำอะไรๆ อย่างเร่งรีบ วุ่นวายในทุกอย่างที่เจ้ากำลังทำอยู่ และดังนั้นมันจึงเป็นเพียงเรื่องปกติที่ข้าวนั้นไหม้ หรือไม่ก็อาหารนั้นลงเอยด้วยการมีรสเค็มเกินไป นี่เกิดขึ้นจากการตื่นเต้นเกินไป แต่ผู้คนกลับลงท้ายด้วยการโยนให้เป็นเรื่อง “การลงโทษของพระเจ้า” ที่จริงแล้ว เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์ เจ้าจะไม่ได้เผชิญกับเรื่องแบบนี้ด้วยหรือหากเจ้าไม่ได้เชื่อในพระเจ้า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมักจะเป็นผลมาจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากผู้คน—จริงๆ แล้วมันไม่ใช่กรณีที่ว่าความผิดพลาดเช่นนั้นเป็นการปฏิบัติของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความผิดพลาดเช่นนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระเจ้า เช่นเมื่อเจ้ากัดลิ้นของเจ้าขณะกำลังกิน—นั่นจะเป็นการลงโทษของพระเจ้าได้หรือไม่ การลงโทษของพระเจ้ามีหลักการและตามปกติแล้วจะเห็นได้เมื่อเจ้ากระทำความผิดโดยที่รู้ตัว เมื่อเจ้าทำสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระนามของพระเจ้าหรือเกี่ยวข้องกับพระโอวาทหรือพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น พระองค์จึงจะทรงลงโทษเจ้า ผู้คนเข้าใจความจริงมากพอในขณะนี้ที่จะมีการรับรู้จากภายในถึงสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาทำ ตัวอย่างเช่น: เป็นไปได้หรือที่เจ้าจะไม่รู้สึกอะไรเลยหากเจ้าได้ยักยอกเงินของคริสตจักรหรือเจ้าได้ใช้เงินนั้นอย่างไม่ไตร่ตรอง เจ้าจะรู้สึกอะไรบางอย่างเมื่อทำเช่นนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้สึกเพียงแค่อะไรบางอย่างเมื่อการกระทำนั้นทำสำเร็จแล้ว เจ้าเข้าใจชัดเจนในหัวใจของเจ้าในเรื่องที่เจ้าทำซึ่งขัดกับจิตสำนึกของเจ้า เพราะผู้คนมีความชอบและความพึงพอใจของตนเอง พวกเขาจึงตามใจตัวเองแม้ว่าพวกเขาจะรู้อย่างชัดเจนว่าจะนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติได้อย่างไร เมื่อเป็นเช่นนั้น หลังจากที่พวกเขาทำอะไรบางอย่างแล้ว พวกเขาไม่รู้สึกถึงการตำหนิที่เป็นที่ประจักษ์หรือได้รับการลงโทษที่ชัดเจนใดๆ นี่เป็นเพราะพวกเขาได้กระทำความผิดโดยที่รู้ตัว ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงไม่ลงโทษพวกเขา เมื่อเวลาของการพิพากษาอันชอบธรรมมาถึง แต่ละคนจะได้รับการลงโทษจากพระเจ้าตามการกระทำของพวกเขา ปัจจุบันนี้มีผู้คนบางคนในคริสตจักรที่ยักยอกเงิน บางคนที่ไม่รักษาขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง และบางคนที่ตัดสิน ท้าทาย และพยายามทำลายล้างพระราชกิจของพระเจ้าในทางลับ ทำไมทุกอย่างยังคงเป็นไปด้วยดีกับพวกเขาอยู่ เมื่อทำสิ่งต่างๆ เช่นนั้น พวกเขามีการรับรู้และรู้สึกถึงการตำหนิในหัวใจของพวกเขา และเพราะเรื่องนี้บางครั้งพวกเขาจึงทนทุกข์จากการตีสอนและการขัดเกลาให้บริสุทธิ์ แต่พวกเขาก็น่าละอายเกินไป! เช่นเดียวกับเมื่อผู้คนกระทำการสำส่อน—พวกเขารับรู้ถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ในเวลานั้น แต่ตัณหาของพวกเขานั้นมากเกินไปและพวกเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แม้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงลงโทษพวกเขา มันก็ไม่มีประโยชน์อันใด ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่ทรงดำเนินการลงโทษ หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงลงโทษพวกเขาแล้ว หากพวกเขาไม่รู้สึกถึงการตำหนิและไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเนื้อหนังของพวกเขา จะมีการตำหนิใดได้หลังจากนั้น การกระทำนั้นเกิดขึ้นแล้ว—จะมีการลงโทษใดได้ มันแค่พิสูจน์ว่าพวกเขานั้นน่าละอายเกินไปและขาดความเป็นมนุษย์ และพิสูจน์ว่าพวกเขาสมควรกับคำสาปแช่งและการลงโทษ! พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจโดยที่ไม่จำเป็น หากเจ้ารู้ความจริงดีมากแต่ไม่ได้นำความจริงนั้นไปฝึกฝนปฏิบัติ หากเจ้าสามารถกระทำความเลวร้ายใดๆ ก็ได้ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าสามารถรอได้ก็คือการมาถึงของวันนั้นเมื่อเจ้าจะถูกลงโทษไปพร้อมกับคนชั่ว นี่คือจุดจบที่ดีที่สุดสำหรับเจ้า! บัดนี้เราได้เทศนาเรื่องจิตสำนึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ หากผู้คนขาดจิตสำนึก เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ได้สูญเสียการลงโทษของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้ว พวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาปรารถนาและพระเจ้าไม่ทรงใส่ใจกับพวกเขา พวกที่มีจิตสำนึกและเหตุผลอย่างแท้จริงจะรับรู้ถึงมันเมื่อพวกเขาทำอะไรบางอย่างที่ผิด พวกเขาจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อพวกเขารู้สึกถึงการตำหนิในจิตสำนึกของตนเพียงเล็กน้อย พวกเขาจะเผชิญกับการต่อสู้กันภายในและท้ายที่สุดแล้วจะละทิ้งเนื้อหนัง พวกเขาจะไม่ไปถึงจุดที่พวกเขาทำอะไรบางอย่างที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างรุนแรงเกินไป ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงลงโทษและตีสอนพวกเขาหรือไม่ก็ตาม ผู้คนทั้งหมดจะมีความรู้สึกบางอย่างเมื่อพวกเขาทำอะไรบางอย่างที่ผิด ดังนั้น ผู้คนในขณะนี้จึงเข้าใจความจริงทุกชนิดและหากพวกเขาไม่นำความจริงเหล่านั้นไปฝึกฝนปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วนั่นก็เป็นปัญหาของมนุษย์ เราไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อผู้คนเยี่ยงนี้เลย และเราไม่รู้สึกถึงความหวังใดๆ สำหรับพวกเขา เจ้าสามารถทำอย่างที่เจ้าพึงพอใจ!

เมื่อผู้คนบางคนมาอยู่รวมกัน พวกเขาวางพระวจนะของพระเจ้าไว้ก่อน และพูดถึงอยู่ตลอดเวลาว่าคนๆ นี้หรือคนๆ นั้นเป็นอย่างไร แน่นอนว่าการเป็นคนฉลาดสักเล็กน้อยนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่ไม่ว่าเขาจะไปไหนเขาจะไม่ถูกหลอกลวงได้ง่ายๆ และไม่ถูกต้มตุ๋นหรือถูกโกงได้ง่ายๆ—นี่ยังเป็นมุมมองที่ผู้คนควรมีด้วยเช่นกัน แต่เจ้าจำต้องไม่สนใจเฉพาะมุมมองนี้เพียงอย่างเดียว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับด้านลบของสิ่งต่างๆ และเจ้าไม่สามารถจับตามองบุคคลอื่นๆ ได้ตลอดเวลา บัดนี้เจ้ามีความรู้เรื่องวิธีการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจน้อยเกินไป ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้านั้นผิวเผินเกินไป และเจ้ามีเรื่องดีๆ น้อยเกินไป ผู้ที่เจ้าเชื่อคือพระเจ้า และผู้ที่เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจคือพระเจ้า ไม่ใช่ซาตาน หากเจ้าเพียงแต่จดจำว่าซาตานทำงานอย่างไรและแนวทางทุกๆ อย่างซึ่งวิญญาณชั่วร้ายทำงาน แต่ไม่มีความรู้ใดๆ เลยในเรื่องพระเจ้า จุดประสงค์ในเรื่องนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่พระเจ้าหรอกหรือที่เจ้าเชื่อในวันนี้ ทำไมความรู้ของเจ้าจึงไม่ครอบคลุมเรื่องดีๆ เหล่านี้ เจ้าก็แค่ไม่ใส่ใจต่อมุมมองดีๆ ของการเข้าสู่ และเจ้าไม่มีความเข้าใจในเรื่องนั้น เช่นนั้นแล้วอะไรคือสิ่งที่เจ้าต้องการได้รับในความเชื่อของเจ้า เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าควรดำเนินการอย่างไร เจ้ารู้มากมายเกี่ยวกับมุมมองด้านลบ แต่เจ้ากลับไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมุมมองด้านบวกของการเข้าสู่ เช่นนั้นแล้วภูมิรู้ของเจ้าจะสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างไร บุคคลเยี่ยงเจ้าที่ไม่พูดถึงอะไรนอกจากสงครามกับซาตาน จะมีความหวังในภายภาคหน้าอะไรสำหรับการพัฒนา การเข้าสู่ของเจ้าจะไม่ล้าสมัยด้วยหรอกหรือ เจ้าจะสามารถได้รับอะไรจากงานปัจจุบันโดยการทำสิ่งนี้ สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในขณะนี้ก็คือการที่เจ้าเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการทำในขณะนี้ มนุษย์ควรร่วมมืออย่างไร พวกเขาควรรักพระเจ้าอย่างไร พวกเขาควรเข้าใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร พวกเขาควรเข้าสู่พระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าทรงตรัสวันนี้อย่างไร พวกเขาควรกินและดื่ม ได้รับประสบการณ์ และเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นอย่างไร พวกเขาควรทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างไร ถูกพิชิตอย่างสมบูรณ์โดยพระเจ้าและนบนอบต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างไร... เหล่านี้คือสิ่งซึ่งเจ้าควรให้ความสนใจและเป็นสิ่งซึ่งควรได้รับการเข้าสู่ในขณะนี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่ จะมีประโยชน์อะไรที่จะให้ความสนใจกับการหยั่งรู้ของบุคคลอื่นๆ เพียงอย่างเดียว เจ้าสามารถหยั่งรู้ซาตานได้ตรงนี้ หยั่งรู้วิญญาณชั่วร้ายได้ที่นั่น—เจ้าสามารถทำความเข้าใจในวิญญาณชั่วร้ายอย่างสมบูรณ์ แต่หากเจ้าไม่สามารถพูดอะไรได้เลยเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า การหยั่งรู้เช่นนั้นจะสามารถทำหน้าที่เป็นสิ่งทดแทนสำหรับการทำความเข้าใจพระเจ้าได้หรือไม่ ก่อนหน้านั้นเราได้ร่วมสัมพันธภาพเกี่ยวกับการแสดงออกถึงงานของวิญญาณชั่วราย แต่นี่ไม่ใช่ส่วนสำคัญของเรื่องนั้น แน่นอนว่าผู้คนควรมีการหยั่งรู้บ้างและนี่คือมุมมองที่พวกที่รับใช้พระเจ้าควรมี เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการทำเรื่องโง่เขลาต่างๆ และการรบกวนพระราชกิจของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการมีความรู้ในเรื่องพระราชกิจของพระเจ้าและการทำความเข้าใจในน้ำพระทัยพระเจ้า ความรู้ใดของพระราชกิจของพระเจ้าขั้นตอนนี้อยู่ที่นั่นภายในตัวเจ้า เจ้าสามารถพูดถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงปฏิบัติ สิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องของเจ้าเอง และสิ่งที่เจ้าควรเตรียมตัวเองให้พร้อมสรรพ ได้หรือไม่ เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าการเข้าสู่ใหม่ล่าสุดของเจ้าคืออะไร เจ้าควรสามารถเก็บเกี่ยวผลและบรรลุการทำความเข้าใจในการเข้าสู่ใหม่ จงอย่าเสแสร้งทำเป็นงง เจ้าจำต้องพยายามให้มากขึ้นในการเข้าสู่ใหม่เพื่อทำประสบการณ์และความรู้ของเจ้าเองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และที่มากไปกว่านั้นคือเจ้าจำต้องได้รับความเข้าใจในเรื่องการเข้าสู่ใหม่ล่าสุดในปัจจุบันและวิธีที่ถูกต้องที่สุดในการได้รับประสบการณ์ ที่มากไปกว่านั้นคือ ผ่านทางพระราชกิจใหม่และการเข้าสู่ใหม่ๆ เจ้าควรมีการหยั่งรู้ในส่วนที่เกี่ยวกับการฝึกฝนปฏิบัติที่ออกนอกลู่นอกทางและล้าสมัยก่อนหน้านั้นของเจ้า และแสวงหาวิธีที่จะสลัดสิ่งต่างๆ เหล่านั้นทิ้งไปเพื่อที่จะเข้าสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ มีสิ่งต่างๆ ที่เจ้าจำเป็นอย่างเร่งด่วนในขณะนี้ที่จะต้องเข้าใจและเข้าสู่ เจ้าจำต้องเข้าใจความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างการเข้าสู่เดิมและการเข้าสู่ใหม่ หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางที่จะก้าวหน้า เนื่องจากเจ้าจะไม่สามารถตามทันพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าจำต้องสามารถรับการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าที่ถูกต้องและสัมพันธภาพที่ถูกต้อง และใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เพื่อเปลี่ยนวิธีการฝึกฝนปฏิบัติที่ล้าสมัยก่อนหน้านั้นของเจ้าและความนึกคิดดั้งเดิมของเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจได้เข้าสู่การฝึกฝนปฏิบัติใหม่และเข้าสู่พระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าควรที่จะบรรลุ เราไม่ได้แค่เพียงขอให้เจ้าขบคิดอย่างแน่นอนในบัดนี้ว่าเจ้าจะพิสูจน์ความสามารถอย่างไร นี่ไม่ใช่เป้าหมาย ในทางตรงกันข้ามเรากำลังขอให้เจ้าใช้การฝึกฝนปฏิบัติความจริงของเจ้าและการทำความเข้าใจการเข้าสู่ชีวิตของเจ้าอย่างจริงจัง ความสามารถของเจ้าในการรู้จักตัวเจ้าเองไม่ได้แสดงถึงภูมิรู้แท้จริงของเจ้า หากเจ้าสามารถได้รับประสบการณ์ในพระราชกิจของพระเจ้า มีประสบการณ์และความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า และสามารถหยั่งรู้ความนึกคิดและความผิดพลาดส่วนตัวก่อนหน้านั้นของเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือภูมิรู้แท้จริงของเจ้าและเป็นอะไรบางอย่างที่พวกเจ้าทุกๆ คนควรบรรลุ

มีสถานการณ์หลายสถานการณ์ที่เจ้าไม่รู้จริงๆ ว่าจะฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร และเจ้ายิ่งรู้น้อยไปกว่านั้นอีกในเรื่องที่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติงานอย่างไร บางครั้งเจ้าทำอะไรบางอย่างที่เป็นการไม่เชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างชัดเจน ผ่านการกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าเข้าใจหลักการเฉพาะหน้าในเรื่องนั้นแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงมีความรู้สึกภายในในเรื่องการตำหนิและความไม่สงบ แน่นอนว่านี่คือความรู้สึกที่เราจะรับรู้ได้เมื่ออยู่ภายใต้สมมุติฐานของการรู้ความจริงบางอย่างเท่านั้น หากผู้คนไม่ให้ความร่วมมือหรือฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าของวันนี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมขัดขวางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และพวกเขาจะรู้สึกถึงความไม่สงบภายในอย่างแน่นอน สมมุติว่าเจ้าเข้าใจหลักการของมุมมองอย่างหนึ่งแต่เจ้าไม่ฝึกฝนปฏิบัติอย่างสอดคล้อง ดังนั้นแล้วเจ้าจะทนทุกข์ทรมานจากความรู้สึกของการตำหนิภายใน หากเจ้าไม่เข้าใจหลักการและไม่รู้มุมมองนี้ของความจริงเลย เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่ได้รับรู้ถึงการตำหนิในเรื่องนี้เป็นแน่แท้ การตำหนิของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นอยู่ในบริบทเสมอ เจ้าคิดว่าเพราะเจ้ายังไม่ได้อธิษฐานและยังไม่ได้ให้ความร่วมมือกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เจ้าได้ทำให้พระราชกิจนั้นล่าช้า ในข้อเท็จจริงตามความเป็นจริงแล้ว พระราชกิจนั้นจะล่าช้าไม่ได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงขับเคลื่อนใครคนอื่น พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นไม่ได้ถูกจำกัดโดยใครเลย เจ้ารู้สึกว่าเจ้าได้ทำให้พระเจ้าทรงผิดหวัง และนี่คือความรู้สึกที่เจ้าควรมีในจิตสำนึกของเจ้า การที่เจ้าจะสามารถได้รับความจริงหรือไม่ก็ตามนั้นเป็นเรื่องของเจ้าเองและไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า บางครั้งเป็นจิตสำนึกของเจ้าเองที่รู้สึกว่าถูกกล่าวหา แต่นี่ไม่ใช่การรู้แจ้งหรือการทำให้กระจ่างโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่ใช่การตำหนิของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในทางตรงกันข้ามมันคือความรู้สึกภายในจิตสำนึกของมนุษย์ หากเจ้าปฏิบัติตนอย่างเต็มไปด้วยราคะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระนามของพระเจ้า พระโอวาทของพระเจ้า หรือพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยเจ้าไป แต่ก็มีขีดจำกัด—พระเจ้าจะไม่ทรงยุ่งกับเจ้าในเรื่องเล็กน้อยและปกติทั่วไป พระองค์จะไม่ทรงสนใจเจ้า หากเจ้าละเมิดหลักการต่างๆ และเจ้าขัดขวางและรบกวนพระราชกิจของพระเจ้า พระองค์จะทรงปล่อยพระโทสะกับเจ้าและจะไม่ทรงปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอนที่สุด ความผิดบางอย่างที่เจ้าทำนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงชีวิตมนุษย์ ตัวอย่างเช่น เจ้านึ่งขนมปังของเจ้าไม่ถูกวิธีและพูดว่าเป็นพระเจ้านั่นเองที่ทรงลงโทษเจ้า—นี่เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลอย่างที่สุดที่จะพูด ก่อนที่เจ้าจะได้มาเชื่อในพระเจ้า เรื่องประเภทนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หรอกหรือ เจ้ารู้สึกว่ามันดูเหมือนว่าจะเป็นการลงโทษของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่ไม่ใช่กรณีเช่นนั้น (นอกจากสถานการณ์พิเศษบางอย่าง) เพราะพระราชกิจนี้ไม่ได้มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยทั้งหมด แต่ตรงกันข้ามกลับมาจากความรู้สึกของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้คนที่มีความเชื่อจะคิดตามแนวความคิดเหล่านี้ เจ้าไม่อาจมีความคิดเยี่ยงนี้ได้เมื่อเจ้าไม่ได้เชื่อในพระเจ้า เมื่อเจ้าได้มาเชื่อในพระเจ้า เจ้าเริ่มที่จะใช้เวลามากขึ้นในการไตร่ตรองสิ่งต่างๆ เหล่านี้ และดังนั้นเจ้าจึงได้มาคิดตามแนวความคิดเหล่านี้โดยธรรมชาติ นี่เกิดขึ้นจากการคิดของผู้คนปกติและเกี่ยวข้องกับจิตภาพของพวกเขา แต่เราจะขอบอกเจ้า การคิดเช่นนั้นไม่ได้อยู่ภายในขอบเขตของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือตัวอย่างของการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแสดงปฏิกิริยาตามปกติแก่ผู้คนผ่านความคิดของพวกเขา แต่เจ้าจำต้องเข้าใจว่าปฏิกิริยานี้ไม่ใช่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การมี “ความรู้” ชนิดนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความรู้ของเจ้าไม่ได้เกิดจากการรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่น้อยไปกว่านั้นคือมันไม่ใช่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มันเป็นเพียงแค่ผลผลิตของความคิดของมนุษย์ปกติ และมันไม่มีความเชื่อมโยงอย่างสิ้นเชิงกับการรู้แจ้งหรือการทำให้กระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์—เหล่านี้คือปรากฏการณ์ที่แตกต่างชัดเจนโดยสิ้นเชิง ความคิดของมนุษย์ปกติเช่นนั้นไม่ได้มีที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติงานเพื่อทำให้ผู้คนรู้แจ้ง โดยทั่วไปแล้วพระองค์ทรงมอบความรู้ในเรื่องพระราชกิจของพระเจ้าแก่พวกเขา และความรู้ในเรื่องการเข้าสู่ที่แท้จริงและสภาวะที่แท้จริงของพวกเขา พระองค์ยังทรงยอมให้พวกเขาเข้าใจพระประสงค์อันเร่งด่วนของพระเจ้าและข้อกำหนดของพระองค์สำหรับมนุษย์วันนี้อีกด้วย เพื่อที่พวกเขาจะตัดสินใจอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย รักพระเจ้าแม้ว่าพวกเขาจะเผชิญกับการถูกข่มเหงและเคราะห์กรรมก็ตาม และยืนหยัดเป็นพยานให้กับพระเจ้าแม้ว่ามันจะหมายถึงการเสียเลือดหรือสละชีวิตของพวกเขาก็ตาม และทำเช่นนั้นโดยที่ไม่เสียใจ หากเจ้ามีการตัดสินใจประเภทนี้ มันหมายถึงว่าเจ้ามีสัญญาณเริ่มต้นและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์—แต่จงรู้ไว้ว่าเจ้าไม่ได้มีสัญญาณเริ่มต้นเช่นนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปทุกขณะ บางครั้งในที่ประชุมเมื่อเจ้าอธิษฐานและกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าสามารถรู้สึกได้ว่าถูกขับเคลื่อนและได้รับแรงบันดาลใจยิ่งนัก มันรู้สึกใหม่และสดมากเมื่อบุคคลอื่นๆ แบ่งปันสัมพันธภาพบางส่วนในเรื่องประสบการณ์ของตนและการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และหัวใจของเจ้าก็ชัดเจนและสว่างอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือพระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากเจ้าเป็นผู้นำคนหนึ่งและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบการรู้แจ้งและการทำให้กระจ่างเป็นพิเศษแก่เจ้าเมื่อเจ้าไปยังคริสตจักรเพื่อทำงาน ทรงมอบความรู้ที่ลึกซึ้งในเรื่องปัญหาที่มีอยู่ภายในคริสตจักรแก่เจ้า ทรงยอมให้เจ้ารู้ว่าจะแบ่งปันสัมพันธภาพในเรื่องความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร ทรงทำให้เจ้าเอาจริงเอาจัง รับผิดชอบ และเคร่งครัดในงานของเจ้าอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความเดิมคือ “เหล่านี้คือบางส่วน”

ก่อนหน้า:เกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ (1)

ถัดไป:การปฏิบัติ (2)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง