ถ. ว่าด้วยวิธีที่จะสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า

453. พระราชกิจทั้งสามช่วงระยะคือความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด  มนุษย์ต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระเจ้าในพระราชกิจแห่งความรอด หากปราศจากข้อเท็จจริงนี้ความรู้เรื่องพระเจ้าของเจ้าจะไม่ได้ประกอบด้วยอะไรเลยนอกจากคำพูดกลวงๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำหน้าที่พระสังฆราชจากเก้าอี้เท้าแขน  ความรู้เช่นนี้ไม่สามารถโน้มน้าวหรือพิชิตมนุษย์ได้ มันขัดแย้งกับความเป็นจริง และไม่ใช่ความจริง  ความรู้เช่นนี้อาจมีอยู่อย่างอุดมและไพเราะเสนาะหู แต่หากมันขัดแย้งกับพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะไม่ละเว้นเจ้า  ไม่เพียงแต่พระองค์จะไม่ทรงชมเชยความรู้ของเจ้า แต่พระองค์จะทรงทำการลงทัณฑ์เจ้าที่เป็นคนบาปที่ได้หมิ่นประมาทพระองค์ด้วยเช่นกัน  คำพูดแห่งการรู้จักพระเจ้าไม่ได้ถูกพูดพล่อยๆ  แม้ว่าเจ้าอาจจะกะล่อนและพูดโน้มน้าวเก่ง และแม้ว่าคำพูดของเจ้าจะฉลาดเสียจนเจ้าสามารถโต้เถียงให้ดำกลายเป็นขาวและให้ขาวกลายเป็นดำได้ เจ้าก็ยังคงไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อยถ้าพูดถึงความรู้เรื่องพระเจ้า  พระเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่เจ้าสามารถตัดสินอย่างบุ่มบ่ามหรือสรรเสริญอย่างลวกๆ หรือใส่ร้ายด้วยความเฉยเมยได้  เจ้าสรรเสริญใครต่อใครและทุกคน กระนั้นเจ้าก็ดิ้นรนเพื่อค้นหาคำพูดที่ถูกต้องเพื่อบรรยายพระคุณสูงสุดของพระเจ้า—นี่คือสิ่งที่ผู้แพ้ทุกคนมาตระหนักถึง  แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามากมายที่สามารถพรรณนาพระเจ้าได้ แต่ความถูกต้องแม่นยำของสิ่งที่พวกเขาพรรณนานั้นเป็นเพียงหนึ่งส่วนร้อยของความจริงที่ถูกพูดโดยผู้คนที่เป็นของพระเจ้า ผู้คนที่มีประสบการณ์อันอุดมซึ่งนำมาใช้ได้ทันที แม้ว่าจะมีเพียงคำศัพท์ที่จำกัด  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความรู้เรื่องพระเจ้านั้นตั้งอยู่ในความถูกต้องแม่นยำและความสัมพันธ์กับชีวิตจริง และไม่ได้ตั้งอยู่ในการใช้คำอย่างเฉลียวฉลาดหรือคำศัพท์มากมาย และจะเห็นได้ว่าความรู้ของมนุษย์และความรู้เรื่องพระเจ้านั้นไม่เกี่ยวข้องกันอย่างสิ้นเชิง  บทเรียนเรื่องการรู้จักพระเจ้านั้นสูงส่งกว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสาขาใดๆ ของมวลมนุษย์  เป็นบทเรียนที่สามารถเรียนรู้ได้สำเร็จเฉพาะคนที่ไล่ตามเสาะหาที่จะรู้จักพระเจ้าซึ่งมีจำนวนน้อยมากเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครมีความสามารถพิเศษก็ทำได้  ดังนั้นพวกเจ้าต้องไม่มองการรู้จักพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความจริงราวกับว่าเป็นสิ่งที่เด็กน้อยคนหนึ่งก็สามารถสัมฤทธิ์ผลได้  บางทีเจ้าอาจได้ประสบความสำเร็จอย่างครบบริบูรณ์ในชีวิตครอบครัวของเจ้า หรือในอาชีพของเจ้า หรือในการสมรสของเจ้า แต่ถ้าพูดถึงความจริงและบทเรียนแห่งการรู้จักพระเจ้า เจ้าก็ไม่มีอะไรจะอวดสำหรับตัวเจ้าเอง และเจ้าไม่ได้สัมฤทธิ์ผลอะไรเลย  อาจกล่าวได้ว่าการนำความจริงไปปฏิบัตินั้นลำบากยากเย็นอย่างมากสำหรับพวกเจ้า และการรู้จักพระเจ้ายิ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเสียอีก  นี่คือความลำบากยากเย็นของพวกเจ้า และนี่ก็เป็นความลำบากยากเย็นที่มวลมนุษย์ทั้งปวงเผชิญหน้าเช่นกัน  ท่ามกลางพวกที่ได้มีการสัมฤทธิ์ผลอยู่บ้างในสาเหตุของการรู้จักพระเจ้า แทบจะไม่มีใครสักคนที่ได้มาตรฐาน  มนุษย์ไม่รู้ว่าการรู้จักพระเจ้าหมายความว่าอะไร หรือเหตุใดจึงจำเป็นต้องรู้จักพระเจ้า หรือคนเราจะต้องบรรลุถึงระดับใดเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้า  นี่คือสิ่งที่ทำให้มวลมนุษย์สับสนเหลือเกิน และเป็นปริศนาที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ได้เผชิญหน้าอย่างแน่นอนมาก—ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนี้ได้ อีกทั้งไม่มีใครเต็มใจที่จะตอบคำถามนี้ เพราะจนถึงบัดนี้ไม่มีแม้สักคนท่ามกลางมวลมนุษย์ที่ได้มีความสำเร็จใดๆ ในการศึกษาพระราชกิจนี้  บางทีเมื่อปริศนาแห่งพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะได้รับการทำให้เป็นที่รู้จักแก่มวลมนุษย์แล้ว ก็จะมีผู้คนที่มีความสามารถพิเศษกลุ่มหนึ่งซึ่งรู้จักพระเจ้าปรากฏขึ้นตามมาติดๆ  แน่นอนว่าเราหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง และนอกจากนั้นเราก็อยู่ในระหว่างการดำเนินงานนี้ และหวังจะได้เห็นการปรากฏของผู้คนที่มีความสามารถพิเศษเช่นนี้มากขึ้นในอนาคตอันใกล้  พวกเขาจะกลายเป็นพวกที่เป็นคำพยานต่อข้อเท็จจริงแห่งพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะนี้ และแน่นอนว่าพวกเขาจะเป็นพวกแรกที่เป็นคำพยานต่อพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะนี้อีกด้วย  แต่ไม่มีอะไรจะน่าเศร้าหมองและน่าเสียใจกว่าการที่ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษเช่นนี้ไม่ปรากฏขึ้นในวันที่พระราชกิจของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน หรือการที่มีผู้คนดังกล่าวเพียงหนึ่งหรือสองคนที่ได้ยอมรับด้วยตัวเองให้พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงทำให้มีความเพียบพร้อม  อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงฉากสมมุติกรณีที่เลวร้ายที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม เรายังคงหวังว่าพวกที่ไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริงจะสามารถได้รับพรนี้  ตั้งแต่ปฐมกาลมาแล้วไม่เคยได้มีพระราชกิจเฉกเช่นนี้มาก่อนเลย การดำเนินการเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์แห่งการพัฒนาของมนุษย์  หากเจ้าสามารถกลายเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้ นี่จะไม่ใช่เกียรติสูงสุดท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งมวลหรอกหรือ?  จะมีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดหรือไม่ท่ามกลางมวลมนุษย์ได้รับการชมเชยมากขึ้นจากพระเจ้า?  พระราชกิจเช่นนี้ไม่ง่ายที่จะสัมฤทธิ์ แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็จะยังคงให้ผลลัพธ์  ไม่ว่าจะมีเพศหรือสัญชาติใด ทุกคนที่สามารถสัมฤทธิ์การรู้จักพระเจ้า ท้ายที่สุดแล้วย่อมจะได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่สุดจากพระเจ้า และจะเป็นคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ครอบครองสิทธิอำนาจของพระเจ้า  นี่คือพระราชกิจของยุคนี้ และยังเป็นพระราชกิจแห่งอนาคตอีกด้วย เป็นพระราชกิจสุดท้ายอันสูงส่งที่สุดที่จะสำเร็จลุล่วงในพระราชกิจ 6,000 ปี และเป็นวิธีการทรงพระราชกิจที่เผยมนุษย์แต่ละประเภทออกมา  ด้วยพระราชกิจแห่งการทำให้มนุษย์รู้จักพระเจ้านี้จึงมีการเผยให้เห็นลำดับชั้นของผู้คนทุกจำพวก กล่าวคือ คนที่รู้จักพระเจ้ามีคุณสมบัติที่จะได้รับพรจากพระเจ้าและน้อมรับคำสัญญาจากพระองค์ ส่วนคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับพรจากพระเจ้าและน้อมรับคำสัญญาจากพระองค์  คนที่รู้จักพระเจ้าย่อมเป็นคนสนิทของพระเจ้า ส่วนคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นคนสนิทของพระเจ้า คนสนิทของพระเจ้าสามารถรับพรอันใดก็ได้จากพระเจ้า แต่คนที่ไม่ใช่คนสนิทของพระองค์ย่อมไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำงานอันใด  ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์เข็ญ การถลุง หรือการพิพากษา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปเพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์รู้จักพระเจ้าและนบนอบพระองค์ในท้ายที่สุด  ถึงที่สุดแล้วผลสัมฤทธิ์เพียงข้อเดียวก็คือเรื่องนี้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า

454. สิ่งทรงครองและสิ่งทรงเป็นของพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า—ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกทำให้เป็นที่รู้จักกันในพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อความเป็นมนุษย์  เมื่อเขาได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ในขณะที่กำลังทำการนำพระวจนะไปฝึกฝนปฏิบัติ มนุษย์จะมารู้จักจุดประสงค์เบื้องหลังพระวจนะซึ่งพระเจ้าตรัส และเข้าใจแหล่งที่มาและปูมหลังของพระวจนะของพระเจ้า และเข้าใจและซึ้งคุณค่าในผลที่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของพระวจนะของพระเจ้า  สำหรับความเป็นมนุษย์แล้ว เหล่านี้คือสิ่งซึ่งมนุษย์ต้องได้รับประสบการณ์ จับความเข้าใจ และบรรลุเพื่อที่จะบรรลุความจริงและชีวิต เพื่อที่จะจับความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า เพื่อที่จะกลับกลายเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา และกลายเป็นสามารถนบนอบต่ออำนาจอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้  ในเวลาเดียวกันกับที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์ จับความเข้าใจ และบรรลุสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เขาจะค่อยๆ ได้รับความเข้าใจในพระเจ้า และ ณ เวลานี้เขายังจะได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ในระดับที่แตกต่างกันไว้แล้วเช่นกัน  ความเข้าใจและความรู้นี้ไม่ได้มาจากบางสิ่งบางอย่างซึ่งมนุษย์ได้จินตนาการหรือประพันธ์ขึ้น แต่ทว่ากลับมาจากสิ่งที่เขาซึ้งคุณค่า ได้รับประสบการณ์ รู้สึก และยืนยันภายในตัวเขาเอง  เพียงหลังจากการได้รู้คุณค่า การได้รับประสบการณ์ การรู้สึก และการยืนยันสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แล้วเท่านั้น ความรู้ของมนุษย์ในพระเจ้าจึงจะได้รับมาซึ่งเนื้อหา ความรู้ซึ่งมนุษย์ได้รับมา ณ เวลานี้เท่านั้นที่เป็นจริง แท้จริง และถูกต้องแม่นยำ และกระบวนขั้นตอนนี้—แห่งการบรรลุความเข้าใจและความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับพระเจ้าอันโดยผ่านทางการซึ้งคุณค่า การได้รับประสบการณ์ การรู้สึก และการยืนยันพระวจนะของพระองค์—ไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากการมหาสนิทแท้จริงระหว่างมนุษย์และพระเจ้า  ในท่ามกลางการมหาสนิทแบบนี้ มนุษย์มาเข้าใจและจับใจความในเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง มาเข้าใจและรู้จักอย่างแท้จริงถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงครองและสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น มาเข้าใจและรู้จักแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างแท้จริง มาเข้าใจและรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าทีละน้อยๆ มาถึงซึ่งความแน่ใจที่แท้จริงและนิยามที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงแห่งอำนาจครอบครองของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง และได้รับความรู้และจุดเชื่อมต่อหนึ่งซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และฐานะของพระเจ้า  ในท่ามกลางการมหาสนิทแบบนี้ มนุษย์เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นทั้งหลายของเขาเกี่ยวกับพระเจ้าทีละขั้น ไม่จินตนาการถึงพระองค์โดยไม่มีที่มาที่ไป หรือปล่อยให้ความระแวงสงสัยของเขาเองเกี่ยวกับพระองค์ได้ถูกแสดงออกอย่างอิสระ หรือเข้าใจพระองค์ผิด หรือกล่าวโทษพระองค์ หรือตัดสินพระองค์ หรือเคลือบแคลงสงสัยในพระองค์อีกต่อไป  ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จะมีข้อพิพาทกับพระเจ้าน้อยลง เขาจะมีข้อขัดแย้งกับพระเจ้าน้อยลง และจะมีโอกาสที่มนุษย์ใช้ในการกบฏต่อพระเจ้าน้อยลง  ในทางกลับกัน ความใส่ใจและการนบนอบพระเจ้าของมนุษย์ก็จะมีมากขึ้น และความยำเกรงของเขาที่มีต่อพระเจ้าจะกลายเป็นจริงมากขึ้นและลุ่มลึกมากขึ้น  ในท่ามกลางการมหาสนิทเช่นนี้ มนุษย์จะไม่เพียงได้บรรลุการจัดเตรียมความจริงและบัพติศมาของชีวิตเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันเขายังจะได้บรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าอีกเช่นกัน  ในท่ามกลางการมหาสนิทเช่นนี้ มนุษย์จะไม่เพียงได้รับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาและได้รับความรอดเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันเขายังจะรวบรวมความยำเกรงและการนมัสการที่แท้จริงที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งซึ่งทรงสร้างมีต่อพระเจ้าเช่นกัน  เมื่อได้มีการมหาสนิทแบบนี้แล้ว ความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้าจะไม่เป็นกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งว่างเปล่า หรือคำสัญญาที่ถูกเสนอไปเพียงลมปาก หรือในรูปแบบของการไล่ตามเสาะหาและความปลาบปลื้มหลงใหลแบบไม่ลืมหูลืมตาอีกต่อไป ด้วยการมหาสนิทแบบนี้เท่านั้นชีวิตของมนุษย์จึงจะเติบโตไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่วันต่อวัน และเพียงบัดนี้เท่านั้นที่อุปนิสัยของเขาจะค่อยๆ กลับกลายเปลี่ยนแปลง และความเชื่อในพระเจ้าของเขาจะเปลี่ยนจากความเชื่ออันคลุมเครือและไม่แน่นอนไปสู่การนบนอบและการใส่ใจอย่างแท้จริง ไปเป็นความยำเกรงแท้จริงทีละขั้น และในขณะที่กำลังทำการติดตามพระเจ้า มนุษย์ยังจะค่อยๆ คืบหน้าจากจุดยืนแบบนิ่งเฉยไม่ทำอะไร ไปสู่จุดยืนแบบกระตือรือร้น จากการคิดในแง่ลบไปสู่การคิดในแง่บวกด้วยเช่นกัน ด้วยการมหาสนิทแบบนี้เท่านั้นมนุษย์จึงจะมาถึงความเข้าใจและการจับใจความอันแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า มาถึงความรู้อันแท้จริงในพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ

455. ความรู้ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้า ฤทธานุภาพของพระเจ้า อัตลักษณ์ของพระเจ้าเอง และแก่นแท้ของพระเจ้า ไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยการพึ่งพาจินตนาการของเจ้า  ในเมื่อเจ้าไม่สามารถพึ่งพาจินตนาการเพื่อที่จะรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ในหนทางใด?  หนทางในการทำการนี้ก็คือโดยผ่านทางการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ผ่านทางการสามัคคีธรรม และผ่านทางการมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงจะมีประสบการณ์และมีการพิสูจน์ยืนยันความจริงแท้แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าทีละน้อย และเจ้าจะได้รับความเข้าใจและความรู้ในสิทธิอำนาจของพระเจ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  นี่คือหนทางเดียวที่จะสัมฤทธิ์ความรู้ในสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีทางลัด  การขอให้พวกเจ้าไม่จินตนาการไม่ใช่การให้พวกเจ้านั่งนิ่งรอคอยการทำลายล้าง หรือหยุดยั้งพวกเจ้าจากการทำบางสิ่ง  การที่พวกเจ้าไม่ใช้สมองคิดและจินตนาการหมายถึงการไม่ใช้ตรรกะเพื่ออนุมาน ไม่ใช้ความรู้เพื่อวิเคราะห์ และไม่ใช้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน แต่กลับเป็นการซึ้งคุณค่า การพิสูจน์ และการยืนยันว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นมีสิทธิอำนาจ การยืนยันว่าพระองค์ทรงถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของเจ้า และว่าฤทธานุภาพของพระองค์พิสูจน์อยู่ตลอดเวลาว่า พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า ผ่านทางความจริง ผ่านทางทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเผชิญในชีวิตต่างหาก  นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่ใครสักคนจะสามารถสัมฤทธิ์ความเข้าใจในพระเจ้า  บางคนกล่าวว่าพวกเขาปรารถนาที่จะหาหนทางที่เรียบง่ายในการสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายนี้ แต่พวกเจ้าสามารถคิดหาหนทางเช่นนั้นได้หรือ?  เรากล่าวกับเจ้าว่า ไม่มีความจำเป็นต้องคิด เพราะไม่มีหนทางอื่น!  มีหนทางเดียวเท่านั้นคือการรู้จักและพิสูจน์ยืนยันอย่างมีมโนธรรมและอย่างหนักแน่นถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น โดยผ่านทางพระวจนะทุกคำที่พระองค์แสดงไว้และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำ  นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะรู้จักพระเจ้า  เพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้านั้นไม่ไร้แก่นสารและไม่ว่างเปล่า แต่สัมพันธ์กับชีวิตจริง

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1

456. พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน เพื่อที่มนุษย์อาจได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์  หากปราศจากการพิพากษาของพระองค์ต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์แล้ว มนุษย์คงไม่อาจสามารถรู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งไม่ยินยอมให้มีการล่วงเกินอันใดได้ อีกทั้งมนุษย์คงจะไม่สามารถเปลี่ยนความรู้เก่าๆ ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าให้กลายเป็นความรู้ใหม่ได้  เพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้ความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์เป็นสิ่งที่รู้กันโดยทั่วไป ดังนั้นจึงทำให้มนุษย์สามารถมาถึงจุดที่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ได้รับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา และเป็นคำพยานที่ดังกึกก้องต่อพระเจ้าได้โดยผ่านทางการทรงปรากฏต่อสาธารณะของพระองค์  การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการทำให้สัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางพระราชกิจหลากหลายประเภทที่แตกต่างกันของพระเจ้า หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาเช่นนั้นแล้ว มนุษย์คงจะไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์แสดงนัยสำคัญว่ามนุษย์ได้เป็นอิสระจากพันธนาการของซาตานและจากอิทธิพลของความมืด และได้กลายเป็นแม่แบบ และวัตถุตัวอย่างของพระราชกิจของพระเจ้า พยานของพระเจ้า และผู้ที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง  ในวันนี้ พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ และพระองค์ต้องประสงค์ให้มนุษย์สัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระองค์ การนบนอบพระองค์ และการเป็นคำพยานถึงพระองค์—มนุษย์ต้องรู้จักพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและปกติของพระเจ้า โดยมนุษย์ต้องนบนอบพระวจนะและพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ซึ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และเขาต้องเป็นคำพยานถึงพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด รวมทั้งกิจการทั้งปวงของพระองค์ในการพิชิตมนุษย์  บรรดาผู้ที่เป็นคำพยานต่อพระเจ้าต้องมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า คำพยานประเภทนี้เท่านั้นที่ถูกต้องแม่นยำและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และคำพยานประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้ซาตานอับอายได้  พระเจ้าทรงใช้บรรดาผู้ที่ได้มารู้จักพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษา การตีสอน และการตัดแต่งของพระองค์ เพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์  พระองค์ทรงใช้พวกที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามให้เป็นคำพยานให้พระองค์  พระองค์ทรงใช้บรรดาผู้ที่อุปนิสัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และผู้ที่ได้รับพรของพระองค์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์  พระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงให้มนุษย์สรรเสริญพระองค์ด้วยปากของเขา อีกทั้งพระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงได้รับการสรรเสริญและการเป็นคำพยานจากผู้คนจำพวกของซาตาน ผู้ซึ่งยังไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์  เฉพาะบรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคำพยานต่อพระองค์ และเฉพาะบรรดาผู้ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคำพยานต่อพระองค์  พระเจ้าจะไม่ทรงยินยอมให้มนุษย์นำความอับอายมาสู่พระนามของพระองค์โดยเจตนา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า

457. การมารู้จักแก่นแท้ของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องไม่สำคัญ  เจ้าต้องเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์  ในหนทางนี้ เจ้าจะรู้จักแก่นแท้ของพระเจ้าทีละน้อยและโดยไม่รู้ตัว  เมื่อเจ้าเข้าสู่ความรู้นี้แล้ว เจ้าจะพบว่าตัวเจ้ากำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่สูงขึ้นและสวยงามขึ้น  ในท้ายที่สุด เจ้าจะรู้สึกละอายใจในดวงจิตอันน่าขยะแขยงของเจ้า และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ เจ้าจะรู้สึกว่าไม่มีที่ให้ซ่อนเร้นจากความละอายใจของเจ้า  ในเวลานั้นเจ้าจะมีการประพฤติปฏิบัติที่ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าน้อยลงทุกที หัวใจของเจ้าจะเข้าใกล้พระหทัยของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และความรักที่มีให้กับพระองค์ก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้นในหัวใจของเจ้า  นี่คือสัญญาณว่ามวลมนุษย์กำลังเข้าสู่สภาวะอันสวยงาม  แต่จนถึงบัดนี้พวกเจ้าก็ยังไม่บรรลุสภาวะนี้  ในขณะที่พวกเจ้าทุกคนสาละวนเร่งรีบเพื่อโชคชะตาของพวกเจ้าเอง มีผู้ใดสนใจพยายามที่จะรู้จักแก่นแท้ของพระเจ้าบ้าง?  หากการนี้ดำเนินต่อไป พวกเจ้าย่อมจะฝ่าฝืนกฤษฎีกาบริหารโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุที่พวกเจ้าเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้าน้อยเกินไป  ดังนั้นสิ่งที่พวกเจ้าทำในตอนนี้มิเป็นการวางรากฐานให้กับการที่พวกเจ้าจะล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรอกหรือ?  การที่เราขอให้พวกเจ้าเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นหาได้แยกจากงานของเราไม่  ด้วยเหตุที่หากพวกเจ้าฝ่าฝืนกฤษฎีกาบริหารบ่อยครั้ง จะมีพวกเจ้าคนใดหลีกหนีการลงโทษไปได้ละหรือ?  เมื่อนั้นงานของเราจะไม่สูญเปล่าไปหมดหรอกหรือ?  ดังนั้น นอกเหนือจากการพินิจพิเคราะห์การประพฤติปฏิบัติของพวกเจ้าเองแล้ว เรายังคงขอให้พวกเจ้าระมัดระวังก้าวย่างที่พวกเจ้าเดิน  นี่คือข้อเรียกร้องที่สูงขึ้นที่เรามีต่อพวกเจ้า และเราหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างละเอียดรอบคอบและให้ความใส่ใจอย่างจริงจังตั้งใจ  หากมีวันหนึ่งที่การกระทำต่างๆ ของพวกเจ้ายั่วยุเราให้เดือดดาลอย่างรุนแรง เมื่อนั้นย่อมจะมีแต่พวกเจ้าเท่านั้นที่จะต้องคำนึงถึงผลที่ตามมา และจะไม่มีใครอื่นที่จะแบกรับการลงโทษแทนพวกเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นสำคัญมาก

458. การรู้จักพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าสามารถล่วงรู้ความชื่นบาน ความโมโห ความโศกเศร้า และความสุขของพระองค์ และด้วยเหตุนี้จึงรู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์—นี่เองคือการรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง  เจ้ากล่าวอ้างว่าเจ้าได้เห็นพระองค์แล้ว กระนั้นเจ้าก็ยังไม่เข้าใจความชื่นบานยินดี ความโมโห ความโศกเศร้า และความสุขของพระองค์ และเจ้าไม่เข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์  เจ้ายังไม่เข้าใจทั้งความชอบธรรมของพระองค์และความกรุณาของพระองค์ อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่าพระองค์โปรดสิ่งใดและเกลียดสิ่งใด  นี่ไม่ใช่ความรู้ในเรื่องของพระเจ้า  ผู้คนบางคนสามารถติดตามพระเจ้า แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  การเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงคือการนบนอบพระเจ้า  ผู้ที่ไม่นบนอบพระเจ้าโดยแท้ย่อมไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง—ความแตกต่างอยู่ตรงนี้  เมื่อเจ้าติดตามพระเจ้ามาหลายปี และมีความรู้และความเข้าใจในพระเจ้า เมื่อเจ้าเข้าใจและจับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้บ้าง เมื่อเจ้าตระหนักรู้เจตนารมณ์ของพระเจ้าที่ทรงอุตสาหะช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นคือยามที่เจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง รักพระเจ้าอย่างแท้จริง และนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระราชกิจของพระเจ้า  เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นเพียงผู้ติดตามคนหนึ่งที่วุ่นวายกับการตามหาพระเจ้าและทำตามอะไรก็ได้ที่คนส่วนใหญ่ทำ  นั่นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการนบนอบอย่างแท้จริง และยิ่งไม่ใช่การนมัสการที่แท้จริง  การนมัสการที่แท้จริงเกิดขึ้นอย่างไร?  ทุกคนที่มองเห็นพระเจ้าและรู้จักพระเจ้าอย่างถ่องแท้ล้วนนมัสการและยำเกรงพระองค์โดยไม่มีข้อยกเว้น  พวกเขาล้วนถูกสะกดให้ยอมกราบไหว้และนมัสการพระองค์  ณ ปัจจุบัน ในขณะที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์กำลังทรงงาน ยิ่งผู้คนมีความเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งหวงแหนสิ่งเหล่านี้ราวสมบัติล้ำค่ามากขึ้นเท่านั้นและพวกเขาจะยิ่งยำเกรงพระองค์มากขึ้นเท่านั้น  โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งผู้คนมีความเข้าใจในพระเจ้าน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ย่อมเลินเล่อมากขึ้นเท่านั้น และดังนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระเจ้าดั่งเป็นมนุษย์  หากผู้คนได้รู้จักและมองเห็นพระเจ้าจริงๆ พวกเขาย่อมจะหวาดกลัวจนตัวสั่นและหมอบกราบอยู่กับพื้น  “พระองค์ผู้จะมาภายหลังข้าพเจ้า ทรงยิ่งใหญ่กว่าข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะถือฉลองพระบาท” (มัทธิว 3:11)—เหตุใดยอห์นจึงกล่าวเช่นนี้?  แม้ว่าลึกลงไปแล้ว เขามิได้มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอย่างลุ่มลึกมากนัก แต่เขาก็รู้ว่าพระเจ้าทรงน่าเกรงขาม  ผู้คนมากมายเท่าใดในทุกวันนี้ที่มีความสามารถในการยำเกรงพระเจ้า?  หากพวกเขาไม่รู้พระอุปนิสัยของพระองค์แล้วไซร้ พวกเขาจะสามารถยำเกรงพระเจ้าได้อย่างไร?  หากผู้คนทั้งไม่รู้จักแก่นแท้ของพระคริสต์และไม่เข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า พวกเขาก็จะยิ่งไม่สามารถนมัสการพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงได้อย่างแท้จริง  หากพวกเขามองเห็นเพียงการทรงปรากฏภายนอกที่เป็นปกติและธรรมดาสามัญของพระคริสต์ ทว่าไม่รู้จักแก่นแท้ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็ย่อมง่ายที่พวกเขาจะปฏิบัติต่อพระคริสต์เหมือนทรงเป็นคนธรรมดาเท่านั้น  พวกเขาอาจมีท่าทีที่มีไม่เคารพต่อพระองค์ และสามารถโกงพระองค์ ต้านทานพระองค์ กบฏต่อพระองค์ และทำการตัดสินพระองค์ได้  พวกเขาสามารถมองตัวเองว่าชอบธรรมอยู่เสมอ และไม่จริงจังกับพระวจนะของพระองค์ พวกเขาสามารถถึงขั้นเหนี่ยวนำให้เกิดมโนคติที่หลงผิด การกล่าวโทษ และการหมิ่นประมาทพระเจ้าได้  เพื่อแก้ปัญหาในประเด็นปัญหาเหล่านี้ คนเราต้องรู้จักแก่นแท้และเทวสภาพของพระคริสต์  นี่คือแง่มุมหลักของการรู้จักพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่ทุกคนซึ่งเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงต้องเข้าสู่และสัมฤทธิ์

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

459. การเชื่อในพระเจ้าและรู้จักพระเจ้านั้นสมเหตุสมผลและเป็นไปตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ และวันนี้—ช่วงระหว่างยุคที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์กำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะบุคคล—ก็เป็นเวลาที่ดีเป็นพิเศษที่จะรู้จักพระเจ้า  การทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเป็นบางสิ่งที่สัมฤทธิ์ผลได้ด้วยการต่อยอดบนรากฐานความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเพื่อทำความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า  ความรู้นี้เกี่ยวกับพระเจ้าคือนิมิตที่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องมี ความรู้นี้คือพื้นฐานการเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์  หากปราศจากความรู้นี้ การเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์จะมีอยู่ในสภาวะที่คลุมเครือ ท่ามกลางทฤษฎีที่ว่างเปล่า  ต่อให้การติดตามพระเจ้าจะเป็นปณิธานของผู้คนเช่นนี้ พวกเขาก็จะไม่ได้รับสิ่งใดๆ  ผู้คนทั้งหมดที่ไม่ได้รับสิ่งใดในกระแสนี้คือผู้ที่จะถูกกำจัดออกไป—พวกเขาทั้งหมดเป็นคนเอารัดเอาเปรียบ… หากมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจนิมิตได้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็จะไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และหากมนุษย์ไม่สามารถนบนอบต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็จะไร้ความสามารถที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และดังนั้นความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าก็จะไม่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างที่จับต้องได้  ก่อนที่มนุษย์จะดำเนินการพระวจนะของพระเจ้า เขาต้องรู้พระวจนะของพระเจ้า นั่นคือ เขาต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  พระวจนะของพระเจ้าจะสามารถได้รับการดำเนินการจนเสร็จสิ้นอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ในหนทางนี้เท่านั้น  นี่คือบางสิ่งที่ทุกคนที่แสวงหาความจริงต้องครอบครอง และนี่ยังเป็นกระบวนการที่ทุกคนที่พยายามที่จะรู้จักพระเจ้าต้องก้าวผ่าน  กระบวนการแห่งการมารู้จักพระวจนะของพระเจ้าคือกระบวนการแห่งการมารู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้า  ดังนั้น การรู้จักนิมิตไม่เพียงแต่อ้างอิงถึงการรู้จักสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรู้จักพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  ผู้คนมาเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าจากพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขามารู้จักอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นจากพระราชกิจของพระเจ้า  การเชื่อในพระเจ้าเป็นขั้นตอนแรกในการรู้จักพระเจ้า  กระบวนการพัฒนาต่อจากการเริ่มต้นเชื่อในพระเจ้านี้ไปจนถึงการเชื่อในพระองค์อย่างสุดซึ้งที่สุดคือกระบวนการแห่งการมารู้จักพระเจ้า กระบวนการแห่งการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  หากเจ้าเพียงแต่เชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของการเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น แต่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของการมารู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วความเชื่อของเจ้าก็ไม่มีความเป็นจริง และความเชื่อของเจ้าก็ไม่สามารถกลายเป็นบริสุทธิ์ได้—ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในการนี้  ในช่วงระหว่างกระบวนการที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า หากเขาค่อยๆ มารู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และการเชื่อของเขาจะกลายเป็นแท้จริงขึ้นเรื่อยๆ  ในหนทางนี้ เมื่อมนุษย์สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าของเขา เขาจะได้รับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว  เหตุผลว่าทำไมพระเจ้าทรงยอมทำถึงกับบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นครั้งที่สองเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะบุคคลนั้นก็เพื่อที่มนุษย์จะสามารถมารู้จักพระองค์และมองเห็นพระองค์ได้  การรู้จักพระเจ้า[ก] คือผลสุดท้ายที่จะสัมฤทธิ์เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าถึงบทสรุป นี่คือข้อพึงประสงค์สุดท้ายที่พระเจ้าทรงกำหนดจากมวลมนุษย์  เหตุผลว่าทำไมพระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนี้นั้นคือเพื่อประโยชน์ของคำพยานสุดท้ายของพระองค์ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้เพื่อที่มนุษย์อาจหันหาพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุด  มนุษย์สามารถมารักพระเจ้าได้โดยการรู้จักพระองค์เท่านั้น และในการรักพระเจ้านั้น เขาต้องรู้จักพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าเขาจะแสวงหาอย่างไรหรือแสวงหาที่จะได้รับสิ่งใด เขาต้องสามารถสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า  ในหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงจะสามารถทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้า  มนุษย์สามารถมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าได้ด้วยการรู้จักพระเจ้าเท่านั้น และเขาสามารถยำเกรงและนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงได้ด้วยการรู้จักพระเจ้าเท่านั้น  พวกที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะไม่มีวันมาถึงจุดที่มีการนบนอบและยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริง  การรู้จักพระเจ้ารวมถึงการรู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ การเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ และการรู้สิ่งที่พระองค์ทรงเป็น  แต่ไม่ว่าคนเราจะมารู้แง่มุมใดก็ตาม แต่ละแง่มุมพึงต้องให้มนุษย์ยอมจ่ายราคา และพึงต้องมีเจตจำนงที่จะนบนอบ  ซึ่งหากปราศจากสิ่งเหล่านี้จะไม่มีผู้ใดสามารถติดตามต่อไปจนถึงบทอวสานได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า

เชิงอรรถ:

ก. ข้อความเดิมคือ “พระราชกิจในการรู้จักพระเจ้า”


460. ผลจากบทเรียนของการมารู้จักพระเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ในหนึ่งหรือสองวัน นั่นคือ มนุษย์ต้องสั่งสมประสบการณ์ ก้าวผ่านความทุกข์ และบรรลุการนบนอบที่แท้จริง  ประการแรก จงเริ่มต้นจากพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด  เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าต้องเข้าใจสิ่งที่รวมอยู่ในความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า วิธีการสัมฤทธิ์ความรู้นี้ และวิธีการมองเห็นพระเจ้าในประสบการณ์ของเจ้า  นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องทำเมื่อพวกเขายังไม่รู้จักพระเจ้า  ไม่มีผู้ใดสามารถจับความเข้าใจพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าในคราวเดียว และไม่มีผู้ใดสามารถสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับทั้งหมดทั้งปวงของพระเจ้าภายในระยะเวลาสั้นๆ  มีกระบวนการได้รับประสบการณ์ที่จำเป็น ซึ่งหากปราศจากกระบวนการนี้แล้ว จะไม่มีผู้ใดสามารถรู้จักพระเจ้าหรือติดตามพระองค์อย่างจริงใจได้  ยิ่งพระเจ้าทรงพระราชกิจมากเท่าใด มนุษย์ก็ยิ่งรู้จักพระองค์มากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์มากเท่าใด ความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้าก็ยิ่งได้รับการเริ่มต้นใหม่และทำให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น  หากพระราชกิจของพระเจ้าต้องยังอยู่กับที่และไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดกาล เช่นนั้นแล้วความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระองค์ก็คงจะมีไม่มากนัก  ระหว่างเวลาแห่งการทรงสร้างและในปัจจุบันนี้ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ สิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำในช่วงระหว่างยุคพระคุณ และสิ่งที่พระองค์ทรงทำในช่วงระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักร—พวกเจ้าต้องเข้าใจเกี่ยวกับนิมิตเหล่านี้อย่างชัดเจนอย่างยิ่ง  พวกเจ้าต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า

461. ในช่วงระหว่างช่วงเวลาที่เขาติดตามพระเยซู เปโตรได้ก่อความคิดเห็นเกี่ยวกับพระองค์ขึ้นมากมายและมักตัดสินพระองค์จากมุมมองของเขาเองเสมอ  แม้ว่าเปโตรจะเข้าใจพระวิญญาณในระดับหนึ่ง ความเข้าใจของเขาก็เป็นอะไรที่ไม่กระจ่างแจ้ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำไมเขาจึงพูดว่า “ข้าพระองค์จำต้องติดตามผู้ที่ถูกส่งมาโดยพระบิดาแห่งสวรรค์  ข้าพระองค์จำต้องยอมรับผู้ที่ถูกเลือกสรรโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”  เขาไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลายที่พระเยซูทรงทำและขาดพร่องความกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น  หลังจากที่ได้ติดตามพระองค์สักระยะหนึ่งแล้ว เปโตรก็มีความสนใจยิ่งขึ้นในสิ่งที่พระองค์ทรงทำและตรัส และสนใจในตัวพระเยซูพระองค์เอง  เขาได้มารู้สึกว่าพระเยซูทรงสร้างแรงบันดาลใจทั้งในเรื่องของการรักใคร่เอ็นดูและความนับถือ เขาชอบที่จะคบหากับพระองค์และอยู่เคียงข้างพระองค์ และการได้ฟังพระวจนะของพระเยซูก็ทำให้เขาได้รับการจัดหาให้และความช่วยเหลือ  ในช่วงระหว่างเวลาที่เขาติดตามพระเยซู เปโตรได้สังเกตและจดจำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ไว้ในใจ นั่นคือ การกระทำ พระวจนะ ความเคลื่อนไหว และการแสดงออกของพระองค์  เขาได้รับความเข้าใจลึกๆ ว่าพระเยซูไม่ทรงเหมือนพวกมนุษย์ธรรมดา  แม้ว่าการทรงปรากฏเยี่ยงมนุษย์ของพระองค์จะเป็นปกติยิ่งนัก พระองค์ก็ทรงเปี่ยมไปด้วยความรัก ความกรุณา และความยอมผ่อนปรนสำหรับมนุษย์  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำหรือตรัสเป็นความช่วยเหลืออย่างใหญ่หลวงต่อผู้อื่น และเปโตรได้เห็นและได้รับสิ่งทั้งหลายที่เขาไม่เคยได้เห็นหรือได้ครองมาก่อนจากพระเยซู  เขาได้เห็นว่าแม้ว่าพระเยซูจะไม่ได้ทรงมีวุฒิภาวะอันยิ่งใหญ่และสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ผิดแผกใดๆ ก็ตาม แต่พระองค์ทรงมีพระลักษณะอันน่าประทับใจที่ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริงและไม่ได้พบเห็นอยู่ทั่วไป  แม้ว่าเปโตรจะไม่อาจอธิบายเรื่องดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน แต่เขาก็เห็นได้ว่าพระเยซูทรงปฏิบัติอย่างแตกต่างออกไปจากคนอื่นทุกคน เพราะสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงทำนั้นแตกต่างไปจากสิ่งเดียวกันของพวกมนุษย์ปกติเป็นอย่างมาก  นับตั้งแต่เวลาที่เขาได้มาสัมผัสกับพระเยซู เปโตรยังได้เห็นอีกด้วยว่าพระบุคลิกลักษณะของพระองค์นั้นแตกต่างไปจากบุคลิกลักษณะของสามัญชน  พระองค์มักจะทรงปฏิบัติอย่างมั่นคงและไม่เคยเร่งรีบ ไม่เคยทรงกล่าวเกินจริงหรือทำเรื่องอะไรให้ความสำคัญน้อยลง และพระองค์ก็ทรงดำเนินพระชนม์ชีพของพระองค์ในหนทางที่เปิดเผยให้เห็นถึงพระบุคลิกลักษณะซึ่งทั้งปกติธรรมดาและน่าเลื่อมใส  ในการสนทนา พระเยซูตรัสอย่างเรียบง่ายและด้วยมารยาทอันงดงาม ทรงสื่อสารในลักษณะที่แจ่มใสทว่าสงบนิ่งอยู่เสมอ—และกระนั้นพระองค์ก็ไม่เคยทรงสูญเสียความทรงเกียรติของพระองค์ขณะทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ไปจนเสร็จสิ้นเลย  เปโตรได้เห็นว่าพระเยซูบางครั้งทรงเงียบขรึม ในขณะที่ในคราวอื่นๆ พระองค์ได้ตรัสอย่างไม่หยุดหย่อน  บางครั้งพระองค์ทรงพระสำราญมากกระทั่งพระองค์ทรงดูเหมือนนกพิราบตัวหนึ่งที่ทั้งว่องไวและกระโดดโลดเต้นอย่างเริงร่า และในคราวอื่นๆ พระองค์ก็ทรงโทมนัสกระทั่งพระองค์ไม่ตรัสอะไรเลย ทรงปรากฏว่าหนักอึ้งไปด้วยความตรอมใจราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นมารดาผู้ถอดทนความทุกข์ยากมานับไม่ถ้วน  ในบางครั้งพระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพระโทสะดั่งทหารกล้าที่พุ่งไปข้างหน้าเพื่อสังหารศัตรู หรือในบางโอกาส พระองค์กลับทรงดูคล้ายสิงโตคำราม  บางครั้งพระองค์ทรงพระสรวล ในคราวอื่นๆ พระองค์ทรงอธิษฐานและทรงกันแสง  ไม่สำคัญว่าพระเยซูจะทรงปฏิบัติอย่างไร เปโตรได้เริ่มมีความรักและความนับถืออันไร้ขอบเขตให้กับพระองค์  เสียงพระสรวลของพระเยซูเติมความสุขให้กับเขา ความโศกเศร้าของพระองค์ผลักเขาเข้าสู่ความตรอมใจ พระโทสะของพระองค์ทำให้เขาหวาดกลัว ในขณะที่ความกรุณา การยกโทษของพระองค์ และข้อเรียกร้องอันเคร่งครัดที่พระองค์ทรงเรียกร้องจากผู้คน ทำให้เขาได้มารักพระเยซูอย่างแท้จริงและพัฒนาความยำเกรงที่แท้จริงขึ้นมาและการถวิลหาพระองค์  แน่นอนว่าเปโตรค่อยๆ มาตระหนักเรื่องทั้งหมดนี้หลังจากที่เขาใช้ชีวิตเคียงข้างพระเยซูนานหลายปีแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เปโตรได้มารู้จักพระเยซูได้อย่างไร

462. หากเจ้าต้องการรู้จักพระเจ้า รู้จักพระองค์อย่างแท้จริง เข้าใจพระองค์อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว จงอย่าจำกัดตัวเองอยู่กับพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระเจ้า หรืออยู่กับเรื่องราวทั้งหลายเกี่ยวกับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติในอดีตเท่านั้น  หากเจ้าพยายามรู้จักพระองค์ในหนทางนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังวางข้อจำกัดต่อพระเจ้า กำลังจำกัดขอบเขตพระองค์  เจ้ากำลังเห็นพระเจ้าทรงเป็นบางสิ่งที่เล็กมาก  การทำเช่นนั้นจะส่งผลต่อผู้คนอย่างไร?  เจ้าคงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักความน่าอัศจรรย์และมไหศวรรย์ของพระเจ้า อีกทั้งฤทธานุภาพและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์และวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์  ความเข้าใจเช่นนั้นคงจะมีผลกระทบต่อความสามารถของเจ้าที่จะยอมรับความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่ง ตลอดจนความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และสถานภาพที่แท้จริงของพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้ามีวงเขตที่จำกัด เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าสามารถรับได้ก็จำกัดเช่นกัน  นี่คือเหตุผลที่เจ้าต้องทำให้วงเขตของเจ้ากว้างขึ้นและขยายเส้นขอบฟ้าของเจ้า  เจ้าควรพยายามเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด—วงเขตของพระราชกิจของพระเจ้า การบริหารจัดการของพระองค์ การปกครองของพระองค์ และทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงบริหารจัดการและที่พระองค์ทรงปกครอง  เจ้าควรมาเข้าใจการกระทำของพระเจ้าโดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้นี่เอง  ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ เจ้าจะมารู้สึกโดยไม่ทันตระหนักว่าพระเจ้าทรงปกครอง ทรงบริหารจัดการ และทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่งท่ามกลางพวกเขา และเจ้าก็จะรู้สึกอย่างแท้จริงว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งและสมาชิกคนหนึ่งของทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน  ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่ง เจ้าก็กำลังยอมรับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8

463. ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในหัวใจของผู้คนมีมากเพียงใด ขอบข่ายของพระฐานะที่พระองค์ทรงมีในหัวใจของพวกเขาก็มีมากเพียงนั้นด้วย  ระดับของความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าในหัวใจของพวกเขายิ่งใหญ่เพียงใด พระเจ้าในหัวใจของพวกเขาก็ทรงยิ่งใหญ่เพียงนั้น  หากพระเจ้าที่เจ้ารู้จักนั้นว่างเปล่าและคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าที่เจ้าเชื่อก็ว่างเปล่าและคลุมเครือด้วยเช่นกัน  พระเจ้าที่เจ้ารู้จักถูกจำกัดไว้ที่วงเขตของชีวิตส่วนตัวของเจ้าเอง และไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองเลย  ด้วยเหตุนี้ การรู้จักการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า การรู้จักความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ การรู้จักพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง การรู้จักสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น การรู้จักการกระทำที่พระองค์ได้ทรงสำแดงท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์—สิ่งเหล่านี้สำคัญมากต่อบุคคลทุกๆ คนที่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า  พวกมันมีผลกระทบโดยตรงต่อการที่ผู้คนจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่  หากเจ้าจำกัดความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ที่แค่พระวจนะ หากเจ้าจำกัดมันไว้ที่ประสบการณ์เล็กน้อยของเจ้าเอง ไว้ที่พระคุณของพระเจ้าที่เจ้านับรวมไว้ หรือไว้ที่คำพยานเล็กน้อยของเจ้าต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเรากล่าวว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองอย่างแน่นอน  ไม่เพียงแค่นั้น ทว่ายังสามารถกล่าวได้อีกด้วยว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นเป็นพระเจ้าในจินตนาการ ไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้  นี่เป็นเพราะพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงดำเนินไปท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง  พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่กุมชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวงและของทุกสิ่งทุกอย่างในพระหัตถ์ของพระองค์  พระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าที่เรากำลังพูดถึงนั้นไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนในสัดส่วนเล็กๆ  กล่าวคือ พวกมันไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนที่ติดตามพระองค์ในปัจจุบัน  กิจการของพระองค์นั้นสำแดงออกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ในการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง และในกฎต่างๆ แห่งการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง  หากเจ้าไม่สามารถเห็นหรือระลึกได้ถึงกิจการใดๆ ของพระเจ้าท่ามกลางทุกสรรพสิ่งของการทรงสร้างของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่สามารถเป็นคำพยานต่อกิจการใดๆ ของพระองค์ได้  หากเจ้าไม่สามารถเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงผู้ที่เรียกกันว่า “พระเจ้า” องค์เล็กๆ ที่เจ้ารู้จัก พระเจ้าองค์นั้นผู้ถูกจำกัดไว้ที่แนวคิดของเจ้าเองและดำรงอยู่เฉพาะภายในขอบเขตอันคับแคบของจิตใจของเจ้าเท่านั้น หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงพระเจ้าประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่มีวันทรงสรรเสริญความเชื่อของเจ้า  ตอนที่เจ้าเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้าทำเช่นนั้นเฉพาะในแง่ของวิธีการที่เจ้าชื่นชมพระคุณของพระเจ้า วิธีการที่เจ้ายอมรับการบ่มวินัยของพระเจ้าและการตีสอนของพระองค์ และวิธีการที่เจ้าชื่นชมพรของพระองค์ในการเป็นพยานของเจ้าสำหรับพระองค์แล้วไซร้ นั่นก็ห่างไกลจากคำว่าพอและไม่แม้แต่จะใกล้เคียงกับการทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  หากเจ้าต้องการเป็นพยานให้กับพระเจ้าในหนทางที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์ เป็นพยานให้กับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นจากการกระทำของพระองค์  เจ้าต้องเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ และเห็นความจริงเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง  หากเจ้ารับรู้เพียงว่าเสบียงอาหารในแต่ละวันของเจ้าและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตของเจ้านั้นมาจากพระเจ้า แต่เจ้ากลับล้มเหลวที่จะเห็นความจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงมองทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เป็นการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง และที่ว่า พระองค์กำลังทรงนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวงโดยการปกครองทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะเป็นพยานให้กับพระเจ้าได้  อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการกล่าวทั้งหมดนี้?  มันก็เป็นไปเพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่คิดว่าการนี้ไม่สำคัญ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าหัวข้อเหล่านี้ที่เราได้พูดถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตส่วนบุคคลของพวกเจ้าเอง และเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่คิดว่าหัวข้อเหล่านี้เป็นแค่ความรู้หรือคำสอนชนิดหนึ่ง  หากพวกเจ้าฟังสิ่งที่เรากำลังกล่าวด้วยท่าทีประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ย่อมจะไม่ได้รับแม้สักสิ่งเดียว  พวกเจ้าจะสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ที่จะได้รู้จักพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9

464. แม้ว่ามนุษย์อาจลงลึกในการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ของเขาและกฎทั้งหลายที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง แต่การศึกษาวิจัยนั้นมีวงเขตที่จำกัด ในขณะที่พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งสำหรับมนุษย์แล้วเป็นการควบคุมที่เป็นอนันต์  มนุษย์ผู้หนึ่งอาจสามารถใช้เวลาทั้งชีวิตทำการศึกษาวิจัยกิจการที่เล็กที่สุดของพระเจ้าโดยไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์แท้จริงอันใด  นี่คือเหตุผลที่เจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ได้หากเจ้าใช้แค่ความรู้และสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้เพื่อศึกษาพระเจ้า  แต่หากเจ้าเลือกวิธีแห่งการแสวงหาความจริงและแสวงหาพระเจ้า และมองดูพระเจ้าจากมุมมองแห่งการมารู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะระลึกได้ว่า การกระทำของพระเจ้าอยู่ทุกแห่งหนและพระปรีชาญาณของพระเจ้าอยู่ทุกแห่งหนในเวลาเดียวกัน และเจ้าจะรู้เหตุผลที่พระเจ้าทรงได้รับการเรียกขานว่าองค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่งและแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง  ยิ่งเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงได้รับการเรียกขานว่าองค์อธิปัตย์แห่งสรรพสิ่ง  สรรพสิ่งและทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งตัวเจ้า กำลังได้รับการจัดเตรียมของพระเจ้าที่หลั่งไหลแบบคงเส้นคงวาอยู่เป็นนิตย์  เจ้าจะสามารถสำนึกรับรู้ได้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่า ในโลกนี้และท่ามกลางมวลมนุษย์นี้ ไม่มีผู้ใดเลยนอกเหนือจากพระเจ้าที่จะสามารถมีความสามารถและแก่นแท้ที่พระองค์ทรงใช้ปกครอง บริหารจัดการ และธำรงรักษาการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง  เมื่อเจ้าไปถึงความเข้าใจนี้ เจ้าก็จะระลึกได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า  เมื่อเจ้าไปถึงจุดนี้ เจ้าย่อมจะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้ให้โอกาสพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้าและองค์อธิปัตย์ของเจ้าแล้ว  เมื่อเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนั้นแล้วและชีวิตของเจ้าได้ไปถึงจุดดังกล่าวแล้ว พระเจ้าก็จะไม่ทรงทดสอบเจ้าและพิพากษาเจ้าอีกต่อไป อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงทำการเรียกร้องอันใดจากเจ้า เพราะเจ้าจะเข้าใจพระเจ้า จะรู้จักพระหฤทัยของพระองค์ และจะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้าแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8

465. ผู้คนมักพูดว่าการรู้จักพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย  อย่างไรก็ตาม เราขอพูดว่าการรู้จักพระเจ้าไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะพระเจ้าทรงแสดงกิจการทั้งหลายของพระองค์ให้มนุษย์ได้เห็นบ่อยครั้ง  พระเจ้าไม่เคยทรงยุติการสนทนาของพระองค์กับมวลมนุษย์ และพระองค์ไม่เคยทรงปกปิดพระองค์เองจากมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่เคยทรงซ่อนเร้นพระองค์เอง  พระดำริของพระองค์ แนวคิดของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ และกิจการของพระองค์ ทั้งหมดได้รับการเปิดเผยต่อมวลมนุษย์  ดังนั้น ตราบเท่าที่มนุษย์ปรารถนาที่จะรู้จักพระเจ้า เขาสามารถมาเข้าใจและรู้จักพระองค์ได้โดยผ่านทางวิถีทางและวิธีการทุกชนิด  เหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงคิดอย่างหูหนวกตาบอดว่าพระเจ้าตั้งพระทัยที่จะหลีกเลี่ยงเขา ว่าพระเจ้าตั้งพระทัยที่จะซ่อนเร้นพระองค์เองจากมนุษยชาติ ว่าพระเจ้าไม่ทรงมีเจตนารมณ์ที่จะยอมให้มนุษย์เข้าใจและรู้จักพระองค์นั้น เป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าคือผู้ใด อีกทั้งเขาไม่ปรารถนาที่จะเข้าใจพระเจ้า  ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มนุษย์ไม่กังวลสนใจในพระดำริ พระวจนะ หรือกิจการของพระผู้สร้าง… กล่าวตามความจริงก็คือ หากคนคนหนึ่งเพียงใช้เวลาว่างของเขามุ่งเน้นและทำความเข้าใจพระวจนะหรือกิจการของพระผู้สร้าง และหากเขาเพียงให้ความสนใจเล็กน้อยต่อพระดำริของพระผู้สร้างและพระสุรเสียงแห่งพระหทัยของพระองค์ ก็จะไม่เป็นการยากลำบากที่คนคนนั้นจะตระหนักว่าพระดำริ พระวจนะ และกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างนั้นเปิดเผยและโปร่งใส  ในทำนองเดียวกัน การตระหนักว่าพระผู้สร้างทรงอยู่ท่ามกลางมนุษย์มาโดยตลอด ว่าพระองค์ทรงสนทนากับมนุษย์และอยู่ในสรรพสิ่งตลอดเวลา และว่าพระองค์กำลังทรงปฏิบัติกิจการใหม่ๆ ทุกวัน ย่อมจะใช้ความพยายามแค่เพียงน้อยนิด  แก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระองค์แสดงออกมาในการสนทนาระหว่างพระองค์กับมนุษย์ พระดำริและแนวคิดของพระองค์ได้รับการเผยอย่างครบบริบูรณ์ในกิจการของพระองค์ พระองค์ทรงร่วมทางและเฝ้าสังเกตมวลมนุษย์ตลอดเวลา  พระองค์ทรงใช้พระวจนะที่เงียบเชียบของพระองค์ตรัสกับมวลมนุษย์และสรรพสิ่งอย่างเงียบๆ ว่า “เราอยู่บนฟ้าสวรรค์ และเราอยู่ท่ามกลางสรรพสิ่ง เรากำลังเฝ้าดูอยู่ เรากำลังรอคอย เราอยู่เคียงข้างเจ้า…”  พระหัตถ์ของพระองค์อบอุ่นและมั่นคง ย่างก้าวของพระองค์แผ่วเบา พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวลและสง่างาม รูปสัณฐานของพระองค์ผ่านไปและเวียนกลับมา โอบล้อมมวลมนุษย์ทั้งปวง พระพักตร์ของพระองค์งดงามและอ่อนโยน  พระองค์ไม่เคยทรงจากไป ไม่เคยทรงหายไป  ทั้งกลางวันและกลางคืน พระองค์ทรงเป็นเพื่อนร่วมทางของมวลมนุษย์เสมอ ไม่เคยไปจากข้างกายของพวกเขาเลย

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2

466. เมื่อผู้คนไม่เข้าใจพระเจ้าและไม่รู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ หัวใจของพวกเขาก็ไม่มีวันสามารถเปิดรับพระองค์อย่างแท้จริงได้  ทันทีที่พวกเขาเข้าใจพระเจ้าแล้ว พวกเขาจะเริ่มต้นซึ้งคุณค่าและดื่มด่ำกับสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระองค์ด้วยความสนใจและความเชื่อ  เมื่อเจ้าซึ้งคุณค่าและดื่มด่ำกับสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระเจ้าแล้ว หัวใจของเจ้าจะค่อยๆ เปิดรับพระองค์ทีละเล็กละน้อย  เมื่อหัวใจของพวกเจ้าเปิดรับพระองค์แล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าการโต้ตอบแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าของเจ้า สิ่งที่เจ้าร้องขอจากพระเจ้า และความอยากอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้าเองช่างน่าอับอายและน่าเหยียดหยามเพียงใด  เมื่อหัวใจของเจ้าเปิดรับพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าจะมองเห็นว่าพระทัยของพระองค์ช่างเป็นโลกที่ไม่สิ้นสุด และเจ้าจะเข้าสู่อาณาจักรที่เจ้าไม่เคยมีประสบการณ์ด้วยมาก่อน  ในอาณาจักรนี้ไม่มีการคดโกง ไม่มีการหลอกลวง ไม่มีความมืด และไม่มีความชั่ว  มีเพียงความจริงใจและความสัตย์ซื่อ มีเพียงความสว่างและความเที่ยงธรรม มีเพียงความชอบธรรมและความใจดี  อาณาจักรนี้เต็มไปด้วยความรักและความใส่ใจ เต็มไปด้วยความสงสารและการทนยอมรับ และเจ้าจะรู้สึกถึงความสุขและความชื่นบานของการมีชีวิตโดยผ่านทางอาณาจักรนี้  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าจะทรงเผยต่อเจ้าเมื่อเจ้าเปิดหัวใจของพวกเจ้าเพื่อรับพระองค์  โลกที่ไม่สิ้นสุดนี้เต็มไปด้วยพระปัญญาและมหิทธานุภาพของพระเจ้า และเต็มไปด้วยความรักของพระองค์และสิทธิอำนาจของพระองค์ด้วยเช่นกัน  ที่นี่เจ้าสามารถมองเห็นทุกแง่มุมของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น สิ่งที่นำความชื่นบานมาให้พระองค์ เหตุผลที่พระองค์ทรงกังวล และเหตุผลที่พระองค์ทรงกลายมาเสียพระทัย เหตุผลที่พระองค์ทรงกลายมากริ้ว… นี่คือสิ่งที่สามารถมองเห็นได้โดยทุกๆ บุคคลที่เปิดหัวใจของพวกเขาและยอมให้พระเจ้าเสด็จเข้ามา  พระเจ้าสามารถเสด็จเข้ามาในหัวใจของเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเจ้าเปิดหัวใจของเจ้าเพื่อรับพระองค์เท่านั้น  หากพระองค์เสด็จเข้ามาในหัวใจของเจ้าแล้ว เจ้าสามารถมองเห็นได้เพียงสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และเจ้าสามารถมองเห็นได้เพียงเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีให้แก่เจ้า  ณ ขณะนั้น เจ้าจะค้นพบว่าทุกสิ่งเกี่ยวกับพระเจ้านั้นช่างล้ำค่า ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นนั้นช่างควรค่าแก่การทะนุถนอมความล้ำค่า  เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้คนเหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รอบตัวเจ้า และกระทั่งคนที่เจ้ารัก คู่ครองของเจ้า และสิ่งที่เจ้ารัก ก็แทบจะไม่ควรค่าที่จะกล่าวถึง  สิ่งเหล่านั้นช่างเล็กน้อยและช่างต่ำต้อย เจ้าจะรู้สึกว่าไม่มีวันที่วัตถุทางกายใดๆ จะสามารถดึงดูดเจ้าเข้าไปได้อีก หรือว่าวัตถุทางกายใดๆ จะสามารถยั่วยุเจ้าให้จ่ายราคาใดๆ เพื่อมันได้อีก  ในความถ่อมพระทัยของพระเจ้า เจ้าจะมองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และอำนาจสูงสุดของพระองค์  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะมองเห็นพระปัญญาอันไม่สิ้นสุดของพระเจ้าและการทนยอมรับของพระองค์ในบางกิจการของพระเจ้าซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าเชื่อว่ามีค่อนข้างเล็กน้อย และเจ้าจะมองเห็นความอดทนของพระองค์ ความอดกลั้นของพระองค์ และความเข้าใจในตัวเจ้าของพระองค์  สิ่งนี้จะก่อให้เกิดการรักใคร่บูชาพระองค์ขึ้นในตัวเจ้า  ในวันนั้น เจ้าจะรู้สึกว่ามวลมนุษย์กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่โสมมเช่นนั้น และรู้สึกว่าผู้คนข้างๆ เจ้าและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเจ้า หรือแม้กระทั่งผู้คนที่เป็นที่รักของเจ้า ความรักที่พวกเขามีให้เจ้า และสิ่งที่เรียกว่าการคุ้มครองปกป้องของพวกเขา หรือความกังวลเกี่ยวกับเจ้าของพวกเขา ก็ไม่แม้แต่จะควรค่าแก่การกล่าวถึง—มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นที่รักของเจ้า และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เจ้าทะนุถนอมความล้ำค่ามากที่สุด  เมื่อวันนั้นมาถึง เราเชื่อว่าจะมีบางคนพูดว่า  ความรักของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่ และแก่นแท้ของพระองค์ช่างบริสุทธิ์ยิ่ง—ในพระเจ้าไม่มีการหลอกลวง ไม่มีความชั่ว ไม่มีความอิจฉา และไม่มีความขัดแย้ง แต่มีเพียงความชอบธรรมและความเป็นของแท้เท่านั้น และทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นควรเป็นที่ถวิลหาของมนุษย์  มนุษย์ควรเพียรพยายามและอยากมีสิ่งนั้น  ความสามารถของมวลมนุษย์ในการสัมฤทธิ์ผลในสิ่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานใด?  สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า และความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระเจ้า  ดังนั้น ความเข้าใจเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นจึงเป็นบทเรียนชั่วชีวิตของทุกบุคคล นี่คือเป้าหมายชั่วชีวิตที่ถูกไล่ตามเสาะหาโดยทุกบุคคลที่เพียรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนและเพียรพยายามที่จะรู้จักพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3

467. พระเจ้าพระองค์เองก็คือพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์จะไม่มีวันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และแม้ว่าพระองค์ทรงกลายเป็นสมาชิกหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระอุปนิสัยและเนื้อแท้ภายในของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลง  ดังนั้น การรู้จักพระเจ้าจึงไม่ใช่แบบเดียวกับการรู้จักวัตถุ การรู้จักพระเจ้าไม่ใช่การชำแหละบางสิ่งบางอย่าง อีกทั้งยังไม่ใช่แบบเดียวกับการทำความเข้าใจบุคคลหนึ่ง  หากมนุษย์ใช้มโนทัศน์หรือวิธีการทำความรู้จักวัตถุหรือทำความเข้าใจบุคคลของตน มาทำความรู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเขาจะไม่มีวันสามารถบรรลุถึงความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า  การรู้จักพระเจ้าไม่ได้อาศัยประสบการณ์หรือจินตนาการ และดังนั้นเจ้าต้องไม่ยัดเยียดใช้ประสบการณ์หรือจินตนาการของเจ้ากับพระเจ้าโดยเด็ดขาด  ไม่ว่าประสบการณ์และจินตนาการของเจ้าอาจมากมายเพียงใด แต่สิ่งเหล่านั้นยังคงมีข้อจำกัด  ยิ่งไปกว่านั้น จินตนาการของเจ้าไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง แล้วนับประสาอะไรที่จะสอดคล้องกับความจริง และจินตนาการของเจ้าไม่เข้ากันกับพระอุปนิสัยและเนื้อแท้ที่แท้จริงของพระเจ้า  เจ้าจะไม่มีวันประสบความสำเร็จหากเจ้าอาศัยจินตนาการของเจ้าในการทำความเข้าใจเนื้อแท้ของพระเจ้า  นี่เป็นเส้นทางเดียว กล่าวคือ ยอมรับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า จากนั้นค่อยๆ รับประสบการณ์และทำความเข้าใจมัน  จะมีวันหนึ่งที่พระเจ้าจะประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าเพื่อที่จะเข้าใจและรู้จักพระองค์อย่างแท้จริง เนื่องเพราะการให้ความร่วมมือของเจ้า และเนื่องเพราะความหิวและความกระหายความจริงของเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2

468. “การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” เชื่อมโยงกับการรู้จักพระเจ้าอย่างมิอาจแยกจากกันได้ด้วยสายใยนับไม่ถ้วน และความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเหล่านี้ก็ชัดเจนในตัวเอง  หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุซึ่งการหลบเลี่ยงความชั่ว เจ้าก็ต้องยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริงเสียก่อน หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุถึงการยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าต้องมีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าเสียก่อน หากเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุถึงความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า เข้าสู่ความเป็นจริงในพระวจนะของพระเจ้า มีประสบการณ์กับการสั่งสอนและการบ่มวินัยของพระเจ้า รวมทั้งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าก็ต้องมาอยู่เบื้องหน้าพระวจนะของพระเจ้าเสียก่อน มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และขอให้พระเจ้าทรงจัดวางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมทุกรูปแบบ เพื่อให้เจ้าสามารถมีโอกาสที่จะได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ หากเจ้าปรารถนาที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและเบื้องหน้าพระวจนะของพระเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องมีหัวใจที่ใสซื่อและถือความสัตย์ มีท่าทียอมรับความจริง มีความแน่วแน่ที่จะสู้ทนความทุกข์ มีความมุ่งมั่นและความกล้าที่จะหลบเลี่ยงความชั่ว และความมุ่งมาดปรารถนาที่จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง… ในหนทางนี้ ด้วยการก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว เจ้าจะเข้าใกล้พระเจ้าขึ้นไปทุกที หัวใจของเจ้าจะบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตของเจ้าและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของเจ้าในขณะที่เจ้ารู้จักพระเจ้าจะมีความหมายมากขึ้นเรื่อยๆ และเปล่งประกายสดใสขึ้นทุกที โดยเป็นผลตามมาจากการที่เจ้ามารู้จักพระเจ้า  จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าจะรู้สึกว่าพระผู้สร้างไม่ได้ทรงเป็นปริศนาอีกต่อไป ว่าพระผู้สร้างไม่เคยทรงถูกซ่อนเร้นจากเจ้า ว่าพระผู้สร้างไม่เคยทรงปกปิดพระพักตร์ของพระองค์จากเจ้า ว่าพระผู้สร้างไม่ได้ทรงอยู่ไกลจากเจ้าเลย ว่าพระผู้สร้างไม่ได้ทรงเป็นหนึ่งเดียวซึ่งเจ้าสามารถเพียงถวิลหาอยู่เนืองนิตย์ในความคิดของเจ้าเท่านั้น เแต่ไม่สามารถเข้าถึงด้วยความรู้สึกของเจ้าอีกต่อไป ว่าพระองค์ทรงเฝ้าระวังทั้งทางซ้ายและทางขวาของเจ้าจริงๆ และอย่างแท้จริง ทรงจัดหาให้กับชีวิตของเจ้า และทรงควบคุมลิขิตชีวิตของเจ้า  พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่บนเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น และพระองค์ไม่ได้ทรงอำพรางพระองค์เองสูงขึ้นไปในก้อนเมฆ  พระองค์ทรงอยู่ข้างเจ้า ทรงครองอธิปไตยเหนือเจ้าทุกคน พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามี และพระองค์ทรงเป็นสิ่งเดียวที่เจ้ามี  พระเจ้าเช่นนั้นทรงยอมให้เจ้ารักพระองค์จากหัวใจ เกาะติดพระองค์ โอบกอดพระองค์แนบกระชับ เลื่อมใสพระองค์ กลัวที่จะสูญเสียพระองค์ และไม่เต็มใจที่จะประกาศตัดขาดกับพระองค์อีกต่อไป ไม่เต็มใจที่จะกบฏต่อพระองค์อีกต่อไป หรือเลี่ยงหนีพระองค์หรืออยู่ห่างพระองค์อีกต่อไป  ทั้งหมดที่เจ้าต้องการคือการใส่ใจพระองค์ นบนอบพระองค์ ตอบแทนทุกอย่างที่พระองค์ทรงมอบให้เจ้า และยอมสยบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์  เจ้าไม่ปฏิเสธที่จะได้รับการทรงนำ การจัดเตรียม การเฝ้าดู และการรับเอาไว้โดยพระองค์อีกต่อไป ไม่ปฏิเสธอธิปไตยและการจัดการเตรียมการเกี่ยวกับเจ้าอีกต่อไป  ทั้งหมดที่เจ้าต้องการคือการติดตามพระองค์ อยู่ใกล้ๆ พระองค์เพื่อเป็นเพื่อนพระองค์ ทั้งหมดที่เจ้าต้องการคือยอมรับพระองค์เป็นชีวิตเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นของเจ้า การยอมรับพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นของเจ้า เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้นของเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ

ก่อนหน้า: ต. ว่าด้วยวิธีไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้า

ถัดไป: ท. ว่าด้วยวิธีที่จะรับใช้พระเจ้าและเป็นพยานต่อพระองค์

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger