56. ตื่นจากความฝันเรื่องการได้รับพร
ฉันเป็นโรคหอบหืดจากภูมิแพ้ตอนอายุ 28 ปี พออาการกำเริบทีไร ฉันจะหายใจไม่ออก และรู้สึกอึดอัดมากจนเวียนหัวไปหมด ตอนกลางคืน ฉันนอนราบไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉันต้องนั่งพิงอะไรสักอย่าง แล้วก็ต้องนั่งแบบนั้นไปทั้งคืน ตอนนั้น ฉันต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยครั้ง และความทรมานจากโรคนี้ก็ทำให้ฉันเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ฉันจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่ฉันป่วยหนักและหายใจไม่ออก หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนานกว่าสิบวัน อาการของฉันก็ยังไม่ดีขึ้น แม้จะให้น้ำเกลือและออกซิเจนแล้ว แต่ฉันก็ยังหายใจไม่ออกและเหงื่อท่วมตัวอยู่ โรงพยาบาลนั้นรักษาอาการของฉันไม่ได้ จึงส่งตัวฉันไปโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า ครอบครัวของฉันหามฉันบนเปล และทันทีที่เราไปถึงทางเข้าโรงพยาบาล ฉันก็หมดสติไป ในตอนนั้น ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้ว แต่หลังจากรักษาฉุกเฉินอยู่สิบวัน ก็ควบคุมอาการไว้ได้ หลังจากออกจากโรงพยาบาล ฉันก็พักฟื้นอยู่ที่บ้าน ฉันใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังทุกวัน กลัวว่าแค่พลาดนิดเดียวก็จะทำให้อาการกำเริบขึ้นมาอีก วันหนึ่ง ฉันไปหาหมอ หมอบอกว่า “โรคของคุณเป็นเรื่องท้าทายทางการแพทย์ การที่ควบคุมอาการได้ก็ถือว่าดีแล้ว แต่ไม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ คุณควรพกยาฉุกเฉินติดตัวไว้เสมอ เพราะถ้ารักษาไม่ทัน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้” พอได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกท้อใจมาก ทำไมฉันถึงมาเป็นโรคแบบนี้ทั้งที่อายุยังน้อยนะ? ทุกครั้งที่นึกถึงตอนที่ป่วยหนักใกล้ตาย ฉันจะตัวสั่นด้วยความกลัว ตลอดช่วงสิบกว่าปีต่อมา ฉันเสาะหาการรักษาจากทุกที่ แต่ก็ไม่มีที่ไหนรักษาที่ต้นเหตุได้เลย ความทรมานจากโรคนี้ทำให้ฉันหมดหวังในชีวิต ในปี 2009 แม่ของฉันได้ประกาศข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าให้ฉันฟัง พอได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่านี่คือพระราชกิจแห่งความรอดสำหรับมนุษยชาติช่วงระยะสุดท้ายของพระเจ้า การที่ได้ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าในช่วงชีวิตของฉันนับเป็นพรที่ยิ่งใหญ่ ฉันคิดว่า “ตราบใดที่ฉันไล่ตามเสาะหาอย่างถูกควร การรักษาโรคของฉันก็เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับพระเจ้า ฉันอาจจะได้เห็นความงดงามของราชอาณาจักรด้วยซ้ำ!” มันเหมือนกับโอเอซิสในทะเลทราย และฉันก็ได้รับความหวังในชีวิตกลับคืนมา หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มทำหน้าที่ในคริสตจักร ฉันค่อยๆ รู้สึกว่าอาการป่วยไม่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน แม้ว่าอาการจะยังกำเริบบ่อยๆ แต่ก็ควบคุมได้ด้วยยาบางชนิด ฉันขอบคุณพระเจ้าในใจอยู่เสมอ และถึงกับเริ่มมีกำลังใจในหน้าที่มากขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันได้พบกับพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้ามานานแล้ว เธอบอกว่าเคยเป็นโรคเดียวกับฉันก่อนที่จะพบพระเจ้า หลังจากพบพระเจ้า เธอก็หมั่นทำหน้าที่ในคริสตจักร และโรคของเธอก็หายไปโดยไม่รู้ตัว ฉันคิดในใจว่า “พระเจ้าทรงรักษาเธอได้ พระองค์ก็ต้องทรงรักษาฉันได้เหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้ฉันยังจ่ายราคาไม่มากพอและยังไม่คู่ควร เมื่อฉันสละตนเองมากขึ้น พระเจ้าจะไม่ทรงทำให้ฉันผิดหวัง”
ต่อมา ฉันก็รับหน้าที่เกี่ยวกับงานข้อเขียน ฉันคิดในใจว่า “การที่ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานข้อเขียนเป็นพระคุณและการยกชูของพระเจ้า ฉันจึงต้องทำอย่างสุดหัวใจ พระเจ้าอาจจะทรงเห็นว่าฉันเต็มใจจ่ายราคาและทรงบรรเทาความทุกข์ของฉัน พระเจ้านั้นทรงมหิทธิฤทธิ์ และอาจจะทรงรักษาฉันให้หายขาดจากโรคได้” ด้วยกรอบความคิดนี้ ฉันจึงทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน และหน้าที่ของฉันก็ให้ผลอยู่บ้าง ภายในปี 2017 เนื่องจากยาบางชนิดเริ่มมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อใช้เป็นเวลานาน และยาที่ได้ผลดีกว่าก็แพงเกินไปสำหรับฉัน ฉันจึงทำได้เพียงพึ่งพายาฮอร์โมนเพื่อควบคุมการเจ็บป่วย ฉันคิดในใจว่า “หลายปีมานี้ ฉันไม่ได้ถูกจำกัดด้วยโรคนี้และยังยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ตัวเอง บางทีพระเจ้าอาจจะทรงเห็นการสละตนของฉันและสักวันหนึ่งจะทรงรักษาโรคของฉัน แล้วฉันก็จะสามารถทำหน้าที่ได้เหมือนคนปกติ นั่นจะดีแค่ไหนกัน!” ขณะที่ฉันกำลังฝันหวานอยู่นั้น โรคของฉันไม่เพียงไม่ดีขึ้น แต่กลับแย่ลงไปอีก เพราะฉันกินยาฮอร์โมนมาเป็นเวลานาน ผลข้างเคียงจึงเริ่มปรากฏ และร่างกายของฉันก็เริ่มบวม เมื่อเห็นสภาพของฉัน ผู้ดูแลจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจัดแจงให้ฉันกลับบ้านไปรักษาตัว ฉันรู้สึกคิดลบและเป็นทุกข์มาก พรางคิดว่า “ตอนนี้โรคของฉันรุนแรงมาก ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีชีวิตอยู่เห็นวันพรุ่งนี้ไหม ไม่ต้องพูดถึงภาพอันงดงามของราชอาณาจักรของพระเจ้าในอนาคตเลย” ขณะที่ฉันคิดเรื่องนี้ น้ำตาก็เริ่มไหลอาบหน้าโดยไม่รู้ตัว และในใจฉันก็เริ่มบ่นว่า “ข้าแต่พระเจ้า! ตลอดหลายปีมานี้ ข้าพระองค์ตรากตรำทำหน้าที่ ทนรับความยากลำบากมากมายและจ่ายราคา หน้าที่ของข้าพระองค์ก็ให้ผลดี แล้วทำไมพระองค์ถึงไม่ทรงคุ้มครองข้าพระองค์? ถ้าข้าพระองค์ตายไปแบบนี้ การสละตนทั้งหมดของข้าพระองค์จะสูญเปล่ามิใช่หรือ? ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงใช้โรคนี้เพื่อเผยและกำจัดข้าพระองค์ออกไปใช่ไหม? ถ้าข้าพระองค์รู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ ข้าพระองค์คงจะมุ่งรักษาโรคและดูแลร่างกายของตัวเองไปแล้ว แล้วข้าพระองค์ก็คงไม่ลงเอยแบบนี้” ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ หลังจากนั้น ฉันก็ไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและไม่อธิษฐาน ฉันใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างมึนงง เหมือนซากศพเดินได้ ฉันรู้สึกห่างไกลจากพระเจ้ามาก ราวกับว่าพระองค์ทรงทอดทิ้งฉันไปแล้ว ฉันกลัวมาก จึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าสภาวะของข้าพระองค์ไม่ถูกต้อง แต่ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าควรเรียนรู้บทเรียนอะไร โปรดให้ความรู้แจ้งและชี้แนะข้าพระองค์ให้เข้าใจปัญหาของตัวเองด้วยเถิด”
วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อผู้คนเริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้า พวกเขาคนใดบ้างที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย สิ่งจูงใจ และความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง? ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งของพวกเขาจะเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าและได้มองเห็นการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่การเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้าก็ยังคงบรรจุไปด้วยสิ่งจูงใจ และจุดมุ่งหมายสูงสุดของพวกเขาในการเชื่อในพระเจ้าก็คือเพื่อได้รับพรจากพระองค์และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องการ ในประสบการณ์ชีวิตของผู้คนนั้น พวกเขามักคิดในใจว่า ‘ฉันได้ยอมทิ้งครอบครัวและงานของฉันเพื่อพระเจ้าแล้ว และพระองค์ได้ประทานสิ่งใดให้ฉัน? ฉันต้องคำนวณและตรวจสอบว่า—ฉันได้รับพรบ้างหรือยังในช่วงนี้? ฉันได้ให้ไปมากมายในช่วงระหว่างเวลานี้ วิ่งไม่หยุด และทนทุกข์มามาก—พระเจ้าทรงมอบสัญญาใดๆ เป็นการตอบแทนแก่ฉันหรือยัง? พระองค์ได้ทรงจดจำความประพฤติดีๆ ของฉันหรือยัง? บทอวสานของฉันจะเป็นอย่างไร? ฉันจะสามารถได้รับพรจากพระเจ้าหรือไม่?…’ ทุกบุคคลทำการคิดคำนวณเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอภายในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาทำการร้องขอจากพระเจ้าซึ่งเป็นแรงจูงใจ ความทะเยอทะยาน และความคิดแบบแลกเปลี่ยนของพวกเขา กล่าวคือ ในหัวใจของเขานั้น มนุษย์กำลังทดสอบพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ คิดวางแผนเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ โต้แย้งเรื่องราวเพื่อจุดจบแต่ละอย่างของพวกเขาเองกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ และพยายามที่จะคัดรายงานแถลงจากพระเจ้า และดูว่าพระเจ้าจะสามารถประทานสิ่งที่เขาต้องการให้แก่เขาหรือไม่ ในเวลาเดียวกันกับที่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้านั้น มนุษย์ก็ไม่ปฏิบัติกับพระเจ้าดังเช่นพระเจ้า มนุษย์พยายามที่จะทำข้อตกลงกับพระเจ้าอยู่เสมอ ทำข้อเรียกร้องจากพระองค์อย่างไม่หยุดหย่อน และแม้กระทั่งกดดันพระองค์ในทุกขั้นตอน โดยหลังจากได้คืบแล้วก็พยายามที่จะเอาศอก ในเวลาเดียวกันกับที่พยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า มนุษย์ก็ยังโต้แย้งกับพระองค์ด้วย และมีแม้กระทั่งผู้คนที่มักจะกลายเป็นอ่อนแอ คิดลบ และหย่อนยานในงานของพวกเขา และเต็มไปด้วยถ้อยคำที่พร่ำบ่นพระเจ้าเมื่อการทดสอบมาถึงตัวพวกเขาหรือพบว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง จากเวลาที่มนุษย์ได้เริ่มเชื่อในพระเจ้านั้น เขาได้พิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นมีดพับสวิส และเขาได้พิจารณาตัวเขาเองว่าเป็นเจ้าหนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า ราวกับว่าการพยายามได้รับพรและสัญญาจากพระเจ้านั้นเป็นสิทธิ์และภาระผูกพันประจำตัวของเขา ส่วนการคุ้มครอง ดูแล และจัดเตรียมให้มนุษย์เป็นความรับผิดชอบที่พระเจ้าควรลุล่วง เช่นนั้นเองคือความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ ‘การเชื่อในพระเจ้า’ ของพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่เชื่อในพระเจ้า และเช่นนั้นคือความเข้าใจส่วนลึกที่สุดของพวกเขาเกี่ยวกับมโนทัศน์แห่งการเชื่อในพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2) “สัมพันธภาพของมนุษย์กับพระเจ้านั้นเป็นแค่สัมพันธภาพแห่งผลประโยชน์ของตนเองอย่างโจ่งแจ้ง เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้รับกับผู้ให้พร พูดให้ชัดเจนก็คือ นี่เป็นสัมพันธภาพระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ลูกจ้างทำงานหนักเพียงเพื่อให้ได้รับสินจ้างรางวัลที่นายจ้างมอบให้ ไม่มีความรักแบบครอบครัวในความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์เช่นนี้ มีเพียงการทำธุรกรรมเท่านั้น ไม่มีการให้ความรัก หรือการได้รับความรัก มีเพียงการสงเคราะห์และความกรุณาเท่านั้น ไม่มีความเข้าใจ มีเพียงความขุ่นเคืองที่อดกลั้นเอาไว้อย่างสิ้นหวังและความหลอกลวงเท่านั้น ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีเพียงช่องว่างที่ไม่มีวันก้าวข้ามไปได้เท่านั้น บัดนี้เมื่อสิ่งต่างๆ ได้มาถึงจุดนี้แล้ว ใครเล่าจะสามารถพลิกครรลองดังกล่าวกลับไปได้? และมีสักกี่คนที่เข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าสัมพันธภาพนี้วิกฤติมากเพียงใดแล้ว? เราเชื่อว่า เมื่อผู้คนดื่มด่ำในความเบิกบานของการได้รับพร ไม่มีใครเลยที่จินตนาการได้ว่า สัมพันธภาพกับพระเจ้าเช่นนั้นน่ากระอักกระอ่วนและไม่น่ามองเพียงไร” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น) สิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปงคือสภาวะที่แท้จริงของฉัน ฉันรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ ทุกข์ใจ ละอาย และอัปยศอดสู ตลอดหลายปีที่เชื่อในพระเจ้า แม้จะทนทุกข์จากโรคภัย แต่ฉันก็ตื่นแต่เช้าและทำงานจนดึกเพื่อทำหน้าที่ และแม้ว่าดูเหมือนฉันจะอุทิศตนต่อพระเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ และพยายามทำให้พระองค์พอพระทัย แต่เจตนาที่แท้จริงของฉันคือการใช้การสละตนและความสำเร็จของฉันเป็นทุนเพื่อให้พระเจ้าทรงรักษาโรคของฉัน ฉันเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องต่อรองเพื่อประกันความรอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า ทุกสิ่งที่ฉันทำไปก็เพื่อพรและผลประโยชน์ของตัวเอง และฉันกำลังพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า ฉันไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตัวเองเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยอย่างแท้จริง โรคของฉันรักษาไม่หาย และความเจ็บปวดทุกข์ทรมานหลายปีทำให้ฉันหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ แต่ขณะที่เจ็บปวดและสิ้นหวัง ข่าวประเสริฐของพระเจ้าก็มาถึงฉัน เมื่อได้เห็นสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า ฉันจึงฝากความหวังไว้กับพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฉันเห็นพี่น้องหญิงคนหนึ่งหายจากโรคหลังจากพบพระเจ้า ฉันก็คิดว่าตราบใดที่ฉันเต็มใจทนรับความทุกข์ในหน้าที่ พระเจ้าจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง ฉันเชื่อว่าพระองค์ไม่เพียงแต่จะทรงรักษาโรคของฉัน แต่ยังจะทรงพาฉันเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์เพื่อชื่นชมชีวิตนิรันดร์ด้วย ดังนั้น ไม่ว่าคริสตจักรจะจัดแจงหน้าที่อะไรให้ฉัน ฉันก็ยอมรับและนบนอบ และฉันก็กินยาเพื่อควบคุมโรคและไม่เคยทำหน้าที่ล่าช้าเลย แต่เมื่อโรคของฉันแย่ลงแทนที่จะดีขึ้น และฉันถึงกับเผชิญกับภัยคุกคามถึงชีวิต ฉันก็หันมาต่อต้านพระเจ้าทันที โดยรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรมต่อฉัน ฉันใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะคิดลบ บ่นพระเจ้าและเข้าใจพระองค์ผิด ฉันไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและไม่อธิษฐาน และถึงกับเสียใจที่เคยสละตนเอง เมื่อมองดูตัวเองหลังจากถูกพระวจนะของพระเจ้าเปิดโปง ฉันก็ตระหนักว่าความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้าเป็นความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์อย่างโจ่งแจ้ง เหมือนความสัมพันธ์ของลูกจ้างกับนายจ้าง ความตรากตรำและการพลีอุทิศของฉันทั้งหมดก็เพื่อได้รับผลประโยชน์จากพระเจ้า และฉันกำลังหลอกใช้และหลอกลวงพระเจ้า ฉันไม่เคยปฏิบัติกับพระเจ้าเยี่ยงพระเจ้าอย่างแท้จริง ฉันนึกย้อนไปถึงตอนที่ฉันป่วยหนักในช่วงอายุ 20 กว่าปี และฉันรู้ว่าหากปราศจากการคุ้มครองของพระเจ้า ฉันคงตายไปนานแล้ว จะเป็นอะไรได้อีกล่ะที่ทำให้ฉันมีชีวิตต่อไป? พระเจ้าคือผู้ที่ประทานชีวิตที่สองให้ฉันและทรงอนุญาตให้ฉันมีชีวิตอยู่มาจนถึงจุดนี้ แต่แทนที่จะสำนึกในพระคุณ ฉันกลับใช้การสละตนเพื่อเรียกร้องขอพรและพระคุณจากพระเจ้า ฉันขาดความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงและไม่คู่ควรที่จะได้รับความรอดจากพระเจ้า ฉันนึกถึงเปาโล แม้ว่าเขาจะตรากตรำและพลีอุทิศ เขาก็ไม่ได้ทำเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย แต่เพื่อให้ได้รับพรและมงกุฎ ในที่สุด ขณะที่เป็นกบฏ เขาก็พูดว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” (2 ทิโมธี 4:7-8) เขาก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้า ถ้าฉันไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลง และยังคงเรียกร้องขอพรและพระคุณจากพระเจ้าต่อไป ในที่สุดฉันก็จะถูกพระเจ้ารังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไปเหมือนเปาโล เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกเสียใจมากขึ้น และเกลียดตัวเองที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีโดยไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันได้เดินบนเส้นทางที่ผิดของการไล่ตามไขว่คว้าพร ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ตลอดหลายปีที่เชื่อในพระองค์ ข้าพระองค์ไม่เคยแสดงความรักต่อพระองค์หรือพยายามตอบแทนพระองค์เลย ข้าพระองค์เคยแต่พยายามหลอกใช้พระองค์ ข้าพระองค์ปราศจากความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง! ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะขัดขืนเจตนาที่ไม่ถูกต้องของตนเองและเลิกพยายามทำข้อตกลงกับพระองค์”
หลังจากนั้น ผ่านการรักษาด้วยยาและยาพ่น ฉันก็ควบคุมโรคของตัวเองได้ค่อนข้างดี ในเดือนเมษายน ปี 2022 ฉันกลับมาทำหน้าที่เกี่ยวกับงานข้อเขียน ฉันทะนุถนอมโอกาสนี้อย่างยิ่ง ในช่วงเวลานี้ ฉันทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถและสุดหัวใจ และผลของหน้าที่ของฉันก็ค่อนข้างดี พริบตาเดียวก็ถึงเดือนกันยายน ปี 2023 จู่ๆ อาการหอบหืดของฉันก็แย่ลง การกินยาและการฉีดยาไม่ได้ผล และฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อรับการรักษา หลังจากลำบากยากเย็นอย่างมาก ในที่สุดอาการของฉันก็คงที่ แต่ไม่นาน อาการหอบหืดของฉันก็กำเริบขึ้นอีก ฉันหายใจเข้าได้อย่างเดียวแต่หายใจออกไม่ได้ ทำให้ฉันเวียนศีรษะและหน้ามืด และฉันรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตอยู่ตลอดเวลา ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลับบ้านไปพักฟื้น ความคิดเรื่องกลับบ้านทำให้ฉันท้อแท้และสิ้นหวังอย่างยิ่ง และฉันก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา ฉันคิดในใจว่า “ฉันทุ่มเทอย่างหนักในหน้าที่ ทนรับความทุกข์มากมาย และจ่ายราคาไปมาก แล้วทำไมโรคของฉันถึงแย่ลงเรื่อยๆ? ทำไมพระเจ้าไม่ทรงคำนึงถึงความเต็มใจของฉันในการทำหน้าที่ และทรงคุ้มครองและทรงรักษาฉันล่ะ? พระเจ้าไม่ทรงเห็นหัวใจของฉันหรือ?” ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ และฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อฉันอย่างไม่ชอบธรรม ฉันรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่โรคของฉันดูเหมือนจะรักษาไม่หาย แต่ฉันยังรู้สึกว่าความหวังที่จะได้รับความรอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรก็ยิ่งริบหรี่ลงไปอีก ในตอนนั้น พี่น้องหญิงคนหนึ่งได้หาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งให้ฉันตามสภาวะของฉันที่ว่า “เมื่อพระเจ้าทรงจัดแจงให้ใครบางคนเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ว่าจะหนักหรือเบา จุดประสงค์ของพระองค์ในการทำเช่นนี้ย่อมไม่ใช่การทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของการไม่สบาย ว่าโรคภัยทำร้ายเจ้าอย่างไร ความเจ็บไข้ได้ป่วยทำให้เจ้าเกิดความไม่สะดวกและความลำบากเช่นใด และรู้ถึงความรู้สึกนานัปการที่โรคภัยไข้เจ็บจะก่อให้เจ้า—จุดประสงค์ของพระองค์ไม่ใช่เพื่อให้เจ้าเข้าใจความเจ็บป่วยผ่านทางการไม่สบาย แต่จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อให้เจ้าเรียนรู้บทเรียนจากอาการป่วย เรียนรู้วิธีจับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ทำความรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้าเผยออกมาและท่าทีผิดๆ ที่เจ้าใช้กับพระเจ้าเวลาเจ้าไม่สบาย และเรียนรู้ว่าจะนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าอย่างไร เพื่อให้เจ้าสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และสามารถตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า—แน่นอนว่านี่คือกุญแจสำคัญ พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะช่วยเจ้าให้รอดและชำระเจ้าให้สะอาดผ่านทางความเจ็บป่วย พระองค์ทรงปรารถนาที่จะชำระสิ่งใดในตัวเจ้าให้สะอาด? พระองค์ทรงปรารถนาที่จะชำระล้างความอยากและข้อเรียกร้องอันฟุ้งเฟ้อทั้งปวงที่เจ้ามีต่อพระเจ้า และถึงขั้นชำระล้างการคิดคำนวณ การตัดสิน และแผนการต่างๆ ที่เจ้าคิดทำเพื่อการอยู่รอดและการดำรงชีวิตไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ทรงขอให้เจ้าสร้างแผนการขึ้นมา พระองค์ไม่ได้ทรงขอให้เจ้าตัดสิน และไม่ได้ทรงเปิดโอกาสให้เจ้ามีความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อต่อพระองค์ พระองค์ทรงกำหนดเพียงว่าให้เจ้านบนอบพระองค์ และในการปฏิบัติและประสบการณ์แห่งการนบนอบของเจ้า ก็ให้รู้ท่าทีที่เจ้าเองมีต่อความเจ็บป่วย รู้ท่าทีที่เจ้ามีต่ออาการทางกายเหล่านี้ที่พระองค์ประทานแก่เจ้า ตลอดจนความปรารถนาส่วนตนของเจ้าเอง เมื่อเจ้ามารู้จักสิ่งเหล่านี้ เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะรู้ซึ้งได้ว่าการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมรูปการณ์ที่เป็นการเจ็บไข้ได้ป่วยให้เจ้าหรือประทานอาการทางกายเหล่านี้แก่เจ้า เป็นผลดีต่อเจ้าเพียงใด และเจ้าย่อมจะรู้ซึ้งได้ว่าทั้งหมดนี้ช่วยเปลี่ยนอุปนิสัยของเจ้า ช่วยให้เจ้าได้รับความรอด และช่วยเกื้อกูลการเข้าสู่ชีวิตของเจ้ามากเพียงใด นั่นคือสาเหตุที่เมื่อโรคภัยมาเยือน เจ้าไม่ต้องสนใจใคร่รู้ตลอดเวลาว่าจะหลบลี้หรือหนีไปหรือปฏิเสธโรคภัยไข้เจ็บนั้นได้อย่างไร… เจ้าไม่สามารถกล่าวว่า ‘ถ้าฉันหายขาดจากโรคนี้ เช่นนั้นแล้วฉันก็จะเชื่อว่าเป็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่ถ้าฉันไม่หาย เช่นนั้นแล้วฉันก็จะไม่พอใจพระเจ้า ทำไมพระเจ้าถึงประทานโรคนี้แก่ฉัน? ทำไมพระองค์ถึงไม่รักษาโรคนี้ให้หาย? ทำไมฉันถึงเป็นโรคนี้ แล้วคนอื่นไม่เป็น? ฉันไม่อยากเป็น! ทำไมฉันถึงต้องตายเร็วอย่างนี้ทั้งที่อายุน้อยขนาดนี้? ทำไมคนอื่นถึงมีชีวิตกันต่อไป? ทำไม?’ จงอย่าถามว่าทำไม นี่คือการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า ไม่มีเหตุผล และเจ้าก็ไม่ควรถามว่าทำไม การถามว่าทำไมคือคำสนทนาที่เป็นกบฏ และนี่ก็ไม่ใช่คำถามที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรถาม จงอย่าถามว่าทำไม ไม่มีสาเหตุ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งทั้งหลายและวางแผนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่นนี้เอง ถ้าเจ้าถามว่าทำไม เช่นนั้นแล้วก็กล่าวได้แต่เพียงว่าเจ้าเป็นกบฏเกินไป ดื้อแพ่งเกินไป เมื่อมีสิ่งที่ทำให้เจ้าไม่พอใจ หรือพระเจ้าไม่ทรงทำตามที่เจ้าต้องการหรือไม่ปล่อยให้เจ้าทำตามใจชอบ เจ้าย่อมไม่มีความสุข เกิดความไม่พอใจ และถามอยู่เสมอว่าทำไม ดังนั้นพระเจ้าย่อมตรัสถามเจ้าบ้างว่า ‘ในฐานะสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิต ทำไมเจ้าถึงไม่ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี? ทำไมเจ้าถึงไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ?’ แล้วเจ้าจะตอบว่าอย่างไร? เจ้าย่อมตอบว่า ‘ไม่มีสาเหตุ ข้าพระองค์เพียงแต่เป็นเช่นนี้เท่านั้น’ นั่นเป็นที่ยอมรับกันหรือไม่? (ไม่) นั่นเป็นที่ยอมรับเมื่อพระเจ้าตรัสกับเจ้าเช่นนั้น แต่ไม่เป็นที่ยอมรับเมื่อเจ้าพูดกับพระเจ้าแบบนั้น มุมมองของเจ้าผิด และเจ้าก็ไร้สำนึกเกินไป” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เริ่มเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่บ้าง พระเจ้าไม่ทรงอยากให้ฉันจมอยู่กับโรคและใส่ใจกับรายละเอียดปลีกย่อยของการเจ็บป่วย และไม่ทรงอยากให้ฉันพยายามหนีจากโรคอย่างกระวนกระวาย ความเจ็บป่วยสามารถรักษาได้ แต่จะรักษาหายหรือไม่ หรือจะคุกคามชีวิตของฉันหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ ทั้งหมดอยู่ภายใต้อธิปไตยและการทรงกำหนดล่วงหน้าของพระเจ้า สิ่งที่ฉันต้องทำคือการนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ทบทวนว่าฉันได้เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและทัศนะที่คลาดเคลื่อนอะไรออกมาในความเจ็บป่วยของฉัน และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านี้ นี่คือความเป็นเหตุเป็นผลที่ฉันควรมี ฉันคิดถึงว่าฉันไม่ได้นบนอบพระเจ้าเลยในความเจ็บป่วยของฉัน เมื่ออาการของฉันแย่ลงและฉันไม่สามารถทำหน้าที่ได้ หรือแม้แต่ตอนที่ชีวิตของฉันตกอยู่ในความเสี่ยง ฉันก็ไม่ได้แสวงหาความจริง แต่กลับบ่นว่าแทน ฉันบ่นพระเจ้าที่ไม่ทรงคำนึงถึงความทุกข์และการสละตนของฉัน ที่ไม่ทรงคุ้มครองฉัน และฉันเชื่อว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม แม้ว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ฉันจะเริ่มเข้าใจกรอบความคิดที่คลาดเคลื่อนของตัวเองที่พยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง พระเจ้าทรงทราบถึงข้อบกพร่องและข้อด้อยของฉัน และผ่านการกำเริบของโรค พระองค์ทรงเปิดโปงเจตนาอันน่ารังเกียจของฉันในการเชื่อในพระองค์อีกครั้ง ตอนนั้นเองฉันจึงตระหนักว่าเจตนาเพื่อรับพรของฉันนั้นฝังรากลึกเพียงใด การกำเริบของโรคมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้าอยู่ และเกิดขึ้นเพื่อชำระความเสื่อมทรามและความไม่บริสุทธิ์ของฉันให้บริสุทธิ์ แต่ฉันไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าและบ่นว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม ฉันเข้าใจพระเจ้าผิด คิดว่าพระองค์ทรงตั้งใจจะกำจัดฉันออกไปผ่านโรคของฉัน และฉันได้เห็นว่าหลังจากที่เชื่อมาหลายปี ฉันกลับยังไม่รู้จักพระเจ้าเลย ฉันช่างยากจน น่าสมเพช และตาบอดเสียจริง! ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าแม้ภายนอกฉันจะทุกข์ทรมานจากโรคนี้มาก แต่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดมีเจตนารมณ์อันอุตสาหะของพระเจ้าแฝงอยู่ ว่านี่คือความรอดจากพระเจ้าสำหรับฉัน และนี่คือการทำให้ฉันได้ทบทวนและรู้จักตัวเองในความเจ็บป่วยของฉัน หากไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้น ฉันคงจะยังมีมุมมองที่คลาดเคลื่อนในการไล่ตามเสาะหาต่อไป และฉันก็จะยิ่งห่างไกลจากข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า และในที่สุดก็จะเดินบนเส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับ เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ หัวใจของฉันก็สว่างขึ้น และฉันก็ไม่บ่นพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ผิดอีกต่อไป
ต่อมา ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ความชอบธรรมไม่ใช่ความเป็นธรรมหรือความมีเหตุผลแต่อย่างใด ความชอบธรรมไม่ใช่หลักความเสมอภาค หรือการให้สิ่งที่เจ้าสมควรได้รับจากงานของเจ้า หรือการจ่ายให้เจ้าสำหรับงานใดก็ตามที่เจ้าได้ทำไป หรือการให้สิทธิอันควรแก่เจ้าไปตามความพยายามอันใดที่เจ้าสละ นี่ไม่ใช่ความชอบธรรม หากแต่เป็นเพียงการปฏิบัติที่เป็นธรรมและมีเหตุผล มีน้อยคนนักที่สามารถรู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า สมมุติว่าพระเจ้าทรงทำลายโยบหลังจากที่โยบเป็นพยานให้พระองค์ เช่นนั้นแล้ว การทำแบบนี้ชอบธรรมหรือไม่? อันที่จริง การทำแบบนี้ชอบธรรม เหตุใดจึงเรียกการทำแบบนี้ว่าความชอบธรรม? มนุษย์มองความชอบธรรมอย่างไร? หากบางสิ่งเป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของผู้คน เช่นนั้นก็ย่อมง่ายมากสำหรับพวกเขาที่จะกล่าวว่า พระเจ้าทรงชอบธรรม อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาเห็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา—หากนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้—เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขาที่จะกล่าวว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม หากพระเจ้าได้ทรงทำลายโยบในตอนนั้น ผู้คนก็คงจะไม่กล่าวว่าพระองค์ทรงชอบธรรม อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าผู้คนได้ถูกทำให้เสื่อมทรามหรือไม่ และไม่ว่าพวกเขาได้ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งหรือไม่ พระเจ้าจำเป็นต้องหาเหตุผลให้กับพระองค์เองในตอนที่พระองค์ทรงทำลายพวกเขากระนั้นหรือ? พระองค์ต้องทรงอธิบายต่อผู้คนกระนั้นหรือว่าพระองค์ทรงทำดังนั้นบนพื้นฐานใด? พระเจ้าต้องตรัสบอกผู้คนถึงกฎที่พระองค์ได้ทรงลิขิตไว้กระนั้นหรือ? ไม่มีความจำเป็นเลย ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ใครบางคนที่เสื่อมทรามและมีแนวโน้มที่จะต่อต้านพระเจ้านั้นไร้ค่า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงจัดการพวกเขาอย่างไรย่อมจะเป็นการสมควร และนั่นล้วนสอดคล้องการจัดเตรียมการของพระเจ้า หากเจ้าไม่เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระเจ้า และหากพระองค์ตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงเห็นประโยชน์ของเจ้าแล้วหลังจากที่คำพยานของเจ้า เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงทำลายเจ้า นี่จะถือเป็นความชอบธรรมของพระองค์หรือไม่? นี่ย่อมจะเป็นความชอบธรรมของพระองค์ด้วยเช่นกัน เจ้าอาจจะไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้จากมุมมองของข้อเท็จจริงทั้งหลายได้ในตอนนี้ แต่เจ้าต้องเข้าใจเรื่องนี้ในคำสอน พวกเจ้าจะว่าอย่างไร—การทำลายล้างซาตานของพระเจ้านั้นเป็นการแสดงออกถึงความชอบธรรมของพระองค์หรือไม่? (ใช่) แล้วหากพระองค์ทรงปล่อยให้ซาตานคงอยู่ต่อไปเล่า? เจ้าไม่กล้าพูดแล้วใช่หรือไม่? แก่นแท้ของพระเจ้านั้นชอบธรรม แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงทำ แต่ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำล้วนชอบธรรม เป็นธรรมดาที่ผู้คนไม่เข้าใจ ตอนที่พระเจ้าทรงมอบเปโตรให้กับซาตาน เปโตรตอบสนองอย่างไร? ‘มวลมนุษย์ไม่สามารถหยั่งถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ แต่ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำล้วนมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์อยู่ มีความชอบธรรมอยู่ในทั้งหมดนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่ข้าพระองค์จะไม่เปล่งถ้อยคำสรรเสริญแด่พระปัญญาและกิจการของพระองค์?’ ตอนนี้เจ้าควรเข้าใจเหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงทำลายซาตานในช่วงเวลาแห่งความรอดสำหรับมนุษย์ของพระองค์ ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์เห็นได้อย่างชัดเจนว่าซาตานทำให้พวกเขาเสื่อมทรามอย่างไร และทำให้พวกเขาเสื่อมทรามขนาดไหน และพระเจ้าทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์และช่วยให้พวกเขารอดได้อย่างไร ในท้ายที่สุด เมื่อผู้คนเข้าใจความจริงและได้เห็นโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของซาตานอย่างชัดเจน และมองเห็นบาปมหันต์ของซาตานที่นำพวกเขาไปสู่ความเสื่อมทราม พระเจ้าก็จะทรงทำลายซาตาน เพื่อแสดงความชอบธรรมของพระองค์ให้พวกเขาเห็น ช่วงเวลาแห่งการทําลายล้างซาตานมีอุปนิสัยและพระปัญญาของพระเจ้าอยู่ในนั้น ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนชอบธรรม แม้มนุษย์อาจจะไม่สามารถรับรู้เรื่องนี้ แต่พวกเขาไม่ควรทำการตัดสินตามใจชอบ หากสิ่งใดที่พระองค์ทรงทำดูเหมือนจะไร้เหตุผลสำหรับมนุษย์ หรือหากพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดใดเกี่ยวกับเรื่องนั้น แล้วจากนั้นพวกเขาก็กล่าวว่าพระองค์ไม่ทรงชอบธรรม พวกเขาย่อมไร้เหตุผลอย่างที่สุด” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าฉันไม่เข้าใจอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ฉันถือว่าความชอบธรรมของพระเจ้าเป็นความยุติธรรมและความสมเหตุสมผลในมุมมองของมวลมนุษย์อันเสื่อมทราม ฉันคิดว่าเนื่องจากฉันเชื่อในพระเจ้า จ่ายราคา และสละตนเองแล้ว พระเจ้าควรจะทรงรักษาโรคของฉันและประทานพระคุณและพรให้ฉัน เมื่อสิ่งต่างๆ สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของฉัน ฉันก็ถือว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม แต่เมื่อพระเจ้าไม่ทรงอวยพรฉัน และสิ่งต่างๆ ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของฉัน ฉันก็คิดว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม ฉันวัดความชอบธรรมของพระเจ้าล้วนๆ จากเรื่องที่ว่าฉันได้รับพรและผลประโยชน์หรือไม่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความจริงเลย ทัศนะเหล่านี้บิดเบือนอย่างแท้จริง! ในความเป็นจริง ไม่ว่าคนเราจะละทิ้งหรือสละตนไปมากเพียงใดหลังจากพบพระเจ้า ไม่ว่าคนเราจะทนทุกข์มากเพียงใด หรือจ่ายราคาไปมากเพียงใด ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำ ส่วนวิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คน ไม่ว่าพระองค์จะประทานพระคุณและพร หรือทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บทางกาย นั่นเป็นอภิสิทธิ์ของพระเจ้า และมวลมนุษย์อันเสื่อมทรามไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้พระเจ้าทรงทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น สิ่งที่ผู้คนควรทำคือยอมรับและนบนอบ เพราะนี่คือความเป็นเหตุเป็นผลที่พวกเขาควรมี แต่ฉันกลับคิดว่าตัวเองถูกและเรียกร้องให้พระเจ้าทรงรักษาฉันเพราะการสละตนของฉัน ฉันไม่ได้กำลังพยายามขู่กรรโชกพระเจ้าหรอกหรือ? แนวคิดที่ว่าหลังจากฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันได้พลีอุทิศและสละตนเอง ดังนั้นพระเจ้าต้องทรงทำให้ทุกอย่างราบรื่นสำหรับฉันและทรงรักษาโรคของฉัน และถ้าพระองค์ไม่ทรงทำ พระองค์ก็ไม่ทรงชอบธรรม นี่ไม่ใช่แค่มโนคติอันหลงผิดของฉันเองหรอกหรือ? ถ้าพระเจ้าทรงรักษาฉัน นี่ก็คือความชอบธรรมของพระองค์ และถ้าพระองค์ไม่ทรงรักษาฉัน นี่ก็คือความชอบธรรมของพระองค์เช่นกัน ไม่ว่าโรคของฉันจะรุนแรงแค่ไหน ต่อให้พระเจ้าจะทรงปล่อยให้ฉันตาย นี่ก็คือความชอบธรรมของพระเจ้า ฉันไม่สามารถมองอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าจากมุมมองของผลประโยชน์ส่วนตัวได้ แต่ต้องมองจากมุมมองของแก่นแท้ของพระองค์ พระเจ้าคือพระผู้สร้าง และแก่นแท้ของพระองค์คือความชอบธรรม ไม่ว่าพระองค์จะทรงปฏิบัติต่อเราอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่เราสมควรได้รับและเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ฉันนึกถึงตอนที่พระเจ้าทรงมอบเปโตรให้ซาตาน เปโตรสามารถยอมรับได้โดยไม่บ่นพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ผิด และเขาถึงกับพูดว่า “มวลมนุษย์ไม่สามารถหยั่งถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ แต่ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำล้วนมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์อยู่ มีความชอบธรรมอยู่ในทั้งหมดนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่ข้าพระองค์จะไม่เปล่งถ้อยคำสรรเสริญแด่พระปัญญาและกิจการของพระองค์?” ฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเล็กๆ และไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำอะไรกับฉันก็เหมาะสมทั้งสิ้น ไม่ว่าพระองค์จะทรงรักษาฉันหรือไม่ ไม่ว่าพระองค์จะประทานจุดจบหรือบั้นปลายที่ดีให้ฉันหรือไม่ ฉันก็ควรยอมรับและนบนอบ เพราะนี่แสดงถึงการมีความเป็นมนุษย์และสำนึก เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ก่อนหน้านี้ข้าพระองค์ไม่เข้าใจอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ และข้าพระองค์วัดสิ่งนั้นด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเอง ตอนนี้ข้าพระองค์เข้าใจแล้วว่าไม่ว่าพระองค์จะทรงทำอะไรก็ชอบธรรมทั้งสิ้น แม้ว่าโรคของข้าพระองค์จะไม่หายและข้าพระองค์ต้องตาย พระองค์ก็ยังทรงชอบธรรม และข้าพระองค์จะยังคงขอบคุณและสรรเสริญพระองค์!”
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมที่ว่า พระเจ้าตรัสว่า “โยบไม่ได้เจรจาข้อแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า และไม่ได้ทำการเรียกร้องหรือการร้องขอใดๆ จากพระเจ้า การที่เขาสรรเสริญพระนามของพระเจ้านั้นเป็นเพราะฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่และสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่ง และไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้รับพรหรือความทุกข์ยาก เขาเชื่อว่าไม่ว่าพระเจ้าจะทรงอวยพรผู้คนหรือนำความทุกข์ยากมาให้พวกเขา ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลง และด้วยเหตุนี้ ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมของบุคคลจะเป็นอย่างไร พระนามของพระเจ้าก็ควรได้รับการสรรเสริญ การที่มนุษย์ได้รับพรจากพระเจ้าเป็นเพราะอธิปไตยของพระเจ้า และเมื่อมนุษย์ประสบความทุกข์ยาก ก็เป็นเช่นนั้นเพราะอธิปไตยของพระเจ้าด้วยเช่นกัน ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้าจัดการเตรียมการและปกครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์ ความไม่แน่นอนในโชคของมนุษย์สำแดงถึงฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่ว่าเจ้าจะมองจากมุมใด พระนามของพระเจ้าก็ควรได้รับการสรรเสริญ นี่คือสิ่งที่โยบได้รับประสบการณ์และได้มารู้ในช่วงระหว่างหลายปีแห่งชีวิตของเขา ความคิดและการกระทำทั้งหมดของโยบได้ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าและได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นว่าสำคัญ พระเจ้าทรงทะนุถนอมความเข้าใจของโยบนี้ และทรงทะนุถนอมความล้ำค่าของโยบที่มีหัวใจเช่นนี้ หัวใจนี้รอคอยพระบัญชาจากพระเจ้าอยู่ทุกเมื่อและทุกที่ และไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือสถานที่ใด หัวใจดวงนี้ก็ยินดีต้อนรับทุกสิ่งที่บังเกิดกับเขา โยบไม่ทำการเรียกร้องใดๆ ต่อพระเจ้า สิ่งที่เขาเรียกร้องจากตัวเขาเองคือให้รอคอย ยอมรับ เผชิญหน้า และนบนอบการจัดการเตรียมการทั้งหมดที่มาจากพระเจ้า โยบเชื่อว่านี่เป็นหน้าที่ของเขา และมันเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์อย่างแน่นอน” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า หัวใจของฉันก็สว่างขึ้น และฉันพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ โยบเชื่อในพระเจ้าโดยไม่พยายามทำข้อตกลงกับพระองค์ และไม่ว่าเขาจะได้รับพรหรือประสบภัยมหันตภัย เขาก็สามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ นี่เป็นเพราะเขารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากทุกสิ่งและจากประสบการณ์ของเขาเอง และเขารู้ว่าเป็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่กำลังจัดการเตรียมการและครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว คนเราจะได้รับพรหรือเป็นทุกข์ พวกเขาก็ควรนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างอย่างไม่มีเงื่อนไข โยบมีความเป็นมนุษย์และสำนึก เขาไม่ได้ขอให้พระเจ้าทรงทำอะไร แต่เขากลับกำหนดให้ตัวเองรอคอย ยอมรับ และนบนอบทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าอยู่เสมอ โยบเป็นคนซื่อสัตย์ จิตใจดี และมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า ในที่สุดเขาก็ตั้งมั่นในคำพยานของตนระหว่างบททดสอบและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า ฉันก็อยากจะเอาอย่างโยบเช่นกัน และไม่ว่าโรคของฉันจะดีขึ้นหรือไม่ หรือจุดจบของฉันจะเป็นอย่างไร ฉันก็จะนบนอบการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และจะไม่ตัดสินใจอะไรเองอีกต่อไป ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ในอดีตข้าพระองค์ไม่เข้าใจความจริง ข้าพระองค์กังวลอยู่เสมอว่าโรคของข้าพระองค์จะหายหรือไม่ หรือข้าพระองค์จะมีจุดจบหรือบั้นปลายที่ดีหรือไม่ และข้าพระองค์ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง วันนี้ ข้าพระองค์เต็มใจที่จะมอบตนเองไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และไม่ว่าข้าพระองค์จะได้รับพรหรือเป็นทุกข์ ข้าพระองค์ก็จะนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์” หลังจากมุมมองของฉันเปลี่ยนไปบ้าง ฉันก็รู้สึกโล่งอกและเป็นอิสระอย่างมาก หลังจากนั้น ฉันลองใช้ยาสมุนไพรจีนโบราณเพื่อบำรุงสุขภาพ และคาดไม่ถึงว่าฉันจะควบคุมอาการของตัวเองได้จริงๆ และฉันก็สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ
จากประสบการณ์นี้ ฉันตระหนักว่าหากไม่ถูกเผยผ่านความเจ็บป่วย ฉันคงไม่รู้จักเจตนาอันน่ารังเกียจของตัวเองในการไล่ตามไขว่คว้าพร แม้ว่าฉันจะเจ็บปวดทางกายบ้างเพราะความเจ็บป่วย แต่ฉันก็เข้าใจมุมมองที่คลาดเคลื่อนเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของฉันมากขึ้นบ้าง และฉันก็มีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงบ้าง นี่คือความรักและความรอดที่ฉันได้จากพระเจ้า! ขอบคุณพระเจ้า!