22. ฉันไม่หมดหวังกับตัวเองเพราะขีดความสามารถต่ำอีกต่อไป

โดย ซูหยาน ประเทศจีน

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2023 ฉันเริ่มทำหน้าที่ประเมินและคัดเลือกคำเทศนา เมื่อนึกถึงตอนที่เคยเป็นผู้นำแล้วถูกปลดเพราะขีดความสามารถต่ำและทำงานจริงไม่ได้ ฉันก็รู้ว่าการได้ทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนนี้เป็นการยกชูและเป็นพระคุณของพระเจ้า แม้ขีดความสามารถจะต่ำ แต่ฉันก็เต็มใจให้ความร่วมมืออย่างสุดความสามารถ หลังจากนั้นฉันจึงศึกษาหลักธรรมอย่างแข็งขัน ฉันเห็นพี่น้องชายหญิงคนอื่นสามารถนำหลักธรรมที่เรียนรู้ไปใช้กับหน้าที่ได้ และหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มีความก้าวหน้า ฉันอิจฉาพวกเขาจริงๆ แต่พอมองดูตัวเอง ฉันเข้าใจหลักธรรมตอนที่เรียน แต่พอต้องนำไปใช้จริง ฉันกลับเชื่อมโยงไม่ได้หรือนำหลักธรรมไปปรับใช้ไม่เป็น คำเทศนาที่ฉันคัดเลือกมีการเบี่ยงเบนและปัญหาอยู่เสมอ ฉันคิดในใจว่า “ขีดความสามารถของฉันต่ำเกินไป ดูเหมือนว่าเฉพาะคนที่มีขีดความสามารถดีและหัวไวเท่านั้นที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดี เมื่อก่อนตอนเป็นผู้นำ ฉันรับผิดชอบงานหลายอย่าง แต่เพราะขีดความสามารถต่ำและขาดความสามารถในการทำงาน ฉันจึงไม่เห็นผลลัพธ์ในหน้าที่ ตอนนี้ฉันศึกษาแค่งานประเมินคำเทศนาอย่างเดียว ก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์อะไร ถ้าแม้แต่หน้าที่นี้ฉันยังทำได้ไม่ดี ฉันกลัวว่าจะเสียโอกาสบรรลุความรอดไป” ทันทีที่คิดเรื่องนี้ ฉันก็หมดแรงจูงใจที่จะศึกษา ฉันรู้สึกว่าศึกษาไปก็ไร้ประโยชน์เมื่อดูจากขีดความสามารถที่ต่ำของตัวเอง หลังจากนั้น ฉันก็แค่ทำหน้าที่ไปแบบสุกเอาเผากิน และไม่อยากทุ่มเทกับหลักธรรมอีกต่อไป คำเทศนาที่ฉันคัดเลือกก็มีปัญหาอยู่บ่อยๆ ต่อมา ผู้นำจัดให้พี่น้องหญิงจ้าวอิงมาช่วยฉัน ฉันอยากเรียนรู้จากเธออย่างจริงจังและเชี่ยวชาญหลักธรรมให้เร็วที่สุดเพื่อทำหน้าที่ให้ดี แต่พอเห็นว่าจ้าวอิงมีขีดความสามารถดีแค่ไหน และหัวไวเพียงใด สามารถนำหลักธรรมไปปฏิบัติได้ และได้ผลลัพธ์ที่ดีในหน้าที่ แล้วหันมามองตัวเอง ซึ่งขีดความสามารถต่ำ หัวช้า และได้ผลลัพธ์แย่ในหน้าที่ ฉันก็คิดในใจว่า “ด้วยขีดความสามารถอย่างฉัน ฉันจะทำหน้าที่นี้ได้ดีจริงๆ เหรอ?  ถ้าทำไม่ได้ แล้วถูกกำจัดออกไป ฉันจะไม่สูญเสียโอกาสบรรลุความรอดหรอกหรือ?”  พอคิดได้แบบนี้ ฉันก็เริ่มบ่นในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงสร้างพวกเราทุกคน ทำไมพระองค์ถึงประทานขีดความสามารถที่ดีให้คนอื่น แต่ประทานขีดความสามารถที่ต่ำแบบนี้ให้ข้าพระองค์?”  ยิ่งคิดแบบนี้ หัวใจฉันก็ยิ่งมืดมน พอตระหนักว่าตัวเองกำลังบ่นต่อว่าพระเจ้า ฉันก็ไม่กล้าคิดต่อไปและวิงวอนขอให้พระเจ้าทรงคุ้มครองหัวใจของฉัน ต่อมา จ้าวอิงสามัคคีธรรมกับฉันเรื่องการเบี่ยงเบนในการประเมินคำเทศนาของฉัน พอเธอชี้จุดบกพร่องของฉันทีละข้อ ฉันก็ยิ่งท้อแท้หนักขึ้น ฉันรู้สึกว่าทำหน้าที่นี้มาหลายเดือนแล้วแต่ก็ยังมีปัญหามากมาย ขีดความสามารถของฉันไม่ได้มาตรฐานจริงๆ ตอนที่เราศึกษาหลักธรรม จ้าวอิงขอให้ฉันสามัคคีธรรม แต่ฉันคิดว่าด้วยขีดความสามารถของฉัน ต่อให้สามัคคีธรรมไปฉันก็คงนำไปใช้ไม่ได้อยู่ดี ฉันเลยพูดไปแบบสุกเอาเผากินไม่กี่คำ ผลก็คือ ฉันไม่ได้อะไรเลยจากการศึกษาตลอดสองวัน ฉันตระหนักว่าสภาวะของตัวเองไม่ถูกต้อง จึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเสมอว่าขีดความสามารถของตัวเองต่ำ และถ้าข้าพระองค์ทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดี ข้าพระองค์จะถูกปลดและถูกกำจัดออกไป ข้าพระองค์ติดอยู่ในอารมณ์ที่เป็นลบเหล่านี้และหาทางออกไม่ได้ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์วิงวอนขอให้พระองค์ประทานความรู้แจ้งและทรงชี้แนะข้าพระองค์ด้วยเถิด” ต่อมา ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ได้ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของคนเราเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับท่าทีที่มีขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน ลักษณะนิสัยของคนเรา ความเป็นมนุษย์ของคนเราดีหรือเลว และคนเราสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่เป็นหลัก  เหล่านี้คือรากของปัญหา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน)  พระเจ้าตรัสว่าการที่ใครสักคนจะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของพวกเขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับท่าทีที่มีต่อหน้าที่เป็นหลัก ว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ คนเราจะมีขีดความสามารถแบบไหนนั้นพระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว ตราบใดที่พวกเขาทุ่มเทเต็มที่และกระทำตามหลักธรรมในหน้าที่ พวกเขาก็จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่แล้วฉันก็มองดูท่าทีของตัวเองที่มีต่อหน้าที่ เมื่อการประเมินคำเทศนาของฉันมีการเบี่ยงเบนมากมาย ฉันไม่ได้ขบคิดหาวิธีเอาชนะความลำบากยากเย็น แต่ฉันกลับกลายเป็นคนคิดลบและตัดสินตัวเอง ฉันคิดว่าในเมื่อฉันได้ศึกษาสิ่งที่ควรศึกษาไปแล้ว ด้วยขีดความสามารถของฉัน ฉันคงไม่มีวันเชี่ยวชาญหลักธรรมหรือทำหน้าที่ได้ดีไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ดังนั้น ฉันจึงไม่อยากพยายามอีก พอลองคิดดูแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การสำแดงของคนที่ยอมรับความจริง ถ้าฉันไม่พยายาม พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่สามารถทรงพระราชกิจเพื่อชี้แนะฉันได้ และฉันก็คงทำหน้าที่ได้ไม่ดีแน่

หลังจากนั้น ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าและเข้าใจปัญหาของตัวเองมากขึ้นบ้าง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางคนรู้สึกว่าขีดความสามารถของตนอ่อนด้อยเกินไป และตัวเองก็ไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินในทางที่ตีกรอบตนเอง  รู้สึกว่าไม่ว่าจะไล่ตามเสาะหาความจริงมากเพียงใด ก็ไม่อาจจะทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าได้ และไม่ว่าจะพยายามอย่างหนักเพียงใด พวกเขาก็เป็นได้เพียงเท่านี้  พวกเขาคิดลบอยู่เสมอ  ผลก็คือแม้จะเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี พวกเขาก็ไม่ได้รับความจริงอันใด  เมื่อไม่ทุ่มเทพยายามที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าจึงพูดว่าขีดความสามารถของตนอ่อนด้อยเกินไป เจ้าถอดใจเลิกพัฒนาตนเองและดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะที่คิดลบเสมอ  ผลก็คือ เจ้าไม่เข้าใจความจริงที่เจ้าควรเข้าใจหรือปฏิบัติความจริงที่เจ้าสามารถปฏิบัติได้—คนที่ฉุดรั้งตัวเจ้าเอาไว้ก็คือเจ้าเองมิใช่หรือ?  เจ้าพูดอยู่เสมอว่าขีดความสามารถของเจ้าย่ำแย่และไม่ถึงเกณฑ์—นี่คือการหลบเลี่ยงและบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบมิใช่หรือ?  หากเจ้าสามารถทนทุกข์ จ่ายราคา และได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะเข้าใจความจริงบางอย่างและเข้าสู่ความเป็นจริงได้บ้างเป็นแน่  หากเจ้าไม่อาศัยหรือพึ่งพาพระเจ้า และเจ้าถอดใจ ไม่ทุ่มความพยายามอันใดหรือไม่จ่ายราคา อีกทั้งยอมแพ้โดยง่าย เช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนไม่เอาไหน ไม่มีมโนธรรมและสำนึกแม้แต่น้อย  ไม่ว่าขีดความสามารถของเจ้าจะเป็นเช่นไร ตราบใดที่เจ้ามีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้าง เจ้าก็ควรลุล่วงหน้าที่ของเจ้าและทำภารกิจของเจ้าให้เสร็จสมบูรณ์ด้วยความขยันหมั่นเพียร  การหนีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายคือการกระทำที่เป็นกบฏอย่างร้ายแรงยิ่ง เมื่อคนคนหนึ่งทรยศพระเจ้าไปแล้ว ย่อมไม่อาจไถ่ถอนความผิดนี้ได้  การไล่ตามเสาะหาความจริงจำเป็นต้องมีเจตจำนงที่มั่นคง ผู้คนที่เปราะบางเกินไปและมีความเป็นลบอยู่ในตัวมากเกินไปจะทำสิ่งใดก็ไม่สำเร็จ  พวกเขาจะไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าจนถึงที่สุดได้ และยิ่งมีหวังน้อยลงไปอีกที่พวกเขาจะได้รับความจริงและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย  มีแต่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีความตั้งใจแน่วแน่เท่านั้นที่สามารถได้รับความจริงและได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  สิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปงคือสภาวะของฉันเลย ฉันเห็นพี่น้องชายหญิงนำหลักธรรมที่เรียนรู้ไปใช้และได้ผลลัพธ์ที่ดีในหน้าที่ แต่หลังจากที่ฉันศึกษา ไม่เพียงแต่ฉันไม่พัฒนาขึ้น แต่ฉันยังมีการเบี่ยงเบนและปัญหาอยู่ตลอด ผลก็คือ ฉันตัดสินตัวเองว่ามีขีดความสามารถต่ำและหัวช้า ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางอารมณ์ที่เป็นลบและไม่เต็มใจทุ่มเทกับหลักธรรม ผู้นำจัดให้จ้าวอิงมาชี้แนะฉัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวฉันและงาน แต่พอเห็นว่าเธอมีขีดความสามารถดี เข้าใจหลักธรรมได้เร็ว และได้ผลลัพธ์ในหน้าที่ ฉันก็ไม่เรียนรู้จากจุดแข็งของเธอเพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตัวเอง แต่ฉันกลับโทษพระเจ้าที่ไม่ประทานขีดความสามารถที่ดีให้ฉัน และตัดสินตัวเองว่าทำอะไรก็ไม่ดีเพราะขีดความสามารถต่ำ ฉันสูญเสียแรงจูงใจในหน้าที่ และไม่เต็มใจที่จะทุ่มเทกับการไตร่ตรองหลักธรรมอีกต่อไป ฉันเห็นว่าตัวเองเปราะบางเกินไปและขาดความพากเพียร ฉันมันคนใจเสาะที่ไร้ประโยชน์ คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ดีจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและมีสำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ แม้ต้องเผชิญความลำบากยากเย็น พวกเขาก็ไม่คิดลบ เกียจคร้าน หรือหมดหวังกับตัวเอง พวกเขาไม่ระบายความหงุดหงิดใส่หน้าที่ของตัวเอง เรื่องโต้เถียงหรือเข้าใจพระเจ้าผิดนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ฉันกลับตัดสินตัวเอง โดยปักใจเชื่อว่าด้วยขีดความสามารถที่ต่ำของตัวเอง ฉันคงไม่มีวันทำหน้าที่ได้ดีไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน แถมฉันกลายเป็นคนที่ไม่เต็มใจศึกษาหลักธรรมและทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน แค่ทำไปให้จบๆ สิ่งนี้นำไปสู่การเบี่ยงเบนและปัญหามากมายในการประเมินคำเทศนาของฉัน ซึ่งทำให้งานล่าช้า พระเจ้าประทานความจริงมากมายให้ฉันและทรงจัดการเตรียมการให้พี่น้องชายหญิงมาช่วยฉัน แต่ฉันกลับทำหน้าที่แบบขอไปทีและไร้ความรับผิดชอบ พอเจอปัญหา ฉันก็ทำตัวเหมือนทหารหนีทัพ ฉันไม่คู่ควรที่จะกินดื่มและชื่นชมพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ ถ้าฉันยังเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันจะถูกกำจัดออกไปจริงๆ พอคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ตระหนักว่าจะปฏิบัติต่อหน้าที่อย่างคิดลบและเฉื่อยชามากไม่ได้อีกต่อไป ฉันต้องทุ่มเทเต็มที่เพื่อทำหน้าที่ให้ดี ฉันค่อยๆ เริ่มพบเส้นทางในหน้าที่นิดหน่อยและสามารถได้ผลลัพธ์อยู่บ้าง

วันหนึ่ง ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “‘ถึงฉันจะด้อยขีดความสามารถ แต่ฉันมีหัวใจที่ซื่อสัตย์’  คำพูดเหล่านี้ฟังดูจริงใจมาก และมีข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงวางให้มนุษย์อยู่ด้วย  ข้อกำหนดอันใด?  ข้อกำหนดว่าการด้อยขีดความสามารถไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คนเราต้องมีหัวใจที่ซื่อสัตย์ และหากพวกเขามีหัวใจเช่นนั้น พวกเขาจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าสถานการณ์หรือภูมิหลังของเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้าต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ พูดอย่างซื่อสัตย์ กระทำการอย่างซื่อสัตย์ สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจและจิตใจทั้งหมดของเจ้า อุทิศตนให้หน้าที่ของเจ้า ไม่ทำตัวกลับกลอก ไม่เป็นคนเหลี่ยมจัดหรือเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ไม่โกหกหรือหลอกลวง และไม่พูดจาวกไปวนมา  เจ้าต้องกระทำการให้สอดคล้องกับความจริงและเป็นผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  ผู้คนมากมายคิดว่าตนเองเป็นพวกขีดความสามารถต่ำ และไม่มีทางทำหน้าที่ของตนได้ดีหรือได้มาตรฐาน  พวกเขาทุ่มเทหัวใจและเรี่ยวแรงที่มีให้กับสิ่งที่ตนทำ แต่พวกเขาก็ไม่เคยจับหลักธรรมได้และไม่สามารถทำให้เกิดผลเลิศได้อยู่ดี  ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ได้แต่พร่ำบ่นว่าขีดความสามารถของตนอ่อนด้อยเกินไป และกลายเป็นพวกคิดลบ  เช่นนั้นแล้ว บุคคลที่มีขีดความสามารถต่ำไม่มีหนทางก้าวหน้าได้เลยหรือ?  การมีขีดความสามารถต่ำไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงถึงชีวิต และพระเจ้าไม่เคยตรัสว่าพระองค์จะไม่ทรงช่วยผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำให้รอด  พระเจ้าเคยตรัสไว้ก่อนแล้วว่าพระองค์รู้สึกเสียพระทัยต่อคนที่ซื่อสัตย์ แต่ไม่รู้ความ  อะไรคือความหมายของการไม่รู้ความ?  การไม่รู้ความในหลายกรณีมาจากการมีขีดความสามารถอ่อนด้อย  ผู้คนดังกล่าวมีขีดความสามารถอ่อนด้อย และมีความเข้าใจที่ตื้นเขินเกี่ยวกับความจริง ไม่แน่ชัดหรือสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากพอ มักจะอยู่ในระดับที่ผิวเผินเช่นเดิมหรือเป็นความเข้าใจตามตัวอักษร ความเข้าใจตามคำสอนและกฎข้อบังคับ  นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นปัญหามากมายได้โดยชัดเจน และไม่เคยจับหลักธรรมได้เวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน หรือว่าทำหน้าที่ของตนได้ดี  พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำเช่นนั้นหรือ? (พระองค์มีพระประสงค์)  พระเจ้าทรงชี้เส้นทางและทิศทางเช่นใดให้แก่ผู้คน? (การเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  เจ้าสามารถเป็นคนที่ซื่อสัตย์เพียงด้วยการกล่าวว่าเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่?  (ไม่ได้ พวกเราต้องมีสิ่งที่สำแดงว่าเป็นคนที่ซื่อสัตย์) อะไรคือลักษณะการแสดงออกของคนที่ซื่อสัตย์?  อันดับแรก ไม่มีความสงสัยในพระวจนะของพระเจ้า  นั่นเป็นหนึ่งในลักษณะการแสดงออกของคนที่ซื่อสัตย์  นอกจากนี้ ลักษณะการแสดงออกที่สำคัญที่สุดคือการแสวงหาและการปฏิบัติความจริงในทุกเรื่อง—นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าการมีขีดความสามารถต่ำไม่ใช่ข้อเสียร้ายแรง พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าคนที่มีขีดความสามารถต่ำไม่สามารถบรรลุความรอด พระเจ้าทรงมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันสำหรับผู้คนตามขีดความสามารถที่แตกต่างกัน ตราบใดที่คนคนหนึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ ปฏิบัติความจริงตามที่เข้าใจ และทุ่มเทเต็มที่ในหน้าที่ พระเจ้าจะไม่ทรงกำจัดพวกเขาออกไป เป็นข้อเท็จจริงที่ขีดความสามารถของฉันต่ำ ที่ฉันคิดแบบเชื่อมโยงไม่ได้เมื่อเป็นเรื่องของหลักธรรม และความสามารถในการทำความเข้าใจของฉันไม่ดีเท่าพี่น้องหญิง แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันทำความเข้าใจหลักธรรมไม่ได้เลย ฉันแค่หัวช้ากว่านิดหน่อย ดังนั้นฉันควรอธิษฐานถึงพระเจ้าให้มากขึ้นและทุ่มเทกับการไตร่ตรองพระวจนะของพระองค์ให้มากขึ้น เมื่อพี่น้องหญิงชี้ให้เห็นปัญหาในการประเมินคำเทศนาของฉัน ฉันก็ควรจดจ่อกับปัญหาเหล่านั้นและศึกษาหลักธรรมเพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตัวเอง นั่นคือวิธีที่จะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว นี่คือความรักของพระเจ้า เป็นความโปรดปรานพิเศษสำหรับฉันโดยเฉพาะ!  หลังจากเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ฉันก็ไม่คิดลบอีกต่อไป และเลิกวางแผนเพื่ออนาคตของตัวเอง ฉันเริ่มเต็มใจซึมซับเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่ดีของพี่น้องชายหญิง ศึกษาหลักธรรมในแบบที่นำไปปฏิบัติได้จริง ไม่เจ้าเล่ห์หรือปิดบังอะไร และทุ่มเทเต็มที่เพื่อลุล่วงหน้าที่ของตัวเอง

หลังจากนั้น ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมและเข้าใจต้นตอของความคิดลบของตัวเองมากขึ้น พระเจ้าตรัสว่า “สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าของมนุษยชาติก็คือ มนุษย์มัวทำกิจการของตนเองท่ามกลางพระราชกิจของพระเจ้า และไม่สนใจการบริหารจัดการของพระเจ้า  สิ่งที่มวลมนุษย์ล้มเหลวมากที่สุดในการเชื่อในพระเจ้าก็คือ ขณะที่ไล่ตามเสาะหาการนบนอบพระเจ้าและการนมัสการพระเจ้า เขากลับสร้างฝันของตนเองไปพร้อมกันที่จะมีบั้นปลายดังที่มุ่งมาดปรารถนาเอาไว้ และวางแผนว่าทำอย่างไรจึงจะได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและบั้นปลายที่ดีที่สุด  ต่อให้ผู้คนเข้าใจว่าตนนั้นน่าเวทนา น่าชิงชัง และน่าสงสารเพียงใด แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถละทิ้งความมุ่งมาดปรารถนาและความหวังของตนได้โดยง่าย?  มีใครบ้างสามารถหยุดฝีเท้าและเลิกวางแผนเพื่อตนเองได้?  พระเจ้าทรงต้องการคนที่จะถวายความร่วมมือใกล้ชิดแก่พระองค์เพื่อทำให้การบริหารจัดการของพระองค์เสร็จสมบูรณ์  พระองค์ทรงต้องการคนที่จะอุทิศกายใจทั้งมวลของตนให้กับพระราชกิจบริหารจัดการของพระองค์เพื่อที่จะนบนอบพระองค์  พระองค์ไม่ทรงต้องการผู้คนที่แบมือขอพระองค์ทุกวัน และยิ่งไม่ทรงต้องการคนที่สละเพื่อพระองค์เพียงเล็กน้อย แล้วก็รอเรียกร้องค่าตอบแทนจากพระองค์  พระเจ้าทรงเกลียดคนที่ทำคุณประโยชน์เพียงน้อยนิด แล้วก็หยุดอยู่กับความสำเร็จที่ผ่านไปแล้ว  พระองค์ทรงเกลียดคนเลือดเย็นเหล่านั้นที่รังเกียจพระราชกิจบริหารจัดการของพระองค์ อยากแต่จะพูดถึงการไปสวรรค์และได้รับพรเท่านั้น  และพระองค์ก็ยิ่งเกลียดคนที่ฉวยโอกาสอันเกิดจากพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์เพื่อประโยชน์ของตนเอง  นั่นก็เพราะผู้คนเหล่านี้ไม่เคยใส่ใจว่าพระเจ้าทรงต้องการที่จะสัมฤทธิ์และได้มาซึ่งสิ่งใดผ่านทางพระราชกิจบริหารจัดการของพระองค์  พวกเขาสนใจแต่เพียงว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้โอกาสที่ได้รับจากพระราชกิจของพระเจ้าให้ตนนั้นได้รับพร  พวกเขาไม่คำนึงถึงพระทัยของพระเจ้าเลย หมกมุ่นแต่กับจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนเองเท่านั้น  คนที่ชิงชังพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า และไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าพระเจ้าทรงช่วยมนุษยชาติให้รอดอย่างไร และทรงมีเจตนารมณ์ว่าอย่างไร ล้วนกำลังทำสิ่งที่ตนเองชอบทำซึ่งอยู่นอกขอบข่ายพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า  การกระทำของพวกเขาไม่เป็นที่จดจำหรือได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า และพระเจ้าก็ยิ่งไม่ทรงมองการกระทำของพวกเขาในทางที่ดี(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น)  “ศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพรว่ายิ่งใหญ่กว่าฟ้าสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต สำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย หรือความรอดส่วนบุคคล และสำคัญกว่าการทำหน้าที่ของตนให้ดีและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน  พวกเขาคิดว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน การทำหน้าที่ของตนได้ดี และการได้รับการช่วยให้รอดล้วนแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรือแสดงความคิดเห็น ในขณะที่การได้รับพรเป็นสิ่งเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาที่ไม่อาจลืมได้เป็นอันขาด  ในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด พวกเขาก็เอามายึดโยงกับการได้รับพร ระมัดระวังและเอาใจใส่อย่างยิ่ง และพวกเขาก็เหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเสมอ(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร)  จากการเปิดโปงโดยพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์เชื่อในพระเจ้าเพื่อรับพระพรและผลประโยชน์ส่วนตน พวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงด้านอุปนิสัยและทำให้พระเจ้าพอพระทัย แต่กลับพยายามแลกเปลี่ยนความทุ่มเทและการสละตนในหน้าที่กับพระพรของพระเจ้า พวกเขาหลอกใช้พระเจ้าและพยายามต่อรองกับพระองค์ พวกเขามองว่าการได้รับพระพรสำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือการเปลี่ยนแปลงด้านอุปนิสัย ฉันเห็นว่าการสำแดงของตัวเองเหมือนกับการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์เลย ตั้งแต่ฉันหันมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเต็มใจทนทุกข์และจ่ายราคาเพื่อให้ความร่วมมือเสมอ ไม่ว่าคริสตจักรจะจัดให้ฉันให้น้ำผู้มาใหม่ หรือเป็นผู้นำหรือคนทำงาน นั่นเป็นเพราะฉันรู้ว่า ด้วยการทำหน้าที่มากขึ้นและตระเตรียมความดีมากขึ้น ฉันก็สามารถบรรลุความรอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่พอเห็นว่าขีดความสามารถที่ต่ำของตนขัดขวางฉันจากการทำหน้าที่ผู้นำ และฉันไม่สามารถนำหลักธรรมไปใช้ได้เมื่อประเมินคำเทศนา ฉันก็กังวลว่าจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีสักอย่างและจะถูกกำจัดออกไป และความหวังที่จะบรรลุความรอดจะสูญสิ้นไป พอรู้สึกว่าความอยากได้พระพรของตนพังทลายลง ฉันก็กลายเป็นคนคิดลบ ตัดสินตัวเอง และหมดหวังกับตัวเอง ในหน้าที่ ฉันก็แค่ทำให้จบๆ ไป และทำแบบสุกเอาเผากิน ฉันเห็นว่าในการเชื่อในพระเจ้าและหน้าที่ของฉัน ฉันแค่พยายามต่อรองกับพระเจ้า ฉันกำลังหลอกลวงและหลอกใช้พระเจ้า ฉันเป็นคนน่ารังเกียจที่เห็นแก่ผลประโยชน์เป็นอันดับแรก ฉันทำหน้าที่ด้วยเจตนาที่จะพยายามต่อรอง แทนที่จะไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงด้านอุปนิสัย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่ฉันจะไม่สามารถบรรลุความรอด แต่ฉันจะถูกพระเจ้าทรงกำจัดออกไปและทรงลงโทษด้วย พอตระหนักเรื่องนี้ได้จากการไตร่ตรอง ฉันก็รู้สึกผิดมาก จึงคุกเข่าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงมีพระคุณประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ได้ทำหน้าที่ แต่ข้าพระองค์กลับยึดติดความอยากได้พระพรอยู่เสมอ ข้าพระองค์ช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจเหลือเกิน!  ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ”

ต่อมา ผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เข้าใจเจตนารมณ์และข้อกำหนดของพระเจ้าชัดเจนขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ความปรารถนาของพระเจ้าคือการที่ทุกคนได้รับการทำให้เพียบพร้อม และเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรับไว้ในท้ายที่สุด เป็นผู้ที่พระองค์ทรงชำระให้สะอาด และกลายเป็นประชากรที่พระองค์ทรงรัก  ไม่สำคัญเลยกับการที่เรากล่าวว่าพวกเจ้าล้าหลังหรือมีขีดความสามารถอ่อนด้อย นี่คือข้อเท็จจริงทั้งสิ้น  อย่างไรก็ดี การที่เรากล่าวเช่นนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าเราตั้งใจที่จะทอดทิ้งพวกเจ้า ว่าเราได้สูญสิ้นความหวังในตัวพวกเจ้า และยิ่งไม่ได้พิสูจน์ว่าเราไม่เต็มใจที่จะช่วยพวกเจ้าให้รอด  วันนี้เรามาเพื่อทำงานแห่งความรอดของพวกเจ้า ซึ่งหมายความว่างานที่เราทำคือการสานต่องานแห่งความรอด  ทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม กล่าวคือ หากว่าเจ้าเต็มใจ หากว่าเจ้าไล่ตามเสาะหา ในท้ายที่สุดเจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลนี้ และพวกเจ้าจะไม่ถูกทิ้งแม้แต่คนเดียว  หากเจ้ามีขีดความสามารถอ่อนด้อย ข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อเจ้าจะสอดคล้องกับขีดความสามารถอันอ่อนด้อยของเจ้า หากเจ้ามีขีดความสามารถสูง ข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับขีดความสามารถที่สูงของเจ้า หากเจ้าไม่รู้เท่าทันหรือไม่มีการศึกษา ข้อกำหนดที่เรามีต่อเจ้าก็จะเป็นไปตามนี้ หากเจ้ามีการศึกษา ข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามีการศึกษา หากเจ้าเป็นคนสูงวัย ข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อเจ้าย่อมจะสอดคล้องกับวัยของเจ้า ถ้าเจ้าสามารถทำหน้าที่เจ้าภาพรับรองได้ ข้อกำหนดที่เรามีต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับเรื่องนี้ ถ้าเจ้าบอกว่าเจ้าไม่สามารถทำหน้าที่เจ้าภาพรับรอง และได้แต่ปฏิบัติหน้าที่บางอย่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวประเสริฐ หรือการดูแลคริสตจักร หรือการเข้าร่วมกิจการทั่วไปอื่นๆ การทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมของเราก็จะสอดคล้องกับหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ  การจงรักภักดี การนบนอบจนถึงปลายทาง และการพยายามที่จะมีความรักสูงสุดให้แก่พระเจ้า—เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าต้องสำเร็จลุล่วง เพียงสามข้อนี้เท่านั้น และนี่ก็เป็นการปฏิบัติที่ดีที่สุดแล้ว  ท้ายที่สุด ผู้คนจำต้องสัมฤทธิ์สามสิ่งนี้ให้ได้ และคนที่ทำได้สำเร็จก็จะได้รับการทำให้เพียบพร้อม  แต่เหนืออื่นใด เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริง เจ้าต้องมุ่งสู่ภาวะที่ดีขึ้นและสูงขึ้นอย่างแข็งขัน และต้องไม่นิ่งเฉยในการนั้น  เราได้กล่าวไปแล้วว่าทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และนี่ยังคงเป็นจริง  แต่เจ้ากลับไม่พากเพียรที่จะไปให้สูงขึ้น  คนที่สัมฤทธิ์เกณฑ์สามข้อนี้ไม่ได้ ย่อมจะถูกกำจัดออกไปในท้ายที่สุดอยู่ดี(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าประทานขีดความสามารถที่แตกต่างกันให้ผู้คน และข้อกำหนดของพระองค์สำหรับพวกเขาก็แตกต่างกันด้วย ผู้มีขีดความสามารถดีก็มีข้อกำหนดที่ใช้กับพวกเขา ผู้มีขีดความสามารถต่ำก็เช่นกัน ไม่ว่าขีดความสามารถของคุณจะสูงหรือต่ำ ตราบใดที่คุณสามารถถวายการอุทิศตน ปฏิบัติความจริง และทำให้พระเจ้าพอพระทัย คุณก็จะมีโอกาสบรรลุความรอด แต่ฉันไม่เข้าใจเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้าในการช่วยมนุษยชาติให้รอด ฉันคิดว่าด้วยขีดความสามารถที่ต่ำของตน ฉันไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด และมีเพียงคนที่มีขีดความสามารถดีและหัวไวเท่านั้นที่มีความหวัง ทัศนะของฉันบิดเบือนเหลือเกิน!  การที่คนคนหนึ่งจะสามารถบรรลุความรอดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ อุปนิสัยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และพวกเขาแสดงการอุทิศตนและการนบนอบในหน้าที่หรือไม่ ฉันนึกถึงผู้นำเขตคนหนึ่งที่ฉันรู้จัก ซึ่งมีความฉลาดและขีดความสามารถอยู่บ้าง พี่น้องชายหญิงล้วนยกย่องเธอ แต่พอเธอทำหน้าที่ เธอไม่สามารถให้ความร่วมมือกับผู้อื่นได้อย่างกลมเกลียว เธอทำตัวเผด็จการ ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เมื่อพี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมกับเธอ เธอก็ไม่ยอมรับและปฏิเสธที่จะกลับใจอย่างดื้อรั้น ในที่สุด เธอก็ถูกขับไล่ ในทางกลับกัน ขีดความสามารถของพี่น้องหญิงอีกคนค่อนข้างต่ำ แต่เธอจริงจังมาก เมื่อเผชิญความลำบากยากเย็นในหน้าที่ เธอจะอธิษฐานถึงพระเจ้าและจดจ่อกับการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขความเสื่อมทรามของตัวเอง และเธอก็สามารถได้ผลลัพธ์ในหน้าที่อยู่บ้าง จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ ฉันเข้าใจว่าต่อให้ใครสักคนมีขีดความสามารถดีและหัวไว พวกเขาก็ไม่สามารถบรรลุความรอดหากไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและอุปนิสัยไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ขีดความสามารถของฉันจะต่ำ แต่ฉันก็ยังควรปฏิบัติหลักธรรมความจริงทั้งหมดที่ฉันสามารถทำความเข้าใจได้ และไม่ละความพยายามในการทำหน้าที่ แบบนั้น ต่อให้วันหนึ่งฉันไม่ดีพอจริงๆ และถูกปลด ฉันก็จะไม่มีความเสียใจใดๆ ฉันยังตระหนักด้วยว่ามีเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่เบื้องหลังการที่พระองค์ไม่ประทานขีดความสามารถที่ดีและพรสวรรค์ให้ฉัน ฉันมีอุปนิสัยโอหัง เห็นได้ชัดว่าฉันไม่ดีเด่อะไร แต่เมื่อฉันให้ความร่วมมือในหน้าที่กับพี่น้องชายหญิง ฉันก็ยังโอหังและคิดว่าตนเองถูก และไม่สามารถให้ความร่วมมือกับพวกเขาได้อย่างกลมเกลียว ตอนนี้ เพราะขีดความสามารถต่ำ เลยเจออุปสรรคในหน้าที่อยู่เรื่อยๆ ฉันจึงไม่สามารถโอหังได้อีกต่อไป ฉันสามารถทำหน้าที่ได้อย่างถ่อมใจ เมื่อมีสิ่งที่ฉันไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ฉันก็สามารถแสวงหา และสามารถยอมรับข้อเสนอแนะของพี่น้องชายหญิง สิ่งนี้ยังป้องกันไม่ให้ฉันก่อการขัดขวางและการก่อกวนด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันอีกด้วย ขีดความสามารถที่ต่ำของฉันกำลังคุ้มครองฉันอยู่!

หลังจากนั้น ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าและใช้เวลาไตร่ตรองหลักธรรมและพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น หลังจากนั้นสักพัก ฉันก็มีความก้าวหน้าในหน้าที่และได้ผลลัพธ์ในหน้าที่บ้าง วันหนึ่ง ฉันกำลังสามัคคีธรรมเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเองกับพี่น้องหญิงคนหนึ่ง และเธอก็พูดว่า “ช่วงนี้คุณมีความก้าวหน้าจริงๆ เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน การมีขีดความสามารถต่ำไม่สำคัญ ตราบใดที่เราเต็มใจปฏิบัติความจริงและสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าจะทรงชดเชยข้อบกพร่องของการมีขีดความสามารถต่ำให้เอง” ฉันเห็นด้วยกับเรื่องนี้จริงๆ และซาบซึ้งในสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่า “บางทีความสามารถของพวกเจ้าในการจับใจความพระวจนะของพระเจ้านั้นต่ำ แต่ด้วยการปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ พระองค์ย่อมจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องนี้ได้(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทันทีที่เจ้าเข้าใจความจริง เจ้าควรนำมันไปสู่การปฏิบัติ)  ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้ทอดพระเนตรที่ขีดความสามารถของคน แต่ทอดพระเนตรว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงหลังจากเข้าใจแล้วหรือไม่ เมื่อคนคนหนึ่งปฏิบัติความจริง พระเจ้าจะประทานความรู้แจ้งและทรงชี้แนะพวกเขาตามขีดความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด ทำให้พวกเขาสามารถพบเส้นทางในหน้าที่ได้ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 21. การแสวงหาเพียงเพื่อเสพสุขจากพระคุณเป็นความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าหรือ?

ถัดไป: 27. ทำไมฉันถึงไม่กล้าชี้ให้เห็นปัญหาของคนอื่น

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger