99. ช่วงเวลาของฉันในสถาบันจิตเวช

โดยจางหมิงเซีย ประเทศจีน

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้ประกาศข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้ากับฉัน  ในตอนนั้น เนื่องจากงานของฉัน ฉันจึงได้เคยเผยสัมผัสกับยาเคมีอยู่เป็นเวลานานและต้องทนทุกข์จากภาวะไขกระดูกฝ่อ จนทำให้ฉันต้องหยุดงานอยู่บ่อยครั้ง และมีเวลาว่างเหลือเฟือ  โดยผ่านทางการอธิษฐานและการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงได้มาเข้าใจว่าสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งนั้นถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า รวมถึงเข้าใจว่ามนุษย์มาจากพระเจ้า ดังนั้นพวกเราจึงควรเชื่อในพระเจ้าและนมัสการพระเจ้า  ฉันยังเรียนรู้ด้วยว่า ในยุคสุดท้าย พระเจ้าเสด็จมาปรากฏในรูปมนุษย์และทรงแสดงพระวจนะเพื่อช่วยมนุษยชนให้รอดจากบาปโดยครบบริบูรณ์ และผู้คนสามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยการยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าเท่านั้น  หลังจากนั้น ฉันก็เข้าร่วมการนัดพบและอ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง  ความเจ็บป่วยของฉันค่อยๆ เริ่มดีขึ้นโดยไม่คาดฝัน  หลังจากที่ได้เห็นผลลัพธ์นี้ ครอบครัวจึงสนับสนุนการเชื่อในพระเจ้าของฉัน

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2012 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มการปราบปรามและข่มเหงคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์รอบใหม่  พี่น้องชายหญิงมากมายได้ถูกจับกุมไปในคราวนั้น  วันหนึ่ง พี่ชายของฉันซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์น้ำได้เรียกฉันไปที่บ้านของเขา  และพูดกับฉันว่า "รัฐบาลกำลังกวาดล้างคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  เมื่อมันพบว่าใครบางคน เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หรือพบว่าสมาชิกครอบครัวของพวกเขาเชื่อ คนเหล่านั้นก็จะถูกปลดออกจากราชการทันที  แล้วทั้งตัวพวกเขาและสมาชิกครอบครัวก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกับทางพรรค อีกทั้งลูกๆ ของพวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกองทัพหรือเข้ามหาวิทยาลัย  ตั้งแต่นี้ไปเธอต้องหยุดเชื่อในพระเจ้า  ตอนนี้ถ้าเธอถูกจับ ลูกๆ ของเธอจะไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือเข้าร่วมกองทัพได้เพราะพวกเขาจะไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติทางการเมือง  เธอต้องคำนึงถึงอนาคตของลูกๆ เสียบ้าง!  อีกอย่าง ทั้งฉันและพี่สะใภ้เธอต่างก็ทำงานราชการและดำรงตำแหน่งสำคัญ  ถ้าเธอถูกจับมันก็จะกระทบต่อเราด้วย  ถ้าเกิดเรื่องนั้นขึ้น แล้วในอนาคตใครจะจัดการเตรียมงานให้ลูกชายของเธอล่ะ?"  พี่สะใภ้และหลานชายของฉันต่างก็เข้ามาร่วมเรียกร้องให้ฉันหยุด  มันทำให้ฉันเสียใจมาก เพราะตั้งแต่เล็ก พี่ชายก็ดีกับฉันมากมาตลอด และบ่อยครั้งที่เขาดูแลเรื่องความต้องการที่จำเป็นของครอบครัวเรา  เขาจัดการเตรียมการงานให้ลูกสาวฉัน  ฉันรู้สึกสำนึกบุญคุณต่อเขามากเสมอ  ถ้าเขาต้องตกงานเพราะการเชื่อในพระเจ้าของฉัน ฉันจะสู้หน้าเขาได้อย่างไร?  และหากว่าทั้งครอบครัวพลอยติดร่างแหไปด้วย นั่นก็คงทำให้พวกเขาเกลียดฉัน  การคิดแบบนี้อยู่ในใจทำให้ฉันค่อนข้างกังวล ฉันจึงต้องสัญญากับพวกเขาว่าฉันจะไม่ไปงานนัดพบต่างๆ หรือประกาศข่าวประเสริฐ  แต่พี่ชายของฉันยังคงกังวลใจ ก่อนจากมาเขาจึงเจาะจงขอสามีของฉันให้จับตาดูฉันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

หลังจากนั้น สามีของฉันก็มักจะมาหาฉันที่ห้องทำงานบ่อยๆ เพราะกลัวว่าฉันจะออกไปงานนัดพบ และเขาจะไม่ยอมให้ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่บ้าน  ฉันจึงต้องแอบอ่านเพราะกลัวสามีจะรู้เข้า  ฉันนึกย้อนไปถึงอดีต ตอนที่สมาชิกครอบครัวฉันยังไม่ได้ห้ามฉันไม่ให้เชื่อในพระเจ้าและไม่ให้เข้าร่วมการนัดพบ  ทว่าตอนนี้ พวกเขากลับรวมหัวกันข่มเหงฉันเพราะกลัวอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจนฉันไม่อาจเข้าร่วมการนัดพบหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าได้ตามปกติ  ฉันรู้สึกเหมือนการเชื่อในพระเจ้าในประเทศจีนเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็นอย่างมาก  ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า ความว่า “เนื่องจากพระราชกิจเริ่มเปิดตัวในแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าจึงเผชิญกับอุปสรรคมหาศาล และการทำพระวจนะมากมายของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงย่อมใช้เวลา  ด้วยเหตุนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าประการหนึ่งก็คือผู้คนได้รับการถลุง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์  พระเจ้าทรงมีความลำบากยากเย็นมหาศาลในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์ผ่านทางความลำบากยากเย็นนี้ อันเป็นการสำแดงพระปัญญาของพระองค์และกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ และทรงใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์  พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์และการพิชิตชัยของพระองค์ผ่านทางความทุกข์ของผู้คน ผ่านทางขีดความสามารถของพวกเขา และผ่านทางอุปนิสัยเยี่ยงซาตานทั้งปวงของผู้คนในแผ่นดินอันโสมมนี้ เพื่อที่พระองค์อาจได้รับพระสิริจากการนี้ และเพื่อที่พระองค์อาจได้รับบรรดาผู้ที่จะเป็นพยานให้แก่กิจการของพระองค์  ดังนี้คือนัยสำคัญทั้งหมดของการเสียสละทั้งปวงที่พระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อผู้คนกลุ่มนี้(“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “ไม่มีสักคนเดียวในหมู่พวกเจ้าที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย—แทนที่จะเป็นดังนั้น พวกเจ้ากลับถูกกฎหมายลงโทษ  ที่เป็นปัญหายิ่งกว่าก็คือผู้คนไม่เข้าใจพวกเจ้า กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นญาติของเจ้า บิดามารดาของเจ้า เพื่อนของเจ้า หรือเพื่อนร่วมงานของเจ้า ไม่มีใครเข้าใจพวกเจ้าเลย  ครั้นพวกเจ้าถูกพระเจ้าทอดทิ้ง ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเจ้าจะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกต่อไป แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่สามารถทนอยู่ห่างจากพระเจ้าได้  ซึ่งก็คือนัยสำคัญแห่งการพิชิตผู้คนของพระเจ้า และเป็นพระสิริของพระเจ้า(“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าช่างตรงใจฉันเหลือเกิน  ในประเทศจีนอันเป็นประเทศอเทวนิยมนี้ การเชื่อในพระเจ้าและเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต พวกเราไม่เพียงไม่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่  แต่เรายังถูกกล่าวโทษและจับกุม และแม้แต่ญาติพี่น้องของเราก็พลอยติดร่างแหไปด้วย  ตอนนั้นเองที่ฉันได้เห็นว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือมารที่เกลียดชังพระเจ้า  ในประเทศจีนนั้น หากบุคคลหนึ่งเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า พวกเขาไม่แคล้วต้องถูกข่มเหง แต่พระเจ้าก็ทรงทำให้ความเชื่อของผู้คนเพียบพร้อมโดยผ่านทางความทุกข์นี้นี่เอง  เมื่อได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าฉันก็รู้สึกทุกข์ใจน้อยลง และเต็มใจที่จะพึ่งพาพระเจ้าเพื่อรับประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมนี้  ผ่านไปสองเดือน การสามีของฉันก็เคร่งครัดน้อยลงในการกำกับดูแลฉัน และฉันก็เริ่มแอบเข้าร่วมการนัดพบอีกครั้ง

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2015 ฉันประกาศข่าวประเสริฐกับเพื่อนคนหนึ่ง  ครอบครัวของเธอรู้เข้าและขู่จะรายงานเรื่องฉัน  พี่ชายของฉันกลัวว่าการที่ฉันถูกจับกุมจะมีผลกับอาชีพการงานของเขา ดังนั้นหลังเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เขากับครอบครัวของฉันจึงส่งฉันไปโรงพยาบาลจิตเวช  วันนั้น ลูกชาย ลูกสาว พี่ชาย และพี่สาวของฉันอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา  ลูกสาวของฉันเป็นโรคซึมเศร้า ตอนที่พวกเราผ่านโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนั้น เธอก็ใช้ภาวะนอนไม่หลับในช่วงนั้นเป็นข้ออ้างเพื่อเข้าไปรับยา  ฉันไม่คาดคิดว่าเมื่อเธอออกมา เธอจะพาพยาบาลสองคนพร้อมเชือกในมือมามัดฉันด้วย  สุดท้ายฉันจึงได้ตระหนักว่าพวกเขากำลังจะส่งฉันเข้าโรงพยาบาลจิตเวช แต่ฉันก็วิ่งไม่ทันเสียแล้ว  ครอบครัวของฉันใช้กำลังทั้งผลักทั้งลากฉันเข้าไปในโรงพยาบาล  ฉันดิ้นรนอย่างไม่คิดชีวิตพร้อมทั้งพูดว่าฉันไม่ได้ป่วย แต่ก็ไม่มีใครสนใจ  เมื่อได้เห็นว่าสมาชิกครอบครัวของฉันช่างใจร้ายใจดำนัก ฉันก็คิดว่า "ไม่ว่าพวกเธอจะข่มเหงฉันอย่างไร ฉันก็จะไม่มีวันล้มเลิกการเชื่อในพระเจ้า"  พอฉันเผลอ พยาบาลสองคนก็ผลักฉันลงบนเตียงและบังคับฉีดยาให้ฉัน  หลังจากถูกฉีดยา ฉันรู้สึกวิงเวียนและอ่อนเพลียเกินจะต่อต้าน  จากนั้น พวกเขาก็ทำสิ่งที่เรียกกันว่าการตรวจร่างกาย  พยาบาลพูดว่าความดันโลหิตของฉันสูงเกินไป และพูดว่าฉันควรค้างคืนที่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ  คืนนั้น ฉันนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลและคิดย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น และรู้สึกถึงความเศร้าที่ประดังขึ้นมา  ฉันไม่คิดไม่ฝันเลยว่า ครอบครัวของฉันจะส่งฉันเข้าโรงพยาบาลจิตเวชเพียงเพื่อจะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเอง และเพื่อให้ไม่ติดร่างแหไปกับฉันด้วย  ช่างโหดร้ายเหลือเกิน  คนเหล่านี้เป็นครอบครัวของฉันได้อย่างไร?  พวกเขาเป็นเพียงฝูงมารเท่านั้น!  วันต่อมา ฉันเห็นใบรับรองแพทย์ซึ่งเขียนว่า "อาการผิดปกติทางจิตรุนแรงจากการเชื่อในลัทธิ มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะคลุ้มคลั่งฉับพลันเมื่อติดต่อกับผู้เชื่อในพระเจ้า"  ฉันยังได้ยินมาจากแพทย์ว่าฉันต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะการบำบัดอาการของฉันนั้นใช้เวลา  ลูกสาวพูดกับฉันว่า "คุณลุงอธิบายกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว แม่ควรอยู่ที่นี่สักสองสามวันและคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจน  ไว้ตอนที่แม่บอกว่าไม่เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว พวกเราจะมารับแม่นะคะ"  ฉันโกรธเป็นไฟ ฉันถูกเรียกว่าผู้ป่วยจิตเวชโดยไร้เหตุผลที่ชัดเจนเพราะเชื่อในพระเจ้า ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน!  หากไม่ใช่เพราะการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมและข่มเหงผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า กุเรื่องโกหกเพื่อหลอกลวงผู้คน และดึงครอบครัวของพวกเขามาเกี่ยวข้อง ฉันคงไม่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช  ตอนนี้เองที่ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “มารมัดร่างของมนุษย์ทั้งหมดอย่างแน่นหนา มันคลุมดวงตาสองข้างของเขา และปิดผนึกริมฝีปากของเขาแน่น  ราชาแห่งพวกมารได้อาละวาดมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วจนกระทั่งถึงทุกวันนี้เมื่อมันยังคงเฝ้าดูเมืองผีนี้อย่างใกล้ชิด ราวกับเป็นวังของพวกปีศาจที่ไม่อาจผ่านเข้าไปได้ ในขณะเดียวกัน สุนัขยามฝูงนี้ก็ถลึงตาจ้องเขม็ง เกรงกลัวอยู่ลึกๆ ว่าพระเจ้าจะทรงจับพวกมันโดยไม่ทันรู้ตัวและกวาดล้างพวกมันไปทั้งหมด ทิ้งให้พวกมันไม่มีสถานที่แห่งสันติสุขและความสุข  ผู้คนแห่งเมืองผีเช่นเมืองนี้จะเคยสามารถมองเห็นพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเขาเคยได้ชื่นชมความน่ารักและความดีงามของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขามีความซึ้งคุณค่าใดในเรื่องราวของโลกมนุษย์?  พวกเขาคนใดสามารถเข้าใจน้ำพระทัยที่กระตือรือร้นของพระเจ้าได้?(“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าถูกต้องทุกประการ    ไม่มีเสรีภาพสำหรับผู้ที่เกิดในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงเลย  พรรคคอมมิวนิสต์จีนปราบปรามและข่มเหงคริสตชนอย่างบ้าคลั่ง และแม้กระทั่งโรงพยาบาลจิตเวชเองก็กลายเป็นสถานที่ทรมานคริสตชนไปแล้ว  ฉันมีสติสมบูรณ์ แต่กลับถูกขังในโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อบังคับให้ฉันทรยศพระเจ้า  ฉันเกลียดพรรคคอมมิวนิสต์จีนผู้บงการเบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่าง  ยิ่งมันข่มเหงฉันมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ฉันเห็นชัดเจนมากขึ้นเท่านั้นถึงแก่นแท้เยี่ยงมารของมันซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า อีกทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับความมั่นใจของฉันในการติดตามพระเจ้า

ต่อมา แพทย์ได้พูดกับครอบครัวของฉันว่า "ไม่ต้องกังวลนะ ให้เธออยู่ที่นี่สักสองสามเดือน แล้วพอเธอออกไป เธอก็จะสัญญาว่าจะไม่เชื่อในพระเจ้า"  ครอบครัวของฉันเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง พวกเขาจึงทำเอกสารเพื่อส่งมอบตัวฉันให้แก่ทางโรงพยาบาล  หลังจากนั้น ฉันก็ถูกฉีดยาวันละสามครั้ง รวมถึงต้องกินยาตามเวลาอาหารสามมื้อเหมือนผู้ป่วยคนอื่นภายใต้การกำกับดูแลของพวกพยาบาล  ทีแรกฉันไม่ยอมรับทั้งยาฉีดและยากิน  จนพยาบาลขู่ฉันว่า "ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือ พวกเราจะจับคุณมัดและบังคับให้กินเข้าไป!"  ฉันเคยเห็นกับตาเลยว่าพวกผู้ป่วยที่ไม่ยอมรับการรักษาถูกมัดติดกับเตียงและทรมานอย่างไร  ครั้นได้รู้เห็นการทรมานผู้ป่วยอย่างโหดร้ายของพวกเขา ฉันจึงรู้สึกว่าตนเองต้องเชื่อฟังอย่างไม่มีทางเลือก

มื้อเที่ยงวันหนึ่ง ฉันไม่ไปรับประทานอาหารและนั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่บนเก้าอี้ พลางคิดกับตัวเองว่า "ฉันถูกขังอยู่ที่นี่ทั้งๆ ที่ไม่ได้ป่วย แถมยังพูดกับใครไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉันไม่อาจอ่านพระวจนะของพระเจ้า ไม่อาจทำหน้าที่ของตนเองให้ลุล่วงได้ และฉันต้องฉีดยาและกินยาทุกวัน  เมื่อไรเรื่องนี้จะจบลงเสียที?..."  ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ฉันก็ยิ่งเศร้ามากขึ้น  เมื่อเห็นว่าฉันไม่ไปรับประทานอาหาร พยาบาลก็ขู่ฉันว่า "ถ้าคุณไม่กิน เราจะใช้เชือกมัดคุณ เหมือนผู้ป่วยเมื่อครู่นี้  เราจะมัดคุณกับเตียง สอดท่อเข้าจมูกคุณ และกรอกอาหารเข้าไป!"  ฉันนึกถึงภาพอันน่าเวทนาของผู้ป่วยที่กรีดร้องด้วยความทรมานที่เพิ่งเห็นไป จึงต้องไปรับประทานนอาหารอย่างไม่มีทางเลือก  ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล ทุกๆ วันฉันจะเห็นว่าผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาจะถูกทารุณกรรมและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ซึ่งดูน่ากลัวมาก  ทุกๆ วันฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำของมารและร้อนใจมาก  ฉันกังวลเหลือเกินว่าการอยู่กับผู้ป่วยจิตเวชเหล่านี้ทั้งวัน รวมถึงการที่บรรดาแพทย์บังคับให้ฉันกินยาและฉีดยาให้ฉัน อาจจะทำให้ฉันกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชเข้าจริงๆ  หากว่าเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าได้อีกต่อไป แล้วฉันจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?   ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยความเจ็บปวดและอับจนหนทาง ขอให้พระองค์ทรงนำฉันบนหนทางข้างหน้า  หลังคำอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “คำว่า ‘ความเชื่อ’ นี้อ้างอิงถึงอะไรเล่า?  ความเชื่อคือการเชื่อที่จริงแท้และหัวใจที่จริงใจซึ่งมนุษย์ควรครองเมื่อพวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสบางสิ่งได้ เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ เมื่อมันอยู่ไกลเกินเอื้อมของมนุษย์  นี่คือความเชื่อที่เราพูดถึง  ผู้คนมีความจำเป็นต้องมีความเชื่อในระหว่างช่วงเวลาแห่งความยากลำบากและกระบวนการถลุง และความเชื่อคือบางสิ่งที่ตามมาด้วยกระบวนการถลุง กระบวนการถลุงและความเชื่อไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจอย่างไร และไม่สำคัญว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าเป็นอย่างไร เจ้ามีความสามารถที่จะไล่ตามเสาะหาชีวิตและแสวงหาความจริง และแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าได้ และมีความเข้าใจในการกระทำของพระองค์ และเจ้ามีความสามารถที่จะกระทำตัวสอดคล้องกับความจริงได้  การทำเช่นนั้นคือสิ่งที่เป็นไปเพื่อที่จะมีความเชื่อที่แท้จริง และการทำเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้สูญเสียความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว(“บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่า สภาพแวดล้อมนี้คือบททดสอบสำหรับฉันเพื่อดูว่าฉันมีความเชื่อที่แท้จริงหรือไม่  ฉันนึกถึงตอนที่ดาเนียลถูกโยนเข้าไปในถ้ำสิงโต  พระเจ้าทรงอยู่กับเขา และพระเจ้าทรงผนึกปากของสิงโตไว้ ดาเนียลจึงไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย  ฉันเห็นว่าดาเนียลมีความเชื่อในพระเจ้า ยืนหยัดเป็นคำพยานให้แก่พระเจ้า และประจักษ์ถึงกิจการของพระเจ้า ฉันจึงไม่ควรใช้ชีวิตด้วยความขลาดกลัวอีกต่อไป  ฉันต้องพึ่งพาความเชื่อในพระเจ้าของฉันเพื่อยืนหยัดเป็นพยานให้แก่พระเจ้า  เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดในหัวใจน้อยลง

ครั้งหนึ่งราวตีสองเศษ มีใครบางคนตบฉันเบาๆ สองครั้งขณะที่ฉันกำลังหลับ  ฉันลุกพรวดขึ้นมานั่งและตกใจเมื่อเห็นว่าใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง  ผู้ป่วยจิตเวชคนนั้นหัวเราะใส่ฉันและพูดพล่ามไร้สาระ  ฉันไล่เธอ แต่เธอกลับยืนหัวเราะอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไป  ตอนนั้นเอง ผู้ป่วยคนอื่นๆ ในห้องก็ตื่นขึ้นเหมือนกัน จนในที่สุดพยาบาลก็เข้ามาไล่เธอออกไป  ส่วนมากผู้ป่วยจิตเวชเหล่านี้ถูกวิญญาณชั่วสิงสู่  และฉันจำต้องอยู่กับพวกเขาทุกวัน  หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วความทรมานคงผลักให้ฉันเสียสติไปด้วยเช่นกัน  ยิ่งคิดเรื่องนี้ฉันก็ยิ่งเจ็บปวด  ตลอดช่วงเวลานั้น ฉันหยุดร้องเพลงและหยุดใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า  ฉันหดหู่มาก และคิดว่าถ้าเพียงมีคนให้สามัคคีธรรมด้วยได้คงจะวิเศษไปเลย  ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าและนำความยากลำบากและความเจ็บปวดนี้ทูลแด่พระองค์  ในเช้าวันหนึ่งหลังผ่านไปได้ราวสามหรือสี่วัน ขณะกำลังดูโทรทัศน์กับผู้ป่วยคนอื่นๆ ในห้องโถง  ฉันก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณสามสิบปี ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับเธอราวกับเคยพบกันมาก่อน  หลังได้พูดคุยกัน ฉันก็พบว่าเธอเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เธอถูกบังคับส่งตัวมาโรงพยาบาลจิตเวชเหมือนฉันเพราะครอบครัวของเธอฟังข่าวลือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน  หลังได้พบกับพี่น้องหญิงที่นั่น  ฉันมีความสุขมากที่ในที่สุดก็มีเพื่อนคุยเสียที  พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ฉันพบกับพี่น้องหญิงที่นั่น ให้เราได้สามัคคีธรรมและหนุนใจซึ่งกันและกัน ฉันจึงรู้สึกขอบคุณพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง

ที่โรงพยาบาลจิตเวชจะมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์คอยเฝ้าอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง  เราจึงต้องแอบหาโอกาสสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า พูดคุยเรื่องประสบการณ์และความเข้าใจของพวกเรา รวมถึงช่วยเหลือและหนุนใจกันและกัน  ครั้งหนึ่ง ในห้องกิจกรรมของผู้ป่วย ฉันกระซิบกับเธอว่า "ฉันกลัวว่าถ้าอยู่ที่นี่นานเกินไป ฉันจะกลายเป็นผู้ป่วยโรคจิตเสียเอง ฉันอยากออกไปจริงๆ แต่ก็ไปไม่ได้ และมันเจ็บปวดเหลือเกิน"  เธอกระซิบตอบฉันด้วยพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งว่า “หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทุกอย่างในชีวิตของเขาอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม สิ่งใดและทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง สร้างขึ้นมาใหม่และปลาสนาการไปตาม พระดำริของพระเจ้า  นี่คือหนทางที่พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือทุกสรรพสิ่ง(“พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  เธอยังเล่าประสบการณ์ของตนเองในโรงพยาบาลจิตเวชให้ฉันฟังด้วย และบอกฉันว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสรรพสิ่ง ฉันจึงไม่ควรกลัว และควรพึ่งพาพระเจ้าให้มากขึ้น  ฉันตระหนักว่าทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และซาตานไม่อาจทำอะไรฉันได้หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต  ด้วยการนำแห่งพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงไม่รู้สึกกลัวมากอีกต่อไป

ต่อมา ฉันกับพี่น้องหญิงได้เขียนพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงบทเพลงสรรเสริญที่เรานึกขึ้นได้ส่งให้แก่กันเพื่อเป็นการหนุนใจ  ครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงคนนี้ได้มอบบันทึกที่เขียนบทเพลงสรรเสริญไว้ให้ฉัน  เนื้อเพลงมีใจความว่า “แม้ว่าศีรษะของพวกเราอาจแตกและเลือดของพวกเราอาจไหลหลั่ง แต่กระดูกสันหลังของประชากรของพระเจ้าก็ไม่สามารถทำให้งอได้  ด้วยคำเตือนสติของพระเจ้าซึ่งรัดรึงหัวใจของฉัน ฉันมุ่งมั่นที่จะดูหมิ่นซาตานมารร้าย  ความเจ็บปวดและความยากลำบากได้ถูกพระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า  ฉันจะสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระองค์จนตาย  ฉันจะไม่มีวันเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงร่ำไห้อีก และไม่มีวันเป็นเหตุให้พระองค์ทรงกังวลอีกเลย” (“ฉันปรารถนาที่จะเห็นวันแห่งพระสิริของพระเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)  เนื้อเพลงเหล่านี้มอบแรงบันดาลใจให้แก่ฉัน และฉันรู้สึกว่าหัวใจของฉันเข้มแข็งขึ้น  ไม่ว่าซาตานปฏิบัติต่อฉันอย่างไรฉันก็จะไม่มีวันทรยศพระเจ้า  ฉันต้องยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอายให้ได้

โดยทั่วไปแล้ว ฉันจะได้พูดคุยกับหัวหน้าแพทย์สัปดาห์ละครั้ง และแต่ละครั้งเธอจะโน้มน้าวให้ฉันล้มเลิกการเชื่อในพระเจ้า  ฉันรู้ว่าเธอติดตามและทำงานให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันจึงไม่สนใจเธอ  หลังจากนั้นเธอก็มาคุยกับฉันอีกและถามว่าฉันคิดอย่างไรกับการมารักษาตัวที่โรงพยาบาล  ฉันคิดว่า "พวกคุณทุกคนก็รู้ว่าฉันไม่ได้ป่วย แต่คุณกลับปฏิบัติต่อฉันราวกับเป็นผู้ป่วยจิตเวชและขังฉันไว้ที่นี่เพราะฉันเชื่อในพระเจ้า  คุณบังคับให้ฉันกินยาและฉีดยาทุกวัน  ในฐานะแพทย์ คุณกลับทรมานฉันโดยไม่มีมโนธรรมสักนิด แล้วตอนนี้จะมาถามฉันว่าคิดอย่างไรน่ะหรือ?"  ฉันถามเธออย่างกล่าวโทษอยู่ในทีว่า "ฉันไม่ได้ป่วย ทำไมพวกคุณถึงยืนกรานว่าฉันป่วยและปฏิบัติต่อฉันเหมือนผู้ป่วยจิตเวชล่ะ?"  เธอเหลือบมองฉันและพูดอย่างชั่วร้ายว่า "ฉันจะบอกคุณตรงๆ นะ การตรวจสุขภาพที่เราทำให้คุณมันไม่สำคัญเลย  สิ่งที่สำคัญก็คือการที่คุณเชื่อในพระเจ้าทำให้คุณผิดปกติ  อาการของคุณร้ายแรงกว่าผู้ป่วยจิตเวชเหล่านั้นมาก  ฉันขอบอกให้รู้ไว้ว่า คุณไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คนแรกหรือคนสุดท้ายของเราที่นี่  ถ้าคุณยืนกรานที่จะเชื่อต่อไป คุณจะถูกคุมตัวไว้สองถึงสามปี  ฉันเป็นคนชี้ขาดที่นี่ คุณจะป่วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฉัน!"  เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉันก็โกรธมาก  โรงพยาบาลเป็นสถานที่สำหรับช่วยเหลือผู้ที่กำลังจะจากโลกนี้ไปและดูแลคนป่วย แต่ตอนนี้โรงพยาบาลเหล่านี้กลายเป็นสถานที่ให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนทรมานคริสตชน  พวกเราเชื่อในพระเจ้าและเดินบทเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับใช้วิธีการอันน่ารังเกียจทุกอย่างเพื่อทำร้ายผู้ที่เชื่อในพระเจ้า  พวกมันคือมารร้ายโดยแก่นแท้ เป็นพรรคการเมืองที่มีแต่ความชั่ว!  ฉันถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มเหง ถูกครอบครัวปฏิเสธ และถูกพวกแพทย์ทรมานด้วยยาเพราะเชื่อในพระเจ้า  ฉันเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นเพียงมารที่มายังแผ่นดินโลกเท่านั้น  พวกมันคือซาตานที่ต้านทานพระเจ้าและทำร้ายผู้คน  ต่อมา ฉันกับพี่น้องหญิงคนนี้ได้ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่บรรดาผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เราพบที่โรงพยาบาล  บางคนถูกส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยโรคนอนไม่หลับ และบางคนก็ถูกรัฐบาลบังคับนำตัวมาเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า  ท้ายที่สุด พวกเขาบางคนก็ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

จากการที่แพทย์บังคับให้ฉันฉีดยาและกินยาทุกวัน  สุขภาพของฉันจึงแย่ลงเรื่อยๆ  ฉันรู้สึกเหนื่อยและวิงเวียน ทั้งยังอยากนอนอยู่ตลอด ไหล่ของฉันรู้สึกหนักอึ้ง และแทบไม่มีแรงยกแขนขึ้นเลย  ฉันขอให้พวกแพทย์หยุดให้ยาฉันแต่พวกเขาไม่ฟัง  ต่อมา อาการของฉันก็แย่ลงเรื่อยๆ  ฉันปวดหัวอยู่ตลอด และรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ทุกวัน  ฉันสะลึมสะลือ ไม่สบายตัว และหงุดหงิดมากเสมอ  มือของฉันสั่นเทา และไม่สามารถใช้ตะเกียบคีบอะไรได้  ฉันฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งความจำของฉันก็เสื่อมถอย  ฉันมักจะวางของแล้วลืมทันทีว่าวางไว้ที่ไหน รวมถึงไม่อาจลำดับความคิดได้  ต่อมา ฉันก็จะตามหาสิ่งที่ฉันถืออยู่ในมือ และมีอาการสะลึมสะลืออย่างหนักในทุกวัน  ฉันเคยรู้สึกสะลึมสะลืออยู่เพียงไม่กี่นาที ทว่าต่อมาช่วงเวลาเหล่านี้ก็เพิ่มจากสิบนาทีเป็นครึ่งชั่วโมง  มันน่าอึดอัดเหลือเกิน และฉันไม่อาจควบคุมสติได้เลย  ฉันรู้สึกเหมือนมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและอยากร้องไห้อยู่ตลอด  ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าอยู่ในใจเงียบๆ ขอให้พระองค์ทรงช่วยฉันให้รอดจากความโหดร้ายของซาตานไปได้  สี่สิบกว่าวันในโรงพยาบาลผ่านไป ลูกสาวก็มาเยี่ยมฉัน  วันนั้น ฉันกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ในห้องโถง  เมื่อได้ยินลูกสาวเรียก ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยความมึนงงอยู่สองสามวินาที จากนั้นฉันก็ยืนขึ้นช้าๆ  พลางเดินไปหาเธอ ดึงแขนเธอแล้วร้องไห้ว่า "พาแม่กลับบ้าน พาแม่กลับบ้าน..."  ผ่านไปชั่วครู่ ฉันก็เริ่มหัวเราะอีก  ลูกสาวของฉันพูดอย่างประหลาดใจว่า "ทำไมแม่กลายเป็นแบบนี้?  แม่ป่วยจริงๆ หรือ?"  ลูกสาวพาฉันไปบ้านพี่ชายของฉัน  เขาเอ็ดเธอว่า "เธอพาแม่กลับมาทำไม?"  จากนั้นเขาก็ถามฉันว่าฉันยังเชื่อในพระเจ้าอยู่หรือไม่  ในตอนนั้นสติของฉันแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อย และฉันพูดอย่างหนักแน่นว่า "ใช่!  ฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันไล่ตามเสาะหาความจริง และฉันพยายามเป็นคนดีและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง  ทำไมฉันถึงไม่ควรเชื่อล่ะ?"  พี่สะใภ้ของฉันพูดว่า "ดูเหมือนเธอจะอยู่ในนั้นไม่นานพอ  ได้เวลาส่งเธอกลับไปแล้ว"  ฉันพูดด้วยความโกรธว่า "พี่ให้ฉันรับการรักษาที่ป่าเถื่อนแบบนั้นแล้ว และยังอยากให้ฉันกลับไปอีก  โหดร้ายเกินไปแล้ว!  ถ้าทำแบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วพี่จะถูกลงโทษ!"  เมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นพวกเขาก็ไม่พูดอะไรอีก และพี่ชายของฉันก็ขอให้ลูกสาวของฉันทำเรื่องให้ฉันออกจากโรงพยาบาลอย่างเสียไม่ได้

หลังได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาล ฉันก็ปวดหัวตลอดเวลา และตกอยู่ในภวังค์ทุกวัน  ฉันมักจะตกอยู่ในความงุนงงเป็นครั้งคราว  และเวลาปิดไฟในตอนกลางคืนฉันก็จะรู้สึกกลัวมาก เพราะรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช แถมฉันยังฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง  ตามคำบอกเล่าของสามี บางครั้งฉันก็หัวเราะและร้องไห้ขึ้นมาเสียเฉยๆ แถมยังอารมณ์เสียใส่เขาอยู่บ่อยๆ  ฉันหวั่นใจและคิดว่า "ฉันป่วยทางจิตจริงๆ หรือ?  ถ้าเช่นนั้น ในอนาคตฉันจะเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไร?"  ฉันคุกเข่าลงตรงหน้าเตียงและอธิษฐานต่อพระเจ้าทั้งน้ำตาว่า "พระเจ้า ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์เป็นในวันนี้ล้วนเกิดจากพญานาคใหญ่สีแดง  ข้าพระองค์เกลียดมัน!  พระเจ้า โปรดทรงคุ้มครองข้าพระองค์ โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดด้วยเถิด..."  หลังจากอธิษฐาน ฉันก็รู้สึกสงบลงเล็กน้อย  สองสัปดาห์ต่อมา อาการของฉันก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และฉันสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองอย่างมีสติ  สามเดือนต่อมา โดยทั่วไปแล้วสภาวะจิตใจของฉันได้มาเป็นปกติ และสุขภาพจิตของฉันก็ดีขึ้นมาก ทว่าความจำของฉันยังคงแย่อยู่มาก  หกเดือนให้หลัง ฉันก็เริ่มเข้าร่วมการนัดพบและปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง

กว่าสี่สิบห้าวันที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชนั้น ได้สร้างความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจของฉันอย่างมาก  การทรมานนี้ทำให้ฉันเห็นถึงแก่นแท้เยี่ยงปีศาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เกลียดชังความจริงและเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าได้อย่างชัดเจน  ฉันเกลียดเหล่ามารพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างที่สุด และฉันก็ปฏิเสธและละทิ้งมันจากหัวใจ  ขณะเดียวกัน ฉันก็ได้เห็นถึงแก่นแท้ของครอบครัวของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่งด้วย  พวกเขาติดตามพรรคคอมมิวนิสต์จีนและใช้วิธีอันชั่วร้ายเพื่อบังคับให้ฉันล้มเลิกการเชื่อในพระเจ้า และถึงกับส่งฉันเข้าโรงพยาบาลจิตเวชเพียงเพราะฉันเชื่อในพระเจ้าและพวกเขากลัวว่าจะพลอยติดร่างแห อีกทั้งสถานะและอนาคตของพวกเขาจะได้รับผลกระทบไปด้วย   พวกเขาไม่ได้สนใจเลยว่าฉันจะอยู่หรือตาย  แล้วฉันจะเรียกสิ่งนี้ว่าครอบครัวได้อย่างไร?  มันคือมารร้ายต่างหาก!  หลังจากประสบกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกถึงความรักและความรอดที่พระเจ้าทรงมีต่อฉันได้อย่างแท้จริง  ในโรงพยาบาลจิตเวช ตอนที่ฉันกลัว เป็นทุกข์ และอับจนหนทาง พระเจ้าก็ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อให้ความรู้แจ้ง เพื่อนำ รวมถึงมอบความมั่นใจและกำลังแก่ฉันครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งพระองค์ยังทรงจัดการเตรียมการให้พี่น้องหญิงคนหนึ่งมาช่วยเหลือและหนุนใจฉัน  หากไร้ซึ่งการทรงคุ้มครองของพระเจ้า มารร้ายพวกนั้นคงผลักไสให้ฉันเป็นบ้าและไม่ยินดียินร้ายโดยสิ้นเชิงไปแล้ว  ฉันได้เห็นถึงการทรงจัดการเตรียมการ มหิทธานุภาพ รวมถึงพระปัญญาอันเปี่ยมด้วยอธิปไตยของพระเจ้า  ฉันยังรู้สึกอย่างแท้จริงว่ามีเพียงพระเจ้าที่ทรงหนุนใจฉันอยู่ทุกเมื่อ และมีเพียงพระเจ้าที่ทรงช่วยผู้คนให้รอดได้ อีกทั้งฉันได้รับความเชื่อในพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ขึ้นด้วย  ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 98. การข่มเหงที่ฉันได้ทนทุกข์เพราะความเชื่อ

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger