71. การขาดความรู้ไม่ใช่ข้ออ้าง

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2021 ฉันได้รับเลือกให้รับใช้ในฐานะผู้นำคริสตจักรและรับผิดชอบงานผลิตวิดีโอของเราเป็นหลัก ฉันกังวลเล็กน้อยกับการทำหน้าที่นี้และคิดกับตัวเองว่า “ฉันเคยทำงานผลิตวิดีโอมาแล้วในอดีต แต่ยังขาดทักษะในสาขานี้อยู่นิดหน่อย แล้วฉันจะสามารถดูแลควบคุมงานนี้ได้ดีจริงๆ เหรอ?  ถ้าฉันทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานและถูกแทนที่ พี่น้องชายหญิงจะคิดกับฉันยังไง?  อีกอย่าง ผู้คนที่ฉันดูแลทั้งหมดต่างมีความรู้ทางเทคนิคมากกว่าฉันอีก ถ้าฉันไม่ระบุปัญหาในหน้าที่ของพวกเขา และให้คำเสนอแนะที่มีสาระไม่ได้ พวกเขาจะต้องคิดว่าฉันเป็นมือสมัครเล่นที่ไม่ใช่ผู้ดูแลที่มีประสิทธิผล และไม่เหมาะจะเป็นผู้นำ” ความคิดนี้ทำให้ฉันกังวลใจนิดหน่อย แต่ฉันรู้ว่าฉันควรยอมรับหน้าที่ใหม่นี้ก่อน และเชื่อฟังการจัดแจงของคริสตจักร

เพื่อให้ตามทันงานโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ฉันจะเข้าร่วมฟังการปรึกษาหารือเกี่ยวกับงานของพี่น้องชายหญิงทุกครั้ง ช่วงแรก ฉันจะฟังตามอย่างขันแข็ง แต่ก็ค่อยๆ เริ่มได้รู้ว่าฉันไม่เข้าใจทักษะวิชาชีพที่นำมาใช้อีกมากมายและไม่มีโอกาสได้พูดเลย ฉันกังวลว่าถ้าพี่น้องชายหญิงถามถึงมุมมองของฉัน แล้วฉันไม่ให้คำเสนอแนะที่มีสาระ พวกเขาอาจคิดว่าฉันประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป และไม่มีคุณสมบัติพอที่จะตรวจดูงานของพวกเขาในเมื่อฉันเองก็ไม่เข้าใจงานนั้นเลย พวกเขาจะนับถือฉันน้อยลงไหม?  เพื่อรักษาภาพลักษณ์ผู้นำของฉัน นอกจากการแบ่งปันความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ไม่พูดอะไรเลยระหว่าง การปรึกษาหารือและอธิบายสรุปงานระหว่างการชุมนุม ฉันไม่อยากเข้าร่วมหรือใส่ใจการปรึกษาหารือเกี่ยวกับด้านวิชาชีพของการผลิตวิดีโอมากนัก ฉันเลิกรับผิดชอบแม้แต่ภาระที่เล็กที่สุด และมักคิดว่า “ฉันไม่เข้าใจด้านเทคนิคอยู่แล้ว ถ้างั้นฉันก็จะแค่แก้ปัญหาเรื่องการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาเป็นหลัก สำหรับปัญหาทางเทคนิค ฉันจะปล่อยให้พวกเขาพึ่งพาและอธิษฐานถึงพระเจ้า แล้วปรึกษาหารือกันเอง” ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่ง มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งส่งวิดีโอที่ทำอยู่ให้ในกลุ่มเพื่อขอคำเสนอแนะ ในตอนนั้นฉันคิดว่าในเมื่อฉันไม่เข้าใจด้านเทคนิคของการผลิต ฉันก็ไม่สามารถหาปัญหาในวิดีโอได้ และยิ่งกว่านั้น ฉันคงเสียหน้ามาก ถ้าฉันพูดอะไรผิดไปต่อหน้าทุกคน ฉันจึงไม่ได้วางแผนจะให้คำเสนอแนะและไม่ได้ดูวิดีโออย่างตั้งใจ หลังจากนั้น หัวหน้ากลุ่มคนหนึ่งก็พบปัญหาในวิดีโอของพี่น้องหญิง และถามฉันว่าฉันสังเกตเห็นปัญหานั้นไหม ฉันรู้สึกได้ว่าตัวเองหน้าแดงเพราะไม่ได้ดูวิดีโออย่างละเอียด ฉันหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกจับได้ โดยการรอจนใกล้จบการปรึกษาหารือทุกอย่าง เพื่อให้ภาพรวมและสรุปสิ่งที่ทุกคนพูด หรือไม่ก็พูดเข้าเรื่องแบบสั้นๆ  แสดงความเห็นพอเป็นพิธีอย่าง “ฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับทุกอย่างที่พูดมา ไม่มีอะไรเพิ่มเติมแล้ว” ฉันแทบไม่ได้พูดอะไรเลยตลอดเวลาการชุมนุม ฉันรู้สึกละอายและปวดร้าวอย่างมาก ถึงขนาดรู้สึกว่าฉันอยู่ตรงนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ หลังจากนั้น ฉันเริ่มหลีกเลี่ยงงานด้านเทคนิคมากกว่าเดิม และแทบจะไม่ตรวจดูงานของหัวหน้ากลุ่มเลย ระหว่างการรวมตัว ฉันจะแค่สัมผัสสภาวะขณะนั้นของผู้คน สังเกตว่าพวกเขาแบกรับภาระในหน้าที่ของตนเองหรือแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น สำหรับปัญหาและความยากลำบากเกี่ยวกับการผลิตวิดีโอ ฉันไม่ได้สนใจลงรายละเอียดกับพวกเขา เพราะคิดว่าหัวหน้ากลุ่มรับมือได้ และฉันควรปล่อยให้คนที่มีทักษะทางเทคนิคที่เหมาะสมแก้ไขปัญหาจะดีกว่า วิธีนี้ยังจะช่วยป้องกันไม่ให้ฉันถูกเปิดโปงว่าไร้ประโยชน์ถ้าฉันไม่สามารถแก้ปัญหาของพวกเขาได้ เพื่อสร้างความประทับใจว่าฉันยังทำงานจริงได้บ้าง เมื่อไหร่ที่ฉันสังเกตเห็นหรือได้ยินว่าบางคนอยู่ในสภาวะไม่ดีหรือมีความคิดลบ ฉันจะรีบหาพระวจนะของพระเจ้ามาสามัคคีธรรมกับพวกเขาเพื่อช่วยเหลือ ถึงอย่างนั้น ทันทีที่พวกเขาพูดถึงความยากลำบากที่เจอในงานของพวกเขา ฉันจะตอบแบบพอเป็นพิธีว่า “เมื่อเราแก้ไขสภาวะให้ถูกต้องและพึ่งพาพระเจ้า พระองค์จะทรงนำให้เราแก้ไขปัญหาเหล่านี้” เมื่อไหร่ที่ฉันพูดแบบนี้ สภาวะของพวกเขาจะดีขึ้นชั่วคราว แต่ทันทีที่พวกเขาเผชิญปัญหาในหน้าที่ของตนเองอีกและปัญหาเหล่านั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาจะคิดลบอีก เพราะฉันไม่ได้แก้ไขปัญหาจริงๆ ทั้งไม่ตรวจดูและดูแลควบคุมงาน ปัญหามากมายจึงเกิดขึ้นในงานผลิตวิดีโอ พี่น้องชายหญิงไม่ได้พัฒนาทักษะทางเทคนิคที่เห็นได้ชัด ไม่ได้มีการเข้าใจหลักธรรมที่เกี่ยวข้องในหน้าที่ ทำให้เกิดความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก และผลลัพธ์คือทำให้คุณภาพของงานลดลง แม้ว่าผู้นำระดับบนจะชี้ให้ฉันเห็นปัญหานี้และพยายามช่วยเหลือฉัน แต่ฉันไม่รู้จักตัวเองตามจริงเลย ผ่านไปสักพัก ฉันก็ถูกแทนที่เพราะไม่ได้ทำงานจริงในหน้าที่ของตนเอง

ฉันรู้สึกแย่อย่างที่สุดหลังจากถูกแทนที่กระทันหัน ฉันได้แต่สงสัยว่า “ทำไมฉันถึงกลายเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ทำงานจริง ทั้งที่ยุ่งกับหน้าที่ของตัวเองทุกวัน?  เหตุผลที่ฉันล้มเหลวคืออะไรกัน?”  ในระหว่างนั้น ฉันอ่านความจริงมากมายเกี่ยวกับการแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ และเห็นว่าพฤติกรรมเกือบทั้งหมดของผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ทำงานจริง ซึ่งพระเจ้าทรงชำแหละไว้ ล้วนเป็นสิ่งที่ฉันเคยทำ ราวกับว่าพระเจ้าทรงเปิดโปงฉันต่อหน้า สิ่งนี้เป็นจริงอย่างยิ่งกับบทตอนต่อไปนี้ “ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของผู้นำเทียมเท็จก็คือการที่พวกเขาไม่สามารถอธิบายหรือชี้แจงประเด็นปัญหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริงได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน  หากใครบางคนขอคำแนะนำจากพวกเขา พวกเขาก็สามารถบอกได้เพียงคำพูดและคำสอนที่ว่างเปล่าแก่คนเหล่านั้น  เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้ไข พวกเขาก็ตอบกลับอยู่เนืองๆ ด้วยถ้อยแถลงอย่าง ‘พวกคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำหน้าที่นี้กันทุกคน  หากพวกคุณมีปัญหา พวกคุณก็ควรคิดหาวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเอง  อย่ามาถามฉัน เพราะฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และฉันก็ไม่เข้าใจ  จัดการปัญหาด้วยตัวคุณเองเถอะ’… ผู้นำเทียมเท็จมักจะใช้เหตุผลและข้อแก้ตัวอย่างเช่น ‘ฉันไม่เข้าใจ ฉันไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้ ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ’ เพื่อบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงคำถาม  พวกเขาอาจดูถ่อมใจมากทีเดียว อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการเปิดโปงประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงของผู้นำเทียมเท็จ—นั่นคือพวกเขาขาดความเข้าใจในปัญหาทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความรู้เฉพาะทางในงานบางประเภท พวกเขาจึงรู้สึกอับจนหนทางและดูอึดอัดและอับอายเป็นที่สุด  แล้วพวกเขาทำอย่างไร?  พวกเขาทำได้เพียงรวบรวมพระวจนะของพระเจ้าหลายบทตอนมาสามัคคีธรรมกับทุกคนในระหว่างการชุมนุม พูดถึงคำสอนบางประการเพื่อเตือนสติผู้คน  ผู้นำที่มีความเมตตาเล็กน้อยอาจแสดงความใส่ใจต่อผู้คนและถามพวกเขาเป็นครั้งคราวว่า ‘หมู่นี้คุณเผชิญกับความลำบากยากเย็นในชีวิตของคุณบ้างหรือไม่?  คุณมีเสื้อผ้าสวมใส่เพียงพอหรือไม่?  มีใครในหมู่พวกคุณที่กำลังประพฤติไม่ดีบ้างหรือไม่?’  หากทุกคนกล่าวว่าพวกเขาไม่มีประเด็นปัญหาเหล่านั้นเลย ผู้นำก็ตอบว่า ‘เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร  ดำเนินการงานของพวกคุณต่อไปเถิด ฉันมีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องจัดการ’ แล้วก็จากไปอย่างเร่งรีบ โดยเกรงกลัวว่าใครบางคนอาจตั้งคำถามขึ้นมาและขอให้พวกเขาแก้ไข ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย  นี่คือวิธีที่บรรดาผู้นำเทียมเท็จทำงาน—พวกเขาไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้เลย  พวกเขาจะสามารถดำเนินการงานของคริสตจักรอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร?  ผลก็คือเกิดการสะสมของปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขจนขัดขวางงานของคริสตจักรในที่สุด  นี่คือลักษณะเฉพาะและการสำแดงอันโดดเด่นของวิธีที่ผู้นำเทียมเท็จทำงาน(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2))  แน่นอนว่าการเป็นผู้นำนั้นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าพวกเขาต้องเข้าใจวิชาชีพทุกประเภท แต่พวกเขาก็ควรจะสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่จำเป็นในการแก้ปัญหาทั้งหลายให้ชัดเจน ไม่ว่าปัญหาเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับวิชาชีพใดก็ตาม  ตราบใดที่ผู้คนเข้าใจหลักธรรมความจริง ปัญหาทั้งหลายย่อมสามารถแก้ไขได้ตามนั้น  ผู้นำเทียมเท็จใช้คำพูดที่ว่า ‘ฉันไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ฉันไม่เข้าใจวิชาชีพนี้’ มาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงการสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา  นี่ไม่ใช่การทำงานที่แท้จริง  หากผู้นำเทียมเท็จใช้คำพูดที่ว่า ‘ฉันไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ฉันไม่เข้าใจวิชาชีพนี้’ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นเหตุผลที่จะหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหา เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่เหมาะสมกับงานแห่งการนำ  สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาควรทำก็คือการลาออกและให้คนอื่นมาแทนที่พวกเขา  แต่ผู้นำเทียมเท็จจะมีเหตุผลเช่นนี้หรือไม่?  พวกเขาจะสามารถลาออกหรือไม่?  พวกเขาจะไม่ลาออก  พวกเขาถึงขนาดคิดว่า ‘เหตุใดพวกเขาจึงกล่าวว่าฉันไม่ได้ทำงานใดๆ อยู่เลย?  ฉันจัดการชุมนุมทุกวัน แล้วฉันก็ยุ่งมากจนฉันไม่สามารถกินอาหารได้ตรงเวลาด้วยซ้ำ และฉันก็ได้นอนน้อยลง  ใครกันที่กล่าวว่าปัญหาทั้งหลายไม่ได้รับการแก้ไข?  ฉันจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมกับพวกเขา ทั้งยังค้นหาบทตอนจากพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขา’… เจ้าเห็นหรือไม่ว่า ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานจริงได้แต่พวกเขาก็ยังคงมีข้อแก้ตัวมากมาย  ช่างไร้ยางอายและน่าขยะแขยงเสียจริง!  ขีดความสามารถของเจ้าย่ำแย่มาก เจ้าไม่เข้าใจวิชาชีพใดเลย และเจ้าไม่มีความเข้าใจหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องกับงานเฉพาะทางทุกงาน—การมีเจ้าเป็นผู้นำนั้นมีประโยชน์อะไร?  เจ้าเป็นเพียงคนเขลาและคนไร้ประโยชน์!  ในเมื่อเจ้าไม่สามารถทำงานจริงได้ เหตุใดเจ้าจึงยังคงทำหน้าที่เป็นผู้นำของคริสตจักรอยู่?  เจ้าช่างไร้เหตุผลจริงๆ  ในเมื่อเจ้าไม่มีความตระหนักรู้ในตนเอง เจ้าก็ควรจะฟังเสียงสะท้อนจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและประเมินว่าเจ้าเป็นไปตามมาตรฐานในการเป็นผู้นำหรือไม่  แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่เคยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้  ไม่ว่างานของคริสตจักรมากมายเพียงใดจะถูกทำให้ล่าช้าออกไป และเกิดความสูญเสียมากมายเพียงใดต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในระหว่างช่วงเวลาหลายปีที่พวกเขาทำหน้าที่เป็นผู้นำ พวกเขาก็ไม่ใส่ใจ  นี่คือโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริง(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2))  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันสะเทือนใจ พฤติกรรมและลักษณะของผู้นำเทียมเท็จที่พระเจ้าทรงเปิดโปงนั้นตรงกับสถานภาพจริงของฉันทั้งหมด พระเจ้าตรัสว่าผู้นำเทียมเท็จจะใช้เรื่องการขาดความรู้ทางเทคนิคเป็นข้ออ้าง ที่จะไม่มีส่วนร่วมในการดูแลควบคุมและตรวจดูงานในทุกแง่มุม และใช้เป็นข้ออ้างในการไม่แก้ไขปัญหาและความยากลำบากที่แท้จริงของพี่น้องชายหญิง พวกเขาพอใจแค่การพูดวาจาและคำสอน และหลีกเลี่ยงหรือหนีจากการจัดการปัญหาเจาะจงที่แท้จริง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ฉันทำแน่นอน นับตั้งแต่ได้รับเลือกเป็นผู้นำ ฉันก็กังวลว่าในเมื่อฉันไม่มีความรู้ทางเทคนิคของการผลิตวิดีโอ ข้อบกพร่องของฉันจะถูกเปิดโปงเมื่อตรวจดูงานนี้ ฉันกลัวมากว่าพี่น้องชายหญิงจะมองฉันออก และฉันจะต้องอับอายต่อหน้าทุกคน เพื่อรักษาสถานะและชื่อเสียงของตัวเอง ฉันจึงใช้เรื่องการขาดความรู้ทางเทคนิคเป็นข้ออ้าง ในการไม่เข้าร่วมในการปรึกษาหารืองาน ฉันแทบไม่สนใจถามพี่น้องชายหญิงเกี่ยวกับปัญหาและความยากลำบากของพวกเขาเลย เพราะกลัวว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้พวกเขาได้และจะเสียหน้าระหว่างกระบวนการ บางครั้งเมื่อพวกเขาถามคำถามฉัน ฉันก็แค่ตอบไปด้วยคำพูดและคำสอนแบบขอไปที ฉันหลอกลวงพวกเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ?  ภายนอกดูเหมือนว่าฉันค่อนข้างยุ่ง ยุ่งกับการชุมนุม การสามัคคีธรรม และดูเหมือนแก้ปัญหาให้ผู้คนและทำงานจริง แต่ความจริงฉันแค่ทำงานเพื่อค้ำจุนชื่อเสียงของตัวเอง แล้วพูดเพียงคำพูดและคำสอนเท่านั้น ฉันแค่สร้างฉากหน้าให้ผู้คนเห็น แต่ในความเป็นจริง ฉันพยายามหลีกเลี่ยง การจัดการปัญหาจริงส่วนใหญ่ของพี่น้องชายหญิงทุกครั้งที่ทำได้ แม้ว่าฉันจะเห็นชัดว่าพี่น้องชายหญิงแบกรับปัญหาที่ส่งผลต่อสภาวะของพวกเขา และกระทบต่อผลลัพธ์ของหน้าที่ ฉันก็ไม่ได้รับผิดชอบแก้ไขปัญหาเหล่านั้น กลับกัน ฉันใช้การขาดความรู้ทางเทคนิคเป็นข้ออ้างเพื่อเลื่อนและเก็บปัญหาไว้ หรือแม้กระทั่งยกความรับผิดชอบให้หัวหน้ากลุ่มจัดการแทน เมื่อทบทวนพฤติกรรมตัวเอง ฉันถึงได้เห็นว่าฉันไม่ได้ทำงานจริงเลยแม้แต่น้อย ฉันแค่ทำงานอย่างสุกเอาเผากิน ทำพอเป็นพิธี และหลอกลวง ในฐานะผู้นำ ฉันเป็นสิ่งที่พระเจ้าเรียกว่า “คนโง่” และ “คนไร้ประโยชน์” ใช่ไหม?  ฉันมียศผู้นำ แต่กลับไม่มีความรับผิดชอบเลยแม้แต่น้อย ทำเพียงเพื่อรักษาชื่อเสียงและสถานะของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ทำงานจริงอย่างที่ควรทำในฐานะผู้นำ และไม่ได้ทำตามความรับผิดชอบที่ฉันควรทำให้ลุล่วง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่องานผลิตวิดีโอ ฉันเป็นผู้นำเทียมเท็จอย่างแท้จริง และไม่สมควรได้รับความไว้วางใจใดๆ ทั้งสิ้น พอได้รู้ถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกเสียใจอย่างมากและอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วยสำนึกกลับใจว่า “ข้าแต่ พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าการกระทำของข้าพระองค์ทำให้พระองค์ทรงเจ็บปวดและทรงรังเกียจ ข้าพระองค์ต้องการกลับใจใหม่ และขอเพียงให้พระองค์ทรงนำและทรงให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์รู้ถึงความเสื่อมทรามและการกบฏของตัวเอง”

ต่อมา ฉันได้เห็นบทตอนนี้จากพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “ความทะนุถนอมที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อความมีหน้ามีตาและสถานะนั้นมีมากกว่าของผู้คนทั่วไป และเป็นสิ่งที่มีอยู่ในอุปนิสัยและแก่นแท้ของพวกเขา นั่นไม่ใช่ความสนใจชั่วคราวหรือผลกระทบชั่วครู่ชั่วยามจากสิ่งรอบตัวของพวกเขา—นั่นเป็นบางสิ่งภายในชีวิตของพวกเขา กระดูกของพวกเขา และดังนั้นนั่นจึงเป็นแก่นแท้ของพวกเขา  นี่หมายความว่าในทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ สิ่งแรกที่พวกเขาคำนึงถึงก็คือความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง ไม่ใช่อะไรอื่น  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ ความมีหน้ามีตาและสถานะคือชีวิตของพวกเขา และเป็นเป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าตลอดชีวิต  ในทั้งหมดที่พวกเขาทำ การคิดพิจารณาอย่างแรกของพวกเขาคือ “จะเกิดอะไรขึ้นกับสถานะของฉัน?  แล้วความมีหน้ามีตาของฉันล่ะ?  การทำเช่นนี้จะทำให้ฉันเป็นที่นับหน้าถือตาหรือไม่?  นั่นจะยกระดับสถานะของฉันในจิตใจของผู้คนหรือไม่?”  นั่นคือสิ่งแรกที่พวกเขาคิดถึง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่มากพอว่าพวกเขามีอุปนิสัยและแก่นแท้แบบศัตรูของพระคริสต์—และเป็นเพราะเหตุนี้เท่านั้น พวกเขาจึงคำนึงถึงสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้  อาจกล่าวได้ว่าสำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว ความมีหน้ามีตาและสถานะไม่ใช่เรื่องพึงประสงค์บางอย่างที่เพิ่มเข้ามา นับประสาอะไรที่จะเป็นสิ่งภายนอกซึ่งพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีก็ได้  สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งเหล่านี้อยู่ในกระดูกของพวกเขา ในเลือดของพวกเขา สิ่งเหล่านี้มีมาแต่กำเนิดสำหรับพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นมิใช่ไม่แยแสว่าพวกเขามีหน้ามีตาและมีสถานะหรือไม่ นี่ไม่ใช่ท่าทีของพวกเขา  เช่นนั้นแล้ว อะไรคือท่าทีของพวกเขา?  ความมีหน้ามีตาและสถานะเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างแนบแน่น เชื่อมโยงกับสภาวะในแต่ละวันของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาเป็นประจำทุกวัน  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สถานะและความมีหน้ามีตาจึงเป็นชีวิตของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ทำงานอะไร ไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด ไม่ว่าเป้าหมายของพวกเขาจะเป็นสิ่งใด ทิศทางชีวิตของพวกเขาคืออะไร ทั้งหมดย่อมโคจรอยู่รอบๆ การเป็นที่นับหน้าถือตาและสถานะอันสูงส่ง  และจุดมุ่งหมายนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่สามารถละวางสิ่งทั้งหลายดังกล่าวได้  นี่คือหน้าตาที่แท้จริงของศัตรูพระคริสต์ และแก่นแท้ของพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม))   พระเจ้าทรงเผยว่าศัตรูของพระคริสต์ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและสถานะ และมองว่าเป็นดั่งสิ่งจำเป็น ไม่ว่าสถานการณ์ใดที่พวกเขาเผชิญอยู่ หรือไม่ว่าพวกเขากำลังทำอะไร แรงจูงใจและจุดเริ่มต้นของพวกเขามักจะหมุนรอบชื่อเสียงและสถานะเสมอ เมื่อทบทวนถึงตัวเอง ฉันก็ตระหนักว่าตัวฉันไม่ได้แตกต่างไปจากนั้นเลย หลังจากฉันได้รับเลือกเป็นผู้นำ ฉันไม่ได้คำนึงถึงว่างานนั้นสำคัญแค่ไหน หรือทำอย่างไรให้ใส่ใจตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและทำงานให้ดี แต่กลับคำนึงถึงชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ฉันกังวลว่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นจะสังเกตเห็นว่าฉันไม่เข้าใจด้านเทคนิคของงานและไม่สามารถทำงานได้ดี ฉันกังวลถึงขั้นที่ว่าจะถูกเปิดโปงและถูกแทนที่ ตลอดระยะเวลาที่เป็นผู้นำ ฉันทำงานเพื่อรักษาชื่อเสียงและสถานะของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเพื่อปกปิดข้อบกพร่องของตัวเอง ฉันมักจะหลีกเลี่ยง ไม่สอบถามเกี่ยวกับงานด้านเทคนิคเลย ฉันกังวลว่าผู้คนจะเห็นความสามารถทางเทคนิคที่แท้จริงของฉัน คิดว่าฉันไม่สามารถดูแลควบคุมงานได้และไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ ยิ่งกว่านั้น เพื่อปกปิดความจริงที่ว่าฉันไม่ได้ทำงานจริง และรักษาสถานะในฐานะผู้นำ ฉันทำตัวเองให้ยุ่งอยู่กับการจัดการชุมนุม ทำงานที่เสริมสร้างชื่อเสียงของตัวเอง พูดเกี่ยวกับคำสอน ตะโกนคำขวัญ และทำตัวสุกเอาเผากิน ฉันพยายามแสดงออกว่าตัวเองยุ่งและรับภาระหน้าที่เพื่อชักพาพี่น้องชายหญิงให้หลงเชื่อ และหลอกให้พวกเขาเชื่อว่าฉันทำงานจริง ฉันเอาแต่ทำพฤติกรรมหลอกลวงและตบตา และผลลัพธ์คืองานผลิตวิดีโอล่าช้าออกไป ฉันตระหนักว่าฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างรุนแรง น้ำพิษของซาตานอย่าง “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” และ “มนุษย์อยู่ที่ใดก็ทิ้งชื่อของเขาไว้ที่นั่นฉันใด ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องของมันที่นั่นฉันนั้น” ได้กลายเป็นธรรมชาติของฉัน ฉันใช้ชีวิตตามน้ำพิษเหล่านั้น และคำนึงถึงเพียงชื่อเสียงและสถานะของตัวเองในขณะที่ทำหน้าที่ ฉันไม่ได้สนใจงานของคริสตจักรหรือการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงแม้แต่น้อย ฉันถึงกับหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่ที่ฉันรู้ว่าควรทำ ช่างเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ หลอกลวง และเจ้าเล่ห์เสียจริง!

ฉันคิดถึงเรื่องที่ว่า ในฐานะผู้นำของคริสตจักร แม้ว่าฉันจะไม่มีความรู้ทางเทคนิคเกี่ยวกับการผลิตวิดีโอ แต่ฉันก็ควรจะทำงานร่วมกับพี่น้องชายหญิง เพื่อแก้ไขปัญหาจริงที่พวกเราเผชิญในงานของเรา นั่นเป็นความรับผิดชอบของฉันและเป็นสิ่งที่อย่างน้อยที่สุดฉันควรทำในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ แต่ฉันกลับไม่ใส่ใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย และสนใจแค่การรักษาชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ฉันมักใช้การขาดความรู้เป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบ หลีกเลี่ยง และไม่ลงมือทำงานจริง ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาของพี่น้องชายหญิงล่าช้า ทำให้พวกเขาไม่สามารถหาเส้นทางแห่งการปฏิบัติได้ และส่งผลกระทบในทางลบต่องานผลิตวิดีโอ ทั้งหมดนี้เป็นการกระทำผิดของฉัน ฉันตระหนักว่าอุปนิสัยความชอบธรรมของพระเจ้าไม่อาจล่วงเกิน การที่ฉันถูกแทนที่ ล้วนเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ฉันแสวงหาชื่อเสียงและสถานะ และเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ หากฉันไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลง ฉันจะต้องถูกเปิดโปงและถูกกำจัดแน่นอน

ต่อมา ฉันได้พบกับบทตอนนี้จากพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “อันที่จริง ในฐานะผู้นำ หลังจากได้จัดการเตรียมงานแล้ว เจ้าต้องติดตามความคืบหน้าของงานด้วย  แม้ว่าเจ้าจะไม่คุ้นเคยกับสายงานนั้น—แม้ว่าเจ้าจะไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับงานนั้น—เจ้าก็สามารถหาวิธีที่จะทำงานของเจ้าได้  เจ้าสามารถหาผู้ที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ผู้ที่เข้าใจในสายงานที่เกี่ยวข้อง มาดำเนินการตรวจสอบและให้คำแนะนำได้  จากคำแนะนำของพวกเขา เจ้าย่อมสามารถระบุหลักการที่เหมาะสมได้ และด้วยเหตุนี้เจ้าก็จะสามารถติดตามงานได้  ไม่ว่าเจ้าจะคุ้นเคยหรือเข้าใจในสายงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ต้องควบคุมดูแลงานนั้น ติดตามงาน และสอบถามถึงความคืบหน้าของงานอย่างต่อเนื่อง  เจ้าต้องรักษาการหยั่งรู้ในเรื่องดังกล่าว นี่คือความรับผิดชอบของเจ้า เป็นส่วนหนึ่งในงานของเจ้า  การไม่ติดตามงาน การไม่ทำสิ่งใดเพิ่มเติมเมื่อได้มอบหมายงานไปแล้ว การปัดความรับผิดชอบต่องานนั้น—คือหนทางในการทำสิ่งต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จ  การไม่ติดตามงานหรือไม่ให้แนวทางเกี่ยวกับงาน การไม่สอบถามหรือไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และการไม่ทำความเข้าใจความคืบหน้าหรือประสิทธิภาพของงาน—เหล่านี้ก็เป็นการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จเช่นกัน(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4))  พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันตระหนักว่า การเป็นผู้นำคริสตจักรไม่จำเป็นต้องเข้าใจและสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าผู้นำและคนทำงานจะมีความรู้ทางเทคนิคหรือไม่ พวกเขายังคงต้องมีส่วนร่วมในงานอย่างจริงจัง ติดตามความคืบหน้า ดูแลควบคุม ระบุปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและแก้ไขให้เรียบร้อย นี่คือท่าทีที่พวกเขาควรมีต่อหน้าที่ของตน และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จากผู้นำและคนทำงาน ฉันนึกถึงผู้นำและคนทำงานบางคน ในคริสตจักรที่รับผิดชอบงานบางส่วนที่ต้องใช้ทักษะทางเทคนิค แม้ว่าพวกเขาจะมีข้อบกพร่องและจุดอ่อนบางอย่าง แต่พวกเขาก็แบกรับภาระงานของตัวเอง สามารถดูแลควบคุมและติดตามความคืบหน้าของงานได้ตามเวลาที่กำหนด ให้ความสำคัญกับการชี้แนะพี่น้องชายหญิงให้ทำหน้าที่ของตนเองตามหลักธรรม และทำงานร่วมกับพี่น้องชายหญิงเพื่อเสริมจุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกัน พวกเขาจะค่อยๆ เริ่มเรียนรู้ทักษะทางเทคนิคบางอย่าง รวมทั้งหลักธรรมความจริง และผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องของโนอาห์ ตอนที่โนอาห์เริ่มสร้างเรือ เขาไม่เคยสร้างเรือมาก่อน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรือควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงอย่างนั้น เขาก็มีจิตใจที่บริสุทธิ์ แบกรับภาระ และใส่ใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าบอกให้เขาทำสิ่งใด เขาจะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ในท้ายที่สุด เรือก็เป็นรูปเป็นร่างทีละน้อย แล้วโนอาห์ก็ประสบความสำเร็จในการทำตามพระบัญชาของพระองค์ ส่วนฉันล่ะ ฉันได้ทำหน้าที่ตัวเองอย่างไร ในฐานะผู้นำคริสตจักร ฉันไม่ได้คิดว่าจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ทำงานของคริสตจักรให้ดีและทำหน้าที่ให้ลุล่วงอย่างไร แต่กลับยึดเกาะตำแหน่งผู้นำของฉันไว้แน่น และมองหาวิธีแสดงตัวว่าดีกว่าและมีความสามารถมากกว่าคนอื่นเสมอ ฉันกลัวว่าถ้าฉันเข้าร่วมในงานด้านเทคนิค ข้อบกพร่องและจุดอ่อนของฉันจะถูกเปิดเผย และพี่น้องชายหญิงจะดูถูกฉัน ฉันใช้การขาดความรู้ในแง่มุมทางเทคนิคของการผลิตวิดีโอเป็นข้ออ้างเพื่อหนีจากการเข้าร่วมอยู่เสมอ ฉันเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่โอหังจริงๆ!  ในตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักว่า สิ่งที่คนเรารับไว้ในฐานะผู้นำไม่ใช่ตำแหน่งหรือสถานะ แต่เป็นความรับผิดชอบและภาระ ฉันต้องเผชิญกับข้อบกพร่องและจุดอ่อนของตัวเองอย่างเหมาะสม และกำจัดความยึดติดกับยศตำแหน่งและสถานะของตำแหน่งผู้นำ ฉันต้องใส่ใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า รับผิดชอบงานของคริสตจักร ร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงเพื่อเสริมจุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกัน เพื่อทำให้งานของคริสตจักรเสร็จด้วยดี ฉันอาจไม่คุ้นเคยกับเทคนิคบางแง่มุมของงาน แต่ฉันสามารถไปหาพี่น้องชายหญิงที่คุ้นเคยกับเทคนิคเหล่านั้น เพื่อแสวงหาและหารือด้วยกันกับพวกเขาได้ ฉันสามารถขอให้พวกเขาให้คำเสนอแนะและแนวคิด แล้วให้ทุกคนทำงานด้วยกันเพื่อแสวงหาเส้นแห่งการปฏิบัติและแก้ไขปัญหาของเรา การทำงานแบบนี้จะช่วยให้งานทุกแง่มุมดำเนินไปได้อย่างปกติ ถ้าเรายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หลังจากการแสวงหาและการปรึกษาหารือ เราก็สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้นำระดับสูง วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าปัญหาต่างๆ ในงานของเราจะถูกระบุและแก้ไขได้อย่างทันท่วงที และไม่ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า นี่เป็นสิ่งที่ฉันควรทำและสามารถทำได้อย่างแน่นอน ฉันควรมีท่าทีความรับผิดชอบต่องานของคริสตจักร และทำทุกอย่างเท่าที่ฉันสามารถทำได้ให้สัมฤทธิ์ผล การทำแบบนี้เท่านั้นที่ถือเป็นการทำหน้าที่และความรับผิดชอบของฉันให้ลุล่วง ฉันตระหนักว่าในอดีตฉันให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและสถานะมากเกินไป ฉันมักใช้การขาดความรู้ทางเทคนิคเป็นข้ออ้าง แล้วทำงานเพื่อรักษาชื่อเสียงและสถานะของตัวเองอย่างแข็งขัน ซึ่งในที่สุดก็ทำให้งานผลิตวิดีโอเกิดล่าช้า

ต่อมา ฉันได้พบกับบทตอนนี้จากพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “สำหรับทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับความจริงจะลุ่มลึกหรือตื้นเขินเช่นไร การปฏิบัติที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงก็คือ การคิดถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าในทุกโอกาส โดยปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของตน เจตนาส่วนตน เหตุจูงใจ ความภาคภูมิใจ และสถานะของตน  และวางผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไว้อันดับแรก—อย่างน้อยที่สุดพวกเขาควรทำเช่นนี้  หากแม้เพียงเท่านี้ คนที่ปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่สามารถทำได้ เช่นนั้นแล้วจะพูดได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน?  นั่นย่อมไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา  ก่อนอื่นเจ้าควรนึกถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และคิดพิจารณาถึงงานของคริสตจักร  จงให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านี้เหนือสิ่งอื่นใด เฉพาะหลังจากนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถคิดเกี่ยวกับเสถียรภาพของสถานะของเจ้าหรือนึกถึงสายตาที่ผู้อื่นมองเจ้าได้  พวกเจ้าไม่รู้สึกหรอกหรือว่านี่พอจะง่ายขึ้นบ้างเมื่อเจ้าแบ่งมันออกเป็นสองขั้นตอนและทำการประนีประนอมบ้าง?  หากเจ้าปฏิบัติเช่นนี้ไปสักพัก เจ้าก็จะมารู้สึกว่าการทำให้พระเจ้าพอพระทัยนั้นไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรมีความสามารถที่จะลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหลายของเจ้า ปฏิบัติภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้า วางความอยากได้อยากมี ความตั้งใจและแรงจูงใจอันเห็นแก่ตัวของเจ้าลง เจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และให้ความสำคัญแก่ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า งานของคริสตจักร และหน้าที่ที่เจ้าพึงปฏิบัติเป็นอันดับแรก  หลังจากผ่านประสบการณ์กับการนี้ไปสักพัก เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือหนทางปฏิบัติตนอันดีงาม  เป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ไม่เป็นคนที่เลวทรามต่ำช้า นี่คือการดำรงชีวิตอย่างยุติธรรมและมีเกียรติ แทนที่จะเป็นคนที่ไร้กระดูกสันหลัง น่าดูหมิ่น และต่ำช้า  เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือวิธีที่คนคนหนึ่งควรปฏิบัติตน และเป็นภาพลักษณ์ที่พวกเขาควรใช้เป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต  ความอยากที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองก็จะค่อยๆ ทุเลาลง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  เมื่อไตร่ตรองถึงพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักได้ว่า ไม่ว่าเราจะทำหน้าที่อะไร เราก็ควรตั้งเจตารมณ์ของเราให้ถูกต้องเสมอ ละทิ้งความปรารถนาส่วนตนหรือความทะเยอทะยานในชื่อเสียงและสถานะ และมุ่งมั่นรักษางานของคริสตจักร เราต้องไม่กังวลว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไรกับเรา แต่ควรยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าและทำตามความรับผิดชอบให้ลุล่วง การทำแบบนี้เท่านั้นที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ได้ ฉันคิดว่าการได้รับเลือกเป็นผู้นำนั้นเป็นเพียงโอกาสสำหรับฉันในการปฏิบัติ และไม่ได้หมายความว่าฉันมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับตำแหน่งนี้ ฉันยังคงต้องแสวงหาความจริงอย่างต่อเนื่องในระหว่างการทำหน้าที่ และทำงานร่วมกับพี่น้องชายหญิงเพื่อทำหน้าที่ของฉันให้ดี แต่ฉันกลับกบฏมากเกินไป คำนึงถึงแต่สถานะและชื่อเสียงของตัวเองโดยไม่ทำงานจริง ทำให้งานของคริสตจักรเกิดความเสียหายและนำไปสู่การที่ฉันถูกแทนที่ หลังจากเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ฉันก็ตัดสินใจ ทำตามพระวจนะของพระเจ้าในหน้าที่ของฉันนับจากนั้นเป็นต้นไป เลิกคำนึงถึงชื่อเสียงและสถานะของตัวเองและทำหน้าที่ของฉันให้ลุ่ล่วงเพื่อให้พระเจ้าพึงพอพระทัย

ไม่นานหลังจากนั้น คริสตจักรมอบหมายให้ฉันให้น้ำผู้เข้ามาใหม่ และไม่กี่เดือนต่อมา ฉันก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม ฉันอดที่จะกังวลอีกครั้งไม่ได้ว่า “ฉันยังให้น้ำผู้มาใหม่ได้ไม่นาน ยังขาดประสบการณ์ และความสามารถในการให้น้ำผู้มาใหม่ก็ไม่ได้ดีกว่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ฉันจะรับใช้ในฐานะหัวหน้ากลุ่มที่มีประสิทธิผลได้หรือ?  ถ้าฉันทำงานได้ไม่ดี ไม่อาจแนะนำเส้นทางแห่งการปฏิบัติให้พี่น้องชายหญิงได้ พวกเขาจะคิดว่าฉันไม่มีคุณสมบัติพอจะรับใช้ในฐานะหัวหน้ากลุ่มไหม?  ผู้นำของฉันจะคิดว่าฉันขาดขีดความสามารถและศักยภาพหรือเปล่า?”  ฉันตระหนักว่าฉันต้องการจะรักษาชื่อเสียงและสถานะของตัวเองอีกแล้ว ฉันนึกถึงบทเรียนที่ได้รับจากความล้มเหลวในอดีต จึงรีบมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หลังจากอธิษฐานจบ ฉันเห็นบทตอนนี้จากพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “เจ้าต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาอันใดที่เกิดขึ้น ไม่สำคัญว่านั่นคือสิ่งใด และไม่ปลอมแปลงตัวเองหรือสวมใบหน้าเทียมเท็จต่อผู้อื่นในวิถีทางใดเลย  ข้อบกพร่องของเจ้า ความขาดตกบกพร่องของเจ้า ความผิดของเจ้า อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า—จงเปิดกว้างอย่างครบบริบูรณ์เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  จงอย่าเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ภายใน  การเรียนรู้วิธีเปิดใจตัวเอง คือขั้นตอนแรกสู่การเข้าสู่ชีวิต และนี่คืออุปสรรคขวางกั้นแรก ซึ่งเอาชนะได้ลำบากยากเย็นที่สุด  ทันทีที่เจ้าได้เอาชนะอุปสรรคขวางกั้นนั้นแล้ว การเข้าสู่ความจริงก็ย่อมง่าย  การลงมือทำขั้นตอนนี้มีนัยสำคัญว่ากระไร?  การนี้หมายความว่าเจ้ากำลังเปิดกว้างหัวใจของเจ้าและกำลังแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามี ไม่ว่าดีหรือแย่ เป็นบวกหรือเป็นลบ โดยแผ่ตัวเองออกให้ผู้อื่นเห็นและให้พระเจ้าทอดพระเนตร ไม่ซ่อนเร้นสิ่งใดจากพระเจ้า ไม่ปกปิดสิ่งใด ไม่ปลอมแปลงสิ่งใด ปลอดเล่ห์ลวงและเล่ห์เพทุบาย และเปิดกว้างและซื่อสัตย์ต่อผู้คนอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน  ในหนทางนี้ เจ้าย่อมใช้ชีวิตอยู่ในความสว่าง และไม่เพียงแค่พระเจ้าจะทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าเท่านั้น แต่ผู้คนอื่นๆ ด้วยเช่นกันที่จะมีความสามารถมองเห็นได้ว่าเจ้าปฏิบัติตนโดยมีหลักธรรมและความโปร่งใสระดับหนึ่ง  เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการอันใดมาปกป้อง ความมีหน้ามีตา ภาพลักษณ์ และสถานะของเจ้า และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังหรืออำพรางความผิดพลาดของเจ้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามที่เปล่าประโยชน์เหล่านี้  หากเจ้าสามารถปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ได้ เจ้าก็จะผ่อนคลายเป็นอย่างมาก เจ้าจะมีชีวิตที่ปราศจากการบีบบังคับหรือความเจ็บปวด และเจ้าจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างโดยบริบูรณ์(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  การอ่านพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันเห็นชัดขึ้น และมอบเส้นทางปฏิบัติให้ฉัน ฉันไม่ควรปิดบังซ่อนข้อบกพร่องและจุดอ่อนของตัวเองโดยเห็นแก่ชื่อเสียงและสถานะ แต่ฉันควรมีท่าทีที่ถูกควรต่อข้อบกพร่องของตัวเอง ฝึกฝนเป็นคนซื่อสัตย์ ดำเนินงานให้มากเท่าที่ฉันเข้าใจ แล้วทำหน้าที่และความรับผิดชอบให้สมบูรณ์ หลังจากนั้น ฉันก็ติดตามความคืบหน้าของงานอย่างกระตือรือร้น และเมื่อเจอปัญหาที่ฉันไม่มีความรู้หรือไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง ฉันจะร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงเพื่อแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาด้วยกัน ทุกครั้งที่พี่น้องชายหญิงมีการชุมนุมเพื่อปรึกษาหารือกัน ฉันจะตั้งใจเรียนรู้จากพวกเขา และซึมซับเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่มีประโยชน์จากที่พวกเขาเอ่ยถึง ฉันจะเตรียมพร้อมตัวเองด้วยความจริงของนิมิตอยู่บ่อยครั้ง หลังจากปฏิบัติแบบนี้มาสักระยะหนึ่ง ฉันก็ค่อยๆ เข้าใจหลักธรรมบางส่วน การทำงานในหน้าที่ของฉันก็ค่อยๆ ดีขึ้น และฉันรู้สึกสงบและสบายใจ

ในการทบทวนประสบการณ์การถูกแทนที่ของฉัน พระวจนะของพระเจ้าได้ให้ความรู้แจ้งและชี้นำฉัน ปลูกฝังความรู้เกี่ยวกับความจริงเรื่องการไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะของฉันและผลสืบเนื่องจากการกระทำเช่นนั้นให้แก่ฉันทีละน้อย พระวจนะของพระองค์ยังช่วยปรับมุมมองที่ผิดพลาดของฉันอีกด้วย ทั้งหมดนี้คือความรักและความรอดของพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 70. ทำไมฉันถึงไม่อาจยึดมั่นในหลักธรรม?

ถัดไป: 72. เส้นทางสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger