7. พวกคุณให้คำพยานว่า พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อที่จะชำระมนุษย์ให้สะอาดและช่วยมนุษย์ให้รอดอย่างถึงที่สุด แต่ฉันได้อ่านพระวจนะที่แสดงโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แล้ว และบางพระวจนะค่อนข้างรุนแรง—พระวจนะเหล่านั้นกล่าวโทษและสาปแช่งมนุษย์ นี่ไม่ใช่การลงโทษมนุษย์หรอกหรือ? จะเรียกว่าเป็นการชำระให้สะอาดและความรอดของมนุษย์ได้อย่างไรกัน?
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
ในพระราชกิจสุดท้ายที่พระองค์จะทรงสรุปปิดยุค พระอุปนิสัยของพระเจ้าคือพระอุปนิสัยที่ตีสอนและพิพากษา ซึ่งพระองค์ทรงใช้เผยทุกสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เพื่อพิพากษากลุ่มชนทั้งปวงอย่างเปิดเผย และเพื่อทำให้ผู้ที่รักพระองค์ด้วยใจจริงนั้นเพียบพร้อม มีเพียงพระอุปนิสัยเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถสิ้นสุดยุคได้ ยุคสุดท้ายมาถึงแล้ว สรรพสิ่งย่อมถูกคัดแยกไปตามประเภท และถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ตามลักษณะที่แตกต่างของตน นี่เองคือช่วงเวลาที่พระเจ้าจะทรงเผยจุดจบและบั้นปลายของผู้คน ถ้าผู้คนไม่มีประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษา เช่นนั้นก็จะไม่สามารถเปิดโปงความเป็นกบฏและความไม่ชอบธรรมของพวกเขาออกมาได้ ด้วยการตีสอนและการพิพากษาเท่านั้นจึงจะสามารถเผยจุดจบของสรรพสิ่งได้ ผู้คนแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาก็ต่อเมื่อถูกตีสอนและถูกพิพากษาเท่านั้น คนชั่วจะถูกนำตัวไปอยู่กับคนชั่ว คนดีอยู่กับคนดี และผู้คนทั้งปวงจะถูกคัดแยกไปตามประเภทของตน จะมีการเผยจุดจบของสรรพสิ่งให้เห็นผ่านทางการตีสอนและการพิพากษา เพื่อที่ว่าคนชั่วจะถูกลงโทษและคนดีจะได้รับบำเหน็จรางวัล และผู้คนทั้งปวงจะสยบยอมให้กับอำนาจครอบครองของพระเจ้า พระราชกิจทั้งหมดนี้ต้องสัมฤทธิ์ด้วยการตีสอนอันชอบธรรมและการพิพากษาอันชอบธรรม ด้วยเหตุที่มนุษย์เสื่อมทรามไปถึงจุดสูงสุดแล้ว และความเป็นกบฏของพวกเขาก็ร้ายแรงอย่างยิ่ง จึงมีเพียงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระอุปนิสัยที่ประกอบด้วยการตีสอนและการพิพากษาเป็นสำคัญ และมีการเผยให้เห็นในยุคสุดท้ายนี้เท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้อย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขาครบบริบูรณ์ และเผยให้เห็นความชั่วร้าย ด้วยเหตุนี้ทุกคนที่ไม่ชอบธรรมย่อมจะถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะฉะนั้น พระอุปนิสัยเช่นนี้จึงเปี่ยมด้วยนัยสำคัญของยุค การเปิดเผยและแสดงให้เห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้านี้เป็นไปเพื่อพระราชกิจของยุคใหม่แต่ละยุค มิใช่ว่าพระเจ้าจะเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ตามพระทัยและไร้นัยสำคัญ สมมุติว่าในยุคสุดท้ายที่มีการเผยจุดจบของผู้คนนี้ พระเจ้ายังทรงรักผู้คนด้วยความกรุณาและความเมตตาอันไร้ที่สิ้นสุด และยังคงเปี่ยมรักต่อพวกเขา ไม่มีการพิพากษาพวกเขาอย่างชอบธรรม แต่กลับทรงอดทน อดกลั้น และให้อภัยพวกเขา ยกโทษให้ไม่ว่าบาปของพวกเขาจะร้ายแรงเพียงใด ไม่มีการพิพากษาอันชอบธรรมแม้แต่นิดเดียว เช่นนั้นแล้ว การบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้าจะมีวันสิ้นสุดลงเมื่อใด? พระอุปนิสัยเช่นนี้จะสามารถนำผู้คนไปสู่บั้นปลายที่เหมาะควรของมวลมนุษย์ได้เมื่อใด? จงดูผู้พิพากษาคนหนึ่งที่เปี่ยมรักต่อผู้คนอยู่เสมอเป็นตัวอย่าง ผู้พิพากษาคนนี้เปี่ยมรัก มีใบหน้าที่ใจดีและหัวใจที่อ่อนโยน เขารักผู้คนไม่ว่าพวกเขาจะก่ออาชญากรรมเช่นใด เขาเปี่ยมรักและอดกลั้นกับผู้คนไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร เมื่อเป็นดังนั้น เขาจะมีวันสามารถตัดสินได้อย่างเที่ยงธรรมเมื่อใด? ในยุคสุดท้าย มีเพียงการพิพากษาอันชอบธรรมเท่านั้นที่สามารถคัดแยกผู้คนไปตามประเภทและพาพวกเขาเข้าสู่ดินแดนใหม่ได้ ในหนทางนี้ ทั้งยุคจึงจะถึงกาลสิ้นสุดด้วยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าที่พิพากษาและตีสอน
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)
แม้วจนะของเราอาจเข้มงวด แต่ทั้งหมดนั้นพูดไปเพื่อความรอดของมนุษย์ เพราะเราเพียงกำลังกล่าววจนะเท่านั้น และไม่ได้กำลังลงโทษเนื้อหนังของมนุษย์ วจนะเหล่านี้เป็นเหตุให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในความสว่าง รู้ว่าความสว่างนั้นมีอยู่ รู้ว่าความสว่างนั้นล้ำค่า และยิ่งไปกว่านั้น รู้ว่าวจนะเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับพวกเขาอย่างไร ตลอดจนรู้ว่าพระเจ้าคือความรอด แม้เราได้เปล่งวจนะไปแล้วมากมายเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา แต่ไม่มีอะไรมาถึงพวกเจ้าจริงเลย เราได้มาเพื่อทำงานของเราและเพื่อกล่าววจนะของเรา และแม้ว่าวจนะของเราอาจเคร่งครัด แต่ก็พูดเพื่อการพิพากษาความเสื่อมทรามของพวกเจ้าและความกบฏของพวกเจ้า จุดประสงค์ของการที่เรากระทำการนี้ก็ยังคงเป็นไปเพื่อการช่วยมนุษย์ให้รอดจากอำนาจของซาตาน และใช้วจนะของเราช่วยมนุษย์ให้รอด จุดประสงค์ของเราไม่ใช่เพื่อทำอันตรายมนุษย์ด้วยวจนะของเรา วจนะของเราเข้มงวดก็เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ทั้งหลายในงานของเรา มนุษย์สามารถมารู้จักตัวเองและหลุดรอดจากอุปนิสัยอันกบฏของพวกเขาได้ก็โดยผ่านทางงานดังกล่าวเท่านั้น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรละมือจากพรเกี่ยวกับสถานะและทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเรื่องการนำความรอดมาสู่มนุษย์
พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์เพียบพร้อมได้สำเร็จด้วยวิธีใด? สำเร็จได้ด้วยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ อุปนิสัยของพระเจ้าประกอบด้วยความชอบธรรม พระพิโรธ พระบารมี การพิพากษา และการสาปแช่งเป็นหลัก และส่วนใหญ่แล้วพระองค์ทรงใช้การพิพากษาของพระองค์มาทำให้มนุษย์เพียบพร้อม ผู้คนบางคนไม่เข้าใจ และถามว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการพิพากษาและการสาปแช่งเท่านั้น พวกเขากล่าวว่า “หากพระเจ้าทรงสาปแช่งมนุษย์ มนุษย์ก็จะตายไม่ใช่หรือ? หากพระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์ มนุษย์ก็จะถูกกล่าวโทษไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นแล้วเหตุใดเขาจึงยังสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมอีกเล่า?” นั่นคือคำพูดของผู้คนที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงสาปแช่งคือความเป็นกบฏของมนุษย์ และสิ่งที่พระองค์ทรงพิพากษาคือบาปทั้งหลายของมนุษย์ ถึงแม้พระองค์จะตรัสอย่างแข็งกร้าว ไม่ถนอมความรู้สึกของมนุษย์แม้แต่น้อย และทรงเปิดโปงทุกสิ่งภายในตัวมนุษย์ เปิดโปงสิ่งที่เป็นธาตุแท้ภายในตัวมนุษย์ด้วยพระวจนะบางคำที่แข็งกร้าวโดยผ่านการพิพากษาดังกล่าว พระองค์ก็ทรงมอบความรู้อันลุ่มลึกเกี่ยวกับธาตุแท้ของเนื้อหนังให้แก่มนุษย์ และด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงนบนอบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เนื้อหนังของมนุษย์มีธรรมชาติของบาปและของซาตาน เป็นกบฏ และเป็นเป้าหมายการตีสอนของพระเจ้า ดังนั้น เพื่อให้มนุษย์รู้จักตัวเขาเอง พระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าจึงต้องเกิดขึ้นกับเขาและต้องใช้กระบวนการถลุงทุกประเภท เมื่อนั้นเท่านั้นพระราชกิจของพระเจ้าจึงจะมีประสิทธิผลได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น
พระเจ้าทรงใช้การพิพากษาของพระองค์เพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม พระองค์ทรงรักมนุษย์ และทรงช่วยมนุษย์ให้รอด—แต่ภายในความรักของพระองค์มีสิ่งต่างๆ มากมายเพียงใด? มีการพิพากษา พระบารมี พระพิโรธ และการสาปแช่ง ถึงแม้ในอดีตพระเจ้าเคยทรงสาปแช่งมนุษย์ พระองค์ก็มิได้ทรงโยนมนุษย์ลงไปในบาดาลลึกโดยสมบูรณ์ แต่กลับทรงใช้วิธีนั้นเพื่อถลุงความเชื่อของมนุษย์ พระองค์มิได้ทรงทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย แต่ทรงกระทำการเพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม ธาตุแท้ของเนื้อหนังคือธาตุแท้ของซาตาน—พระเจ้าตรัสไว้ถูกต้องโดยแท้—แต่ข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงดำเนินการมิได้ครบบริบูรณ์ตามพระวจนะของพระองค์ พระองค์ทรงสาปแช่งเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้รักพระองค์ และเพื่อที่เจ้าจะได้รู้จักธาตุแท้ของเนื้อหนัง พระองค์ทรงตีสอนเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้ตื่นรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้ารู้จักข้อบกพร่องภายในตัวเจ้า และรู้ถึงความไม่คู่ควรอย่างสิ้นเชิงของมนุษย์ ดังนั้น คำสาปแช่งของพระเจ้า การพิพากษาของพระองค์ และพระบารมีกับพระพิโรธของพระองค์—สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไปเพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำในวันนี้ และอุปนิสัยอันชอบธรรมที่พระองค์ทรงทำให้ชัดเจนภายในตัวพวกเจ้า—ทั้งหมดนั้นก็เพื่อทำให้มนุษย์เพียบพร้อม นี่แหละคือความรักของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น
แม้ว่าผู้คนได้รับการถลุงและได้รับการสัมผัสกับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าอย่างไร้ปรานี—ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือการลงโทษพวกเขาเพราะบาปของพวกเขา เพื่อลงโทษเนื้อหนังของพวกเขา—แต่ก็ไม่มีสิ่งใดในพระราชกิจนี้ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกล่าวโทษเนื้อหนังของพวกเขาจนถึงกับถูกทำลายไป การเปิดโปงที่รุนแรงของพระวจนะทั้งหมดเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการนำทางพวกเจ้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พวกเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจนี้มากมายด้วยตัวพวกเจ้าเอง และเป็นที่ชัดเจนว่าพระราชกิจนี้ไม่ได้นำทางพวกเจ้าไปสู่เส้นทางที่ชั่วร้าย! ทั้งหมดเป็นไปเพื่อทำให้พวกเจ้าใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และทั้งหมดสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ด้วยความเป็นมนุษย์ที่ปกติของเจ้า ทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้ามีพื้นฐานมาจากความต้องการของเจ้า ตามความอ่อนแอของเจ้า และตามวุฒิภาวะจริงๆ ของเจ้า และไม่มีการวางภาระที่ไม่อาจทนรับได้ใดๆ แก่พวกเจ้า เจ้าไม่เข้าใจสิ่งนี้อย่างชัดเจนในวันนี้ และเจ้ารู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่เป็นธรรมกับเจ้า และที่จริงแล้วเจ้าเชื่ออยู่เสมอว่าเหตุผลที่เราตีสอน พิพากษา และตำหนิเจ้าทุกวันนั้นเป็นเพราะเราเกลียดชังเจ้า แต่ถึงแม้ว่าสิ่งที่เจ้าทนทุกข์จะเป็นการตีสอนและการพิพากษา ที่จริงแล้วนี่ก็คือความรักสำหรับเจ้า และเป็นการคุ้มครองปกป้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากเจ้าไม่สามารถจับใจความถึงความหมายที่ลึกซึ้งกว่าของพระราชกิจนี้ได้ ก็จะเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะได้รับประสบการณ์ต่อไป ความรอดนี้ควรนำความชูใจมาให้แก่เจ้า จงอย่าปฏิเสธที่จะกลับมามีสติคิดได้ เมื่อได้มาไกลถึงเพียงนี้แล้ว นัยสำคัญของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยควรเป็นที่ชัดเจนสำหรับเจ้า และเจ้าไม่ควรมีความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับพระราชกิจนี้เป็นอย่างอื่นอีกต่อไป!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (4)
วันนี้ พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเจ้า ตีสอนพวกเจ้า และกล่าวโทษพวกเจ้า แต่เจ้าต้องรู้ว่าประเด็นของการกล่าวโทษพวกเจ้าคือ เพื่อให้เจ้ารู้จักตัวเอง พระองค์ทรงกล่าวโทษ สาปแช่ง พิพากษา และตีสอน ก็เพื่อที่เจ้าอาจจะรู้จักตัวเจ้าเอง เพื่อที่อุปนิสัยของเจ้าอาจจะเปลี่ยนแปลง และที่ยิ่งไปมากกว่านั้นก็คือ เพื่อที่เจ้าอาจจะรู้คุณค่าของเจ้าเอง และมองเห็นว่าการกระทำทั้งหมดของพระเจ้านั้นชอบธรรมและเป็นไปโดยสอดคล้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์และข้อพึงประสงค์ทั้งหลายแห่งพระราชกิจของพระองค์ มองเห็นว่าพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจโดยสอดคล้องกับแผนการของพระองค์เพื่อความรอดของมนุษย์ และมองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม ผู้ซึ่งทรงรัก ทรงช่วยให้รอด ทรงพิพากษา และทรงตีสอนมนุษย์ หากเจ้ารู้เพียงว่าเจ้ามีสถานะอันต่ำต้อย รู้เพียงว่าตัวเองเสื่อมทรามและเป็นกบฏ แต่ไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเผยชัดถึงความรอดของพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนที่พระองค์ทรงกระทำในตัวเจ้าในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีหนทางใดเลยที่จะมีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ นับประสาอะไรที่เจ้าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ พระเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อประหัตประหารหรือทำลายล้าง แต่เพื่อพิพากษา สาปแช่ง ตีสอน และช่วยให้รอด จนกว่าแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์จะมาถึงจุดปิดตัว—ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดเผยบทอวสานของมนุษย์แต่ละหมวดหมู่—พระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความรอด จุดประสงค์ทั้งมวลของพระราชกิจก็คือการทำให้ผู้ที่รักพระองค์มีความครบบริบูรณ์—อย่างถ้วนทั่วเช่นนั้น—และเพื่อให้พวกเขายอมสยบอยู่ใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงช่วยผู้คนให้รอดอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นทรงกระทำโดยการทำให้พวกเขาหลุดรอดจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานแบบเดิมของพวกเขา นั่นคือ พระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้รอดโดยการทำให้พวกเขาแสวงหาชีวิต หากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะไม่มีหนทางที่จะยอมรับความรอดของพระเจ้าเลย ความรอดคือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง และการแสวงหาชีวิตคือสิ่งที่มนุษย์ต้องลงมือกระทำเพื่อที่จะยอมรับความรอด ในสายตาของมนุษย์ ความรอดคือความรักของพระเจ้า และความรักของพระเจ้าไม่อาจเป็นการตีสอน การพิพากษา และการสาปแช่งไปได้ ความรอดต้องประกอบไปด้วยความกรุณา ความรักและเมตตา และที่มากกว่านั้นก็คือ คำปลอบใจทั้งหลาย รวมทั้งพรอันไร้ขอบเขตที่พระเจ้าประทานให้ ผู้คนเชื่อว่าตอนที่พระเจ้าทรงช่วยมนุษย์ให้รอดนั้น พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นโดยการขับเคลื่อนพวกเขาด้วยพรทั้งหลายและพระคุณของพระองค์ เพื่อให้พวกเขาสามารถมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้าได้ ดังจะกล่าวได้ว่า การที่พระองค์ทรงสัมผัสมนุษย์คือการที่พระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้รอด ความรอดชนิดนี้กระทำโดยการตั้งข้อตกลงประการหนึ่งขึ้นมา มนุษย์จะยอมสยบให้กับพระนามของพระเจ้าและเพียรพยายามที่จะทำให้ดีเพื่อพระองค์และนำพระสิริมาสู่พระองค์ ก็ต่อเมื่อพระเจ้าประทานให้พวกเขาเป็นร้อยเท่าเท่านั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ต่อมวลมนุษย์ พระเจ้าได้เสด็จมาทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลกก็เพื่อช่วยมวลมนุษย์ซึ่งเสื่อมทรามให้รอด ไม่มีการโป้ปดมดเท็จอยู่ในการนี้เลย หากมี พระองค์ก็คงไม่ได้เสด็จมาทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เองอย่างแน่นอน ในอดีตนั้น วิถีทางแห่งความรอดของพระองค์เกี่ยวข้องกับการแสดงความกรุณาและความรักและเมตตาอย่างถึงที่สุด จนถึงขั้นที่พระองค์ประทานทั้งหมดของพระองค์ให้แก่ซาตานเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับมวลมนุษย์ทั้งหมดทั้งมวล ปัจจุบันนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นเหมือนอดีต กล่าวคือ ความรอดที่ประทานให้แก่พวกเจ้าในวันนี้เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาแห่งยุคสุดท้าย ในช่วงระหว่างที่มีการจำแนกชั้นแต่ละบุคคลไปตามประเภท วิถีทางแห่งความรอดของพวกเจ้าไม่ใช่ความกรุณาหรือความรักและเมตตา แต่เป็นการตีสอนและการพิพากษา เพื่อที่มนุษย์อาจสามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนั้น ทั้งหมดที่พวกเจ้าได้รับคือการตีสอน การพิพากษา และการเฆี่ยนตีอย่างไร้กรุณา แต่จงรู้สิ่งนี้ไว้ว่า ในการเฆี่ยนตีอันไร้หัวใจนี้ไม่มีการลงโทษเลยแม้แต่น้อย โดยไม่ต้องคำนึงว่าคำพูดของเราอาจจะกร้าวกระด้างเพียงใด สิ่งที่มาถึงพวกเจ้าเป็นเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำที่อาจจะดูเหมือนไร้หัวใจอย่างถึงที่สุดสำหรับพวกเจ้า และไม่สำคัญว่าเราอาจจะมีความโมโหมากเพียงใด สิ่งที่พรั่งพรูลงมาบนพวกเจ้าก็ยังคงเป็นคำตำหนิ และเราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำร้ายพวกเจ้าหรือทำให้พวกเจ้าถึงแก่ความตาย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ? จงรู้ไว้ว่าทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิพากษาอันชอบธรรม หรือการถลุงและการตีสอนอันไร้ความเห็นอกเห็นใจ ทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด โดยไม่ต้องคำนึงว่า วันนี้ แต่ละคนจะได้รับการจำแนกชั้นไปตามประเภทหรือไม่ หรือมนุษย์ทุกรูปแบบจะได้รับการเผยให้เห็นหรือไม่ จุดประสงค์ของพระวจนะทั้งปวงและพระราชกิจของพระเจ้าคือเพื่อช่วยบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงให้รอด การพิพากษาอันชอบธรรมถูกนำมาใช้ชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ และการถลุงอันไร้หัวใจกระทำขึ้นเพื่อชำระพวกเขาให้สะอาด ทั้งพระวจนะหรือการสั่งสอนอันกร้าวกระด้างต่างกระทำเพื่อการชำระให้บริสุทธิ์และเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรละมือจากพรเกี่ยวกับสถานะและทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเรื่องการนำความรอดมาสู่มนุษย์