1. ทุกวันนี้ แผ่นดินโลกถูกรุมเร้าโดยความวิบัติทั้งหลาย อย่างเช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร กาฬโรค น้ำท่วม และภัยแล้ง  ความวิบัติเหล่านี้กำลังเติบโตเป็นวงกว้าง และเป็นเหตุให้เกิดความตายมากขึ้นทุกวัน  พระเจ้าทรงรักมนุษย์และทรงช่วยมนุษย์ให้รอด ดังนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์จึงต้องทรงกระหน่ำพรมมหาวิบัติเช่นนั้นลงมาเล่า?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“‘เราเองเป็นผู้ยับยั้งฝนไว้เสียจากเจ้าด้วย สามเดือนก่อนถึงฤดูเกี่ยว เราให้ฝนตกในเมืองหนึ่ง อีกเมืองหนึ่งไม่ให้ฝน นาแห่งหนึ่งมีฝนตก ส่วนนาที่ไม่มีฝนก็เหี่ยวแห้ง ดังนั้นชาวเมืองสองสามเมืองก็เดินโซเซไปหาอีกเมืองหนึ่ง เพื่อจะหาน้ำดื่ม แต่ไม่สิ้นกระหาย กระนั้น พวกเจ้าก็ยังไม่กลับมาหาเรา’ พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ‘เราโจมตีพืชผลของเจ้าด้วยโรคและเชื้อรา บรรดาไร่นาของเจ้า และสวนองุ่นของเจ้า ต้นมะเดื่อและต้นมะกอกของเจ้า ตั๊กแตนก็มากิน กระนั้น พวกเจ้าก็ยังไม่กลับมาหาเรา’ พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ‘เราให้โรคระบาดอย่างที่เกิดในอียิปต์มาเกิดท่ามกลางเจ้า เราประหารคนหนุ่มของเจ้าด้วยดาบ กับเอาม้าทั้งหลายของเจ้าไปเสีย และทำให้ความเน่าเหม็นที่ค่ายของเจ้าคลุ้งเข้าจมูกพวกเจ้า กระนั้น พวกเจ้าก็ยังไม่กลับมาหาเรา’ พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ‘เราคว่ำพวกเจ้าบางคน อย่างที่พระเจ้าคว่ำเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ เจ้าเหมือนดุ้นฟืนที่เขาหยิบออกมาจากกองไฟ กระนั้น พวกเจ้าก็ยังไม่กลับมาหาเรา’ พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ‘โอ อิสราเอลเอ๋ย เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำแก่เจ้าดังนี้ และเพราะเราจะต้องทำเช่นนี้แก่เจ้า โอ อิสราเอลเอ๋ย จงเตรียมตัวเพื่อจะเผชิญพระเจ้าของเจ้า’” (อาโมส 4:7-12)

“พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสว่า ‘นี่แน่ะ วันเวลาก็มาถึง เมื่อเราจะส่งความกันดารมาที่แผ่นดิน ไม่ใช่กันดารอาหาร หรือกระหายน้ำ แต่จะเป็นการกันดารพระวจนะของพระยาห์เวห์’” (อาโมส 8:11)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ เราไม่เพียงกำลังลงมายังชนชาติของพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้น แต่เรายังกำลังหันไปเผชิญหน้ากับทั่วทั้งจักรวาลอีกด้วย ทำให้สวรรค์ชั้นสูงสุดทั้งหมดทั้งมวลสั่นไหว  มีสถานที่ใดสักแห่งไหมที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การพิพากษาของเรา?  มีสถานที่สักแห่งไหมที่ไม่ดำรงอยู่ภายใต้ความหายนะที่เรากระหน่ำลงไป?  ทุกที่ที่เราไป เราได้กระจาย “เมล็ดพันธุ์แห่งความวิบัติ” ทุกประเภทไว้แล้ว  นี่เป็นหนึ่งในวิธีทั้งหลายที่เราทำงาน และเป็นการกระทำแห่งความรอดสำหรับมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย และสิ่งที่เรายื่นให้พวกเขายังคงเป็นความรักอย่างหนึ่ง  เราปรารถนาที่จะอนุญาตให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นอีกทำความรู้จักเราและสามารถเห็นเรา และด้วยวิธีนี้ มาเคารพพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งพวกเขาไม่สามารถมองเห็นมานานหลายปีแล้ว แต่ผู้ซึ่ง ณ บัดนี้เป็นจริงแล้ว  เราได้สร้างโลกด้วยเหตุผลอะไรหรือ?  ทำไมหลังจากมนุษย์ได้กลายเป็นเสื่อมทราม เราจึงไม่ได้ทำลายล้างพวกเขาอย่างสิ้นเชิง?  เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดใช้ชีวิตท่ามกลางความวิบัติด้วยเหตุผลอะไรเล่า?  อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการรับสภาพมนุษย์?  เมื่อเรากำลังปฏิบัติงานของเรา มนุษย์ไม่เพียงเรียนรู้เฉพาะรสชาติของความขมขื่นเท่านั้น แต่ยังเรียนรู้รสชาติของความหวานอีกด้วย

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 10” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ เนื่องจากพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเปิดเผยกิจการของพระองค์ทั้งหมดไปทั่วแผ่นดินโลก เพื่อว่าพวกมนุษย์ทั้งหมดที่ได้ทรยศพระองค์จะมานบนอบอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระองค์อีกครั้ง การพิพากษาของพระเจ้าจะยังคงประกอบด้วยความกรุณาและความรักมั่นคงของพระองค์อยู่  พระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์ปัจจุบันทั่วทั้งแผ่นดินโลกเป็นโอกาสในการทำให้มนุษย์รู้สึกตื่นตระหนก กระตุ้นให้พวกเขาแสวงหาพระเจ้าเพื่อที่พวกเขาจะได้หลั่งไหลกลับไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์  ดังนั้น พระเจ้าจึงตรัสว่า “นี่เป็นวิธีหนึ่งในวิธีทั้งหลายที่เราทำงาน และเป็นการกระทำแห่งความรอดสำหรับมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย และสิ่งที่เรายื่นให้พวกเขายังคงเป็นความรักอย่างหนึ่ง”

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 10” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในระยะแห่งพระราชกิจของพระเจ้า ความรอดยังคงอยู่ในรูปแบบของความวิบัตินานัปการ และไม่มีผู้ใดที่ถูกนับไว้แล้วสามารถหลีกหนีความวิบัติเหล่านี้ไปได้  มีเพียงในท้ายที่สุดเท่านั้นที่จะเป็นไปได้ที่จะสัมฤทธิ์สภาพการณ์หนึ่งบนแผ่นดินโลกที่ “สงบเยือกเย็นพอๆ กับสวรรค์ชั้นที่สาม  กล่าวคือ ณ ที่นี้ สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งใหญ่และเล็ก ดำรงอยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง ไม่พัวพันอยู่ใน ‘ความขัดแย้งทางปากและลิ้น’”  แง่มุมหนึ่งของพระราชกิจของพระเจ้าคือเพื่อพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวงและได้รับประชากรที่ทรงเลือกสรรโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ อีกแง่มุมหนึ่งคือการพิชิตบุตรแห่งการกบฏทั้งหลายด้วยวิธีแห่งความวิบัตินานัปการ  นี่คือส่วนหนึ่งของพระราชกิจขนาดใหญ่ของพระเจ้า  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะสามารถสัมฤทธิ์ราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลกที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ได้อย่างครบถ้วน และการนี้คือส่วนของพระราชกิจของพระองค์ที่เป็นทองคำบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 17” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำได้รับการวางแผนอย่างแม่นยำ  เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่ามีสิ่งหรือสถานการณ์กำลังเกิดขึ้น ในสายพระเนตรของพระองค์มีมาตรฐานเพื่อใช้ประเมินอยู่แล้ว และมาตรฐานนี้กำหนดว่าพระองค์จะทรงเปิดตัวแผนการที่จะจัดการกับมันหรือไม่ หรือวิธีเข้าหาอะไรที่จะใช้ในการจัดการกับสิ่งหรือสถานการณ์นี้  พระองค์ไม่ทรงเมินเฉย หรือขาดแคลนความรู้สึกต่อทุกสิ่งทุกอย่าง  อันที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง  มีข้อเขียนหนึ่งตรงนี้ที่ระบุสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสแก่โนอาห์ว่า “เราจะให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงสิ้นสุดต่อหน้าเรา ด้วยเหตุว่า แผ่นดินโลกเต็มด้วยความโหดร้ายเพราะการกระทำของมนุษย์ ดูเถิด เราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก”  เมื่อพระเจ้าได้ตรัสการนี้ พระองค์ทรงหมายความว่าพระองค์ทรงกำลังทำลายมนุษย์เท่านั้นหรือไม่?  ไม่!  พระเจ้าได้ตรัสว่าพระองค์ทรงกำลังจะทำลายสิ่งมีชีวิตที่มีเนื้อหนังทั้งหมด  เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงต้องการความย่อยยับ?  มีการเปิดเผยถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าอีกอย่างหนึ่งในที่นี้ ในสายพระเนตรของพระเจ้ามีขีดจำกัดในความอดทนของพระองค์ต่อความเสื่อมทรามของมนุษย์ ต่อความโสโครก ความโหดร้าย และการไม่เชื่อฟังของมนุษย์ทั้งหมด  อะไรคือขีดจำกัดของพระองค์?  ดังที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “พระเจ้าทอดพระเนตรแผ่นดินก็ทรงเห็นว่าเสื่อมทราม เพราะมนุษย์ทั้งหมดประพฤติตนเสื่อมทรามบนแผ่นดิน”  วลีที่ว่า “เพราะมนุษย์ทั้งหมดประพฤติตนเสื่อมทรามบนแผ่นดิน” หมายความว่าอะไร?  มันหมายความว่าสิ่งมีชีวิตอันใด รวมถึงพวกที่ได้ติดตามพระเจ้า พวกที่ได้ร้องเรียกพระนามของพระเจ้า พวกที่ครั้งหนึ่งได้เคยทำเครื่องบูชาเผาทั้งตัวแด่พระเจ้า พวกที่ได้ยอมรับรู้พระเจ้าด้วยวาจา และถึงกับสรรเสริญพระเจ้า—ทันทีที่พฤติกรรมของพวกเขาเต็มไปด้วยความเสื่อมทราม และไปถึงพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ก็จะต้องทำลายพวกเขา  นั่นคือขีดจำกัดของพระเจ้า  ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงยังคงอดทนต่อมนุษย์และความเสื่อมทรามของมนุษย์ทั้งหมดถึงระดับใด?  ถึงระดับที่ผู้คนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดตามของพระเจ้าหรือผู้ไม่เชื่อ ไม่ได้กำลังเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง  ถึงระดับที่มนุษย์ไม่ได้เพียงเสื่อมทรามทางศีลธรรม และเต็มไปด้วยความชั่ว แต่ในที่ที่ไม่มีใครสักคนได้เชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีผู้ใดที่ได้เชื่อว่าโลกถูกปกครองโดยพระเจ้า และเชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถนำความสว่างและเส้นทางที่ถูกต้องมาให้มนุษย์ได้  ถึงระดับที่มนุษย์ได้ดูหมิ่นการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า และไม่อนุญาตให้พระเจ้าทรงดำรงอยู่  ทันทีที่ความเสื่อมทรามของมนุษย์ได้ไปถึงจุดนี้ พระเจ้าก็ไม่ทรงสามารถทนได้อีกต่อไป  อะไรจะมาแทนที่เล่า?  การมาถึงของพระพิโรธและการลงโทษของพระเจ้านั่นเอง

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ทั้งหมดย่อมจะสำเร็จลุล่วงโดยวจนะของเรา ไม่มีมนุษย์คนใดอาจมีส่วนร่วม และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำงานที่เราจะดำเนินการ  เราจะปาดอากาศของแผ่นดินทั้งหมดจนสะอาดและกำจัดร่องรอยทั้งหมดของพวกมารบนแผ่นดินโลก  เราได้เริ่มต้นแล้ว และเราจะตั้งต้นขั้นตอนแรกของงานแห่งการตีสอนของเราในที่อาศัยของพญานาคใหญ่สีแดง  ด้วยเหตุนั้น จะเห็นได้ว่าการตีสอนของเราได้บังเกิดแก่ทั่วทั้งจักรวาล และจะเห็นได้ว่าพญานาคใหญ่สีแดงกับพวกวิญญาณที่มีมลทินทุกประเภทจะไม่มีพลังอำนาจที่จะหลีกหนีจากการตีสอนของเรา เพราะเราเฝ้ามองแผ่นดินทั้งหมด  เมื่องานของเราบนแผ่นดินโลกเสร็จสิ้น นั่นคือ เมื่อยุคสมัยแห่งการพิพากษามาถึงบทอวสาน เราจะตีสอนพญานาคใหญ่สีแดงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ  ผู้คนของเราจะได้เห็นการที่เราตีสอนพญานาคใหญ่สีแดงด้วยความชอบธรรมอย่างแน่นอน พวกเขาจะรินการสรรเสริญออกมาเพราะความชอบธรรมของเราอย่างแน่นอน และจะถวายสาธุการนามอันบริสุทธิ์ของเราตลอดกาลอย่างแน่นอนเพราะความชอบธรรมของเรา  ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าย่อมจะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และย่อมจะสรรเสริญเราอย่างเป็นกิจจะลักษณะทั่วทั้งแผ่นดินต่างๆ ตลอดชั่วกาลนาน!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 28” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เมื่อผู้คนทั้งหมดได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ และทุกชาติในโลกได้กลายมาเป็นราชอาณาจักรของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้วก็จะถึงเวลาที่เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวานขึ้น  วันปัจจุบันเป็นก้าวย่างเข้าหาช่วงระยะนั้น พลังได้ถูกปลดปล่อยเข้าหาวันนั้นแล้ว  นี่คือแผนการของพระเจ้า และในอนาคตอันใกล้ แผนการนี้จะถูกทำให้เป็นจริง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงสำเร็จทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงดำรัสไว้  ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่าชาติทั้งหลายในโลกป็นเพียงปราสาทในผืนทรายที่สั่นไหวเมื่อกระแสน้ำสูงใกล้เข้ามา: วันสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว และพญานาคใหญ่สีแดงจะล้มคว่ำลงใต้พระวจนะของพระเจ้า  เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการของพระองค์ดำเนินไปอย่างเป็นผลสำเร็จ บรรดาทูตแห่งสวรรค์ได้ลงมาบนแผ่นดินโลก ทำอย่างเต็มที่เพื่อให้พระเจ้าพึงพอใจ  พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ได้เสด็จไปยังสนามแห่งการสู้รบเพื่อทำสงครามกับศัตรู  ที่ใดก็ตามที่การจุติเป็นมนุษย์ปรากฏขึ้นคือสถานที่ที่ศัตรูถูกทำลายจนสิ้นซาก  ประเทศจีนจะเป็นชาติแรกที่ถูกทำลายล้าง ซึ่งจะถูกทำให้ย่อยยับโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า  พระเจ้าจะไม่ทรงผ่อนปรนให้ที่นั่นอย่างเด็ดขาด  ข้อพิสูจน์ของการล่มสลายลงเรื่อยๆ ของพญานาคใหญ่สีแดงสามารถมองเห็นได้ในการโตเต็มวัยวุฒิอย่างต่อเนื่องของผู้คน เรื่องนี้เด่นชัดและมองเห็นได้สำหรับใครก็ตาม  การโตเต็มวัยวุฒิของผู้คนเป็นหมายสำคัญอย่างหนึ่งของการตายของศัตรู  นี่คือคำอธิบายเล็กๆ น้อยๆ ของสิ่งที่เป็นความหมายของ “แข่งขันกับมัน”

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 10” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ความปรานีของเรานั้นแสดงออกต่อบรรดาผู้ที่รักเราและปฏิเสธตัวพวกเขาเอง  ในขณะเดียวกัน การลงโทษที่ได้ไปเยือนคนเลว ก็เป็นข้อพิสูจน์ถึงอุปนิสัยที่ชอบธรรมของเราอย่างชัดเจน และยิ่งไปกว่านั้นคือ พิสูจน์คำพยานแห่งความพิโรธของเรา เมื่อความวิบัติมาเยือน ทุกคนที่ต่อต้านเราจะวิปโยคร่ำไห้ในขณะที่พวกเขาตกเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายของการกันดารอาหารและภัยพิบัติ  บรรดาผู้ที่ได้กระทำความเลวในทุกลักษณะ เว้นแต่ผู้ที่ได้ติดตามเรามาเป็นเวลาหลายปี จะไม่มีทางหลบพ้นการชำระชดใช้ให้กับบาปของตน พวกเขาอีกเช่นกัน ที่จะดิ่งพรวดลงสู่ความวิบัติ ในแบบที่นานๆ ครั้งจะได้เห็นกันในตลอดระยะเวลาหลายล้านปี และพวกเขาจะดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะแห่งความอกสั่นขวัญผวาและหวาดกลัวตลอดเวลา  และบรรดาผู้ติดตามของเราทั้งหลายที่ได้แสดงความจงรักภักดีต่อเราจะชื่นบานและปรบมือให้กับอิทธิฤทธิ์ของเรา  พวกเขาจะผ่านประสบการณ์กับความพอใจอันเกินพรรณนา และดำรงชีวิตท่ามกลางความชื่นบานยินดีอย่างที่เราไม่เคยมอบให้มวลมนุษย์  เพราะเราถนอมความล้ำค่าของความประพฤติที่ดีงามของมนุษย์และชิงชังความประพฤติชั่วของพวกเขา  ตั้งแต่เมื่อเราเริ่มต้นนำทางมวลมนุษย์ เรามุ่งหวังอย่างใจจดใจจ่อมาตลอดว่าจะได้รับผู้คนสักกลุ่มที่มีจิตใจเดียวกับเรา  ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้ที่ไม่ได้มีจิตใจเดียวกับเรานั้น เราก็ไม่เคยลืม เราเกลียดพวกเขาในหัวใจของเราเสมอ รอคอยโอกาสที่จะนำพาการลงทัณฑ์อันสาสมมาสู่พวกเขา อันเป็นสิ่งซึ่งเราจะเพลิดเพลินที่ได้เห็น  บัดนี้วันของเราได้มาถึงแล้วในที่สุด และเราไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไปแล้ว!

ตัดตอนมาจาก “ตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 3. ผู้คนบางคนได้รับรู้ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า แต่เพราะพวกเขากลัวการถูกจับกุมและข่มเหงโดยพรรคคคอมมิวนิสต์จีน และการถูกข่มขวัญและข่มขู่โดยพวกศิษยาภิบาลกับผู้อาวุโสแห่งชุมชนศาสนา พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะยอมรับหนทางที่แท้จริง  บทอวสานของผู้คนเช่นนั้นจะเป็นอะไรหรือ?

ถัดไป: 2. บ่อยครั้งที่พวกศิษยาภิบาลบอกพวกเราว่า แม้ว่าความวิบัติกระหน่ำพรมลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเราต้องไม่กลัว เพราะพระคัมภีร์บอกพวกเราว่า “พันคนจะล้มอยู่ข้างๆ ท่าน หมื่นคนที่ขวามือของท่าน แต่ภัยนั้นจะไม่มาใกล้ท่าน” (สดุดี 91.7)  หากพวกเรามีความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า และอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ และชุมนุมกันต่อไป ความวิบัติก็จะไม่ตกแก่พวกเรา  แต่ก็มีพวกศิษยาภิบาลเคร่งศาสนาและคริสตชนบางคนที่ได้ตายไปในความวิบัติเหล่านี้  พวกเขาล้วนได้อ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน และรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นแล้วทำไมพระเจ้ามิได้ทรงอารักขาพวกเขาเล่า?

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้