3. มีผู้คนมากมายในศาสนายิวและศาสนาคริสต์ที่เชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้เช่นเดียวกัน ผู้ซึ่งนมัสการพระเจ้าในวิหารและคริสตจักร และผู้ซึ่งดูเคร่งศรัทธามากต่อการปรากฏทั้งหมด แม้ว่าบางคนไม่ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำสิ่งใดที่ต่อต้านและกล่าวโทษพระเจ้าอย่างชัดแจ้ง พระเจ้าจะทรงช่วยให้ผู้คนแบบนี้ให้รอดหรือไม่?
ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง
“เพราะว่าพระเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ‘จงให้เกียรติบิดามารดาของตน’ และ ‘ใครประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย’ แต่พวกท่านกลับสอนว่า ‘ใครกล่าวกับบิดามารดาว่า “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน สิ่งนั้นเป็นของที่ถวายแด่พระเจ้าแล้ว” คนนั้นก็ไม่ต้องให้เกียรติบิดาของตน’ อย่างนั้นแหละ พวกท่านทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นโมฆะไป เพราะคำสอนสืบทอดของท่าน พวกหน้าซื่อใจคด อิสยาห์พยากรณ์ถึงท่านทั้งหลายถูกแล้วว่า ‘ชนชาตินี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา พวกเขานมัสการเราโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเอากฎเกณฑ์ของมนุษย์มาสอนว่าเป็นพระดำรัสสอน’” (มัทธิว 15:4-9)
“ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:21-23)
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
มาตรฐานที่มนุษย์ใช้ตัดสินมนุษย์คนอื่นๆ อยู่บนพื้นฐานของพฤติกรรมของพวกเขา กล่าวคือ บรรดาผู้ที่ความประพฤติของเขานั้นดีก็เป็นคนชอบธรรม ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้ที่ความประพฤติของเขาน่าสะอิดสะเอียนก็เป็นคนชั่ว ส่วนมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้พิพากษามนุษย์นั้นอยู่บนพื้นฐานของแก่นแท้ของพวกเขาว่านบนอบต่อพระองค์หรือไม่ กล่าวคือ บุคคลผู้ซึ่งนบนอบต่อพระเจ้าคือคนชอบธรรม ในขณะที่บุคคลผู้ซึ่งไม่นบนอบเป็นศัตรูและเป็นคนชั่ว โดยไม่คำนึงถึงว่าพฤติกรรมของบุคคลผู้นี้ดีหรือชั่ว และโดยไม่คำนึงถึงว่าวาทะของพวกเขาถูกหรือผิด ผู้คนบางคนปรารถนาที่จะใช้ความประพฤติที่ดีเพื่อให้ได้มาซึ่งบั้นปลายที่ดีในอนาคต และผู้คนบางคนปรารถนาที่จะใช้คำพูดที่น่าฟังเพื่อให้ได้รับบั้นปลายที่ดี ทุกคนเชื่อโดยเข้าใจผิดว่าพระเจ้าทรงกำหนดบทอวสานของผู้คนหลังจากที่เฝ้ามองพฤติกรรมของพวกเขาหรือหลังจากที่รับฟังวาทะของพวกเขา ดังนั้นผู้คนมากมายจึงปรารถนาที่จะถือประโยชน์จากการนี้เพื่อหลอกลวงพระเจ้าให้ประทานความโปรดปรานชั่วคราวแก่พวกเขา ในอนาคต ผู้คนซึ่งจะรอดชีวิตในสภาวะแห่งการหยุดพักล้วนจะได้สู้ทนวันแห่งความทุกข์ลำบาก และยังจะได้เป็นพยานให้พระเจ้าอีกด้วย พวกเขาล้วนจะเป็นผู้คนซึ่งได้ทำหน้าที่ของตนลุล่วงและผู้ซึ่งได้นบนอบต่อพระเจ้าโดยตั้งใจ บรรดาผู้ซึ่งเพียงปรารถนาที่จะใช้โอกาสเพื่อทำการปรนนิบัติด้วยเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติความจริงนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้หลงเหลืออยู่ พระเจ้าทรงมีมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับการจัดการเตรียมการบทอวสานของแต่ละคนทุกคน กล่าวคือ พระองค์ไม่เพียงแค่ตัดสินพระทัยในสิ่งเหล่านี้ไปตามคำพูดและความประพฤติของคนเรา อีกทั้งไม่ตัดสินพระทัยในสิ่งเหล่านั้นบนพื้นฐานของวิธีที่คนเรากระทำในระหว่างระยะเวลาเดียว พระองค์จะไม่ทรงผ่อนผันเกี่ยวกับความประพฤติชั่วของบุคคลหนึ่งเนื่องจากการปรนนิบัติต่อพระองค์ในอดีตของพวกเขาโดยเด็ดขาด อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงไว้ชีวิตบุคคลหนึ่งจากความตายเนื่องจากช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกใช้สละเพื่อพระองค์ ไม่มีผู้ใดสักคนสามารถหลบเลี่ยงการลงทัณฑ์อันสาสมสำหรับความชั่วของพวกเขาได้ และไม่มีผู้ใดสักคนสามารถปิดบังพฤติกรรมชั่วร้ายของตนและด้วยเหตุนั้นจะหลบเลี่ยงความทรมานแห่งการทำลายล้างได้ หากผู้คนสามารถทำหน้าที่ของพวกเขาเองได้ลุล่วงโดยแท้จริง นั่นหมายความว่าพวกเขาจงรักภักดีต่อพระเจ้าชั่วนิรันดร์ และไม่แสวงหาบำเหน็จรางวัล โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือทนทุกข์กับความโชคร้ายหรือไม่ก็ตาม หากผู้คนจงรักภักดีต่อพระเจ้าเมื่อพวกเขามองเห็นพร แต่หมดสิ้นความจงรักภักดีไปเมื่อพวกเขาไม่สามารถมองเห็นพรใดๆ และหากถึงที่สุดแล้วผู้คนเหล่านี้—ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยลงแรงเพื่อพระเจ้า—ยังคงไม่สามารถเป็นพยานให้พระเจ้าหรือลุล่วงหน้าที่ที่ตนจำเป็นต้องทำ เช่นนั้นพวกเขาก็จะยังคงเป็นวัตถุแห่งการทำลายล้างแม้พวกเขาจะเคยได้ลงแรงเพื่อพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อมาก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม สรุปคือ คนชั่วไม่สามารถรอดชีวิตตลอดชั่วนิรันดร์ได้ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถเข้าสู่การหยุดพักได้ เฉพาะผู้คนชอบธรรมเท่านั้นที่เป็นนายทั้งหลายแห่งการหยุดพัก
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน
ความสำคัญหลักในการติดตามพระเจ้าคือทุกสิ่งควรเป็นไปอย่างสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ กล่าวคือ ไม่ว่าเจ้าจะไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตหรือการสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าก็ตาม ทุกสิ่งควรมีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ หากสิ่งที่เจ้าสามัคคีธรรมและแสวงหาการเข้าไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็แปลกหน้าต่อพระวจนะของพระเจ้า และสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์คือผู้คนที่ติดตามรอยพระบาทของพระองค์ ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเข้าใจมาก่อนนั้นจะมหัศจรรย์และบริสุทธิ์เพียงใด พระเจ้าก็ไม่ทรงต้องประสงค์สิ่งนั้น และหากเจ้าไม่สามารถละวางสิ่งเหล่านั้นได้ เช่นนั้นแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการเข้าสู่ของเจ้าในอนาคต บรรดาผู้ที่สามารถติดตามความสว่างปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมได้รับพร ผู้คนในยุคก่อนๆ ก็ติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าเช่นกัน แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถติดตามมาจนถึงทุกวันนี้ นี่จึงเป็นพรของผู้คนในยุคสุดท้าย บรรดาผู้ที่สามารถติดตามพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้และสามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าจนถึงขนาดที่พวกเขาติดตามพระเจ้าไปไม่ว่าพระองค์จะทรงนำทางพวกเขาไปยังที่ใด—เหล่านี้คือผู้คนที่ได้รับพรจากพระเจ้า พวกที่ไม่ได้ติดตามพระราชกิจปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่ได้เข้าสู่พระราชกิจแห่งพระวจนะของพระเจ้า และไม่ว่าพวกเขาจะทำงานมากมายเพียงใด หรือความทุกข์ของพวกเขาใหญ่หลวงเพียงใด หรือพวกเขาวิ่งวุ่นเพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายอะไรกับพระเจ้า และพระองค์จะไม่ทรงเห็นชอบในตัวพวกเขา วันนี้บรรดาผู้ที่ติดตามพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้าล้วนอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกที่แปลกหน้าต่อพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ต่างอยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้คนเช่นนั้นไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า การปรนนิบัติที่เลิกร้างจากถ้อยดำรัสปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการปรนนิบัติที่เกิดจากเนื้อหนังและมโนคติอันหลงผิด และเป็นไปไม่ได้ที่จะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากผู้คนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถทำสิ่งใดที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ และแม้ว่าพวกเขาจะรับใช้พระเจ้า แต่พวกเขาก็รับใช้ท่ามกลางจินตนาการและมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา และไม่สามารถรับใช้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้โดยสิ้นเชิง พวกที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และพวกที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าก็ไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้ พระเจ้าทรงต้องประสงค์การปรนนิบัติที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์การปรนนิบัติที่มาจากมโนคติอันหลงผิดและเนื้อหนัง หากผู้คนไม่สามารถติดตามขั้นตอนของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ท่ามกลางมโนคติอันหลงผิด การปรนนิบัติของผู้คนเช่นนั้นรบกวนและทำให้เกิดการหยุดชะงัก และการปรนนิบัติเช่นนั้นวิ่งสวนทางกับพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ พวกที่ไม่สามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้าจึงไม่สามารถรับใช้พระเจ้า พวกที่ไม่สามารถติดตามรอยพระบาทของพระเจ้ามักจะต่อต้านพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่ และไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า “การติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์” หมายถึงการเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในวันนี้ สามารถกระทำการอย่างสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ในปัจจุบันของพระเจ้า สามารถนบนอบและติดตามพระเจ้าของวันนี้ และเข้าสู่อย่างสอดคล้องกับถ้อยดำรัสใหม่ล่าสุดของพระเจ้า นี่คือใครคนหนึ่งที่ติดตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และอยู่ในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น ผู้คนเช่นนี้ไม่เพียงสามารถรับการสรรเสริญจากพระเจ้าและมองเห็นพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าจากพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า และสามารถรู้จักมโนคติอันหลงผิดและการกบฏของมนุษย์และธรรมชาติและแก่นแท้ของมนุษย์จากพระราชกิจล่าสุดของพระองค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสามารถค่อยๆ สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาในระหว่างการปรนนิบัติของพวกเขา เฉพาะผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถได้รับพระเจ้า และเป็นผู้ที่พบหนทางที่แท้จริงโดยแท้ พวกที่ถูกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์กำจัดออกไปคือผู้คนที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าและกบฏต่อพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า การที่ผู้คนเช่นนั้นต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยเป็นเพราะพระเจ้าได้ทำพระราชกิจใหม่ และเพราะภาพลักษณ์ของพระเจ้าไม่เหมือนกับภาพลักษณ์ในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา—ผลของการนี้คือ พวกเขาต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยและตัดสินพระเจ้า ซึ่งส่งผลให้พวกเขาเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า การครอบครองความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากผู้คนมีจิตใจที่จะนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าและแสวงหาพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะมีโอกาสมองเห็นพระเจ้า และจะมีโอกาสได้รับการทรงนำครั้งใหม่ล่าสุดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกที่ต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าโดยเจตนา จะไม่สามารถรับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือการทรงนำของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้คนจะสามารถได้รับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา และขึ้นอยู่กับเจตนาของพวกเขา
บรรดาผู้ที่สามารถนบนอบถ้อยดำรัสปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมได้รับพร ไม่ว่าพวกเขาเคยเป็นเช่นไรหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์เคยทรงพระราชกิจอย่างไรภายในตัวพวกเขา—บรรดาผู้ที่ได้รับพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าคือผู้ที่ได้รับพรมากที่สุด และพวกที่ไม่สามารถติดตามพระราชกิจล่าสุดของวันนี้ย่อมถูกกำจัดออกไป
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์
ในแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของพระเจ้ายังมีข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์ที่สอดคล้องกับช่วงระยะนั้นๆ ด้วยเช่นกัน ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกครองโดยการสถิตและการบ่มวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกที่ไม่อยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมอยู่ภายใต้คำสั่งของซาตาน และปราศจากพระราชกิจใดๆ แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนที่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์คือบรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า กับผู้ที่ร่วมมือในพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า หากบรรดาผู้ที่อยู่ภายในกระแสนี้ไม่สามารถร่วมมือ และไร้ความสามารถที่จะนำความจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ในช่วงระหว่างยุคนี้ไปปฏิบัติได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกบ่มวินัย และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดพวกเขาก็จะถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงละทิ้ง บรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะใช้ชีวิตภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเขาจะได้รับการดูแลและการคุ้มครองปกป้องของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บรรดาผู้ที่เต็มใจที่จะนำความจริงไปปฏิบัติย่อมได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกที่ไม่เต็มใจจะนำความจริงไปปฏิบัติย่อมถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงบ่มวินัย และอาจแม้กระทั่งถูกลงโทษ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นบุคคลประเภทใดก็ตาม พระเจ้าจะทรงรับผิดชอบทุกผู้คนที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระองค์เพื่อประโยชน์แห่งพระนามของพระองค์ภายใต้เงื่อนไขว่าพวกเขานั้นอยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ บรรดาผู้ที่ถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระองค์และเต็มใจที่จะนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติจะได้รับพรของพระองค์ ส่วนพวกที่กบฏต่อพระองค์และไม่นำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติย่อมจะได้รับการลงโทษของพระองค์ ผู้คนที่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์คือบรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ และเนื่องจากพวกเขาได้ยอมรับพระราชกิจใหม่แล้ว พวกเขาจึงควรร่วมมือกับพระเจ้าอย่างเหมาะสม และไม่ควรปฏิบัติตนเป็นกบฏที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน นี่คือข้อพึงประสงค์เพียงข้อเดียวที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ สำหรับผู้คนที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ การย่อมไม่เป็นดังนั้น กล่าวคือ พวกเขาอยู่นอกกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการบ่มวินัยกับการตำหนิของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่ได้ใช้กับพวกเขา ตลอดทั้งวัน ผู้คนเหล่านี้ใช้ชีวิตภายในเนื้อหนัง พวกเขาใช้ชีวิตภายในจิตใจของพวกเขา และทั้งหมดที่พวกเขาทำก็สอดคล้องกับหลักข้อเชื่อที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์และการค้นคว้าวิจัยของสมองของพวกเขาเอง นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์พึงประสงค์ และยิ่งไม่ใช่การร่วมมือกับพระเจ้าเข้าไปใหญ่ พวกที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าจึงสูญสิ้นการสถิตของพระเจ้า และนอกจากนั้น พวกเขาย่อมปราศจากพรและการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า คำพูดและการกระทำส่วนใหญ่ของพวกเขาจึงยึดมั่นอยู่กับข้อพึงประสงค์ในอดีตของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ สิ่งเหล่านั้นคือหลักข้อเชื่อ ไม่ใช่ความจริง หลักข้อเชื่อและระเบียบข้อบังคับเช่นนั้นเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าการชุมนุมกันของผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากศาสนา พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรหรือเป้าหมายของพระราชกิจของพระเจ้า สมัชชาของผู้คนทั้งหมดท่ามกลางพวกเขาสามารถเรียกได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่ของศาสนา และย่อมไม่สามารถเรียกว่าคริสตจักร นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขาไม่มีพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ สิ่งที่พวกเขาทำดูเหมือนชวนให้นึกถึงศาสนา สิ่งที่พวกเขาใช้ชีวิตตามนั้น ดูเหมือนเต็มแน่นไปด้วยศาสนา พวกเขาไม่มีการสถิตและพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีคุณสมบัติที่จะได้รับการบ่มวินัยหรือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นซากศพที่ไร้ชีวิต และเป็นหนอนแมลงวันที่ไร้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิญญาณ พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการกบฏและการต่อต้านของมนุษย์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำชั่วทั้งหมดของมนุษย์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะรู้พระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าและเจตนารมณ์ในปัจจุบันของพระเจ้า พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้คนต่ำช้าที่ไม่รู้เท่าทัน และพวกเขาเป็นคนทรามที่ไม่สมควรจะเรียกว่าผู้เชื่อ! ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำส่งผลถึงการบริหารจัดการของพระเจ้า และมันยิ่งไม่สามารถทำให้แผนการของพระเจ้าด้อยคุณค่าลงได้ คำพูดและการกระทำของพวกเขาน่าขยะแขยงเกินไป น่าสมเพชเกินไป และไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงเลย สิ่งที่กระทำโดยพวกที่ไม่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะเหตุนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดก็ตาม พวกเขาย่อมปราศจากวินัยแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนอกจากนั้นย่อมปราศจากความรู้แจ้งแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่ไม่มีความรักให้กับความจริง และเป็นผู้ที่ได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์ พวกเขาถูกเรียกว่าคนทำชั่ว เพราะพวกเขาเดินในเนื้อหนังและทำสิ่งใดๆ ก็ตามที่ทำให้พวกเขาพอใจภายใต้แผ่นป้ายโฆษณาถึงพระเจ้า ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ พวกเขาก็จงใจเป็นศัตรูกับพระองค์ และวิ่งไปคนละทิศทางกับพระองค์ ความล้มเหลวของมนุษย์ในการร่วมมือกับพระเจ้าจึงเป็นกบฏอย่างสูงสุดในตัวมันเอง ดังนั้น ผู้คนเหล่านั้นที่จงใจวิ่งในทางตรงข้ามกับพระเจ้าจะไม่ได้รับการลงทัณฑ์ที่ยุติธรรมของพวกเขาโดยเฉพาะหรอกหรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์
พวกฟาริสี หัวหน้าปุโรหิต และธรรมาจารย์ชาวยิวในยุคธรรมบัญญัติเชื่อในพระเจ้าเพียงในนาม แต่หันหลังให้กับหนทางของพระองค์และถึงกับตรึงกางเขนพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่ความเชื่อของพวกเขาจะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า? (ไม่ได้) พระเจ้าทรงระบุลักษณะไปแล้วว่าพวกเขาคือผู้คนที่มีความเชื่อแบบชาวยิว เป็นสมาชิกของกลุ่มทางศาสนา ในทำนองเดียวกันพระเจ้าก็ทรงมองผู้ที่เชื่อในพระเยซูทุกวันนี้ว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มทางศาสนา เพราะพระองค์มิได้ทรงยอมรับพวกเขาว่าเป็นสมาชิกของคริสตจักรของพระองค์หรือเป็นผู้เชื่อในพระองค์ เหตุใดพระเจ้าจึงทรงกล่าวโทษโลกทางศาสนาเช่นนั้น? เพราะสมาชิกทุกคนของกลุ่มศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำระดับสูงของนิกายต่างๆ ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และไม่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาทุกคนคือผู้ไม่เชื่อ พวกเขาไม่เชื่อในการประสูติเป็นมนุษย์ นับประสาอะไรที่จะยอมรับความจริง พวกเขาไม่เคยแสวงหา ถามถึง ตรวจสอบ หรือยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายหรือความจริงที่พระองค์ทรงแสดง แต่กลับมุ่งกล่าวโทษและหมิ่นประมาทพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายของพระเจ้า คนเราย่อมมองเห็นได้ชัดเจนในเรื่องนี้ว่าพวกเขาอาจเชื่อในพระเจ้าเพียงในนาม แต่พระเจ้ามิได้ทรงยอมรับว่าพวกเขาคือผู้เชื่อในพระองค์ พระองค์ตรัสว่าพวกเขาคือคนทำชั่ว สิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่มีสิ่งใดที่สัมพันธ์กับพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์แม้แต่น้อย พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อที่อยู่นอกพระวจนะของพระองค์ ถ้าพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างที่พวกเจ้าทำอยู่ในตอนนี้ ย่อมจะมีสักวันที่พวกเจ้าจะลดตัวลงไปเป็นผู้ยึดมั่นในศาสนาด้วยมิใช่หรือ? การเชื่อในพระเจ้าอยู่ภายในศาสนาไม่อาจได้รับความรอดได้—แท้จริงแล้วนี่เป็นเพราะเหตุใด? ถ้าพวกเจ้าบอกไม่ได้ว่าทำไม แสดงว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจทั้งความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าแม้แต่น้อย สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้กับการเชื่อในพระเจ้าก็คือการถูกลดทอนให้เป็นศาสนาและถูกพระเจ้ากำจัดออกไป นี่เป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ และผู้ที่ไม่เข้าใจความจริงก็จะไม่มีวันมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน จงบอกเราเถิดว่าเมื่อคริสตจักรค่อยๆ กลายเป็นศาสนาในสายพระเนตรของพระเจ้า และค่อยๆ กลายเป็นนิกายในช่วงเวลาหลายปีนับแต่ก่อตั้งมา ผู้คนในที่นั้นเป็นเป้าหมายสำหรับความรอดจากพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์หรือไม่? (ไม่ได้เป็น) พวกเขาไม่ได้เป็น ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงในนาม ซ้ำพระองค์ยังคิดว่าพวกเขาเป็นคนที่เคร่งศาสนา คนเหล่านี้เดินอยู่บนทางสายใด? ทางที่พวกเขาเดินคือเส้นทางที่พวกเขาชูป้ายแห่งการเชื่อในพระเจ้าเอาไว้ แต่กลับไม่เคยเดินตามหนทางของพระองค์ เป็นทางที่พวกเขาเชื่อในพระองค์แต่กลับไม่นมัสการพระองค์ และถึงกับทอดทิ้งพระองค์ นี่คือทางที่พวกเขาอ้างว่าเชื่อในพระเจ้าแต่กลับต้านทานพระองค์ เชื่อในพระนามของพระเจ้าและในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงในนาม แต่กลับเคารพบูชาซาตานและหมู่มาร ดำเนินกิจการต่างๆ ของมนุษย์ และสร้างอาณาจักรอิสระของมนุษย์ขึ้นมา นี่คือทางที่พวกเขาเดิน เมื่อมองดูทางที่พวกเขาใช้เดิน ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือกลุ่มผู้ไม่เชื่อ เป็นศัตรูของพระคริสต์กันทั้งกลุ่ม เป็นกลุ่มของเหล่าซาตานและหมู่มารที่ตั้งตนต้านทานพระเจ้าและขัดขวางพระราชกิจของพระองค์อย่างชัดแจ้ง นั่นคือแก่นแท้ของโลกศาสนา กลุ่มคนเช่นนั้นมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อความรอดของมนุษย์หรือไม่? (ไม่มี) ไม่ว่าผู้เชื่อในพระเจ้าจะมีจำนวนมากเท่าใด หากพระเจ้าระบุว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นความเชื่อของกลุ่มศาสนา ผู้คนเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เป้าหมายแห่งพระราชกิจและความรอดของพระเจ้า และพระเจ้าก็ตัดสินพระทัยในเรื่องนี้แล้วว่า—ผู้คนเหล่านี้ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอด เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? กลุ่มที่ปราศจากพระราชกิจหรือการนำทางของพระเจ้า ไม่นบนอบพระองค์หรือนมัสการพระองค์โดยสิ้นเชิง ในนามแล้วพวกเขาอาจเชื่อในพระเจ้า แต่ผู้ที่พวกเขาติดตามและเชื่อฟังกลับเป็นศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสในศาสนา แล้วศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสในศาสนาก็มีธรรมชาติของซาตานและความหน้าซื่อใจคดอยู่ในแก่นแท้ของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่คนเหล่านี้ติดตามและเชื่อฟังจึงเป็นเหล่าซาตานและหมู่มาร ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อในพระเจ้า แต่ที่จริงแล้ว พวกเขากำลังถูกมนุษย์บงการ อยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงและอำนาจควบคุมของมนุษย์ ดังนั้น ในสาระสำคัญแล้ว สิ่งที่พวกเขาติดตามและเชื่อฟังจึงเป็นซาตาน หมู่มาร กองกำลังของความชั่วที่ต้านทานพระเจ้า และศัตรูของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงช่วยผู้คนที่เป็นพรรคพวกกันเช่นนี้ให้รอดหรือไม่? (ไม่) ทำไมจึงไม่ทรงช่วย? จะว่าไป คนแบบนี้สามารถกลับใจได้หรือไม่? ไม่ได้ พวกเขาจะไม่กลับใจ พวกเขาดำเนินงานต่างๆ ของมนุษย์และทำกิจการของมนุษย์โดยชูป้ายว่าเป็นความเชื่อในพระเจ้า ซึ่งสวนทางกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าที่เป็นไปเพื่อความรอดของมนุษย์ และมีจุดจบสุดท้ายคือพวกเขาย่อมจะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงช่วยคนเหล่านี้ให้รอด พวกเขาไม่สามารถกลับใจ และเพราะพวกเขาถูกซาตานคร่าเอาตัวไป พระเจ้าจึงส่งมอบพวกเขาให้กับมัน การที่ความเชื่อในพระเจ้าของคนเราจะได้รับความเห็นชอบจากพระองค์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความยาวนานหลายปีของความเชื่อดังกล่าวหรือไม่? ขึ้นอยู่กับประเภทพิธีกรรมที่คนเราประกอบหรือข้อบังคับที่คนเรายึดถือหรือไม่? พระเจ้าทรงดูที่การปฏิบัติทั้งหลายของมนุษย์หรือไม่? พระองค์ทรงดูที่จำนวนคนหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้วพระองค์ทรงดูที่อะไร? เมื่อพระเจ้าทรงคัดเลือกกลุ่มคนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง พระองค์จะใช้อะไรวัดว่าพวกเขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือพระองค์จะทรงช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่? นี่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ และขึ้นอยู่กับทางที่พวกเขาเดิน แม้พระเจ้าจะไม่ได้ตรัสบอกความจริงแก่มนุษย์ในยุคพระคุณมากเท่าที่พระองค์ทำอยู่ในตอนนี้ และแม้ว่าความจริงที่ตรัสบอกในยุคนั้นจะไม่ลงรายละเอียดเท่ายุคนี้ แต่ในตอนนั้นพระองค์ก็ทำให้มนุษย์เพียบพร้อมได้อยู่ดี และยังคงมีคนที่สามารถได้รับการช่วยให้รอด ดังนั้น ถ้าผู้คนในยุคปัจจุบันที่เคยฟังความจริงมาแล้วมากมายและเป็นคนที่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่สามารถเดินตามหนทางของพระองค์หรือออกเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด จุดจบของพวกเขาจะเป็นอย่างไรในท้ายที่สุด? จุดจบในท้ายที่สุดของพวกเขาจะเหมือนกับจุดจบของผู้เชื่อในศาสนาคริสต์และศาสนายิว—พวกเขาจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด เช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้น นี่คือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินคำเทศนามามากเพียงใดหรือเข้าใจความจริงมากเพียงใดก็ไม่สำคัญ—ถ้าเจ้ายังคงติดตามมนุษย์ ถ้าเจ้ายังคงติดตามซาตาน และเจ้าไม่สามารถเดินตามหนทางของพระเจ้าในท้ายที่สุด ทั้งยังไม่สามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว เช่นนั้นแล้วผู้คนเยี่ยงนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า ผู้คนในศาสนาอาจจะสามารถประกาศความรู้ในพระคัมภีร์ได้มาก และอาจเข้าใจคำสอนทางฝ่ายวิญญาณอยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่สามารถนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า หรือปฏิบัติตามพระวจนะและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ หรือนมัสการพระองค์อย่างแท้จริง อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว พวกเขาทุกคนจึงเป็นคนหน้าซื่อใจคด ไม่ใช่ผู้คนที่นบนอบพระเจ้าจริง ในสายพระเนตรของพระเจ้า คนเช่นนี้ถูกนิยามว่าเป็นนิกาย เป็นกลุ่มคน เป็นพลพรรคของมนุษย์ และเป็นที่อาศัยของซาตาน โดยรวมแล้วพวกเขาคือพลพรรคของซาตาน เป็นอาณาจักรแห่งศัตรูของพระคริสต์ และเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงด้วยการยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด
พวกที่ปรารถนาที่จะได้รับชีวิตโดยไม่พึ่งพาความจริงที่พระคริสต์ตรัสคือผู้คนที่ไร้สาระน่าขันที่สุดบนแผ่นดินโลก และพวกที่ไม่ยอมรับหนทางแห่งชีวิตซึ่งพระคริสต์ทรงนำพามาคือคนที่หลงอยู่ในความเพ้อฝัน และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าพวกที่ไม่ยอมรับพระคริสต์ของยุคสุดท้ายจะถูกพระเจ้าทรงเกลียดชังไปตลอดกาล พระคริสต์ทรงเป็นประตูให้มนุษย์ไปสู่ราชอาณาจักรในยุคสุดท้าย และไม่มีใครสามารถเลี่ยงพระองค์ได้ อาจไม่มีใครเลยที่พระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อมเว้นแต่จะผ่านทางพระคริสต์ เจ้าเชื่อในพระเจ้า และดังนั้นเจ้าต้องยอมรับพระวจนะของพระองค์และนบนอบพระวจนะของพระองค์ อย่าเอาแต่นึกถึงการได้รับพรระหว่างที่ยังไม่สามารถยอมรับความจริงและยังไม่อาจรับมอบชีวิตได้ พระคริสต์เสด็จมาในยุคสุดท้ายเพื่อให้พระองค์ทรงจัดเตรียมชีวิตให้ทุกคนซึ่งเชื่อในพระองค์อย่างจริงใจ พระราชกิจนี้มีขึ้นเพื่อการสรุปปิดตัวยุคเก่าและเข้าสู่ยุคใหม่ และพระราชกิจนี้คือเส้นทางที่บรรดาผู้ที่จะผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ล้วนต้องใช้เดิน หากเจ้าไม่ยอมรับรู้เกี่ยวกับพระคริสต์ และยิ่งไปกว่านั้นกลับกล่าวโทษ หมิ่นประมาท หรือข่มเหงพระองค์ เช่นนั้นแล้วแน่นอนว่าเจ้าไม่แคล้วถูกเผาไหม้ไปชั่วนิรันดร์และจะไม่มีวันเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ นี่เป็นเพราะพระคริสต์พระองค์นี้ทรงเป็นการแสดงออกด้วยพระองค์เองของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงเป็นการแสดงออกของพระเจ้า ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าหากเจ้าไม่สามารถยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ การลงทัณฑ์อันสาสมสำหรับพวกที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นประจักษ์ชัดอยู่ในตัวของมันเองต่อทุกคน เรายังบอกเจ้าดังนี้ด้วยว่าหากเจ้าขัดขืนพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย หากเจ้าปฏิเสธพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย เช่นนั้นก็จะไม่มีใครอื่นแบกรับผลที่ตามมาเพราะการนี้แทนเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น นับจากจุดนั้นเป็นต้นไป เจ้าจะไม่มีโอกาสได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าอีกเลย ต่อให้เจ้าปรารถนาจะไถ่ตัวเอง เจ้าก็จะไม่อาจได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกแล้ว นี่เป็นเพราะสิ่งที่เจ้ากำลังต่อต้านอยู่นั้นไม่ใช่มนุษย์ สิ่งที่เจ้ากำลังปฏิเสธนั้นไม่ใช่คนที่ไม่มีความสำคัญแต่เป็นพระคริสต์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลสืบเนื่องของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร? เจ้าไม่ได้กำลังทำความผิดพลาดเล็กๆ แต่กำลังก่อบาปอันชั่วร้าย และดังนั้นเราจึงแนะนำทุกคนว่าจงอย่าแยกเขี้ยวและเงื้อง่ากรงเล็บของตน หรือแสดงความคิดเห็นตามอำเภอใจเมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง เพราะความจริงเท่านั้นที่สามารถนำชีวิตมาสู่เจ้าได้ และไม่มีอะไรนอกจากความจริงเท่านั้นที่สามารถเปิดโอกาสให้เจ้าเกิดใหม่และได้มองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าอีกครั้ง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้