2. พวกเราเชื่อว่าบาปของมนุษย์ได้รับการชำระให้สะอาดภายหลังความตายในแดนชำระ ซึ่งหลังจากนั้นผู้คนก็สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ กระนั้นพวกคุณก็ยังให้คำพยานว่า พวกเหล่านั้นที่ไม่ยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของยุคสุดท้ายของพระเจ้าจะไม่ได้รับการชำระให้สะอาด และดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ พวกคุณหมายความว่าอะไรหรือในการนี้? ผู้คนสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้อย่างไรกันแน่?
ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง
“ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกอย่างไร ข้าพระองค์ก็ใช้พวกเขาไปในโลกอย่างนั้น ข้าพระองค์แยกตัวให้บริสุทธิ์เพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย เพื่อให้เขารับการแยกให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง” (ยอห์น 17:17-19)
“เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะว่าพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่พระองค์จะตรัสสิ่งใดก็ตาม ที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13)
“เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:47-48)
“เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:17)
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
พวกเจ้าควรสามารถมองเห็นเจตนารมณ์ของพระเจ้า และควรเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เรียบง่ายเหมือนกับการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง นั่นเป็นเพราะพระราชกิจของพระองค์ในวันนี้คือการแปลงสภาพผู้คนที่ถูกทำให้เสื่อมทราม ซึ่งด้านชาจนถึงระดับสูงสุด เป็นการชำระสิ่งทรงสร้างที่ถูกซาตานแปรรูปไปแล้วนั้นให้บริสุทธิ์ นี่ไม่ใช่การทรงสร้างอาดัมหรือเอวา และยิ่งไม่ใช่การทรงสร้างความสว่าง หรือการทรงสร้างพืชพรรณและสัตว์ทั้งปวง พระเจ้าทรงยังให้ความไร้มลทินกับสิ่งที่ซาตานทำให้เสื่อมทราม และจากนั้นจึงทรงรับสิ่งเหล่านั้นไว้อีกครั้ง สิ่งเหล่านั้นจึงกลายเป็นของพระองค์ และกลายเป็นพระสิริของพระองค์ การนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างการทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งอย่างที่มนุษย์จินตนาการไว้ และการนี้ไม่เหมือนพระราชกิจแห่งการสาปแช่งซาตานสู่บาดาลลึกอย่างที่มนุษย์จินตนาการไว้เช่นกัน ในทางกลับกัน นี่คือพระราชกิจแห่งการแปลงสภาพมนุษย์ เปลี่ยนสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบและไม่ใช่ของพระองค์ ให้เป็นสิ่งที่เป็นบวกและเป็นของพระองค์ นี่คือความจริงเบื้องหลังพระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระเจ้า พวกเจ้าต้องเข้าใจสิ่งนี้ และหลีกเลี่ยงการทำเรื่องทั้งหลายให้เรียบง่ายเกินไป พระราชกิจของพระเจ้าไม่เหมือนงานธรรมดาสามัญใดๆ ความน่าอัศจรรย์และทรงปัญญาของพระราชกิจนั้นอยู่เหนือจิตมนุษย์ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งในพระราชกิจช่วงระยะนี้ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงทำลายสรรพสิ่งเช่นกัน แทนที่จะทรงทำเช่นนั้น พระองค์กลับทรงแปลงสภาพสรรพสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และทรงชำระสรรพสิ่งทั้งมวลที่ซาตานทำให้ด่างพร้อยไปแล้วนั้นให้บริสุทธิ์ และด้วยประการฉะนี้ พระเจ้าจึงทรงริเริ่มโครงการอันยิ่งใหญ่ นี่ก็คือนัยสำคัญทั้งมวลแห่งพระราชกิจของพระเจ้า ในวจนะเหล่านี้ เจ้าเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าเป็นเรื่องที่แสนจะเรียบง่ายจริงๆ หรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?
ในพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย ความทรงฤทธิ์ของพระวจนะนั้นยิ่งใหญ่กว่าความทรงฤทธิ์ของการสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และสิทธิอำนาจของพระวจนะอยู่เหนือสิทธิอำนาจของหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระวจนะเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดที่ถูกฝังลึกอยู่ในหัวใจมนุษย์ เจ้าไม่มีหนทางที่จะค้นพบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านั้นด้วยตัวเจ้าเอง เมื่อพวกมันถูกเปิดโปงด้วยพระวจนะ เจ้าจึงจะมาค้นพบพวกมันเอง เจ้าจะต้องให้การยอมรับ และเจ้าจะถูกโน้มน้าวให้เชื่ออย่างถึงที่สุด นี่มิใช่สิทธิอำนาจของพระวจนะหรอกหรือ? นี่คือผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์ได้ด้วยพระราชกิจของพระวจนะในวันนี้ ดังนั้น มนุษย์มิได้สามารถได้รับความรอดจากบาปของเขาอย่างครบถ้วนโดยผ่านทางการรักษาอาการป่วยและการขับไล่ปีศาจ อีกทั้งยังมิได้สามารถได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์อย่างครบถ้วนโดยการสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ สิทธิอำนาจในการรักษาอาการป่วยและการขับไล่ปีศาจเพียงแค่ให้พระคุณแก่มนุษย์เท่านั้น แต่เนื้อหนังของมนุษย์ยังคงเป็นของซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานยังคงตกค้างอยู่ภายในมนุษย์ กล่าวได้อีกอย่างว่า สิ่งที่ยังไม่ได้รับการทำให้สะอาดนั้นยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบาปและความโสมม เฉพาะหลังจากที่เขาได้รับการทำให้สะอาดโดยผ่านทางการกระทำของพระวจนะแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงสามารถได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าและกลายเป็นสะอาดบริสุทธิ์ได้ เมื่อปีศาจถูกขับไล่ออกจากมนุษย์และเขาได้รับการไถ่ นี่หมายความเพียงว่า เขาได้ถูกกระชากพ้นจากเงื้อมมือของซาตานและกลับคืนสู่พระเจ้าแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากปราศจากการถูกทำให้สะอาดหรือเปลี่ยนแปลงโดยพระเจ้า เขาย่อมยังคงเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม ความโสมม ความต่อต้าน และความเป็นกบฏยังคงดำรงอยู่ภายในมนุษย์ มนุษย์ได้กลับคืนสู่พระเจ้าโดยผ่านทางการไถ่ของพระองค์เท่านั้น แต่เขามิได้มีความรู้แม้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับพระเจ้าเลยและยังคงสามารถต้านทานและทรยศพระองค์ได้ ก่อนที่มนุษย์จะได้รับการไถ่ พิษมากมายของซาตานได้ถูกปลูกฝังไว้ภายในตัวเขาแล้ว และหลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามมานานหลายพันปี ภายในตัวเขาก็มีธรรมชาติที่ต่อต้านพระเจ้าอยู่ ดังนั้น เมื่อไถ่มนุษย์แล้ว จึงเป็นเพียงเรื่องของการไถ่เท่านั้น กล่าวคือ มนุษย์ถูกซื้อกลับมาในราคาที่สูง แต่ธรรมชาติที่เป็นพิษในตัวเขาไม่ได้ถูกกำจัด มนุษย์ที่โสมมขนาดนั้นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะคู่ควรกับการรับใช้พระเจ้า ด้วยพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนนี้ มนุษย์จึงจะมารู้จักแก่นแท้อันโสมมและเสื่อมทรามภายในตัวเขาเองอย่างครบถ้วน และเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงโดยบริบูรณ์และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงคู่ควรที่จะกลับมาสู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของพระเจ้าได้ พระราชกิจทั้งหมดในยุคปัจจุบันล้วนทรงทำเพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มนุษย์สามารถทิ้งความเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะ และผ่านการถลุง แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของความรอด น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า ในความจริง ช่วงระยะนี้เป็นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยตลอดจนเป็นช่วงระยะที่สองในพระราชกิจแห่งความรอดอีกด้วย ด้วยการพิพากษาและการตีสอนโดยพระวจนะนี่เอง พระเจ้าจึงทรงได้มนุษย์ไว้ และด้วยการถลุง การพิพากษา และการเปิดโปงโดยพระวจนะนี่เอง ความไม่บริสุทธิ์ มโนคติที่หลงผิด แรงจูงใจ และความหวังส่วนตัวภายในหัวใจมนุษย์จึงถูกเผยอย่างสมบูรณ์ แม้มนุษย์จะได้รับการไถ่และได้รับการยกโทษบาปไปแล้ว แต่ก็มองเรื่องนี้ได้เพียงว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำการกระทำผิดของมนุษย์และไม่ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการกระทำผิดของเขา อย่างไรก็ตาม มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังโดยที่ยังไม่เป็นอิสระจากบาป และได้แต่ทำบาปต่อไปเท่านั้น เผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรที่ไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับอภัย คนส่วนใหญ่ทำบาปในตอนกลางวันและสารภาพในตอนค่ำ ดังนั้น แม้เครื่องบูชาลบล้างบาปจะมีประสิทธิผลกับมนุษย์ตลอดกาล แต่ก็ไม่อาจช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระราชกิจแห่งความรอดจึงสำเร็จไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม… ไม่ง่ายเลยที่มนุษย์จะตระหนักรู้บาปทั้งหลายของตนเอง และเขาไม่มีหนทางที่จะตระหนักถึงธรรมชาติที่หยั่งรากลึกของตนได้ ผลลัพธ์เช่นนี้สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยการผ่านการพิพากษาแห่งพระวจนะเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้น มนุษย์จึงจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากจุดนี้เป็นต้นไปได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)
พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสอนมนุษย์ เพื่อเปิดโปงธาตุแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ วิธีที่มนุษย์ควรนบนอบพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ตามพระปัญญาและอุปนิสัยของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้ไปที่ธาตุแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เปิดโปงว่ามนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าอย่างไรนั้น ยิ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เป็นตัวแทนของซาตาน รวมทั้งกองกำลังฝ่ายศัตรูที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างไร ในการทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ ด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระเจ้าไม่ได้ตรัสอธิบายธรรมชาติของมนุษย์อย่างครบถ้วน แต่ทรงเปิดโปงและตัดแต่งเป็นเวลายาวนาน วิธีการเปิดโปงและตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดนี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยคำพูดธรรมดาสามัญ แต่ใช้ความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิงมาดำเนินพระราชกิจแห่งการเปิดโปงและตัดแต่งนี้ มีเพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกกำราบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้มนุษย์สามารถได้รับความเข้าใจอย่างมากในเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในพระประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในข้อล้ำลึกทั้งหลายที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ นอกจากนี้ยังทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจและรู้จักแก่นแท้อันเสื่อมทราม รวมทั้งต้นเหตุแห่งความเสื่อมทรามของตน ทั้งยังค้นพบใบหน้าที่อัปลักษณ์ของตน ผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะแก่นแท้ของพระราชกิจนี้ที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดเผยความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าแก่ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง
เจ้าควรรู้ว่าความเพียบพร้อม ความครบถ้วนบริบูรณ์ และการได้มนุษย์มาของพระเจ้า ไม่นำอะไรมานอกจากดาบและการเฆี่ยนตีบนเนื้อหนังของพวกเขา เช่นเดียวกับความทุกข์ที่ไม่รู้จบ กองเพลิง การพิพากษาที่ไร้ความปรานี การตีสอน และการสาปแช่ง และบททดสอบอันไร้ขอบเขต นั่นคือเบื้องลึกและความจริงของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สรรพสิ่งเหล่านี้ทั้งมวลถูกชี้นำไปที่เนื้อหนังของมนุษย์ และลูกศรแห่งความเป็นศัตรูทั้งหมดมุ่งเป้าไปที่เนื้อหนังของมนุษย์อย่างไร้ความปรานี (เพราะมนุษย์รู้เท่าไม่ถึงการณ์) ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อเห็นแก่พระสิริและคำพยานของพระองค์ และเพื่อการบริหารจัดการของพระองค์ นี่เป็นเพราะพระราชกิจของพระองค์ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ยังเพื่อแผนทั้งหมดทั้งมวลอีกด้วย ตลอดจนเพื่อลุล่วงเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระองค์เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมา ดังนั้น บางทีร้อยละเก้าสิบของสิ่งที่มนุษย์ประสบนั้นเกี่ยวข้องกับความทุกข์และบททดสอบของไฟ และน้อยมากที่จะมีวันที่แสนหวานและมีความสุขที่เนื้อหนังของมนุษย์โหยหา หรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่มนุษย์จะสามารถชื่นชมช่วงเวลาแห่งความสุขในเนื้อหนัง ใช้เวลาที่สวยงามกับพระเจ้าได้ เนื้อหนังนั้นโสโครก ดังนั้นสิ่งที่เนื้อหนังของมนุษย์เห็นหรือได้ชื่นชมนั้นไม่มีอะไรนอกจากการตีสอนของพระเจ้า ซึ่งมนุษย์พบว่าไม่น่าคำนึงถึง ราวกับว่ามันขาดสำนึกรับรู้ที่ปกติ นี่เป็นเพราะพระเจ้าจะทรงสำแดงให้เห็นว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งไม่ได้รับความคำนึงถึงจากมนุษย์นั้น ไม่ยอมผ่อนปรนให้กับการทำให้ขุ่นเคืองของมนุษย์ และเกลียดบรรดาศัตรู พระเจ้าทรงเปิดเผยพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ด้วยวิถีทางใดๆ ที่จำเป็น ด้วยเหตุนั้นจึงทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตานหกพันปีของพระองค์—พระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์ทั้งปวง และการทำลายล้างซาตานเฒ่า!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จุดประสงค์ของการบริหารจัดการมวลมนุษย์
พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน เพื่อที่มนุษย์อาจได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ หากปราศจากการพิพากษาของพระองค์ต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์แล้ว มนุษย์คงไม่อาจสามารถรู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งไม่ยินยอมให้มีการล่วงเกินอันใดได้ อีกทั้งมนุษย์คงจะไม่สามารถเปลี่ยนความรู้เก่าๆ ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าให้กลายเป็นความรู้ใหม่ได้ เพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้ความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์เป็นสิ่งที่รู้กันโดยทั่วไป ดังนั้นจึงทำให้มนุษย์สามารถมาถึงจุดที่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ได้รับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา และเป็นคำพยานที่ดังกึกก้องต่อพระเจ้าได้โดยผ่านทางการทรงปรากฏต่อสาธารณะของพระองค์ การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการทำให้สัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางพระราชกิจหลากหลายประเภทที่แตกต่างกันของพระเจ้า หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาเช่นนั้นแล้ว มนุษย์คงจะไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์แสดงนัยสำคัญว่ามนุษย์ได้เป็นอิสระจากพันธนาการของซาตานและจากอิทธิพลของความมืด และได้กลายเป็นแม่แบบ และวัตถุตัวอย่างของพระราชกิจของพระเจ้า พยานของพระเจ้า และผู้ที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า
ผู้ที่สามารถตั้งมั่นระหว่างพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าในยุคสุดท้าย—ซึ่งก็คือระหว่างพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายนั้น—จะเป็นผู้ที่จะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้ายเคียงข้างพระเจ้า เช่นนี้เอง บรรดาผู้ซึ่งเข้าสู่การหยุดพักทั้งหมดนั้นจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตาน และจะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าหลังจากได้ก้าวผ่านพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายของพระองค์แล้วเท่านั้น พวกมนุษย์เหล่านี้ ผู้ซึ่งในที่สุดจะได้รับโดยพระเจ้านั้น จะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้าย โดยแก่นแท้แล้วจุดประสงค์ของพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าหมายที่จะชำระมนุษยชาติให้บริสุทธิ์ เพื่อวันแห่งการหยุดพักขั้นสุดท้าย มิเช่นนั้น มนุษยชาติทั้งปวงก็จะไม่สามารถถูกจำแนกไปตามประเภทของตนได้ หรือเข้าสู่การหยุดพักได้ พระราชกิจนี้เป็นเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นของมนุษยชาติที่จะเข้าสู่การหยุดพัก เฉพาะพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะชำระพวกมนุษย์ให้บริสุทธิ์จากความไม่ชอบธรรมของพวกเขา และเฉพาะพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์เท่านั้นที่จะเปิดโปงองค์ประกอบที่เป็นกบฏของมนุษยชาติเหล่านั้น ด้วยวิธีนั้น จึงเป็นการแยกแยะบรรดาผู้ที่สามารถถูกช่วยให้รอดออกจากบรรดาผู้ที่ไม่สามารถถูกช่วยให้รอดได้ และแยกบรรดาผู้ที่จะคงเหลืออยู่ออกจากบรรดาผู้ที่จะไม่คงเหลืออยู่ได้ เมื่อพระราชกิจนี้สิ้นสุดลง บรรดาผู้คนที่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ทุกคนจะถูกชำระให้บริสุทธิ์และเข้าสู่ดินแดนที่สูงส่งขึ้นของมนุษยชาติ ซึ่งพวกเขาจะได้สุขสำราญกับชีวิตที่สองของมนุษย์อันงดงามมากยิ่งขึ้นบนแผ่นดินโลก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาจะเข้าสู่วันหยุดพักของมนุษย์ และดำรงอยู่ร่วมกันกับพระเจ้า หลังจากที่บรรดาผู้ไม่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ได้ถูกตีสอนและถูกพิพากษาแล้ว โฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาจะถูกเปิดโปงออกมาอย่างหมดเปลือก ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดจะถูกทำลาย และไม่ได้รับอนุญาตให้รอดชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกับซาตาน มนุษยชาติแห่งอนาคตจะไม่รวมเข้ากับผู้คนประเภทนี้คนใดเลยอีกต่อไป ผู้คนเช่นนี้ไม่เหมาะสมที่จะเข้าสู่แผ่นดินแห่งการหยุดพักขั้นสูงสุด อีกทั้งไม่เหมาะสมที่จะร่วมในวันแห่งการหยุดพักที่พระเจ้าและมนุษยชาติจะร่วมแบ่งปันกัน ด้วยเพราะพวกเขาเป็นเป้าหมายแห่งการลงโทษและเป็นผู้คนไม่ชอบธรรมที่ชั่วร้าย พวกเขาเคยได้รับการไถ่มาครั้งหนึ่ง และพวกเขายังได้ถูกพิพากษาและถูกตีสอนด้วย ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยลงแรงเพื่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันสุดท้ายมาถึง พวกเขาจะยังคงถูกกำจัดออกไปและถูกทำลายเนื่องจากความชั่วร้ายของพวกเขา และเป็นผลมาจากความเป็นกบฏและการไม่สามารถได้รับการไถ่ของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันได้มาอยู่ในโลกแห่งอนาคตอีกครั้ง และจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งอนาคตอีกต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นวิญญาณของคนตายหรือเป็นผู้คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง คนทำชั่วทั้งหมดและพวกที่ไม่ได้ถูกช่วยให้รอดทั้งหมดจะถูกทำลายทันทีที่ผู้บริสุทธิ์ในท่ามกลางมนุษยชาติเข้าสู่การหยุดพัก สำหรับวิญญาณและพวกมนุษย์ที่ทำชั่วเหล่านี้ หรือวิญญาณของผู้คนที่ชอบธรรมและบรรดาผู้ที่ทำความชอบธรรม ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในยุคใด พวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่เป็นคนชั่วจะถูกทำลายในที่สุด และพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่ชอบธรรมจะรอดชีวิต การที่บุคคลหรือวิญญาณจะได้รับความรอดหรือไม่นั้น ไม่ได้ถูกตัดสินบนพื้นฐานของพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายโดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม มันจะถูกกำหนดโดยการที่พวกเขาได้ต้านทานหรือกบฏต่อพระเจ้าหรือไม่ต่างหาก ผู้คนในยุคก่อนหน้านี้ ผู้ซึ่งกระทำชั่วและไม่สามารถได้รับความรอดได้ จะเป็นเป้าหมายสำหรับการลงโทษโดยไม่มีข้อสงสัย และพวกที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ผู้ซึ่งกระทำความชั่วและไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดก็จะเป็นเป้าหมายสำหรับการลงโทษอย่างแน่นอนด้วยเช่นกัน พวกมนุษย์จะถูกแบ่งกลุ่มไปตามความดีและความชั่ว ไม่ใช่ตามยุคสมัยที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ เมื่อถูกแบ่งกลุ่มดังนี้แล้ว พวกเขาจะไม่ถูกลงโทษหรือได้รับบำเหน็จรางวัลในทันที แต่ทว่าพระเจ้าจะทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการลงโทษคนชั่วและให้บำเหน็จรางวัลคนดีก็ต่อเมื่อหลังจากที่พระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นการดำเนินพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในยุคสุดท้ายของพระองค์แล้วเท่านั้น อันที่จริง พระองค์ทรงแยกมนุษย์ออกเป็นคนดีและคนชั่วมาตั้งแต่ที่พระองค์ทรงเริ่มปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดแล้ว พระองค์เพียงแค่จะให้บำเหน็จรางวัลคนชอบธรรมและลงโทษคนชั่วเฉพาะหลังจากที่พระราชกิจของพระองค์ได้มาถึงบทอวสานแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ว่าพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกเป็นกลุ่มๆ เมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จสมบูรณ์แล้ว จากนั้นก็เริ่มภารกิจแห่งการลงโทษคนชั่วและให้รางวัลคนดีในทันที แต่ภารกิจนี้จะกระทำต่อเมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จสิ้นหมดแล้วเท่านั้น จุดประสงค์เดียวเบื้องหลังพระราชกิจขั้นสูงสุดแห่งการลงโทษคนชั่วและการให้บำเหน็จรางวัลคนดีของพระเจ้านั้นคือการชำระพวกมนุษย์ทั้งหมดให้บริสุทธิ์อย่างถ้วนทั่ว เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงนำมนุษยชาติที่ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างหมดจดเข้าสู่การหยุดพักอันเป็นนิรันดร์ได้ พระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระองค์มีความสำคัญยิ่งยวดเป็นที่สุด ซึ่งเป็นช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ทั้งหมด หากพระเจ้าไม่ได้ทรงทำลายคนชั่ว แต่กลับทรงยอมให้พวกเขาคงเหลืออยู่ เช่นนั้นแล้ว มนุษยชาติทั้งปวงก็จะยังคงไร้ความสามารถที่จะเข้าสู่การหยุดพักได้ และพระเจ้าก็จะไม่สามารถทรงนำพวกเขาเข้าสู่อาณาจักรที่ดีกว่าได้ พระราชกิจดังกล่าวก็คงจะไม่เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จสิ้นลง มนุษยชาติทั้งหมดจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อย่างถ้วนบริบูรณ์ ด้วยหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าจะสามารถดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในการหยุดพักได้อย่างมีสันติสุข
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน