1. พวกคุณให้คำพยานว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว และว่าพระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์  นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน?  พระคัมภีร์กล่าวว่า “ชาวกาลิลีเอ๋ย ทำไมพวกท่านถึงยืนจ้องมองฟ้าสวรรค์?  พระเยซูองค์นี้ที่ทรงรับไปจากท่านทั้งหลายขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกในลักษณะเดียวกับที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น” (กิจการ 1:11)  ภายหลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าทรงสำเร็จพระราชกิจแห่งการตรึงกางเขน พระองค์ก็ทรงเป็นขึ้นจากตายและปรากฏต่อสาวกทั้งหลายของพระองค์  พระองค์ได้ทรงกลายเป็นกายพระวิญญาณและเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา  พระองค์ก็ควรทรงปรากฏต่อพวกเราเป็นกายพระวิญญาณที่ทรงเป็นขึ้นจากตายด้วยเช่นกัน  ทำไมหรือ พวกคุณจึงกล่าวว่าพระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏกับทรงพระราชกิจในฐานะบุตรมนุษย์ในยุคสุดท้าย?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“พวกท่านจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย เพราะในเวลาที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (ลูกา 12:40)

“เพราะว่าบุตรมนุษย์ในวันของพระองค์นั้นจะเหมือนอย่างฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน” (ลูกา 17:24-25)

“พระบิดาไม่ทรงพิพากษาใคร แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร” (ยอห์น 5:22)

“และทรงให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะทำการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์” (ยอห์น 5:27)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระเยซูตรัสว่าพระองค์กำลังเสด็จมาเพราะพระองค์ทรงออกเดินทางแล้ว แต่เจ้ารู้ความหมายที่แท้จริงแห่งพระวจนะของพระองค์หรือไม่?  เป็นไปได้หรือที่พระองค์จะตรัสบอกพวกเจ้ากลุ่มนี้?  ทั้งหมดที่เจ้ารู้ก็คือพระองค์กำลังเสด็จมาเพราะพระองค์ทรงออกเดินทางแล้ว โดยประทับมาบนเมฆขาว แต่เจ้ารู้อย่างแน่ชัดหรือไม่ว่าพระเจ้าพระองค์เองทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างไร?  หากเจ้าสามารถมองเห็นได้อย่างแท้จริงแล้วไซร้ จะอธิบายพระวจนะที่พระเยซูตรัสว่าอย่างไร?  พระองค์ตรัสว่า เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาในยุคสุดท้าย พระองค์จะไม่รู้พระองค์เอง ทูตสวรรค์ทั้งหลายจะไม่รู้ ผู้สื่อสารทั้งหลายในสวรรค์จะไม่รู้ และมนุษยชาติทั้งปวงจะไม่รู้  มีเพียงพระบิดาเท่านั้นที่จะทรงรู้ นั่นคือ พระวิญญาณเท่านั้นที่จะทรงรู้  แม้กระทั่งบุตรมนุษย์พระองค์เองก็ไม่ทรงรู้ แต่เจ้ากลับสามารถมองเห็นและรู้ได้กระนั้นหรือ?  หากเจ้าสามารถรู้และมองเห็นได้ด้วยตาของเจ้าเอง การตรัสพระวจนะเหล่านี้จะไม่ไร้ประโยชน์หรอกหรือ?  แล้วพระเยซูได้ตรัสสิ่งใดเอาไว้ในเวลานั้น?  “แต่ไม่มีใครรู้เรื่องวันหรือเวลาแม้แต่บรรดาทูตแห่งฟ้าสวรรค์หรือพระบุตร มีแต่พระบิดาองค์เดียว เพราะว่าสมัยของโนอาห์เคยเป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น… เพราะเหตุนี้พวกท่านจงเตรียมพร้อม เพราะในเวลาที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา”  เมื่อวันนั้นมาถึง บุตรมนุษย์พระองค์เองจะไม่ทรงรู้  บุตรมนุษย์นี้อ้างถึงเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ เป็นบุคคลปกติและธรรมดาคนหนึ่ง  แม้แต่บุตรมนุษย์พระองค์เองก็ไม่ทรงรู้ ดังนั้นแล้วเจ้าจะสามารถรู้ได้อย่างไร?  พระเยซูตรัสว่าพระองค์กำลังเสด็จมาเพราะพระองค์ได้ทรงออกเดินทางแล้ว  เมื่อพระองค์เสด็จมาถึง แม้แต่พระองค์ก็ไม่รู้พระองค์เอง ดังนั้นพระองค์จะสามารถแจ้งให้เจ้ารู้ล่วงหน้าได้อย่างไร?  เจ้าสามารถมองเห็นการเสด็จมาถึงของพระองค์กระนั้นหรือ?  นั่นมิใช่เรื่องตลกหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)

พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์มิใช่วิญญาณของซาตาน หรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนใดๆ  แต่คือมนุษย์ ผู้ซึ่งมีเนื้อหนังและได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว  แน่นอนว่าเป็นเพราะเนื้อหนังของมนุษย์ได้ถูกทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว พระเจ้าจึงได้ทรงทำให้มนุษย์ที่มีเนื้อหนังเป็นเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากมนุษย์คือเป้าหมายของความเสื่อมทราม พระเจ้าจึงได้ทรงทำให้มนุษย์เป็นเป้าหมายเพียงอย่างเดียวแห่งพระราชกิจของพระองค์โดยตลอดทุกช่วงระยะของพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์  มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย มีเลือดเนื้อ และพระเจ้าคือองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้  ในหนทางนี้ พระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีคุณลักษณะเดียวกันกับมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ เพื่อที่ว่าพระราชกิจของพระองค์อาจจะบรรลุประสิทธิผลได้ดียิ่งขึ้น  พระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างแน่นอนเพราะมนุษย์มีเนื้อหนัง และไม่สามารถเอาชนะบาปหรือปลดเปลื้องตัวเขาเองจากเนื้อหนังได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

การช่วยมนุษย์ให้รอดของพระเจ้าไม่ได้ทำโดยตรงด้วยการใช้วิธีการของพระวิญญาณและพระอัตลักษณ์ของพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณของพระองค์นั้นไม่สามารถสัมผัสและมองเห็นได้โดยมนุษย์ และมนุษย์ก็ไม่สามารถเข้าใกล้ได้  หากพระองค์ทรงพยายามที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดโดยตรงในฐานะพระวิญญาณ มนุษย์ก็จะไม่สามารถรับความรอดของพระองค์ได้  หากพระเจ้ามิได้ทรงสวมรูปสัณฐานภายนอกของมนุษย์ทรงสร้าง ก็คงจะปราศจากหนทางที่มนุษย์จะได้รับความรอดนี้  เพราะมนุษย์ไม่มีหนทางที่จะเข้าใกล้พระองค์ได้เลย เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เมฆของพระยาห์เวห์ได้  ด้วยการบังเกิดเป็นมนุษย์ทรงสร้างเท่านั้น นั่นคือ ด้วยการนำพระวจนะของพระองค์มาไว้ในเนื้อหนังที่พระองค์จะใช้ประสูติเท่านั้น พระองค์จึงจะทำให้พระวจนะทำงานในตัวทุกคนที่ติดตามพระองค์ได้ด้วยพระองค์เอง  เมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงสามารถได้ยินและมองเห็นพระวจนะของพระองค์ได้ด้วยตนเอง และถึงกับได้รับพระวจนะของพระองค์ และโดยวิถีทางนี้จึงได้รับการช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์  หากพระเจ้ามิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้ที่มีเนื้อหนังและเลือดจะไม่สามารถได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้เลย และจะไม่มีใครสักคนที่ได้รับการช่วยให้รอด  หากพระวิญญาณของพระเจ้าทรงพระราชกิจโดยตรงท่ามกลางมวลมนุษย์ มนุษยชาติทั้งมวลก็จะถูกบดขยี้ หรือถูกซาตานจับเป็นเชลยทั้งหมดเมื่อไร้หนทางมาสัมผัสพระเจ้า  การประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรกคือการไถ่มนุษย์จากบาป เพื่อไถ่เขาด้วยกายเนื้อหนังของพระเยซู นั่นก็คือ พระองค์ทรงช่วยมนุษย์ให้รอดจากกางเขน แต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานยังคงอยู่ในตัวมนุษย์  การประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองนั้นไม่ใช่เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปอีกต่อไป แต่เพื่อช่วยบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่จากบาปให้รอดโดยสมบูรณ์  การนี้ทำไปเพื่อให้บรรดาผู้ที่ได้รับการอภัยบาปของตนไปแล้วอาจได้รับการปลดปล่อยจากบาปของตน และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วน บรรลุการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และหลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งความมืดของซาตานและคืนสู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าด้วยเหตุนี้  เพียงในหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างครบถ้วน  หลังจากที่ยุคธรรมบัญญัติได้สิ้นสุดลงและเริ่มต้นยุคพระคุณ พระเจ้าทรงเริ่มพระราชกิจแห่งความรอดซึ่งดำเนินต่อมาจนถึงยุคสุดท้ายที่พระองค์จะทรงชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์โดยสมบูรณ์ในการพิพากษาและการตีสอนเผ่าพันธุ์มนุษย์เพราะความเป็นกบฏของพวกเขา  เมื่อนั้นเท่านั้นพระเจ้าจึงจะทรงสรุปพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์และเข้าสู่การหยุดพัก  ดังนั้น ในพระราชกิจสามระยะ มีเพียงสองระยะเท่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์โดยพระองค์เอง  นั่นเป็นเพราะว่า มีเพียงหนึ่งในสามระยะของพระราชกิจเท่านั้นที่ทรงชี้แนะมนุษย์ในการดำเนินชีวิตของพวกเขา ในขณะที่อีกสองระยะนั้นประกอบด้วยพระราชกิจแห่งความรอด  ด้วยการบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นพระเจ้าจึงทรงอยู่ร่วมกับมนุษย์ ผ่านประสบการณ์ความทุกข์ของโลกนี้ และดำรงพระชนม์ชีพในกายเนื้อหนังปกติได้  เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่พระองค์จึงสามารถประทานพระวจนะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงให้กับมนุษย์ ซึ่งพวกเขาจำเป็นต้องมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  โดยผ่านทางการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า มนุษย์จึงได้รับความรอดจากพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่รับโดยตรงจากสวรรค์ที่ตอบคำอธิษฐานของเขา  มนุษย์มีธรรมชาติเป็นเนื้อหนังและเลือด เขาไม่มีทางที่จะมองเห็นพระวิญญาณของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการเข้าหาพระวิญญาณของพระองค์ ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาสามารถสัมผัสได้คือเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  ด้วยวิถีทางนี้เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถเข้าใจพระวจนะทั้งปวงและความจริงทั้งหมดและได้รับความรอดโดยสมบูรณ์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

เหตุผลเดียวที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้ทรงเข้ามาสู่เนื้อหนังก็เนื่องจากความต้องการที่จำเป็นของมนุษย์ที่เสื่อมทราม เป็นเพราะความจำเป็นของมนุษย์นั่นเอง ไม่ใช่ของพระเจ้า และการพลีอุทิศและความทุกข์ทั้งหมดของพระองค์นั้นล้วนเป็นไปเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของมวลมนุษย์ และมิใช่เพื่อประโยชน์ของพระเจ้าพระองค์เอง  ไม่มีข้อดีและข้อเสียหรือรางวัลตอบแทนอันใดเลยสำหรับพระเจ้า พระองค์จะไม่ได้เก็บเกี่ยวพืชผลในอนาคตบางอย่าง แต่พืชผลนั้นเองที่ติดค้างพระองค์มาแต่เดิม  ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำและทรงพลีอุทิศให้แก่มวลมนุษย์นั้นมิใช่เพื่อที่พระองค์อาจจะทรงได้รับรางวัลตอบแทนอันใหญ่หลวงทั้งหลาย  แต่เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของมวลมนุษย์โดยล้วน  แม้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังจะเกี่ยวข้องกับความลำบากยากเย็นมากมายอันมิอาจจินตนาการได้ แต่ประสิทธิผลที่จะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดนั้นมากเกินกว่าประสิทธิผลทั้งหลายของพระราชกิจที่พระวิญญาณทรงกระทำโดยตรงมากนัก  พระราชกิจแห่งเนื้อหนังพ่วงเอาความยากลำบากมากมาย และเนื้อหนังไม่สามารถมีอัตลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่แบบเดียวกับพระวิญญาณได้ พระองค์ไม่สามารถดำเนินกิจการทั้งหลายที่เหนือธรรมชาติแบบเดียวกับพระวิญญาณได้ นับประสาอะไรที่พระองค์จะสามารถมีสิทธิอำนาจแบบเดียวกับพระวิญญาณได้  กระนั้น แก่นแท้ของพระราชกิจที่กระทำโดยเนื้อหนังที่ไม่โดดเด่นนี้กลับเหนือกว่าแก่นแท้ของพระราชกิจที่พระวิญญาณทรงกระทำโดยตรงมากนัก และพระองค์เองในเนื้อหนังนี้ก็ทรงสนองตอบต่อความต้องการที่จำเป็นทั้งหลายของมวลมนุษย์ทั้งปวง  สำหรับบรรดาผู้ที่จะได้รับการช่วยให้รอดนั้น คุณค่าการใช้งานของพระวิญญาณด้อยกว่าคุณค่าการใช้งานของเนื้อหนังมากนัก กล่าวคือ พระราชกิจของพระวิญญาณสามารถครอบคลุมทั่วทั้งจักรวาล ตลอดทั้งภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทรทั้งหมด กระนั้น พระราชกิจของเนื้อหนังสัมพันธ์กับทุกคนที่พระองค์เสด็จมาติดต่อสัมผัสอย่างมีประสิทธิผลมากกว่า  ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อหนังของพระเจ้าที่มีรูปทรงอันสัมผัสได้สามารถได้รับความเข้าใจและไว้วางใจจากมนุษย์ได้ดีกว่า และสามารถทำให้มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก  และสามารถทำให้มนุษย์เกิดความประทับใจลุ่มลึกยิ่งขึ้นกับกิจการอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหลายของพระเจ้าได้  พระราชกิจของพระวิญญาณถูกปกคลุมอยู่ในความล้ำลึก มันยากเย็นที่จะคาดการณ์ได้สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย และยิ่งยากมากขึ้นไปอีกสำหรับพวกเขาที่จะมองเห็น และดังนั้นพวกเขาจึงสามารถเพียงพึ่งพาจินตนาการอันไม่มีแก่นสารของพวกเขาเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของเนื้อหนังก็เป็นปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีปัญญาอันอุดม และเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถมองเห็นได้โดยตาเนื้อของมนุษย์ มนุษย์สามารถรับประสบการณ์กับปัญญาแห่งพระราชกิจของพระเจ้าด้วยตนเอง และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จินตนาการอันอุดมสมบูรณ์ของเขา  นี่คือความแน่นอนและคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนัง  พระวิญญาณสามารถเพียงแค่ทำสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์มิอาจมองเห็นได้และยากสำหรับเขาที่จะจินตนาการ ตัวอย่างเช่น ความรู้แจ้งของพระวิญญาณ การทรงขับเคลื่อนของพระวิญญาณ การทรงนำของพระวิญญาณ แต่สำหรับมนุษย์ผู้มีความรู้สึกนึกคิด การเหล่านี้มิได้จัดเตรียมความหมายที่ชัดเจนอันใด  การเหล่านี้เพียงจัดเตรียมการขับเคลื่อน หรือความหมายกว้างๆ  เท่านั้น และไม่สามารถให้การอบรมสั่งสอนด้วยคำพูดได้  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังนั้นแตกต่างอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ เป็นพระราชกิจที่เกี่ยวข้องกับการทรงนำที่ถูกต้องแม่นยำด้วยพระวจนะ มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน และมีเป้าหมายที่พึงประสงค์ชัดเจนในการนี้  และดังนั้น มนุษย์ไม่จำเป็นต้องควานไปทั่ว หรือใช้จินตนาการของเขา นับประสาอะไรที่จำเป็นต้องสร้างการคาดเดา  นี่คือความชัดเจนของพระราชกิจในเนื้อหนังกับความแตกต่างอันใหญ่หลวงจากพระราชกิจของพระวิญญาณ  พระราชกิจของพระวิญญาณเหมาะสมเพียงสำหรับขอบเขตจำกัดขอบเขตหนึ่งเท่านั้นและไม่สามารถแทนที่พระราชกิจของเนื้อหนังได้  พระราชกิจของเนื้อหนังให้มนุษย์มีเป้าหมายที่แม่นยำและจำเป็นกว่า และให้ความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและมีคุณค่ากว่าพระราชกิจของพระวิญญาณมากมายนัก  พระราชกิจที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ที่สุดต่อมนุษย์ที่เสื่อมทรามคือพระราชกิจที่จัดเตรียมพระวจนะที่ถูกต้องแม่นยำ เป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อไล่ตามเสาะหา และที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้  มีเพียงพระราชกิจที่เป็นจริงและการทรงนำที่ทันกาลเท่านั้นที่เหมาะกับรสนิยมของมนุษย์ และมีเพียงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและต่ำช้าของเขาได้  การนี้สามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น มีเพียงพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและต่ำช้าแต่เดิมนั้นของเขาได้  ถึงแม้พระวิญญาณจะเป็นแก่นแท้ในธรรมชาติของพระเจ้า แต่พระราชกิจดังเช่นการนี้สามารถทำได้โดยเนื้อหนังของพระองค์เท่านั้น  หากพระวิญญาณได้ทรงพระราชกิจเพียงฝ่ายเดียว เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พระราชกิจของพระองค์จะมีประสิทธิผล—นี่คือความจริงที่ชัดแจ้ง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

แม้ว่าเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์จะห่างไกลจากการจับคู่กับพระอัตลักษณ์และฐานะของพระเจ้า และสำหรับมนุษย์แล้วดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งซึ่งเข้ากันไม่ได้กับสถานะจริงของพระองค์ แต่เนื้อหนังนี้ผู้ซึ่งไม่มีพระฉายาที่แท้จริงของพระเจ้า หรือพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้า สามารถทรงพระราชกิจที่พระวิญญาณของพระเจ้าไม่สามารถทำได้โดยตรง เช่นนั้นเองที่เป็นนัยสำคัญและคุณค่าที่แท้จริงของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และนัยสำคัญและคุณค่านี้นี่เองที่มนุษย์ไม่สามารถซาบซึ้งและยอมรับได้  แม้มวลมนุษย์ทั้งปวงเทิดทูนพระวิญญาณของพระเจ้าและดูแคลนเนื้อหนังของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะมีทรรศนะหรือคิดอย่างไร นัยสำคัญและคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเนื้อหนังก็มากเกินกว่านัยสำคัญและคุณค่าของพระวิญญาณมากนัก  แน่นอนว่า การนี้เกี่ยวข้องกับมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเท่านั้น  สำหรับทุกคนที่แสวงหาความจริงและถวิลหารอคอยการทรงปรากฏของพระเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณสามารถเพียงจัดเตรียมการดลใจหรือแรงบันดาลใจ และสำนึกรับรู้ถึงความน่าอัศจรรย์ว่าพระราชกิจนี้มิอาจอธิบายได้และมิอาจจินตนาการได้ และสำนึกรับรู้ว่ามันยิ่งใหญ่ สูงส่ง และน่าเลื่อมใส กระนั้นทุกคนก็ยังมิอาจบรรลุถึงได้และมิอาจได้มาได้ด้วยเช่นกัน  มนุษย์และพระวิญญาณของพระเจ้าสามารถเพียงมองดูกันและกันจากที่ห่างไกล ราวกับว่ามีระยะห่างใหญ่หลวงระหว่างพวกเขา และพวกเขาไม่สามารถมีวันที่จะเหมือนกันได้ ราวกับว่ามนุษย์และพระเจ้าถูกแยกออกจากกันโดยขีดคั่นที่ไม่ประจักษ์แก่ตา  ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือภาพมายาที่พระวิญญาณทรงมอบให้แก่มนุษย์ ซึ่งเป็นเพราะพระวิญญาณและมนุษย์ไม่ใช่ประเภทเดียวกันและจะไม่มีวันอยู่ร่วมกันในโลกเดียวกัน และเพราะพระวิญญาณไม่ทรงมีสิ่งใดเลยที่เป็นของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณไม่สามารถทรงพระราชกิจที่มนุษย์จำเป็นมากที่สุดได้โดยตรง  พระราชกิจของเนื้อหนังมอบวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเพื่อไล่ตามเสาะหา มอบพระวจนะที่ชัดเจน และมอบสำนึกรับรู้ว่าพระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นปกติ ว่าพระองค์ทรงถ่อมพระทัยและทรงธรรมดาสามัญ  แม้มนุษย์อาจกลัวพระองค์ แต่สำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้วพระองค์ทรงง่ายที่จะมีสัมพันธ์ด้วย กล่าวคือ มนุษย์สามารถมองพระพักตร์ของพระองค์ และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และเขาไม่จำเป็นต้องมองพระองค์จากที่ห่างไกล  เนื้อหนังนี้ให้ความรู้สึกสามารถเข้าถึงได้แก่มนุษย์ ไม่ทรงห่างไกล หรือมิอาจหยั่งลึกได้ แต่เป็นที่ประจักษ์แก่ตาและสัมผัสได้ เพราะเนื้อหนังนี้ทรงอยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

เนื่องจากผู้ที่ได้รับการพิพากษาคือมนุษย์ มนุษย์ที่เป็นเนื้อหนังและถูกทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว และไม่ใช่วิญญาณของซาตานที่ได้รับการพิพากษาโดยตรง เพราะฉะนั้นพระราชกิจแห่งการพิพากษาจึงมิได้ดำเนินการในโลกวิญญาณ แต่ดำเนินการในหมู่มนุษย์  ไม่มีผู้ใดเหมาะสมและมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาความเสื่อมทรามของเนื้อหนังมนุษย์มากไปกว่าพระเจ้าในเนื้อหนัง  หากการพิพากษาดำเนินการโดยพระวิญญาณของพระเจ้าโดยตรง เช่นนั้นก็คงจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์จะยอมรับเรื่องนี้ได้ยาก เพราะพระวิญญาณไม่สามารถเสด็จมาเผชิญหน้ากับมนุษย์ได้  เมื่อพิจารณาเพียงประเด็นนี้ ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นในทันที นับประสาอะไรที่มนุษย์จะสามารถมองเห็นพระอุปนิสัยที่มิอาจถูกล่วงเกินของพระเจ้าได้ชัดเจนขึ้น  ซาตานสามารถได้รับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงก็ต่อเมื่อพระเจ้าในเนื้อหนังทรงพิพากษาความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์เท่านั้น  พระเจ้าในเนื้อหนังคือบุคคลผู้มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และพระองค์สามารถพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้โดยตรง นี่คือเครื่องหมายของความบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ของพระองค์ และของความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสม และทรงอยู่ในฐานะที่จะพิพากษามนุษย์ เพราะพระองค์ทรงครองความจริงและความชอบธรรม ดังนั้น พระองค์จึงสามารถพิพากษามนุษย์ได้  พวกที่ปราศจากความจริงและความชอบธรรมย่อมไม่เหมาะสมที่จะตัดสินผู้อื่น  หากพระราชกิจนี้ทำโดยพระวิญญาณของพระเจ้า เช่นนั้นก็จะไม่ได้หมายถึงชัยชนะเหนือซาตาน  โดยเนื้อแท้แล้ว พระวิญญาณทรงได้รับการยกชูมากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ต้องตายทั้งหลาย และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ และทรงมีชัยชนะเหนือเนื้อหนัง  หากพระวิญญาณทรงพระราชกิจนี้โดยตรง พระองค์ก็จะไม่สามารถพิพากษาความเป็นกบฏทั้งหมดของมนุษย์ได้ และไม่สามารถเผยความไม่ชอบธรรมทั้งหมดของมนุษย์ออกมา  เนื่องจากพระราชกิจแห่งการพิพากษาถูกดำเนินการโดยผ่านมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าด้วย และมนุษย์ไม่เคยมีมโนคติอันหลงผิดใดเกี่ยวกับพระวิญญาณเลย ดังนั้น พระวิญญาณจึงไม่สามารถเผยความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้ดีกว่า และยิ่งไม่สามารถเปิดโปงความไม่ชอบธรรมเช่นนั้นอย่างครบถ้วน  พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงเป็นศัตรูของผู้ที่ไม่รู้จักพระองค์ทั้งปวง  พระองค์ทรงเปิดโปงความเป็นกบฏทั้งหมดของมวลมนุษย์ผ่านการพิพากษามโนคติอันหลงผิดและการต่อต้านพระองค์ของมนุษย์  ผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังเป็นที่ประจักษ์ชัดมากกว่าผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระวิญญาณ  ดังนั้น การพิพากษามวลมนุษย์ทั้งปวงจึงไม่ถูกดำเนินการโดยพระวิญญาณโดยตรง แต่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสพระเจ้าในเนื้อหนังได้ และพระเจ้าในเนื้อหนังทรงสามารถพิชิตมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์  มนุษย์จึงก้าวหน้าจากการต่อต้านไปสู่การนบนอบพระองค์ จากการข่มเหงพระองค์ไปสู่การยอมรับพระองค์ จากการมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ไปสู่การรู้จักพระองค์ และจากการปฏิเสธพระองค์ไปสู่การรักพระองค์—เหล่านี้คือผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  มนุษย์ได้รับการช่วยให้รอดโดยผ่านทางการยอมรับการพิพากษาของพระองค์เท่านั้น มนุษย์ค่อยๆ มารู้จักพระองค์ทีละน้อยโดยผ่านทางพระวจนะทั้งหลายจากพระโอษฐ์ของพระองค์เท่านั้น มนุษย์ได้รับการพิชิตโดยพระองค์ในระหว่างการที่เขาต่อต้านพระองค์ และเขาได้รับสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตจากพระองค์ในระหว่างการยอมรับการตีสอนของพระองค์  พระราชกิจทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนัง และมิใช่พระราชกิจของพระเจ้าในพระอัตลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระวิญญาณ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

จุดแข็งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกี่ยวกับพระราชกิจในเนื้อหนังของพระองค์ก็คือ พระองค์สามารถฝากพระวจนะและคำเตือนสติที่ถูกต้องเที่ยงตรง และเจตนารมณ์อันแน่ชัดที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ให้แก่คนที่ติดตามพระองค์ เพื่อที่หลังจากนั้นผู้ติดตามของพระองค์จะได้สามารถถ่ายทอดพระราชกิจทั้งปวงในเนื้อหนังของพระองค์ รวมทั้งเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ทั้งมวล ให้แก่คนที่ยอมรับหนทางนี้ได้อย่างเที่ยงตรงยิ่งขึ้นและในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น  ด้วยการที่พระเจ้าในเนื้อหนังมาทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์เท่านั้นที่ทำให้พระเจ้าทรงอยู่ร่วมและดำรงพระชนม์ร่วมกับมนุษย์ได้จริง ทั้งยังลุล่วงความปรารถนาของมนุษย์ที่จะยลพระพักตร์ของพระเจ้า เป็นพยานรู้เห็นพระราชกิจของพระเจ้า และได้ฟังพระวจนะที่พระเจ้านั้นตรัสด้วยพระองค์เอง  พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงสิ้นสุดยุคที่มวลมนุษย์มองเห็นแต่พระปฤษฎางค์ของพระยาห์เวห์ และพระองค์ยังสรุปปิดยุคที่มวลมนุษย์เชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครืออีกด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในครั้งที่ผ่านมานั้นพามนุษย์ทั้งปวงเข้าสู่ยุคที่มีความเป็นจริงมากขึ้น สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น และงดงามขึ้น  พระราชกิจนี้ไม่เพียงสรุปปิดยุคธรรมบัญญัติและกฎข้อบังคับทั้งหลายเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ยังเผยให้มวลมนุษย์มองเห็นพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและปกติ ชอบธรรมและบริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงเปิดตัวพระราชกิจที่เป็นแผนการบริหารจัดการ แสดงให้เห็นความล้ำลึกทั้งหลายและบั้นปลายของมวลมนุษย์ สร้างมวลมนุษย์และสิ้นสุดพระราชกิจบริหารจัดการ ทั้งยังทรงซ่อนเร้นมานานหลายพันปีแล้ว  พระราชกิจนี้สิ้นสุดยุคแห่งความคลุมเครือโดยสิ้นเชิง สรุปปิดยุคที่มนุษย์ทั้งมวลปรารถนาที่จะแสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้า แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เป็นการจบยุคที่มนุษย์ทั้งมวลรับใช้ซาตาน และนำมนุษย์ทั้งมวลผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ล่าสุด  ทั้งหมดนี้เป็นผลจากพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังซึ่งแทนที่พระวิญญาณของพระเจ้า  เฉพาะเมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนังของพระองค์เท่านั้น คนที่ติดตามพระองค์จึงจะไม่แสวงและควานหาสิ่งที่ดูเหมือนทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่อีกต่อไป ยุติการคาดเดาเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่คลุมเครือ  เมื่อพระเจ้าทรงเผยแผ่พระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังนั้น บรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์จะถ่ายทอดพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงกระทำในเนื้อหนังให้กับทุกๆ ศาสนาและคณะนิกายทั้งหมด และพวกเขาจะสื่อสารพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ไปถึงหูของมวลมนุษย์ทั้งหมด  ทุกอย่างที่บรรดาผู้ได้รับข่าวประเสริฐของพระองค์ได้ยินนั้นจะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพระราชกิจของพระองค์ จะเป็นสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ได้เห็นและได้ยินมาด้วยตนเอง และจะเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่เรื่องเล่าขาน  ข้อเท็จจริงเหล่านี้คือหลักฐานที่พระองค์ทรงใช้เผยแผ่พระราชกิจ และพวกมันยังเป็นเครื่องมือทั้งหลายที่พระองค์ทรงใช้ในการเผยแผ่พระราชกิจด้วยเช่นกัน  หากไม่มีการดำรงอยู่ของข้อเท็จจริงทั้งหลายแล้ว ข่าวประเสริฐของพระองค์ก็คงจะไม่เผยแผ่ไปทั่วทุกประเทศและทุกสถานที่ หากไม่มีข้อเท็จจริงแต่มีเพียงความคิดฝันของมนุษย์เท่านั้น พระองค์ก็คงจะไม่มีวันสามารถทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตจักรวาลทั้งหมดทั้งมวลได้  พระวิญญาณเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจสัมผัสได้ ไม่ปรากฏแก่ตามนุษย์ และพระราชกิจของพระวิญญาณก็ไม่สามารถทิ้งหลักฐานหรือข้อเท็จจริงอันใดเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าให้แก่มนุษย์ได้มากกว่านี้  มนุษย์จะไม่มีวันมองเห็นพระพักตร์อันแท้จริงของพระเจ้า เขาจะเชื่ออยู่เสมอในพระเจ้าที่คลุมเครือซึ่งไม่มีอยู่จริง  มนุษย์จะไม่มีวันได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า และจะไม่มีวันได้ฟังพระวจนะที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง  ไม่ว่าจะอย่างไร ความคิดฝันของมนุษย์ก็ว่างเปล่า และไม่สามารถแทนที่พระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า มนุษย์ไม่อาจแสดงอุปนิสัยประจำพระองค์ของพระเจ้าและทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้  มีเพียงพระเจ้าผู้บังเกิดเป็นเนื้อหนังและเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ด้วยพระองค์เองเท่านั้นที่สามารถนำพระเจ้าที่มองไม่เห็นบนฟ้าสวรรค์และพระราชกิจของพระองค์มายังแผ่นดินโลกได้  นี่คือหนทางซึ่งดีเลิศที่สุดที่พระเจ้าจะทรงปรากฏแก่มนุษย์ เป็นหนทางที่ทำให้มนุษย์มองเห็นพระเจ้าและมารู้จักพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่ได้ประสูติเป็นมนุษย์ไม่อาจสัมฤทธิ์ได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

พระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังต้องกระทำในเนื้อหนัง  หากกระทำโดยพระวิญญาณของพระเจ้าโดยตรง ก็คงจะไม่เกิดประสิทธิผลใดๆ เลย  ถึงแม้ว่าพระราชกิจนี้จะกระทำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ มันก็คงจะไม่มีนัยสำคัญที่ยิ่งใหญ่ใดๆ  และในท้ายที่สุดก็คงจะไม่เป็นที่น่าจูงใจ  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงปรารถนาที่จะรู้ว่าพระราชกิจของพระผู้สร้างมีนัยสำคัญหรือไม่ และมันเป็นสิ่งแทนสิ่งใด และมันถูกกระทำไปเพื่อสิ่งใด และพระราชกิจของพระเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยสิทธิอำนาจและพระปรีชาญาณหรือไม่ และมันมีคุณค่าและนัยสำคัญสูงสุดหรือไม่  พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำนั้นกระทำไปเพื่อความรอดของมวลมนุษย์ทั้งหมด เพื่อประโยชน์แห่งการเอาชนะซาตาน และเพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์เองท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง  เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำต้องมีนัยสำคัญที่ยิ่งใหญ่  เนื้อหนังของมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว ถูกทำให้มืดบอดอย่างหนักที่สุด และถูกทำร้ายอย่างลึกล้ำ  สาเหตุสำคัญที่สุดที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนังด้วยพระองค์เองก็เพราะเป้าหมายที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอดคือมนุษย์ที่มีเนื้อหนัง และยังเป็นเพราะซาตานใช้เนื้อหนังของมนุษย์มารบกวนพระราชกิจของพระเจ้าอีกด้วย  แท้จริงแล้วการสู้รบกับซาตานก็คือพระราชกิจแห่งการพิชิตมนุษย์ และในเวลาเดียวกัน มนุษย์ยังเป็นเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอดอีกด้วย  ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่พระเจ้าจะต้องทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์  ซาตานทำให้เนื้อหนังของมนุษย์เสื่อมทราม และมนุษย์ก็ได้กลายเป็นร่างจำแลงของซาตาน กลายเป็นเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงทำให้ปราชัย  เมื่อเป็นดังนี้ พระราชกิจแห่งการทำสงครามกับซาตานและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจึงเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก และพระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะทำสงครามกับซาตาน  นี่คือพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างที่สุด  ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง แท้จริงแล้วพระองค์กำลังทำสงครามกับซาตานอยู่ในเนื้อหนัง  เมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง พระองค์กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ในโลกวิญญาณ และทำให้พระราชกิจทั้งปวงของพระองค์ในโลกวิญญาณกลายเป็นจริงบนแผ่นดินโลก  คนที่ถูกพิชิตก็คือมนุษย์ มนุษย์ที่เป็นกบฏต่อพระองค์ ส่วนคนที่ถูกทำให้พ่ายแพ้คือร่างจำแลงของซาตาน (แน่นอนว่านี่ก็คือมนุษย์เช่นกัน) ที่เป็นอริกับพระองค์ และคนที่ได้รับการช่วยให้รอดในท้ายที่สุดก็คือมนุษย์เช่นกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้จึงยิ่งจำเป็นที่พระเจ้าจะต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีเปลือกนอกเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เพื่อให้พระองค์สามารถทำสงครามกับซาตานได้จริง สามารถพิชิตมนุษย์ที่เป็นกบฏต่อพระองค์และมีเปลือกนอกแบบเดียวกันกับพระองค์ได้ และสามารถช่วยมนุษย์ที่มีเปลือกนอกเหมือนพระองค์และถูกซาตานทำร้ายไปแล้วนั้นให้รอด  ศัตรูของพระองค์คือมนุษย์ เป้าหมายที่พระองค์จะพิชิตก็คือมนุษย์ และเป้าหมายที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอดย่อมเป็นมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา  ดังนั้นพระองค์จึงต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทำดังนี้ พระราชกิจของพระองค์จึงง่ายขึ้นมาก—พระองค์สามารถเอาชนะซาตานและพิชิตมวลมนุษย์ และยิ่งสามารถมากขึ้นที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอด… เนื้อหนังนี้มีความสำคัญต่อมนุษย์ยิ่งนักเพราะพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เพราะพระองค์สามารถกระทำพระราชกิจที่ไม่มีมนุษย์ธรรมดาที่มีเนื้อหนังคนใดสามารถกระทำได้ และเพราะพระองค์สามารถช่วยมนุษย์ที่เสื่อมทรามผู้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์บนแผ่นดินโลกให้รอดได้  แม้ว่าพระองค์ทรงเป็นเหมือนกันกับมนุษย์ แต่พระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์ก็ทรงมีความสำคัญต่อมวลมนุษย์มากกว่าบุคคลที่มีคุณค่าคนใด เพราะพระองค์สามารถกระทำพระราชกิจที่พระวิญญาณของพระเจ้าไม่สามารถกระทำได้ สามารถมากกว่าพระวิญญาณของพระเจ้าในการเป็นคำพยานต่อพระเจ้าพระองค์เอง และสามารถมากกว่าพระวิญญาณของพระเจ้าในการได้รับมวลมนุษย์อย่างครบถ้วน  เนื่องจากผลอันนี้ ถึงแม้เนื้อหนังนี้จะเป็นปกติและธรรมดา แต่เมื่อเป็นเรื่องของความช่วยเหลือที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์และนัยสำคัญของพระองค์ต่อการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ สิ่งเหล่านั้นก็มีค่าอย่างสูง และคุณค่าและนัยสำคัญตามจริงของเนื้อหนังนี้มิอาจประเมินได้กับมนุษย์คนใด  ถึงแม้ว่าเนื้อหนังนี้จะไม่สามารถทำลายซาตานได้โดยตรง แต่พระองค์สามารถใช้พระราชกิจของพระองค์เพื่อพิชิตมวลมนุษย์และเอาชนะซาตาน และทำให้ซาตานนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์อย่างเต็มเปี่ยมได้  เป็นเพราะพระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์นี่เองที่พระองค์สามารถเอาชนะซาตานและสามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้  พระองค์มิได้ทรงทำลายซาตานโดยตรง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทรงกลายมาเป็นเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตมวลมนุษย์ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว  ในหนทางนี้ พระองค์สามารถเป็นคำพยานต่อพระองค์เองท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้ดีกว่า และพระองค์สามารถช่วยมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามให้รอดได้ดีกว่า  การที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงทำให้ซาตานปราชัยนั้นเป็นคำพยานที่ยิ่งใหญ่กว่า และจูงใจได้มากกว่าการทำลายซาตานโดยตรงโดยพระวิญญาณของพระเจ้า  พระเจ้าในเนื้อหนังสามารถช่วยมนุษย์ให้รู้จักพระผู้สร้างได้ดีกว่า และสามารถเป็นคำพยานต่อพระองค์เองท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้ดีกว่า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

ก่อนหน้า: 8. พวกเราเชื่อว่า การตระเตรียมน้ำมันของเหล่าหญิงพรหมจารีที่มีปัญญานั้น อ้างอิงถึงการที่ไม่ล้มเหลวในการอธิษฐาน ในการอ่านองค์พระคัมภีร์ และในการเข้าร่วมการประชุม การทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และการรอคอยการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างระแวดระวัง  นี่คือสิ่งที่หมายถึงการเป็นหญิงพรหมจารีที่มีปัญญา และเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พวกเราก็จะให้การต้อนรับเจ้าบ่าวและเข้าร่วมงานเลี้ยงของพระเมษโปดก

ถัดไป: 2. ฉันได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามาหลายปี และฉันได้อ่านพระคัมภีร์มาอย่างมหาศาล  ทำไมฉันจึงไม่ได้อ่านคำเผยพระวจนะใดเลยที่เกี่ยวกับการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในฐานะบุตรมนุษย์และการทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย?  พวกคุณให้คำพยานว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาในเนื้อหนัง ว่าพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และว่าพระองค์กำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของยุคสุดท้าย  มีพื้นฐานอะไรสำหรับการนี้อยู่ในพระคัมภีร์บ้างไหม?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger