8. พระวจนะว่าด้วยการรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า
284. พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์และได้จัดวางพวกเขาบนแผ่นดินโลก และพระองค์ได้ทรงนำทางพวกเขามานับตั้งแต่นั้น จากนั้นทรงช่วยพวกเขาให้รอดและทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปให้มนุษยชาติ ในท้ายที่สุด พระองค์ยังคงต้องทรงพิชิตมนุษยชาติ ช่วยมนุษย์ให้รอดโดยสมบูรณ์ และฟื้นคืนพวกเขากลับสู่สภาพเสมือนดั้งเดิมของตน นี่คือพระราชกิจที่พระองค์ทรงดำเนินการมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้น—เป็นการฟื้นมนุษยชาติให้กลับสู่ภาพลักษณ์และสภาพเสมือนดั้งเดิมของพวกเขา พระเจ้าจะทรงสถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์และฟื้นคืนสภาพเหมือนดั้งเดิมของมวลมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าจะทรงฟื้นคืนสิทธิอำนาจของพระองค์บนแผ่นดินโลกและท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวง มนุษยชาติได้สูญเสียหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า รวมทั้งบทบาทหน้าที่ซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างพึงมีหลังจากที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ด้วยเหตุนั้นจึงกลายเป็นศัตรูที่เป็นกบฏต่อพระเจ้า มนุษยชาติจึงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานและต้องตกอยู่ภายใต้การชักใยของซาตาน ดังนั้น พระเจ้าจึงไม่ทรงมีหนทางใดที่จะทรงพระราชกิจท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์ได้ และกลายเป็นยิ่งไม่สามารถที่จะได้รับความยำเกรงจากพวกเขา พวกมนุษย์ถูกสร้างโดยพระเจ้า และควรจะนมัสการพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วพวกเขาหันหลังให้พระองค์และนมัสการซาตานแทน ซาตานได้กลายเป็นรูปเคารพในหัวใจของพวกเขา ดังนั้น พระเจ้าจึงสูญเสียที่ประทับของพระองค์ในหัวใจของพวกเขา ซึ่งกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงสูญเสียความหมายเบื้องหลังการทรงสร้างมนุษยชาติของพระองค์ เพราะฉะนั้น เพื่อฟื้นคืนความหมายเบื้องหลังการทรงสร้างมนุษยชาติของพระองค์ พระองค์จึงต้องทรงฟื้นคืนสภาพเสมือนดั้งเดิมของพวกเขาและทำให้มนุษยชาติสลัดทิ้งอุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเขาไป เพื่อเรียกคืนพวกมนุษย์จากซาตาน พระองค์จึงต้องทรงช่วยพวกเขาให้รอดจากบาป เฉพาะในหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าจะสามารถฟื้นคืนสภาพเสมือนดั้งเดิมและหน้าที่ของพวกเขาทีละน้อย และฟื้นคืนราชอาณาจักรของพระองค์ได้ในที่สุด การทำลายล้างพวกบุตรแห่งการกบฏให้หมดสิ้นจะถูกดำเนินการในท้ายที่สุดเช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผองมนุษย์นมัสการพระเจ้าได้ดีขึ้นและดำรงชีวิตบนแผ่นดินโลกได้ดียิ่งขึ้น เพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างพวกมนุษย์ พระองค์จึงจะทรงทำให้พวกเขานมัสการพระองค์ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมของมนุษยชาติ พระองค์จึงจะทรงฟื้นคืนโดยครบบริบูรณ์และโดยไม่มีการเจือปนใดๆ การฟื้นคืนสิทธิอำนาจของพระองค์หมายถึงการทำให้พวกมนุษย์นมัสการพระองค์และนบนอบต่อพระองค์ ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าจะทรงทำให้พวกมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่เนื่องจากพระองค์และจะทรงทำให้บรรดาศัตรูของพระองค์พินาศย่อยยับไปอันเป็นผลแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ นั่นหมายความว่าพระเจ้าจะทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระองค์คงทนอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์โดยไม่มีการต้านทานจากผู้ใดเลย ราชอาณาจักรที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสถาปนาขึ้นคือราชอาณาจักรของพระองค์เอง มนุษยชาติที่พระองค์ทรงปรารถนาคือมนุษยชาติที่นมัสการพระองค์ มนุษยชาติที่นบนอบพระองค์โดยสมบูรณ์และซึ่งครองพระสิริของพระองค์ หากพระเจ้าไม่ทรงช่วยมนุษย์ชาติที่เสื่อมทรามให้รอด เช่นนั้นแล้วความหมายเบื้องหลังการทรงสร้างมนุษยชาติของพระองค์ก็จะสูญหายไป พระองค์จะไม่ทรงมีสิทธิอำนาจท่ามกลางพวกมนุษย์อีกเลย และราชอาณาจักรของพระองค์ก็จะไม่สามารถดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกได้อีกต่อไป หากพระเจ้าไม่ทรงทำลายศัตรูเหล่านั้นผู้ซึ่งเป็นกบฏต่อพระองค์ พระองค์ก็จะทรงไร้ความสามารถที่จะได้มาซึ่งพระสิริที่ครบบริบูรณ์ของพระองค์ อีกทั้งพระองค์ก็จะไม่ทรงมีความสามารถที่จะสถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลกได้ เหล่านี้จะเป็นเครื่องหมายของความครบบริบูรณ์แห่งพระราชกิจของพระองค์และเครื่องหมายของความสำเร็จลุล่วงที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ นั่นก็คือ การทำลายล้างพวกที่เป็นกบฏต่อพระองค์ในหมู่มนุษยชาติโดยสิ้นเชิง และการนำบรรดาผู้ที่ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์เข้าสู่การหยุดพัก เมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้ฟื้นคืนสู่สภาพเสมือนดั้งเดิมของพวกเขาแล้ว และเมื่อพวกเขาสามารถทำหน้าที่แต่ละอย่างของพวกเขาให้ลุล่วง คงอยู่กับที่ตั้งที่ถูกต้องเหมาะสมของพวกเขาเอง และนบนอบต่อการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้าได้ พระเจ้าก็จะทรงได้รับผู้คนกลุ่มหนึ่งบนแผ่นดินโลกผู้ซึ่งนมัสการพระองค์ และพระองค์จะได้ทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่งขึ้นบนแผ่นดินโลกที่นมัสการพระองค์อีกด้วย พระองค์จะทรงมีชัยชนะอันเป็นนิรันดร์บนแผ่นดินโลก และพวกเหล่านั้นทั้งหมดผู้ซึ่งต่อต้านพระองค์จะพินาศย่อยยับไปตลอดกาล นี่จะฟื้นคืนเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระองค์ในการทรงสร้างมนุษยชาติ ซึ่งจะฟื้นคืนเจตนารมณ์ของพระองค์ในการทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และยังจะฟื้นคืนสิทธิอำนาจของพระองค์บนแผ่นดินโลก ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และท่ามกลางศัตรูของพระองค์อีกด้วย เหล่านี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะทั้งหมดของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นมา มนุษยชาติจะเข้าสู่การหยุดพักและเริ่มต้นชีวิตที่อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง พระเจ้าจะทรงเข้าสู่การหยุดพักอันเป็นนิรันดร์กับมนุษยชาติด้วยเช่นกัน และเริ่มต้นชีวิตอันเป็นนิรันดร์ซึ่งทั้งพระองค์เองและพวกมนุษย์ต่างก็มีร่วมกัน ความโสมมและความเป็นกบฏบนแผ่นดินโลกจะปลาสนาการไปแล้ว และเสียงคร่ำครวญทั้งหมดจะได้เหือดหายไปแล้ว และทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ที่ต่อต้านพระเจ้าจะได้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว มีเพียงพระเจ้าและบรรดาผู้คนซึ่งพระองค์ได้ทรงนำความรอดมาให้เท่านั้นที่จะคงเหลืออยู่ เฉพาะสรรพสิ่งทรงสร้างของพระองค์เท่านั้นที่จะคงเหลืออยู่
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน
285. แผนบริหารจัดการทั้งหมดของเรา ซึ่งเป็นแผนบริหารจัดการนาน 6,000 ปีนั้นประกอบด้วยสามระยะ หรือสามยุค ได้แก่ ยุคธรรมบัญญัติซึ่งเป็นยุคเริ่มต้น ยุคพระคุณ (ซึ่งเป็นยุคแห่งการไถ่ด้วย) และยุคแห่งราชอาณาจักรแห่งยุคสุดท้าย งานของเราในสามยุคดังกล่าวแตกต่างกันในด้านเนื้อหาตามแต่ละยุค ทว่าในแต่ละระยะ งานส่วนนี้จะได้รับการปฏิบัติตามความจำเป็นของมนุษย์ หรือกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นได้ว่า ถูกกระทำไปโดยสอดรับกับเล่ห์เพทุบายที่ซาตานนำมาใช้ในสงครามที่เราต้องเข้าต่อกรด้วย วัตถุประสงค์ของเราคือเพื่อทำให้ซาตานพ่ายแพ้ เพื่อสำแดงปัญญาและฤทธานุภาพอันไม่สิ้นสุดของเราให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อเปิดโปงเล่ห์เพทุบายทั้งสิ้นของซาตาน และด้วยเหตุนั้นจะเป็นการช่วยเผ่าพันธุ์มนุษยชาติทั้งมวลซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานให้รอด ทั้งหมดก็เพื่อแสดงถึงปัญญาและฤทธานุภาพอันไม่มีที่สิ้นสุดของเรา และเพื่อเผยให้เห็นความน่าขยะแขยงเกินจะทานทนของซาตาน และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ เพื่อช่วยให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายสามารถแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่วได้ เพื่อจะรับรู้ได้ว่าเราคือองค์อธิปัตย์เหนือทุกสรรพสิ่ง เพื่อให้ได้เห็นกันอย่างชัดแจ้งว่าซาตานคือศัตรูแห่งมนุษยชาติ เป็นผู้ที่เสื่อม เป็นมารชั่วร้าย และเพื่อให้พวกเขาสามารถบอกกล่าวด้วยความเชื่อมั่นเต็มหัวใจถึงข้อแตกต่างระหว่างความดีกับความชั่ว ความจริงและความลวง ความบริสุทธิ์และความโสมม รวมถึงสิ่งใดยิ่งใหญ่เลอค่าและสิ่งใดไร้เกียรติควรเหยียดหยาม ด้วยเหตุนี้มนุษย์ผู้ไม่รู้เท่าทันจึงจะสามารถเป็นประจักษ์พยานฝ่ายเราได้ว่า ไม่ใช่เราที่เป็นผู้บ่อนทำลายมนุษยชาติให้เสื่อมทราม และมีแต่เรา—พระผู้สร้าง—เท่านั้น ที่สามารถช่วยมนุษยชาติให้อยู่รอด ที่สามารถมอบสิ่งต่างๆ ซึ่งให้ความสุขแก่พวกเขาได้ จนกระทั่งพวกเขาได้ตระหนักรู้ว่าเราคือองค์อธิปัตย์เหนือทุกสรรพสิ่ง และซาตานเป็นเพียงหนึ่งในสิ่งดำรงอยู่ที่เราได้สร้างขึ้นมาและซึ่งต่อมาทรยศเรา แผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีของเราแบ่งออกเป็นสามระยะ และด้วยเหตุนั้นเราได้ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผลในการทำให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถเป็นพยานต่อเราได้ เข้าใจเจตนารมณ์ของเราได้ และรู้ได้ว่าเราคือความจริง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจในยุคแห่งการไถ่
286. ระยะเวลา 6,000 ปีแห่งพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงระยะ ได้แก่ ยุคธรรมบัญญัติ ยุคพระคุณ และยุคราชอาณาจักร พระราชกิจสามช่วงระยะนี้ล้วนเป็นไปเพื่อความรอดของมวลมนุษย์ กล่าวคือ เป็นไปเพื่อความรอดของมวลมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันก็เป็นไปเพื่อให้พระเจ้าทรงสู้รบกับซาตานด้วย ด้วยเหตุนี้ ดังเช่นที่พระราชกิจแห่งความรอดถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงระยะ การสู้รบกับซาตานจึงถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงระยะด้วย และดังนั้นพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสองแง่มุมนี้จึงดำเนินไปพร้อมกัน การสู้รบกับซาตานเป็นไปเพื่อความรอดของมวลมนุษย์โดยแท้ และเพราะพระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์มิใช่บางสิ่งที่สามารถทำให้สำเร็จสมบูรณ์ได้ในช่วงระยะเดียว การสู้รบกับซาตานจึงถูกแบ่งออกเป็นระยะและเป็นช่วงเวลาเช่นกัน และมีการเปิดศึกกับซาตานโดยสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์และขอบข่ายแห่งความเสื่อมทรามของซาตานในตัวเขา บางทีในจินตนาการของมนุษย์ เขาอาจเชื่อว่าในการสู้รบนี้ พระเจ้าจะทรงใช้อาวุธกับซาตานในหนทางเดียวกับที่สองกองทัพจะต่อสู้กัน นี่เป็นเพียงสิ่งที่ภูมิปัญญาของมนุษย์สามารถจินตนาการได้เท่านั้น เป็นแนวคิดที่คลุมเครือและไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงอย่างที่สุด กระนั้นก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เชื่อ และเพราะเราพูดในที่นี้ว่าวิถีทางแห่งความรอดของมนุษย์เป็นไปโดยผ่านทางการสู้รบกับซาตาน มนุษย์จึงจินตนาการว่านี่คือวิธีทำการสู้รบ มีสามช่วงระยะในพระราชกิจแห่งความรอดของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าการสู้รบกับซาตานถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงระยะเพื่อที่จะทำให้ซาตานปราชัยอย่างเบ็ดเสร็จ กระนั้นความจริงเบื้องลึกเกี่ยวกับพระราชกิจทั้งหมดแห่งการสู้รบกับซาตานก็คือว่า พระราชกิจนี้สัมฤทธิ์ผลได้โดยผ่านทางพระราชกิจหลายขั้นตอน ได้แก่ การประทานพระคุณแก่มนุษย์ การกลายเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปของมนุษย์ การยกโทษให้กับบาปทั้งหลายของมนุษย์ การพิชิตมนุษย์ และการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ตามข้อเท็จจริงแล้ว การสู้รบกับซาตานมิใช่การใช้อาวุธรบกับซาตาน แต่คือการเป็นคำพยานให้พระเจ้าผ่านทางการช่วยมนุษย์ให้รอด การปรับปรุงชีวิตมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์ และทำให้ซาตานปราชัยด้วยวิธีนี้ ซาตานปราชัยผ่านทางการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เมื่อซาตานปราชัยแล้ว กล่าวคือ เมื่อมนุษย์ได้รับการช่วยให้รอดโดยบริบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นซาตานที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจะถูกพันธนาการเอาไว้โดยสิ้นเชิง และในหนทางนี้ มนุษย์ก็จะได้รับการช่วยให้รอดโดยบริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ แก่นแท้แห่งความรอดของมนุษย์จึงเป็นสงครามกับซาตาน และสงครามนี้โดยพื้นฐานแล้วสะท้อนอยู่ในความรอดของมนุษย์ ช่วงระยะแห่งยุคสุดท้ายซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์จะถูกพิชิต คือช่วงระยะสุดท้ายในการสู้รบกับซาตาน และยังเป็นพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดจากอำนาจของซาตานอย่างบริบูรณ์อีกด้วย ความหมายเบื้องลึกของการพิชิตมนุษย์คือการที่รูปจำแลงของซาตาน—ซึ่งก็คือมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม—กลับคืนสู่พระผู้สร้างหลังจากที่เขาได้รับการพิชิต โดยเขาจะกบฏต่อซาตานและกลับคืนสู่พระเจ้าโดยบริบูรณ์ผ่านทางการพิชิตนี้ ในหนทางนี้ มนุษย์จึงจะถูกช่วยให้รอดโดยบริบูรณ์ และดังนั้นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยจึงเป็นพระราชกิจสุดท้ายในการสู้รบกับซาตาน และเป็นช่วงระยะสุดท้ายในการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อการทำให้ซาตานปราชัย หากปราศจากพระราชกิจนี้ ความรอดอันบริบูรณ์ของมนุษย์ก็จะเป็นไปไม่ได้ในท้ายที่สุด ความพ่ายแพ้เอย่างหมดรูปของซาตานก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน และมวลมนุษย์ก็จะไม่มีวันสามารถเข้าสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์ หรือเป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตานได้ ผลพวงที่ตามมาคือ พระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดย่อมไม่สามารถสรุปปิดตัวได้ก่อนที่การสู้รบกับซาตานจะสรุปปิดตัว เพราะแก่นสำคัญของพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อความรอดของมนุษย์ มวลมนุษย์ในยุคแรกสุดอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า แต่เนื่องจากการทดลองและการทำให้เสื่อมทรามของซาตาน มนุษย์จึงถูกซาตานพันธนาการและตกอยู่ในมือของมารร้าย ด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงกลายเป็นเป้าหมายที่จะถูกทำให้ปราชัยในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า เนื่องจากซาตานถือครองมนุษย์ และเนื่องจากมนุษย์คือต้นทุนที่พระเจ้าทรงใช้ดำเนินการบริหารจัดการทั้งหมด หากมนุษย์จะได้รับการช่วยให้รอด เช่นนั้นแล้ว เขาก็ต้องถูกฉวยกลับมาจากมือของซาตาน ซึ่งหมายความว่ามนุษย์ต้องถูกนำกลับมาหลังจากที่ถูกซาตานจับไปเป็นเชลย ด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงต้องถูกทำให้ปราชัยโดยผ่านทางความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยเก่าของมนุษย์และการฟื้นคืนแห่งเหตุผลดั้งเดิมของมนุษย์ ในหนทางนี้ มนุษย์ที่ถูกจับเป็นเชลย จะสามารถถูกชิงกลับมาจากมือของซาตานได้ หากมนุษย์เป็นอิสระจากอิทธิพลและพันธนาการของซาตาน เช่นนั้นแล้ว ซาตานก็จะอับอาย มนุษย์จะถูกพากลับมาในท้ายที่สุด และซาตานก็จะปราชัย และเนื่องจากมนุษย์เป็นอิสระจากอิทธิพลมืดของซาตาน มนุษย์จึงจะกลายเป็นรางวัลแห่งชัยชนะที่ได้มาจากการสู้รบทั้งหมดทั้งมวลนี้ และซาตานจะกลายเป็นเป้าหมายที่จะถูกลงโทษทันทีที่สงครามเสร็จสิ้น หลังจากนั้นพระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์ก็ย่อมจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมด
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์
287. พระเจ้าทรงเป็นองค์ปฐมและองค์อวสาน เป็นพระองค์ด้วยพระองค์เองนั่นเองที่ทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์เคลื่อนไหว และดังนั้นก็ต้องเป็นพระองค์ด้วยพระองค์เองที่ทรงสรุปปิดตัวยุคก่อนหน้านั้น นี่คือข้อพิสูจน์ของการที่พระองค์ทำให้ซาตานพ่ายแพ้และการที่พระองค์ทรงพิชิตโลก แต่ละครั้งที่พระองค์ทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ด้วยพระองค์เอง มันเป็นการเริ่มต้นการสู้รบครั้งใหม่ หากไม่มีการเริ่มต้นงานใหม่ ก็คงจะไม่มีการสรุปปิดตัวของงานเก่าเป็นธรรมดา และเมื่อไม่มีการสรุปปิดตัวงานเก่า นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าการสู้รบกับซาตานยังไม่มาถึงปลายทาง มีเพียงเมื่อพระเจ้าพระองค์เองเสด็จมาและทรงดำเนินพระราชกิจใหม่ท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถหลุดพ้นจากอำนาจของซาตานได้โดยสิ้นเชิง และได้รับชีวิตใหม่และการเริ่มต้นใหม่ มิฉะนั้นมนุษย์จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในยุคเก่าไปตลอดกาลและดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลเก่าๆ ของซาตานไปตลอดกาล ด้วยทุกยุคที่พระเจ้าได้ทรงนำนั้น มนุษย์ส่วนหนึ่งได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ และด้วยเหตุนั้นมนุษย์จึงรุดหน้าไปพร้อมกับพระราชกิจของพระเจ้าไปสู่ยุคใหม่ ชัยชนะของพระเจ้าหมายถึงชัยชนะสำหรับคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระองค์ หากเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ทรงสร้างได้รับหน้าที่ให้ทำการสรุปปิดตัวยุค เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นจากมุมมองของมนุษย์หรือของซาตาน การนี้คงจะไม่เป็นมากไปกว่าการกระทำของการต่อต้านหรือทรยศพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำแห่งการนบนอบพระเจ้า และงานของมนุษย์ก็คงจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับซาตาน มีเพียงเมื่อมนุษย์นบนอบและติดตามพระเจ้าในยุคที่พระเจ้าพระองค์เองทรงนำเข้ามาเท่านั้นซาตานจึงจะถูกโน้มน้าวอย่างเต็มที่ เพราะนั่นคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ดังนั้น เรากล่าวว่าพวกเจ้าจำเป็นแต่เพียงต้องติดตามและนบนอบเท่านั้น และไม่มีการพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเจ้าอีก นี่คือสิ่งที่เป็นความหมายของการที่แต่ละคนรักษาหน้าที่ของเขาและแต่ละคนปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะของเขา พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์เอง และไม่มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่ต้องทำการนั้นแทนพระองค์ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงมีส่วนร่วมในงานของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ของเขาเองและไม่มีส่วนร่วมในพระราชกิจของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการนบนอบ และการพิสูจน์ถึงความพ่ายแพ้ของซาตาน หลังจากที่พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงเสร็จสิ้นการนำยุคใหม่เข้ามา พระองค์ก็ไม่เสด็จลงมาทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์ด้วยพระองค์เองอีกต่อไป เป็นเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเป็นทางการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเขาและดำเนินภารกิจของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เหล่านี้คือหลักธรรมที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ ซึ่งไม่มีผู้ใดอาจฝ่าฝืนได้ มีเพียงการทรงพระราชกิจในหนทางนี้เท่านั้นที่สมเหตุสมผลและมีเหตุผล พระราชกิจของพระเจ้าจะถูกทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้ทำให้พระราชกิจของพระองค์เคลื่อนที่ และพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้สรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้วางแผนพระราชกิจนั้น และพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้บริหารจัดการพระราชกิจ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้นำพาพระราชกิจไปสู่การผลิดอกออกผล ดังที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราเป็นปฐมกาลและอวสาน เราคือผู้หว่านและผู้เก็บเกี่ยว” ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์นั้นกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นองค์อธิปัตย์ของแผนการบริหารจัดการหกพันปี ไม่มีผู้ใดสามารถทำพระราชกิจของพระองค์แทนพระองค์ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถนำพาพระราชกิจของพระองค์มาสู่การปิดตัวได้ เพราะพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้ถือครองทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ เมื่อได้ทรงสร้างโลกแล้ว พระองค์จะทรงนำทางทั้งโลกให้ดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างของพระองค์ และพระองค์จะทรงสรุปปิดตัวทั้งยุคด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการนำพาแผนการทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ไปสู่การผลิดอกออกผล!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (1)
288. พระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้ากระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เอง ช่วงระยะแรก—ซึ่งเป็นการทรงสร้างโลก—กระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เอง และหากมิได้เป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมา ช่วงระยะที่สองคือการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เองเช่นกัน ช่วงระยะที่สามนั้นไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า มีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นไปอีกที่บทอวสานแห่งพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าต้องกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง พระราชกิจแห่งการไถ่ การพิชิต การรับไว้ และการทำให้มวลมนุษย์ทั้งปวงมีความเพียบพร้อมล้วนดำเนินการโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น หากพระองค์มิได้ทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เอง เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ย่อมไม่สามารถเป็นตัวแทนแห่งอัตลักษณ์ของพระองค์ได้ และมนุษย์ก็ไม่สามารถทำพระราชกิจของพระองค์ได้ พระองค์ทรงนำทางมนุษย์ด้วยพระองค์เอง และทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ด้วยพระองค์เอง ก็เพื่อทำให้ซาตานปราชัย เพื่อรับมวลมนุษย์เอาไว้ และเพื่อประทานชีวิตที่ปกติบนแผ่นดินโลกแก่มนุษย์ พระองค์ต้องทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เอง เพื่อแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของพระองค์ และเพื่อพระราชกิจทั้งปวงของพระองค์ หากมนุษย์เชื่อเพียงว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อที่มนุษย์อาจมองเห็นพระองค์ เพื่อทำให้มนุษย์มีความสุขเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อเช่นนี้ย่อมไร้คุณค่า ไร้ความสำคัญ ความเข้าใจของมนุษย์นั้นผิวเผินเกินไป! พระเจ้าจะสามารถทำพระราชกิจนี้อย่างถ้วนทั่วและอย่างบริบูรณ์ได้ก็โดยการดำเนินพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เองเท่านั้น หากให้มนุษย์ทำงานนี้ เขาจะไม่สามารถเป็นตัวแทนให้พระเจ้าได้ เนื่องจากเขาไม่มีอัตลักษณ์ของพระเจ้าหรือแก่นแท้ของพระองค์ เขาจึงไม่สามารถทำพระราชกิจของพระเจ้า และต่อให้มนุษย์ได้ทำพระราชกิจนี้ ก็ย่อมจะไม่เกิดผลใดๆ ครั้งแรกที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นไปเพื่อการไถ่ เพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งหมดจากบาป เพื่อทำให้มนุษย์สามารถได้รับการชำระให้สะอาดและได้รับการยกโทษสำหรับบาปของเขา พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยก็ดำเนินไปท่ามกลางมนุษย์โดยพระเจ้าด้วยพระองค์เองเช่นกัน ในระหว่างช่วงระยะนี้หากพระเจ้าตรัสแต่คำเผยพระวจนะ เช่นนั้นแล้วก็อาจหาผู้เผยพระวจนะหรือใครบางคนที่มีของประทานมาแทนที่พระองค์ได้ หากมีแต่การกล่าวคำเผยพระวจนะเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็สามารถทำการแทนพระเจ้าได้ กระนั้นหากมนุษย์พยายามทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองด้วยตัวของเขาเองและพยายามปรับปรุงชีวิตของมนุษย์ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะทำงานนี้ พระราชกิจนี้ต้องกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เอง กล่าวคือ พระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองเพื่อทรงพระราชกิจนี้ ในยุคพระวจนะ หากมีแต่การกล่าวคำเผยพระวจนะ เช่นนั้นแล้วก็สามารถหาตัวอิสยาห์หรือเอลียาห์ ผู้เผยพระวจนะ มาทำงานนี้ และย่อมไม่มีความจำเป็นที่พระเจ้าพระองค์เองจะต้องทรงทำเช่นนั้นด้วยพระองค์เอง เนื่องจากพระราชกิจที่ทำในช่วงระยะนี้มิใช่เพียงการตรัสคำเผยพระวจนะเท่านั้น และเพราะมีความสำคัญมากขึ้นที่จะต้องใช้พระราชกิจแห่งพระวจนะมาพิชิตมนุษย์และทำให้ซาตานปราชัย พระราชกิจนี้จึงไม่สามารถกระทำโดยมนุษย์ได้ และต้องกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เอง ในยุคธรรมบัญญัติ พระยาห์เวห์ได้ทรงพระราชกิจในส่วนของพระองค์ ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสพระวจนะบางประการและทรงพระราชกิจบางประการโดยผ่านทางบรรดาผู้เผยพระวจนะ นั่นเป็นเพราะมนุษย์สามารถทำพระราชกิจของพระยาห์เวห์แทนพระองค์ได้ และบรรดาผู้ทำนายสามารถทำนายสิ่งทั้งหลาย และตีความความฝันบางอย่างในนามของพระองค์ได้ พระราชกิจที่กระทำในปฐมกาลมิใช่พระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์โดยตรง และไม่เกี่ยวข้องกับบาปของมนุษย์ และประสงค์เพียงให้มนุษย์ยึดปฏิบัติตามธรรมบัญญัติเท่านั้น ดังนั้นพระยาห์เวห์จึงมิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และมิได้เผยพระองค์เองแก่มนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์กลับตรัสแก่โมเสสและคนอื่นๆ โดยตรง ทรงทำให้พวกเขาพูดและทำงานแทนพระองค์ และเป็นเหตุให้พวกเขาทำงานท่ามกลางมวลมนุษย์โดยตรง พระราชกิจช่วงระยะแรกของพระเจ้าคือการนำทางมนุษย์ เป็นการเริ่มต้นของการสู้รบกับซาตาน แต่การสู้รบนี้ยังมิได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ สงครามอย่างเป็นทางการกับซาตานเริ่มขึ้นด้วยการที่พระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรก และต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ การสู้รบครั้งแรกในสงครามนี้คือเมื่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงถูกตอกตรึงกับกางเขน การตรึงพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์บนกางเขนทำให้ซาตานปราชัย และเป็นช่วงระยะที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในสงคราม เมื่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เริ่มทรงปรับปรุงชีวิตของมนุษย์โดยตรง นี่จึงเป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของพระราชกิจแห่งการได้มนุษย์กลับคืนมา และเนื่องจากนี่คือพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่าๆ ของมนุษย์ จึงเป็นพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน พระราชกิจช่วงระยะที่พระยาห์เวห์ทำในปฐมกาลเป็นเพียงการนำทางชีวิตบนแผ่นดินโลกของมนุษย์เท่านั้น เป็นการเริ่มต้นพระราชกิจของพระเจ้า และถึงแม้ว่ายังมิได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบใดๆ หรืองานใหญ่ใดๆ พระราชกิจช่วงระยะนั้นก็ได้วางรากฐานให้แก่พระราชกิจแห่งการสู้รบที่จะมาถึง ต่อมาพระราชกิจช่วงระยะที่สองในระหว่างยุคพระคุณมีการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่าๆ ของมนุษย์อยู่ด้วย ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าพระองค์เองได้ทรงปรับปรุงชีวิตมนุษย์ขึ้นมา การนี้ต้องกระทำโดยพระเจ้าด้วยพระองค์เอง กล่าวคือ การนี้จำเป็นที่พระเจ้าจะต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง หากพระองค์มิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่สามารถแทนพระองค์ในพระราชกิจช่วงระยะนี้ได้ เพราะเป็นพระราชกิจแห่งการต่อสู้กับซาตานโดยตรง หากมนุษย์ได้ทำงานนี้แทนพระเจ้า เมื่อมนุษย์ยืนอยู่ต่อหน้าซาตาน ซาตานย่อมจะไม่ยอมแพ้ และคงจะไม่มีทางทำให้มันปราชัยได้ จำต้องเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ที่เสด็จมาปราบมัน เพราะแก่นแท้ของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ยังคงเป็นพระเจ้าอยู่ พระองค์ยังคงเป็นชีวิตของมนุษย์ และพระองค์ยังคงเป็นพระผู้สร้าง ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลง และดังนั้นพระองค์จึงทรงยอมรับเนื้อหนังและทรงพระราชกิจเพื่อทำให้ซาตานยอมแพ้อย่างสิ้นเชิง ระหว่างช่วงระยะของพระราชกิจในยุคสุดท้าย หากมนุษย์ได้ทำพระราชกิจนี้และถูกทำให้ต้องกล่าวพระวจนะโดยตรง เช่นนั้นแล้ว เขาย่อมจะไม่สามารถกล่าวพระวจนะได้ และหากมีการกล่าวคำเผยพระวจนะออกไป เช่นนั้นแล้ว คำเผยพระวจนะนี้ก็จะไม่สามารถพิชิตมนุษย์ได้ พระเจ้าเสด็จมาเพื่อทำให้ซาตานปราชัยและทำให้มันยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงด้วยการทรงยอมรับเนื้อหนัง เมื่อพระองค์ทรงปราบซาตานได้อย่างราบคาบ พิชิตมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ และได้มนุษย์มาโดยบริบูรณ์ พระราชกิจช่วงระยะนี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์และสัมฤทธิ์ผลสำเร็จ ในการบริหารจัดการของพระเจ้านั้น มนุษย์ไม่สามารถทำการแทนพระเจ้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกิจแห่งการนำทางยุคและเปิดตัวพระราชกิจใหม่ยิ่งจำเป็นต้องให้พระเจ้าพระองค์เองทรงทำด้วยพระองค์เองมากขึ้นไปอีก มนุษย์สามารถมอบวิวรณ์แก่มนุษย์และจัดเตรียมคำเผยพระวจนะให้แก่มนุษย์ได้ แต่หากเป็นพระราชกิจที่พระเจ้าต้องทำด้วยพระองค์เอง พระราชกิจแห่งการสู้รบระหว่างพระเจ้าพระองค์เองกับซาตาน เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็ไม่สามารถทำพระราชกิจนี้ได้ ในระหว่างช่วงระยะแรกของพระราชกิจที่ไม่มีการสู้รบกับซาตาน พระยาห์เวห์ได้ทรงนำทางประชาชนชาวอิสราเอลด้วยพระองค์เองโดยใช้คำเผยพระวจนะที่ผู้เผยพระวจนะเป็นคนกล่าว หลังจากนั้นช่วงระยะที่สองของพระราชกิจเป็นการสู้รบกับซาตาน และพระเจ้าพระองค์เองทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง และเสด็จเข้าสู่เนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจนี้ สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบกับซาตานย่อมเกี่ยวข้องกับการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าไปด้วย ซึ่งหมายความว่ามนุษย์ไม่สามารถทำศึกนี้ได้ หากมนุษย์ได้สู้รบ เขาย่อมจะไม่สามารถทำให้ซาตานปราชัย เขาจะมีพละกำลังไปต่อสู้กับมันได้อย่างไรในเมื่อยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของมัน? มนุษย์อยู่ตรงกลาง กล่าวคือ หากเจ้าเอนเอียงไปหาซาตาน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เป็นของซาตาน แต่หากเจ้าทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เป็นของพระเจ้า หากมนุษย์ได้ลองทำการแทนพระเจ้าในพระราชกิจแห่งการสู้รบนี้ เขาจะสามารถทำได้หรือไม่? หากเขาได้ลองทำเช่นนั้น เขาจะไม่พินาศไปนานแล้วหรอกหรือ? เขาจะไม่เข้าสู่แดนคนตายไปนานแล้วหรอกหรือ? ดังนั้นมนุษย์จึงไม่สามารถแทนที่พระเจ้าในพระราชกิจของพระองค์ได้ ซึ่งหมายความว่ามนุษย์ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้า และหากเจ้าสู้รบกับซาตาน เจ้าย่อมจะไม่สามารถทำให้มันปราชัยได้ มนุษย์สามารถทำงานได้บางอย่างเท่านั้น เขาสามารถชนะใจผู้คนบางคนได้ แต่เขาไม่สามารถทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองแทนพระเจ้าได้ มนุษย์จะสามารถสู้รบกับซาตานได้อย่างไร? ซาตานคงจะจับเจ้าเป็นเชลยก่อนที่เจ้าจะได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ มีเพียงเมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงสู้รบกับซาตานและมนุษย์ติดตามนบนอบพระเจ้าบนพื้นฐานนี้เท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าและหนีพ้นพันธนาการของซาตาน สิ่งที่มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยปัญญาและความสามารถของเขาเองนั้นมีจำกัดเต็มที เขาไม่สามารถทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ ไม่สามารถนำทางมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่สามารถทำให้ซาตานปราชัย เชาวน์ปัญญาและปัญญาของมนุษย์ไม่สามารถสกัดกั้นกลอุบายของซาตานได้ ดังนั้นมนุษย์จะสามารถสู้รบกับมันได้อย่างไร?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์
289. พระราชกิจทั้งมวลซึ่งดำเนินไปจนเสร็จสิ้นตลอดหกพันปีนั้น ได้เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในขณะที่ยุคสมัยที่แตกต่างกันได้ผ่านมาและผ่านไป การแปรผันในพระราชกิจนี้ได้มีพื้นฐานอยู่บนสถานการณ์โดยรวมของโลก และอยู่บนแนวโน้มทางพัฒนาการของมนุษยชาติในลักษณะองค์รวม พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยสอดคล้องกันเท่านั้น ทั้งหมดหาได้ถูกวางแผนการไว้นับแต่ปฐมกาลแห่งการทรงสร้างไม่ ก่อนที่โลกจะถูกสร้างขึ้นมาหรือไม่นานนักหลังจากนั้น พระยาห์เวห์ยังมิได้ทรงวางแผนการช่วงระยะแรกแห่งพระราชกิจ ซึ่งเป็นช่วงระยะแห่งธรรมบัญญัติ ช่วงระยะที่สองแห่งพระราชกิจ ซึ่งเป็นช่วงระยะแห่งพระคุณ หรือ ช่วงระยะที่สามแห่งพระราชกิจ ซึ่งเป็นช่วงระยะแห่งการพิชิตชัย ซึ่งในนั้นพระองค์จะทรงเริ่มต้นด้วยพงศ์พันธุ์บางส่วนของโมอับ และพิชิตทั้งจักรวาลโดยผ่านทางการนี้ หลังการสร้างโลก พระองค์มิได้เคยตรัสพระวจนะเหล่านี้เลย ทั้งพระองค์ยังมิได้เคยตรัสตามหลังโมอับเช่นกัน ว่ากันจริงๆ แล้วก็คือ ก่อนมาถึงโลท พระองค์มิได้เคยดำรัสพระวจนะเหล่านี้เลย พระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้านั้นทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือวิธีที่แท้จริงที่พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการทั้งหกพันปีของพระองค์ได้พัฒนาขึ้นมา ก่อนการสร้างโลกพระองค์มิได้ทรงเขียนแผนการเช่นนั้นในรูปแบบของบางสิ่ง อย่างเช่น “แผนภูมิสรุปพัฒนาการของมนุษยชาติ” เอาไว้แล้วแต่ประการใดเลย ในพระราชกิจของพระเจ้า พระองค์ทรงแสดงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นออกมาตรงๆ พระองค์มิได้ทรงพยายามใช้พระดำริตริตรองของพระองค์เพื่อที่จะสร้างสูตรแผนการขึ้นมา แน่นอนอยู่แล้วว่า มีผู้เผยพระวจนะไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้กล่าวคำเผยพระวจนะไปอย่างมากมาย แต่ก็ยังคงกล่าวไม่ได้อยู่ดีว่า พระราชกิจของพระเจ้าเป็นหนึ่งในการวางแผนการอันแน่ชัดเสมอ คำเผยพระวจนะเหล่านั้นได้รับการสร้างขึ้นโดยสอดคล้องกับพระราชกิจของพระเจ้า ณ เวลานั้น พระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเป็นพระราชกิจที่จริงแท้ที่สุด พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจนั้นไปโดยสอดคล้องกับพัฒนาการของแต่ละยุคสมัย และทรงใช้วิธีที่สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปเป็นพื้นฐานสำหรับพระราชกิจนั้น สำหรับพระองค์แล้ว การดำเนินพระราชกิจไปจนเสร็จสิ้นนั้นคล้ายคลึงกับการจัดยาให้เหมาะกับโรคภัยไข้เจ็บ ในขณะที่กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงสังเกต และทรงสานต่อพระราชกิจของพระองค์ไปตามการสังเกตการณ์ของพระองค์ ในทุกช่วงระยะของพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าสามารถแสดงพระปัญญาและฤทธานุภาพอันมากล้นของพระองค์ออกมา พระองค์ทรงเผยพระปัญญาและสิทธิอำนาจอันอุดมของพระองค์โดยสอดคล้องกับพระราชกิจของยุคเฉพาะใดๆ และทรงอนุญาตให้ผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่พระองค์ทรงนำพากลับมาในช่วงระหว่างยุคนั้น ได้มองเห็นพระอุปนิสัยทั้งสิ้นของพระองค์ พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับความต้องการที่จำเป็นของผู้คนโดยสอดคล้องกับพระราชกิจซึ่งจำเป็นต้องถูกทำในแต่ละยุค โดยการทรงพระราชกิจใดก็ตามที่พระองค์ควรทรงกระทำ พระองค์ทรงจัดหาสิ่งที่ต้องการจำเป็นให้กับผู้คน โดยมีพื้นฐานอยู่บนระดับที่ซาตานได้ทำให้พวกเขาเสื่อมทรามไป… ไม่มีพระราชกิจใดเลยของพระเจ้าในหมู่มนุษยชาติที่ได้ถูกตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วในตอนสร้างโลก ในทางกลับกัน พัฒนาการของสิ่งต่างๆ นั่นเองที่ได้อำนวยให้พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในหมู่มนุษยชาติไปทีละขั้นตอน และในลักษณะที่สอดรับกับความเป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่า ตัวอย่างเช่น พระยาห์เวห์พระเจ้ามิได้ทรงสร้างงูเพื่อให้มาทดลองหญิงผู้นั้น นั่นหาใช่แผนการเฉพาะเจาะจงของพระองค์ไม่ ทั้งยังมิใช่บางสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเจตนาลิขิตไว้ล่วงหน้า คนเราอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นการอุบัติขึ้นที่มิได้คาดหมาย ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นเพราะการนี้นี่เองที่พระยาห์เวห์ได้ทรงขับไล่อาดัมกับเอวาออกจากสวนเอเดนและได้ทรงปฏิญญาที่จะไม่สร้างมนุษย์ขึ้นมาอีก อย่างไรก็ดี ผู้คนเพียงค้นพบพระปัญญาของพระเจ้าก็จากรากฐานนี้เท่านั้น มันเป็นอย่างที่เราได้พูดไปตอนต้นนั่นเองว่า “เรานำสติปัญญาของเรามาใช้บนพื้นฐานของแผนร้ายของซาตาน” ไม่สำคัญว่ามนุษยชาติจะเติบโตเสื่อมทรามไปอย่างไร หรืองูทดลองพวกเขาอย่างไร พระยาห์เวห์ยังคงมีพระปัญญาของพระองค์ เมื่อเป็นดังนั้น พระองค์ได้ทรงทำพระราชกิจใหม่ตลอดมานับตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างโลก และไม่มีขั้นตอนใดเลยของพระราชกิจนี้ที่เคยถูกทำซ้ำ ซาตานได้นำแผนร้ายมาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มนุษยชาติได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอยู่เป็นนิตย์ และพระยาห์เวห์พระเจ้าก็ได้ดำเนินพระราชกิจอันทรงปัญญาของพระองค์ไปจนเสร็จสิ้นโดยไม่หยุดยั้ง พระองค์มิเคยทรงล้มเหลว ทั้งยังมิเคยหยุดทรงพระราชกิจ ตลอดมานับตั้งแต่โลกได้ถูกสร้างขึ้นมา หลังจากที่พวกมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม พระองค์ยังทรงพระราชกิจอยู่ในหมู่พวกเขาต่อไปเพื่อที่จะมอบความปราชัยให้แก่ซาตาน ศัตรูซึ่งเป็นที่มาของความเสื่อมทรามของพวกเขา การสู้รบนี้ได้เดือดดาลขึ้นตั้งแต่ครั้งปฐมกาล และจะดำเนินต่อไปจนถึงบทอวสานของโลก ในการทรงพระราชกิจนี้มากล้น พระยาห์เวห์พระเจ้าไม่เพียงได้ทรงอนุญาตให้พวกมนุษย์ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เท่านั้น แต่ยังได้ทรงอนุญาตให้พวกเขามองเห็นพระปัญญา มหิทธิฤทธิ์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนสุดท้าย พระองค์จะทรงยอมให้พวกเขามองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์—การลงโทษคนชั่วและการให้บำเหน็จรางวัลแก่คนดี พระองค์ได้ทรงสู้รบกับซาตานมาจนถึงทุกวันนี้และมิได้เคยทรงปราชัยเลย นี่ก็เป็นเพราะพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงปัญญา และพระองค์ทรงนำพระปัญญาของพระองค์มาใช้บนพื้นฐานของแผนร้ายทั้งหลายของซาตาน เพราะฉะนั้น พระเจ้ามิใช่เพียงทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในฟ้าสวรรค์นั้นนบนอบสิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกวางอยู่ใต้ที่รองพระบาทของพระองค์ และข้อที่สำคัญ พระองค์ทรงทำให้คนชั่วที่รุกรานและคุกคามมนุษยชาติตกอยู่ในการตีสอนของพระองค์ ผลลัพธ์ของพระราชกิจนี้ทั้งหมดเป็นผลสำเร็จได้ก็เพราะพระปัญญาของพระองค์ พระองค์มิเคยทรงเผยพระปัญญาของพระองค์มาก่อนการดำรงอยู่ของมนุษยชาติเลย เนื่องจากพระองค์มิได้มีศัตรูในฟ้าสวรรค์ บนแผ่นดินโลก หรือแห่งหนใดในทั้งจักรวาล และไม่มีกำลังบังคับมืดที่คอยรุกรานสิ่งใดท่ามกลางธรรมชาติ หลังจากหัวหน้าทูตสวรรค์ได้ทรยศพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษยชาติขึ้นมาบนแผ่นดินโลก และเป็นเพราะมนุษยชาตินี่เองที่พระองค์จึงได้ทรงเริ่มสงครามที่ยาวนานนับพันปีของพระองค์อย่างเป็นกิจจะลักษณะกับซาตาน หัวหน้าทูตสวรรค์องค์นั้น—สงครามหนึ่งซึ่งยิ่งเร่าร้อนมากขึ้นตามทุกช่วงระยะที่สืบทอดมา มหิทธิฤทธิ์และพระปัญญาของพระองค์มีปรากฏอยู่ในแต่ละช่วงระยะเหล่านี้ ถึงตอนนั้นเท่านั้นเองที่ทุกสิ่งทุกอย่างในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเป็นพยานให้กับพระปัญญา มหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า พระองค์ยังคงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ต่อไปให้เสร็จสิ้นในลักษณะที่สอดรับกับความเป็นจริงในแบบเดียวกันนี้จนมาถึงวันนี้ นอกจากนี้แล้ว ขณะที่พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้น พระองค์ยังทรงเผยพระปัญญาและมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ไปด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกเจ้ามองเห็นความจริงเบื้องหลังแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจ มองเห็นอย่างแท้จริงว่าจะอธิบายมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าอย่างไร และที่มากกว่านั้นคือ มองเห็นคำอธิบายที่ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรรู้ว่ามนุษยชาติทั้งปวงได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร
290. พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ถูกทำไปอย่างเป็นธรรมชาติเสมอ พระองค์สามารถวางแผนพระราชกิจของพระองค์ ณ เวลาใดก็ได้และดำเนินไปให้เสร็จสิ้น ณ เวลาใดก็ได้ เหตุใดหรือเราจึงพูดเสมอว่า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นสอดรับกับความเป็นจริง และพูดว่ามันใหม่อยู่เสมอ ไม่เคยเก่าเลย และสดใหม่จนถึงระดับสูงสุดเสมอ? พระราชกิจของพระองค์หาได้ถูกวางแผนการไว้เป็นที่เรียบร้อยในตอนที่โลกได้ถูกสร้างขึ้นไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง! ทุกขั้นตอนของพระราชกิจบรรลุผลที่เหมาะสมสำหรับกาลสมัยเฉพาะของมัน และขั้นตอนทั้งหลายก็ไม่ทำให้กันและกันหยุดชะงักเลย หลายครั้งหลายหน แผนการที่เจ้าอาจมีอยู่ในใจนั้นไม่เข้าคู่กันเอาเสียเลยกับพระราชกิจล่าสุดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระราชกิจของพระองค์มิได้เรียบง่ายดังที่มนุษย์ใช้เหตุผลคิดเอา และมิได้ซับซ้อนเหมือนที่มนุษย์จินตนาการ—แต่ประกอบด้วยการจัดหาให้แก่ผู้คน ณ เวลาใดและแห่งหนใดก็ตามโดยสอดคล้องกับความต้องการของพวกเขาในเวลานั้น ไม่มีใครเลยที่เข้าใจเกี่ยวกับแก่นแท้ของพวกมนุษย์ดีกว่าพระองค์ และด้วยเหตุผลนี้อย่างแน่ชัดนี่เองที่ทำให้ไม่มีอะไรเลยจะสามารถเข้ากันได้กับความต้องการจำเป็นที่เป็นจริงของผู้คนได้ดีเท่ากับพระราชกิจของพระองค์ เพราะฉะนั้นจากมุมมองของมนุษย์แล้ว ดูเหมือนว่าพระราชกิจของพระองค์ได้ถูกวางแผนการไว้ล่วงหน้ามาหลายพันปีแล้ว ขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าในตอนนี้ พลางกำลังทรงงานและกำลังตรัสไปตามที่พระองค์เฝ้าทอดพระเนตรสภาวะที่พวกเจ้าเป็นอยู่ไปพร้อมกันนั้น พระองค์ทรงมีพระวจนะที่เหมาะสมพอดิบพอดีที่จะตรัสยามที่เผชิญกับสภาวะทุกๆ ชนิด เป็นการตรัสพระวจนะที่ผู้คนจำเป็นต้องมีอยู่พอดี จงดูตัวอย่างจากขั้นตอนแรกของพระราชกิจของพระองค์ นั่นคือ กาลสมัยแห่งการตีสอน หลังจากนั้น พระเจ้าก็ทรงพระราชกิจบนพื้นฐานของสิ่งที่ผู้คนสำแดงออกมา ความเป็นกบฏของพวกเขา สภาวะเชิงบวกที่ปรากฏออกมาจากตัวพวกเขาและสภาวะเชิงลบ รวมทั้งขีดขั้นต่ำสุดที่ผู้คนจะตกต่ำลงไปได้เมื่อสภาวะเชิงลบเหล่านั้นดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง และพระองค์ทรงใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เพื่อสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นมากจากพระราชกิจของพระองค์ นั่นก็คือ พระองค์ทรงพระราชกิจซึ่งเป็นการค้ำชูท่ามกลางผู้คน โดยขึ้นอยู่กับสภาวะปัจจุบันใดๆ ก็ตามของพวกเขาที่กำลังเป็นอยู่ ณ เวลาใดนั้น พระองค์ทรงดำเนินทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้นไปตามสภาวะที่แท้จริงของผู้คน สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงรู้จักพวกมันได้อย่างไร? พระเจ้าทรงดำเนินขั้นตอนต่อไปของพระราชกิจซึ่งควรถูกกระทำจนเสร็จสิ้น ไม่ว่าที่ใดและเวลาใด โดยสอดคล้องกับสภาวะของผู้คน ไม่มีทางเลยที่พระราชกิจนี้ได้ถูกวางแผนการไว้ก่อนหน้าเป็นเวลาหลายพันปี นั่นมันเป็นมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์! พระองค์ทรงพระราชกิจในขณะที่พระองค์ทรงสังเกตผลของพระราชกิจของพระองค์ และพระราชกิจของพระองค์ก็ลึกลงและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ในแต่ละครั้ง หลังจากการสังเกตผลของพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงนำขั้นตอนต่อไปของพระราชกิจของพระองค์มาดำเนินการ พระองค์ทรงใช้สิ่งต่างๆ มากมายในการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป และในการทำให้พระราชกิจใหม่ของพระองค์มองเห็นได้สำหรับผู้คนเมื่อเวลาผ่านไป การทรงพระราชกิจในลักษณะนี้สามารถจัดเตรียมเพื่อความต้องการจำเป็นของผู้คนได้ ก็เพราะพระเจ้าทรงรู้จักผู้คนทั้งหมดดีเกินไปนั่นเอง นี่คือวิธีที่พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์จนเสร็จสิ้นจากสวรรค์ ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็ทรงพระราชกิจของพระองค์ในหนทางเดียวกัน โดยจัดการเตรียมการและทรงพระราชกิจในหมู่มนุษย์ไปตามรูปการณ์แวดล้อมจริง ไม่มีพระราชกิจใดเลยของพระองค์ที่ได้ถูกจัดการเตรียมการไว้ก่อนโลกได้ถูกสร้าง ทั้งมันยังไม่ได้ถูกวางแผนการอย่างละเอียดลออเอาไว้ก่อนหน้า สองพันปีหลังจากที่โลกได้ถูกสร้างขึ้น พระยาห์เวห์ได้ทรงเห็นว่ามนุษยชาติได้กลายเป็นเสื่อมทรามมากเหลือเกินจนพระองค์ได้ทรงใช้ปากของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เพื่อทำนายล่วงหน้าว่า หลังจากที่ยุคธรรมบัญญัติได้จบลง พระยาห์เวห์จะทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในเรื่องการไถ่บาปมนุษยชาติจนเสร็จสิ้นในยุคพระคุณ แน่อยู่แล้วว่า นี่คือแผนการของพระยาห์เวห์ แต่ว่าแผนการนี้ก็ได้ถูกสร้างขึ้นไปตามรูปการณ์แวดล้อมที่พระองค์ได้กำลังทรงสังเกตอยู่ ณ เวลานั้นเช่นกัน แน่นอนว่า พระองค์มิได้ทรงดำริถึงมันในทันทีหลังจากที่ได้มีการสร้างอาดัม อิสยาห์เพียงแต่ได้เปล่งเสียงแสดงคำเผยพระวจนะเท่านั้น แต่พระยาห์เวห์มิได้ทรงทำการตระเตรียมล่วงหน้าสำหรับพระราชกิจนี้ในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ ในทางกลับกัน พระองค์ได้ทรงเริ่มทำการนั้นในตอนเริ่มต้นของยุคพระคุณ เมื่อทูตได้ปรากฏในความฝันของโยเซฟเพื่อที่จะให้ความรู้แจ้งแก่เขาด้วยข่าวที่ว่าพระเจ้าจะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และเพียงตอนนั้นเองที่พระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์ได้เริ่มขึ้น พระเจ้าหาได้ทรงตระเตรียมสำหรับพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์ในทันทีหลังจากการสร้างโลกดังที่ผู้คนจินตนาการไม่ มันได้ถูกตัดสินใจไปบนพื้นฐานของระดับที่มนุษยชาติได้พัฒนาไปถึงและสถานะของสงครามที่พระองค์มีกับซาตานเท่านั้นเอง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรรู้ว่ามนุษยชาติทั้งปวงได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร
291. การบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงระยะ และในแต่ละช่วงระยะมีข้อกำหนดที่เหมาะสมกับมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อยุคต่างๆ ผ่านไปและก้าวไปข้างหน้า ข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ทั้งหมดก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้านี้จึงมาถึงจุดสำคัญสูงสุดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนกระทั่งมนุษย์มองเห็นข้อเท็จจริงของ “การทรงปรากฏของพระวจนะในเนื้อหนัง” และในหนทางนี้ ข้อกำหนดที่มีต่อมนุษย์ก็จะยิ่งสูงขึ้นอีก เช่นเดียวกับคำพยานที่มนุษย์พึงต้องเป็น ยิ่งมนุษย์สามารถร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแท้จริงมากเท่าใด พระเจ้ายิ่งขึ้นได้รับพระสิริมากเท่านั้น ความร่วมมือของมนุษย์คือคำพยานที่เขาพึงต้องเป็น และคำพยานที่เขาเป็นก็คือการปฏิบัติของมนุษย์ ดังนั้น พระราชกิจของพระเจ้าจะมีผลตามควรได้หรือไม่ และจะมีคำพยานที่จริงแท้ได้หรือไม่ ย่อมเชื่อมโยงกับความร่วมมือและคำพยานของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก เมื่อพระราชกิจเสร็จสิ้นลง กล่าวคือ เมื่อการบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้าได้ไปถึงจุดสิ้นสุด มนุษย์จะถูกกำหนดให้เป็นคำพยานที่สูงขึ้น และเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไปถึงจุดสิ้นสุด การปฏิบัติและการเข้าสู่ของมนุษย์ก็จะไปถึงจุดสูงสุดด้วย ในอดีต มนุษย์ถูกกำหนดให้ทำตามธรรมบัญญัติและพระบัญญัติ และเขาพึงต้องอดทนและถ่อมใจ ปัจจุบัน มนุษย์พึงต้องนบนอบการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้าและพึงมีความรักสูงสุดต่อพระเจ้า และในท้ายที่สุดแล้วเขายังพึงต้องรักพระเจ้าท่ามกลางความทุกข์เข็ญ ทั้งสามช่วงระยะนี้คือข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตลอดการบริหารจัดการทั้งหมดของพระองค์ แต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของพระเจ้าจึงลึกซึ้งกว่าช่วงระยะก่อน และในแต่ละช่วงระยะ ข้อกำหนดที่มีต่อมนุษย์ย่อมสูงกว่าช่วงระยะเดิม และในหนทางนี้ การบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้าย่อมค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น เพราะข้อกำหนดที่มีต่อมนุษย์สูงขึ้นเรื่อยๆ อุปนิสัยของมนุษย์จึงเข้าใกล้มาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดมากขึ้น และเมื่อนั้นเท่านั้นที่มวลมนุษย์ทั้งปวงจะเริ่มค่อยๆ ออกห่างจากอิทธิพลของซาตาน จนกระทั่งเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ มวลมนุษย์ทั้งหมดก็จะได้รับการช่วยให้รอดจากอิทธิพลของซาตาน เมื่อเวลานั้นมาถึง พระราชกิจของพระเจ้าจะสิ้นสุดลง และความร่วมมือกับพระเจ้าของมนุษย์เพื่อสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป และมวลมนุษย์ทั้งปวงจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างของพระเจ้า และจากนั้นเป็นต้นไป จะไม่มีการกบฏหรือการต่อต้านพระเจ้า พระเจ้าจะไม่ทรงมีข้อเรียกร้องใดๆ ต่อมนุษย์ด้วยเช่นกัน และระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าจะมีความร่วมมือที่กลมเกลียวขึ้น ความร่วมมือที่จะเป็นชีวิตของมนุษย์และพระเจ้าร่วมกัน ชีวิตที่มาถึงหลังจากที่การบริหารจัดการของพระเจ้าได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ และหลังจากที่พระเจ้าทรงช่วยมนุษย์ให้รอดอย่างครบถ้วนจากเงื้อมมือของซาตานแล้ว พวกที่ไม่สามารถเดินตามรอยพระบาทของพระเจ้าอย่างใกล้ชิดย่อมไม่สามารถบรรลุชีวิตเช่นนั้นได้ พวกเขาจะทำให้ตัวเองตกต่ำลงไปสู่ความมืด ที่ที่พวกเขาจะร่ำไห้คร่ำครวญและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของพวกเขา พวกเขาคือผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ติดตามพระองค์ พวกที่เชื่อในพระเจ้าแต่ไม่นบนอบพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ เนื่องจากมนุษย์เชื่อในพระเจ้า เขาจึงต้องเดินตามทุกรอยพระบาทของพระเจ้าอย่างใกล้ชิด เขาควร “ติดตามพระเมษโปดกไม่ว่าพระองค์เสด็จไปที่ใดก็ตาม” ผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นผู้แสวงหาหนทางที่แท้จริงอย่างแท้จริง พวกเขาเท่านั้นคือผู้ที่รู้จักพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนที่ยึดติดกับคำพูดและคำสอนอย่างดื้อดึงคือคนที่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คอยกำจัดออกไปตลอดมา ในแต่ละยุค พระเจ้าจะทรงเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ และในแต่ละยุคจะมีการเริ่มต้นใหม่ในหมู่มนุษย์ หากมนุษย์เพียงยึดถือความจริงที่ว่า “พระยาห์เวห์คือพระเจ้า” และ “พระเยซูคือพระคริสต์” ซึ่งก็คือความจริงแต่ละเรื่องที่ใช้ได้ในยุคเดียวเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมนุษย์ย่อมจะไม่มีวันตามทันพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะไม่สามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ตลอดไปได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์
292. พระเจ้าพระองค์เองเสด็จมาเพื่อเปิดตัวยุคใหม่ และพระเจ้าพระองค์เองเสด็จมาเพื่อนำยุคให้ไปถึงปลายทาง มนุษย์ไม่สามารถทำงานแห่งการเริ่มต้นยุคและสรุปปิดตัวยุคได้ หากพระเยซูมิได้สิ้นสุดพระราชกิจของพระยาห์เวห์หลังจากที่พระองค์เสด็จมา เช่นนั้นแล้ว นั่นย่อมจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งและไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้ เป็นเพราะพระเยซูได้เสด็จมาและสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระยาห์เวห์ สานต่อพระราชกิจของพระยาห์เวห์ และยิ่งไปกว่านั้น ได้ดำเนินพระราชกิจของพระองค์เองซึ่งเป็นพระราชกิจใหม่โดยแท้ จึงพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือยุคใหม่และพระเยซูคือพระเจ้าพระองค์เอง ทั้งสองพระองค์ทรงพระราชกิจสองช่วงระยะที่แตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง ช่วงระยะหนึ่งดำเนินการในพระวิหาร และอีกช่วงระยะหนึ่งดำเนินการนอกพระวิหาร ช่วงระยะหนึ่งเป็นไปเพื่อนำวิถีชีวิตมนุษย์ให้สอดคล้องกับธรรมบัญญัติ และอีกช่วงระยะหนึ่งเป็นไปเพื่อมอบถวายเครื่องบูชาลบล้างบาป พระราชกิจสองช่วงระยะนี้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การนี้แบ่งแยกยุคใหม่ออกจากยุคเก่า และย่อมถูกต้องที่สุดที่จะกล่าวว่าทั้งสองคือสองยุคที่แตกต่างกัน ที่ตั้งของพระราชกิจของทั้งสองพระองค์ก็แตกต่าง และเนื้อหาของพระราชกิจของทั้งสองพระองค์ก็แตกต่าง และวัตถุประสงค์ของพระราชกิจของทั้งสองพระองค์ก็แตกต่างกัน เมื่อเป็นดังนี้แล้ว พระราชกิจจึงสามารถแบ่งออกได้เป็นสองยุค กล่าวคือ พันธสัญญาใหม่และพันธสัญญาเดิม ซึ่งหมายถึงยุคใหม่และยุคเก่า เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์มิได้เสด็จเข้าไปในพระวิหาร ซึ่งพิสูจน์ว่ายุคของพระยาห์เวห์ได้สิ้นสุดไปแล้ว พระองค์มิได้เสด็จเข้าสู่พระวิหารเพราะพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในพระวิหารได้เสร็จสิ้นไปแล้ว และไม่จำเป็นที่จะต้องทำอีกครั้ง และการทำอีกครั้งย่อมจะเป็นการทำซ้ำ มีเพียงด้วยการออกจากพระวิหาร เริ่มต้นพระราชกิจใหม่ และเปิดตัวเส้นทางใหม่ภายนอกพระวิหารเท่านั้นที่พระองค์จะสามารถพาพระราชกิจของพระเจ้าไปสู่จุดสูงสุดของตัวพระราชกิจได้ หากพระองค์มิได้ออกจากพระวิหารเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ พระราชกิจของพระเจ้าก็คงจะย่ำอยู่บนฐานรากของพระวิหาร และคงจะไม่มีวันเกิดความเปลี่ยนแปลงใหม่อันใด และดังนั้นเมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์จึงมิได้เสด็จเข้าสู่พระวิหาร และมิได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ในพระวิหาร พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์นอกพระวิหาร และทรงนำทางสาวกทั้งหลายไปเริ่มพระราชกิจของพระองค์อย่างอิสระ การที่พระเจ้าเสด็จออกจากพระวิหารเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์หมายความว่าพระเจ้าทรงมีแผนการใหม่ พระราชกิจของพระองค์จะต้องดำเนินการภายนอกพระวิหาร และต้องเป็นพระราชกิจใหม่ที่ไม่ถูกจำกัดควบคุมในแง่ของการดำเนินการ ทันทีที่พระเยซูเสด็จมาถึง พระองค์ก็ทรงสิ้นสุดพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในระหว่างยุคพันธสัญญาเดิม ถึงแม้ว่าทั้งสองพระองค์มีสองพระนามที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นพระวิญญาณหนึ่งเดียวกันที่ทำให้พระราชกิจทั้งสองช่วงระยะสำเร็จลุล่วงไป และพระราชกิจที่ทำไปนั้นก็ดำเนินต่อเนื่องกัน เมื่อพระนามแตกต่างกัน และเนื้อหาของพระราชกิจแตกต่างกัน ยุคจึงแตกต่างกัน เมื่อพระยาห์เวห์เสด็จมา นั่นคือยุคของพระยาห์เวห์ และเมื่อพระเยซูเสด็จมา นั่นก็คือยุคของพระเยซู และดังนั้น ด้วยการเสด็จมาแต่ละครั้ง พระเจ้าจึงใช้พระนามหนึ่ง พระนามนั้นแทนยุคหนึ่ง และพระองค์ทรงเปิดตัวเส้นทางใหม่ และในเส้นทางใหม่แต่ละเส้นทางนั้น พระองค์ก็ใช้พระนามใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงใหม่อยู่เสมอและไม่มีวันเก่า และแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระองค์ไม่มีวันหยุดเคลื่อนไปในทิศทางข้างหน้า ประวัติศาสตร์เคลื่อนไปข้างหน้าอยู่เสมอ และพระราชกิจของพระเจ้าก็เคลื่อนไปข้างหน้าเสมอ แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์ต้องก้าวหน้าต่อไปในทิศทางข้างหน้าเพื่อให้บรรลุถึงปลายทาง แต่ละวันพระองค์ต้องทรงพระราชกิจใหม่ แต่ละปีพระองค์ต้องทรงพระราชกิจใหม่ พระองค์ต้องทรงเปิดตัวเส้นทางใหม่ เปิดตัวยุคใหม่ เริ่มต้นพระราชกิจที่ใหม่กว่าและยิ่งใหญ่ขึ้น และนำพระนามใหม่และพระราชกิจใหม่มาพร้อมกับสิ่งเหล่านี้ พระวิญญาณของพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจใหม่อยู่ทุกชั่วขณะ ไม่เคยทรงยึดติดอยู่กับแนวทางเดิมหรือข้อบังคับเดิม และพระราชกิจของพระองค์ไม่เคยหยุด แต่กำลังผ่านพ้นไปพร้อมกับแต่ละชั่วขณะที่กำลังล่วงเลยไป… จากพระราชกิจของพระยาห์เวห์จนถึงพระราชกิจของพระเยซู และจากพระราชกิจของพระเยซูมาจนถึงพระราชกิจช่วงระยะปัจจุบัน สามช่วงระยะนี้ครอบคลุมแผนการบริหารจัดการทั้งปวงของพระเจ้าให้เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องราวเดียวกัน และทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณหนึ่งเดียว นับตั้งแต่การสร้างโลก พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการมวลมนุษย์อยู่ตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย พระองค์ทรงเป็นปฐมและอวสาน และพระองค์คือองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงเริ่มต้นยุคหนึ่งและองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงสิ้นสุดยุคนั้น พระราชกิจสามช่วงระยะในยุคที่แตกต่างกันและในสถานที่ที่แตกต่างกันนั้น คือพระราชกิจของพระวิญญาณหนึ่งเดียวอย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ พวกที่แยกช่วงระยะทั้งสามนี้ออกจากกันล้วนยืนต่อต้านพระเจ้า บัดนี้จำเป็นที่เจ้าจะต้องเข้าใจว่าพระราชกิจทั้งหมดจากช่วงระยะแรกจนถึงทุกวันนี้คือพระราชกิจของพระเจ้าองค์เดียว พระราชกิจของพระวิญญาณหนึ่งเดียว ไม่อาจมีข้อสงสัยในการนี้ได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)
293. เมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมา พระองค์ทรงใช้การกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์เพื่อบอกผู้คนว่าพระเจ้าทรงออกจากยุคธรรมบัญญัติและทรงได้เริ่มต้นพระราชกิจใหม่แล้ว และว่าพระราชกิจใหม่นี้ไม่กำหนดให้มีการทำตามกฎวันสะบาโต การที่พระเจ้าเสด็จออกจากเขตจำกัดของวันสะบาโตเป็นเพียงการทดลองล่วงหน้าของพระราชกิจใหม่ของพระองค์ ส่วนพระราชกิจจริงที่ยิ่งใหญ่ยังมาไม่ถึง เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงทิ้ง “เครื่องพันธนาการ” ของยุคธรรมบัญญัติไว้เบื้องหลังแล้ว และได้ทรงฝ่ากฎระเบียบและหลักการของยุคนั้นแล้ว ในพระองค์ไม่มีร่องรอยของสิ่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับธรรมบัญญัติ พระองค์ได้ทรงสละมันทิ้งไปทั้งหมดและไม่ทำตามธรรมบัญญัติอีกต่อไป และพระองค์ไม่ทรงพึงประสงค์ให้มวลมนุษย์ทำตามธรรมบัญญัติอีกต่อไป ดังนั้น ในที่นี้เจ้าจึงมองเห็นองค์พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านไปในนาในวันสะบาโต และว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงหยุดพัก พระองค์ทรงพระราชกิจอยู่ข้างนอกและไม่ได้ทรงหยุดพัก การกระทำนี้ของพระองค์ตรงข้ามกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน และการกระทำนี้สื่อสารกับพวกเขาว่าพระองค์ไม่ดำรงพระชนม์ภายใต้ธรรมบัญญัติอีกต่อไป และว่าพระองค์ทรงทิ้งเขตจำกัดของวันสะบาโตไว้เบื้องหลัง และทรงปรากฏต่อหน้ามวลมนุษย์และอยู่ท่ามกลางพวกเขาในพระฉายาใหม่ พร้อมทั้งวิธีใหม่ๆ ในการทรงพระราชกิจ การกระทำนี้ของพระองค์บอกผู้คนว่าพระองค์ทรงได้นำพระราชกิจใหม่มากับพระองค์ พระราชกิจที่เริ่มต้นด้วยการผุดขึ้นจากการอยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติ และการแยกจากวันสะบาโต เมื่อพระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจใหม่ของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงยึดติดกับอดีตอีกต่อไป และพระองค์ไม่ทรงกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบของยุคธรรมบัญญัติอีกต่อไป พระองค์ไม่ทรงได้รับผลกระทบจากพระราชกิจของพระองค์ในยุคก่อน แต่พระองค์ทรงพระราชกิจในวันสะบาโตเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำวันเว้นวันแทน และเมื่อสาวกของพระองค์หิวโหยในวันสะบาโต พวกเขาก็สามารถเด็ดรวงข้าวมากินได้ ทั้งหมดนี้เป็นปกติอย่างยิ่งในพระเนตรของพระเจ้า สำหรับพระเจ้า การมีจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับส่วนใหญ่ของพระราชกิจใหม่ที่พระองค์ทรงต้องประสงค์จะทำและพระวจนะใหม่ที่พระองค์ทรงต้องประสงค์จะตรัสนั้นเป็นสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้ เมื่อพระองค์ทรงเริ่มต้นบางสิ่งบางอย่างที่ใหม่ พระองค์ไม่ทรงกล่าวถึงพระราชกิจก่อนหน้าของพระองค์ อีกทั้งไม่ทรงดำเนินพระราชกิจนั้นต่อไป เพราะพระเจ้าทรงมีหลักการของพระองค์ในพระราชกิจของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงต้องประสงค์จะเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ นั่นคือเวลาที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะนำมวลมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่ของพระราชกิจของพระองค์ และคือเวลาที่พระราชกิจของพระองค์จะเข้าสู่ระยะที่สูงกว่า หากผู้คนยังคงปฏิบัติตามคำกล่าวหรือกฎระเบียบเก่าๆ ต่อไป หรือยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นต่อไป พระองค์จะไม่ทรงจดจำหรือรับรองสิ่งนั้น นี่เป็นเพราะว่าพระองค์ได้ทรงนำพระราชกิจใหม่มาแล้ว และได้ทรงเข้าสู่ระยะใหม่ของพระราชกิจของพระองค์แล้ว เมื่อพระองค์ทรงริเริ่มพระราชกิจใหม่ พระองค์ทรงปรากฏต่อมวลมนุษย์ด้วยพระฉายาใหม่โดยสิ้นเชิง จากมุมใหม่โดยสิ้นเชิง และในวิธีใหม่โดยสิ้นเชิง เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นแง่มุมที่แตกต่างของพระอุปนิสัยของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น นี่เป็นหนึ่งในเป้าหมายของพระองค์ในพระราชกิจใหม่ของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงยึดติดกับสิ่งเก่าหรือดำเนินไปบนเส้นทางที่ใช้กันบ่อยแล้ว เมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจและตรัส พระองค์ไม่ได้เป็นดังที่ผู้คนจินตนาการเอาไว้ เที่ยวห้ามนั่นห้ามนี่ ในพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นอิสระและเสรี ไม่มีข้อห้าม ไม่มีข้อจำกัดใดๆ—สิ่งที่พระองค์ทรงนำมาให้มวลมนุษย์มีแต่อิสรภาพและเสรีภาพ พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่จริงโดยแท้ พระองค์มิใช่หุ่นกระบอกหรือรูปดินปั้น และทรงแตกต่างจากรูปเคารพที่ผู้คนบูชาไว้บนหิ้งโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงพระชนม์และสดใสมีชีวิตชีวา สิ่งที่พระวจนะและพระราชกิจของพระองค์นำมาให้มวลมนุษย์มีแต่ชีวิตและความสว่าง มีแต่อิสรภาพและเสรีภาพ เพราะพระองค์ทรงครองความจริง ชีวิต และหนทาง และทรงพระราชกิจทั้งปวงที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำโดยไม่ทรงถูกสิ่งใดตีกรอบเอาไว้ ไม่ว่าผู้คนจะพูดสิ่งใด ไม่ว่าพวกเขาจะมองเห็นหรือประเมินพระราชกิจใหม่ของพระองค์ว่าอย่างไร พระองค์ก็จะทรงพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำโดยปราศจากความหวาดหวั่น พระองค์จะไม่ทรงกังวลว่ามโนคติอันหลงผิดหรือการชี้นิ้วของผู้ใดเกี่ยวข้องกับพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์บ้าง และไม่ทรงกังวลแม้พวกเขาจะต่อต้านและขัดขืนพระราชกิจใหม่ของพระองค์อย่างรุนแรง เป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครในหมู่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างใช้เหตุผลของมนุษย์ จินตนาการ ความรู้ หรือหลักศีลธรรมของมนุษย์มาประเมินหรือตัดสินสิ่งที่พระเจ้าทำ มาทำลายความน่าเชื่อถือ รบกวน หรือบ่อนทำลายพระราชกิจของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไร้ซึ่งข้อห้าม และจะไม่ถูกบุคคล เหตุการณ์ หรือเรื่องราวมาตีกรอบ หรือถูกกองกำลังอันใดที่เป็นปฏิปักษ์มารบกวน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจใหม่ของพระองค์นั้น พระองค์คือองค์กษัตริย์ผู้มีชัยเสมอ กองกำลังอันใดที่เป็นปฏิปักษ์ ความคิดนอกรีต และเหตุผลวิบัติทั้งหมดของมวลมนุษย์ย่อมถูกบดขยี้อยู่ใต้แท่นรองพระบาทของพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจใหม่อยู่ในระยะใด พระราชกิจนั้นก็จะพัฒนาและแผ่ขยายไปท่ามกลางมวลมนุษย์อย่างแน่นอน และจะดำเนินการอย่างไร้อุปสรรค ทั้งยังประสบความสำเร็จทุกประการไปทั่วจักรวาลอย่างแน่นอน นี่คือมหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เป็นสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3
294. พระเจ้าตรัสพระวจนะของพระองค์และทรงพระราชกิจของพระองค์โดยสอดคล้องกับยุคที่แตกต่างกัน และในยุคที่แตกต่างกัน พระองค์ตรัสพระวจนะที่แตกต่างกัน พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หรือทรงกระทำซ้ำพระราชกิจเดียวกัน หรือทรงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งทั้งหลายที่เป็นอดีตไปแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่มีวันเก่า และพระองค์ตรัสพระวจนะใหม่ๆ ทุกวัน เจ้าควรปฏิบัติตามสิ่งซึ่งควรได้รับการปฏิบัติตามในวันนี้ นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ของมนุษย์ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่การฝึกฝนปฏิบัตินั้นจะต้องมีศูนย์กลางอยู่รอบความสว่างและพระวจนะของพระเจ้าในปัจจุบัน พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และสามารถตรัสออกมาจากมุมมองทั้งหลายอันแตกต่างออกไปเพื่อให้พระปัญญาและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์นั้นเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่สำคัญว่าพระองค์ตรัสออกมาจากมุมมองของพระวิญญาณ หรือของมนุษย์ หรือของบุคคลที่สาม—พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเสมอ และเจ้าไม่สามารถพูดได้ว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าด้วยเหตุจากมุมมองของมนุษย์ซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการตรัสออกมา ท่ามกลางผู้คนบางคนได้มีมโนคติที่หลงผิดอุบัติขึ้นโดยเป็นผลมาจากมุมมองทั้งหลายอันแตกต่างกันซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการตรัสออกมา ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์ หากพระเจ้าได้ตรัสออกมาจากหนึ่งมุมมองเสมอ มนุษย์จะไม่วางกฎเกณฑ์ทั้งหลายเกี่ยวกับพระเจ้าออกมาหรอกหรือ? พระเจ้าจะสามารถยอมให้มนุษย์ปฏิบัติในหนทางเช่นนั้นหรือ? ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสออกมาจากมุมมองด้านใด พระองค์ทรงมีจุดมุ่งหมายต่างๆ ในการทำเช่นนั้น หากพระเจ้าจะต้องตรัสออกมาจากมุมมองของพระวิญญาณเสมอ เจ้าจะสามารถเข้าเชื่อมความสัมพันธ์กับพระองค์ได้หรือ? ด้วยเหตุนี้ บางครั้งพระองค์จึงตรัสในฐานะบุคคลที่สามเพื่อทรงจัดเตรียมพระวจนะของพระองค์ให้กับเจ้าและทรงนำเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งพระเจ้าทรงทำนั้นเหมาะสม สรุปสั้นๆ ทุกสิ่งล้วนทรงกระทำโดยพระเจ้าทั้งสิ้น และเจ้าไม่ควรสงสัยในการนี้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงไม่สำคัญว่าพระองค์ตรัสออกมาจากมุมมองด้านใด พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าเสมอ นี่คือความจริงอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ประการหนึ่ง ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจอย่างไร พระองค์ก็ยังคงเป็นพระเจ้า และแก่นแท้ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลง! เปโตรรักพระเจ้ามากยิ่งนักและเป็นมนุษย์ที่ทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นพยานให้เขาในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือพระคริสต์ ด้วยเหตุที่แก่นแท้ของสิ่งมีชีวิตก็คือสิ่งที่มันเป็น และมันไม่มีวันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่ทรงใช้วิธีการอันแตกต่างสารพันเพื่อทำให้พระราชกิจของพระองค์มีประสิทธิภาพและทำให้ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทุกๆ วิธีการในการทรงพระราชกิจของพระองค์ช่วยมนุษย์ให้รู้จักพระองค์ และเป็นไปเพื่อที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงใช้วิธีการใดในการทรงพระราชกิจ แต่ละวิธีการเป็นไปเพื่อที่จะสร้างมนุษย์และทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม แม้ว่าหนึ่งในวิธีการในการทรงพระราชกิจของพระองค์อาจยืนยงอยู่ได้เป็นเวลานานมาก นี่ก็เป็นไปเพื่อที่จะกล่อมเกลาความเชื่อของมนุษย์ที่มีในพระองค์ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรมีความสงสัยเคลือบแคลงในหัวใจของเจ้า เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นขั้นตอนทั้งหลายของพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเจ้าจะต้องนบนอบขั้นตอนเหล่านี้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า
295. ในยุคสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อที่จะตรัสพระวจนะของพระองค์เป็นหลัก เพื่อทรงอธิบายทั้งหมดที่จำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์ เพื่อทรงชี้ให้เห็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะเข้าสู่ เพื่อทรงแสดงให้มนุษย์เห็นกิจการของพระเจ้า และแสดงให้มนุษย์เห็นพระปัญญา มหิทธานุภาพและความมหัศจรรย์ของพระเจ้า โดยผ่านทางวิธีมากมายที่พระเจ้าทรงใช้ตรัส มนุษย์ก็มองเห็นความทรงอำนาจสูงสุดของพระเจ้า ความยิ่งใหญ่ไพศาลของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ความอ่อนน้อมถ่อมพระองค์และความซ่อนเร้นของพระเจ้า มนุษย์ประจักษ์ว่าพระเจ้าทรงสูงสุด แต่ก็เห็นว่าพระองค์อ่อนน้อมถ่อมพระองค์และทรงซ่อนเร้น และสามารถกลายเป็นน้อยที่สุดของทั้งหมดได้ พระวจนะของพระองค์บางคำตรัสโดยตรงจากมุมมองของพระวิญญาณ บางคำตรัสโดยตรงจากมุมมองของมนุษย์ และบางคำจากมุมมองบุคคลที่สาม สามารถเห็นได้จากการนี้ว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีวิธีที่ผันแปรอย่างมาก และโดยผ่านทางพระวจนะนั่นเองที่พระองค์ทรงอนุญาตให้มนุษย์เห็นการนั้น พระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้ายนั้นเป็นปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และดังนั้นกลุ่มคนในยุคสุดท้ายจึงอยู่ภายใต้การทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการทดสอบทั้งหมด ผู้คนทั้งหมดได้เข้าสู่ท่ามกลางการทดสอบต่างๆ เช่นนี้ก็เพราะความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า การที่มนุษย์ได้ลงไปสู่การทดสอบของพระเจ้าก็เป็นเพราะความเป็นปกติและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า ในระหว่างยุคพระเยซู ไม่ได้มีมโนคติที่หลงผิดหรือการทดสอบ ผู้คนได้ติดตามพระองค์เพราะพระราชกิจส่วนใหญ่ที่พระเยซูได้ทรงทำสอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และพวกเขาก็ไม่ได้มีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระองค์เลย การทดสอบต่างๆ ของวันนี้นั้นยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์ได้เคยเผชิญหน้ามา และเมื่อมีการกล่าวว่าผู้คนเหล่านี้ได้ออกมาจากความทุกข์ลำบากยิ่งใหญ่แล้ว นี่ก็คือความทุกข์ลำบากที่ถูกอ้างอิงถึงนั่นเอง วันนี้พระเจ้าตรัสเพื่อทำให้เกิดความเชื่อ ความรัก การยอมรับความทุกข์ และการนบนอบในผู้คนเหล่านี้ พระวจนะที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายได้ตรัสนั้นได้รับการตรัสโดยสอดคล้องกับแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์ และสิ่งที่มนุษย์ควรจะเข้าสู่ในวันนี้ พระวจนะของพระองค์นั้นทั้งสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นปกติ กล่าวคือ พระองค์ไม่ตรัสถึงวันพรุ่งนี้ และพระองค์ไม่ทรงมองย้อนกลับไปที่วันวาน พระองค์เพียงตรัสถึงสิ่งที่ควรจะได้รับการเข้าสู่ ได้รับการนำไปปฏิบัติ และได้รับการเข้าใจในวันนี้เท่านั้น หากในระหว่างยุคปัจจุบันมีบุคคลผู้หนึ่งโผล่ออกมาซึ่งสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ไล่ผี รักษาคนป่วย และทำปาฏิหาริย์มากมาย และหากบุคคลผู้นี้อ้างว่าพวกเขาคือพระเยซูผู้ได้เสด็จมา เช่นนั้นแล้วนี่จะเป็นสิ่งเทียมเท็จที่ทำขึ้นโดยพวกวิญญาณชั่วที่เลียนแบบพระเยซู จงจดจำการนี้ไว้! พระเจ้าไม่ทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ ช่วงระยะแห่งพระราชกิจของพระเยซูได้ครบบริบูรณ์ไปแล้ว และพระเจ้าจะไม่มีวันทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะนั้นอีกครั้ง พระราชกิจของพระเจ้าไม่สามารถลงรอยกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ได้ ยกตัวอย่างเช่น พันธสัญญาเดิมได้บอกล่วงหน้าถึงการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ และผลลัพธ์ของคำพยากรณ์นี้คือการเสด็จมาของพระเยซู เมื่อการนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ก็น่าจะผิดที่จะมีพระเมสสิยาห์อีกองค์เสด็จมาอีกครั้ง พระเยซูได้เสด็จมาแล้วครั้งหนึ่ง และย่อมจะผิดหากพระเยซูจะเสด็จมาอีกครั้งในครานี้ มีหนึ่งชื่อสำหรับแต่ละยุค และแต่ละชื่อประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญของยุคนั้น ในมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ พระเจ้าต้องทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เสมอ ต้องทรงรักษาคนป่วยและไล่ผีเสมอ และต้องทรงเป็นดุจดั่งพระเยซูเสมอ กระนั้นในครานี้ พระเจ้ามิได้ทรงเป็นเช่นนั้นแต่อย่างใด หากในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้ายังคงทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และยังคงทรงไล่ผีและรักษาคนป่วย—หากพระองค์ทรงทำอย่างเดียวกันกับพระเยซู—เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็คงจะกำลังทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ และพระราชกิจของพระเยซูก็จะไม่มีนัยสำคัญหรือคุณค่า ดังนั้นในทุกยุคพระเจ้าจึงทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะเดียวจนแล้วเสร็จ ทันทีที่แต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของพระองค์ได้ดำเนินการครบบริบูรณ์แล้ว ในไม่ช้าก็ถูกเลียนแบบโดยพวกวิญญาณชั่ว และหลังจากซาตานเริ่มตามหลังพระเจ้าไปติดๆ พระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนแปลงไปสู่วิธีการที่ต่างออกไป ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงเสร็จสิ้นช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ ก็จะถูกเลียนแบบโดยพวกวิญญาณชั่ว พวกเจ้าต้องชัดเจนเกี่ยวกับการนี้ เหตุใดพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้จึงแตกต่างจากพระราชกิจของพระเยซู? เหตุใดพระเจ้าในวันนี้จึงไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ไม่ทรงไล่ผี และไม่ทรงรักษาคนป่วย? หากพระราชกิจของพระเยซูเป็นเหมือนกับพระราชกิจที่ทรงทำในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ พระองค์จะสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าแห่งยุคพระคุณได้หรือ? พระองค์จะสามารถทำให้พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนนั้นครบบริบูรณ์ได้หรือ? หากเช่นเดียวกับในยุคธรรมบัญญัติ พระเยซูได้ทรงเข้าไปในพระวิหารและได้ทรงรักษาวันสะบาโต เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่ทรงถูกข่มเหงโดยผู้ใด และผู้คนทั้งปวงก็จะอ้าแขนรับ หากการณ์เป็นเช่นนั้น พระองค์จะสามารถถูกตรึงกางเขนได้หรือ? พระองค์จะสามารถทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่ครบบริบูรณ์ได้หรือ? อะไรจะเป็นประเด็นหากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายได้ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เฉกเช่นที่พระเยซูได้ทรงทำ? เฉพาะในกรณีที่พระเจ้าทรงทำอีกส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ในระหว่างยุคสุดท้าย อันเป็นยุคที่เป็นตัวแทนของส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการของพระองค์ มนุษย์จึงจะสามารถได้รับความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า และเมื่อนั้นเท่านั้น แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าจึงจะสามารถครบบริบูรณ์ได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้า
296. ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมเป็นหลัก พระองค์ไม่ทรงใช้หมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อบีบคั้นมนุษย์ หรือโน้มน้าวมนุษย์ การนี้ไม่สามารถทำให้มหาฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น หากพระเจ้าเพียงได้แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เท่านั้น เช่นนั้นแล้วนั่นก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ความสัมพันธ์กับความจริงของพระเจ้าเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม พระเจ้าไม่ทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่ทรงใช้พระวจนะเพื่อให้น้ำและเลี้ยงดูมนุษย์ ซึ่งหลังจากนั้น ความนบนอบอันครบบริบูรณ์ของมนุษย์และความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าจึงสัมฤทธิ์ผล นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงปฏิบัติและพระวจนะซึ่งพระองค์ตรัส พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม—พระองค์ทรงใช้พระวจนะ และทรงใช้วิธีการอันแตกต่างหลากหลายของพระราชกิจในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการถลุง การตัดแต่ง หรือการจัดเตรียมพระวจนะ พระเจ้าตรัสจากมุมมองอันแตกต่างหลากหลายเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และเพื่อให้มนุษย์มีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระราชกิจ พระปัญญา และความอัศจรรย์ของพระเจ้า เมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ณ เวลาซึ่งพระเจ้าทรงสรุปปิดตัวยุคในยุคสุดท้าย เมื่อนั้นเขาย่อมจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเฝ้ามองหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เมื่อเจ้ามารู้จักพระเจ้าและสามารถนบนอบต่อพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใดก็ตาม เจ้าจะไม่มีมโนคติที่หลงผิดอันใดเกี่ยวกับพระเจ้าอีกต่อไปเมื่อเจ้าเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ขณะนี้ เจ้าเสื่อมทรามและไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์—เจ้าคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในสภาวะนี้อย่างนั้นหรือ? ในเวลาที่พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ นั่นเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงลงโทษมนุษย์ และเป็นเวลาเปลี่ยนยุคด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น เป็นเวลาที่ยุคสรุปปิดตัวลง เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าถูกดำเนินการไปตามปกติ พระองค์ไม่ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์นั้นง่ายมากสำหรับพระองค์ แต่นั่นไม่ใช่หลักการของพระราชกิจของพระเจ้า อีกทั้งนั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการบริหารจัดการมนุษย์ของพระเจ้า หากมนุษย์ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และหากร่างกายฝ่ายวิญญาณของพระเจ้าจะต้องปรากฏแก่มนุษย์ ผู้คนทั้งผองก็คงจะเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่หรือ? เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าผู้ชนะกลุ่มหนึ่งถูกรับไว้จากทิศตะวันออก ซึ่งเป็นบรรดาผู้ชนะที่มาจากท่ามกลางความทุกข์ลำบากอันใหญ่หลวง วจนะเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร? วจนะเหล่านี้หมายความว่า ผู้คนที่ถูกรับไว้แล้วนี้นบนอบอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อก้าวผ่านการพิพากษา การตีสอน การตัดแต่ง และการถลุงทุกประเภทแล้วเท่านั้น การเชื่อของผู้คนเหล่านี้ไม่คลุมเครือ แต่เป็นความจริงแท้ พวกเขายังไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดๆ หรือปาฏิหาริย์ใดๆ พวกเขาไม่มีความสามารถที่จะพูดวาจาและคำสอนที่สูงส่ง หรือพูดถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่ลุ่มลึก แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับมีความเป็นจริงและพระวจนะของพระเจ้าและความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า กลุ่มแบบนี้ย่อมสามารถทำให้มหาฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นที่ชัดแจ้งได้มากกว่ามิใช่หรือ? พระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายคือพระราชกิจที่สัมพันธ์กับความจริง ในช่วงระหว่างยุคของพระเยซู พระองค์ไม่ได้ทรงมาเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม แต่เพื่อไถ่มนุษย์ และดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์บางอย่างเพื่อทำให้ผู้คนติดตามพระองค์ ด้วยเหตุที่พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อทำให้พระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนแล้วเสร็จเป็นหลัก และการแสดงหมายสำคัญไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพระราชกิจแห่งพันธกิจของพระองค์ หมายสำคัญและการอัศจรรย์เช่นนั้นเป็นพระราชกิจซึ่งได้ทำไปเพื่อให้พระราชกิจของพระองค์เกิดประสิทธิภาพ หมายสำคัญและการอัศจรรย์เป็นพระราชกิจพิเศษ และไม่ได้เป็นตัวแทนพระราชกิจของยุคสมัยทั้งยุค ในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติแห่งภาคพันธสัญญาเดิม พระเจ้ายังได้ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่างเช่นกัน—แต่พระราชกิจซึ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติวันนี้เป็นพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และพระองค์คงจะไม่ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในขณะนี้อย่างแน่นอน หากพระองค์ได้ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ก็คงจะถูกขัดจังหวะให้เกิดความสับสนไม่เป็นระเบียบ และพระองค์ก็คงจะไม่สามารถทรงพระราชกิจใดได้อีก หากพระเจ้าได้ตรัสว่าจะใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม แต่ก็ได้ทรงแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์เช่นกัน เช่นนั้นแล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า นั่นทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า มนุษย์เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง? ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น มีศาสนามากเกินไปภายในมนุษย์ พระเจ้าได้เสด็จมาในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อขับไล่มโนคติอันหลงผิดทางศาสนาและสิ่งทั้งหลายที่เกินธรรมชาติทั้งหมดภายในมนุษย์ออกไป และทำให้มนุษย์รู้จักความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อถอดพระฉายาหนึ่งของพระเจ้าซึ่งเป็นนามธรรมและเพ้อฝันออกไป—และเป็นฉายาซึ่งกล่าวได้ว่าไม่ได้ดำรงอยู่จริงเลย และดังนั้น บัดนี้สิ่งเดียวซึ่งล้ำค่าก็คือการที่เจ้ามีความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับชีวิตจริง! ความจริงสำคัญกว่าทุกสิ่ง เจ้ามีความจริงมากเพียงใดกันในวันนี้? ทุกอย่างที่แสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์คือพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? บรรดาวิญญาณชั่วก็สามารถแสดงให้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้เช่นกัน พวกมันทั้งหมดใช่พระเจ้าหรือไม่? ในการเชื่อของเขาในพระเจ้า สิ่งซึ่งมนุษย์ค้นหาก็คือความจริง และสิ่งซึ่งเขาไล่ตามเสาะหาก็คือชีวิต แทนที่จะเป็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ นี่ควรเป็นเป้าหมายของทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า
297. พระราชกิจของพระยาห์เวห์คือการสร้างโลก นั่นคือการเริ่มต้น พระราชกิจช่วงระยะนี้คือปลายทางของพระราชกิจ และเป็นการสรุปปิดตัว เริ่มแรกนั้นพระราชกิจของพระเจ้าดำเนินไปท่ามกลางผู้ที่ได้รับการเลือกสรรชาวอิสราเอล และเป็นรุ่งอรุณของยุคใหม่ในสถานที่ที่บริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาสถานที่ทั้งหมด พระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายดำเนินไปในประเทศที่ไม่บริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาประเทศทั้งปวง เพื่อพิพากษาโลกและนำพายุคไปสู่กาลอวสาน ในช่วงระยะแรกนั้น พระราชกิจของพระเจ้าดำเนินไปในสถานที่ที่สดใสที่สุดในบรรดาสถานที่ทั้งปวง และช่วงระยะสุดท้ายก็ดำเนินไปในสถานที่ที่มืดมนที่สุดในบรรดาสถานที่ทั้งปวง และความมืดมนนี้จะถูกขับออกไป และความสว่างจะถูกนำมา และผู้คนทั้งหมดจะได้รับการพิชิต เมื่อผู้คนจากสถานที่ที่ไม่บริสุทธิ์ที่สุดและมืดมิดที่สุดในบรรดาสถานที่ทั้งปวงนี้ได้รับการพิชิต และประชากรทั้งหมดทั้งมวลยอมรับรู้ว่ามีพระเจ้า ซึ่งเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ และเมื่อทุกบุคคลเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ เช่นนั้นแล้ว ข้อเท็จจริงนี้จะถูกใช้ดำเนินพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยไปทั่วทั้งจักรวาล พระราชกิจช่วงระยะนี้มีความเป็นสัญลักษณ์ กล่าวคือ ทันทีที่พระราชกิจของยุคนี้เสร็จสิ้นลง พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการหกพันปีก็จะมาถึงบทอวสานอันสมบูรณ์ ทันทีที่พวกที่อยู่ในสถานที่ที่มืดมนที่สุดในบรรดาสถานที่ทั้งปวงได้รับการพิชิตแล้ว ก็ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่าทั่วทุกหนแห่งจะเป็นเช่นนั้นด้วย เมื่อเป็นดังนี้จึงมีเพียงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในประเทศจีนเท่านั้นที่มีการใช้สัญลักษณ์อย่างมีความหมาย ประเทศจีนคือรูปจำแลงแห่งกำลังบังคับทั้งมวลของความมืด และผู้คนของประเทศจีนเป็นตัวแทนของทุกคนที่เป็นมนุษย์ เป็นของซาตาน และมีเลือดมีเนื้อหนัง ผู้คนชาวจีนนี่เองที่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงทำให้เสื่อมทรามที่สุด ต่อต้านพระเจ้าอย่างหนักหน่วงที่สุด มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ต่ำช้าและไม่บริสุทธิ์ที่สุด และดังนั้นพวกเขาจึงเป็นแม่แบบของมนุษยชาติที่เสื่อมทรามทั้งหมด นี่มิได้หมายความว่าประเทศอื่นไม่มีปัญหา มโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ล้วนเหมือนกันทั้งหมด และถึงแม้ว่าผู้คนของประเทศเหล่านี้อาจมีขีดความสามารถดี แต่หากพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ต้องเป็นว่าพวกเขาต่อต้านพระองค์ เหตุใดชาวยิวจึงต่อต้านและกบฏต่อพระเจ้า? เหตุใดพวกฟาริสีก็ต่อต้านพระองค์เช่นกัน? เหตุใดยูดาสจึงทรยศพระเยซู? ณ เวลานั้นสาวกจำนวนมากไม่รู้จักพระเยซู หลังจากที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนและได้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เหตุใดผู้คนจึงยังคงไม่เชื่อในพระองค์? ความเป็นกบฏของมนุษย์ไม่เหมือนกันหมดหรอกหรือ? ผู้คนของประเทศจีนเพียงถูกยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น และเมื่อพวกเขาได้รับการพิชิต พวกเขาจะกลายเป็นแบบอย่างและตัวอย่าง และจะทำหน้าที่เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับผู้อื่น เหตุใดเราจึงกล่าวอยู่เสมอว่าพวกเจ้าเป็นผู้ช่วยให้กับแผนการบริหารจัดการของเรา? ความเสื่อมทราม ความไม่บริสุทธิ์ ความไม่ชอบธรรม การต่อต้าน และการเป็นกบฏได้ถูกสำแดงอย่างสมบูรณ์ที่สุด และถูกเปิดเผยอยู่ในรูปแบบสารพันภายในตัวผู้คนของประเทศจีนนั่นเอง ในด้านหนึ่ง พวกเขามีขีดความสามารถอ่อนด้อย และในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตและชุดความคิดของพวกเขาล้าหลัง และนิสัยใจคอ สภาพแวดล้อมทางสังคม ครอบครัวที่ให้กำเนิดของพวกเขา—ทั้งหมดล้วนอ่อนด้อยและล้าหลังที่สุด สถานะของพวกเขาก็ต่ำต้อยเช่นกัน พระราชกิจในที่แห่งนี้จึงมีความเป็นสัญลักษณ์ และหลังจากที่พระราชกิจแห่งการทดสอบนี้ดำเนินไปอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว พระราชกิจที่ตามมาของพระเจ้าจะง่ายกว่านี้มาก หากพระราชกิจขั้นตอนนี้สามารถเสร็จสมบูรณ์ เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจที่ตามมาก็ย่อมเป็นที่ชัดเจน ทันทีที่พระราชกิจขั้นตอนนี้สำเร็จลุล่วงไป ก็ย่อมจะสัมฤทธิ์ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อย่างเต็มที่ และพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยทั่วทั้งจักรวาลก็ย่อมจะถึงกาลอวสานอย่างสมบูรณ์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (2)
298. พระเจ้าทรงนำพระราชกิจทั้งปวงที่พระองค์ทรงทำทั่วทั้งจักรวาลมารวมศูนย์อยู่ที่ผู้คนกลุ่มนี้ พระองค์ได้เสียสละพระโลหิตทั้งหมดในพระหทัยของพระองค์แก่พวกเจ้า พระองค์ได้เรียกคืนพระราชกิจทั่วทั้งจักรวาลของพระวิญญาณและทรงมอบทั้งหมดนั้นให้แก่พวกเจ้า นั่นคือสาเหตุที่พวกเจ้าเป็นกลุ่มคนที่โชคดี ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังได้ทรงย้ายพระสิริของพระองค์จากประเทศอิสราเอล จากประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร มาที่พวกเจ้า และพระองค์จะทรงสำแดงจุดประสงค์แห่งแผนการของพระองค์ผ่านทางกลุ่มนี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจึงเป็นผู้ที่จะได้รับมรดกของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านี้ พวกเจ้าคือทายาทแห่งพระสิริของพระเจ้า บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำพูดเหล่านี้ได้ ความว่า “เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีสง่าราศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ” พวกเจ้าทุกคนเคยได้ฟังคำพูดเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในหมู่พวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกถึงนัยสำคัญที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้แล้ว คำพูดเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงอย่างทารุณโหดร้ายในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ผู้คนในแผ่นดินนี้จึงถูกเหยียดหยามและข่มเหงเพราะพวกเขาเชื่อในพระเจ้า และผลที่ได้ก็คือคำพูดเหล่านี้ได้รับการทำให้ลุล่วงในตัวพวกเจ้า ในคนกลุ่มนี้นี่เอง เนื่องจากพระราชกิจเริ่มเปิดตัวในแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าจึงเผชิญอุปสรรคมหาศาล และไม่อาจทำให้พระวจนะมากมายของพระองค์สำเร็จลุล่วงทันที ด้วยเหตุนั้น เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนจึงได้รับการถลุง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์ พระเจ้าทรงมีความลำบากยากเย็นมหาศาลในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์ผ่านทางความลำบากยากเย็นนี้ อันเป็นการสำแดงพระปัญญาของพระองค์และกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ และทรงใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์ พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์และการพิชิตชัยของพระองค์ผ่านทางความทุกข์ของผู้คน ผ่านทางขีดความสามารถของพวกเขา และผ่านทางอุปนิสัยเยี่ยงซาตานทั้งปวงของผู้คนในแผ่นดินอันโสมมนี้ เพื่อที่พระองค์อาจได้รับพระสิริจากการนี้ และเพื่อที่พระองค์อาจได้รับบรรดาผู้ที่จะเป็นพยานให้แก่กิจการของพระองค์ ดังนี้คือนัยสำคัญทั้งหมดของการเสียสละทั้งปวงที่พระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อผู้คนกลุ่มนี้ นั่นก็คือพระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยโดยผ่านทางพวกที่ต่อต้านพระองค์นี่เอง และด้วยเหตุนี้เท่านั้นที่ฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจะสามารถได้รับการสำแดง กล่าวได้อีกนัยว่า เฉพาะพวกที่อยู่ในแผ่นดินที่ไม่สะอาดเท่านั้นที่ควรค่าแก่การสืบทอดพระสิริของพระเจ้า และการนี้เท่านั้นที่สามารถขับเน้นให้มหิทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าโดดเด่นขึ้นมาได้ นั่นคือสาเหตุที่พระเจ้าได้รับพระสิริจากแผ่นดินที่ไม่สะอาด และจากเหล่าคนที่มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินที่ไม่สะอาด เช่นนี้เองคือเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระราชกิจในช่วงระยะของพระเยซูก็เช่นกัน กล่าวคือ พระองค์สามารถได้รับพระสิริในท่ามกลางพวกฟาริสีที่ข่มเหงพระองค์เท่านั้น หากไม่ใช่เพราะการข่มเหงของพวกฟาริสีและการทรยศของยูดาส พระเยซูย่อมจะไม่ทรงถูกเยาะเย้ยถากถางหรือใส่ร้ายป้ายสี และยิ่งไม่ทรงถูกตรึงกางเขน และด้วยเหตุนั้นพระองค์ก็จะไม่สามารถได้รับพระสิริ ที่ที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในแต่ละยุค และที่ที่พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนัง ก็คือที่ที่พระองค์ได้รับพระสิริ และเป็นที่ที่ทรงได้ผู้ที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะได้ไว้ นี่คือแผนการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และนี่คือการบริหารจัดการของพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?
299. ในแผนการนานหลายพันปีของพระเจ้า มีพระราชกิจสองส่วนที่ทรงทำในเนื้อหนัง ส่วนแรกคือพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขน ซึ่งทำให้พระองค์ได้รับพระสิริ อีกส่วนคือพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยและความเพียบพร้อมแห่งยุคสุดท้าย ซึ่งทำให้พระองค์ได้รับพระสิริ นี่คือการบริหารจัดการของพระเจ้า ดังนั้น จงอย่ามองพระราชกิจของพระเจ้าหรือพระบัญชาที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเจ้าเป็นเรื่องเรียบง่าย พวกเจ้าทั้งหมดล้วนเป็นผู้สืบทอดความไพศาลแห่งพระสิรินิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบของพระเจ้า และเรื่องนี้ได้ถูกลิขิตไว้เป็นพิเศษแล้วโดยพระเจ้า จากพระสิริทั้งสองส่วน หนึ่งในนั้นสำแดงอยู่ในตัวพวกเจ้า หนึ่งส่วนแห่งพระสิริของพระเจ้านี้ได้ประทานแก่พวกเจ้าหมดแล้ว เพื่อให้เป็นมรดกของพวกเจ้า นี่คือการที่พระเจ้าทรงยกย่องพวกเจ้า และยังเป็นแผนการซึ่งพระองค์ได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้ามานานแล้วอีกด้วย ด้วยความยิ่งใหญ่ของพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงกระทำในแผ่นดินซึ่งพญานาคใหญ่สีแดงอาศัยอยู่ หากพระราชกิจนี้ถูกเคลื่อนย้ายไปที่อื่น ก็คงเกิดดอกผลมหาศาลไปนานแล้ว และมนุษย์ก็คงจะพร้อมใจกันยอมรับพระราชกิจนี้ไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจนี้คงจะง่ายดายมากเสียจนคณะสงฆ์แห่งทิศตะวันตกผู้เชื่อในพระเจ้าไม่อาจจะยอมรับได้ เนื่องจากมีช่วงระยะซึ่งเป็นพระราชกิจของพระเยซูเป็นตัวอย่างนำมาก่อน นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าไม่อาจสัมฤทธิ์ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจแห่งการได้รับพระสิริในที่อื่น เมื่อพระราชกิจได้รับการสนับสนุนจากผู้คนและเป็นที่ตระหนักรู้ของชนชาติทั้งหลาย พระสิริของพระเจ้าก็ไม่สามารถตั้งมั่นได้ นี่เองคือนัยสำคัญพิเศษของพระราชกิจช่วงระยะนี้ในแผ่นดินนี้ ไม่มีสักคนเดียวในหมู่พวกเจ้าที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย—แทนที่จะเป็นดังนั้น พวกเจ้ากลับถูกกฎหมายลงโทษ ที่เป็นปัญหายิ่งกว่าก็คือผู้คนไม่เข้าใจพวกเจ้า กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นญาติของเจ้า บิดามารดาของเจ้า เพื่อนของเจ้า หรือเพื่อนร่วมงานของเจ้า ไม่มีใครเข้าใจพวกเจ้าเลย ครั้นพวกเจ้าถูกพระเจ้าทอดทิ้ง ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเจ้าจะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกต่อไป แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่สามารถทนอยู่ห่างจากพระเจ้าได้ ซึ่งก็คือนัยสำคัญแห่งการพิชิตผู้คนของพระเจ้า และเป็นพระสิริของพระเจ้า สิ่งที่พวกเจ้าได้รับเป็นมรดกตกทอดในวันนี้เหนือกว่าที่อัครทูตและผู้เผยพระวจนะทั้งหลายตลอดหลายยุคหลายสมัยเคยได้รับ และยิ่งใหญ่กว่าของโมเสสหรือเปโตรด้วยซ้ำ พรจากพระเจ้าไม่สามารถได้มาภายในวันเดียวหรือสองวัน แต่ต้องได้มาด้วยราคาที่สูงลิ่ว กล่าวคือ พวกเจ้าต้องครองความรักที่ก้าวผ่านกระบวนการถลุงมาแล้ว พวกเจ้าต้องครองความเชื่ออันยิ่งใหญ่ และพวกเจ้าต้องมีความจริงมากมายที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเจ้ามี ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าต้องหันเข้าหาความยุติธรรมโดยไม่ขลาดกลัวหรือคอยแต่เลี่ยงหนี และต้องมีหัวใจที่รักพระเจ้าซึ่งเสมอต้นเสมอปลายไปจนตาย เจ้าต้องมีความแน่วแน่ และต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า ความเสื่อมทรามของพวกเจ้าจะต้องได้รับการบำบัด พวกเจ้าต้องยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าโดยปราศจากการพร่ำบ่น และพวกเจ้าต้องนบนอบไปจนตายด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรต้องบรรลุ นี่คือจุดหมายสุดท้ายแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากผู้คนกลุ่มนี้ ในเมื่อพระองค์ประทานแก่เจ้า แน่นอนว่าพระองค์ย่อมจะทรงขอสิ่งตอบแทนจากเจ้า และย่อมจะทรงมีสิ่งที่ประสงค์จากเจ้าแบบสมน้ำสมเนื้อกันอย่างแน่นอน พระราชกิจทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำจึงมีเหตุผล นี่แสดงให้เห็นว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงพระราชกิจที่ตั้งมาตรฐานไว้สูงและมีข้อกำหนดอันเคร่งครัดครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเพราะการนี้นี่เอง พวกเจ้าจึงควรเปี่ยมด้วยความเชื่อในพระเจ้า กล่าวโดยย่อได้ว่า พระราชกิจทุกอย่างของพระเจ้าล้วนทำไปเพื่อพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจกลายเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การรับมรดกของพระองค์ แทนที่จะพูดว่านี่ก็เพื่อพระสิริของพระเจ้าเอง ย่อมเป็นการดีกว่าที่จะพูดว่านี่ก็เพื่อความรอดของเจ้า และเพื่อสร้างความเพียบพร้อมให้แก่คนกลุ่มนี้ ผู้ซึ่งได้รับความทุกข์ร้อนอย่างล้ำลึกในแผ่นดินที่ไม่สะอาดแห่งนี้ พวกเจ้าควรเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และดังนั้นเราขอเตือนสติผู้คนมากมายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และปราศจากความรู้ความเข้าใจเชิงลึกหรือเหตุผลว่า จงอย่าทดสอบพระเจ้า และจงอย่าต้านทานอีกต่อไป พระเจ้าได้ทรงก้าวผ่านความทุกข์ที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดสู้ทนมาก่อนมาแล้ว และเมื่อนานมาแล้วก็ได้ทรงสู้ทนการเหยียดหยามที่หนักหนาเสียยิ่งกว่าแทนมนุษย์อีกด้วย มีสิ่งใดอีกที่เจ้าไม่สามารถปล่อยมือได้? มีสิ่งใดที่จะสำคัญกว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้? มีสิ่งใดที่จะสูงส่งกว่าความรักของพระเจ้าได้? การที่พระเจ้าดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินที่ไม่สะอาดแห่งนี้ก็ยากพออยู่แล้ว หากซ้ำร้าย มนุษย์ยังจงใจฝ่าฝืนทั้งที่รู้อยู่แก่ใจอีก พระราชกิจของพระเจ้าย่อมต้องยืดเยื้อออกไป กล่าวสั้นๆ ก็คือ นี่ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย ไม่เป็นคุณแก่ใครสักคน พระเจ้าไม่ต้องทรงผูกติดอยู่กับกาลเวลา พระราชกิจของพระองค์และพระสิริของพระองค์จึงสำคัญอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น พระองค์ย่อมจะทรงยอมลำบากทุกอย่างเพื่อพระราชกิจของพระองค์ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า กล่าวคือ พระองค์จะไม่ทรงหยุดพักจนกว่าพระราชกิจของพระองค์จะเสร็จสิ้น พระราชกิจของพระองค์จะจบลงก็ต่อเมื่อพระองค์ได้รับพระสิริส่วนที่สองของพระองค์ หากพระเจ้าไม่ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจส่วนที่สองซึ่งเป็นพระราชกิจแห่งการได้รับพระสิริของพระองค์ในจักรวาลทั้งมวล วันของพระองค์ก็จะไม่มีวันมาถึง พระหัตถ์ของพระองค์จะไม่มีวันผละจากประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรแล้ว พระสิริของพระองค์จะไม่มีวันเคลื่อนลงสู่ประเทศอิสราเอล และแผนการของพระองค์ก็จะไม่มีวันได้รับการสรุปปิดตัว พวกเจ้าควรสามารถมองเห็นเจตนารมณ์ของพระเจ้า และควรเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เรียบง่ายเหมือนกับการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง นั่นเป็นเพราะพระราชกิจของพระองค์ในวันนี้คือการแปลงสภาพผู้คนที่ถูกทำให้เสื่อมทราม ซึ่งด้านชาจนถึงระดับสูงสุด เป็นการชำระสิ่งทรงสร้างที่ถูกซาตานแปรรูปไปแล้วนั้นให้บริสุทธิ์ นี่ไม่ใช่การทรงสร้างอาดัมหรือเอวา และยิ่งไม่ใช่การทรงสร้างความสว่าง หรือการทรงสร้างพืชพรรณและสัตว์ทั้งปวง พระเจ้าทรงยังให้ความไร้มลทินกับสิ่งที่ซาตานทำให้เสื่อมทราม และจากนั้นจึงทรงรับสิ่งเหล่านั้นไว้อีกครั้ง สิ่งเหล่านั้นจึงกลายเป็นของพระองค์ และกลายเป็นพระสิริของพระองค์ การนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างการทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งอย่างที่มนุษย์จินตนาการไว้ และการนี้ไม่เหมือนพระราชกิจแห่งการสาปแช่งซาตานสู่บาดาลลึกอย่างที่มนุษย์จินตนาการไว้เช่นกัน ในทางกลับกัน นี่คือพระราชกิจแห่งการแปลงสภาพมนุษย์ เปลี่ยนสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบและไม่ใช่ของพระองค์ ให้เป็นสิ่งที่เป็นบวกและเป็นของพระองค์ นี่คือความจริงเบื้องหลังพระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระเจ้า พวกเจ้าต้องเข้าใจสิ่งนี้ และหลีกเลี่ยงการทำเรื่องทั้งหลายให้เรียบง่ายเกินไป พระราชกิจของพระเจ้าไม่เหมือนงานธรรมดาสามัญใดๆ ความน่าอัศจรรย์และทรงปัญญาของพระราชกิจนั้นอยู่เหนือจิตมนุษย์ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งในพระราชกิจช่วงระยะนี้ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงทำลายสรรพสิ่งเช่นกัน แทนที่จะทรงทำเช่นนั้น พระองค์กลับทรงแปลงสภาพสรรพสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และทรงชำระสรรพสิ่งทั้งมวลที่ซาตานทำให้ด่างพร้อยไปแล้วนั้นให้บริสุทธิ์ และด้วยประการฉะนี้ พระเจ้าจึงทรงริเริ่มโครงการอันยิ่งใหญ่ นี่ก็คือนัยสำคัญทั้งมวลแห่งพระราชกิจของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือไม่?
300. พระเจ้าทรงใช้การบริหารจัดการพวกมนุษย์ของพระองค์ในการทำให้ซาตานปราชัย ซาตานนำพาชะตากรรมของผู้คนไปสู่จุดจบ และก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าโดยการทำให้พวกเขาเสื่อมทราม ในทางกลับกัน พระราชกิจของพระเจ้าคือความรอดของมนุษยชาติ ขั้นตอนใดของพระราชกิจของพระเจ้าหรือ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยมนุษยชาติให้รอด? ขั้นตอนใดหรือ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะชำระผู้คนให้สะอาด และทำให้พวกเขาประพฤติตนอย่างชอบธรรม และใช้ชีวิตในภาพลักษณ์ของคนทั้งหลายที่สามารถได้รับความรัก? อย่างไรก็ตาม ซาตานไม่ได้ทำสิ่งนี้ มันทำให้มนุษยชาติเสื่อมทราม มันดำเนินงานของมันในการทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามจนสำเร็จอย่างต่อเนื่องไปทั่วทั้งจักรวาล แน่อยู่แล้วว่า พระเจ้าก็ทรงพระราชกิจของพระองค์เอง โดยมิได้ใส่พระทัยกับซาตานแต่อย่างใด ไม่สำคัญว่าซาตานจะมีสิทธิอำนาจมากเพียงใด พระเจ้าก็ยังคงทรงเป็นผู้ที่ให้สิทธิอำนาจนั้นแก่มันอยู่ดี พระเจ้าไม่ได้ทรงให้สิทธิอำนาจทั้งหมดของพระองค์แก่มันจริงๆ แต่อย่างใด และดังนั้น ไม่สำคัญว่าซาตานจะทำอะไร มันไม่เคยสามารถอยู่เหนือล้ำพระเจ้าได้เลย และมันจะอยู่ในกำมือของพระเจ้าเสมอ พระเจ้ามิได้ทรงเปิดเผยการกระทำใดของพระองค์ในขณะอยู่ในสวรรค์ พระองค์ก็แค่ได้ทรงให้สิทธิอำนาจในสัดส่วนเล็กๆ แก่ซาตานและได้ทรงอนุญาตให้มันทำการควบคุมเหนือทูตสวรรค์องค์อื่นๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ไม่สำคัญว่าซาตานจะทำอะไร มันก็ไม่สามารถอยู่เหนือล้ำสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ เพราะสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้ทรงยอมอนุมัติให้มันแต่เดิมนั้นมีขีดจำกัด ซาตานก่อกวนในขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ ในยุคสุดท้าย การก่อกวนของมันจะแล้วเสร็จ ในทำนองเดียวกัน พระราชกิจของพระเจ้าก็จะแล้วเสร็จเช่นกัน และบรรดามนุษย์ประเภทที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้ครบบริบูรณ์ก็จะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ พระเจ้าทรงชี้นำผู้คนไปในทางที่เป็นบวก พระชนม์ชีพของพระองค์คือน้ำแห่งชีวิต อันประมาณค่ามิได้ และไร้พรมแดน ซาตานได้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจนถึงระดับหนึ่ง ในตอนสุดท้าย น้ำแห่งชีวิตก็จะทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ และมันจะเป็นไปไม่ได้ที่ซาตานจะแทรกแซงและทำงานของมันจนสำเร็จ ด้วยเหตุนั้นพระเจ้าจึงจะสามารถได้รับประชากรของพระองค์โดยครบบริบูรณ์ กระทั่งบัดนี้ ซาตานก็ยังคงปฏิเสธที่จะยอมรับการนี้ มันยังคงต่อสู้ชิงดีกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง แต่พระองค์ก็หาได้ใส่พระทัยกับมันไม่ พระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะมีชัยชนะเหนือกำลังบังคับมืดทั้งหมดของซาตานและเหนืออิทธิพลมืดทั้งปวง” นี่คือพระราชกิจที่ต้องทำในเนื้อหนัง และมันยังเป็นสิ่งที่ทำให้การทรงบังเกิดเป็นมนุษย์มีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ เป็นการทำให้ช่วงระยะของพระราชกิจแห่งการมอบความปราชัยให้กับซาตานในยุคสุดท้ายนั้นครบบริบูรณ์ และเป็นการกวาดล้างทุกสรรพสิ่งที่เป็นของซาตานออกไป ชัยชนะของพระเจ้าเหนือซาตานนั้นมิอาจหลีกเลี่ยงได้! อันที่จริง ซาตานได้ล้มเหลวไปนานแล้ว เมื่อข่าวประเสริฐได้เริ่มเผยแผ่ไปทั่วแผ่นดินของพญานาคใหญ่สีแดง—นั่นก็คือ เมื่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์และพระราชกิจนี้ได้เริ่มเคลื่อนไหว—ซาตานได้รับความปราชัยอย่างถึงที่สุด เพราะพระประสงค์ที่แท้จริงที่สุดของการประสูติเป็นมนุษย์ก็คือเพื่อที่จะกำราบซาตาน ทันทีที่ซาตานมองเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง และได้เริ่มดำเนินพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งไม่มีกำลังบังคับใดเลยจะสามารถหยุดยั้งได้ เพราะฉะนั้น มันจึงกลายเป็นอึ้งตะลึงงันไปในทันทีที่พระราชกิจเข้ามาในสายตา และไม่กล้าที่จะก่อการร้ายใดๆ อีกต่อไป ในตอนแรก ซาตานคิดว่า มันได้มีทุนสนับสนุนติดตัวเป็นสติปัญญาอันล้นเหลือ และมันจึงได้ก่อกวนและทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้คาดฝันว่า พระเจ้าจะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง หรือคาดฝันว่าในพระราชกิจของพระองค์นั้น พระเจ้าจะได้ทรงใช้การเป็นกบฏของซาตานทำหน้าที่เป็นวิวรณ์และการพิพากษาสำหรับมนุษยชาติ อันเป็นการพิชิตพวกมนุษย์และมอบความปราชัยให้กับซาตานด้วยประการฉะนี้เอง พระเจ้าทรงพระปัญญากว่าซาตาน และพระราชกิจของพระองค์นั้นเกินล้ำกว่ามันไปไกล เพราะฉะนั้น ก็อย่างที่เราได้แถลงไว้ก่อนหน้านี้ว่า “งานที่เราทำนั้นได้ถูกดำเนินไปจนเสร็จสิ้นโดยตอบสนองต่อกลโกงของซาตาน ในตอนสุดท้าย เราจะเปิดเผยมหิทธิฤทธิ์ของเราและความไร้พลังอำนาจของซาตาน” พระเจ้าจะทรงพระราชกิจของพระองค์ในแถวหน้า ในขณะที่ซาตานลากหางตามมาข้างหลัง จนกระทั่งในตอนสุดท้าย มันจะถูกทำลายลงในที่สุด—มันจะไม่รู้กระทั่งว่าใครที่ตีมัน! มันจะแค่ตระหนักถึงความจริงในทันทีที่มันได้ถูกทุบตีและบดขยี้ไปแล้ว และเมื่อถึงตอนนั้น มันย่อมจะถูกเผาไหม้เป็นจุณไปในบึงไฟเรียบร้อยแล้ว เมื่อนั้นมันย่อมเชื่ออย่างหมดใจมิใช่หรือ? เพราะถึงตอนนั้น ซาตานจะไม่มีกลอุบายมากกว่านี้ออกมาใช้อีกแล้ว!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรรู้ว่ามนุษยชาติทั้งปวงได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร
301. ในชาติของพญานาคใหญ่สีแดง เราได้ดำเนินงานระยะหนึ่งที่ยากหยั่งถึงสำหรับมนุษย์ ทำให้พวกเขาโอนเอนไปมาในสายลม ซึ่งหลังจากนั้นหลายคนล่องลอยห่างออกไปอย่างเงียบเชียบด้วยการพัดพาของสายลม แท้จริงแล้ว นี่คือ “ลานนวดข้าว” ที่เรากำลังจะปัดกวาดให้เกลี้ยง มันคือสิ่งที่เราโหยหาและยังเป็นแผนการของเราเช่นกัน ด้วยเหตุที่คนชั่วมากมายได้คืบคลานเข้ามาในขณะที่เราทำงาน แต่เราก็ไม่รีบที่จะขับไล่พวกเขาออกไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เพียงหลังจากนั้นเท่านั้นเราจึงจะเป็นน้ำพุแห่งชีวิต เปิดโอกาสให้บรรดาผู้ที่รักเราอย่างแท้จริงได้รับผลของต้นมะเดื่อและกลิ่นหอมของดอกลิลลี่จากเรา ในดินแดนที่ซึ่งซาตานพักแรม ดินแดนแห่งธุลี ไม่มีทองคำบริสุทธิ์คงเหลืออยู่ มีเพียงทราย และดังนั้นแล้ว เมื่อได้ประสบกับรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ เราจึงทำงานช่วงระยะดังกล่าว เจ้าควรรู้ว่าสิ่งที่เราได้รับไว้นั้น เป็นทองคำถลุงบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทราย คนชั่วจะคงอยู่ในบ้านของเราได้อย่างไร? เราจะยอมให้พวกสุนัขจิ้งจอกดำรงชีวิตอย่างปรสิตอยู่ในสรวงสวรรค์ของเราได้อย่างไร? เราใช้ทุกวิธีเพื่อขับไล่พวกมันออกไป ก่อนการเผยเจตนารมณ์ของเรา ย่อมไม่มีใครตระหนักรู้สิ่งที่เรากำลังจะทำ เราใช้โอกาสนี้ขับไสคนชั่วเหล่านั้นออกไป และพวกเขาก็ถูกบีบให้ออกไปพ้นหน้าเรา นี่คือสิ่งที่เราทำกับคนชั่ว แต่จะยังคงมีสักวันที่พวกเขาจะทำงานปรนนิบัติเรา ความอยากของมนุษย์ที่จะได้รับพรนั้นแรงกล้ามากเกินไป ดังนั้นเราจึงหมุนกายและแสดงโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเราแก่พวกต่างชาติ เพื่อที่มนุษย์ทั้งหมดจะได้ดำรงชีวิตในโลกของพวกเขาเองและตัดสินตัวเอง ในขณะที่เราเดินหน้ากล่าววจนะที่เราควรกล่าว และจัดหาสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีให้แก่พวกเขา เมื่อมนุษย์สำนึกได้ เราย่อมจะเผยแผ่งานของเราไปนานแล้ว จากนั้นเราก็จะแสดงเจตนารมณ์ของเราแก่มนุษย์ และเริ่มงานส่วนที่สองที่เราจะทำในตัวมนุษย์ ปล่อยให้มนุษย์ทั้งหมดได้ติดตามเราอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะประสานกับงานของเรา และปล่อยให้มนุษย์ได้ทำทุกสิ่งที่พวกเขามีความสามารถที่จะทำได้เพื่อร่วมดำเนินงานที่เราต้องทำไปจนเสร็จสิ้น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยพระวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล
302. ในแผนการของเรานั้น ซาตานได้ย่องตามหลังแต่ละขั้นตอนตลอดมา และในฐานะตัวประกอบเสริมความเด่นแห่งสติปัญญาของเรา มันได้พยายามค้นหาหนทางและวิถีทางที่จะทำให้แผนการดั้งเดิมของเรายุ่งเหยิงเสมอ กระนั้นเราสามารถพ่ายแพ้ต่อกลอุบายอันล่อลวงของมันได้หรือ? สรรพสิ่งบนสวรรค์และบนแผ่นดินโลกทำหน้าที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ของเรา กลอุบายอันล่อลวงของซาตานจะต่างออกไปได้อย่างไร? ตรงนี้นี่เองที่สติปัญญาของเราเข้ามาบรรจบ นี่เองคือสิ่งอัศจรรย์เกี่ยวกับกิจการของเรา และเป็นหลักการปฏิบัติงานสำหรับแผนการบริหารจัดการทั้งมวลของเรา ในยุคแห่งการสร้างราชอาณาจักร เรายังคงไม่หลบเลี่ยงกลอุบายอันหลอกลวงของซาตาน แต่ทำงานที่เราต้องทำต่อไป ท่ามกลางจักรวาลและทุกสรรพสิ่งนั้น เราได้เลือกสรรการกระทำของซาตานมาเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นของเรา นี่ไม่ใช่การสำแดงถึงสติปัญญาของเราหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่สิ่งซึ่งน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับงานของเราอย่างแน่แท้หรอกหรือ? ในโอกาสแห่งการเข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักร ทุกสรรพสิ่งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกถูกแปลงสภาพอย่างสิ้นเชิง และสรรพสิ่งเหล่านั้นเฉลิมฉลองและชื่นบาน พวกเจ้าแตกต่างอย่างใดหรือไม่? ในหัวใจของผู้ใดเล่าไม่มีความหวานของน้ำผึ้ง? หัวใจของผู้ใดเล่าไม่กำลังปริแตกเพื่อความชื่นบานยินดี? มือและเท้าของผู้ใดเล่าไม่เต้นรำด้วยความปีติยินดี? ปากของผู้ใดเล่าไม่กล่าวคำพูดแห่งการสรรเสริญ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 8
303. เมื่อประชากรทั้งปวงของพระเจ้าได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ และทุกประเทศบนแผ่นดินโลกกลายเป็นราชอาณาจักรของพระคริสต์ นั่นจะถึงเวลาที่เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกึกก้อง วันนี้คือก้าวย่างที่มุ่งสู่ช่วงระยะนั้น เป็นการออกตัวบุกตะลุยให้ถึงวันนั้น นี่คือแผนการของพระเจ้า และในอนาคตอันใกล้ แผนการนี้จะถูกทำให้เป็นจริง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พระเจ้าตรัสถึงล้วนสำเร็จโดยพระองค์ไปแล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่าประเทศทั้งหลายบนแผ่นดินโลกเป็นเพียงปราสาททรายที่จวนเจียนจะพังทลาย—วันสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว และพญานาคใหญ่สีแดงจะล้มคว่ำภายใต้พระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการของพระเจ้าจะสำเร็จอย่างสมบูรณ์ บรรดาทูตสวรรค์ได้ลงมายังโลกมนุษย์และเริ่มพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย และพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์สถิตในสมรภูมิด้วยพระองค์เองเพื่อทำสงครามกับศัตรู ที่ใดมีการประสูติเป็นมนุษย์ ศัตรูย่อมถูกทำลายในที่นั้น ประเทศจีนจะเป็นประเทศแรกที่ถูกทำลาย โดยจะถูกทำลายล้างด้วยพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าจะไม่ทรงแสดงความปรานีอย่างเด็ดขาด ยิ่งประชากรของพระเจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นั่นย่อมพิสูจน์ว่าพญานาคใหญ่สีแดงจะยิ่งล่มสลาย เรื่องนี้มนุษย์สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ความเป็นผู้ใหญ่ของประชากรของพระเจ้าคือสัญญาณแห่งความพินาศของศัตรู นี่คือคำอธิบายส่วนหนึ่งของสิ่งที่หมายถึง “แข่งขัน”
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่ง “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 10
304. เราเป็นผู้ปกครองราชอาณาจักร และยิ่งไปกว่านั้น เราปกครองทั่วทั้งจักรวาล เราเป็นทั้งกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรและเป็นองค์ประมุขแห่งจักรวาล นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะรวบรวมพวกที่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรทั้งหมดและจะเริ่มงานของเราท่ามกลางชาวต่างชาติ และเราจะประกาศกฎการปกครองของเราไปทั่วทั้งจักรวาล เพื่อให้เราสามารถเริ่มงานของเราในขั้นตอนต่อไปได้สำเร็จ เราจะใช้การตีสอนเพื่อเผยแผ่งานของเราท่ามกลางชาวต่างชาติ กล่าวคือ เราจะใช้ “กำลัง” กับพวกที่เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด โดยธรรมชาติแล้ว งานนี้จะดำเนินการไปพร้อมกับงานของเราท่ามกลางบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรร เมื่อคนของเราปกครองและมีอำนาจบนแผ่นดินโลก นั่นจะเป็นวันที่ผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลกถูกพิชิตด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น นั่นจะเป็นเวลาที่เราหยุดพัก—และเมื่อนั้นเท่านั้น เราจึงจะปรากฏแก่บรรดาผู้ที่ถูกพิชิตแล้วทั้งหมด เราปรากฏต่อราชอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ และซ่อนเร้นตัวเราจากแผ่นดินแห่งความโสมม บรรดาผู้ที่ถูกพิชิตแล้วและมานบนอบอยู่เบื้องหน้าเราล้วนสามารถมองเห็นใบหน้าของเราด้วยตาตนเอง และสามารถได้ยินเสียงของเราด้วยหูตนเอง นี่คือพรของบรรดาผู้ที่เกิดในระหว่างยุคสุดท้าย นี่คือพรที่เราได้กำหนดไว้ล่วงหน้า และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ วันนี้เราทำงานในหนทางนี้เพื่อประโยชน์ของงานในอนาคต งานของเราทั้งหมดมีความสัมพันธ์กัน ในงานทั้งหมดนั้นมีการเรียกและการตอบรับ กล่าวคือ ไม่เคยมีขั้นตอนใดได้หยุดชะงักโดยฉับพลัน และไม่เคยมีขั้นตอนใดดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากขั้นตอนอื่น เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ? งานในอดีตคือรากฐานของงานในวันนี้ไม่ใช่หรือ? วจนะในอดีตคือจุดเริ่มต้นของวจนะในปัจจุบันไม่ใช่หรือ? ขั้นตอนในอดีตคือต้นกำเนิดของขั้นตอนในปัจจุบันไม่ใช่หรือ? เมื่อเราเปิดหนังสือม้วนอย่างเป็นทางการ นั่นคือเวลาที่ผู้คนทั่วทั้งจักรวาลถูกตีสอน เวลาที่ผู้คนทั่วโลกอยู่ภายใต้บททดสอบ และเป็นจุดสูงสุดในงานของเรา ผู้คนทั้งหมดใช้ชีวิตในแผ่นดินที่ปราศจากความสว่าง และผู้คนทั้งหมดมีชีวิตท่ามกลางการคุกคามที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของพวกเขา กล่าวอีกนัยหนึ่ง นั่นเป็นชีวิตที่มนุษย์ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนนับตั้งแต่มีการสร้างโลกจนถึงปัจจุบัน และไม่มีผู้ใดตลอดทุกยุคที่เคย “ชื่นชม” ชีวิตแบบนี้เลย ดังนั้นเราจึงพูดว่าเราได้ทำงานที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นี่คือสภาพการณ์ที่แท้จริง และนี่คือความหมายแฝง เพราะวันของเราใกล้จะมาถึงมวลมนุษย์ทั้งปวง เพราะไม่ได้ปรากฏอยู่ห่างไกล แต่อยู่ตรงหน้ามนุษย์ แล้วผู้ใดเล่าจะไม่หวาดกลัวได้? และผู้ใดเล่าจะไม่ปีติยินดีกับการนี้ได้? ในที่สุดแล้ว เมืองบาบิโลนที่โสมมได้มาถึงจุดจบ มนุษย์ได้พบกับโลกใหม่อีกครั้ง สวรรค์และแผ่นดินโลกได้รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างขึ้นใหม่แล้ว
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 29
305. เมื่อซีนิมกลายเป็นจริงขึ้นบนแผ่นดินโลก—เมื่อราชอาณาจักรเป็นจริงขึ้นมา—จะไม่มีสงครามบนแผ่นดินโลกอีก จะไม่มีวันมีการกันดารอาหาร ภัยพิบัติ และแผ่นดินไหวอีก ผู้คนจะหยุดผลิตอาวุธ ทุกคนจะใช้ชีวิตอยู่ในสันติสุขและเสถียรภาพ และจะมีการติดต่อไปมาหาสู่กันตามปกติระหว่างผู้คน และการติดต่อเจรจาตามปกติระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบันยังไม่มีสภาพเทียบเคียงการนี้ ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์ล้วนอยู่ในความอลหม่าน และรัฐประหารค่อยๆ เริ่มเกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ผลจากถ้อยดำรัสของพระเจ้าคือ ผู้คนค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และทุกประเทศเกิดการแบ่งแยกภายในอย่างช้าๆ รากฐานที่มั่นคงแห่งบาบิโลนเริ่มสั่นสะเทือนเหมือนปราสาททราย และขณะที่เจตนารมณ์ของพระเจ้าแปรเปลี่ยน ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ก็เกิดขึ้นในโลกโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น และหมายสำคัญทุกรูปแบบปรากฏขึ้นตลอดเวลา ซึ่งแสดงให้ผู้คนเห็นว่ายุคสุดท้ายของโลกมาถึงแล้ว! นี่คือแผนการของพระเจ้า เหล่านี้คือขั้นตอนทั้งหลายที่พระองค์ใช้ในการทรงพระราชกิจ และแต่ละประเทศจะแตกแยกออกเป็นชิ้นๆ อย่างแน่นอน โสโดมเก่าจะถูกทำลายล้างเป็นครั้งที่สอง และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงตรัสว่า “โลกกำลังล่มจม! บาบิโลนกำลังเป็นอัมพาต!” ไม่มีผู้ใดเว้นแต่พระเจ้าพระองค์เองที่ทรงสามารถเข้าใจการนี้โดยบริบูรณ์ จะว่าไปแล้ว การตระหนักรู้ของผู้คนก็มีขีดจำกัดอยู่ ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในทั้งหลายอาจจะรู้ว่ารูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันไม่มั่นคงและวุ่นวาย แต่พวกเขาไม่สามารถจัดการแก้ไขรูปการณ์แวดล้อมเหล่านั้น พวกเขาทำได้เพียงแล่นไปตามกระแส โดยหวังอยู่ในหัวใจของพวกเขาถึงวันที่พวกเขาสามารถเชิดหน้า ถึงวันข้างหน้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกอีกครั้ง ฉายแสงไปทั่วแผ่นดิน และพลิกสภาวการณ์ที่ยากแค้นนี้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาหารู้ไม่ว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นครั้งที่สอง การผงาดขึ้นมาของมันไม่ได้หมายที่จะฟื้นคืนระเบียบแบบแผนเก่าๆ—แต่คือการฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างทั่วถึง เช่นนั้นคือแผนการของพระเจ้าสำหรับทั้งจักรวาล พระองค์จะทรงนำมาซึ่งโลกใหม่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด พระองค์จะทรงฟื้นฟูมนุษย์ขึ้นมาใหม่เป็นอันดับแรก
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่ง “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 22 และ 23
306. อาจกล่าวได้ว่าถ้อยดำรัสทั้งมวลของวันนี้เผยวจนะถึงเรื่องอนาคต ถ้อยดำรัสเหล่านี้คือวิธีที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการพระราชกิจขั้นตอนถัดไปของพระองค์ พระเจ้าเกือบจะแล้วเสร็จพระราชกิจของพระองค์ในผู้คนแห่งคริสตจักร และหลังจากนั้นพระองค์ก็จะทรงปรากฏต่อหน้าผู้คนทั้งหมดด้วยความเดือดดาล ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “เราจะทำให้ผู้คนบนแผ่นดินโลกยอมรับรู้การกระทำของเรา และกิจการของเราจะได้รับการพิสูจน์เบื้องหน้า ‘บัลลังก์พิพากษา’ เพื่อที่กิจการเหล่านั้นอาจเป็นที่รับรู้ท่ามกลางผู้คนทั่วแผ่นดินโลก ซึ่งทุกคนย่อมจะยอมจำนน” เจ้ามองเห็นบางสิ่งในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? ในนี้คือบทสรุปพระราชกิจส่วนถัดไปของพระเจ้า ก่อนอื่นพระเจ้าจะทรงทำให้สุนัขเฝ้ายามทั้งหมดที่กุมอำนาจทางการเมืองนั้นปักใจเชื่ออย่างจริงใจ และพระองค์จะทรงทำให้พวกมันก้าวถอยลงจากเวทีแห่งประวัติศาสตร์ด้วยความสมัครใจของพวกมันเอง ไม่มีวันต่อสู้เพื่อสถานะอีก และไม่มีวันมีส่วนร่วมในกลอุบายและแผนร้ายอีก พระราชกิจนี้ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยผ่านทางพระเจ้า ด้วยการยกระดับความวิบัตินานาบนแผ่นดินโลก แต่ไม่ใช่กรณีที่ว่าพระเจ้าจะปรากฏพระองค์แต่อย่างใด ณ เวลานี้ ประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงจะยังคงเป็นแผ่นดินแห่งความโสมม และดังนั้นพระเจ้าจึงจะไม่ปรากฏพระองค์ แต่เพียงจะทรงออกมาในรูปของการตีสอนเท่านั้น เช่นนั้นคือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถหลีกหนีได้ ในระหว่างเวลานี้ พวกที่อาศัยอยู่ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงทั้งหมดจะทนทุกข์กับหายนะ ซึ่งย่อมรวมเอาราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลก (คริสตจักร) ไว้ด้วยเป็นธรรมดา แน่นอนว่านี่คือเวลาที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏออกมา และดังนั้นผู้คนทั้งหมดย่อมผ่านประสบการณ์กับช่วงเวลานี้ และไม่มีผู้ใดสามารถหลีกหนีได้ พระเจ้าได้ทรงลิขิตการนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แน่นอนว่าเป็นเพราะพระราชกิจขั้นตอนนี้นี่เองที่พระเจ้าตรัสว่า “บัดนี้เป็นเวลาที่จะดำเนินแผนการอันยิ่งใหญ่ให้เสร็จสิ้น” เนื่องจากในอนาคตจะไม่มีคริสตจักรบนแผ่นดินโลก และเพราะการมาถึงของมหันตภัย ผู้คนจึงสามารถคิดเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเท่านั้น และจะเพิกเฉยต่อสิ่งอื่นทุกสิ่ง และจะเป็นการลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขาที่จะชื่นชมพระเจ้าท่ามกลางมหันตภัย ด้วยเหตุนั้น ผู้คนจึงได้รับการขอให้รักพระเจ้าด้วยหัวใจทั้งดวงของพวกเขาในระหว่างเวลาที่น่าอัศจรรย์นี้ เพื่อให้พวกเขาไม่พลาดโอกาส เมื่อข้อเท็จจริงนี้ผ่านพ้น พระเจ้าก็จะทรงทำให้พญานาคใหญ่สีแดงพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงไปแล้ว และด้วยเหตุนั้นงานแห่งคำพยานของประชากรของพระเจ้าก็จะมาถึงบทอวสาน หลังจากนั้น พระเจ้าจะทรงตั้งต้นพระราชกิจขั้นตอนถัดไป โดยทำลายประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง และตอกตรึงผู้คนทั่วทั้งจักรวาลแบบห้อยหัวลงบนกางเขนในท้ายที่สุด ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์จะทรงทำลายล้างมวลมนุษย์ทั้งปวง—เหล่านี้คือขั้นตอนในอนาคตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่ง “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 42
307. ผู้คนทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจจุดมุ่งหมายของงานของเราบนโลก นั่นคือ สิ่งที่เราปรารถนาที่จะได้รับในท้ายที่สุด และระดับที่เราต้องสัมฤทธิ์ผลในงานนี้ก่อนที่งานจะสามารถครบบริบูรณ์ได้ หากว่าหลังจากที่เดินมากับเราจนถึงวันนี้ ผู้คนยังไม่เข้าใจว่างานของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เช่นนั้นแล้ว พวกเขาไม่ได้เดินมากับเราอย่างเปล่าประโยชน์หรอกหรือ? หากผู้คนติดตามเรา พวกเขาควรรู้เจตนารมณ์ของเรา เราได้ทำงานบนแผ่นดินโลกมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว และจนถึงวันนี้ เรายังคงดำเนินการงานของเราเช่นนี้ต่อไป ถึงแม้ว่างานของเราจะมีโครงการมากมาย จุดประสงค์ของงานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราเต็มเปี่ยมไปด้วยคำพิพากษาและการตีสอนต่อมนุษย์ ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เราทำยังคงเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการช่วยเขาให้รอด และเพื่อประโยชน์แห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐของเราให้ดียิ่งขึ้นและขยายงานของเราออกไปให้ไกลยิ่งขึ้นท่ามกลางชาติต่างๆ ทั้งปวงเมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้ว ดังนั้นวันนี้ ในยามที่ผู้คนจำนวนมากจมลึกอยู่ในความท้อใจมานานแล้ว เรายังคงทำงานของเราต่อไป เราทำงานที่เราต้องทำเพื่อพิพากษาและตีสอนมนุษย์ต่อไป ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงว่ามนุษย์เบื่อหน่ายกับสิ่งที่เราพูด และเขาไม่มีความปรารถนาที่จะใส่ใจงานของเรา เราก็ยังคงดำเนินการตามหน้าที่ของเราอยู่ เนื่องจากจุดประสงค์ของงานของเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลง และแผนดั้งเดิมของเราจะไม่หยุดชะงัก จุดประสงค์ในการพิพากษาของเราคือการทำให้มนุษย์สามารถนบนอบเราได้ดียิ่งขึ้น และจุดประสงค์ในการตีสอนของเราคือการทำให้มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น แม้ว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเป็นไปเพื่อการบริหารจัดการของเรา แต่เราก็ไม่เคยทำงานที่ไร้ประโยชน์ต่อมนุษย์เลย เนื่องจากเราปรารถนาที่จะทำให้ทุกชนชาตินอกเหนือจากอิสราเอลนบนอบเฉกเช่นชาวอิสราเอล ทำให้พวกเขาเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เพื่อที่เราจะได้มีที่ยืนในดินแดนนอกอิสราเอล นี่คือการบริหารจัดการของเรา นั่นคืองานของเราท่ามกลางชาติอื่นๆ แม้กระทั่งในเวลานี้ ผู้คนจำนวนมากก็ยังคงไม่เข้าใจการบริหารจัดการของเรา เพราะพวกเขาไม่ใส่ใจเรื่องดังกล่าว แต่กลับใส่ใจอนาคตและบั้นปลายของตนเอง ไม่ว่าเราจะกล่าวอะไรก็ตาม ผู้คนก็ยังคงไม่แยแสงานที่เราทำ กลับมุ่งเน้นบั้นปลายในอนาคตของตนกันหมดทั้งใจ หากสิ่งต่างๆ ดำเนินไปในหนทางนี้ งานของเราจะสามารถเผยแผ่ไปได้อย่างไร? ข่าวประเสริฐของเราจะได้รับการประกาศไปทั่วทั้งโลกได้อย่างไร? พวกเจ้าควรรู้ว่าเมื่องานของเราเผยแผ่ออกไป เราจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจาย และตีพวกเจ้าเหมือนที่พระยาห์เวห์ทรงตีเผ่าต่างๆ ของอิสราเอล ทั้งหมดนี้จะทำไปเพื่อให้ข่าวประเสริฐของเราได้เผยแผ่ไปทั่วทั้งแผ่นดินโลก เพื่อที่งานของเราจะได้เผยแผ่ไปยังชาติอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ นามของเราจึงสามารถได้รับการเทิดทูนว่ายิ่งใหญ่ทั้งในหมู่ผู้ใหญ่และเด็ก และนามอันบริสุทธิ์ของเราย่อมได้รับการสรรเสริญจากปากของผู้คนจากทุกเชื้อชาติและทุกชนชาติ ในยุคสุดท้ายนี้ เราจะทำให้ชาติอื่นๆ ยกชูนามของเราว่ายิ่งใหญ่ ทำให้ผู้คนในชาติอื่นๆ มองเห็นกิจการของเรา ทำให้พวกเขาเรียกเราว่าองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ด้วยกิจการของเรา และทำให้วจนะของเราเป็นจริงโดยเร็ว เราจะทำให้ผู้คนทั้งปวงรู้ว่าเราไม่ได้เป็นเพียงพระเจ้าของชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นพระเจ้าของผู้คนชาติอื่นๆ ทั้งหมดอีกด้วย แม้แต่ชนชาติที่เราสาปแช่งเอาไว้ เราจะทำให้ผู้คนทั้งหมดเห็นว่าเราคือพระเจ้าของสิ่งสร้างทั้งปวง นี่คืองานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา เป็นจุดประสงค์ของแผนงานของเราสำหรับยุคสุดท้าย และเป็นงานเดียวเท่านั้นที่เราปรารถนาที่จะทำให้สำเร็จในยุคสุดท้าย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน
308. พวกเจ้าได้เห็นพระราชกิจใดที่พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในผู้คนกลุ่มนี้หรือไม่ ครั้งหนึ่งพระเจ้าตรัสไว้ว่า แม้แต่ในอาณาจักรพันปี ผู้คนยังคงต้องติดตามถ้อยดำรัสของพระองค์ต่อไป และในอนาคต ถ้อยดำรัสของพระเจ้าจะยังนำชีวิตของมนุษย์โดยตรงในแผ่นดินอันดีงามแห่งคานาอัน ขณะโมเสสอยู่ในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าได้ทรงอบรมสั่งสอนและตรัสกับเขาโดยตรง พระเจ้าทรงส่งอาหาร น้ำ และมานาจากสวรรค์ให้ผู้คนได้ชื่นชม และวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น พระเจ้าทรงส่งสิ่งต่างๆ สำหรับกินและดื่มให้ผู้คนได้ชื่นชมด้วยพระองค์เอง และพระองค์ทรงส่งคำสาปแช่งเพื่อตีสอนผู้คนด้วยพระองค์เอง และดังนั้น พระเจ้าจึงดำเนินทุกขั้นตอนในพระราชกิจของพระองค์จนเสร็จสิ้นด้วยพระองค์เอง วันนี้ ผู้คนแสวงหาการบังเกิดของความจริง พวกเขาแสวงหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และมีความเป็นไปได้ที่ผู้คนดังกล่าวทั้งหมดจะถูกเหวี่ยงทิ้งไป เพราะพระราชกิจของพระเจ้ากำลังกลายเป็นสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นทุกที ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าได้เสด็จลงมาจากสวรรค์ พวกเขายังไม่ตระหนักรู้เช่นกันว่า พระเจ้าได้ทรงส่งอาหารและยาบำรุงลงมาจากสวรรค์ แต่กระนั้น พระเจ้าก็ทรงมีอยู่จริงๆ และภาพฉากอันน่าตื่นเต้นของอาณาจักรพันปีในจินตนาการของผู้คนก็ยังเป็นถ้อยดำรัสส่วนพระองค์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน นี่คือข้อเท็จจริง และเช่นนี้เท่านั้นจึงจะเรียกว่า การครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าบนแผ่นดินโลก การครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าบนแผ่นดินโลกอ้างอิงถึงเนื้อหนัง เนื่องจากสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อหนังนั้นไม่ได้ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลก และดังนั้นบรรดาผู้คนทั้งหมดที่มุ่งเน้นการไปยังสวรรค์ชั้นที่สามจึงทำเช่นนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ สักวันหนึ่ง เมื่อทั้งจักรวาลกลับคืนสู่พระเจ้า ศูนย์กลางของพระราชกิจของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาลจะปฏิบัติตามถ้อยดำรัสของพระองค์ ไม่ว่าจะ ณ แห่งหนตำบลใด บางคนจะใช้โทรศัพท์ บางคนจะขึ้นเครื่องบิน บางคนจะขึ้นเรือข้ามทะเล และบางคนจะใช้เลเซอร์เพื่อรับถ้อยดำรัสของพระเจ้า ทุกคนจะนิยมบูชาและเปี่ยมด้วยความโหยหา พวกเขาทุกคนจะมาใกล้ชิดกับพระเจ้า และรวมตัวกันเข้าหาพระเจ้า และทุกคนจะนมัสการพระเจ้า และทั้งหมดนี้จะเป็นกิจการของพระเจ้า จงจดจำสิ่งนี้ไว้! พระเจ้าจะไม่เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในที่อื่นใดอย่างแน่นอน พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงนี้ที่ว่า พระองค์จะทำให้ผู้คนทั้งหมดทั่วทั้งจักรวาลมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์และนมัสการพระเจ้าบนแผ่นดินโลก และพระราชกิจของพระองค์ในที่อื่นๆ จะยุติลง และผู้คนจะถูกบีบให้ต้องแสวงหาหนทางที่แท้จริง เหมือนดั่งโยเซฟ กล่าวคือ ทุกคนมาหาเขาเพื่ออาหาร และกราบไหว้เขาเพราะเขามีสิ่งต่างๆ ให้กิน เพื่อหลีกเลี่ยงกันดารอาหาร ผู้คนจะถูกบีบให้แสวงหาหนทางที่แท้จริง ชุมชนทางศาสนาทั้งหมดจะประสบทุกข์จากกันดารอาหารที่รุนแรง และมีเพียงพระเจ้าของวันนี้เท่านั้นที่เป็นน้ำพุของน้ำแห่งชีวิต ซึ่งมีน้ำพุที่ไหลรินตลอดเวลาจัดเตรียมไว้สำหรับความชื่นชมยินดีของมนุษย์ และผู้คนจะมาและพึ่งพาอาศัยพระองค์ นั่นจะเป็นเวลาที่กิจการของพระเจ้าได้รับการเปิดเผยและเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงได้รับพระสิริ ผู้คนทั้งหมดทั่วจักรวาลจะนมัสการ “มนุษย์” ธรรมดาผู้นี้ นี่จะไม่ใช่วันแห่งพระสิริของพระเจ้าหรอกหรือ สักวันหนึ่ง ศิษยาภิบาลสูงอายุจะส่งโทรเลขมากมายออกไปเพื่อเสาะหาน้ำจากน้ำพุของน้ำแห่งชีวิต พวกเขาจะอยู่ในวัยชรา แต่พวกเขาจะยังมานมัสการบุคคลผู้นี้ ผู้ที่พวกเขาเคยดูหมิ่น พวกเขาจะยอมรับพระองค์ออกมาจากปากของพวกเขาเอง และจะเชื่อมั่นวางใจในพระองค์ด้วยหัวใจของพวกเขาเอง นี่ไม่ใช่หมายสำคัญและการอัศจรรย์หรอกหรือ? ยามที่ทั้งราชอาณาจักรชื่นบาน จะเป็นวันแห่งพระสิริของพระเจ้า และใครก็ตามที่มาหาพวกเจ้าและได้รับข่าวดีจากพระเจ้าก็จะได้รับการอวยพรจากพระเจ้า และประเทศและประชาชนที่ทำเช่นนั้นจะได้รับการอวยพรและได้รับการดูแลโดยพระเจ้า ดังนั้น ทิศทางในอนาคตจะเป็นดังนี้คือ ผู้ที่ได้รับถ้อยดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าจะมีเส้นทางให้เดินบนแผ่นดินโลก และต่อให้พวกเขาเป็นนักธุรกิจ หรือนักวิทยาศาสตร์ หรือนักการศึกษา หรือนักอุตสาหกรรม บรรดาผู้ที่ปราศจากพระวจนะของพระเจ้าจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการจะก้าวเดินแม้เพียงหนึ่งก้าว และจะถูกบีบให้ต้องแสวงหาหนทางที่แท้จริง นี่คือความหมายของ “ด้วยความจริง เจ้าจะเดินไปทั่วทั้งโลก เมื่อปราศจากความจริง เจ้าจะไม่ได้ไปที่ใดเลย” ดังนั้น ข้อเท็จจริงก็คือ พระเจ้าจะทรงใช้หนทาง (ซึ่งหมายถึงพระวจนะทั้งหมดของพระองค์) เพื่อบัญชาทั้งจักรวาลและปกครองและพิชิตมวลมนุษย์ ผู้คนต่างหวังเสมอว่า จะมีการแปรผันครั้งใหญ่ในวิถีทางที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ กล่าวโดยง่ายก็คือ พระเจ้าทรงควบคุมผู้คนผ่านพระวจนะ และเจ้าต้องทำในสิ่งที่พระเจ้าตรัสไม่ว่าเจ้าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม นี่คือข้อเท็จจริงเชิงรูปธรรมอย่างหนึ่ง และทุกคนต้องเชื่อฟังทำตาม และดังนั้นจึงเป็นที่รู้กันทั่วและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกด้วย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว
309. พระวจนะของพระเจ้าจะเผยแผ่ไปตามบ้านเรือนต่างๆมากมายเกินคณานับ พระวจนะเหล่านี้จะกลายเป็นที่รู้กันสำหรับทุกคน และมีเพียงยามนั้นเท่านั้นเองที่พระราชกิจของพระองค์จะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งกล่าวได้ว่า หากพระราชกิจของพระเจ้าจะต้องเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาลแล้ว เช่นนั้น พระวจนะของพระองค์ก็จะต้องเผยแผ่ ในวันแห่งพระสิริของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าจะแสดงฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ พระวจนะของพระองค์ทุกคำนับตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงวันนี้จะสำเร็จลุล่วงและถึงครามาบังเกิด โดยการนี้ พระสิริจะมาสู่พระเจ้าบนแผ่นดินโลก—ซึ่งกล่าวได้ว่า พระวจนะของพระองค์จะครองราชย์บนแผ่นดินโลก คนชั่วทั้งหมดจะถูกตีสอนด้วยพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ทุกคนที่ชอบธรรมจะได้รับการอวยพรจากพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และทั้งหมดจะได้รับการสถาปนาและทำให้ครบบริบูรณ์ด้วยพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใด ทั้งหมดจะสำเร็จลุล่วงด้วยพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสร้างข้อเท็จจริง ทุกคนบนโลกจะสรรเสริญพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ชาย หญิง คนแก่หรือคนหนุ่มสาว ทุกคนจะยอมสยบภายใต้พระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าปรากฏในเนื้อหนัง เปิดโอกาสให้ผู้คนมองเห็นพระวจนะบนแผ่นดินโลก เจิดจ้าจับตาประหนึ่งมีชีวิต นี่คือความหมายของการที่พระวจนะบังเกิดเป็นเนื้อหนัง โดยเบื้องต้นแล้ว พระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกก็เพื่อสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงที่ว่า “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ซึ่งกล่าวได้ว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อที่อาจจะได้ปล่อยพระวจนะของพระองค์ออกทางเนื้อหนัง (ไม่เหมือนกับในช่วงเวลาของโมเสสในพันธสัญญาเดิม คราที่พระสุรเสียงของพระเจ้าปล่อยออกมาจากท้องฟ้าโดยตรง) หลังจากนั้น พระวจนะทั้งหมดของพระองค์ก็จะถูกทำให้ลุล่วงในช่วงระหว่างยุคอาณาจักรพันปี พระวจนะทั้งหมดของพระองค์จะกลายเป็นข้อเท็จจริงที่มองเห็นได้ต่อหน้าต่อตามนุษย์ และผู้คนจะเห็นพระวจนะทั้งหมดของพระองค์โดยใช้ดวงตาของตัวเองโดยปราศจากความไม่เสมอภาคกันแม้แต่น้อย นี่คือความหมายสูงสุดของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งกล่าวได้ว่า พระราชกิจของพระวิญญาณสำเร็จลุล่วง โดยผ่านทางเนื้อหนังและผ่านทางพระวจนะ นี่คือความหมายที่แท้จริงของ “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” การทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระวจนะ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถตรัสถึงเจตนารมณ์ของพระวิญญาณ และมีเพียงพระเจ้าผู้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถตรัสในพระนามของพระวิญญาณ พระวจนะของพระเจ้ามีความเรียบง่ายต่อการทำความเข้าใจในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ และคนอื่นๆ ทุกคนได้รับการทรงนำโดยพระวจนะเหล่านั้น โดยไม่มีใครได้รับการยกเว้น พวกเขาทั้งหมดดำรงอยู่ภายในวงเขตนี้ ผู้คนสามารถกลายมาเป็นตระหนักรู้ได้ก็เพียงจากถ้อยดำรัสเหล่านี้เท่านั้น บรรดาผู้ที่ไม่ได้รับในหนทางนี้ย่อมกำลังฝันกลางวันหากพวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถรับถ้อยดำรัสจากสวรรค์ได้ สิ่งดังกล่าวคือสิทธิอำนาจที่สาธิตให้เห็นในเนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ทุกคนเชื่อในสิ่งนี้ด้วยความเชื่อมั่นทั้งมวล แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่น่าเคารพยกย่องที่สุดและศิษยาภิบาลที่เคร่งศาสนาก็ยังไม่สามารถกล่าวคำเหล่านี้ได้ พวกเขาทั้งหมดต้องยอมสยบภายใต้พระวจนะของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดจะสามารถทำการเริ่มต้นใหม่ได้ พระเจ้าจะทรงใช้พระวจนะเพื่อพิชิตจักรวาล พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติสิ่งนี้โดยเนื้อหนังที่พระองค์ประสูติเป็นมนุษย์ แต่ใช้ถ้อยดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อพิชิตผู้คนทั้งหมดในทั้งจักรวาล เช่นนี้เท่านั้นที่พระวจนะจะบังเกิดเป็นเนื้อหนัง และเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นการปรากฏของพระวจนะในเนื้อหนัง สำหรับมนุษย์ บางทีอาจปรากฏให้เห็นเสมือนว่าพระเจ้ามิได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจอะไรมากมายนัก แต่พระเจ้าแค่ต้องดำรัสพระวจนะของพระองค์เท่านั้น และพระวจนะของพระองค์จะเป็นที่เชื่อมั่นและเป็นที่เกรงขามโดยทั่วกัน เมื่อปราศจากข้อเท็จจริง ผู้คนโห่ร้องและกรีดร้อง เมื่อมีพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาพลันเงียบกริบ พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงนี้เป็นแน่เพราะ นี่คือแผนการของพระเจ้าที่ได้ทรงสถาปนาไว้นานแล้ว การสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงของการมาถึงของพระวจนะบนแผ่นดินโลก อันที่จริง ไม่มีความจำเป็นที่เราต้องอธิบายว่า—การมาถึงของอาณาจักรพันปีบนแผ่นดินโลก ก็คือการมาถึงของพระวจนะของพระเจ้าบนโลก การเคลื่อนลงมาจากสวรรค์ของกรุงเยรูซาเลมใหม่ คือการมาถึงของพระวจนะของพระเจ้า เพื่อที่จะอยู่ท่ามกลางมนุษย์ เพื่อร่วมเคียงไปกับทุกการกระทำของมนุษย์ และความคิดทั้งหมดที่อยู่ภายในสุดของมนุษย์ นี่ยังเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งพระเจ้าจะทรงทำให้สำเร็จลุล่วง นี่คือความงดงามของอาณาจักรพันปี นี่คือแผนการที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ กล่าวคือ พระวจนะของพระองค์จะปรากฏบนแผ่นดินโลกเป็นเวลาหลายพันปี และพระวจนะของพระองค์จะสำแดงกิจการทั้งหมดของพระองค์ และทำให้พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์บนแผ่นดินโลกเสร็จสิ้น และหลังจากนั้น ช่วงระยะนี้ของมวลมนุษย์ก็จะเป็นอันมาถึงบทอวสาน
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว