การรู้จักพระเจ้า 5

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 166

พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าความรู้ใดที่เป็นกุญแจสำคัญไปสู่การเข้าใจพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า?  มีหลายอย่างที่อาจกล่าวได้จากประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อนี้ แต่ก่อนอื่นมีประเด็นหลักอยู่สองสามข้อที่เราต้องบอกพวกเจ้า  เพื่อเข้าใจพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพวกเจ้า คนเราต้องเข้าใจความรู้สึกของพระเจ้าก่อน กล่าวคือ พระองค์ทรงเกลียดชังสิ่งใด พระองค์ทรงเกลียดสิ่งใด พระองค์ทรงรักสิ่งใด พระองค์ทรงยอมผ่อนปรนและทรงปรานีต่อผู้ใด และพระองค์ประทานความปรานีนั้นแก่ผู้คนชนิดใด  นี่คือประเด็นหลักหนึ่ง  คนเรายังต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงดีงามเพียงใด ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงมีความปรานีและความรักต่อผู้คนมากเพียงใด พระเจ้าไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อผู้ใดที่ทำให้พระสถานภาพและตำแหน่งของพระองค์ขุ่นเคือง อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อผู้ใดที่ทำให้ความทรงเกียรติของพระองค์ขุ่นเคือง  ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงรักผู้คน พระองค์ก็ไม่ทรงพะเน้าพะนอพวกเขา  พระองค์ทรงมอบความรักของพระองค์ ความปรานีของพระองค์ และความยอมผ่อนปรนของพระองค์ให้แก่ผู้คน แต่พระองค์ไม่เคยทรงประคบประหงมพวกเขา พระเจ้าทรงมีหลักการของพระองค์และขีดจำกัดของพระองค์  ไม่ว่าเจ้าจะได้รู้สึกถึงความรักของพระเจ้ามากเพียงใด ไม่ว่าความรักนั้นอาจจะลึกซึ้งเพียงใด เจ้าต้องไม่มีวันปฏิบัติต่อพระเจ้าดังเช่นที่เจ้าจะปฏิบัติต่ออีกบุคคลหนึ่ง  ในขณะที่จริงอยู่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความสนิทสนมอย่างที่สุด หากบุคคลหนึ่งมองพระเจ้าว่าทรงเป็นแค่บุคคลอีกคนหนึ่ง ราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอีกอย่างหนึ่ง เหมือนเป็นมิตรสหายหรือวัตถุสำหรับนมัสการ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงซ่อนเร้นพระพักตร์ของพระองค์จากพวกเขาและทรงละทิ้งพวกเขา  นี่คือพระอุปนิสัยของพระองค์ และผู้คนต้องไม่ทำอย่างสิ้นคิดกับประเด็นปัญหานี้  ดังนั้น บ่อยครั้งที่พวกเรามองเห็นพระวจนะเช่นนี้ที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระองค์ว่า  ไม่สำคัญว่าเจ้าได้เดินทางไปบนถนนกี่สายแล้ว พวกเจ้าได้ทำงานไปมากเพียงใดแล้ว หรือพวกเจ้าได้สู้ทนกับความทุกข์ไปมากเพียงใดแล้ว ทันทีที่เจ้าทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคือง พระองค์จะทรงชดใช้คืนให้เจ้าแต่ละคนบนพื้นฐานของสิ่งที่เจ้าได้ทำไป  ความหมายของการนี้ก็คือว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความสนิทสนมอย่างที่สุด ถึงกระนั้นผู้คนก็ต้องไม่ปฏิบัติต่อพระเจ้าเสมือนมิตรสหายคนหนึ่งหรือญาติคนหนึ่ง  จงอย่าเรียกพระเจ้าว่า “เพื่อน”  ไม่สำคัญว่าเจ้าได้รับความรักจากพระองค์มากเพียงใด ไม่สำคัญว่าพระองค์ได้ทรงมอบความยอมผ่อนปรนให้เจ้ามากเพียงใด เจ้าต้องไม่มีวันปฏิบัติต่อพระเจ้าเสมือนมิตรสหายของเจ้า  นี่คือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  เจ้าเข้าใจหรือไม่?  เราจำเป็นต้องพูดเกี่ยวกับการนี้มากกว่านี้หรือไม่?  พวกเจ้ามีความเข้าใจอันใดก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการนี้บ้างหรือไม่?  พูดโดยทั่วไปแล้ว นี่เป็นความผิดที่ง่ายที่สุดที่ผู้คนจะทำ ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจคำสอนทั้งหลายหรือไม่ หรือว่าพวกเขาไม่เคยได้ไตร่ตรองประเด็นปัญหานี้มาก่อนก็ตาม  เมื่อผู้คนทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง นั่นอาจจะไม่ใช่เพราะเหตุการณ์หนึ่งหรือสิ่งหนึ่งที่พวกเขาพูดไป แต่เพราะท่าทีที่พวกเขามีและสภาวะที่พวกเขาเป็นอยู่มากกว่า  นี่คือสิ่งที่น่าขวัญผวาอย่างยิ่ง  ผู้คนบางคนเชื่อว่าพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า ว่าพวกเขามีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า และพวกเขาอาจจะถึงขั้นทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  พวกเขาเริ่มรู้สึกเท่าเทียมกับพระเจ้าและรู้สึกว่าพวกเขาได้กรุยทางพาตัวเองเข้าสู่มิตรภาพกับพระเจ้าแล้วอย่างแยบยล  ความรู้สึกชนิดเหล่านี้ผิดอย่างมหันต์  หากเจ้าไม่มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการนี้─หากเจ้าไม่เข้าใจการนี้อย่างชัดเจน─เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองและทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคืองอย่างง่ายดายยิ่ง  บัดนี้เจ้าเข้าใจการนี้ใช่หรือไม่?  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าไม่เป็นเอกลักษณ์หรอกหรือ?  สิ่งนั้นจะสามารถจะมีบุคลิกลักษณะหรือจุดยืนทางศีลธรรมเสมอเหมือนกันกับมนุษย์ได้หรือ?  ไม่มีวันเสมอเหมือนได้เลย  ดังนั้น เจ้าต้องไม่ลืมว่า ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไร หรือพระองค์มีดำริถึงผู้คนอย่างไร ตำแหน่ง สิทธิอำนาจ และพระสถานภาพของพระเจ้าก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  สำหรับมวลมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งและเป็นพระผู้สร้างเสมอ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 167

เรื่องเล่าที่ 1  เมล็ดพันธุ์ แผ่นดินโลก ต้นไม้ แสงอาทิตย์ นก และมนุษย์

เมล็ดพันธุ์เล็กๆ เมล็ดพันธุ์หนึ่งตกลงสู่แผ่นดินโลก  ฝนตกหนัก และเมล็ดพันธุ์นั้นก็ได้เติบโตเป็นหน่ออ่อน ในขณะที่รากของมันซอกซอนเข้าไปในดินที่อยู่ข้างใต้อย่างช้าๆ  หน่อนี้เติบโตสูงขึ้นตามเวลา โดยสู้ทนสายลมอันใจร้ายและสายฝนอันเกรี้ยวกราด เป็นพยานการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลขณะที่ดวงจันทร์เปลี่ยนเป็นข้างขึ้นและข้างแรม  ในฤดูร้อน แผ่นดินโลกได้นำของประทานที่เป็นน้ำออกมาใช้เพื่อที่หน่อนั้นอาจสู้ทนความร้อนที่แผดเผาของฤดูนั้นไปได้  และเพราะแผ่นดินโลกนี้เอง หน่อนั้นจึงไม่ท่วมท้นด้วยความร้อน และด้วยเหตุนี้เองความร้อนที่เลวร้ายที่สุดของฤดูร้อนก็ได้ผ่านพ้นไป  เมื่อฤดูหนาวมาถึง แผ่นดินโลกได้ห่อหุ้มหน่อนั้นไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของมัน และแผ่นดินโลกกับหน่อนั้นก็ได้โอบกอดกันอย่างแนบแน่น  แผ่นดินโลกให้ความอบอุ่นแก่หน่อนั้น และด้วยเหตุนี้มันจึงได้รอดชีวิตจากความหนาวเหน็บของฤดูนั้น ไม่ได้รับอันตรายจากพายุลมหนาวและพายุหิมะ  เมื่อมีแผ่นดินโลกเป็นที่กำบัง หน่อนั้นก็เติบโตอย่างกล้าหาญและมีความสุข ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่เห็นแก่ตัวโดยแผ่นดินโลก มันเติบโตอย่างมีสุขภาพและแข็งแรง  มันเติบโตอย่างมีความสุข ขับร้องอยู่ในสายฝน เต้นรำและแกว่งไกวอยู่ในสายลม  หน่อนั้นและแผ่นดินโลกพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน…

หลายปีผ่านไป และหน่อนั้นได้เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้สูงตระหง่าน  มันยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งอยู่บนแผ่นดินโลก มีกิ่งก้านสาขาหนาทึบประดับยอดด้วยใบนับไม่ถ้วน  รากของต้นไม้นี้ยังคงขุดเข้าไปในแผ่นดินโลกดังเช่นที่พวกมันได้เคยทำมาก่อน และบัดนี้รากนั้นได้ดิ่งลึกเข้าไปในดินที่อยู่ข้างใต้  แผ่นดินโลกซึ่งครั้งหนึ่งเคยปกป้องหน่อเล็กๆ นี้ไว้ ตอนนี้ได้เป็นรากฐานสำหรับต้นไม้ที่เปี่ยมพละกำลังต้นหนึ่ง

รังสีของแสงอาทิตย์ฉายส่องลงมาบนต้นไม้นั้น ต้นไม้แกว่งไกวร่างของมันและยืดเหยียดแขนของมันกว้างออกไปและหายใจอย่างล้ำลึกด้วยอากาศอาบแสงอาทิตย์  พื้นเบื้องล่างหายใจไปพร้อมกันกับต้นไม้นี้ และแผ่นดินโลกรู้สึกได้รับการสร้างใหม่  เมื่อนั้นเอง สายลมโชยสดชื่นก็ได้พัดออกมาจากท่ามกลางกิ่งก้านเหล่านั้น และต้นไม้ก็สั่นไหวด้วยความปีติยินดี กระเพื่อมด้วยพลังงาน  ต้นไม้และแสงอาทิตย์พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน…

ผู้คนนั่งใต้ร่มเงาเย็นฉ่ำของต้นไม้และอาบแดดในอากาศหอมยวนชื่นใจ  อากาศได้ชำระหัวใจและปอดของพวกเขาให้สะอาด และมันได้ชำระเลือดภายในตัวพวกเขาให้สะอาด และร่างกายของพวกเขาก็ไม่เซื่องซึมหรือถูกกักขังอีกต่อไป  ผู้คนและต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน…

ฝูงนกน้อยที่กำลังส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ร่อนลงบนกิ่งก้านของต้นไม้นั้น  บางทีพวกมันก็อาจจะลงสู่พื้นดินตรงนั้นเพื่อหลบเลี่ยงนักล่า หรือเพื่อผสมพันธุ์และฟูมฟักลูกน้อยของพวกมัน หรือบางทีพวกมันเพียงแค่หยุดพักสักชั่วขณะหนึ่ง  นกและต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน…

รากของต้นไม้ที่คดเคี้ยวและพันเกี่ยวกันขุดลึกลงในแผ่นดินโลก  ด้วยลำต้นของมันนั้น มันได้กำบังแผ่นดินโลกจากลมและฝน และมันยืดขยายกิ่งก้านของมันออกไปเพื่อปกป้องแผ่นดินโลกที่อยู่เบื้องใต้เท้าของมัน  ต้นไม้ทำเช่นนั้นเพราะแผ่นดินโลกคือมารดาของมัน  พวกมันเสริมความแข็งแกร่งให้กันและกัน และพึ่งพากันและกัน และพวกมันจะไม่มีวันแยกจากกัน…

…………

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเพิ่งได้พูดถึงนั้นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าเคยได้เห็นมาก่อน  ตัวอย่างเช่น เมล็ดพันธุ์─พวกมันเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ และแม้ว่าเจ้าอาจจะไม่สามารถมองเห็นทุกรายละเอียดของกระบวนการนี้ เจ้าก็รู้ว่ามันเกิดขึ้น มิใช่หรือ?  เจ้ารู้เกี่ยวกับแผ่นดินโลกและแสงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน  ภาพลักษณ์ของนกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ก็เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนเคยเห็น ใช่หรือไม่?  และภาพลักษณ์ของผู้คนที่ทำให้พวกเขาเองเย็นฉ่ำอยู่ในร่มเงาของต้นไม้─นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้าล้วนเคยได้เห็น ใช่หรือไม่?  (ใช่)  ดังนั้น เมื่อสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ในภาพลักษณ์เดี่ยว ภาพลักษณ์นั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกใด?  (ความรู้สึกถึงความกลมเกลียว)  แต่ละอย่างจากสิ่งเหล่านั้นในภาพลักษณ์ดังกล่าวมาจากพระเจ้าหรือไม่?  (ใช่)  ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมาจากพระเจ้า พระเจ้าทรงรู้คุณค่าและนัยสำคัญของการดำรงอยู่ทางแผ่นดินโลกของสิ่งที่แตกต่างกันเหล่านี้ทั้งปวง  เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เมื่อพระองค์ได้ทรงวางแผนและได้ทรงสร้างแต่ละสิ่ง พระองค์ได้ทรงทำดังนั้นด้วยความตั้งพระทัย และเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น แต่ละอย่างก็อิ่มเอิบด้วยชีวิต  สภาพแวดล้อมที่พระองค์ได้ทรงสร้างเพื่อการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ดังที่เพิ่งได้บรรยายไปในเรื่องเล่าของพวกเรานั้น เป็นเรื่องเล่าที่เมล็ดพันธุ์และแผ่นดินโลกพึ่งพาอาศัยกันและกัน ที่ซึ่งมนุษย์สามารถบำรุงเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ และเมล็ดพันธุ์ผูกติดกับแผ่นดินโลก  สัมพันธภาพนี้ได้รับการลิขิตไว้โดยพระเจ้าในตอนเริ่มแรกแห่งการทรงสร้างของพระองค์  ฉากของต้นไม้ แสงอาทิตย์ นก และพวกมนุษย์เป็นการบรรยายภาพสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อมวลมนุษย์  ก่อนอื่น ต้นไม้ไม่สามารถไปจากแผ่นดินโลกได้ อีกทั้งมันไม่สามารถอยู่โดยปราศจากแสงอาทิตย์ได้  ดังนั้น พระประสงค์ของพระเจ้าในการสร้างต้นไม้คือสิ่งใด?  พวกเราสามารถพูดว่ามันมีความหมายสำหรับแผ่นดินโลกเท่านั้นได้หรือไม่?  พวกเราสามารถพูดว่ามันมีความหมายสำหรับนกเท่านั้นได้หรือไม่?  พวกเราสามารถพูดว่ามันมีความหมายสำหรับผู้คนเท่านั้นได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  สัมพันธภาพระหว่างสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร?  สัมพันธภาพระหว่างสิ่งเหล่านั้นเป็นสัมพันธภาพแห่งการเสริมกำลังซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยกัน และไม่อาจแยกจากกันได้  กล่าวคือ แผ่นดินโลก ต้นไม้ แสงอาทิตย์ นก และผู้คนพึ่งพากันและกันเพื่อการดำรงอยู่และการเลี้ยงดูกันและกัน  ต้นไม้คุ้มครองปกป้องแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกก็เลี้ยงดูต้นไม้ แสงอาทิตย์จัดเตรียมให้แก่ต้นไม้ ในขณะที่ต้นไม้ได้รับอากาศสดชื่นจากแสงอาทิตย์และลดทอนความร้อนที่แผดเผาของดวงอาทิตย์บนแผ่นดินโลก  ผู้ใดได้ประโยชน์จากการนี้ในท้ายที่สุด?  ก็เป็นมวลมนุษย์นั่นเองมิใช่หรือ?  นี่คือหนึ่งในหลักการทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ นั่นเป็นอย่างที่พระเจ้าได้ตั้งพระทัยให้มันเป็นตั้งแต่แรก  ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์นี้จะเป็นภาพลักษณ์ที่เรียบง่าย แต่พวกเราก็สามารถมองเห็นพระปรีชาญาณของพระเจ้าและเจตนารมณ์ของพระองค์ภายในนั้น  มวลมนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากแผ่นดินโลก หรือปราศจากต้นไม้ นับประสาอะไรที่จะอยู่ได้โดยปราศจากนกและแสงอาทิตย์  การนี้ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ?  ถึงแม้ว่านี่จะเป็นแค่เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่เรื่องนี้วาดภาพให้เห็นคือเอกภพเล็กๆ แห่งการทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งของพระเจ้าและของประทานของพระองค์ในสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์อาจดำรงชีวิตอยู่ได้

เพื่อมวลมนุษย์นั่นเองที่พระเจ้าได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย  ประการแรก ประเด็นหลักที่เรื่องของพวกเรากล่าวถึงก็คือการเสริมกำลังซึ่งกันและกัน การพึ่งพาอาศัยกัน และการดำรงอยู่ร่วมกันของทุกสรรพสิ่ง  ภายใต้หลักการนี้ สภาพแวดล้อมแห่งการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ได้รับการปกป้อง มันสามารถดำรงอยู่และได้รับการค้ำชู  เนื่องจากการนี้ มวลมนุษย์จึงสามารถเจริญก้าวหน้าและสืบพันธุ์ได้  ภาพลักษณ์ที่พวกเรามองเห็นคือภาพลักษณ์ของต้นไม้ แผ่นดินโลก แสงอาทิตย์ นก และผู้คนอยู่ด้วยกัน  พระเจ้าทรงอยู่ในภาพลักษณ์นี้หรือไม่?  คนเราไม่ได้มองเห็นพระองค์ ณ ที่นั้น ถูกหรือไม่?  แต่คนเรามองเห็นกฎแห่งการเสริมกำลังซึ่งกันและกัน และการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างสิ่งทั้งหลายในฉากนี้ ในกฎเกณฑ์นี้ คนเราสามารถมองเห็นการดำรงอยู่และอธิปไตยของพระเจ้าได้  พระเจ้าทรงใช้หลักการเช่นนั้นและกฎเกณฑ์เช่นนั้นเพื่อสงวนรักษาชีวิตและการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง  ในหนทางนี้ พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งและให้แก่มวลมนุษย์  เรื่องนี้เชื่อมโยงกับอรรถบทหลักของพวกเราหรือไม่?  โดยผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่เชื่อมโยงกัน แต่ในความเป็นจริง กฎเกณฑ์ที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อสร้างทุกสรรพสิ่งและการทรงเป็นนายเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์นั้นสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นกับการที่พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง  ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่สามารถแยกจากกันได้  บัดนี้ พวกเจ้ากำลังเริ่มที่จะเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างแล้ว!

พระเจ้าทรงบัญชากฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลการปฏิบัติการของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงบัญชากฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงควบคุมทุกสรรพสิ่ง และทรงกำหนดให้สิ่งเหล่านั้นทั้งเสริมแรงและพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นจะไม่พินาศและปลาสนาการไป  ด้วยเหตุนี้เท่านั้นมวลมนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้เท่านั้น พวกเขาจึงสามารถดำรงชีวิตภายใต้การทรงนำของพระเจ้าในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้  พระเจ้าทรงเป็นเจ้านายของกฎเกณฑ์ทั้งหลายแห่งการปฏิบัติการ และไม่มีผู้ใดสามารถแทรกแซงกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้  มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงรู้กฎเกณฑ์เหล่านี้และมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงบริหารจัดการกฎเกณฑ์เหล่านี้  เมื่อต้นไม้จะแตกหน่อ เมื่อฝนจะตก แผ่นดินโลกจะให้น้ำมากเพียงใดและสารอาหารมากเพียงใดแก่ต้นพืชทั้งหลาย ใบไม้จะร่วงหล่นในฤดูกาลใด ต้นไม้จะออกผลในฤดูกาลใด แสงอาทิตย์จะให้สารอาหารมากเพียงใดแก่ต้นไม้ ต้นไม้จะคายสิ่งใดออกมาหลังจากได้รับอาหารด้วยแสงอาทิตย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดนั้นพระเจ้าได้ทรงทำการลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่ง ให้เป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายได้  สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ซึ่งพระองค์ทรงควบคุมพวกมันและปกครองเหนือพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต หรือในสายตาของมนุษย์แล้วจะเป็นสิ่งไม่มีชีวิตก็ตาม  ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้  กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งนั้น พระองค์ได้ทรงกำหนดพิจารณาไว้ล่วงหน้าว่า หากปราศจากแผ่นดินโลก ต้นไม้ก็ไม่สามารถฝังรากลงไป แตกหน่อ และเติบโตได้ ว่าหากแผ่นดินโลกไม่มีต้นไม้ เช่นนั้นแล้วมันก็จะแห้งแล้ง ว่าต้นไม้ควรจะกลายเป็นบ้านของนกและสถานที่ซึ่งพวกมันอาจใช้เป็นที่กำบังจากลม  ต้นไม้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่หากปราศจากแสงอาทิตย์?  (ไม่ได้)  อีกทั้งมันไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยมีเพียงแผ่นดินโลกเท่านั้น  สิ่งเหล่านี้ทั้งปวงเป็นไปเพื่อมวลมนุษย์ เพื่อการอยู่รอดของมนุษย์  มนุษย์ได้รับอากาศสดชื่นจากต้นไม้ และมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก ซึ่งได้รับการปกป้องจากต้นไม้  มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากแสงอาทิตย์หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  ถึงแม้ว่าสัมพันธภาพเหล่านี้จะซับซ้อน แต่เจ้าก็ต้องจำได้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่ปกครองดูแลทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ก็เพื่อที่พวกมันอาจเสริมกำลังซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกๆ สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างมีคุณค่าและนัยสำคัญ  หากพระเจ้าได้ทรงสร้างบางสิ่งบางอย่างโดยไม่มีนัยสำคัญ พระเจ้าคงจะให้มันปลาสนาการไป  นี่คือหนึ่งในวิธีการทั้งหลายที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง  คำว่า “จัดเตรียมให้” อ้างอิงถึงสิ่งใดในเรื่องนี้?  พระเจ้าทรงรดน้ำต้นไม้ทุกวันหรือไม่?  ต้นไม้จำเป็นต้องมีการช่วยของพระเจ้าเพื่อหายใจหรือไม่?  (ไม่)  “จัดเตรียมให้” ในที่นี้อ้างอิงถึงการบริหารจัดการทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าหลังจากการทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น นั่นเพียงพอแล้วสำหรับพระเจ้าที่จะบริหารจัดการสิ่งเหล่านั้นหลังจากการสถาปนากฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลสิ่งเหล่านั้น  ทันทีที่เมล็ดพันธุ์ถูกเพาะปลูกในแผ่นดินโลก ต้นไม้ก็เติบโตด้วยตัวของมันเอง  สภาพเงื่อนไขสำหรับการเติบโตของมันนั้นพระเจ้าก็ได้ทรงสร้างไว้ทั้งหมดแล้ว  พระเจ้าได้ทรงสร้างแสงอาทิตย์ น้ำ ดิน อากาศ และสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว พระเจ้าได้ทรงสร้างลม น้ำค้างแข็ง หิมะ และฝน และฤดูกาลทั้งสี่  มีสภาพเงื่อนไขที่ต้นไม้จำเป็นต้องมีเพื่อที่จะเติบโต และเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้  ดังนั้น พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตนี้หรือไม่?  (ใช่)  พระเจ้าต้องทรงนับใบไม้แต่ละใบบนต้นไม้ทุกวันหรือไม่?  ไม่!  อีกทั้งพระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องช่วยต้นไม้ให้หายใจหรือต้องปลุกแสงอาทิตย์ทุกวัน โดยตรัสว่า “บัดนี้ ถึงเวลาที่จะส่องแสงให้ต้นไม้แล้ว”  พระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงทำเช่นนั้น  แสงอาทิตย์ส่องด้วยตัวมันเองเมื่อถึงเวลาที่มันต้องส่องแสง โดยสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทั้งหลาย มันปรากฏและส่องแสงแก่ต้นไม้ และต้นไม้ก็ซึมซับแสงอาทิตย์เมื่อมันจำเป็น และเมื่อมันไม่จำเป็น ต้นไม้ก็ยังคงดำรงชีวิตอยู่ภายในกฎเกณฑ์เหล่านี้  พวกเจ้าอาจไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็คือข้อเท็จจริงซึ่งทุกคนสามารถมองเห็นและยอมรับได้  ทั้งหมดที่เจ้าจำเป็นต้องทำก็คือระลึกได้ว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้ที่ปกครองดูแลการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นมาจากพระเจ้า และรู้ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือการเติบโตและการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง

บัดนี้ เรื่องนี้บรรจุสิ่งที่ผู้คนอ้างอิงถึงว่าเป็น “อุปมาอุปมัย” หรือไม่?  มันเป็นบุคคลสมมุติใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  เราได้บอกเล่าเรื่องจริง  สิ่งมีชีวิตทุกจำพวก ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีชีวิต ถูกปกครองโดยพระเจ้า สิ่งมีชีวิตแต่ละอย่างอิ่มเอิบด้วยชีวิตโดยพระเจ้าเมื่อตอนที่มันได้ถูกสร้างขึ้น ชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างมาจากพระเจ้า และติดตามครรลองและธรรมบัญญัติที่ชี้นำมัน  การนี้ไม่พึงประสงค์ให้มนุษย์มาปรับเปลี่ยนมัน อีกทั้งไม่พึงต้องมีการช่วยของมนุษย์ มันคือหนึ่งในหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง  เจ้าเข้าใจมิใช่หรือ?  พวกเจ้าคิดว่ามันจำเป็นสำหรับผู้คนที่ต้องระลึกรู้ในการนี้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  ดังนั้น เรื่องนี้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับชีววิทยาหรือไม่?  มันสัมพันธ์กับสาขาหนึ่งของความรู้หรือแขนงหนึ่งของการเรียนรู้ในบางหนทางใช่หรือไม่?  พวกเราไม่ใช่กำลังสนทนากันเรื่องชีววิทยา และพวกเราไม่ใช่กำลังทำการศึกษาวิจัยทางชีววิทยาอย่างแน่นอน  แนวคิดหลักของการพูดคุยของพวกเราคืออะไร?  (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง)  พวกเจ้าได้มองเห็นสิ่งใดภายในการทรงสร้าง?  พวกเจ้าได้มองเห็นต้นไม้หรือไม่?  พวกเจ้าได้มองเห็นแผ่นดินโลกหรือไม่?  (เห็น)  พวกเจ้าได้มองเห็นแสงอาทิตย์ มิใช่หรือ?  พวกเจ้าได้มองเห็นนกเกาะบนต้นไม้หรือไม่?  (พวกเราเห็น)  มวลมนุษย์มีความสุขที่จะดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นใช่หรือไม่?  (ใช่)  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าทรงใช้งานทุกสรรพสิ่ง—สิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้าง—เพื่อธำรงรักษาและปกป้องบ้านของมวลมนุษย์ สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขา  ในหนทางนี้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์และแก่ทุกสรรพสิ่ง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 168

เรื่องเล่าที่ 2  ภูเขาใหญ่ ลำธารน้อย ลมรุนแรง และคลื่นยักษ์

มีลำธารสายน้อยสายหนึ่งที่เลี้ยวลดไปมา จนในที่สุดก็มาถึงที่ตีนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง  ภูเขาได้บังกั้นเส้นทางของลำธารจิ๋วนี้ไว้ ดังนั้น ลำธารจึงได้กล่าวกับภูเขาด้วยเสียงเล็กๆ ที่อ่อนแรงของมัน  “โปรดปล่อยให้ฉันผ่านไปเถิด ท่านกำลังยืนขวางทางของฉันและบังกั้นเส้นทางไปข้างหน้าของฉัน”  “ท่านกำลังไปที่ใด?” ภูเขาได้ถามไป  “ฉันกำลังมองหาบ้านของฉัน” ลำธารได้โต้ตอบไป  “ก็ได้ เชิญไปได้และไหลข้ามตรงไปบนฉันเลย!”  แต่ลำธารน้อยนี้อ่อนแอเกินไปและเยาว์วัยเกินไป ดังนั้นมันจึงไม่มีหนทางใดที่จะไหลข้ามภูเขาใหญ่เช่นนั้น  มันสามารถทำได้เพียงไหลต่อไปตรงนั้นไปตามตีนเขานั้น…

ลมรุนแรงพัดกวาดมา หอบเอาทรายและเศษซากไปยังที่ซึ่งภูเขาตั้งอยู่  ลมได้แผดร้องใส่ภูเขาว่า “จงให้ฉันผ่านไป!”  “ท่านกำลังไปที่ใด?”  ภูเขาถาม  “เราต้องการข้ามไปยังอีกด้านหนึ่งของภูเขา”  ลมส่งเสียงโหยหวนโต้ตอบไป  “ก็ได้ หากท่านสามารถฝ่าพ้นส่วนคอดของฉันไปได้ เช่นนั้นแล้วท่านก็สามารถไปได้!”  ลมรุนแรงได้ส่งเสียงโหยหวนไปทางนี้ทีทางนั้นที แต่ไม่สำคัญว่ามันจะพัดอย่างระห่ำเพียงใด มันก็ไม่สามารถฝ่าพ้นส่วนคอดของภูเขาไปได้  ลมเริ่มเหนื่อยและหยุดเพื่อพัก—และที่อีกด้านหนึ่งของภูเขานั้น สายลมโชยได้เริ่มโบกโบยให้ความยินดีแก่ผู้คนที่นั่น  นี่คือการทักทายของภูเขาที่มีต่อผู้คน…

ณ ชายฝั่งทะเล ละอองน้ำจากมหาสมุทรม้วนตัวอย่างอ่อนโยนเข้าฝั่งที่เป็นโขดหิน  ทันใดนั้นเอง คลื่นยักษ์ได้ก่อตัวขึ้นและคำรามกระหึ่มมาตามทางตรงมาภูเขานั้น  “จงหลีกไป!” คลื่นยักษ์ตะโกน  “ท่านกำลังไปที่ใด?” ภูเขาถาม  คลื่นซึ่งไม่สามารถหยุดการเดินหน้าของมันได้ก็แผดเสียงตอบไปว่า “ฉันกำลังขยายเขตแดนของฉัน!  ฉันต้องการยืดแขนของฉันออกไป!”  “ก็ได้ หากท่านสามารถผ่านข้ามยอดสูงของฉันไปได้ ฉันจะปล่อยให้ท่านผ่านทางไป”  คลื่นใหญ่ถอยไปพอได้ระยะห่าง แล้วก็ถาโถมเข้าใส่ภูเขาอีกครั้ง  แต่ไม่สำคัญว่ามันได้พยายามอย่างหนักเพียงใด มันก็ไม่ได้สามารถข้ามยอดสูงของภูเขาไปได้  คลื่นทำได้แค่เพียงม้วนกลับออกไปสู่ทะเลอย่างช้าๆ…

เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ลำธารน้อยไหลอย่างอ่อนโยนไปรอบตีนภูเขา  โดยติดตามการชี้นำทางของภูเขา ลำธารน้อยนี้ก็ได้สร้างทางกลับบ้านของมัน ที่ซึ่งมันได้รวมเข้ากับแม่น้ำ ซึ่งด้วยการนั้นจึงได้รวมเข้ากับทะเล  ลำธารน้อยนี้ไม่เคยหลงทางภายใต้การดูแลของภูเขานี้  ลำธารและภูเขาได้เสริมกำลังซึ่งกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกันและกัน ทั้งสองได้เสริมกำลังซึ่งกันและกัน ตอบโต้กันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน

เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ลมรุนแรงได้ส่งเสียงโหยหวนเหมือนเป็นนิสัยของมัน  มันยังคงมา “เยือน” ภูเขาบ่อยครั้ง พร้อมด้วยทรายหมุนวงใหญ่ที่ควงพลิ้วมาในการกระโชกของมัน มันได้ขู่ภูเขา แต่ไม่เคยได้ฝ่าพ้นส่วนคอดของภูเขาไปได้เลย  ลมและภูเขาเสริมแรงซึ่งกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกันและกัน ทั้งสองได้เสริมกำลังซึ่งกันและกัน ตอบโต้กันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน

เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว คลื่นยักษ์ไม่เคยหยุดพัก และมันเดินขบวนไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ ขยายดินแดนของมันอย่างต่อเนื่อง  มันคำรามและถาโถมเข้าหาภูเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้นภูเขาก็ไม่เคยขยับสักนิ้ว  ภูเขาเฝ้ามองดูทะเล และในหนทางนี้ สรรพสิ่งที่ทรงสร้างในทะเลได้เพิ่มทวีและเจริญรุ่งเรือง  คลื่นและภูเขาเสริมแรงกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกันและกัน ทั้งสองได้เสริมกำลังกันและกัน ตอบโต้กันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน

ดังนั้นเรื่องเล่าของพวกเราจึงจบลง  ก่อนอื่น จงบอกเราว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งใด?  เริ่มต้นตรงที่ มีภูเขาใหญ่ ลำธารน้อย ลมรุนแรง และคลื่นยักษ์  ได้เกิดสิ่งใดขึ้นกับลำธารน้อย กับภูเขาใหญ่นั้นในบทตอนแรก?  เหตุใดเราจึงได้เลือกสรรที่จะพูดคุยเกี่ยวกับลำธารและภูเขา?  (ภายใต้การดูแลของภูเขา ลำธารไม่เคยหลงทาง  พวกมันพึ่งพากันและกัน)  เจ้าจะพูดว่าภูเขาปกป้องหรือเป็นอุปสรรคต่อลำธารน้อยนั้น?  (มันปกป้องลำธาร)  ว่าแต่มันได้เป็นอุปสรรคต่อลำธารหรือไม่?  ภูเขาและลำธารเฝ้าระวังภัยให้กันและกัน ภูเขาปกป้องลำธารและเป็นอุปสรรคต่อมันด้วยเช่นกัน  ภูเขาได้ปกป้องลำธารขณะที่มันได้รวมเข้ากับแม่น้ำ แต่ก็ได้เป็นอุปสรรคต่อมันเพื่อกักมันไม่ให้ไหลไปในที่ซึ่งมันอาจจะก่อให้เกิดน้ำท่วมและนำพาความวิบัติมาสู่ผู้คน  นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับบทตอนนั้นหรอกหรือ?  ด้วยการปกป้องลำธารและด้วยการบังกั้นมัน ภูเขาก็ได้พิทักษ์บ้านเรือนของผู้คน  ลำธารน้อยนี้จึงได้รวมเข้ากับแม่น้ำที่ตีนภูเขาและได้ไหลต่อไปลงสู่ทะเล  นี่ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลการดำรงอยู่ของลำธารหรอกหรือ?  สิ่งใดทำให้ลำธารสามารถรวมเข้ากับแม่น้ำและทะเลได้?  สิ่งนั้นไม่ใช่ภูเขาหรอกหรือ?  ลำธารพึ่งพาการปกป้องของภูเขาและการเป็นอุปสรรคของมัน  ดังนั้น นี่ไม่ใช่ประเด็นหลักหรอกหรือ?  เจ้ามองเห็นความสำคัญของภูเขาที่มีต่อน้ำในการนี้หรือไม่?  พระเจ้ามีพระประสงค์ของพระองค์ในการสร้างภูเขาทุกลูก ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กใช่หรือไม่?  (ใช่)  บทตอนสั้นๆ นี้ที่ไม่มีสิ่งใดนอกจากหนึ่งลำธารน้อยกับหนึ่งภูเขาใหญ่ ทำให้พวกเราได้มองเห็นคุณค่าและนัยสำคัญแห่งการทรงสร้างสองสิ่งเหล่านี้ของพระเจ้า มันแสดงให้พวกเราเห็นถึงพระปรีชาญาณและพระประสงค์ในการปกครองเหนือสิ่งเหล่านั้นของพระองค์อีกด้วย  นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ?

บทตอนที่สองของเรื่องเล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งใด?  (ลมรุนแรงกับภูเขาใหญ่นั้น)  ลมเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่?  (ใช่แล้ว)  ไม่จำเป็น—บางครั้งลมก็แรงเกินไปและทำให้เกิดความวิบัติ  เจ้ารู้สึกอย่างไรหากเจ้าถูกทำให้ต้องไปยืนอยู่ในลมรุนแรง?  มันขึ้นอยู่กับเรี่ยวแรงของมันมิใช่หรือ?  หากมันเป็นลายลมระดับสามหรือสี่ มันก็คงจะทนยอมรับได้  อย่างมากที่สุด บุคคลหนึ่งอาจจะมีปัญหาในการเปิดตาของพวกเขาค้างเอาไว้  แต่หากลมนั้นรุนแรงขึ้นและกลายเป็นพายุเฮอริเคน เจ้าจะสามารถทนทานมันได้หรือไม่?  เจ้าคงจะไม่สามารถ  ดังนั้น จึงผิดสำหรับการที่ผู้คนกล่าวว่าลมนั้นดีอยู่เสมอ หรือว่ามันไม่ดีอยู่เสมอ และการนี้ขึ้นอยู่กับเรี่ยวแรงของมัน  บัดนี้ หน้าที่ของภูเขาในที่นี้คือสิ่งใด?  หน้าที่ของมันไม่ใช่เพื่อกรองลมหรอกหรือ?  ภูเขาลดลมรุนแรงไปเป็นสิ่งใด?  (สายลมโชย)  บัดนี้ ในสภาพแวดล้อมที่พวกมนุษย์อาศัยอยู่ ผู้คนส่วนใหญ่ได้รับประสบการณ์กับลมพายุหรือสายลมโชย?  (สายลมโชย)  นี่ไม่ใช่หนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้า หนึ่งในเจตนารมณ์ของพระองค์ในการทรงสร้างภูเขาหรอกหรือ?  มันจะเป็นอย่างไรหากผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทรายถูกพัดปลิวในสายลมอย่างลำพอง โดยไม่มีการเหนี่ยวรั้งและกลั่นกรอง?  มันอาจจะเป็นว่าแผ่นดินที่ถูกรุมเร้าด้วยทรายและหินที่ปลิวว่อนนั้นคงจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้ใช่หรือไม่?  ก้อนหินอาจจะกระหน่ำโดนผู้คน และทรายอาจจะทำให้พวกเขาตาบอด  ลมอาจจะพัดกวาดผู้คนจนเท้าลอยหรือหอบพาพวกเขาไปในอากาศ  บ้านเรือนอาจจะถูกทำลาย และคงจะเกิดความวิบัติทุกลักษณะ  กระนั้นยังมีคุณค่าในการดำรงอยู่ของลมรุนแรงหรือไม่?  เราพูดว่ามันไม่ดี ดังนั้น คนผู้หนึ่งอาจรู้สึกว่ามันไม่มีคุณค่า แต่การนั้นเป็นดังนั้นหรือ?  มันไม่มีคุณค่าทันทีที่มันได้เปลี่ยนไปเป็นสายลมโชยหรือไม่?  ผู้คนต้องการสิ่งใดมากที่สุดตอนที่สภาพอากาศชื้นหรืออบอ้าว?  พวกเขาต้องการให้สายลมโชยพัดมาที่พวกเขาอย่างอ่อนโยน เพื่อทำให้พวกเขาสดชื่นและสมองปลอดโปร่ง เพื่อทำให้ความคิดของพวกเขาเฉียบคมขึ้น เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงสภาวะทางจิตใจของพวกเขา  บัดนี้ เพื่อเป็นตัวอย่าง พวกเจ้าทั้งหมดนั่งในห้องที่มีผู้คนมากมายและอากาศอุดอู้—พวกเจ้าต้องการสิ่งใดมากที่สุด?  (สายลมโชย)  การไปในที่ซึ่งอากาศขมุกขมัวและโสโครกสามารถทำให้ความคิดของคนเราเชื่องช้า ลดการไหลเวียนโลหิตของคนเรา และลดความกระจ่างแจ้งในจิตใจของคนเราได้  อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวและการไหลเวียนทำให้อากาศสดชื่นขึ้น และผู้คนรู้สึกแตกต่างออกไปในอากาศสดชื่น  ถึงแม้ว่าลำธารน้อยนั้นจะสามารถก่อให้เกิดความวิบัติได้ ถึงแม้ว่าลมรุนแรงสามารถก่อให้เกิดความวิบัติได้ ตราบเท่าที่ภูเขาอยู่ที่นั่น มันจะเปลี่ยนอันตรายนั้นให้เป็นกำลังที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน  นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ?

บทตอนที่สามของเรื่องนี้เกี่ยวกับสิ่งใด?  (ภูเขาใหญ่กับคลื่นยักษ์)  ภูเขาใหญ่กับคลื่นยักษ์  บทตอนนี้เกิดขึ้น ณ ชายฝั่งทะเลที่ตีนภูเขา  พวกเรามองเห็นภูเขา ละอองน้ำจากมหาสมุทร และคลื่นลูกใหญ่  ในตัวอย่างนี้ภูเขาเป็นสิ่งใดสำหรับคลื่น?  (ผู้คุ้มครองปกป้องและสิ่งกีดขวาง)  มันเป็นทั้งผู้คุ้มครองปกป้องและสิ่งกีดขวาง  ในฐานะผู้คุ้มครองปกป้อง มันรักษาทะเลไว้ไม่ให้ปลาสนาการไป เพื่อที่สรรพสิ่งทรงสร้างที่อาศัยอยู่ในทะเลอาจจะเพิ่มทวีและเจริญเติบโต  ในฐานะสิ่งกีดขวาง ภูเขากักน้ำในทะเลไว้ไม่ให้ไหลท่วมและก่อให้เกิดความวิบัติ ไม่ให้ก่อให้เกิดอันตรายและการทำลายบ้านเรือนของผู้คน  ดังนั้น พวกเราสามารถกล่าวได้ว่าภูเขาเป็นทั้งผู้คุ้มครองปกป้องและสิ่งกีดขวาง

นี่คือนัยสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างกันระหว่างภูเขาใหญ่กับลำธารน้อย ภูเขาใหญ่กับลมรุนแรง และภูเขาใหญ่กับคลื่นยักษ์ นี่คือนัยสำคัญของการเสริมกำลังและการตอบโต้กันและกันของสิ่งเหล่านั้น และนัยสำคัญของการดำรงอยู่ร่วมกันของสิ่งเหล่านั้น  สิ่งเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นนั้น ได้รับปกครองดูแลในการดำรงอยู่ของพวกมันด้วยกฎเกณฑ์หนึ่งและธรรมบัญญัติหนึ่ง  ดังนั้น เจ้ามองเห็นกิจการใดของพระเจ้าในเรื่องนี้?  พระเจ้าได้ทรงเมินเฉยต่อทุกสรรพสิ่งนับตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกมันขึ้นมาหรือไม่?  พระองค์ได้ทรงสร้างกฎเกณฑ์และทรงออกแบบหนทางทั้งหลายที่ทุกสรรพสิ่งทำหน้าที่ เพียงเพื่อที่จะเมินเฉยต่อพวกมันหลังจากนั้นหรือ?  นั่นคือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกระนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้ว  ได้เกิดสิ่งใดขึ้น?  พระเจ้ายังคงทรงอยู่ในการควบคุม  พระองค์ทรงควบคุมทะเล ลม และคลื่น  พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นอาละวาดเพ่นพ่าน อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงปล่อยให้พวกมันก่อให้เกิดอันตรายหรือทำลายบ้านเรือนที่ผู้คนดำรงชีวิตอยู่  เนื่องจากการนี้ ผู้คนสามารถดำรงชีวิตต่อไปและเพิ่มทวีและเจริญเติบโตบนแผ่นดินได้  การนี้หมายความว่า เมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าได้ทรงวางแผนกฎเกณฑ์สำหรับการดำรงอยู่ของพวกมันไว้แล้ว  เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำแต่ละสิ่ง พระองค์ทรงทำให้แน่ใจว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ และพระองค์ทรงเข้าควบคุมเหนือสิ่งนั้น เพื่อที่สิ่งนั้นอาจจะไม่เป็นปัญหาแก่มวลมนุษย์หรือก่อให้เกิดความวิบัติแก่เขา  หากไม่ใช่เพราะการบริหารจัดการของพระเจ้า น้ำคงจะไหลโดยปราศจากการยับยั้งมิใช่หรือ?  ลมคงจะพัดโดยปราศจากการยับยั้งมิใช่หรือ?  น้ำและลมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหลายหรือไม่?  หากพระเจ้ามิได้ทรงบริหารจัดการพวกมัน ก็คงจะไม่มีกฎเกณฑ์ใดปกครองดูแลพวกมัน และลมคงจะพัดโหยหวนและน้ำคงจะไม่ได้ถูกยับยั้งไว้และก่อให้เกิดน้ำท่วม  หากคลื่นสูงกว่าภูเขา ทะเลจะสามารถดำรงอยู่ได้หรือไม่?  มันคงจะไม่สามารถ  หากภูเขาไม่สูงเท่าคลื่น ทะเลคงจะไม่ดำรงอยู่ และภูเขาก็คงจะสูญเสียคุณค่าและนัยสำคัญของมัน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 169

พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ และพระองค์ทรงครองอธิปไตยแห่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ พระองค์ทรงบริหารจัดการทุกอย่างของมัน และพระองค์ทรงทำการจัดเตรียมเพื่อทุกอย่างของมัน และภายในทุกสรรพสิ่งนั้น พระองค์ทรงมองเห็นและพินิจพิเคราะห์ทุกคำพูดและการกระทำของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่  ดังนั้น พระเจ้าทรงมองเห็นและทรงพินิจพิเคราะห์ทุกมุมของชีวิตมนุษย์ด้วยเช่นกัน  ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าทรงรู้อย่างแนบแน่นในแต่ละรายละเอียดของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ภายในการทรงสร้างของพระองค์ ตั้งแต่หน้าที่ของแต่ละสิ่ง ธรรมชาติของมัน กฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของมันไปจนถึงนัยสำคัญแห่งชีวิตของมันและคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ของมัน พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดนี้โดยความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน  พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง—พวกเจ้าคิดว่าพระองค์ทรงจำเป็นต้องศึกษากฎเกณฑ์ทั้งหลายที่ปกครองดูแลสิ่งเหล่านั้นหรือ?  พระเจ้าทรงจำเป็นต้องศึกษาความรู้และวิทยาศาสตร์แบบมนุษย์เพื่อเรียนรู้และเข้าพระทัยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่?  (ไม่)  มีผู้ใดท่ามกลางมวลมนุษย์ที่มีการเรียนรู้และความคงแก่เรียนเพื่อเข้าใจทุกสรรพสิ่งดังเช่นที่พระเจ้าทรงรู้หรือไม่?  มีนักดาราศาสตร์หรือนักชีววิทยาคนใดที่เข้าใจกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่สรรพสิ่งใช้เพื่อดำรงชีวิตและเติบโตหรือไม่? พวกเขาสามารถเข้าใจคุณค่าของการดำรงอยู่ของแต่ละสิ่งได้อย่างแท้จริงหรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่สามารถ)  การนี้เป็นเพราะทุกสรรพสิ่งได้รับการทรงสร้างโดยพระเจ้า และไม่สำคัญว่ามวลมนุษย์จะศึกษาความรู้นี้มากเพียงใดหรืออย่างลึกซึ้งเพียงใด หรือพวกเขาอุตสาหะพยายามที่จะเรียนรู้มันมายาวนานเพียงใด พวกเขาก็จะไม่มีวันสามารถหยั่งลึกความล้ำลึกหรือพระประสงค์แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าได้  นั่นไม่ใช่กรณีนี้หรอกหรือ?  บัดนี้ จากการสนทนาของเรามาจนถึงตอนนี้ พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกเจ้าได้รับความเข้าใจบางส่วนเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” แล้วหรือยัง?  (รู้สึก)  เรารู้ว่าเมื่อเราได้สนทนาหัวข้อนี้ พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง ผู้คนมากมายคงจะคิดถึงอีกวลีหนึ่งทันทีที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นความจริง และพระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อจัดเตรียมให้แก่พวกเรา” และไม่มีสิ่งใดเกินพ้นระดับความหมายนั้นของหัวข้อนี้  บางคนอาจถึงขั้นรู้สึกว่าการจัดเตรียมของพระเจ้าด้านชีวิตมนุษย์ ด้านอาหารและเครื่องดื่มประจำวัน และสิ่งจำเป็นประจำวันทุกสิ่งไม่นับว่าเป็นการจัดเตรียมของพระองค์สำหรับมนุษย์  ไม่ได้มีบางคนหรอกหรือที่รู้สึกอย่างนี้?  ถึงกระนั้น ความตั้งพระทัยของพระเจ้าในการทรงสร้างของพระองค์ไม่แน่ชัดหรอกหรือ—ที่เปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ดำรงอยู่และใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ?  พระเจ้าทรงธำรงรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ผู้คนใช้ดำรงชีวิต และพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ต้องการจำเป็นสำหรับมวลมนุษย์เพื่อการอยู่รอดของพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงบริหารจัดการและทรงถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง  ทั้งหมดนี้เปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้ใช้ชีวิตและเจริญเติบโตและเพิ่มทวีอย่างปกติ ในหนทางนี้นี่เองที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อสิ่งทรงสร้างทั้งปวงและเพื่อมวลมนุษย์  ไม่จริงหรอกหรือที่มนุษย์จำเป็นต้องระลึกได้และเข้าใจสิ่งเหล่านี้?  บางทีบางคนอาจจะกล่าวว่า “หัวข้อนี้ไกลเกินไปจากความรู้ของพวกเราเกี่ยวกับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง และพวกเราไม่ต้องการรู้การนี้เพราะพวกเราไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยขนมปังอย่างเดียว แต่กลับดำรงชีวิตด้วยพระวจนะของพระเจ้าแทน”  การเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง?  พวกเจ้าสามารถมีความเข้าใจที่ครบบริบูรณ์เกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือไม่หากพวกเจ้าเพียงแค่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ตรัสไป?  หากเจ้าเพียงแค่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าและยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าสามารถมีความเข้าใจที่ครบบริบูรณ์เกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือไม่?  หากเจ้าเพียงแค่รู้ส่วนน้อยเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า ส่วนน้อยเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจะพิจารณาว่านั่นเพียงพอที่จะสัมฤทธิ์การทำความเข้าใจพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  การกระทำของพระเจ้าเริ่มด้วยการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระองค์ และสิ่งเหล่านั้นดำเนินต่อไปในวันนี้—การกระทำของพระเจ้าปรากฏชัดตลอดเวลา ทุกชั่วขณะ  หากคนเราเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่เพียงเพราะพระองค์ได้ทรงเลือกสรรผู้คนกลุ่มหนึ่งเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์และเพื่อช่วยให้รอด และว่าไม่มีสิ่งอื่นใดมีความเกี่ยวข้องอันใดกับพระเจ้า ไม่ทั้งสิทธิอำนาจของพระองค์ สถานะของพระองค์ และการกระทำของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว สามารถพิจารณาได้หรือไม่ว่าคนเรามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า?  ผู้คนที่มี “ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า” ที่ว่านี้ มีเพียงความเข้าใจแบบด้านเดียวเท่านั้น ตามสิ่งที่พวกเขาใช้จำกัดขอบเขตกิจการทั้งหลายของพระองค์ต่อผู้คนหนึ่งกลุ่ม  นี่คือความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่?  ผู้คนที่มีความรู้ประเภทนี้ไม่ใช่กำลังปฏิเสธการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าและอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์หรอกหรือ?  ผู้คนบางคนไม่ปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมกับประเด็นนี้ กลับคิดในใจแทนว่า “ฉันไม่เคยเห็นอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า แนวคิดนี้จึงถูกลบออกไป และฉันไม่ใส่ใจที่จะเข้าใจมัน  พระเจ้าทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ และนั่นไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับฉัน  ฉันก็แค่ยอมรับความเป็นผู้นำของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์เพื่อให้ฉันสามารถได้รับการช่วยให้รอดและการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าเท่านั้น  ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญต่อฉัน  กฎเกณฑ์ทั้งหลายของพระเจ้าที่ถูกทำขึ้นเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งและให้แก่มวลมนุษย์ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับฉัน”  นี่เป็นการพูดคุยประเภทใดกัน?  นี่ไม่ใช่การกระทำจากการกบฏหรอกหรือ?  มีผู้ใดท่ามกลางพวกเจ้าที่มีความเข้าใจเช่นนี้บ้างหรือไม่?  เรารู้ว่ามีจำนวนมากมายในหมู่พวกเจ้าในที่นี้ที่คิดเช่นนั้น แม้ว่าพวกเจ้าจะไม่ได้พูดเช่นนั้นก็ตาม  ผู้คนที่ยึดถือหนังสือเยี่ยงนี้มองดูทุกสิ่งทุกอย่างจากมุมมอง “ฝ่ายวิญญาณ” ของพวกเขาเอง  พวกเขาต้องการเพียงแค่จำกัดพระเจ้าไว้กับพระคัมภีร์ จำกัดพระเจ้าด้วยพระวจนะที่พระองค์ได้ตรัสไป ไว้กับสำนึกรับรู้ที่ได้จากพระวจนะตามตัวอักษรที่เขียนไว้  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะรู้จักพระเจ้าให้มากขึ้น และพวกเขาไม่ต้องการให้พระเจ้าทรงแยกความสนพระทัยเอาพระทัยใส่ของพระองค์ออกเป็นส่วนด้วยการทำสิ่งอื่น  ความคิดประเภทนี้เป็นเด็กไม่รู้ภาษา และยังเคร่งศาสนามากเกินไปอีกด้วย  ผู้คนที่ยึดทรรศนะเหล่านี้สามารถรู้จักพระเจ้าได้หรือไม่?  นั่นคงจะลำบากยากเย็นอย่างยิ่งสำหรับพวกเขาที่จะรู้จักพระเจ้า  วันนี้เราได้เล่าไปสองเรื่องแล้ว แต่ละเรื่องระบุถึงแง่มุมที่ต่างกัน  เมื่อเพิ่งจะได้มาติดต่อสัมพันธ์กับเรื่องเล่าเหล่านี้ พวกเจ้าอาจจะรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ลุ่มลึกหรือเป็นนามธรรมสักเล็กน้อย ลำบากยากเย็นที่จะจับใจความและทำความเข้าใจ  อาจจะลำบากยากเย็นในการเชื่อมโยงเรื่องเหล่านั้นเข้ากับการกระทำของพระเจ้าและพระเจ้าพระองค์เอง  อย่างไรก็ตาม การกระทำทั้งหมดของพระเจ้าและทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำไปภายในการทรงสร้างและท่ามกลางมวลมนุษย์นั้น ควรจะเป็นที่รู้อย่างชัดเจนและอย่างถูกต้องแม่นยำโดยทุกบุคคล โดยทุกคนที่พยายามรู้จักพระเจ้า  ความรู้นี้จะให้ความมั่นใจแก่เจ้าในการเชื่อของเจ้าในการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระเจ้า  มันยังจะให้ความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำแก่เจ้าเกี่ยวกับพระปรีชาญาณ ฤทธานุภาพของพระองค์ และลักษณะที่พระองค์ทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งอีกด้วย  มันจะเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจอย่างชัดเจนถึงการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระเจ้า และมองเห็นว่าการดำรงอยู่ของพระองค์นั้นไม่ใช่เรื่องแต่ง ไม่ใช่ตำนาน ไม่คลุมเครือ ไม่ใช่ทฤษฎี และไม่ใช่การปลอบโยนทางวิญญาณชนิดหนึ่งอย่างแน่นอน แต่เป็นการดำรงอยู่จริง  ยิ่งไปกว่านั้น นั่นจะเปิดโอกาสให้ผู้คนรู้ว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงและให้แก่มวลมนุษย์อยู่เสมอ พระเจ้าทรงทำการนี้ในหนทางของพระองค์เองและโดยสอดคล้องกับจังหวะของพระองค์เอง  ดังนั้น เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและได้ทรงให้กฎเกณฑ์ทั้งหลายแก่สิ่งเหล่านั้นนั่นเอง พวกมันแต่ละสิ่งจึงมีความสามารถที่จะปฏิบัติกิจตามที่ได้รับแบ่งสรรของพวกมัน ปฏิบัติความรับผิดชอบของพวกมันให้ลุล่วง แสดงบทบาทของพวกมันเองภายใต้การทรงลิขิตล่วงหน้าของพระองค์ แต่ละสิ่งมีประโยชน์ของมันเองในการปรนนิบัติมวลมนุษย์และพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์อยู่อาศัย ภายใต้การทรงลิขิตล่วงหน้าของพระองค์  หากพระเจ้าไม่ได้ทรงทำเช่นนั้น และมวลมนุษย์ไม่ได้มีสภาพแวดล้อมเพื่ออยู่อาศัย เช่นนั้นแล้ว การที่เชื่อในพระเจ้าหรือการติดตามพระองค์ก็คงจะเป็นไปไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์ ทั้งหมดนั้นคงจะไม่เป็นสิ่งใดมากไปกว่าการพูดคุยที่ว่างเปล่า  นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 170

พวกเราได้หารือหัวข้อมากมายและเนื้อหามากมายซึ่งเกี่ยวข้องกับคำพูดที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” แต่พวกเจ้ารู้ในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์ นอกเหนือจากการทรงจัดเตรียมพระวจนะของพระองค์ให้แก่พวกเจ้าและการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์กับพวกเจ้า?  ผู้คนบางคนอาจจะพูดว่า “พระเจ้าประทานพระคุณและพระพรแก่ฉัน พระองค์ทรงมอบความมีวินัยและสิ่งชูใจแก่ฉัน และพระองค์ทรงให้การดูแลและการปกป้องแก่ฉันในทุกหนทางที่เป็นไปได้”  คนอื่นๆ จะพูดว่า “พระเจ้าประทานอาหารและเครื่องดื่มประจำวันแก่ฉัน” ในขณะที่บางคนจะถึงกับพูดว่า “พระเจ้าได้ประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้ฉัน”  พวกเจ้าอาจจะโต้ตอบประเด็นปัญหาเหล่านั้นที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันของพวกเขาในหนทางที่เกี่ยวข้องกับวงเขตแห่งประสบการณ์ชีวิตเชิงเนื้อหนังของพวกเจ้าเอง  พระเจ้าประทานสิ่งทั้งหลายมากมายให้กับแต่ละบุคคล แม้ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังหารือกันตรงนี้ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่กับวงเขตแห่งความต้องการที่จำเป็นรายวันของผู้คนเท่านั้น แต่ยังหมายที่จะขยายกรอบนิมิตของแต่ละบุคคล  และยอมให้เจ้าเห็นสิ่งทั้งหลายจากมุมมองมหัพภาค  ในเมื่อพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงธำรงรักษาชีวิตของทุกสรรพสิ่งอย่างไร?  กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระเจ้าทรงให้สิ่งใดแก่ทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เพื่อธำรงรักษาการดำรงอยู่ของพวกมันและธรรมบัญญัติทั้งหลายที่เกื้อหนุนมันอยู่ เพื่อที่พวกมันจะได้ดำรงอยู่ต่อไป?  นั่นคือประเด็นหลักของการหารือของพวกเราในวันนี้…เราหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถเชื่อมโยงหัวข้อนี้และสิ่งที่เราจะพูดเข้ากับกิจการของพระเจ้ามากกว่าเข้ากับความรู้ วัฒนธรรมมนุษย์ หรือการศึกษาวิจัยใดๆ  เรากำลังพูดคุยเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้น  นี่คือคำแนะนำของเราต่อพวกเจ้า  เราแน่ใจว่าพวกเจ้าเข้าใจ!

พระเจ้าได้ประทานสิ่งทั้งหลายมากมายให้มวลมนุษย์  เราจะเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสามารถรู้สึกได้  เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนสามารถยอมรับและเข้าใจในหัวใจของพวกเขาได้  ดังนั้นก่อนอื่นพวกเรามาเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ด้วยการหารือเกี่ยวกับโลกเชิงวัตถุ

1. อากาศ

แรกที่สุดพระเจ้าได้ทรงสร้างอากาศเพื่อที่มนุษย์จะได้หายใจ  อากาศเป็นสสารที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ทุกวันและเป็นสิ่งที่มนุษย์พึ่งพาทุกๆ ชั่วขณะ แม้ในเวลาที่พวกเขาหลับอยู่  อากาศที่พระเจ้าได้สร้างมีความสำคัญอย่างมหันต์ต่อมวลมนุษย์ กล่าวคือ อากาศจำเป็นอย่างยิ่งต่อทุกลมหายใจของพวกเขาและต่อชีวิตเอง  สสารนี้ซึ่งสามารถรู้สึกได้เท่านั้นแต่ไม่สามารถเห็นได้ เป็นของประทานชิ้นแรกของพระเจ้าแก่สรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างของพระองค์  แต่หลังจากทรงสร้างอากาศแล้ว พระเจ้าได้ทรงหยุด โดยทรงพิจารณาว่าพระราชกิจของพระองค์นั้นเสร็จไปแล้วใช่หรือไม่?  หรือว่าพระองค์ได้ทรงพิจารณาว่าอากาศจะหนาแน่นเพียงใด?  พระองค์ได้ทรงพิจารณาว่าอากาศจะบรรจุไปด้วยสิ่งใดบ้างใช่หรือไม่?  (ใช่)  พระเจ้ากำลังทรงดำริอะไรเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างอากาศ?  เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงสร้างอากาศ และเหตุผลของพระองค์คืออะไร?  มนุษย์จำเป็นต้องมีอากาศ—พวกเขาจำเป็นต้องหายใจ  ประการแรกความหนาแน่นของอากาศควรเหมาะกับปอดของมนุษย์  มีผู้ใดรู้ความหนาแน่นของอากาศหรือไม่?  ในความจริงแล้วไม่มีความต้องการที่จำเป็นโดยเฉพาะเลยที่ผู้คนจะต้องรู้คำตอบของคำถามนี้ในรูปของตัวเลขหรือข้อมูล และว่ากันจริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นเลยทีเดียวที่จะต้องรู้คำตอบ—มันเพียงพออย่างสมบูรณ์แบบที่จะมีเพียงแค่แนวคิดทั่วไปเท่านั้น  พระเจ้าได้ทรงสร้างอากาศด้วยความหนาแน่นที่คงจะเหมาะสมที่สุดสำหรับปอดมนุษย์ที่จะหายใจ  นั่นคือพระองค์ได้ทรงสร้างอากาศเพื่อที่มันอาจจะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้อย่างง่ายดายโดยผ่านทางลมหายใจของพวกเขา และเพื่อที่อากาศจะไม่ทำอันตรายต่อร่างกายในขณะที่ร่างกายนั้นหายใจ  เหล่านี้คือข้อพิจารณาของพระเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างอากาศ  ถัดไปพวกเราจะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่อากาศบรรจุเอาไว้  สิ่งทั้งหลายที่บรรจุอยู่ในอากาศไม่เป็นพิษต่อมนุษย์และจะไม่สร้างความเสียหายแก่ปอดหรือส่วนอื่นใดของร่างกาย  พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งหมดนี้  พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาว่าอากาศที่มนุษย์หายใจควรเข้าสู่และออกจากร่างกายอย่างราบรื่น และว่าหลังจากถูกสูดเข้าไป ธรรมชาติและปริมาณของสสารทั้งหลายภายในอากาศควรอยู่ในระดับที่เลือด ตลอดจนอากาศเสียในปอดและร่างกายโดยรวม จะถูกเผาผลาญอย่างถูกต้องเหมาะสม  ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาว่าอากาศไม่ควรประกอบด้วยสสารมีพิษใดๆ  จุดมุ่งหมายของเราในการบอกเจ้าเกี่ยวกับมาตรฐานทั้งสองนี้สำหรับอากาศนั้น ไม่ใช่เพื่อป้อนความรู้เฉพาะใดๆ ให้พวกเจ้า แต่เพื่อแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกๆ สิ่งภายในการทรงสร้างของพระองค์โดยสอดคล้องกับข้อพิจารณาทั้งหลายของพระองค์เอง และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงสร้างนั้นดีที่สุดเท่าที่มันสามารถเป็นได้  นอกจากนี้ สำหรับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และปริมาณของฝุ่นผง ทราย และดินบนแผ่นดินโลก รวมทั้งปริมาณฝุ่นละอองที่ล่องลอยลงมาที่แผ่นดินโลกจากท้องฟ้า—พระเจ้าทรงมีหนทางของพระองค์สำหรับบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้เช่นกัน หนทางแห่งการนำสิ่งเหล่านี้ออกไปหรือทำให้พวกมันสลายไป  ในขณะที่มีฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณหนึ่ง พระเจ้าได้ทรงทำเช่นนั้นก็เพื่อที่ฝุ่นละอองจะไม่ทำอันตรายร่างกายมนุษย์หรือทำให้การหายใจของมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย และพระองค์ได้ทรงสร้างอนุภาคฝุ่นซึ่งมีขนาดที่จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  การที่พระเจ้าทรงสร้างอากาศไม่ได้เป็นความล้ำลึกหรอกหรือ?  เป็นเรื่องเรียบง่ายเฉกเช่นการทรงเป่าลมปราณจากพระโอษฐ์ของพระองค์หรือไม่?  (ไม่)  แม้แต่ในการที่พระองค์ทรงสร้างสิ่งทั้งหลายซึ่งเรียบง่ายที่สุด ความล้ำลึกของพระเจ้า การทำงานของพระหฤทัยของพระองค์ หนทางที่พระองค์ดำริ และพระปรีชาญาณของพระองค์ทั้งหมดล้วนแจ่มแจ้ง  พระเจ้าไม่ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรอกหรือ?  (ใช่แล้ว พระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง)  สิ่งที่การนี้หมายถึงก็คือว่า แม้แต่ในการทรงสร้างสิ่งที่เรียบง่าย พระเจ้าก็ได้กำลังทรงดำริถึงมนุษยชาติ  ประการแรก อากาศที่มนุษย์หายใจนั้นสะอาด และสิ่งที่บรรจุอยู่ในอากาศก็เหมาะให้มนุษย์หายใจ ไม่เป็นพิษและไม่ก่ออันตรายต่อมนุษย์ ในทำนองเดียวกัน ความหนาแน่นของอากาศนั้นก็เหมาะสมสำหรับการหายใจของมนุษย์  อากาศนี้ซึ่งมนุษย์หายใจเข้าและหายใจออกเป็นนิตย์จำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายมนุษย์ ต่อเนื้อหนังมนุษย์  นี่คือเหตุผลที่มนุษย์อาจหายใจได้อย่างอิสระโดยไม่มีการจำกัดควบคุมหรือความกังวล  ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถหายใจได้โดยปกติ  อากาศคือสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างในปฐมกาล และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการหายใจของมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 171

2. อุณหภูมิ

สิ่งที่สองที่พวกเราจะหารือกันคืออุณหภูมิ  ทุกคนรู้ว่าอุณหภูมิคืออะไร  อุณหภูมิเป็นบางสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์  หากอุณหภูมิสูงเกินไป—ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าอุณหภูมิสูงกว่าสี่สิบองศาเซลเซียส—นี่จะไม่เป็นการสูญเสียน้ำอย่างมากสำหรับมนุษย์หรอกหรือ?  นี่จะไม่น่าอ่อนเพลียสำหรับมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพเงื่อนไขทั้งหลายเช่นนั้นหรอกหรือ?  แล้วหากอุณหภูมิต่ำเกินไปล่ะ?  สมมุติว่าอุณหภูมิลงไปถึงลบสี่สิบองศาเซลเซียส—มนุษย์ก็จะไม่สามารถทานทนต่อสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ได้เช่นกัน  เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงพิถีพิถันมากในการกำหนดช่วงอุณหภูมิที่เป็นช่วงอุณหภูมิซึ่งร่างกายมนุษย์สามารถปรับตัวเข้าหาได้ ซึ่งตกอยู่ระหว่างลบสามสิบองศาเซลเซียสกับสี่สิบองศาเซลเซียสโดยประมาณ  อุณหภูมิในแผ่นดินทั้งหลายจากเหนือจรดใต้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตกอยู่ภายในช่วงนี้  ในภูมิภาคที่หนาวจัด อุณหภูมิสามารถลดฮวบลงได้จนบางทีถึงลบห้าสิบหรือหกสิบองศาเซลเซียส  พระเจ้าจะไม่ทรงให้มนุษย์อาศัยอยู่ในภูมิภาคเช่นนั้น  ดังนั้นเหตุใดภูมิภาคเยือกแข็งเหล่านี้จึงดำรงอยู่?  พระเจ้าทรงมีพระปรีชาญาณของพระองค์เอง และพระองค์ทรงมีเจตนารมณ์ของพระองค์เองสำหรับการนี้  พระองค์จะไม่ทรงให้เจ้าไปใกล้สถานที่เหล่านั้น  สถานที่ที่ร้อนเกินไปและเย็นเกินไปได้รับการปกป้องโดยพระเจ้า หมายความว่าพระองค์ไม่ได้ทรงวางแผนให้มนุษย์อาศัยอยู่ที่นั่น  สถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับมวลมนุษย์  แต่เหตุใดพระเจ้าจึงทรงให้มีสถานที่เช่นนั้นดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกเล่า?  หากสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าจะไม่ทรงให้มนุษย์อาศัยอยู่หรือแม้แต่อยู่รอด เช่นนั้นแล้วเหตุใดเล่า พระเจ้าจึงจะทรงสร้างสถานที่เหล่านั้น?  ในเรื่องนั้นมีพระปรีชาญาณของพระเจ้า  นั่นก็คือ พระเจ้าได้ทรงปรับเทียบช่วงอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อยู่รอดอย่างสมเหตุสมผล  ยังมีกฎธรรมชาติกำลังทำงานอยู่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน  พระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งทั้งหลายเฉพาะอย่างขึ้นก็เพื่อธำรงรักษาและควบคุมอุณหภูมิ  สิ่งเหล่านั้นคืออะไรหรือ?  อย่างแรกดวงอาทิตย์สามารถนำพาความอบอุ่นมาให้ผู้คนได้ แต่ผู้คนมีความสามารถที่จะสู้ทนความอบอุ่นนี้ได้หรือไม่เมื่อมันสูงมากเกินไป?  มีผู้ใดบ้างที่กล้าเข้าหาดวงอาทิตย์?  มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดบ้างบนแผ่นดินโลกที่สามารถเข้าหาดวงอาทิตย์ได้?  (ไม่มี)  ทำไมจึงไม่มี?  ดวงอาทิตย์ร้อนเกินไป  สิ่งใดที่มาใกล้เกินไปจะหลอมละลาย  เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงได้ทรงพระราชกิจอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อกำหนดความสูงของดวงอาทิตย์เหนือมวลมนุษย์และระยะห่างของมันจากเขาโดยสอดคล้องกับการทรงคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบของพระองค์และกับมาตรฐานของพระองค์  แล้วยังมีขั้วทั้งสองของแผ่นดินโลก ที่ทิศใต้และทิศเหนือ  ภูมิภาคทั้งสองนี้เยือกแข็งและเป็นธารน้ำแข็ง  มวลมนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ในภูมิภาคที่เป็นธารน้ำแข็งได้หรือ?  สถานที่ทั้งหลายเช่นนั้นเหมาะสมต่อการอยู่รอดของมนุษย์หรือไม่?  (ไม่)  ผู้คนไม่ไปยังสถานที่เหล่านี้เนื่องจากไม่เหมาะสำหรับการอยู่รอด  ในเมื่อผู้คนไม่ไปที่ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ ธารน้ำแข็งของที่นั่นจึงได้รับการอนุรักษ์และมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ตามจุดประสงค์ของพวกมันได้ ซึ่งก็คือการควบคุมอุณหภูมิ  เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่?  หากไม่ได้มีขั้วโลกใต้และไม่ได้มีขั้วโลกเหนือ เช่นนั้นแล้วความร้อนต่อเนื่องของดวงอาทิตย์คงจะทำให้ผู้คนบนแผ่นดินโลกพินาศ  ว่าแต่พระเจ้าทรงรักษาอุณหภูมิไว้ภายในช่วงที่เหมาะสมต่อการอยู่รอดของมนุษย์โดยผ่านทางสองสิ่งนี้เท่านั้นใช่หรือไม่?  ไม่  ยังมีสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทุกจำพวกอีกด้วย อาทิ หญ้าในทุ่งหญ้า ต้นไม้หลากชนิด และพืชทุกประเภทในป่าไม้ที่ดูดซับความร้อนของดวงอาทิตย์ และโดยการทำเช่นนั้น จึงทำให้พลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์เป็นกลางอยู่ในหนทางที่บังคับควบคุมอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่  ยังมีแหล่งน้ำทั้งหลายเช่นแม่น้ำและทะเลสาบอีกด้วย  ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินใจได้เกี่ยวกับพื้นที่ที่แม่น้ำและทะเลสาบครอบคลุม  ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่มีบนแผ่นดินโลก หรือที่ใดที่น้ำไหลไป ทิศทางการไหลของน้ำ ปริมาตรของการไหล หรือความเร็วของการไหล  พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้  แหล่งน้ำหลากหลายเหล่านี้ ตั้งแต่น้ำใต้ดินไปจนถึงแม่น้ำและทะเลสาบที่มองเห็นได้เหนือพื้นดิน สามารถควบคุมอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ได้  นอกเหนือจากแหล่งน้ำทั้งหลายแล้ว ยังมีการก่อตัวทางภูมิศาสตร์ทุกประเภท อาทิ ภูเขา ที่ราบ หุบผาชัน และพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งทั้งหมดควบคุมอุณหภูมิในขอบข่ายที่เป็นสัดส่วนเหมาะสมกับวงเขตและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของพวกมัน  ตัวอย่างเช่น หากภูเขาลูกหนึ่งมีเส้นรอบวงหนึ่งร้อยกิโลเมตร เช่นนั้นแล้ว หนึ่งร้อยกิโลเมตรนั้นก็จะมีส่วนร่วมสนับสนุนการใช้ประโยชน์เทียบเท่ากับหนึ่งร้อยกิโลเมตร  สำหรับการที่จำนวนเทือกเขาและหุบผาชันดังกล่าวที่พระเจ้าได้ทรงสร้างบนแผ่นดินโลกมีเท่าใดกันแน่นั้น นี่เป็นตัวเลขที่พระเจ้าได้ทรงพิจารณาแล้ว  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลังการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง และแต่ละสิ่งมีพระปรีชาญาณและแผนของพระเจ้าบรรจุอยู่ด้วย  ลองพิจารณาตัวอย่างเช่นป่าไม้และพืชพรรณหลากหลายประเภททั้งหมด—แนวเขตและขอบข่ายของพื้นที่ที่พวกมันดำรงอยู่และเติบโตนั้นอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์คนใด และไม่มีผู้ใดมีส่วนในการตัดสินใจเหนือสิ่งเหล่านี้  ในทำนองเดียวกัน ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่พวกมันดูดซับ หรือปริมาณพลังงานความร้อนที่พวกมันดูดซับจากดวงอาทิตย์  สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดตกอยู่ภายในวงเขตของแผนที่พระเจ้าได้ทรงทำเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง

เป็นเพราะการทรงวางแผน การทรงพิจารณาและการทรงจัดการเตรียมการอย่างรอบคอบของพระเจ้าในทุกๆ เรื่องนั่นเอง มนุษย์จึงสามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเช่นนี้ได้  เพราะฉะนั้นทุกๆ สิ่งที่มนุษย์มองเห็นด้วยตาของเขา เช่นดวงอาทิตย์ ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือที่ผู้คนได้ยินเกี่ยวกับพวกมันอยู่บ่อยๆ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายทั้งบนและใต้พื้นดินและในน้ำ และปริมาณของพื้นที่ที่ปกคลุมโดยป่าไม้และพืชพรรณจำพวกอื่นๆ และแหล่งน้ำ น่านน้ำอันหลากหลาย ปริมาณน้ำทะเลและน้ำจืด และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน—เหล่านี้คือทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงใช้ในการธำรงรักษาอุณหภูมิปกติเพื่อการอยู่รอดของมนุษย์  นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนเด็ดขาด  เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงดำริอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งนี้ทั้งหมดแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงมีความสามารถที่จะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเช่นนั้น  มันจะต้องไม่เย็นเกินไปหรือร้อนเกินไป นั่นคือ สถานที่ที่ร้อนเกินไปซึ่งมีอุณหภูมิเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะสามารถปรับเข้าหาได้นั้นพระเจ้าไม่ทรงกันไว้ให้เจ้าอย่างแน่นอน  สถานที่ที่เย็นเกินไปที่มีอุณหภูมิต่ำเกินไปซึ่งหลังจากไปถึงที่นั่นแล้ว มนุษย์จะเย็นจนเยือกแข็งไปทั้งตัวในเวลาเพียงไม่กี่นาทีจนถึงระดับที่พวกเขาไม่สามารถพูดได้ สมองของพวกเขาเย็นจนเยือกแข็ง พวกเขาไร้ความสามารถที่จะคิด และในไม่ช้าพวกเขาก็จะทนทุกข์กับภาวะขาดอากาศหายใจ—สถานที่เช่นนั้นพระเจ้าก็ไม่ทรงกันไว้สำหรับมนุษย์เช่นกัน  ไม่สำคัญว่ามนุษย์ต้องการดำเนินการศึกษาวิจัยประเภทใดให้เสร็จสิ้น และไม่ว่าพวกเขาต้องการที่จะคิดค้นหรือฝ่าทะลุข้อจำกัดเหล่านี้หรือไม่—ไม่ว่าผู้คนจะมีความคิดอะไรก็ตาม พวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะไปเกินขีดจำกัดของสิ่งที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับเข้าหาได้  พวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะปลดทิ้งข้อจำกัดเหล่านี้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างให้แก่มนุษย์ได้  นี่เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ และพระเจ้าทรงรู้ดีที่สุดว่าอุณหภูมิใดที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับเข้าหาได้  แต่มนุษย์เองนั้นไม่รู้  ทำไมเราจึงพูดว่ามนุษย์ไม่รู้?  มนุษย์ได้ทำสิ่งโง่ๆ อะไรหรือ?  ผู้คนมากมายไม่ได้พยายามท้าทายขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้อยู่เนืองนิตย์หรอกหรือ?  ผู้คนเช่นนั้นได้ต้องการไปยังสถานที่เหล่านั้นเสมอ เพื่อยึดครองแผ่นดิน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถตั้งรกรากที่นั่นได้  นั่นคงจะเป็นการกระทำที่ไร้สาระ  ต่อให้เจ้าได้ศึกษาวิจัยขั้วโลกทั้งสองอย่างถ้วนทั่วแล้ว แล้วยังไงหรือ?  ต่อให้เจ้าสามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิได้และมีความสามารถที่จะอาศัยอยู่ที่นั่น มันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในหนทางใดหนทางหนึ่งหรือไร หากเจ้าจะต้องทำการ “ปรับปรุง” สภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อชีวิตแห่งขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ?  มวลมนุษย์มีสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์สามารถอยู่รอดได้ในนั้น ทว่ามนุษย์ไม่ได้ยังคงอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ และคล้อยตาม แต่กลับยืนกรานที่จะเสี่ยงไปยังสถานที่ที่พวกเขาไม่สามารถอยู่รอดได้แทน  อะไรคือความหมายของการนี้?  พวกเขาได้กลายเป็นเบื่อหน่ายและหมดความอดทนกับชีวิตในอุณหภูมิที่เหมาะสมนี้ และได้ชื่นชมพระพรมากมายเกินไป  นอกจากนี้สภาพแวดล้อมปกติสำหรับชีวิตนี้ได้ถูกทำลายไปแทบหมดสิ้นโดยมวลมนุษย์ ดังนั้นบัดนี้พวกเขาคิดว่า น่าจะดีเช่นกันหากพวกเขาจะไปยังขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือเพื่อทำความเสียหายมากขึ้นหรือไล่ตามเสาะหา “เหตุ” บางอย่างให้พวกเขาสามารถพบบางหนทางแห่งการ “บุกเบิกลู่ทางใหม่” ได้  นี่ไม่ใช่เรื่องโง่ๆ หรอกหรือ?  กล่าวคือ ภายใต้การนำของกำพืดซาตานของพวกเขา มวลมนุษย์นี้ทำสิ่งไร้สาระครั้งแล้วครั้งเล่าติดๆ กัน พร้อมกับทำลายบ้านอันสวยงามที่พระเจ้าได้ทรงสร้างให้แก่พวกเขาอย่างบ้าบิ่นและพิเรนทร์  นี่เป็นการกระทำของซาตาน  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นว่าการอยู่รอดของมวลมนุษย์บนแผ่นดินโลกนั้นค่อนข้างตกอยู่ในอันตราย ผู้คนมากมายจึงแสวงหาหนทางไปเยี่ยมดวงจันทร์ โดยต้องการจัดตั้งหนทางที่จะอยู่รอดที่นั่น  แต่ในท้ายที่สุด ดวงจันทร์นั้นขาดออกซิเจน  มนุษย์จะสามารถอยู่รอดโดยปราศจากออกซิเจนได้หรือ?  ในเมื่อดวงจันทร์ขาดออกซิเจน นั่นจึงไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์สามารถพำนักอยู่ได้ ทว่ามนุษย์ยืนกรานในความอยากของเขาที่จะไปที่นั่น  พฤติกรรมนี้ควรเรียกว่าอะไร?  เป็นการทำลายล้างตนเองเช่นกันใช่หรือไม่?  ดวงจันทร์เป็นสถานที่ที่ไม่มีอากาศ และอุณหภูมิที่นั่นก็ไม่เหมาะกับการอยู่รอดของมนุษย์—ดังนั้นจึงไม่ใช่สถานที่ที่พระเจ้าทรงกันไว้ให้มนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 172

3. เสียง

สิ่งที่สามคืออะไร?  ก็เป็นบางสิ่งที่เป็นส่วนจำเป็นอย่างยิ่งของสภาพแวดล้อมปกติของการดำรงอยู่ของมนุษย์ บางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องทำการจัดการเตรียมการเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน  มันสำคัญมากต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์ทุกๆ คน  หากพระเจ้าไม่ได้ทรงดูแลสิ่งนี้ มันก็คงจะได้มีการแทรกแซงการอยู่รอดของมวลมนุษย์อย่างใหญ่หลวง ซึ่งหมายความว่ามันคงจะได้ส่งผลกระทบซึ่งมีนัยสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์และกายฝ่ายเนื้อหนังของเขามากเสียจนมวลมนุษย์คงจะไม่ได้มีความสามารถที่จะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น  อาจพูดได้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น  ดังนั้น สิ่งที่เราพูดถึงนี้คืออะไร?  เรากำลังพูดเกี่ยวกับเสียง  พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  สิ่งต่างๆ ทั้งปวงแห่งการทรงสร้างของพระเจ้ากำลังมีชีวิตและกำลังหมุนอยู่ในการเคลื่อนไหวต่อเนื่องภายในสายพระเนตรของพระองค์  โดยการนี้ เราหมายความว่า แต่ละสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมีคุณค่าและความหมายในการดำรงอยู่ของมัน นั่นคือ มีบางสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่ง  ในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ละสิ่งนั้นมีชีวิต และในเมื่อทุกสรรพสิ่งนั้นมีชีวิต สิ่งเหล่านี้แต่ละสิ่งจึงให้กำเนิดเสียง  ยกตัวอย่างเช่น แผ่นดินโลกกำลังหมุนอย่างต่อเนื่อง ดวงอาทิตย์กำลังหมุนอย่างต่อเนื่อง และดวงจันทร์ก็กำลังหมุนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน  ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งแพร่พันธุ์ พัฒนา และเคลื่อนไหว พวกมันก็กำลังส่งกระจายเสียงอย่างต่อเนื่อง  สิ่งต่างๆ ทั้งมวลจากการทรงสร้างของพระเจ้าที่ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกล้วนมีการแพร่พันธุ์ การพัฒนา และการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง  ตัวอย่างเช่น ฐานของภูเขากำลังเคลื่อนตัวและขยับตำแหน่ง และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในห้วงลึกของทะเลกำลังว่ายน้ำและเคลื่อนที่ไปมา  นี่หมายความว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ทุกสรรพสิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า กำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเป็นปกติโดยสอดคล้องกับแบบแผนที่ได้สถาปนาไว้แล้ว  ดังนั้น สิ่งใดหรือที่ถูกทำให้มีขึ้นมาโดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดซึ่งแพร่พันธุ์และพัฒนาอยู่ในความมืดและเคลื่อนไหวอยู่ในความลับ?  เสียง—เสียงที่ยิ่งใหญ่ทรงพลัง  นอกเหนือจากดาวเคราะห์โลกแล้ว ดาวเคราะห์ทุกประเภทก็มีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน และสิ่งมีชีวิตและจุลชีพทั้งหลายบนดาวเคราะห์เหล่านี้ก็กำลังแพร่พันธุ์ กำลังพัฒนา และกำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน  นั่นก็คือ ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตและที่ไม่มีชีวิตกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องในสายพระเนตรของพระเจ้า และในขณะที่สิ่งเหล่านั้นทำเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นแต่ละสิ่งก็กำลังส่งเสียงออกมา  พระเจ้าได้ทรงทำการจัดการเตรียมการสำหรับเสียงเหล่านี้เช่นกัน และเราเชื่อว่าพวกเจ้ารู้เหตุผลของพระองค์สำหรับการนี้แล้วใช่หรือไม่?  เมื่อเจ้าเข้าไปใกล้เครื่องบินลำหนึ่ง เสียงคำรามของเครื่องยนต์มีผลกระทบอะไรต่อเจ้า?  หากเจ้าอยู่ใกล้มันนานเกินไป หูของเจ้าก็จะหนวก  แล้วหัวใจของเจ้าล่ะ—จะมีความสามารถที่จะทานทนต่อความทุกข์ยากสาหัสเช่นนี้ได้หรือ?  ผู้คนบางคนซึ่งมีหัวใจอ่อนแอก็คงจะไม่สามารถ  แน่นอนว่าแม้แต่พวกที่มีหัวใจแข็งแกร่งก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้นานเกินไป  กล่าวคือ ผลกระทบของเสียงต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกับหูหรือหัวใจ มีนัยสำคัญอย่างสุดขีดต่อมนุษย์ทุกคน และเสียงที่ดังเกินไปจะเป็นอันตรายต่อผู้คน  เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและหลังจากที่ทุกสรรพสิ่งได้เริ่มต้นทำหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมสำหรับเสียงเหล่านี้ เสียงทั้งหลายของทุกสรรพสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว  นี่ก็เป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงต้องพิจารณาเมื่อทรงสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับมวลมนุษย์

ก่อนอื่น ความสูงของชั้นบรรยากาศเหนือพื้นผิวของแผ่นดินโลกมีผลกระทบต่อเสียง  นอกจากนี้ขนาดของช่องว่างในดินก็จะบงการและส่งผลกระทบต่อเสียงเช่นกัน  แล้วก็ยังมีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายซึ่งการมาบรรจบกันของพวกมันส่งผลกระทบต่อเสียงด้วยเช่นกัน  กล่าวคือ พระเจ้าทรงใช้วิธีการเฉพาะที่จะกำจัดเสียงบางเสียงเพื่อที่มนุษย์จะได้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่หูและหัวใจของพวกเขาสามารถทานทนได้  มิฉะนั้น เสียงจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการอยู่รอดของมนุษย์ กลายเป็นสิ่งรบกวนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของพวกเขาและก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงสำหรับพวกเขา  นี่หมายความว่าพระเจ้าได้ทรงพิถีพิถันมากในการทรงสร้างแผ่นดิน ชั้นบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์หลากหลายประเภทของพระองค์ และที่บรรจุอยู่ภายในสิ่งเหล่านี้แต่ละสิ่งคือพระปรีชาญาณของพระเจ้า  ความเข้าใจของมวลมนุษย์ในการนี้ไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดมากเกินไป—การที่ผู้คนรู้ว่าการกระทำทั้งหลายของพระเจ้าบรรจุอยู่ในนั้นก็เพียงพอแล้ว  ตอนนี้พวกเจ้าจงบอกเราว่าพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำนี้—การปรับเทียบเสียงอย่างแม่นยำเพื่อที่จะธำรงรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของมวลมนุษย์และชีวิตปกติของพวกเขา—จำเป็นหรือไม่?  (จำเป็น)  ในเมื่อพระราชกิจนี้จำเป็น เช่นนั้นแล้วจากมุมมองนี้ จะสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงใช้พระราชกิจนี้เป็นหนทางหนึ่งที่จะจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง?  พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบเช่นนี้เพื่อการจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ เพื่อที่ร่างกายมนุษย์จะสามารถมีชีวิตตามปกติอย่างยิ่งภายในนั้นได้โดยไม่ต้องทนทุกข์กับการแทรกแซงใดๆ และเพื่อที่มวลมนุษย์จะมีความสามารถที่จะดำรงอยู่และมีชีวิตตามปกติได้  เช่นนั้นแล้วนี่ไม่ใช่หนึ่งในหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์หรอกหรือ?  นี่ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญมากที่พระเจ้าได้ทรงทำหรอกหรือ?  (เป็น)  มีความต้องการที่จำเป็นอย่างมากสำหรับสิ่งนี้  ดังนั้นพวกเจ้าซาบซึ้งต่อสิ่งนี้อย่างไร?  แม้ว่าพวกเจ้าจะไม่สามารถรู้สึกว่านี่คือการกระทำของพระเจ้า อีกทั้งพวกเจ้าไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงปฏิบัติการกระทำนี้อย่างไร ณ กาลสมัยนั้น เจ้ายังคงสามารถสำนึกรับรู้ความจำเป็นของการที่พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งนี้ได้หรือไม่?  เจ้าสามารถรู้สึกถึงพระปรีชาญาณของพระเจ้าและความห่วงใยและพระดำริที่พระองค์ได้ทรงใส่ลงไปหรือไม่?  (ใช่ เราสามารถ)  หากพวกเจ้ามีความสามารถที่จะรู้สึกถึงการนี้ เช่นนั้นแล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว  มีการกระทำมากมายที่พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติท่ามกลางสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้างซึ่งผู้คนไม่สามารถรู้สึกหรือมองเห็น  เรายกการนี้ขึ้นมาพูดก็เพียงเพื่อแจ้งให้พวกเจ้ารู้เกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายของพระเจ้าเพื่อที่พวกเจ้าจะได้มารู้จักพระเจ้า เหล่านี้คือเบาะแสทั้งหลายที่สามารถทำให้พวกเจ้าสามารถรู้จักและเข้าใจพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 173

4. แสง

สิ่งที่สี่เกี่ยวข้องกับดวงตาของผู้คน นั่นคือ แสง  นี่ก็สำคัญมากเช่นกัน  เมื่อเจ้าเห็นแสงจ้าและความจ้าของแสงนั้นไปถึงความแรงเฉพาะระดับหนึ่ง มันก็จะสามารถทำให้ดวงตามนุษย์บอดได้  จะว่าไปแล้วดวงตามนุษย์เป็นดวงตาแห่งเนื้อหนัง  ตามนุษย์ไม่สามารถทนทานต่อการระคายเคืองได้  มีผู้ใดกล้าจ้องมองเข้าไปในดวงอาทิตย์โดยตรงหรือไม่?  ผู้คนบางคนได้ลองดูแล้ว และหากพวกเขากำลังสวมแว่นกันแดดมันก็ทำงานได้ดีทีเดียว—แต่นั่นพึงต้องมีการใช้เครื่องมือ  หากปราศจากเครื่องมือ ดวงตาเปลือยเปล่าของมนุษย์ย่อมไม่มีความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับดวงอาทิตย์และจ้องมองดวงอาทิตย์โดยตรงได้  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์เพื่อนำแสงมาให้มวลมนุษย์ และแสงนี้ก็เป็นบางสิ่งที่พระองค์ได้ทรงดูแลด้วยเช่นกัน  พระเจ้าไม่เพียงได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์จนเสร็จ วางดวงอาทิตย์ไว้ที่ใดสักแห่ง แล้วก็เพิกเฉยต่อมัน นั่นไม่ใช่วิธีที่พระเจ้าทรงทำสิ่งทั้งหลาย  พระองค์ทรงระมัดระวังอย่างยิ่งในการกระทำของพระองค์ และทรงดำริการกระทำทั้งหลายอย่างถ้วนทั่ว  พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงตาให้แก่มวลมนุษย์เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็น และพระองค์ได้ทรงกำหนดค่าตัวแปรจำกัดทั้งหลายของแสงซึ่งมนุษย์ใช้ในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายไว้ล่วงหน้าอีกด้วย  คงจะไม่ดีเลยหากแสงสลัวเกินไป  เมื่อมันมืดเสียจนผู้คนไม่สามารถมองเห็นนิ้วมือของพวกเขาที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาได้ เช่นนั้นแล้วดวงตาของพวกเขาก็ได้สูญเสียการทำหน้าที่ของพวกมันไปและไม่ให้ประโยชน์อะไรเลย  แต่แสงที่จ้าเกินไปก็ส่งผลให้ดวงตามนุษย์ไร้ความสามารถพอกันในการที่จะมองเห็นสิ่งทั้งหลาย เพราะความจ้านั้นสุดที่จะทนได้  เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงประดับประดาสภาพแวดล้อมแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วยแสงในจำนวนที่เหมาะสมสำหรับดวงตามนุษย์—จำนวนที่จะไม่ทำร้ายหรือทำลายดวงตาของผู้คน นับประสาอะไรที่จะทำให้ดวงตามนุษย์สูญเสียการทำหน้าที่ของพวกมัน  นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงเพิ่มชั้นเมฆรอบดวงอาทิตย์และแผ่นดินโลก และเหตุผลที่ความหนาแน่นของอากาศมีความสามารถอย่างถูกต้องเหมาะสมที่จะกรองแสงชนิดต่างๆ ซึ่งสามารถทำร้ายดวงตาหรือผิวหนังของผู้คนได้—เหล่านี้ได้สัดส่วนเหมาะสมกัน  นอกจากนี้สีต่างๆ ของแผ่นดินโลกที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสะท้อนแสงอาทิตย์และแสงประเภทอื่นๆ ทั้งหมด และมีความสามารถที่จะกำจัดแสงจำพวกที่จ้าเกินกว่าที่ดวงตามนุษย์จะปรับเข้าหา  ดังนั้นผู้คนจึงมีความสามารถที่จะเดินอยู่ข้างนอกและดำเนินชีวิตของพวกเขาไปได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่นกันแดดที่มืดมิดอย่างต่อเนื่อง  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายในลานสายตาของพวกเขาได้โดยไม่ถูกแสงรบกวน  กล่าวคือ คงจะไม่ดีหากแสงแยงตาเกินไปหรือหากแสงสลัวเกินไป  หากแสงสลัวเกินไป ดวงตาของผู้คนก็จะได้รับความเสียหาย และหมดสภาพหลังจากการใช้งานระยะสั้น หากแสงจ้าเกินไป ดวงตาของผู้คนก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้  แสงแท้จริงนี้ที่ผู้คนมีอยู่นั้น ต้องเหมาะสมสำหรับดวงตามนุษย์ที่จะมองเห็น และพระเจ้าได้ทรงลดความเสียหายที่แสงก่อให้เกิดต่อดวงตามนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุดโดยผ่านทางวิธีการหลากหลาย และแม้ว่าแสงนี้อาจเป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อดวงตามนุษย์ แต่มันก็เพียงพอที่จะให้ผู้คนไปถึงบทอวสานแห่งชีวิตของพวกเขาในขณะที่ยังคงธำรงการใช้งานดวงตาของพวกเขาอยู่  พระเจ้าไม่ทรงได้พิจารณาการนี้อย่างถ้วนทั่วแล้วหรอกหรือ?  กระนั้นมารซาตานก็ยังปฏิบัติตัวโดยไม่เคยได้มีการพิจารณาเช่นนั้นทะลุผ่านไปถึงจิตใจของมันเลย  กับซาตานแล้ว แสงจ้าเกินไปหรือสลัวเกินไปเสมอ  นี่คือวิธีที่ซาตานปฏิบัติตัว

พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งเหล่านี้กับทุกด้านของร่างกายมนุษย์—กับการมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การหายใจ ความรู้สึก และอื่นๆ—เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของมวลมนุษย์จนถึงขีดสุด เพื่อที่พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตตามปกติและทำเช่นนั้นต่อไปได้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมปัจจุบันที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นเพื่อชีวิตเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุดต่อการอยู่รอดของมวลมนุษย์  ผู้คนบางคนอาจคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา ว่าเป็นสิ่งธรรมดามากที่สุดสิ่งหนึ่ง  เสียง แสง และอากาศเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าเป็นสิทธิแต่กำเนิดของพวกเขาซึ่งพวกเขาได้ชื่นชมตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาเกิด  แต่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ซึ่งเจ้ามีความสามารถที่จะชื่นชม พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจอยู่ นี่คือบางสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจ บางสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้จัก  ไม่สำคัญว่าเจ้าจะรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือรู้จักสิ่งเหล่านี้หรือไม่ โดยสังเขปแล้ว เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงดำริมากมายเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงมีแผน พระองค์ได้ทรงมีแนวคิดเฉพาะบางอย่าง  พระองค์ไม่ทรงวางมวลมนุษย์ไว้ในสภาพแวดล้อมสำหรับชีวิตเช่นนั้นอย่างขอไปทีหรืออย่างง่ายๆ โดยปราศจากพระดำริใดๆ ในเรื่องนี้  พวกเจ้าอาจคิดว่าเราได้พูดเกี่ยวกับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แต่ละอย่างอย่างคุยโวเกินไป แต่ในทรรศนะของเรา แต่ละสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์นั้น จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ  มีการกระทำของพระเจ้าอยู่ในการนี้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 174

5. กระแสลม

สิ่งที่ห้าคืออะไร?  สิ่งนี้เกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับชีวิตของแต่ละบุคคลในแต่ละวัน  ความสัมพันธ์ของสิ่งนี้กับชีวิตมนุษย์ใกล้ชิดมากเสียจนร่างกายมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกเชิงวัตถุนี้ได้หากปราศจากมัน  สิ่งนี้คือกระแสลม  ลางทีไม่ว่าใครก็สามารถเข้าใจคำนามว่า “กระแสลม” ได้แม้ว่าเพิ่งจะได้ยินคำนี้  ดังนั้นกระแสลมคืออะไรหรือ?  เจ้าสามารถพูดได้ว่า “กระแสลม” เป็นเพียงความเคลื่อนไหวที่ไหลเลื่อนไปของอากาศ  กระแสลมเป็นลมที่ดวงตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้  มันยังเป็นหนทางหนึ่งที่ก๊าซทั้งหลายเคลื่อนที่ด้วย  กระนั้นในการพูดคุยนี้ ในเบื้องต้นแล้ว “กระแสลม” อ้างอิงถึงอะไร?  ทันทีที่เราพูด พวกเจ้าจะเข้าใจ  แผ่นดินโลกบรรทุกภูเขา ทะเลและสรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างไปด้วยเมื่อมันหมุน และเมื่อมันหมุน มันก็หมุนด้วยความเร็ว  แม้ว่าเจ้าจะไม่รู้สึกถึงการปั่นหมุนนี้แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามการหมุนรอบตัวของแผ่นดินโลกก็ยังดำรงอยู่  การหมุนรอบตัวของแผ่นดินโลกก่อให้เกิดสิ่งใด?  เมื่อเจ้าวิ่ง ลมจะไม่เกิดขึ้นและแล่นผ่านหูของเจ้าไปหรอกหรือ?  หากสามารถสร้างลมได้เมื่อเจ้าวิ่ง จะไม่สามารถมีลมเมื่อแผ่นดินโลกหมุนรอบตัวได้อย่างไร?  เมื่อแผ่นดินโลกหมุนรอบตัว ทุกสรรพสิ่งก็อยู่ในการเคลื่อนที่  แผ่นดินโลกเองกำลังอยู่ในการเคลื่อนที่และหมุนรอบตัวด้วยความเร็วเฉพาะ ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกก็กำลังแพร่พันธุ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน  เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเฉพาะจะทำให้เกิดกระแสลมโดยธรรมชาติ  นี่คือสิ่งที่เราให้ความหมาย “กระแสลม”  กระแสลมนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ในขอบข่ายหนึ่งหรอกหรือ?  ลองพิจารณาพายุไต้ฝุ่นดูสิว่า พายุไต้ฝุ่นปกติไม่มีพลังเป็นพิเศษ แต่เมื่อพวกมันซัดกระหน่ำ ผู้คนจะไม่สามารถแม้แต่จะยืนได้อย่างไม่สั่นคลอน และมันจะยากที่พวกเขาจะเดินในลม  แม้แต่ก้าวเดียวก็ลำบากยากเข็ญ และผู้คนบางคนอาจถึงกับถูกลมผลักไปชนกับบางสิ่งบางอย่างโดยไร้ความสามารถที่จะขยับได้  นี่คือหนึ่งในหนทางทั้งหลายที่กระแสลมสามารถส่งผลกระทบต่อมวลมนุษย์  หากทั้งแผ่นดินโลกถูกปกคลุมด้วยที่ราบ เช่นนั้นแล้วเมื่อโลกและทุกสรรพสิ่งหมุนรอบตัว ร่างกายมนุษย์ก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้โดยสิ้นเชิงต่อกระแสลมที่ถูกผลิตขึ้นจากการนั้น  มันจะลำบากยากเย็นอย่างสุดขีดที่จะตอบโต้ต่อสถานการณ์เช่นนั้น  หากเป็นเช่นนั้นจริงกระแสลมเช่นนี้คงจะไม่เพียงแค่นำอันตรายมาสู่มวลมนุษย์ แต่จะนำมาซึ่งการทำลายล้างโดยสมบูรณ์  มนุษย์จะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น  นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเพื่อแก้ปัญหากระแสลมเช่นนั้น—ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันกระแสลมจะอ่อนลง เปลี่ยนทิศทางของพวกมัน เปลี่ยนความเร็วของพวกมัน และเปลี่ยนกำลังของพวกมัน  นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนสามารถเห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน เช่นภูเขา เทือกเขาขนาดใหญ่ ที่ราบ เนินเขา ลุ่มน้ำ หุบเขา ที่ราบสูง และแม่น้ำสายใหญ่  ด้วยคุณสมบัติพิเศษทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ พระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนความเร็ว ทิศทาง และกำลังของกระแสลม  นี่คือวิธีการที่พระองค์ทรงใช้เพื่อลดหรือบงการกระแสลมให้เป็นลมที่มีความเร็ว ทิศทาง และกำลังที่เหมาะสม เพื่อที่มนุษย์จะได้มีสภาพแวดล้อมปกติที่จะใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้  มีความจำเป็นต้องมีการนี้หรือไม่?  (มี)  การทำบางสิ่งเช่นนี้ดูเหมือนจะลำบากยากเย็นสำหรับมนุษย์ แต่เป็นเรื่องง่ายสำหรับพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสังเกตการณ์ทุกสรรพสิ่ง  สำหรับพระองค์แล้วการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีกระแสลมที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ไม่สามารถเรียบง่ายหรือง่ายดายไปกว่านี้อีกแล้ว  เพราะฉะนั้นในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้างเช่นนี้ แต่ละสิ่งภายในการทรงสร้างทั้งหมดของพระองค์จึงมิอาจขาดไปได้  มีคุณค่าและความจำเป็นในการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่ง  อย่างไรก็ตามซาตานหรือมนุษย์ซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามแล้วนั้นไม่เข้าใจหลักธรรมนี้  พวกเขายังทำลายและพัฒนาและหาประโยชน์ต่อไป ด้วยความฝันอันสูญเปล่าที่จะแปรสภาพภูเขาให้กลายเป็นพื้นที่ราบ ถมหุบผาชันให้เต็มและสร้างตึกระฟ้าบนพื้นที่ราบเพื่อสร้างป่าคอนกรีต  เป็นความหวังของพระเจ้าว่ามวลมนุษย์จะสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุข เติบโตอย่างมีความสุข และใช้แต่ละวันอย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดนี้ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเขา  นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าไม่เคยได้ทรงประมาทในวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมที่มนุษย์มีชีวิตอยู่  จากอุณหภูมิถึงอากาศ จากเสียงถึงแสง พระเจ้าได้ทรงทำแผนและการจัดการเตรียมการที่สลับซับซ้อนเพื่อที่ร่างกายของพวกมนุษย์และสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของพวกเขาจะไม่อยู่ภายใต้การแทรกแซงใดๆ จากสภาพเงื่อนไขทางธรรมชาติทั้งหลาย และเพื่อที่มวลมนุษย์จะมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตและเพิ่มทวีคูณตามปกติ และมีชีวิตตามปกติกับทุกสรรพสิ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนแทน  พระเจ้าทรงจัดเตรียมทั้งหมดนี้ให้แก่ทุกสรรพสิ่งและให้แก่มวลมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 175

บัดนี้พวกเจ้าได้กลายเป็นตระหนักรู้ถึงความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์แล้วหรือไม่?  ในท้ายที่สุด ผู้ใดเป็นเจ้านายของทุกสรรพสิ่ง?  เป็นมนุษย์หรือ?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างวิธีที่พระเจ้าและมนุษย์ปฏิบัติต่อสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง?  (พระเจ้าทรงปกครองและทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งขณะที่มนุษย์ชื่นชมสิ่งเหล่านั้น)  พวกเจ้าเห็นด้วยกับการนี้หรือไม่?  ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์คือการที่พระเจ้าทรงปกครองและจัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง และในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง มวลมนุษย์ก็ชื่นชมทุกสิ่งทุกอย่าง  กล่าวคือ มนุษย์ชื่นชมสรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างเมื่อเขายอมรับชีวิตที่พระเจ้าประทานให้แก่ทุกสรรพสิ่ง  พระเจ้าทรงเป็นองค์เจ้านาย และมวลมนุษย์ชื่นชมดอกผลของการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง  เช่นนั้นแล้วจากมุมมองของสรรพสิ่งทั้งมวลแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า สิ่งใดหรือ คือความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์?  พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นกฎทั้งหลายแห่งวิธีที่ทุกสรรพสิ่งเติบโตได้อย่างชัดเจน และพระองค์ทรงควบคุมและมีอำนาจครอบครองอยู่เหนือกฎเหล่านี้  นั่นคือ ทุกสรรพสิ่งอยู่ภายในสายพระเนตรของพระเจ้าและภายในวงเขตแห่งการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์  มวลมนุษย์สามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งได้หรือ?  สิ่งที่มวลมนุษย์สามารถมองเห็นได้ถูกจำกัดอยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาโดยตรง  หากเจ้าปีนขึ้นภูเขา เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้ามองเห็นก็คือภูเขานั้นเท่านั้น  เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งของภูเขาได้  หากเจ้าไปที่ชายฝั่ง สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นเพียงด้านหนึ่งของมหาสมุทร และเจ้าไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกด้านของมหาสมุทรเป็นเหมือนอะไร  หากเจ้าเข้าไปในป่าไม้เจ้าจะสามารถมองเห็นพืชพรรณที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าและรอบๆ เจ้า แต่เจ้าจะไม่สามารถเห็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไกลออกไปข้างหน้า  มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นสถานที่ที่สูงกว่า ไกลกว่า ลึกกว่าได้  ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้คือสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาโดยตรง ภายในลานสายตาของพวกเขา  ต่อให้มนุษย์จะรู้จักกฎที่บงการฤดูกาลทั้งสี่ของปี หรือกฎทั้งหลายแห่งวิธีที่ทุกสรรพสิ่งเติบโต พวกเขาก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะบริหารจัดการหรือบงการทุกสรรพสิ่งได้  กระนั้นหนทางที่พระเจ้าทรงมองเห็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกับที่พระองค์จะทรงมองเห็นเครื่องจักรที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เองไม่มีผิด  พระองค์ทรงคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับทุกส่วนประกอบและทุกการเชื่อมต่อ สิ่งที่เป็นหลักการของสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่เป็นแบบแผนของสิ่งเหล่านั้น และสิ่งที่เป็นจุดประสงค์ของสิ่งเหล่านั้น—พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดนี้ด้วยความกระจ่างแจ้งระดับสูงสุด  ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า และมนุษย์ก็เป็นมนุษย์!  แม้ว่ามนุษย์อาจลงลึกในการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ของเขาและกฎทั้งหลายที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง แต่การศึกษาวิจัยนั้นมีวงเขตที่จำกัด ในขณะที่พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง  สำหรับมนุษย์แล้วการควบคุมของพระเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด  มนุษย์ผู้หนึ่งอาจสามารถใช้เวลาทั้งชีวิตทำการศึกษาวิจัยกิจการที่เล็กที่สุดของพระเจ้าโดยไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่แท้จริงอันใด  นี่คือเหตุผลที่เจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ได้หากเจ้าใช้แค่ความรู้และสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้เพื่อศึกษาพระเจ้า  แต่หากเจ้าเลือกวิธีแห่งการแสวงหาความจริงและแสวงหาพระเจ้า และมองดูพระเจ้าจากมุมมองแห่งการมารู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะระลึกได้ว่า การกระทำของพระเจ้าอยู่ทุกหนแห่งและพระปรีชาญาณของพระเจ้าอยู่ทุกหนแห่งในเวลาเดียวกัน และเจ้าจะรู้เหตุผลที่พระเจ้าทรงได้รับการเรียกขานว่าองค์เจ้านายแห่งทุกสรรพสิ่งและแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง  ยิ่งเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงได้รับการเรียกขานว่าองค์เจ้านายแห่งทุกสรรพสิ่งมากขึ้นเท่านั้น  ทุกสรรพสิ่งและทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งเจ้า กำลังได้รับการจัดเตรียมของพระเจ้าที่หลั่งไหลแบบไม่สั่นคลอนอย่างต่อเนื่อง  เจ้าจะมีความสามารถที่จะสำนึกรับรู้ได้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่า ในโลกนี้และท่ามกลางมวลมนุษย์นี้ ไม่มีผู้ใดเลยนอกเหนือจากพระเจ้าที่จะสามารถมีความสามารถและแก่นแท้ที่พระองค์ทรงใช้ปกครอง บริหารจัดการ และธำรงรักษาการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง  เมื่อเจ้าไปถึงความเข้าใจนี้ เจ้าก็จะระลึกได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า  เมื่อเจ้าไปถึงจุดนี้ เจ้าก็จะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้ให้โอกาสพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้าและองค์เจ้านายของเจ้าแล้ว  เมื่อเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนั้นแล้วและชีวิตของเจ้าได้ไปถึงจุดดังกล่าวแล้ว พระเจ้าก็จะไม่ทรงทดสอบเจ้าและพิพากษาเจ้าอีกต่อไป อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงทำการเรียกร้องใดๆ จากเจ้า เพราะเจ้าจะเข้าใจพระเจ้า จะรู้จักพระทัยของพระองค์ และจะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้าแล้ว  นี่คือเหตุผลสำคัญที่จะสามัคคีธรรมในหัวข้อเหล่านี้เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองและทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง  การทำเช่นนี้หมายที่จะให้ความรู้และความเข้าใจมากขึ้นแก่ผู้คน—ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เจ้ายอมรับรู้ แต่เพื่อให้เจ้ารู้จักและเข้าใจการกระทำทั้งหลายของพระเจ้าในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 176

เมล็ดธัญพืช ผลไม้ และผักทั้งหลาย และถั่วเปลือกแข็งทุกชนิด—เหล่านี้เป็นอาหารมังสวิรัติทั้งสิ้น  อาหารเหล่านี้ประกอบด้วยสารอาหารเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการที่จำเป็นของร่างกายมนุษย์แม้ว่าพวกมันเป็นอาหารมังสวิรัติก็ตาม  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เราจะให้เพียงแค่อาหารเหล่านี้แก่มวลมนุษย์  ให้พวกเขากินสิ่งเหล่านี้เท่านั้น!”  พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดตรงนั้น แต่ได้ทรงไปต่อเพื่อตระเตรียมอาหารทั้งหลายที่อร่อยยิ่งขึ้นไปอีกไว้ให้มวลมนุษย์มากขึ้น  อาหารเหล่านี้คืออะไร?  อาหารเหล่านี้คือเนื้อสัตว์และปลาหลากหลายประเภทที่พวกเจ้าส่วนใหญ่มีความสามารถที่จะมองเห็นและกินได้  พระองค์ได้ทรงตระเตรียมทั้งเนื้อสัตว์และปลามากมายหลายประเภทไว้ให้มนุษย์  ปลาอาศัยอยู่ในน้ำ และเนื้อหนังของปลาในน้ำแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญจากเนื้อหนังของสัตว์ที่อาศัยบนแผ่นดิน และมันสามารถให้สารอาหารต่างๆ แก่มนุษย์ได้  ปลายังมีคุณสมบัติที่สามารถกำกับควบคุมความเย็นและความร้อนในร่างกายมนุษย์ได้ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์อีกด้วย  แต่อาหารอร่อยต้องไม่กินมากจนเกินไป  อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้ว พระเจ้าประทานปริมาณที่ถูกต้องแก่มวลมนุษย์ ณ เวลาที่ถูกต้องเพื่อที่ผู้คนจะสามารถชื่นชมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับการประทานของพระองค์ในหนทางปกติและสอดคล้องกับฤดูกาลและเวลา  ทีนี้ อาหารประเภทใดหรือที่รวมอยู่ในหมวดหมู่สัตว์ปีก?  ไก่ นกคุ่ม นกพิราบ และอื่นๆ เป็นต้น  ผู้คนมากมายกินเป็ดและห่านด้วย  แม้ว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมเนื้อสัตว์ประเภทเหล่านี้ไว้ทั้งหมด แต่พระองค์ก็ได้ทรงตั้งข้อพึงประสงค์บางประการสำหรับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรและได้ทรงวางขีดจำกัดเฉพาะเจาะจงกับอาหารการกินของพวกเขาในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ  ทุกวันนี้ขีดจำกัดเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของรสนิยมของแต่ละบุคคลและการตีความด้วยตนเอง  เนื้อสัตว์ต่างๆ นานาเหล่านี้จัดเตรียมสารอาหารหลากหลายให้ร่างกายมนุษย์ โดยเติมโปรตีนและธาตุเหล็ก เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับเลือด เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก และสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย  โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่ผู้คนปรุงและกินอาหารเหล่านี้ เนื้อสัตว์เหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้คนปรับปรุงรสชาติอาหารของพวกเขาและเสริมเพิ่มความอยากอาหารของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็ทำให้ท้องของพวกเขาพึงพอใจอีกด้วย  ที่สำคัญที่สุดคืออาหารเหล่านี้สามารถจัดหาความต้องการที่จำเป็นทางโภชนาการรายวันให้กับร่างกายมนุษย์  นี่คือการทรงพิจารณาของพระเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงเตรียมอาหารให้พร้อมสำหรับมวลมนุษย์  มีผักทั้งหลาย มีเนื้อสัตว์—นี่ไม่ใช่ความอุดมหรอกหรือ?  แต่ผู้คนควรเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไรเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงตระเตรียมอาหารทั้งหมดให้มวลมนุษย์  ใช่การให้มวลมนุษย์ตามใจตัวเองเกินไปในของกินเหล่านี้หรือ?  อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์กลายเป็นติดกับดักในการพยายามตอบสนองความอยากทางวัตถุเหล่านี้?  เขาจะไม่กลายเป็นได้รับการบำรุงเลี้ยงมากเกินไปหรอกหรือ?  การได้รับการบำรุงเลี้ยงมากเกินไปไม่ทำให้ร่างกายมนุษย์เจ็บป่วยในหลายๆ ทางหรอกหรือ?  (ทำ)  นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงจัดสัดส่วนให้มีปริมาณที่ถูกต้อง ณ เวลาที่ถูกต้อง และทรงให้ผู้คนชื่นชมกับอาหารที่แตกต่างกันโดยสอดคล้องกับช่วงเวลาและฤดูกาลที่แตกต่างกัน  ตัวอย่างเช่น หลังจากฤดูร้อนที่ร้อนมาก ผู้คนสะสมความร้อนอย่างมากไว้ในร่างกายของพวกเขา รวมถึงความแห้งกร้านและความชื้นแฉะซึ่งก่อให้เกิดโรค  เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ผลไม้หลายประเภทก็สุก และเมื่อผู้คนกินผลไม้เหล่านี้ ความชื้นแฉะในร่างกายของพวกเขาจะถูกขับออกไป  ณ เวลานี้ฝูงปศุสัตว์และแกะก็ได้เติบโตแข็งแรงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นเวลาที่ผู้คนควรกินเนื้อสัตว์มากขึ้นเพื่อการบำรุงเลี้ยง  โดยการกินเนื้อสัตว์หลากหลายประเภท ร่างกายของผู้คนจะได้รับพลังงานและความอบอุ่นเพื่อช่วยให้พวกเขาทานทนต่อความหนาวเย็นของฤดูหนาวได้ และพวกเขาก็มีความสามารถที่จะผ่านฤดูหนาวได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดีเป็นผลลัพธ์  ด้วยความใส่พระทัยและความแม่นยำสูงสุด พระเจ้าทรงควบคุมและประสานงานว่าจะทรงจัดเตรียมอะไรให้แก่มวลมนุษย์ และเมื่อไร และเมื่อไรที่พระองค์จะทรงให้สิ่งต่างๆ เติบโต ออกผล และสุก  การนี้อ้างอิงถึง “วิธีที่พระเจ้าทรงตระเตรียมอาหารที่มนุษย์ต้องการในชีวิตประจำวันของเขา”  นอกเหนือจากอาหารหลายประเภทแล้ว พระเจ้ายังทรงจัดเตรียมแหล่งน้ำให้มวลมนุษย์อีกด้วย  หลังจากกินแล้วผู้คนยังคงต้องการดื่มน้ำ  ผลไม้เพียงลำพังจะเพียงพอหรือไม่?  ผู้คนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยผลไม้เพียงลำพัง และนอกจากนี้ ผลไม้ก็ไม่มีในบางฤดูกาล  ดังนั้นปัญหาเรื่องน้ำของมวลมนุษย์จะสามารถแก้ไขได้อย่างไร?  พระเจ้าได้ทรงแก้ไขปัญหานั้นโดยการตระเตรียมแหล่งน้ำมากมายทั้งบนและใต้พื้นดิน รวมถึงทะเลสาบ แม่น้ำ และน้ำพุ  แหล่งน้ำเหล่านี้สามารถดื่มได้ตราบเท่าที่ไม่มีการปนเปื้อน และตราบเท่าที่ผู้คนไม่ได้ไปบงการหรือทำให้เสียหาย  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในแง่ของแหล่งอาหารที่ค้ำชูชีวิตของร่างกายทางกายภาพของมวลมนุษย์ พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมที่แม่นยำมาก เที่ยงตรงมาก และเหมาะสมมาก เพื่อที่ชีวิตของผู้คนจะได้มั่งคั่งและล้นเหลือและไม่ขาดพร่องสิ่งใด  นี่คือบางสิ่งที่ผู้คนสามารถรู้สึกและมองเห็นได้

นอกจากนี้ พระเจ้าได้ทรงสร้างพืช สัตว์บางอย่าง และสมุนไพรอันหลากหลายซึ่งหมายอย่างเฉพาะเจาะจงให้รักษาอาการบาดเจ็บหรือเยียวยาความเจ็บป่วยในร่างกายมนุษย์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง  ยกตัวอย่างเช่น ใครบางคนควรทำอะไรหากถูกไฟไหม้หรือบังเอิญทำน้ำร้อนลวกตัวเอง?  เจ้าสามารถชำระล้างแผลไฟไหม้ด้วยน้ำเท่านั้นได้หรือ?  เจ้าสามารถพันแผลด้วยผ้าเก่าๆ สักผืนเท่านั้นได้หรือ?  หากเจ้าทำเช่นนั้นแผลอาจเต็มไปด้วยหนองหรือกลายเป็นติดเชื้อ  ยกตัวอย่างเช่น หากใครบางคนเป็นไข้หรือติดหวัด ได้รับบาดเจ็บขณะกำลังทำงาน เกิดการเจ็บป่วยเกี่ยวกับกระเพาะอาหารจากการกินสิ่งที่ผิด หรือเป็นโรคบางอย่างที่เกิดจากปัจจัยทั้งหลายทางลีลาชีวิตหรือประเด็นปัญหาด้านภาวะอารมณ์ รวมถึงโรคหลอดเลือด สภาพเงื่อนไขทางจิตวิทยา หรือโรคของอวัยวะภายใน เช่นนั้นแล้วก็มีพืชที่สอดรับกันซึ่งเยียวยาสภาพเงื่อนไขของพวกเขา  มีพืชที่ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้นและขจัดความเมื่อยล้า บรรเทาปวด ห้ามเลือด ให้ยาสลบ ช่วยรักษาผิวหนังและฟื้นฟูผิวหนังสู่สภาพเงื่อนไขปกติ และสลายเลือดหนืดและกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย—โดยสังเขปแล้วพืชเหล่านี้มีการใช้ในชีวิตประจำวัน  ผู้คนสามารถใช้พืชเหล่านี้ได้ และพวกมันได้ถูกตระเตรียมโดยพระเจ้าสำหรับร่างกายมนุษย์ในกรณีที่จำเป็น  พระเจ้าได้ทรงอนุญาตให้มนุษย์ค้นพบพืชเหล่านี้บางส่วนโดยบังเอิญ ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ถูกค้นพบโดยผู้คนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรให้ค้นพบ หรือเป็นผลลัพธ์จากปรากฏการณ์พิเศษที่พระองค์ได้ทรงจัดวางเรียบเรียง  หลังการค้นพบพืชเหล่านี้มวลมนุษย์ก็จะส่งต่อลงไป และผู้คนมากมายจะได้มารู้เกี่ยวกับพืชเหล่านี้  ดังนั้นการที่พระเจ้าทรงสร้างพืชเหล่านี้จึงมีคุณค่าและความหมาย  โดยสรุป สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากพระเจ้า ได้รับการตระเตรียมและเพาะปลูกโดยพระองค์เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของมวลมนุษย์  สิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่ง  กระบวนการทรงดำริของพระเจ้าถ้วนทั่วกว่ากระบวนการคิดเหล่านั้นของมวลมนุษย์หรือไม่?  เมื่อเจ้ามองเห็นทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำ เจ้ามีสำนึกรับรู้ถึงด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าหรือไม่?  พระเจ้าทรงพระราชกิจในความลับ  พระเจ้าได้ทรงสร้างทั้งหมดนี้เมื่อมนุษย์ยังไม่ได้มาอยู่ในพิภพนี้ เมื่อพระองค์ยังไม่ทรงได้มีการติดต่อกับมวลมนุษย์  ทุกสิ่งทุกอย่างทรงทำโดยทรงคำนึงถึงมวลมนุษย์ เพื่อประโยชน์แห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ และด้วยพระดำริเพื่อการอยู่รอดของพวกเขา เพื่อที่มวลมนุษย์จะมีชีวิตอย่างมีความสุขในโลกเชิงวัตถุอันมั่งคั่งและล้นเหลือนี้ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเขา โดยปราศจากความกังวลเกี่ยวกับอาหารหรือเสื้อผ้า ไม่ขาดพร่องสิ่งใดเลย  ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ มวลมนุษย์ย่อมสามารถขยายพันธุ์และอยู่รอดต่อไปได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 177

พวกเราได้เริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อสภาพแวดล้อมนั้นและการตระเตรียมทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงทำ  พวกเราได้หารือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการ สัมพันธภาพระหว่างสิ่งทั้งหลายแห่งการทรงสร้าง ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ และวิธีที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการสัมพันธภาพเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งทั้งหลายแห่งการทรงสร้างของพระองค์ทำอันตรายมวลมนุษย์  พระเจ้ายังได้ทรงทำให้อันตรายที่ปัจจัยต่างๆ มากมายภายในการทรงสร้างของพระองค์อาจได้มีต่อสภาพแวดล้อมของมวลมนุษย์นั้นทุเลาลงเช่นกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกสรรพสิ่งทำหน้าที่ต่อจุดประสงค์สูงสุดของพวกมัน และนำพาสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์พร้อมด้วยองค์ประกอบที่เป็นประโยชน์มาสู่มวลมนุษย์ ด้วยเหตุนั้น จึงทำให้มวลมนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้ และดำเนินวงจรชีวิตและการขยายพันธุ์ต่อไปอย่างไม่สั่นคลอน  ถัดมา พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับอาหารที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ—อาหารและเครื่องดื่มประจำวันของมวลมนุษย์  นี่ก็เป็นสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์เช่นกัน  กล่าวคือ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหายใจเพียงอย่างเดียว โดยมีเพียงแค่แสงอาทิตย์เพื่อการยังชีพ หรือลม หรืออุณหภูมิที่เหมาะสม  มนุษย์ยังจำเป็นต้องเติมท้องของพวกเขาให้เต็มอีกด้วย และพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมแหล่งที่มาของสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาจะได้ใช้เพื่อทำเช่นนั้น ซึ่งก็คือแหล่งอาหารของมวลมนุษย์ ไว้สำหรับมวลมนุษย์แล้วโดยไม่มองข้ามสิ่งใดเลย  เมื่อเจ้าได้เห็นผลิตผลที่มั่งคั่งและเอื้ออารีเช่นนี้—แหล่งที่มาของอาหารและเครื่องดื่มของมวลมนุษย์—เจ้าจะสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของการจัดหาสำหรับมวลมนุษย์และสำหรับสรรพสิ่งทั้งมวลแห่งการทรงสร้างของพระองค์?  หากในช่วงระหว่างเวลาแห่งการทรงสร้าง พระเจ้าได้ทรงสร้างเพียงแค่ต้นไม้และต้นหญ้าหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จำนวนเท่าใดก็ตาม และหากสิ่งมีชีวิตและพืชต่างๆ เหล่านี้มีไว้ให้วัวและแกะกินทั้งหมด หรือมีไว้ให้ม้าลาย กวาง และสัตว์ประเภทอื่นๆ อีกหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่นสิงโตต้องกินสิ่งทั้งหลายเช่นม้าลายและกวาง และเสือต้องกินสิ่งทั้งหลายเช่นแกะและหมู—แต่ไม่มีแม้สักสิ่งเดียวที่เหมาะสมให้มนุษย์กินแล้ว มันจะใช้ได้หรือไม่?  มันจะใช้ไม่ได้  มวลมนุษย์คงจะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดได้นาน  จะเกิดอะไรขึ้นหากมนุษย์กินแต่ใบไม้เท่านั้น?  มันจะใช้ได้หรือไม่?  มนุษย์จะสามารถกินต้นหญ้าที่มีไว้เพื่อแกะหรือไม่?  มันอาจจะไม่เป็นไรหากพวกเขาได้ลองสักนิดหน่อย แต่หากพวกเขาได้กินสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นเป็นเวลานาน ท้องของพวกเขาก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะทนยอมรับได้ และผู้คนก็คงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ยาวนาน  มีแม้แต่สิ่งทั้งหลายที่สัตว์สามารถกินได้แต่เป็นพิษต่อมนุษย์—สัตว์กินพวกมันโดยไม่มีผลสืบเนื่อง แต่ไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับมนุษย์  กล่าวคือพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ ดังนั้นพระเจ้าทรงรู้หลักธรรมและโครงสร้างของร่างกายมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์ต้องการดีที่สุด  พระเจ้าทรงรู้จักสิ่งประกอบและสิ่งที่บรรจุอยู่ของร่างกาย ความต้องการที่จำเป็นของร่างกายและการทำหน้าที่ของอวัยวะภายในของร่างกาย และวิธีที่พวกมันดูดซับ กำจัด และเผาผลาญสสารต่างๆ ด้วยความกระจ่างแจ้งที่เพียบพร้อม  มนุษย์ไม่รู้ บางครั้งพวกเขากินอย่างผลีผลาม หรือหลงไปใช้วิธีดูแลตนเองอย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่มากเกินไปเป็นเหตุให้เกิดความไม่สมดุล  หากเจ้ากินและชื่นชมสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้เจ้าในหนทางปกติ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่มีปัญหาสุขภาพ  ต่อให้บางครั้งเจ้าจะมีประสบการณ์กับอารมณ์เสีย และเจ้ามีภาวะเลือดหนืด นี่ก็ไม่สร้างปัญหาอะไรเลย  เจ้าเพียงแค่จำเป็นต้องกินพืชบางประเภท และภาวะเลือดหนืดก็จะหายไป  พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมสำหรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  ดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่นใดอย่างมาก  พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับพืชแต่ละประเภท และพระองค์ได้ทรงตระเตรียมอาหารและสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์แต่ละประเภท แต่มวลมนุษย์มีความต้องการที่จำเป็นอันเคร่งครัดชัดเจนที่สุดต่อสภาพแวดล้อม และความต้องการเหล่านั้นไม่อาจถูกมองข้ามได้แม้เพียงเล็กน้อย หากเป็นเช่นนั้น มวลมนุษย์ก็คงจะไร้ความสามารถที่จะพัฒนาและมีชีวิตอยู่และขยายพันธุ์ต่อไปได้ในหนทางปกติ  เป็นพระเจ้านั่นเองที่ทรงรู้ดีที่สุดในพระทัยของพระองค์  เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำเช่นนี้ พระองค์ได้ทรงให้ความสำคัญกับการนั้นมากกว่าสิ่งอื่นใด  ลางทีเจ้าอาจไร้ความสามารถที่จะสำนึกรับรู้ความสำคัญของสิ่งที่ไม่น่าสนใจบางสิ่งที่เจ้าสามารถมองเห็นและชื่นชมในชีวิตของเจ้า หรือบางสิ่งที่เจ้ามองเห็นและชื่นชมซึ่งเจ้าได้มีมาตั้งแต่เกิด แต่พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมไว้แล้วสำหรับเจ้านานมาแล้วหรือไม่ก็อย่างลับๆ  พระเจ้าได้ทรงขจัดและทำให้องค์ประกอบเชิงลบทั้งหมดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อมวลมนุษย์และอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ทุเลาลงจนถึงขอบข่ายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้  การนี้แสดงให้เห็นอะไรหรือ?  นั่นแสดงให้เห็นท่าทีที่พระเจ้าได้ทรงมีต่อมวลมนุษย์เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาคราวนี้หรือไม่?  ท่าทีนั้นคืออะไร?  ท่าทีของพระเจ้ารอบคอบและเอาจริงเอาจัง และไม่ได้ยอมทนให้มีการแทรกแซงโดยกำลังบังคับศัตรูหรือปัจจัยภายนอกหรือสภาพเงื่อนไขอันใดที่ไม่ใช่ของพระองค์  ในการนี้สามารถมองเห็นท่าทีของพระเจ้าในการทรงสร้างและบริหารจัดการมวลมนุษย์คราวนี้ได้  และท่าทีของพระเจ้าคืออะไรหรือ?  โดยผ่านทางสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดและชีวิตที่มวลมนุษย์ชื่นชม รวมถึงในอาหารและเครื่องดื่มประจำวันและความต้องการที่จำเป็นรายวันของพวกเขา พวกเราสามารถมองเห็นท่าทีแห่งความรับผิดชอบของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงถือครองตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ ตลอดจนความมุ่งมั่นของพระองค์ที่จะทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ณ เวลานี้  ความจริงแท้ของพระเจ้าสามารถมองเห็นได้ในสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  ความน่าอัศจรรย์ของพระองค์เล่า?  ความไม่สามารถหยั่งลึกของพระองค์เล่า?  ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์เล่า?  พระเจ้าทรงใช้หนทางอันทรงพระปรีชาญาณและเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์เพื่อจัดเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ทั้งปวง ตลอดจนการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแห่งการทรงสร้างของพระองค์  บัดนี้ที่เราได้พูดกับเจ้าไปมากมายยิ่งนักแล้ว พวกเจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง?  (ได้)  นั่นเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน  เจ้ามีข้อสงสัยใดๆ หรือไม่?  (ไม่)  การจัดเตรียมของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง เพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาของการจัดเตรียมที่ได้ทำให้ทุกสรรพสิ่งสามารถดำรงอยู่ มีชีวิต ขยายพันธุ์ และดำเนินต่อไป และไม่มีแหล่งกำเนิดอื่นใดยกเว้นพระเจ้าพระองค์เอง  พระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของทุกสรรพสิ่งและความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของมวลมนุษย์ ไม่ว่าเหล่านั้นเป็นความต้องการที่จำเป็นด้านสภาพแวดล้อมพื้นฐานที่สุดของผู้คน ความต้องการที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกเขา หรือความต้องการที่จำเป็นสำหรับความจริงที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่จิตวิญญาณของผู้คน  โดยการมองดูที่พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าและพระสถานภาพของพระองค์จากมุมมองของมนุษย์ในทุกหนทาง พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง  นี่ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  กล่าวคือ พระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ปกครอง องค์เจ้านาย และองค์ผู้จัดเตรียมแห่งโลกเชิงวัตถุนี้ โลกนี้ที่ผู้คนสามารถมองเห็นและรู้สึกได้  สำหรับมวลมนุษย์แล้ว นี่ไม่ใช่พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าหรอกหรือ?  ไม่มีสิ่งใดเป็นเท็จในการนี้  ดังนั้นเมื่อเจ้าเห็นนกกำลังบินบนท้องฟ้า เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถบินได้  มีสิ่งมีชีวิตที่ว่ายในน้ำ และพวกมันมีหนทางของพวกมันเองในการอยู่รอด  ต้นไม้และพืชพรรณที่อาศัยอยู่ในดินผลิดอกและงอกงามในฤดูใบไม้ผลิ และออกผลและผลัดใบในฤดูใบไม้ร่วง และเมื่อถึงฤดูหนาวใบไม้ทั้งหมดก็ร่วงไปเมื่อพืชพรรณเหล่านั้นตระเตรียมที่จะรอดผ่านฤดูหนาวไปได้  นั่นคือวิถีแห่งการอยู่รอดของพวกมัน  พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และแต่ละสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันและหนทางที่แตกต่างกันและใช้วิธีการที่แตกต่างกันเพื่อจัดแสดงพลังชีวิตของมันและรูปสัณฐานที่มันมีชีวิตอยู่  ไม่สำคัญว่าสิ่งทั้งหลายจะดำเนินชีวิตอย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า  อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้าในการปกครองชีวิตและสิ่งมีชีวิตในรูปสัณฐานที่แตกต่างกัน?  นั่นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการอยู่รอดของมวลมนุษย์ใช่หรือไม่?  (ใช่)  พระองค์ทรงควบคุมกฎแห่งชีวิตทั้งมวล ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์แห่งการอยู่รอดของมวลมนุษย์  นี่แสดงให้เห็นว่าการอยู่รอดของมนุษย์สำคัญเพียงใดสำหรับพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 178

พระเจ้าไม่ทรงเป็นเพียงพระเจ้าของประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร  ในเวลานี้เจ้าติดตามพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกที่ไม่ติดตามพระองค์หรือไม่?  พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ติดตามพระองค์หรือไม่?  พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของทุกสรรพสิ่งหรือไม่?  (เป็น)  เช่นนั้นแล้วพระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าถูกจำกัดในวงเขตเฉพาะบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์เท่านั้นหรือไม่?  (ไม่)  อะไรคือวงเขตของพระราชกิจและการกระทำของพระองค์?  ในระดับที่เล็กที่สุด วงเขตของพระราชกิจและการกระทำของพระองค์โอบล้อมมวลมนุษย์ทั้งปวงและทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง  ในระดับสูงสุด วงเขตนั้นโอบล้อมทั้งจักรวาล ซึ่งผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้  ดังนั้น พวกเราอาจพูดว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์และทรงแสดงการกระทำของพระองค์ท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง และนี่ก็เพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนมารู้จักพระเจ้าพระองค์เองในความครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์  หากเจ้าต้องการรู้จักพระเจ้า รู้จักพระองค์อย่างแท้จริง เข้าใจพระองค์อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว จงอย่าจำกัดตัวเองอยู่กับพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระเจ้า หรืออยู่กับเรื่องราวทั้งหลายเกี่ยวกับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติในอดีตเท่านั้น  หากเจ้าพยายามรู้จักพระองค์ในหนทางนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังวางข้อจำกัดต่อพระเจ้า กำลังจำกัดขอบเขตพระองค์  เจ้ากำลังเห็นพระเจ้าทรงเป็นบางสิ่งที่เล็กมาก  การทำเช่นนั้นจะส่งผลต่อผู้คนอย่างไร?  เจ้าคงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักความน่าอัศจรรย์และมไหศวรรย์ของพระเจ้า อีกทั้งฤทธานุภาพและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์และวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์  ความเข้าใจเช่นนั้นคงจะมีผลกระทบต่อความสามารถของเจ้าที่จะยอมรับความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ปกครองของทุกสรรพสิ่ง ตลอดจนความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และพระสถานภาพที่แท้จริงของพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้ามีวงเขตที่จำกัด เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าสามารถรับได้ก็จำกัดเช่นกัน  นี่คือเหตุผลที่เจ้าต้องทำให้วงเขตของเจ้ากว้างขึ้นและขยายเส้นขอบฟ้าของเจ้า  เจ้าควรพยายามเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด—วงเขตของพระราชกิจของพระเจ้า การบริหารจัดการของพระองค์ การปกครองของพระองค์ และทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงบริหารจัดการและที่พระองค์ทรงปกครอง  โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้นั่นเองที่เจ้าควรมาเข้าใจการกระทำของพระเจ้า  ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ เจ้าจะมารู้สึกโดยไม่ทันตระหนักว่าพระเจ้าทรงปกครอง ทรงบริหารจัดการ และทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่งท่ามกลางพวกเขา และเจ้าก็จะรู้สึกอย่างแท้จริงว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งและสมาชิกคนหนึ่งของทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน  ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่ง เจ้าก็กำลังยอมรับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้  ทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้กฎของตัวเองภายใต้การปกครองของพระเจ้า และภายใต้การปกครองของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งมีกฎเพื่อการอยู่รอดของตัวเอง  ชะตากรรมและความต้องการของมวลมนุษย์ก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยกันกับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน  นั่นคือเหตุผลที่ภายใต้อำนาจครอบครองและการปกครองของพระเจ้า มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งเชื่อมต่อกัน พึ่งพากันและกันและถักทอเข้าด้วยกัน  นี่คือจุดประสงค์และคุณค่าของการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 179

นับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้น พวกมันทำหน้าที่และยังคงดำเนินก้าวหน้าต่อไปในวิถีทางที่เป็นระเบียบและโดยสอดคล้องกับธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติขึ้น  ภายใต้สายพระเนตรอันจับจ้องของพระองค์ ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระองค์ มวลมนุษย์ได้อยู่รอดเสมอมา และทุกสรรพสิ่งได้กำลังพัฒนาไปในทางที่เป็นระเบียบตลอดมา  ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายธรรมบัญญัติเหล่านี้ได้  การที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถทวีจำนวนขึ้นได้นั้นเป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้า และการที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถอยู่รอดได้นั้นเป็นเพราะกฎเกณฑ์และการบริหารจัดการของพระองค์  กล่าวคือ ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นสิ่งมีชีวิตทั้งปวงมาดำรงอยู่ เจริญเติบโต หายไป และเกิดใหม่อย่างเป็นระเบียบ  เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ฝนพรำๆ นำมาซึ่งความรู้สึกของฤดูกาลอันสดชื่นและทำให้แผ่นดินโลกชุ่มชื้น  พื้นดินเริ่มอ่อนนุ่มลง และหญ้าก็ดันตัวพ้นดินขึ้นมาและเริ่มแตกหน่อ ในขณะที่ต้นไม้ทั้งหลายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทั้งหมดนำความมีชีวิตชีวาอันสดชื่นมาสู่แผ่นดินโลก  นี่คือสิ่งที่เห็นกันได้เมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวงกำลังมาดำรงอยู่และเจริญเติบโต  สัตว์ทุกชนิดออกมาจากโพรงของพวกมันเพื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิและเริ่มต้นปีใหม่  สิ่งมีชีวิตทั้งปวงอาบแดดในความร้อนในช่วงระหว่างฤดูร้อนและชื่นชมกับความอบอุ่นซึ่งนำมาโดยฤดูกาล  พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว  บรรดาต้นไม้ หญ้า และพืชทุกชนิดกำลังเติบโตด้วยความเร็วมาก จนกระทั่งพวกมันผลิดอกและออกผลในที่สุด  สิ่งมีชีวิตทั้งปวง รวมถึงพวกมนุษย์ ต่างก็ยุ่งวุ่นวายในช่วงระหว่างฤดูร้อน  ในฤดูใบไม้ร่วง ฝนนำมาซึ่งความเย็นฉ่ำของฤดูใบไม้ร่วง และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเริ่มรู้สึกถึงการมาถึงของฤดูกาลเก็บเกี่ยว  สิ่งมีชีวิตทั้งปวงผลิดอกออกผล และพวกมนุษย์ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลไม้หลากหลายชนิดเหล่านี้เพื่อที่จะมีอาหารในการตระเตรียมไว้สำหรับฤดูหนาว  ในฤดูหนาว สิ่งมีชีวิตทั้งปวงค่อยๆ เริ่มที่จะสงบลงในความเงียบและหยุดพักเมื่ออากาศหนาวกล้ำกรายเข้ามา และผู้คนก็หยุดพักผ่อนในระหว่างฤดูกาลนี้เช่นกัน  จากฤดูกาลสู่ฤดูกาล การเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ผลิไปสู่ฤดูร้อนไปสู่ฤดูใบไม้ร่วงไปสู่ฤดูหนาว—การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นตามกฎที่พระเจ้าทรงบัญญัติ  พระองค์ทรงนำทางทุกสรรพสิ่งและมวลมนุษย์โดยใช้กฎเหล่านี้และได้ทรงคิดค้นหนทางแห่งชีวิตอันมีสีสันและมั่งคั่งเพื่อมวลมนุษย์ โดยทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดซึ่งมีอุณหภูมิและฤดูกาลอันแตกต่างหลากหลาย  ดังนั้น ภายในสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนสำหรับการอยู่รอดประเภทนี้ พวกมนุษย์จึงสามารถอยู่รอดและทวีจำนวนขึ้นในทางอันเป็นระเบียบแบบแผนได้  พวกมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนกฎเหล่านี้ได้และไม่มีบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตใดสามารถทำลายพวกมันได้  แม้ว่าจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วนขึ้น—ทะเลได้กลายเป็นทุ่งหญ้า ในขณะที่ทุ่งหญ้าได้กลายเป็นทะเล—กฎเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป  พวกมันดำรงอยู่เพราะพระเจ้าทรงดำรงอยู่ และเพราะกฎเกณฑ์ของพระองค์และการบริหารจัดการของพระองค์  ด้วยสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนขนาดใหญ่ประเภทนี้ ชีวิตของผู้คนจึงดำเนินไปภายในกฎและกฎเกณฑ์เหล่านี้  ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ถูกฟูมฟักขึ้นมาภายใต้กฎเหล่านี้ และผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อยู่รอดตลอดมาภายใต้พวกมัน  ผู้คนได้ชื่นชมกับสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนสำหรับการอยู่รอดนี้ตลอดจนได้ชื่นชมกับหลายสิ่งหลายอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นสำหรับชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า  แม้ว่าผู้คนจะรู้สึกว่ากฎประเภทเหล่านี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและมองอย่างเหยียดหยามว่าพวกมันเป็นของตาย และแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถรู้สึกได้ว่าพระเจ้ากำลังทรงจัดวางเรียบเรียงกฎเหล่านี้ ว่าพระเจ้ากำลังทรงปกครองกฎเหล่านี้ ไม่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พระเจ้าทรงเกี่ยวพันกับพระราชกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้เสมอ  พระประสงค์ของพระองค์ในพระราชกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้คือการอยู่รอดของมวลมนุษย์ และเพื่อที่มวลมนุษย์จะได้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไป

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 180

ดังนั้น พวกเรามาเริ่มกันที่ส่วนแรกเถิด  เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงวาดอาณาเขตสำหรับภูเขา ที่ราบ ทะเลทราย เนินเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ  บนแผ่นดินโลกมีภูเขา ที่ราบ ทะเลทราย และเนินเขา ตลอดจนแหล่งน้ำอันหลากหลาย  เหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นภูมิประเทศประเภทต่างๆ กัน มิใช่หรือ? พระเจ้าได้ทรงวาดอาณาเขตขึ้นระหว่างภูมิประเทศเหล่านี้  เมื่อพวกเราพูดถึงการวาดอาณาเขต มันหมายความว่าภูเขามีภาพเค้าโครงของพวกมัน ที่ราบมีภาพเค้าโครงของพวกมันเอง ทะเลทรายมีเขตจำกัดที่แน่นอน และเนินเขามีพื้นที่ตายตัว  ยังมีปริมาณที่ตายตัวของแหล่งน้ำต่างๆ อาทิ แม่น้ำและทะเลสาบอีกด้วย  กล่าวคือ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงแบ่งทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างชัดเจนมาก  พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาแล้วว่า ภูเขาที่ให้ไว้ลูกใดก็ตามควรมีรัศมีกี่กิโลเมตรและวงเขตของมันคืออะไร  พระองค์ยังได้ทรงกำหนดพิจารณาอีกด้วยว่า ที่ราบที่ให้ไว้ผืนใดก็ตามควรมีรัศมีกี่กิโลเมตรและวงของมันคืออะไร  เมื่อทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ยังได้ทรงกำหนดพิจารณาเขตจำกัดของทะเลทรายตลอดจนแนวเขตของเนินเขาและสัดส่วนของพวกมัน และพวกมันถูกกั้นเขตด้วยอะไรอีกด้วย—ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยพระองค์  พระองค์ได้ทรงกำหนดพิจารณาแนวเขตของแม่น้ำและทะเลสาบในระหว่างกิจการแห่งการทรงสร้างพวกมัน—พวกมันทั้งหมดมีอาณาเขตของพวกมัน  ดังนั้นแล้วเมื่อพวกเราพูดคุยเกี่ยวกับ “อาณาเขต” มันหมายถึงอะไร? พวกเราเพิ่งได้พูดคุยกันไปเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงปกครองทุกสรรพสิ่งโดยการทรงจัดตั้งกฎสำหรับทุกสรรพสิ่ง  กล่าวคือ แนวเขตและอาณาเขตของภูเขาจะไม่ขยายหรือลดลงเพราะการหมุนของแผ่นดินโลกหรือการผ่านพ้นของกาลเวลา  พวกมันคงอยู่ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นพระเจ้านั่นเองที่เป็นผู้ที่ทรงบงการความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ของพวกมัน  ในส่วนของพื้นที่ทั้งหลายของที่ราบ แนวเขตของพวกมันคืออะไร พวกมันมีอาณาเขตติดกับอะไร—การนี้ได้ถูกกำหนดโดยพระเจ้า  พวกมันมีอาณาเขตของพวกมัน และดังนั้นจึงคงจะเป็นไปไม่ได้ที่เนินดินจะผุดขึ้นจากพื้นดินของที่ราบอย่างไร้แบบแผน  ที่ราบไม่สามารถกลายเป็นภูเขาได้ในฉับพลันทันใด—นี่คงจะเป็นไปไม่ได้  นี่คือความหมายของกฎและอาณาเขตที่พวกเราเพิ่งพูดคุยกันไป  ในส่วนของทะเลทราย พวกเราจะไม่เอ่ยถึงหน้าที่เฉพาะพิเศษของทะเลทรายหรือภูมิประเทศหรือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ประเภทอื่นใด ณ ที่นี้ จะเอ่ยถึงเฉพาะอาณาเขตของพวกมันเท่านั้น  ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า เขตจำกัดของทะเลทรายจะไม่ขยายเช่นกัน  นี่เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงให้กฎของมันแก่มันแล้ว ซึ่งก็คือเขตจำกัดต่างๆ ของมัน  พื้นที่ของมันมีขนาดใหญ่เพียงใดและหน้าที่ของมันคืออะไร มันมีเขตแดนติดกับอะไร และมันตั้งอยู่ที่ใด—การนี้ได้ถูกกำหนดไว้แล้วโดยพระเจ้า  มันจะไม่มีขนาดเกินกว่าเขตจำกัดของมันหรือขยับเคลื่อนจากตำแหน่งของมัน และพื้นที่ของมันจะไม่ขยายโดยพลการ  แม้ว่าการไหลของห้วงน้ำต่างๆ  อาทิ แม่น้ำและทะเลสาบ จะเป็นไปอย่างมีระเบียบและต่อเนื่องทั้งหมด พวกมันจะไม่มีวันเคลื่อนออกนอกแนวเขตของพวกมันหรือเลยออกไปจากอาณาเขตของพวกมัน  พวกมันทั้งหมดไหลไปในทิศทางเดียว ทิศทางซึ่งพวกมันควรจะไหล ในวิถีอันเป็นระเบียบแบบแผน  ดังนั้นภายใต้กฎแห่งกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ไม่มีแม่น้ำหรือทะเลสาบใดที่จะแห้งเหือดโดยพลการหรือเปลี่ยนทิศทางหรือปริมาณการไหลของมันโดยพลการอันเนื่องมาจากการหมุนของแผ่นดินโลกหรือการผ่านพ้นของกาลเวลา  ทั้งหมดนี้อยู่ภายในการควบคุมของพระเจ้า  นั่นจึงกล่าวได้ว่า ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างในท่ามกลางมวลมนุษย์นี้มีสถานที่ พื้นที่ และเขตจำกัดของพวกมันที่ถูกกำหนดไว้แล้ว  กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมา อาณาเขตของพวกมันได้ถูกตั้งขึ้น และพวกมันไม่สามารถถูกดัดแปลงแก้ไข ทำใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงได้โดยพลการ  “โดยพลการ” หมายถึงอะไร? มันหมายถึงว่าพวกมันจะไม่ขยับเคลื่อน ขยาย หรือเปลี่ยนแปลงรูปทรงดั้งเดิมของพวกมันอย่างไร้แบบแผนเนื่องจากสภาพอากาศ อุณหภูมิ หรือความเร็วในการหมุนของแผ่นดินโลก  ตัวอย่างเช่น ภูเขาลูกหนึ่งมีความสูงที่ระดับหนึ่ง ฐานของมันมีพื้นที่ปริมาณหนึ่ง มันมีระดับความสูงที่ระดับหนึ่ง และมันมีพืชพันธุ์ปริมาณหนึ่ง  ทั้งหมดนี้ได้ถูกวางแผนและคำนวณโดยพระเจ้าและมันจะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ  ในส่วนของที่ราบ มนุษย์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ราบ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในภูมิอากาศใดที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของพวกมันหรือคุณค่าของการดำรงอยู่ของพวกมัน  แม้กระทั่งสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ภายในภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นก็จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยพลการ  ตัวอย่างเช่น องค์ประกอบของทะเลทราย ชนิดของแหล่งแร่ใต้ดิน ปริมาณของทรายที่บรรจุอยู่ในทะเลทรายและสีของมัน ความหนาของทะเลทราย—เหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ  เหตุใดหรือที่พวกมันจะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ? เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์  ภายในภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันแตกต่างกันเหล่านี้ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น พระองค์กำลังทรงบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในหนทางอันเป็นระเบียบแบบแผนและดังที่ได้วางแผนการไว้  ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เหล่านี้ทั้งหมดยังคงดำรงอยู่และยังกำลังทำหน้าที่ของพวกมันมาเป็นเวลาหลายพันปีและกระทั่งหลายหมื่นปีด้วยซ้ำหลังจากที่พวกมันได้ถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมา  แม้จะมีบางช่วงเวลาเฉพาะที่ภูเขาไฟระเบิด และช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว และมีการเคลื่อนตัวของแผ่นดินครั้งใหญ่ พระเจ้าจะไม่ทรงยอมให้ภูมิประเทศชนิดใดก็ตามสูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันอย่างแน่นอน  เป็นเพราะการบริหารจัดการนี้โดยพระเจ้า กฎเกณฑ์และการควบคุมกฎเหล่านี้ของพระองค์เท่านั้น ที่ทั้งหมดนี้—ทั้งหมดนี้ซึ่งมวลมนุษย์ได้เห็นและได้ชื่นชม—จะสามารถอยู่รอดได้บนแผ่นดินโลกในวิถีอันเป็นระเบียบแบบแผน  ดังนั้นแล้ว เหตุใดเล่า พระเจ้าจึงทรงบริหารจัดการภูมิประเทศอันหลากหลายเหล่านี้ทั้งหมดที่ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกในหนทางนี้? พระประสงค์ของพระองค์นั้นก็เพื่อที่สิ่งมีชีวิตซึ่งอยู่รอดในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายทั้งหมดจะมีสภาพแวดล้อมที่มั่นคง และเพื่อที่พวกเขาจะมีความสามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้นต่อไปได้ภายในสภาพแวดล้อมที่มั่นคงนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ทั้งหมด—สิ่งที่เคลื่อนที่ได้และสิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ได้ สิ่งที่หายใจโดยผ่านทางจมูกของพวกมันและสิ่งที่ไม่หายใจ—ประกอบขึ้นเป็นสภาพแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์สำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์  เฉพาะสภาพแวดล้อมประเภทนี้เท่านั้นที่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูพวกมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ และเฉพาะสภาพแวดล้อมประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถอำนวยให้พวกมนุษย์อยู่รอดต่อไปได้อย่างสันติสุข รุ่นแล้วรุ่นเล่า

สิ่งที่เราเพิ่งจะพูดถึงนั้นเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างกว้างสักเล็กน้อย ดังนั้น บางทีมันอาจจะดูเหมือนว่าค่อนข้างห่างไกลจากชีวิตของพวกเจ้า แต่เราเชื่อว่าพวกเจ้าทั้งหมดสามารถเข้าใจมันได้ ใช่หรือไม่? นั่นจึงกล่าวได้ว่า กฎของพระเจ้าในอำนาจครอบครองของพระองค์เหนือทุกสรรพสิ่งนั้นสำคัญมาก—สำคัญมากจริงๆ! อะไรคือเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงภายใต้กฎเหล่านี้? เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้า  เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระองค์นั่นเองที่ทุกสรรพสิ่งดำเนินหน้าที่ของพวกมันเองภายในกฎเกณฑ์ของพระองค์  ตัวอย่างเช่น ภูเขาเลี้ยงดูป่าและในทางกลับกันป่าก็เลี้ยงดูและปกป้องบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์สารพัดที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในพวกมัน  ที่ราบต่างๆ เป็นเวทีที่ถูกตระเตรียมสำหรับพวกมนุษย์เพื่อเพาะปลูกพืชผลตลอดจนสำหรับบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์สารพัน  พวกมันอำนวยให้มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตบนผืนดินที่ราบเรียบและจัดเตรียมความสะดวกในชีวิตของผู้คน  และที่ราบยังมีทุ่งหญ้ารวมอยู่ด้วย—ทิวแถวของทุ่งหญ้าอันมหึมา  ทุ่งหญ้าจัดเตรียมพืชคลุมดินสำหรับพื้นของแผ่นดินโลก  พวกมันปกป้องดินและเลี้ยงดูบรรดาวัวควาย แกะ และม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า  ทะเลทรายก็มีหน้าที่ของมันเองเช่นกัน  มันไม่ใช่สถานที่ที่พวกมนุษย์จะดำรงชีวิต บทบาทของมันก็คือทำให้ภูมิอากาศชื้นนั้นแห้งขึ้น  การไหลของแม่น้ำและทะเลสาบนำน้ำดื่มมาสู่ผู้คนในหนทางที่สะดวก  ที่ใดก็ตามที่พวกมันไหลไป ผู้คนจะมีน้ำไว้ดื่มและความต้องการน้ำของทุกสรรพสิ่งจะได้รับการตอบสนองอย่างสะดวก  เหล่านี้คืออาณาเขตที่พระเจ้าทรงวาดขึ้นสำหรับภูมิประเทศอันหลากหลาย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 181

เพราะอาณาเขตเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงวาด ภูมิประเทศอันหลากหลายได้สร้างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันสำหรับการอยู่รอด และสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดเหล่านี้ได้ให้ความสะดวกสบายสำหรับบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์หลากหลายชนิดและยังได้ให้พื้นที่ที่จะอยู่รอดแก่พวกมันอีกด้วย  จากการนี้อาณาเขตสำหรับสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายได้ถูกพัฒนาขึ้น  นี่คือส่วนที่สองที่พวกเราจะพูดคุยกันเป็นลำดับถัดไป  ก่อนอื่น บรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์และแมลงทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ที่ไหน? พวกมันดำรงชีวิตอยู่ในป่าและป่าละเมาะหรือไม่? เหล่านี้คือบ้านของพวกมัน  ดังนั้นแล้ว นอกเหนือจากการตั้งอาณาเขตสำหรับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายแล้ว พระเจ้ายังได้ทรงวาดอาณาเขตและได้ทรงจัดตั้งกฎต่างๆ สำหรับบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์ ปลา แมลงอันหลากหลาย และพืชพรรณทั้งหมดเช่นกัน  เพราะความแตกต่างระหว่างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายและเพราะการดำรงอยู่ของสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันแตกต่างกัน บรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์ ปลา แมลงทั้งหลาย และพืชพรรณต่างประเภทกันจึงมีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่แตกต่างกัน  บรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์และแมลงทั้งหลายมีชีวิตท่ามกลางพืชพรรณอันหลากหลาย ปลามีชีวิตอยู่ในน้ำ และพืชพรรณเติบโตบนแผ่นดิน  แผ่นดินรวมพื้นที่อันหลากหลาย อาทิ ภูเขา ที่ราบ และเนินเขาเข้าไว้ด้วยกัน  ทันทีที่บรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายมีบ้านที่กำหนดไว้ของพวกมันเองแล้ว พวกมันจะไม่ร่อนเร่ไปทั่วไปทุกทิศทุกทาง  บ้านของพวกมันคือป่าและภูเขา  หากวันหนึ่งบ้านของพวกมันถูกทำลาย ระเบียบนี้ก็คงจะตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน  ทันทีที่ระเบียบนี้ตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ผลที่ตามมาคืออะไร? ใครเป็นคนแรกที่จะบาดเจ็บ? (มวลมนุษย์)  เป็นมวลมนุษย์นั่นเอง  ภายในกฎและเขตจำกัดเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้น พวกเจ้าได้เห็นปรากฏการณ์ที่แปลกตาใดๆ หรือไม่? ตัวอย่างเช่น ช้างที่เดินอยู่ในทะเลทราย  เจ้าได้เห็นอะไรเยี่ยงนี้หรือไม่? หากการนี้เกิดขึ้นจริงๆ มันคงจะเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมาก เพราะช้างนั้นใช้ชีวิตอยู่ในป่า และนั่นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับพวกมัน  พวกมันมีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเองและบ้านที่กำหนดไว้ของพวกมันเอง ดังนั้นแล้วเหตุใดพวกมันจึงจะวิ่งพล่านไปทั่วเล่า? มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นสิงโตหรือเสือที่เดินไปตามชายฝั่งมหาสมุทร? ไม่มี พวกเจ้าไม่เคยเห็น  บ้านของสิงโตและเสือคือป่าและภูเขา  มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นวาฬหรือปลาฉลามแห่งมหาสมุทรว่ายผ่านทะเลทราย? ไม่มี พวกเจ้าไม่เคยเห็น  วาฬและปลาฉลามมีบ้านของพวกมันอยู่ในมหาสมุทร  ในสภาพแวดล้อมของการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีผู้คนที่ใช้ชีวิตเคียงข้างหมีสีน้ำตาลหรือไม่? มีผู้คนที่ถูกล้อมรอบไปด้วยนกยูงหรือนกชนิดอื่นๆ ภายในหรือภายนอกบ้านของพวกเขาอยู่เสมอหรือไม่? มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นนกอินทรีหรือห่านป่าเล่นกับลิง? (ไม่) เหล่านี้ทั้งหมดคงจะเป็นปรากฏการณ์ที่แปลก  เหตุผลที่เราพูดถึงสิ่งเหล่านี้ซึ่งดูเหมือนว่าแปร่งหูมากสำหรับพวกเจ้าก็เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจว่าทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง—ไม่สำคัญว่าพวกมันจะถูกกำหนดตายตัวในสถานที่แห่งหนึ่งหรือไม่ หรือพวกมันสามารถหายใจผ่านจมูกของพวกมันได้หรือไม่—มีกฎสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเอง  นานมาแล้วก่อนที่พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ พระองค์ได้ทรงตระเตรียมบ้านของพวกมันเองและสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเองสำหรับพวกมันแล้ว  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่ตายตัวของพวกมันเอง อาหารของพวกมันเองและบ้านของพวกมันเอง และพวกมันมีสถานที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการอยู่รอดที่ตายตัวของพวกมันเอง สถานที่ซึ่งมีอุณหภูมิอันเหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของพวกมัน  ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงจะไม่เร่รอนไปทั่วไปทุกทิศทุกทางหรือบ่อนทำลายการอยู่รอดของมวลมนุษย์หรือส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน  นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่ดีที่สุดให้แก่มวลมนุษย์  สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตภายในทุกสรรพสิ่งมีอาหารเพื่อการยังชีพของพวกมันเองภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเอง  ด้วยอาหารนั้น พวกมันจึงชอบสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติสำหรับการอยู่รอดของพวกมัน  ในสภาพแวดล้อมประเภทนั้น พวกมันยังคงอยู่รอด ทวีจำนวน และขยับเดินหน้าต่อไปโดยสอดคล้องกับกฎที่พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งขึ้นสำหรับพวกมัน  เพราะกฎชนิดต่างๆ เหล่านี้ เพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งดำรงชีวิตอย่างกลมเกลียวกับมวลมนุษย์ และมวลมนุษย์ดำรงอยู่ร่วมกันกับทุกสรรพสิ่งโดยการพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 182

พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและได้ทรงกำหนดอาณาเขตสำหรับพวกมัน ในบรรดาพวกมันพระองค์ได้ทรงเลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตทุกชนิด  ในขณะเดียวกัน พระองค์ยังได้ทรงตระเตรียมวิถีทางที่แตกต่างกันในการอยู่รอดสำหรับมวลมนุษย์ ดังนั้นแล้วเจ้าสามารถเห็นได้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีแค่หนทางเดียวที่จะอยู่รอด อีกทั้งพวกเขาไม่ได้มีแค่สภาพแวดล้อมประเภทเดียวสำหรับการอยู่รอด  ก่อนหน้านี้พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงตระเตรียมอาหารและแหล่งน้ำนานาชนิดสำหรับพวกมนุษย์ ซึ่งจำเป็นขั้นวิกฤติสำหรับการเปิดโอกาสให้ชีวิตของมวลมนุษย์ในเนื้อหนังได้คงอยู่ต่อไป  อย่างไรก็ดี ท่ามกลางมวลมนุษย์นี้ มิใช่ว่าผู้คนทั้งหมดจะดำรงชีพด้วยธัญพืช  ผู้คนมีวิถีทางในการอยู่รอดอันแตกต่างกันเนื่องจากความแตกต่างในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศ  วิถีทางในการอยู่รอดเหล่านี้ทั้งหมดได้ถูกตระเตรียมไว้แล้วโดยพระเจ้า  ดังนั้นแล้วมิใช่ว่ามนุษย์ทั้งหมดจะทำการเกษตรเป็นหลัก  กล่าวคือ มิใช่ว่าผู้คนทั้งหมดจะได้รับอาหารของพวกเขาจากการปลูกพืชผล  นี่คือส่วนที่สามที่พวกเราจะพูดคุยกัน: อาณาเขตได้เกิดขึ้นเนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลายของมวลมนุษย์  ดังนั้นแล้วพวกมนุษย์มีรูปแบบการใช้ชีวิตชนิดอื่นใดอีกหรือ? ในข้อกำหนดของแหล่งอาหารซึ่งแตกต่างกัน มีผู้คนประเภทอื่นใดอีกหรือ? มีชนิดหลักๆ อยู่หลายชนิดเลย

ชนิดแรกคือลีลาชีวิตแบบการล่าสัตว์  ทุกคนรู้ว่านั่นคืออะไร ผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์กินอะไร? (สัตว์ที่ล่ามาได้)  พวกเขากินนกและสิงสาราสัตว์จากป่า  “สัตว์ที่ล่ามาได้” เป็นคำศัพท์สมัยใหม่  บรรดานายพรานไม่คิดว่ามันเป็นสัตว์ที่ล่ามาได้ พวกเขาคิดว่ามันเป็นอาหาร เป็นเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น พวกเขาได้กวางมาตัวหนึ่ง  เมื่อพวกเขาได้กวางตัวนี้มา มันก็เหมือนกับชาวนาที่ได้รับอาหารจากผืนดิน  ชาวนาได้รับอาหารจากผืนดิน และเมื่อเขาเห็นอาหารนี้ เขามีความสุขและรู้สึกสบายใจ  ครอบครัวจะไม่หิวโดยที่มีพืชผลให้กิน  หัวใจของชาวนาปราศจากความวิตกกังวลและเขารู้สึกพึงพอใจ  นายพรานก็รู้สึกสบายใจและพึงพอใจเช่นกันเมื่อมองดูสิ่งที่เขาได้จับมาเพราะเขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอาหารอีกต่อไป  มีอะไรให้กินสำหรับมื้ออาหารถัดไปและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหิวโหย  นี่คือใครบางคนที่ล่าสัตว์เพื่อหาเลี้ยงชีพ  บรรดาผู้ที่ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าบนภูเขา  พวกเขาไม่ทำการเกษตร  มันไม่ง่ายที่จะหาที่ดินที่สามารถทำการเพาะปลูกได้ที่นั่น ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่รอดด้วยสิ่งมีชีวิตอันหลากหลาย เหยื่อหลากหลายประเภท  นี่คือรูปแบบการใช้ชีวิตประเภทแรกที่แตกต่างไปจากผู้คนธรรมดาทั่วไป

ชนิดที่สองคือวิถีชีวิตของคนเลี้ยงสัตว์  ผู้คนที่เลี้ยงสัตว์เพื่อหาเลี้ยงชีพทำการเกษตรบนที่ดินของพวกเขาไปด้วยหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วพวกเขาทำอะไรกันเล่า?  พวกเขาดำรงชีวิตอย่างไร?  (โดยส่วนใหญ่ พวกเขาเลี้ยงวัวควายและแกะเพื่อดำรงชีวิต และในฤดูหนาวพวกเขาก็ฆ่าและกินปศุสัตว์ของพวกเขา  อาหารหลักของพวกเขาคือเนื้อวัวและเนื้อแกะ และพวกเขาดื่มชานม  แม้ว่าบรรดาคนเลี้ยงสัตว์จะมีงานมากตลอดทั้งสี่ฤดูกาล พวกเขาก็กินอย่างดี  พวกเขามีนม ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และเนื้อสัตว์มากมาย)  ผู้คนที่เลี้ยงสัตว์เพื่อการดำรงชีวิตกินเนื้อวัวและเนื้อแกะเป็นหลัก ดื่มนมแกะและนมวัว และขี่วัวควายและม้าในการเลี้ยงสัตว์ของพวกเขาในทุ่งหญ้าโดยมีสายลมสดชื่นพัดผ่านพวกเขาและแสงแดดอาบไปบนใบหน้าของพวกเขา  พวกเขาไม่เผชิญกับความตึงเครียดของชีวิตสมัยใหม่  วันทั้งวัน พวกเขาจับจ้องไปที่ท้องฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาลและที่ราบอันเต็มไปด้วยต้นหญ้า  ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์มีชีวิตอยู่ในทุ่งหญ้า และพวกเขามีความสามารถที่จะสืบสานวิถีชีวิตพเนจรของพวกเขาต่อมาเป็นเวลาหลายชั่วคน  แม้ว่าชีวิตในทุ่งหญ้าจะเงียบเหงาเล็กน้อย แต่มันยังเป็นชีวิตที่มีความสุขมากเช่นกัน  มันหาใช่วิถีชีวิตที่ย่ำแย่ไม่!

ชนิดที่สามคือวิถีชีวิตการทำประมง  มนุษยชาติในสัดส่วนเล็กน้อยใช้ชีวิตอยู่ใกล้มหาสมุทรหรือบนเกาะเล็กๆ  พวกเขามีน้ำล้อมรอบ หันหน้าเข้าหามหาสมุทร  ผู้คนเหล่านี้ทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพ อะไรคือแหล่งอาหารสำหรับบรรดาผู้ที่ทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพ? แหล่งอาหารของพวกเขารวมถึงปลา อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากทะเลทุกชนิด  ผู้คนที่ทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพไม่ทำการเกษตรบนที่ดิน แต่กลับใช้ทุกๆ วันในการทำประมง  อาหารหลักของพวกเขาประกอบด้วยปลาและผลิตภัณฑ์จากทะเลหลากหลายชนิด  พวกเขาแลกสิ่งเหล่านี้เป็นข้าว แป้ง และสิ่งจำเป็นพื้นฐานในแต่ละวันเป็นครั้งคราว  นี่คือลีลาชีวิตที่แตกต่างกันซึ่งนำมาใช้โดยผู้คนที่ดำรงชีวิตใกล้น้ำ  ด้วยความที่ดำรงชีวิตใกล้น้ำ พวกเขาจึงพึ่งพาน้ำสำหรับอาหารของพวกเขา และหาเลี้ยงชีพจากการทำประมง  การทำประมงไม่เพียงให้แหล่งอาหารแก่พวกเท่านั้น แต่ยังให้วิถีทางในการทำมาหากินอีกด้วย

นอกเหนือจากการทำการเกษตรบนที่ดินแล้ว มนุษยชาติดำรงชีวิตโดยส่วนใหญ่ตามวิถีชีวิตสามแบบที่กล่าวถึงข้างต้น  อย่างไรก็ดี ผู้คนส่วนใหญ่ทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยมีเพียงกลุ่มผู้คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่ดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์ การทำประมง และการล่าสัตว์  และผู้คนที่ดำรงชีวิตด้วยการทำการเกษตรจำเป็นต้องมีอะไร? สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องมีคือที่ดิน  พวกเขารุ่นแล้วรุ่นเล่าดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูกพืชผลในผืนดิน และไม่ว่าพวกเขาจะปลูกผัก ผลไม้ หรือธัญพืช พวกเขาก็ได้รับอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของพวกเขาจากแผ่นดินโลกนั่นเอง

อะไรคือสภาพเงื่อนไขพื้นฐานที่สนับสนุนลีลาชีวิตมนุษย์อันแตกต่างกันเหล่านี้? ไม่ใช่ว่า มันจำเป็นอย่างแน่นอนที่สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งพวกเขามีความสามารถที่จะอยู่รอดได้นั้นจะต้องได้รับการสงวนรักษาไว้ในระดับพื้นฐานหรอกหรือ? กล่าวคือ หากบรรดาผู้ที่ยังชีพด้วยการล่าจะต้องเสียป่าบนภูเขาหรือบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์ไป แหล่งการทำมาหากินของพวกเขาคงจะสูญสิ้นไป  ทิศทางที่ชาติพันธุ์นี้ และผู้คนจำพวกนี้ควรไปก็คงจะกลับกลายเป็นไม่แน่นอน และพวกเขาอาจจะหายไปด้วยซ้ำ  แล้วถ้าเป็นเรื่องของบรรดาผู้ที่เลี้ยงสัตว์เพื่อการการทำมาหากินล่ะ? พวกเขาพึ่งพาอะไร? สิ่งที่พวกเขาพึ่งพาอย่างแท้จริงไม่ใช่ปศุสัตว์ของพวกเขา แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ปศุสัตว์ของพวกเขาสามารถอยู่รอดได้—ทุ่งหญ้า  หากไม่มีทุ่งหญ้า บรรดาคนเลี้ยงสัตว์จะหาหญ้าให้ปศุสัตว์ของพวกเขากินได้ที่ไหน? วัวควายและแกะจะกินอะไร? หากปราศจากปศุสัตว์ กลุ่มชนพเนจรเหล่านี้คงจะไม่มีการทำมาหากิน  หากปราศจากแหล่งที่มาสำหรับการทำมาหากินของพวกเขา กลุ่มชนเหล่านี้จะไปที่ไหน? มันคงจะกลายเป็นลำบากยากเย็นมากที่พวกเขาจะยังคงอยู่รอดต่อไป พวกเขาคงจะไม่มีอนาคต  หากไม่มีแหล่งน้ำ และแม่น้ำกับทะเลสาบแห้งเหือดลงหมด ปลาเหล่านั้นซึ่งพึ่งพาน้ำเพื่อที่จะมีชีวิตจะยังคงมีอยู่หรือไม่? พวกมันคงจะไม่  ผู้คนเหล่านี้ที่พึ่งพาน้ำและปลาเพื่อการทำมาหากินของพวกเขาจะยังคงอยู่รอดต่อไปหรือไม่? เมื่อพวกเขาไม่มีอาหารอีกต่อไป เมื่อพวกเขาไม่มีแหล่งที่มาสำหรับการทำมาหากินของพวกเขาอีกต่อไป กลุ่มชนเหล่านี้คงจะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดต่อไปได้  กล่าวคือ หากเมื่อไหร่ก็ตามที่ชาติพันธุ์ใดที่ให้ไว้เกิดประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากินของพวกเขาหรือการอยู่รอดของพวกเขา เช่นนั้นแล้วชาติพันธุ์นั้นก็คงจะไม่ดำเนินต่อไป และพวกเขาก็สามารถหายไปจากพื้นโลกและกลายเป็นสูญพันธุ์ไปเลย  และหากบรรดาผู้ที่ทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพสูญเสียที่ดินของพวกเขาไป หากพวกเขาไม่สามารถเพาะปลูกพืชพรรณทุกประเภทและได้รับอาหารจากพืชพรรณเหล่านั้น เช่นนั้นแล้วผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? หากปราศจากอาหาร ผู้คนจะไม่อดตายหรอกหรือ? หากผู้คนกำลังจะอดตาย เผ่าพันธุ์มนุษย์เผ่านั้นจะไม่ถูกกวาดล้างหรอกหรือ? ดังนั้นแล้วนี่จึงเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในการคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมประเภทต่างๆ กัน  พระเจ้าทรงมีพระประสงค์หนึ่งอย่างเท่านั้นในการธำรงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศอันแตกต่างกันและสิ่งมีชีวิตอันแตกต่างกันทั้งหมดภายในพวกมัน—และนั่นก็เป็นไปเพื่อเลี้ยงดูผู้คนทุกประเภท เพื่อเลี้ยงดูผู้คนที่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ซึ่งแตกต่างกัน

หากสิ่งทรงสร้างทั้งหมดสูญเสียกฎของพวกมันไป พวกมันคงจะไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป หากกฎแห่งทุกสรรพสิ่งได้สูญหายไป เช่นนั้นแล้วสิ่งมีชีวิตท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คงจะมีความไม่สามารถที่จะดำเนินต่อไปได้  มนุษยชาติคงจะสูญเสียสภาพแวดล้อมของพวกเขาซึ่งพวกเขาพึ่งพาเพื่อการอยู่รอดด้วยเช่นกัน  หากมนุษยชาติสูญเสียทั้งหมดนั้น พวกเขาคงจะไม่มีความสามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ดังที่พวกเขาได้ทำเรื่อยมา เพื่อเจริญเติบโตและทวีจำนวนรุ่นแล้วรุ่นเล่า  เหตุผลที่มนุษย์ได้อยู่รอดมาจนกระทั่งบัดนี้เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงจัดหาสิ่งทรงสร้างทั้งหมดให้แก่พวกเขาเพื่อเลี้ยงดูพวกเขา เพื่อเลี้ยงดูมวลมนุษย์ในหนทางที่แตกต่างกัน  เป็นเพราะพระเจ้าทรงเลี้ยงดูมวลมนุษย์ในหนทางที่แตกต่างกันเท่านั้น มวลมนุษย์จึงได้อยู่รอดมาจนกระทั่งบัดนี้ในปัจจุบันนี้  ด้วยสภาพแวดล้อมที่ตายตัวสำหรับการอยู่รอดอันเป็นคุณและมีกฎธรรมชาติเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในนั้น ผู้คนต่างประเภททั้งหมดของแผ่นดินโลก เผ่าพันธุ์ที่ต่างกันทั้งหมด จึงสามารถอยู่รอดได้ภายในพื้นที่ที่ได้บัญญัติขึ้นของพวกเขาเอง  ไม่มีใครสามารถไปเลยจากพื้นที่เหล่านี้หรืออาณาเขตระหว่างพวกมันได้ เป็นเพราะพระเจ้านั่นเองที่ได้ทรงวาดเค้าโครงพวกมันไว้  เหตุใดหรือ พระเจ้าจึงจะทรงวาดเค้าโครงอาณาเขตในหนทางนี้? นี่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญใหญ่หลวงสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง—มีความสำคัญใหญ่หลวงอย่างแท้จริง!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 183

ประการที่สี่ พระเจ้าได้ทรงวาดอาณาเขตระหว่างเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน  บนแผ่นดินโลกมีผู้คนผิวสีขาว ผู้คนผิวสีดำ ผู้คนผิวสีน้ำตาล และผู้คนผิวสีเหลือง  เหล่านี้คือผู้คนต่างชนิดกัน  พระเจ้ายังได้ทรงกำหนดวงเขตสำหรับชีวิตของผู้คนต่างชนิดกันเหล่านี้อีกด้วย และผู้คนก็ใช้ชีวิตภายในสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมของพวกเขาสำหรับการอยู่รอดภายใต้การบริหารจัดการของพระเจ้าโดยที่ไม่ได้ตระหนักรู้ถึงมันเลย  ไม่มีใครสามารถก้าวออกนอกการนี้ได้  ตัวอย่างเช่น พวกเรามาพิจารณาผู้คนผิวขาวกันเถิด  อะไรคือแนวเขตทางภูมิศาสตร์ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่? ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา  แนวเขตทางภูมิศาสตร์ซึ่งผู้คนผิวดำอาศัยอยู่เป็นหลักคือทวีปแอฟริกา  ผู้คนผิวสีน้ำตาลอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้เป็นหลัก ในประเทศอย่างเช่น ประเทศไทย อินเดีย เมียนมาร์ เวียดนาม และลาว  ผู้คนผิวสีเหลืองอาศัยอยู่ในเอเชียเป็นหลัก กล่าวคือ ในประเทศอย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้  พระเจ้าได้ทรงกระจายเผ่าพันธุ์ประเภทต่างๆ กันเหล่านี้ทั้งหมดอย่างเหมาะสม เพื่อที่เผ่าพันธุ์ซึ่งต่างกันเหล่านี้จะได้ถูกกระจายกันไปตามส่วนที่แตกต่างกันของโลก  ในส่วนที่แตกต่างกันของโลกเหล่านี้ พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่เหมาะสมสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ต่างกันแต่ละเผ่าไว้นานแล้ว  ภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดเหล่านี้ พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมดินที่มีสีสันและองค์ประกอบแตกต่างกันหลากหลายสำหรับพวกเขา  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ องค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนผิวสีขาวไม่เหมือนกับองค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนผิวสีดำ และพวกมันยังแตกต่างจากองค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย  เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดสำหรับเผ่าพันธุ์นั้นแล้ว  พระประสงค์ของพระองค์ในการทำเช่นนั้นก็เพื่อที่ว่า เมื่อผู้คนประเภทนั้นได้เริ่มที่จะทวีจำนวน และเพื่อที่จะเพิ่มจำนวน พวกเขาจะสามารถได้รับการกำหนดตายตัวภายในแนวเขตที่แน่นอนได้  ก่อนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ได้ทรงดำริไว้ทั้งหมดแล้ว—พระองค์จะสงวนยุโรปและอเมริกาไว้สำหรับผู้คนผิวขาวเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาพัฒนาและอยู่รอด  ดังนั้นตอนที่พระเจ้ากำลังทรงสร้างแผ่นดินโลก พระองค์ได้มีแผนการแล้ว พระองค์ได้มีเป้าหมายและพระประสงค์ในการใส่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงใส่เข้าไปในผืนแผ่นดินนั้น และในการเลี้ยงดูสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเลี้ยงดูบนผืนแผ่นดินนั้น  ตัวอย่างเช่น ภูเขาใด ที่ราบกี่แห่ง แหล่งน้ำกี่แหล่ง นกและสิงสาราสัตว์ชนิดใด ปลาอะไร และพืชพรรณใดที่จะอยู่บนแผ่นดินนั้น พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมพวกมันทั้งหมดไว้นานมาแล้ว  เมื่อตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดให้กับมนุษย์ประเภทหนึ่ง ให้กับเผ่าพันธุ์ที่กำหนดเผ่าพันธุ์หนึ่ง พระเจ้าทรงจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นปัญหามากมายจากทุกมุมของการจำแนกชนิดต่างๆ กล่าวคือ สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ องค์ประกอบของดิน สายพันธุ์ของนกและสิงสาราสัตว์ที่แตกต่างกัน ขนาดของปลาต่างชนิดกัน องค์ประกอบที่รวมกันเป็นตัวปลา ความแตกต่างในคุณภาพของน้ำ ตลอดจนพืชพรรณที่ต่างชนิดกันทั้งหมด…พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมทั้งหมดนั้นนานมาแล้ว  สภาพแวดล้อมแบบนั้นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างและได้ทรงตระเตรียมสำหรับผู้คนผิวขาว และนั่นก็เป็นของพวกเขาโดยกำเนิด  พวกเจ้าได้เห็นหรือยังว่าเมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงคิดพิจารณาในการนั้นอย่างถี่ถ้วนและทรงกระทำการโดยมีแผนการ? (ใช่ พวกเราได้เห็นแล้วว่าการพิจารณาต่างๆ ของพระเจ้าสำหรับผู้คนหลากหลายชนิดนั้นรอบคอบมาก  สำหรับสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดที่พระองค์ได้ทรงสร้างสำหรับมนุษย์ประเภทที่แตกต่างกัน นกและสิงสาราสัตว์และปลาชนิดใด ภูเขากี่ลูกและที่ราบกี่แห่งที่พระองค์จะทรงตระเตรียม พระองค์ได้ทรงพิจารณาด้วยความรอบคอบและความเที่ยงตรงสูงสุด)  ลองดูตัวอย่างของผู้คนผิวสีขาว  ผู้คนผิวขาวกินอาหารใดเป็นหลัก? อาหารที่ผู้คนผิวขาวกินนั้นแตกต่างมากจากอาหารที่ผู้คนชาวเอเชียกิน  อาหารหลักที่ผู้คนผิวสีขาวกินประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ไข่ นม และสัตว์ปีกเป็นหลัก  ธัญพืช เช่น ขนมปังและข้าวเจ้า โดยทั่วไปแล้วเป็นอาหารเสริมที่วางอยู่ที่ด้านข้างของจาน  แม้ในยามที่กินสลัดผัก พวกเขามีแนวโน้มที่จะใส่เนื้ออบหรือไก่สองสามชิ้นไว้ด้วย และแม้ในยามที่กินอาหารที่มีข้าวสาลีเป็นหลัก พวกเขามีแนวโน้มที่จะเพิ่มชีส ไข่ หรือเนื้อสัตว์  นั่นจึงกล่าวได้ว่า อาหารหลักของพวกเขาไม่ได้ประกอบด้วยอาหารที่มีข้าวสาลีหรือข้าวเจ้าเป็นหลัก พวกเขากินเนื้อสัตว์และชีสในปริมาณมาก  พวกเขามักดื่มน้ำแข็งเพราะอาหารที่พวกเขากินนั้นมีแคลอรีสูงมาก  ดังนั้น ผู้คนผิวสีขาวจึงแข็งแกร่งทรหดเป็นพิเศษ  นั่นคือแหล่งกำเนิดของการทำมาหากินของพวกเขาและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่ถูกตระเตรียมสำหรับพวกเขาโดยพระเจ้า ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขามีวิถีชีวิตนี้ วิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ  ไม่มีถูกหรือผิดในวิถีชีวิตนี้—มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า และมันเกิดจากการสั่งการของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์  การที่เผ่าพันธุ์นี้มีวิถีชีวิตนี้และแหล่งที่มาเหล่านี้สำหรับการทำมาหากินของพวกเขาเป็นเพราะเผ่าพันธุ์ของพวกเขา และเพราะสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับพวกเขา  เจ้าสามารถพูดได้ว่า สภาพแวดล้อมที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับผู้คนผิวสีขาว และเสบียงอาหารในแต่ละวันที่พวกเขาได้รับจากสภาพแวดล้อมนั้น มั่งคั่งและล้นเหลือ

พระเจ้ายังได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดสำหรับเผ่าพันธุ์อื่นๆ เช่นกัน  ยังมีผู้คนผิวสีดำอีกด้วย—ผู้คนผิวสีดำตั้งรกรากอยู่ที่ไหน? พวกเขาตั้งรกรากอยู่ในแอฟริกากลางและแอฟริกาใต้เป็นหลัก  พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมอะไรไว้สำหรับพวกเขาในสภาพแวดล้อมสำหรับการดำรงชีวิตประเภทนั้น? ป่าฝนเขตร้อน นกและสิงสาราสัตว์ทุกการจำแนกชนิด และทั้งทะเลทรายด้วย และพืชพรรณทุกประเภทที่มีชีวิตอยู่เคียงข้างผู้คน  พวกเขามีแหล่งที่มาสำหรับน้ำ การหากินของพวกเขา และอาหาร  พระเจ้าไม่ได้ทรงมีอคติกับพวกเขา  ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะได้เคยทำอะไรไว้ การอยู่รอดของพวกเขาไม่เคยเป็นปัญหาเลย  พวกเขาก็ยึดครองสถานที่ตั้งที่แน่นอนและพื้นที่ที่แน่นอนในส่วนหนึ่งของแผ่นดินโลกเช่นกัน

ตอนนี้ พวกเรามาพูดถึงผู้คนผิวสีเหลืองกันเถิด  ผู้คนผิวสีเหลืองตั้งรกรากอยู่ในทิศตะวันออกของแผ่นดินโลกเป็นหลัก  อะไรคือความแตกต่างระหว่างสภาพแวดล้อมและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของทิศตะวันออกและทิศตะวันตก? ในทิศตะวันออก ผืนดินส่วนใหญ่นั้นอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่งไปด้วยวัตถุดิบและแหล่งแร่  กล่าวคือ ทรัพยากรบนดินและใต้ดินทุกการจำแนกชนิดนั้นมีมากมาย  และสำหรับผู้คนกลุ่มนี้ สำหรับเผ่าพันธุ์นี้ พระเจ้ายังได้ทรงตระเตรียมดิน สภาพอากาศซึ่งสอดรับกัน และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาเช่นกัน  แม้ว่ามีความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์นั้นกับสภาพแวดล้อมในทิศตะวันตก อาหารที่จำเป็น การทำมาหากิน และแหล่งที่มาสำหรับการอยู่รอดของผู้คนก็ยังได้ถูกตระเตรียมโดยพระเจ้าเช่นกัน  มันก็แค่สภาพแวดล้อมสำหรับการดำรงชีวิตที่แตกต่างจากผู้คนผิวสีขาวในทิศตะวันตก  แต่อะไรคือหนึ่งสิ่งที่เราจำเป็นต้องบอกพวกเจ้า? จำนวนผู้คนของเผ่าพันธุ์ตะวันออกนั้นค่อนข้างมาก ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงเพิ่มเติมองค์ประกอบจำนวนมากในส่วนนั้นของแผ่นดินโลกที่แตกต่างจากทิศตะวันตก  ที่นั่น พระองค์ได้ทรงเพิ่มภูมิประเทศที่แตกต่างกันมากมายและวัตถุดิบอันอุดมทุกชนิด  ทรัพยากรธรรมชาติที่นั่นอุดมมาก ภูมิประเทศก็ยังแตกต่างและหลากหลายอีกด้วย เพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูผู้คนจำนวนมหาศาลของเผ่าพันธุ์ตะวันออก  สิ่งที่แยกทิศตะวันออกจากทิศตะวันตกก็คือว่าในทิศตะวันออก—ตั้งแต่ใต้จรดเหนือ ตะวันออกจรดตะวันตก—สภาพอากาศนั้นดีกว่าทิศตะวันตก  ฤดูกาลทั้งสี่นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน อุณหภูมิเหมาะสม ทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีมากมาย และทิวทัศน์ธรรมชาติและชนิดของภูมิประเทศก็ดีกว่าในทิศตะวันตกมาก  เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงทำการนี้? พระเจ้าได้ทรงสร้างความสมดุลที่มีเหตุผลมากระหว่างผู้คนผิวสีขาวและผู้คนผิวสีเหลือง  นี่หมายถึงอะไร? มันหมายถึงว่าแง่มุมทั้งหมดของอาหารของผู้คนผิวสีขาว สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาใช้ และสิ่งต่างๆ ที่ได้ถูกจัดหาไว้เพื่อความชื่นชมยินดีของพวกเขานั้น ดีกว่าสิ่งที่ผู้คนผิวสีเหลืองมีความสามารถที่จะชื่นชมได้อย่างมาก  อย่างไรก็ดี พระเจ้าไม่ได้ทรงมีอคติกับเผ่าพันธุ์ใดๆ  พระเจ้าได้ทรงให้สภาพแวดล้อมที่สวยงามกว่าและดีกว่าสำหรับการอยู่รอดแก่ผู้คนผิวสีเหลือง  นี่คือความสมดุล

พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผู้คนประเภทใดควรดำรงชีวิตในส่วนใดของโลก พวกมนุษย์สามารถไปเลยจากเขตจำกัดเหล่านี้ได้หรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่สามารถ)  ช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์จริงๆ! ต่อให้มีสงครามหรือการรุกล้ำในระหว่างยุคสมัยที่แตกต่างกันหรือในเวลาพิเศษต่างๆ  สงครามและการรุกล้ำเหล่านี้ไม่สามารถทำลายสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าสำหรับเผ่าพันธุ์แต่ละเผ่าได้อย่างสิ้นเชิง  กล่าวคือ พระเจ้าได้ทรงกำหนดผู้คนเฉพาะชนิดไว้ตายตัวในส่วนที่เฉพาะของโลกและพวกเขาไม่สามารถไปเลยจากเขตจำกัดเหล่านี้ได้  ต่อให้ผู้คนมีความทะเยอทะยานบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงหรือขยายดินแดนของพวกเขา หากปราศจากการอนุญาตจากพระเจ้า การนี้ก็จะลำบากยากเย็นมากที่จะสัมฤทธิ์ผล  มันจะลำบากยากเย็นมากที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จ  ตัวอย่างเช่น ผู้คนผิวสีขาวต้องการที่จะขยายดินแดนของพวกเขาและพวกเขาได้ยึดประเทศอื่นๆ บางประเทศเป็นอาณานิคม  พวกเยอรมันได้บุกรุกบางประเทศ และสหราชอาณาจักรครั้งหนึ่งก็ได้ยึดครองอินเดีย  ผลสุดท้ายคืออะไร? ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ล้มเหลว  พวกเราเห็นอะไรจากความล้มเหลวของพวกเขา? สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้านั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ถูกทำลาย  ดังนั้นแล้ว  ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจได้เห็นแรงส่งยิ่งใหญ่เพียงใดในการแผ่อาณาเขตของสหราชอาณาจักร ในท้ายที่สุดพวกเขายังคงต้องถอนทัพ ทิ้งแผ่นดินนั้นไว้ให้ยังคงเป็นของอินเดีย  บรรดาผู้ที่ดำรงชีวิตบนแผ่นดินผืนนั้นยังคงเป็นชาวอินเดีย ไม่ใช่ชาวอังกฤษ เพราะพระเจ้าคงจะไม่ทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น  บางคนในบรรดาผู้ที่ค้นคว้าวิจัยประวัติศาสตร์หรือการเมืองได้ให้บทความวิจัยเกี่ยวกับการนี้เอาไว้  พวกเขาให้เหตุผลสำหรับสาเหตุที่สหราชอาณาจักรล้มเหลว โดยกล่าวว่ามันอาจเป็นเพราะชาติพันธุ์บางชาติพันธุ์ไม่อาจถูกพิชิตได้ หรือมันอาจเป็นเพราะเหตุผลอื่นๆ ของมนุษย์…เหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลอันแท้จริง  เหตุผลอันแท้จริงนั้นเป็นเพราะพระเจ้า—พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น! พระเจ้าได้ทรงยอมให้ชาติพันธุ์หนึ่งดำรงชีวิตบนแผ่นดินผืนหนึ่งและทรงลงหลักปักฐานให้พวกเขาที่นั่น และหากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้พวกเขาเคลื่อนย้ายจากแผ่นดินผืนนั้น พวกเขาจะไม่มีวันสามารถเคลื่อนย้ายได้  หากพระเจ้าทรงแบ่งสรรพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับพวกเขา พวกเขาจะดำรงชีวิตภายในพื้นที่นั้น  มวลมนุษย์ไม่สามารถเป็นอิสระหรือสลัดตัวพวกเขาเองให้หลุดพ้นจากพื้นที่ที่กำหนดไว้เหล่านี้ได้  นี่เป็นสิ่งที่แน่นอน  ไม่สำคัญว่ากองกำลังของผู้รุกล้ำจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือบรรดาผู้ที่กำลังถูกรุกล้ำจะอ่อนแอเพียงใด ความสำเร็จของผู้รุกรานนั้นท้ายที่สุดแล้วอยู่ที่พระเจ้าจะตัดสินพระทัย  มันได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระองค์ และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 184

เมื่อมองจากมุมมองของกฎที่กำหนดพิจารณาโดยพระเจ้าสำหรับการเติบโตของทุกสรรพสิ่ง ในความหลากหลายของมันทั้งหมด มิใช่ว่ามวลมนุษย์ทั้งปวงล้วนได้รับการจัดเตรียมและได้รับการเลี้ยงดูโดยพระเจ้าหรอกหรือ? หากกฎเหล่านี้ถูกทำลายหรือหากพระเจ้ามิได้ทรงสถาปนากฎเหล่านี้ไว้สำหรับมวลมนุษย์แล้วไซร้ ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร? ภายหลังจากที่พวกมนุษย์ได้สูญเสียสภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของพวกเขา พวกเขาจะมีแหล่งอาหารใดหรือไม่? เป็นไปได้ว่าแหล่งอาหารนั้นจะกลายเป็นปัญหา  หากผู้คนสูญเสียแหล่งอาหารของพวกเขา กล่าวคือ หากพวกเขาไม่สามารถหาอะไรที่จะกินได้เลย พวกเขาจะสามารถดำเนินต่อไปได้กี่วัน? เป็นไปได้ที่พวกเขาคงจะไม่คงอยู่ได้นานแม้แต่เดือนเดียว และการอยู่รอดจริงๆ ของพวกเขาก็คงจะกลายเป็นปัญหา  ดังนั้นแล้วทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำสำหรับการอยู่รอดของผู้คน สำหรับการดำรงอยู่ต่อเนื่อง การสืบพันธุ์ และการดำรงชีวิตของพวกเขานั้นสำคัญมาก  ทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระองค์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดและไม่สามารถแยกจากการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้  หากการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้กลายเป็นปัญหา การบริหารจัดการของพระเจ้าจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่? การบริหารจัดการของพระเจ้าจะยังคงมีอยู่หรือไม่? การบริหารจัดการของพระเจ้าอยู่ร่วมกันกับความอยู่รอดของมวลมนุษย์ทั้งปวงผู้ซึ่งพระองค์ทรงเลี้ยงดู ดังนั้นแล้วไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงตระเตรียมการอะไรสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์และพระองค์ทรงทำอะไรสำหรับพวกมนุษย์ การนี้ทั้งหมดจำเป็นสำหรับพระองค์ และมันสำคัญมากสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์  หากกฎเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาสำหรับทุกสรรพสิ่งถูกพรากจากไป หากกฎเหล่านี้ถูกทำลายลงหรือถูกทำให้หยุดชะงัก ทุกสรรพสิ่งก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะดำรงอยู่ได้อีกต่อไป สภาพแวดล้อมของมวลมนุษย์สำหรับการอยู่รอดก็คงจะไม่ดำรงอยู่ต่อไป อีกทั้งเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขาก็เช่นกัน และมวลมนุษย์เองก็เช่นกัน  ด้วยเหตุผลนี้ การบริหารจัดการของพระเจ้าเกี่ยวกับความรอดของมวลมนุษย์ก็คงจะไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้วเช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราได้หารือกัน ทุกๆ สิ่ง ทุกรายการนั้นเชื่อมโยงกับการอยู่รอดของทุกๆ คนอย่างใกล้ชิด  พวกเจ้าอาจพูดว่า “สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นใหญ่เกินไป มันไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่พวกเราสามารถเห็นได้” และบางทีอาจมีผู้คนที่จะพูดว่า “สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้าพระองค์”  อย่างไรก็ดี จงอย่าลืมว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตโดยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง เจ้าคือผู้หนึ่งท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า  สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้าไม่สามารถถูกแยกจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ได้ และไม่มีบุคคลสักคนเดียวที่สามารถแยกตัวพวกเขาเองจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ได้  การสูญเสียกฎเกณฑ์ของพระองค์และการจัดเตรียมของพระองค์จะหมายความว่า ชีวิตของผู้คน ชีวิตฝ่ายเนื้อหนังของผู้คน จะหายไป  นี่คือความสำคัญของการที่พระเจ้าทรงกำหนดสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดสำหรับมวลมนุษย์  ไม่สำคัญว่าเจ้าเป็นของเผ่าพันธุ์ใดหรือเจ้าดำรงชีวิตอยู่ในแผ่นดินผืนใด ไม่ว่าจะเป็นในทิศตะวันตกหรือทิศตะวันออก—เจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งไว้สำหรับมวลมนุษย์ และเจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากการเลี้ยงดูและการจัดเตรียมของสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระองค์ได้ทรงจัดตั้งสำหรับพวกมนุษย์  ไม่สำคัญว่าการทำมาหากินของเจ้าคืออะไร เจ้าพึ่งพาอะไรเพื่อมีชีวิตอยู่ และเจ้าพึ่งพาอะไรเพื่อยังชีพของเจ้าในเนื้อหนัง เจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากกฎเกณฑ์ของพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์ได้  บางคนพูดว่า: “ฉันไม่ใช่เกษตรกร ฉันไม่ได้เพาะปลูกพืชผลเพื่อหาเลี้ยงชีพ  ฉันไม่ได้พึ่งพาฟ้าสวรรค์สำหรับอาหารของฉัน ดังนั้นการอยู่รอดของฉันจึงไม่ได้กำลังเกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่กำหนดโดยพระเจ้า  ฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลยจากสภาพแวดล้อมแบบนั้น”  นั่นถูกต้องหรือ? เจ้าพูดว่าเจ้าไม่ได้เพาะปลูกพืชผลเพื่อการดำรงชีวิตของเจ้า แต่เจ้าไม่กินธัญพืชหรอกหรือ? เจ้าไม่กินเนื้อสัตว์และไข่หรอกหรือ? และเจ้าไม่กินผักและผลไม้หรอกหรือ? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากิน สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่เจ้าจำเป็น ไม่สามารถแยกจากสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่กำหนดโดยพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ได้  และแหล่งที่มาของทุกสิ่งทุกอย่างที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีนั้นไม่สามารถแยกจากทุกสรรพสิ่งที่สร้างโดยพระเจ้าได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงของพวกมันประกอบขึ้นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของเจ้า  น้ำที่เจ้าดื่ม เสื้อผ้าที่เจ้าสวมใส่ และทุกสรรพสิ่งที่เจ้าใช้—สิ่งใดหรือในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ที่ไม่ได้รับมาจากท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า? บางคนพูดว่า “มีรายการสิ่งของบางรายการที่ไม่ได้รับมาจากสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า  เจ้าเห็นหรือไม่ พลาสติกคือหนึ่งในรายการสิ่งของเหล่านั้น  มันเป็นสิ่งของทางเคมี สิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น”  นั่นถูกต้องหรือ? พลาสติกจริงๆ แล้วคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และมันเป็นสิ่งของทางเคมี แต่องค์ประกอบดั้งเดิมของพลาสติกมาจากไหนกัน? องค์ประกอบดั้งเดิมนั้นได้รับมาจากวัสดุที่พระเจ้าทรงสร้าง  สิ่งต่างๆ ที่เจ้าเห็นและชื่นชม ทุกๆ สิ่งที่เจ้าใช้ มันทั้งหมดได้รับมาจากสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสร้าง  นั่นจึงกล่าวได้ว่า ไม่สำคัญว่าบุคคลหนึ่งจะเป็นของเผ่าพันธุ์ใด ไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจใช้ชีวิตอยู่ในการทำมาหากินอะไรหรือในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดประเภทใด พวกเขาไม่สามารถแยกตัวพวกเขาเองจากสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 185

ไม่ว่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้ามากเพียงใดก็ตามในหัวใจของผู้คน นั่นก็เป็นขอบข่ายของพระฐานะที่พระองค์ทรงมีในหัวใจของพวกเขาเช่นกัน  ไม่ว่าระดับของความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดในหัวใจของพวกเขา นั่นก็คือการที่พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพียงใดในหัวใจของพวกเขา  หากพระเจ้าที่เจ้ารู้จักนั้นว่างเปล่าและคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าที่เจ้าเชื่อก็ว่างเปล่าและคลุมเครือด้วยเช่นกัน  พระเจ้าที่เจ้ารู้จักถูกจำกัดไว้ที่วงเขตของชีวิตส่วนตัวของเจ้าเอง และไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองเลย  ด้วยเหตุนี้ การรู้จักการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า การรู้จักความเป็นจริงของพระเจ้าและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ การรู้จักพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง การรู้จักสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น การรู้จักการกระทำที่พระองค์ได้ทรงสำแดงท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์—สิ่งเหล่านี้สำคัญมากต่อบุคคลทุกๆ คนที่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า  พวกมันมีผลกระทบโดยตรงต่อการที่ผู้คนจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงได้หรือไม่  หากเจ้าจำกัดความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ที่แค่พระวจนะ หากเจ้าจำกัดมันไว้ที่ประสบการณ์เล็กน้อยของเจ้าเอง ไว้ที่สิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นพระคุณของพระเจ้า หรือคำพยานเล็กน้อยของเจ้าต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเรากล่าวว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองอย่างแน่นอน  ไม่เพียงแค่นั้น ทว่ายังสามารถกล่าวได้อีกด้วยว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นเป็นพระเจ้าในจินตนาการ ไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้  นี่เป็นเพราะพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงดำเนินไปท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง  พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่กุมชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวงและของทุกสิ่งทุกอย่างในพระหัตถ์ของพระองค์  พระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าที่เรากำลังพูดถึงนั้นไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนในสัดส่วนเล็กๆ  กล่าวคือ พวกมันไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนที่ติดตามพระองค์ในปัจจุบัน  กิจการของพระองค์นั้น สำแดงออกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ในการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง และในกฎต่างๆ แห่งการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง

หากเจ้าไม่สามารถเห็นหรือระลึกได้ถึงกิจการใดๆ ของพระเจ้าท่ามกลางทุกสรรพสิ่งของการทรงสร้างของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่สามารถเป็นคำพยานต่อกิจการใดๆ ของพระองค์ได้  หากเจ้าไม่สามารถเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงผู้ที่เรียกกันว่า “พระเจ้า” องค์เล็กๆ ที่เจ้ารู้จัก พระเจ้าองค์นั้นผู้ถูกจำกัดไว้ที่แนวคิดของเจ้าเองและดำรงอยู่เฉพาะภายในขอบเขตอันคับแคบของจิตใจของเจ้าเท่านั้น หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงพระเจ้าประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่มีวันทรงสรรเสริญความเชื่อของเจ้า  ตอนที่เจ้าเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้าทำเช่นนั้นเฉพาะในแง่ของวิธีการที่เจ้าชื่นชมพระคุณของพระเจ้า วิธีการที่เจ้ายอมรับการบ่มวินัยของพระเจ้าและการตีสอนของพระองค์ และวิธีการที่เจ้าชื่นชมพระพรของพระองค์ในการเป็นพยานของเจ้าสำหรับพระองค์แล้วไซร้ นั่นก็ห่างไกลจากคำว่าพอและไม่แม้แต่จะใกล้เคียงกับการทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  หากเจ้าต้องการเป็นพยานให้กับพระเจ้าในหนทางที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นพยานให้กับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นจากการกระทำของพระองค์  เจ้าต้องเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ และเห็นความจริงเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง  หากเจ้ารับรู้เพียงว่าเสบียงอาหารในแต่ละวันของเจ้าและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตของเจ้านั้นมาจากพระเจ้า แต่เจ้ากลับล้มเหลวที่จะเห็นความจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงมองทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เป็นการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง และที่ว่า พระองค์กำลังทรงนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวงโดยการปกครองทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะเป็นพยานให้กับพระเจ้าได้  อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการกล่าวทั้งหมดนี้? มันก็เป็นไปก็เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่คิดว่าการนี้ไม่สำคัญ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าหัวข้อเหล่านี้ที่เราได้พูดถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตส่วนบุคคลของพวกเจ้าเอง และเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่คิดว่าหัวข้อเหล่านี้เป็นแค่ความรู้หรือคำสอนชนิดหนึ่ง  หากพวกเจ้าฟังสิ่งที่เรากำลังกล่าวด้วยท่าทีประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ย่อมจะไม่ได้รับแม้สักสิ่งเดียว  พวกเจ้าจะสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ที่จะได้รู้จักพระเจ้า

อะไรคือเป้าหมายของเราในการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด? เป้าหมายของเราคือการทำให้ผู้คนรู้จักพระเจ้า การทำให้ผู้คนเข้าใจการกระทำอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า  ทันทีที่เจ้าเข้าใจพระเจ้าและเจ้ารู้จักการกระทำของพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะรู้จักพระองค์  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าต้องการที่จะเข้าใจบุคคลหนึ่ง เจ้าจะมาเข้าใจพวกเขาได้อย่างไร? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่สิ่งที่พวกเขาสวมใส่หรือวิธีที่พวกเขาแต่งกายหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่วิธีที่พวกเขาเดินหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่วงเขตของความรู้ของพวกเขาหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วเจ้าเข้าใจบุคคลหนึ่งอย่างไร? เจ้าตัดสินใจโดยขึ้นอยู่กับคำพูดและพฤติกรรมของบุคคล ความคิดของพวกเขาและสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาแสดงออกและเปิดเผยเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง  นี่คือวิธีที่เจ้าได้มารู้จักบุคคลหนึ่ง วิธีที่เจ้าเข้าใจบุคคลหนึ่ง  ในทำนองเดียวกัน หากเจ้าต้องการที่จะรู้จักพระเจ้า หากเจ้าต้องการที่จะเข้าใจด้านซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ ด้านที่เที่ยงแท้ของพระองค์ พวกเจ้าต้องรู้จักพระองค์โดยผ่านทางกิจการของพระองค์และโดยผ่านทางสิ่งอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทุกๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำ  นี่คือวิธีที่ดีที่สุด และเป็นวิธีเดียวเท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 186

เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงใช้วิธีการและหนทางทุกการจำแนกชนิดเพื่อสร้างสมดุลของพวกมัน เพื่อสร้างสมดุลของสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของภูเขาและทะเลสาบ ของพืชพรรณและสัตว์ นก และแมลงทุกชนิด  เป้าหมายของพระองค์คือการเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ดำรงชีวิตและทวีจำนวนภายใต้กฎที่พระองค์ได้ทรงกำหนดขึ้น  ไม่มีสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างใดสามารถออกไปนอกกฎเหล่านี้ และกฎเหล่านี้ไม่สามารถถูกทำลายได้  เฉพาะภายในสภาพแวดล้อมพื้นฐานประเภทนี้เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถอยู่รอดและทวีจำนวนได้อย่างปลอดภัย รุ่นแล้วรุ่นเล่า  หากสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้างใดๆ ไปเลยจากปริมาณหรือวงเขตที่พระเจ้าทรงกำหนด หรือหากมันเกินอัตราการเติบโต ความถี่ของการสืบพันธุ์ หรือจำนวนที่สั่งการโดยพระองค์ สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะประสบทุกข์กับการทำลายล้างในระดับที่หลากหลาย  และในเวลาเดียวกัน การอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะถูกคุกคาม  หากสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้างชนิดหนึ่งมีจำนวนมากเกินไป มันจะปล้นอาหารจากผู้คน ทำลายแหล่งน้ำของผู้คน และทำให้ถิ่นฐานของพวกเขาย่อยยับ  ด้วยวิธีนั้น การสืบพันธุ์หรือสภาวะของการอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะได้รับผลกระทบในทันที  ตัวอย่างเช่น น้ำนั้นสำคัญมากสำหรับทุกสรรพสิ่ง  หากมีหนู มด ตั๊กแตนโลคัสตา กบ หรือสัตว์อื่นๆ ชนิดใดก็ตามมากเกินไป พวกมันจะดื่มน้ำมากขึ้น  เมื่อปริมาณน้ำที่พวกมันดื่มเพิ่มขึ้น น้ำดื่มและแหล่งน้ำของผู้คนภายในวงเขตที่ตายตัวของแหล่งน้ำดื่มและพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยน้ำจะลดลง และพวกเขาจะได้รับประสบการณ์การขาดแคลนน้ำ  หากน้ำดื่มของผู้คนถูกทำลาย ปนเปื้อน หรือถูกตัดขาดเพราะสัตว์ทุกประเภทได้เพิ่มจำนวนขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดอันโหดร้ายแบบนั้น การอยู่รอดของมวลมนุษย์จะถูกคุกคามอย่างร้ายแรง  หากสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทมีจำนวนเกินความเหมาะสมของพวกมัน เช่นนั้นแล้วอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และแม้กระทั่งองค์ประกอบของอากาศภายในพื้นที่สำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ก็จะเป็นพิษและถูกทำลายในระดับที่หลากหลาย  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ การอยู่รอดและชะตากรรมของพวกมนุษย์จะอยู่ภายใต้การคุกคามที่มีต้นเหตุจากปัจจัยทางนิเวศวิทยาเหล่านี้เช่นกัน  ดังนั้นแล้ว หากความสมดุลเหล่านี้สูญเสียไป อากาศที่ผู้คนหายใจจะถูกทำลาย น้ำที่พวกเขาดื่มจะถูกปนเปื้อน และอุณหภูมิที่พวกเขาพึงต้องมีก็จะเปลี่ยนแปลงและได้รับผลกระทบในระดับที่หลากหลายเช่นกัน  หากนั่นเกิดขึ้น สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่เป็นของมวลมนุษย์โดยธรรมชาติจะอยู่ภายใต้ผลกระทบและความท้าทายอันใหญ่หลวง  ในฉากเหตุการณ์ประเภทนี้ที่สภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของพวกมนุษย์ได้ถูกทำลายลง ชะตากรรมและความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร? นี่เป็นปัญหาที่รุนแรงมากปัญหาหนึ่ง!  เพราะพระเจ้าทรงรู้ว่าสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างแต่ละสิ่งดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ด้วยเหตุผลใด บทบาทของสิ่งทุกชนิดที่พระองค์ได้ทรงสร้างคืออะไร แต่ละสิ่งมีผลกระทบแบบใดกับมวลมนุษย์ และมันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ถึงระดับใด เพราะในพระทัยของพระเจ้ามีแผนการสำหรับทั้งหมดนี้และพระองค์ทรงบริหารจัดการทุกๆ แง่มุมของทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทุกๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำจึงสำคัญและจำเป็นมากสำหรับมวลมนุษย์  ดังนั้นแล้วตั้งแต่นี้ไป เมื่อใดก็ตามที่เจ้าสังเกตปรากฏการณ์ทางนิเวศวิทยาบางอย่างท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า หรือกฎธรรมชาติบางอย่างในขณะนี้ท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า เจ้าจะไม่สงสัยเกี่ยวกับความจำเป็นของทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างอีกต่อไป  เจ้าจะไม่ใช้ถ้อยคำที่ไม่รู้เท่าทันมาตัดสินโดยพลการเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการของทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าและหนทางอันหลากหลายของพระองค์ในการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์อีกต่อไป  อีกทั้งเจ้าจะไม่มาสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับกฎของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์โดยพลการ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 187

สำหรับโลกทางวัตถุนั้น เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนไม่เข้าใจสิ่งใดหรือปรากฏการณ์ใดบางอย่าง พวกเขาสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือใช้ช่องทางทั้งหลายเพื่อหาต้นกำเนิดและภูมิหลังของสิ่งเหล่านั้น  แต่เมื่อกล่าวถึงอีกโลกหนึ่งที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่วันนี้—โลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมีอยู่ภายนอกโลกทางวัตถุ—ผู้คนไม่มีวิธีการหรือช่องทางใดๆ ที่จะใช้เรียนรู้เกี่ยวกับมันเลยอย่างสิ้นเชิง  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เรากล่าวไปเพราะ ในโลกของมวลมนุษย์นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างของโลกทางวัตถุแยกกันไม่ได้จากการดำรงอยู่ทางร่างกายของมนุษย์ และเพราะผู้คนรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างของโลกทางวัตถุนั้นแยกกันไม่ได้จากการดำรงชีวิตทางร่างกายและชีวิตทางร่างกายของพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่เพียงตระหนักถึงหรือมองเห็นสิ่งทั้งหลายทางวัตถุที่อยู่ต่อหน้าต่อตาของพวกเขาที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้เท่านั้น  อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงโลกฝ่ายวิญญาณ—ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของอีกโลกหนึ่งนั้น—มันคงจะเป็นการสมควรที่จะกล่าวว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ  เพราะผู้คนไม่สามารถมองเห็นมันได้ และเชื่อว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจมันหรือที่จะต้องรู้สิ่งใดๆ เกี่ยวกับมัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกล่าวสิ่งใดเกี่ยวกับว่าโลกฝ่ายวิญญาณเป็นโลกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกทางวัตถุอย่างไร และจากทัศนคติของพระเจ้านั้นเปิดอยู่อย่างไร—ถึงแม้ว่าสำหรับมนุษย์แล้วมันจะเป็นความลับและปิดอยู่ก็ตาม—เพราะฉะนั้นผู้คนจึงมีเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งในการค้นหาเส้นทางเพื่อที่จะเข้าใจแง่มุมทั้งหลายของโลกนี้  แง่มุมที่แตกต่างของโลกฝ่ายวิญญาณเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังจะพูดนี้เพียงเกี่ยวข้องกับการบริหารและอธิปไตยของพระเจ้าเท่านั้น เรามิใช่กำลังจะเผยความล้ำลึกทั้งหลายใดๆ และเรามิใช่กำลังจะบอกพวกเจ้าถึงสิ่งอำพรางใดๆ ที่พวกเจ้าปรารถนาจะเรียนรู้  เพราะการนี้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า การบริหารของพระเจ้า และการจัดเตรียมของพระเจ้า เพราะฉะนั้นเราจึงจะเพียงพูดถึงส่วนที่มันจำเป็นสำหรับพวกเจ้าที่ต้องรู้เท่านั้น

ก่อนอื่น เราขอถามคำถามหนึ่งกับพวกเจ้า นั่นคือ  ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้านั้น โลกฝ่ายวิญญาณคืออะไร?  พูดโดยกว้างๆ แล้วนั้น มันคือโลกภายนอกโลกทางวัตถุ โลกที่ไม่ปรากฏแก่ตาและไม่อาจจับต้องได้สำหรับผู้คน ถึงกระนั้น ในจินตนาการของพวกเจ้า โลกฝ่ายวิญญาณควรจะเป็นโลกประเภทใด?  บางที ผลจากการที่ไม่สามารถมองเห็นมันได้นี้ พวกเจ้าจึงไม่สามารถคิดเกี่ยวกับมันได้  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเจ้าได้ยินตำนานบางอย่าง พวกเจ้ายังคงกำลังคิดถึงมันอยู่ และพวกเจ้าไม่สามารถหยุดคิดถึงมันได้  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  มีบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายเมื่อพวกเขายังเยาว์วัย นั่นคือ  เมื่อใครบางคนบอกเล่าเรื่องที่น่ากลัวแก่พวกเขา—เกี่ยวกับผี หรือดวงจิต—พวกเขารู้สึกกลัวจนขนหัวลุก  เหตุใดกันแน่ที่พวกเขาหวาดกลัว?  นั่นเป็นเพราะพวกเขากำลังจินตนาการถึงสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง ถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถมองเห็นพวกมัน แต่พวกเขารู้สึกว่าพวกมันอยู่ทั่วห้องของพวกเขา อยู่ในที่ซ่อนเร้นหรือมุมมืดบางแห่ง และพวกเขาเกรงกลัวจนพวกเขาไม่กล้าเข้านอน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามกลางคืน พวกเขารู้สึกกลัวเกินไปที่จะอยู่ตามลำพังในห้องของพวกเขาหรือที่จะเสี่ยงออกไปในลานบ้านของพวกเขาตามลำพัง  นั่นคือโลกฝ่ายวิญญาณจากจินตนาการของพวกเจ้า และมันเป็นโลกที่มนุษย์คิดว่าน่ากลัว  ข้อเท็จจริงก็คือทุกคนจินตนาการมันถึงบางระดับเท่านั้น และทุกคนสามารถรู้สึกถึงมันได้นิดหน่อย

โลกฝ่ายจิตวิญญาณคืออะไร?  เราขอให้คำอธิบายสั้นๆ และเรียบง่ายแก่เจ้าว่า  โลกฝ่ายวิญญาณคือสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งแตกต่างจากโลกทางวัตถุ  เหตุใดเราจึงกล่าวว่ามันสำคัญ?  พวกเรากำลังจะหารือเรื่องนี้กันอย่างละเอียด  การมีอยู่ของโลกฝ่ายวิญญาณเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นกับโลกทางวัตถุของมวลมนุษย์  มันมีบทบาทสำคัญในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของมนุษย์ในอำนาจครอบครองเหนือสรรพสิ่งของพระเจ้า  นี่คือกฎของมัน และนี่คือหนึ่งในเหตุผลทั้งหลายที่ทำให้การมีอยู่ของมันมีความสำคัญ  เนื่องจากมันเป็นสถานที่ซึ่งสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถหยั่งรู้ได้ ไม่มีใครสามารถตัดสินได้อย่างแน่ชัดว่าโลกฝ่ายวิญญาณมีอยู่หรือไม่มี  การเคลื่อนที่ทั้งหลายของมันเชื่อมต่อกับการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีผลทำให้ระเบียบชีวิตของมวลมนุษย์ได้รับอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงจากโลกฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน  การนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้าหรือไม่?  มันเกี่ยวข้อง  เมื่อเรากล่าวเช่นนี้ พวกเจ้าเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงกำลังหารือถึงหัวข้อนี้ กล่าวคือ  มันเป็นเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้า รวมถึงการบริหารของพระองค์นั่นเอง  ในโลกอย่างเช่นโลกนี้—โลกที่ไม่ปรากฏแก่ตาผู้คน—ทุกๆ ประกาศิตจากสวรรค์ ประกาศกฤษฎีกา และระบบบริหารของมันนั้นเหนือกว่ากฎหมายและระบบทั้งหลายของชาติใดในโลกทางวัตถุเป็นอย่างมาก และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้จะกล้าขัดหรือฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้น  การนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและการบริหารของพระเจ้าหรือไม่?  ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น มีประกาศกฤษฎีการบริหารที่ชัดเจน ประกาศิตจากสวรรค์ที่ชัดเจน และบทบัญญัติที่ชัดเจน  บรรดาผู้ดูแลในระดับแตกต่างกันและในพื้นที่ต่างๆ ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนและรักษากฎและข้อบังคับทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เพราะพวกเขารู้ว่าผลพวงของการฝ่าฝืนประกาศิตจากสวรรค์คืออะไร พวกเขาตระหนักอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงลงโทษคนชั่วและทรงตอบแทนรางวัลแก่คนดีอย่างไร และว่าพระองค์ทรงบริหารและปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งอย่างไร  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงดำเนินการประกาศิตจากสวรรค์และบทบัญญัติของพระองค์อย่างไร  สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากโลกทางวัตถุที่มวลมนุษย์อาศัยอยู่หรือไม่?  สิ่งเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมหาศาลจริงๆ  โลกฝ่ายวิญญาณเป็นโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโลกทางวัตถุ  ในเมื่อมีประกาศิตจากสวรรค์และบทบัญญัติเหล่านี้ เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับอธิปไตย การบริหารของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น พระอุปนิสัยของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น  เมื่อได้ยินเรื่องนี้ พวกเจ้าไม่รู้สึกว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราที่ต้องพูดถึงหัวข้อนี้หรอกหรือ?  พวกเจ้าไม่ปรารถนาที่จะเรียนรู้สิ่งอำพรางทั้งหลายภายในของมันหรอกหรือ?  (ใช่แล้ว พวกเราปรารถนา)  เช่นนี้คือมโนทัศน์ของโลกฝ่ายวิญญาณ  ถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่ร่วมกันกับโลกทางวัตถุ และอยู่ภายใต้การบริหารและอำนาจปกครองสูงสุดของพระเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน แต่การบริหารและอธิปไตยในโลกนี้ของพระเจ้านั้นเข้มงวดกว่าการบริหารและอธิปไตยในโลกทางวัตถุเป็นอย่างมาก

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 188

ท่ามกลางมวลมนุษย์นั้น เราจำแนกผู้คนทั้งหมดออกเป็นสามชนิด  ชนิดแรกคือบรรดาผู้ไม่เชื่อ ผู้ซึ่งคือพวกที่ไม่มีการเชื่อทางศาสนา  พวกเขาได้รับการเรียกขานว่าผู้ไม่เชื่อ  ผู้ไม่เชื่อที่เป็นคนส่วนใหญ่อย่างท่วมท้นนี้มีความเชื่อในเงินทองเท่านั้น พวกเขาค้ำจุนแต่ผลประโยชน์ของพวกเขาเองเท่านั้น เป็นพวกวัตถุนิยม และเชื่อในโลกทางวัตถุเท่านั้น—พวกเขาไม่เชื่อในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตาย หรือในสิ่งใดๆ ที่กล่าวถึงเทพเจ้าและผี  เราจำแนกผู้คนเหล่านี้ออกเป็นบรรดาผู้ไม่เชื่อ และพวกเขาเป็นชนิดแรก  ชนิดที่สองประกอบด้วยผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ นานาที่นอกเหนือไปจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ  ท่ามกลางมวลมนุษย์นั้น เราแยกผู้คนที่มีความเชื่อเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มใหญ่หลายกลุ่ม นั่นคือ กลุ่มแรกคือชาวยิว กลุ่มที่สองคือชาวคาทอลิก กลุ่มที่สามคือคริสเตียน กลุ่มที่สี่คือมุสลิม และกลุ่มที่ห้าคือชาวพุทธ คือมีห้าประเภท  เหล่านี้คือผู้คนที่มีความเชื่อประเภทต่างๆ  ชนิดที่สามประกอบด้วยบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และกลุ่มนี้ประกอบด้วยพวกเจ้า  ผู้เชื่อเช่นนั้นคือบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าวันนี้  ผู้คนเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท นั่นคือ  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และคนปรนนิบัติ  สองชนิดหลักนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน  ด้วยเหตุนี้เอง บัดนี้พวกเจ้าสามารถแยกความแตกต่างในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้าระหว่างชนิดและลำดับชั้นของพวกมนุษย์ได้อย่างชัดเจน มิใช่หรือ?  ชนิดแรกประกอบด้วยบรรดาผู้ไม่เชื่อ และเราได้กล่าวไปแล้วว่าพวกเขาเป็นอย่างไร  บรรดาผู้ที่มีความเชื่อในชายชราบนฟ้านับว่าเป็นผู้ไม่เชื่อหรือไม่?  บรรดาผู้ไม่เชื่อจำนวนมากเชื่อในชายชราบนฟ้าเท่านั้น พวกเขาเชื่อว่าลม ฝน ฟ้าร้อง และอื่นๆ ล้วนถูกควบคุมโดยสิ่งนี้ ผู้ซึ่งพวกเขาพึ่งพาในการเพาะปลูกพืชผลและการเก็บเกี่ยว—กระนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่เต็มใจเชื่อในพระองค์  เช่นนี้สามารถเรียกว่าการมีความเชื่อได้หรือ?  ผู้คนเช่นนี้รวมอยู่ในหมู่บรรดาผู้ไม่เชื่อ  พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ ใช่หรือไม่?  จงอย่าเข้าใจผิดกับจำพวกเหล่านี้  ชนิดที่สองประกอบด้วยผู้คนที่มีความเชื่อ และชนิดที่สามคือบรรดาผู้ที่กำลังติดตามพระเจ้าอยู่ในปัจจุบัน  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเราจึงได้แบ่งพวกมนุษย์ทั้งหมดออกเป็นชนิดเหล่านี้?  (เพราะผู้คนชนิดต่างๆ มีบทอวสานและบั้นปลายที่แตกต่างกัน)  นั่นคือแง่มุมหนึ่งของเรื่องนี้  เมื่อผู้คนเผ่าพันธุ์และชนิดต่างๆ กลับคืนไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาแต่ละคนจะมีสถานที่ไปที่แตกต่างกัน และจะอยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติต่างๆ แห่งวัฏจักรแห่งชีวิตและความตาย ดังนั้น นั่นคือเหตุผลที่เราได้จำแนกพวกมนุษย์ออกเป็นชนิดใหญ่ๆ เหล่านี้

วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ไม่เชื่อ

พวกเรามาเริ่มต้นกันด้วยเรื่องวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ไม่เชื่อกันเถิด  หลังจากตาย บุคคลหนึ่งจะถูกพาไปโดยผู้ดูแลจากโลกฝ่ายวิญญาณ  อะไรของบุคคลกันแน่ที่ถูกพาไป?  ไม่ใช่เนื้อหนังของเขา แต่เป็นดวงจิตของเขา  เมื่อดวงจิตของคนหนึ่งถูกพาไป เขาไปถึง ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นหน่วยงานหนึ่งของโลกฝ่ายวิญญาณที่รับดวงจิตของผู้คนที่เพิ่งตายไปโดยเฉพาะ  (หมายเหตุ: สถานที่แรกที่ทุกคนไปหลังจากการตายเป็นที่แปลกสำหรับดวงจิต)  เมื่อพวกเขาถูกพาไปยังสถานที่นี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบครั้งแรก โดยการยืนยันชื่อ ที่อยู่ อายุ และประสบการณ์ทั้งหมดของพวกเขา  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเคยทำขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ถูกบันทึกลงในหนังสือและตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง  หลังจากทั้งหมดได้รับตรวจสอบแล้ว พฤติกรรมและการกระทำของบุคคลนั้นตลอดทั้งชีวิตของพวกเขาจะถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดพิจารณาว่าพวกเขาจะถูกลงโทษหรือจะได้จุติกลับมาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ต่อไป ซึ่งเป็นช่วงระยะแรก  ช่วงระยะแรกนี้น่ากลัวหรือไม่?  มันไม่น่ากลัวจนเกินไป เพราะสิ่งเดียวที่ได้เกิดขึ้นก็คือบุคคลนั้นได้มาถึงยังสถานที่หนึ่งซึ่งมืดและไม่คุ้นเคย

ในช่วงระยะที่สอง หากบุคคลนั้นได้ทำสิ่งชั่วทั้งหลายมากมายตลอดทั้งชีวิตของเขา และได้กระทำความประพฤติชั่วมากมาย เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกพาไปจัดการยังสถานที่แห่งการลงโทษ  นั่นจะเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการลงโทษผู้คนอย่างชัดแจ้ง  รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีที่พวกเขาจะได้รับการลงโทษขึ้นอยู่กับบาปที่พวกเขาได้ทำไป รวมถึงขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้ทำสิ่งชั่วมากเพียงใดก่อนที่พวกเขาตาย—นี่คือสถานการณ์แรกที่จะเกิดขึ้นในช่วงระยะที่สอง  เนื่องจากสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาได้ทำและความชั่วที่พวกเขาได้กระทำไปก่อนที่พวกเขาจะตาย—เมื่อพวกเขามาจุติใหม่หลังจากการลงโทษของพวกเขาแล้ว—เมื่อพวกเขากลับมาเกิดอีกครั้งในโลกทางวัตถุ—ผู้คนบางคนจึงจะยังคงเป็นมนุษย์ต่อไป ในขณะที่คนอื่นๆ จะบังเกิดเป็นสัตว์  กล่าวคือ หลังจากที่บุคคลหนึ่งกลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจะได้รับการลงโทษเนื่องจากความชั่วที่พวกเขาได้กระทำไป ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายที่พวกเขาได้ทำไป พวกเขาอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นมนุษย์ในการมาจุติใหม่ครั้งต่อไปของพวกเขา แต่เป็นสัตว์ตัวหนึ่ง  ประเภทของสัตว์ที่พวกเขาอาจจะบังเกิดมาเป็นนั้นประกอบด้วย วัว ม้า สุกร และสุนัข  ผู้คนบางคนอาจเกิดใหม่มาเป็นนก หรือเป็ด หรือห่านได้... หลังจากที่พวกเขาได้มาจุติใหม่เป็นสัตว์แล้ว เมื่อพวกเขาตายอีกครั้ง พวกเขาจะคืนกลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ  ที่นั่น โลกฝ่ายวิญญาณจะตัดสินว่าพวกเขาจะได้มาจุติใหม่เป็นมนุษย์หรือไม่ ดังเช่นเมื่อก่อนนั้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของพวกเขาก่อนหน้าที่พวกเขาจะตาย  ผู้คนส่วนใหญ่กระทำชั่วมากเกินไป และบาปของพวกเขามหันต์เกินไป ดังนั้น พวกเขาจึงต้องจุติมาเป็นสัตว์เจ็ดถึงสิบสองครั้ง  เจ็ดถึงสิบสองครั้ง—นั่นไม่น่ากลัวหรอกหรือ?  (มันน่ากลัว)  อะไรทำให้พวกเจ้ากลัว?  บุคคลหนึ่งบังเกิดเป็นสัตว์—นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว  และสำหรับบุคคลหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่เจ็บปวดมากที่สุดเกี่ยวกับการบังเกิดเป็นสัตว์?  การไม่มีภาษา การมีเพียงความคิดที่เรียบง่าย การสามารถเพียงแค่ทำสิ่งทั้งหลายที่สัตว์ทั้งหลายทำและกินอาหารที่สัตว์ทั้งหลายกิน การมีกระบวนการทางความคิดเรียบง่ายและภาษากายของสัตว์ การไม่สามารถเดินตัวตรงได้ การไม่สามารถติดต่อสนทนากับพวกมนุษย์ได้ และข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมของพวกมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับสัตว์เลย  นั่นคือ ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง การเป็นสัตว์ทำให้เจ้าต่ำต้อยที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และพัวพันกับความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสมากกว่าที่เป็นในการเป็นมนุษย์  นี่คือแง่มุมหนึ่งของการลงโทษพวกที่ทำชั่วมากและกระทำบาปใหญ่ของโลกฝ่ายวิญญาณ  เมื่อกล่าวถึงความรุนแรงของการลงโทษของพวกเขา การนี้ตัดสินโดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาบังเกิดเป็นสัตว์ชนิดใด  ตัวอย่างเช่น การเป็นสุกรดีกว่าการเป็นสุนัขหรือไม่?  สุกรมีชีวิตดีกว่าหรือแย่กว่าสุนัข?  แย่กว่าใช่หรือไม่?  หากผู้คนบังเกิดเป็นวัวหรือม้า พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีกว่าหรือแย่กว่าการที่พวกเขาจะเป็นสุกร?  (ดีกว่า)  บุคคลหนึ่งจะสบายกว่าหรือไม่เมื่อเกิดใหม่เป็นแมว?  แต่กระนั้นเขาคงจะเป็นสัตว์ตัวหนึ่ง และการบังเกิดเป็นแมวคงจะง่ายกว่าการบังเกิดเป็นม้าหรือวัวมาก เพราะแมวสามารถนอนเกียจคร้านในเวลาส่วนใหญ่ของพวกมันได้  การบังเกิดเป็นวัวหรือม้านั้นลำบากมากกว่า  เพราะฉะนั้น หากบุคคลมาจุติใหม่เป็นวัวหรือม้า พวกเขาต้องทำงานหนัก—ซึ่งคล้ายกับเป็นการลงโทษที่รุนแรง  การบังเกิดเป็นสุนัขคงจะดีกว่าการบังเกิดเป็นวัวหรือม้านิดหน่อย เพราะสุนัขมีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับนายของมันมากกว่า  สุนัขบางตัวหลังจากเป็นสัตว์เลี้ยงหลายปีก็สามารถเข้าใจสิ่งที่นายของพวกมันพูดมากมาย  เนื่องจากสุนัขสามารถเข้าใจคำพูดของนายของมันมากมาย  บางครั้งสุนัขสามารถปรับตัวให้เข้ากับอารมณ์และข้อพึงประสงค์ของนายของมันได้  และนายปฏิบัติกับสุนัขดีกว่า และสุนัขกินและดื่มดีกว่า และเมื่อมันมีความเจ็บปวด มันได้รับการดูแลมากกว่า  เช่นนั้นแล้วสุนัขมิได้ชื่นชมชีวิตที่มีความสุขหรอกหรือ?  ด้วยเหตุนี้เอง การเป็นสุนัขจึงดีกว่าการเป็นวัวหรือม้า  ในการนี้ ความรุนแรงของการลงโทษบุคคลหนึ่งกำหนดพิจารณาว่าเขาจะมาจุติใหม่เป็นสัตว์กี่ครั้ง รวมถึงเป็นสัตว์ชนิดใด

เนื่องจากพวกเขาได้กระทำบาปมากมายยิ่งนักขณะที่พวกเขามีชีวิตอยู่ ผู้คนบางคนจึงได้รับการลงโทษโดยการมาจุติใหม่เป็นสัตว์เจ็ดถึงสิบสองชั่วชีวิต  เมื่อได้รับการลงโทษเพียงพอแล้ว เมื่อคืนกลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจะถูกพาไปยังที่แห่งอื่น—สถานที่ซึ่งดวงจิตต่างๆ ได้รับการลงโทษมาแล้ว และเป็นชนิดของผู้ซึ่งกำลังตระเตรียมที่จะมาจุติใหม่เป็นมนุษย์  ในที่แห่งนี้ ดวงจิตแต่ละดวงถูกจำแนกไปเป็นชนิดตามประเภทของตระกูลที่พวกเขาจะถือกำเนิดมา ชนิดของบทบาทที่พวกเขาจะแสดงเมื่อพวกเขาได้มาจุติใหม่แล้ว และอื่นๆ  ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนจะกลายเป็นเป็นนักร้องเมื่อพวกเขามายังโลกนี้ ดังนั้นจึงถูกวางไว้ท่ามกลางนักร้อง บางคนจะกลายเป็นนักธุรกิจเมื่อพวกเขามายังโลกนี้ และดังนั้นพวกเขาจึงถูกวางไว้ท่ามกลางนักธุรกิจ และหากใครบางคนจะต้องกลายเป็นผู้วิจัยทางวิทยาศาสตร์หลังจากการบังเกิดเป็นมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกวางไว้ท่ามกลางนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์  หลังจากที่พวกเขาได้รับการจัดประเภท แต่ละคนจะถูกส่งออกไปตามเวลาที่แตกต่างกันและวันที่ที่กำหนดไว้แล้ว เช่นเดียวกับที่ผู้คนส่งอีเมลในยุคนี้  ในการนี้จะทำให้วงจรของชีวิตและความตายหนึ่งครบบริบูรณ์  จากวันที่บุคคลหนึ่งมาถึงในโลกฝ่ายวิญญาณจนกระทั่งถึงการสิ้นสุดของการลงโทษของพวกเขา หรือจนกระทั่งพวกเขาได้มาจุติใหม่เป็นสัตว์หลายครั้ง และกำลังตระเตรียมที่จะมาจุติใหม่เป็นมนุษย์ กระบวนการนี้จึงครบบริบูรณ์

สำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับการลงโทษเสร็จแล้วและไม่ได้มาจุติใหม่เป็นสัตว์ พวกเขาจะถูกส่งมายังโลกทางวัตถุเพื่อจุติเป็นมนุษย์อย่างรวดเร็วหรือไม่?  หรืออีกนานแค่ไหนก่อนที่พวกเขาจะสามารถมาถึงท่ามกลางพวกมนุษย์ได้?  การนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยใช้ความถี่ใด?  มีข้อจำกัดชั่วคราวต่อการนี้  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและกฎชั่วคราวที่แม่นยำเหล่านี้—ซึ่ง หากเราอธิบายด้วยตัวเลข พวกเจ้าจะเข้าใจ  สำหรับบรรดาผู้ที่มาจุติใหม่ภายในระยะเวลาอันสั้น เมื่อพวกเขาตาย จะมีการตระเตรียมสำหรับพวกเขาไว้แล้วเพื่อที่จะมาจุติใหม่เป็นมนุษย์  เวลาสั้นที่สุดที่การนี้สามารถเกิดขึ้นได้คือสามวัน  สำหรับผู้คนบางคนการนี้ใช้เวลาสามเดือน สำหรับบางคนการนี้ใช้เวลาสามปี สำหรับบางคนการนี้ใช้เวลาสามสิบปี สำหรับบางคนการนี้ใช้เวลาสามร้อยปี และอื่นๆ  ดังนั้น จะสามารถกล่าวสิ่งใดได้บ้างเกี่ยวกับกฎชั่วคราวเหล่านี้ และรายละเอียดของกฎเหล่านี้คืออะไรบ้าง?  กฎเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่โลกทางวัตถุ—หรือโลกมนุษย์—ต้องการจากดวงจิต และขึ้นอยู่กับบทบาทที่คาดว่าดวงจิตนี้จะแสดงบนโลกนี้  เมื่อผู้คนมาจุติใหม่เป็นมนุษย์ธรรมดา พวกเขาส่วนใหญ่มาจุติใหม่อย่างรวดเร็วมาก เพราะโลกมนุษย์มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนต่อผู้คนธรรมดาเช่นนั้น—และดังนั้น สามวันต่อมา พวกเขาก็ถูกส่งออกไปอีกครั้งยังครอบครัวหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากครอบครัวที่พวกเขาเคยอยู่มาก่อนที่พวกเขาจะตาย  อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่แสดงบทบาทพิเศษในโลกนี้  คำว่า “พิเศษ” หมายความว่า ไม่มีความต้องการมากนักที่จะต้องมีผู้คนเหล่านี้ในโลกมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องมีผู้คนจำนวนมากนักที่ต้องแสดงบทบาทเช่นนั้น ดังนั้น การนี้จึงอาจใช้เวลาสามร้อยปี  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ดวงจิตนี้จะมาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในทุกๆ สามร้อยปี หรือกระทั่งเพียงครั้งเดียวในทุกๆ สามพันปี  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  มันเป็นเพราะข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นสามร้อยหรือสามพันปี บทบาทเช่นนี้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ในโลกมนุษย์ ดังนั้นพวกเขาจึงถูกเก็บอยู่ที่บางแห่งในโลกฝ่ายวิญญาณ  จงดูขงจื๊อเป็นตัวอย่าง กล่าวคือ เขามีผลกระทบล้ำลึกต่อวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม และการมาถึงของเขาส่งผลต่อวัฒนธรรม ความรู้ ธรรมเนียมประเพณี และคตินิยมของผู้คนในเวลานั้นอย่างลึกซึ้ง  อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นต้องมีผู้คนเช่นนี้ในทุกยุคสมัย ดังนั้น เขาจึงต้องคงอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ โดยรออยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามร้อยหรือสามพันปีก่อนที่จะได้มาจุติใหม่  เพราะโลกมนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องมีใครบางคนเช่นนี้ เขาต้องรออยู่เฉยๆ เนื่องจากมีบทบาทดังเช่นบทบาทของเขาน้อยมาก และมีเรื่องให้เขาทำน้อยนิดมาก  เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงต้องถูกเก็บไว้ที่ใดสักแห่งในโลกฝ่ายวิญญาณอยู่เกือบตลอดเวลานั้น อยู่ว่าง เพื่อที่จะถูกส่งออกมาทันทีที่โลกมนุษย์จำเป็นต้องมีเขา  เช่นนั้นคือกฎชั่วคราวของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณสำหรับความถี่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้มาจุติใหม่  ไม่ว่าผู้คนจะเป็นคนธรรมดาหรือพิเศษ โลกฝ่ายวิญญาณมีกฎที่เหมาะสมและการปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับกระบวนการในการมาจุติใหม่ของพวกเขา และกฎกับการปฏิบัติเหล่านี้ถูกส่งลงมาจากพระเจ้า มิใช่ถูกตัดสินหรือถูกควบคุมโดยผู้ดูแลหรือสิ่งมีชีวิตใดในโลกฝ่ายวิญญาณ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 189

สำหรับดวงจิตใดดวงจิตหนึ่งนั้น การมาจุติใหม่ของมัน บทบาทของมันเป็นอย่างไรในชีวิตนี้ มันจะถือกำเนิดมาในครอบครัวใด และมันจะมีชีวิตแบบใดนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับชั่วชีวิตครั้งก่อนของดวงจิตนั้น  ผู้คนทุกประเภทมาสู่โลกมนุษย์ และบทบาทที่พวกเขาแสดงนั้นล้วนผันแปรไป ดังเช่นการผันแปรของภารกิจที่พวกเขาดำเนินการ  และภารกิจเหล่านี้คืออะไร?  ผู้คนบางคนได้มาเพื่อชดใช้หนี้ กล่าวคือ หากพวกเขาเป็นหนี้ติดค้างเงินผู้อื่นมากเกินไปในชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา พวกเขามาเพื่อชดใช้หนี้เหล่านั้นในชีวิตนี้  ในขณะที่ผู้คนบางคนได้มาเพื่อเก็บรวบรวมหนี้ กล่าวคือ พวกเขาถูกฉ้อโกงให้สูญเสียสิ่งของทั้งหลายมากเกินไป หรือเงินมากเกินไปในชั่วชีวิตครั้งก่อนของพวกเขา ผลก็คือ หลังจากพวกเขามาถึงในโลกฝ่ายวิญญาณ มันจะให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา และอนุญาตให้พวกเขาเก็บรวบรวมหนี้ของพวกเขาในชั่วชีวิตนี้  ผู้คนบางคนได้มาเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณ กล่าวคือ ในระหว่างชั่วชีวิตครั้งก่อน—นั่นคือการมาจุติใหม่ครั้งก่อนของพวกเขา—ใครบางคนมีเมตตาต่อพวกเขา และเนื่องจากการได้รับมอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ได้มาจุติใหม่ในชีวิตนี้ พวกเขาจึงถือกำเนิดใหม่เพื่อชดใช้หนี้บุญคุณเหล่านั้น  ในขณะที่คนอื่นๆ ได้ถือกำเนิดใหม่มาในชีวิตนี้เพื่อที่จะเอาชีวิต  และพวกเขาจะมาเอาชีวิตของใคร?  พวกเขามาเอาชีวิตของผู้คนที่ได้ฆ่าพวกเขาในชีวิตครั้งก่อนของพวกเขา  โดยรวมแล้ว ชีวิตปัจจุบันของบุคคลทุกคนมีความเชื่อมโยงที่แน่นหนากับชั่วชีวิตครั้งก่อนของพวกเขา การเชื่อมโยงนี้มิอาจตัดขาดได้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ชีวิตปัจจุบันของบุคคลทุกคนนั้นได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจากชีวิตครั้งก่อน  ตัวอย่างเช่น สมมติว่าจางได้โกงเงินหลี่เป็นจำนวนมากก่อนที่เขาจะเสียชีวิต  จางจึงเป็นหนี้หลี่ใช่หรือไม่?  เขาเป็นหนี้ ดังนั้น โดยธรรมชาติแล้วหลี่จึงควรจะเก็บหนี้ของเขาจากจางใช่หรือไม่?  ผลก็คือ หลังจากที่พวกเขาตาย มีหนี้ก้อนหนึ่งระหว่างพวกเขาที่ต้องได้รับการชำระ  เมื่อพวกเขามาจุติใหม่และจางมาบังเกิดเป็นมนุษย์ หลี่จะเก็บหนี้ของเขาจากจางได้อย่างไร?  วิธีการหนึ่งก็คือการมาเกิดใหม่เป็นบุตรของจาง จางหาเงินได้จำนวนมาก ซึ่งก็ได้ถูกใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไปโดยหลี่  ไม่สำคัญว่าจางจะหาเงินมาได้มากเพียงใด หลี่ บุตรของเขาก็ใช้จ่ายมันอย่างสุรุ่ยสุร่าย  ไม่สำคัญว่าจางจะหามาได้มากเพียงใด แต่มันไม่เคยพอ และขณะเดียวกัน ในที่สุดบุตรของเขาจะใช้จ่ายเงินของบิดาของเขาไปโดยช่องทางต่างๆ นานา ด้วยเหตุผลบางอย่างอยู่เสมอ  จางพิศวง ประหลาดใจว่า “เหตุใดบุตรของฉันคนนี้จึงนำโชคร้ายเช่นนี้มาให้เสมอ?  เหตุใดบุตรของผู้คนอื่นๆ จึงประพฤติตัวดียิ่งนัก?  เหตุใดบุตรของฉันเองจึงไม่มีความทะเยอทะยาน เหตุใดเขาจึงใช้ไม่ได้ถึงเพียงนี้และไม่มีความสามารถในการหาเงินบ้างเลย และเหตุใดฉันจึงต้องสนับสนุนเขาอยู่เสมอ?  ในเมื่อฉันต้องสนับสนุนเขา ฉันก็จะทำ—แต่เหตุใดที่ไม่ว่าฉันจะให้เงินเขามากเพียงใด เขาจะยิ่งจำเป็นต้องการมากขึ้นอยู่เสมอ?  เหตุใดเขาจึงไม่มีความสามารถในการทำงานรายวันที่ซื่อสัตย์สักงาน แทนที่จะทำสิ่งทั้งหลายทุกประเภทอย่างเช่น ลอยชายไปทั่ว กิน ดื่ม เที่ยวซ่อง และเล่นการพนัน?  มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”  แล้วจางก็คิดชั่วขณะหนึ่งว่า “มันอาจเป็นเพราะฉันเป็นหนี้เขามาจากชั่วชีวิตครั้งก่อน  ถ้าเช่นนั้น ฉันก็จะจ่ายหนี้ให้หมด!  นี่จะไม่จบสิ้นจนกว่าฉันจะจ่ายหนี้ให้ครบ!”  วันหนึ่งอาจจะมาถึงเมื่อหลี่ได้รับการชดใช้หนี้ของเขาแล้วจริงๆ และเมื่อถึงเวลาที่เขาอยู่ในวัยสี่สิบหรือห้าสิบปีกว่าๆ เขาอาจจะสำนึกรับรู้ขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน โดยนึกขึ้นได้ว่า “ฉันไม่เคยได้ทำสิ่งดีๆ มาเลยสักอย่างเดียวตลอดครึ่งแรกของชีวิตฉัน!  ฉันได้ใช้จ่ายเงินทั้งหมดที่บิดาของฉันหามาอย่างสุรุ่ยสุร่าย ดังนั้น ฉันจึงควรเริ่มเป็นคนดี!  ฉันจะเตรียมตัวเองให้พร้อม ฉันจะเป็นใครบางคนที่ซื่อสัตย์และใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม และฉันจะไม่มีวันนำความเศร้าโศกมาให้บิดาของฉันอีก!”  เหตุใดเขาจึงคิดเช่นนี้?  เหตุใดจู่ๆ เขาจึงเปลี่ยนเป็นดีขึ้น?  มีเหตุหนึ่งสำหรับการนี้หรือไม่?  เหตุผลนั้นคืออะไร?  (มันเป็นเพราะหลี่ได้เก็บหนี้ของเขาแล้ว และจางได้จ่ายหนี้ของเขาแล้ว)  ในการนี้ มีเหตุและผล  เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ก่อนชั่วชีวิตปัจจุบันของพวกเขา เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของพวกเขานี้ได้ถูกนำมาถึงปัจจุบัน และไม่มีใครสามารถตำหนิอีกฝ่ายหนึ่งได้  ไม่สำคัญว่าจางได้สอนบุตรของเขาอย่างไร บุตรของเขาไม่เคยรับฟังและไม่ทำงานรายวันที่ซื่อสัตย์  ถึงกระนั้น ในวันที่หนี้ได้รับการชดใช้คืน ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสอนบุตรของเขาอีก—บุตรของเขาเข้าใจเองโดยธรรมชาติ  นี่คือตัวอย่างง่ายๆ  มีตัวอย่างเช่นนี้อีกมากมายใช่ไหม?  (ใช่ มีอีก)  มันบอกอะไรกับผู้คนบ้าง?  (บอกว่าพวกเขาควรเป็นคนดีและไม่กระทำชั่ว)  บอกว่าพวกเขาไม่ควรทำความชั่ว และบอกว่าจะมีผลกรรมสำหรับการทำผิดทั้งหลายของพวกเขา!  ผู้ไม่เชื่อส่วนใหญ่กระทำความชั่วมากมาย และการทำผิดทั้งหลายของพวกเขาได้พบกับผลกรรมนั้น ถูกหรือไม่?  อย่างไรก็ตาม ผลกรรมเช่นนั้นเป็นไปโดยพลการหรือ?  สำหรับทุกการกระทำนั้น มีภูมิหลังและมีเหตุผลเบื้องหลังผลกรรมของมัน  เจ้าคิดว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าได้โกงเงินมาจากใครบางคนกระนั้นหรือ?  เจ้าคิดหรือว่าหลังจากที่ได้ฉ้อโกงเงินนั้นไปแล้ว เจ้าจะไม่พบกับผลพวงใดๆ?  เช่นนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้ จะมีผลพวงแน่นอน!  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร หรือไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อว่ามีพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม บุคคลแต่ละคนทั้งหมดต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของพวกเขาเองและแบกรับผลพวงจากการกระทำทั้งหลายของพวกเขา  เมื่อคำนึงถึงตัวอย่างง่ายๆ นี้—การที่จางถูกลงโทษ และการที่หลี่ได้รับการชดใช้—นี่ไม่ยุติธรรมหรอกหรือ?  เมื่อผู้คนทำสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ นี่คือชนิดของผลที่เกิดขึ้น  มันมิอาจแยกกันได้จากการบริหารของโลกฝ่ายวิญญาณ  ถึงแม้ว่าจะมีบรรดาผู้ไม่เชื่อ แต่การมีอยู่ของพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็อยู่ภายใต้ประกาศิตจากสวรรค์และประกาศกฤษฎีกาประเภทเหล่านี้  ไม่มีผู้ใดสามารถหนีพ้นจากสิ่งเหล่านั้นได้ และไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงนี้ได้เลย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 190

บรรดาผู้ที่ไม่มีความเชื่อมักจะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมนุษย์มองเห็นได้ด้วยตานั้นมีอยู่จริง ในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือที่อยู่ห่างไกลจากผู้คนอย่างมากนั้นไม่มีอยู่จริง  พวกเขาเลือกที่จะเชื่อว่าไม่มี “วัฏจักรแห่งชีวิตและความตาย” และเชื่อว่าไม่มี “การลงโทษ” มากกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงทำบาปและก่อความชั่วโดยไม่มีความรู้สึกสำนึกผิด  ภายหลังจากนั้น พวกเขาก็จะถูกลงโทษ หรือพวกเขาจะมาจุติใหม่เป็นสัตว์ทั้งหลาย  ผู้คนส่วนใหญ่ในประเภทต่างๆ ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ตกอยู่ในวงจรชั่วร้ายนี้  นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าโลกฝ่ายวิญญาณนั้นเข้มงวดในการบริหารสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งปวงของมัน  ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้อเท็จจริงนี้มีอยู่จริง เพราะไม่มีบุคคลใดสักคนหรือวัตถุใดสักอย่างจะสามารถหนีรอดจากวงเขตของสิ่งที่พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตด้วยพระเนตรของพระองค์ และไม่มีบุคคลใดสักคนหรือวัตถุใดสักอย่างจะสามารถหนีรอดจากกฎและข้อจำกัดทั้งหลายแห่งประกาศิตจากสวรรค์และประกาศกฤษฎีกาของพระองค์ได้  ด้วยเหตุนี้ ตัวอย่างง่ายๆ นี้บอกให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม การทำบาปและก่อความชั่วนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ และบอกว่าทุกการกระทำมีผลพวงที่ตามมา  เมื่อใครบางคนที่ได้โกงเงินมาจากอีกคนหนึ่งถูกลงโทษ การลงโทษเช่นนั้นยุติธรรม  โดยทั่วไปจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมเช่นดังกล่าวนี้ถูกลงโทษในโลกฝ่ายวิญญาณ และการลงโทษเช่นนั้นถูกจัดส่งมาโดยประกาศกฤษฎีกาและประกาศิตจากสวรรค์ของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น พฤติกรรมชั่วและผิดร้ายแรง—การข่มขืนและการปล้นสะดม การฉ้อฉลและการหลอกลวง การขโมยและการชิงทรัพย์ การฆาตกรรมและการวางเพลิง และอื่นๆ—ก็ยิ่งต้องตกอยู่ภายใต้ลำดับแห่งการลงโทษที่มีความรุนแรงแตกต่างหลากหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก  การลงโทษที่มีความรุนแรงแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง?  การลงโทษเหล่านี้บางอย่างกำหนดให้มีระดับความรุนแรงโดยใช้เวลา ในขณะที่บางอย่างกำหนดระดับความรุนแรงโดยผ่านทางวิธีการที่แตกต่างกันไป กระนั้นก็ยังคงมีการลงโทษอีกบางอย่างที่เป็นไปโดยการกำหนดพิจารณาว่าผู้คนจะไปที่ใดเมื่อพวกเขามาจุติใหม่  ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนเป็นคนปากเสีย  การเป็น “คนปากเสีย” หมายถึงอะไร?  มันหมายถึงการสบถใส่ผู้อื่นและการใช้ภาษามุ่งร้ายที่สาปแช่งผู้อื่นอยู่เรื่อยๆ  ภาษาที่มุ่งร้ายบ่งบอกถึงสิ่งใด?  มันบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นมีหัวใจที่มุ่งร้าย  ภาษาแบบปากเสียที่สาปแช่งผู้อื่นมักจะมาจากปากของผู้คนเช่นนั้น และภาษามุ่งร้ายเช่นนั้นนำมาซึ่งผลพวงที่ร้ายแรง  หลังจากที่ผู้คนเหล่านี้เสียชีวิตและได้รับการลงโทษที่เหมาะสมแล้ว พวกเขาอาจได้เกิดใหม่เป็นคนใบ้  ผู้คนบางคนเป็นคนช่างวางแผนมากขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขามักเอาเปรียบผู้อื่น กลอุบายเล็กๆ ของพวกเขาถูกเตรียมการอย่างดีเป็นพิเศษ และพวกเขาทำอันตรายต่อผู้คนเป็นอย่างมาก  เมื่อพวกเขาเกิดใหม่ อาจจะเกิดเป็นคนไม่เต็มบาท หรือเป็นผู้คนที่พิการทางสมอง  ผู้คนบางคนมักสอดรู้สอดเห็นในเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ตาของพวกเขามองเห็นหลายสิ่งที่พวกเขาไม่ควรได้รู้ความลับ และพวกเขาเรียนรู้หลายสิ่งที่พวกเขาไม่น่าจะรู้  ผลก็คือ เมื่อพวกเขาเกิดใหม่ พวกเขาอาจเป็นคนตาบอด  ผู้คนบางคนเป็นคนว่องไวมากเมื่อพวกเขามีชีวิตอยู่ พวกเขามักต่อสู้และทำสิ่งที่เป็นความชั่วมากมาย  เนื่องด้วยการนี้ พวกเขาจึงอาจเกิดใหม่เป็นคนพิการ เป็นง่อย หรือไม่มีแขน หากไม่เช่นนั้น พวกเขาอาจมาจุติใหม่เป็นคนหลังค่อมหรือคอเอียง เดินกระโผลกกระเผลก มีขาข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้าง และอื่นๆ  ในสิ่งเหล่านี้ พวกเขาเป็นผู้ได้รับการลงโทษต่างๆ นานาขึ้นอยู่กับระดับความชั่วที่พวกเขาได้กระทำไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่  พวกเจ้าคิดว่าเหตุใดเล่าผู้คนบางคนจึงมีตาขี้เกียจ?  มีผู้คนเช่นนั้นมากหรือไม่?  ทุกวันนี้ไม่ใช่มีเพียงไม่กี่คนแล้ว  ผู้คนบางคนมีตาขี้เกียจเพราะในชีวิตทั้งหลายในอดีตของพวกเขานั้น พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากตาของพวกเขามากเกินไปและได้ทำสิ่งที่ไม่ดีมากเกินไป ดังนั้น พวกเขาจึงได้เกิดมาในชีวิตนี้โดยมีตาขี้เกียจ และในกรณีที่รุนแรงนั้น พวกเขาถึงขั้นเกิดมาตาบอดด้วยซ้ำ  นี่คือการลงทัณฑ์อันสาสม!  ผู้คนบางคนเข้ากันได้ดีกับคนอื่นๆ ก่อนที่พวกเขาจะตาย พวกเขาทำสิ่งดีๆ มากมายให้แก่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานของพวกเขา หรือผู้คนที่ติดต่อกับพวกเขา  พวกเขาทำการกุศลและดูแลใส่ใจผู้อื่น หรือช่วยเหลือผู้อื่นทางด้านการเงิน และผู้คนนึกถึงพวกเขาในแง่ที่ดีอย่างมาก  เมื่อผู้คนเช่นนั้นกลับไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจะไม่ถูกลงโทษ  สำหรับผู้ไม่เชื่อนั้น การไม่ถูกลงโทษในหนทางใดๆ หมายความว่าพวกเขาเป็นบุคคลที่ดีมากคนหนึ่ง  แทนที่จะเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า พวกเขาเชื่อในชายชราบนฟ้าเท่านั้น  บุคคลเช่นนั้นเพียงแค่เชื่อว่ามีวิญญาณหนึ่งที่เหนือกว่าพวกเขา ที่กำลังเฝ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำเท่านั้น—นั่นคือทั้งหมดที่บุคคลผู้นี้เชื่อ  ผลก็คือ บุคคลผู้นี้เป็นผู้มีความประพฤติดีขึ้นมาก  ผู้คนเช่นนั้นเป็นคนใจดีและใจบุญ และเมื่อในที่สุดพวกเขากลับไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ ที่นั่นก็จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดียิ่ง และพวกเขาจะมาจุติใหม่ในไม่ช้า  เมื่อพวกเขามาเกิดใหม่ พวกเขาจะมาอยู่ในครอบครัวประเภทใด?  ถึงแม้ว่าครอบครัวเช่นนั้นจะไม่มั่งคั่ง พวกเขาก็จะปลอดภัยจากอันตรายใดๆ มีความสามัคคีในหมู่สมาชิกของพวกเขา ที่นั่น ผู้คนที่มาจุติใหม่เหล่านี้จะผ่านวันเวลาที่ปลอดภัยและมีความสุข และทุกคนจะชื่นบานและมีชีวิตที่ดี  เมื่อผู้คนเหล่านี้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ พวกเขาจะมีครอบครัวแบบขยายที่ใหญ่โต ลูกหลานของพวกเขาจะมีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จ และครอบครัวของพวกเขาจะชื่นชมยินดีกับความโชคดี—และบทอวสานเช่นนั้นเชื่อมโยงอย่างใหญ่หลวงกับชีวิตที่ผ่านมาของผู้คนเหล่านี้  นั่นคือ ผู้คนจะไปที่ใดหลังจากที่พวกเขาตายและมาจุติใหม่ พวกเขาจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พันธกิจของพวกเขาคืออะไร พวกเขาจะผ่านพบสิ่งบ้างในชีวิต พวกเขาจะสู้ทนกับความล้มเหลวใดบ้าง พวกเขาจะชื่นชมกับพรใดบ้าง พวกเขาจะได้พบใครบ้าง และจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับพวกเขา—ไม่มีใครสามารถทำนายสิ่งเหล่านี้ หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ หรือซ่อนเร้นจากสิ่งเหล่านี้ได้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทันทีที่ชีวิตของเจ้าได้ถูกกำหนดขึ้น ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับเจ้า—ไม่ว่าเจ้าจะพยายามหลีกเลี่ยงมันอย่างไร และไม่ว่าโดยวิธีการใดก็ตาม—เจ้าไม่มีหนทางที่จะฝ่าฝืนครรลองชีวิตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้เจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณได้  เพราะเมื่อเจ้ามาจุติใหม่ ชะตาชีวิตของเจ้าได้ถูกกำหนดไว้แล้ว  ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย ทุกคนควรเผชิญหน้ากับสิ่งนี้และเดินต่อไปข้างหน้าเสมอ  นี่คือประเด็นปัญหาที่ไม่มีผู้ใดที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้จะสามารถหลีกเลี่ยงได้ และไม่มีประเด็นปัญหาใดที่เป็นจริงมากกว่านี้แล้ว

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 191

บัดนี้พวกเจ้าเห็นแล้วหรือยังว่าพระเจ้าทรงมีการตรวจสอบและการบริหารที่แม่นยำและเข้มงวดมากสำหรับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ไม่เชื่อ?  ประการแรก พระองค์ได้ทรงกำหนดประกาศิตจากสวรรค์ ประกาศกฤษฎีกา และระบบต่างๆ นานาขึ้นในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ และทันทีที่สิ่งเหล่านี้ได้ประกาศออกไป พวกมันจะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดมาก ดังที่ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยพระเจ้า โดยสิ่งมีชีวิตในตำแหน่งทางการต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ และไม่มีผู้ใดกล้าที่จะฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้น  เพราะฉะนั้น ในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ในโลกมนุษย์นั้น ไม่ว่าใครบางคนจะมาจุติใหม่เป็นสัตว์หรือมนุษย์ ย่อมมีธรรมบัญญัติสำหรับทั้งสองนั้น  เนื่องจากธรรมบัญญัติเหล่านี้มาจากพระเจ้า จึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะทำผิดธรรมบัญญัติ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถทำผิดธรรมบัญญัติได้  เนื่องจากอธิปไตยนี้ของพระเจ้า และเพราะธรรมบัญญัติเช่นนี้มีอยู่เท่านั้น โลกทางวัตถุที่ผู้คนมองเห็นนี้จึงเป็นไปอย่างปกติและมีระเบียบ เนื่องจากอธิปไตยนี้ของพระเจ้าเท่านั้นพวกมนุษย์จึงสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขกับอีกโลกหนึ่งที่ไม่ปรากฏแก่ตาสำหรับพวกโดยสิ้นเชิงได้ และสามารถใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับมันได้—ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่สามารถหนีพ้นจากอธิปไตยของพระเจ้าได้  หลังจากชีวิตที่เป็นเนื้อหนังของบุคคลหนึ่งตายลง ดวงจิตยังคงมีชีวิตอยู่ และดังนั้น จะเกิดอะไรขึ้นหากมันไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารของพระเจ้า?  ดวงจิตนั้นคงจะเร่ร่อนไปทั่วทุกที่ รุกล้ำไปทุกหนแห่ง และคงจะถึงขั้นทำอันตรายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกมนุษย์  อันตรายเช่นนั้นจะไม่เพียงแค่เกิดขึ้นกับมวลมนุษย์เท่านั้น และยังสามารถเกิดขึ้นกับต้นไม้และสัตว์ทั้งหลายได้ด้วยเช่นกัน—อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่จะได้รับอันตรายก็คงจะเป็นผู้คน  หากการนี้จะเกิดขึ้น—หากดวงจิตเช่นนั้นอยู่โดยไม่มีการบริหาร ทำอันตรายต่อผู้คนโดยแท้ และทำสิ่งทั้งหลายที่ชั่วร้ายอย่างแท้จริง—เช่นนั้นแล้ว ดวงจิตนี้ก็คงจะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมในโลกฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน กล่าวคือ หากสิ่งทั้งหลายมีความร้ายแรง ดวงจิตนั้นก็คงจะสูญสิ้นไปในไม่ช้า และคงจะถูกทำลาย  หากเป็นไปได้ มันคงจะถูกนำไปอยู่ที่ใดสักแห่งและหลังจากนั้นก็ได้มาจุติใหม่  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การบริหารดวงจิตต่างๆ ของโลกฝ่ายวิญญาณนั้นมีระเบียบ และดำเนินการโดยสอดคล้องกับขั้นตอนและกฎทั้งหลาย  นั่นเป็นเพราะการบริหารเช่นนั้นเท่านั้น โลกทางวัตถุของมนุษย์จึงยังไม่ล้มลงไปสู่ความวุ่นวาย พวกมนุษย์แห่งโลกทางวัตถุจึงยังมีความรู้สึกนึกคิดที่เป็นปกติ มีความมีเหตุผลที่เป็นปกติ และมีชีวิตทางเนื้อหนังที่มีระเบียบ  มีเพียงหลังจากที่มวลมนุษย์มีชีวิตปกติเช่นนั้นเท่านั้น บรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังจึงจะสามารถเจริญรุ่งเรืองและสืบพันธุ์ไปตลอดหลายชั่วคนต่อไปได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 192

สำหรับบรรดาผู้ไม่เชื่อที่พวกเราเพิ่งได้พูดถึงไป  เมื่อกล่าวถึงบรรดาผู้ไม่เชื่อ หลักการที่อยู่เบื้องหลังการกระทำทั้งหลายของพระเจ้านั้นเป็นหลักการเกี่ยวกับการให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่วใช่หรือไม่?  มีข้อยกเว้นใดๆ หรือไม่?  (ไม่)  พวกเจ้ามองเห็นหรือไม่หรือว่ามีหลักการหนึ่งอยู่เบื้องหลังการกระทำของพระเจ้า?  บรรดาผู้ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง อีกทั้งพวกเขาไม่นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์  นอกจากนั้น พวกเขาไม่ตระหนักถึงอธิปไตยของพระองค์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะยอมรับพระองค์  ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาลบหลู่พระเจ้า และสาปแช่งพระองค์ และเป็นปรปักษ์ต่อบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า  ถึงแม้พวกเขาจะมีท่าทีเช่นนี้ต่อพระเจ้า แต่การบริหารพวกเขาของพระองค์ก็ยังคงไม่เบี่ยงเบนไปจากหลักการทั้งหลายของพระองค์ พระองค์ทรงบริหารพวกเขาในลักษณะที่เป็นระเบียบ โดยสอดคล้องกับหลักการของพระองค์และพระอุปนิสัยของพระองค์  พระองค์ทรงนึกถึงอย่างไรกับความเป็นปรปักษ์ของพวกเขา?  ถือว่าเป็นความไม่รู้เท่าทัน!  ผลก็คือ พระองค์ได้ทรงสาปแช่งผู้คนเหล่านี้—นั่นก็คือ บรรดาผู้ไม่เชื่อส่วนใหญ่จำนวนมาก—ให้จุติใหม่เป็นสัตว์ทั้งหลายในอดีต  ดังนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า แท้จริงแล้วบรรดาผู้ไม่เชื่อคือสิ่งใดกันแน่?  พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉานทั้งหมด  พระเจ้าทรงบริหารสัตว์เดรัจฉานรวมทั้งมวลมนุษย์ และสำหรับผู้คนเช่นนั้น พระองค์ทรงมีหลักการเดียวกัน  แม้กระทั่งในการบริหารผู้คนเหล่านี้ของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ก็ยังคงสามารถมองเห็นได้ เช่นเดียวกับที่สามารถมองเห็นธรรมบัญญัติทั้งหลายของพระองค์ที่อยู่เบื้องหลังอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์  และดังนั้น พวกเจ้ามองเห็นอธิปไตยของพระเจ้าในหลักการทั้งหลายที่พระองค์ทรงใช้บริหารบรรดาผู้ไม่เชื่อที่เราเพิ่งกล่าวถึงหรือไม่?  พวกเจ้ามองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าหรือไม่?  (พวกเรามองเห็น)  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงจัดการกับสิ่งใดจากสรรพสิ่งทั้งมวล พระเจ้าทรงกระทำการไปตามหลักการทั้งหลายและพระอุปนิสัยของพระองค์เอง  นี่คือเนื้อแท้ของพระเจ้า พระองค์จะไม่มีวันทรงบังเอิญทำผิดกับประกาศกฤษฎีกาหรือประกาศิตจากสวรรค์ที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เพียงเพราะพระองค์ทรงถือว่าผู้คนเช่นนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน  พระเจ้าทรงกระทำการบนหลักการ โดยไม่สะเพร่าแม้แต่น้อย และการกระทำของพระองค์ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยใดๆ โดยสิ้นเชิง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงกระทำเป็นไปตามหลักการทั้งหลายของพระองค์เอง  การนี้เป็นเพราะพระเจ้าทรงมีเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง นี่คือแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับเนื้อแท้ของพระองค์ที่ไม่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ  พระเจ้าทรงมีจิตสำนึกและทรงรับผิดชอบในการรับมือ การดำเนินการ การบริหารจัดการ การบริหาร และการปกครองของพระองค์เหนือวัตถุ บุคคล และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งมวลที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ และในการนี้ พระองค์ไม่เคยทรงประมาทเลินเล่อ  สำหรับบรรดาผู้ที่เป็นคนดีนั้น พระองค์ทรงเปี่ยมพระคุณและทรงพระเมตตา กับบรรดาผู้ที่ชั่วร้ายนั้น พระองค์ทรงลงโทษด้วยการลงทัณฑ์ไร้ความปรานี และสำหรับสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายนั้น พระองค์ทรงทำการจัดการเตรียมการที่สมควรในลักษณะที่ทันเวลาและเป็นปกติตามข้อพึงประสงค์ที่ผันแปรของโลกมนุษย์ในเวลาที่แตกต่างกัน จนกระทั่งสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายเหล่านี้ได้มาจุติใหม่ตามบทบาทที่พวกเขาแสดงในลักษณะที่เป็นระเบียบ และเคลื่อนไประหว่างโลกทางวัตถุกับโลกฝ่ายวิญญาณในหนทางที่เป็นระเบียบวิธี

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 193

ความตายของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง—การสิ้นสุดชีวิตทางกายภาพ—บ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นได้ผ่านจากโลกทางวัตถุมาสู่โลกฝ่ายวิญญาณ ในขณะที่การถือกำเนิดของชีวิตใหม่ทางกายภาพบ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้จากโลกฝ่ายวิญญาณมาสู่โลกทางวัตถุ และได้เริ่มต้นรับหน้าที่และแสดงบทบาทของมันแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นการจากไปหรือการมาถึงของสิ่งมีชีวิต ทั้งคู่นั้นไม่สามารถแยกออกจากงานของโลกฝ่ายวิญญาณได้  เมื่อถึงเวลาที่ใครบางคนมาสู่โลกทางวัตถุ พระเจ้าได้ทรงก่อรูปร่างการจัดการเตรียมการและการกำหนดนิยามที่เหมาะสมไว้แล้วในโลกฝ่ายวิญญาณในเรื่องที่ว่า บุคคลนั้นจะไปยังครอบครัวใด พวกเขาจะไปถึงในยุคสมัยใด พวกเขาจะมาถึงในชั่วโมงใด และบทบาทที่พวกเขาจะแสดง  เมื่อเป็นเช่นนั้น ชีวิตทั้งชีวิตของบุคคลผู้นี้—สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำ และเส้นทางทั้งหลายที่พวกเขาเดิน—จะดำเนินการไปตามการจัดการเตรียมการที่ได้ทำขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย  ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ชีวิตทางกายภาพจะสิ้นสุดลง และลักษณะกับสถานที่ที่มันจะจบนั้นเป็นที่ชัดเจนและหยั่งรู้ได้ในโลกฝ่ายวิญญาณ  พระเจ้าทรงปกครองโลกทางวัตถุ และพระองค์ทรงปกครองโลกฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน และพระองค์จะไม่ทรงทำให้วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายตามปกติของดวงจิตหนึ่งล่าช้าไป และพระองค์ไม่เคยทรงสามารถกระทำความผิดพลาดใดๆ ในการจัดการเตรียมการวัฏจักรนั้นเลย  ผู้ดูแลแต่ละท่านในตำแหน่งทางการในโลกฝ่ายวิญญาณนั้นดำเนินการภารกิจแต่ละอย่างของพวกเขา และทำสิ่งที่พวกเขาควรที่จะทำ โดยสอดคล้องกับคำแนะนำและกฎเกณฑ์ทั้งหลายของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ในโลกของมวลมนุษย์นั้น ปรากฏการณ์ทางวัตถุทุกอย่างที่มนุษย์เห็นนั้นอยู่อย่างเป็นระเบียบ และไม่มีความวุ่นวาย  ทั้งหมดนี้ก็เนื่องจากกฎเกณฑ์ที่มีระเบียบเหนือสรรพสิ่งของพระเจ้า รวมทั้งข้อเท็จจริงที่สิทธิอำนาจของพระองค์ปกครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง  อำนาจครอบครองของพระองค์ประกอบด้วยโลกทางวัตถุที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ และยิ่งไปกว่านั้นคือ โลกฝ่ายวิญญาณที่ไม่ปรากฏแก่ตาเบื้องหลังมวลมนุษย์  เพราะฉะนั้น หากพวกมนุษย์ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดี และหวังที่จะดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดีนอกเหนือจากการได้รับการจัดเตรียมด้วยโลกทางวัตถุที่มองเห็นได้ทั้งหมดทั้งมวลนั้น พวกเขาก็ต้องได้รับการจัดเตรียมด้วยโลกฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้ ซึ่งควบคุมสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในนามของมวลมนุษย์ และซึ่งเป็นไปอย่างมีระเบียบ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 194

วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ

พวกเราเพิ่งได้หารือกันถึงวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนในจำพวกแรก คือบรรดาผู้ไม่เชื่อ  บัดนี้ ขอให้พวกเรามาหารือกันถึงพวกที่สอง คือผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ  “วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ” ยังเป็นหัวข้อที่สำคัญมากอีกหัวข้อหนึ่ง และมีความจำเป็นอย่างสูงสำหรับพวกเจ้าที่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง  ประการแรก ขอให้พวกเราพูดกันถึงเรื่อง “ความเชื่อ” ในคำว่า “ผู้คนที่มีความเชื่อ” นั้นหมายถึงความเชื่อใดบ้าง กล่าวคือ ห้าศาสนาหลักได้แก่ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ศาสนาอิสลาม และศาสนาพุทธ  นอกเหนือจากบรรดาผู้ไม่เชื่อแล้ว ผู้คนที่เชื่อในห้าศาสนาเหล่านี้ครองประชากรโลกในสัดส่วนที่ใหญ่  ท่ามกลางห้าศาสนาเหล่านี้ บรรดาผู้ที่ประกอบอาชีพจากความเชื่อของพวกเขามีไม่มาก ถึงกระนั้นศาสนาเหล่านี้ก็ยังมีผู้ติดตามจำนวนมาก  พวกเขาจะไปยังสถานที่ที่แตกต่างเมื่อพวกเขาตาย  “แตกต่าง” จากผู้ใด?  จากบรรดาผู้ไม่เชื่อ—ผู้คนที่ไม่มีความเชื่อ—ผู้ซึ่งเราพูดถึงอยู่เมื่อครู่  หลังจากพวกเขาตาย บรรดาผู้เชื่อของห้าศาสนาเหล่านี้จะไปที่อื่น ที่ใดบางแห่งที่แตกต่างจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ  อย่างไรก็ตาม มันยังคงเป็นกระบวนการเดียวกัน โลกฝ่ายวิญญาณจะพิพากษาพวกเขาในทำนองเดียวกันบนพื้นฐานของทุกอย่างที่พวกเขาเคยทำก่อนที่พวกเขาจะตาย ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาจะผ่านกระบวนการตามนั้น  อย่างไรก็ดี เหตุใดผู้คนเหล่านี้จึงถูกส่งไปผ่านกระบวนการยังพื้นที่ที่แตกต่างกันเล่า?  มีเหตุผลที่สำคัญสำหรับการนี้  มันคืออะไร?  เราจะอธิบายกับพวกเจ้าด้วยตัวอย่างหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะอธิบาย พวกเจ้าอาจจะคิดกับตัวพวกเจ้าเองว่า “บางทีคงจะเป็นเพราะพวกเขามีการเชื่อในพระเจ้าน้อย!  พวกเขาไม่ใช่ผู้ไม่เชื่อพระเจ้าเสียทีเดียว”  อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เหตุผลนั้น  มีเหตุผลที่สำคัญมากเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาถูกแยกออกจากผู้อื่น

จงดูศาสนาพุทธเป็นตัวอย่าง  เราจะบอกพวกเจ้าถึงข้อเท็จจริงหนึ่ง  ประการแรก คนพุทธคือใครบางคนที่ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธ และนี่คือบุคคลผู้ซึ่งรู้ว่าการเชื่อของตนคือสิ่งใด  เมื่อคนพุทธตัดผมของพวกเขาและกลายเป็นพระหรือแม่ชี นั่นหมายความว่าพวกเขาได้แยกตนเองออกจากโลกฆราวาสแล้ว โดยทิ้งความอลหม่านของโลกมนุษย์ไว้เบื้องหลัง  ทุกๆ วันพวกเขาจะท่องพระสูตรและสวดพระนามของพระพุทธเจ้า กินเพียงอาหารมังสวิรัติ ดำรงชีวิตแบบนักพรต และผ่านวันเวลาไปพร้อมกับแสงอ่อนที่เย็นของโคมไฟเทียน  พวกเขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาไปแบบนี้  เมื่อชีวิตทางกายภาพของคนพุทธคนหนึ่งจบลง พวกเขาจะทำบทสรุปชีวิตของพวกเขา แต่ในหัวใจของพวกเขาแล้วพวกเขาจะไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปที่ใดหลังจากที่พวกเขาตาย  พวกเขาจะพบกับใคร หรือบทอวสานของพวกเขาจะเป็นอย่างไร  ลึกลงไป พวกเขาจะไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น  พวกเขาจะไม่ได้ทำสิ่งใดมากไปกว่าถือความเชื่อชนิดหนึ่งไว้อย่างหูหนวกตาบอดตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาจะไปจากโลกมนุษย์พร้อมกับความปรารถนาและอุดมการณ์ทั้งหลายที่มืดบอดของพวกเขา  เช่นนั้นคือการสิ้นสุดของชีวิตทางกายภาพของคนพุทธ เมื่อพวกเขาออกไปจากโลกของการมีชีวิต หลังจากนั้น พวกเขาจะกลับไปยังสถานที่ดั้งเดิมของพวกเขาในโลกฝ่ายวิญญาณ  การที่บุคคลผู้นี้จะมาจุติใหม่เพื่อกลับมายังแผ่นดินโลกและสานต่อการบ่มเพาะตนเองของพวกเขาต่อไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการปฏิบัติของพวกเขาก่อนความตายของพวกเขา  หากพวกเขาไม่เคยทำสิ่งใดผิดในระหว่างชั่วชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็จะได้มาจุติและถูกส่งกลับมายังแผ่นดินโลกอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ที่ซึ่งบุคคลผู้นี้จะได้กลายเป็นพระหรือแม่ชีอีกครั้งหนึ่ง  นั่นคือ พวกเขาปฏิบัติการบ่มเพาะตนเองในระหว่างชีวิตทางกายภาพของพวกเขาโดยสอดคล้องกับวิธีที่พวกเขาเคยปฏิบัติการบ่มเพาะตนเองครั้งแรก และแล้วก็กลับมายังอาณาจักรฝ่ายวิญญาณหลังจากที่ชีวิตทางกายภาพของพวกเขาได้สรุปปิดตัวลง ที่ซึ่งพวกเขาจะถูกตรวจสอบ  หลังจากนั้น หากไม่พบว่ามีปัญหาใดๆ พวกเขาจะสามารถกลับมายังโลกของมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการสานต่อการปฏิบัติของพวกเขา  หลังจากการมาจุติใหม่สามถึงเจ็ดครั้งแล้ว พวกเขาจะกลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง ที่ซึ่งพวกเขาจะไปหลังจากชีวิตทางกายภาพจบลงแต่ละครั้ง  หากคุณสมบัติต่างๆ และพฤติกรรมของพวกเขาในโลกมนุษย์เป็นการปฏิบัติตามประกาศิตจากสวรรค์แห่งโลกฝ่ายวิญญาณ เช่นนั้นแล้ว จากจุดนี้เป็นต้นไป พวกเขาจะคงอยู่ที่นั่น พวกเขาจะไม่มาจุติใหม่เป็นมนุษย์อีกต่อไป และจะไม่มีความเสี่ยงใดๆ จากการที่พวกเขาจะถูกลงโทษจากการทำชั่วบนแผ่นดินโลก  พวกเขาจะไม่มีวันต้องก้าวผ่านกระบวนการนี้อีกครั้ง  ในทางตรงกันข้าม พวกเขาจะได้รับตำแหน่งหนึ่งในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณโดยขึ้นอยู่กับรูปการณ์แวดล้อมของพวกเขา  นี่คือสิ่งที่คนพุทธอ้างถึงว่าเป็น “การบรรลุพุทธภาวะ”  การบรรลุพุทธภาวะโดยมากแล้วหมายถึงการสัมฤทธิ์การเกิดผลได้เป็นเจ้าหน้าที่ของโลกฝ่ายวิญญาณ และภายหลังจากนั้น จะไม่มาจุติใหม่หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษอีกต่อไป  ยิ่งไปกว่านั้น มันหมายถึงการไม่ทนทุกข์กับความทุกข์ร้อนทั้งหลายของการเป็นมนุษย์หลังจากการมาจุติใหม่อีกต่อไป  ดังนั้น พวกเขายังคงมีโอกาสใดๆ ที่จะมาจุติเป็นสัตว์อยู่หรือไม่?  (ไม่มี)  การนี้หมายความว่า พวกเขาจะคงอยู่เพื่อเข้ารับบทบาทหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณและจะไม่มาจุติใหม่อีกต่อไป  นี่คือตัวอย่างหนึ่งการบรรลุการเกิดผลของพุทธภาวะในศาสนาพุทธ  ในส่วนของพวกที่ไม่บรรลุการเกิดผล เมื่อพวกเขากลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขากลายเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบและการยืนยันความถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ค้นพบว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติการบ่มเพาะตัวเอง หรือไม่ได้มีจิตสำนึกในการท่องพระสูตรทั้งหลายและการสวดพระนามของพระพุทธเจ้าอย่างขันแข็งดังที่บัญญัติไว้โดยศาสนาพุทธ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับกระทำการชั่วร้ายมากมายและมีส่วนร่วมในพฤติกรรมชั่วหลายอย่าง  เช่นนั้นแล้ว ในโลกฝ่ายวิญญาณ จะมีการพิพากษาเกี่ยวกับการทำชั่วของพวกเขา และต่อจากนั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษแน่นอน  ในการนี้ ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ  เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อใดที่บุคคลเช่นนั้นจะสามารถบรรลุการเกิดผล?  ในชั่วชีวิตที่พวกเขาไม่กระทำความชั่ว—เมื่อหลังจากที่กลับมายังโลกฝ่ายวิญญาณแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิดก่อนที่พวกเขาจะตายเลย  จากนั้นพวกเขามาจุติใหม่ต่อไป โดยดำเนินการกับการท่องพระสูตรและการสวดพระนามของพระพุทธเจ้า โดยใช้วันเวลาของพวกเขาไปกับแสงอ่อนที่เย็นของตะเกียงเทียน งดเว้นจากการฆ่าสิ่งมีชีวิตใดๆ หรือการกินเนื้อใดๆ  พวกเขาไม่เข้าร่วมในโลกของมนุษย์ โดยทิ้งปัญหาของมันไว้ห่างไกลเบื้องหลังและไม่มีการโต้เถียงกับผู้อื่น  ในกระบวนการนั้น หากพวกเขากระทำความชั่ว เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่พวกเขากลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ และการกระทำและพฤติกรรมทั้งหมดของพวกเขาได้รับการตรวจสอบ พวกเขาก็จะถูกส่งออกไปยังอาณาจักรของมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ในวัฏจักรที่ต่อเนื่องไปเป็นจำนวนสามถึงเจ็ดครั้ง  หากไม่มีการประพฤติผิดถูกกระทำขึ้นในระหว่างครั้งนี้ เช่นนั้นแล้ว การบรรลุพุทธภาวะของพวกเขาก็จะยังคงไม่ได้รับผลกระทบ และจะไม่ถูกทำให้ล่าช้าออกไป  นี่คือลักษณะพิเศษของวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนที่มีความเชื่อทั้งหมด กล่าวคือ  พวกเขาสามารถที่จะ “บรรลุการเกิดผล” และสามารถที่จะเข้ารับตำแหน่งหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างไปจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ  ประการแรก ขณะที่พวกเขายังคงกำลังใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก บรรดาผู้ที่สามารถเข้ารับตำแหน่งหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณประพฤติตัวอย่างไร?  พวกเขาต้องแน่ใจว่าจะไม่กระทำความชั่วใดๆ เลย กล่าวคือ พวกเขาต้องไม่ทำฆาตกรรม ทำการวางเพลิง ข่มขืน หรือชิงทรัพย์ หากพวกเขามีส่วนร่วมในการฉ้อโกง การหลอกลวง การลักขโมย หรือการปล้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถบรรลุการเกิดผลได้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากพวกเขามีความเกี่ยวข้องหรือการมีส่วนร่วมใดๆ กับการทำชั่วไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม พวกเขาจะไม่สามารถหลีกหนีการลงโทษที่โลกฝ่ายวิญญาณกำหนดไว้แก่พวกเขาได้  โลกฝ่ายวิญญาณทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมให้แก่คนพุทธผู้ที่บรรลุพุทธภาวะ กล่าวคือ  พวกเขาอาจได้รับการแต่งตั้งให้บริหารบรรดาผู้ที่ปรากฏว่าเชื่อในศาสนาพุทธ และเชื่อในชายชราบนฟ้า—พวกเขาอาจได้รับการจัดสรรเขตอำนาจ  พวกเขายังอาจจะเพียงแค่รับหน้าที่ควบคุมบรรดาผู้ไม่เชื่อหรือมีตำแหน่งที่มีหน้าที่เล็กน้อยมากๆ เท่านั้นด้วยเช่นกัน  การจัดสรรเช่นนั้นเกิดตามตามธรรมชาติต่างๆ ของดวงจิตของพวกเขา  นี่คือตัวอย่างหนึ่งของศาสนาพุทธ

ในบรรดาห้าศาสนาที่เราได้พูดถึงไปนั้น ศาสนาคริสต์ค่อนข้างพิเศษ  สิ่งใดทำให้คริสตชนพิเศษยิ่งนัก?  เหล่านี้คือผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง  เหตุใดบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงจึงอยู่ในรายการนี้ได้?  ในการกล่าวว่าศาสนาคริสต์คือความเชื่อชนิดหนึ่ง มันคงจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อเท่านั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย มันคงจะเป็นพิธีการประเภทหนึ่งเท่านั้น เป็นศาสนาประเภทหนึ่ง และเป็นสิ่งที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงจากความเชื่อของบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง  เหตุผลที่เราได้ลงรายการศาสนาคริสต์ไว้ท่ามกลางห้า ศาสนา ใหญ่ๆ ก็คือว่า มันได้ถูกลดระดับไปอยู่ระดับเดียวกันกับศาสนายิว ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม  ผู้คนส่วนใหญ่ในที่นี้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า หรือไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่ง นับประสาอะไรที่พวกเขาจะเชื่อในการมีอยู่ของพระองค์  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาเพียงใช้คัมภีร์ทั้งหลายเพื่อหารือเกี่ยวกับเทววิทยาและใช้เทววิทยาเพื่อสอนผู้คนให้มีเมตตา ให้สู้ทนความทุกข์ และให้ทำสิ่งดีๆ ทั้งหลาย  นั่นคือศาสนาแบบที่ศาสนาคริสต์ได้กลายมาเป็น กล่าวคือ นั่นเพียงแค่จดจ่ออยู่กับทฤษฎีเทววิทยาเท่านั้น โดยไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ โดยสิ้นเชิงกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการและการช่วยมนุษย์ให้รอดของพระเจ้า  นั่นได้กลายมาเป็นศาสนาของผู้คนที่ติดตามพระเจ้าแต่เป็นผู้ที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงมีหลักการหนึ่งในการเข้าถึงผู้คนเช่นนั้นด้วยเช่นกัน  พระองค์มิได้ทรงรับมือหรือจัดการกับพวกเขาตามอำเภอใจโดยบังเอิญดังที่พระองค์ทรงกระทำกับบรรดาผู้ไม่เชื่อ  พระองค์ทรงปฏิบัติกับพวกเขาแบบเดียวกันกับที่พระองค์ทรงปฏิบัติกับคนพุทธ กล่าวคือ หากว่าในขณะที่มีชีวิตอยู่ คริสตชนคนหนึ่งสามารถทำการบ่มวินัยตัวเองได้ ปฏิบัติตามพระบัญญัติสิบประการอย่างเคร่งครัด และทำข้อเรียกร้องให้พฤติกรรมของพวกเขาเองสอดคล้องกับธรรมบัญญัติและพระบัญญัติทั้งหลาย และยึดถือสิ่งเหล่านั้นไปตลอดชีวิตของพวกเขา  เช่นนั้นแล้ว พวกเขายังต้องใช้เวลาเท่ากันในการก้าวผ่านวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายด้วยเช่นกันก่อนที่พวกเขาจะสามารถบรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่า “การรับขึ้นไป” ได้  หลังจากการสัมฤทธิ์ในการรับขึ้นไปนี้ พวกเขายังอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่ซึ่งพวกเขาเข้ารับตำแหน่งหนึ่งและกลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของที่นั่น  ในทำนองเดียวกันนั้น หากพวกเขากระทำความชั่วบนแผ่นดินโลก—หากพวกเขาบาปหนามากเกินไปและกระทำบาปมากเกินไป—เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกลงโทษและถูกบ่มวินัยด้วยความรุนแรงที่แตกต่างกันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ในศาสนาพุทธนั้น การบรรลุการเกิดผลหมายถึงการผ่านไปยังแดนสุขาวดีอันบรมสุข  แต่พวกเขาเรียกมันว่าอย่างไรในศาสนาคริสต์?  มันเรียกว่า “การเข้าสู่สวรรค์” และการได้รับ “การรับขึ้นไป”  บรรดาผู้ที่ได้รับการรับขึ้นไปอย่างแท้จริงยังจะก้าวผ่านวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายสามถึงเจ็ดครั้งด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนั้น เมื่อตายแล้ว พวกเขาจะมายังโลกฝ่ายวิญญาณ ราวกับพวกเขาได้นอนหลับไป  หากพวกเขาได้มาตรฐาน พวกเขาก็สามารถคงอยู่ที่นั่นเพื่อเข้ารับตำแหน่ง และจะไม่ได้มาจุติใหม่ในลักษณะที่เรียบง่ายหรือตามธรรมเนียม ซึ่งไม่เหมือนกับผู้คนบนแผ่นดินโลก

ท่ามกลางศาสนาเหล่านี้ทั้งหมด บทอวสานที่พวกเขาพูดถึงและที่พวกเขาเพียรพยายามไปถึงนั้นเป็นแบบเดียวกันกับการบรรลุการเกิดผลในศาสนาพุทธ มันเป็นเพียงแค่ว่า “การเกิดผล” นี้สัมฤทธิ์ได้โดยวิธีที่แตกต่างกัน  พวกเขาล้วนเป็นนกที่มีขนเหมือนกัน  สำหรับบรรดาผู้ติดตามของศาสนาเหล่านี้ส่วนนี้ ผู้ซึ่งสามารถยึดปฏิบัติตามข้อบังคับทางศาสนาในพฤติกรรมของพวกเขาได้อย่างเคร่งครัด พระเจ้าทรงจัดเตรียมบั้นปลายที่เหมาะสม สถานที่ที่เหมาะสมให้ไปสู่ และทรงรับมือกับพวกเขาตามสมควร  ทั้งหมดนี้สมเหตุสมผล แต่มันไม่เป็นดังเช่นที่ผู้คนจินตนาการ ใช่หรือไม่?  บัดนี้ เมื่อได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคริสตชนแล้ว พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร?  พวกเจ้ารู้สึกว่าสภาพของพวกเขาไม่ยุติธรรมเลยใช่หรือไม่?  เจ้าสงสารพวกเขาใช่หรือไม่?  (นิดหน่อย)  ไม่มีอะไรที่สามารถทำได้เลย พวกเขามีเพียงตัวเองเท่านั้นให้ตำหนิ  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  พระราชกิจของพระเจ้านั้นจริงแท้ พระองค์ทรงมีชีวิตและเป็นจริง และพระราชกิจของพระองค์มุ่งหมายไปที่มวลมนุษย์ทั้งหมดและทุกคน  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดคริสตชนทั้งหลายจึงไม่ยอมรับการนี้?  เหตุใดพวกเขาจึงต่อต้านและข่มเหงพระเจ้าอย่างลนลาน?  พวกเขาควรพิจารณาว่าตัวพวกเขาเองโชคดีที่ยังมีบทอวสานแบบนี้ ดังนั้นเหตุใดพวกเจ้าจึงรู้สึกเสียใจกับพวกเขาเล่า?  การที่พวกเขาได้รับการรับมือในหนทางนี้แสดงให้เห็นความยอมผ่อนปรนที่ยิ่งใหญ่  เมื่อพิจารณาดูว่าพวกเขาต่อต้านพระเจ้าถึงขนาดใด พวกเขาควรจะถูกทำลาย แต่กระนั้นพระเจ้าก็ไม่ทรงทำการนี้ พระองค์กลับทรงรับมือกับศาสนาคริสต์อย่างเรียบง่ายแบบเดียวกันกับศาสนาธรรมดาอื่นๆ  ด้วยเหตุนี้ มีความจำเป็นใดหรือที่จะต้องกล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ?  ลักษณะพื้นฐานของศาสนาเหล่านี้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อให้ผู้คนทนทุกข์กับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ไม่ทำความชั่ว ทำความประพฤติดี ไม่สบถใส่ผู้อื่น ไม่ตัดสินผู้อื่น นำตัวเองออกห่างจากการโต้เถียง และเป็นคนดี—คำสอนทางศาสนาส่วนใหญ่เป็นเยี่ยงนี้  เพราะฉะนั้น หากผู้คนที่มีความเชื่อเหล่านี้—บรรดาผู้ติดตามของศาสนาและคณะนิกายต่างๆ เหล่านี้—สามารถยึดปฏิบัติตามข้อบังคับทางศาสนาของพวกตนได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่กระทำความผิดพลาดหรือบาปใหญ่ทั้งหลายในระหว่างเวลาที่พวกเขาอยู่บนแผ่นดินโลก และหลังจากที่ได้มาจุติใหม่เป็นเวลาสามถึงเจ็ดครั้งแล้ว ผู้คนเหล่านี้ —บรรดาผู้ซึ่งสามารถยึดปฏิบัติตามข้อบังคับทางศาสนาได้อย่างเคร่งครัด—โดยทั่วไปแล้วจะยังคงอยู่เพื่อเข้ารับตำแหน่งหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณ  ผู้คนเช่นนี้มีมากหรือไม่?  (ไม่ มีไม่มาก)  คำตอบของเจ้ามีพื้นฐานบนสิ่งใด?  มันไม่ง่ายเลยที่จะทำความดีและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติทางศาสนา  ศาสนาพุทธไม่อนุญาตให้ผู้คนรับประทานเนื้อสัตว์—เจ้าสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่?  หากเจ้าต้องสวมเสื้อคลุมสีเทาและท่องพระสูตรและสวดพระนามของพระพุทธเจ้าในวัดของคนพุทธตลอดทั้งวัน เจ้าจะสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่?  มันคงจะไม่ง่าย  คริสตชนมีพระบัญญัติสิบประการ พระบัญญัติ และธรรมบัญญัติทั้งหลาย เหล่านี้ง่ายต่อการปฏิบัติตามหรือไม่?  มันไม่ง่ายเลย!  จงดูการไม่สบถใส่ผู้อื่นเป็นตัวอย่าง กล่าวคือ ผู้คนไม่สามารถปฏิบัติตามกฎข้อนี้ได้โดยง่าย  เมื่อไร้ความสามารถที่จะหยุดตัวเอง พวกเขาจึงสบถ—และหลังจากการสบถแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถถอนคำพูดเหล่านั้นกลับมาได้ ดังนั้น พวกเขาจะทำอย่างไร?  ตอนกลางคืน พวกเขาสารภาพบาปของพวกเขา  บางครั้งหลังจากที่พวกเขาสบถใส่ผู้อื่น พวกเขายังคงเก็บงำความเกลียดชังไว้ในหัวใจของพวกเขาอยู่ และพวกเขาไปไกลถึงขั้นวางแผนหาเวลาที่จะทำอันตรายต่อผู้คนเหล่านั้นยิ่งขึ้นไปอีก  กล่าวสั้นๆ คือ สำหรับบรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางหลักเกณฑ์ตายตัวนี้ ก็คงจะไม่ง่ายที่จะยับยั้งจากการทำบาปหรือการทำชั่ว  เพราะฉะนั้น ในทุกๆ ศาสนา จึงมีเพียงผู้คนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถบรรลุการเกิดผลได้อย่างแท้จริง  เจ้านึกว่าเพราะผู้คนมากมายเพียงนั้นปฏิบัติตามศาสนาเหล่านี้ คนจำนวนมากจะสามารถคงเหลืออยู่เพื่อเข้ารับบทบาทในอาณาจักรแห่งวิญญาณ  อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มีมากขนาดนั้น  มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้อย่างแท้จริง  โดยทั่วไปแล้วมันเป็นเช่นนั้นเองสำหรับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนที่มีความเชื่อ  สิ่งที่แยกพวกเขาออกจากกันก็คือการที่พวกเขาสามารถบรรลุการเกิดผลได้ และนี่คือสิ่งที่แยกพวกเขาออกจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 195

วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ติดตามพระเจ้า

บัดนี้ ขอให้พวกเรามาพูดถึงวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้ากันเถิด  การนี้เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า ดังนั้นจงให้ความสนใจ กล่าวคือ  ประการแรก จงคิดเกี่ยวกับว่าบรรดาผู้ติดตามพระเจ้าจะสามารถได้รับการจำแนกอย่างไร  (ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และบรรดาคนปรนนิบัติ)  แท้จริงแล้วมีสองกลุ่ม ได้แก่  บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และบรรดาคนปรนนิบัติ  ประการแรก ขอให้พวกเรามาสนทนาถึงผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกันเถิด ซึ่งในกลุ่มนี้มีเพียงจำนวนน้อย  “ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร” หมายถึงผู้ใดบ้าง?  หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและมวลมนุษย์ให้มีขึ้นมา พระเจ้าได้ทรงคัดเลือกผู้คนกลุ่มหนึ่งที่จะติดตามพระองค์ เหล่านี้เองที่ถูกอ้างถึงว่าเป็น “ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร”  มีวงเขตและนัยสำคัญพิเศษในการที่พระเจ้าทรงคัดเลือกผู้คนเหล่านี้  วงเขตนี้พิเศษตรงที่ว่ามันมีขีดจำกัดต่อน้อยคนที่ได้รับเลือก ผู้ซึ่งต้องมาเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจสำคัญ  และนัยสำคัญคืออะไร?  เนื่องจากพวกเขาคือกลุ่มที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นัยสำคัญจึงยิ่งใหญ่  นั่นก็คือ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะทำให้ผู้คนเหล่านี้ครบบริบูรณ์ และทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม และทันทีที่พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการได้เสร็จสิ้นลง พระองค์จะทรงรับผู้คนเหล่านี้ไว้  นัยสำคัญนี้ไม่ยิ่งใหญ่หรอกหรือ?  ด้วยเหตุนี้เอง  บรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรรเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพระเจ้า เพราะพวกเขาคือบรรดาผู้ซึ่งพระเจ้าตั้งพระทัยที่จะรับไว้  ส่วนบรรดาคนปรนนิบัตินั้น ขอให้เราหยุดพักจากหัวเรื่องการลิขิตล่วงหน้าของพระเจ้ากันสักครู่เถิด แล้วสนทนาถึงต้นกำเนิดของพวกเขากันก่อน  “คนปรนนิบัติ” ตามตัวอักษรแล้วนั้นคือผู้ที่รับใช้  บรรดาผู้ที่รับใช้นั้นเป็นเพียงชั่วคราว พวกเขาไม่ได้รับใช้ในระยะยาวนักหรือตลอดกาล แต่ได้รับการจ้างหรือการเกณฑ์มาชั่วคราว  ต้นกำเนิดของพวกเขาส่วนใหญ่นั้นก็คือ พวกเขาได้รับการคัดเลือกมาจากท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ  พวกเขาได้มายังแผ่นดินโลกเมื่อได้มีการประกาศกฤษฎีกาว่าพวกเขาจะได้สวมบทบาทของคนปรนนิบัติในพระราชกิจของพระเจ้า  พวกเขาอาจเคยเป็นสัตว์ในชั่วชีวิตก่อนหน้านี้ แต่พวกเขาอาจเคยเป็นบรรดาผู้ไม่เชื่อด้วยเช่นกัน  เช่นนั้นเองคือต้นกำเนิดของบรรดาคนปรนนิบัติ

พวกเรามาคุยต่อไปถึงเรื่องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกันเถิด  เมื่อพวกเขาตาย พวกเขาจะไปยังพื้นที่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจากพื้นที่ของบรรดาผู้ไม่เชื่อและผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ  มันเป็นสถานที่ซึ่งพวกเขาจะได้รับการประกบโดยบรรดาทูตสวรรค์และผู้สื่อสารของพระเจ้า  มันเป็นสถานที่ซึ่งได้รับการบริหารโดยพระเจ้าด้วยพระองค์เอง  ถึงแม้ว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะไม่สามารถเห็นพระเจ้าด้วยตาของพวกเขาเองในสถานที่นี้ แต่มันก็ไม่เหมือนกับที่อื่นใดในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ นี่คือพื้นที่ที่แตกต่างกัน ที่ซึ่งผู้คนส่วนนี้จะไปหลังจากที่พวกเขาตาย  เมื่อพวกเขาตาย พวกเขาก็จะอยู่ภายใต้การเจาะลึกที่เข้มงวดโดยบรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้า และอะไรที่จะถูกเจาะลึก?  บรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้าเจาะลึกเส้นทางที่ผู้คนเหล่านี้ได้ก้าวเดินมาในการเชื่อพระเจ้าตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา พวกเขาเคยต่อต้านพระเจ้าหรือสาปแช่งพระองค์หรือไม่ในระหว่างเวลานั้น และพวกเขาเคยกระทำบาปหรือความชั่วร้ายแรงใดๆ หรือไม่  การเจาะลึกนี้จะทำให้จบคำถามที่ว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่หรือต้องออกไป  คำว่า “ออกไป” หมายถึงอะไร?  และคำว่า “พำนักอยู่” หมายถึงอะไร?  “ออกไป” หมายถึงว่า บนพื้นฐานพฤติกรรมของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะยังคงอยู่ท่ามกลางตำแหน่งหน้าที่ของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือไม่ การได้รับอนุญาตให้ “พำนักอยู่” หมายความว่าพวกเขาสามารถคงอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ที่พระเจ้าจะทรงทำให้ครบบริบูรณ์ในระหว่างยุคสุดท้าย  สำหรับบรรดาผู้ที่พำนักอยู่ พระเจ้าทรงมีการจัดการเตรียมการพิเศษ  ในระหว่างแต่ละระยะของพระราชกิจของพระองค์ พระองค์จะส่งผู้คนเช่นนั้นเพื่อทำหน้าที่เป็นอัครทูตหรือเพื่อทำงานแห่งการฟื้นฟูหรือการดูแลคริสตจักรทั้งหลาย  อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่สามารถทำงานเช่นนั้นจะไม่มาจุติใหม่บ่อยครั้งเท่าบรรดาผู้ไม่เชื่อ ผู้ซึ่งมาเกิดใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในทางตรงกันข้าม พวกเขาถูกส่งกลับมายังแผ่นดินโลกตามข้อพึงประสงค์และขั้นตอนทั้งหลายของพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเขาจะไม่มาจุติใหม่บ่อยๆ  ดังนั้น มีกฎเกณฑ์บางอย่างเกี่ยวกับว่าเมื่อใดพวกเขาจะมาจุติใหม่ใช่หรือไม่?  พวกเขาจะมาครั้งหนึ่งในทุกๆ หลายปีใช่หรือไม่?  พวกเขาจะมาด้วยความถี่เช่นนั้นใช่หรือไม่?  พวกเขาไม่ได้มาเช่นนั้น  การนี้ล้วนขึ้นอยู่กับพระราชกิจของพระเจ้า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของพระราชกิจนั้นและกับความประสงค์ของพระองค์ และไม่มีกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้  กฎเกณฑ์ข้อเดียวก็คือ เมื่อพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายของพระองค์ในระหว่างยุคสุดท้ายนั้น ประชากรที่ได้รับเลือกสรรเหล่านี้จะมาทั้งหมด และการมาครั้งนี้จะเป็นการมาจุติใหม่ครั้งสุดท้ายของพวกเขา  และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  การนี้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่จะสัมฤทธิ์ในระหว่างพระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายของพระเจ้า—เพราะในระหว่างช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจนี้ พระเจ้าจะทรงทำให้บรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรรเหล่านี้ครบบริบูรณ์โดยทั้งหมดทั้งมวล  การนี้หมายความว่าอย่างไร?  หากในระหว่างระยะสุดท้ายนี้ ผู้คนเหล่านี้ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์และมีความเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่มาจุติใหม่เหมือนเมื่อก่อน กระบวนการแห่งการเป็นมนุษย์ของพวกเขาจะได้มาถึงการเสร็จสิ้นที่ครบบริบูรณ์แล้ว เช่นเดียวกับกระบวนการแห่งการมาจุติใหม่ของพวกเขา  การนี้เกี่ยวโยงกับบรรดาผู้ที่จะพำนักอยู่  ดังนั้น พวกที่ไม่สามารถพำนักอยู่ได้จะไปที่ใด?  พวกที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ก็มีบั้นปลายที่สมควรของพวกเขาเอง  ก่อนอื่น ผลจากการทำชั่วของพวกเขา ความผิดพลาดที่พวกเขาได้ทำมา และบาปที่พวกเขาได้กระทำขึ้น พวกเขาก็จะได้รับการลงโทษเช่นกัน  หลังจากที่พวกเขาได้รับการลงโทษแล้ว พระเจ้าจะทรงทำการจัดการเตรียมการเพื่อส่งพวกเขาออกไปอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อให้เหมาะสมกับรูปการณ์แวดล้อม หรือไม่ก็จัดการเตรียมการให้พวกเขาได้ไปอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีสองผลลัพธ์ที่เป็นไปได้สำหรับพวกเขา นั่นคือ หนึ่งคือการได้รับการลงโทษและบางทีอาจจะเป็นการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีศาสนาที่แน่นอนศาสนาหนึ่งหลังจากการมาจุติใหม่ และอีกผลลัพธ์หนึ่งคือการกลายเป็นผู้ไม่เชื่อ  หากพวกเขากลายเป็นบรรดาผู้ไม่เชื่อ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะสูญเสียโอกาสทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากพวกเขากลายเป็นผู้คนที่มีความเชื่อ—ยกตัวอย่างเช่น หากพวกเขากลายเป็นคริสตชน—เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะยังคงมีโอกาสที่จะได้กลับไปอยู่ท่ามกลางลำดับทั้งหลายของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร มีสัมพันธภาพที่ซับซ้อนมากกับการนี้  กล่าวสั้นๆ คือ หากหนึ่งในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง พวกเขาจะได้รับการลงโทษเหมือนคนอื่นทุกคน  จงดูเปาโลเป็นตัวอย่าง ผู้ซึ่งพวกเราได้พูดถึงก่อนหน้านี้  เปาโลเป็นตัวอย่างหนึ่งของบุคคลผู้ซึ่งได้รับการลงโทษ  พวกเจ้าเริ่มเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่ใช่หรือไม่?  วงเขตของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นขอบเขตที่คงที่หรือไม่?  (ส่วนใหญ่แล้วเป็นเช่นนั้น)  ส่วนใหญ่แล้วมันคงที่ แต่ส่วนเล็กๆ ของมันไม่คงที่  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  ณ ที่นี้เราได้อ้างอิงถึงเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด นั่นคือ การกระทำความชั่ว  เมื่อผู้คนกระทำความชั่ว พระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขา และเมื่อพระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขา พระองค์จะทรงโยนพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางผู้คนเผ่าพันธุ์ต่างๆ และชนิดต่างๆ  นี่ทำให้พวกเขาไม่มีความหวัง และทำให้พวกเขากลับคืนมาได้ยาก  ทั้งหมดนี้เกี่ยวโยงกับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 196

หัวข้อถัดไปนี้เกี่ยวโยงกับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาคนปรนนิบัติ  พวกเราเพิ่งได้พูดถึงต้นกำเนิดของบรรดาคนปรนนิบัติไป นั่นคือ ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขามาจุติใหม่หลังจากที่เคยเป็นผู้ไม่เชื่อและสัตว์ทั้งหลายในชั่วชีวิตก่อนหน้านั้นของพวกเขา  ด้วยการมาถึงของพระราชกิจช่วงระยะสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงคัดเลือกผู้คนเช่นนั้นกลุ่มหนึ่งมาจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ และคนกลุ่มนี้มีความพิเศษ  จุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการเลือกสรรประชากรเหล่านี้ก็คือเพื่อให้พวกเขามารับใช้พระราชกิจของพระองค์  “การปรนนิบัติ” ไม่ใช่คำที่ฟังดูสง่างามมากนัก และมันไม่สอดคล้องกับความปรารถนาของทุกคน แต่พวกเราควรดูว่ามันมุ่งไปที่ใคร  การมีอยู่ของบรรดาคนปรนนิบัติของพระเจ้ามีนัยสำคัญพิเศษอย่างหนึ่ง  ไม่มีใครอื่นที่สามารถแสดงบทบาทของพวกเขาได้ เพราะพวกเขาได้รับการเลือกสรรโดยพระเจ้า  และบทบาทของบรรดาคนปรนนิบัติเหล่นี้คืออะไร?  นั่นคือการรับใช้บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  โดยส่วนใหญ่แล้ว บทบาทของพวกเขาคือการให้การปรนนิบัติแก่พระราชกิจของพระเจ้า การให้ความร่วมมือกับพระราชกิจ และการอำนวยความสะดวกแก่พระเจ้าในการทำให้บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรมีความครบบริบูรณ์  ไม่ว่าพวกเขาจะกำลังทำงานหนัก กำลังดำเนินงานในบางแง่มุม หรือกำลังรับหน้าที่ในภารกิจใดภารกิจหนึ่งอยู่หรือไม่ก็ตาม อะไรคือข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าเกี่ยวกับบรรดาคนปรนนิบัติเหล่านี้?  พระองค์ทรงเรียกร้องอย่างมากในข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อพวกเขาหรือไม่?  (ไม่ พระองค์ทรงขอเพียงว่าให้พวกเขาจงรักภักดี)  บรรดาคนปรนนิบัติก็ต้องจงรักภักดีด้วยเช่นกัน  ไม่ว่าต้นกำเนิดของเจ้าเป็นอย่างไรหรือเหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงเลือกเจ้า เจ้าต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้า ต่อพระบัญชาใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าทรงมอบความไว้วางพระทัยแก่เจ้า และต่องานที่เจ้ารับผิดชอบ และหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ  สำหรับบรรดาคนปรนนิบัติผู้ที่สามารถจงรักภักดีและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้นั้น บทอวสานของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร?  พวกเขาจะสามารถคงอยู่ได้  นั่นเป็นพรหนึ่งที่ได้เป็นคนปรนนิบัติผู้ซึ่งยังคงอยู่ใช่หรือไม่?  การยังคงอยู่ความถึงสิ่งใด?  อะไรคือนัยสำคัญของพรนี้?  ในด้านสถานะ พวกเขาดูไม่เหมือนกับบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาดูแตกต่างไป  แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาชื่นชมในชีวิตนี้มิใช่เป็นแบบเดียวกันกับที่เป็นของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรอกหรือ?  อย่างน้อยที่สุด มันเป็นแบบเดียวกันในชั่วชีวิตนี้  พวกเจ้าไม่ปฏิเสธการนี้ใช่หรือไม่?  ถ้อยดำรัสของพระเจ้า พระคุณของพระเจ้า การจัดเตรียมของพระเจ้า พระพรของพระเจ้า—ใครเล่าไม่ชื่นชมกับสิ่งเหล่านี้?  ทุกคนชื่นชมกับความอุดมเช่นนั้น  อัตลักษณ์ของคนปรนนิบัติคือผู้ซึ่งทำการปรนนิบัติ แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว พวกเขาเป็นเพียงหนึ่งในท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งมวลที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น นั่นเป็นแค่บทบาทของพวกเขาเท่านั้นที่เป็นของคนปรนนิบัติ  ในฐานะที่พวกเขาทั้งคู่เป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า มีความแตกต่างใดๆ ระหว่างคนปรนนิบัติกับผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือไม่?  ในด้านผลกระทบแล้วไม่มี  เมื่อกล่าวถึงในนามแล้ว มีความแตกต่างอย่างหนึ่ง ในเนื้อแท้และในแง่ของบทบาทที่พวกเขาแสดง มีความแตกต่างอย่างหนึ่ง—แต่พระเจ้ามิได้ทรงปฏิบัติต่อผู้คนกลุ่มนี้อย่างไม่ยุติธรรม  ดังนั้นเหตุใดผู้คนเหล่านี้จึงได้รับการนิยามว่าเป็นคนปรนนิบัติ?  พวกเจ้าต้องมีความเจ้าใจบางอย่างเกี่ยวกับการนี้!  คนปรนนิบัติมาจากท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ  ทันทีที่เราระบุว่าพวกเขามาจากท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ  มันปรากฏชัดว่าพวกเขามีภูมิหลังที่ไม่ดีเหมือนๆ กัน กล่าวคือ พวกเขาล้วนเป็นพวกอเทวนิยม และเคยเป็นเช่นนั้นในอดีตด้วยเช่นกัน พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า และเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ ต่อความจริง และต่อทุกสรรพสิ่งที่เป็นเชิงบวก  พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าหรือในการมีอยู่ของพระองค์  เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาสามารถที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้หรือ?  มันสมควรแล้วที่จะกล่าวว่า ในจำนวนมากแล้วนั้นพวกเขาไม่สามารถ  เช่นเดียวกันกับที่สัตว์ทั้งหลายไม่สามารถที่จะเข้าใจคำพูดแบบมนุษย์ได้ บรรดาคนปรนนิบัติก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัส สิ่งที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ หรือเหตุผลที่ทำให้พระองค์ทรงทำข้อเรียกร้องเช่นนั้นได้ พวกเขาไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจจับใจความได้ และพวกเขายังคงไม่ได้รับความความรู้แจ้ง  ด้วยเหตุผลนี้เอง ผู้คนเหล่านี้จึงไม่มีชีวิตอย่างที่พวกเราได้กล่าวถึงไปแล้ว  หากไม่มีชีวิตนั้น ผู้คนจะสามารถเข้าใจความจริงได้หรือ?  พวกเขาจะมีพร้อมไปด้วยความจริงกระนั้นหรือ?  พวกเขามีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่มี)  เช่นนั้นเองคือต้นกำเนิดของบรรดาคนปรนนิบัติ  อย่างไรก็ตาม ในเมื่อพระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเหล่านี้เป็นคนปรนนิบัติ ยังคงมีมาตรฐานทั้งหลายในข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อพวกเขา พระองค์มิทรงดูแคลนพวกเขา และพระองค์มิใช่ทรงทำพอเป็นพิธีต่อพวกเขา  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่จับใจความพระวจนะของพระองค์และไม่มีการถือครองชีวิต แต่พระเจ้าก็ยังคงทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างกรุณา และยังคงมีมาตรฐานทั้งหลายอยู่เมื่อกล่าวถึงข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อพวกเขา  พวกเจ้าเพิ่งกล่าวถึงมาตรฐานเหล่านี้ นั่นคือ การจงรักภักดีต่อพระเจ้าและการทำสิ่งที่พระองค์ตรัส  ในการปรนนิบัติของเจ้านั้น เจ้าต้องรับใช้ในที่ซึ่งจำเป็นต้องการ และเจ้าต้องรับใช้จนถึงที่สุด  หากเจ้าสามารถเป็นคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีได้ สามารถรับใช้ไปตลอดจนถึงที่สุด และสามารถปฏิบัติพระบัญญัติที่พระเจ้าได้ทรงมอบความไว้วางพระทัยแก่เจ้าจนสำเร็จลุล่วงได้อย่างเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะใช้ชีวิตที่มีคุณค่า  หากเจ้าสามารถทำการนี้ได้ เจ้าก็จะสามารถยังคงอยู่ได้  หากเจ้าใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอีกสักนิด หากเจ้าพยายามให้หนักขึ้นอีกสักนิด สามารถเพิ่มความมุมานะของเจ้าในการรู้จักพระเจ้าขึ้นอีกเท่าตัว สามารถพูดถึงการรู้จักพระเจ้าได้เล็กน้อย สามารถเป็นคำพยานต่อพระองค์ได้ และยิ่งไปกว่านั้น หากเจ้าสามารถเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับน้ำพระองค์ของพระองค์ สามารถร่วมมือในพระราชกิจของพระเจ้าได้ และสามารถใส่ใจกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้บ้าง เช่นนั้นแล้ว เจ้า ในฐานะคนปรนนิบัติ ก็จะได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนโชค  และการเปลี่ยนโชคนี้จะเป็นเช่นไร?  เจ้าก็จะเพียงแค่ไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป  พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรร โดยขึ้นอยู่กับการประพฤติและความทะเยอทะยานและการไล่ตามเสาะหาส่วนตัวของเจ้า  นี่จะเป็นการเปลี่ยนโชคของเจ้า  สำหรับบรรดาคนปรนนิบัติแล้วนั้น อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการนี้?  นั่นก็คือว่าพวกเขาสามารถกลายเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้  หากพวกเขาเป็นดังนั้น นั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่มาจุติใหม่เป็นสัตว์อย่างที่บรรดาผู้ไม่เชื่อเป็นอีกต่อไป  การนั้นดีใช่หรือไม่?  มันใช่ และนั่นยังเป็นข่าวดีอีกด้วย กล่าวคือ นั่นหมายความว่าบรรดาคนปรนนิบัติสามารถถูกปั้นได้  มันไม่ใช่กรณีที่ว่า สำหรับคนปรนนิบัติแล้ว เมื่อพระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าให้พวกเขารับใช้ พวกเขาก็จะรับใช้ตลอดไป นั่นไม่จำเป็นที่ต้องเป็นเช่นนั้น  พระเจ้าจะทรงรับมือกับพวกเขาและตอบสนองแก่พวกเขาในหนทางที่เหมาะสมกับการประพฤติแต่ละอย่างของบุคคลนี้

อย่างไรก็ตาม มีบรรดาคนปรนนิบัติที่สามารถรับใช้ไปจนถึงที่สุดได้ มีบรรดาผู้ซึ่งล้มเลิกเพียงครึ่งทางและละทิ้งพระเจ้าในระหว่างการปรนนิบัติของพวกเจ้า รวมทั้งผู้คนที่กระทำความผิดมากมายหลายอย่าง  มีแม้กระทั่งบรรดาผู้ที่ก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงและนำมาซึ่งความสูญเสียใหญ่หลวงต่อพระราชกิจของพระเจ้า และมีแม้กระทั่งคนปรนนิบัติที่สาปแช่งพระเจ้า และอื่นๆ  ผลพวงที่ไม่อาจแก้ไขได้เหล่านี้บ่งบอกถึงสิ่งใด?  การกระทำชั่วเช่นนั้นใดๆ จะบ่งชี้ถึงการสิ้นสุดการปรนนิบัติของพวกเขา  เพราะการประพฤติของเจ้าในระหว่างการปรนนิบัติของเจ้าแย่จนเกินไปและเพราะเจ้าได้ไปไกลจนเกินไป ทันที่พระเจ้าทรงเห็นว่าการปรนนิบัติของเจ้าไม่ได้มาตรฐาน พระองค์จะทรงเพิกถอนความมีสิทธิ์ในการรับใช้ของเจ้า  พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้เจ้ารับใช้อีกต่อไป พระองค์จะทรงลบเจ้าออกไปจากสายพระเนตรของพระองค์และจากพระนิเวศของพระเจ้า  นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่ต้องการรับใช้กระนั้นหรือ?  เจ้าไม่ใช่ต้องการที่จะทำความชั่วอยู่เนืองนิตย์หรอกหรือ?  เจ้ามิใช่ไม่สัตย์ซื่ออยู่เนืองนิตย์หรอกหรือ?  ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็มีทางออกง่ายๆ อย่างหนึ่ง นั่นคือ เจ้าจะต้องถูกเพิกถอนความมีสิทธิ์ในการรับใช้  สำหรับพระเจ้าแล้ว การเพิกถอนความมีสิทธิ์ในการรับใช้ไปจากคนปรนนิบัติคนหนึ่งหมายความว่าบทอวสานของคนปรนนิบัติคนนี้ได้รับการประกาศแล้ว และพวกเขาจะไม่มีสิทธิ์ที่จะรับใช้พระเจ้าอีกต่อไป  พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องมีการปรนนิบัติของบุคคลผู้นี้อีกต่อไปแล้ว และไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจจะพูดสิ่งดีๆ อันใด คำพูดเหล่านั้นจะสูญเปล่า  เมื่อสิ่งต่างๆ ได้มาถึงจุดนี้แล้ว สถานการณ์นั้นจะกลายเป็นมิอาจแก้ไขได้แล้ว บรรดาคนปรนนิบัติเยี่ยงนี้จะไม่มีหนทางกลับหลัง  และพระเจ้าทรงจัดการกับบรรดาคนปรนนิบัติดังเช่นนี้อย่างไร?  พระองค์เพียงทรงหยุดพวกเขาจากการรับใช้กระนั้นหรือ?  หามิได้  พระองค์เพียงแค่ทรงขัดขวางไม่ให้พวกเขาคงอยู่เท่านั้นหรือ?  หรือว่าพระองค์จะทรงวางพวกเขาเอาไว้ก่อนแล้วคอยให้พวกเขาทำการกลับตัว?  พระองค์ไม่ทรงทำเช่นนั้น  แท้จริงแล้ว พระเจ้าไม่ทรงมีความรักเช่นนั้นเมื่อเป็นเรื่องของคนปรนนิบัติ  หากบุคคลหนึ่งมีท่าทีแบบนี้ในการปรนนิบัติพระเจ้าของเขา พระเจ้าก็จะทรงเพิกถอนพวกเขาจากความมีสิทธิ์ของพวกเขาในการรับใช้ อันเป็นผลจากท่าทีนี้ และจะทรงโยนพวกเขากลับไปอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่ออีกครั้งหนึ่ง  และชะตากรรมของคนปรนนิบัติที่ถูกโยนกลับไปอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อนั้นจะเป็นอย่างไร?  มันจะเป็นแบบเดียวกันกับชะตากรรมของบรรดาผู้ไม่เชื่อ กล่าวคือ  พวกเขาจะมาจุติใหม่เป็นสัตว์และได้รับการลงโทษแบบเดียวกันในโลกฝ่ายวิญญาณในฐานะผู้ไม่เชื่อคนหนึ่ง  ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะไม่ทรงให้ความสนพระทัยส่วนพระองค์ใดๆ ในการลงโทษของบุคคลผู้นี้ เพราะบุคคลเช่นนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพระราชกิจของพระเจ้าอีกต่อไป  นี่ไม่ใช่เป็นเพียงบทอวสานแห่งชีวิตที่มีความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทอวสานของชะตากรรมของพวกเขาเองด้วยเช่นกัน รวมถึงเป็นการประกาศชะตากรรมของพวกเขา  ด้วยเหตุนี้เอง หากคนปรนนิบัติรับใช้อย่างไม่ดีพอ พวกเขาจะต้องแบกรับผลพวงที่ตามมาด้วยตัวพวกเขาเอง  หากคนปรนนิบัติไม่สามารถทำการรับใช้จนถึงที่สุดได้ หรือถูกเพิกถอนความมีสิทธิ์ในการรับใช้ของพวกเขาไประหว่างทาง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกขว้างให้ไปอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ—และหากเกิดการนี้ขึ้น บุคคลเช่นนั้นจะได้รับการจัดการด้วยวิธีเดียวกันกับปศุสัตว์ ด้วยวิธีเดียวกันกับผู้คนที่ไม่มีสติปัญญาหรือความมีเหตุผล  เมื่อเราอธิบายเช่นนี้ เจ้าสามารถเข้าใจได้ ใช่ไหม?

สิ่งที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้คือวิธีที่พระเจ้าทรงจัดการกับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรและบรรดาคนปรนนิบัติ  หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้แล้ว พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร?  เราเคยกล่าวถึงหัวข้อนี้มาก่อนหรือไม่?  เราเคยกล่าวในหัวเรื่องที่เกี่ยวกับบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและบรรดาคนปรนนิบัติแล้วหรือยัง?  แท้ที่จริงเราเคยกล่าวถึงแล้ว แต่พวกเจ้าไม่จำ  พระเจ้าทรงชอบธรรมต่อประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรและบรรดาคนปรนนิบัติ  พระองค์ทรงชอบธรรมในทุกๆ ด้าน  เราพูดถูกหรือไม่?  มีที่ใดที่เจ้าสามารถพบความเท็จในการนี้หรือไม่?  มีบ้างไหมผู้คนที่จะกล่าวว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงทรงผ่อนปรนต่อบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรรถึงเพียงนั้น?  และเหตุใดพระองค์จึงทรงอดกลั้นต่อบรรดาคนปรนนิบัติเพียงน้อยนิดเท่านั้น?”  มีใครบ้างไหมที่ปรารถนาจะยืนขึ้นเพื่อคนปรนนิบัติ?  “พระเจ้าทรงสามารถให้เวลาแก่คนปรนนิบัติมากขึ้น อดกลั้นและทนยอมรับต่อพวกเขาให้มากขึ้นได้หรือไม่?”  มันถูกต้องหรือไม่ที่จะถามคำถามเช่นนั้น?  (ไม่ มันไม่ถูกต้อง)  และเหตุใดจึงไม่ถูกต้องเล่า?  (เพราะแท้ที่จริงแล้วพวกเราได้รับการแสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานแล้วเพียงแค่โดยผ่านทางการกระทำในการได้ถูกทำให้เป็นคนปรนนิบัติ) แท้ที่จริงแล้ว บรรดาคนปรนนิบัติได้รับการแสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานเพียงโดยการได้รับอนุญาตให้รับใช้!  หากไม่มีชื่อว่า “คนปรนนิบัติ” และหากไม่มีงานที่พวกเขา ผู้คนเหล่านี้จะอยู่ที่ใด?  พวกเขาคงจะอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ โดยมีชีวิตและตายไปกับปศุสัตว์  ช่างเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้ชื่นชมในวันนี้ ที่ได้รับอนุญาตให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและมายังพระนิเวศของพระเจ้า!  นี่ช่างเป็นพระคุณอันใหญ่หลวง!  หากพระเจ้ามิได้ทรงมอบโอกาสในการรับใช้ให้แก่เจ้า เจ้าก็คงจะไม่มีทางมีโอกาสได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์  ไม่ต้องกล่าวถึงเลยว่า ต่อให้เจ้าเป็นใครบางคนที่เป็นคนพุทธและได้บรรลุการเกิดผล อย่างมากที่สุดเจ้าก็คงเป็นแต่เพียงผู้กำกับในโลกฝ่ายวิญญาณ เจ้าจะไม่มีวันได้พบพระเจ้า ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์หรือพระวจนะของพระองค์ หรือสัมผัสความรักและพระพรของพระองค์ อีกทั้งเจ้าไม่อาจจะมาประจันหน้ากับพระองค์ได้เลย  สิ่งทั้งหลายที่ชาวพุทธมีอยู่เบื้องหน้าพวกเขานั้นเป็นเพียงภารกิจง่ายๆ เท่านั้น  พวกเขาไม่อาจจะรู้จักพระเจ้าได้ และพวกเขาเพียงทำตามและเชื่อฟัง ในขณะที่บรรดาคนปรนนิบัติได้รับมากมายหลายอย่างยิ่งนักในระหว่างช่วงระยะของพระราชกิจนี้!  ประการแรก พวกเขาสามารถมาประจันหน้ากับพระเจ้าได้ ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ ได้ยินพระวจนะของพระองค์ และได้รับประสบการณ์กับพระคุณและพระพรต่างๆ ที่พระองค์ประทานให้แก่ผู้คน  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถชื่นชมพระวจนะและความจริงทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้  คนปรนนิบัติทั้งหลายได้รับมากมายยิ่งนักอย่างแท้จริง!  ด้วยเหตุนี้ หากในฐานะคนปรนนิบัติแล้วเจ้าไม่สามารถแม้กระทั่งมุ่งความพยายามที่ถูกต้องเหมาะสมไปข้างหน้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะยังคงทรงสามารถเก็บเจ้าไว้ได้อีกหรือ?  พระองค์ไม่ทรงสามารถเก็บเจ้าไว้ได้  พระองค์มิได้ทรงขอจากเจ้ามากมาย กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้ทำสิ่งใดที่พระองค์ทรงขออย่างถูกต้องเหมาะสมเลย เจ้าไม่ยึดมั่นต่อหน้าที่ของเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระเจ้าไม่ทรงสามารถเก็บเจ้าไว้ได้  เช่นนั้นคือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงพะเน้าพะนอเจ้า แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเลือกปฏิบัติต่อเจ้า  เหล่านี้คือหลักการที่พระเจ้าทรงใช้กระทำการ  พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนและสิ่งทรงสร้างทั้งปวงในลักษณะนี้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 197

หากสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณทำบางสิ่งผิดหรือไม่ทำงานของพวกตนอย่างถูกต้อง พระเจ้าก็ทรงมีประกาศิตจากสวรรค์และประกาศกฤษฎีกาทั้งหลายที่สอดคล้องกันที่ทรงใช้เพื่อจัดการกับพวกเขาด้วยเช่นกัน นี่เป็นที่แน่นอน  เพราะฉะนั้น ในระหว่างพระราชกิจการบริหารจัดการหลายพันปีของพระเจ้านั้น คนทำหน้าที่บางคนซึ่งได้กระทำความผิดได้ถูกกำจัดออกไป ในขณะที่บางคน—จนถึงทุกวันนี้—ก็ยังคงถูกกักกันและถูกลงโทษอยู่  นี่คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกฝ่ายวิญญาณต้องเผชิญ  หากพวกเขาทำบางอย่างผิดหรือกระทำความชั่ว เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ถูกลงโทษ—และนี่คือแบบเดียวกันกับแนวทางของพระเจ้าที่ทรงมีต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรและบรรดาคนปรนนิบัติ  ด้วยเหตุนี้เอง ทั้งในโลกฝ่ายวิญญาณและโลกทางวัตถุ หลักการทั้งหลายที่พระเจ้าทรงใช้กระทำการจึงไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่ว่าเจ้าจะสามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม หลักการทั้งหลายของการกระทำเหล่านั้นไม่เปลี่ยนแปลง  พระเจ้าได้ทรงมีหลักการแบบเดียวกันในแนวทางของพระองค์ต่อทุกสิ่งทุกอย่างและในการรับมือของพระองค์กับทุกสรรพสิ่งโดยตลอดทั่วทั้งหมด  การนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้  พระเจ้าจะทรงมีพระกรุณาต่อบรรดาผู้ที่อยู่ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อที่ใช้ชีวิตในลักษณะที่ค่อนข้างจะถูกต้องเหมาะสม และจะทรงรักษาโอกาสทั้งหลายของบรรดาผู้ที่อยู่ในแต่ละศาสนา ผู้ซึ่งประพฤติตนดีและไม่ทำความชั่ว โดยทรงอนุญาตให้พวกเขาแสดงบทบาทของพวกเขาในสรรพสิ่งทั้งมวลที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการและทำในสิ่งที่พวกเขาควรที่จะทำ  ในทำนองเดียวกันนั้น ท่ามกลางบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้า และท่ามกลางประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร พระเจ้าก็ไม่ทรงเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดตามหลักการเหล่านี้ของพระองค์  พระองค์ทรงพระเมตตาต่อทุกคนที่สามารถติดตามพระองค์ได้อย่างจริงใจ และพระองค์ทรงรักทุกคนที่ติดตามพระองค์อย่างจริงใจ  นั่นเป็นไปเพื่อผู้คนหลายชนิดเหล่านี้—บรรดาผู้ไม่เชื่อ ผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ และบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—นั่นเองที่พระองค์ประทานความแตกต่างหลากหลายให้แก่พวกเขา  จงดูบรรดาผู้ไม่เชื่อเป็นตัวอย่าง กล่าวคือ  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เชื่อในพระเจ้า และพระเจ้าทรงมองพวกเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งพวกเขาแต่ละคนมีอาหารให้รับประทาน มีสถานที่เป็นของพวกเขาเอง และมีวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายตามปกติ  บรรดาผู้ที่ทำชั่วได้รับการลงโทษ และบรรดาผู้ที่ทำดีได้รับพระพรและได้รับความใจดีมีเมตตาจากพระเจ้า  นี่มิใช่วิธีที่มันเป็นหรอกหรือ?  สำหรับผู้คนที่มีความเชื่อนั้น หากพวกเขาสามารถยึดปฏิบัติตามข้อบังคับทั้งหลายทางศาสนาของพวกเขาอย่างเคร่งครัดโดยตลอดการเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้ เช่นนั้นแล้ว หลังจากการมาจุติใหม่ทั้งหมดเหล่านั้น ในที่สุดพระเจ้าจะทรงทำการประกาศของพระองค์ต่อพวกเขา  ในทำนองเดียวกันนั้น สำหรับพวกเจ้าในวันนี้ ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือคนปรนนิบัติ พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้าปฏิบัติตามและจะทรงกำหนดพิจารณาบทอวสานของเจ้าโดยสอดคล้องกับกฎระเบียบและประกาศกฤษฎีกาบริหารที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เช่นเดียวกัน  ท่ามกลางผู้คนชนิดเหล่านี้ ผู้คนที่มีความเชื่อชนิดที่แตกต่างกัน—นั่นคือ บรรดาผู้ซึ่งอยู่ในกลุ่มศาสนาต่างๆ—พระเจ้าได้ประทานพื้นที่ในการใช้ชีวิตแก่พวกเขาแล้วหรือยัง?  คนยิวอยู่ที่ใด?  พระเจ้าได้ทรงแทรกแซงในความเชื่อของพวกเขาหรือไม่?  พระองค์ไม่ได้ทรงแทรกแซง ใช่หรือไม่?  และคริสตชนเล่าเป็นอย่างไร?  พระองค์ก็มิได้ทรงแทรกแซงพวกเขาด้วยเช่นกัน  พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกเขายึดปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งหลายของพวกเขาเอง พระองค์ไม่ตรัสกับพวกเขาหรือให้ความรู้แจ้งใดๆ แก่พวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ไม่ทรงเผยสิ่งใดๆ ต่อพวกเขา  หากเจ้าคิดว่ามันถูกต้อง เช่นนั้นแล้วก็จงเชื่อในหนทางนี้  นิกายคาทอลิกเชื่อในนางมารีย์ และข่าวนั้นได้ถูกส่งต่อไปยังพระเยซูโดยผ่านทางนางนั่นเอง รูปแบบการเชื่อของพวกเขาเป็นเช่นนั้นเอง  พระเจ้าเคยทรงแก้ไขความเชื่อของพวกเขาหรือไม่?  พระองค์ประทานอิสรภาพให้พวกเขา พระองค์ไม่ใส่พระทัยพวกเขาและไม่ประทานพื้นที่ที่แน่นอนเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตแก่พวกเขา  ในส่วนของคนมุสลิมและคนพุทธนั้น พระองค์มิทรงเป็นแบบเดียวกันหรอกหรือ?  พระองค์ทรงกำหนดอาณาเขตสำหรับพวกเขาด้วยเช่นกัน และทรงอนุญาตให้พวกเขามีพื้นที่ในการดำรงชีวิตของพวกเขาเอง โดยไม่ทรงก้าวก่ายในการเชื่อตามลำดับของพวกเขา  ทั้งหมดนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยดี  และพวกเจ้ามองเห็นอะไรในทั้งหมดนี้?  เห็นว่าพระเจ้าทรงถือครองสิทธิอำนาจ แต่พระองค์ไม่ทรงใช้มันในทางที่ผิด  พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการสรรพสิ่งเป็นลำดับที่เพียบพร้อมและทรงกระทำมันในลักษณะที่เป็นระเบียบ และในที่นี้มีพระปรีชาญาณและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 198

พระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าพระองค์เอง

พระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งและทรงบริหารทุกสรรพสิ่ง  พระองค์ได้ทรงสร้างทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงบริหารทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงปกครองเหนือทั้งหมดที่มี และพระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับทั้งหมดที่มี  นี่คือพระสถานะของพระเจ้า และนั่นคือพระอัตลักษณ์ของพระองค์  สำหรับทุกสรรพสิ่งและทั้งหมดที่มีนั้น พระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าคือพระผู้สร้างและพระผู้ปกครองของสิ่งทรงสร้างทั้งหมด  เช่นนั้นคือพระอัตลักษณ์ที่พระเจ้าทรงถือครอง และพระองค์ทรงมีเอกลักษณ์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง  ไม่มีสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้า—ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์หรือในโลกฝ่ายวิญญาณ—ที่จะสามารถใช้วิธีการหรือข้ออ้างใดๆ เพื่อปลอมแฝงหรือแทนที่พระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้าได้ เพราะท่ามกลางทุกสรรพสิ่งมีเพียงองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ทรงถือครองพระอัตลักษณ์ ฤทธานุภาพ สิทธิอำนาจ และความสามารถในการปกครองเหนือสิ่งทรงสร้าง นั่นก็คือ พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ของพวกเรา  พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพและทรงเคลื่อนไปท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสามารถขึ้นสู่ที่สูงที่สุด เหนือทุกสรรพสิ่งได้  พระองค์ทรงสามารถถ่อมพระองค์เองโดยการกลายเป็นมนุษย์ การกลายเป็นผู้ซึ่งอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ที่มีเลือดเนื้อ การมาประจันหน้ากับผู้คน และการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา ในขณะที่ในเวลาเดียวกันนั้น พระองค์ทรงบัญชาทั้งหมดที่มี โดยทรงตัดสินชะตากรรมของทั้งหมดที่มีและทิศทางใดที่มันทั้งหมดจะเคลื่อนไป  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงนำชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง และทรงคุมทิศทางของมวลมนุษย์  พระเจ้าดังเช่นนี้ควรจะได้รับการนมัสการ การเชื่อฟัง และการรู้จักโดยสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในกลุ่มหรือชนิดใดท่ามกลางมวลมนุษย์ การที่เชื่อในพระเจ้า การติดตามพระเจ้า การเคารพพระเจ้า การยอมรับการปกครองของพระองค์ และการยอมรับการจัดการเตรียมการของพระองค์ต่อชะตากรรมของเจ้าเป็นเพียงทางเลือกเดียว—ทางเลือกที่จำเป็น—สำหรับบุคคลใดก็ตามและสำหรับสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม  ในความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้านั้น ผู้คนมองเห็นว่า สิทธิอำนาจของพระองค์ พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ เนื้อแท้ของพระเจ้า และวิธีการทั้งหลายที่พระองค์ทรงใช้จัดเตรียมแก่ทุกสรรพสิ่งนั้นล้วนเป็นเอกลักษณ์โดยครบบริบูรณ์ ความทรงเอกลักษณ์นี้กำหนดพิจารณาพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง และมันยังกำหนดพิจารณาสถานะของพระองค์ด้วยเช่นกัน  เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง หากสิ่งมีชีวิตใดในโลกฝ่ายวิญญาณหรือท่ามกลางมวลมนุษย์ปรารถนาที่จะยืนแทนที่พระเจ้า ความสำเร็จย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ดังเช่นที่จะเป็นไปไม่ได้กับความพยายามใดๆ ที่จะปลอมแฝงพระเจ้า  นี่คือข้อเท็จจริง สิ่งใดคือข้อพึงประสงค์ทั้งหลายต่อมวลมนุษย์ของพระผู้สร้างและผู้ทรงปกครองดังเช่นนี้ ผู้ซึ่งทรงถือครองพระอัตลักษณ์ ฤทธานุภาพ และสถานะของพระเจ้าพระองค์เอง? การนี้ควรจะเป็นที่เข้าใจชัดเจนต่อทุกคน และทุกคนควรจะจดจำ การนี้สำคัญมากต่อทั้งพระเจ้าและมนุษย์!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 199

ท่าทีต่างๆ ของมวลมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า

วิธีที่ผู้คนประพฤติตนต่อพระเจ้าตัดสินชะตากรรมของพวกเขา รวมทั้งวิธีที่พระเจ้าจะทรงประพฤติองค์ต่อพวกเขาและจัดการกับพวกเขาด้วย  ณ จุดนี้ เรากำลังจะให้ตัวอย่างบางอย่างเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนประพฤติตนต่อพระเจ้า  ขอให้พวกเรารับฟังและมองดูว่าลักษณะและท่าทีที่พวกเขาใช้ประพฤติตนเองเฉพาะพระพักตร์พระเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่  ขอให้เรากำหนดพิจารณาการประพฤติของผู้คนเจ็ดชนิดดังต่อไปนี้

1) มีบุคคลอยู่ชนิดหนึ่งที่ท่าทีของพวกเขาต่อพระเจ้านั้นไร้สาระเป็นพิเศษ  ผู้คนเหล่านี้คิดว่าพระเจ้าทรงเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตำนานของมนุษย์ และจำเป็นที่มนุษย์ต้องก้มคำนับสามครั้งเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพบเจอกันและจุดรูปหลังอาหารแต่ละมื้อ  ผลก็คือ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขารู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับพระคุณของพระองค์และรู้สึกกตัญญูต่อพระองค์ พวกเขามักจะมีแรงดลใจชนิดนี้  พวกเขาปรารถนายิ่งนักว่าพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อในปัจจุบันสามารถยอมรับวิธีที่พวกเขาก้มคำนับสามครั้งเมื่อพบเจอกันและจุดเทียนหลังจากทุกมื้ออาหาร เหมือนอย่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาโหยหาในหัวใจของพวกเขา

2) ผู้คนบางคนมองว่าพระเจ้าทรงเป็นดังเช่นพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระชนม์ที่สามารถนำส่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจากความทุกข์และช่วยพวกเขาให้รอดได้ พวกเขามองว่าพระองค์ทรงเป็นดังเช่นพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระชนม์ที่สามารถนำพาพวกเขาออกไปจากทะเลแห่งความทุกข์ร้อนได้  การเชื่อในพระเจ้าของผู้คนเหล่านี้พ่วงนำการนมัสการพระองค์ดังเช่นพระพุทธเจ้า  ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่จุดธูป ไม่หมอบคลาน หรือไม่ถวายเครื่องบูชา แต่ลึกลงไปแล้ว พวกเขารู้สึกว่าพระเจ้าก็ทรงเป็นดังเช่นพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งทรงเพียงแค่ขอให้พวกเขามีความกรุณาและใจบุญ ให้พวกเขาไม่ฆ่าสิ่งมีชีวิต งดเว้นจากการสบถใส่ผู้อื่น ใช้ชีวิตที่ปรากฏชัดว่าซื่อสัตย์ และไม่กระทำสิ่งผิดใดๆ  พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงขอจากพวกเขา นี่คือพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา

3) ผู้คนบางคนนมัสการพระเจ้าเสมือนว่าพระองค์ทรงเป็นใครบางคนที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียง  ยกตัวอย่างเช่น ไม่ว่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้จะชอบพูดโดยใช้วิธีการใด ไม่ว่าเขาจะพูดด้วยกระแสเสียงใด ไม่ว่าเขาจะใช้คำพูดและคำศัพท์ใด น้ำเสียงของเขา การแสดงท่าทางด้วยมือของเขา ความคิดเห็นและการกระทำ การรับภาระของเขา—พวกเขาลอกเลียนแบบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และเหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องทำให้เกิดโดยครบบริบูรณ์ในครรลองของการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้า

4) ผู้คนบางคนมองว่าพระเจ้าทรงเป็นดังเช่นกษัตริย์ โดยรู้สึกว่าพระองค์ทรงสถิตเหนือสิ่งอื่นใด และรู้สึกว่าไม่มีผู้ใดกล้าที่จะทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคือง—และรู้สึกว่าหากใครสักคนทำเช่นนั้น บุคคลนั้นจะถูกลงโทษ  พวกเขานมัสการกษัตริย์เช่นนั้นเพราะเหล่ากษัตริย์ยึดที่ที่แน่นอนในหัวใจของพวกเขา  ความคิดทั้งหลาย ลักษณะ สิทธิอำนาจ และธรรมชาติของพวกเขา—แม้กระทั่งความสนใจและชีวิตส่วนตัวของพวกเขา—ล้วนกลายเป็นบางสิ่งที่ผู้คนเหล่านี้รู้สึกว่าพวกเขาต้องเข้าใจ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นประเด็นปัญหาและเรื่องราวที่ผู้คนเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้อง  ผลก็คือ พวกเขานมัสการพระเจ้าดังเช่นกษัตริย์ รูปแบบการเชื่อเช่นนั้นช่างไร้สาระน่าขัน

5) ผู้คนบางคนมีความเชื่อเป็นพิเศษในการมีอยู่จริงของพระเจ้า และความเชื่อนี้ล้ำลึกและไม่สั่นคลอน  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเขาเหนือธรรมชาติยิ่งนัก และพวกเขาไม่มีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์มากนัก พวกเขาจึงนมัสการพระองค์ดังเช่นรูปเคารพ  รูปเคารพนี้คือพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา นั่นคือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาต้องยำเกรงและกราบไหว้ และซึ่งพวกเขาต้องติดตามและเอาอย่าง  พวกเขามองว่าพระเจ้าทรงเป็นดังเช่นรูปเคารพที่พวกเขาต้องติดตามไปตลอดชีวิตของพวกเขา  พวกเขาลอกเลียนแบบพระกระแสเสียงที่พระเจ้าทรงใช้ตรัส และโดยทางภายนอกแล้ว พวกเขาเอาอย่างบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงโปรด  บ่อยครั้งที่พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏชัดว่าไร้เดียงสา บริสุทธิ์ และซื่อสัตย์ และพวกเขาถึงขั้นติดตามรูปเคารพนี้ราวกับว่านั่นเป็นหุ้นส่วนหรือสหายที่พวกเขาไม่มีวันแยกจากได้  เช่นนั้นเองคือรูปแบบการเชื่อของพวกเขา

6) มีผู้คนชนิดหนึ่ง ผู้ซึ่งถึงแม้ว่าได้เคยอ่านพระวจนะของพระเจ้ามาแล้วมากมายและเคยได้ยินการประกาศมาแล้วมากมาย แต่รู้สึกลึกๆ ลงไปว่าหลักการเดียวเบื้องหลังพฤติกรรมของพวกเขาต่อพระเจ้าก็คือว่า พวกเขาควรประจบสอพลออยู่เสมอ หรือว่าพวกเขาควรสรรเสริญพระเจ้าและกล่าวชมเชยพระองค์ในหนทางที่ไม่สมจริง  พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าซึ่งทรงพึงประสงค์ให้พวกเขาประพฤติตัวในหนทางเช่นนี้  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้นแล้วไซร้ พวกเขาอาจยั่วยุพระพิโรธหรือพลาดท่าทำบาปต่อพระองค์ได้ทุกเวลา และเชื่อว่าผลของการทำบาปนี้ พระเจ้าจะทรงลงโทษพวกเขา  เช่นนั้นคือพระเจ้าที่พวกเขาเก็บไว้ในหัวใจของพวกเขา

7) และแล้วก็มีผู้คนส่วนใหญ่ ผู้ซึ่งพบเสบียงอาหารฝ่ายวิญญาณในพระเจ้า  นี่เป็นเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในโลกนี้ พวกเขาไม่มีสันติสุขหรือความสุข และไม่มีที่ใดที่พวกเขาจะพบสิ่งชูใจ ทันทีที่พวกเขาพบพระเจ้า หลังจากที่พวกเขาได้มองเห็นและได้ยินพระวจนะของพระองค์แล้ว พวกเขาก็เริ่มเก็บงำความชื่นบานและความอิ่มเอมใจลับๆ ในหัวใจของพวกเขา  นี่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าในที่สุดพวกเขาก็ได้พบสถานที่ที่จะทำให้จิตวิญญาณของพวกเขามีความสุข และเชื่อว่าในที่สุดพวกเขาก็ได้พบพระเจ้าผู้ซึ่งจะทรงมอบเสบียงอาหารฝ่ายวิญญาณให้พวกเขา  หลังจากพวกเขาได้ยอมรับพระเจ้าและเริ่มติดตามพระองค์แล้ว พวกเขาก็กลายเป็นมีความสุข และชีวิตของพวกเขาก็สำเร็จลุล่วงแล้ว  พวกเขาไม่กระทำเหมือนอย่างบรรดาผู้ไม่เชื่อ ผู้ซึ่งนอนละเมอตลอดชีวิตเหมือนอย่างสัตว์ทั้งหลายอีกต่อไป และพวกเขารู้สึกว่าพวกเขามีบางอย่างให้รอคอยในชีวิต  ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาคิดว่าพระเจ้าพระองค์นี้ทรงสามารถสนองความจำเป็นฝ่ายวิญญาณของพวกเขาได้อย่างมหาศาลและทรงนำพาความสุขอันยิ่งใหญ่มาให้พวกเขาทั้งในด้านจิตใจและจิตวิญญาณ  โดยไม่ทันรู้ตัวพวกเขาก็กลายเป็นไม่สามารถไปจากพระเจ้าพระองค์นี้ ผู้ซึ่งทรงมอบเสบียงอาหารฝ่ายวิญญาณเช่นนั้นให้แก่พวกเขา และผู้ซึ่งทรงนำพาความสุขมาสู่จิตวิญญาณของพวกเขาและมาสู่สมาชิกทั้งหมดในครอบครัวของพวกเขาได้  พวกเขาเชื่อว่า การเชื่อในพระเจ้าไม่จำเป็นต้องนำพาสิ่งใดมาให้มากไปกว่าเสบียงอาหารฝ่ายวิญญาณ

ใครสักคนท่ามกลางพวกเจ้ามีท่าทีต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้นต่อพระเจ้าบ้างหรือไม่?  (มี)  หากในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา หัวใจของบุคคลหนึ่งเก็บงำท่าทีใดๆ เหล่านั้นไว้ พวกเขาสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่?  หากใครสักคนมีท่าทีใดๆ เหล่านี้ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  บุคคลเช่นนั้นเชื่อในพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์หรือไม่?  (ไม่)  ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อในพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ เจ้าเชื่อในผู้ใด?  หากสิ่งที่เจ้าเชื่อไม่ใช่พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ เช่นนั้นแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าเจ้าเชื่อในรูปเคารพ หรือบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ หรือพระโพธิสัตว์ หรือว่าเจ้านมัสการพระพุทธเจ้าที่อยู่ในหัวใจของเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้ที่เจ้าเชื่อในบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง  กล่าวสั้นๆ คือ เนื่องจากรูปแบบการเชื่อและท่าทีต่อพระเจ้าต่างๆ ของผู้คน พวกเขาจึงวางพระเจ้าแห่งวงความรู้ของพวกเขาเองไว้ในหัวใจของพวกเขา กำหนดจินตนาการของพวกเขาให้แก่พระเจ้า วางท่าทีและจินตนาการทั้งหลายของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าไว้เคียงข้างกับพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ และหลังจากนั้น ยึดถือสิ่งเหล่านั้นสู่การปวารณาตน  นั่นหมายความว่าอย่างไรเมื่อผู้คนมีท่าทีที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมเช่นนั้นต่อพระเจ้า?  มันหมายความพวกเขาได้ปฏิเสธพระเจ้าพระองค์เองที่แท้จริงไปแล้วและกำลังนมัสการพระเจ้าเทียมเท็จอยู่ นั่นบ่งบอกถึงว่า ในขณะที่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็กำลังปฏิเสธและต่อต้านพระองค์ และว่าพวกเขากำลังปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าที่แท้จริง  หากผู้คนยังยึดถือรูปแบบการเชื่อเช่นนั้นอยู่ต่อไป พวกเขาจะเผชิญหน้ากับผลพวงใดบ้าง?  ด้วยรูปแบบการเชื่อเช่นนั้น พวกเขาจะสามารถเข้าใกล้ชิดพระเจ้าได้มากขึ้นไปอีกเพื่อปฏิบัติข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระเจ้าให้สำเร็จลุล่วงได้กระนั้นหรือ?  (ไม่ พวกเขาจะทำไม่ได้)  ในทางตรงกันข้าม เนื่องจากมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการของพวกเขา พวกเขาจะไถลห่างไปจากทางแห่งพระเจ้าไกลยิ่งขึ้นไปอีก เพราะทิศทางที่พวกเขาแสวงหานั้นตรงกันข้ามกับทิศทางที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเขาก้าวเดิน  พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ “การไปทางใต้โดยการขับเกวียนไปทางเหนือ” หรือไม่?  การนี้อาจจะเป็นเพียงกรณีของการไปทางใต้โดยขับเกวียนไปทางเหนือเช่นนั้นก็ได้  หากผู้คนเชื่อในพระเจ้าในแบบที่น่าขันเช่นนั้นแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วยิ่งเจ้าพยายามหนักมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  เมื่อเป็นเช่นนั้น เราขอเตือนสอนพวกเจ้าดังนี้ว่า  ก่อนที่พวกเจ้าจะออกเดินทาง เจ้าต้องหยั่งรู้เสียก่อนว่า เจ้ากำลังไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริงหรือไม่  จงมุ่งเน้นในความพยายามของพวกเจ้า และถามตัวพวกเจ้าเองให้แน่ใจว่า “พระเจ้าที่ฉันเชื่อนั้นทรงเป็นผู้ทรงปกครองทุกสรรพสิ่งใช่หรือไม่?  พระเจ้าที่ฉันเชื่อทรงเป็นแค่ใครสักคนที่ให้เสบียงอาหารฝ่ายวิญญาณแก่ฉันเท่านั้นใช่หรือไม่?  พระองค์ทรงเป็นเพียงเทวรูปของฉันใช่หรือไม่?  พระเจ้าที่ฉันเชื่อพระองค์นี้ทรงขอสิ่งใดจากฉัน?  พระเจ้าทรงรับรองทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำหรือไม่?  การกระทำและการไล่ตามเสาะหาของฉันทั้งหมดสอดคล้องกับการพยายามที่จะรู้จักพระเจ้าหรือไม่?  สิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อฉันหรือไม่?  พระเจ้าทรงระลึกได้ถึงและทรงรับรองเส้นทางที่ฉันเดินหรือไม่?  พระองค์พึงพอพระทัยกับความเชื่อของฉันหรือไม่?”  เจ้าควรถามตัวพวกเจ้าเองด้วยคำถามเหล่านี้บ่อยๆ และซ้ำๆ  หากเจ้าปรารถนาที่จะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องมีจิตสำนึกที่ชัดเจนและวัตถุประสงค์ทั้งหลายที่ชัดเจนก่อนที่เจ้าจะสามารถประสบความสำเร็จในการทำให้พระองค์พึงพอพระทัยได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 200

ท่าทีที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มวลมนุษย์มีต่อพระองค์

แท้จริงแล้ว พระเจ้ามิได้กำลังทรงเรียกร้องจากมวลมนุษย์มากมาย—หรืออย่างน้อย พระองค์มิได้ทรงเรียกร้องมากเท่าที่ผู้คนจินตนาการ  หากพระเจ้าไม่ได้ดำรัสพระวจนะใดๆ และหากพระองค์ไม่ทรงแสดงพระอุปนิสัยหรือกิจการใดๆ ของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว การรู้จักพระเจ้าคงจะเป็นความยากลำบากอย่างที่สุดสำหรับพวกเจ้า เพราะผู้คนคงจะต้องอนุมานเจตนารมณ์และน้ำพระทัยของพระองค์ นี่คงจะทำยากมาก  อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะมากมาย ได้ทรงทำพระราชกิจจำนวนมาก และได้ทรงสร้างข้อพึงประสงค์มากมายต่อมนุษย์  ในพระวจนะของพระองค์ และพระราชกิจจำนวนมากของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงแจ้งข้อมูลแก่ผู้คนเกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์ทรงโปรด สิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด และเกี่ยวกับประเภทของผู้คนที่พวกเขาควรจะเป็น  หลังจากได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้คนควรจะมีการกำหนดนิยามที่แม่นยำในหัวใจของพวกเขาเกี่ยวกับข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระเจ้า เพราะพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าในความคลุมเครือและไม่เชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครืออีกต่อไป อีกทั้งพวกเขาไม่มีความเชื่อในพระเจ้าท่ามกลางความคลุมเครือหรือการไม่มีสิ่งใดเลย  ในทางตรงกันข้าม พวกเขาสามารถได้ยินถ้อยดำรัสของพระองค์ เข้าใจมาตรฐานแห่งข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระองค์ และบรรลุถึงข้อพึงประสงค์เหล่านั้น และพระเจ้าทรงใช้ภาษาของมวลมนุษย์เพื่อบอกพวกเขาถึงทั้งหมดที่พวกเขาควรจะรู้และเข้าใจ  วันนี้ หากผู้คนยังคงไม่รู้จักว่าพระเจ้าทรงเป็นสิ่งใด และพระองค์ทรงพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเขา  หากพวกเขาไม่รู้ว่าเหตุใดคนเราจึงควรเชื่อในพระเจ้า และไม่รู้วิธีที่จะเชื่อในพระองค์หรือปฏิบัติต่อพระองค์—เช่นนั้นแล้ว ก็จะมีปัญหากับการนี้…ข้อพึงประสงค์ที่ถูกต้องของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์และบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้ามีดังต่อไปนี้  พระองค์ทรงพึงประสงค์ห้าสิ่งจากบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ ได้แก่  การเชื่อที่แท้จริง การติดตามอย่างจงรักภักดี การนบนอบที่สมบูรณ์ ความรู้อันจริงแท้ และความเคารพด้วยน้ำใสใจจริง

ในห้าสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มนุษย์ไม่ตั้งคำถามกับพระองค์หรือติดตามพระองค์โดยใช้จินตนาการหรือมุมมองที่คลุมเครือและเป็นนามธรรมทั้งหลายของพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาต้องไม่ติดตามพระเจ้าบนพื้นฐานของการจินตนาการหรือมโนคติอันหลงผิดใดๆ  พระองค์ทรงพึงประสงค์ให้ทุกคนจากบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ทำเช่นนั้นอย่างจงรักภักดี ไม่ใช่อย่างครึ่งใจหรือโดยไม่มีความมุ่งมั่น  เมื่อพระเจ้าทรงทำข้อพึงประสงค์ใดๆ ต่อเจ้า ทรงทดสอบเจ้า ทรงพิพากษาเจ้า ทรงจัดการกับเจ้าและทรงตัดแต่งเจ้า หรือทรงบ่มวินัยและทุบตีเจ้า เจ้าควรนบนอบต่อพระองค์อย่างสมบูรณ์  เจ้าไม่ควรถามถึงสาเหตุหรือตั้งเงื่อนไขทั้งหลาย นับประสาอะไรที่เจ้าจะควรพูดถึงเหตุผลทั้งหลาย  การเชื่อฟังของเจ้าต้องสมบูรณ์  ความรู้เรื่องพระเจ้าคือความรู้ในด้านที่ผู้คนขาดพร่องมากที่สุด  พวกเขามักจะกำหนดคติพจน์ ถ้อยดำรัส และพระวจนะที่ไม่เกี่ยวโยงกับพระองค์ให้กับพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระวจนะเช่นนั้นเป็นการกำหนดนิยามที่เที่ยงตรงมากที่สุดเกี่ยวกับความรู้เรื่องพระเจ้า  พวกเขารู้เพียงน้อยนิดว่าคติพจน์เหล่านี้ ที่มาจากการจินตนาการของมนุษย์ การให้เหตุผลของพวกเขาเอง และความรู้ของพวกเขาเองนั้นไม่มีความเกี่ยวโยงกับเนื้อแท้ของพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว  ด้วยเหตุนี้ เราต้องการที่จะบอกพวกเจ้าว่า เมื่อพูดถึงความรู้ที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนมีนั้น พระองค์ไม่เพียงทรงขอให้เจ้าระลึกถึงพระองค์และพระวจนะทั้งหลายของพระองค์ แต่ยังทรงขอให้ความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับพระองค์นั้นถูกต้องด้วยเช่นกัน  ถึงแม้ว่าเจ้าสามารถเพียงกล่าวหนึ่งประโยคเท่านั้น หรือตระหนักเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น แต่ส่วนน้อยนิดของความตระหนักนี้ถูกต้องหรือแท้จริง และเข้ากันได้กับเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง  นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงรังเกียจการสรรเสริญหรือการชมเชยใดๆ ต่อพระองค์ที่ไม่สมจริงหรือที่ไม่รอบคอบ  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเกลียดชังเมื่อผู้คนปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนอย่างอากาศ  พระองค์ทรงเกลียดชังเมื่อผู้คนพูดโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงในระหว่างการหารือในหัวข้อที่เกี่ยวกับพระเจ้า โดยพูดคุยกันตามอำเภอใจและโดยไม่มีความลังเล กล่าวสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะ ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเกลียดชังบรรดาผู้ที่เชื่อว่าพวกเขารู้จักพระเจ้าและโอ้อวดเกี่ยวกับความรู้เรื่องพระองค์ของพวกเขา โดยหารือในหัวข้อที่เกี่ยวกับพระองค์โดยไม่มีทั้งความยับยั้งชั่งใจหรือข้อสงสัย  สิ่งสุดท้ายสำหรับข้อพึงประสงค์ห้าประการที่กล่าวไปข้างต้นเหล่านั้นก็คือความเคารพด้วยน้ำใสใจจริง กล่าวคือ  นี่คือข้อพึงประสงค์ข้อสุดท้ายของพระเจ้าที่มีต่อคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระองค์  เมื่อใครบางคนมีความรู้ที่ถูกต้องและแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาก็สามารถเคารพพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้อย่างแท้จริง  ความเคารพนี้มาจากส่วนลึกของหัวใจพวกเขา ความเคารพนี้ถูกมอบให้โดยเต็มใจ และไม่ใช่ผลของความกดดันจากพระเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงขอให้เจ้าทำของขวัญแห่งท่าที ความประพฤติ หรือพฤติกรรมภายนอกที่ดีงามใดๆ ต่อพระเจ้า ในทางตรงกันข้าม พระองค์ทรงขอให้เจ้าเคารพพระองค์และยำเกรงพระองค์ในส่วนลึกของหัวใจเจ้า  การบรรลุถึงความเคารพเช่นนั้นเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า ของการได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและการเข้าใจกิจการทั้งหลายของพระเจ้า ของการได้มาเข้าใจเนื้อแท้ของพระเจ้า และของการที่เจ้ายอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าคือหนึ่งในสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น จุดมุ่งหมายของเราในการใช้คำว่า “ด้วยน้ำใสใจจริง” เพื่อนิยามความเคารพในที่นี้ก็เพื่อให้พวกมนุษย์ได้เข้าใจว่าความเคารพของพวกเขาต่อพระเจ้าควรจะมาจากก้นบึ้งหัวใจของพวกเขา

บัดนี้จงพิจารณาข้อพึงประสงค์ห้าประการเหล่านั้นว่า คนใดบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่สามารถบรรลุสามประการแรกได้?  โดยการนี้ เรากำลังอ้างถึงการเชื่อที่แท้จริง การติดตามอย่างจงรักภักดี และการนบนอบอย่างสมบูรณ์  คนใดบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่มีความสามารถในเรื่องเหล่านี้?  เรารู้ว่าหากเราได้กล่าวถึงหมดทั้งห้าประการ ก็คงจะไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มีคนใดเลยท่ามกลางพวกเจ้าที่สามารถ แต่เราได้ลดจำนวนมาเป็นสาม  จงคิดดูเถิดว่าพวกเจ้าได้สัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้แล้วหรือยัง  “การเชื่อที่แท้จริง” บรรลุถึงง่ายกระนั้นหรือ?  (“ไม่ นั่นไม่ง่ายเลย”)  นั่นไม่ง่ายเลย เพราะผู้คนตั้งคำถามพระเจ้าอยู่บ่อยๆ  แล้ว “การปฏิบัติตามอย่างจงรักภักดี” เป็นอย่างไรกันเล่า?  “อย่างจงรักภักดี” นี้หมายถึงสิ่งใด?  (ไม่ใช่โดยครึ่งใจ แต่เป็นไปโดยหมดทั้งใจแทน)  ไม่ใช่โดยครึ่งใจ แต่โดยหมดทั้งใจ  พวกเจ้าพูดได้ตรงประเด็นทีเดียว!  ดังนั้น พวกเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ข้อพึงประสงค์นี้ได้หรือไม่?  พวกเจ้าต้องพยายามหนักขึ้นใช่หรือไม่?  ณ ชั่วขณะนี้ พวกเจ้ายังไม่ประสบความสำเร็จในข้อพึงประสงค์นี้  แล้ว “การนบนอบอย่างสมบูรณ์” เล่า—พวกเจ้าได้สัมฤทธิผลหรือยัง?  (ยัง)  พวกเจ้ายังไม่ได้สัมฤทธิ์การนั้นด้วยเช่นกัน  พวกเจ้ามักจะไม่เชื่อฟังและเป็นกบฏ พวกเจ้าไม่รับฟัง ไม่ปรารถนาที่จะเชื่อฟัง หรือไม่ต้องการที่จะได้ยินอยู่บ่อยครั้ง  เหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ที่เป็นรากฐานสำคัญมากที่สุดสามประการที่ผู้คนจะพบหลังจากบรรลุการเข้าถึงชีวิต แต่พวกเจ้ายังไม่บรรลุข้อพึงประสงค์เหล่านี้  ด้วยเหตุนี้ ณ ชั่วขณะนี้ พวกเจ้ามีศักยภาพที่ดีเยี่ยมหรือไม่?  วันนี้ เมื่อได้ยินเราพูดคำพูดเหล่านี้แล้ว พวกเจ้ารู้สึกกระวนกระวายหรือไม่?  (รู้สึก)  มันถูกต้องแล้วที่พวกเจ้าควรจะรู้สึกกระวนกระวาย  จงอย่าพยายามหลีกเลี่ยงการกระวนกระวาย  เรารู้สึกกระวนกระวายแทนพวกเจ้า  เราจะไม่พูดต่อไปถึงข้อพึงประสงค์อีกสองข้อนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มีใครสักคนในที่นี้ที่สามารถสัมฤทธิ์ข้อพึงประสงค์เหล่านั้นได้  พวกเจ้ากระวนกระวาย  ดังนั้น พวกเจ้าได้กำหนดวัตถุประสงค์ของพวกเจ้าแล้วหรือยัง?  พวกเจ้าไล่ตามเสาะหาและอุทิศความพยายามของพวกเจ้าไปกับวัตถุประสงค์ใด และในทิศทางใด?  พวกเจ้ามีวัตถุประสงค์หรือไม่?  เราขอพูดตรงๆ ว่า  ทันทีที่พวกเจ้าสัมฤทธิ์ข้อพึงประสงค์ทั้งห้าข้อนี้ พวกเจ้าจะได้ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยแล้ว  ข้อพึงประสงค์แต่ละข้อเป็นตัวบ่งชี้ ตลอดจนเป็นวัตถุประสงค์สุดท้ายแห่งการเติบโตเต็มที่ของการเข้าสู่ชีวิตของบุคคลหนึ่ง  ถึงแม้ว่าเราหยิบยกเพียงแค่ข้อเดียวจากข้อพึงประสงค์เหล่านี้มาพูดถึงในรายละเอียด และพึงประสงค์ให้พวกเจ้าทำตามนั้น นั่นก็คงจะสัมฤทธิผลได้ไม่ง่าย พวกเจ้าต้องสู้ทนความยากลำบากในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง และใช้ความพยายามในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง  พวกเจ้าควรมีวิธีการคิดแบบใด?  นั่นควรจะเป็นแบบเดียวกันกับผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรอไปขึ้นเตียงผ่าตัด  เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้?  หากเจ้าปรารถนาที่จะเชื่อในพระเจ้า และหากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับพระเจ้าและได้รับความพึงพอพระทัยของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้เว้นแต่เจ้าจะสู้ทนความเจ็บปวดในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่งและใช้ความพยายามในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง  พวกเจ้าได้ยินการเทศนามามากแล้ว แต่เพียงแค่การได้ยินนั้นไม่ได้หมายความว่าคำเทศนานี้จะเป็นของเจ้า เจ้าต้องซึมซับการนั้นและแปลงรูปการนั้นไปเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของเจ้า  เจ้าต้องดูดซึมการนั้นเข้าไปในชีวิตของเจ้าและนำการนั้นมาสู่การดำรงอยู่ของเจ้า โดยยอมให้พระวจนะและการเทศนาเหล่านี้ชี้นำหนทางที่เจ้าดำรงชีวิตและนำคุณค่าและความหมายแห่งการดำรงอยู่มาสู่ชีวิตของเจ้า  เมื่อการนั้นเกิดขึ้น นั่นจึงจะคุ้มค่าแก่การที่เจ้าได้ยินพระวจนะเหล่านี้  หากคำพูดที่เราพูดไม่นำการเปลี่ยนแปลงที่ดีใดๆ มาสู่ชีวิตของเจ้าหรือเพิ่มคุณค่าใดๆ ให้แก่การดำรงอยู่ของเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใดในการที่เจ้ารับฟังคำพูดเหล่านี้  พวกเจ้าเข้าใจการนี้ใช่หรือไม่?  เมื่อเข้าใจแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้า  พวกเจ้าต้องเริ่มทำงาน!  พวกเจ้าต้องจริงจังจริงใจในทุกสรรพสิ่ง!  จงอย่าระหองระแหงกัน เวลากำลังผ่านพ้นไป!  ส่วนใหญ่ในหมู่พวกเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามานานกว่าทศวรรษแล้ว  จงมองย้อนกลับไปในสิบปีที่ผ่านมานี้ว่า  พวกเจ้าได้รับมามากเพียงใดแล้ว?  และพวกเจ้ายังเหลือเวลาที่จะดำรงชีวิตอยู่ในชั่วชีวิตนี้อีกกี่ทศวรรษ?  เจ้ามีเวลาไม่นานแล้ว  ลืมไปได้เลยว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะรอเจ้าหรือไม่ พระองค์ได้ทรงทิ้งโอกาสไว้ให้เจ้าหรือไม่ หรือพระองค์จะทรงพระราชกิจเดิมอีกครั้งหรือไม่—จงอย่าพูดถึงสิ่งเหล่านี้  เจ้าสามารถย้อนกลับช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านไปในชีวิตของเจ้าได้หรือไม่?  กับทุกวันที่ผ่านพ้นไป และกับทุกย่างก้าวที่เจ้าเดินนั้น เจ้ามีเวลาน้อยลงหนึ่งวัน  เวลาไม่รอผู้ใดสักคน!  เจ้ามีแต่จะได้รับมาจากความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าเท่านั้นหากเจ้าเข้าหาความเชื่อนั้นในฐานะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเจ้า ที่สำคัญยิ่งกว่าแม้กระทั่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือสิ่งอื่นใด!  หากเจ้าเพียงแต่เชื่อเมื่อเจ้ามีเวลา และไม่สามารถอุทิศความสนใจทั้งหมดของเจ้าให้แก่ความเชื่อของเจ้า และหากเจ้าจมปลักอยู่ในความสับสนอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: การรู้จักพระเจ้า 4

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เจ้าควรจะเข้าร่วมภารกิจในอนาคตของเจ้าอย่างไร

เจ้าสามารถสื่อถึง “พระอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงแสดงออกในแต่ละยุค” อย่างเป็นรูปธรรมด้วยภาษาที่เหมาะแก่การสื่อนัยสำคัญของยุคนั้นได้หรือไม่?...

เรื่องจริงเบื้องหลังพระราชกิจยุคแห่งการไถ่

แผนการจัดการทั้งหมดของเรา ซึ่งเป็นแผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีนั้นประกอบด้วยสามระยะ หรือสามยุค ได้แก่ ยุคธรรมบัญญัติปฐมกาล ยุคพระคุณ...

ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณปกตินำทางผู้คนไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง

พวกเจ้าได้เดินมาบนสัดส่วนที่น้อยมากของเส้นทางแห่งการเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า และพวกเจ้ายังไม่ได้เข้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger