การรู้จักพระเจ้า 5

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 166

พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าความรู้ใดที่เป็นกุญแจสำคัญไปสู่การเข้าใจพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า? มีหลายอย่างที่อาจกล่าวได้จากประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อนี้ แต่ก่อนอื่นมีประเด็นหลักอยู่สองสามข้อที่เราต้องบอกพวกเจ้า เพื่อเข้าใจพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพวกเจ้า คนเราต้องเข้าใจความรู้สึกของพระเจ้าก่อน กล่าวคือ พระองค์ทรงเกลียดชังสิ่งใด พระองค์ทรงเกลียดสิ่งใด พระองค์ทรงรักสิ่งใด พระองค์ทรงยอมผ่อนปรนและทรงปรานีต่อผู้ใด และพระองค์ทรงประทานความปรานีนั้นแก่ผู้คนชนิดใด นี่คือประเด็นหลักหนึ่ง คนเรายังต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงดีงามเพียงใด ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงมีความปรานีและความรักต่อผู้คนมากเพียงใด พระเจ้าไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อผู้ใดที่ทำให้พระสถานภาพและตำแหน่งของพระองค์ขุ่นเคือง อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อผู้ใดที่ทำให้ความทรงเกียรติของพระองค์ขุ่นเคือง ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงรักผู้คน พระองค์ก็ไม่ทรงพะเน้าพะนอพวกเขา พระองค์ทรงมอบความรักของพระองค์ ความปรานีของพระองค์ และความยอมผ่อนปรนของพระองค์ให้แก่ผู้คน แต่พระองค์ไม่เคยทรงประคบประหงมพวกเขา พระเจ้าทรงมีหลักการของพระองค์และขีดจำกัดของพระองค์ ไม่ว่าเจ้าจะได้รู้สึกถึงความรักของพระเจ้ามากเพียงใด ไม่ว่าความรักนั้นอาจจะลึกซึ้งเพียงใด เจ้าต้องไม่มีวันปฏิบัติต่อพระเจ้าดังเช่นที่เจ้าจะปฏิบัติต่ออีกบุคคลหนึ่ง ในขณะที่จริงอยู่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความสนิทสนมอย่างที่สุด หากบุคคลหนึ่งมองพระเจ้าว่าทรงเป็นแค่บุคคลอีกคนหนึ่ง ราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอีกอย่างหนึ่ง เหมือนเป็นมิตรสหายหรือวัตถุสำหรับนมัสการ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงซ่อนเร้นพระพักตร์ของพระองค์จากพวกเขาและทรงละทิ้งพวกเขา นี่คือพระอุปนิสัยของพระองค์ และผู้คนต้องไม่ทำอย่างสิ้นคิดกับประเด็นปัญหานี้ ดังนั้น บ่อยครั้งที่พวกเรามองเห็นพระวจนะเช่นนี้ที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระองค์ว่า ไม่สำคัญว่าเจ้าได้เดินทางไปบนถนนกี่สายแล้ว พวกเจ้าได้ทำงานไปมากเพียงใดแล้ว หรือพวกเจ้าได้สู้ทนกับความทุกข์ไปมากเพียงใดแล้ว ทันทีที่เจ้าทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคือง พระองค์จะทรงชดใช้คืนให้เจ้าแต่ละคนบนพื้นฐานของสิ่งที่เจ้าได้ทำไป ความหมายของการนี้ก็คือว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความสนิทสนมอย่างที่สุด ถึงกระนั้นผู้คนก็ต้องไม่ปฏิบัติต่อพระเจ้าเสมือนมิตรสหายคนหนึ่งหรือญาติคนหนึ่ง จงอย่าเรียกพระเจ้าว่า “เพื่อน” ไม่สำคัญว่าเจ้าได้รับความรักจากพระองค์มากเพียงใด ไม่สำคัญว่าพระองค์ได้ทรงมอบความยอมผ่อนปรนให้เจ้ามากเพียงใด เจ้าต้องไม่มีวันปฏิบัติต่อพระเจ้าเสมือนมิตรสหายของเจ้า นี่คือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า เจ้าเข้าใจหรือไม่? เราจำเป็นต้องพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่านี้หรือไม่? พวกเจ้ามีความเข้าใจอันใดก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหรือไม่? พูดโดยทั่วไปแล้ว นี่เป็นความผิดที่ง่ายที่สุดที่ผู้คนจะทำ ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจคำสอนทั้งหลายหรือไม่ หรือว่าพวกเขาไม่เคยได้ไตร่ตรองประเด็นปัญหานี้มาก่อนก็ตาม เมื่อผู้คนทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง นั่นอาจจะไม่ใช่เพราะเหตุการณ์หนึ่งหรือสิ่งหนึ่งที่พวกเขาพูดไป แต่เพราะท่าทีที่พวกเขามีและสภาวะที่พวกเขาเป็นอยู่มากกว่า นี่คือสิ่งที่น่าขวัญผวาอย่างยิ่ง ผู้คนบางคนเชื่อว่าพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า ว่าพวกเขามีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า และพวกเขาอาจจะถึงขั้นทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย พวกเขาเริ่มรู้สึกเท่าเทียมกับพระเจ้าและรู้สึกว่าพวกเขาได้กรุยทางพาตัวเองเข้าสู่มิตรภาพกับพระเจ้าแล้วอย่างแยบยล ความรู้สึกชนิดนี้ผิดอย่างมหันต์ หากเจ้าไม่มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้─หากเจ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน─เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองและทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคืองอย่างง่ายดายยิ่ง บัดนี้เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ใช่หรือไม่? พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าไม่เป็นเอกลักษณ์หรอกหรือ? สิ่งนั้นจะสามารถจะมีบุคลิกลักษณะหรือจุดยืนทางศีลธรรมเสมอเหมือนกันกับมนุษย์ได้หรือ? ไม่มีวันเสมอเหมือนได้เลย ดังนั้น เจ้าต้องไม่ลืมว่า ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไร หรือพระองค์มีดำริถึงผู้คนอย่างไร ตำแหน่ง สิทธิอำนาจ และพระสถานภาพของพระเจ้าก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สำหรับมวลมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งและเป็นพระผู้สร้างเสมอ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 167

เรื่องเล่าที่ 1 เมล็ดพันธุ์ แผ่นดินโลก ต้นไม้ แสงอาทิตย์ นก และมนุษย์

เมล็ดพันธุ์เล็กๆ เมล็ดพันธุ์หนึ่งตกลงสู่แผ่นดินโลก ฝนตกหนัก และเมล็ดพันธุ์นั้นก็ได้เติบโตเป็นหน่ออ่อน ในขณะที่รากของมันซอกซอนเข้าไปในดินที่อยู่ข้างใต้อย่างช้าๆ หน่อนี้เติบโตสูงขึ้นตามเวลา โดยสู้ทนสายลมอันใจร้ายและสายฝนอันเกรี้ยวกราด เป็นพยานการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลขณะที่ดวงจันทร์เปลี่ยนเป็นข้างขึ้นและข้างแรม ในฤดูร้อน แผ่นดินโลกได้นำของประทานที่เป็นน้ำออกมาใช้เพื่อที่หน่อนั้นอาจสู้ทนความร้อนที่แผดเผาของฤดูนั้นไปได้ และเพราะแผ่นดินโลกนี้เอง หน่อนั้นจึงไม่ท่วมท้นด้วยความร้อน และด้วยเหตุนี้เองความร้อนที่เลวร้ายที่สุดของฤดูร้อนก็ได้ผ่านพ้นไป เมื่อฤดูหนาวมาถึง แผ่นดินโลกได้ห่อหุ้มหน่อนั้นไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของมัน และแผ่นดินโลกกับหน่อนั้นก็ได้โอบกอดกันอย่างแนบแน่น แผ่นดินโลกให้ความอบอุ่นแก่หน่อนั้น และด้วยเหตุนี้มันจึงได้รอดชีวิตจากความหนาวเหน็บของฤดูนั้น ไม่ได้รับอันตรายจากพายุลมหนาวและพายุหิมะ เมื่อมีแผ่นดินโลกเป็นที่กำบัง หน่อนั้นก็เติบโตอย่างกล้าหาญและมีความสุข ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่เห็นแก่ตัวโดยแผ่นดินโลก มันเติบโตอย่างมีสุขภาพและแข็งแรง มันเติบโตอย่างมีความสุข ขับร้องอยู่ในสายฝน เต้นรำและแกว่งไกวอยู่ในสายลม หน่อนั้นและแผ่นดินโลกพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน…

หลายปีผ่านไป และหน่อนั้นได้เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้สูงตระหง่าน มันยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งอยู่บนแผ่นดินโลก มีกิ่งก้านสาขาหนาทึบประดับยอดด้วยใบนับไม่ถ้วน รากของต้นไม้นี้ยังคงขุดเข้าไปในแผ่นดินโลกดังเช่นที่พวกมันได้เคยทำมาก่อน และบัดนี้รากนั้นได้ดิ่งลึกเข้าไปในดินที่อยู่ข้างใต้ แผ่นดินโลกซึ่งครั้งหนึ่งเคยปกป้องหน่อเล็กๆ นี้ไว้ ตอนนี้ได้เป็นรากฐานสำหรับต้นไม้ที่เปี่ยมพละกำลังต้นหนึ่ง

รังสีของแสงอาทิตย์ฉายส่องลงมาบนต้นไม้นั้น ต้นไม้แกว่งไกวร่างของมันและยืดเหยียดแขนของมันกว้างออกไปและหายใจอย่างล้ำลึกด้วยอากาศอาบแสงอาทิตย์ พื้นเบื้องล่างหายใจไปพร้อมกันกับต้นไม้นี้ และแผ่นดินโลกรู้สึกได้รับการสร้างใหม่ เมื่อนั้นเอง สายลมโชยสดชื่นก็ได้พัดออกมาจากท่ามกลางกิ่งก้านเหล่านั้น และต้นไม้ก็สั่นไหวด้วยความปิติยินดี กระเพื่อมด้วยพลังงาน ต้นไม้และแสงอาทิตย์พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน…

ผู้คนนั่งใต้ร่มเงาเย็นฉ่ำของต้นไม้และอาบแดดในอากาศหอมยวนชื่นใจ อากาศได้ชำระหัวใจและปอดของพวกเขาให้สะอาด และมันได้ชำระเลือดภายในตัวพวกเขาให้สะอาด และร่างกายของพวกเขาก็ไม่เซื่องซึมหรือถูกกักขังอีกต่อไป ผู้คนและต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน…

ฝูงนกน้อยที่กำลังส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ร่อนลงบนกิ่งก้านของต้นไม้นั้น ลางทีพวกมันก็อาจจะลงสู่พื้นดินตรงนั้นเพื่อหลบเลี่ยงนักล่า หรือเพื่อผสมพันธุ์และฟูมฟักลูกน้อยของพวกมัน หรือลางทีพวกมันเพียงแค่หยุดพักสักชั่วขณะหนึ่ง นกและต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน…

รากของต้นไม้ที่คดเคี้ยวและพันเกี่ยวกันขุดลึกลงในแผ่นดินโลก ด้วยลำต้นของมันนั้น มันได้กำบังแผ่นดินโลกจากลมและฝน และมันยืดขยายกิ่งก้านของมันออกไปเพื่อปกป้องแผ่นดินโลกที่อยู่เบื้องใต้เท้าของมัน ต้นไม้ทำเช่นนั้นเพราะแผ่นดินโลกคือมารดาของมัน พวกมันเสริมความแข็งแกร่งให้กันและกัน และพึ่งพากันและกัน และพวกมันจะไม่มีวันแยกจากกัน…

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเพิ่งได้พูดถึงนั้นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าเคยได้เห็นมาก่อน ตัวอย่างเช่น เมล็ดพันธุ์─พวกมันเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ และแม้ว่าเจ้าอาจจะไม่สามารถมองเห็นทุกรายละเอียดของกระบวนการนี้ เจ้าก็รู้ว่ามันเกิดขึ้น มิใช่หรือ? เจ้ารู้เกี่ยวกับแผ่นดินโลกและแสงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน ภาพลักษณ์ของนกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ก็เป็นบางอย่างที่ทุกคนเคยเห็น ใช่หรือไม่? และภาพลักษณ์ของผู้คนที่ทำให้พวกเขาเองเย็นฉ่ำอยู่ในร่มเงาของต้นไม้─นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้าล้วนเคยได้เห็น ใช่หรือไม่? (ใช่) ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ในภาพลักษณ์เดี่ยว ภาพลักษณ์นั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกใด? (ความรู้สึกถึงความกลมเกลียว) แต่ละอย่างจากสิ่งเหล่านั้นในภาพลักษณ์ดังกล่าวมาจากพระเจ้าหรือไม่? (ใช่) ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมาจากพระเจ้า พระเจ้าทรงรู้คุณค่าและนัยสำคัญของการดำรงอยู่ทางแผ่นดินโลกของสิ่งที่แตกต่างกันเหล่านี้ทั้งปวง เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เมื่อพระองค์ได้ทรงวางแผนการและได้ทรงสร้างแต่ละสิ่ง พระองค์ได้ทำดังนั้นด้วยความตั้งพระทัย และเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น แต่ละอย่างก็อิ่มเอิบด้วยชีวิต สภาพแวดล้อมที่พระองค์ได้ทรงสร้างเพื่อการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ดังที่เพิ่งได้บรรยายไปในเรื่องเล่าของพวกเรานั้น เป็นเรื่องเล่าที่เมล็ดพันธุ์และแผ่นดินโลกพึ่งพาอาศัยกันและกัน ที่ซึ่งมนุษย์สามารถบำรุงเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ และเมล็ดพันธุ์ผูกติดกับแผ่นดินโลก สัมพันธภาพนี้ได้รับการลิขิตไว้โดยพระเจ้าในตอนเริ่มแรกแห่งการทรงสร้างของพระองค์ ฉากของต้นไม้ แสงอาทิตย์ นก และพวกมนุษย์เป็นการพรรณนาถึงสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อมวลมนุษย์ ก่อนอื่น ต้นไม้ไม่สามารถไปจากแผ่นดินโลกได้ อีกทั้งมันไม่สามารถอยู่โดยปราศจากแสงอาทิตย์ได้ ดังนั้น พระประสงค์ของพระเจ้าในการสร้างต้นไม้คือสิ่งใด? พวกเราสามารถพูดว่ามันมีความหมายสำหรับแผ่นดินโลกเท่านั้นได้หรือไม่? พวกเราสามารถพูดว่ามันมีความหมายสำหรับนกเท่านั้นได้หรือไม่? พวกเราสามารถพูดว่ามันมีความหมายสำหรับผู้คนเท่านั้นได้หรือไม่? (ไม่ได้) สัมพันธภาพระหว่างสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร? สัมพันธภาพระหว่างสิ่งเหล่านั้นเป็นสัมพันธภาพแห่งการเสริมกำลังซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยกัน และไม่อาจแยกจากกันได้ กล่าวคือ แผ่นดินโลก ต้นไม้ แสงอาทิตย์ นก และผู้คนพึ่งพากันและกันเพื่อการดำรงอยู่และการเลี้ยงดูกันและกัน ต้นไม้คุ้มครองปกป้องแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกก็เลี้ยงดูต้นไม้ แสงอาทิตย์จัดเตรียมให้แก่ต้นไม้ ในขณะที่ต้นไม้ได้รับอากาศสดชื่นจากแสงอาทิตย์และลดทอนความร้อนที่แผดเผาของดวงอาทิตย์บนแผ่นดินโลก ผู้ใดได้ประโยชน์จากการนี้ในท้ายที่สุด? ก็เป็นมวลมนุษย์นั่นเองมิใช่หรือ? นี่คือหนึ่งในหลักการทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ นั่นเป็นอย่างที่พระเจ้าได้ทรงตั้งพระทัยให้มันเป็นตั้งแต่แรก ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์นี้จะเป็นภาพลักษณ์ที่เรียบง่าย แต่พวกเราก็สามารถมองเห็นพระปรีชาญาณของพระเจ้าและเจตนารมณ์ของพระองค์ภายในนั้น มวลมนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากแผ่นดินโลก หรือปราศจากต้นไม้ นับประสาอะไรที่จะอยู่ได้โดยปราศจากนกและแสงอาทิตย์ การนี้ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? ถึงแม้ว่านี่จะเป็นแค่เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่เรื่องนี้วาดภาพให้เห็นคือเอกภพเล็กๆ แห่งการทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งของพระเจ้าและของประทานของพระองค์ในสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์อาจดำรงชีวิตอยู่ได้

เพื่อมวลมนุษย์นั่นเองที่พระเจ้าได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย ประการแรก ประเด็นหลักที่เรื่องของพวกเรากล่าวถึงก็คือการเสริมกำลังซึ่งกันและกัน การพึ่งพาอาศัยกัน และการดำรงอยู่ร่วมกันของทุกสรรพสิ่ง ภายใต้หลักการนี้ สภาพแวดล้อมแห่งการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ได้รับการปกป้อง มันสามารถดำรงอยู่และได้รับการค้ำชู เนื่องจากการนี้ มวลมนุษย์จึงสามารถเจริญก้าวหน้าและสืบพันธุ์ได้ ภาพลักษณ์ที่พวกเรามองเห็นคือภาพลักษณ์ของต้นไม้ แผ่นดินโลก แสงอาทิตย์ นก และผู้คนอยู่ด้วยกัน พระเจ้าทรงอยู่ในภาพลักษณ์นี้หรือไม่? คนเราไม่ได้มองเห็นพระองค์ ณ ที่นั้น ถูกหรือไม่? แต่คนเรามองเห็นกฎแห่งการเสริมกำลังซึ่งกันและกัน และการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างสิ่งทั้งหลายในฉากนี้ ในกฎเกณฑ์นี้ คนเราสามารถมองเห็นการดำรงอยู่และอธิปไตยของพระเจ้าได้ พระเจ้าทรงใช้หลักการเช่นนั้นและกฎเกณฑ์เช่นนั้นเพื่อสงวนรักษาชีวิตและการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง ในหนทางนี้ พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งและให้แก่มวลมนุษย์ เรื่องนี้เชื่อมโยงกับอรรถบทหลักของพวกเราหรือไม่? โดยผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่เชื่อมโยงกัน แต่ในความเป็นจริง กฎเกณฑ์ที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อสร้างทุกสรรพสิ่งและการทรงเป็นนายเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์นั้นสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นกับการที่พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่สามารถแยกจากกันได้ บัดนี้ พวกเจ้ากำลังเริ่มที่จะเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างแล้ว!

พระเจ้าทรงบัญชากฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลการปฏิบัติการของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงบัญชากฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงควบคุมทุกสรรพสิ่ง และทรงกำหนดให้สิ่งเหล่านั้นทั้งเสริมแรงและพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นจะไม่พินาศและปลาสนาการไป ด้วยเหตุนี้เท่านั้นมวลมนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้เท่านั้น พวกเขาจึงสามารถดำรงชีวิตภายใต้การทรงนำของพระเจ้าในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้ พระเจ้าทรงเป็นเจ้านายของกฎเกณฑ์ทั้งหลายแห่งการปฏิบัติการ และไม่มีผู้ใดสามารถแทรกแซงกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้ มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงรู้กฎเกณฑ์เหล่านี้และมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงบริหารจัดการกฎเกณฑ์เหล่านี้ เมื่อต้นไม้จะแตกหน่อ เมื่อฝนจะตก แผ่นดินโลกจะให้น้ำมากเพียงใดและสารอาหารมากเพียงใดแก่ต้นพืชทั้งหลาย ใบไม้จะร่วงหล่นในฤดูกาลใด ต้นไม้จะออกผลในฤดูกาลใด แสงอาทิตย์จะให้สารอาหารมากเพียงใดแก่ต้นไม้ ต้นไม้จะคายสิ่งใดออกมาหลังจากได้รับอาหารด้วยแสงอาทิตย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดนั้นพระเจ้าได้ทรงทำการลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่ง ให้เป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายได้ สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ซึ่งพระองค์ทรงควบคุมพวกมันและปกครองเหนือพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต หรือในสายตาของมนุษย์แล้วจะเป็นสิ่งไม่มีชีวิตก็ตาม ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งนั้น พระองค์ได้ทรงกำหนดพิจารณาไว้ล่วงหน้าว่า หากปราศจากแผ่นดินโลก ต้นไม้ก็ไม่สามารถฝังรากลงไป แตกหน่อ และเติบโตได้ ว่าหากแผ่นดินโลกไม่มีต้นไม้ เช่นนั้นแล้วมันก็จะแห้งแล้ง ว่าต้นไม้ควรจะกลายเป็นบ้านของนกและสถานที่ซึ่งพวกมันอาจใช้เป็นที่กำบังจากลม ต้นไม้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่หากปราศจากแสงอาทิตย์? (ไม่ได้) อีกทั้งมันไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยมีเพียงแผ่นดินโลกเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทั้งปวงเป็นไปเพื่อมวลมนุษย์ เพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ มนุษย์ได้รับอากาศสดชื่นจากต้นไม้ และมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก ซึ่งได้รับการปกป้องจากต้นไม้ มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากแสงอาทิตย์หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ถึงแม้ว่าสัมพันธภาพเหล่านี้จะซับซ้อน แต่เจ้าก็ต้องจำได้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่ปกครองดูแลทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ก็เพื่อที่พวกมันอาจเสริมกำลังซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกๆ สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างมีคุณค่าและนัยสำคัญ หากพระเจ้าได้ทรงสร้างบางสิ่งบางอย่างโดยไม่มีนัยสำคัญ พระเจ้าคงจะให้มันปลาสนาการไป นี่คือหนึ่งในวิธีการทั้งหลายที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง คำว่า “จัดเตรียมให้” อ้างอิงถึงสิ่งใดในเรื่องนี้? พระเจ้าทรงรดน้ำต้นไม้ทุกวันหรือไม่? ต้นไม้จำเป็นต้องมีการช่วยของพระเจ้าเพื่อหายใจหรือไม่? (ไม่) “จัดเตรียมให้” ในที่นี้อ้างอิงถึงการบริหารจัดการทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าหลังจากการทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น นั่นเพียงพอแล้วสำหรับพระเจ้าที่จะบริหารจัดการสิ่งเหล่านั้นหลังจากการสถาปนากฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลสิ่งเหล่านั้น ทันทีที่เมล็ดพันธุ์ถูกเพาะปลูกในแผ่นดินโลก ต้นไม้ก็เติบโตด้วยตัวของมันเอง สภาพเงื่อนไขสำหรับการเติบโตของมันนั้นพระเจ้าก็ได้ทรงสร้างไว้ทั้งหมดแล้ว พระเจ้าได้ทรงสร้างแสงอาทิตย์ น้ำ ดิน อากาศ และสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว พระเจ้าได้ทรงสร้างลม น้ำค้างแข็ง หิมะ และฝน และฤดูกาลทั้งสี่ มีสภาพเงื่อนไขที่ต้นไม้จำเป็นต้องมีเพื่อที่จะเติบโต และเหลานี้คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ ดังนั้น พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตนี้หรือไม่? (ใช่) พระเจ้าต้องทรงนับใบไม้แต่ละใบบนต้นไม้ทุกวันหรือไม่? ไม่! อีกทั้งพระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องช่วยต้นไม้ให้หายใจหรือต้องปลุกแสงอาทิตย์ทุกวัน โดยตรัสว่า “บัดนี้ ถึงเวลาที่จะส่องแสงให้ต้นไม้แล้ว” พระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงทำเช่นนั้น แสงอาทิตย์ส่องด้วยตัวมันเองเมื่อถึงเวลาที่มันต้องส่องแสง โดยสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทั้งหลาย มันปรากฏและส่องแสงแก่ต้นไม้ และต้นไม้ก็ซึมซับแสงอาทิตย์เมื่อมันจำเป็น และเมื่อมันไม่จำเป็น ต้นไม้ก็ยังคงดำรงชีวิตอยู่ภายในกฎเกณฑ์เหล่านี้ พวกเจ้าอาจไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็คือข้อเท็จจริงซึ่งทุกคนสามารถมองเห็นและยอมรับได้ ทั้งหมดที่เจ้าจำเป็นต้องทำก็คือระลึกได้ว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ที่ปกครองดูแลการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นมาจากพระเจ้า และรู้ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือการเติบโตและการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง

บัดนี้ เรื่องนี้บรรจุสิ่งที่ผู้คนอ้างอิงถึงว่าเป็น “อุปมาอุปมัย” หรือไม่? มันเป็นบุคคลสมมุติใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) เราได้บอกเล่าเรื่องจริง สิ่งมีชีวิตทุกจำพวก ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีชีวิต ถูกปกครองโดยพระเจ้า สิ่งมีชีวิตแต่ละอย่างอิ่มเอิบด้วยชีวิตโดยพระเจ้าเมื่อตอนที่มันได้ถูกสร้างขึ้น ชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างมาจากพระเจ้า และติดตามครรลองและธรรมบัญญัติที่ชี้นำมัน การนี้ไม่พึงประสงค์ให้มนุษย์มาปรับเปลี่ยนมัน อีกทั้งไม่พึงต้องมีการช่วยของมนุษย์ มันคือหนึ่งในหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง เจ้าเข้าใจมิใช่หรือ? พวกเจ้าคิดว่ามันจำเป็นสำหรับผู้คนที่ต้องระลึกรู้ในการนี้ใช่หรือไม่? (ใช่) ดังนั้น เรื่องนี้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับชีววิทยาหรือไม่? มันสัมพันธ์กับสาขาหนึ่งของความรู้หรือแขนงหนึ่งของการเรียนรู้ในบางหนทางใช่หรือไม่? พวกเราไม่ใช่กำลังสนทนากันเรื่องชีววิทยา และพวกเราไม่ใช่กำลังทำการศึกษาวิจัยทางชีววิทยาอย่างแน่นอน แนวคิดหลักของการพูดคุยของพวกเราคืออะไร? (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง) พวกเจ้าได้มองเห็นสิ่งใดภายในการทรงสร้าง? พวกเจ้าได้มองเห็นต้นไม้หรือไม่? พวกเจ้าได้มองเห็นแผ่นดินโลกหรือไม่? (เห็น) พวกเจ้าได้มองเห็นแสงอาทิตย์ มิใช่หรือ? พวกเจ้าได้มองเห็นนกเกาะบนต้นไม้หรือไม่? (พวกเราเห็น มวลมนุษย์มีความสุขที่จะดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นใช่หรือไม่? (ใช่) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าทรงใช้งานทุกสรรพสิ่ง─สิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้าง─เพื่อธำรงรักษาและปกป้องบ้านของมวลมนุษย์ สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขา ในหนทางนี้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์และแก่ทุกสรรพสิ่ง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 168

เรื่องเล่าที่ 2 ภูเขาใหญ่ ลำธารน้อย ลมรุนแรง และคลื่นยักษ

มีลำธารสายน้อยสายหนึ่งที่เลี้ยวลดไปมา จนในที่สุดก็มาถึงที่ตีนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ภูเขาได้บังกั้นเส้นทางของลำธารจิ๋วนี้ไว้ ดังนั้น ลำธารจึงได้กล่าวกับภูเขาด้วยเสียงเล็กๆ ที่อ่อนแรงของมัน “โปรดปล่อยให้ฉันผ่านไปเถิด ท่านกำลังยืนขวางทางของฉันและบังกั้นเส้นทางไปข้างหน้าของฉัน” “ท่านกำลังไปที่ใด?” ภูเขาได้ถามไป “ฉันกำลังมองหาบ้านของฉัน” ลำธารได้โต้ตอบไป “ก็ได้ เชิญไปได้และไหลข้ามตรงไปบนฉันเลย!” แต่ลำธารน้อยนี้อ่อนแอเกินไปและเยาว์วัยเกินไป ดังนั้นมันจึงไม่มีหนทางใดที่จะไหลข้ามภูเขาใหญ่เช่นนั้น มันสามารถทำได้เพียงไหลต่อไปตรงนั้นไปตามตีนเขานั้น…

ลมรุนแรงพัดกวาดมา หอบเอาทรายและเศษซากไปยังที่ซึ่งภูเขาตั้งอยู่ ลมได้แผดร้องใส่ภูเขาว่า “จงให้ฉันผ่านไป!” “ท่านกำลังไปที่ใด?” ภูเขาถาม “เราต้องการข้ามไปยังอีกด้านหนึ่งของภูเขา” ลมส่งเสียงโหยหวนโต้ตอบไป “ก็ได้ หากท่านสามารถฝ่าพ้นส่วนคอดของฉันไปได้ เช่นนั้นแล้วท่านก็สามารถไปได้!” ลมรุนแรงได้ส่งเสียงโหยหวนไปทางนี้ทีทางนั้นที แต่ไม่สำคัญว่ามันจะพัดอย่างระห่ำเพียงใด มันก็ไม่สามารถฝ่าพ้นส่วนคอดของภูเขาไปได้ ลมเริ่มเหนื่อยและหยุดเพื่อพัก─และที่อีกด้านหนึ่งของภูเขานั้น สายลมโชยได้เริ่มโบกโบยให้ความยินดีแก่ผู้คนที่นั่น นี่คือการทักทายของภูเขาที่มีต่อผู้คน…

ณ ชายฝั่งทะเล ละอองน้ำจากมหาสมุทรม้วนตัวอย่างอ่อนโยนเข้าฝั่งที่เป็นโขดหิน ทันใดนั้นเอง คลื่นยักษ์ได้ก่อตัวขึ้นและคำรามกระหึ่มมาตามทางตรงมาภูเขานั้น “จงหลีกไป!” คลื่นยักษ์ตะโกน “ท่านกำลังไปที่ใด?” ภูเขาถาม คลื่นซึ่งไม่สามารถหยุดการเดินหน้าของมันได้ก็แผดเสียงตอบไปว่า “ฉันกำลังขยายเขตแดนของฉัน! ฉันต้องการยืดแขนของฉันออกไป!” “ก็ได้ หากท่านสามารถผ่านข้ามยอดสูงของฉันไปได้ ฉันจะปล่อยให้ท่านผ่านทางไป” คลื่นใหญ่ถอยไปพอได้ระยะห่าง แล้วก็ถาโถมเข้าใส่ภูเขาอีกครั้ง แต่ไม่สำคัญว่ามันได้พยายามอย่างหนักเพียงใด มันก็ไม่ได้สามารถข้ามยอดสูงของภูเขาไปได้ คลื่นทำได้แค่เพียงม้วนกลับออกไปสู่ทะเลอย่างช้าๆ…

เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ลำธารน้อยไหลอย่างอ่อนโยนไปรอบตีนภูเขา โดยติดตามการชี้นำทางของภูเขา ลำธารน้อยนี้ก็ได้สร้างทางกลับบ้านของมัน ที่ซึ่งมันได้รวมเข้ากับแม่น้ำ ซึ่งด้วยการนั้นจึงได้รวมเข้ากับทะเล ลำธารน้อยนี้ไม่เคยหลงทางภายใต้การดูแลของภูเขานี้ ลำธารและภูเขาได้เสริมกำลังซึ่งกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกันและกัน ทั้งสองได้เสริมกำลังซึ่งกันและกัน ตอบโต้กันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน

เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ลมรุนแรงได้ส่งเสียงโหยหวนเหมือนเป็นนิสัยของมัน มันยังคงมา “เยือน” ภูเขาบ่อยครั้ง พร้อมด้วยทรายหมุนวงใหญ่ที่ควงพริ้วมาในการกรรโชกของมัน มันได้ขู่ภูเขา แต่ไม่เคยได้ฝ่าพ้นส่วนคอดของภูเขาไปได้เลย ลมและภูเขาเสริมแรงซึ่งกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกันและกัน ทั้งสองได้เสริมกำลังซึ่งกันและกัน ตอบโต้กันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน

เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว คลื่นยักษ์ไม่เคยหยุดพัก และมันเดินขบวนไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ ขยายดินแดนของมันอย่างต่อเนื่อง มันคำรามและถาโถมเข้าหาภูเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้นภูเขาก็ไม่เคยขยับสักนิ้ว ภูเขาเฝ้ามองดูทะเล และในหนทางนี้ สรรพสิ่งที่ทรงสร้างในทะเลได้เพิ่มทวีและเจริญรุ่งเรือง คลื่นและภูเขาเสริมแรงกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกันและกัน ทั้งสองได้เสริมกำลังกันและกัน ตอบโต้กันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน

ดังนั้นเรื่องเล่าของพวกเราจึงจบลง ก่อนอื่น จงบอกเราว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งใด? เริ่มต้นตรงที่ มีภูเขาใหญ่ ลำธารน้อย ลมรุนแรง และคลื่นยักษ์ ได้เกิดสิ่งใดขึ้นกับลำธารน้อย กับภูเขาใหญ่นั้นในบทตอนแรก? เหตุใดเราจึงได้เลือกสรรที่จะพูดคุยเกี่ยวกับลำธารและภูเขา? (ภายใต้การดูแลของภูเขา ลำธารไม่เคยหลงทาง พวกมันพึ่งพากันและกัน) เจ้าจะพูดว่าภูเขาปกป้องหรือเป็นอุปสรรคต่อลำธารน้อยนั้น? (มันปกป้องลำธาร) ว่าแต่มันได้เป็นอุปสรรคต่อลำธารหรือไม่? ภูเขาและลำธารเฝ้าระวังภัยให้กันและกัน ภูเขาปกป้องลำธารและเป็นอุปสรรคต่อมันด้วยเช่นกัน ภูเขาได้ปกป้องลำธารขณะที่มันได้รวมเข้ากับแม่น้ำ แต่ก็ได้เป็นอุปสรรคต่อมันเพื่อกักมันไม่ให้ไหลไปในที่ซึ่งมันอาจจะก่อให้เกิดน้ำท่วมและนำพาความวิบัติมาสู่ผู้คน นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับบทตอนนั้นหรอกหรือ? ด้วยการปกป้องลำธารและด้วยการบังกั้นมัน ภูเขาก็ได้พิทักษ์บ้านเรือนของผู้คน ลำธารน้อยนี้จึงได้รวมเข้ากับแม่น้ำที่ตีนภูเขาและได้ไหลต่อไปลงสู่ทะเล นี่ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ปกครองดูแลการดำรงอยู่ของลำธารหรอกหรือ? สิ่งใดทำให้ลำธารสามารถรวมเข้ากับแม่น้ำและทะเลได้? สิ่งนั้นไม่ใช่ภูเขาหรอกหรือ? ลำธารพึ่งพาการปกป้องของภูเขาและการเป็นอุปสรรคของมัน ดังนั้น นี่ไม่ใช่ประเด็นหลักหรอกหรือ? เจ้ามองเห็นความสำคัญของภูเขาที่มีต่อน้ำในการนี้หรือไม่? พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ของพระองค์ในการสร้างภูเขาทุกลูก ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กใช่หรือไม่? (ใช่) บทตอนสั้นๆ นี้ที่ไม่มีสิ่งใดนอกจากหนึ่งลำธารน้อยกับหนึ่งภูเขาใหญ่ ทำให้พวกเราได้มองเห็นคุณค่าและนัยสำคัญแห่งการทรงสร้างสองสิ่งเหล่านี้ของพระเจ้า มันแสดงให้พวกเราเห็นถึงพระปรีชาญาณและพระประสงค์ในการปกครองเหนือสิ่งเหล่านั้นของพระองค์อีกด้วย นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ?

บทตอนที่สองของเรื่องเล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งใด? (ลมรุนแรงกับภูเขาใหญ่นั้น) ลมเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่? (ใช่แล้ว) ไม่จำเป็น─บางครั้งลมก็แรงเกินไปและทำให้เกิดความวิบัติ เจ้ารู้สึกอย่างไรหากเจ้าถูกทำให้ต้องไปยืนอยู่ในลมรุนแรง? มันขึ้นอยู่กับเรี่ยวแรงของมันมิใช่หรือ? หากมันเป็นลายลมระดับสามหรือสี่ มันก็คงจะทนยอมรับได้ อย่างมากที่สุด บุคคลหนึ่งอาจจะมีปัญหาในการเปิดตาของพวกเขาค้างเอาไว้ แต่หากลมนั้นรุนแรงขึ้นและกลายเป็นพายุเฮอริเคน เจ้าจะสามารถทนทานมันได้หรือไม่? เจ้าคงจะไม่สามารถ ดังนั้น จึงผิดสำหรับการที่ผู้คนกล่าวว่าลมนั้นดีอยู่เสมอ หรือว่ามันไม่ดีอยู่เสมอ และการนี้ขึ้นอยู่กับเรี่ยวแรงของมัน บัดนี้ หน้าที่ของภูเขาในที่นี้คือสิ่งใด? หน้าที่ของมันไม่ใช่เพื่อกรองลมหรอกหรือ? ภูเขาลดลมรุนแรงไปเป็นสิ่งใด? (สายลมโชย) บัดนี้ ในสภาพแวดล้อมที่พวกมนุษย์อาศัยอยู่ ผู้คนส่วนใหญ่ได้รับประสบการณ์กับลมพายุหรือสายลมโชย? (สายลมโชย) นี่ไม่ใช่หนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้า หนึ่งในเจตนารมณ์ของพระองค์ในการทรงสร้างภูเขาหรอกหรือ? มันจะเป็นอย่างไรหากผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทรายถูกพัดปลิวในสายลมอย่างลำพอง โดยไม่มีการเหนี่ยวรั้งและกลั่นกรอง? มันอาจจะเป็นว่าแผ่นดินที่ถูกรุมเร้าด้วยทรายและหินที่ปลิวว่อนนั้นคงจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้ใช่หรือไม่? ก้อนหินอาจจะกระหน่ำโดนผู้คน และทรายอาจจะทำให้พวกเขาตาบอด ลมอาจจะพัดกวาดผู้คนจนเท้าลอยหรือหอบพาพวกเขาไปในอากาศ บ้านเรือนอาจจะถูกทำลาย และคงจะเกิดความวิบัติทุกลักษณะ กระนั้นยังมีคุณค่าในการดำรงอยู่ของลมรุนแรงหรือไม่? เราพูดว่ามันไม่ดี ดังนั้น คนผู้หนึ่งอาจรู้สึกว่ามันไม่มีคุณค่า แต่การนั้นเป็นดังนั้นหรือ? มันไม่มีคุณค่าทันทีที่มันได้เปลี่ยนไปเป็นสายลมโชยหรือไม่? ผู้คนต้องการสิ่งใดมากที่สุดตอนที่สภาพอากาศชื้นหรืออบอ้าว? พวกเขาต้องการให้สายลมโชยพัดมาที่พวกเขาอย่างอ่อนโยน เพื่อทำให้พวกเขาสดชื่นและสมองปลอดโปร่ง เพื่อทำให้ความคิดของพวกเขาเฉียบคมขึ้น เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงสภาวะทางจิตใจของพวกเขา บัดนี้ เพื่อเป็นตัวอย่าง พวกเจ้าทั้งหมดนั่งในห้องที่มีผู้คนมากมายและอากาศอุดอู้─พวกเจ้าต้องการสิ่งใดมากที่สุด? (สายลมโชย) การไปในที่ซึ่งอากาศขมุกขมัวและโสโครกสามารถทำให้ความคิดของคนเราเชื่องช้า ลดการไหลเวียนโลหิตของคนเรา และลดความกระจ่างแจ้งในจิตใจของคนเราได้ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวและการไหลเวียนทำให้อากาศสดชื่นขึ้น และผู้คนรู้สึกแตกต่างออกไปในอากาศสดชื่น ถึงแม้ว่าลำธารน้อยนั้นจะสามารถก่อให้เกิดความวิบัติได้ ถึงแม้ว่าลมรุนแรงสามารถก่อให้เกิดความวิบัติได้ ตราบเท่าที่ภูเขาอยู่ที่นั่น มันจะเปลี่ยนอันตรายนั้นให้เป็นกำลังที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ?

บทตอนที่สามของเรื่องนี้เกี่ยวกับสิ่งใด? (ภูเขาใหญ่กับคลื่นยักษ์) ภูเขาใหญ่กับคลื่นยักษ์ บทตอนนี้เกิดขึ้น ณ ชายฝั่งทะเลที่ตีนภูเขา พวกเรามองเห็นภูเขา ละอองน้ำจากมหาสมุทร และคลื่นลูกใหญ่ ในตัวอย่างนี้ภูเขาเป็นสิ่งใดสำหรับคลื่น? (ผู้ปกป้องและสิ่งกีดขวาง) มันเป็นทั้งผู้คุ้มครองปกป้องและสิ่งกีดขวาง ในฐานะผู้ปกป้อง มันรักษาทะเลไว้ไม่ให้ปลาสนาการไป เพื่อที่สรรพสิ่งทรงสร้างที่อาศัยอยู่ในทะเลอาจจะเพิ่มทวีและเจริญเติบโต ในฐานะสิ่งกีดขวาง ภูเขากักน้ำในทะเลไว้ไม่ให้ไหลท่วมและก่อให้เกิดความวิบัติ ไม่ให้ก่อให้เกิดอันตรายและการทำลายบ้านเรือนของผู้คน ดังนั้น พวกเราสามารถกล่าวได้ว่าภูเขาเป็นทั้งผู้ปกป้องและสิ่งกีดขวาง

นี่คือนัยสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างกันระหว่างภูเขาใหญ่กับลำธารน้อย ภูเขาใหญ่กับลมรุนแรง และภูเขาใหญ่กับคลื่นยักษ์ นี่คือนัยสำคัญของการเสริมกำลังและการตอบโต้กันและกันของสิ่งเหล่านั้น และนัยสำคัญของการดำรงอยู่ร่วมกันของสิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นนั้น ได้รับปกครองดูแลในการดำรงอยู่ของพวกมันด้วยกฎเกณฑ์หนึ่งและธรรมบัญญัติหนึ่ง ดังนั้น เจ้ามองเห็นกิจการใดของพระเจ้าในเรื่องนี้? พระเจ้าได้ทรงเมินเฉยต่อทุกสรรพสิ่งนับตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกมันขึ้นมาหรือไม่? พระองค์ได้ทรงสร้างกฎเกณฑ์และทรงออกแบบหนทางทั้งหลายที่ทุกสรรพสิ่งทำหน้าที่ เพียงเพื่อที่จะเมินเฉยต่อพวกมันหลังจากนั้นหรือ? นั่นคือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกระนั้นหรือ? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้ว ได้เกิดสิ่งใดขึ้น? พระเจ้ายังคงทรงอยู่ในการควบคุม พระองค์ทรงควบคุมทะเล ลม และคลื่น พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นอาละวาดเพ่นพ่าน อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงปล่อยให้พวกมันก่อให้เกิดอันตรายหรือทำลายบ้านเรือนที่ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ เนื่องจากการนี้ ผู้คนสามารถดำรงชีวิตต่อไปและเพิ่มทวีและเจริญเติบโตบนแผ่นดินได้ การนี้หมายความว่า เมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าได้ทรงวางแผนกฎเกณฑ์สำหรับการดำรงอยู่ของพวกมันไว้แล้ว เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำแต่ละสิ่ง พระองค์ทรงทำให้แน่ใจว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ และพระองค์ทรงเข้าควบคุมเหนือสิ่งนั้น เพื่อที่สิ่งนั้นอาจจะไม่เป็นปัญหาแก่มวลมนุษย์หรือก่อให้เกิดความวิบัติแก่เขา หากไม่ใช่เพราะการบริหารจัดการของพระเจ้า น้ำคงจะไหลโดยปราศจากการยับยั้งมิใช่หรือ? ลมคงจะพัดโดยปราศจากการยับยั้งมิใช่หรือ? น้ำและลมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหลายหรือไม่? หากพระเจ้ามิได้ทรงบริหารจัดการพวกมัน ก็คงจะไม่มีกฎเกณฑ์ใดปกครองดูแลพวกมัน และลมคงจะพัดโหยหวนและน้ำคงจะไม่ได้ถูกยับยั้งไว้และก่อให้เกิดน้ำท่วม หากคลื่นสูงกว่าภูเขา ทะเลจะสามารถดำรงอยู่ได้หรือไม่? มันคงจะไม่สามารถ หากภูเขาไม่สูงเท่าคลื่น ทะเลคงจะไม่ดำรงอยู่ และภูเขาก็คงจะสูญเสียคุณค่าและนัยสำคัญของมัน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 169

พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ และพระองค์ทรงครองอธิปไตยแห่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ พระองค์ทรงบริหารจัดการทุกอย่างของมัน และพระองค์ทรงทำการจัดเตรียมเพื่อทุกอย่างของมัน และภายในทุกสรรพสิ่งนั้น พระองค์ทรงมองเห็นและพินิจพิเคราะห์ทุกคำพูดและการกระทำของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ ดังนั้น พระเจ้าทรงมองเห็นและทรงพินิจพิเคราะห์ทุกมุมของชีวิตมนุษย์ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าทรงรู้อย่างแนบแน่นในแต่ละรายละเอียดของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ภายในการทรงสร้างของพระองค์ ตั้งแต่หน้าที่ของแต่ละสิ่ง ธรรมชาติของมัน กฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของมันไปจนถึงนัยสำคัญแห่งชีวิตของมันและคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ของมัน พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดนี้โดยความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง─พวกเจ้าคิดว่าพระองค์ทรงจำเป็นต้องศึกษากฎเกณฑ์ทั้งหลายที่ปกครองดูแลพวกมันหรือ? พระเจ้าทรงจำเป็นต้องศึกษาความรู้และวิทยาศาสตร์แบบมนุษย์เพื่อเรียนรู้และเข้าพระทัยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่? (ไม่) มีผู้ใดท่ามกลางมวลมนุษย์ที่มีการเรียนรู้และความคงแก่เรียนเพื่อเข้าใจทุกสรรพสิ่งดังเช่นที่พระเจ้าทรงรู้หรือไม่? มีนักดาราศาสตร์หรือนักชีววิทยาคนใดที่เข้าใจกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่สรรพสิ่งใช้เพื่อดำรงชีวิตและเติบโตหรือไม่? พวกเขาสามารถเข้าใจคุณค่าของการดำรงอยู่ของแต่ละสิ่งได้อย่างแท้จริงหรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่สามารถ) การนี้เป็นเพราะทุกสรรพสิ่งได้รับการทรงสร้างโดยพระเจ้า และไม่สำคัญว่ามวลมนุษย์จะศึกษาความรู้นี้มากเพียงใดหรืออย่างลึกซึ้งเพียงใด หรือพวกเขาอุตสาหะพยายามที่จะเรียนรู้มันมายาวนานเพียงใด พวกเขาก็จะมีวันสามารถหยั่งรู้ความล้ำลึกหรือพระประสงค์แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าได้ นั่นไม่ใช่กรณีนี้หรอกหรือ? บัดนี้ จากการสนทนาของเรามาจนถึงตอนนี้ พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกเจ้าได้รับความเข้าใจบางส่วนเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” แล้วหรือยัง? (รู้สึก) เรารู้ว่าเมื่อเราได้สนทนาหัวข้อนี้ พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง ผู้คนมากมายคงจะคิดถึงอีกวลีหนึ่งทันทีที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นความจริง และพระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อจัดเตรียมให้แก่พวกเรา” และไม่มีสิ่งใดเกินพ้นระดับความหมายนั้นของหัวข้อนี้ บางคนอาจถึงขั้นรู้สึกว่าการจัดเตรียมของพระเจ้าด้านชีวิตมนุษย์ ด้านอาหารและเครื่องดื่มประจำวัน และสิ่งจำเป็นประจำวันทุกสิ่งไม่นับว่าเป็นการจัดเตรียมของพระองค์สำหรับมนุษย์ มีบางคนที่รู้สึกอย่างนี้ใช่หรือไม่? ถึงกระนั้น ไม่ใช่ความตั้งพระทัยของพระเจ้าในการทรงสร้างของพระองค์อย่างแน่ชัดหรอกหรือ─ที่เปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ดำรงอยู่และใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ? พระเจ้าทรงธำรงรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ผู้คนใช้ดำรงชีวิตและพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ต้องการจำเป็นสำหรับมวลมนุษย์เพื่อการอยู่รอดของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงบริหารจัดการและทรงถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง ทั้งหมดนี้เปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้ใช้ชีวิตและเจริญเติบโตและเพิ่มทวีอย่างปกติ ในหนทางนี้นี่เองที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อสิ่งทรงสร้างทั้งปวงและเพื่อมวลมนุษย์ ไม่จริงหรอกหรือที่มนุษย์จำเป็นต้องระลึกได้และเข้าใจสิ่งเหล่านี้? ลางทีบางคนอาจจะกล่าวว่า “หัวข้อนี้ไกลเกินไปจากความรู้ของพวกเราเกี่ยวกับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง และพวกเราไม่ต้องการรู้เรื่องนี้เพราะพวกเราไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยขนมปังอย่างเดียว แต่กลับดำรงชีวิตด้วยพระวจนะของพระเจ้าแทน” การเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง? พวกเจ้าสามารถมีความเข้าใจที่ครบบริบูรณ์เกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือไม่หากพวกเจ้าเพียงแค่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ตรัสไป? หากเจ้าเพียงแค่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าและยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าสามารถมีความเข้าใจที่ครบบริบูรณ์เกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือไม่? หากเจ้าเพียงแค่รู้ส่วนน้อยเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า ส่วนน้อยเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจะพิจารณาว่านั่นเพียงพอที่จะสัมฤทธิ์การทำความเข้าใจพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) การกระทำของพระเจ้าเริ่มด้วยการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระองค์ และสิ่งเหล่านั้นดำเนินต่อไปในวันนี้─การกระทำของพระเจ้าปรากฏชัดตลอดเวลา ทุกชั่วขณะ หากคนเราเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่เพียงเพราะพระองค์ได้ทรงเลือกสรรผู้คนกลุ่มหนึ่งเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์และเพื่อช่วยให้รอด และว่าไม่มีสิ่งอื่นใดมีความเกี่ยวข้องอันใดกับพระเจ้า ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์ สถานะของพระองค์ หรือการกระทำของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว สามารถพิจารณาได้หรือไม่ว่าคนเรามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า? ผู้คนที่มี “ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า” ที่ว่านี้ มีเพียงความเข้าใจแบบด้านเดียวเท่านั้น ตามที่พวกเขาใช้จำกัดขอบเขตกิจการทั้งหลายของพระองค์ต่อผู้คนหนึ่งกลุ่ม นี่คือความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่? ผู้คนที่มีความรู้ประเภทนี้ไม่ใช่กำลังปฏิเสธการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าและอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์หรอกหรือ? ผู้คนบางคนไม่ปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมกับประเด็นนี้ กลับคิดในใจแทนว่า “ฉันไม่เคยเห็นอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า แนวคิดนี้จึงถูกลบออกไป และฉันไม่ใส่ใจที่จะเข้าใจมัน พระเจ้าทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ และนั่นไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับฉัน ฉันก็แค่ยอมรับความเป็นผู้นำของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์เพื่อให้ฉันสามารถได้รับการช่วยให้รอดและการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าเท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญต่อฉัน กฎเกณฑ์ทั้งหลายของพระเจ้าที่ถูกทำขึ้นเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งและให้แก่มวลมนุษย์ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับฉัน” นี่เป็นการพูดคุยประเภทใดกัน? นี่ไม่ใช่การกระทำจากการกบฏหรอกหรือ? มีผู้ใดท่ามกลางพวกเจ้าที่มีความเข้าใจเช่นนี้บ้างหรือไม่? เรารู้แม้กระทั่งโดยที่พวกเจ้าไม่ได้พูดเช่นนั้นว่า มีจำนวนมากมายในหมู่พวกเจ้าในที่นี้ที่คิดเช่นนั้น ผู้คนที่ยึดถือหนังสือเยี่ยงนี้มองดูทุกสิ่งทุกอย่างจากมุมมอง “ฝ่ายวิญญาณ” ของพวกเขาเอง พวกเขาต้องการเพียงแค่จำกัดพระเจ้าไว้กับพระคัมภีร์ จำกัดพระเจ้าด้วยพระวจนะที่พระองค์ได้ตรัสไป ไว้กับสำนึกรับรู้ที่ได้จากพระวจนะตามตัวอักษรที่เขียนไว้ พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะรู้จักพระเจ้าให้มากขึ้น และพวกเขาไม่ต้องการให้พระเจ้าความสนใจเอาใจใส่ของพระองค์แยกออกเป็นส่วนด้วยการทำสิ่งอื่น ความคิดประเภทนี้เป็นเด็กไม่รู้ภาษา และยังเคร่งศาสนามากเกินไปอีกด้วย ผู้คนที่ยึดทรรศนะเหล่านี้สามารถรู้จักพระเจ้าได้หรือไม่? นั่นคงจะลำบากยากเย็นอย่างยิ่งสำหรับพวกเขาที่จะรู้จักพระเจ้า วันนี้เราได้เล่าไปสองเรื่องแล้ว แต่ละเรื่องระบุถึงแง่มุมที่ต่างกัน เมื่อเพิ่งจะได้มาติดต่อสัมพันธ์กับเรื่องเล่าเหล่านี้ พวกเจ้าอาจจะรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ลุ่มลึกหรือเป็นนามธรรมสักเล็กน้อย ลำบากยากเย็นที่จะจับใจความและทำความเข้าใจ มันอาจจะลำบากยากเย็นในการเชื่อมโยงเรื่องเหล่านั้นเข้ากับการกระทำของพระเจ้าและพระเจ้าพระองค์เอง อย่างไรก็ตาม การกระทำทั้งหมดของพระเจ้า และทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำไปภายในการทรงสร้างและท่ามกลางมวลมนุษย์นั้นควรจะเป็นที่รู้อย่างชัดเจนและอย่างถูกต้องแม่นยำโดยทุกบุคคล โดยทุกคนที่พยายามรู้จักพระเจ้า ความรู้นี้จะให้ความมั่นใจแก่เจ้าในการเชื่อของเจ้าในการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระเจ้า มันยังจะให้ความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำแก่เจ้าเกี่ยวกับพระปรีชาญาณ ฤทธานุภาพของพระองค์ และลักษณะที่พระองค์ทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งอีกด้วย มันจะเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจอย่างชัดเจนถึงการดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระเจ้า และมองเห็นว่าการดำรงอยู่ของพระองค์นั้นไม่ใช่เรื่องแต่ง ไม่ใช่ตำนาน ไม่คลุมเครือ ไม่ใช่ทฤษฎี และไม่ใช่การปลอบโยนทางวิญญาณชนิดหนึ่งอย่างแน่นอน แต่เป็นการดำรงอยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้น มันจะเปิดโอกาสให้ผู้คนรู้ว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงและให้แก่มวลมนุษย์อยู่เสมอ พระเจ้าทรงทำการนี้ในหนทางของพระองค์เองและโดยสอดคล้องกับจังหวะของพระองค์เอง ดังนั้น เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและได้ทรงให้กฎเกณฑ์ทั้งหลาย แก่สิ่งเหล่านั้นนั่นเอง พวกมันแต่ละสิ่งจึงมีความสามารถที่จะปฏิบัติกิจตามที่ได้รับแบ่งสรรของพวกมัน ทำความรับผิดชอบของพวกมันให้ลุล่วง แสดงบทบาทของพวกมันเองภายใต้การทรงลิขิตล่วงหน้าของพระองค์ แต่ละสิ่งมีประโยชน์ของมันเองในการปรนนิบัติมวลมนุษย์และพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์อยู่อาศัย ภายใต้การทรงลิขิตล่วงหน้าของพระองค์ หากพระเจ้าไม่ได้ทรงทำเช่นนั้น และมวลมนุษย์ไม่ได้มีสภาพแวดล้อมเพื่ออยู่อาศัย เช่นนั้นแล้ว การเชื่อในพระเจ้าหรือการติดตามพระองค์ก็คงจะเป็นไปไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์ ทั้งหมดนั้นคงจะไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าการพูดคุยที่ว่างเปล่า นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 7” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 170

พวกเราได้หารือหัวข้อมากมายและเนื้อหามากหลายซึ่งเกี่ยวข้องกับคำพูดที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” แต่พวกเจ้ารู้ในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์ นอกเหนือจากการทรงจัดเตรียมพระวจนะของพระองค์ให้แก่พวกเจ้าและการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์กับพวกเจ้า? ผู้คนบางคนอาจจะพูดว่า “พระเจ้าประทานพระคุณและพระพรแก่ฉัน พระองค์ทรงมอบความมีวินัยและสิ่งชูใจแก่ฉัน และพระองค์ทรงให้การดูแลและการปกป้องแก่ฉัน ในทุกหนทางที่เป็นไปได้” คนอื่นๆ จะพูดว่า “พระเจ้าประทานอาหารและเครื่องดื่มประจำวันแก่ฉัน” ในขณะที่บางคนจะถึงกับพูดว่า “พระเจ้าได้ประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้ฉัน” พวกเจ้าอาจจะโต้ตอบประเด็นปัญหาเหล่านั้นที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันของพวกเขาในหนทางที่เกี่ยวข้องกับวงเขตแห่งประสบการณ์ชีวิตเชิงเนื้อหนังของพวกเจ้าเอง พระเจ้าประทานสิ่งต่างๆ มากมายให้กับแต่ละบุคคลแม้ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังหารือกันตรงนี้ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่กับวงเขตแห่งความต้องการที่จำเป็นรายวันของผู้คนเท่านั้น แต่ยังหมายที่จะขยายกรอบนิมิตของแต่ละบุคคล จากมุมมองมหัพภาค เมื่อได้สถาปนาไว้แล้วว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงธำรงรักษาชีวิตของทุกสรรพสิ่งอย่างไร? กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระเจ้าทรงให้สิ่งใดแก่ทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เพื่อธำรงรักษาการดำรงอยู่ของพวกมันและธรรมบัญญัติทั้งหลายที่เกื้อหนุนมันอยู่ เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำรงอยู่ต่อไป? นั่นคือประเด็นหลักของการหารือของพวกเราในวันนี้ […] แต่เราหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถเชื่อมต่อหัวข้อนี้และสิ่งที่เราจะพูดเข้ากับกิจการของพระเจ้ามากกว่าเข้ากับความรู้ วัฒนธรรมมนุษย์หรือการศึกษาวิจัยใดๆ เรากำลังพูดคุยเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้น นี่คือคำแนะนำของเราต่อพวกเจ้า เราแน่ใจว่าพวกเจ้าเข้าใจ!

พระเจ้าได้ประทานสิ่งต่างๆ มากมายให้มวลมนุษย์ เราจะเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสามารถรู้สึกได้ เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนสามารถยอมรับและเข้าใจในหัวใจของพวกเขาได้ ดังนั้นก่อนอื่นพวกเรามาเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ด้วยการหารือเกี่ยวกับโลกเชิงวัตถุ

1. อากาศ

แรกที่สุดพระเจ้าได้ทรงสร้างอากาศเพื่อที่มนุษย์จะได้หายใจ “อากาศ” นี้ไม่ใช่สสารที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ทุกวันหรอกหรือ? “อากาศ” นี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พึ่งพาทุกๆ ชั่วขณะแม้ในเวลาที่พวกเขาหลับอยู่หรอกหรือ? อากาศที่พระเจ้าได้สร้างมีความสำคัญอย่างมหันต์ต่อมวลมนุษย์ จำเป็นอย่างยิ่งต่อทุกลมหายใจของพวกเขาและต่อชีวิตเอง สสารนี้ซึ่งสามารถรู้สึกได้เท่านั้นแต่ไม่สามารถเห็นได้เป็นของประทานชิ้นแรกของพระเจ้าแก่สรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างของพระองค์ แต่หลังจากทรงสร้างอากาศแล้ว พระเจ้าได้ทรงหยุด โดยทรงพิจารณาว่าพระราชกิจของพระองค์นั้นเสร็จไปแล้วใช่หรือไม่? หรือว่าพระองค์ได้ทรงพิจารณาว่าอากาศจะหนาแน่นเพียงใด? พระองค์ได้ทรงพิจารณาว่าอากาศจะบรรจุไปด้วยสิ่งใดบ้างใช่หรือไม่? (ใช่) พระเจ้ากำลังดำริอะไรเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างอากาศ? เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงสร้างอากาศ และเหตุผลของพระองค์คืออะไร? มนุษย์จำเป็นต้องมีอากาศ—พวกเขาจำเป็นต้องหายใจ ประการแรกความหนาแน่นของอากาศควรเหมาะกับปอดของมนุษย์ มีผู้ใดรู้ความหนาแน่นของอากาศหรือไม่? ในความจริงแล้วไม่มีความต้องการที่จำเป็นโดยเฉพาะเลยที่ผู้คนจะต้องรู้คำตอบของคำถามนี้ในรูปของตัวเลขหรือข้อมูล และว่ากันจริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นเลยทีเดียวที่จะต้องรู้คำตอบ—มันเพียงพออย่างสมบูรณ์แบบที่จะมีเพียงแค่แนวคิดทั่วไปเท่านั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างอากาศด้วยความหนาแน่นที่คงจะเหมาะสมที่สุดสำหรับปอดมนุษย์ที่จะหายใจ นั่นคือพระองค์ได้ทรงสร้างอากาศเพื่อที่มันอาจจะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้อย่างง่ายดายโดยผ่านทางลมหายใจของพวกเขา และเพื่อที่อากาศจะไม่ทำอันตรายต่อร่างกายในขณะที่หายใจ เหล่านี้คือข้อพิจารณาของพระเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างอากาศ ถัดไปพวกเราจะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่อากาศบรรจุเอาไว้ สิ่งต่างๆ ที่บรรจุอยู่ในอากาศไม่เป็นพิษต่อมนุษย์และจะไม่สร้างความเสียหายแก่ปอดหรือส่วนอื่นใดของร่างกาย พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งหมดนี้ พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาว่าอากาศที่มนุษย์หายใจควรเข้าสู่และออกจากร่างกายอย่างราบรื่น และว่าหลังจากถูกสูดเข้าไป ธรรมชาติและปริมาณของสสารต่างๆ ภายในอากาศควรอยู่ในระดับที่เลือด ตลอดจนอากาศเสียในปอดและร่างกายโดยรวม จะถูกเผาผลาญอย่างถูกต้องเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาว่าอากาศไม่ควรประกอบด้วยสสารมีพิษใดๆ จุดมุ่งหมายของเราในการบอกเจ้าเกี่ยวกับมาตรฐานทั้งสองนี้สำหรับอากาศนั้น ไม่ใช่เพื่อป้อนความรู้เฉพาะใดๆ ให้พวกเจ้า แต่เพื่อแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกๆ สิ่งภายในการทรงสร้างของพระองค์โดยสอดคล้องกับข้อพิจารณาต่างๆ ของพระองค์เอง และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงสร้างนั้นดีที่สุดเท่าที่มันสามารถเป็นได้ นอกจากนี้ สำหรับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และปริมาณของฝุ่นผง ทรายและดินบนแผ่นดินโลก รวมทั้งปริมาณฝุ่นละอองที่ล่องลอยลงมาที่แผ่นดินโลกจากท้องฟ้า—พระเจ้าทรงมีหนทางของพระองค์เองสำหรับบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้เช่นกัน หนทางแห่งการนำสิ่งเหล่านี้ออกไปหรือทำให้พวกมันสลายไป ในขณะที่มีฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณหนึ่ง พระเจ้าได้ทรงทำเช่นนั้นก็เพื่อที่ฝุ่นละอองจะไม่ทำอันตรายร่างกายมนุษย์หรือทำให้การหายใจของมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย และพระองค์ได้ทรงสร้างอนุภาคฝุ่นซึ่งมีขนาดที่จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การที่พระเจ้าทรงสร้างอากาศไม่ได้เป็นความล้ำลึกหรอกหรือ? เป็นเรื่องเรียบง่ายเฉกเช่นการทรงเป่าลมปราณจากพระโอษฐ์ของพระองค์หรือไม่? (ไม่) แม้แต่ในการที่พระองค์ทรงสร้างสิ่งต่างๆ ซึ่งเรียบง่ายที่สุด ความล้ำลึกของพระเจ้า การทำงานของพระหฤทัยของพระองค์ หนทางที่พระองค์ดำริ และพระปรีชาญาณของพระองค์ทั้งหมดล้วนแจ่มแจ้ง พระเจ้าไม่ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรอกหรือ? สิ่งที่การนี้หมายถึงก็คือว่า แม้แต่ในการทรงสร้างสิ่งที่เรียบง่าย พระเจ้าก็ได้ทรงกำลังดำริถึงมนุษยชาติ ประการแรกอากาศที่มนุษย์หายใจนั้นสะอาด และสิ่งที่บรรจุอยู่ใอากาศก็เหมาะให้มนุษย์หายใจ ไม่เป็นพิษและไม่ก่ออันตรายต่อมนุษย์ ในทำนองเดียวกัน ความหนาแน่นของอากาศนั้นก็เหมาะสมสำหรับการหายใจของมนุษย์ อากาศนี้ซึ่งมนุษย์หายใจเข้าและหายใจออกเป็นนิตย์จำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายมนุษย์ ต่อเนื้อหนังมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่มนุษย์อาจหายใจได้อย่างอิสระโดยไม่มีการจำกัดควบคุมหรือความกังวล ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถหายใจได้โดยปกติ อากาศคือสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างในปฐมกาล และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการหายใจของมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 171

2. อุณหภูมิ

สิ่งที่สองที่พวกเราจะหารือกันคืออุณหภูมิ ทุกคนรู้ว่าอุณหภูมิคืออะไร อุณหภูมิเป็นบางสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ หากอุณหภูมิสูงเกินไป—ตัวอย่างเช่นสมมุติว่าอุณหภูมิสูงกว่าสี่สิบองศาเซลเซียส—นี่จะไม่เป็นการสูญเสียน้ำอย่างมากสำหรับมนุษย์หรอกหรือ? นี่จะไม่น่าอ่อนเพลียสำหรับมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพเงื่อนไขต่างๆ เช่นนั้นหรอกหรือ? แล้วหากอุณหภูมิต่ำเกินไปล่ะ? สมมุติว่าอุณหภูมิลงไปถึงลบสี่สิบองศาเซลเซียส—มนุษย์ก็จะไม่สามารถทานทนต่อสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงพิถีพิถันมากในการกำหนดช่วงอุณหภูมิที่เป็นช่วงอุณหภูมิซึ่งร่างกายมนุษย์สามารถปรับตัวเข้าหาได้ ซึ่งตกอยู่ระหว่างลบสามสิบองศาเซลเซียสกับสี่สิบองศาเซลเซียสโดยประมาณ อุณหภูมิในแผ่นดินต่างๆ จากเหนือจรดใต้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตกอยู่ภายในช่วงนี้ ในภูมิภาคที่หนาวจัด อุณหภูมิสามารถลดฮวบลงได้จนบางทีถึงลบห้าสิบหรือหกสิบองศาเซลเซียส พระเจ้าจะไม่ทรงให้มนุษย์อาศัยอยู่ในภูมิภาคเช่นนั้น ดังนั้นเหตุใดภูมิภาคเยือกแข็งเหล่านี้จึงดำรงอยู่? พระเจ้าทรงมีพระปรีชาญาณของพระองค์เอง และพระองค์ทรงมีเจตนารมณ์ของพระองค์เองสำหรับการนี้ พระองค์จะไม่ทรงให้เจ้าไปใกล้สถานที่เหล่านั้น สถานที่ที่ร้อนเกินไปและเย็นเกินไปได้รับการปกป้องโดยพระเจ้า หมายความว่าพระองค์ไม่ได้ทรงวางแผนให้มนุษย์อาศัยอยู่ที่นั่น สถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับมวลมนุษย์ แต่เหตุใดพระเจ้าจึงทรงให้มีสถานที่เช่นนั้นดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกเล่า? หากสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าจะไม่ทรงให้มนุษย์อาศัยอยู่หรือแม้แต่อยู่รอด เช่นนั้นแล้วเหตุใดเล่า พระเจ้าจึงจะทรงสร้างสถานที่เหล่านั้น? นั่นเองคือพระปรีชาญาณของพระเจ้า นั่นก็คือพระเจ้าได้ทรงปรับเทียบช่วงอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อยู่รอดอย่างสมเหตุสมผล ยังมีกฎธรรมชาติกำลังทำงานอยู่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน พระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งต่างๆ เฉพาะอย่างขึ้นก็เพื่อธำรงรักษาและควบคุมอุณหภูมิ สิ่งเหล่านั้นคืออะไรหรือ? อย่างแรกดวงอาทิตย์สามารถนำพาความอบอุ่นมาให้ผู้คนได้ แต่ผู้คนมีความสามารถที่จะสู้ทนความอบอุ่นนี้ได้หรือไม่เมื่อมันสูงมากเกินไป? มีผู้ใดบ้างที่กล้าเข้าหาดวงอาทิตย์? มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดบ้างบนแผ่นดินโลกที่สามารถเข้าหาดวงอาทิตย์ได้? (ไม่มี) ทำไมจึงไม่มี? ดวงอาทิตย์ร้อนเกินไป สิ่งใดที่มาใกล้เกินไปจะหลอมละลาย เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงพระราชกิจอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อกำหนดความสูงของดวงอาทิตย์เหนือมวลมนุษย์และระยะห่างของมันจากเขาโดยสอดคล้องกับการทรงคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบของพระองค์และกับมาตรฐานของพระองค์ แล้วยังมีขั้วทั้งสองของแผ่นดินโลก ที่ทิศใต้และทิศเหนือ ภูมิภาคทั้งสองนี้เยือกแข็งและเป็นธารน้ำแข็ง มวลมนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ในภูมิภาคที่เป็นธารน้ำแข็งได้หรือ? สถานที่ต่างๆ เช่นนั้นเหมาะสมต่อการอยู่รอดของมนุษย์หรือไม่? (ไม่) ผู้คนไม่ไปยังสถานที่เหล่านี้เนื่องจากไม่เหมาะสำหรับการอยู่รอด ในเมื่อผู้คนไม่ไปที่ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ ธารน้ำแข็งของที่นั่นจึงได้รับการอนุรักษ์และมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ตามจุดประสงค์ของพวกมันได้ซึ่งก็คือการควบคุมอุณหภูมิ เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่? หากไม่ได้มีขั้วโลกใต้และไม่ได้มีขั้วโลกเหนือ เช่นนั้นแล้วความร้อนต่อเนื่องของดวงอาทิตย์คงจะทำให้ผู้คนบนแผ่นดินโลกพินาศ ว่าแต่พระเจ้าทรงรักษาอุณหภูมิไว้ภายในช่วงที่เหมาะสมต่อการอยู่รอดของมนุษย์โดยผ่านทางสองสิ่งนี้เท่านั้นใช่หรือไม่? ไม่ ยังมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทุกจำพวกอีกด้วย อาทิ หญ้าในทุ่งหญ้า ต้นไม้หลากชนิด และพืชทุกประเภทในป่าไม้ที่ดูดซับความร้อนของดวงอาทิตย์ และโดยการทำเช่นนั้น จึงทำให้พลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์เป็นกลางอยู่ในหนทางที่บังคับควบคุมอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ ยังมีแหล่งน้ำต่างๆ เช่นแม่น้ำและทะเลสาบอีกด้วย ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินใจได้เกี่ยวกับพื้นที่ที่แม่น้ำและทะเลสาบครอบคลุม ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่มีบนแผ่นดินโลก หรือที่ใดที่น้ำไหลไป ทิศทางการไหลของน้ำ ปริมาตรของการไหลหรือความเร็วของการไหล พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ แหล่งน้ำหลากหลายเหล่านี้ ตั้งแต่น้ำใต้ดินไปจนถึงแม่น้ำและทะเลสาบที่มองเห็นได้เหนือพื้นดิน สามารถควบคุมอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ได้ นอกเหนือจากแหล่งน้ำต่างๆ แล้วยังมีการก่อตัวทางภูมิศาสตร์ทุกประเภท อาทิ ภูเขา ที่ราบ หุบผาชันและพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งทั้งหมดควบคุมอุณหภูมิในขอบข่ายที่เป็นสัดส่วนเหมาะสมกับวงเขตและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของพวกมัน ตัวอย่างเช่น หากภูเขาลูกหนึ่งมีเส้นรอบวงหนึ่งร้อยกิโลเมตร เช่นนั้นแล้ว หนึ่งร้อยกิโลเมตรนั้นก็จะมีส่วนร่วมสนับสนุนการใช้ประโยชน์เทียบเท่ากับหนึ่งร้อยกิโลเมตร สำหรับการที่จำนวนเทือกเขาและหุบผาชันดังกล่าวที่พระเจ้าได้ทรงสร้างบนแผ่นดินโลกมีเท่าใดกันแน่นั้น นี่เป็นตัวเลขที่พระเจ้าได้ทรงพิจารณาแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลังการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง และแต่ละสิ่งมีพระปรีชาญาณและแผนการของพระเจ้าบรรจุอยู่ด้วย ลองพิจารณาตัวอย่างเช่นป่าไม้และพืชพรรณหลากหลายประเภท—แนวเขตและขอบข่ายของพื้นที่ที่พวกมันดำรงอยู่และเติบโตนั้นอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์คนใด และไม่มีผู้ใดมีส่วนในการตัดสินใจเหนือสิ่งเหล่านี้ ในทำนองเดียวกันไม่มีมนุษย์คนใดสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่พวกมันดูดซับ หรือปริมาณพลังงานความร้อนที่พวกมันดูดซับจากดวงอาทิตย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดตกอยู่ภายในวงเขตของแผนการที่พระเจ้าได้ทรงทำเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง

เป็นเพราะการทรงวางแผน การทรงพิจารณาและการทรงจัดการเตรียมการอย่างรอบคอบของพระเจ้าในทุกๆ เรื่องนั่นเอง มนุษย์จึงสามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเช่นนี้ได้ เพราะฉะนั้นทุกๆ สิ่งที่มนุษย์มองเห็นด้วยตาของเขา เช่นดวงอาทิตย์ ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือที่ผู้คนได้ยินเกี่ยวกับพวกมันอยู่บ่อยๆ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายทั้งบนและใต้พื้นดินและในน้ำ และปริมาณของพื้นที่ที่ปกคลุมโดยป่าไม้และพืชพรรณจำพวกอื่นๆ และแหล่งน้ำ น่านน้ำอันหลากหลาย ปริมาณน้ำทะเลและน้ำจืด และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน—เหล่านี้คือทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงใช้ในการธำรงรักษาอุณหภูมิปกติเพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนเด็ดขาด เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงดำริอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งนี้ทั้งหมดแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงมีความสามารถที่จะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเช่นนั้น มันจะต้องไม่เย็นเกินไปหรือร้อนเกินไป นั่นคือ สถานที่ที่ร้อนเกินไปซึ่งมีอุณหภูมิเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะสามารถปรับเข้าหาได้นั้นพระเจ้าไม่ทรงกันไว้ให้เจ้าอย่างแน่นอน สถานที่ที่เย็นเกินไปที่มีอุณหภูมิต่ำเกินไปซึ่งหลังจากไปถึงที่นั่นแล้ว มนุษย์จะเย็นจนเยือกแข็งไปทั้งตัวในเวลาเพียงไม่กี่นาทีจนถึงระดับที่พวกเขาไม่สามารถพูดได้ สมองของพวกเขาเย็นจนเยือกแข็ง พวกเขาไร้ความสามารถที่จะคิด และในไม่ช้าพวกเขาก็จะทนทุกข์กับภาวะขาดอากาศหายใจ—สถานที่เช่นนั้นพระเจ้าก็ไม่ทรงกันไว้สำหรับมนุษย์เช่นกัน ไม่สำคัญว่ามนุษย์ต้องการดำเนินการศึกษาวิจัยประเภทใดให้เสร็จสิ้น และไม่ว่าพวกเขาต้องการที่จะคิดค้นหรือฝ่าทะลุข้อจำกัดเหล่านี้หรือไม่—ไม่ว่าผู้คนจะมีความคิดอะไรก็ตามพวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะไปเกินขีดจำกัดของสิ่งที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับเข้าหาได้ พวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะปลดเปลื้องข้อจำกัดเหล่านี้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างให้แก่มนุษย์ได้ นี่เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ และพระเจ้าทรงรู้ดีที่สุดว่าอุณหภูมิอะไรที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับเข้าหาได้ แต่มนุษย์เองนั้นไม่รู้ ทำไมเราจึงพูดว่ามนุษย์ไม่รู้? มนุษย์ได้ทำสิ่งโง่ๆ อะไรหรือ? ผู้คนมากมายไม่ได้พยายามท้าทายขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เป็นนิตย์หรอกหรือ? ผู้คนเช่นนั้นได้ต้องการไปยังสถานที่เหล่านั้นเสมอ เพื่อยึดครองแผ่นดิน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถตั้งรกรากที่นั่นได้ นี่ไม่ใช่การกระทำที่เป็นการทำลายล้างตนเองหรอกหรือ? สมมุติว่าเจ้าได้ศึกษาวิจัยขั้วโลกทั้งสองอย่างถ้วนทั่วแล้ว—ต่อให้เจ้าสามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิได้และมีความสามารถที่จะอาศัยอยู่ที่นั่น มันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในหนทางใดหนทางหนึ่งหรือไร หากเจ้าจะต้องทำการ “ปรับปรุง” สภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อชีวิตแห่งขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ? เจ้าจะมีความสุขหรือไม่หากน้ำแข็งทั้งหมดที่ขั้วโลกหลอมละลาย? นี่เป็นเรื่องที่มิอาจนึกภาพได้เลย มันจะเป็นการกระทำที่ไร้สาระ มวลมนุษย์มีสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์สามารถอยู่รอดได้ในนั้น ทว่ามนุษย์ไม่ได้ยังคงอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ และคล้อยตาม แต่กลับยืนกรานที่จะเสี่ยงไปยังสถานที่ที่พวกเขาไม่สามารถอยู่รอดได้แทน อะไรคือความหมายของการนี้? พวกเขาได้กลายเป็นเบื่อหน่ายและหมดความอดทนกับชีวิตในอุณหภูมิที่เหมาะสมนี้ และได้ชื่นชมพระพรมากมายเกินไป นอกจากนี้สภาพแวดล้อมปกติสำหรับชีวิตนี้ได้ถูกทำลายไปแทบหมดสิ้นโดยมวลมนุษย์ ดังนั้นบัดนี้พวกเขาคิดว่า น่าจะดีเช่นกันหากพวกเขาจะไปยังขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือเพื่อทำความเสียหายมากขึ้นหรือไล่ตามเสาะหา “เหตุ” บางอย่างให้พวกเขาสามารถพบบางหนทางแห่งการ “บุกเบิกลู่ทางใหม่” ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องโง่ๆ หรอกหรือ? กล่าวคือภายใต้การนำของกำพืดซาตานของพวกเขา มวลมนุษย์นี้ทำสิ่งไร้สาระครั้งแล้วครั้งเล่าต่อไป พร้อมกับทำลายบ้านอันสวยงามที่พระเจ้าได้ทรงสร้างให้แก่พวกเขาอย่างบ้าบิ่นและพิเรนทร์ นี่เป็นการกระทำของซาตาน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเห็นว่าการอยู่รอดของมวลมนุษย์บนแผ่นดินโลกนั้นค่อนข้างตกอยู่ในอันตราย ผู้คนมากมายจึงแสวงหาหนทางไปเยี่ยมดวงจันทร์ โดยต้องการจัดตั้งหนทางที่จะอยู่รอดที่นั่น แต่ในท้ายที่สุด ดวงจันทร์นั้นขาดออกซิเจน มนุษย์จะสามารถอยู่รอดโดยปราศจากออกซิเจนได้หรือ? ในเมื่อดวงจันทร์ขาดออกซิเจนจึงไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์สามารถพำนักอยู่ได้ ทว่ามนุษย์ยืนกรานในความอยากของเขาที่จะไปที่นั่น พฤติกรรมนี้ควรเรียกว่าอะไร? เป็นการทำลายล้างตนเองเช่นกันใช่หรือไม่? ดวงจันทร์เป็นสถานที่ที่ไม่มีอากาศ และอุณหภูมิที่นั่นก็ไม่เหมาะกับการอยู่รอดของมนุษย์—ดังนั้นจึงไม่ใช่สถานที่ที่พระเจ้าทรงกันไว้ให้มนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 172

3. เสียง

สิ่งที่สามคืออะไร? ก็เป็นบางสิ่งที่เป็นส่วนจำเป็นอย่างยิ่งของสภาพแวดล้อมปกติของการดำรงอยู่ของมนุษย์ บางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องทำการจัดการเตรียมการเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน มันสำคัญมากต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์ทุกๆ คน หากพระเจ้าไม่ได้ทรงดูแลสิ่งนี้ มันก็คงจะได้มีการแทรกแซงการอยู่รอดของมวลมนุษย์อย่างใหญ่หลวง ซึ่งหมายความว่ามันคงจะได้ส่งผลกระทบซึ่งมีนัยสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์และกายเนื้อของเขามากเสียจนมวลมนุษย์คงจะไม่ได้มีความสามารถที่จะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น อาจพูดได้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งที่เราพูดถึงนี้คืออะไร? เรากำลังพูดเกี่ยวกับเสียง พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า สิ่งต่างๆ ทั้งปวงแห่งการทรงสร้างของพระเจ้ากำลังมีชีวิตและกำลังหมุนอยู่ในการเคลื่อนไหวต่อเนื่องภายในสายพระเนตรของพระองค์ โดยการนี้ เราหมายความว่า แต่ละสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมีคุณค่าและความหมายในการดำรงอยู่ของมัน นั่นคือมีบางสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของแต่ละสิ่งและทุกสิ่ง ในสายพระเนตรของพระเจ้าแต่ละสิ่งนั้นมีชีวิต และในเมื่อทุกสรรพสิ่งนั้นมีชีวิต สิ่งเหล่านี้แต่ละสิ่งจึงให้กำเนิดเสียง ยกตัวอย่างเช่นแผ่นดินโลกกำลังหมุนอย่างต่อเนื่อง ดวงอาทิตย์กำลังหมุนอย่างต่อเนื่อง และดวงจันทร์ก็กำลังหมุนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งแพร่พันธุ์ พัฒนาและเคลื่อนไหว พวกมันก็กำลังส่งกระจายเสียงอย่างต่อเนื่อง สิ่งต่างๆ ทั้งมวลจากการทรงสร้างของพระเจ้าที่ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกล้วนมีการแพร่พันธุ์ การพัฒนาและการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ฐานของภูเขากำลังเคลื่อนตัวและขยับตำแหน่ง และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในส่วนลึกของทะเลกำลังว่ายน้ำและเคลื่อนที่ไปมา นี่หมายความว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ในสายพระเนตรของพระเจ้าทั้งหมด กำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเป็นปกติโดยสอดคล้องกับแบบแผนที่ได้สถาปนาไว้แล้ว ดังนั้น สิ่งใดหรือที่ถูกทำให้มีขึ้นมา โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดซึ่งแพร่พันธุ์และพัฒนาอยู่ในความมืดและเคลื่อนไหวอยู่ในความลับ? เสียง—เสียงที่ยิ่งใหญ่ทรงพลัง นอกเหนือจากดาวเคราะห์โลกแล้ว ดาวเคราะห์ทุกประเภทก็มีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน และสิ่งมีชีวิตและจุลชีพต่างๆ บนดาวเคราะห์เหล่านี้ก็กำลังแพร่พันธุ์ กำลังพัฒนาและกำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน นั่นก็คือ ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตและที่ไม่มีชีวิตกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องในสายพระเนตรของพระเจ้า และในขณะที่สิ่งเหล่านั้นทำเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นแต่ละสิ่งก็กำลังส่งเสียงออกมา พระเจ้าได้ทรงทำการจัดการเตรียมการสำหรับเสียงเหล่านี้เช่นกัน และเราเชื่อว่าพวกเจ้ารู้เหตุผลของพระองค์สำหรับการนี้แล้วใช่หรือไม่? เมื่อเจ้าเข้าไปใกล้เครื่องบินลำหนึ่ง เสียงคำรามของเครื่องยนต์มีผลกระทบอะไรต่อเจ้า? หากเจ้าอยู่ใกล้มันนานเกินไป หูของเจ้าก็จะหนวก แล้วหัวใจของเจ้าล่ะ—จะมีความสามารถที่จะทานทนต่อความทุกข์ยากแสนสาหัสเช่นนี้ได้หรือ? ผู้คนบางคนซึ่งมีหัวใจอ่อนแอก็คงจะไม่สามารถ แน่นอนว่าแม้แต่พวกที่มีหัวใจแข็งแกร่งก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้นานเกินไป กล่าวคือผลกระทบของเสียงต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกับหูหรือหัวใจ มีนัยสำคัญอย่างสุดขีดต่อมนุษย์ทุกคน และเสียงที่ดังเกินไปจะเป็นอันตรายต่อผู้คน เพราะฉะนั้นเมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและหลังจากที่ทุกสรรพสิ่งได้เริ่มต้นทำหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมสำหรับเสียงเหล่านี้ เสียงทั้งหลายของทุกสรรพสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว นี่ก็เป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงต้องพิจารณาเมื่อทรงสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับมวลมนุษย์

ก่อนอื่น ความสูงของชั้นบรรยากาศเหนือพื้นผิวของแผ่นดินโลกมีผลกระทบต่อเสียง นอกจากนี้ขนาดของช่องว่างในดินก็จะบงการและส่งผลกระทบต่อเสียงเช่นกัน แล้วก็ยังมีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายซึ่งการมาบรรจบกันของพวกมันส่งผลกระทบต่อเสียงด้วยเช่นกัน กล่าวคือพระเจ้าทรงใช้วิธีการเฉพาะที่จะกำจัดเสียงบางเสียงเพื่อที่มนุษย์จะได้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่หูและหัวใจของพวกเขาสามารถทานทนได้ มิฉะนั้นเสียงจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการอยู่รอดของมนุษย์ กลายเป็นสิ่งรบกวนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของพวกเขาและก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงสำหรับพวกเขา นี่หมายความว่าพระเจ้าได้ทรงพิถีพิถันมากในการทรงสร้างแผ่นดิน ชั้นบรรยากาศและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์หลากหลายประเภทของพระองค์ และที่บรรจุอยู่ภายในสิ่งเหล่านี้แต่ละสิ่งคือพระปรีชาญาณของพระเจ้า ความเข้าใจของมวลมนุษย์ในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดมากเกินไป—การที่ผู้คนรู้ว่าการกระทำต่างๆ ของพระเจ้าบรรจุอยู่ในนั้นก็เพียงพอแล้ว ทีนี้พวกเจ้าจงบอกเราว่าพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำนี้—การปรับเทียบเสียงอย่างแม่นยำเพื่อที่จะธำรงรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของมวลมนุษย์และชีวิตปกติของพวกเขา—จำเป็นหรือไม่? (จำเป็น) ในเมื่อพระราชกิจนี้จำเป็น เช่นนั้นแล้วจากมุมมองนี้ จะสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงใช้พระราชกิจนี้เป็นหนทางหนึ่งที่จะจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง? พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบเช่นนี้เพื่อการจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์เพื่อที่ร่างกายมนุษย์จะสามารถมีชีวิตตามปกติอย่างยิ่งภายในนั้นได้โดยไม่ต้องทนทุกข์กับการแทรกแซงใดๆ และเพื่อที่มวลมนุษย์จะมีความสามารถที่จะดำรงอยู่และมีชีวิตตามปกติได้ เช่นนั้นแล้วนี่ไม่ใช่หนึ่งในหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์หรอกหรือ? นี่ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญมากที่พระเจ้าได้ทรงทำหรอกหรือ? (เป็น) มีความต้องการที่จำเป็นอย่างมากสำหรับสิ่งนี้ ดังนั้นพวกเจ้าซาบซึ้งต่อสิ่งนี้อย่างไร? แม้ว่าพวกเจ้าจะไม่สามารถรู้สึกว่านี่คือการกระทำของพระเจ้า และพวกเจ้าไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงปฏิบัติการกระทำนี้อย่างไร ณ กาลสมัยนั้น เจ้ายังคงสามารถสำนึกรับรู้ความจำเป็นของการที่พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งนี้ได้หรือไม่? เจ้าสามารถรู้สึกถึงพระปรีชาญาณของพระเจ้าและความห่วงใยและพระดำริที่พระองค์ได้ทรงใส่ลงไปหรือไม่? (ใช่ เราสามารถ) หากพวกเจ้ามีความสามารถที่จะรู้สึกถึงสิ่งนี้ เช่นนั้นแล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว มีการกระทำมากมายที่พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติท่ามกลางสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้างซึ่งผู้คนไม่สามารถรู้สึกหรือมองเห็น เรายกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เพียงเพื่อแจ้งให้พวกเจ้ารู้เกี่ยวกับการกระทำต่างๆ ของพระเจ้าเพื่อที่พวกเจ้าจะได้มารู้จักพระเจ้า เหล่านี้คือเบาะแสต่างๆ ที่สามารถทำให้พวกเจ้าสามารถรู้จักและเข้าใจพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 173

4. แสง

สิ่งที่สี่เกี่ยวข้องกับดวงตาของผู้คน นั่นคือ แสง นี่ก็สำคัญมากเช่นกัน เมื่อเจ้าเห็นแสงจ้าและความจ้าของแสงนั้นไปถึงความแรงเฉพาะระดับหนึ่ง มันก็จะสามารถทำให้ดวงตามนุษย์บอดได้ จะว่าไปแล้วดวงตามนุษย์เป็นดวงตาแห่งเนื้อหนัง ตามนุษย์ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อความเสียหาย มีผู้ใดกล้าจ้องมองเข้าไปในดวงอาทิตย์โดยตรงหรือไม่? ผู้คนบางคนได้ลองดูแล้ว และหากพวกเขากำลังสวมแว่นกันแดดมันก็ทำงานได้ดีทีเดียว—แต่นั่นพึงต้องมีการใช้เครื่องมือ หากปราศจากเครื่องมือ ดวงตาเปลือยเปล่าของมนุษย์ย่อมไม่มีความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับดวงอาทิตย์และจ้องมองดวงอาทิตย์โดยตรงได้ อย่างไรก็ตามพระเจ้าได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์เพื่อนำแสงมาให้มวลมนุษย์ และแสงนี้ก็เป็นบางสิ่งที่พระองค์ได้ทรงดูแลด้วยเช่นกัน พระเจ้าไม่เพียงได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์จนเสร็จ วางดวงอาทิตย์ไว้ที่ใดสักแห่ง แล้วก็เพิกเฉยต่อมัน นั่นไม่ใช่วิธีที่พระเจ้าทรงทำสิ่งต่างๆ พระองค์ทรงระมัดระวังอย่างยิ่งในการกระทำของพระองค์ และทรงดำริการกระทำต่างๆ อย่างถ้วนทั่ว พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงตาให้แก่มวลมนุษย์เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็น และพระองค์ได้ทรงกำหนดค่าตัวแปรจำกัดต่างๆ ของแสงซึ่งมนุษย์ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ ไว้ล่วงหน้าอีกด้วย คงจะไม่ดีเลยหากแสงสลัวเกินไป เมื่อมันมืดเสียจนผู้คนไม่สามารถมองเห็นนิ้วมือของพวกเขาที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาได้ เช่นนั้นแล้วดวงตาของพวกเขาก็ได้สูญเสียการทำหน้าที่ของพวกมันไปและไม่ให้ประโยขน์อะไรเลย แต่แสงที่จ้าเกินไปก็ส่งผลให้ดวงตามนุษย์ไร้ความสามารถพอกันในการที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ เพราะความจ้านั้นสุดที่จะทนได้ เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงประดับประดาสภาพแวดล้อมแห่งงการดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วยแสงในจำนวนที่เหมาะสมสำหรับดวงตามนุษย์—จำนวนที่จะไม่ทำร้ายหรือทำลายดวงตาของผู้คน และไม่ทำให้ดวงตามนุษย์สูญเสียการทำหน้าที่ของพวกมันอีกด้วย นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงเพิ่มชั้นเมฆรอบดวงอาทิตย์และแผ่นดินโลก และเหตุผลที่ความหนาแน่นของอากาศมีความสามารถอย่างถูกต้องเหมาะสมที่จะกรองแสงชนิดต่างๆ ซึ่งสามารถทำร้ายดวงตาหรือผิวหนังของผู้คนได้—เหล่านี้ได้สัดส่วนเหมาะสมกัน นอกจากนี้สีต่างๆ ของแผ่นดินโลกที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสะท้อนแสงอาทิตย์และแสงประเภทอื่นๆ ทั้งหมด และมีความสามารถที่จะกำจัดแสงจำพวกที่จ้าเกินกว่าที่ดวงตามนุษย์จะปรับเข้าหา ดังนั้นผู้คนจึงมีความสามารถที่จะเดินอยู่ข้างนอกและดำเนินชีวิตของพวกเขาไปได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่นกันแดดที่มืดมิดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในลานสายตาของพวกเขาได้โดยไม่ถูกแสงรบกวน กล่าวคือคงจะไม่ดีหากแสงแยงตาเกินไปหรือหากแสงสลัวเกินไป หากแสงสลัวเกินไป ดวงตาของผู้คนก็จะได้รับความเสียหาย และหมดสภาพหลังจากการใช้งานระยะสั้น หากแสงจ้าเกินไป ดวงตาของผู้คนก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้ แสงแท้จริงนี้ที่ผู้คนมีอยู่นั้น เหมาะสมสำหรับดวงตามนุษย์ที่จะมองเห็น และพระเจ้าได้ทรงลดความเสียหายที่แสงก่อให้เกิดต่อดวงตามนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุดโดยผ่านทางวิธีการหลากหลาย และแม้ว่าแสงนี้อาจเป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อดวงตามนุษย์ แต่มันก็เพียงพอที่จะให้ผู้คนไปถึงบทอวสานแห่งชีวิตของพวกเขาในขณะที่ยังคงธำรงการใช้งานดวงตาของพวกเขาอยู่ พระเจ้าไม่ทรงได้พิจารณาการนี้อย่างถ้วนทั่วแล้วหรอกหรือ? กระนั้นมารซาตานก็ยังปฏิบัติตัวโดยไม่เคยได้มีการพิจารณาเช่นนั้นทะลุผ่านไปถึงจิตใจของมันเลย กับซาตานแล้ว แสงจ้าเกินไปหรือสลัวเกินไปเสมอ นี่คือวิธีที่ซาตานปฏิบัติตัว

พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งเหล่านี้กับทุกด้านของร่างกายมนุษย์—กับการมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การหายใจ ความรู้สึก และอื่นๆ—เพื่อที่จะเพิ่มความความสามารถปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของมวลมนุษย์จนถึงขีดสุด เพื่อที่พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตตามปกติและทำเช่นนั้นต่อไปได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมปัจจุบันที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นเพื่อชีวิตเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุดต่อการอยู่รอดของมวลมนุษย์ ผู้คนบางคนอาจคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา ว่าเป็นสิ่งธรรมดามากที่สุดสิ่งหนึ่ง เสียง แสงและอากาศเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าเป็นสิทธิแต่กำเนิดของพวกเขาซึ่งพวกเขาได้ชื่นชมตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาเกิด แต่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ซึ่งเจ้ามีความสามารถที่จะชื่นชม พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจอยู่ นี่คือบางสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจ บางสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้จัก ไม่สำคัญว่าเจ้าจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือรู้จักสิ่งเหล่านี้หรือไม่ โดยสังเขปแล้ว เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงดำริมากมายเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงมีแผนการ พระองค์ได้ทรงมีแนวคิดเฉพาะบางอย่าง พระองค์ไม่ทรงวางมวลมนุษย์ไว้ในสภาพแวดล้อมสำหรับชีวิตเช่นนั้นอย่างขอไปทีหรืออย่างง่ายๆ โดยปราศจากพระดำริใดๆ ในเรื่องนี้ พวกเจ้าอาจคิดว่าเราได้พูดเกี่ยวกับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แต่ละอย่างอย่างคุยโวเกินไป แต่ในทรรศนะของเรา แต่ละสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์นั้น จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ มีการกระทำของพระเจ้าอยู่ในการนี้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 174

5. กระแสลม

สิ่งที่ห้าคืออะไร? สิ่งนี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับชีวิตของแต่ละบุคคลในแต่ละวัน ความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ใกล้ชิดมากเสียจนร่างกายมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกเชิงวัตถุนี้ได้หากปราศจากมัน สิ่งนี้คือกระแสลม ลางที ผู้ใดก็สามารถเข้าใจคำนามว่า “กระแสลม” โดยที่เพิ่งได้ยินได้ ดังนั้นกระแสลมคืออะไรหรือ? เจ้าสามารถพูดได้ว่า “กระแสลม” เป็นเพียงความเคลื่อนไหวที่ไหลเลื่อนไปของอากาศ กระแสลมเป็นลมที่ดวงตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ มันยังเป็นหนทางหนึ่งที่ก๊าซต่างๆ เคลื่อนที่ด้วย กระนั้นในการพูดคุยนี้ ในเบื้องต้นแล้ว “กระแสลม” อ้างอิงถึงอะไร? ทันทีที่เราพูด พวกเจ้าจะเข้าใจ แผ่นดินโลกบรรทุกภูเขา ทะเลและสรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างไปด้วยเมื่อมันหมุน และเมื่อมันหมุน มันก็หมุนด้วยความเร็ว แม้ว่าเจ้าจะไม่รู้สึกถึงการปั่นหมุนนี้แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามการหมุนรอบตัวของแผ่นดินโลกก็ยังดำรงอยู่ การหมุนรอบตัวของแผ่นดินโลกก่อให้เกิดสิ่งใด? เมื่อเจ้าวิ่ง ลมจะไม่เกิดขึ้นและแล่นผ่านหูของเจ้าไปหรอกหรือ? หากสามารถสร้างลมได้เมื่อเจ้าวิ่ง จะไม่สามารถมีลมเมื่อแผ่นดินโลกหมุนรอบตัวได้อย่างไร? เมื่อแผ่นดินโลกหมุนรอบตัว ทุกสรรพสิ่งก็อยู่ในการเคลื่อนที่ แผ่นดินโลกเองกำลังอยู่ในการเคลื่อนที่และหมุนรอบตัวด้วยความเร็วเฉพาะ ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกก็กำลังแพร่พันธุ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเฉพาะจะทำให้เกิดกระแสลมโดยธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่เราให้ความหมาย “กระแสลม” กระแสลมนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ในขอบข่ายหนึ่งหรอกหรือ? ลองพิจารณาพายุไต้ฝุ่นดูสิว่าพายุไต้ฝุ่นปกติไม่มีพลังเป็นพิเศษ แต่เมื่อพวกมันซัดกระหน่ำ ผู้คนจะไม่สามารถแม้แต่จะยืนได้อย่างไม่สั่นคลอน และมันจะยากที่พวกเขาจะเดินในลม แม้แต่ก้าวเดียวก็ลำบากยากเข็ญ และผู้คนบางคนอาจถึงกับถูกลมผลักไปชนกับบางสิ่งบางอย่างโดยไร้ความสามารถที่จะขยับได้ นี่คือหนึ่งในหนทางทั้งงหลายที่กระแสลมสามารถส่งผลกระทบต่อมวลมนุษย์ หากทั้งแผ่นดินโลกถูกปกคลุมด้วยที่ราบ เช่นนั้นแล้วเมื่อโลกและทุกสรรพสิ่งหมุนรอบตัว ร่างกายมนุษย์ก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้โดยสิ้นเชิงต่อกระแสลมที่ถูกผลิตขึ้นจากการนั้น มันจะลำบากยากเย็นอย่างสุดขีดที่จะตอบโต้ต่อสถานการณ์เช่นนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริงกระแสลมเช่นนี้คงจะไม่เพียงแค่นำอันตรายมาสู่มวลมนุษย์ แต่เป็นการทำลายล้างโดยสมบูรณ์ มนุษย์จะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเพื่อแก้ปัญหากระแสลมเช่นนั้น—ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันกระแสลมจะอ่อนลง เปลี่ยนทิศทางของพวกมัน เปลี่ยนความเร็วของพวกมันและเปลี่ยนกำลังของพวกมัน นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนสามารถเห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเช่นภูเขา เทือกเขาขนาดใหญ่ ที่ราบ เนินเขา ลุ่มน้ำ หุบเขา, ที่ราบสูงและแม่น้ำสายใหญ่ ด้วยคุณสมบัติหลักทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ พระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนความเร็ว ทิศทางและกำลังของกระแสลม นี่คือวิธีการที่พระองค์ทรงใช้เพื่อลดหรือบงการกระแสลมให้เป็นลมที่มีความเร็ว ทิศทางและกำลังที่เหมาะสม เพื่อที่มนุษย์จะได้มีสภาพแวดล้อมปกติที่จะใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้ มีความจำเป็นต้องมีสิ่งนี้หรือไม่? (มี) การทำบางสิ่งเช่นนี้ดูเหมือนจะลำบากยากเย็นสำหรับมนุษย์ แต่เป็นเรื่องง่ายสำหรับพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงสังเกตการณ์ทุกสรรพสิ่ง สำหรับพระองค์แล้วการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีกระแสลมที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ไม่สามารถเรียบง่ายหรือง่ายดายไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้างเช่นนี้ แต่ละสิ่งภายในการทรงสร้างทั้งหมดของพระองค์จึงมิอาจขาดไปได้ มีคุณค่าและความจำเป็นในการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่ง อย่างไรก็ตามซาตานหรือมนุษย์ซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามแล้วนั้นไม่เข้าใจหลักการนี้ พวกเขายังทำลายและพัฒนาและหาประโยชน์ต่อไป ด้วยความฝันอันสูญเปล่าที่จะแปรสภาพภูเขาให้กลายเป็นพื้นที่ราบ ถมหุบผาชันให้เต็มและสร้างตึกระฟ้าบนพื้นที่ราบเพื่อสร้างป่าคอนกรีต เป็นความหวังของพระเจ้าว่ามวลมนุษย์จะสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุข เติบโตอย่างมีความสุขและใช้แต่ละวันอย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดนี้ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเขา นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงได้เคยประมาทในวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ จากอุณหภูมิถึงอากาศ จากเสียงถึงแสง พระเจ้าได้ทรงทำแผนการและการจัดการเตรียมการที่สลับซับซ้อนเพื่อที่ร่างกายของพวกมนุษย์และสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของพวกเขาจะไม่อยู่ภายใต้การแทรกแซงใดๆ จากสภาพเงื่อนไขทางธรรมชาติทั้งหลาย และเพื่อที่มวลมนุษย์จะมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตและเพิ่มทวีคูณตามปกติ และมีชีวิตตามปกติกับทุกสรรพสิ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนแทน พระเจ้าทรงจัดเตรียมทั้งหมดนี้ให้แก่ทุกสรรพสิ่งและให้แก่มวลมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 175

บัดนี้พวกเจ้าได้กลายเป็นตระหนักรู้ถึงความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์แล้วหรือไม่? ในท้ายที่สุด ผู้ใดเป็นเจ้านายของทุกสรรพสิ่ง? เป็นมนุษย์หรือ? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างวิธีที่พระเจ้าและมนุษย์ปฏิบัติต่อสิ่งทรงสร้างทั้งหมด? (พระเจ้าทรงปกครองและจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งขณะที่มนุษย์ชื่นชมสิ่งเหล่านั้น) พวกเจ้าเห็นด้วยกับการนี้หรือไม่? ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์คือการที่พระเจ้าทรงปกครองและจัดเตรียมให้แก่สิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง และในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง มวลมนุษย์ก็ชื่นชมทุกสิ่งทุกอย่าง กล่าวคือ มนุษย์ชื่นชมสรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างเมื่อเขายอมรับชีวิตที่พระเจ้าประทานให้แก่ทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าทรงเป็นองค์เจ้านาย และมวลมนุษย์ชื่นชมดอกผลของการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วจากมุมมองของทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า สิ่งใดหรือ คือความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์? พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นกฎต่างๆ แห่งวิธีที่ทุกสรรพสิ่งเติบโตได้อย่างชัดเจน และพระองค์ทรงควบคุมและมีอำนาจครอบครองอยู่เหนือกฎเหล่านี้ นั่นคือทุกสรรพสิ่งอยู่ภายในสายพระเนตรของพระเจ้าและภายในวงเขตแห่งการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ มวลมนุษย์สามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งได้หรือ? สิ่งที่มวลมนุษย์สามารถมองเห็นได้ถูกจำกัดอยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาโดยตรง หากเจ้าปีนขึ้นภูเขา เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้ามองเห็นก็คือภูเขานั้นเท่านั้น เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งของภูเขาได้ หากเจ้าไปที่ชายฝั่ง สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นเพียงด้านหนึ่งของมหาสมุทร และเจ้าไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกด้านของมหาสมุทรเป็นเหมือนอะไร หากเจ้าเข้าไปในป่าไม้เจ้าจะสามารถมองเห็นพืชพรรณที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าและรอบๆ เจ้า แต่เจ้าจะไม่สามารถเห็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไกลออกไปข้างหน้า มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นสถานที่ที่สูงกว่า ไกลกว่า ลึกกว่าได้ ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้คือสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาโดยตรง ภายในลานสายตาของพวกเขา ต่อให้มนุษย์จะรู้จักกฎที่สั่งการฤดูกาลทั้งสี่ของปี หรือกฎต่างๆ แห่งวิธีที่ทุกสรรพสิ่งเติบโต พวกเขาก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะบริหารจัดการหรือสั่งการทุกสรรพสิ่งได้ กระนั้นหนทางที่พระเจ้าทรงมองเห็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกับที่พระองค์จะทรงมองเห็นเครื่องจักรที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เองไม่มีผิด พระองค์ทรงคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับทุกส่วนประกอบและทุกการเชื่อมต่อ สิ่งที่เป็นหลักการของสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่เป็นแบบแผนของสิ่งเหล่านั้นและสิ่งที่เป็นจุดประสงค์ของสิ่งเหล่านั้น—พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดนี้ด้วยความกระจ่างแจ้งระดับสูงสุด ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า และมนุษย์ก็เป็นมนุษย์! แม้ว่ามนุษย์อาจลงลึกในการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ของเขาและกฎต่างๆ ที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง แต่การศึกษาวิจัยนั้นมีวงเขตที่จำกัด ในขณะที่พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับมนุษย์แล้วการควบคุมของพระเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถใช้เวลาทั้งชีวิตทำการศึกษาวิจัยกิจการที่เล็กที่สุดของพระเจ้าโดยไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่แท้จริงอันใด นี่คือเหตุผลที่เจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ได้หากเจ้าใช้แค่ความรู้และสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้เพื่อศึกษาพระเจ้า แต่หากเจ้าเลือกวิธีแห่งการแสวงหาความจริงและแสวงหาพระเจ้า และมองดูพระเจ้าจากมุมมองแห่งการมารู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะระลึกได้ว่า การกระทำของพระเจ้าอยู่ทุกหนแห่งและพระปรีชาญาณของพระเจ้าอยู่ทุกหนแห่งในเวลาเดียวกัน และเจ้าจะรู้เหตุผลที่พระเจ้าทรงได้รับการเรียกขานว่า องค์เจ้านายแห่งทุกสรรพสิ่งและแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง ยิ่งเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงได้รับการเรียกขานว่า องค์เจ้านายแห่งทุกสรรพสิ่งมากขึ้นเท่านั้น ทุกสรรพสิ่งและทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งเจ้า กำลังได้รับการจัดเตรียมของพระเจ้าที่หลั่งไหลแบบไม่สั่นคลอนอย่างต่อเนื่อง เจ้าจะมีความสามารถที่จะสำนึกรับรู้ได้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่า ในโลกนี้และท่ามกลางมวลมนุษย์นี้ ไม่มีผู้ใดเลยนอกเหนือจากพระเจ้าที่จะสามารถมีความสามารถและแก่นแท้ที่พระองค์ทรงใช้ปกครอง บริหารจัดการและธำรงรักษาการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง เมื่อเจ้าไปถึงความเข้าใจนี้ เจ้าก็จะระลึกได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า เมื่อเจ้าไปถึงจุดนี้ เจ้าก็จะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้ให้โอกาสพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้าและองค์เจ้านายของเจ้าแล้ว เมื่อเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนั้นแล้วและชีวิตของเจ้าได้ไปถึงจุดดังกล่าวแล้ว พระเจ้าก็จะไม่ทรงทดสอบเจ้าและพิพากษาเจ้าอีกต่อไป และพระองค์จะไม่ทรงทำการเรียกร้องใดๆ จากเจ้า เพราะเจ้าจะเข้าใจพระเจ้า จะรู้จักพระทัยของพระองค์และจะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้าแล้ว นี่คือเหตุผลสำคัญที่จะสามัคคีธรรมในหัวข้อเหล่านี้เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองและทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง การทำเช่นนี้หมายที่จะให้ความรู้และความเข้าใจมากขึ้นแก่ผู้คน—ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เจ้ายอมรับรู้ แต่เพื่อให้เจ้ารู้จักและเข้าใจการกระทำทั้งหลายของพระเจ้าในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 176

เมล็ดธัญพืช ผลไม้และผักต่างๆ และถั่วเปลือกแข็งทุกชนิด—เหล่านี้เป็นอาหารมังสวิรัติทั้งสิ้น อาหารเหล่านี้ประกอบด้วยสารอาหารเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการที่จำเป็นของร่างกายมนุษย์แม้ว่าพวกมันเป็นอาหารมังสวิรัติก็ตาม อย่างไรก็ตามพระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เราจะให้เพียงแค่อาหารเหล่านี้แก่มนุษย์ ให้พวกเขากินสิ่งเหล่านี้เท่านั้น!” พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดตรงนั้น แต่ได้ทรงไปต่อเพื่อตระเตรียมอาหารต่างๆ ที่อร่อยยิ่งขึ้นไปอีกไว้ให้มวลมนุษย์มากขึ้น อาหารเหล่านี้คืออะไร? อาหารเหล่านี้คือเนื้อสัตว์และปลาหลากหลายประเภทที่พวกเจ้าส่วนใหญ่มีความสามารถที่จะมองเห็นและกินได้ พระองค์ได้ทรงตระเตรียมทั้งเนื้อสัตว์และปลามากมายหลายประเภทไว้ให้มนุษย์ ปลาอาศัยอยู่ในน้ำ และเนื้อหนังของปลาในน้ำแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญจากเนื้อหนังของสัตว์ที่อาศัยบนแผ่นดิน และมันสามารถให้สารอาหารต่างๆ แก่มนุษย์ได้ ปลายังมีคุณสมบัติที่สามารถกำกับควบคุมความเย็นและความร้อนในร่างกายมนุษย์ได้ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์อีกด้วย แต่อาหารอร่อยต้องไม่กินมากจนเกินไป อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วพระเจ้าประทานปริมาณที่ถูกต้องแก่มวลมนุษย์ ณ เวลาที่ถูกต้องเพื่อที่ผู้คนจะสามารถชื่นชมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับการประทานของพระองค์ในหนทางปกติและสอดคล้องกับฤดูกาลและเวลา ทีนี้ อาหารประเภทใดหรือที่รวมอยู่ในหมวดหมู่สัตว์ปีก? ไก่ นกคุ่ม นกพิราบและอื่นๆ เป็นต้น ผู้คนมากมายกินเป็ดและห่านด้วย แม้ว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมเนื้อสัตว์ประเภทเหล่านี้ไว้ทั้งหมด แต่พระองค์ก็ได้ทรงตั้งข้อพึงประสงค์บางประการสำหรับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรและวางขีดจำกัดเฉพาะเจาะจงกับอาหารการกินของพวกเขาในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ ทุกวันนี้ขีดจำกัดเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของรสนิยมของแต่ละบุคคลและการตีความด้วยตนเอง เนื้อสัตว์ต่างๆ นานาเหล่านี้จัดเตรียมสารอาหารหลากหลายให้ร่างกายมนุษย์ โดยเติมโปรตีนและธาตุเหล็ก เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับเลือด เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก และสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่ผู้คนปรุงและกินอาหารเหล่านี้ เนื้อสัตว์เหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้คนปรับปรุงรสชาติอาหารของพวกเขาและเสริมเพิ่มความอยากอาหารของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็ทำให้ท้องของพวกเขาพึงพอใจอีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคืออาหารเหล่านี้สามารถจัดหาความต้องการที่จำเป็นทางโภชนาการรายวันให้กับร่างกายมนุษย์ นี่คือการทรงพิจารณาของพระเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงเตรียมอาหารให้พร้อมสำหรับมวลมนุษย์ มีผักต่างๆ มีเนื้อสัตว์—นี่ไม่ใช่ความอุดมหรอกหรือ? แต่ผู้คนควรเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไรเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงตระเตรียมอาหารต่างๆ ให้มวลมนุษย์ ใช่การให้มวลมนุษย์ตามใจตัวเองเกินไปในของกินเหล่านี้หรือ? อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์กลายเป็นติดกับดักในการพยายามตอบสนองความอยากทางวัตถุเหล่านี้? เขาจะไม่กลายเป็นได้รับการบำรุงเลี้ยงมากเกินไปหรอกหรือ? การได้รับการบำรุงเลี้ยงมากเกินไปไม่ทำให้ร่างกายมนุษย์เจ็บป่วยในหลายๆ ทางหรอกหรือ? (ทำ) นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงจัดสัดส่วนให้มีปริมาณที่ถูกต้อง ณ เวลาที่ถูกต้อง และทรงให้ผู้คนชื่นชมกับอาหารที่แตกต่างกันโดยสอดคล้องกับช่วงเวลาและฤดูกาลที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่นหลังจากฤดูร้อนที่ร้อนมาก ผู้คนสะสมความร้อนอย่างมากไว้ในร่างกายของพวกเขา รวมถึงความแห้งกร้านและความชื้นแฉะซึ่งก่อให้เกิดโรค เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ผลไม้หลายประเภทก็สุก และเมื่อผู้คนกินผลไม้เหล่านี้ ความชื้นแฉะในร่างกายของพวกเขาจะถูกขับออกไป ณ เวลานี้ฝูงสัตว์ใช้งานและแกะก็ได้เติบโตแข็งแรงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นเวลาที่ผู้คนควรกินเนื้อสัตว์มากขึ้นเพื่อการบำรุงเลี้ยง โดยการกินเนื้อสัตว์หลากหลายประเภท ร่างกายของผู้คนจะได้รับพลังงานและความอบอุ่นเพื่อช่วยให้พวกเขาทานทนต่อความหนาวเย็นของฤดูหนาวได้ และพวกเขาก็มีความสามารถที่จะผ่านฤดูหนาวได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดีเป็นผลลัพธ์ ด้วยความใส่พระทัยและความแม่นยำสูงสุด พระเจ้าทรงควบคุมและประสานงานว่าจะทรงจัดเตรียมอะไรให้แก่มวลมนุษย์ และเมื่อไร และเมื่อไรที่พระองค์จะทรงให้สิ่งต่างๆ เติบโต ออกผลและสุก สิ่งนี้อ้างอิงถึง “วิธีที่พระเจ้าทรงตระเตรียมอาหารที่มนุษย์ต้องการในชีวิตประจำวันของเขา” นอกเหนือจากอาหารหลายประเภทแล้วพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมแหล่งน้ำให้มวลมนุษย์อีกด้วย หลังจากกินแล้วผู้คนยังคงต้องการดื่มน้ำ ผลไม้เพียงลำพังจะเพียงพอหรือไม่? ผู้คนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยเพียงผลไม้เพียงลำพัง และนอกจากนี้ ผลไม้ก็ไม่มีในบางฤดูกาล ดังนั้นปัญหาเรื่องน้ำของมวลมนุษย์จะสามารถแก้ไขได้อย่างไร? พระเจ้าได้แก้ไขปัญหานั้นโดยการตระเตรียมแหล่งน้ำมากมายทั้งบนและใต้พื้นดิน รวมถึงทะเลสาบ แม่น้ำและน้ำพุ แหล่งน้ำเหล่านี้สามารถดื่มได้ตราบเท่าที่ไม่มีการปนเปื้อน และตราบเท่าที่ผู้คนไม่ได้ไปบงการหรือทำให้เสียหาย กล่าวอีกนัยหนึ่งในแง่ของแหล่งอาหารที่ค้ำชูชีวิตของร่างกายทางกายภาพของมวลมนุษย์ พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมที่แม่นยำมาก เที่ยงตรงมากและเหมาะสมมาก เพื่อที่ชีวิตของผู้คนจะได้มั่งคั่งและล้นเหลือและไม่ขาดแคลนสิ่งใด นี่คือบางสิ่งที่ผู้คนสามารถรู้สึกและมองเห็นได้

นอกจากนี้พระเจ้าได้ทรงสร้างพืช สัตว์บางอย่าง และสมุนไพรอันหลากหลายซึ่งหมายอย่างเฉพาะเจาะจงให้รักษาอาการบาดเจ็บหรือเยียวยาความเจ็บป่วยในร่างกายมนุษย์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ใครบางคนควรทำอะไรหากถูกไฟไหม้หรือบังเอิญทำน้ำร้อนลวกตัวเอง? เจ้าสามารถชำระล้างแผลไฟไหม้ด้วยน้ำเท่านั้นได้หรือ? เจ้าสามารถพันแผลด้วยผ้าเก่าๆ สักผืนเท่านั้นได้หรือ? หากเจ้าทำเช่นนั้นแผลอาจเต็มไปด้วยหนองหรือกลายเป็นติดเชื้อ ยกตัวอย่างเช่น หากใครบางคนเป็นไข้หรือติดหวัด ได้รับบาดเจ็บขณะกำลังทำงาน เกิดการเจ็บป่วยเกี่ยวกับกระเพาะอาหารจากการกินสิ่งที่ผิด หรือเป็นโรคบางอย่างที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ทางลีลาชีวิตหรือประเด็นปัญหาด้านภาวะอารมณ์ รวมถึงโรคหลอดเลือด สภาพเงื่อนไขทางจิตวิทยาหรือโรคของอวัยวะภายใน เช่นนั้นแล้วก็มีพืชที่สอดรับกันซึ่งเยียวยาสภาพเงื่อนไขของพวกเขา มีพืชที่ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้นและขจัดความเมื่อยล้า บรรเทาปวด ห้ามเลือด ให้ยาสลบ ช่วยรักษาผิวหนังและฟื้นฟูสู่สภาพเงื่อนไขปกติ และสลายเลือดหนืดและกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย—โดยสังเขปแล้วพืชเหล่านี้มีการใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้คนสามารถใช้พืชเหล่านี้ได้ และพวกมันได้ถูกตระเตรียมโดยพระเจ้าสำหรับร่างกายมนุษย์ในกรณีที่จำเป็น พระเจ้าได้ทรงอนุญาตให้มนุษย์ค้นพบพืชเหล่านี้บางส่วนโดยบังเอิญ ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ถูกค้นพบโดยผู้คนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรให้ค้นพบ หรือเป็นผลลัพธ์จากปรากฏการณ์พิเศษที่พระองค์ได้ทรงจัดวางเรียบเรียง หลังการค้นพบพืชเหล่านี้มวลมนุษย์ก็จะส่งต่อลงไป และผู้คนมากมายจะได้มารู้เกี่ยวกับพืชเหล่านี้ ดังนั้นการที่พระเจ้าทรงสร้างพืชเหล่านี้จึงมีคุณค่าและความหมาย โดยสรุปสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากพระเจ้า ได้รับการตระตระเตรียมและเพาะปลูกโดยพระองค์เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของมวลมนุษย์ สิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่ง กระบวนการทรงดำริของพระเจ้าถ้วนทั่วกว่ากระบวนการคิดเหล่านั้นของมวลมนุษย์หรือไม่? เมื่อเจ้ามองเห็นทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำ เจ้ามีสำนึกรับรู้ถึงด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าหรือไม่? พระเจ้าทรงพระราชกิจในความลับ พระเจ้าได้ทรงสร้างทั้งหมดนี้เมื่อมนุษย์ยังไม่ได้มาอยู่ในพิภพนี้ เมื่อพระองค์ยังไม่ทรงได้มีการติดต่อกับมวลมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างทรงทำโดยทรงคำนึงถึงมวลมนุษย์ เพื่อประโยชน์แห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์และด้วยพระดำริเพื่อการอยู่รอดของพวกเขา เพื่อที่มวลมนุษย์จะมีชีวิตอย่างมีความสุขในโลกเชิงวัตถุอันมั่งคั่งและล้นเหลือนี้ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเขา โดยปราศจากความกังวลเกี่ยวกับอาหารหรือเสื้อผ้า ไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลย ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ มวลมนุษย์ย่อมสามารถขยายพันธุ์และอยู่รอดต่อไปได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 177

พวกเราได้เริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อสภาพแวดล้อมนั้นและการตระเตรียมต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำ พวกเราได้หารือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการ สัมพันธภาพระหว่างสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้าง ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ และวิธีที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการสัมพันธภาพเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระองค์ทำอันตรายมวลมนุษย์ พระเจ้ายังได้ทรงทำให้อันตรายที่ปัจจัยต่างๆ มากมายในการทรงสร้างของพระองค์อาจได้มีต่อสภาพแวดล้อมของมวลมนุษย์ได้ทุเลาลง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกสรรพสิ่งทำหน้าที่ต่อจุดประสงค์สูงสุดของพวกมัน และนำพาสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์พร้อมด้วยองค์ประกอบที่เป็นประโยชน์มาสู่มวลมนุษย์ ด้วยเหตุนั้น จึงทำให้มวลมนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้ และดำเนินวงจรชีวิตและการขยายพันธ์ต่อไปอย่างไม่สั่นคลอน ถัดมา พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับอาหารที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ—อาหารและเครื่องดื่มประจำวันของมวลมนุษย์ นี่ก็เป็นสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์เช่นกัน กล่าวคือร่างกายมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหายใจเพียงลำพัง โดยมีเพียงแค่แสงอาทิตย์เพื่อการยังชีพ หรือลม หรืออุณหภูมิที่เหมาะสม มนุษย์ยังจำเป็นต้องเติมท้องของพวกเขาให้เต็มอีกด้วย และพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมแหล่งที่มาของสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาจะได้ใช้เพื่อทำเช่นนั้น ซึ่งก็คือแหล่งอาหารของมวลมนุษย์ ไว้สำหรับมวลมนุษย์แล้วโดยไม่มองข้ามสิ่งใดเลย เมื่อเจ้าได้เห็นผลิตผลที่มั่งคั่งและเอื้ออารีเช่นนี้—แหล่งที่มาของอาหารและเครื่องดื่มของมวลมนุษย์—เจ้าจะสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของการจัดหาสำหรับมวลมนุษย์และสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์? หากในระหว่างเวลาแห่งการทรงสร้าง พระเจ้าได้ทรงสร้างเพียงแค่ต้นไม้และต้นหญ้าหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จำนวนเท่าใดก็ตาม และหากสิ่งมีชีวิตและพืชต่างๆ เหล่านี้มีไว้ให้วัวและแกะกินทั้งหมด หรือมีไว้ให้ม้าลาย กวางและสัตว์ประเภทอื่นๆ อีกหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่นสิงโตต้องกินสิ่งต่างๆ อาทิ ม้าลายและกวาง และเสือต้องกินสิ่งต่างๆ อาทิ แกะและหมู—แต่ไม่มีแม้สักสิ่งเดียวที่เหมาะสมให้มนุษย์กินแล้ว มันจะใช้ได้หรือไม่? มันจะใช้ได้ มวลมนุษย์คงจะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดได้นาน จะเกิดอะไรขึ้นหากมนุษย์กินแต่ใบไม้เท่านั้น? มันจะใช้ได้หรือไม่? มนุษย์สามารถกินต้นหญ้าที่มีไว้เพื่อแกะหรือไม่? มันอาจจะไม่เป็นไรหากพวกเขาได้ลองสักนิดหน่อย แต่หากพวกเขาได้กินสิ่งต่างๆ เช่นนั้นเป็นเวลานาน ท้องของพวกเขาก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะทนรับได้ และผู้คนก็คงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ยาวนาน มีแม้แต่สิ่งต่างๆ ที่สัตว์สามารถกินได้แต่เป็นพิษต่อมนุษย์—สัตว์กินพวกมันโดยไม่มีผลสืบเนื่อง แต่ไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับมนุษย์ กล่าวคือพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ ดังนั้นพระเจ้าทรงรู้หลักการและโครงสร้างของร่างกายมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์ต้องการดีที่สุด พระเจ้าทรงรู้จักสิ่งประกอบและสิ่งที่บรรจุอยู่ของร่างกาย ความต้องการที่จำเป็นของร่างกายและการทำหน้าที่ของอวัยวะภายในของร่างกาย และวิธีที่พวกมันดูดซับ กำจัดและเผาผลาญสสารต่างๆด้วยความกระจ่างแจ้งที่เพียบพร้อม มนุษย์ไม่รู้ บางครั้งพวกเขากินอย่างผลีผลาม หรือมีส่วนร่วมในการดูแลตนเองอย่างบ้าบิ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่มากเกินไปเป็นเหตุให้เกิดความไม่สมดุล หากเจ้ากินและชื่นชมสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้เจ้าในหนทางปกติ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่มีปัญหาสุขภาพ ต่อให้บางครั้งเจ้าจะมีประสบการณ์กับอารมณ์เสีย และเจ้ามีภาวะเลือดหนืด นี่ก็ไม่สร้างปัญหาอะไรเลย เจ้าเพียงแค่จำเป็นต้องกินพืชบางประเภทและภาวะเลือดหนืดก็จะหายไป พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมสำหรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่นใดอย่างมาก พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับพืชแต่ละประเภท และพระองค์ได้ทรงตระเตรียมอาหารและสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์แต่ละประเภท แต่มวลมนุษย์มีความต้องการที่จำเป็นอันเคร่งครัดชัดเจนที่สุดต่อสภาพแวดล้อม และความต้องการเหล่านั้นไม่อาจถูกมองข้ามได้แม้เพียงเล็กน้อย หากเป็นเช่นนั้นมวลมนุษย์ก็คงจะไร้ความสามารถที่จะพัฒนาและมีชีวิตอยู่และขยายพันธุ์พันธุ์ต่อไปได้ในหนทางปกติ เป็นพระเจ้านั่นเองที่ทรงรู้ดีที่สุดในพระทัยของพระองค์ เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำเช่นนี้ พระองค์ได้ทรงให้ความสำคัญกับการนั้นมากกว่าสิ่งอื่นใด ลางทีเจ้าอาจไร้ความสามารถที่จะสำนึกรับรู้ความสำคัญของสิ่งที่ไม่น่าสนใจบางสิ่งที่เจ้าสามารถมองเห็นและชื่นชมในชีวิตของเจ้า หรือบางสิ่งที่เจ้ามองเห็นและชื่นชมซึ่งเจ้าได้มีมาตั้งแต่เกิด แต่พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมไว้แล้วสำหรับเจ้านานมาแล้วหรือไม่ก็ในความลับ พระเจ้าได้ทรงขจัดและทำให้องค์ประกอบเชิงลบทั้งหมดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อมวลมนุษย์และอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ทุเลาลงจนถึงขอบข่ายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้ การนี้แสดงให้เห็นอะไรหรือ? แสดงให้เห็นท่าทีที่พระเจ้าได้ทรงมีต่อมวลมนุษย์เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาคราวนี้หรือไม่? ท่าทีนั้นคืออะไร? ท่าทีของพระเจ้ารอบคอบและเอาจริงเอาจัง และไม่ได้ยอมทนให้มีการแทรกแซงโดยกองกำลังศัตรูหรือปัจจัยภายนอกหรือสภาพเงื่อนไขอันใดที่ไม่ใช่ของพระองค์ ในการนี้สามารถมองเห็นท่าทีของพระเจ้าในการทรงสร้างและบริหารจัดการมวลมนุษย์คราวนี้ได้ และท่าทีของพระเจ้าคืออะไรหรือ? โดยผ่านทางสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดและชีวิตที่มวลมนุษย์ชื่นชม รวมถึงในอาหารและเครื่องดื่มประจำวันและความต้องการที่จำเป็นรายวันของพวกเขา พวกเราสามารถมองเห็นท่าทีแห่งความรับผิดชอบของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงถือครองตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ ตลอดจนความมุ่งมั่นของพระองค์ที่จะทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ณ เวลานี้ ความจริงแท้ของพระเจ้าสามารถมองเห็นได้ในสิ่งเหล่านี้หรือไม่? ความน่าอัศจรรย์ของพระองค์เล่า? ความไม่สามารถหยั่งลึกของพระองค์เล่า? ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์เล่า? พระเจ้าทรงใช้หนทางอันทรงพระปรีชาญาณและเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์เพื่อจัดเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ทั้งปวง ตลอดจนการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแห่งการทรงสร้างของพระองค์ บัดนี้ ที่เราได้พูดกับเจ้าไปมากมายยิ่งนักแล้ว พวกเจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง? (ได้) นั่นเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน เจ้ามีข้อสงสัยใดๆ หรือไม่? (ไม่) การจัดเตรียมของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่งเพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาของการจัดเตรียมที่ได้ทำให้ทุกสรรพสิ่งสามารถดำรงอยู่ มีชีวิต ขยายพันธ์และดำเนินต่อไป และไม่มีแหล่งกำเนิดอื่นใดยกเว้นพระเจ้าพระองค์เอง พระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของทุกสรรพสิ่งและความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของมวลมนุษย์ ไม่ว่าเหล่านั้นเป็นความต้องการที่จำเป็นด้านสภาพแวดล้อมพื้นฐานที่สุดของผู้คน ความต้องการที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกเขา หรือความต้องการที่จำเป็นสำหรับความจริงที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่จิตวิญญาณของผู้คน โดยการมองดูที่พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าและพระสถานภาพของพระองค์จากมุมมองของมนุษย์ในทุกหนทาง พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง นี่ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) กล่าวคือพระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ปกครอง องค์เจ้านายและองค์ผู้จัดเตรียมแห่งโลกเชิงวัตถุนี้ โลกนี้ที่ผู้คนสามารถมองเห็นและรู้สึกได้ สำหรับมวลมนุษย์แล้ว นี่ไม่ใช่พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าหรอกหรือ? ไม่มีสิ่งใดเป็นเท็จในการนี้ ดังนั้นเมื่อเจ้าเห็นนกกำลังบินบนท้องฟ้า เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถบินได้ มีสิ่งมีชีวิตที่ว่ายในน้ำ และพวกมันมีหนทางของพวกมันเองในการอยู่รอด ต้นไม้และพืชพรรณที่อาศัยอยู่ในดินผลิดอกและงอกงามในฤดูใบไม้ผลิและออกผล และผลัดใบในฤดูใบไม้ร่วง และเมื่อถึงฤดูหนาวใบไม้ทั้งหมดก็ร่วงไปเมื่อพืชพรรณเหล่านั้นตระเตรียมที่จะรอดผ่านฤดูหนาวไปได้ นั่นคือวิถีแห่งการอยู่รอดของพวกมัน พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และแต่ละสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันและหนทางที่แตกต่างกันและใช้วิธีการที่แตกต่างกันเพื่อจัดแสดงพลังชีวิตของมันและรูปทรงที่มันมีชีวิตอยู่ ไม่สำคัญว่าสิ่งต่างๆ จะดำเนินชีวิตอย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้าในการปกครองชีวิตและสิ่งมีชีวิตในรูปทรงที่แตกต่างกัน? เพื่อประโยชน์แห่งการอยู่รอดของมวลมนุษย์ใช่หรือไม่? (ใช่) พระองค์ทรงควบคุมกฎแห่งชีวิตทั้งมวล ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์แห่งการอยู่รอดของมวลมนุษย์ นี่แสดงให้เห็นว่าการอยู่รอดของมนุษย์สำคัญเพียงใดสำหรับพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 178

พระเจ้าไม่ทรงเป็นเพียงพระเจ้าของประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ในเวลานี้เจ้าติดตามพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกที่ไม่ติดตามพระองค์หรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ติดตามพระองค์หรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของทุกสรรพสิ่งหรือไม่? (เป็น) เช่นนั้นแล้วพระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าถูกจำกัดในวงเขตเฉพาะบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์เท่านั้นหรือไม่? (ไม่) อะไรคือวงเขตของพระราชกิจและการกระทำของพระองค์? ในระดับที่เล็กที่สุดวงเขตของพระราชกิจและการกระทำของพระองค์โอบล้อมมวลมนุษย์ทั้งปวงและทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง ในระดับสูงสุด วงเขตนั้นโอบล้อมทั้งจักรวาล ดังนั้นเราอาจพูดว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์และทรงแสดงการกระทำของพระองค์ท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง และนี่ก็เพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนมารู้จักพระเจ้าพระองค์เองในความครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ หากเจ้าต้องการรู้จักพระเจ้า รู้จักพระองค์อย่างแท้จริง เข้าใจพระองค์อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว จงไม่จำกัดตัวเองอยู่กับพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระเจ้า หรืออยู่กับเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติในอดีตเท่านั้น หากเจ้าพยายามรู้จักพระองค์ในหนทางนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังวางข้อจำกัดต่อพระเจ้า กำลังจำกัดขอบเขตพระองค์ เจ้ากำลังเห็นพระเจ้าทรงเป็นบางสิ่งที่เล็กมาก การทำเช่นนั้นจะส่งผลต่อเจ้าอย่างไร? เจ้าคงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักความน่าอัศจรรย์และมไหศวรรย์ของพระเจ้า และฤทธานุภาพและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์และวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ ความเข้าใจเช่นนั้นคงจะมีผลกระทบต่อความสามารถของเจ้าที่จะยอมรับความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ปกครองของทุกสรรพสิ่ง ตลอดจนความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และพระสถานภาพที่แท้จริงของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้ามีวงเขตที่จำกัด เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าสามารถรับได้ก็จำกัดเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่เจ้าต้องทำให้วงเขตของเจ้ากว้างขึ้นและขยายเส้นขอบฟ้าของเจ้า เจ้าควรพยายามเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด—วงเขตของพระราชกิจของพระเจ้า การบริหารจัดการของพระองค์ การปกครองของพระองค์ และทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงบริหารจัดการและที่พระองค์ทรงปกครอง โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้นั่นเองที่เจ้าควรมาเข้าใจการกระทำของพระเจ้า ด้วยความเข้าใจเช่นนี้เจ้าจะมารู้สึกโดยไม่ทันตระหนักว่าพระเจ้าทรงปกครอง ทรงบริหารจัดการ และทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่งท่ามกลางพวกเขา และเจ้าก็จะรู้สึกอย่างแท้จริงว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งและสมาชิกคนหนึ่งของทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่ง เจ้าก็กำลังยอมรับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ ทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้กฎของตัวเองภายใต้การปกครองของพระเจ้า และภายใต้การปกครองของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งมีกฎเพื่อการอยู่รอดของตัวเอง ชะตากรรมและความต้องการของมวลมนุษย์ก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยกันกับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งเชื่อมต่อกัน พึ่งพากันและกันและถักทอเข้าด้วยกันภายใต้อำนาจครอบครองและการปกครองของพระเจ้า นี่คือจุดประสงค์และคุณค่าของการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 179

นับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้น พวกมันทำหน้าที่และยังคงดำเนินก้าวหน้าต่อไปในวิถีทางที่เป็นระเบียบและโดยสอดคล้องกับธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติขึ้น ภายใต้สายพระเนตรอันจับจ้องของพระองค์ ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระองค์ มวลมนุษย์ได้อยู่รอดเสมอมา และทุกสรรพสิ่งได้กำลังพัฒนาไปในทางที่เป็นระเบียบตลอดมา ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำลายธรรมบัญญัติเหล่านี้ได้ การที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถทวีจำนวนขึ้นได้นั้นเป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้า และการที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถอยู่รอดได้นั้นเป็นเพราะกฎเกณฑ์และการบริหารจัดการของพระองค์ กล่าวคือ ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นสิ่งมีชีวิตทั้งปวงมาดำรงอยู่ เจริญเติบโต หายไป และเกิดใหม่อย่างเป็นระเบียบ เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ฝนพรำๆ นำมาซึ่งความรู้สึกของฤดูกาลอันสดชื่นและทำให้แผ่นดินโลกชุ่มชื้น พื้นดินเริ่มอ่อนนุ่มลง และหญ้าก็ดันตัวพ้นดินขึ้นมาและเริ่มแตกหน่อ ในขณะที่ต้นไม้ทั้งหลายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทั้งหมดนำความมีชีวิตชีวาอันสดชื่นมาสู่แผ่นดินโลก นี่คือสิ่งที่เห็นกันได้เมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวงกำลังมาดำรงอยู่และเจริญเติบโต สัตว์ทุกชนิดออกมาจากโพรงของพวกมันเพื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิและเริ่มต้นปีใหม่ สิ่งมีชีวิตทั้งปวงอาบแดดในความร้อนในช่วงระหว่างฤดูร้อนและชื่นชมกับความอบอุ่นซึ่งนำมาโดยฤดูกาล พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว บรรดาต้นไม้ หญ้า และพืชทุกชนิดกำลังเติบโตด้วยความเร็วมาก จนกระทั่งพวกมันผลิดอกและออกผลในที่สุด สิ่งมีชีวิตทั้งปวง รวมถึงพวกมนุษย์ ต่างก็ยุ่งวุ่นวายในช่วงระหว่างฤดูร้อน ในฤดูใบไม้ร่วง ฝนนำมาซึ่งความเย็นฉ่ำของฤดูใบไม้ร่วง และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเริ่มรู้สึกถึงการมาถึงของฤดูกาลเก็บเกี่ยว สิ่งมีชีวิตทั้งปวงผลิดอกออกผล และพวกมนุษย์ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลไม้หลากหลายชนิดเหล่านี้เพื่อที่จะมีอาหารในการตระเตรียมไว้สำหรับฤดูหนาว ในฤดูหนาว สิ่งมีชีวิตทั้งปวงค่อย ๆ เริ่มที่จะสงบลงในความเงียบและหยุดพักเมื่ออากาศหนาวกล้ำกรายเข้ามา และผู้คนก็หยุดพักผ่อนในระหว่างฤดูกาลนี้เช่นกัน จากฤดูกาลสู่ฤดูกาล การเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ผลิไปสู่ฤดูร้อนไปสู่ฤดูใบไม้ร่วงไปสู่ฤดูหนาว—การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นตามกฎที่พระเจ้าทรงบัญญัติ พระองค์ทรงนำทางทุกสรรพสิ่งและมวลมนุษย์โดยใช้กฎเหล่านี้และได้ทรงคิดค้นหนทางแห่งชีวิตอันมีสีสันและมั่งคั่งเพื่อมวลมนุษย์ โดยทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดซึ่งมีอุณหภูมิและฤดูกาลอันแตกต่างหลากหลาย ดังนั้น ภายในสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนสำหรับการอยู่รอดประเภทนี้ พวกมนุษย์จึงสามารถอยู่รอดและทวีจำนวนขึ้นในทางอันเป็นระเบียบแบบแผนได้ พวกมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนกฎเหล่านี้ได้และไม่มีบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตใดสามารถทำลายพวกมันได้ แม้ว่าจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วนขึ้น—ทะเลได้กลายเป็นทุ่งหญ้า ในขณะที่ทุ่งหญ้าได้กลายเป็นทะเล—กฎเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป พวกมันดำรงอยู่เพราะพระเจ้าทรงดำรงอยู่ และเพราะกฎเกณฑ์ของพระองค์และการบริหารจัดการของพระองค์ ด้วยสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนขนาดใหญ่ประเภทนี้ ชีวิตของผู้คนจึงดำเนินไปภายในกฎและกฎเกณฑ์เหล่านี้ ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ถูกฟูมฟักขึ้นมาภายใต้กฎเหล่านี้ และผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อยู่รอดตลอดมาภายใต้พวกมัน ผู้คนได้ชื่นชมกับสภาพแวดล้อมอันเป็นระเบียบแบบแผนสำหรับการอยู่รอดนี้ตลอดจนได้ชื่นชมกับหลายสิ่งหลายอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นสำหรับชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า แม้ว่าผู้คนจะรู้สึกว่ากฎประเภทเหล่านี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและมองอย่างเหยียดหยามว่าพวกมันเป็นของตาย และแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถรู้สึกได้ว่าพระเจ้ากำลังทรงจัดวางเรียบเรียงกฎเหล่านี้ ว่าพระเจ้ากำลังทรงปกครองกฎเหล่านี้ ไม่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พระเจ้าทรงเกี่ยวพันกับพระราชกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้เสมอ พระประสงค์ของพระองค์ในพระราชกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้คือการอยู่รอดของมวลมนุษย์ และเพื่อที่มวลมนุษย์จะได้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไป

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 180

ดังนั้น พวกเรามาเริ่มกันที่ส่วนแรกเถิด เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงวาดอาณาเขตสำหรับภูเขา ที่ราบ ทะเลทราย เนินเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ บนแผ่นดินโลกมีภูเขา ที่ราบ ทะเลทราย และเนินเขา ตลอดจนแหล่งน้ำอันหลากหลาย เหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นภูมิประเทศประเภทต่างๆ กัน มิใช่หรือ? พระเจ้าได้ทรงวาดอาณาเขตขึ้นระหว่างภูมิประเทศเหล่านี้ เมื่อพวกเราพูดถึงการวาดอาณาเขต มันหมายความว่าภูเขามีภาพเค้าโครงของพวกมัน ที่ราบมีภาพเค้าโครงของพวกมันเอง ทะเลทรายมีเขตจำกัดที่แน่นอน และเนินเขามีพื้นที่ตายตัว ยังมีปริมาณที่ตายตัวของแหล่งน้ำต่างๆ อาทิ แม่น้ำและทะเลสาบอีกด้วย กล่าวคือ ตอนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงแบ่งทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างชัดเจนมาก พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาแล้วว่า ภูเขาที่ให้ไว้ลูกใดก็ตามควรมีรัศมีกี่กิโลเมตรและวงเขตของมันคืออะไร พระองค์ยังได้ทรงกำหนดพิจารณาอีกด้วยว่า ที่ราบที่ให้ไว้ผืนใดก็ตามควรมีรัศมีกี่กิโลเมตรและวงของมันคืออะไร เมื่อทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ยังได้ทรงกำหนดพิจารณาเขตจำกัดของทะเลทรายตลอดจนแนวเขตของเนินเขาและสัดส่วนของพวกมัน และพวกมันถูกกั้นเขตด้วยอะไรอีกด้วย—ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยพระองค์ พระองค์ได้ทรงกำหนดพิจารณาแนวเขตของแม่น้ำและทะเลสาบในระหว่างกิจการแห่งการทรงสร้างพวกมัน—พวกมันทั้งหมดมีอาณาเขตของพวกมัน ดังนั้นแล้วเมื่อพวกเราพูดคุยเกี่ยวกับ “อาณาเขต” มันหมายถึงอะไร? พวกเราเพิ่งได้พูดคุยกันไปเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงปกครองทุกสรรพสิ่งโดยการทรงจัดตั้งกฎสำหรับทุกสรรพสิ่ง กล่าวคือ แนวเขตและอาณาเขตของภูเขาจะไม่ขยายหรือลดลงเพราะการหมุนของแผ่นดินโลกหรือการผ่านพ้นของกาลเวลา พวกมันคงอยู่ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นพระเจ้านั่นเองที่เป็นผู้ที่ทรงบงการความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ของพวกมัน ในส่วนของพื้นที่ทั้งหลายของที่ราบ แนวเขตของพวกมันคืออะไร พวกมันมีอาณาเขตติดกับอะไร—การนี้ได้ถูกกำหนดโดยพระเจ้า พวกมันมีอาณาเขตของพวกมัน และดังนั้นจึงคงจะเป็นไปไม่ได้ที่เนินดินจะผุดขึ้นจากพื้นดินของที่ราบอย่างไร้แบบแผน ที่ราบไม่สามารถกลายเป็นภูเขาได้ในฉับพลันทันใด—นี่คงจะเป็นไปไม่ได้ นี่คือความหมายของกฎและอาณาเขตที่พวกเราเพิ่งพูดคุยกันไป ในส่วนของทะเลทราย พวกเราจะไม่เอ่ยถึงหน้าที่เฉพาะพิเศษของทะเลทรายหรือภูมิประเทศหรือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ประเภทอื่นใด ณ ที่นี้ จะเอ่ยถึงเฉพาะอาณาเขตของพวกมันเท่านั้น ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า เขตจำกัดของทะเลทรายจะไม่ขยายเช่นกัน นี่เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงให้กฎของมันแก่มันแล้ว ซึ่งก็คือเขตจำกัดต่างๆ ของมัน พื้นที่ของมันมีขนาดใหญ่เพียงใดและหน้าที่ของมันคืออะไร มันมีเขตแดนติดกับอะไร และมันตั้งอยู่ที่ใด—การนี้ได้ถูกกำหนดไว้แล้วโดยพระเจ้า มันจะไม่มีขนาดเกินกว่าเขตจำกัดของมันหรือขยับเคลื่อนจากตำแหน่งของมัน และพื้นที่ของมันจะไม่ขยายโดยพลการ แม้ว่าการไหลของห้วงน้ำต่างๆ อาทิ แม่น้ำและทะเลสาบ จะเป็นไปอย่างมีระเบียบและต่อเนื่องทั้งหมด พวกมันจะไม่มีวันเคลื่อนออกนอกแนวเขตของพวกมันหรือเลยออกไปจากอาณาเขตของพวกมัน พวกมันทั้งหมดไหลไปในทิศทางเดียว ทิศทางซึ่งพวกมันควรจะไหล ในวิถีอันเป็นระเบียบแบบแผน ดังนั้นภายใต้กฎแห่งกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ไม่มีแม่น้ำหรือทะเลสาบใดที่จะแห้งเหือดโดยพลการหรือเปลี่ยนทิศทางหรือปริมาณการไหลของมันโดยพลการอันเนื่องมาจากการหมุนของแผ่นดินโลกหรือการผ่านพ้นของกาลเวลา ทั้งหมดนี้อยู่ภายในการควบคุมของพระเจ้า นั่นจึงกล่าวได้ว่า ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างในท่ามกลางมวลมนุษย์นี้มีสถานที่ พื้นที่ และเขตจำกัดของพวกมันที่ถูกกำหนดไว้แล้ว กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมา อาณาเขตของพวกมันได้ถูกตั้งขึ้น และพวกมันไม่สามารถถูกดัดแปลงแก้ไข ทำใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงได้โดยพลการ “โดยพลการ” หมายถึงอะไร? มันหมายถึงว่าพวกมันจะไม่ขยับเคลื่อน ขยาย หรือเปลี่ยนแปลงรูปทรงดั้งเดิมของพวกมันอย่างไร้แบบแผนเนื่องจากสภาพอากาศ อุณหภูมิ หรือความเร็วในการหมุนของแผ่นดินโลก ตัวอย่างเช่น ภูเขาลูกหนึ่งมีความสูงที่ระดับหนึ่ง ฐานของมันมีพื้นที่ปริมาณหนึ่ง มันมีระดับความสูงที่ระดับหนึ่ง และมันมีพืชพันธุ์ปริมาณหนึ่ง ทั้งหมดนี้ได้ถูกวางแผนและคำนวณโดยพระเจ้าและมันจะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ ในส่วนของที่ราบ มนุษย์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ราบ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในภูมิอากาศใดที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของพวกมันหรือคุณค่าของการดำรงอยู่ของพวกมัน แม้กระทั่งสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ภายในภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นก็จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยพลการ ตัวอย่างเช่น องค์ประกอบของทะเลทราย ชนิดของแหล่งแร่ใต้ดิน ปริมาณของทรายที่บรรจุอยู่ในทะเลทรายและสีของมัน ความหนาของทะเลทราย—เหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ เหตุใดหรือที่พวกมันจะไม่เปลี่ยนแปลงโดยพลการ? เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์ ภายในภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันแตกต่างกันเหล่านี้ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น พระองค์กำลังทรงบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในหนทางอันเป็นระเบียบแบบแผนและดังที่ได้วางแผนการไว้ ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เหล่านี้ทั้งหมดยังคงดำรงอยู่และยังกำลังทำหน้าที่ของพวกมันมาเป็นเวลาหลายพันปีและกระทั่งหลายหมื่นปีด้วยซ้ำหลังจากที่พวกมันได้ถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมา แม้จะมีบางช่วงเวลาเฉพาะที่ภูเขาไฟระเบิด และช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว และมีการเคลื่อนตัวของแผ่นดินครั้งใหญ่ พระเจ้าจะไม่ทรงยอมให้ภูมิประเทศชนิดใดก็ตามสูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันอย่างแน่นอน เป็นเพราะการบริหารจัดการนี้โดยพระเจ้า กฎเกณฑ์และการควบคุมกฎเหล่านี้ของพระองค์เท่านั้น ที่ทั้งหมดนี้—ทั้งหมดนี้ซึ่งมวลมนุษย์ได้เห็นและได้ชื่นชม—จะสามารถอยู่รอดได้บนแผ่นดินโลกในวิถีอันเป็นระเบียบแบบแผน ดังนั้นแล้ว เหตุใดเล่า พระเจ้าจึงทรงบริหารจัดการภูมิประเทศอันหลากหลายเหล่านี้ทั้งหมดที่ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกในหนทางนี้? พระประสงค์ของพระองค์นั้นก็เพื่อที่สิ่งมีชีวิตซึ่งอยู่รอดในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายทั้งหมดจะมีสภาพแวดล้อมที่มั่นคง และเพื่อที่พวกเขาจะมีความสามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้นต่อไปได้ภายในสภาพแวดล้อมที่มั่นคงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ทั้งหมด—สิ่งที่เคลื่อนที่ได้และสิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ได้ สิ่งที่หายใจโดยผ่านทางจมูกของพวกมันและสิ่งที่ไม่หายใจ—ประกอบขึ้นเป็นสภาพแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์สำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ เฉพาะสภาพแวดล้อมประเภทนี้เท่านั้นที่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูพวกมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ และเฉพาะสภาพแวดล้อมประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถอำนวยให้พวกมนุษย์อยู่รอดต่อไปได้อย่างสันติสุข รุ่นแล้วรุ่นเล่า

สิ่งที่เราเพิ่งจะพูดถึงนั้นเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างกว้างสักเล็กน้อย ดังนั้น บางทีมันอาจจะดูเหมือนว่าค่อนข้างห่างไกลจากชีวิตของพวกเจ้า แต่เราเชื่อว่าพวกเจ้าทั้งหมดสามารถเข้าใจมันได้ ใช่หรือไม่? นั่นจึงกล่าวได้ว่า กฎของพระเจ้าในอำนาจครอบครองของพระองค์เหนือทุกสรรพสิ่งนั้นสำคัญมาก—สำคัญมากจริงๆ! อะไรคือเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงภายใต้กฎเหล่านี้? เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระเจ้า เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของพระองค์นั่นเองที่ทุกสรรพสิ่งดำเนินหน้าที่ของพวกมันเองภายในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ตัวอย่างเช่น ภูเขาเลี้ยงดูป่าและในทางกลับกันป่าก็เลี้ยงดูและปกป้องบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์สารพัดที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในพวกมัน ที่ราบต่าง ๆ เป็นเวทีที่ถูกตระเตรียมสำหรับพวกมนุษย์เพื่อเพาะปลูกพืชผลตลอดจนสำหรับบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์สารพัน พวกมันอำนวยให้มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตบนผืนดินที่ราบเรียบและจัดเตรียมความสะดวกในชีวิตของผู้คน และที่ราบยังมีทุ่งหญ้ารวมอยู่ด้วย—ทิวแถวของทุ่งหญ้าอันมหึมา ทุ่งหญ้าจัดเตรียมพืชคลุมดินสำหรับพื้นของแผ่นดินโลก พวกมันปกป้องดินและเลี้ยงดูบรรดาวัวควาย แกะ และม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า ทะเลทรายก็มีหน้าที่ของมันเองเช่นกัน มันไม่ใช่สถานที่ที่พวกมนุษย์จะดำรงชีวิต บทบาทของมันก็คือทำให้ภูมิอากาศชื้นนั้นแห้งขึ้น การไหลของแม่น้ำและทะเลสาบนำน้ำดื่มมาสู่ผู้คนในหนทางที่สะดวก ที่ใดก็ตามที่พวกมันไหลไป ผู้คนจะมีน้ำไว้ดื่มและความต้องการน้ำของทุกสรรพสิ่งจะได้รับการตอบสนองอย่างสะดวก เหล่านี้คืออาณาเขตที่พระเจ้าทรงวาดขึ้นสำหรับภูมิประเทศอันหลากหลาย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 181

เพราะอาณาเขตเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงวาด ภูมิประเทศอันหลากหลายได้สร้างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันสำหรับการอยู่รอด และสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดเหล่านี้ได้ให้ความสะดวกสบายสำหรับบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์หลากหลายชนิดและยังได้ให้พื้นที่ที่จะอยู่รอดแก่พวกมันอีกด้วย จากการนี้อาณาเขตสำหรับสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายได้ถูกพัฒนาขึ้น นี่คือส่วนที่สองที่พวกเราจะพูดคุยกันเป็นลำดับถัดไป ก่อนอื่น บรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์และแมลงทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ที่ไหน? พวกมันดำรงชีวิตอยู่ในป่าและป่าละเมาะหรือไม่? เหล่านี้คือบ้านของพวกมัน ดังนั้นแล้ว นอกเหนือจากการตั้งอาณาเขตสำหรับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายแล้ว พระเจ้ายังได้ทรงวาดอาณาเขตและได้ทรงจัดตั้งกฎต่างๆ สำหรับบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์ ปลา แมลงอันหลากหลาย และพืชพรรณทั้งหมดเช่นกัน เพราะความแตกต่างระหว่างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายและเพราะการดำรงอยู่ของสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันแตกต่างกัน บรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์ ปลา แมลงทั้งหลาย และพืชพรรณต่างประเภทกันจึงมีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่แตกต่างกัน บรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์และแมลงทั้งหลายมีชีวิตท่ามกลางพืชพรรณอันหลากหลาย ปลามีชีวิตอยู่ในน้ำ และพืชพรรณเติบโตบนแผ่นดิน แผ่นดินรวมพื้นที่อันหลากหลาย อาทิ ภูเขา ที่ราบ และเนินเขาเข้าไว้ด้วยกัน ทันทีที่บรรดานกและบรรดาสัตว์ร้ายมีบ้านที่กำหนดไว้ของพวกมันเองแล้ว พวกมันจะไม่ร่อนเร่ไปทั่วไปทุกทิศทุกทาง บ้านของพวกมันคือป่าและภูเขา หากวันหนึ่งบ้านของพวกมันถูกทำลาย ระเบียบนี้ก็คงจะตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ทันทีที่ระเบียบนี้ตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ผลที่ตามมาคืออะไร? ใครเป็นคนแรกที่จะบาดเจ็บ? (มวลมนุษย์) เป็นมวลมนุษย์นั่นเอง ภายในกฎและเขตจำกัดเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้น พวกเจ้าได้เห็นปรากฏการณ์ที่แปลกตาใดๆ หรือไม่? ตัวอย่างเช่น ช้างที่เดินอยู่ในทะเลทราย เจ้าได้เห็นอะไรเยี่ยงนี้หรือไม่? หากการนี้เกิดขึ้นจริงๆ มันคงจะเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมาก เพราะช้างนั้นใช้ชีวิตอยู่ในป่า และนั่นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับพวกมัน พวกมันมีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเองและบ้านที่กำหนดไว้ของพวกมันเอง ดังนั้นแล้วเหตุใดพวกมันจึงจะวิ่งพล่านไปทั่วเล่า? มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นสิงโตหรือเสือที่เดินไปตามชายฝั่งมหาสมุทร? ไม่มี พวกเจ้าไม่เคยเห็น บ้านของสิงโตและเสือคือป่าและภูเขา มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นวาฬหรือปลาฉลามแห่งมหาสมุทรว่ายผ่านทะเลทราย? ไม่มี พวกเจ้าไม่เคยเห็น วาฬและปลาฉลามมีบ้านของพวกมันอยู่ในมหาสมุทร ในสภาพแวดล้อมของการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีผู้คนที่ใช้ชีวิตเคียงข้างหมีสีน้ำตาลหรือไม่? มีผู้คนที่ถูกล้อมรอบไปด้วยนกยูงหรือนกชนิดอื่นๆ ภายในหรือภายนอกบ้านของพวกเขาอยู่เสมอหรือไม่? มีใครบ้างไหมที่เคยเห็นนกอินทรีหรือห่านป่าเล่นกับลิง? (ไม่) เหล่านี้ทั้งหมดคงจะเป็นปรากฏการณ์ที่แปลก เหตุผลที่เราพูดถึงสิ่งเหล่านี้ซึ่งดูเหมือนว่าแปร่งหูมากสำหรับพวกเจ้าก็เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจว่าทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง—ไม่สำคัญว่าพวกมันจะถูกกำหนดตายตัวในสถานที่แห่งหนึ่งหรือไม่ หรือพวกมันสามารถหายใจผ่านจมูกของพวกมันได้หรือไม่—มีกฎสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเอง นานมาแล้วก่อนที่พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ พระองค์ได้ทรงตระเตรียมบ้านของพวกมันเองและสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเองสำหรับพวกมันแล้ว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่ตายตัวของพวกมันเอง อาหารของพวกมันเองและบ้านของพวกมันเอง และพวกมันมีสถานที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการอยู่รอดที่ตายตัวของพวกมันเอง สถานที่ซึ่งมีอุณหภูมิอันเหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงจะไม่เร่รอนไปทั่วไปทุกทิศทุกทางหรือบ่อนทำลายการอยู่รอดของมวลมนุษย์หรือส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่ดีที่สุดให้แก่มวลมนุษย์ สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตภายในทุกสรรพสิ่งมีอาหารเพื่อการยังชีพของพวกมันเองภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของพวกมันเอง ด้วยอาหารนั้น พวกมันจึงชอบสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติสำหรับการอยู่รอดของพวกมัน ในสภาพแวดล้อมประเภทนั้น พวกมันยังคงอยู่รอด ทวีจำนวน และขยับเดินหน้าต่อไปโดยสอดคล้องกับกฎที่พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งขึ้นสำหรับพวกมัน เพราะกฎชนิดต่างๆ เหล่านี้ เพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งดำรงชีวิตอย่างกลมเกลียวกับมวลมนุษย์ และมวลมนุษย์ดำรงอยู่ร่วมกันกับทุกสรรพสิ่งโดยการพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 182

พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและได้ทรงกำหนดอาณาเขตสำหรับพวกมัน ในบรรดาพวกมันพระองค์ได้ทรงเลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ในขณะเดียวกัน พระองค์ยังได้ทรงตระเตรียมวิถีทางที่แตกต่างกันในการอยู่รอดสำหรับมวลมนุษย์ ดังนั้นแล้วเจ้าสามารถเห็นได้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีแค่หนทางเดียวที่จะอยู่รอด อีกทั้งพวกเขาไม่ได้มีแค่สภาพแวดล้อมประเภทเดียวสำหรับการอยู่รอด ก่อนหน้านี้พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงตระเตรียมอาหารและแหล่งน้ำนานาชนิดสำหรับพวกมนุษย์ ซึ่งจำเป็นขั้นวิกฤติสำหรับการเปิดโอกาสให้ชีวิตของมวลมนุษย์ในเนื้อหนังได้คงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ดี ท่ามกลางมวลมนุษย์นี้ มิใช่ว่าผู้คนทั้งหมดจะดำรงชีพด้วยธัญพืช ผู้คนมีวิถีทางในการอยู่รอดอันแตกต่างกันเนื่องจากความแตกต่างในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศ วิถีทางในการอยู่รอดเหล่านี้ทั้งหมดได้ถูกตระเตรียมไว้แล้วโดยพระเจ้า ดังนั้นแล้วมิใช่ว่ามนุษย์ทั้งหมดจะทำการเกษตรเป็นหลัก กล่าวคือ มิใช่ว่าผู้คนทั้งหมดจะได้รับอาหารของพวกเขาจากการปลูกพืชผล นี่คือส่วนที่สามที่พวกเราจะพูดคุยกัน: อาณาเขตได้เกิดขึ้นเนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลายของมวลมนุษย์ ดังนั้นแล้วพวกมนุษย์มีรูปแบบการใช้ชีวิตชนิดอื่นใดอีกหรือ? ในข้อกำหนดของแหล่งอาหารซึ่งแตกต่างกัน มีผู้คนประเภทอื่นใดอีกหรือ? มีชนิดหลักๆ อยู่หลายชนิดเลย

ชนิดแรกคือลีลาชีวิตแบบการล่าสัตว์ ทุกคนรู้ว่านั่นคืออะไร ผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์กินอะไร? (สัตว์ที่ล่ามาได้) พวกเขากินนกและสิงสาราสัตว์จากป่า “สัตว์ที่ล่ามาได้” เป็นคำศัพท์สมัยใหม่ บรรดานายพรานไม่คิดว่ามันเป็นสัตว์ที่ล่ามาได้ พวกเขาคิดว่ามันเป็นอาหาร เป็นเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขา ตัวอย่างเช่น พวกเขาได้กวางมาตัวหนึ่ง เมื่อพวกเขาได้กวางตัวนี้มา มันก็เหมือนกับชาวนาที่ได้รับอาหารจากผืนดิน ชาวนาได้รับอาหารจากผืนดิน และเมื่อเขาเห็นอาหารนี้ เขามีความสุขและรู้สึกสบายใจ ครอบครัวจะไม่หิวโดยที่มีพืชผลให้กิน หัวใจของชาวนาปราศจากความวิตกกังวลและเขารู้สึกพึงพอใจ นายพรานก็รู้สึกสบายใจและพึงพอใจเช่นกันเมื่อมองดูสิ่งที่เขาได้จับมาเพราะเขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอาหารอีกต่อไป มีอะไรให้กินสำหรับมื้ออาหารถัดไปและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหิวโหย นี่คือใครบางคนที่ล่าสัตว์เพื่อหาเลี้ยงชีพ บรรดาผู้ที่ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าบนภูเขา พวกเขาไม่ทำการเกษตร มันไม่ง่ายที่จะหาที่ดินที่สามารถทำการเพาะปลูกได้ที่นั่น ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่รอดด้วยสิ่งมีชีวิตอันหลากหลาย เหยื่อหลากหลายประเภท นี่คือรูปแบบการใช้ชีวิตประเภทแรกที่แตกต่างไปจากผู้คนธรรมดาทั่วไป

ชนิดที่สองคือวิถีชีวิตของคนเลี้ยงสัตว์ ผู้คนที่เลี้ยงสัตว์เพื่อหาเลี้ยงชีพทำการเกษตรบนที่ดินของพวกเขาไปด้วยหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วพวกเขาทำอะไรกันเล่า? พวกเขาดำรงชีวิตอย่างไร? (โดยส่วนใหญ่ พวกเขาเลี้ยงวัวควายและแกะเพื่อดำรงชีวิต และในฤดูหนาวพวกเขาก็ฆ่าและกินปศุสัตว์ของพวกเขา อาหารหลักของพวกเขาคือเนื้อวัวและเนื้อแกะ และพวกเขาดื่มชานม แม้ว่าบรรดาคนเลี้ยงสัตว์จะมีงานมากตลอดทั้งสี่ฤดูกาล พวกเขาก็กินอย่างดี พวกเขามีนม ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และเนื้อสัตว์มากมาย) ผู้คนที่เลี้ยงสัตว์เพื่อการดำรงชีวิตกินเนื้อวัวและเนื้อแกะเป็นหลัก ดื่มนมแกะและนมวัว และขี่วัวควายและม้าในการเลี้ยงสัตว์ของพวกเขาในทุ่งหญ้าโดยมีสายลมสดชื่นพัดผ่านพวกเขาและแสงแดดอาบไปบนใบหน้าของพวกเขา พวกเขาไม่เผชิญกับความตึงเครียดของชีวิตสมัยใหม่ วันทั้งวัน พวกเขาจับจ้องไปที่ท้องฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาลและที่ราบอันเต็มไปด้วยต้นหญ้า ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์มีชีวิตอยู่ในทุ่งหญ้า และพวกเขามีความสามารถที่จะสืบสานวิถีชีวิตพเนจรของพวกเขาต่อมาเป็นเวลาหลายชั่วคน แม้ว่าชีวิตในทุ่งหญ้าจะเงียบเหงาเล็กน้อย แต่มันยังเป็นชีวิตที่มีความสุขมากเช่นกัน มันหาใช่วิถีชีวิตที่ย่ำแย่ไม่!

ชนิดที่สามคือวิถีชีวิตการทำประมง มนุษยชาติในสัดส่วนเล็กน้อยใช้ชีวิตอยู่ใกล้มหาสมุทรหรือบนเกาะเล็กๆ พวกเขามีน้ำล้อมรอบ หันหน้าเข้าหามหาสมุทร ผู้คนเหล่านี้ทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพ อะไรคือแหล่งอาหารสำหรับบรรดาผู้ที่ทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพ? แหล่งอาหารของพวกเขารวมถึงปลา อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากทะเลทุกชนิด ผู้คนที่ทำการประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพไม่ทำการเกษตรบนที่ดิน แต่กลับใช้ทุกๆ วันในการทำประมง อาหารหลักของพวกเขาประกอบด้วยปลาและผลิตภัณฑ์จากทะเลหลากหลายชนิด พวกเขาแลกสิ่งเหล่านี้เป็นข้าว แป้ง และสิ่งจำเป็นพื้นฐานในแต่ละวันเป็นครั้งคราว นี่คือลีลาชีวิตที่แตกต่างกันซึ่งนำมาใช้โดยผู้คนที่ดำรงชีวิตใกล้น้ำ ด้วยความที่ดำรงชีวิตใกล้น้ำ พวกเขาจึงพึ่งพาน้ำสำหรับอาหารของพวกเขา และหาเลี้ยงชีพจากการทำประมง การทำประมงไม่เพียงให้แหล่งอาหารแก่พวกเท่านั้น แต่ยังให้วิถีทางในการทำมาหากินอีกด้วย

นอกเหนือจากการทำการเกษตรบนที่ดินแล้ว มนุษยชาติดำรงชีวิตโดยส่วนใหญ่ตามวิถีชีวิตสามแบบที่กล่าวถึงข้างต้น อย่างไรก็ดี ผู้คนส่วนใหญ่ทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยมีเพียงกลุ่มผู้คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่ดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์ การทำประมง และการล่าสัตว์ และผู้คนที่ดำรงชีวิตด้วยการทำการเกษตรจำเป็นต้องมีอะไร? สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องมีคือที่ดิน พวกเขารุ่นแล้วรุ่นเล่าดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูกพืชผลในผืนดิน และไม่ว่าพวกเขาจะปลูกผัก ผลไม้ หรือธัญพืช พวกเขาก็ได้รับอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของพวกเขาจากแผ่นดินโลกนั่นเอง

อะไรคือสภาพเงื่อนไขพื้นฐานที่สนับสนุนลีลาชีวิตมนุษย์อันแตกต่างกันเหล่านี้? ไม่ใช่ว่า มันจำเป็นอย่างแน่นอนที่สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งพวกเขามีความสามารถที่จะอยู่รอดได้นั้นจะต้องได้รับการสงวนรักษาไว้ในระดับพื้นฐานหรอกหรือ? กล่าวคือ หากบรรดาผู้ที่ยังชีพด้วยการล่าจะต้องเสียป่าบนภูเขาหรือบรรดานกและบรรดาสิงสาราสัตว์ไป แหล่งการทำมาหากินของพวกเขาคงจะสูญสิ้นไป ทิศทางที่ชาติพันธุ์นี้ และผู้คนจำพวกนี้ควรไปก็คงจะกลับกลายเป็นไม่แน่นอน และพวกเขาอาจจะหายไปด้วยซ้ำ แล้วถ้าเป็นเรื่องของบรรดาผู้ที่เลียงสัตว์เพื่อการการทำมาหากินล่ะ? พวกเขาพึ่งพาอะไร? สิ่งที่พวกเขาพึ่งพาอย่างแท้จริงไม่ใช่ปศุสัตว์ของพวกเขา แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ปศุสัตว์ของพวกเขาสามารถอยู่รอดได้—ทุ่งหญ้า หากไม่มีทุ่งหญ้า บรรดาคนเลี้ยงสัตว์จะหาหญ้าให้ปศุสัตว์ของพวกเขากินได้ที่ไหน? วัวควายและแกะจะกินอะไร? หากปราศจากปศุสัตว์ กลุ่มชนพเนจรเหล่านี้คงจะไม่มีการทำมาหากิน หากปราศจากแหล่งที่มาสำหรับการทำมาหากินของพวกเขา กลุ่มชนเหล่านี้จะไปที่ไหน? มันคงจะกลายเป็นลำบากยากเย็นมากที่พวกเขาจะยังคงอยู่รอดต่อไป พวกเขาคงจะไม่มีอนาคต หากไม่มีแหล่งน้ำ และแม่น้ำกับทะเลสาบแห้งเหือดลงหมด ปลาเหล่านั้นซึ่งพึ่งพาน้ำเพื่อที่จะมีชีวิตจะยังคงมีอยู่หรือไม่? พวกมันคงจะไม่ ผู้คนเหล่านี้ที่พึ่งพาน้ำและปลาเพื่อการทำมาหากินของพวกเขาจะยังคงอยู่รอดต่อไปหรือไม่? เมื่อพวกเขาไม่มีอาหารอีกต่อไป เมื่อพวกเขาไม่มีแหล่งที่มาสำหรับการทำมาหากินของพวกเขาอีกต่อไป กลุ่มชนเหล่านี้คงจะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดต่อไปได้ กล่าวคือ หากเมื่อไหร่ก็ตามที่ชาติพันธุ์ใดที่ให้ไว้เกิดประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากินของพวกเขาหรือการอยู่รอดของพวกเขา เช่นนั้นแล้วชาติพันธุ์นั้นก็คงจะไม่ดำเนินต่อไป และพวกเขาก็สามารถหายไปจากพื้นโลกและกลายเป็นสูญพันธุ์ไปเลย และหากบรรดาผู้ที่ทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพสูญเสียที่ดินของพวกเขาไป หากพวกเขาไม่สามารถเพาะปลูกพืชพรรณทุกประเภทและได้รับอาหารจากพืชพรรณเหล่านั้น เช่นนั้นแล้วผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? หากปราศจากอาหาร ผู้คนจะไม่อดตายหรอกหรือ? หากผู้คนกำลังจะอดตาย เผ่าพันธุ์มนุษย์เผ่านั้นจะไม่ถูกกวาดล้างหรอกหรือ? ดังนั้นแล้วนี่จึงเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในการคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมประเภทต่างๆ กัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์หนึ่งอย่างเท่านั้นในการธำรงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศอันแตกต่างกันและสิ่งมีชีวิตอันแตกต่างกันทั้งหมดภายในพวกมัน—และนั่นก็เป็นไปเพื่อเลี้ยงดูผู้คนทุกประเภท เพื่อเลี้ยงดูผู้คนที่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ซึ่งแตกต่างกัน

หากสิ่งทรงสร้างทั้งหมดสูญเสียกฎของพวกมันไป พวกมันคงจะไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป หากกฎแห่งทุกสรรพสิ่งได้สูญหายไป เช่นนั้นแล้วสิ่งมีชีวิตท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คงจะมีความไม่สามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ มนุษยชาติคงจะสูญเสียสภาพแวดล้อมของพวกเขาซึ่งพวกเขาพึ่งพาเพื่อการอยู่รอดด้วยเช่นกัน หากมนุษยชาติสูญเสียทั้งหมดนั้น พวกเขาคงจะไม่มีความสามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ดังที่พวกเขาได้ทำเรื่อยมา เพื่อเจริญเติบโตและทวีจำนวนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เหตุผลที่มนุษย์ได้อยู่รอดมาจนกระทั่งบัดนี้เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงจัดหาสิ่งทรงสร้างทั้งหมดให้แก่พวกเขาเพื่อเลี้ยงดูพวกเขา เพื่อเลี้ยงดูมวลมนุษย์ในหนทางที่แตกต่างกัน เป็นเพราะพระเจ้าทรงเลี้ยงดูมวลมนุษย์ในหนทางที่แตกต่างกันเท่านั้น มวลมนุษย์จึงได้อยู่รอดมาจนกระทั่งบัดนี้ในปัจจุบันนี้ ด้วยสภาพแวดล้อมที่ตายตัวสำหรับการอยู่รอดอันเป็นคุณและมีกฎธรรมชาติเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในนั้น ผู้คนต่างประเภททั้งหมดของแผ่นดินโลก เผ่าพันธุ์ที่ต่างกันทั้งหมด จึงสามารถอยู่รอดได้ภายในพื้นที่ที่ได้บัญญัติขึ้นของพวกเขาเอง ไม่มีใครสามารถไปเลยจากพื้นที่เหล่านี้หรืออาณาเขตระหว่างพวกมันได้ เป็นเพราะพระเจ้านั่นเองที่ได้ทรงวาดเค้าโครงพวกมันไว้ เหตุใดหรือ พระเจ้าจึงจะทรงวาดเค้าโครงอาณาเขตในหนทางนี้? นี่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญใหญ่หลวงสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง—มีความสำคัญใหญ่หลวงอย่างแท้จริง!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 183

ประการที่สี่ พระเจ้าได้ทรงวาดอาณาเขตระหว่างเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน บนแผ่นดินโลกมีผู้คนผิวสีขาว ผู้คนผิวสีดำ ผู้คนผิวสีน้ำตาล และผู้คนผิวสีเหลือง เหล่านี้คือผู้คนต่างชนิดกัน พระเจ้ายังได้ทรงกำหนดวงเขตสำหรับชีวิตของผู้คนต่างชนิดกันเหล่านี้อีกด้วย และผู้คนก็ใช้ชีวิตภายในสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมของพวกเขาสำหรับการอยู่รอดภายใต้การบริหารจัดการของพระเจ้าโดยที่ไม่ได้ตระหนักรู้ถึงมันเลย ไม่มีใครสามารถก้าวออกนอกการนี้ได้ ตัวอย่างเช่น พวกเรามาพิจารณาผู้คนผิวขาวกันเถิด อะไรคือแนวเขตทางภูมิศาสตร์ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่? ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา แนวเขตทางภูมิศาสตร์ซึ่งผู้คนผิวดำอาศัยอยู่เป็นหลักคือทวีปแอฟริกา ผู้คนผิวสีน้ำตาลอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้เป็นหลัก ในประเทศอย่างเช่น ประเทศไทย อินเดีย เมียนมาร์ เวียดนาม และลาว ผู้คนผิวสีเหลืองอาศัยอยู่ในเอเชียเป็นหลัก กล่าวคือ ในประเทศอย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พระเจ้าได้ทรงกระจายเผ่าพันธุ์ประเภทต่างๆ กันเหล่านี้ทั้งหมดอย่างเหมาะสม เพื่อที่เผ่าพันธุ์ซึ่งต่างกันเหล่านี้จะได้ถูกกระจายกันไปตามส่วนที่แตกต่างกันของโลก ในส่วนที่แตกต่างกันของโลกเหล่านี้ พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่เหมาะสมสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ต่างกันแต่ละเผ่าไว้นานแล้ว ภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดเหล่านี้ พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมดินที่มีสีสันและองค์ประกอบแตกต่างกันหลากหลายสำหรับพวกเขา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ องค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนผิวสีขาวไม่เหมือนกับองค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนผิวสีดำ และพวกมันยังแตกต่างจากองค์ประกอบที่รวมกันเป็นร่างกายของผู้คนจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดสำหรับเผ่าพันธุ์นั้นแล้ว พระประสงค์ของพระองค์ในการทำเช่นนั้นก็เพื่อที่ว่า เมื่อผู้คนประเภทนั้นได้เริ่มที่จะทวีจำนวน และเพื่อที่จะเพิ่มจำนวน พวกเขาจะสามารถได้รับการกำหนดตายตัวภายในแนวเขตที่แน่นอนได้ ก่อนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ได้ทรงดำริไว้ทั้งหมดแล้ว—พระองค์จะสงวนยุโรปและอเมริกาไว้สำหรับผู้คนผิวขาวเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาพัฒนาและอยู่รอด ดังนั้นตอนที่พระเจ้ากำลังทรงสร้างแผ่นดินโลก พระองค์ได้มีแผนการแล้ว พระองค์ได้มีเป้าหมายและพระประสงค์ในการใส่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงใส่เข้าไปในผืนแผ่นดินนั้น และในการเลี้ยงดูสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเลี้ยงดูบนผืนแผ่นดินนั้น ตัวอย่างเช่น ภูเขาใด ที่ราบกี่แห่ง แหล่งน้ำกี่แหล่ง นกและสิงสาราสัตว์ชนิดใด ปลาอะไร และพืชพรรณใดที่จะอยู่บนแผ่นดินนั้น พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมพวกมันทั้งหมดไว้นานมาแล้ว เมื่อตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดให้กับมนุษย์ประเภทหนึ่ง ให้กับเผ่าพันธุ์ที่กำหนดเผ่าพันธุ์หนึ่ง พระเจ้าทรงจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นปัญหามากมายจากทุกมุมของการจำแนกชนิดต่างๆ กล่าวคือ สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ องค์ประกอบของดิน สายพันธุ์ของนกและสิงสาราสัตว์ที่แตกต่างกัน ขนาดของปลาต่างชนิดกัน องค์ประกอบที่รวมกันเป็นตัวปลา ความแตกต่างในคุณภาพของน้ำ ตลอดจนพืชพรรณที่ต่างชนิดกันทั้งหมด…พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมทั้งหมดนั้นนานมาแล้ว สภาพแวดล้อมแบบนั้นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างและได้ทรงตระเตรียมสำหรับผู้คนผิวขาว และนั่นก็เป็นของพวกเขาโดยกำเนิด พวกเจ้าได้เห็นหรือยังว่าเมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงคิดพิจารณาในการนั้นอย่างถี่ถ้วนและทรงกระทำการโดยมีแผนการ? (ใช่ พวกเราได้เห็นแล้วว่าการพิจารณาต่างๆ ของพระเจ้าสำหรับผู้คนหลากหลายชนิดนั้นรอบคอบมาก สำหรับสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดที่พระองค์ได้ทรงสร้างสำหรับมนุษย์ประเภทที่แตกต่างกัน นกและสิงสาราสัตว์และปลาชนิดใด ภูเขากี่ลูกและที่ราบกี่แห่งที่พระองค์จะทรงตระเตรียม พระองค์ได้ทรงพิจารณาด้วยความรอบคอบและความเที่ยงตรงสูงสุด) ลองดูตัวอย่างของผู้คนผิวสีขาว ผู้คนผิวขาวกินอาหารใดเป็นหลัก? อาหารที่ผู้คนผิวขาวกินนั้นแตกต่างมากจากอาหารที่ผู้คนชาวเอเชียกิน อาหารหลักที่ผู้คนผิวสีขาวกินประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ไข่ นม และสัตว์ปีกเป็นหลัก ธัญพืช เช่น ขนมปังและข้าวเจ้า โดยทั่วไปแล้วเป็นอาหารเสริมที่วางอยู่ที่ด้านข้างของจาน แม้ในยามที่กินสลัดผัก พวกเขามีแนวโน้มที่จะใส่เนื้ออบหรือไก่สองสามชิ้นไว้ด้วย และแม้ในยามที่กินอาหารที่มีข้าวสาลีเป็นหลัก พวกเขามีแนวโน้มที่จะเพิ่มชีส ไข่ หรือเนื้อสัตว์ นั่นจึงกล่าวได้ว่า อาหารหลักของพวกเขาไม่ได้ประกอบด้วยอาหารที่มีข้าวสาลีหรือข้าวเจ้าเป็นหลัก พวกเขากินเนื้อสัตว์และชีสในปริมาณมาก พวกเขามักดื่มน้ำแข็งเพราะอาหารที่พวกเขากินนั้นมีแคลอรีสูงมาก ดังนั้น ผู้คนผิวสีขาวจึงแข็งแกร่งทรหดเป็นพิเศษ นั่นคือแหล่งกำเนิดของการทำมาหากินของพวกเขาและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่ถูกตระเตรียมสำหรับพวกเขาโดยพระเจ้า ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขามีวิถีชีวิตนี้ วิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ ไม่มีถูกหรือผิดในวิถีชีวิตนี้—มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า และมันเกิดจากการสั่งการของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ การที่เผ่าพันธุ์นี้มีวิถีชีวิตนี้และแหล่งที่มาเหล่านี้สำหรับการทำมาหากินของพวกเขาเป็นเพราะเผ่าพันธุ์ของพวกเขา และเพราะสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับพวกเขา เจ้าสามารถพูดได้ว่า สภาพแวดล้อมที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับผู้คนผิวสีขาว และเสบียงอาหารในแต่ละวันที่พวกเขาได้รับจากสภาพแวดล้อมนั้น มั่งคั่งและล้นเหลือ

พระเจ้ายังได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดสำหรับเผ่าพันธุ์อื่นๆ เช่นกัน ยังมีผู้คนผิวสีดำอีกด้วย—ผู้คนผิวสีดำตั้งรกรากอยู่ที่ไหน? พวกเขาตั้งรกรากอยู่ในแอฟริกากลางและแอฟริกาใต้เป็นหลัก พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมอะไรไว้สำหรับพวกเขาในสภาพแวดล้อมสำหรับการดำรงชีวิตประเภทนั้น? ป่าฝนเขตร้อน นกและสิงสาราสัตว์ทุกการจำแนกชนิด และทั้งทะเลทรายด้วย และพืชพรรณทุกประเภทที่มีชีวิตอยู่เคียงข้างผู้คน พวกเขามีแหล่งที่มาสำหรับน้ำ การหากินของพวกเขา และอาหาร พระเจ้าไม่ได้ทรงมีอคติกับพวกเขา ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะได้เคยทำอะไรไว้ การอยู่รอดของพวกเขาไม่เคยเป็นปัญหาเลย พวกเขาก็ยึดครองสถานที่ตั้งที่แน่นอนและพื้นที่ที่แน่นอนในส่วนหนึ่งของแผ่นดินโลกเช่นกัน

ตอนนี้ พวกเรามาพูดถึงผู้คนผิวสีเหลืองกันเถิด ผู้คนผิวสีเหลืองตั้งรกรากอยู่ในทิศตะวันออกของแผ่นดินโลกเป็นหลัก อะไรคือความแตกต่างระหว่างสภาพแวดล้อมและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของทิศตะวันออกและทิศตะวันตก? ในทิศตะวันออก ผืนดินส่วนใหญ่นั้นอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่งไปด้วยวัตถุดิบและแหล่งแร่ กล่าวคือ ทรัพยากรบนดินและใต้ดินทุกการจำแนกชนิดนั้นมีมากมาย และสำหรับผู้คนกลุ่มนี้ สำหรับเผ่าพันธุ์นี้ พระเจ้ายังได้ทรงตระเตรียมดิน สภาพอากาศซึ่งสอดรับกัน และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาเช่นกัน แม้ว่ามีความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์นั้นกับสภาพแวดล้อมในทิศตะวันตก อาหารที่จำเป็น การทำมาหากิน และแหล่งที่มาสำหรับการอยู่รอดของผู้คนก็ยังได้ถูกตระเตรียมโดยพระเจ้าเช่นกัน มันก็แค่สภาพแวดล้อมสำหรับการดำรงชีวิตที่แตกต่างจากผู้คนผิวสีขาวในทิศตะวันตก แต่อะไรคือหนึ่งสิ่งที่เราจำเป็นต้องบอกพวกเจ้า? จำนวนผู้คนของเผ่าพันธุ์ตะวันออกนั้นค่อนข้างมาก ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงเพิ่มเติมองค์ประกอบจำนวนมากในส่วนนั้นของแผ่นดินโลกที่แตกต่างจากทิศตะวันตก ที่นั่น พระองค์ได้ทรงเพิ่มภูมิประเทศที่แตกต่างกันมากมายและวัตถุดิบอันอุดมทุกชนิด ทรัพยากรธรรมชาติที่นั่นอุดมมาก ภูมิประเทศก็ยังแตกต่างและหลากหลายอีกด้วย เพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูผู้คนจำนวนมหาศาลของเผ่าพันธุ์ตะวันออก สิ่งที่แยกทิศตะวันออกจากทิศตะวันตกก็คือว่าในทิศตะวันออก—ตั้งแต่ใต้จรดเหนือ ตะวันออกจรดตะวันตก—สภาพอากาศนั้นดีกว่าทิศตะวันตก ฤดูกาลทั้งสี่นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน อุณหภูมิเหมาะสม ทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีมากมาย และทิวทัศน์ธรรมชาติและชนิดของภูมิประเทศก็ดีกว่าในทิศตะวันตกมาก เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงทำการนี้? พระเจ้าได้ทรงสร้างความสมดุลที่มีเหตุผลมากระหว่างผู้คนผิวสีขาวและผู้คนผิวสีเหลือง นี่หมายถึงอะไร? มันหมายถึงว่าแง่มุมทั้งหมดของอาหารของผู้คนผิวสีขาว สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาใช้ และสิ่งต่างๆ ที่ได้ถูกจัดหาไว้เพื่อความชื่นชมยินดีของพวกเขานั้น ดีกว่าสิ่งที่ผู้คนผิวสีเหลืองมีความสามารถที่จะชื่นชมได้อย่างมาก อย่างไรก็ดี พระเจ้าไม่ได้ทรงมีอคติกับเผ่าพันธุ์ใดๆ พระเจ้าได้ทรงให้สภาพแวดล้อมที่สวยงามกว่าและดีกว่าสำหรับการอยู่รอดแก่ผู้คนผิวสีเหลือง นี่คือความสมดุล

พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผู้คนประเภทใดควรดำรงชีวิตในส่วนใดของโลก พวกมนุษย์สามารถไปเลยจากเขตจำกัดเหล่านี้ได้หรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่สามารถ) ช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์จริงๆ! ต่อให้มีสงครามหรือการรุกล้ำในระหว่างยุคสมัยที่แตกต่างกันหรือในเวลาพิเศษต่างๆ สงครามและการรุกล้ำเหล่านี้ไม่สามารถทำลายสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าสำหรับเผ่าพันธุ์แต่ละเผ่าได้อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ พระเจ้าได้ทรงกำหนดผู้คนเฉพาะชนิดไว้ตายตัวในส่วนที่เฉพาะของโลกและพวกเขาไม่สามารถไปเลยจากเขตจำกัดเหล่านี้ได้ ต่อให้ผู้คนมีความทะเยอทะยานบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงหรือขยายดินแดนของพวกเขา หากปราศจากการอนุญาตจากพระเจ้า การนี้ก็จะลำบากยากเย็นมากที่จะสัมฤทธิ์ผล มันจะลำบากยากเย็นมากที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น ผู้คนผิวสีขาวต้องการที่จะขยายดินแดนของพวกเขาและพวกเขาได้ยึดประเทศอื่นๆ บางประเทศเป็นอาณานิคม พวกเยอรมันได้บุกรุกบางประเทศ และสหราชอาณาจักรครั้งหนึ่งก็ได้ยึดครองอินเดีย ผลสุดท้ายคืออะไร? ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ล้มเหลว พวกเราเห็นอะไรจากความล้มเหลวของพวกเขา? สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้านั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ถูกทำลาย ดังนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจได้เห็นแรงส่งยิ่งใหญ่เพียงใดในการแผ่อาณาเขตของสหราชอาณาจักร ในท้ายที่สุดพวกเขายังคงต้องถอนทัพ ทิ้งแผ่นดินนั้นไว้ให้ยังคงเป็นของอินเดีย บรรดาผู้ที่ดำรงชีวิตบนแผ่นดินผืนนั้นยังคงเป็นชาวอินเดีย ไม่ใช่ชาวอังกฤษ เพราะพระเจ้าคงจะไม่ทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น บางคนในบรรดาผู้ที่ค้นคว้าวิจัยประวัติศาสตร์หรือการเมืองได้ให้บทความวิจัยเกี่ยวกับการนี้เอาไว้ พวกเขาให้เหตุผลสำหรับสาเหตุที่สหราชอาณาจักรล้มเหลว โดยกล่าวว่ามันอาจเป็นเพราะชาติพันธุ์บางชาติพันธุ์ไม่อาจถูกพิชิตได้ หรือมันอาจเป็นเพราะเหตุผลอื่นๆ ของมนุษย์…เหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลอันแท้จริง เหตุผลอันแท้จริงนั้นเป็นเพราะพระเจ้า—พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น! พระเจ้าได้ทรงยอมให้ชาติพันธุ์หนึ่งดำรงชีวิตบนแผ่นดินผืนหนึ่งและทรงลงหลักปักฐานให้พวกเขาที่นั่น และหากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้พวกเขาเคลื่อนย้ายจากแผ่นดินผืนนั้น พวกเขาจะไม่มีวันสามารถเคลื่อนย้ายได้ หากพระเจ้าทรงแบ่งสรรพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับพวกเขา พวกเขาจะดำรงชีวิตภายในพื้นที่นั้น มวลมนุษย์ไม่สามารถเป็นอิสระหรือสลัดตัวพวกเขาเองให้หลุดพ้นจากพื้นที่ที่กำหนดไว้เหล่านี้ได้ นี่เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่สำคัญว่ากองกำลังของผู้รุกล้ำจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือบรรดาผู้ที่กำลังถูกรุกล้ำจะอ่อนแอเพียงใด ความสำเร็จของผู้รุกรานนั้นท้ายที่สุดแล้วอยู่ที่พระเจ้าจะทรงตัดสินพระทัย มันได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระองค์ และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 184

เมื่อมองจากมุมมองของกฎที่กำหนดพิจารณาโดยพระเจ้าสำหรับการเติบโตของทุกสรรพสิ่ง ในความหลากหลายของมันทั้งหมด มิใช่ว่ามวลมนุษย์ทั้งปวงล้วนได้รับการจัดเตรียมและได้รับการเลี้ยงดูโดยพระเจ้าหรอกหรือ? หากกฎเหล่านี้ถูกทำลายหรือหากพระเจ้ามิได้ทรงสถาปนากฎเหล่านี้ไว้สำหรับมวลมนุษย์แล้วไซร้ ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร? ภายหลังจากที่พวกมนุษย์ได้สูญเสียสภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของพวกเขา พวกเขาจะมีแหล่งอาหารใดหรือไม่? เป็นไปได้ว่าแหล่งอาหารนั้นจะกลายเป็นปัญหา หากผู้คนสูญเสียแหล่งอาหารของพวกเขา กล่าวคือ หากพวกเขาไม่สามารถหาอะไรที่จะกินได้เลย พวกเขาจะสามารถดำเนินต่อไปได้กี่วัน? เป็นไปได้ที่พวกเขาคงจะไม่คงอยู่ได้นานแม้แต่เดือนเดียว และการอยู่รอดจริงๆ ของพวกเขาก็คงจะกลายเป็นปัญหา ดังนั้นแล้วทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำสำหรับการอยู่รอดของผู้คน สำหรับการดำรงอยู่ต่อเนื่อง การสืบพันธุ์ และการดำรงชีวิตของพวกเขานั้นสำคัญมาก ทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระองค์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดและไม่สามารถแยกจากการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้ หากการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้กลายเป็นปัญหา การบริหารจัดการของพระเจ้าจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่? การบริหารจัดการของพระเจ้าจะยังคงมีอยู่หรือไม่? การบริหารจัดการของพระเจ้าอยู่ร่วมกันกับความอยู่รอดของมวลมนุษย์ทั้งปวงผู้ซึ่งพระองค์ทรงเลี้ยงดู ดังนั้นแล้วไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงตระเตรียมการอะไรสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์และพระองค์ทรงทำอะไรสำหรับพวกมนุษย์ การนี้ทั้งหมดจำเป็นสำหรับพระองค์ และมันสำคัญมากสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ หากกฎเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาสำหรับทุกสรรพสิ่งถูกพรากจากไป หากกฎเหล่านี้ถูกทำลายลงหรือถูกทำให้หยุดชะงัก ทุกสรรพสิ่งก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะดำรงอยู่ได้อีกต่อไป สภาพแวดล้อมของมวลมนุษย์สำหรับการอยู่รอดก็คงจะไม่ดำรงอยู่ต่อไป อีกทั้งเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขาก็เช่นกัน และมวลมนุษย์เองก็เช่นกัน ด้วยเหตุผลนี้ การบริหารจัดการของพระเจ้าเกี่ยวกับความรอดของมวลมนุษย์ก็คงจะไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้วเช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราได้หารือกัน ทุกๆ สิ่ง ทุกรายการนั้นเชื่อมโยงกับการอยู่รอดของทุกๆ คนอย่างใกล้ชิด พวกเจ้าอาจพูดว่า “สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นใหญ่เกินไป มันไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่พวกเราสามารถเห็นได้” และบางทีอาจมีผู้คนที่จะพูดว่า “สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้าพระองค์” อย่างไรก็ดี จงอย่าลืมว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตโดยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง เจ้าคือผู้หนึ่งท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้าไม่สามารถถูกแยกจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ได้ และไม่มีบุคคลสักคนเดียวที่สามารถแยกตัวพวกเขาเองจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ได้ การสูญเสียกฎเกณฑ์ของพระองค์และการจัดเตรียมของพระองค์จะหมายความว่า ชีวิตของผู้คน ชีวิตฝ่ายเนื้อหนังของผู้คน จะหายไป นี่คือความสำคัญของการที่พระเจ้าทรงกำหนดสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดสำหรับมวลมนุษย์ ไม่สำคัญว่าเจ้าเป็นของเผ่าพันธุ์ใดหรือเจ้าดำรงชีวิตอยู่ในแผ่นดินผืนใด ไม่ว่าจะเป็นในทิศตะวันตกหรือทิศตะวันออก—เจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งไว้สำหรับมวลมนุษย์ และเจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากการเลี้ยงดูและการจัดเตรียมของสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระองค์ได้ทรงจัดตั้งสำหรับพวกมนุษย์ ไม่สำคัญว่าการทำมาหากินของเจ้าคืออะไร เจ้าพึ่งพาอะไรเพื่อมีชีวิตอยู่ และเจ้าพึ่งพาอะไรเพื่อยังชีพของเจ้าในเนื้อหนัง เจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากกฎเกณฑ์ของพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์ได้ บางคนพูดว่า: “ฉันไม่ใช่เกษตรกร ฉันไม่ได้เพาะปลูกพืชผลเพื่อหาเลี้ยงชีพ ฉันไม่ได้พึ่งพาฟ้าสวรรค์สำหรับอาหารของฉัน ดังนั้นการอยู่รอดของฉันจึงไม่ได้กำลังเกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่กำหนดโดยพระเจ้า ฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลยจากสภาพแวดล้อมแบบนั้น” นั่นถูกต้องหรือ? เจ้าพูดว่าเจ้าไม่ได้เพาะปลูกพืชผลเพื่อการดำรงชีวิตของเจ้า แต่เจ้าไม่กินธัญพืชหรอกหรือ? เจ้าไม่กินเนื้อสัตว์และไข่หรอกหรือ? และเจ้าไม่กินผักและผลไม้หรอกหรือ? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากิน สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่เจ้าจำเป็น ไม่สามารถแยกจากสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่กำหนดโดยพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ได้ และแหล่งที่มาของทุกสิ่งทุกอย่างที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีนั้นไม่สามารถแยกจากทุกสรรพสิ่งที่สร้างโดยพระเจ้าได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงของพวกมันประกอบขึ้นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของเจ้า น้ำที่เจ้าดื่ม เสื้อผ้าที่เจ้าสวมใส่ และทุกสรรพสิ่งที่เจ้าใช้—สิ่งใดหรือในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ที่ไม่ได้รับมาจากท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า? บางคนพูดว่า “มีรายการสิ่งของบางรายการที่ไม่ได้รับมาจากสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า เจ้าเห็นหรือไม่ พลาสติกคือหนึ่งในรายการสิ่งของเหล่านั้น มันเป็นสิ่งของทางเคมี สิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น” นั่นถูกต้องหรือ? พลาสติกจริงๆ แล้วคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และมันเป็นสิ่งของทางเคมี แต่องค์ประกอบดั้งเดิมของพลาสติกมาจากไหนกัน? องค์ประกอบดั้งเดิมนั้นได้รับมาจากวัสดุที่พระเจ้าทรงสร้าง สิ่งต่างๆ ที่เจ้าเห็นและชื่นชม ทุกๆ สิ่งที่เจ้าใช้ มันทั้งหมดได้รับมาจากสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสร้าง นั่นจึงกล่าวได้ว่า ไม่สำคัญว่าบุคคลหนึ่งจะเป็นของเผ่าพันธุ์ใด ไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจใช้ชีวิตอยู่ในการทำมาหากินอะไรหรือในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดประเภทใด พวกเขาไม่สามารถแยกตัวพวกเขาเองจากสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 185

ไม่ว่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้ามากเพียงใดก็ตามในหัวใจของผู้คน นั่นก็เป็นขอบข่ายของพระฐานะที่พระองค์ทรงมีในหัวใจของพวกเขาเช่นกัน ไม่ว่าระดับของความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดในหัวใจของพวกเขา นั่นก็คือการที่พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพียงใดในหัวใจของพวกเขา หากพระเจ้าที่เจ้ารู้จักนั้นว่างเปล่าและคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าที่เจ้าเชื่อก็ว่างเปล่าและคลุมเครือด้วยเช่นกัน พระเจ้าที่เจ้ารู้จักถูกจำกัดไว้ที่วงเขตของชีวิตส่วนตัวของเจ้าเอง และไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองเลย ด้วยเหตุนี้ การรู้จักการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า การรู้จักความเป็นจริงของพระเจ้าและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ การรู้จักพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง การรู้จักสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น การรู้จักการกระทำที่พระองค์ได้ทรงสำแดงท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์—สิ่งเหล่านี้สำคัญมากต่อบุคคลทุกๆ คนที่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า พวกมันมีผลกระทบโดยตรงต่อการที่ผู้คนจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงได้หรือไม่ หากเจ้าจำกัดความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ที่แค่พระวจนะ หากเจ้าจำกัดมันไว้ที่ประสบการณ์เล็กน้อยของเจ้าเอง ไว้ที่สิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นพระคุณของพระเจ้า หรือคำพยานเล็กน้อยของเจ้าต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเรากล่าวว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองอย่างแน่นอน ไม่เพียงแค่นั้น ทว่ายังสามารถกล่าวได้อีกด้วยว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นเป็นพระเจ้าในจินตนาการ ไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้ นี่เป็นเพราะพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงดำเนินไปท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่กุมชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวงและของทุกสิ่งทุกอย่างในพระหัตถ์ของพระองค์ พระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าที่เรากำลังพูดถึงนั้นไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนในสัดส่วนเล็กๆ กล่าวคือ พวกมันไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนที่ติดตามพระองค์ในปัจจุบัน กิจการของพระองค์นั้น สำแดงออกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ในการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง และในกฎต่างๆ แห่งการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง

หากเจ้าไม่สามารถเห็นหรือระลึกได้ถึงกิจการใดๆ ของพระเจ้าท่ามกลางทุกสรรพสิ่งของการทรงสร้างของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่สามารถเป็นคำพยานต่อกิจการใดๆ ของพระองค์ได้ หากเจ้าไม่สามารถเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงผู้ที่เรียกกันว่า “พระเจ้า” องค์เล็กๆ ที่เจ้ารู้จัก พระเจ้าองค์นั้นผู้ถูกจำกัดไว้ที่แนวคิดของเจ้าเองและดำรงอยู่เฉพาะภายในขอบเขตอันคับแคบของจิตใจของเจ้าเท่านั้น หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงพระเจ้าประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่มีวันทรงสรรเสริญความเชื่อของเจ้า ตอนที่เจ้าเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้าทำเช่นนั้นเฉพาะในแง่ของวิธีการที่เจ้าชื่นชมพระคุณของพระเจ้า วิธีการที่เจ้ายอมรับการบ่มวินัยของพระเจ้าและการตีสอนของพระองค์ และวิธีการที่เจ้าชื่นชมพระพรของพระองค์ในการเป็นพยานของเจ้าสำหรับพระองค์แล้วไซร้ นั่นก็ห่างไกลจากคำว่าพอและไม่แม้แต่จะใกล้เคียงกับการทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย หากเจ้าต้องการเป็นพยานให้กับพระเจ้าในหนทางที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นพยานให้กับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นจากการกระทำของพระองค์ เจ้าต้องเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ และเห็นความจริงเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง หากเจ้ารับรู้เพียงว่าเสบียงอาหารในแต่ละวันของเจ้าและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตของเจ้านั้นมาจากพระเจ้า แต่เจ้ากลับล้มเหลวที่จะเห็นความจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงมองทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เป็นการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง และที่ว่า พระองค์กำลังทรงนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวงโดยการปกครองทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะเป็นพยานให้กับพระเจ้าได้ อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการกล่าวทั้งหมดนี้? มันก็เป็นไปก็เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่คิดว่าการนี้ไม่สำคัญ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าหัวข้อเหล่านี้ที่เราได้พูดถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตส่วนบุคคลของพวกเจ้าเอง และเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่คิดว่าหัวข้อเหล่านี้เป็นแค่ความรู้หรือคำสอนชนิดหนึ่ง หากพวกเจ้าฟังสิ่งที่เรากำลังกล่าวด้วยท่าทีประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ย่อมจะไม่ได้รับแม้สักสิ่งเดียว พวกเจ้าจะสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ที่จะได้รู้จักพระเจ้า

อะไรคือเป้าหมายของเราในการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด? เป้าหมายของเราคือการทำให้ผู้คนรู้จักพระเจ้า การทำให้ผู้คนเข้าใจการกระทำอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า ทันทีที่เจ้าเข้าใจพระเจ้าและเจ้ารู้จักการกระทำของพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะรู้จักพระองค์ ตัวอย่างเช่น หากเจ้าต้องการที่จะเข้าใจบุคคลหนึ่ง เจ้าจะมาเข้าใจพวกเขาได้อย่างไร? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่สิ่งที่พวกเขาสวมใส่หรือวิธีที่พวกเขาแต่งกายหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่วิธีที่พวกเขาเดินหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่วงเขตของความรู้ของพวกเขาหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วเจ้าเข้าใจบุคคลหนึ่งอย่างไร? เจ้าตัดสินใจโดยขึ้นอยู่กับคำพูดและพฤติกรรมของบุคคล ความคิดของพวกเขาและสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาแสดงออกและเปิดเผยเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง นี่คือวิธีที่เจ้าได้มารู้จักบุคคลหนึ่ง วิธีที่เจ้าเข้าใจบุคคลหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน หากเจ้าต้องการที่จะรู้จักพระเจ้า หากเจ้าต้องการที่จะเข้าใจด้านซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ ด้านที่เที่ยงแท้ของพระองค์ พวกเจ้าต้องรู้จักพระองค์โดยผ่านทางกิจการของพระองค์และโดยผ่านทางสิ่งอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทุกๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำ นี่คือวิธีที่ดีที่สุด และเป็นวิธีเดียวเท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 186

เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงใช้วิธีการและหนทางทุกการจำแนกชนิดเพื่อสร้างสมดุลของพวกมัน เพื่อสร้างสมดุลของสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของภูเขาและทะเลสาบ ของพืชพรรณและสัตว์ นก และแมลงทุกชนิด เป้าหมายของพระองค์คือการเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ดำรงชีวิตและทวีจำนวนภายใต้กฎที่พระองค์ได้ทรงกำหนดขึ้น ไม่มีสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างใดสามารถออกไปนอกกฎเหล่านี้ และกฎเหล่านี้ไม่สามารถถูกทำลายได้ เฉพาะภายในสภาพแวดล้อมพื้นฐานประเภทนี้เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถอยู่รอดและทวีจำนวนได้อย่างปลอดภัย รุ่นแล้วรุ่นเล่า หากสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้างใดๆ ไปเลยจากปริมาณหรือวงเขตที่พระเจ้าทรงกำหนด หรือหากมันเกินอัตราการเติบโต ความถี่ของการสืบพันธุ์ หรือจำนวนที่สั่งการโดยพระองค์ สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะประสบทุกข์กับการทำลายล้างในระดับที่หลากหลาย และในเวลาเดียวกัน การอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะถูกคุกคาม หากสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้างชนิดหนึ่งมีจำนวนมากเกินไป มันจะปล้นอาหารจากผู้คน ทำลายแหล่งน้ำของผู้คน และทำให้ถิ่นฐานของพวกเขาย่อยยับ ด้วยวิธีนั้น การสืบพันธุ์หรือสภาวะของการอยู่รอดของมวลมนุษย์คงจะได้รับผลกระทบในทันที ตัวอย่างเช่น น้ำนั้นสำคัญมากสำหรับทุกสรรพสิ่ง หากมีหนู มด ตั๊กแตนโลคัสตา กบ หรือสัตว์อื่นๆ ชนิดใดก็ตามมากเกินไป พวกมันจะดื่มน้ำมากขึ้น เมื่อปริมาณน้ำที่พวกมันดื่มเพิ่มขึ้น น้ำดื่มและแหล่งน้ำของผู้คนภายในวงเขตที่ตายตัวของแหล่งน้ำดื่มและพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยน้ำจะลดลง และพวกเขาจะได้รับประสบการณ์การขาดแคลนน้ำ หากน้ำดื่มของผู้คนถูกทำลาย ปนเปื้อน หรือถูกตัดขาดเพราะสัตว์ทุกประเภทได้เพิ่มจำนวนขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดอันโหดร้ายแบบนั้น การอยู่รอดของมวลมนุษย์จะถูกคุกคามอย่างร้ายแรง หากสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทมีจำนวนเกินความเหมาะสมของพวกมัน เช่นนั้นแล้วอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และแม้กระทั่งองค์ประกอบของอากาศภายในพื้นที่สำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ก็จะเป็นพิษและถูกทำลายในระดับที่หลากหลาย ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ การอยู่รอดและชะตากรรมของพวกมนุษย์จะอยู่ภายใต้การคุกคามที่มีต้นเหตุจากปัจจัยทางนิเวศวิทยาเหล่านี้เช่นกัน ดังนั้นแล้ว หากความสมดุลเหล่านี้สูญเสียไป อากาศที่ผู้คนหายใจจะถูกทำลาย น้ำที่พวกเขาดื่มจะถูกปนเปื้อน และอุณหภูมิที่พวกเขาพึงต้องมีก็จะเปลี่ยนแปลงและได้รับผลกระทบในระดับที่หลากหลายเช่นกัน หากนั่นเกิดขึ้น สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่เป็นของมวลมนุษย์โดยธรรมชาติจะอยู่ภายใต้ผลกระทบและความท้าทายอันใหญ่หลวง ในฉากเหตุการณ์ประเภทนี้ที่สภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของพวกมนุษย์ได้ถูกทำลายลง ชะตากรรมและความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร? นี่เป็นปัญหาที่รุนแรงมากปัญหาหนึ่ง! เพราะพระเจ้าทรงรู้ว่าสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างแต่ละสิ่งดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ด้วยเหตุผลใด บทบาทของสิ่งทุกชนิดที่พระองค์ได้ทรงสร้างคืออะไร แต่ละสิ่งมีผลกระทบแบบใดกับมวลมนุษย์ และมันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ถึงระดับใด เพราะในพระทัยของพระเจ้ามีแผนการสำหรับทั้งหมดนี้และพระองค์ทรงบริหารจัดการทุกๆ แง่มุมของทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทุกๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำจึงสำคัญและจำเป็นมากสำหรับมวลมนุษย์ ดังนั้นแล้วตั้งแต่นี้ไป เมื่อใดก็ตามที่เจ้าสังเกตปรากฏการณ์ทางนิเวศวิทยาบางอย่างท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า หรือกฎธรรมชาติบางอย่างในขณะนี้ท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า เจ้าจะไม่สงสัยเกี่ยวกับความจำเป็นของทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างอีกต่อไป เจ้าจะไม่ใช้ถ้อยคำที่ไม่รู้เท่าทันมาตัดสินโดยพลการเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการของทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าและหนทางอันหลากหลายของพระองค์ในการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์อีกต่อไป อีกทั้งเจ้าจะไม่มาสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับกฎของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์โดยพลการ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 187

สำหรับโลกทางวัตถุนั้น เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนไม่เข้าใจสิ่งใดหรือปรากฏการณ์ใดบางอย่าง พวกเขาสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือใช้ช่องทางต่างๆ เพื่อหาต้นกำเนิดและที่มาของสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อกล่าวถึงอีกโลกหนึ่งที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่วันนี้─โลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมีอยู่ภายนอกโลกทางวัตถุ─ผู้คนไม่มีวิธีการหรือช่องทางใดๆ ที่จะใช้เรียนรู้เกี่ยวกับมันเลยอย่างสิ้นเชิง เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? เรากล่าวไปเพราะ ในโลกของมวลมนุษย์นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างของโลกทางวัตถุแยกกันไม่ได้จากการดำรงอยู่ทางร่างกายของมนุษย์ และเพราะผู้คนรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างของโลกทางวัตถุนั้นแยกกันไม่ได้จากการดำรงชีวิตทางร่างกายและชีวิตทางร่างกายของพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่เพียงตระหนักถึงหรือมองเห็นสิ่งทั้งหลายทางวัตถุที่อยู่ต่อหน้าต่อตาของพวกเขาที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงโลกฝ่ายวิญญาณ─ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของอีกโลกหนึ่งนั้น─มันคงจะเป็นการสมควรที่จะกล่าวว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เพราะผู้คนไม่สามารถมองเห็นมันได้ และเชื่อว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจมันหรือที่จะต้องรู้สิ่งใดๆ เกี่ยวกับมัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกล่าวสิ่งใดเกี่ยวกับว่าโลกฝ่ายวิญญาณเป็นโลกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกทางวัตถุอย่างไร และจากทัศนคติของพระเจ้านั้นเปิดอยู่อย่างไร─ถึงแม้ว่าสำหรับมนุษย์แล้วมันจะเป็นความลับและปิดอยู่ก็ตาม─เพราะฉะนั้นผู้คนจึงมีเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งในการค้นหาเส้นทางเพื่อที่จะเข้าใจแง่มุมต่างๆ ของโลกนี้ แง่มุมที่แตกต่างของโลกฝ่ายวิญญาณเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังจะพูดนี้เพียงเกี่ยวข้องกับการบริหารและอธิปไตยของพระเจ้าเท่านั้น เรามิใช่กำลังจะเผยสิ่งลึกลับทั้งหลายใดๆ และเรามิใช่กำลังจะบอกพวกเจ้าถึงสิ่งอำพรางใดๆ ที่พวกเจ้าปรารถนาจะเรียนรู้ เพราะการนี้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า การบริหารของพระเจ้า และการจัดเตรียมของพระเจ้า เพราะฉะนั้นเราจึงจะเพียงพูดถึงส่วนที่มันจำเป็นสำหรับพวกเจ้าที่ต้องรู้เท่านั้น

ก่อนอื่น เราขอถามคำถามหนึ่งกับพวกเจ้า นั่นคือ ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้านั้น โลกฝ่ายวิญญาณคืออะไร? พูดโดยกว้างๆ แล้วนั้น มันคือโลกภายนอกโลกทางวัตถุ โลกที่ไม่ปรากฏแก่ตาและไม่อาจจับต้องได้สำหรับผู้คน ถึงกระนั้น ในจินตนาการของพวกเจ้า โลกฝ่ายวิญญาณควรจะเป็นโลกประเภทใด? บางที ผลจากการที่ไม่สามารถมองเห็นมันได้นี้ พวกเจ้าจึงไม่สามารถคิดเกี่ยวกับมันได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเจ้าได้ยินตำนานบางอย่าง พวกเจ้ายังคงกำลังคิดถึงมันอยู่ และพวกเจ้าไม่สามารถหยุดคิดถึงมันได้ เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? มีบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายเมื่อพวกเขายังเยาว์วัย นั่นคือ เมื่อใครบางคนบอกเล่าเรื่องที่น่ากลัวแก่พวกเขา─เกี่ยวกับผี หรือวิญญาณ─พวกเขารู้สึกกลัวจนขนหัวลุก เหตุใดกันแน่ที่พวกเขาหวาดกลัว? มันเป็นเพราะพวกเขากำลังจินตนาการถึงสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง ถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถมองเห็นพวกมัน แต่พวกเขารู้สึกว่าพวกมันอยู่ทั่วห้องของพวกเขา อยู่ในที่ซ่อนเร้นหรือมุมมืดบางแห่ง และพวกเขาเกรงกลัวจนพวกเขาไม่กล้าเข้านอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามกลางคืน พวกเขารู้สึกกลัวเกินไปที่จะอยู่ตามลำพังในห้องของพวกเขาหรือที่จะเสี่ยงออกไปในลานบ้านของพวกเขาตามลำพัง นั่นคือโลกฝ่ายวิญญาณจากจินตนาการของพวกเจ้า และมันเป็นโลกที่มนุษย์คิดว่าน่ากลัว ข้อเท็จจริงก็คือทุกคนจินตนาการมันถึงบางระดับเท่านั้น และทุกคนสามารถรู้สึกถึงมันได้นิดหน่อย

โลกฝ่ายจิตวิญญาณคืออะไร? เราขอให้คำอธิบายสั้นๆ และเรียบง่ายแก่เจ้าว่า โลกฝ่ายวิญญาณคือสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งแตกต่างจากโลกทางวัตถุ เหตุใดเราจึงกล่าวว่ามันสำคัญ? พวกเรากำลังจะหารือเรื่องนี้กันอย่างละเอียด การมีอยู่ของโลกฝ่ายวิญญาณเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกกับโลกทางวัตถุของมวลมนุษย์ มันมีบทบาทสำคัญในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของมนุษย์ในอำนาจครอบครองเหนือสรรพสิ่งของพระเจ้า นี่คือกฎของมัน และนี่คือหนึ่งในเหตุผลต่างๆ ที่ทำให้การมีอยู่ของมันมีความสำคัญ เนื่องจากมันเป็นสถานที่ซึ่งสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถหยั่งรู้ได้ ไม่มีใครสามารถตัดสินได้อย่างแน่ชัดว่าโลกฝ่ายวิญญาณมีอยู่หรือไม่มี การเคลื่อนที่ต่างๆ ของมันเชื่อมต่อกับการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีผลทำให้ระเบียบชีวิตของมวลมนุษย์ได้รับอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงจากโลกฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน การนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้าหรือไม่? มันเกี่ยวข้อง เมื่อเรากล่าวเช่นนี้ พวกเจ้าเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงกำลังหารือถึงหัวข้อนี้ กล่าวคือ มันเป็นเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้า รวมถึงการบริหารของพระองค์นั่นเอง ในโลกอย่างเช่นโลกนี้─โลกที่ไม่ปรากฏแก่ตาผู้คน─ทุกๆ ประกาศิตจากสวรรค์ ประกาศกฤษฎีกา และระบบบริหารของมันนั้นเหนือกว่ากฎหมายและระบบทั้งหลายของชาติใดในโลกทางวัตถุเป็นอย่างมาก และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้จะกล้าขัดหรือฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้น การนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและการบริหารของพระเจ้าหรือไม่? ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น มีประกาศกฤษฎีการบริหารที่ชัดเจน ประกาศิตจากสวรรค์ที่ชัดเจน และบทบัญญัติที่ชัดเจน บรรดาผู้ดูแลในระดับแตกแตกต่างกันและในพื้นที่ต่างๆ ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนและรักษากฎและข้อบังคับทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เพราะพวกเขารู้ว่าผลพวงของการฝ่าฝืนประกาศิตจากสวรรค์คืออะไร พวกเขาตระหนักอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงลงโทษคนชั่วและทรงตอบแทนรางวัลแก่คนดีอย่างไร และว่าพระองค์ทรงบริหารและปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงดำเนินการประกาศิตจากสวรรค์และบทบัญญัติของพระองค์อย่างไร สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากโลกทางวัตถุที่มวลมนุษย์อาศัยอยู่หรือไม่? สิ่งเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมหาศาลจริงๆ โลกฝ่ายวิญญาณเป็นโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโลกทางวัตถุ ในเมื่อมีประกาศิตจากสวรรค์และบทบัญญัติเหล่านี้ เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับอธิปไตย การบริหารของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น พระอุปนิสัยของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น เมื่อได้ยินเรื่องนี้ พวกเจ้าไม่รู้สึกว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราที่ต้องพูดถึงหัวข้อนี้หรอกหรือ? พวกเจ้าไม่ปรารถนาที่จะเรียนรู้สิ่งอำพรางต่างๆ ภายในของมันหรอกหรือ? (ใช่แล้ว พวกเราปรารถนา) เช่นนี้คือมโนทัศน์ของโลกฝ่ายวิญญาณ ถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่ร่วมกันกับโลกทางวัตถุ และอยู่ภายใต้การบริหารและอำนาจปกครองสูงสุดของพระเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน แต่การบริหารและอธิปไตยในโลกนี้ของพระเจ้านั้นเข้มงวดกว่าการบริหารและอธิปไตยในโลกทางวัตถุเป็นอย่างมาก

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 188

ท่ามกลางมวลมนุษย์นั้น เราจำแนกผู้คนทั้งหมดออกเป็นสามชนิด ชนิดแรกคือบรรดาผู้ไม่เชื่อ ผู้ซึ่งคือพวกที่ไม่มีการเชื่อทางศาสนา พวกเขาได้รับการเรียกขานว่าผู้ไม่เชื่อ ผู้ไม่เชื่อที่เป็นคนส่วนใหญ่อย่างท่วมท้นนี้มีความเชื่อในเงินทองเท่านั้น พวกเขาค้ำจุนแต่ผลประโยชน์ของพวกเขาเองเท่านั้น เป็นพวกวัตถุนิยม และเชื่อในโลกทางวัตถุเท่านั้น─พวกเขาไม่เชื่อในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตาย หรือในสิ่งใดๆ ที่กล่าวถึงเทพเจ้าและผี เราจำแนกผู้คนเหล่านี้ออกเป็นบรรดาผู้ไม่เชื่อ และพวกเขาเป็นประเภทแรก ชนิดที่สองประกอบด้วยผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ นานาที่นอกเหนือไปจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ ท่ามกลางมวลมนุษย์นั้น เราแยกผู้คนที่มีความเชื่อเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มใหญ่หลายกลุ่ม นั่นคือ กลุ่มแรกคือชาวยิว กลุ่มที่สองคือชาวคาทอลิก กลุ่มที่สามคือคริสเตียน กลุ่มที่สี่คือมุสลิม และกลุ่มที่ห้าคือชาวพุทธ คือมีห้าประเภท เหล่านี้คือผู้คนที่มีความเชื่อประเภทต่างๆ ชนิดที่สามประกอบด้วยบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และกลุ่มนี้ประกอบด้วยพวกเจ้า ผู้เชื่อเช่นนั้นคือบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าวันนี้ ผู้คนเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท นั่นคือ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และคนปรนนิบัติ สองชนิดหลักนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้เอง บัดนี้พวกเจ้าสามารถแยกความแตกต่างในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้าระหว่างชนิดและลำดับชั้นของพวกมนุษย์ได้อย่างชัดเจน มิใช่หรือ? ชนิดแรกประกอบด้วยบรรดาผู้ไม่เชื่อ และเราได้กล่าวไปแล้วว่าพวกเขาเป็นอย่างไร บรรดาผู้ที่มีความเชื่อในชายชราบนฟ้านับว่าเป็นผู้ไม่เชื่อหรือไม่? บรรดาผู้ไม่เชื่อจำนวนมากเชื่อในชายชราบนฟ้าเท่านั้น พวกเขาเชื่อว่าลม ฝน ฟ้าร้อง และอื่นๆ ล้วนถูกควบคุมโดยสิ่งนี้ ผู้ซึ่งพวกเขาพึ่งพาในการเพาะปลูกพืชผลและการเก็บเกี่ยว─กระนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่เต็มใจเชื่อในพระองค์ เช่นนี้สามารถเรียกว่าการมีความเชื่อได้หรือ? ผู้คนเช่นนี้รวมอยู่ในหมู่บรรดาผู้ไม่เชื่อ พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ ใช่หรือไม่? จงอย่าเข้าใจผิดกับจำพวกเหล่านี้ ชนิดที่สองประกอบด้วยผู้คนที่มีความเชื่อ และชนิดที่สามคือบรรดาผู้ที่กำลังติดตามพระเจ้าอยู่ในปัจจุบัน เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเราจึงได้แบ่งพวกมนุษย์ทั้งหมดออกเป็นชนิดต่างๆ เหล่านี้? (เพราะผู้คนชนิดต่างๆ มีบทอวสานและบั้นปลายที่แตกต่างกัน) นั่นคือแง่มุมหนึ่งของเรื่องนี้ เมื่อผู้คนเผ่าพันธุ์และชนิดต่างๆ กลับคืนไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาแต่ละคนจะมีสถานที่ไปที่แตกต่างกัน และจะอยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติต่างๆ แห่งวัฏจักรแห่งชีวิตและความตาย ดังนั้น นั่นคือเหตุผลที่เราได้จำแนกพวกมนุษย์ออกเป็นชนิดใหญ่ๆ เหล่านี้

วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ไม่เชื่อ

พวกเรามาเริ่มต้นกันด้วยเรื่องวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ไม่เชื่อกันเถิด หลังจากตาย บุคคลหนึ่งจะถูกพาไปโดยผู้ดูแลจากโลกฝ่ายวิญญาณ อะไรของบุคคลกันแน่ที่ถูกพาไป? ไม่ใช่เนื้อหนังของเขา แต่เป็นวิญญาณของเขา เมื่อวิญญาณของคนหนึ่งถูกพาไป เขาไปถึง ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นหน่วยงานหนึ่งของโลกฝ่ายวิญญาณที่รับวิญญาณของผู้คนที่เพิ่งตายไปโดยเฉพาะ (หมายเหตุ: สถานที่แรกที่ทุกคนไปหลังจากการตายเป็นที่แปลกสำหรับวิญญาณ) เมื่อพวกเขาถูกพาไปยังสถานที่นี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบครั้งแรก โดยการยืนยันชื่อ ที่อยู่ อายุ และประสบการณ์ทั้งหมดของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเคยทำขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่จะถูกบันทึกลงในหนังสือและตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง หลังจากทั้งหมดได้รับตรวจสอบแล้ว พฤติกรรมและการกระทำของบุคคลนั้นตลอดทั้งชีวิตของพวกเขาจะถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดพิจารณาว่าพวกเขาจะถูกลงโทษหรือจะได้จุติกลับมาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ต่อไป ซึ่งเป็นช่วงระยะแรก ช่วงระยะแรกนี้น่ากลัวหรือไม่? มันไม่น่ากลัวจนเกินไป เพราะสิ่งเดียวที่ได้เกิดขึ้นก็คือบุคคลนั้นได้มาถึงยังสถานที่หนึ่งซึ่งมืดและไม่คุ้นเคย

ในช่วงระยะที่สอง หากบุคคลนั้นได้ทำสิ่งชั่วต่างๆ มากมายตลอดทั้งชีวิตของเขา และได้กระทำความประพฤติชั่วมากมาย เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกพาไปจัดการยังสถานที่แห่งการลงโทษ นั่นจะเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการลงโทษผู้คนอย่างชัดแจ้ง รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีที่พวกเขาจะได้รับการลงโทษขึ้นอยู่กับบาปที่พวกเขาได้ทำไป รวมถึงขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้ทำสิ่งชั่วมากเพียงใดก่อนที่พวกเขาตาย─นี่คือสถานการณ์แรกที่จะเกิดขึ้นในช่วงระยะที่สอง เนื่องจากสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาได้ทำและความชั่วที่พวกเขาได้กระทำไปก่อนที่พวกเขาจะตาย─เมื่อพวกเขามาจุติใหม่หลังจากการลงโทษของพวกเขาแล้ว─เมื่อพวกเขากลับมาเกิดอีกครั้งในโลกทางวัตถุ─ผู้คนบางคนจึงจะยังคงเป็นมนุษย์ต่อไป ในขณะที่คนอื่นๆ จะบังเกิดเป็นสัตว์ กล่าวคือ หลังจากที่บุคคลหนึ่งกลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจะได้รับการลงโทษเนื่องจากความชั่วที่พวกเขาได้กระทำไป ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายที่พวกเขาได้ทำไป พวกเขาอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นมนุษย์ในการมาจุติใหม่ครั้งต่อไปของพวกเขา แต่เป็นสัตว์ตัวหนึ่ง ประเภทของสัตว์ที่พวกเขาอาจจะบังเกิดมาเป็นนั้นประกอบด้วย วัว ม้า สุกร และสุนัข ผู้คนบางคนอาจเกิดใหม่มาเป็นนก หรือเป็ด หรือห่านได้... หลังจากที่พวกเขาได้มาจุติใหม่เป็นสัตว์แล้ว เมื่อพวกเขาตายอีกครั้ง พวกเขาจะคืนกลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ ที่นั่น โลกฝ่ายวิญญาณจะตัดสินว่าพวกเขาจะได้มาจุติใหม่เป็นมนุษย์หรือไม่ ดังเช่นเมื่อก่อนนั้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของพวกเขาก่อนหน้าที่พวกเขาจะตาย ผู้คนส่วนใหญ่กระทำชั่วมากเกินไป และบาปของพวกเขามหันต์เกินไป ดังนั้น พวกเขาจึงต้องจุติมาเป็นสัตว์เจ็ดถึงสิบสองครั้ง เจ็ดถึงสิบสองครั้ง─นั่นไม่น่ากลัวหรอกหรือ? (มันน่ากลัว) อะไรทำให้พวกเจ้ากลัว? บุคคลหนึ่งบังเกิดเป็นสัตว์─นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว และสำหรับบุคคลหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่เจ็บปวดมากที่สุดเกี่ยวกับการบังเกิดเป็นสัตว์? การไม่มีภาษา การมีเพียงความคิดที่เรียบง่าย การสามารถเพียงแค่ทำสิ่งต่างๆ ที่สัตว์ทั้งหลายทำและกินอาหารที่สัตว์ทั้งหลายกิน การมีกระบวนการทางความคิดเรียบว่ายและภาษากายของสัตว์ การไม่สามารถเดินตัวตรงได้ การไม่สามารถติดต่อสนทนากับพวกมนุษย์ได้ และข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมของพวกมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับสัตว์เลย นั่นคือ ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง การเป็นสัตว์ทำให้เจ้าต่ำต้อยที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และพัวพันกับความทุกที่หนักหนาสาหัสมากกว่าที่เป็นในการเป็นมนุษย์ นี่คือแง่มุมหนึ่งของการลงโทษพวกที่ทำชั่วมากและกระทำบาปใหญ่ของโลกฝ่ายวิญญาณ เมื่อกล่าวถึงความรุนแรงของการลงโทษของพวกเขา การนี้ตัดสินโดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาบังเกิดเป็นสัตว์ชนิดใด ตัวอย่างเช่น การเป็นสุกรดีกว่าการเป็นสุนัขหรือไม่? สุกรมีชีวิตดีกว่าหรือแย่กว่าสุนัข? แย่กว่าใช่หรือไม่? หากผู้คนบังเกิดเป็นวัวหรือม้า พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีกว่าหรือแย่กว่าการที่พวกเขาจะเป็นสุกร? (ดีกว่า) บุคคลหนึ่งจะสบายกว่าหรือไม่เมื่อเกิดใหม่เป็นแมว? หากเจ้ามีทางเลือกระหว่างสัตว์ต่างๆ เจ้าคงจะเลือกการบังเกิดเป็นแมว นั่นคงจะสบายกว่าการบังเกิดเป็นม้าหรือวัว เพราะเจ้าสามารถนอนเกียจคร้านในเวลาส่วนใหญ่ของเจ้าได้ การบังเกิดเป็นวัวหรือม้านั้นลำบากมากกว่า เพราะฉะนั้น หากบุคคลหรือมาจุติใหม่เป็นวัวหรือม้า พวกเขาต้องทำงานหนัก─ซึ่งคล้ายกับเป็นการลงโทษที่รุนแรง การบังเกิดเป็นสุนัขคงจะดีกว่าการบังเกิดเป็นวัวหรือม้านิดหน่อย เพราะสุนัขมีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับนายของมันมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากมีสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยง และหลังจากสามหรือห้าปีสัตว์เหล่านี้ก็จะได้เรียนรู้เพื่อเข้าใจสิ่งที่นายของพวกมันพูดมากมาย! เนื่องจากสุนัขสามารถเข้าใจคำพูดของนายของมันมากมาย มันจึงมีความเข้าใจนายของมันเป็นอย่างดี และบางครั้งสามารถปรับตัวให้เข้ากับอารมณ์และข้อพึงประสงค์ของนายของมันได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น นายจึงปฏิบัติกับสุนัขดีกว่า และสุนัขกินและดื่มดีกว่า และเมื่อมันมีความเจ็บปวด มันได้รับการดูแลมากกว่า เช่นนั้นแล้วสุนัขมิได้สุขสำราญกับชีวิตที่มีความสุขหรอกหรือ? ด้วยเหตุนี้เอง การเป็นสุนัขจึงดีกว่าการเป็นวัวหรือม้า ในการนี้ ความรุนแรงของการลงโทษบุคคลหนึ่งกำหนดพิจารณาว่าเขาได้มาจุติใหม่เป็นสัตว์กี่ครั้ง รวมถึงเป็นสัตว์ชนิดใด

เนื่องจากพวกเขาได้กระทำบาปมากมายยิ่งนักขณะที่พวกเขามีชีวิตอยู่ ผู้คนบางคนจึงได้รับการลงโทษโดยการมาจุติใหม่เป็นสัตว์เจ็ดถึงสิบสองชั่วชีวิต เมื่อได้รับการลงโทษเพียงพอแล้ว เมื่อคืนกลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจะถูกพาไปยังที่แห่งอื่น─สถานที่ซึ่งวิญญาณต่างๆ ได้รับการลงโทษมาแล้ว และเป็นชนิดของผู้ซึ่งกำลังตระเตรียมที่จะมาจุติใหม่เป็นมนุษย์ ในที่แห่งนี้ วิญญาณแต่ละดวงถูกจำแนกไปเป็นชนิดตามประเภทของตระกูลที่พวกเขาจะถือกำเนิดมา ชนิดของบทบาทที่พวกเขาจะแสดงเมื่อพวกเขาได้มาจุติใหม่แล้ว และอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนจะกลายเป็นเป็นนักร้องเมื่อพวกเขามายังโลกนี้ ดังนั้นจึงถูกวางไว้ท่ามกลางนักร้อง บางคนจะกลายเป็นนักธุรกิจเมื่อพวกเขามายังโลกนี้ และดังนั้นพวกเขาจึงถูกวางไว้ท่ามกลางนักธุรกิจ และหากใครบางคนจะต้องกลายเป็นผู้วิจัยทางวิทยาศาสตร์หลังจากการบังเกิดเป็นมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกวางไว้ท่ามกลางนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หลังจากที่พวกเขาได้รับการจัดประเภท แต่ละคนจะถูกส่งออกไปตามเวลาที่แตกต่างกันและวันที่กำหนดไว้แล้ว เช่นเดียวกับที่ผู้คนส่งอีเมลในยุคนี้ ในการนี้จะทำให้วงจรของชีวิตและความตายหนึ่งครบบริบูรณ์ จากวันที่บุคคลหนึ่งมาถึงในโลกฝ่ายวิญญาณจนกระทั่งถึงการสิ้นสุดของการลงโทษของพวกเขา หรือจนกระทั่งพวกเขาได้มาจุติใหม่เป็นสัตว์หลายครั้ง และกำลังตระเตรียมที่จะมาจุติใหม่เป็นมนุษย์ กระบวนการนี้จึงครบบริบูรณ์

สำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับการลงโทษเสร็จแล้วและไม่ได้มาจุติใหม่เป็นสัตว์ พวกเขาจะถูกส่งมายังโลกทางวัตถุเพื่อจุติเป็นมนุษย์อย่างรวดเร็วหรือไม่? หรืออีกนานแค่ไหนก่อนที่พวกเขาจะสามารถมาถึงท่ามกลางพวกมนุษย์ได้? การนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยใช้ความถี่ใด? มีข้อจำกัดชั่วคราวต่อการนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและกฎชั่วคราวที่แม่นยำเหล่านี้─ซึ่ง หากเราอธิบายด้วยตัวเลข พวกเจ้าจะเข้าใจ สำหรับบรรดาผู้ที่มาจุติใหม่ภายในระยะเวลาอันสั้น เมื่อพวกเขาตาย จะมีการตระเตรียมสำหรับพวกเขาไว้แล้วเพื่อที่จะมาจุติใหม่เป็นมนุษย์ เวลาสั้นที่สุดที่การนี้สามารถเกิดขึ้นได้คือสามวัน สำหรับผู้คนบางคนการนี้ใช้เวลาสามเดือน สำหรับบางคนการนี้ใช้เวลาสามปี สำหรับบางคนการนี้ใช้เวลาสามสิบปี สำหรับบางคนการนี้ใช้เวลาสามร้อยปี และสำหรับบางคนการนี้ถึงขั้นใช้เวลาสามพันปี และอื่นๆ ดังนั้น จะสามารถกล่าวสิ่งใดได้บ้างเกี่ยวกับกฎชั่วคราวเหล่านี้ และรายละเอียดของกฎเหล่านี้คืออะไรบ้าง? พวกมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่โลกทางวัตถุ─หรือโลกมนุษย์─ต้องการจากวิญญาณ และขึ้นอยู่กับบทบาทที่คาดว่าวิญญาณนี้จะแสดงบนโลกนี้ เมื่อผู้คนมาจุติใหม่เป็นมนุษย์ธรรมดา พวกเขาส่วนใหญ่มาจุติใหม่อย่างรวดเร็วมาก เพราะโลกมนุษย์มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนต่อผู้คนธรรมดาเช่นนั้นและ─ดังนั้น สามวันต่อมา พวกเขาก็ถูกส่งออกไปอีกครั้งยังครอบครัวหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากครอบครัวที่พวกเขาเคยอยู่มาก่อนที่พวกเขาจะตาย อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่แสดงบทบทพิเศษในโลกนี้ คำว่า “พิเศษ” หมายความว่า ไม่มีความต้องการมากนักที่จะต้องมีผู้คนเหล่านี้ในโลกมนุษย์ ผู้คนจำนวนไม่มากที่จำเป็นต้องแสดงบทบาทเช่นนั้น ดังนั้น การนี้จึงอาจใช้เวลาสามปี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วิญญาณนี้จะมาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในทุกๆ สามร้อยปี หรือกระทั่งเพียงครั้งเดียวในทุกๆ สามพันปี เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? มันเป็นเพราะข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นสามร้อยหรือสามพันปี บทบาทเช่นนี้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ในโลกมนุษย์ ดังนั้นพวกเขาจึงถูกเก็บอยู่ที่บางแห่งในโลกฝ่ายวิญญาณ จงดูขงจื๊อเป็นตัวอย่าง กล่าวคือ เขามีผลกระทบล้ำลึกต่อวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม และการมาถึงของเขาส่งผลต่อวัฒนธรรม ความรู้ ธรรมเนียมประเพณี และคตินิยมของผู้คนในเวลานั้นอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นต้องมีผู้คนเช่นนี้ในทุกยุคสมัย ดังนั้น เขาจึงต้องคงอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ โดยรออยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามร้อยหรือสามพันปีก่อนที่จะได้มาจุติใหม่ เพราะโลกมนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องมีใครบางคนเช่นนี้ เขาต้องรออยู่เฉยๆ เนื่องจากมีบทบาทดังเช่นบทบาทของเขาน้อยมาก และมีเรื่องให้เขาทำน้อยนิดมาก เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงต้องถูกเก็บไว้ที่ใดสักแห่งในโลกฝ่ายวิญญาณอยู่เกือบตลอดเวลานั้น อยู่ว่าง เพื่อที่จะถูกส่งออกมาทันทีที่โลกมนุษย์จำเป็นต้องมีเขา เช่นนั้นคือกฎชั่วคราวของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณสำหรับความถี่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้มาจุติใหม่ ไม่ว่าผู้คนจะเป็นคนธรรมดาหรือพิเศษ โลกฝ่ายวิญญาณมีกฎที่เหมาะสมและการปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับกระบวนการในการมาจุติใหม่ของพวกเขา และกฎกับการปฏิบัติเหล่านี้ถูกส่งลงมาจากพระเจ้า มิใช่ถูกตัดสินหรือถูกควบคุมโดยผู้ดูแลหรือสิ่งมีชีวิตใดในโลกฝ่ายวิญญาณ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 189

สำหรับวิญญาณใดวิญญาณหนึ่งนั้น การมาจุติใหม่ของมัน บทบาทของมันเป็นอย่างไรในชีวิตนี้ มันจะถือกำเนิดมาในครอบครัวใด และมันจะมีชีวิตแบบใดนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับชั่วชีวิตครั้งก่อนของวิญญาณนั้น ผู้คนทุกประเภทมาสู่โลกมนุษย์ และบทบาทที่พวกเขาแสดงนั้นล้วนผันแปรไป ดังเช่นการผันแปรของภารกิจที่พวกเขาดำเนินการ และภารกิจเหล่านี้คืออะไร? ผู้คนบางคนได้มาเพื่อชดใช้หนี้ กล่าวคือ หากพวกเขาเป็นหนี้ติดค้างเงินผู้อื่นมากเกินไปในชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา พวกเขามาเพื่อชดใช้หนี้เหล่านั้นในชีวิตนี้ ในขณะที่ผู้คนบางคนได้มาเพื่อเก็บรวบรวมหนี้ กล่าวคือ พวกเขาถูกฉ้อโกงให้สูญเสียสิ่งของต่างๆ มากเกินไป หรือเงินมากเกินไปในชั่วชีวิตครั้งก่อนของพวกเขา ดังนั้น หลังจากพวกเขามาถึงในโลกฝ่ายวิญญาณ มันจะให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา และอนุญาตให้พวกเขาเก็บรวบรวมหนี้ของพวกเขาในชั่วชีวิตนี้ ผู้คนบางคนได้มาเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณ กล่าวคือ ในระหว่างชั่วชีวิตครั้งก่อน─นั่นคือการมาจุติใหม่ครั้งก่อนของพวกเขา─ใครบางคนมีเมตตาต่อพวกเขา และเนื่องจากการได้รับมอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ได้มาจุติใหม่ในชีวิตนี้ พวกเขาจึงถือกำเนิดใหม่เพื่อชดใช้หนี้บุญคุณเหล่านั้น ในขณะที่คนอื่นๆ ได้ถือกำเนิดใหม่มาในชีวิตนี้เพื่อที่จะเอาชีวิต และพวกเขาจะมาเอาชีวิตของใคร? พวกเขามาเอาชีวิตของผู้คนที่ได้ฆ่าพวกเขาในชีวิตครั้งก่อนของพวกเขา โดยรวมแล้ว ชีวิตปัจจุบันของบุคคลทุกคนมีความเชื่อมต่อที่แน่นหนากับชั่วชีวิตครั้งก่อนของพวกเขา การเชื่อมต่อนี้มิอาจตัดขาดได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ชีวิตปัจจุบันของบุคคลทุกคนนั้นได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจากชีวิตครั้งก่อน ตัวอย่างเช่น สมมติว่าจางได้โกงเงินหลี่เป็นจำนวนมากก่อนที่เขาจะเสียชีวิต จางจึงเป็นหนี้หลี่ใช่หรือไม่? เขาเป็นหนี้ ดังนั้น โดยธรรมชาติแล้วหลี่จึงควรจะเก็บหนี้ของเขาจากจางใช่หรือไม่? ผลก็คือ หลังจากที่พวกเขาตาย มีหนี้ก้อนหนึ่งระหว่างพวกเขาที่ต้องได้รับการชำระ เมื่อพวกเขามาจุติใหม่และจางมาบังเกิดเป็นมนุษย์ หลี่จะเก็บหนี้ของเขาจากจางได้อย่างไร? วิธีการหนึ่งก็คือการมาเกิดใหม่เป็นบุตรของจาง จางหาเงินได้จำนวนมาก ซึ่งก็ได้ถูกใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไปโดยหลี่ ไม่ว่าจางจะหาเงินมาได้มากเพียงใด หลี่ บุตรของเขาก็ “ช่วย” เขาโดยการใช้จ่ายมันอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ว่าจางจะหามาได้มากเพียงใด แต่มันไม่เคยพอ และขณะเดียวกัน ในที่สุดบุตรของเขาจะใช้จ่ายเงินของบิดาของเขาไปโดยช่องทางต่างๆ นานา ด้วยเหตุผลบางอย่างอยู่เสมอ จางประหลาดใจ พิศวงว่า “เหตุใดบุตรของฉันคนนี้จึงนำโชคร้ายเช่นนี้มาให้เสมอ? เหตุใดบุตรของผู้คนอื่นๆ จึงประพฤติตัวดียิ่งนัก? เหตุใดบุตรของฉันเองจึงไม่มีความทะเยอทะยาน เหตุใดเขาจึงใช้ไม่ได้ถึงเพียงนี้และไม่มีความสามารถในการหาเงินบ้างเลย และเหตุใดฉันจึงต้องสนับสนุนเขาอยู่เสมอ? ในเมื่อฉันต้องสนับสนุนเขา ฉันก็จะทำ─แต่เหตุใดที่ไม่ว่าฉันจะให้เงินเขามากเพียงใด เขาจะยิ่งจำเป็นต้องการมากขึ้นอยู่เสมอ? เหตุใดเขาจึงไม่มีความสามารถในการทำงานรายวันที่ซื่อสัตย์สักงาน แทนที่จะทำสิ่งต่างๆ ทุกประเภทอย่างเช่น ลอยชายไปทั่ว กิน ดื่ม เที่ยวซ่อง และเล่นการพนัน? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” แล้วจางก็คิดชั่วขณะหนึ่งว่า “มันอาจเป็นเพราะฉันเป็นหนี้เขามาจากชั่วชีวิตครั้งก่อน ถ้าเช่นนั้น ฉันก็จะจ่ายหนี้ให้หมด! นี่จะไม่จบสิ้นจนกว่าฉันจะจ่ายหนี้ให้ครบ!” วันหนึ่งอาจจะมาถึงเมื่อหลี่ได้รับการชดใช้หนี้ของเขาแล้วจริงๆ และเมื่อถึงเวลาที่เขาอยู่ในวัยสี่สิบหรือห้าสิบปีกว่าๆ เขาอาจจะสำนึกรับรู้ขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน โดยนึกขึ้นได้ว่า “ฉันไม่เคยได้ทำสิ่งดีๆ มาเลยสักอย่างเดียวตลอดครึ่งแรกของชีวิตฉัน! ฉันได้ใช้จ่ายเงินทั้งหมดที่บิดาของฉันหามาอย่างสุรุ่ยสุร่าย ดังนั้น ฉันจึงควรเริ่มเป็นคนดี! ฉันจะเตรียมตัวเองให้พร้อม ฉันจะเป็นใครบางคนที่ซื่อสัตย์และใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม และฉันจะไม่มีวันนำความเศร้าโศกมาให้บิดาของฉันอีก!” เหตุใดเขาจึงคิดเช่นนี้? เหตุใดจู่ๆ เขาจึงเปลี่ยนเป็นดีขึ้น? มีเหตุหนึ่งสำหรับการนี้หรือไม่? เหตุผลนั้นคืออะไร? (มันเป็นเพราะหลี่ได้เก็บหนี้ของเขาแล้ว และจางได้จ่ายหนี้ของเขาแล้ว) ในการนี้ มีเหตุและผล เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ก่อนชั่วชีวิตปัจจุบันของพวกเขา เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของพวกเขานี้ได้ถูกนำมาถึงปัจจุบัน และไม่มีใครสามารถตำหนิอีกฝ่ายหนึ่งได้ ไม่สำคัญว่าจางได้สอนบุตรของเขาอย่างไร บุตรของเขาไม่เคยรับฟังและไม่ทำงานรายวันที่ซื่อสัตย์ ถึงกระนั้น ในวันที่หนี้ได้รับการชดใช้คืน ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสอนบุตรของเขาอีก─บุตรของเขาเข้าใจเองโดยธรรมชาติ นี่คือตัวอย่างง่ายๆ มีตัวอย่างเช่นนี้อีกมากมายใช่ไหม? (ใช่ มีอีก) มันบอกอะไรกับผู้คนบ้าง? (บอกว่าพวกเขาควรเป็นคนดีและไม่กระทำชั่ว) บอกว่าพวกเขาไม่ควรทำความชั่ว และบอกว่าจะมีผลกรรมสำหรับการทำผิดทั้งหลายของพวกเขา! ผู้ไม่เชื่อส่วนใหญ่กระทำความชั่วมากมาย และการทำผิดทั้งหลายของพวกเขาได้พบกับผลกรรมนั้น ถูกหรือไม่? อย่างไรก็ตาม ผลกรรมเช่นนั้นเป็นไปโดยพลการหรือ? สำหรับทุกการกระทำนั้น มีภูมิหลังและมีเหตุผลเบื้องหลังผลกรรมของมัน เจ้าคิดว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าได้โกงเงินมาจากใครบางคนกระนั้นหรือ? เจ้าคิดหรือว่าหลังจากที่ได้ฉ้อโกงเงินนั้นไปแล้ว เจ้าจะไม่พบกับผลพวงใดๆ? เช่นนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้ จะมีผลพวงแน่นอน! ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร หรือไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อว่ามีพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม บุคคลแต่ละคนทั้งหมดต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของพวกเขาเองและแบกรับผลพวงจากการกระทำทั้งหลายของพวกเขา เมื่อคำนึงถึงตัวอย่างง่ายๆ นี้─การที่จางถูกลงโทษ และการที่หลี่ได้รับการชดใช้─นี่ไม่ยุติธรรมหรอกหรือ? เมื่อผู้คนทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้ นี่คือชนิดของผลที่เกิดขึ้น มันมิอาจแยกกันได้จากการบริหารของโลกฝ่ายวิญญาณ ถึงแม้ว่าจะมีบรรดาผู้ไม่เชื่อ แต่การมีอยู่ของพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็อยู่ภายใต้ประกาศิตจากสวรรค์และประกาศกฤษฎีกาประเภทเหล่านี้ ไม่มีผู้ใดสามารถหนีพ้นจากสิ่งเหล่านั้นได้ และไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงนี้ได้เลย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 190

บรรดาผู้ที่ไม่มีความเชื่อมักจะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมนุษย์มองเห็นได้ด้วยตานั้นมีอยู่จริง ในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือที่อยู่ห่างไกลจากผู้คนอย่างมากนั้นไม่มีอยู่จริง พวกเขาเลือกที่จะเชื่อว่าไม่มี “วัฏจักรแห่งชีวิตและความตาย” และเชื่อว่าไม่มี “การลงโทษ” มากกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงทำบาปและก่อความชั่วโดยไม่มีความรู้สึกสำนึกผิด ภายหลังจากนั้น พวกเขาก็จะถูกลงโทษ หรือพวกเขาจะมาจุติใหม่เป็นสัตว์ต่างๆ ผู้คนส่วนใหญ่ในประเภทต่างๆ ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ตกอยู่ในวงจรชั่วร้ายนี้ นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าโลกฝ่ายวิญญาณนั้นเข้มงวดในการบริหารสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งปวงของมัน ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้อเท็จจริงนี้มีอยู่จริง เพราะไม่มีบุคคลใดสักคนหรือวัตถุใดสักอย่างจะสามารถหนีรอดจากวงเขตของสิ่งที่พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตด้วยพระเนตรของพระองค์ และไม่มีบุคคลใดสักคนหรือวัตถุใดสักอย่างจะสามารถหนีรอดจากกฎและข้อจำกัดทั้งหลายแห่งประกาศิตจากสวรรค์และประกาศกฤษฎีกาของพระองค์ได้ ด้วยเหตุนี้ ตัวอย่างง่ายๆ นี้บอกให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม การทำบาปและก่อความชั่วนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ และบอกว่าทุกการกระทำมีผลพวงที่ตามมา เมื่อใครบางคนที่ได้โกงเงินมาจากอีกคนหนึ่งถูกลงโทษ การลงโทษเช่นนั้นยุติธรรม โดยทั่วไปจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมเช่นดังกล่าวนี้ถูกลงโทษในโลกฝ่ายวิญญาณ และการลงโทษเช่นนั้นถูกจัดส่งมาโดยประกาศกฤษฎีกาและประกาศิตจากสวรรค์ของพระเจ้า เพราะฉะนั้น พฤติกรรมชั่วและผิดร้ายแรง─การข่มขืนและการปล้นสะดม การฉ้อฉลและการหลอกลวง การขโมยและการชิงทรัพย์ การฆาตกรรมและการวางเพลิง และอื่นๆ─ก็ยิ่งต้องตกอยู่ภายใต้ลำดับแห่งการลงโทษที่มีความรุนแรงแตกต่างหลากหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก การลงโทษที่มีความรุนแรงแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง? การลงโทษเหล่านี้บางอย่างกำหนดให้มีระดับความรุนแรงโดยใช้เวลา ในขณะที่บางอย่างกำหนดระดับความรุนแรงโดยผ่านทางวิธีการที่แตกต่างกันไป กระนั้นก็ยังคงมีการลงโทษอีกบางอย่างที่เป็นไปโดยการกำหนดพิจารณาว่าผู้คนจะไปที่ใดเมื่อพวกเขามาจุติใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนเป็นคนปากเสีย การเป็น “คนปากเสีย” หมายถึงอะไร? มันหมายถึงการสบถใส่ผู้อื่นและการใช้ภาษามุ่งร้ายที่สาปแช่งผู้อื่นอยู่เรื่อยๆ ภาษาที่มุ่งร้ายบ่งบอกถึงสิ่งใด? มันบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นมีหัวใจที่มุ่งร้าย ภาษาแบบปากเสียที่สาปแช่งผู้อื่นมักจะมาจากปากของผู้คนเช่นนั้น และภาษามุ่งร้ายเช่นนั้นนำมาซึ่งผลพวงที่ร้ายแรง หลังจากที่ผู้คนเหล่านี้เสียชีวิตและได้รับการลงโทษที่เหมาะสมแล้ว พวกเขาอาจได้เกิดใหม่เป็นคนใบ้ ผู้คนบางคนเป็นคนช่างวางแผนมากขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขามักเอาเปรียบผู้อื่น แผนการเล็กๆ ของพวกเขาถูกเตรียมการอย่างดีเป็นพิเศษ และพวกเขาทำอันตรายต่อผู้คนเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาเกิดใหม่ อาจจะเกิดเป็นคนไม่เต็มบาท หรือเป็นผู้คนที่พิการทางสมอง ผู้คนบางคนมักสอดรู้สอดเห็นในเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ตาของพวกเขามองเห็นหลายสิ่งที่พวกเขาไม่ควรได้รู้ความลับ และพวกเขาเรียนรู้หลายสิ่งที่พวกเขาไม่น่าจะรู้ ผลก็คือ เมื่อพวกเขาเกิดใหม่ พวกเขาอาจเป็นคนตาบอด ผู้คนบางคนเป็นคนว่องไวมากเมื่อพวกเขามีชีวิตอยู่ พวกเขามักต่อสู้และทำสิ่งที่เป็นความชั่วมากมาย เนื่องด้วยการนี้ พวกเขาจึงอาจเกิดใหม่เป็นคนพิการ เป็นง่อย หรือไม่มีแขน หากไม่เช่นนั้น พวกเขาอาจมาจุติใหม่เป็นคนหลังค่อมหรือคอเอียง เดินกระโผลกกระเผลก มีขาข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้าง และอื่นๆ ในสิ่งเหล่านี้ พวกเขาเป็นผู้ได้รับการลงโทษต่างๆ นานาขึ้นอยู่กับระดับความชั่วที่พวกเขาได้กระทำไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเจ้าคิดว่าเหตุใดเล่าผู้คนบางคนจึงมีตาขี้เกียจ? มีผู้คนเช่นนั้นมากหรือไม่? ทุกวันนี้ไม่ใช่มีเพียงไม่กี่คนแล้ว ผู้คนบางคนมีตาขี้เกียจเพราะในชีวิตทั้งหลายในอดีตของพวกเขานั้น พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากตาของพวกเขามากเกินไปและได้ทำสิ่งที่ไม่ดีมากเกินไป ดังนั้น พวกเขาจึงได้เกิดมาในชีวิตนี้โดยมีตาขี้เกียจ และในกรณีที่รุนแรงนั้น พวกเขาถึงขั้นเกิดมาตาบอดด้วยซ้ำ นี่คือการลงทัณฑ์อันสาสม! ผู้คนบางคนเข้ากันได้ดีกับคนอื่นๆ ก่อนที่พวกเขาจะตาย พวกเขาทำสิ่งดีๆ มากมายให้แก่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานของพวกเขา หรือผู้คนที่ติดต่อกับพวกเขา พวกเขาทำการกุศลและดูแลใส่ใจผู้อื่น หรือช่วยเหลือผู้อื่นทางด้านการเงิน และผู้คนนึกถึงพวกเขาในแง่ที่ดีอย่างมาก เมื่อผู้คนเช่นนั้นกลับไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจะไม่ถูกลงโทษ สำหรับผู้ไม่เชื่อนั้น การไม่ถูกลงโทษในหนทางใดๆ หมายความว่าพวกเขาเป็นบุคคลที่ดีมากคนหนึ่ง แทนที่จะเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า พวกเขาเชื่อในชายชราบนฟ้าเท่านั้น บุคคลเช่นนั้นเพียงแค่เชื่อว่ามีวิญญาณหนึ่งที่เหนือกว่าพวกเขา ที่กำลังเฝ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำเท่านั้น─นั่นคือทั้งหมดที่บุคคลผู้นี้เชื่อ ผลก็คือ บุคคลผู้นี้เป็นผู้มีความประพฤติดีขึ้นมาก ผู้คนเช่นนั้นเป็นคนใจดีและใจบุญ และเมื่อในที่สุดพวกเขากลับไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ ที่นั่นก็จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดียิ่ง และพวกเขาจะมาจุติใหม่ในไม่ช้า เมื่อพวกเขามาเกิดใหม่ พวกเขาจะมาอยู่ในครอบครัวประเภทใด? ถึงแม้ว่าครอบครัวเช่นนั้นจะไม่มั่งคั่ง พวกเขาก็จะปลอดภัยจากอันตรายใดๆ มีความสามัคคีในหมู่สมาชิกของพวกเขา ที่นั่น ผู้คนที่มาจุติใหม่เหล่านี้จะผ่านวันเวลาที่ปลอดภัยและมีความสุข และทุกคนจะชื่นบานและมีชีวิตที่ดี เมื่อผู้คนเหล่านี้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ พวกเขาจะมีครอบครัวแบบขยายที่ใหญ่โต ลูกหลานของพวกเขาจะมีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จ และครอบครัวของพวกเขาจะชื่นชมยินดีกับความโชคดี─และบทอวสานเช่นนั้นเชื่อมโยงอย่างใหญ่หลวงกับชีวิตที่ผ่านมาของผู้คนเหล่านี้ นั่นคือ ผู้คนจะไปที่ใดหลังจากที่พวกเขาตายและมาจุติใหม่ พวกเขาจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พันธกิจของพวกเขาคืออะไร พวกเขาจะผ่านพบสิ่งบ้างในชีวิต พวกเขาจะทนฝ่ากับความล้มเหลวใดบ้าง พวกเขาจะชื่นชมยินดีกับพรใดบ้าง พวกเขาจะได้พบใครบ้าง และจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับพวกเขา─ไม่มีใครสามารถทำนายสิ่งต่างๆ เหล่านี้ หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ หรือซ่อนเร้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทันทีที่ชีวิตของเจ้าได้ถูกกำหนดขึ้น ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับเจ้า─ไม่ว่าเจ้าจะพยายามหลีกเลี่ยงมันอย่างไร และไม่ว่าโดยวิธีการใดก็ตาม─เจ้าไม่มีหนทางที่จะฝ่าฝืนครรลองชีวิตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้เจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณได้ เพราะเมื่อเจ้ามาจุติใหม่ ชะตาชีวิตของเจ้าได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย ทุกคนควรเผชิญหน้ากับสิ่งนี้และเดินต่อไปข้างหน้าเสมอ นี่คือประเด็นที่ไม่มีผู้ใดที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้จะสามารถหลีกเลี่ยงได้ และไม่มีประเด็นใดที่เป็นจริงมากกว่านี้แล้ว

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 191

บัดนี้พวกเจ้าเห็นแล้วหรือยังว่าพระเจ้าทรงมีการตรวจสอบและการบริหารที่แม่นยำและเข้มงวดมากสำหรับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ไม่เชื่อ? ประการแรก พระองค์ได้ทรงกำหนดประกาศิตจากสวรรค์ ประกาศกฤษฎีกา และระบบต่างๆ นานาขึ้นในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ และทันทีที่สิ่งเหล่านี้ได้ประกาศออกไป พวกมันจะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดมาก ดังที่ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยพระเจ้า โดยสิ่งมีชีวิตในตำแหน่งทางการต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ และไม่มีผู้ใดกล้าที่จะฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ในโลกมนุษย์นั้น ไม่ว่าใครบางคนจะมาจุติใหม่เป็นสัตว์หรือมนุษย์ ย่อมมีธรรมบัญญัติสำหรับทั้งสองนั้น เนื่องจากธรรมบัญญัติเหล่านี้มาจากพระเจ้า จึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะทำผิดธรรมบัญญัติ และไม่มีผู้ใดสามารถทำผิดธรรมบัญญัติได้ เนื่องจากอธิปไตยนี้ของพระเจ้า และเพราะธรรมบัญญัติเช่นนี้มีอยู่เท่านั้น โลกทางวัตถุที่ผู้คนมองเห็นนี้จึงเป็นไปอย่างปกติและมีระเบียบ เนื่องจากอธิปไตยนี้ของพระเจ้าเท่านั้นพวกมนุษย์จึงสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขกับอีกโลกหนึ่งที่ไม่ปรากฏแก่ตาสำหรับพวกโดยสิ้นเชิงได้ และสามารถใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับมันได้─ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่สามารถหนีพ้นจากอธิปไตยของพระเจ้าได้ หลังจากชีวิตที่เป็นเนื้อหนังของบุคคลหนึ่งตายลง วิญญาณยังคงมีชีวิตอยู่ และดังนั้น จะเกิดอะไรขึ้นหากมันไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารของพระเจ้า? วิญญาณนั้นคงจะเร่ร่อนไปทั่วทุกที่ รุกล้ำไปทุกหนแห่ง และคงจะถึงขั้นทำอันตรายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกมนุษย์ อันตรายเช่นนั้นจะไม่เพียงแค่เกิดขึ้นกับมวลมนุษย์เท่านั้น และยังสามารถเกิดขึ้นกับต้นไม้และสัตว์ทั้งหลายได้ด้วยเช่นกัน─อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่จะได้รับอันตรายก็คงจะเป็นผู้คน หากการนี้จะเกิดขึ้น─หากวิญญาณเช่นนั้นอยู่โดยไม่มีการบริหาร ทำอันตรายต่อผู้คนโดยแท้ และทำสิ่งต่างๆ ที่ชั่วร้ายอย่างแท้จริง─เช่นนั้นแล้ว วิญญาณนี้ก็คงจะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมในโลกฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน กล่าวคือ หากสิ่งต่างๆ มีความร้ายแรง วิญญาณนั้นก็คงจะสูญสิ้นไปในไม่ช้า และคงจะถูกทำลาย หากเป็นไปได้ มันคงจะถูกนำไปอยู่ที่ใดสักแห่งและหลังจากนั้นก็ได้มาจุติใหม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การบริหารวิญญาณต่างๆ ของโลกฝ่ายวิญญาณนั้นมีระเบียบ และดำเนินการโดยสอดคล้องกับขั้นตอนและกฎต่างๆ มันเป็นเพราะการบริหารเช่นนั้นเท่านั้น โลกทางวัตถุของมนุษย์จึงยังไม่ล้มลงไปสู่ความวุ่นวาย พวกมนุษย์แห่งโลกทางวัตถุจึงยังมีความรู้สึกนึกคิดที่เป็นปกติ มีความมีเหตุผลที่เป็นปกติ และมีชีวิตทางเนื้อหนังที่มีระเบียบ มีเพียงหลังจากที่มวลมนุษย์มีชีวิตปกติเช่นนั้นเท่านั้น บรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังจึงจะสามารถเจริญรุ่งเรืองและสืบพันธุ์ไปตลอดหลายชั่วคนต่อไปได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 192

สำหรับบรรดาผู้ไม่เชื่อที่เราเพิ่งได้พูดถึงไป เมื่อกล่าวถึงบรรดาผู้ไม่เชื่อ หลักการที่อยู่เบื้องหลังการกระทำทั้งหลายของพระเจ้านั้นเป็นหลักการเกี่ยวกับการให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่วใช่หรือไม่? มีข้อยกเว้นใดๆ หรือไม่? (ไม่) พวกเจ้ามองเห็นหรือไม่หรือว่ามีหลักการหนึ่งอยู่เบื้องหลังการกระทำของพระเจ้า? บรรดาผู้ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และพวกเขาไม่นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ นอกจากนั้น พวกเขาไม่ตระหนักถึงอธิปไตยของพระองค์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะยอมรับพระองค์ ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาลบหลู่พระเจ้า และสาปแช่งพระองค์ และเป็นปรปักษ์ต่อบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า ถึงแม้พวกเขาจะมีท่าทีเช่นนี้ต่อพระเจ้า แต่การบริหารพวกเขาของพระองค์ก็ยังคงไม่เบี่ยงเบนไปจากหลักการทั้งหลายของพระองค์ พระองค์ทรงบริหารพวกเขาในลักษณะที่เป็นระเบียบ โดยสอดคล้องกับหลักการของพระองค์และพระอุปนิสัยของพระองค์ พระองค์ทรงนึกถึงอย่างไรกับความเป็นปรปักษ์ของพวกเขา? ถือว่าเป็นความไม่รู้เท่าทัน! ผลก็คือ พระองค์ได้ทรงสาปแช่งผู้คนเหล่านี้─นั่นก็คือ บรรดาผู้ไม่เชื่อส่วนใหญ่จำนวนมาก─ให้จุติใหม่เป็นสัตว์ต่างๆ ในอดีต ดังนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า แท้จริงแล้วบรรดาผู้ไม่เชื่อคือสิ่งใดกันแน่? พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉานทั้งหมด พระเจ้าทรงบริหารสัตว์เดรัจฉานรวมทั้งมวลมนุษย์ และสำหรับผู้คนเช่นนั้น พระองค์ทรงมีหลักการเดียวกัน แม้กระทั่งในการบริหารผู้คนเหล่านี้ของพระองค์และในการกระทำของพระองค์ต่อพวกเขา พระอุปนิสัยของพระองค์ก็ยังคงสามารถมองเห็นได้ เช่นเดียวกับที่สามารถมองเห็นธรรมบัญญัติทั้งหลายของพระองค์ที่อยู่เบื้องหลังอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์ และดังนั้น พวกเจ้ามองเห็นอธิปไตยของพระเจ้าในหลักการต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้บริหารบรรดาผู้ไม่เชื่อที่เราเพิ่งกล่าวถึงหรือไม่? พวกเจ้ามองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าหรือไม่? (พวกเรามองเห็น) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงจัดการกับสิ่งใดจากสิ่งต่างๆ ทั้งหมด พระเจ้าทรงกระทำการไปตามหลักการต่างๆ และพระอุปนิสัยของพระองค์เอง นี่คือเนื้อแท้ของพระเจ้า พระองค์จะไม่มีวันทรงบังเอิญทำผิดกับประกาศกฤษฎีกาหรือประกาศิตจากสวรรค์ที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เพียงเพราะพระองค์ทรงถือว่าผู้คนเช่นนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน พระเจ้าทรงกระทำการบนหลักการ โดยไม่สะเพร่าแม้แต่น้อย และการกระทำของพระองค์ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยใดๆ โดยสิ้นเชิง ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงกระทำเป็นไปตามหลักการต่างๆ ของพระองค์เอง การนี้เป็นเพราะพระเจ้าทรงมีเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง นี่คือแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับเนื้อแท้ของพระองค์ที่ไม่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ พระเจ้าทรงมีจิตสำนึกและรับผิดชอบในการรับมือ การดำเนินการ การบริหารจัดการ การบริหาร และการปกครองของพระองค์เหนือวัตถุ บุคคล และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดท่ามกลางสิ่งต่างๆ ทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ และในการนี้ พระองค์ไม่เคยทรงประมาทเลินเล่อ สำหรับบรรดาผู้ที่เป็นคนดีนั้น พระองค์ทรงเปี่ยมพระคุณและทรงพระเมตตา สำหรับบรรดาผู้ที่ชั่วร้ายนั้น พระองค์ทรงลงโทษด้วยการลงทัณฑ์ไร้ความปราณี และสำหรับสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายนั้น พระองค์ทรงทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมในลักษณะที่ทันเวลาและเป็นปกติตามข้อพึงประสงค์ที่ผันแปรของโลกมนุษย์ในเวลาที่แตกต่างกัน จนกระทั่งสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายเหล่านี้ได้มาจุติใหม่ตามบทบาทที่พวกเขาแสดงในลักษณะที่เป็นระเบียบ และเคลื่อนไประหว่างโลกทางวัตถุกับโลกฝ่ายวิญญาณในหนทางที่เป็นระเบียบวิธี

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 193

ความตายของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง─การสิ้นสุดชีวิตทางกายภาพ─บ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นได้ผ่านจากโลกทางวัตถุมาสู่โลกฝ่ายวิญญาณ ในขณะที่การถือกำเนิดของชีวิตใหม่ทางกายภาพบ่งชี้ว่าสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้จากโลกฝ่ายวิญญาณมาสู่โลกทางวัตถุ และได้เริ่มต้นรับหน้าที่และแสดงบทบาทของมันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจากไปหรือการมาถึงของสิ่งมีชีวิต ทั้งคู่นั้นไม่สามารถแยกออกจากงานของโลกฝ่ายวิญญาณได้ เมื่อถึงเวลาที่ใครบางคนมาสู่โลกทางวัตถุ พระเจ้าได้ทรงก่อรูปร่างการจัดการเตรียมการและการกำหนดนิยามที่เหมาะสมไว้แล้วในโลกฝ่ายวิญญาณในเรื่องที่ว่า บุคคลนั้นจะไปยังครอบครัวใด พวกเขาจะไปถึงในยุคสมัยใด พวกเขาจะมาถึงในชั่วโมงใด และบทบาทที่พวกเขาจะแสดง เมื่อเป็นเช่นนั้น ชีวิตทั้งชีวิตของบุคคลผู้นี้ สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาทำ และเส้นทางทั้งหลายที่พวกเขาเดิน─จะดำเนินการไปตามการจัดการเตรียมการที่ได้ทำขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ชีวิตทางกายภาพจะสิ้นสุดลง และลักษณะกับสถานที่ที่มันจะจบนั้นเป็นที่ชัดเจนและหยั่งรู้ได้ในโลกฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าทรงปกครองโลกทางวัตถุ และพระองค์ทรงปกครองโลกฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน และพระองค์จะไม่ทรงทำให้วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายตามปกติของวิญญาณหนึ่งล่าช้าไป และพระองค์ไม่เคยทรงสามารถกระทำความผิดพลาดใดๆ ในการจัดการเตรียมการวัฏจักรนั้นเลย ผู้ดูแลแต่ละท่านในตำแหน่งทางการในโลกฝ่ายวิญญาณนั้นดำเนินการภารกิจแต่ละอย่างของพวกเขา ทำสิ่งที่พวกเขาควรจะทำ โดยสอดคล้องกับคำแนะนำและกฎทั้งหลายของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ในโลกของมวลมนุษย์นั้น ปรากฏการณ์ทางวัตถุทุกอย่างที่มนุษย์เห็นอยู่อย่างเป็นระเบียบ และไม่มีความวุ่นวาย ทั้งหมดนี้ก็เนื่องจากกฎที่มีระเบียบเหนือสรรพสิ่งของพระเจ้า รวมทั้งข้อเท็จจริงที่สิทธิอำนาจของพระองค์ปกครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง อำนาจครอบครองของพระองค์ประกอบด้วยโลกทางวัตถุที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ และยิ่งไปกว่านั้นคือ โลกฝ่ายวิญญาณที่ไม่ปรากฏแก่ตาเบื้องหลังมวลมนุษย์ เพราะฉะนั้น หากพวกมนุษย์ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดี และหวังที่จะดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดีนอกเหนือจากการได้รับการจัดเตรียมด้วยโลกทางวัตถุที่มองเห็นได้ทั้งหมดทั้งมวลนั้น พวกเขาก็ต้องได้รับการจัดเตรียมด้วยโลกฝ่ายวิญญาณด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้ ซึ่งควบคุมสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในนามของมวลมนุษย์ และซึ่งเป็นไปอย่างมีระเบียบ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 194

วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ

พวกเราเพิ่งได้หารือกันถึงวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนในจำพวกแรก คือบรรดาผู้ไม่เชื่อ บัดนี้ ขอให้พวกเรามาหารือกันถึงพวกที่สอง คือผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ “วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ” ยังเป็นหัวข้อที่สำคัญมากอีกหัวข้อหนึ่ง และมันมีความจำเป็นอย่างสูงสำหรับพวกเจ้าที่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง ประการแรก ขอให้พวกเราพูดกันถึงเรื่อง “ความเชื่อ” ในคำว่า “ผู้คนที่มีความเชื่อ” นั้นหมายถึงความเชื่อใดบ้าง กล่าวคือ ห้าศาสนาหลักได้แก่ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ศาสนาอิสลาม และศาสนาพุทธ นอกเหนือจากบรรดาผู้ไม่เชื่อแล้ว ผู้คนที่เชื่อในห้าศาสนาเหล่านี้ครองประชากรโลกในสัดส่วนที่ใหญ่ ท่ามกลางห้าศาสนาเหล่านี้ บรรดาผู้ที่ประกอบอาชีพจากความเชื่อของพวกเขามีไม่มาก ถึงกระนั้นศาสนาเหล่านี้ก็ยังมีผู้ติดตามจำนวนมาก พวกเขาจะไปยังสถานที่ที่แตกต่างเมื่อพวกเขาตาย “แตกต่าง” จากผู้ใด? จากบรรดาผู้ไม่เชื่อ─ผู้คนที่ไม่มีความเชื่อ─ผู้ซึ่งเราพูดถึงอยู่เมื่อครู่ หลังจากพวกเขาตาย บรรดาผู้เชื่อของห้าศาสนาเหล่านี้จะไปที่อื่น ที่ใดบางแห่งที่แตกต่างจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ อย่างไรก็ตาม มันยังคงเป็นกระบวนการเดียวกัน โลกฝ่ายวิญญาณจะพิพากษาพวกเขาในทำนองเดียวกันบนพื้นฐานของทุกอย่างที่พวกเขาเคยทำก่อนที่พวกเขาจะตาย ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาจะผ่านกระบวนการตามนั้น อย่างไรก็ดี เหตุใดผู้คนเหล่านี้จึงถูกส่งไปผ่านกระบวนการยังพื้นที่ที่แตกต่างกันเล่า? มีเหตุผลที่สำคัญสำหรับเรื่องนี้ มันคืออะไร? เราจะอธิบายกับพวกเจ้าด้วยตัวอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะอธิบาย พวกเจ้าอาจจะคิดกับตัวพวกเจ้าเองว่า “บางทีคงจะเป็นเพราะพวกเขามีการเชื่อในพระเจ้าน้อย! พวกเขาไม่ใช่ผู้ไม่เชื่อพระเจ้าเสียทีเดียว” อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เหตุผลนั้น มีเหตุผลที่สำคัญมากเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาถูกแยกออกจากผู้อื่น

จงดูศาสนาพุทธเป็นตัวอย่าง เราจะบอกพวกเจ้าถึงข้อเท็จจริงหนึ่ง ประการแรก คนพุทธคือใครบางคนที่ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธ และนี่คือบุคคลผู้ซึ่งรู้ว่าการเชื่อของตนคือสิ่งใด เมื่อคนพุทธตัดผมของพวกเขาและกลายเป็นพระหรือแม่ชี นั่นหมายความว่าพวกเขาได้แยกตนเองออกจากโลกฆราวาสแล้ว โดยทิ้งความอลหม่านของโลกมนุษย์ไว้เบื้องหลัง ทุกๆ วันพวกเขาจะท่องพระสูตรและสวดพระนามของพระพุทธเจ้า กินเพียงอาหารมังสวิรัติ ดำรงชีวิตแบบนักพรต และผ่านวันเวลาไปพร้อมกับแสงอ่อนที่เย็นของโคมไฟเทียน พวกเขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาไปแบบนี้ เมื่อชีวิตทางกายภาพของคนพุทธคนหนึ่งจบลง พวกเขาจะทำบทสรุปชีวิตของพวกเขา แต่ในหัวใจของพวกเขาแล้วพวกเขาจะไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปที่ใดหลังจากที่พวกเขาตาย พวกเขาจะพบกับใคร หรือบทอวสานของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ลึกลงไป พวกเขาจะไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่นนั้น พวกเขาจะไม่ได้ทำสิ่งใดมากไปกว่าถือความเชื่อชนิดหนึ่งไว้อย่างหูหนวกตาบอดตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาจะไปจากโลกมนุษย์พร้อมกับความปรารถนาและอุดมการณ์ต่างๆ ที่มืดบอดของพวกเขา เช่นนั้นคือการสิ้นสุดของชีวิตทางกายภาพของคนพุทธ เมื่อพวกเขาออกไปจากโลกของการมีชีวิต หลังจากนั้น พวกเขาจะกลับไปยังสถานที่ดั้งเดิมของพวกเขาในโลกฝ่ายวิญญาณ การที่บุคคลผู้นี้จะมาจุติใหม่เพื่อกลับมายังแผ่นดินโลกและสานต่อการบ่มเพาะตนเองของพวกเขาต่อไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการปฏิบัติของพวกเขาก่อนความตายของพวกเขา หากพวกเขาไม่เคยทำสิ่งใดผิดในระหว่างชั่วชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็จะได้มาจุติและถูกส่งกลับมายังแผ่นดินโลกอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ที่ซึ่งบุคคลผู้นี้จะได้กลายเป็นพระหรือแม่ชีอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาปฏิบัติการบ่มเพาะตนเองในระหว่างชีวิตทางกายภาพของพวกสอดคล้องกับวิธีที่พวกเขาเคยปฏิบัติการบ่มเพาะตนเองครั้งแรก และแล้วก็กลับมายังอาณาจักรฝ่ายวิญญาณหลังจากที่ชีวิตทางกายภาพของพวกเขาได้สรุปปิดตัวลง ที่ซึ่งพวกเขาจะถูกตรวจสอบ หลังจากนั้น หากไม่พบว่ามีปัญหาใดๆ พวกเขาจะสามารถกลับมายังโลกของมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการสานต่อการปฏิบัติของพวกเขา หลังจากการมาจุติใหม่สามถึงเจ็ดครั้งแล้ว พวกเขาจะกลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง ที่ซึ่งพวกเขาจะไปหลังจากชีวิตทางกายภาพจบลงแต่ละครั้ง หากคุณสมบัติต่างๆ และพฤติกรรมของพวกเขาในโลกมนุษย์เป็นการปฏิบัติตามประกาศิตจากสวรรค์แห่งโลกฝ่ายวิญญาณ เช่นนั้นแล้ว จากจุดนี้เป็นต้นไป พวกเขาจะคงอยู่ที่นั่น พวกเขาจะไม่มาจุติใหม่เป็นมนุษย์อีกต่อไป และจะไม่มีความเสี่ยงใดๆ จากการที่พวกเขาจะถูกลงโทษจากการทำชั่วบนแผ่นดินโลก พวกเขาจะไม่มีวันต้องก้าวผ่านกระบวนการนี้อีกครั้ง ในทางตรงกันข้าม พวกเขาจะได้รับตำแหน่งหนึ่งในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณโดยขึ้นอยู่กับรูปการณ์แวดล้อมของพวกเขา นี่คือสิ่งที่คนพุทธอ้างถึงว่าเป็น “การบรรลุพุทธภาวะ” การบรรลุพุทธภาวะโดยมากแล้วหมายถึงการสัมฤทธิ์การเกิดผลได้เป็นเจ้าหน้าที่ของโลกฝ่ายวิญญาณ และภายหลังจากนั้น จะไม่มาจุติใหม่หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น มันหมายถึงการไม่ทนทุกข์กับความทุกข์ร้อนต่างๆ แห่งการเป็นมนุษย์หลังจากการมาจุติใหม่อีกต่อไป ดังนั้น พวกเขายังคงมีโอกาสใดๆ ที่จะมาจุติเป็นสัตว์อยู่หรือไม่? (ไม่มี) การนี้หมายความว่า พวกเขาจะคงอยู่เพื่อเข้ารับบทบาทหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณและจะไม่มาจุติใหม่อีกต่อไป นี่คือตัวอย่างหนึ่งการบรรลุการเกิดผลของพุทธภาวะในศาสนา พุทธ ในส่วนของพวกที่ไม่บรรลุการเกิดผล เมื่อพวกเขากลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขากลายเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบและการยืนยันความถูกต้องการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ค้นพบว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติการบ่มเพาะตัวเองหรือไม่ได้มีจิตสำนึกในการท่องพระสูตรต่างๆ และการสวดพระนามของพระพุทธเจ้าอย่างขันแข็งดังที่บัญญัติไว้โดยศาสนาพุทธ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับกระทำการชั่วร้ายมากมายและมีส่วนร่วมในพฤติกรรมชั่วหลายอย่าง เช่นนั้นแล้ว ในโลกฝ่ายวิญญาณ จะมีการพิพากษาเกี่ยวกับการทำชั่วของพวกเขา และต่อจากนั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษแน่นอน ในการนี้ ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ เช่นนั้นเอง เมื่อใดที่บุคคลเช่นนั้นจะสามารถบรรลุการเกิดผล? ในชั่วชีวิตที่พวกเขาไม่กระทำความชั่ว เมื่อหลังจากที่กลับมายังโลกฝ่ายวิญญาณแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิดก่อนที่พวกเขาจะตายเลย จากนั้นพวกเขามาจุติใหม่ต่อไป โดยดำเนินการกับการท่องพระสูตรและการสวดพระนามของพระพุทธเจ้า โดยใช้วันเวลาของพวกเขาไปกับแสงอ่อนที่เย็นของตะเกียงเทียน งดเว้นจากการฆ่าสิ่งมีชีวิตใดๆ หรือการกินเนื้อใดๆ พวกเขาไม่เข้าร่วมในโลกของมนุษย์ โดยทิ้งปัญหาของมันไว้ห่างไกลเบื้องหลังและไม่มีการโต้เถียงกับผู้อื่น ในกระบวนการนั้น หากพวกเขากระทำความชั่ว เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่พวกเขากลับไปยังโลกฝ่ายวิญญาณ และการกระทำและพฤติกรรมทั้งหมดของพวกเขาได้รับการตรวจสอบ พวกเขาก็จะถูกส่งออกไปยังอาณาจักรของมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ในวัฏจักรที่ต่อเนื่องไปเป็นจำนวนสามถึงเจ็ดครั้ง หากไม่มีการประพฤติผิดถูกกระทำขึ้นในระหว่างครั้งนี้ เช่นนั้นแล้ว การบรรลุพุทธภาวะของพวกเขาก็จะยังคงไมได้รับผลกระทบ และจะไม่ถูกทำให้ล่าช้าออกไป นี่คือลักษณะของวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนที่มีความเชื่อทั้งหมด กล่าวคือ พวกเขาสามารถที่จะ “บรรลุการเกิดผล” และสามารถที่จะเข้ารับตำแหน่งหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างไปจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ ประการแรก ขณะที่พวกเขายังคงกำลังใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก บรรดาผู้ที่สามารถเข้ารับตำแหน่งหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณประพฤติตัวอย่างไร? พวกเขาต้องแน่ใจว่าจะไม่กระทำความชั่วใดๆ เลย กล่าวคือ พวกเขาต้องไม่ทำฆาตกรรม ทำการวางเพลิง ข่มขืน หรือชิงทรัพย์ หากพวกเขามีส่วนร่วมในการฉ้อโกง การหลอกลวง การลักขโมย หรือการปล้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถบรรลุการเกิดผลได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากพวกเขามีความเกี่ยวข้องหรือการมีส่วนร่วมใดๆ กับการทำชั่วไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม พวกเขาจะไม่สามารถหนีรอดการลงโทษที่โลกฝ่ายวิญญาณกำหนดไว้แก่พวกเขาได้ โลกฝ่ายวิญญาณทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมให้แก่คนพุทธผู้ที่บรรลุพุทธภาวะ กล่าวคือ พวกเขาอาจได้รับการแต่งตั้งให้บริหารบรรดาผู้ที่ปรากฏว่าเชื่อในศาสนาพุทธ และเชื่อในชายชราบนฟ้า─พวกเขาอาจได้รับการจัดสรรเขตอำนาจ พวกเขายังอาจจะเพียงแค่รับหน้าที่ควบคุมบรรดาผู้ไม่เชื่อหรือมีตำแหน่งที่มีหน้าที่เล็กน้อยมากๆ เท่านั้นด้วยเช่นกัน การจัดสรรเช่นนั้นเกิดตามตามธรรมชาติต่างๆ ของวิญญาณของพวกเขา นี่คือตัวอย่างหนึ่งของศาสนาพุทธ

ในบรรดาห้าศาสนาที่เราได้พูดถึงไปนั้น ศาสนาคริสต์ค่อนข้างพิเศษ สิ่งใดทำให้คริสตชนพิเศษยิ่งนัก? เหล่านี้คือผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง เหตุใดบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงจึงอยู่ในรายการนี้ได้? ในการกล่าวว่าศาสนาคริสต์คือความเชื่อชนิดหนึ่ง มันคงจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อเท่านั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย มันคงจะเป็นพิธีการประเภทหนึ่งเท่านั้น เป็นศาสนาประเภทหนึ่ง และเป็นสิ่งที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงจากความเชื่อของบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง เหตุผลที่เราได้ลงรายการศาสนาคริสต์ไว้ท่ามกลางห้า “ศาสนา” ใหญ่ๆ ก็คือว่า มันได้ถูกลดระดับไปอยู่ระดับเดียวกันกับศาสนายิว ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม ผู้คนส่วนใหญ่ในที่นี้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า หรือไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่ง นับประสาอะไรที่พวกเขาจะเชื่อในการมีอยู่ของพระองค์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาเพียงใช้ข้อพระคัมภีร์ต่างๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับเทววิทยาและใช้เทววิทยาเพื่อสอนผู้คนให้มีเมตตา ให้ทนฝ่าความทุกข์ และให้ทำสิ่งดีๆ ทั้งหลาย นั่นคือศาสนาแบบที่ศาสนาคริสต์ได้กลายมาเป็น กล่าวคือ มันเพียงแค่จดจ่ออยู่กับทฤษฎีเทววิทยาเท่านั้น โดยไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ โดยสิ้นเชิงกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการและการช่วยมนุษย์ให้รอดของพระเจ้า มันได้กลายมาเป็นศาสนาของผู้คนที่ติดตามพระเจ้าแต่เป็นผู้ที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากพระเจ้า อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงมีหลักการหนึ่งในการเข้าถึงผู้คนเช่นนั้นด้วยเช่นกัน พระองค์มิได้ทรงรับมือหรือจัดการกับพวกเขาตามอำเภอใจโดยบังเอิญดังที่พระองค์ทรงกระทำกับบรรดาผู้ไม่เชื่อ พระองค์ทรงปฏิบัติกับพวกเขาแบบเดียวกันกับที่พระองค์ทรงปฏิบัติกับคนพุทธ กล่าวคือ ถ้าหากว่าในขณะที่มีชีวิตอยู่ คริสตชนคนหนึ่งสามารถทำการบ่มวินัยตัวเองได้ ปฏิบัติตามพระบัญญัติสิบประการอย่างเคร่งครัด และทำข้อเรียกร้องให้พฤติกรรมของพวกเขาเองสอดคล้องกับธรรมบัญญัติและพระบัญญัติต่างๆ และยึดถือพวกมันไปตลอดชีวิตของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว พวกเขายังต้องใช้เวลาเท่ากันในการก้าวผ่านวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายด้วยเช่นกันก่อนที่พวกเขาจะสามารถบรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่า “การรับขึ้นไป” ได้ หลังจากการสัมฤทธิ์ผลในการรับขึ้นไปนี้ พวกเขายังอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่ซึ่งพวกเขาเข้ารับตำแหน่งหนึ่งและกลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของที่นั่น ในทำนองเดียวกันนั้น หากพวกเขากระทำความชั่วบนแผ่นดินโลก─หากพวกเขาบาปหนามากเกินไปและกระทำบาปมากเกินไป─เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกลงโทษและถูกบ่มวินัยด้วยความรุนแรงที่แตกต่างกันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในศาสนาพุทธนั้น การบรรลุการเกิดผลหมายถึงการผ่านไปยังแดนสุขาวดีอันบรมสุข แต่พวกเขาเรียกมันอย่างว่าไรในศาสนาคริสต์? มันเรียกว่า “การเข้าสู่สวรรค์” และการได้รับ “การรับขึ้นไป” บรรดาผู้ที่ได้รับการรับขึ้นไปอย่างแท้จริงยังจะก้าวผ่านวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายสามถึงเจ็ดครั้งด้วยเช่นกัน หลังจากนั้น เมื่อตายแล้ว พวกเขาจะมายังโลกฝ่ายวิญญาณ ราวกับพวกเขาได้นอนหลับไป หากพวกเขาได้มาตรฐาน พวกเขาก็สามารถคงอยู่ที่นั่นเพื่อเข้ารับตำแหน่ง และจะไม่ได้มาจุติใหม่ในลักษณะที่เรียบง่ายหรือตามธรรมเนียม ซึ่งไม่เหมือนกับผู้คนบนแผ่นดินโลก

ท่ามกลางศาสนาเหล่านี้ทั้งหมด บทอวสานที่พวกเขาพูดถึงและที่พวกเขาเพียรพยายามไปถึงนั้นเป็นแบบเดียวกันกับการบรรลุการเกิดผลในศาสนาพุทธ มันเป็นเพียงแค่ว่า “การเกิดผล” นี้สัมฤทธิ์ผลได้โดยวิธีที่แตกต่างกัน พวกเขาล้วนเป็นนกที่มีขนเหมือนกัน สำหรับบรรดาผู้ติดตามของศาสนาเหล่านี้ส่วนนี้ ผู้ซึ่งสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับทางศาสนาในพฤติกรรมของพวกเขาได้อย่างเคร่งครัด พระเจ้าทรงจัดเตรียมบั้นปลายที่เหมาะสม สถานที่ที่เหมาะสมให้ไปสู่ และทรงรับมือกับพวกเขาอย่างเหมาะสม ทั้งหมดนี้สมเหตุสมผล แต่มันไม่เป็นดังเช่นที่ผู้คนจินตนาการ ใช่หรือไม่? บัดนี้ เมื่อได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคริสตชนแล้ว พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? พวกเจ้ารู้สึกว่าสภาพของพวกเขาไม่ยุติธรรมเลยใช่หรือไม่? เจ้าสงสารพวกเขาใช่หรือไม่? (นิดหน่อย) ไม่มีอะไรที่สามารถทำได้เลย พวกเขามีเพียงตัวเองเท่านั้นให้ตำหนิ เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? พระราชกิจของพระเจ้านั้นจริงแท้ พระองค์ทรงมีชีวิตและเป็นจริง และพระราชกิจของพระองค์มุ่งหมายไปที่มวลมนุษย์ทั้งหมดและทุกคน เช่นนั้นแล้ว เหตุใดคริสตชนทั้งหลายจึงไม่ยอมรับการนี้? เหตุใดพวกเขาจึงต่อต้านและข่มเหงพระเจ้าอย่างลนลาน? พวกเขาควรพิจารณาว่าตัวพวกเขาเองโชคดีที่ยังมีบทอวสานแบบนี้ ดังนั้นเหตุใดพวกเจ้าจึงรู้สึกเสียใจกับพวกเขาเล่า? พวกเขาได้รับการรับมือในหนทางนี้แสดงให้เห็นความยอมผ่อนปรนที่ยิ่งใหญ่ เมื่อพิจารณาดูว่าพวกเขาต่อต้านพระเจ้าถึงขนาดใด พวกเขาควรจะถูกทำลาย แต่กระนั้นพระเจ้าก็ไม่ทรงทำการนี้ พระองค์กลับทรงรับมือกับศาสนาคริสต์อย่างเรียบง่ายแบบเดียวกันกับศาสนาธรรมดาอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ มีความจำเป็นใดหรือที่จะต้องกล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ? ลักษณะพื้นฐานของศาสนาเหล่านี้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อให้ผู้คนทนทุกข์กับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ไม่ทำความชั่ว พูดสิ่งดีๆ ทำความประพฤติดี ไม่สบถใส่ผู้อื่น ไม่ตัดสินผู้อื่น นำตัวเองออกห่างจากการโต้เถียง มีส่วนร่วมในการกระทำที่มีเมตตา และเป็นคนดี─คำสอนทางศาสนาส่วนใหญ่เป็นเยี่ยงนี้ เพราะฉะนั้น หากผู้คนที่มีความเชื่อเหล่านี้─บรรดาผู้ติดตามของศาสนาและคณะนิกายต่างๆ เหล่านี้─สามารถปฏิบัติตามข้อบังคับทางศาสนาของพวกตนได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่กระทำความผิดพลาดหรือบาปใหญ่ต่างๆ ในระหว่างเวลาที่พวกเขาอยู่บนแผ่นดินโลก และหลังจากที่ได้มาจุติใหม่เป็นเวลาสามถึงเจ็ดครั้งแล้ว ผู้คนเหล่านี้ ─บรรดาผู้ซึ่งสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับทางศาสนาได้อย่างเคร่งครัด─โดยทั่วไปแล้วจะยังคงอยู่เพื่อเข้ารับตำแหน่งหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณ ผู้คนเช่นนี้มีมากหรือไม่? (ไม่ มีไม่มาก) คำตอบของเจ้ามีมีพื้นฐานบนสิ่งใด? มันไม่ง่ายเลยที่จะทำความดีและปฏิบัติตามกฎและธรรมบัญญัติทางศาสนา ศาสนาพุทธไม่อนุญาตให้ผู้คนรับประทานเนื้อสัตว์─เจ้าสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่? หากเจ้าต้องสวมเสื้อคลุมสีเทาและท่องพระสูตรและสวดพระนามของพระพุทธเจ้าในวัดของคนพุทธตลอดทั้งวัน เจ้าจะสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่? มันคงจะไม่ง่าย คริสตชนมีพระบัญญัติสิบประการ พระบัญญัติและธรรมบัญญัติต่างๆ เหล่านี้ง่ายต่อการปฏิบัติตามหรือไม่? มันไม่ง่ายเลย! จงดูการไม่สบถใส่ผู้อื่นเป็นตัวอย่าง กล่าวคือ ผู้คนไม่สามารถปฏิบัติตามกฎข้อนี้ได้โดยง่าย เมื่อไม่สามารถหยุดตัวเองได้ พวกเขาจึงสบถ─และหลังจากการสบถแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถถอนคำพูดเหล่านั้นกลับมาได้ ดังนั้น พวกเขาจะทำอย่างไร? ตอนกลางคืน พวกเขาสารภาพบาปของพวกเขา บางครั้งหลังจากที่พวกเขาสบถใส่ผู้อื่น พวกเขายังคงเก็บงำความเกลียดชังไว้ในหัวใจของพวกเขาอยู่ และพวกเขาไปไกลถึงขั้นวางแผนหาเวลาที่จะทำอันตรายต่อผู้คนเหล่านั้นยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวสั้นๆ คือ สำหรับบรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางหลักเกณฑ์ตายตัวนี้ ก็คงจะไม่ง่ายที่จะยับยั้งจากการทำบาปหรือการทำชั่ว เพราะฉะนั้น ในทุกๆ ศาสนา จึงมีเพียงผู้คนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถบรรลุการเกิดผลได้อย่างแท้จริง เจ้านึกว่าเพราะผู้คนมากมายเพียงนั้นปฏิบัติตามศาสนาเหล่านี้ คนจำนวนมากจะสามารถคงเหลืออยู่เพื่อเข้ารับบทบาทในอาณาจักรแห่งวิญญาณ อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มีมากขนาดนั้น มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้อย่างแท้จริง โดยทั่วไปแล้วมันเป็นเช่นนั้นเองสำหรับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของผู้คนที่มีความเชื่อ สิ่งที่แยกพวกเขาออกจากกันก็คือการที่พวกเขาสามารถบรรลุการเกิดผลได้ และนี่คือสิ่งที่แยกพวกเขาออกจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 195

วัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ติดตามพระเจ้า

บัดนี้ ขอให้พวกเรามาพูดถึงวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้ากันเถิด การนี้เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า ดังนั้นจงให้ความสนใจ กล่าวคือ ประการแรก จงคิดเกี่ยวกับว่าบรรดาผู้ติดตามพระเจ้าจะสามารถได้รับการจำแนกอย่างไร (ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และบรรดาคนปรนนิบัติ) แท้จริงแล้วมีสองกลุ่ม ได้แก่ บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และบรรดาคนปรนนิบัติ ประการแรก ขอให้พวกเรามาสนทนาถึงผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกันเถิด ซึ่งในกลุ่มนี้มีเพียงจำนวนน้อย “ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร” หมายถึงผู้ใดบ้าง? หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและมวลมนุษย์ให้มีขึ้นมา พระเจ้าได้ทรงคัดเลือกผู้คนกลุ่มหนึ่งที่จะติดตามพระองค์ เหล่านี้เองที่ถูกอ้างถึงว่าเป็น “ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร” มีวงเขตและนัยสำคัญพิเศษในการที่พระเจ้าทรงคัดเลือกผู้คนเหล่านี้ วงเขตนี้พิเศษตรงที่ว่ามันมีขีดจำกัดต่อน้อยคนที่ได้รับเลือก ผู้ซึ่งต้องมาเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจสำคัญ และนัยสำคัญคืออะไร? เนื่องจากพวกเขาคือกลุ่มที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นัยสำคัญจึงยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะทำให้ผู้คนเหล่านี้ครบบริบูรณ์ และทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม และทันทีที่พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการได้เสร็จสิ้นลง พระองค์จะทรงรับผู้คนเหล่านี้ไว้ นัยสำคัญนี้ไม่ยิ่งใหญ่หรอกหรือ? ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรรเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพระเจ้า เพราะพวกเขาคือบรรดาผู้ซึ่งพระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะรับไว้ ส่วนบรรดาคนปรนนิบัตินั้น ขอให้เราหยุดพักจากหัวข้อเรื่องการลิขิตล่วงหน้าของพระเจ้ากันสักครู่เถิด แล้วสนทนาถึงที่มาของพวกเขากันก่อน “คนปรนนิบัติ” ตามตัวอักษรแล้วนั้นคือผู้ที่รับใช้ บรรดาผู้ที่รับใช้นั้นเป็นเพียงชั่วคราว พวกเขาไม่ได้รับใช้ในระยะยาวนักหรือตลอดกาล แต่ได้รับการจ้างหรือการเกณฑ์มาชั่วคราว ที่มาของพวกเขาส่วนใหญ่นั้นก็คือ พวกเขาได้รับการคัดเลือกมาจากท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ พวกเขาได้มายังแผ่นดินโลกเมื่อได้มีการประกาศกฤษฎีกาว่าพวกเขาจะได้สวมบทบาทของคนปรนนิบัติในพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาอาจเคยเป็นสัตว์ในชั่วชีวิตก่อนหน้านี้ แต่พวกเขาอาจเคยเป็นบรรดาผู้ไม่เชื่อด้วยเช่นกัน เช่นนั้นเองคือที่มาของบรรดาคนปรนนิบัติ

พวกเรามาคุยต่อไปถึงเรื่องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกันเถิด เมื่อพวกเขาตาย พวกเขาจะไปยังพื้นที่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจากพื้นที่ของบรรดาผู้ไม่เชื่อและผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ มันเป็นสถานที่ซึ่งพวกเขาจะได้รับการประกบโดยบรรดาทูตสวรรค์และผู้สื่อสารของพระเจ้า มันเป็นสถานที่ซึ่งได้รับการบริหารโดยพระเจ้าด้วยพระองค์เอง ถึงแม้ว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะไม่สามารถเห็นพระเจ้าด้วยตาของพวกเขาเองในสถานที่นี้ แต่มันก็ไม่เหมือนกับที่อื่นใดในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ นี่คือพื้นที่ที่แตกต่างกัน ที่ซึ่งผู้คนส่วนนี้จะไปหลังจากที่พวกเขาตาย เมื่อพวกเขาตาย พวกเขาก็จะอยู่ภายใต้การสอบสวนที่เข้มงวดโดยบรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้า และอะไรที่จะถูกสอบสวน? บรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้าสอบสวนเส้นทางที่ผู้คนเหล่านี้ได้ก้าวเดินมาในการเชื่อพระเจ้าตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา พวกเขาเคยต่อต้านพระเจ้าหรือสาปแช่งพระองค์หรือไม่ในระหว่างเวลานั้น และพวกเขาเคยกระทำบาปหรือความชั่วร้ายแรงใดๆ หรือไม่ การสอบสวนนี้จะทำให้จบคำถามที่ว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่หรือต้องออกไป คำว่า “ออกไป” หมายถึงอะไร? และคำว่า “พำนักอยู่” หมายถึงอะไร? “ออกไป” หมายถึงว่า บนพื้นฐานพฤติกรรมของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะยังคงอยู่ท่ามกลางตำแหน่งหน้าที่ของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือไม่ การได้รับอนุญาตให้ “พำนักอยู่” หมายความว่าพวกเขาสามารถคงอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ที่พระเจ้าจะทรงทำให้ครบบริบูรณ์ในระหว่างยุคสุดท้าย สำหรับบรรดาผู้ที่พำนักอยู่ พระเจ้าทรงมีการจัดการเตรียมการพิเศษ ในระหว่างแต่ละระยะของพระราชกิจของพระองค์ พระองค์จะส่งผู้คนเช่นนั้นเพื่อทำหน้าที่เป็นอัครทูตหรือเพื่อทำงานแห่งการฟื้นฟูหรือการดูแลคริสตจักรทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่สามารถทำงานเช่นนั้นจะไม่มาจุติใหม่บ่อยครั้งเท่าบรรดาผู้ไม่เชื่อ ผู้ซึ่งมาเกิดใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในทางตรงกันข้าม พวกเขาถูกส่งกลับมายังแผ่นดินโลกตามข้อพึงประสงค์และขั้นตอนต่างๆ แห่งพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเขาจะไม่มาจุติใหม่บ่อยๆ ดังนั้น มีกฎบางอย่างเกี่ยวกับว่าเมื่อใดพวกเขาจะมาจุติใหม่ใช่หรือไม่? พวกเขาจะมาครั้งหนึ่งในทุกๆ หลายปีใช่หรือไม่? พวกเขาจะมาด้วยความถี่เช่นนั้นใช่หรือไม่? พวกเขาไม่ได้มาเช่นนั้น การนี้ล้วนขึ้นอยู่กับพระราชกิจของพระเจ้า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของมันและกับความประสงค์ของพระองค์ และไม่มีกฎที่ถูกกำหนดไว้ กฎข้อเดียวก็คือ เมื่อพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายของพระองค์ในระหว่างยุคสุดท้ายนั้น ประชากรที่ได้รับเลือกสรรเหล่านี้จะมาทั้งหมด และการมาครั้งนี้จะเป็นการมาจุติใหม่ครั้งสุดท้ายของพวกเขา และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? การนี้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่จะสัมฤทธิ์ในระหว่างพระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายของพระเจ้า─เพราะในระหว่างช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจนี้ พระเจ้าจะทรงทำให้บรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรรเหล่านี้ครบบริบูรณ์โดยทั้งหมดทั้งมวล การนี้หมายความว่าอย่างไร? หากในระหว่างระยะสุดท้ายนี้ ผู้คนเหล่านี้ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์และมีความเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่มาจุติใหม่เหมือนเมื่อก่อน กระบวนการแห่งการเป็นมนุษย์ของพวกเขาจะได้มาถึงการเสร็จสิ้นที่ครบบริบูรณ์แล้ว เช่นเดียวกับกระบวนการแห่งการมาจุติใหม่ของพวกเขา การนี้เกี่ยวพันกับบรรดาผู้ที่จะพำนักอยู่ ดังนั้น พวกที่ไม่สามารถพำนักอยู่ได้จะไปที่ใด? พวกที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ก็มีบั้นปลายที่เหมาะสมของพวกเขาเอง ก่อนอื่น ผลจากการทำชั่วของพวกเขา ความผิดพลาดที่พวกเขาได้ทำมา และบาปที่พวกเขาได้กระทำขึ้น พวกเขาก็จะได้รับการลงโทษเช่นกัน หลังจากที่พวกเขาได้รับการลงโทษแล้ว พระเจ้าจะทรงทำการจัดการเตรียมการเพื่อส่งพวกเขาออกไปอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อให้เหมาะสมกับรูปการณ์แวดล้อม หรือไม่ก็จัดการเตรียมการให้พวกเขาได้ไปอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีสองผลลัพธ์ที่เป็นไปได้สำหรับพวกเขา นั่นคือ หนึ่งคือการได้รับการลงโทษและบางทีอาจจะเป็นการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีศาสนาที่แน่นอนศาสนาหนึ่งหลังจากการมาจุติใหม่ และอีกผลลัพธ์หนึ่งคือการกลายเป็นผู้ไม่เชื่อ หากพวกเขากลายเป็นบรรดาผู้ไม่เชื่อ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะสูญเสียโอกาสทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากพวกเขากลายเป็นผู้คนที่มีความเชื่อ─ยกตัวอย่างเช่น หากพวกเขากลายเป็นคริสตชน─เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะยังคงมีโอกาสที่จะได้กลับไปอยู่ท่ามกลางลำดับต่างๆ ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร มีสัมพันธภาพที่ซับซ้อนมากกับการนี้ กล่าวสั้นๆ คือ หากหนึ่งในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง พวกเขาจะได้รับการลงโทษเหมือนคนอื่นทุกคน จงดูเปาโลเป็นตัวอย่าง ผู้ซึ่งพวกเราได้พูดถึงก่อนหน้านี้ เปาโลเป็นตัวอย่างหนึ่งของบุคคลผู้ซึ่งได้รับการลงโทษ พวกเจ้าเริ่มเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่ใช่หรือไม่? วงเขตของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นขอบเขตที่คงที่หรือไม่? (ส่วนใหญ่แล้วเป็นเช่นนั้น) ส่วนใหญ่แล้วมันคงที่ แต่ส่วนเล็กๆ ของมันไม่คงที่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ณ ที่นี้เราได้อ้างอิงถึงเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด นั่นคือ การกระทำความชั่ว เมื่อผู้คนกระทำความชั่ว พระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขา และเมื่อพระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขา พระองค์จะทรงโยนพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางผู้คนเผ่าพันธุ์ต่างๆ และชนิดต่างๆ นี่ทำให้พวกเขาไม่มีความหวัง และทำให้พวกเขากลับคืนมาได้ยาก ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 196

หัวข้อถัดไปนี้เกี่ยวพันกับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาคนปรนนิบัติ เราเพิ่งได้พูดถึงที่มาของบรรดาคนปรนนิบัติไป นั่นคือ ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขามาจุติใหม่หลังจากที่เคยเป็นผู้ไม่เชื่อและสัตว์ต่างๆ ในชั่วชีวิตก่อนหน้านั้นของพวกเขา ด้วยการมาถึงของพระราชกิจช่วงระยะสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงคัดเลือกผู้คนเช่นนั้นกลุ่มหนึ่งมาจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ และคนกลุ่มนี้มีความพิเศษ จุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการเลือกสรรประชากรเหล่านี้ก็คือเพื่อให้พวกเขามารับใช้พระราชกิจของพระองค์ “การปรนนิบัติ” ไม่ใช่คำที่ฟังดูสง่างามมากนัก และมันไม่สอดคล้องกับความปรารถนาของทุกคน แต่เราควรดูว่ามันมุ่งไปที่ใคร การมีอยู่ของบรรดาคนปรนนิบัติของพระเจ้ามีนัยสำคัญพิเศษอย่างหนึ่ง ไม่มีใครอื่นที่สามารถแสดงบทบาทของพวกเขาได้ เพราะพวกเขาได้รับการเลือกสรรโดยพระเจ้า และบทบาทของบรรดาคนปรนนิบัติเหล่นี้คืออะไร? มันคือการรับใช้บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร โดยส่วนใหญ่แล้ว บทบาทของพวกเขาคือการให้การปรนนิบัติแก่พระราชกิจของพระเจ้า การให้ความร่วมมือกับพระราชกิจ และการอำนวยความสะดวกแก่พระเจ้าในการทำให้บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรมีความครบบริบูรณ์ ไม่ว่าพวกเขาจะกำลังทำงานหนัก กำลังดำเนินงานในบางแง่มุม หรือกำลังรับหน้าที่ในภารกิจใดภารกิจหนึ่งอยู่หรือไม่ก็ตาม อะไรคือข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าเกี่ยวกับบรรดาคนปรนนิบัติเหล่านี้? พระองค์ทรงเรียกร้องอย่างมากในข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อพวกเขาหรือไม่? (ไม่ พระองค์ทรงขอเพียงว่าให้พวกเขาจงรักภักดี) บรรดาคนปรนนิบัติก็ต้องจงรักภักดีด้วยเช่นกัน ไม่ว่าที่มาของเจ้าเป็นอย่างไรหรือเหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงเลือกเจ้า เจ้าต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้า ต่อพระบัญชาใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าทรงมอบความไว้วางพระทัยแก่เจ้า และต่องานที่เจ้ารับผิดชอบ และหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ สำหรับบรรดาคนปรนนิบัติผู้ที่สามารถจงรักภักดีและทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้นั้น บทอวสานของพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร? พวกเขาจะสามารถคงอยู่ได้ มันเป็นพรหนึ่งที่ได้เป็นคนปรนนิบัติผู้ซึ่งยังคงอยู่ใช่หรือไม่? การยังคงอยู่ความถึงสิ่งใด? อะไรคือนัยสำคัญของพรนี้? ในด้านสถานะ พวกเขาดูไม่เหมือนกับบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาดูแตกต่างไป แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาชื่นชมในชีวิตนี้มิใช่เป็นแบบเดียวกันกับที่เป็นของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรอกหรือ? อย่างน้อยที่สุด มันเป็นแบบเดียวกันในชั่วชีวิตนี้ พวกเจ้าไม่ปฏิเสธการนี้ใช่หรือไม่? ถ้อยดำรัสของพระเจ้า พระคุณของพระเจ้า การจัดเตรียมของพระเจ้า พระพรของพระเจ้า─ใครคือผู้ที่ชื่นชมกับสิ่งเหล่านี้? ทุกคนชื่นชมกับความอุดมสมบูรณ์เช่นนั้น อัตลักษณ์ของคนปรนนิบัติคือผู้ซึ่งทำการปรนนิบัติ แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว พวกเขาเป็นเพียงหนึ่งในท่ามกลางสิ่งต่างๆ ทั้งปวงที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น มันเป็นแค่บทบาทของพวกเขาเท่านั้นที่เป็นของคนปรนนิบัติ ในฐานะที่พวกเขาทั้งคู่เป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า มีความแตกต่างใดๆ ระหว่างคนปรนนิบัติกับผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือไม่? ในด้านผลกระทบแล้วไม่มี เมื่อกล่าวถึงในนามแล้ว มีความแตกต่างอย่างหนึ่ง ในเนื้อแท้และในแง่ของบทบาทที่พวกเขาแสดง มีความแตกต่างอย่างหนึ่ง─แต่พระเจ้ามิได้ทรงปฏิบัติต่อผู้คนกลุ่มนี้อย่างไม่ยุติธรรม ดังนั้นเหตุใดผู้คนเหล่านี้จึงได้รับการนิยามว่าเป็นคนปรนนิบัติ? พวกเจ้าต้องมีความเจ้าใจบางอย่างเกี่ยวกับการนี้! คนปรนนิบัติมาจากท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ ทันทีที่เราระบุว่าพวกเขามาจากท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ มันปรากฏชัดว่าพวกเขามีภูมิหลังที่ไม่ดีเหมือนๆ กัน กล่าวคือ พวกเขาล้วนเป็นพวกอเทวนิยม และเคยเป็นเช่นนั้นในอดีตด้วยเช่นกัน พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า และเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ ต่อความจริง และต่อทุกสรรพสิ่งที่เป็นเชิงบวก พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าหรือในการมีอยู่ของพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาสามารถที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าหรือ? มันสมควรแล้วที่จะกล่าวว่า ในจำนวนมากแล้วนั้นพวกเขาไม่สามารถ เช่นเดียวกันกับที่สัตว์ทั้งหลายไม่สามารถที่จะเข้าใจคำพูดแบบมนุษย์ได้ บรรดาคนปรนนิบัติก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัส สิ่งที่พระองค์พึงประสงค์ หรือเหตุผลที่ทำให้พระองค์ทรงทำข้อเรียกร้องเช่นนั้นได้ พวกเขาไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจจับใจความได้ และพวกเขายังคงไม่ได้รับความความรู้แจ้ง ด้วยเหตุผลนี้เอง ผู้คนเหล่านี้จึงไม่มีชีวิตอย่างที่เราได้กล่าวถึงไปแล้ว หากไม่มีชีวิตนั้น ผู้คนจะสามารถเข้าใจความจริงได้หรือ? พวกเขาจะมีพร้อมไปด้วยความจริงกระนั้นหรือ? พวกเขามีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? (ไม่มี) เช่นนั้นเองคือที่มาของบรรดาคนปรนนิบัติ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อพระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเหล่านี้เป็นคนปรนนิบัติ ยังคงมีมาตรฐานต่างๆ ในข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อพวกเขา พระองค์มิทรงดูแคลนพวกเขา และพระองค์มิใช่ทรงทำพอเป็นพิธีต่อพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่จับใจความพระวจนะของพระองค์และไม่มีการถือครองชีวิต พระเจ้าก็ยังคงทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างกรุณา และยังคงมีมาตรฐานต่างๆ อยู่เมื่อกล่าวถึงข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อพวกเขา พวกเจ้าเพิ่งกล่าวถึงมาตรฐานเหล่านี้ นั่นคือ การจงรักภักดีต่อพระเจ้าและการทำสิ่งที่พระองค์ตรัส ในการปรนนิบัติของเจ้านั้น เจ้าต้องรับใช้ในที่ซึ่งจำเป็นต้องการ และเจ้าต้องรับใช้จนถึงที่สุด หากเจ้าสามารถเป็นคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีได้ สามารถรับใช้ไปตลอดจนถึงที่สุด และสามารถปฏิบัติพระบัญญัติที่พระเจ้าได้ทรงมอบความไว้วางพระทัยแก่เจ้าจนสำเร็จลุล่วงได้อย่างเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า หากเจ้าสามารถทำการนี้ได้ เจ้าก็จะสามารถยังคงอยู่ได้ หากเจ้าใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอีกสักนิด หากเจ้าพยายามให้หนักขึ้นอีกสักนิด สามารถเพิ่มความมุมานะของเจ้าในการรู้จักพระเจ้าขึ้นอีกเท่าตัว สามารถพูดถึงการรู้จักพระเจ้าได้เล็กน้อย สามารถเป็นคำพยานต่อพระองค์ได้ และยิ่งไปกว่านั้น หากเจ้าสามารถเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับน้ำพระองค์ของพระองค์ สามารถร่วมมือในพระราชกิจของพระเจ้าได้ และสามารถใส่ใจกับเจตนารมของพระเจ้าได้บ้าง เช่นนั้นแล้ว เจ้า ในฐานะคนปรนนิบัติ ก็จะได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนโชค และการเปลี่ยนโชคนี้จะเป็นเช่นไร? เจ้าก็จะเพียงแค่ไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรร โดยขึ้นอยู่กับการประพฤติและความทะเยอทะยานและการไล่ตามเสาะหาส่วนตัวของเจ้า นี่จะเป็นการเปลี่ยนโชคของเจ้า สำหรับบรรดาคนปรนนิบัติแล้วนั้น อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้? นั่นก็คือว่าพวกเขาสามารถกลายเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้ หากพวกเขาเป็นดังนั้น นั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่มาจุติใหม่เป็นสัตว์อย่างที่บรรดาผู้ไม่เชื่อเป็นอีกต่อไป เรื่องนั้นดีใช่หรือไม่? มันใช่ และมันยังเป็นข่าวดีอีกด้วย กล่าวคือ นั่นหมายความว่าบรรดาคนปรนนิบัติสามารถถูกปั้นได้ มันไม่ถูกต้องที่ว่า สำหรับคนปรนนิบัติแล้ว เมื่อพระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าให้พวกเขารับใช้ พวกเขาก็จะรับใช้ตลอดไป นั่นไม่จำเป็นที่ต้องเป็นเช่นนั้น พระเจ้าจะทรงรับมือกับพวกเขาและตอบสนองแก่พวกเขาในหนทางที่เหมาะสมกับการประพฤติแต่ละอย่างของบุคคลนี้

อย่างไรก็ตาม มีบรรดาคนปรนนิบัติที่สามารถรับใช้ไปจนถึงที่สุดได้ มีบรรดาผู้ซึ่งล้มเลิกเพียงครึ่งทางและละทิ้งพระเจ้าในระหว่างการปรนนิบัติของพวกเจ้า รวมทั้งผู้คนที่กระทำความผิดมากมายหลายอย่าง มีแม้กระทั่งบรรดาผู้ที่ก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงและนำมาซึ่งความสูญเสียใหญ่หลวงต่อพระราชกิจของพระเจ้า และมีแม้กระทั่งคนปรนนิบัติที่สาปแช่งพระเจ้า และอื่นๆ ผลพวงที่ไม่อาจแก้ไขได้เหล่านี้บ่งบอกถึงสิ่งใด? การกระทำชั่วเช่นนั้นใดๆ จะบ่งชี้ถึงการสิ้นสุดการปรนนิบัติของพวกเขา เพราะการประพฤติของเจ้าในระหว่างการปรนนิบัติของเจ้าแย่จนเกินไปและเพราะเจ้าได้ไปไกลจนเกินไป ทันที่พระเจ้าทรงเห็นว่าการปรนนิบัติของเจ้าไม่ได้มาตรฐาน พระองค์จะทรงเพิกถอนความมีสิทธิ์ในการรับใช้ของเจ้า พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้เจ้ารับใช้อีกต่อไป พระองค์จะทรงลบเจ้าออกไปจากสายพระเนตรของพระองค์และจากพระนิเวศของพระเจ้า นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่ต้องการรับใช้กระนั้นหรือ? เจ้าไม่ใช่ต้องการที่จะทำความชั่วอยู่เป็นนิจหรอกหรือ? เจ้ามิใช่ไม่สัตย์ซื่ออยู่เป็นนิจหรอกหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็มีทางออกง่ายๆ อย่างหนึ่ง นั่นคือ เจ้าจะต้องถูกเพิกถอนความมีสิทธิ์ในการรับใช้ สำหรับพระเจ้าแล้ว การเพิกถอนความมีสิทธิ์ในการรับใช้ไปจากคนปรนนิบัติคนหนึ่งหมายความว่าบทอวสานของคนปรนนิบัติคนนี้ได้รับการประกาศแล้ว และพวกเขาจะไม่มีสิทธิ์ที่จะรับใช้พระเจ้าอีกต่อไป พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องมีการปรนนิบัติของบุคคลผู้นี้อีกต่อไปแล้ว และไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจจะพูดสิ่งดีๆ อันใด คำพูดเหล่านั้นจะสูญเปล่า เมื่อสิ่งต่างๆ ได้มาถึงจุดนี้แล้ว มันจะกลายเป็นสถานการณ์ที่มิอาจแก้ไขได้ บรรดาคนปรนนิบัติเยี่ยงนี้จะไม่มีหนทางกลับหลัง และพระเจ้าทรงจัดการกับบรรดาคนปรนนิบัติดังเช่นนี้อย่างไร? พระองค์เพียงทรงหยุดพวกเขาจากการรับใช้กระนั้นหรือ? หามิได้ พระองค์เพียงแค่ทรงขัดขวางไม่ให้พวกเขาคงอยู่เท่านั้นหรือ? หรือว่าพระองค์จะทรงวางพวกเขาเอาไว้ก่อนแล้วคอยให้พวกเขาทำการกลับตัว? พระองค์ไม่ทรงทำเช่นนั้น แท้จริงแล้ว พระเจ้าไม่ทรงมีความรักเช่นนั้นเมื่อเป็นเรื่องของคนปรนนิบัติ หากบุคคลหนึ่งมีท่าทีแบบนี้ในการปรนนิบัติพระเจ้าของเขา พระเจ้าก็จะทรงเพิกถอนพวกเขาจากความมีสิทธิ์ของพวกเขาในการรับใช้ อันเป็นผลจากท่าทีนี้ และจะทรงโยนพวกเขากลับไปอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่ออีกครั้งหนึ่ง และชะตากรรมของคนปรนนิบัติที่ถูกโยนกลับไปอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อนั้นจะเป็นอย่างไร? มันจะเป็นแบบเดียวกันกับชะตากรรมของบรรดาผู้ไม่เชื่อ กล่าวคือ พวกเขาจะมาจุติใหม่เป็นสัตว์และได้รับการลงโทษแบบเดียวกันในโลกฝ่ายวิญญาณในฐานะผู้ไม่เชื่อคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะไม่ทรงให้ความสนพระทัยส่วนพระองค์ใดๆ ในการลงโทษของบุคคลผู้นี้ เพราะบุคคลเช่นนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพระราชกิจของพระเจ้าอีกต่อไป นี่ไม่ใช่เป็นเพียงบทอวสานแห่งชีวิตที่มีความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทอวสานของชะตากรรมของพวกเขาเองด้วยเช่นกัน รวมถึงเป็นการประกาศชะตากรรมของพวกเขา ด้วยเหตุนี้เอง หากคนปรนนิบัติรับใช้อย่างไม่ดีพอ พวกเขาจะต้องแบกรับผลพวงที่ตามมาด้วยตัวพวกเขาเอง หากคนปรนนิบัติไม่สามารถทำการรับใช้จนถึงที่สุดได้ หรือถูกเพิกถอนความมีสิทธิ์ในการรับใช้ของพวกเขาไประหว่างทาง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกขว้างให้ไปอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ─และหากเกิดการนี้ขึ้น บุคคลเช่นนั้นจะได้รับการจัดการด้วยวิธีเดียวกันกับปศุสัตว์ ด้วยวิธีเดียวกันกับผู้คนที่ไม่มีสติปัญญาหรือความมีเหตุผล เมื่อเราอธิบายเช่นนี้ เจ้าสามารถเข้าใจได้ ใช่ไหม?

สิ่งที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้คือวิธีที่พระเจ้าทรงจัดการกับวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรและบรรดาคนปรนนิบัติ หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้แล้ว พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? เราเคยกล่าวถึงหัวข้อนี้มาก่อนหรือไม่? เราเคยกล่าวในเรื่องที่เกี่ยวกับบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและบรรดาคนปรนนิบัติแล้วหรือยัง? แท้ที่จริงเราเคยกล่าวถึงแล้ว แต่พวกเจ้าไม่จำ พระเจ้าทรงชอบธรรมต่อประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรและบรรดาคนปรนนิบัติ พระองค์ทรงชอบธรรมในทุกๆ ด้าน เราพูดถูกหรือไม่? มีที่ใดที่เจ้าสามารถพบความเท็จในการนี้หรือไม่? มีบ้างไหมผู้คนที่จะกล่าวว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงทรงผ่อนปรนต่อบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรรถึงเพียงนั้น? และเหตุใดพระองค์จึงทรงทนยอมรับต่อบรรดาคนปรนนิบัติเพียงน้อยนิดเท่านั้น?” มีใครบ้างไหมที่ปรารถนาจะยืนขึ้นเพื่อคนปรนนิบัติ? “พระเจ้าทรงสามารถให้เวลาแก่คนปรนนิบัติมากขึ้น อดกลั้นและทนยอมรับต่อพวกเขาให้มากขึ้นได้หรือไม่?” มันถูกต้องหรือไม่ที่จะถามคำถามเช่นนั้น? (ไม่ มันไม่ถูกต้อง) และเหตุใดจึงไม่ถูกต้องเล่า? (เพราะแท้ที่จริงแล้วพวกเราได้รับการแสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานแล้วเพียงแค่โดยผ่านทางการกระทำในการได้ถูกทำให้เป็นคนปรนนิบัติ) แท้ที่จริงแล้ว บรรดาคนปรนนิบัติได้รับการแสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานเพียงโดยการได้รับอนุญาตให้รับใช้! หากไม่มีชื่อว่า “คนปรนนิบัติ” และหากไม่มีงานที่พวกเขา ผู้คนเหล่านี้จะอยู่ที่ใด? พวกเขาคงจะอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ไม่เชื่อ โดยมีชีวิตและตายไปกับปศุสัตว์ ช่างเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้ชื่นชมกับวันนี้ ที่ได้รับอนุญาตให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและมายังพระนิเวศของพระเจ้า! นี่ช่างเป็นพระคุณอันใหญ่หลวง! หากพระเจ้ามิได้ทรงมอบโอกาสในการรับใช้ให้แก่เจ้า เจ้าก็คงจะไม่มีทางมีโอกาสได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ไม่ต้องกล่าวถึงเลยว่า ต่อให้เจ้าเป็นใครบางคนที่เป็นคนพุทธและได้บรรลุการเกิดผล อย่างมากที่สุดเจ้าก็คงเป็นแต่เพียงผู้กำกับในโลกฝ่ายวิญญาณ เจ้าจะไม่มีวันได้พบพระเจ้า ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์หรือพระวจนะของพระองค์ หรือสัมผัสความรักและพระพรของพระองค์ และเจ้าไม่อาจจะมาประจันหน้ากับพระองค์ได้เลย สิ่งต่างๆ ที่ชาวพุทธมีอยู่เบื้องหน้าพวกเขานั้นเป็นเพียงภารกิจง่ายๆ เท่านั้น พวกเขาไม่อาจจะรู้จักพระเจ้าได้ และพวกเขาเพียงทำตามและเชื่อฟังอย่างมืดบอด ในขณะที่บรรดาคนปรนนิบัติได้รับมากมายหลายอย่างยิ่งนักในระหว่างช่วงระยะของพระราชกิจนี้! ประการแรก พวกเขาสามารถมาประจันหน้ากับพระเจ้าได้ ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ ได้ยินพระวจนะของพระองค์ และได้รับประสบการณ์กับพระคุณและพระพรต่างๆ ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ผู้คน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถชื่นชมพระวจนะและความจริงๆ ต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ คนปรนนิบัติทั้งหลายได้รับมากมายยิ่งนักอย่างแท้จริง! ด้วยเหตุนี้ หากในฐานะคนปรนนิบัติแล้วเจ้าไม่สามารถแม้กระทั่งมุ่งความพยายามที่ถูกต้องเหมาะสมไปข้างหน้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะยังคงสามารถเก็บเจ้าไว้ได้อีกหรือ? พระองค์ไม่ทรงสามารถเก็บเจ้าไว้ได้ พระองค์มิได้ทรงขอจากเจ้ามากมาย กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้ทำสิ่งใดที่พระองค์ทรงขออย่างถูกต้องเหมาะสมเลย เจ้าไม่ยึดมั่นต่อหน้าที่ของเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระเจ้าไม่ทรงสามารถเก็บเจ้าไว้ได้ เช่นนั้นคือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงพะเน้าพะนอเจ้า แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเลือกปฏิบัติต่อเจ้า เหล่านี้คือหลักการที่พระเจ้าทรงใช้กระทำการ พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนและสิ่งทรงสร้างทั้งปวงในลักษณะนี้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 197

หากสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณทำบางสิ่งผิดหรือไม่ทำงานของพวกตนอย่างถูกต้อง พระเจ้าก็ทรงมีประกาศิตจากสวรรค์และประกาศกฤษฎีกาต่างๆ ที่สอดคล้องกันที่ทรงใช้เพื่อจัดการกับพวกเขาด้วยเช่นกัน นี่เป็นที่แน่นอน เพราะฉะนั้น ในระหว่างพระราชกิจการบริหารจัดการหลายพันปีของพระเจ้านั้น คนทำหน้าที่บางคนซึ่งได้กระทำความผิดได้ถูกกำจัดออกไป ในขณะที่บางคน─จนถึงทุกวันนี้─ก็ยังคงถูกกักกันและถูกลงโทษอยู่ นี่คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกฝ่ายวิญญาณต้องเผชิญ หากพวกเขาทำบางอย่างผิดหรือกระทำความชั่ว เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ถูกลงโทษ—และนี่คือแบบเดียวกันกับแนวทางของพระเจ้าที่ทรงมีต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรและบรรดาคนปรนนิบัติ ด้วยเหตุนี้เอง ทั้งในโลกฝ่ายวิญญาณและโลกทางวัตถุ หลักการต่างๆ ที่พระเจ้าทรงใช้กระทำการจึงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเจ้าจะสามารถมองเห็นการกระทำของพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม หลักการต่างๆ ของพวกมันไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าได้ทรงมีหลักการแบบเดียวกันในแนวทางของพระองค์ต่อทุกสิ่งทุกอย่างและในการรับมือของพระองค์กับทุกสรรพสิ่งโดยตลอดทั่วทั้งหมด เรื่องนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ พระเจ้าจะทรงมีพระกรุณาต่อบรรดาผู้ที่อยู่ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อที่ใช้ชีวิตในลักษณะที่ค่อนข้างจะถูกต้องเหมาะสม และจะทรงรักษาโอกาสต่างๆ ของบรรดาผู้ที่อยู่ในแต่ละศาสนา ผู้ซึ่งประพฤติตนดีและไม่ทำความชั่ว โดยทรงอนุญาตให้พวกเขาแสดงบทบาทของพวกเขาในสรรพสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการและทำในสิ่งที่พวกเขาควรทำ เช่นเดียวกันนั้น ท่ามกลางบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้า และท่ามกลางประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร พระเจ้าก็ไม่ทรงเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดตามหลักการเหล่านี้ของพระองค์ พระองค์ทรงพระเมตตาต่อทุกคนที่สามารถติดตามพระองค์ได้อย่างจริงใจ และพระองค์ทรงรักทุกคนที่ติดตามพระองค์อย่างจริงใจ มันเป็นไปเพื่อผู้คนหลายชนิดเหล่านี้─บรรดาผู้ไม่เชื่อ ผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ และบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร─นั่นเองที่พระองค์ทรงประทานความแตกต่างหลากหลายให้แก่พวกเขา จงดูบรรดาผู้ไม่เชื่อเป็นตัวอย่าง กล่าวคือ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เชื่อในพระเจ้า และพระเจ้าทรงมองพวกเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งปวงพวกเขาแต่ละคนมีอาหารให้รับประทาน มีสถานที่เป็นของพวกเขาเอง และมีวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายตามปกติ บรรดาผู้ที่ทำชั่วได้รับการลงโทษ และบรรดาผู้ที่ทำดีได้รับพระพรและได้รับพระกรุณาจากพระเจ้า นี่มิใช่วิธีที่มันเป็นหรอกหรือ? สำหรับผู้คนที่มีความเชื่อนั้น หากพวกเขาสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ ทางศาสนาของพวกเขาอย่างเคร่งครัดโดยตลอดการเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้ เช่นนั้นแล้ว หลังจากการมาจุติใหม่ทั้งหมดเหล่านั้น ในที่สุดพระเจ้าจะทรงทำการประกาศของพระองค์ต่อพวกเขา ในทำนองเดียวกันนั้น สำหรับพวกเจ้าในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือคนปรนนิบัติ พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้าปฏิบัติตามและจะทรงกำหนดพิจารณาบทอวสานของเจ้าโดยสอดคล้องกับกฎระเบียบและประกาศกฤษฎีกาบริหารที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เช่นเดียวกัน ท่ามกลางผู้คนชนิดเหล่านี้ ผู้คนที่มีความเชื่อชนิดที่แตกต่างกัน─นั่นคือ บรรดาผู้ซึ่งอยู่ในกลุ่มศาสนาต่างๆ─พระเจ้าได้ทรงประทานพื้นที่ในการใช้ชีวิตแก่พวกเขาแล้วหรือยัง? คนยิวอยู่ที่ใด? พระเจ้าได้ทรงแทรกแซงในความเชื่อของพวกเขาหรือไม่? พระองค์ไม่ได้แทรกแซง ใช่หรือไม่? และคริสตชนเล่าเป็นอย่างไร? พระองค์ก็มิได้ทรงแทรกแซงพวกเขาด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกเขาปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ของพวกเขาเอง พระองค์ไม่ตรัสกับพวกเขาหรือให้ความรู้แจ้งใดๆ แก่พวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ไม่ทรงเผยสิ่งใดๆ ต่อพวกเขา หากเจ้าคิดว่ามันถูกต้อง เช่นนั้นแล้วก็จงเชื่อในหนทางนี้ นิกายคาทอลิกเชื่อในนางมารีย์ และข่าวนั้นได้ถูกส่งต่อไปยังพระเยซูโดยผ่านทางนางนั่นเอง รูปแบบการเชื่อของพวกเขาเป็นเช่นนั้นเอง พระเจ้าเคยทรงแก้ไขความเชื่อของพวกเขาหรือไม่? พระองค์ทรงประทานอิสรภาพให้พวกเขา พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัยพวกเขาและไม่ทรงประทานพื้นที่ที่แน่นอนเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตแก่พวกเขา ในส่วนของคนมุสลิมและคนพุทธนั้น พระองค์มิทรงเป็นแบบเดียวกันหรอก? พระองค์ทรงกำหนดอาณาเขตสำหรับพวกเขาด้วยเช่นกัน และทรงอนุญาตให้พวกเขามีพื้นที่ในการดำรงชีวิตของพวกเขาเอง โดยไม่ทรงก้าวก่ายในการเชื่อตามลำดับของพวกเขา ทั้งหมดนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยดี และพวกเจ้ามองเห็นอะไรในทั้งหมดนี้? เห็นว่าพระเจ้าทรงถือครองสิทธิอำนาจ แต่พระองค์ไม่ทรงใช้มันในทางที่ผิด พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการสรรพสิ่งเป็นลำดับที่เพียบพร้อมและทรงกระทำมันในลักษณะที่เป็นระเบียบ และในที่นี้มีพระปรีชาญาณและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 198

พระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าพระองค์เอง

พระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งและทรงบริหารทุกสรรพสิ่ง พระองค์ได้ทรงสร้างทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงบริหารทั้งหมดที่มี พระองค์ทรงปกครองเหนือทั้งหมดที่มี และพระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับทั้งหมดที่มี นี่คือพระสถานะของพระเจ้า และมันคือพระอัตลักษณ์ของพระองค์ สำหรับทุกสรรพสิ่งและทั้งหมดที่มีนั้น พระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าคือพระผู้สร้างและพระผู้ปกครองของสิ่งทรงสร้างทั้งหมด เช่นนั้นคือพระอัตลักษณ์ที่พระเจ้าทรงถือครอง และพระองค์ทรงมีเอกลักษณ์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้า─ไม่ว่าพวกมันจะอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์หรือในโลกฝ่ายวิญญาณ─ที่จะสามารถใช้วิธีการหรือข้ออ้างใดๆ เพื่อปลอมแฝงหรือแทนที่พระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้าได้ เพราะท่ามกลางทุกสรรพสิ่งมีเพียงองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ทรงถือครองพระอัตลักษณ์ ฤทธานุภาพ สิทธิอำนาจ และความสามารถในการปกครองเหนือสิ่งทรงสร้าง นั่นก็คือ พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ของพวกเรา พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพและทรงเคลื่อนไปท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสามารถขึ้นสู่ที่สูงที่สุด เหนือทุกสรรพสิ่งได้ พระองค์ทรงสามารถถ่อมพระองค์เองโดยการกลายเป็นมนุษย์ การกลายเป็นผู้ซึ่งอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ที่มีเลือดเนื้อ การมาประจันหน้ากับผู้คนและการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา ในขณะที่ในเวลาเดียวกันนั้น พระองค์ทรงบัญชาทั้งหมดที่มี โดยทรงตัดสินชะตากรรมของทั้งหมดที่มีและทิศทางใดที่มันทั้งหมดจะเคลื่อนไป ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงนำชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง และทรงคุมทิศทางของมวลมนุษย์ พระเจ้าดังเช่นนี้ควรจะได้รับการนมัสการ การเชื่อฟัง และการรู้จักโดยสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในกลุ่มหรือชนิดใดท่ามกลางมวลมนุษย์ การเชื่อในพระเจ้า การติดตามพระเจ้า การเคารพพระเจ้า การยอมรับการปกครองของพระองค์ และการยอมรับการจัดการเตรียมการของพระองค์ต่อชะตากรรมของเจ้าเป็นเพียงทางเลือกเดียว─ทางเลือกที่จำเป็น─สำหรับบุคคลใดก็ตามและสำหรับสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม ในความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้านั้น ผู้คนมองเห็นว่า สิทธิอำนาจของพระองค์ พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ เนื้อแท้ของพระเจ้า และวิธีการต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้จัดเตรียมแก่ทุกสรรพสิ่งนั้นล้วนเป็นเอกลักษณ์โดยครบบริบูรณ์ ความทรงเอกลักษณ์นี้กำหนดพิจารณาพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง และมันยังกำหนดพิจารณาสถานะของพระองค์ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง หากสิ่งมีชีวิตใดในโลกฝ่ายวิญญาณหรือท่ามกลางมวลมนุษย์ปรารถนาที่จะยืนแทนที่พระเจ้า ความสำเร็จย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังเช่นที่จะเป็นไปไม่ได้กับความพยายามใดๆ ที่จะปลอมแฝงพระเจ้า นี่คือข้อเท็จจริง สิ่งใดคือข้อพึงประสงค์ต่างๆ ต่อมวลมนุษย์ของพระผู้สร้างและผู้ทรงปกครองดังเช่นนี้ ผู้ซึ่งทรงถือครองพระอัตลักษณ์ ฤทธานุภาพ และสถานะของพระเจ้าพระองค์เอง? การนี้ควรจะเป็นที่เข้าใจชัดเจนต่อทุกคน และทุกคนควรจะจดจำ การนี้สำคัญมากต่อทั้งพระเจ้าและมนุษย์!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 199

ท่าทีต่างๆ ของมวลมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า

วิธีที่ผู้คนประพฤติตนต่อพระเจ้าตัดสินชะตากรรมของพวกเขา รวมทั้งวิธีที่พระเจ้าจะทรงประพฤติองค์ต่อพวกเขาและจัดการกับพวกเขาด้วย ณ จุดนี้ เรากำลังจะให้ตัวอย่างบางอย่างเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนประพฤติตนต่อพระเจ้า ขอให้พวกเรารับฟังและมองดูว่าลักษณะและท่าทีที่พวกเขาใช้ประพฤติตนเองเฉพาะพระพักตร์พระเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่ ขอให้เรากำหนดพิจารณาการประพฤติของผู้คนเจ็ดชนิดดังต่อไปนี้

1) มีบุคคลอยู่ชนิดหนึ่งที่ท่าทีของพวกเขาต่อพระเจ้านั้นไร้สาระเป็นพิเศษ ผู้คนเหล่านี้คิดว่าพระเจ้าทรงเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตำนานของมนุษย์ และจำเป็นที่มนุษย์ต้องก้มคำนับสามครั้งเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพบเจอกันและจุดรูปหลังอาหารแต่ละมื้อ ผลก็คือ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขารู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับพระคุณของพระองค์และรู้สึกกตัญญูต่อพระองค์ พวกเขามักจะมีแรงดลใจชนิดนี้ พวกเขาปรารถนายิ่งนักว่าพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อในปัจจุบันสามารถยอมรับวิธีที่พวกเขาก้มคำนับสามครั้งเมื่อพบเจอกันและจุดเทียนหลังจากทุกมื้ออาหาร เหมือนอย่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาโหยหาในหัวใจของพวกเขา

2) ผู้คนบางคนมองว่าพระเจ้าทรงเป็นดังเช่นพระพุทธเจ้าที่มีชีวิตที่สามารถนำส่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจากความทุกข์และช่วยพวกเขาให้รอดได้ พวกเขามองว่าพระองค์ทรงเป็นดังเช่นพระพุทธเจ้าที่มีชีวิตที่สามารถนำพาพวกเขาออกไปจากทะเลแห่งความทุกข์ร้อนได้ การเชื่อในพระเจ้าของผู้คนเหล่านี้พ่วงนำการนมัสการพระองค์ดังเช่นพระพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่จุดธูป ไม่หมอบคลาน หรือไม่ถวายเครื่องบูชา แต่ลึกลงไปแล้ว พวกเขารู้สึกว่าพระเจ้าก็ทรงเป็นดังเช่นพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเพียงแค่ขอให้พวกเขามีความกรุณาและใจบุญ ให้พวกเขาไม่ฆ่าสิ่งมีชีวิต งดเว้นจากการสบถใส่ผู้อื่น ใช้ชีวิตที่ปรากฏชัดว่าซื่อสัตย์ และไม่กระทำสิ่งผิดใดๆ พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงขอจากพวกเขา นี่คือพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา

3) ผู้คนบางคนนมัสการพระเจ้าเสมือนว่าพระองค์ทรงเป็นใครบางคนที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียง ยกตัวอย่างเช่น ไม่ว่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้จะชอบพูดโดยใช้วิธีการใด ไม่ว่าด้วยกระแสเสียงใด ไม่ว่าคำพูดและคำศัพท์ น้ำเสียง การแสดงท่าทาง ความคิดเห็นและการกระทำใด และการรับภาระของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้ เหล่านี้คือสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่ผู้คนเช่นนี้เอาอย่างโดยครบบริบูรณ์ตลอดช่วงเวลาที่พวกเขามีการเชื่อในพระเจ้า

4) ผู้คนบางคนมองว่าพระเจ้าทรงเป็นดังเช่นกษัตริย์ โดยรู้สึกว่าพระองค์ทรงสถิตเหนือสิ่งอื่นใด และรู้สึกว่าไม่มีผู้ใดกล้าที่จะทำให้พระองค์ขุ่นเคือง─และรู้สึกว่าหากใครสักคนทำเช่นนั้น บุคคลนั้นจะถูกลงโทษ พวกเขานมัสการกษัตริย์เช่นนั้นเพราะเหล่ากษัตริย์ยึดที่ที่แน่นอนในหัวใจของพวกเขา ความคิดทั้งหลาย ลักษณะ สิทธิอำนาจ และธรรมชาติของพวกเขา─แม้กระทั่งความสนใจและชีวิตส่วนตัวของพวกเขา─ล้วนกลายเป็นบางสิ่งที่ผู้คนเหล่านี้รู้สึกว่าพวกเขาต้องเข้าใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้กลายเป็นประเด็นและเรื่องราวที่ผู้คนเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้อง ผลก็คือ พวกเขานมัสการพระเจ้าดังเช่นกษัตริย์ รูปแบบการเชื่อเช่นนั้นช่างไร้สาระน่าขัน

5) ผู้คนบางคนมีความเชื่อเป็นพิเศษในการมีอยู่จริงของพระเจ้า และความเชื่อนี้ล้ำลึกและไม่สั่นคลอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเขาเหนือธรรมชาติยิ่งนัก และพวกเขาไม่มีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์มากนัก พวกเขาจึงนมัสการพระองค์ดังเช่นรูปเคารพ รูปเคารพนี้คือพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา มันคือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาต้องยำเกรงและกราบไหว้ และซึ่งพวกเขาต้องติดตามและเอาอย่าง พวกเขามองว่าพระเจ้าทรงเป็นดังเช่นรูปเคารพที่พวกเขาต้องติดตามไปตลอดชีวิตของพวกเขา พวกเขาลอกเลียนแบบน้ำเสียงที่พระเจ้าทรงใช้ตรัส และโดยทางภายนอกแล้ว พวกเขาเอาอย่างบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงโปรด พวกเขามักจะทำสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏชัดว่าไร้เดียงสา บริสุทธิ์ และซื่อสัตย์ และพวกเขาถึงขั้นติดตามรูปเคารพนี้ราวกับว่ามันเป็นหุ้นส่วนหรือสหายที่พวกเขาไม่มีวันแยกจากได้ เช่นนั้นเองคือรูปแบบการเชื่อของพวกเขา

6) มีผู้คนชนิดหนึ่ง ผู้ซึ่งถึงแม้ว่าได้เคยอ่านพระวจนะของพระเจ้ามาแล้วมากมายและเคยได้ยินการประกาศมาแล้วมากมาย แต่รู้สึกลึกๆ ลงไปว่าหลักการเดียวเบื้องหลังพฤติกรรมของพวกเขาต่อพระเจ้าก็คือว่า พวกเขาควรประสบสอพลออยู่เสมอ หรือว่าพวกเขาควรสรรเสริญพระเจ้าและกล่าวชมเชยพระองค์ในหนทางที่ไม่สมจริง พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าซึ่งทรงพึงประสงค์ให้พวกเขาประพฤติตัวในหนทางเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้นแล้วไซร้ พวกเขาอาจยั่วยุพระพิโรธหรือพลาดท่าทำบาปต่อพระองค์ได้ทุกเวลา และเชื่อว่าผลของการทำบาปนี้ พระเจ้าจะทรงลงโทษพวกเขา เช่นนั้นคือพระเจ้าที่พวกเขาเก็บไว้ในหัวใจของพวกเขา

7) และแล้วก็มีผู้คนส่วนใหญ่ ผู้ซึ่งพบเนื้อแท้ฝ่ายวิญญาณในพระเจ้า นี่เป็นเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในโลกนี้ พวกเขาไม่มีสันติสุขหรือความสุข และไม่มีที่ใดที่พวกเขาจะพบการปลอบใจ ทันทีที่พวกเขาพบพระเจ้า หลังจากที่พวกเขาได้มองเห็นและได้ยินพระวจนะของพระองค์แล้ว พวกเขาก็เริ่มเก็บงำความชื่นบานและความอิ่มเอมใจลับๆ ในหัวใจของพวกเขา นี่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าในที่สุดพวกเขาก็ได้พบสถานที่ที่จะทำให้จิตวิญญาณของพวกเขามีความสุข และเชื่อว่าในที่สุดพวกเขาก็ได้พบพระเจ้าผู้ซึ่งจะทรงมอบอาหารฝ่ายวิญญาณให้พวกเขา หลังจากพวกเขาได้ยอมรับพระเจ้าและเริ่มติดตามพระองค์แล้ว พวกเขาก็กลายเป็นมีความสุข และชีวิตของพวกเขาก็สำเร็จลุล่วงแล้ว พวกเขาไม่กระทำเหมือนอย่างบรรดาผู้ไม่เชื่อ ผู้ซึ่งนอนละเมอตลอดชีวิตเหมือนอย่างสัตว์ทั้งหลายอีกต่อไป และพวกเขารู้สึกว่าพวกเขามีบางอย่างให้รอคอยในชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาคิดว่าพระเจ้าพระองค์นี้ทรงสามารถสนองความจำเป็นฝ่ายวิญญาณของพวกเขาได้อย่างมหาศาลและทรงนำพาความสุขอันยิ่งใหญ่มาให้พวกเขาทั้งในด้านจิตใจและจิตวิญญาณ โดยไม่ทันรู้ตัวพวกเขาก็กลายเป็นไม่สามารถไปจากพระเจ้าพระองค์นี้ ผู้ซึ่งทรงมอบอาหารทางจิตวิญญาณเช่นนั้นให้แก่พวกเขา และผู้ซึ่งนำพาความสุขมาสู่จิตวิญญาณของพวกเขาและมาสู่สมาชิกทั้งหมดในครอบครัวของพวกเขาได้ พวกเขาเชื่อว่า การเชื่อในพระเจ้าไม่จำเป็นต้องนำพาสิ่งใดมาให้มากไปกว่าอาหารทางจิตวิญญาณ

ใครสักคนท่ามกลางพวกเจ้ามีท่าทีต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้นต่อพระเจ้าบ้างหรือไม่? (มี) หากในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา หัวใจของบุคคลหนึ่งเก็บงำท่าทีใดๆ เหล่านั้นไว้ พวกเขาสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่? หากใครสักคนมีท่าทีใดๆ เหล่านี้ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อในพระเจ้าหรือไม่? บุคคลเช่นนั้นเชื่อในพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์หรือไม่? (ไม่) ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อในพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ เจ้าเชื่อในผู้ใด? หากสิ่งที่เจ้าเชื่อไม่ใช่พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ เช่นนั้นแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าเจ้าเชื่อในรูปเคารพ หรือบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ หรือพระโพธิสัตว์ หรือว่าเจ้านมัสการพระพุทธเจ้าที่อยู่ในหัวใจของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นไปได้ที่เจ้าเชื่อในบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง กล่าวสั้นๆ คือ เนื่องจากรูปแบบการเชื่อและท่าทีต่อพระเจ้าต่างๆ ของผู้คน พวกเขาจึงวางพระเจ้าแห่งวงความรู้ของพวกเขาเองไว้ในหัวใจของพวกเขา กำหนดการจินตนาการของพวกเขาให้แก่พระเจ้า วางท่าทีและการจินตนาการต่างๆ ของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าไว้เคียงข้างกับพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ และหลังจากนั้น ยึดถือพวกเขาสู่การปวารณาตน นั่นหมายความว่าอย่างไรเมื่อผู้คนมีท่าทีที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมเช่นนั้นต่อพระเจ้า? มันหมายความพวกเขาได้ปฏิเสธพระเจ้าพระองค์เองที่แท้จริงไปแล้วและกำลังนมัสการพระเทียมเท็จอยู่ นั่นบ่งบอกถึงว่า ในขณะที่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็กำลังปฏิเสธและต่อต้านพระองค์ และว่าพวกเขากำลังปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าที่แท้จริง หากผู้คนยังยึดถือรูปแบบการเชื่อเช่นนั้นอยู่ต่อไป พวกเขาจะเผชิญหน้ากับผลพวงใดบ้าง? ด้วยรูปแบบการเชื่อเช่นนั้น พวกเขาจะสามารถเข้าใกล้ชิดพระเจ้าได้มากขึ้นไปอีกเพื่อปฏิบัติข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของพระเจ้าให้สำเร็จลุล่วงได้กระนั้นหรือ? (ไม่ พวกเขาจะทำไม่ได้) ในทางตรงกันข้าม เนื่องจากมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการของพวกเขา พวกเขาจะไถลห่างไปจากหนทางของพระเจ้าไกลยิ่งขึ้นไปอีก เพราะทิศทางที่พวกเขาแสวงหานั้นตรงกันข้ามกับทิศทางที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเขาก้าวเดิน พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ “การไปทางใต้โดยการขับเกวียนไปทางเหนือ” หรือไม่? การนี้อาจจะเป็นเพียงกรณีของการไปทางใต้โดยขับเกวียนไปทางเหนือเช่นนั้นก็ได้ หากผู้คนเชื่อในพระเจ้าในแบบที่น่าขันเช่นนั้นแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วยิ่งเจ้าพยายามหนักขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เราขอเตือนสอนพวกเจ้าดังนี้ ก่อนที่พวกเจ้าจะออกเดินทาง เจ้าต้องหยั่งรู้เสียก่อนว่า เจ้ากำลังไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริงหรือไม่ จงมุ่งเน้นในความพยายามของพวกเจ้า และถามตัวพวกเจ้าเองให้แน่ใจว่า “พระเจ้าที่ฉันเชื่อนั้นทรงเป็นผู้ทรงปกครองทุกสรรพสิ่งใช่หรือไม่? พระเจ้าที่ฉันเชื่อทรงเป็นแค่ใครสักคนที่ให้อาหารทางจิตวิญญาณแก่ฉันเท่านั้นใช่หรือไม่? พระองค์ทรงเป็นเพียงเทวรูปของฉันใช่หรือไม่? พระเจ้าที่ฉันเชื่อพระองค์นี้ทรงขอสิ่งใดจากฉัน? พระเจ้าทรงยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำหรือไม่? การกระทำและการไล่ตามเสาะหาของฉันทั้งหมดสอดคล้องกับการพยายามที่จะรู้จักพระเจ้าหรือไม่? สิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อฉันหรือไม่? พระเจ้าทรงรับรองและทรงยอมรับเส้นทางที่ฉันเดินหรือไม่? พระองค์ทรงพึงพอพระทัยกับความเชื่อของฉันหรือไม่?” เจ้าควรถามตัวพวกเจ้าเองด้วยคำถามเหล่านี้บ่อยๆ และซ้ำๆ หากเจ้าปรารถนาที่จะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องมีจิตสำนึกที่ชัดเจนและวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ชัดเจนก่อนที่เจ้าจะสามารถประสบความสำเร็จในการทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 200

ท่าทีที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มวลมนุษย์มีต่อพระองค

แท้จริงแล้ว พระเจ้ามิได้ทรงกำลังเรียกร้องจากมวลมนุษย์มากมาย—หรืออย่างน้อย พระองค์มิได้ทรงเรียกร้องมากเท่าที่ผู้คนจินตนาการ หากพระเจ้าไม่ได้ดำรัสพระวจนะใดๆ และหากพระองค์ไม่ทรงแสดงพระอุปนิสัยหรือกิจการใดๆ ของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว การรู้จักพระเจ้าคงจะเป็นความยากลำบากอย่างที่สุดสำหรับพวกเจ้า เพราะผู้คนคงจะต้องอนุมานเจตนารมณ์และน้ำพระทัยของพระองค์ นี่คงจะทำยากมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะต่างๆ มากมาย ได้ทรงทำพระราชกิจจำนวนมาก และได้ทรงสร้างข้อพึงประสงค์มากมายต่อมนุษย์ ในพระวจนะของพระองค์ และพระราชกิจจำนวนมากของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงแจ้งข้อมูลแก่ผู้คนเกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์ทรงโปรด สิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด และเกี่ยวกับประเภทของผู้คนที่พวกเขาควรจะเป็น หลังจากได้เข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้ว ผู้คนควรจะมีการกำหนดนิยามที่แม่นยำในหัวใจของพวกเขาเกี่ยวกับข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของพระเจ้า เพราะพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าในความคลุมเครือและไม่เชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครืออีกต่อไป อีกทั้งพวกเขาไม่มีความเชื่อในพระเจ้าท่ามกลางความคลุมเครือหรือการไม่มีสิ่งใดเลย ในทางตรงกันข้าม พวกเขาสามารถได้ยินถ้อยดำรัสของพระองค์ เข้าใจมาตรฐานแห่งข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของพระองค์ และบรรลุถึงข้อพึงประสงค์เหล่านั้น และพระเจ้าทรงใช้ภาษาของมวลมนุษย์เพื่อบอกพวกเขาถึงทั้งหมดที่พวกเขาควรจะรู้และเข้าใจ วันนี้ หากผู้คนยังคงไม่รู้จักว่าพระเจ้าทรงเป็นสิ่งใด และพระองค์ทรงพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเขา หากพวกเขาไม่รู้ว่าเหตุใดคนเราจึงควรเชื่อในพระเจ้า และไม่รู้วิธีที่จะเชื่อในพระองค์หรือปฏิบัติต่อพระองค์─เช่นนั้นแล้ว ก็จะมีปัญหากับการนี้ […] ข้อพึงประสงค์ที่ถูกต้องของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์และบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้ามีดังต่อไปนี้ พระองค์ทรงพึงประสงค์ห้าสิ่งจากบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ ได้แก่ การเชื่อที่แท้จริง การติดตามอย่างจงรักภักดี การนบนอบที่สมบูรณ์ ความรู้อันจริงแท้ และความเคารพด้วยน้ำใสใจจริง

ในห้าสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มนุษย์ไม่ตั้งคำถามกับพระองค์หรือติดตามพระองค์โดยใช้จินตนาการหรือมุมมองที่คลุมเครือและเป็นนามธรรมทั้งหลายของพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาต้องไม่ติดตามพระเจ้าบนพื้นฐานของการจินตนาการหรือมโนคติอันหลงผิดใดๆ พระองค์ทรงพึงประสงค์ให้ทุกคนจากบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ทำเช่นนั้นอย่างจงรักภักดี ไม่ใช่อย่างครึ่งใจหรือโดยไม่มีความมุ่งมั่น เมื่อพระเจ้าทรงทำข้อพึงประสงค์ใดๆ ต่อเจ้า ทรงทดสอบเจ้า ทรงพิพากษาเจ้า ทรงจัดการกับเจ้าและทรงตัดแต่งเจ้า หรือทรงบ่มวินัยและทุบตีเจ้า เจ้าควรนบนอบต่อพระองค์อย่างสมบูรณ์ เจ้าไม่ควรถามถึงสาเหตุหรือตั้งเงื่อนไขต่างๆ นับประสาอะไรที่เจ้าจะควรพูดถึงเหตุผลทั้งหลาย การเชื่อฟังของเจ้าต้องสมบูรณ์ ความรู้เรื่องพระเจ้าคือความรู้ในด้านที่ผู้คนขาดแคลนมากที่สุด พวกเขามักจะกำหนดคำคม ถ้อยดำรัส และพระวจนะที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ให้กับพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระวจนะเช่นนั้นเป็นการกำหนดนิยามที่เที่ยงตรงมากที่สุดเกี่ยวกับความรู้เรื่องพระเจ้า พวกเขารู้เพียงน้อยนิดว่าคำคมเหล่านี้ ที่มาจากการจินตนาการของมนุษย์ การให้เหตุผลของพวกเขาเอง และความรู้ของพวกเขาเองนั้นไม่มีความเกี่ยวพันกับเนื้อแท้ของพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ด้วยเหตุนี้ เราต้องการที่จะบอกพวกเจ้าว่า เมื่อพูดถึงความรู้ที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนมีนั้น พระองค์ไม่เพียงทรงขอให้เจ้าระลึกถึงพระองค์และพระวจนะทั้งหลายของพระองค์ แต่ยังทรงขอให้ความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับพระองค์นั้นถูกต้องด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าเจ้าสามารถเพียงกล่าวหนึ่งประโยคเท่านั้น หรือตระหนักเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น แต่ส่วนน้อยนิดของความตระหนักนี้ถูกต้องหรือแท้จริง และเข้ากันได้กับเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงรังเกียจการสรรเสริญหรือการชมเชยใดๆ ต่อพระองค์ที่ไม่สมจริงหรือที่ไม่รอบคอบ ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเกลียดชังเมื่อผู้คนปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนอย่างอากาศ พระองค์ทรงเกลียดชังเมื่อผู้คนพูดโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงในระหว่างการหารือในหัวข้อที่เกี่ยวกับพระเจ้า โดยพูดคุยกันตามอำเภอใจและโดยไม่มีความลังเล กล่าวสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะ ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเกลียดชังบรรดาผู้ที่เชื่อว่าพวกเขารู้จักพระเจ้าและโอ้อวดเกี่ยวกับความรู้เรื่องพระองค์ของพวกเขา โดยหารือในหัวข้อที่เกี่ยวกับพระองค์โดยไม่มีทั้งความยับยั้งชั่งใจหรือข้อจำกัด สิ่งสุดท้ายสำหรับข้อพึงประสงค์ห้าประการที่กล่าวไปข้างต้นเหล่านั้นก็คือ ความเคารพด้วยน้ำใสใจจริง กล่าวคือ นี่คือข้อพึงประสงค์ข้อสุดท้ายของพระเจ้าที่มีต่อคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระองค์ เมื่อใครบางคนมีความรู้ที่ถูกต้องและแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาก็สามารถเคารพพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้อย่างแท้จริง ความเคารพนี้มาจากส่วนลึกของหัวใจพวกเขา ความเคารพนี้ถูกมอบให้โดยเต็มใจ และไม่ใช่ผลของความกดดันจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงขอให้เจ้าทำของขวัญแห่งท่าที ความประพฤติ หรือพฤติกรรมภายนอกที่ดีงามใดๆ ต่อพระเจ้า ในทางตรงกันข้าม พระองค์ทรงขอให้เจ้าเคารพพระองค์และยำเกรงพระองค์ในส่วนลึกของหัวใจเจ้า การบรรลุถึงความเคารพเช่นนั้นเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า ของการได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและการเข้าใจกิจการทั้งหลายของพระเจ้า ของการได้มาเข้าใจเนื้อแท้ของพระเจ้า และของการที่เจ้ายอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าคือหนึ่งในสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้า เพราะฉะนั้น จุดมุ่งหมายของเราในการใช้คำว่า “ด้วยน้ำใสใจจริง” เพื่อนิยามความเคารพในที่นี้ก็เพื่อให้พวกมนุษย์ได้เข้าใจว่าความเคารพของพวกเขาต่อพระเจ้าควรจะมาจากก้นบึ้งหัวใจของพวกเขา

บัดนี้จงพิจารณาข้อพึงประสงค์ห้าประการเหล่านั้นว่า คนใดบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่สามารถบรรลุสามประการแรกได้? โดยการนี้ เรากำลังอ้างถึงการเชื่อที่แท้จริง การติดตามอย่างจงรักภักดี และการนบนอบอย่างสมบูรณ์ คนใดบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่มีความสามารถในเรื่องเหล่านี้? เรารู้ว่าหากเราได้กล่าวถึงหมดทั้งห้าประการ ก็คงจะไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มีคนใดเลยท่ามกลางพวกเจ้าที่สามารถ แต่เราได้ลดจำนวนมาเป็นสาม จงคิดดูเถิดว่าพวกเจ้าได้สัมฤทธิ์สิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้วหรือยัง “การเชื่อที่แท้จริง” บรรลุถึงง่ายกระนั้นหรือ? (ไม่ นั่นไม่ง่ายเลย” นั่นไม่ง่ายเลย เพราะผู้คนมักตั้งคำถามพระเจ้า แล้ว “การปฏิบัติตามอย่างจงรักภักดี” เป็นอย่างไรกันเล่า? “อย่างจงรักภักดี” นี้หมายถึงสิ่งใด? (ไม่ใช่โดยครึ่งใจ แต่เป็นไปโดยหมดทั้งใจแทน) ไม่ใช่โดยครึ่งใจ แต่โดยหมดทั้งใจ พวกเจ้าพูดได้ตรงประเด็นทีเดียว! ดังนั้น พวกเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ข้อพึงประสงค์นี้ได้หรือไม่? พวกเจ้าต้องพยายามหนักขึ้นใช่หรือไม่? ณ ชั่วขณะนี้ พวกเจ้ายังไม่ประสบความสำเร็จในข้อพึงประสงค์นี้ แล้ว “การนบนอบอย่างสมบูรณ์” เล่า─พวกเจ้าได้สัมฤทธิ์ผลหรือยัง? (ยัง) พวกเจ้ายังไม่ได้สัมฤทธิ์การนั้นด้วยเช่นกัน พวกเจ้าไม่เชื่อฟังและเป็นกบฏบ่อยครั้ง พวกเจ้ามักจะไม่รับฟัง ไม่ปรารถนาที่จะเชื่อฟัง หรือไม่ต้องการที่จะได้ยิน เหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ที่เป็นรากฐานสำคัญมากที่สุดสามประการที่ผู้คนจะพบหลังจากบรรลุการเข้าถึงชีวิต แต่พวกเจ้ายังไม่บรรลุข้อพึงประสงค์เหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ ณ ชั่วขณะนี้ พวกเจ้ามีศักยภาพที่ดีเยี่ยมหรือไม่? วันนี้ เมื่อได้ยินเราพูดคำพูดเหล่านี้แล้ว พวกเจ้ารู้สึกกระวนกระวายหรือไม่? (รู้สึก) มันถูกต้องแล้วที่พวกเจ้าควรจะรู้สึกกระวนกระวาย จงอย่าพยายามหลีกเลี่ยงการกระวนกระวาย เรารู้สึกกระวนกระวายแทนพวกเจ้า เราจะไม่พูดต่อไปถึงข้อพึงประสงค์อีกสองข้อนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มีใครสักคนในที่นี้ที่สามารถสัมฤทธิ์ข้อพึงประสงค์เหล่านั้นได้ พวกเจ้ากระวนกระวาย ดังนั้น พวกเจ้าได้กำหนดวัตถุประสงค์ของพวกเจ้าแล้วหรือไม่? พวกเจ้าไล่ตามเสาะหาและอุทิศความพยายามของพวกเจ้าไปกับวัตถุประสงค์ใด และในทิศทางใด? พวกเจ้ามีวัตถุประสงค์หรือไม่? เราขอพูดตรงๆ ว่า ทันทีที่พวกเจ้าสัมฤทธิ์ข้อพึงประสงค์ทั้งห้าข้อนี้ พวกเจ้าจะได้ทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยแล้ว ข้อพึงประสงค์แต่ละข้อเป็นตัวบ่งชี้ ตลอดจนเป็นวัตถุประสงค์สุดท้ายแห่งการเติบโตเต็มที่ของการเข้าสู่ชีวิตของบุคคลหนึ่ง ถึงแม้ว่าเราหยิบยกเพียงแค่ข้อเดียวจากข้อพึงประสงค์เหล่านี้มาพูดถึงในรายละเอียด และพึงประสงค์ให้พวกเจ้าทำตามนั้น มันก็คงจะสัมฤทธิ์ผลได้ไม่ง่าย พวกเจ้าต้องทนฝ่าความยากลำบากในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง และใช้ความพยายามในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง พวกเจ้าควรมีจิตภาพแบบใด? มันควรจะเป็นแบบเดียวกันกับผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรอไปขึ้นเตียงผ่าตัด เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้? หากเจ้าปรารถนาที่จะเชื่อในพระเจ้า และหากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับพระเจ้าและได้รับความพึงพอพระทัยของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้เว้นแต่เจ้าจะทนฝ่าความเจ็บปวดในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่งและใช้ความพยายามในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง พวกเจ้าได้ยินการเทศนามามากแล้ว แต่เพียงแค่การได้ยินนั้นไม่ได้หมายความว่าคำเทศนานี้จะเป็นของเจ้า เจ้าต้องซึมซับมันและแปลงรูปมันไปเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของเจ้า เจ้าต้องดูดซึมมันเข้าไปในชีวิตของเจ้าและนำมันมาสู่การดำรงอยู่ของเจ้า โดยยอมให้พระวจนะและการเทศนาเหล่านี้ชี้นำหนทางที่เจ้าดำรงชีวิตและนำคุณค่าและความหมายแห่งการดำรงอยู่มาสู่ชีวิตของเจ้า เมื่อการนั้นเกิดขึ้น นั่นจึงจะคุ้มค่าแก่การที่เจ้าได้ยินพระวจนะเหล่านี้ หากคำพูดที่เราพูดไม่นำการเปลี่ยนแปลงที่ดีใดๆ มาสู่ชีวิตของเจ้าหรือเพิ่มคุณค่าใดๆ ให้แก่การดำรงอยู่ของเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใดในการที่เจ้ารับฟังคำพูดเหล่านี้ พวกเจ้าเข้าใจการนี้ใช่หรือไม่? เมื่อเข้าใจแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้า พวกเจ้าต้องเริ่มทำงาน! พวกเจ้าต้องจริงจังจริงใจในทุกสรรพสิ่ง! จงอย่าระหองระแหงกัน เวลากำลังผ่านพ้นไป! ส่วนใหญ่ในหมู่พวกเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามานานกว่าทศวรรษแล้ว จงมองย้อนกลับไปในสิบปีที่ผ่านมานี้ว่า พวกเจ้าได้รับมามากเพียงใดแล้ว? และพวกเจ้ายังเหลือเวลาที่จะดำรงชีวิตอยู่ในชั่วชีวิตนี้อีกกี่ทศวรรษ? เจ้ามีเวลาไม่นานแล้ว ลืมไปได้เลยว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะรอเจ้าหรือไม่ พระองค์ได้ทรงทิ้งโอกาสไว้ให้เจ้าหรือไม่ หรือพระองค์จะทรงพระราชกิจเดิมอีกครั้งหรือไม่─จงอย่าพูดถึงสิ่งเหล่านี้ เจ้าสามารถย้อนกลับช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านไปในชีวิตของเจ้าได้หรือไม่? กับทุกวันที่ผ่านพ้นไป และกับทุกย่างก้าวที่เจ้าเดินนั้น เจ้ามีเวลาน้อยลงหนึ่งวัน เวลาไม่รอผู้ใดสักคน! เจ้ามีแต่จะได้รับมาจากความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าเท่านั้นหากเจ้าเข้าหาความเชื่อนั้นในฐานะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเจ้า ที่สำคัญยิ่งกว่าแม้กระทั่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือสิ่งอื่นใด! หากเจ้าเพียงแต่เชื่อเมื่อเจ้ามีเวลา และไม่สามารถอุทิศความสนใจทั้งหมดของเจ้าให้แก่ความเชื่อของเจ้า และหากเจ้าจมปลักอยู่ในความสับสนอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: การรู้จักพระเจ้า 4

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?

ยุคเก่าได้ผ่านไป และยุคใหม่ได้มาถึงแล้ว ปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่า พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจไปมากมาย พระองค์เสด็จเข้ามาสู่โลก...

ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว

เจ้าปรารถนาที่จะพบเจอพระเยซูหรือไม่? เจ้าปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมกับพระเยซูหรือไม่? เจ้าปรารถนาที่จะได้ยินพระวจนะที่พระเยซูตรัสหรือไม่?...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้