พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

การรู้จักพระเจ้า 4

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 120

การเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากมุมมองระดับมหัพภาคและจุลภาค

สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นเป็นเอกลักษณ์ เป็นการแสดงออกอันมีคุณลักษณะเฉพาะและเป็นเนื้อแท้อันพิเศษ อันเป็นพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง อันเป็นสิ่งที่ไม่มีในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและไม่ได้ทรงสร้างใดๆ นั่นก็คือ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจประเภทนี้ กล่าวคือ มีเพียงพระผู้สร้าง—พระเจ้าพระผู้ทรงเอกลักษณ์—ที่ได้รับการแสดงออกมาในแบบนี้และมีเนื้อแท้นี้ แล้วเช่นนั้น เหตุใดหรือพวกเราจึงควรพูดคุยเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า? สิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองนั้นมีความแตกต่างจาก “สิทธิอำนาจ” ที่มนุษย์คิดฝันในใจของเขาอย่างไร? อะไรหรือที่พิเศษเกี่ยวกับมัน? เหตุใดการพูดคุยเกี่ยวกับมันในที่นี้จึงมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ? พวกเจ้าแต่ละคนพึงพิจารณาหัวเรื่องนี้โดยรอบคอบเถิด สำหรับผู้คนส่วนใหญ่นั้น “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” คือแนวคิดที่คลุมเครือ เป็นแนวความคิดที่จำเป็นต้องมีความพยายามอย่างใหญ่หลวงที่จะทำความเข้าใจ และการอภิปรายใดๆ ในเรื่องนี้ก็มีแนวโน้มไปในเชิงนามธรรม ดังนั้น จึงมักจะมีช่องโหว่ระหว่างความรู้ที่มนุษย์สามารถมีได้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้ากับเนื้อแท้ของสิทธิอำนาจของพระเจ้าอยู่เสมอ ในการที่จะเชื่อมช่องโหว่นี้ให้ติดกัน ทุกคนต้องค่อยๆ มาทำความรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ สิ่งต่างๆ และปรากฏการณ์หลากหลายที่อยู่ภายในการเอื้อมถึงของมนุษย์และภายในความสามารถของพวกเขาที่จะเข้าใจในชีวิตจริงของพวกเขา แม้ว่าวลี “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” อาจดูยากที่จะหยั่งลึก แต่สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็ไม่ได้เป็นนามธรรมเสียทั้งหมด พระองค์ทรงปรากฏอยู่กับมนุษย์โดยตลอดทุกนาทีของชีวิตมนุษย์ ทรงนำทางเขาโดยตลอดในทุกๆ วัน ดังนั้น ในชีวิตจริงแล้ว ทุกตัวบุคคลจำเป็นจะต้องมองเห็นและได้รับประสบการณ์ในแง่มุมที่จับต้องได้มากที่สุดแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า แง่มุมที่จับต้องได้นี้เองที่เป็นข้อพิสูจน์เพียงพอว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นมีอยู่จริง และมันอำนวยให้คนเราระลึกได้และจับใจความได้อย่างครบถ้วนในข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจดังกล่าวอยู่

พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา และเมื่อได้ทรงสร้างมันแล้ว พระองค์ทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง นอกเหนือจากการทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งแล้ว พระเจ้ายังทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แนวคิดที่ว่า “พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้ หมายความว่าอย่างไร? เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ว่าอย่างไร? มันจะนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้อย่างไร? การเข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงทำการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างนั้น สามารถนำไปสู่การเข้าใจสิทธิอำนาจของพระองค์ได้อย่างไร? จากวลี “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” นี้นี่เองที่พวกเราควรมองเห็นว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงควบคุมนั้นหาใช่ส่วนหนึ่งของหมู่ดาวเคราะห์ไม่ และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสิ่งทรงสร้าง และยิ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมนุษยชน แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง จากสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตไปจนถึงสิ่งที่เล็กเป็นจุณ จากสิ่งที่มองเห็นได้ไปจนถึงสิ่งที่มองไม่เห็น จากหมู่ดาวแห่งห้วงจักรวาลไปจนถึงสิ่งต่างๆ ที่มีชีวิตบนแผ่นดินโลก ตลอดจนเหล่าจุลชีพที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในรูปแบบอื่นๆ นี่คือนิยามอันเที่ยงตรงของ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ที่พระเจ้าทรง “ทำการควบคุม” กล่าวคือ มันคือวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ ขอบข่ายแห่งอธิปไตยและกฎเกณฑ์ของพระองค์

ก่อนที่มนุษยชาตินี้จะเกิดขึ้น ห้วงจักรวาล—ดาวเคราะห์ทั้งมวลและหมู่ดาวทั้งหมดในสวรรค์—ได้ดำรงอยู่ก่อนแล้ว ในระดับมหัพภาค เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้มีการโคจรตลอดมาอย่างเป็นปกติภายใต้การควบคุมของพระเจ้าสำหรับการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกมัน ไม่ว่าจะผ่านไปหลายปีดีดักอย่างไร ดาวเคราะห์ใดไปถึงจุดใด ณ เวลาเฉพาะใด ดาวเคราะห์ใดทำหน้าที่ใดและเมื่อใด ดาวเคราะห์ใดหมุนรอบตัวเองไปกับวงโคจรใด และมันจะหายลับไป หรือถูกแทนที่เมื่อใด—สิ่งทั้งมวลเหล่านี้ดำเนินหน้าไปโดยปราศจากความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตำแหน่งของดาวเคราะห์และระยะห่างระหว่างพวกมันทั้งหมดเป็นไปตามแบบแผนต่างๆ อันรัดกุม ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถพรรณนาได้โดยข้อมูลอันเที่ยงตรง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่พวกมันเดินทางร่วมไป ความเร็วและแบบแผนของวงโคจรของพวกมัน เวลาที่พวกมันไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆ อันหลากหลาย—ทั้งหมดเหล่านี้สามารถบอกปริมาณได้อย่างเที่ยงตรงและพรรณนาได้โดยกฎพิเศษต่างๆ หลายชั่วกัปชั่วกัลป์ที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายได้ดำเนินไปตามกฎเหล่านี้โดยปราศจากการเบี่ยงเบนแม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีอำนาจใดสามารถเปลี่ยนหรือขัดขวางวงโคจรของพวกมันหรือแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ เนื่องเพราะกฎพิเศษต่างๆ ที่ปกครองการเคลื่อนไหวของพวกมัน และข้อมูลอันเที่ยงตรงที่พรรณนาเกี่ยวกับพวกมันนั้นถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง พวกมันดำเนินไปตามกฎเหล่านี้ด้วยตัวเองภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระผู้สร้าง ในระดับระดับมหัพภาค ไม่ยากที่มนุษย์จะค้นพบแบบแผนบางอย่าง ข้อมูลบางอย่าง และกฎหรือปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้ แม้มนุษยชาติไม่ยอมรับแต่โดยดีว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง และไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระผู้สร้างได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้ระลึกถึงการดำรงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ไม่ว่าจะอย่างไร เหล่ามนุษย์นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักฟิสิกส์ทั้งหลายก็กำลังค้นพบกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล และหลักการกับแบบแผนที่บงการการเคลื่อนที่ของพวกมันทั้งหมดนั้นถูกปกครองและควบคุมโดยพลังงานมืดอันมหาศาลที่มองไม่เห็นอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงนี้ทำให้มนุษย์จำต้องยอมเผชิญหน้าและยอมรับรู้ว่า มีหนึ่งเดียวผู้ทรงฤทธิ์ในท่ามกลางแบบแผนการเคลื่อนที่เหล่านี้ที่กำลังทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งทุกอย่าง ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือปกติ และแม้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระองค์ได้ พระองค์ก็ยังทรงปกครองและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในทุกชั่วขณะอยู่ดี ไม่มีมนุษย์คนใดหรือพละกำลังใดเลยที่สามารถล่วงล้ำอธิปไตยของพระองค์ได้ ครั้นได้เผชิญกับข้อเท็จจริงนี้แล้ว มนุษย์จำต้องระลึกว่า กฎต่างๆ ที่กำลังปกครองการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่สามารถถูกควบคุมได้โดยมนุษย์ ไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยใครก็ตาม เขาต้องยอมรับแต่โดยดีอีกด้วยว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าใจกฎเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน และกฎเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกบงการโดยอธิปไตยหนึ่ง เหล่านี้คือการแสดงออกทั้งหมดของสิทธิอำนาจแห่งพระเจ้าที่มนุษยชนสามารถรับรู้ได้ในระดับมหัพภาค

ในระดับจุลภาคนั้น ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล และแผ่นดินใหญ่ทั้งหมดที่มนุษย์อาจมองเห็นบนแผ่นดินโลก ทุกฤดูกาลที่เขาได้ผ่านประสบการณ์มา ทุกสรรพสิ่งที่อาศัยอยู่ในโลก รวมถึงพืชพรรณ สัตว์ จุลชีพ และมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้านั้น ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นหรือหายไปโดยสอดคล้องกับพระดำริของพระองค์ กฎต่างๆ ทีเกิดขึ้นมาควบคุมการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้เจริญเติบโตและเพิ่มทวีคูณไปด้วยกันกับกฎเหล่านี้ ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดเลยที่อยู่เหนือกฎเหล่านี้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบเดียวก็คือ เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้า หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นเพราะพระดำริของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า เพราะการกระทำของพระเจ้าพระองค์เองด้วยตัวพระองค์เอง นี่หมายความว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระกมลของพระเจ้านี่เองที่ให้กำเนิดกฎเหล่านี้ทีขยับเปลี่ยนและเปลี่ยนไปตามพระดำริแห่งพระองค์ และการขยับเปลี่ยนและการเปลี่ยนไปเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นหรือเลือนหายไปก็เพื่อประโยชน์ของแผนการของพระองค์ ยกตัวเองเช่น การเกิดโรคระบาด พวกมันเริ่มโดยปราศจากการเตือน ไม่มีใครเลยที่รู้จุดกำเนิดของพวกมันและเหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดพวกมันจึงเกิดขึ้น และเมื่อใดก็ตามที่โรคระบาดหนึ่งลามไปถึงบางสถานที่ พวกที่ถูกชี้ชะตากรรมไว้จะไม่สามารถหลีกหนีจากหายนะได้ วิทยาศาสตร์ของมนุษย์เข้าใจว่าโรคระบาดทั้งหลายเกิดจากการแพร่ระบาดของจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายหรือร้ายแรง และความเร็ว ขอบเขต และวิธีแพร่เชื้อของพวกมันนั้นไม่สามารถคาดทำนายหรือควบคุมได้โดยวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ แม้ผู้คนต่อต้านโรคระบาดทั้งหลายในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้คนใดหรือสัตว์ใดที่จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อโรคระบาดก่อเริ่มขึ้น สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้ก็คือ พยายามป้องกันพวกมัน ต้านทานพวกมัน และศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพวกมัน แต่ไม่มีใครรู้เหตุรากเหง้าที่อธิบายการเกิดขึ้นและการสิ้นสุดของโรคระบาดแต่ละโรคใดๆ เลย และไม่มีใครสามารถควบคุมพวกมันได้ ครั้นได้เผชิญกับการเกิดขึ้นและการแพร่ระบาดของโรคระบาดหนึ่งแล้ว มาตรการแรกที่มนุษย์ใช้ก็คือ การพัฒนาวัคซีนหนึ่งขึ้นมา แต่บ่อยครั้งที่โรคระบาดวายลงไปเองก่อนที่วัคซีนจะพร้อมใช้ เหตุใดเล่าโรคระบาดเหล่านั้นจึงวายตัวลง? บ้างก็พูดว่าพวกเชื้อโรคถูกควบคุมไว้ได้แล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ พากันพูดว่า พวกมันวายลงไปก็เพราะการเปลี่ยนไปของฤดูกาลต่างๆ […] ในส่วนของการที่ว่าการคาดเดาไปส่งเดชนี้ฟังขึ้นหรือไม่นั้น วิทยาศาสตร์กลับไม่สามารถให้คำอธิบายและไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ มนุษยชาติต้องไม่เพียงให้ความสำคัญกับการคาดเดาเหล่านี้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการขาดความเข้าใจและความหวาดกลัวของมนุษยชนที่มีต่อโรคระบาดต่างๆ ด้วยเช่นกัน ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ไม่มีใครรู้เลยว่า เหตุใดโรคระบาดต่างๆ จึงเริ่มขึ้น หรือว่าเหตุใดพวกมันจึงจบลง ด้วยเหตุที่มนุษยชาติมีความเชื่ออยู่แค่ในวิทยาศาสตร์ วางใจในวิทยาศาสตร์ทั้งหมดทั้งสิ้น และไม่ได้ระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง หรือยอมรับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาจึงจะไม่มีวันลุถึงคำตอบเลย

ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งแพร่หลาย ดำรงอยู่และพินาศไปก็เพราะสิทธิอำนาจแห่งพระองค์และการบริหารจัดการของพระองค์ บางสิ่งมาและไปอย่างเงียบเชียบ และมนุษย์ไม่สามารถบอกได้ว่าพวกมันมาจากไหนหรือจับความเข้าใจในแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ นับประสาอะไรที่จะเข้าใจเหตุผลต่างๆ ว่าทำไมพวกมันจึงมาและไป แม้ว่ามนุษย์สามารถมองเห็นทั้งหมดที่ผ่านมาท่ามกลางทุกสรรพสิ่งด้วยตาของเขาเอง และได้ยินมันด้วยหูของเขา และสามารถได้รับประสบการณ์กับมันด้วยกายของเขาเอง แม้ว่ามันทั้งหมดจะมีอิทธิพลต่อมนุษย์ และแม้ว่ามนุษย์จับความเข้าใจในความไม่ปกติสัมพัทธ์ ความเป็นปกติ หรือแม้แต่ความแปลกประหลาดของปรากฏการณ์อันหลากหลายไปโดยจิตใต้สำนึก เขาก็ยังคงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นน้ำพระทัยและพระกมลของพระผู้สร้าง มีเรื่องเล่ามากมายเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้ หลายความจริงที่ถูกซ่อนไว้ เนื่องเพราะมนุษย์ได้พเนจรห่างไกลไปจากพระผู้สร้าง และเนื่องเพราะเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง เขาจะไม่มีวันรู้และจับใจความทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างเลย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้าเกินล้ำไปกว่าขอบเขตแห่งการจินตนาการของมนุษย์ ขอบเขตของความรู้ของมนุษย์ ขอบเขตของความเข้าใจของมนุษย์ และขอบเขตของสิ่งที่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผล นั่นก็คือเหนือล้ำกว่าขอบเขตความรู้ของมนุษยชาติที่ทรงสร้าง บางคนกล่าวว่า “เพราะเจ้าไม่เคยได้เป็นพยานในอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าจะสามารถเชื่อได้อย่างไรว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจแห่งพระองค์?” การมองเห็นไม่ใช่การเชื่อเสมอไป ทั้งยังไม่ใช่การระลึกได้และความเข้าใจเสมอไป ดังนั้นแล้ว ความเชื่อมาจากไหนหรือ? เราสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า “ความเชื่อมาจากระดับและความลึกซึ้งของการจับความและประสบการณ์ของผู้คนเกี่ยวกับความเป็นจริงและเหตุรากเหง้าของสิ่งต่างๆ” หากเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง แต่เจ้าไม่สามารถระลึกได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสามารถรับรู้ได้ถึงข้อเท็จจริงแห่งการควบคุมของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วในหัวใจของเจ้าเจ้าก็จะไม่มีวันยอมรับ ว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจประเภทนี้ ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นเป็นเอกลักษณ์ เจ้าจะไม่มีวันยอมรับพระผู้สร้างเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของเจ้าอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 121

ชะตากรรมของมนุษยชาติและชะตากรรมแห่งจักรวาลมิอาจแยกจากอธิปไตยของพระผู้สร้างได้

พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ บางคนอยู่ในวัยกลางคน บางคนได้เข้าสู่วัยชราแล้ว พวกเจ้ามาจากการไม่เชื่อในพระเจ้าจนมาถึงการเชื่อในพระองค์ และจากการเริ่มต้นเชื่อในพระเจ้ามาสู่การยอมรับพระวจนะของพระองค์ และการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ พวกเจ้ามีความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้ามากเพียงใด? เจ้าได้รับ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอะไรเข้ามาในชะตากรรมมนุษย์บ้าง? คนเราสามารถสัมฤทธิ์ในทุกสิ่งที่คนเราอยากได้อยากมีในชีวิตหรือไม่? ตลอดไม่กี่ทศวรรษแห่งการดำรงอยู่ของพวกเจ้า มีกี่อย่างที่พวกเจ้าสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ในทางที่พวกเจ้าปรารถนา? มีกี่อย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เจ้าไม่เคยคาดหวัง? มีสักกี่อย่างที่มาในแบบของความประหลาดใจอันน่ายินดี? มีกี่อย่างที่ผู้คนยังคงรอคอยต่อไปในความมุ่งหวังว่าพวกมันจะให้ดอกผล—กำลังรอคอยชั่วขณะที่เหมาะสม กำลังรอคอยน้ำพระทัยแห่งฟ้าโดยไม่รู้สึกตัว? มีกี่อย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอับจนหนทางและถูกขัดขวาง? ทุกคนเต็มไปด้วยความหวังเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขา กำลังคาดหวังว่าทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาจะเป็นไปดังที่พวกเขาปรารถนา ว่าพวกเขาจะไม่ขาดแคลนอาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม ว่าโชคดีของพวกเขาจะบังเกิดขึ้นอย่างน่าฮือฮาตื่นเต้น ไม่มีใครเลยที่ต้องการชีวิตซึ่งยากจนและถูกเอารัดเอาเปรียบ เต็มไปด้วยความยากลำบาก และรุมเร้าไปด้วยหายนะ แต่ผู้คนไม่อาจรู้ล่วงหน้าหรือควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ บางทีสำหรับบางคนแล้ว อดีตเป็นเพียงประสบการณ์อันยุ่งเหยิงปะปน พวกเขาไม่เคยเรียนรู้ในสิ่งที่น้ำพระทัยแห่งฟ้าเป็น และพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าน้ำพระทัยแห่งฟ้าคืออะไร พวกเขาดำเนินชีวิตของตัวเองไปอย่างไม่คิดอะไร เหมือนพวกสัตว์ทั้งหลายที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ใส่ใจเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษยชาติ หรือเหตุผลที่มนุษย์มีชีวิต หรือวิธีที่มนุษย์ควรใช้ชีวิต ผู้คนเหล่านี้ถึงวัยชราโดยที่ไม่ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษย์เลย และกระทั่งชั่วขณะที่พวกเขาตาย พวกเขายังไม่รู้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ผู้คนเหล่านั้นได้ตายไปแล้ว พวกเขามีชีวิตอยู่โดยปราศจากจิตวิญญาณ พวกเขาคือสัตว์ป่า แม้ว่าผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายในการทรงสร้างและได้รับความชื่นชมยินดีมาจากหลายทางที่โลกสนองความต้องการที่จำเป็นในทางวัตถุของพวกเขาจนเป็นที่พึงพอใจ และแม้ว่าพวกเขามองเห็นโลกในทางวัตถุนี้กำลังก้าวหน้าไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ประสบการณ์ของตัวพวกเขาเอง—สิ่งที่หัวใจและจิตวิญญาณของพวกเขารู้สึกและได้รับประสบการณ์—นั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งต่างๆ ในทางวัตถุเลย และไม่มีอะไรเลยในทางวัตถุที่เป็นสิ่งซึ่งใช้แทนประสบการณ์ ประสบการณ์คือความระลึกรู้ที่ลึกลงไปในหัวใจของคนเรา เป็นบางสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ความระลึกรู้นี้มีอยู่ในความเข้าใจของคนเราและการรับรู้ของคนเราเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และชะตากรรมมนุษย์ และบ่อยครั้งที่มันนำทางเราไปสู่การเข้าใจว่า องค์เจ้านายผู้ไม่มีใครพบเห็นนั้นกำลังทรงจัดการเตรียมการสิ่งต่างๆ ทั้งหมด กำลังทรงจัดวางเรียบเรียงทุกอย่างสำหรับมนุษย์ ในท่ามกลางสิ่งนี้ทั้งหมด คนเราจำต้องยอมรับการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของชะตากรรม คนเราจำต้องยอมรับเส้นทางข้างหน้าที่พระผู้สร้างได้วางเอาไว้ อธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของคนเรา นี่คือข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่สำคัญว่าคนเรามีความความรู้ความเข้าใจเชิงลึกหรือมีท่าทีใดเกี่ยวกับชะตากรรม แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนี้ได้

ในทุกๆ วัน เจ้าจะไปไหน เจ้าจะทำอะไร ใครหรืออะไรที่พวกเจ้าจะเผชิญ เจ้าจะพูดอะไร จะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า—มีอันใดหรือในสิ่งนี้ ที่สามารถคาดทำนายได้? ผู้คนไม่สามารถล่วงรู้การเกิดเหตุทั้งหมดเหล่านี้ได้ นับประสาอะไรที่จะสามารถควบคุมวิธีที่สถานการณ์เหล่านี้จะก่อตัวขึ้นมาได้ ในชีวิตนั้น เหตุการณ์ที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการเกิดเหตุประจำวันทั่วไปอย่างหนึ่ง ความผันผวนรายวันเหล่านี้และวิธีที่พวกมันคลี่คลายตัวออกมา หรือรูปแบบที่พวกมันเกิดขึ้นตามกันนั้นเป็นสิ่งเตือนจำสม่ำเสมอต่อมนุษยชาติ ว่าไม่มีอะไรเลยที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม ว่ากระบวนการเกิดของแต่ละเหตุการณ์ ธรรมชาติอันมิอาจหลบหลีกได้ของแต่ละเหตุการณ์นั้นไม่อาจขยับเปลี่ยนได้โดยเจตจำนงของมนุษย์ ทุกการเกิดเหตุสื่อนำการตักเตือนจากพระผู้สร้างมาสู่มนุษยชน และส่งข่าวมาด้วยเช่นกันว่ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ ทุกเหตุการณ์คือการตอบโต้ความป่าเถื่อน ความทะเยอทะยานลมๆ แล้งๆ และความอยากที่จะกุมชะตากรรมของตนไว้ในมือตัวเองของมนุษย์ เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเหมือนการฟาดตบอย่างรุนแรงลงบนใบหน้าของมนุษยชาติ ทีละคน บีบให้ผู้คนพิจารณาเสียใหม่ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ใครกันที่ปกครองและควบคุมชะตากรรมของพวกเขา และเมื่อความทะเยอทะยานและความอยากทั้งหลายของพวกเขาถูกขัดขวางและทำลายจนป่นปี้ จึงเป็นธรรมดาที่มนุษย์ย่อมมาถึงการยอมรับชะตากรรมที่รอท่าอยู่โดยไม่รู้สึกตัว—การยอมรับความเป็นจริง ยอมรับน้ำพระทัยแห่งฟ้าและอธิปไตยของพระผู้สร้าง จากความผันผวนรายวันเหล่านี้สู่ชะตากรรมของชีวิตมนุษย์ทั้งหลายทั้งสิ้น หามีอันใดเลยที่ไม่ได้เปิดเผยแผนการของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์ หามีอันใดเลยที่ไม่ได้ส่งข่าวว่า “สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างนั้นมิอาจก้ำเกินได้” ที่ไม่ได้สื่อนำความจริงอันเป็นนิรันดร์ที่ว่า “สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างนั้นสูงสุด”

ชะตากรรมของมนุษยชาติและของจักรวาลพันเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิดกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผูกติดกับการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้างโดยมิอาจแยกกัน ในท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมเหล่านั้นก็ไม่อาจแยกจากสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ ในกฎแห่งทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงได้เข้าใจการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้าง และอธิปไตยของพระองค์ ในกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้รับรู้การปกครองของพระผู้สร้าง ในชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้อนุมานเกี่ยวกับวิธีต่างๆ ที่พระผู้สร้างทรงนำอธิปไตยของพระองค์มาบังคับใช้และควบคุมพวกเขา และในวงจรชีวิตของมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงได้มารับประสบการณ์อย่างแท้จริงในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างเพื่อทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิต เพื่อเป็นพยานว่าการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมเหล่านั้นเข้ามาแทนที่กฎ กฎเกณฑ์ และขนบประเพณีทางโลกทั้งหมด พลังและอำนาจอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษยชาติจึงจำต้องยอมรับว่าอธิปไตยของพระผู้สร้างนั้นมิอาจฝ่าฝืนได้โดยสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างใดๆ ยอมรับว่า ไม่มีพลังใดสามารถช่วงชิงอำนาจหรือดัดแปลงเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า ภายใต้กฎและกฎเกณฑ์แห่งพระเจ้านี่เองที่มนุษย์และทุกสรรพสิ่งล้วนมีชีวิตอยู่และขยายเผ่าพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า นี่ไม่ใช่รูปจำลองที่แท้จริงของสิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างหรอกหรือ? แม้ว่าในกฎต่างๆ ที่ตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ มนุษย์มองเห็นอธิปไตยของพระผู้สร้างและการสถาปนาของพระองค์สำหรับทุกเหตุการณ์และทุกสรรพสิ่ง มีผู้คนมากเท่าใดเล่าที่สามารถจับความเข้าใจหลักการของอธิปไตยแห่งพระผู้สร้างเหนือจักรวาลได้? มีผู้คนมากเท่าใดที่สามารถรู้จัก ระลึกได้ ยอมรับ และนบนอบอย่างแท้จริงต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างที่มีเหนือชะตากรรมของพวกเขาเอง? ใครเล่าเมื่อได้เชื่อในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือทุกสรรพสิ่งแล้ว จะเชื่อและระลึกอย่างแท้จริงว่า พระผู้สร้างทรงบงการชะตากรรมชีวิตของเหล่ามนุษย์ด้วยเช่นกัน? ใครเล่าที่สามารถจับใจความได้อย่างแท้จริงในข้อเท็จจริงที่ว่าชะตากรรมของมนุษย์นั้นวางอยู่ในฝ่าพระหัตถ์แห่งพระผู้สร้าง? ท่าทีแบบใดที่มนุษยชาติควรมีต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างเมื่อเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า พระองค์ทรงปกครองและควบคุมชะตากรรมของมนุษยชาติ? นั่นเป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่งซึ่งมนุษย์ทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้ต้องทำเพื่อตัวเอง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 122

หัวเลี้ยวหัวต่อหกจุดในชีวิตมนุษย์

ในครรลองของชีวิตคนเรา บุคคลทุกคนมาถึงซึ่งหัวเลี้ยวหัวต่อที่วิกฤติชุดหนึ่ง เหล่านี้คือขั้นตอนพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุดที่กำหนดชะตากรรมในชีวิตของบุคคล ที่ตามมาต่อไปนี้คือการบรรยายโดยย่อเกี่ยวกับเครื่องหมายบอกทางเหล่านี้ที่ทุกบุคคลต้องผ่านในครรลองแห่งชีวิตของพวกเขา

หัวเลี้ยวหัวต่อแรก: การเกิด

สถานที่เกิดของบุคคล ครอบครัวที่พวกเขาเกิดมา เพศ รูปลักษณ์ และเวลาเกิดของคนเรา—เหล่านี้คือรายละเอียดของหัวเลี้ยวหัวต่อแรกของชีวิตบุคคล

ไม่มีใครเลยที่อาจเลือกรายละเอียดที่แน่นอนของหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ได้ รายละเอียดเหล่านี้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้วโดยพระผู้สร้าง รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกในทางใดเลย และไม่มีปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้นใดๆ เลยที่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงเหล่านี้ ซึ่งถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง เนื่องจาก การที่บุคคลหนึ่งจะถือกำเนิดมานั้น มีความหมายว่า พระผู้สร้างได้ทรงลุล่วงขั้นตอนแรกของชะตากรรมที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการสำหรับบุคคลนั้นแล้ว เนื่องเพราะพระองค์ได้ทรงลิขิตรายละเอียดเหล่านี้ทั้งหมดไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว จึงไม่มีผู้ใดเลยที่มีพลังอำนาจในการแก้ไขดัดแปลงรายละเอียดใดๆ เหล่านั้น ไม่ว่าชะตากรรมที่ตามมาของบุคคลนั้นจะเป็นเช่นไร เงื่อนไขการเกิดของคนเรานั้นได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และจะคงอยู่อย่างที่มันเป็น กล่าวคือ รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากชะตากรรมในชีวิตของคนเราแต่อย่างใดเลย อีกทั้งพวกมันยังไม่มีผลกระทบในทางใดต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างที่มีเหนือชะตากรรมในชีวิตของคนเรา

1. ชีวิตใหม่ถือกำเนิดออกมาจากแผนการของพระผู้สร้าง

รายละเอียดใดของหัวเลี้ยวหัวต่อแรก—สถานที่เกิดของคนเรา ครอบครัวของคนเรา เพศของคนเรา รูปลักษณ์ทางกายภาพของคนเรา เวลาเกิดของคนเรา—หรือที่บุคคลหนึ่งสามารถเลือกได้? เห็นได้ชัดว่า การเกิดของคนเรานั้นเป็นเหตุการณ์เชิงรับ คนเราเกิดมาโดยไม่รู้ตัว ในสถานที่เฉพาะแห่งหนึ่ง ณ เวลาเฉพาะเวลาหนึ่ง ในครอบครัวเฉพาะครอบครัวหนึ่ง ด้วยรูปลักษณ์ทางกายภาพเฉพาะรูปลักษณ์หนึ่ง คนเราได้กลายเป็นสมาชิกของครัวเรือนเฉพาะครัวเรือนหนึ่ง เป็นกิ่งก้านของแผนภูมิลำดับเครือญาติของวงศ์ตระกูลเฉพาะตระกูลหนึ่ง คนเราไม่มีทางเลือก ณ หัวเลี้ยวหัวต่อแรกของชีวิตนี้ ทว่าการเกิดเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ตายตัวตามแผนการของพระผู้สร้าง เข้าสู่ครอบครัวที่เจาะจง ด้วยเพศและรูปลักษณ์ที่เจาะจง และ ณ เวลาที่เจาะจงซึ่งเชื่อมโยงใกล้ชิดกับครรลองแห่งชีวิตของบุคคล บุคคลหนึ่งสามารถทำอะไรได้หรือ ณ หัวเลี้ยวหัวต่ออันวิกฤตินี้? ทุกคนได้รับการบอกเล่ามาว่า คนเราไม่มีทางเลือกเกี่ยวกับรายละเอียดเหล่านี้แม้เพียงอย่างเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเกิด หากไม่ใช่เพราะการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้างและการทรงนำของพระองค์ ชีวิตหนึ่งซึ่งได้ถือกำเนิดใหม่เข้ามาในพิภพนี้ย่อมไม่รู้ว่าจะไปทางไหนหรือจะพำนักอยู่แห่งหนใด จะไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีพวกพ้อง และไม่มีบ้านที่แท้จริง แต่เพราะการจัดการเตรียมการอันพิถีพิถันของพระผู้สร้าง ชีวิตใหม่นี้จึงมีที่ให้พำนัก มีพ่อแม่ มีสถานที่ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่ง และมีญาติมิตร และจากนี้ ชีวิตนั้นจึงเริ่มเดินไปบนครรลองแห่งการเดินทางของมัน ไปจนตลอดกระบวนการนี้ การทำให้ชีวิตใหม่นี้พลันกำเนิดเป็นตัวตนได้ถูกกำหนดโดยแผนการต่างๆ ของพระผู้สร้าง และทุกอย่างที่ชีวิตนี้จะได้ครอบครองก็จะได้รับการประทานให้จากพระผู้สร้าง จากร่างที่ลอยละล่องไร้ทิศทางโดยปราศจากชื่อเสียงเรียงนาม ค่อยๆ กลายมาเป็นมนุษย์หนึ่งซึ่งมีเลือดเนื้อ มองเห็นได้ จับต้องได้ เป็นหนึ่งในสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ผู้ที่คิด หายใจ และรู้สึกร้อนหนาว เป็นผู้ซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมปกติของสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นในโลกทางวัตถุ และเป็นผู้ที่จะก้าวผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่สิ่งมีชีวิตซึ่งถูกสร้างจะต้องได้รับประสบการณ์ในชีวิต การลิขิตล่วงหน้าเกี่ยวกับการถือกำเนิดของบุคคลโดยพระผู้สร้างหมายความว่า พระองค์จะทรงประทานทุกสรรพสิ่งซึ่งจำเป็นต่อการยังชีพให้กับบุคคลนั้น และในทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าบุคคลหนึ่งได้เกิดมาหมายความว่า พวกเขาจะได้รับทุกสรรพสิ่งที่จำเป็นในการยังชีพจากพระผู้สร้าง และจากจุดนั้นไป พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจัดเตรียมให้โดยพระผู้สร้าง และอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง

2. เหตุใดมนุษย์ซึ่งต่างกันจึงกำเนิดมาภายใต้รูปการณ์แวดล้อมที่ต่างกัน

บ่อยครั้งที่ผู้คนชอบจินตนาการไปว่า หากพวกเขาได้เกิดใหม่ ก็คงจะเป็นในครอบครัวที่เด่นดัง หากพวกเขาเป็นผู้หญิง พวกเขาคงจะมีหน้าตาดั่งสโนว์ไวท์และเป็นที่รักของทุกคน และหากพวกเขาเป็นผู้ชาย พวกเขาคงจะเป็นเจ้าชายรูปงามซึ่งไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลย พร้อมกับมีโลกทั้งใบไว้คอยให้เรียกหาทุกเวลายามที่พวกเขาต้องการ บ่อยครั้งที่มีพวกที่ตรากตรำทำงานอยู่ภายใต้ภาพมายาต่างๆ เกี่ยวกับกำเนิดของพวกเขาและรู้สึกไม่พึงพอใจมันอย่างมาก ไม่พอใจในครอบครัวของพวกเขา รูปลักษณ์ของพวกเขา เพศของพวกเขา แม้แต่เวลาเกิดของพวกเขา กระนั้นผู้คนก็ยังไม่เคยเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงเกิดมาในครอบครัวเฉพาะครอบครัวหนึ่ง หรือเหตุใดพวกเขาจึงมีรูปร่างหน้าตาเฉพาะแบบหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่า ไม่ว่าพวกเขาถือกำเนิด ณ แห่งหนใด หรือพวกเขามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร พวกเขาก็จะต้องรับบทบาทอันหลากหลายและทำภารกิจที่แตกต่างกันให้ลุล่วงในการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง และจุดประสงค์นี้จะไม่มีวันเปลี่ยนไป ในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง สถานที่เกิดของคนเรา เพศของคนเรา และรูปลักษณ์ทางกายของคนเราทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งชั่วคราว พวกมันเป็นชุดของการจดบันทึกแสนสั้น เป็นสัญลักษณ์เล็กจิ๋วในแต่ละระยะของการบริหารจัดการของพระองค์เกี่ยวกับมนุษยชนทั้งหมดทั้งสิ้น และบั้นปลายกับบทอวสานที่แท้จริงของบุคคลหนึ่งนั้นหาได้ถูกกำหนดพิจารณาโดยการเกิดในระยะเฉพาะใดๆ เลยไม่ แต่โดยภารกิจที่พวกเขาทำจนลุล่วงในชีวิตของพวกเขา และโดยการพิพากษาของพระผู้สร้างที่มีต่อพวกเขาเมื่อแผนการบริหารจัดการของพระองค์นั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว

กล่าวกันว่า ทุกผลกระทบย่อมมีต้นเหตุ และว่าไม่มีผลใดที่ไร้เหตุ ดังนั้น การถือกำเนิดของคนเรานั้นจึงจำเป็นต้องผูกเข้ากับทั้งชีวิตปัจจุบันของคนเราและชีวิตก่อนหน้านี้ หากความตายของบุคคลเป็นการจบวาระชีวิต ณ ปัจจุบันของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว การเกิดของบุคคลก็คือการเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ หากวัฏจักรเดิมเป็นตัวแทนของชีวิตก่อนหน้านี้ของบุคคล เช่นนั้นแล้ว วัฏจักรใหม่ก็คือชีวิตปัจจุบันของพวกเขาเป็นธรรมดา เนื่องจากกำเนิดของคนเรานั้นเชื่อมโยงกับชีวิตในอดีตของคนเรา เช่นเดียวกับชีวิตปัจจุบันของคนเรา มันจึงตามมาด้วยตำแหน่งที่ตั้ง ครอบครัว เพศ รูปลักษณ์ และปัจจัยอื่นๆ ดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดของคนเราล้วนจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับชีวิตปัจจุบันและชีวิตในอดีตของคนเราทั้งหมด นี่หมายความว่า ปัจจัยทั้งหลายในการเกิดของบุคคลไม่เพียงได้รับอิทธิพลจากชีวิตก่อนหน้านี้ของคนเรา แต่ยังถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตาลิขิตในชีวิตปัจจุบันของคนเรา ซึ่งอธิบายเหตุผลสำหรับความหลากหลายของรูปการณ์แวดล้อมอันแตกต่างกันที่ผู้คนได้ถือกำเนิดมา นั่นคือ บ้างก็เกิดมาในครอบครัวยากจน ส่วนคนอื่นๆ ก็เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย บ้างก็ธรรมดาสามัญ ในขณะที่คนอื่นๆ มีวงศ์ตระกูลเด่นดัง บ้างก็เกิดในภาคใต้ ส่วนคนอื่นๆ เกิดในภาคเหนือ บ้างก็เกิดในทะเลทราย ส่วนคนอื่นๆ เกิดในดินแดนอันเขียวขจี การเกิดของผู้คนบางคนมาพร้อมกับการโห่ร้องยินดี เสียงหัวเราะ และการเฉลิมฉลอง ส่วนการเกิดของคนอื่นๆ นำมาซึ่งน้ำตา หายนะ และวิบัติ บ้างเกิดมาเป็นที่หวงแหนราวสมบัติล้ำค่า ส่วนคนอื่นๆ เกิดมาถูกทิ้งขว้างราววัชพืช บ้างเกิดมาพร้อมคุณสมบัติดีงาม ส่วนคนอื่นๆ มาพร้อมความคดในข้องอในกระดูก บ้างก็น่ารักชวนมอง ส่วนคนอื่นๆ ก็อัปลักษณ์ บ้างก็เกิดยามเที่ยงคืน ส่วนคนอื่นๆ เกิดภายใต้พระอาทิตย์เที่ยงวันอันระอุเป็นเปลว…กำเนิดของผู้คนในทุกชนิดถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตากรรมที่พระผู้สร้างทรงเตรียมไว้ให้พวกเขา กำเนิดของพวกเขากำหนดพิจารณาชะตากรรมในชีวิตปัจจุบันของพวกเขา ตลอดจนบทบาทที่พวกเขาจะแสดงและภารกิจที่พวกเขาจะทำให้ลุล่วง ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระองค์ ไม่มีใครสามารถหลีกหนีชะตาของพวกเขาที่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้า ไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำเนิดของพวกเขาได้ และไม่มีใครเลยที่สามารถเลือกชะตากรรมของพวกเขาได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 123

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สอง: การเจริญเติบโต

ผู้คนเจริญเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมทางบ้านที่แตกต่างกัน และเรียนรู้บทเรียนที่แตกต่างกันจากพ่อแม่ของพวกเขา โดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาถือกำเนิดมาในครอบครัวประเภทใด ปัจจัยเหล่านี้กำหนดพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ที่บุคคลหนึ่งจะก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และการเจริญเติบโตเป็นตัวแทนของหัวเลี้ยวหัวต่อวิกฤติจุดที่สองของชีวิตบุคคล คงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ผู้คนไม่มีทางเลือก ณ หัวเลี้ยวหัวต่อนี้เช่นกัน มันถูกกำหนดตายตัว ถูกจัดการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน

1. พระผู้สร้างได้ทรงวางแผนเงื่อนไขตายตัวสำหรับการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของแต่ละบุคคล

บุคคลไม่สามารถเลือกผู้คนหรือปัจจัยต่างๆ ภายใต้การอบรมสั่งสอนและอิทธิพลที่พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นมา เราไม่สามารถเลือกว่าเราจะได้รับความรู้หรือทักษะใดมา เราสร้างนิสัยใดขึ้น เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่า บิดามารดาและญาติพี่น้องของเราเป็นใคร เราเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบใด กล่าวคือ สัมพันธภาพของเรากับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมของเรา และวิธีที่สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเรา ทั้งหมดนั้นอยู่เหนือการควบคุมของเรา เช่นนั้นแล้วใครกันเล่าที่ตัดสินใจสิ่งเหล่านี้? ใครจัดการเตรียมการสิ่งเหล่านี้? เนื่องจากผู้คนไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจสิ่งเหล่านี้เพื่อตัวเองได้ และเนื่องจากเห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเองตามธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่า การก่อรูปของสิ่งต่างๆ และเหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดวางอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง แน่นอนว่า เช่นเดียวกับที่พระผู้สร้างทรงจัดการเตรียมรูปการณ์แวดล้อมเฉพาะเกี่ยวกับกำเนิดของทุกบุคคล พระองค์ก็ทรงจัดการเตรียมรูปการณ์แวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงให้คนเราเจริญเติบโตขึ้นไปด้วยเช่นกัน หากการเกิดของบุคคลหนึ่งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รอบตัวพวกเขาแล้วไซร้ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของบุคคลนั้นจำเป็นจะต้องส่งผลกระทบต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนเกิดมาในครอบครัวยากจน แต่เติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่อุดมด้วยโภคทรัพย์ ส่วนคนอื่นๆ เกิดมาในครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่เป็นเหตุให้โชคดีต่างๆ ของครอบครัวเสื่อมลง เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบยากจน ไม่มีการเกิดของใครเลยที่ถูกปกครองโดยกฎเกณฑ์ที่ตายตัวเพียงกฎเกณฑ์เดียว และไม่มีใครเลยที่เติบโตขึ้นภายใต้ชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหล่านี้หาใช่สิ่งที่บุคคลหนึ่งสามารถจินตนาการหรือควบคุมได้ พวกมันคือผลิตผลของชะตากรรมของคนเรา และถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตากรรมของคนเรา แน่นอนว่า โดยรากเหง้าของพวกมันแล้ว สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตากรรมซึ่งพระผู้สร้างทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าสำหรับแต่ละบุคคล พวกมันถูกกำหนดพิจารณาโดยอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของบุคคลผู้นั้นและแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้เพื่อการนั้น

2. รูปการณ์แวดล้อมอันหลากหลายที่ผู้คนเติบโตขึ้นมาก่อให้เกิดบทบาทที่แตกต่างกัน

รูปการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ของกำเนิดของบุคคลก่อตั้งขึ้นในระดับพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมและรูปการณ์แวดล้อมที่พวกเขาต้องเจริญเติบโตขึ้นมา และในทำนองเดียวกัน รูปการณ์แวดล้อมที่บุคคลหนึ่งเจริญเติบโตขึ้นมาก็คือผลงานของรูปการณ์แวดล้อมของกำเนิดของพวกเขา ในระหว่างช่วงเวลานี้ คนเราเริ่มเรียนรู้ภาษา และจิตใจของคนเราเริ่มประสบพบเจอและซึมซาบในสิ่งใหม่ๆ มากมาย อันเป็นกระบวนการที่คนเรากำลังเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ สิ่งทั้งหลายที่บุคคลได้ยินด้วยหูของคนเรา มองเห็นด้วยตาของคนเรา และซึมซับด้วยจิตใจของเราจะค่อยๆ เติมและให้ความมีชีวิตชีวาแก่โลกภายในของคนเรา ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่คนเราได้มาติดต่อสัมพันธ์ สามัญสำนึก ความรู้ และทักษะที่คนเราเรียนรู้ และวิธีคิดต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนเราที่คนเราถูกสอนหรืออบรมตอกย้ำมาทั้งหมดจะชี้นำและส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมในชีวิตของบุคคล ภาษาที่คนเราเรียนรู้ในขณะที่คนเราเติบโตและวิธีคิดของคนเรานั้นไม่สามารถแยกจากสิ่งแวดล้อมที่คนเราใช้ชีวิตวัยเยาว์ของคนเราได้ และสิ่งแวดล้อมนั้นประกอบด้วยบิดามารดาและพี่น้องร่วมสายเลือด และผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งอื่นๆ รอบตัวพวกเขา ดังนั้น ครรลองแห่งพัฒนาการของบุคคลจึงถูกกำหนดพิจารณาโดยสิ่งแวดล้อมที่คนเราเติบโตขึ้นมา และยังขึ้นอยู่กับบุคคล เหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาติดต่อสัมพันธ์ในระหว่างช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเงื่อนไขที่บุคคลเติบโตขึ้นมานั้นถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว สิ่งแวดล้อมที่คนเราอาศัยอยู่ในระหว่างกระบวนการนี้จึงถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าเป็นธรรมดาด้วยเช่นกัน มันไม่ได้ถูกตัดสินใจโดยตัวเลือกหรือความชอบของบุคคล แต่เป็นไปตามแผนการของพระผู้สร้าง ซึ่งกำหนดพิจารณาโดยการจัดการเตรียมการอันรอบคอบของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์เหนือชะตากรรมชีวิตของบุคคลนั้น ดังนั้น ผู้คนที่บุคคลใดประสบพบเจอในครรลองของการเจริญเติบโต และสิ่งต่างๆ ที่มาติดต่อสัมพันธ์นั้น ล้วนเชื่อมโยงกับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างเป็นธรรมดา ผู้คนไม่อาจรู้ล่วงหน้าถึงความสัมพันธ์ในกันและกันอันซับซ้อนประเภทต่างๆ เหล่านี้ ทั้งยังไม่อาจควบคุมพวกมันหรือหยั่งลึกถึงพวกมันได้ ผู้คนและสิ่งต่างๆ มากมายที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่บุคคลหนึ่งเติบโตขึ้นมา และไม่มีมนุษย์คนใดเลยที่สามารถจัดการเตรียมการหรือจัดวางเรียบเรียงโครงข่ายอันไพศาลของการเชื่อมโยงดังกล่าวได้ ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดเลยนอกจากพระผู้สร้างที่ทรงสามารถควบคุมการปรากฏอยู่ของผู้คน สิ่งต่างๆ และเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ทั้งพวกเขายังไม่อาจธำรงการปรากฏอยู่เหล่านั้นเอาไว้หรือควบคุมไม่ให้พวกมันหายไป และมันเป็นเหมือนโครงข่ายการเชื่อมโยงอันไพศาลหนึ่งซึ่งปรับรูปทรงของพัฒนาการของบุคคลไปตามที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ผู้คนเติบโตขึ้นมา มันคือสิ่งที่สร้างบทบาทอันหลากหลายที่จำเป็นต่อพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง วางรากฐานอันแข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นเพื่อให้ผู้คนได้ทำให้ภารกิจของพวกเขาจนลุล่วงโดยประสบความสำเร็จ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 124

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สาม: ความมีอิสระ

หลังจากที่บุคคลหนึ่งได้ผ่านพ้นวัยเด็กและวัยรุ่น และค่อยๆ ไปถึงภาวะความเป็นผู้ใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก้าวต่อไปคือ พวกเขาจะต้องละทิ้งความเยาว์วัยของพวกเขาโดยสมบูรณ์ กล่าวคำอำลากับบิดามารดาของพวกเขา และเผชิญหน้าถนนที่ทอดไปข้างหน้าอย่างผู้ใหญ่ที่มีอิสระคนหนึ่ง ณ จุดนี้ พวกเขาจะต้องเผชิญกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งต้องเผชิญหน้า เผชิญกับทุกส่วนของชะตากรรมของพวกเขาที่จะเกิดแบบฉับพลันในไม่ช้า นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่สามที่บุคคลต้องผ่านให้พ้น

1. หลังจากกลายมามีอิสระบุคคลเริ่มได้รับประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้าง

หากการเกิดและการเจริญเติบโตของบุคคลคือ “ช่วงเวลาเตรียมพร้อม” สำหรับการเดินทางในชีวิตของคนเรา เป็นการวางเสาหลักของชะตากรรมของบุคคลแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วความมีอิสระของคนเราก็คือการเปล่งเสียงความคิดออกมาดังๆ ยามอยู่ลำพังกับชะตากรรมในชีวิตของคนเรา หากการเกิดและการเจริญเติบโตของบุคคลอุดมไปด้วยโภคทรัพย์ที่พวกเขาสะสมมาได้จากการตระเตรียมสำหรับชะตากรรมในชีวิตของพวกเขา เช่นนั้นแล้วความมีอิสระของบุคคลก็คือตอนที่พวกเขาเริ่มต้นใช้จ่ายและเพิ่มเติมให้กับความอุดมโภคทรัพย์นั้น เมื่อเราจากบิดามารดาของเรามา และกลายมามีอิสระ เงื่อนไขต่างๆ ทางสังคมที่เราเผชิญหน้า และทั้งประเภทของงานและอาชีพที่มีให้เราทำนั้นต่างถูกประกาศิตโดยชะตากรรมและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบิดามารดาของเราเลย ผู้คนบางคนเลือกวิชาเอกที่ดีในวิทยาลัยและจบลงด้วยการได้งานที่พึงพอใจหลังสำเร็จการศึกษา สร้างก้าวย่างแรกแห่งชัยชนะในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนเรียนรู้และชำนาญในทักษะแตกต่างมากมาย แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยเจอสักงานที่เหมาะสมกับพวกเขา หรือไม่เคยเจอตำแหน่งที่พวกเขาต้องการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอาชีพการงาน กล่าวคือ ณ จุดเริ่มของการเดินทางแห่งชีวิต พวกเขาพบว่าตัวเองติดขัดไปทุกการขยับตัว ถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคปัญหา ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จอับเฉา และชีวิตของพวกเขานั้นไม่แน่นอน ผู้คนบางคนใช้การตัวเองอย่างขยันขันแข็งในการศึกษาของพวกเขา ทว่ากลับพลาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่สูงกว่าไปอย่างหวุดหวิด กล่าวคือ พวกเขาดูเหมือนถูกกำหนดชะตากรรมให้ไม่มีวันที่จะได้สัมฤทธิ์ในความสำเร็จ ความมุ่งมาดปรารถนาแรกสุดของพวกเขาในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขาได้สลายไปในอากาศธาตุ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าถนนที่ทอดไปข้างหน้านั้นราบเรียบหรือขรุขระ พวกเขาจึงรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าชะตาลิขิตของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความปรวนแปรแค่ไหน และดังนั้นจึงคำนึงถึงชีวิตด้วยความมุ่งหวังและความหวาดหวั่น ผู้คนบางคนทั้งที่ไม่ได้มีการศึกษาดีนัก เขียนหนังสือและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง บางคนแม้ว่าแทบจะไม่รู้หนังสือเอาเสียเลย หาเงินได้จากการทำธุรกิจและด้วยเหตุนั้นจึงสามารถค้ำจุนตัวเองได้…อาชีพที่คนเราเลือก วิธีที่คนเราหาเลี้ยงชีพ ผู้คนสามารถควบคุมอันใดได้หรือไม่ เกี่ยวกับการที่ว่าพวกเขาเลือกตัวเลือกที่ดีหรือตัวเลือกที่ไม่ดีในบรรดาสิ่งเหล่านี้? สิ่งเหล่านี้เป็นไปโดยสอดคล้องกับความอยากได้อยากมีและการตัดสินใจของผู้คนหรือไม่? ผู้คนส่วนใหญ่มีความปรารถนาดังต่อไปนี้ คือ ทำงานน้อยได้เงินมาก ไม่ต้องกรำงานหนักตากแดดตากฝน แต่งกายดี เรืองรองรุ่งโรจน์ไปทุกแห่งหน ตระหง่านง้ำเหนือคนอื่น และนำเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของพวกเขา ผู้คนหวังที่จะมีความเพียบพร้อม แต่ยามที่เขาเหยียบย่างก้าวแรกในการเดินทางของชีวิตพวกเขา พวกเขาจึงค่อยๆ มาตระหนักว่า ชะตาลิขิตของมนุษย์นั้นไม่สมประกอบเพียงใด และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงในข้อเท็จจริงที่ว่า แม้คนเราสามารถวางแผนการอันอาจหาญสำหรับอนาคตของคนเรา และแม้คนเราอาจเก็บงำความเพ้อฝันอันบ้าบิ่นต่างๆ เอาไว้ ไม่มีใครเลยที่มีความสามารถหรือพลังอำนาจที่จะทำให้ความฝันของพวกเขาเองเป็นจริงขึ้นมา และไม่มีใครเลยที่อยู่ในฐานะที่ควบคุมอนาคตของตนเองได้ จะมีระยะห่างอยู่เสมอระหว่างความฝันของคนเรากับความเป็นจริงต่าง ๆ ที่คนเราต้องเผชิญ สิ่งต่าง ๆ ไม่เคยเป็นดั่งที่คนเราต้องการให้พวกมันเป็น และเมื่อเผชิญกับความเป็นจริงต่างๆ เช่นนั้น ผู้คนไม่มีวันที่จะสามารถสัมฤทธิ์ในความพึงพอใจหรือความสุขสมใจได้เลย ผู้คนบางคนจะไปไกลตราบเท่าที่จะจินตนาการได้ จะใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงและการพลีอุทิศที่ยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์ของชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตของพวกเขาเอง โดยพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้พวกเขาสามารถทำให้ความฝันและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมาด้วยวิถีทางแห่งการทำงานหนักของพวกเขาเอง พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขาเองได้ และไม่สำคัญว่าพวกเขาพยายามอย่างหัวเด็ดตีนขาดอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีวันไปได้เกินกว่าสิ่งที่ชะตาลิขิตได้จัดสรรไว้ให้พวกเขา ไม่ต้องคำนึงถึงว่าความสามารถ เชาว์ปัญญา และพลังจิตมีความแตกต่างกันอย่างไร ผู้คนทั้งหมดล้วนเสมอภาคกันในการเผชิญหน้ากับชะตากรรมซึ่งไม่แยกแยะระหว่างคนยิ่งใหญ่กับคนตัวเล็กๆ คนสูงส่งกับคนต่ำต้อย คนที่ได้รับการยกย่องกับคนต่ำศักดิ์ อาชีพที่คนเราเสาะหา สิ่งที่คนเราทำเพื่อเลี้ยงชีพ และความอุดมสมบูรณ์ในโภคทรัพย์ที่คนเราสะสมได้ในชีวิตไม่ได้ถูกตัดสินใจโดยบิดามารดาของคนเรา พรสวรรค์ของคนเรา ความพยายามของคนเรา หรือความทะเยอทะยานของคนเรา แต่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง

2. การไปจากบิดามารดาและการเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งใจที่จะรับบทบาทของคนเราในโรงมหรศพแห่งชีวิต

เมื่อคนเราไปถึงภาวะความเป็นผู้ใหญ่ คนเราสามารถที่จะไปจากบิดามารดาของคนเราและดั้นด้นไปตามลำพัง และ ณ จุดนี้เองที่คนเราเริ่มรับบทบาทของตัวเราเองอย่างแท้จริง ที่ทุกอย่างแจ่มชัดกว่าเดิม และภารกิจในชีวิตของคนเราค่อยๆ กลายมาเป็นชัดเจน โดยนามแล้ว คนเรายังคงผูกพันใกล้ชิดกับบิดามารดาของคนเรา แต่ด้วยภารกิจของคนเราและบทบาทที่คนเราแสดงในชีวิตนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพ่อและแม่ของคนเราเลย อันที่จริงแล้ว ความผูกพันใกล้ชิดนี้สลายลงเมื่อบุคคลค่อยๆ กลายมามีอิสระ จากมุมมองทางชีววิทยา ผู้คนอดไม่ได้ที่จะยังคงพึ่งพิงพ่อแม่ผู้ปกครองของพวกเขาในแบบจิตใต้สำนึก แต่หากกล่าวไปตามความจริงแล้ว ทันทีที่พวกเขาเติบโตเต็มที่ พวกเขาก็มีชีวิตที่แยกจากบิดามารดาของพวกเขาโดยสมบูรณ์ และจะปฏิบัติบทบาทที่พวกเขาได้รับมาอย่างเป็นอิสระ นอกเหนือจากการเกิดและการเลี้ยงดูเด็ก ความรับผิดชอบของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีต่อชีวิตของลูกๆ ของพวกเขานั้นคือแค่จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เป็นทางการให้พวกเขาได้เจริญเติบโต เพราะไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้างที่มีอิทธิพลต่อชะตากรรมของบุคคล ไม่มีใครเลยที่สามารถควบคุมได้ว่าบุคคลหนึ่งจะพึงมีอนาคตชนิดใด กล่าวคือ มันได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว และแม้แต่บิดามารดาของคนเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนเราได้ ตราบที่คำนึงในเรื่องของชะตากรรม ทุกคนนั้นเป็นอิสระ และทุกคนนั้นมีชะตากรรมของพวกเขาเอง ดังนั้นจึงไม่มีบิดามารดาของใครเลยที่สามารถหยุดยั้งชะตากรรมในชีวิตของคนเรา หรือแสดงอิทธิพลแม้เพียงน้อยนิดต่อบทบาทที่คนเราแสดงในชีวิต อาจกล่าวได้ว่า ครอบครัวที่คนเราถูกลิขิตชะตาให้มาเกิดและสิ่งแวดล้อมที่คนเราเติบโตขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเงื่อนไขล่วงหน้าที่ต้องมีเพื่อการทำให้ภารกิจในชีวิตของคนเรานั้นลุล่วง ไม่ว่าโดยวิธีใด เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้กำหนดชะตากรรมในชีวิตของบุคคล หรือประเภทของชะตาลิขิตที่บุคคลพึงปฏิบัติภารกิจของพวกเขาให้ลุล่วง และดังนั้น ไม่มีบิดามารดาของใครเลยที่สามารถช่วยเหลือคนเราให้ทำภารกิจในชีวิตจนสำเร็จลุล่วงได้ และในทำนองเดียวกัน ไม่มีญาติพี่น้องของใครเลยที่สามารถช่วยคนเรารับบทบาทในชีวิตของคนเราได้ วิธีที่คนเราทำภารกิจของคนเราจนสำเร็จลุล่วงและประเภทของสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่คนเราแสดงบทบาทของคนเรานั้น ล้วนถูกกำหนดโดยชะตากรรมในชีวิตของคนเราทั้งหมดทั้งสิ้น พูดอีกอย่างว่า ไม่มีเงื่อนไขที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงอื่นใดสามารถแสดงอิทธิพลต่อภารกิจของบุคคล ซึ่งถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้าง ผู้คนทั้งมวลกลายมาเป็นผู้ใหญ่เต็มวัยในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา จากนั้นพวกเขาจึงค่อยๆ เริ่มออกเดินทางไปบนถนนในชีวิตของพวกเขาเองทีละก้าวๆ และทำให้ชะตาลิขิตต่างๆ ที่พระผู้สร้างได้ทรงวางแผนการไว้ให้พวกเขาได้ลุล่วง พวกเขาได้เข้าสู่ทะเลอันกว้างไพศาลแห่งมนุษยชาติโดยธรรมชาติอย่างไม่ตั้งใจ และรับตำแหน่งหน้าที่ในชีวิตของตัวเองที่พวกเขาเริ่มทำให้ความรับผิดชอบต่างๆ ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงเพื่อประโยชน์แห่งการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง เพื่อประโยชน์แห่งอธิปไตยของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 125

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สี่: การสมรส

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นและเป็นผู้ใหญ่เต็มวัย คนเรายิ่งห่างไกลจากพ่อแม่ผู้ปกครองของคนเราและสิ่งแวดล้อมที่คนเราเกิดมาและถูกเลี้ยงดู และกลับเริ่มแสวงหาทิศทางในชีวิตและไล่ตามเสาะหาเป้าหมายชีวิตของตัวเองในลีลาที่ต่างจากพ่อแม่ของคนเราแทน ในระหว่างเวลานี้ ไม่มีใครเลยที่จำเป็นต้องมีบิดามารดาอีกต่อไป แต่กลับเป็นคู่หูสักคนที่คนเราสามารถใช้ชีวิตด้วยได้ นั่นก็คือ คู่สมรส บุคคลหนึ่งซึ่งชะตากรรมของคนเราถูกพันเกี่ยวเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นเหตุการณ์ใหญ่ของชีวิตเหตุการณ์แรกหลังความเป็นอิสระก็คือการสมรส หัวเลี้ยวหัวต่อที่สี่ที่คนเราต้องผ่านให้พ้น

1. ทางเลือกของปัจเจกบุคคลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรส

การสมรสเป็นเหตุการณ์สำคัญชีวิตของบุคคลไม่ว่าบุคคลใด มันคือเวลาที่คนเราเริ่มเข้ารับความรับผิดชอบหลากหลายประเภทอย่างแท้จริง และค่อยๆ ทำภารกิจสารพัดประเภทให้เสร็จสิ้นลง ผู้คนเก็บงำภาพมายาเกี่ยวกับการสมรสเอาไว้มากมายก่อนที่พวกเขาจะได้รับประสบการณ์กับมันด้วยตนเอง และภาพมายาเหล่านี้ทั้งหมดนั้นช่างสวยงามเลยทีเดียว พวกผู้หญิงจินตนาการว่า อีกครึ่งหนึ่งของพวกเธอจะเป็นเจ้าชายรูปงาม และพวกผู้ชายจินตนาการว่า พวกเขาจะสมรสกับสโนว์ไวท์ ความเพ้อฝันเหล่านี้พิสูจน์ว่าทุกบุคคลมีข้อพึงประสงค์ที่แน่นอนในการสมรสอยู่ อันเป็นชุดข้อเรียกร้องและมาตรฐานต่างๆ ของตัวพวกเขาเอง แม้ในยุคแห่งความชั่วนี้ ผู้คนถูกถล่มด้วยข่าวสารที่บิดเบือนเกี่ยวกับการสมรสอยู่ตลอดเวลา ซึ่งยิ่งสร้างข้อพึงประสงค์เพิ่มเติมและทำให้ผู้คนเกิดปมในใจและท่าทีแปลกๆ ทุกชนิดขึ้น บุคคลใดก็ตามที่ได้รับประสบการณ์การสมรสแล้วรู้ว่า ไม่สำคัญว่าคนเราเข้าใจมันดีแค่ไหน ไม่สำคัญว่าคนเรามีท่าทีต่อมันอย่างไร การสมรสนั้นหาใช่เป็นเรื่องทางเลือกของปัจเจกบุคคลไม่

คนเราเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายในชีวิตของคนเรา แต่ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าใครจะมาเป็นคู่ของเราในการสมรส แม้ว่าทุกคนจะมีแนวความคิดของตัวเองและจุดยืนส่วนบุคคลในหัวข้อของการสมรส แต่ไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าว่า แท้จริงแล้ว ใครจะกลายมาเป็นอีกครึ่งหนึ่งของพวกเขาในที่สุด และแนวความคิดต่างๆ ที่เป็นตัวเองของคนเราในเรื่องนี้นั้นมีนัยสำคัญเพียงเล็กน้อย หลังจากที่ได้พบกับใครบางคนที่เจ้าชอบ เจ้าสามารถไล่ตามไขว่คว้าบุคคลนั้น แต่ไม่ว่าพวกเขาจะสนใจเจ้าหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถกลายมาเป็นคู่ของเจ้าได้หรือไม่—นั่นหาใช่เจ้าที่จะตัดสินใจไม่ เป้าแห่งความเสน่หาของเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลที่เจ้าจะสามารถแบ่งปันชีวิตของเจ้า และในขณะเดียวกัน ใครบางคนที่เจ้าไม่เคยได้คาดหมายเข้ามาในชีวิตของเจ้าอย่างเงียบเชียบ และกลายมาเป็นคู่ครองของเจ้า องค์ประกอบสำคัญที่สุดในชะตากรรมของเจ้า อีกครึ่งหนึ่งของเจ้า คนที่ชะตากรรมของเจ้าถูกผูกพันเข้าไว้อย่างแก้ไม่ออก และดังนั้น แม้มีการสมรสนับหลายล้านในโลกนี้ ทุกๆ การสมรสแตกต่างกัน นั่นคือ การสมรสมากมายนักที่ไม่สมดังปรารถนา มากมายนักที่มีความสุข มากมายนักที่เชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก มากมายนักที่เชื่อมโยงทิศเหนือกับทิศใต้ มากมายนักที่เป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ มากมายนักที่มาจากสังคมระดับเดียวกัน มากมายนักที่มีความสุขและปรองดอง มากมายยิ่งนักที่เจ็บปวดและโศกเศร้า มากมายนักที่ยั่วให้คนอื่นรู้สึกอิจฉา มากมายนักที่ถูกเข้าใจผิดและไม่พอใจ มากมายยิ่งนักที่เต็มไปด้วยความชื่นบาน มากมายนักที่นองไปด้วยน้ำตาและนำมาซึ่งความรู้สึกหมดศรัทธาอาลัย…ในหมื่นแสนชนิดของการสมรสเหล่านี้ มนุษย์เปิดเผยความรักภักดีและการผูกพันมั่นหมายชั่วชีวิตต่อการสมรส พวกเขาเปิดเผยความรัก ความผูกพัน และความมิอาจพรากจากกันได้ หรือความกล้ำกลืนฝืนทนและความไม่เข้าใจกัน บางคนทรยศชีวิตสมรส หรือถึงขั้นรู้สึกชิงชังมัน ไม่ว่าการสมรสเองนำมาซึ่งความสุขหรือความปวดร้าว ภารกิจของทุกคนในการสมรสนั้นได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้างและจะไม่เปลี่ยนแปลง ภารกิจนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนต้องทำให้เสร็จสิ้น ชะตากรรมของบุคคลแต่ละคนซึ่งซ่อนอยู่หลังทุกชีวิตสมรสนั้นไม่เปลี่ยนแปลงด้วยถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้วโดยพระผู้สร้าง

2. การสมรสเกิดจากชะตากรรมของคู่สมรสทั้งสอง

การสมรสเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในชีวิตของบุคคล มันเป็นผลงานของชะตากรรมของบุคคลและการเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งยวดในชะตากรรมของคนเรา มันไม่ได้ตั้งอยู่บนอำนาจการตัดสินใจด้วยตัวเองและการเลือกชอบของตัวบุคคลนั้น และไม่ได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยภายนอกใดๆ แต่ถูกกำหนดโดยชะตากรรมของสองฝ่าย โดยการจัดการเตรียมการและการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้างสำหรับชะตากรรมของสมาชิกทั้งคู่ของคู่ครอง โดยผิวเผินแล้ว จุดประสงค์ของการสมรสก็คือการสืบสานเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ แต่ในความจริง การสมรสไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากพิธีกรรมที่คนเราก้าวผ่านในระหว่างการดำเนินไปของการทำภารกิจให้เสร็จสิ้น ในการสมรส ผู้คนไม่เพียงแค่แสดงบทบาทของการเลี้ยงดูคนรุ่นต่อไป พวกเขาเริ่มนำบทบาทอันหลากหลายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องอยู่ในการประคับประคองชีวิตสมรสและภารกิจต่างๆ ที่บทบาทเหล่านั้นกำหนดให้คนเราจำเป็นต้องทำจนเสร็จสิ้น เนื่องจากการเกิดของคนเรามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ถูกก้าวผ่านโดยผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ล้อมรอบมัน การสมรสของคนเราจะยังส่งผลกระทบต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น จะแปลงสภาพสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในหนทางหลากหลาย

เมื่อคนเรากลายมามีอิสระ คนเราเริ่มการเดินทางในชีวิตของตัวคนเราเอง ซึ่งนำทางคนเราให้ตรงไปสู่ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับการสมรสของคนเราทีละก้าวๆ ในเวลาเดียวกัน อีกบุคคลหนึ่งผู้ซึ่งกำลังจะมาอยู่ในสมรสนั้นก็กำลังเข้าหาบรรดาผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเดียวกันทีละก้าวๆ ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง ผู้คนสองคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กันพร้อมด้วยชะตากรรมที่สัมพันธ์กันค่อยๆ เข้าสู่การสมรสเดียว และกลายมาเป็นครอบครัวหนึ่งอย่างปาฏิหาริย์ “ตั๊กแตนโลคัสท์สองตัวเกาะเกี่ยวอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน” ดังนั้นเมื่อคนเราเข้าสู่ชีวิตสมรส การเดินทางในชีวิตของคนเราจะมีอิทธิพลและกระทบต่ออีกครึ่งหนึ่งของคนเรา และในทำนองเดียวกัน การเดินทางในชีวิตของคู่ของคนเราจะมีอิทธิพลและกระทบต่อชะตากรรมในชีวิตของตัวคนเราเอง กล่าวอีกอย่างว่า ชะตากรรมมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกันและกัน และไม่มีใครเลยที่สามารถทำภารกิจในชีวิตของคนเราให้เสร็จสิ้นหรือแสดงบทบาทของคนเราในความเป็นอิสระโดยสมบูรณ์จากผู้อื่นโดยสมบูรณ์ กำเนิดของคนเราส่งผลต่อสายโซ่แห่งสัมพันธภาพขนาดมหึมา การเจริญเติบโตก็เกี่ยวข้องกับสายโซ่แห่งสัมพันธภาพอันซับซ้อนด้วยเช่นกัน และในทำนองคล้ายคลึงกัน การสมรสก็ดำรงอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถูกดำรงไว้ภายในโครงข่ายอันซับซ้อนและไพศาลของการติดต่อสัมพันธ์ของมนุษย์ เกี่ยวข้องอยู่กับทุกสมาชิกของโครงข่ายนั้น และส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมของทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของมัน การสมรสหนึ่งไม่ได้เป็นผลงานของครอบครัวของสมาชิกทั้งสองฝ่าย รูปการณ์แวดล้อมที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา รูปลักษณ์ของพวกเขา อายุของพวกเขา คุณสมบัติของพวกเขา พรสวรรค์ของพวกเขา หรือปัจจัยอื่นใด แต่กลับกัน มันเกิดขึ้นจากภารกิจร่วมและชะตากรรมอันเกี่ยวพัน นี่คือจุดกำเนิดของการสมรส ผลงานของชะตากรรมมนุษย์ที่ทรงจัดวางเรียบเรียงและทรงจัดการเตรียมการโดยพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 126

หัวเลี้ยวหัวต่อที่ห้า: ผู้สืบสันดาน

หลังการวิวาห์ คนเราเริ่มฟูมฟักคนรุ่นต่อไป คนเราไม่มีสิทธิ์กล่าวว่าคนเราจะมีบุตรกี่คนและบรรดาบุตรของคนเราจะเป็นประเภทไหน สิ่งนี้ก็ได้ถูกกำหนดโดยชะตากรรมของบุคคล ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้างด้วยเช่นกัน นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่ห้าที่บุคคลหนึ่งต้องผ่านให้พ้น

หากคนเราเกิดมาเพื่อลุล่วงในบทบาทของการเป็นบุตรของใครบางคน เช่นนั้นแล้วคนเราก็เลี้ยงดูคนรุ่นต่อไปเพื่อที่จะลุล่วงในบทบาทของการเป็นบิดามารดาของใครบางคน บทบาทที่ขยับเปลี่ยนไปนี้ทำให้คนเราได้รับประสบการณ์ในระยะที่ต่างกันของชีวิตจากมุมมองที่ต่างกัน การขยับเปลี่ยนนี้ยังให้ชุดประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันแก่คนเรา ที่คนเราจึงได้มารู้จักอธิปไตยแห่งพระผู้สร้างซึ่งแสดงบทบาทไปในทางเดียวกันเสมอ และเป็นสิ่งที่คนเราผ่านเพื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีใครเลยที่สามารถก้าวล้ำหรือดัดแปลงแก้ไขการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้าง

1. คนเราไม่มีอำนาจควบคุมเหนือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเชื้อสายของคนเรา

การเกิด การเจริญเติบโต และการสมรสล้วนนำมาซึ่งความผิดหวังหลากหลายประเภทและในระดับที่แตกต่างกัน ผู้คนบางคนไม่พึงพอใจกับครอบครัวของพวกเขาหรือรูปลักษณ์ทางกายของตัวพวกเขาเอง บ้างก็ไม่ชอบพ่อแม่ของตัวเอง บ้างก็คับแค้นใจ หรือมีเรื่องไม่พอใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาได้เติบโตขึ้นมา และสำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว ท่ามกลางความผิดหวังเหล่านี้ การสมรสคือที่สุดของความไม่สมดังปรารถนา ไม่สำคัญว่าคนเราไม่พึงพอใจกับกำเนิด การเติบโตเต็มวัย หรือการสมรสของคนเราอย่างไร ทุกคนผู้ซึ่งได้ก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วรู้ว่า คนเราไม่สามารถเลือกสถานที่และเวลาเกิดของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของพวกเขา ใครที่เป็นบิดามารดาของพวกเขา และใครที่เป็นคู่สมรสของพวกเขาได้ แต่ต้องยอมรับในน้ำพระทัยแห่งฟ้าโดยง่ายดายเท่านั้น กระนั้นเมื่อถึงเวลาที่ผู้คนจะฟูมฟักคนรุ่นต่อไป พวกเขาจะทุ่มความอยากได้อยากมีทั้งหมดที่พวกเขาไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ในครึ่งแรกของชีวิตพวกเขาลงบนผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของพวกเขา ด้วยความหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาจะชดเชยความผิดหวังต่างๆ ในครึ่งแรกของชีวิตของตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้คนจึงปล่อยตัวเองให้ดื่มด่ำอยู่ในความเพ้อฝันทุกประเภทเกี่ยวกับลูกๆ ของตัวเอง ว่าลูกสาวของพวกเขาจะโตขึ้นไปเป็นสาวงามผู้ชวนตะลึง ลูกชายของพวกเขาเป็นสุภาพบุรุษผู้โก้หรู ว่าลูกสาวของพวกเขาจะรอบรู้วัฒนธรรมและเปี่ยมพรสวรรค์ และลูกชายของพวกเขาเป็นนักเรียนที่ฉลาดหัวดีและเป็นดาวกีฬา ว่าลูกสาวของพวกเขาจะสุภาพอ่อนโยน มีคุณธรรม และมีเหตุผล และลูกชายของเขาเฉลียวฉลาด มีความสามารถ และเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นได้ดี พวกเขาหวังว่า เชื้อสายของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย จะเคารพผู้ใหญ่ จะเข้าใจหัวอกพ่อแม่ เป็นที่รักและยกย่องของทุกคน…ณ จุดนี้ ความหวังของชีวิตผลิบานสดชื่น และความปรารถนาอันแรงกล้าใหม่ๆ จึงถูกจุดประกายขึ้นในหัวใจของผู้คน ผู้คนรู้ว่า พวกเขาไร้พลังและหมดสิ้นความหวังในชีวิตนี้ ว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกครั้งหรือความหวังอีกครั้งที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับชะตากรรมของพวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงทุ่มความหวังทั้งหมดของพวกเขา ความอยากได้อยากมีและอุดมคติที่ไม่สามารถถูกทำให้เป็นจริงของพวกเขาลงบนคนรุ่นต่อไป โดยหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาสามารถช่วยให้พวกเขาสัมฤทธิ์ในความฝันของพวกเขาและทำให้ความอยากต่างๆ ของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมา หวังว่าลูกสาวและลูกชายของพวกเขาจะนำเกียรติยศมาสู่ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล กลายมามีความสำคัญ ร่ำรวย และโด่งดัง กล่าวสั้นๆ ก็คือ พวกเขาพึงปรารถนาที่จะเห็นโชควาสนาของลูกๆ ของพวกเขาทะยานสูงขึ้นไป แผนการและความเพ้อฝันของผู้คนนั้นเพียบพร้อม พวกเขาไม่รู้หรือว่าจำนวนบุตรที่พวกเขามี รูปลักษณ์ ความสามารถของลูกๆ ของพวกเขาและอื่นๆ นั้นหาใช่ที่พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจไม่ ไม่รู้หรือว่า ไม่มีชะตากรรมของลูกๆ ของพวกเขาแม้เพียงน้อยนิดที่อยู่ในมือพวกเขา? มนุษย์ไม่ได้เป็นนายแห่งชะตากรรมของตัวพวกเขาเอง ทว่าพวกเขาก็ยังหวังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนรุ่นเยาว์ พวกเขาไร้พลังอำนาจที่จะหลีกหนีชะตากรรมของตัวเอง ทว่าพวกเขากลับพยายามที่จะควบคุมชะตากรรมของลูกชายและลูกสาว พวกเขาไม่ได้กำลังประเมินค่าตัวเองสูงเกินไปหรอกหรือ? นี่มิใช่ความโง่เขลาเบาปัญญาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์หรอกหรือ? ผู้คนจะพยายามจนสุดทุกทางเพื่อประโยชน์ของเชื้อสายของพวกเขา แต่ในท้ายที่สุดแล้ว แผนการและความอยากได้อยากมีของคนเราก็มิอาจขีดเขียนออกมาว่าคนเราจะมีบุตรกี่คนและบุตรเหล่านั้นจะมีลักษณะอย่างไร ผู้คนบางคนที่อุดมด้วยโภคทรัพย์กลับยังไม่มีบุตรสักคน บ้างก็ต้องการลูกสาวแต่ความปรารถนานั้นก็ถูกปฏิเสธไป บ้างก็ต้องการลูกชายแต่ก็ล้มเหลวที่จะผลิตบุตรเพศชายออกมา สำหรับบางคน ลูกคือพระพร สำหรับคนอื่นๆ ลูกๆ คือคำสาปแช่ง คู่ครองบางคู่มีความเฉลียวฉลาด ทว่ากลับให้กำเนิดบุตรที่หัวช้า พ่อแม่บางคนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ ทว่าลูกๆ ที่พวกเขาฟูมฟักกลับขี้เกียจสันหลังยาว พ่อแม่บางคนจิตใจดีและซื่อตรง แต่มีบุตรที่กลายไปเป็นปลิ้นปล้อนและจิตใจโหดร้าย พ่อแม่บางคนสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ให้กำเนิดบุตรที่ไม่สมประกอบ พ่อแม่บางคนเป็นคนธรรมดาและไม่ประสบความสำเร็จ ทว่ากลับมีบุตรที่สัมฤทธิ์ในการใหญ่ พ่อแม่บางคนมีสถานภาพต่ำต้อย ทว่ากลับมีบุตรที่ผงาดสู่ความมีชื่อเสียงเด่นดัง…

2. หลังการฟูมฟักคนรุ่นต่อไปผู้คนได้รับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับชะตากรรม

ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่ชีวิตแต่งงานทำเช่นนั้นในช่วงอายุราวสามสิบปี เวลาในชีวิตที่คนเรายังไม่มีความเข้าใจใดเลยเกี่ยวกับชะตากรรมมนุษย์ แต่เมื่อผู้คนเริ่มฟูมฟักลูกๆ และเมื่อเชื้อสายของพวกเขาเติบโต พวกเขามองเห็นคนรุ่นใหม่นั้นมีชีวิตและประสบการณ์ทั้งหมดซ้ำกับคนรุ่นก่อนหน้า และเมื่อมองเห็นอดีตของตัวพวกเขาเองสะท้อนอยู่ในลูกๆ พวกเขาจึงตระหนักว่าเส้นทางเดินของคนรุ่นเยาว์ก็เหมือนกับของพวกเขาเอง คือไม่สามารถถูกวางแผนหรือเลือกได้ ครั้นเผชิญกับข้อเท็จจริงนี้ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับแต่โดยดีว่า ชะตากรรมของบุคคลทุกคนนั้นได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และโดยไม่ได้ตระหนักถึงมันเสียทีเดียวนัก ผู้คนค่อยๆ วางความอยากได้อยากมีของตนลง และความปรารถนาแรงกล้าในหัวใจของพวกเขาก็ทะลักทลายและวายวางลง…ด้วยความที่ได้ผ่านป้ายบอกทางที่สำคัญของชีวิตตามที่จำเป็นมาแล้ว ผู้คนในช่วงเวลานี้จึงได้สัมฤทธิ์ในความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับชีวิตประการหนึ่ง นำท่าทีใหม่อย่างหนึ่งมาใช้ บุคคลหนึ่งในวัยนี้สามารถคาดหวังจากอนาคตได้เท่าใดกัน และความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จอันใดหนอที่พวกเขาต้องตั้งตารอ? หญิงวัยห้าสิบปีแบบไหนกันที่ยังคงฝันถึงเจ้าชายรูปงาม? ชายวัยห้าสิบปีแบบไหนกันที่ยังคงมองหาสโนว์ไวท์? หญิงวัยกลางคนแบบไหนกันที่ยังคงหวังที่จะพลิกจากลูกเป็ดขี้เหร่มาเป็นหงส์? ชายชราส่วนใหญ่มีพลังขับดันในอาชีพการงานเดียวกับชายหนุ่มหรือ? โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าคนเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่ว่าใครซึ่งมีชีวิตอยู่ในวัยนี้มีแนวโน้มที่จะมีท่าทีซึ่งมีเหตุมีผลใช้การได้อย่างสอดคล้องกันกับการสมรส ครอบครัว และลูกๆ โดยหลักก็คือ บุคคลดังกล่าวไม่มีทางเลือกเหลืออยู่ ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะท้าทายชะตากรรม ตราบที่ประสบการณ์มนุษย์ดำเนินไป ทันทีที่คนเราไปถึงวัยนี้ คนเราเกิดท่าทีบางอย่างขึ้นมาเองว่า “คนเราต้องยอมรับชะตากรรม ลูกๆ ของคนเรามีโชควาสนาของพวกเขาเอง ชะตากรรมมนุษย์นั้นถูกลิขิตไว้โดยฟ้า” ผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจความจริง หลังจากได้ฝ่าแดดฝ่าฝนมาแล้วในทุกความผันผวน ความคับข้องขุ่นมัว และความยากลำบากของพิภพนี้ จะสรุปความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เข้ามาสู่ชีวิตมนุษย์ด้วยคำสองคำ นั่นคือ “นี่เป็นชะตากรรม!” แม้ว่าวลีนี้แสดงความตระหนักในชะตากรรมมนุษย์ของผู้คนและบทสรุปที่พวกเขาได้มาถึงแล้วได้อย่างชัดเจนรัดกุมในทางโลก และแม้ว่ามันแสดงให้เห็นความอับจนหนทางของมนุษยชาติและอาจพรรณนาได้คมชัดและแม่นยำ แต่มันก็ยังห่างไกลมากจากความเข้าใจในอธิปไตยของพระผู้สร้าง และแค่ไม่สามารถแทนที่ความรู้ที่มีต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้เลย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 127

ความเชื่อในชะตากรรมไม่สามารถแทนที่ความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยแห่งพระผู้สร้าง

กับการที่ได้ติดตามพระเจ้ามาหลายปี มีความแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญระหว่างความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับชะตากรรม กับความรู้เกี่ยวกับชะตากรรมของผู้คนทางโลกหรือไม่? เจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วหรือเกี่ยวกับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง และมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงแล้วหรือ? ผู้คนบางคนมีความเข้าใจที่รู้สึกได้อย่างลึกซึ้งลุ่มลึกในวลี “นั่นเป็นชะตากรรม!” กระนั้นพวกเขาก็ไม่เชื่อในอธิปไตยของพระผู้สร้างแม้แต่น้อยนิด พวกเขาไม่เชื่อว่าชะตากรรมมนุษย์ได้ถูกจัดการเตรียมการและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และไม่เต็มใจจะนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นช่างเสมือนลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ถูกคลื่นซัดสาดโยนไปมา ละล่องคว้างไปตามกระแสน้ำ ไม่มีทางเลือก ได้แต่รอเฉยและกล้ำกลืนยอมรับชะตากรรมของตน กระนั้นพวกเขาก็หาได้ระลึกไม่ว่า ชะตากรรมมนุษย์นั้นอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถมีความคิดริเริ่มของตัวเองที่จะมารู้จักอธิปไตยของพระเจ้าและด้วยการนั้นสัมฤทธิ์ในความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หยุดฝืนต้านชะตากรรม และใช้ชีวิตภายใต้การดูแลเอาใจใส่ การปกป้อง และการทรงนำของพระเจ้า กล่าวได้อีกอย่างว่า การยอมรับชะตากรรมนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกับการนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตากรรมหาได้หมายความไม่ ว่าคนเรายอมรับ ระลึกรู้ และรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตะกรรมเป็นแค่การระลึกรู้ความจริงของมันและการสำแดงอันผิวเผินของมัน นี่แตกต่างจากการรู้ว่าพระผู้สร้างทรงปกครองชะตากรรมของมนุษยชาติอย่างไร จากการระลึกรู้ว่าพระผู้สร้างคือแหล่งกำเนิดแห่งอำนาจครอบครองเหนือชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง และแน่นอนว่ายังห่างไกลอย่างมากจากการนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการสำหรับชะตากรรมของมนุษยชาติของพระผู้สร้าง หากบุคคลหนึ่งเพียงเชื่อในชะตากรรมเท่านั้น—ต่อให้พวกเขารู้สึกเกี่ยวกับมันอย่างลึกซึ้ง—แต่ด้วยการนั้นก็ใช่จะสามารถรู้จักและระลึกรู้ในอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของมนุษยชาติ ใช่จะนบนอบต่อมันและยอมรับมัน เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตของพวกเขาจะเป็นโศกนาฏกรรมหนึ่ง เป็นชีวิตหนึ่งซึ่งอยู่ไปโดยสูญเปล่า เป็นความว่างเปล่า พวกเขาจะยังคงไม่สามารถมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง ไม่สามารถกลายเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างในความหมายที่จริงแท้ที่สุดของคำๆ นี้ และไม่สามารถชื่นชมการมาถึงของพระผู้สร้างได้ บุคคลหนึ่งผู้ซึ่งรู้จักและมีประสบการณ์ในอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงควรอยู่ในสภาวะกระตือรือร้นเป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่ในสภาวะนิ่งเฉยรอเป็นฝ่ายรับหรือรู้สึกอับจนหนทาง ในขณะที่บุคคลดังกล่าวจะยอมรับว่าทุกสรรพสิ่งถูกกำหนดชะตากรรม พวกเขาควรมีคำนิยามที่แม่นยำของคำว่าชีวิตและชะตากรรม นั่นคือ ทุกชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง เมื่อคนเรามองย้อนกลับไปบนถนนที่คนเราได้เดินมา เมื่อคนเราย้อนรำลึกถึงทุกระยะของการเดินทางของคนเรา คนเรามองเห็นว่า ในทุกย่างก้าว ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะทุลักทุเลหรือราบรื่น พระเจ้ากำลังทรงนำอยู่บนเส้นทางของคนเรา กำลังวางแผนเส้นทางนั้น การจัดการเตรียมการอันพิถีพิถันของพระเจ้า การวางแผนอันระมัดระวังของพระองค์นี่เองที่นำทางคนเรามาถึงทุกวันนี้โดยไม่รู้ตัว การที่สามารถยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง การที่สามารถรับความรอดของพระองค์—ช่างเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้! หากคนเรามีท่าทีในแง่ลบต่อชะตากรรม นั่นก็พิสูจน์ว่า พวกเขากำลังฝืนต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้เพื่อพวกเขา ว่าพวกเขาไม่มีท่าทีในเชิงนบนอบ หากคนเรามีท่าทีที่เป็นบวกต่ออธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์แล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วเมื่อคนเราย้อนรำลึกถึงการเดินทางของคนเรา เมื่อถึงคราวที่มนุษย์เริ่มที่จะเข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า คนเราจะมีความต้องการอย่างจริงจังตั้งใจมากขึ้นที่จะนบนอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ จะมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความมั่นใจที่จะยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงชะตากรรมของคนเราและหยุดทำการกบฏต่อต้านพระเจ้า ด้วยความที่คนเรามองเห็นว่า เมื่อคนเราไม่จับใจความเกี่ยวกับชะตากรรม เมื่อคนเราไม่เข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า เมื่อคนเราจงใจคลำทางมะงุมมะงาหราไปข้างหน้า พยุงสังขารเซซังไปในม่านหมอก การเดินทางนั้นยากเกินไป รวดร้าวหัวใจเกินไป ดังนั้นเมื่อคนเราระลึกได้ในอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์ คนที่ฉลาดเลือกที่จะรู้จักและยอมรับมัน อำลาวันเวลาอันปวดร้าวเมื่อตอนที่พวกเขาได้พยายามที่จะสร้างชีวิตที่ดีด้วยสองมือของพวกเขาเอง และหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและไล่ตามเสาะหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เป้าหมายชีวิต” ในหนทางของเขาเอง เมื่อคนเราไม่มีพระเจ้า เมื่อคนเรามองไม่เห็นพระองค์ เมื่อคนเราไม่สามารถระลึกได้อย่างชัดเจนถึงอธิปไตยของพระเจ้า ทุกวันก็ย่อมไร้ความหมาย ไร้คุณค่า น่าเวทนา ไม่ว่าคนเราจะอยู่แห่งหนใด งานการของคนเราจะเป็นอะไร วิธีการดำเนินชีวิตของคนเราและการไล่ตามเสาะหาเป้าหมายของคนเราไม่ได้นำพาอะไรมาให้คนเราเลยนอกจากความหัวใจสลายอย่างไม่รู้จบและความทุกข์ทนที่ไม่มีการบรรเทา จนกระทั่งคนเราไม่สามารถทนมองย้อนกลับหลังไปในอดีตของคนเราได้ มีเพียงเมื่อคนเรายอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และแสวงหาชีวิตมนุษย์จริงเท่านั้นที่คนเราจะค่อยๆ เริ่มหลุดพ้นจากความทุกข์ทนและความหัวใจสลายทั้งหมด และกำจัดความว่างเปล่าทั้งปวงในชีวิตให้หมดสิ้นไป

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 128

มีเพียงผู้ซึ่งนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถบรรลุอิสรภาพที่แท้จริง

เนื่องเพราะผู้คนไม่ระลึกได้ถึงการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาจึงเผชิญกับชะตากรรมอย่างเยาะเย้ยท้าทายและด้วยท่าทีที่เป็นกบฏเสมอ และพวกเขาต้องการที่จะปลดเปลื้องจากสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้าและสิ่งต่างๆ ที่ชะตากรรมเตรียมไว้ให้ โดยหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อม ณ ปัจจุบันและแก้ไขดัดแปลงชะตากรรมของพวกเขา แต่พวกเขาไม่มีวันสามารถทำสำเร็จ และถูกขัดขวางในทุกการขยับตัว การดิ้นรนนี้ที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณของคนเรานำมาซึ่งความเจ็บปวดล้ำลึกชนิดที่กัดเซาะเข้าไปถึงกระดูกดำของคนเราในขณะที่คนเราใช้ชีวิตของพวกเขาทิ้งขว้างไปพลางๆ อะไรหรือคือสาเหตุของความเจ็บปวดนี้? มันเป็นเพราะอธิปไตยของพระเจ้า หรือเพราะบุคคลหนึ่งเกิดมาอย่างโชคร้าย? เห็นได้ชัดว่า ไม่ถูกทั้งสองอย่าง โดยพื้นฐานแล้ว มันเกิดจากเส้นทางที่ผู้คนเดิน วิธีที่พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนอาจไม่ระลึกได้ถึงสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อเจ้ารู้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาระลึกได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ เมื่อเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนการไว้เพื่อเจ้า และได้ทรงตัดสินใจเพื่อเจ้านั้นคือผลประโยชน์และการปกป้องอันยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเจ้าเริ่มเบาบางลง และความเป็นอยู่ของเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้นกลายมาเป็นผ่อนคลาย อิสระ และเสรี โดยการตัดสินจากสภาวะของผู้คนส่วนใหญ่ หากกล่าวตามความจริงแล้ว พวกเขาไม่สามารถมาเริ่มทำความเข้าใจอย่างแท้จริงต่อคุณค่าในทางปฏิบัติและความหมายของอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์ แม้จะเป็นในระดับความคิดเห็นส่วนตัว พวกเขาไม่ต้องการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างที่พวกเขาเคยทำมาก่อน และต้องการถูกปลดปล่อยจากความเจ็บปวดของพวกเขา ในแง่ความเป็นจริงพวกเขาไม่สามารถระลึกได้ถึงและนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาจะรู้วิธีแสวงหาและยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง ดังนั้น หากผู้คนไม่สามารถระลึกได้อย่างแท้จริงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือเรื่องราวทั้งหมดของมนุษย์แล้วไซร้ หากพวกเขาไม่สามารถนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นการยากที่พวกเขาจะไม่ถูกขับเคลื่อนและล่ามติดอยู่กับแนวความคิดที่ว่า “ชะตากรรมของคนเรานั้น อยู่ในมือของคนเราเอง” มันจะยากที่พวกเขาจะสลัดความเจ็บปวดในการคร่ำเคร่งดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และคงไม่จำเป็นต้องพูดว่า มันก็จะเป็นการลำบากสำหรับพวกเขาเช่นกันที่จะกลายมามีเสรีภาพและเป็นอิสระ กลายมาเป็นผู้คนผู้ซึ่งนมัสการพระเจ้า แต่มีหนทางหนึ่งซึ่งเรียบง่ายยิ่งนักที่จะทำให้คนเราเป็นอิสระจากสภาวะนี้ซึ่งเป็นการอำลาวิถีชีวิตเดิมของคนเรา เพื่อที่จะกล่าวคำอำลาต่อเป้าหมายชีวิตก่อนหน้านี้ของพวกเขา เพื่อที่จะสรุปและวิเคราะห์ลีลาชีวิตก่อนหน้านี้ มุมมองของชีวิต กิจกรรมต่างๆ ที่ทำไปตามความชอบ ความอยากได้อยากมี และอุดมคติต่างๆ ของคนเรา และจากนั้นก็เปรียบเทียบสิ่งเหล่านั้นกับน้ำพระทัยและข้อเรียกร้องของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ และดูว่ามีสิ่งใดในสิ่งเหล่านั้นที่สอดคล้องเข้ากันได้กับน้ำพระทัยและข้อเรียกร้องของพระเจ้า ดูว่ามีสิ่งใดบ้างในสิ่งเหล่านั้นที่มอบคุณค่าที่ถูกต้องของชีวิต นำทางคนเราไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับความจริง และอำนวยให้คนเรามีชีวิตอยู่กับสภาวะความเป็นมนุษย์และรูปสัณฐานของความเป็นมนุษย์ เมื่อเจ้ายังคงเจาะลึกลงไปซ้ำๆ และทำการจำแนกอย่างระมัดระวังในเป้าหมายอันหลากหลายที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาในชีวิต และหนทางการดำเนินชีวิตนับหมื่นแสนของพวกเขา เจ้าจะไม่พบแม้สักหนึ่งอย่างที่สอดคล้องกับพระเจตนาดั้งเดิมของพระผู้สร้างที่พระองค์ใช้ในการสร้างมนุษยชาติขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดดึงผู้คนให้ห่างออกจากอธิปไตยและการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้สร้าง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกับดักที่เป็นเหตุให้ผู้คนกลายเป็นต่ำช้า และเป็นสิ่งที่นำทางพวกเขาไปสู่นรก หลังจากที่เจ้าระลึกได้ในเรื่องนี้ กิจของเจ้าก็คือวางมุมมองเก่าของชีวิตลง อยู่ให้ห่างจากกับดักอันหลากหลาย ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับชีวิตของเจ้าและทำการจัดการเตรียมการสำหรับเจ้า มันเป็นการพยายามเพียงเพื่อที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้า ที่จะมีชีวิตโดยปราศจากการเลือกของปัจเจกบุคคล และเพื่อที่จะกลายเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งนมัสการพระเจ้า นี่ฟังดูง่าย แต่มันเป็นสิ่งซึ่งลำบากที่จะทำ ผู้คนบางคนสามารถทนความเจ็บปวดของมันได้ ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่สามารถทนได้ บ้างก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตาม ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่เต็มใจ พวกที่ไม่เต็มใจขาดความพึงปรารถนาและปณิธานที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาตระหนักรู้ในอธิปไตยของพระเจ้าอย่างชัดเจน รู้ดีอย่างครบถ้วนว่าพระเจ้านี่เองที่ทรงวางแผนการและจัดการเตรียมชะตากรรมมนุษย์ แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเตะถีบดิ้นรน และยังคงไม่ยอมประนีประนอมที่จะวางชะตากรรมไว้ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคับแค้นใจในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้น จึงมีผู้คนบางคนที่ต้องการดูด้วยตัวเองเสมอว่า พวกเขามีความสามารถอะไร พวกเขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมด้วยสองมือของพวกเขาเอง หรือที่จะสัมฤทธิ์ซึ่งความสุขโดยพลังอำนาจของพวกเขาเอง ที่จะมองเห็นว่าพวกเขาสามารถก้าวล้ำขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้า และผงาดขึ้นไปเหนืออธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ โศกนาฏกรรมของมนุษย์ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาแสวงหาชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาไล่ตามเสาะหาชื่อเสียงและโชควาสนา หรือดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมของตัวเขาเองผ่านม่านหมอก แต่อยู่ตรงที่หลังจากที่เขาได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่า พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์แล้ว เขายังคงไม่สามารถปรับปรุงพฤติกรรมตนเองให้ดีขึ้น ไม่สามารถชักเท้าขึ้นจากปลักตม แต่ยังคงใจแข็งและดึงดันในความผิดพลาดของเขา เขาเลือกที่จะดิ้นพราดตูมตามอยู่ในโคลนต่อไป แข่งขันชิงดีกับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างหัวชนฝา ฝืนต้านไปจนกว่าจะจบสิ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ทั้งหมดนั้นไม่มีความรู้สึกเสียใจในสิ่งที่กระทำไปแม้เพียงเสี้ยวกระผีก เพียงเมื่อเขานอนหมดสิ้นสภาพและโลหิตไหลรินเท่านั้น ที่ในที่สุดเขาตัดสินใจยอมแพ้และหันหลังกลับ ที่คือความโศกเศร้าอันแท้จริงของมนุษย์ ดังนั้น เราพูดเลยว่า บรรดาผู้ที่เลือกนบนอบนั้นมีสติปัญญา และพวกที่เลือกดิ้นรนและหลบหนีนั้นช่างโง่เขลาปัญญาเอาเสียจริง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 129

หัวเลี้ยวหัวต่อที่หก: ความตาย

ภายหลังความวุ่นวายมากมายเหลือเกิน ความคับข้องขุ่นมัวและความผิดหวังหลายครั้งครา ภายหลังความชื่นบานและความเศร้าโศก และการขึ้นๆ ลงๆ มากมายยิ่งนัก ภายหลังหลายต่อหลายปีที่ไม่สามารถลืมเลือน ภายหลังการได้จับตามองฤดูกาลผันเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า คนเราก็ได้ผ่านเครื่องหมายสำคัญต่างๆ ของชีวิตโดยปราศจากการสังเกต และในชั่วพริบตา คนเราก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในช่วงปีโพล้เพล้ของคนเราเสียแล้ว เครื่องหมายแสดงเวลาต่างๆ ถูกประทับไปทั่วร่างของคนเรา คนเราไม่สามารถยืนอกตึงหน้าตั้งได้อีกต่อไป เส้นผมของคนเราเปลี่ยนจากสีเข้มเป็นสีขาว ในขณะที่ดวงตาซึ่งครั้งหนึ่งเคยสดใสและแจ่มชัดเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวและพร่าเลือน ผิวที่เคยเรียบเนียนและนุ่มนวลกลับกลายเป็นยับย่นและมีจุดด่างดำ การได้ยินของคนเราอ่อนแอลง ฟันของคนเราโยกคลอนและร่วงหล่น ปฏิกิริยาตอบสนองของคนเรากลายเป็นเฉื่อยชา การเคลื่อนไหวของคนเราเชื่องช้า…ณ จุดนี้ คนเราได้แสดงการอำลาสุดท้ายต่อหลายปีแห่งความรุ่มร้อนของวัยเยาว์ของคนเรา และเข้าสู่สนธยาแห่งชีวิตคนเรา นั่นคือ วัยชรา อันดับต่อไป คนเราจะเผชิญหน้ากับความตาย หัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายในชีวิตมนุษย์

1. มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงกุมพลังแห่งชีวิต และความตายเหนือมนุษย์

หากการเกิดของคนเราถูกลิขิตชะตาโดยชีวิตก่อนหน้าของคนเรา เช่นนั้นแล้วความตายก็ทำเครื่องหมายบทอวสานของชะตาลิขิต หากการเกิดของคนเราคือตอนเริ่มต้นภารกิจของคนเราในชีวิตนี้ เช่นนั้นแล้ว ความตายของคนเราก็เป็นเครื่องหมายบทอวสานของภารกิจของคนเรา เนื่องจากพระผู้สร้างได้ทรงกำหนดชุดของรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับกำเนิดของบุคคลหนึ่งเอาไว้แล้ว มันจึงไม่จำเป็นต้องพูดว่า พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับความตายของคนเราไว้แล้วเช่นกัน พูดอีกอย่างว่า ไม่มีใครเลยที่เกิดมาโดยบังเอิญ ไม่มีความตายของใครเลยที่มาถึงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และทั้งการเกิดและความตายนั้นจำเป็นต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับชีวิตในปัจจุบันและชีวิตก่อนหน้าของคนเรา ทั้งรูปการณ์แวดล้อมของการเกิดและความตายของคนเราได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง นี่คือชะตาลิขิตของบุคคล ชะตากรรมของบุคคล เนื่องจากมีคำอธิบายมากมายสำหรับกำเนิดของบุคคลหนึ่ง มันเป็นความจริงเช่นกันที่ความตายของบุคคลจะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาภายใต้รูปการณ์แวดล้อมอันหลากหลายชุดพิเศษของมันเอง นี่คือเหตุผลสำหรับอายุขัยที่แปรปรวนของผู้คนและลักษณะกับเวลาแห่งความตายของพวกเขาที่แตกต่างกันไป ผู้คนบางคนแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทว่าตายลงตั้งแต่อายุยังน้อย คนอื่นๆ อ่อนแอและเจ็บออดๆ แอดๆ ทว่ามีชีวิตอยู่จนถึงวัยชรา และจากไปอย่างสงบ บ้างก็พินาศลงด้วยสาเหตุที่ไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนคนอื่นๆ ตายอย่างเป็นธรรมชาติ บ้างก็จบชีวิตของพวกเขาไกลบ้าน คนอื่นๆ ปิดเปลือกตาลงเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีผู้เป็นที่รักอยู่เคียงข้างพวกเขา ผู้คนบางคนตายกลางอากาศ คนอื่นๆ ตายใต้พื้นโลก บ้างก็จมลงใต้น้ำ คนอื่นๆ สูญหายไปในความวิบัติ บ้างก็ตายในเวลาเช้า คนอื่นๆ ตายตอนกลางคืน…ทุกคนต้องการกำเนิดที่เด่นดัง ชีวิตที่เจิดจรัส และความตายที่มีเกียรติ แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถไปไกลเกินกว่าชะตาลิขิตของพวกเขาเองได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถหลีกพ้นอธิปไตยของพระผู้สร้างได้ นี่เป็นชะตากรรมของมนุษย์ มนุษย์สามารถวางแผนได้ทุกประเภทสำหรับอนาคตของพวกเขา แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถวางแผนลักษณะและเวลาเกิดของพวกเขาและของการลาจากโลกนี้ของพวกเขา แม้ว่าผู้คนทำดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงและต้านทานการมาของความตาย ความตายก็ยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้อย่างเงียบกริบโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยอยู่ดี ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าเมื่อไรหรืออย่างไรที่พวกเขาจะพินาศลง ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าเมื่อไรมันจะเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่มนุษยชาติที่กุมพลังอำนาจของชีวิตและความตายเอาไว้ ไม่ใช่ความเป็นอยู่บางอย่างในพิภพธรรมชาติ แต่เป็นพระผู้สร้างผู้ซึ่งทรงมีสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ ชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ไม่ใช่ผลงานของกฎบางอย่างแห่งพิภพธรรมชาติ แต่เป็นผลสืบเนื่องของอธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

2. ผู้ซึ่งไม่รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างจะถูกหลอนโดยความหวาดกลัวต่อความตาย

เมื่อคนเราเข้าสู่วัยชรา ความท้าทายที่คนเราเผชิญหน้าไม่ใช่การจัดเตรียมเพื่อครอบครัวหรือการตั้งความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนเรา แต่เป็นวิธีที่จะบอกลาชีวิตของคนเรา วิธีที่จะพบจุดจบของชีวิตคนเรา วิธีที่จะใส่เครื่องหมายจุดตรงท้ายประโยคแห่งชีวิตของคนเรา แม้ว่า โดยผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าผู้คนให้ความใส่ใจเพียงน้อยนิดต่อความตาย ไม่มีใครเลยที่สามารถหลีกเลี่ยงการสำรวจค้นในหัวข้อนี้ได้ เพราะไม่มีใครเลยที่รู้ว่ามีอีกพิภพหนึ่งนอนรออยู่อีกฟากของความตายหรือไม่ พิภพที่มนุษย์มิอาจล่วงรู้หรือรู้สึกได้ พิภพที่พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย นี่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่จะเผชิญกับความตายที่มาประจันหน้า หวาดกลัวที่จะเผชิญกับมันตามที่พวกเขาควรเผชิญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำทุกอย่างที่จะหลีกเลี่ยงหัวข้อนี้ และดังนั้นมันจึงเติมความหวาดหวั่นเกี่ยวกับความตายให้กับบุคคลทุกคน และเพิ่มม่านบังความล้ำลึกให้กับข้อเท็จจริงซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ คลี่คลุมเงาถาวรลงบนหัวใจของทุกบุคคล

เมื่อคนเรารู้สึกถึงความเสื่อมของร่างกายคนเรา เมื่อคนเราสำนึกรับรู้ว่า คนเรากำลังเคลื่อนเข้าใกล้ความตาย คนเรารู้สึกถึงความหวาดหวั่นอันคลุมเครืออย่างหนึ่ง ความเกรงกลัวอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถแสดงออกมาได้ ความเกรงกลัวต่อความตายทำให้คนเรารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นกว่าเดิมและรู้สึกอับจนหนทางมากขึ้นเรื่อยๆ และที่จุดนี้เอง คนเราจึงถามตัวเองว่า มนุษย์ได้มาจากไหน? มนุษย์กำลังจะไปไหน? มนุษย์ตายไปพร้อมกับชีวิตของเขาที่วิ่งผ่านเขาไปอย่างเร่งรีบแบบนี้หรือ? นี่คือจุดท้ายประโยคที่ทำเครื่องหมายแสดงจุดจบของชีวิตมนุษย์อย่างนั้นหรือ? ในท้ายที่สุดแล้ว ความหมายของชีวิตนั้นคืออะไร? จะว่าไปแล้ว ชีวิตมีค่าอะไรหรือ? มันเกี่ยวกับเรื่องความมีชื่อเสียง และโชควาสนาใช่หรือไม่? มันเกี่ยวกับการฟูมฟักเลี้ยงดูครอบครัวหนึ่งหรือไม่?…ไม่ว่าคนเราจะครุ่นคิดตลอดมาเกี่ยวกับคำถามเฉพาะเหล่านี้อย่างไร ไม่ว่าคนเราจะเกรงกลัวความตายอย่างล้ำลึกแค่ไหน ในส่วนลึกของหัวใจของบุคคลทุกคนมีความพึงปรารถนาที่จะหยั่งคะเนความล้ำลึกต่างๆ ความรู้สึกหนึ่งของความไม่เข้าใจชีวิต และที่ปะปนมากับสิ่งเหล่านี้ก็คือความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจเกี่ยวกับโลก ความรู้สึกอิดออดที่จะจากไป บางทีอาจไม่มีใครเลยที่สามารถเสกสรรพรรณนาได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่มนุษย์เกรงกลัวนั้นคืออะไรกันแน่ สิ่งที่เขาซาบซึ้งตรึงใจนั้นคืออะไรกันแน่ และอะไรที่เขารู้สึกอิดออดไม่อยากทิ้งไว้ข้างหลัง…

ด้วยความที่พวกเขาเกรงกลัวความตาย ผู้คนมีความกังวลมากมายเหลือเกิน ด้วยความที่พวกเขาเกรงกลัวความตาย ผู้จึงมีมากมายหลายสิ่งที่พวกเขาไม่อาจปล่อยวางได้ ครั้นถึงเวลาที่พวกเขากำลังจะตาย บางผู้คนหงุดหงิดกระสับกระส่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องนั้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับลูกๆ ของพวกเขา คนที่พวกเขารัก ความอุดมในโภคทรัพย์ของพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาสามารถลบความทุกข์และความหวาดหวั่นที่ความตายนำมาให้ออกไปได้ด้วยการวิตกกังวลนี้ ราวกับว่าพวกเขาสามารถหลีกหนีความอับจนหนทางและความรู้สึกเปลี่ยวดายที่เคียงคู่มากับความตายได้ด้วยการผดุงความใกล้ชิดกับการดำรงชีวิตประเภทนี้เอาไว้ ในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์นั้นมีความเกรงกลัวอันคลุมเครือ ความเกรงกลัวการพลัดพรากจากผู้เป็นที่รักทั้งหลายของคนเรา เกรงกลัวที่จะไม่มีวันได้ทอดสายตามองไปยังผืนนภาที่เป็นสีฟ้าอีกแล้ว ที่จะไม่มีวันมองไปบนโลกทางวัตถุอีกแล้ว วิญญาณอันเปลี่ยวดายซึ่งคุ้นชินกับการมีผู้เป็นที่รักทั้งหลายอยู่เคียงข้าง กำลังอิดออดที่จะคลายมือที่เกาะกุมออกและจากไป คนเดียวตามลำพัง สู่พิภพหนึ่งซึ่งไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 130

ชีวิตหนึ่งซึ่งใช้ไปกับการแสวงหาชื่อเสียงและโชควาสนา ทำให้คนเราตกอยู่ในสภาพพ่ายแพ้ยามเผชิญหน้ากับความตาย

เพราะอธิปไตยและการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง วิญญาณอันเปลี่ยวดายซึ่งได้เริ่มต้นโดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลยนั้น ได้รับบิดามารดาและครอบครัว ได้รับโอกาสที่จะกลายมาเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ โอกาสที่จะได้รับประสบการณ์กับชีวิตมนุษย์และได้เห็นโลก วิญญาณดวงนี้ยังได้รับโอกาสที่จะมีประสบการณ์ในอธิปไตยของพระผู้สร้าง ที่จะรู้จักกับความอัศจรรย์เลิศเลอแห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และยิ่งไปกว่านั้น ที่จะรู้จักและกลายมาอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ทว่าผู้คนส่วนใหญ่หาได้คว้าโอกาสเหมาะซึ่งหายากและคงอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยามนี้เอาไว้จริงๆ คนเราอ่อนระโหยกับการใช้คุณค่าของพลังงานทั้งชีวิตเพื่อต่อสู้กับชะตากรรม ใช้เวลาทั้งหมดของคนเรากับการชุลมุนวุ่นวายในเรื่องนั้น พยายามที่จะป้อนบำรุงครอบครัวของคนเรา และกลับไปกลับมาระหว่างความอุดมโภคทรัพย์กับสถานภาพ สิ่งต่างๆ ที่ผู้คนหวงแหนราวสมบัติล้ำค่าก็คือครอบครัว เงินทอง และชื่อเสียง และพวกเขามองสิ่งเหล่านี้เสมือนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ผู้คนทั้งหมดพร่ำบ่นเกี่ยวกับชะตากรรมของตนเอง ทว่าพวกเขาก็ยังคงผลักปัญหาต่างๆ ที่จำเป็นต้องตรวจสอบและทำความเข้าใจที่สุดไปไว้เบื้องหลังของจิตใจพวกเขา ปัญหาที่ว่า เหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิต มนุษย์ควรใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือคุณค่าและความหมายของชีวิต ไม่ว่าพวกเขาอาจจะอยู่นานแค่ไหน พวกเขาก็แค่ใช้ทั้งชีวิตของพวกเขาหมดไปกับการสาละวนแสวงหาชื่อเสียงและโชควาสนา จนกระทั่งเยาว์วัยของพวกเขาได้หนีลับไป และพวกเขาได้กลายมาเป็นสีเทาและยับย่น พวกเขาใช้ชีวิตในหนทางนี้จนกระทั่งพวกเขามองเห็นว่าชื่อเสียงและโชควาสนาไม่อาจหยุดการลื่นไถลของพวกเขาไปสู่ความชราได้ ว่าเงินทองไม่สามารถเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจได้ ว่าไม่มีใครเลยที่ได้รับการยกเว้นจากกฎแห่งการเกิด การแก่ ความเจ็บ และความตาย ว่าไม่มีใครเลยที่จะหลีกหนีสิ่งที่ชะตากรรมได้เตรียมไว้ให้แล้ว มีเพียงเมื่อพวกเขาถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า ต่อให้คนเรามีความอุดมโภคทรัพย์มหาศาลและมีสินทรัพย์มากล้นเกินคณา ต่อให้คนเรามีสิทธ์พิเศษและอยู่ในฐานะสูงส่ง คนเราก็ยังคงไม่สามารถหลบหนีความตายและต้องคืนสู่ตำแหน่งเดิมของพวกเขาอยู่ดี นั่นคือ ดวงวิญญาณอันโดดเดี่ยวที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ในยามที่ผู้คนมีบิดามารดา พวกเขาเชื่อว่าบิดามารดาคือทุกสิ่งทุกอย่าง ในยามที่ผู้คนมีทรัพย์สมบัติ พวกเขาคิดว่าเงินทองคือปัจจัยหลักของคนเรา ว่ามันคือวิถีทางที่คนเราใช้ในการดำเนินชีวิต ในยามที่ผู้คนมีสถานภาพ พวกเขาเกาะเกี่ยวมันไว้อย่างแน่นหนาและจะเสี่ยงชีวิตพวกเขาเพื่อมัน มีเพียงเมื่อผู้คนกำลังจะปลดวางจากโลกนี้ไปแล้วเท่านั้นที่พวกเขาตระหนักว่า สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาใช้ชีวิตไปในการไล่ตามเสาะหานั้น ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากหมู่เมฆที่ลอยผ่านไป ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่พวกเขาสามารถเกาะกุมได้ ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่พวกเขาสามารถเอาไปด้วยได้ ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่สามารถละเว้นพวกเขาจากความตาย ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่สามารถจัดเตรียมเพื่อร่วมทางหรือการปลอบประโลมให้กับดวงวิญญาณที่เปลี่ยวดายบนการเดินทางกลับของพวกเขา ที่น้อยที่สุดในบรรดาทั้งหมดก็คือ ไม่มีอะไรในสิ่งเหล่านี้เลยที่สามารถช่วยบุคคลหนึ่งให้รอดและทำให้พวกเขาสามารถอยู่เหนือความตายได้ ชื่อเสียงและโชควาสนาที่คนเราได้รับในโลกวัตถุให้ความพึงพอใจชั่วคราว ความยินดีที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สำนึกแห่งความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจแบบผิดๆ พวกมันทำให้คนเราหลงทางในระหว่างการดำเนินไป และดังนั้นผู้คนจึงถูกเขมือบกลืนด้วยคลื่นลูกแล้วลูกเล่า ในขณะที่พวกเขาดิ้นตูมตามอยู่ในทะเลแห่งมนุษย์ชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างกระหายในสันติสุข ความสุขสบาย และความสงบเยือกเย็นในหัวใจ ในยามที่ผู้คนยังต้องตอบคำถามต่างๆ ที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดที่จะต้องทำความเข้าใจ—พวกเขามาจากไหน เหตุใดพวกเขาจึงมีชีวิต พวกเขากำลังจะไปไหน และอื่นๆ—พวกเขาถูกยั่วใจด้วยชื่อเสียงและโชควาสนา ถูกพวกมันควบคุมและชักนำไปในทางที่ผิด และหลงทางไปอย่างย้อนคืน เวลาผ่านไปเร็วกับติดปีก หลายปีผ่านไปในชั่วพริบตา และก่อนที่คนเราตระหนักในสิ่งนี้ คนเราก็ได้บอกลาปีต่างๆ ที่ดีที่สุดของชีวิตคนเราไปแล้ว เมื่อถึงคราวที่คนเรากำลังจะไปจากโลกนี้ในเร็ววัน คนเราก็มาถึงจุดของความค่อยๆ ตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้กำลังลอยเคว้งคว้างหากออกไป ว่าคนเราไม่สามารถเกาะกุมสิ่งที่ครอบครองซึ่งเดิมทีเป็นของพวกเขาได้อีกต่อไป เช่นนั้นแล้วคนเราจึงรู้สึกอย่างแท้จริงว่า คนเราก็เหมือนเด็กทารกซึ่งกำลังร้องงอแงที่เพิ่งอุบัติเข้ามาสู่พิภพนี้โดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ณ จุดนี้เองที่คนเราจำใจต้องใคร่ครวญว่า อะไรที่คนเราได้ทำมาในชีวิต การมีชีวิตมีคุณค่าอย่างไร มันมีความหมายอะไร เหตุใดคนเราจึงมาสู่โลกนี้ และ ณ จุดนี้นี่เองที่คนเราต้องการรู้มากขึ้นทุกทีว่าชีวิตถัดไปมีอยู่จริงหรือไม่ ว่าสวรรค์มีจริงหรือไม่ ว่าการลงทัณฑ์อันสาสมนั้นมีอยู่จริงหรือไม่…ยิ่งคนเราใกล้ความตายมากขึ้นเท่าไร คนเราก็ยิ่งต้องการความเข้าใจว่าชีวิตเป็นเรื่องกับอะไรมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคนเราใกล้ความตายเข้าไปเท่าไร หัวใจของเราก็ยิ่งดูเหมือนว่างเปล่ามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคนเราใกล้ความตายมากขึ้นเท่าไร คนเราก็ยิ่งรู้สึกอับจนหนทางมากขึ้นเท่านั้น และดังนั้น ความเกรงกลัวที่คนเรามีต่อความตายจึงค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ มีสองเหตุผลที่ความรู้สึกเหล่านั้นสำแดงออกมาในผู้คนในยามที่พวกเขาเข้าหาความตาย ประการแรกคือ พวกเขากำลังจะสูญเสียชื่อเสียงและความอุดมในโภคทรัพย์ที่ชีวิตพวกเขาเคยได้อาศัยพึ่งพิง กำลังจะทิ้งทั้งหมดที่ดวงตามองเห็นในโลกนี้ไว้ข้างหลัง ประการที่สองคือ พวกเขากำลังจะเผชิญหน้า คนเดียวตามลำพัง กับพิภพที่ไม่คุ้นเคย ดินแดนลึกล้ำที่ไม่เคยรู้จัก ที่ซึ่งพวกเขากลัวที่จะย่างเท้าลงไป ที่ซึ่งพวกเขาไม่มีผู้เป็นที่รักและไม่มีการค้ำจุนในวิถีทางใดเลย เพราะเหตุผลสองประการนี้ ทุกคนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความตายจึงรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ผ่านประสบการณ์กับความตื่นตระหนกและสำนึกแห่งความรู้สึกอับจนหนทางอย่างที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย มีเพียงตอนที่ใครบางคนมาถึงจุดนี้จริง ๆ แล้วเท่านั้น ที่พวกเขาตระหนักว่า ตอนที่คนเราก้าวเท้าลงบนแผ่นดินโลก สิ่งแรกที่พวกเขาต้องเข้าใจก็คือมนุษย์มาจากไหน เหตุใดผู้คนจึงมีชีวิต ใครลิขิตขีดเขียนชะตากรรมของมนุษย์ และใครจัดเตรียมและมีอธิปไตยเหนือการดำรงอยู่ของมนุษย์ ความรู้นี้คือวิถีทางที่แท้จริงที่คนเราใช้ชีวิตอยู่ พื้นฐานที่จำเป็นโดยหลักสำหรับความอยู่รอดของมนุษย์—ไม่ใช่การเรียนรู้วิธีที่จะจัดเตรียมเพื่อครอบครัวของคนเรา หรือวิธีที่จะสัมฤทธิ์ในชื่อเสียงและความอุดมด้วยโภคทรัพย์ ไม่ใช่การเรียนรู้วิธีที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และไม่ใช่วิธีที่จะใช้ชีวิตที่มั่งคั่งมากกว่าเดิม ที่ยิ่งไม่ใช่ก็คือ การเรียนรู้วิธีที่จะมีความเก่งกาจยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับผู้อื่น แม้ว่าทักษะเพื่อความอยู่รอดอันหลากหลายที่ผู้คนใช้ชีวิตของพวกเขาหมดไปเพื่อการได้มานั้น สามารถเสนอความสุขสบายทางวัตถุได้อย่างล้นเหลือ พวกเขาก็ไม่เคยนำพาสันติสุขและการปลอบประโลมแท้จริงมาสู่หัวใจของคนเราเลย แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับทำให้ผู้คนหลงทิศทางอยู่เนืองนิตย์ มีความลำบากยากเย็นในการควบคุมตนเอง และพลาดทุกโอกาสเหมาะที่จะเรียนรู้ความหมายของชีวิต ทักษะเพื่อความอยู่รอดเหล่านี้สร้างคลื่นใต้น้ำแห่งความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิธีที่จะเผชิญหน้ากับความตายอย่างเหมาะสม ชีวิตของผู้คนกำลังถูกทำลายไปในหนทางนี้ พระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างยุติธรรม ทรงมอบโอกาสเหมาะที่มีคุณค่าตลอดชีวิตแก่ทุกคน เพื่อที่จะได้รับประสบการณ์และรู้จักอธิปไตยของพระองค์ ทว่ามีเพียงเมื่อความตายขยับเข้ามาใกล้ เมื่อตอนที่ความน่าสะพรึงกลัวของมันปรากฏขึ้นรางๆ เท่านั้น ที่คนเราเริ่มมองเห็นความสว่าง—และแล้ว มันก็สายเกินไป!

ผู้คนใช้ชีวิตหมดไปกับการไล่ล่าเงินทองและชื่อเสียง พวกเขากอดรัดขอนไม้ลอยน้ำเหล่านี้ไว้แนบอก พลางคิดว่าพวกมันเป็นวิถีทางเดียวแห่งการค้ำจุนของพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ตลอดไปได้ด้วยการมีสิ่งเหล่านี้ ได้รับการยกเว้นจากความตาย แต่ในยามที่พวกเขากำลังจะตายแล้วเท่านั้นที่พวกเขาตระหนักอย่างไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครว่า ว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ห่างไกลจากพวกเขาเพียงใด พวกเขาอ่อนแอแค่ไหนยามที่เผชิญหน้ากับความตาย พวกเขาแตกกระจายได้ง่ายแค่ไหน พวกเขาเปลี่ยวดายและอับจนหนทางเพียงไร พวกเขาตระหนักว่า ชีวิตไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทองหรือชื่อเสียง ว่าไม่สำคัญว่าบุคคลหนึ่งอาจอุดมด้วยโภคทรัพย์เพียงใด ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งขนาดไหน ทุกคนยากจนและไร้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันเมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย พวกเขาตระหนักว่า เงินไม่สามารถซื้อชีวิตได้ ว่าชื่อเสียงไม่สามารถลบความตายได้ ว่าทั้งเงินทองและชื่อเสียงไม่สามารถยืดชีวิตคนเราได้แม้แต่นาที แม้แต่วินาที ยิ่งผู้คนรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งโหยหาที่จะรักษาชีวิตไว้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งผู้คนรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งหวาดหวั่นที่จะเข้าหาความตายมากขึ้นเท่านั้น มีเพียงที่จุดนี้เท่านั้นที่พวกเขาตระหนักอย่างแท้จริงว่า ชีวิตของพวกเขาไม่ได้เป็นของพวกเขา ไม่ใช่พวกเขาที่จะเป็นผู้ควบคุม และตระหนักว่า คนเราไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องที่คนเราจะอยู่หรือตาย—ตระหนักว่า ทั้งหมดนี้วางอยู่นอกการควบคุมของคนเรา

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 131

จงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และเผชิญกับความตายอย่างสงบ

ณ ชั่วขณะที่บุคคลหนึ่งเกิดมา วิญญาณเปลี่ยวดายดวงหนึ่งเริ่มต้นประสบการณ์ของตัวเองบนแผ่นดินโลก ประสบการณ์ของมันเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่พระผู้สร้างได้ทรงจัดการเตรียมการเพื่อมัน คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า สำหรับบุคคลนั้น—ดวงวิญญาณนั้น—นี่คือโอกาสเหมาะอันยอดเยี่ยมที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง มารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และได้รับประการณ์กับมันแบบเป็นส่วนตัว ผู้คนใช้ชีวิตของตัวเองภายใต้กฎต่างๆ ของชะตากรรมที่วางไว้สำหรับพวกเขาโดยพระผู้สร้าง และสำหรับบุคคลใดก็ตามที่เป็นคนมีเหตุผลพร้อมด้วยมโนธรรมนั้น การเริ่มพยายามทำความเข้าใจกับอธิปไตยของพระผู้สร้างและการมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นหาใช่สิ่งที่ยากเกินกว่าจะทำไม่ เมื่อชีวิตพวกเขาผ่านพ้นไปกว่าหลายสิบปี เพราะฉะนั้น มันควรจะง่ายสำหรับทุกคนที่จะระลึกได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตกว่าหลายสิบปีของพวกเขาเองว่า ชะตากรรมของมนุษย์ทั้งหมดได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และมันควรง่ายที่จะจับความเข้าใจหรือที่จะสรุปว่าการมีชีวิตหมายถึงอะไร ขณะที่คนเราอ้าแขนรับบทเรียนชีวิตเหล่านี้ คนเราจะค่อยๆ มาเข้าใจว่าชีวิตมาจากไหน มาจับความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่หัวใจจำเป็นต้องมีอย่างแท้จริง อะไรคือสิ่งที่จะนำทางคนเราไปบนเส้นทางชีวิตที่แท้จริง และอะไรคือภารกิจและเป้าหมายของชีวิตมนุษย์ที่ควรจะเป็น คนเราจะค่อยๆ ระลึกได้ว่า หากคนเราไม่นมัสการพระผู้สร้าง หากคนเราไม่มาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์แล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วครั้งถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความตาย—คราที่ดวงวิญญาณกำลังเผชิญหน้ากับพระผู้สร้างอีกครั้ง—หัวใจของคนเราจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความวุ่นวายสับสนอย่างไร้ขีดจำกัด หากบุคคลหนึ่งได้อยู่ ในโลกมาหลายสิบปีแล้ว ทว่ายังไม่เข้าใจว่าชีวิตมนุษย์มาจากไหน ทั้งยังไม่ระลึกได้ว่าชะตากรรมวางอยู่ในฝ่ามือของใคร เช่นนั้นแล้วก็ไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบ ในหลายสิบปีแห่งประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ของพวกเขา บุคคลหนึ่งซึ่งได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างคือบุคคลที่มีความซาบซึ้งที่ถูกต้องต่อความหมายและค่าของชีวิต บุคคลเช่นนั้นมีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจุดประสงค์ของชีวิต พร้อมด้วยประสบการณ์และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และที่เหนือล้ำไปกว่านั้นก็คือ สามารถที่จะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง บุคคลเช่นนั้นเข้าใจความหมายแห่งการทรงสร้างมวลมนุษย์ของพระเจ้า เข้าใจว่ามนุษย์ควรนมัสการพระผู้สร้าง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ครอบครองนั้นมาจากพระผู้สร้างและจะคืนกลับไปสู่พระองค์ในสักวันหนึ่งไม่ไกลนักในอนาคต บุคคลประเภทนี้เข้าใจว่าพระผู้สร้างทรงจัดการเตรียมการกำเนิดของมนุษย์และทรงมีอธิปไตยเหนือความตายของมนุษย์ และว่าทั้งชีวิตและความตายได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ดังนั้น เมื่อคนเราจับความเข้าใจได้ในสิ่งเหล่านี้ คนเราจะสามารถที่จะเผชิญความตายได้อย่างสงบไปเองเป็นธรรมดา ที่จะวางสิ่งครอบครองทางโลกทั้งหมดของคนเราลงอย่างสงบ ยอมรับและน้อมรับทุกสิ่งที่ตามมาอย่างมีความสุข และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายซึ่งถูกจัดการเตรียมการโดยพระผู้สร้างอย่างที่มันเป็น แทนที่จะหวาดหวั่นต่อมันอย่างมืดบอดและดิ้นรนขัดขืนมัน หากคนเรามองชีวิตเหมือนเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้รับประสบการณ์อธิปไตยของพระผู้สร้างและที่จะมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ หากคนเรามองชีวิตคนเราเป็นโอกาสที่หายากที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่ของคนเราในฐานะมนุษย์ที่ทรงสร้างและที่จะได้ทำภารกิจของคนเราให้เสร็จสิ้น เช่นนั้นแล้ว แน่นอนว่า คนเราจะมีทรรศนะที่ถูกต้องต่อชีวิต แน่นอนว่าจะใช้ชีวิตที่ได้รับพระพรและได้รับการทรงนำโดยพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะเดินในความสว่างแห่งพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และแน่นอนว่าจะกลายมาเป็นพยานให้กับกิจการอันอัศจรรย์เลิศเลอของพระองค์ พยานต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า บุคคลเช่นนั้นจะได้รับความรักและการยอมรับจากพระผู้สร้างอย่างแน่นอน และมีเพียงบุคคลเช่นนั้นเท่านั้นที่สามารถมีท่าทีที่สงบต่อความตาย และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตด้วยความชื่นบาน บุคคลหนึ่งคนซึ่งมีท่าทีประเภทนี้อย่างเห็นได้ชัดต่อความตายก็คือโยบ โยบอยู่ในตำแหน่งที่ยอมรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข และได้นำการเดินทางแห่งชีวิตของเขาไปสู่บทสรุปที่ราบรื่น และทำภารกิจในชีวิตของเขาจนเสร็จสมบูรณ์ เขาได้กลับคืนไปอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 132

กิจที่ทำและสิ่งรับมาในชีวิตของโยบอำนวยให้เขาเผชิญความตายโดยสงบ

ในข้อพระคัมภีร์ ได้เขียนเกี่ยวกับโยบไว้ว่า “และโยบก็สิ้นชีวิตเป็นคนแก่หง่อมทีเดียว” (โยบ 42:17) นี่หมายความว่า เมื่อโยบตายจากไป เขาไม่มีความเสียใจและไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย แต่ไปจากพิภพนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังที่ทุกคนรู้กัน โยบเป็นชายผู้หนึ่งซึ่งยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในขณะที่เขายังมีชีวิต ความประพฤติของเขาได้รับการชมเชยจากพระเจ้าและได้รับการรำลึกเป็นอนุสรณ์โดยผู้อื่น และชีวิตของเขาอาจกล่าวได้ว่าได้มีคุณค่าและนัยสำคัญที่เกินล้ำเหนือกว่าผู้อื่นทั้งปวง โยบชื่นชมพระพรของพระเจ้า และได้รับการเรียกขานว่าชอบธรรมจากพระองค์บนแผ่นดินโลก และเขาได้ถูกพระเจ้าทดสอบและได้ถูกซาตานทดสอบเช่นกัน เขาได้ยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้าและคู่ควรที่จะได้รับการเรียกขานจากพระองค์ว่าบุคคลผู้ชอบธรรม ในหลายสิบปีหลังจากที่เขาถูกทดสอบโดยพระเจ้า เขาใช้ชีวิตที่ยิ่งมีค่ากว่า เปี่ยมความหมายกว่า เป็นหลักเป็นฐานกว่า และเปี่ยมสันติสุขกว่าก่อนหน้านั้น เนื่องเพราะความประพฤติอันชอบธรรมของเขา พระเจ้าจึงได้ทรงปรากฏแก่เขาและตรัสกับเขาโดยตรง ดังนั้น ในหลายปีต่อมาหลังจากที่เขาถูกทดสอบ โยบได้เข้าใจและได้ซาบซึ้งในคุณค่าของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้บรรลุความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และได้รับความรู้ที่เที่ยงตรงและแน่ชัดเกี่ยวกับวิธีที่พระผู้สร้างทรงประทานและทรงนำพระพรของพระองค์คืนไป หนังสือของโยบบันทึกว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าถึงกับทรงประทานพระพรให้กับโยบมากมายกว่าที่พระองค์เคยทำมาก่อน ทรงถึงกับวางโยบในตำแหน่งที่ดีกว่า เพื่อที่จะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างและเผชิญกับความตายอย่างสงบ ดังนั้น เมื่อเขาได้ชราลงและได้เผชิญความตาย แน่นอนว่าโยบย่อมจะไม่ได้มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของเขาเลย เขาไม่มีความห่วงกังวล ไม่มีอะไรต้องเสียใจ และแน่นอนว่า ไม่ได้เกรงกลัวความตาย เนื่องเพราะเขาได้ใช้ชีวิตทั้งหมดของชีวิตเขาไปกับการเดินบนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว เขาไม่ได้มีเหตุผลที่จะต้องห่วงกังวลเกี่ยวกับจุดจบของตัวเขาเอง มีผู้คนกี่คนเล่าในวันนี้ที่จะสามารถปฏิบัติในทุกทางเหมือนกับที่โยบได้ทำตอนที่เขาได้เผชิญหน้ากับความตายของตัวเขาเอง? เหตุใดจึงไม่มีใครเลยที่สามารถรักษาบุคลิกลักษณะภายนอกที่เรียบง่ายแบบนั้น? มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นก็คือ โยบได้ใช้ชีวิตของเขาในการไล่ตามเสาะหาความเชื่อ ความระลึกรู้ และการนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าด้วยตัวเขาเอง และด้วยความเชื่อ การระลึกรู้ และการนบนอบนี้เองที่เขาได้ใช้ก้าวผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในชีวิต ได้ใช้ชีวิตในช่วงหลายปีสุดท้าย และได้ต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้าย ไม่ว่าสิ่งที่โยบได้รับประสบการณ์จะเป็นอะไร กิจต่างๆ ที่เขาเสาะแสวงทำไปเองและเป้าหมายในชีวิตของเขานั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เป็นความสุข เขาไม่ได้มีความสุขเพียงเพราะพระพรต่างๆ หรือการชมเชยที่พระผู้สร้างทรงประทานแก่เขาเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น เพราะกิจที่เขาเสาะแสวงทำไปเองและเป้าหมายชีวิตของเขา เพราะการเติบโตของความรู้และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างที่เขาได้บรรลุโดยผ่านทางความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว และยิ่งไปกว่านั้น เพราะประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ในฐานะผู้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง อยู่ภายใต้กิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า และเพราะประสบการณ์และความทรงจำอันบอบบางทว่าไม่อาจลืมเลือนได้เกี่ยวกับมนุษย์ และการดำรงอยู่ร่วมกัน การได้ใกล้ชิดสนิทสนม และความเข้าใจในกันและกันกับพระเจ้า โยบได้มีความสุขเพราะความสุขสบายและความชื่นบานที่มาจากการได้รู้จักน้ำพระทัยแห่งพระผู้สร้าง และเพราะความเคารพซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ได้เห็นว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์ ดีงาม และสัตย์ซื่อ โยบได้สามารถเผชิญความตายโดยปราศจากความทุกข์ใดๆ ก็เพราะเขาได้รู้ว่า ในการตายลงไป เขาจะได้กลับไปเคียงข้างพระผู้สร้าง กิจต่างๆ ที่เขาได้เสาะแสวงทำไปเองและสิ่งต่างๆ ที่เขาได้รับมาในชีวิตนั่นเองที่ได้อำนวยให้เขาเผชิญกับความตายอย่างสงบ อำนวยให้เขาเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จในการที่พระผู้สร้างจะทรงนำชีวิตของเขาคืนไปอย่างสงบ และยิ่งไปกว่านั้น อำนวยให้เขาได้ยืนอย่างไร้มลทินและไร้กังวลเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้สร้าง ทุกวันนี้ผู้คนสามารถสัมฤทธิ์ความสุขประเภทนี้ที่โยบได้ครอบครองหรือไม่? พวกเจ้ามีเงื่อนไขที่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นหรือไม่? เพราะทุกวันนี้ผู้คนมีเงื่อนไขเหล่านี้ เหตุใดพวกเขาไม่สามารถที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุขดังเช่นที่โยบได้มี? เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์จากการเกรงกลัวความตายได้? ในตอนที่กำลังเผชิญกับความตาย ผู้คนบางคนปัสสาวะราดออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็สั่นเทิ้ม เป็นลมหมดสติ สะบัดปัดป้องพัลวันต่อฟ้าและต่อมนุษย์ไม่ต่างกัน บางคนถึงกับร่ำไห้คร่ำครวญ เหล่านี้ไม่มีทางเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันเมื่อความตายคืบใกล้เข้ามา โดยหลักแล้ว ผู้คนประพฤติไปในทางที่น่าตะขิดตะขวงเหล่านี้ก็เพราะลึกลงไปภายในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาเกรงกลัวความตาย เพราะพวกเขาไม่มีความรู้ที่ชัดเจนและความซาบซึ้งรู้คุณค่าอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ยิ่งน้อยนักที่จะนบนอบต่อสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง ผู้คนมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบนั้นก็เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรเลยนอกจากการที่จะจัดการเตรียมการและปกครองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวพวกเขาเอง ที่จะควบคุมชะตากรรมของตัวพวกเขาเอง ชีวิตและความตายของพวกเขาเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาไม่เคยสามารถที่จะหลีกหนีความเกรงกลัวที่มีต่อความตายได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 133

โดยการยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่คนเราจะคืนกลับไปเคียงข้างพระองค์ได้

เมื่อคนเราไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า และเกี่ยวกับการเตรียมการของพระองค์ ความรู้ของคนเราเกี่ยวกับชะตากรรมและเกี่ยวกับความตายก็ย่อมจะไม่ปะติดปะต่อกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นวางอยู่ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้า ไม่ระลึกได้ว่า มนุษย์ไม่สามารถปลดเปลื้อง หรือหลีกหนีอธิปไตยดังกล่าวไปได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องเผชิญกับความตาย จึงมีคำสั่งเสีย ความห่วงกังวล ความเสียใจของพวกเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พวกเขาหนักอึ้งไปด้วยปมในใจมากมายเหลือเกิน ความรู้สึกอิดออดไม่เต็มใจมากมายเหลือเกิน ความรู้สึกสับสนมากมายเหลือเกิน นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเกรงกลัวความตาย สำหรับบุคคลใดก็ตามที่ได้ถือกำเนิดมาในพิภพนี้ การเกิดเป็นสิ่งจำเป็น และความตายเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถผงาดขึ้นไปอยู่เหนือครรลองของสิ่งต่างๆ หากคนเราปรารถนาที่จะจากพิภพนี้ไปอย่างไร้ความเจ็บปวด หากคนเราต้องการที่จะสามารถเผชิญหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตโดยปราศจากความฝืนใจหรือความห่วงกังวล หนทางเดียวก็คือจากไปอย่างไม่มีความรู้สึกเสียใจ และหนทางเดียวที่จะจากไปโดยปราศจากความรู้สึกเสียใจเลยก็คือ การรู้จักอธิปไตยของพระเจ้า รู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และนบนอบต่อพระองค์ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถอยู่ห่างไกลจากความขัดแย้งบาดหมางของมนุษย์ จากความชั่ว จากพันธนาการของซาตาน และเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถใช้ชีวิตเหมือนชีวิตของโยบ ได้รับการทรงนำ ได้รับพระพรจากพระผู้สร้างได้ ชีวิตหนึ่งซึ่งเป็นอิสระและมีเสรีภาพ ชีวิตหนึ่งซึ่งมีค่าและความหมาย ชีวิตหนึ่งซึ่งซื่อสัตย์และจริงใจเปิดเผย เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถน้อมรับต่อการทดสอบ การตัดขาดของพระผู้สร้าง การจัดวางเรียบเรียง และการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างได้เหมือนกับโยบ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราสามารถนมัสการพระผู้สร้างด้วยชีวิตทั้งหมดของคนเรา และได้รับคำชมเชยของพระองค์ ดังที่โยบได้ทำ และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ มองเห็นพระองค์ทรงปรากฏ เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่และตายลงอย่างเป็นสุข ปราศจากความเจ็บปวด ปราศจากความห่วงกังวล ปราศจากความรู้สึกเสียใจเหมือนกับโยบ เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่ในความสว่างเหมือนกับโยบ และผ่านทุกหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตในความสว่าง เสร็จสิ้นการเดินทางของคนเราในความสว่างอย่างราบรื่น เสร็จสิ้นภารกิจของคนเราอย่างประสบความสำเร็จ—ได้รับประสบการณ์ เรียนรู้ และมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—และตายจากไปในความสว่าง และยืนเคียงข้างพระผู้สร้างตลอดกาลหลังจากนั้น ในฐานะของมนุษย์ที่ถูกสร้างซึ่งได้รับการชมเชยจากพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 134

จงอย่าพลาดโอกาสเหมาะที่จะได้รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง

หลายทศวรรษที่ก่อขึ้นเป็นชีวิตมนุษย์นั้นไม่ยาวและไม่สั้น ช่วงเวลายี่สิบปีเศษระหว่างการเกิดและการเจริญวัยไปเป็นผู้ใหญ่ผ่านไปในพริบตา และแม้ว่า ณ จุดนี้ของชีวิต บุคคลหนึ่งได้ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว ผู้คนในกลุ่มอายุนี้แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และชะตากรรมมนุษย์ เมื่อพวกเขาเริ่มได้รับประสบการณ์มากขึ้น พวกเขาค่อยๆ ก้าวไปสู่วัยกลางคน ผู้คนในวัยสามสิบกว่าและสี่สิบกว่าได้รับประสบการณ์ขั้นหัดบินของชีวิตและชะตากรรม แต่แนวคิดของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้นั้นก็ยังคงคลุมเครืออยู่มาก กระทั่งถึงวัยสี่สิบแล้วนั่นเองที่ผู้คนบางคนเริ่มเข้าใจมวลมนุษย์และจักรวาล ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และจับความเข้าใจได้ว่าชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ชะตากรรมมนุษย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ผู้คนบางคนแม้ได้เป็นผู้ติดตามพระเจ้ามานานแล้วและตอนนี้อยู่ในวัยกลางคน ก็ยังคงไม่สามารถมีความรู้และนิยามที่แม่นยำเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการนบนอบที่แท้จริง ผู้คนบางคนไม่ใส่ใจในสิ่งใดเลยนอกจากการพยายามที่จะได้รับพระพร และแม้ว่าพวกเขาได้มีชีวิตอยู่มาหลายปี พวกเขาก็ไม่รู้หรือเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างที่มีอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์เลยแม้แต่น้อย และไม่เคยแม้แต่จะย่างก้าวที่เล็กที่สุดเข้าสู่บทเรียนในทางปฏิบัติแห่งการนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นช่างโง่เขลาเบาปัญญาอย่างถ้วนทั่วจริงๆ และชีวิตของพวกเขานั้นถูกใช้ชีวิตไปอย่างเปล่าประโยชน์

หากช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์ถูกแบ่งออกตามระดับประสบการณ์ชีวิตของผู้คนและความรู้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ พวกเขาจะสามารถถูกแบ่งอย่างคร่าวๆ ได้ออกเป็นสามระยะ ระยะแรกคือวัยเยาว์ ซึ่งเป็นปีต่างๆ ระหว่างการเกิดและวัยกลางคน หรือจากการเกิดกระทั่งถึงวัยสามสิบปี ระยะที่สองคือการเจริญวัยไปเป็นผู้ใหญ่ จากวัยกลางคนสู่วัยชรา หรือจากอายุสามสิบปีถึงหกสิบปี และระยะที่สามคือช่วงเวลาแห่งการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวของคนเรา ซึ่งรั้งท้ายด้วยการเริ่มต้นของวัยชรา เริ่มจากอายุหกสิบปี ไปจนกระทั่งคนเราไปจากพิภพนี้ พูดอีกอย่างได้ว่า จากการเกิดสู่วัยกลางคน ความรู้ของผู้คนส่วนใหญ่เกี่ยวกับชะตากรรมและชีวิตนั้นถูกจำกัดอยู่กับการลอกเลียนแนวคิดของผู้อื่น และแทบไม่มีสาระที่เป็นจริงใช้การได้เลย ในระหว่างช่วงเวลานี้ ทรรศนะของคนเราที่มีต่อชีวิตและวิธีที่คนเราสร้างหนทางของคนเราในโลกนั้นค่อนข้างผิวเผินและไร้เดียงสา นี่คือช่วงเวลาอ่อนวัยของคนเรา เพียงหลังจากที่คนเราได้ลิ้มรสความชื่นบานและความโศกเศร้าทั้งมวลของชีวิตแล้วเท่านั้นที่คนเราได้รับความเข้าใจที่แท้จริงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับชะตากรรม และ—โดยจิตใต้สำนึก ลึกลงไปในหัวใจของคนเรา—ค่อยๆ มาซาบซึ้งรู้คุณค่าของความมิอาจหวนกลับได้ของชะตากรรม และตระหนักอย่างช้าๆ ว่า อธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นมีอยู่จริง นี่คือช่วงเวลาแห่งการเจริญไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของคนเรา บุคคลหนึ่งเข้าสู่ช่วงเวลาเป็นผู้ใหญ่เต็มวัยของพวกเขาเมื่อพวกเขาหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และเมื่อพวกเขาไม่เต็มใจที่จะถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งบาดหมาง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับรู้สถานการณ์ทั่วไปของชีวิตตัวเอง นบนอบต่อน้ำพระทัยแห่งฟ้า สรุปรวมผลสำเร็จและความผิดพลาดต่างๆ ในชีวิตของตนเอง และรอการพิพากษาของพระผู้สร้างที่มีต่อชีวิตของพวกเขา เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ซึ่งแตกต่างกันและสิ่งซึ่งมีสิทธิ์ถือครองที่ผู้คนได้รับมาในระหว่างสามช่วงเวลานี้ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ ช่องหน้าต่างแห่งโอกาสเหมาะของคนเราในการที่จะรู้จักกับอธิปไตยของพระผู้สร้างนั้นก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก หากคนเรามีชีวิตอยู่ถึงหกสิบปี คนเรามีเพียงสามสิบปีโดยประมาณที่จะรู้จักกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง หากคนเราต้องการช่วงเวลาที่ยาวกว่านั้น นั่นเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อชีวิตคนเรายืนยาวเพียงพอ ต่อเมื่อคนเราสามารถมีชีวิตอยู่เป็นศตวรรษเท่านั้น เราจึงพูดเลยว่า ตามกฎการดำรงอยู่ของมนุษย์ตามปกตินั้น แม้เป็นการดำเนินไปที่ยาวนานมาก นับจากตอนที่คนเราเผชิญหน้ากับหัวข้อของการทำความรู้จักกับอธิปไตยของพระผู้สร้างเป็นครั้งแรกจนกระทั่งถึงเวลาที่คนเราสามารถระลึกได้ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยนั้น และจากตรงนั้นจนถึงจุดที่คนเราสามารถนบนอบต่ออธิปไตย หากคนเรานับปีดูจริงๆ แล้ว ไม่เกินสามสิบหรือสี่สิบปีเลยที่ในระหว่างนั้นคนเรามีโอกาสที่จะได้รับรางวัลตอบแทนเหล่านี้ และบ่อยครั้งที่ผู้คนหลงลืมตัวไปกับความอยากได้อยากมีของตัวเองและความทะเยอทะยานของพวกเขาในการที่จะได้รับพระพร ดังนั้นพวกเขาจึงมิอาจหยั่งรู้เลยว่า แก่นสารของชีวิตมนุษย์นั้นอยู่ที่ไหนและไม่จับความเข้าใจในความสำคัญของการทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผู้คนเช่นนั้นไม่หวงแหนโอกาสอันล้ำค่านี้ที่จะเข้าสู่พิภพมนุษย์เพื่อเรียนรู้ชีวิตมนุษย์และอธิปไตยของพระผู้สร้าง และพวกเขาหาได้ตระหนักไม่ว่ามันล้ำค่าอย่างไรสำหรับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในการได้รับการทรงนำจากพระผู้สร้างด้วยพระองค์เอง เราจึงพูดเลยว่า บรรดาผู้คนซึ่งต้องการให้พระราชกิจของพระเจ้าจบลงโดยเร็ว ผู้ซึ่งปรารถนาว่าพระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมจุดจบของมนุษย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็นภาคบุคคลจริงของพระองค์ในทันที และได้รับพระพรโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้—พวกเขามีความผิดในข้อหาที่เลวร้ายที่สุดแห่งการไม่เชื่อฟัง และพวกเขาช่างโง่เขลาอย่างถึงที่สุด ในขณะที่ผู้คนที่มีปัญญา บรรดาผู้ที่มีความเฉียบแหลมทางจิตใจ คือผู้ที่พึงปรารถนาที่จะคว้าโอกาสซึ่งเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครนี้ในช่วงเวลาที่ถูกจำกัดของพวกเขา ในการทำความรู้จักกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง สองความอยากที่แตกต่างกันนี้เผยให้เห็นสองทรรศนะและการไล่ตามเสาะหาที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล บรรดาผู้ที่แสวงหาพระพรนั้นมีความเห็นแก่ตัวและต่ำช้า และแสดงให้เห็นการไร้ความคำนึงต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่เคยพยายามทำความรู้จักกับอธิปไตยของพระเจ้า ไม่เคยพึงปรารถนาที่จะนบนอบต่อมัน แต่แค่ต้องการมีชีวิตตามที่พวกเขาพอใจ พวกเขาเป็นพวกคนเสื่อมที่หลงระเริง และผู้คนในหมวดหมู่นี้เองที่จะถูกทำลาย บรรดาผู้ที่พยายามทำความรู้จักพระเจ้าสามารถที่จะวางความอยากของตัวเองลง มีความเต็มใจที่จะนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และพวกเขาพยายามที่จะเป็นผู้คนประเภทที่มีความนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าและเป็นผู้ที่ทำให้พระเจ้าทรงสมพระทัยในสิ่งที่พระองค์ทรงพึงปรารถนา ผู้คนดังกล่าวมีชีวิตอยู่ในความสว่าง และในท่ามกลางพระพรของพระเจ้า และแน่นอนเลยว่าพวกเขาจะได้รับการชมเชยจากพระเจ้า ไม่สำคัญว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ทางเลือกของมนุษย์นั้นไม่มีประโยชน์ และมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะใช้เวลานานเท่าใด มันจะเป็นการดีกับผู้คนเสียกว่าที่จะวางตัวเองไว้ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยของพระองค์ หากเจ้าไม่วางตัวเองไว้ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าแล้วไซร้ อะไรเล่าที่เจ้าสามารถทำได้? พระเจ้าจะทรงได้ผลลัพธ์เป็นการทนทุกข์กับความสูญเสียใดอย่างนั้นหรือ? หากเจ้าไม่วางตัวเองไว้ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า แต่กลับพยายามวางตัวเองเป็นผู้กำกับแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังสร้างทางเลือกที่โง่เง่า และท้ายที่สุดเจ้าก็จะเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ทนทุกข์กับความสูญเสีย ต่อเมื่อผู้คนให้ความร่วมมือกับพระเจ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้น ต่อเมื่อผู้คนรีบเร่งที่จะยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ทำความรู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และทำความเข้าใจกับทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีความหวัง มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่ชีวิตของพวกเขาจะไม่ได้ถูกใช้ตลอดไปอย่างไร้ประโยชน์ และพวกเขาจึงจะบรรลุในความรอด

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 135

ไม่มีใครเลยสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์

ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกบุคคลยอมรับอธิปไตยของพระองค์และการจัดการเตรียมการของพระองค์ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ และไม่สำคัญว่าคนเราดิ้นรนอย่างไรในครรลองของชีวิตคนเรา ไม่สำคัญว่าเส้นทางคดเคี้ยวกี่สายที่คนเราเดินไป ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะกลับคืนสู่วงโคจรแห่งชะตากรรมที่พระผู้สร้างได้ทรงขีดเส้นไว้ให้พวกเขา นี่คือความไม่สามารถมีใครอยู่เหนือได้ของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างและลักษณะซึ่งสิทธิอำนาจของพระองค์ควบคุมและปกครองจักรวาล ความไม่สามารถมีใครอยู่เหนือได้นี้ การควบคุมและปกครองในรูปแบบนี้นี้เองที่รับผิดชอบต่อกฎต่างๆ ที่ลิขิตขีดเขียนชีวิตของทุกสรรพสิ่ง ที่อำนวยให้มนุษย์มาจุติใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยปราศจากการแทรกแซง ที่ทำให้โลกหมุนตามปกติและเคลื่อนไปข้างหน้าวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พวกเจ้าได้เป็นพยานข้อเท็จจริงทั้งหมดเหล่านี้และเจ้าเข้าใจพวกมัน ไม่ว่าจะเพียงอย่างผิวเผินหรือลึกซึ้ง และความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความจริง และขึ้นอยู่กับความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้ารู้จักความเป็นจริงเกี่ยวกับความจริงดีเท่าใด เจ้าได้รับประสบการณ์จากพระวจนะของพระเจ้าไปมากแล้วเท่าใด เจ้ารู้จักเนื้อแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าดีเท่าใด—เหล่านี้ทั้งหมดเป็นตัวแทนความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การดำรงอยู่ของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์นบนอบต่อพวกมันหรือไม่ อย่างนั้นหรือ? ข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจนี้ถูกกำหนดโดยการที่มนุษยชาตินบนอบต่อมันหรือไม่ อย่างนั้นหรือ? สิทธิอำนาจของพระเจ้าดำรงอยู่ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร ในทุกสถานการณ์ พระเจ้าทรงลิขิตขีดเขียนและทรงจัดการเตรียมชะตากรรมของมนุษย์ทุกคนและทุกสรรพสิ่งไปตามพระดำริของพระองค์และความปรารถนาของพระองค์ การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์จะไม่ส่งผลลัพธ์ให้สิ่งนี้เปลี่ยนไป มันเป็นอิสระจากความเจตจำนงของมนุษย์ ไม่สามารถถูกแก้ไขตัดแปลงโดยการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของห้วงเวลา อวกาศ และภูมิประเทศ เนื่องเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นคือเนื้อแท้ที่แท้จริงของพระองค์ ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถรู้จักและยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่ามนุษย์จะสามารถนบนอบต่อมันได้หรือไม่—ไม่มีข้อพิจารณาใดเหล่านี้ที่ดัดแปลงแก้ไขข้อเท็จจริงที่ว่าอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์ได้แม้แต่น้อย กล่าวได้ว่า ไม่สำคัญว่ามนุษย์มีท่าทีอะไรต่ออธิปไตยของพระเจ้า มันก็แค่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือทุกสรรพสิ่งได้อยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่นบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า พระองค์ก็ยังทรงบัญชาชะตากรรมของเจ้าอยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่สามารถรู้จักอธิปไตยของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ยังคงมีจริงอยู่ดี สิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงที่อธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเลือกชอบหรือทางเลือกของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นอยู่ในทุกแห่งหน ทุกโมงยาม ทุกขณะเวลา ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะจากไป แต่สิทธิอำนาจของพระองค์จะไม่มีวันจากไป เพราะพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ถูกจำกัดหรือขีดคั่นโดยผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งต่างๆ โดยห้วงอวกาศ หรือภูมิประเทศ ตลอดเวลาทั้งหมด พระเจ้าทรงกวัดไกวสิทธิอำนาจของพระองค์ แสดงพระอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ สืบสานพระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์ดังพระองค์ได้ทรงทำเสมอ ตลอดเวลาทั้งหมด พระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสรรพสิ่ง—ดังเช่นที่พระองค์ทรงได้ทรงทำเสมอ ไม่มีใครเลยที่เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ มันคือข้อเท็จจริง มันคือความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับแต่ครั้งโบราณกาล!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 136

ท่าทีและการปฏิบัติอันเหมาะสมสำหรับผู้ซึ่งปรารถนาจะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้า

ตอนนี้มนุษย์รู้และคำนึงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมนุษย์ด้วยท่าทีอะไร? นี่คือปัญหาที่แท้จริงปัญหาหนึ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าทุกบุคคล ในเวลาที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาในชีวิตจริง เจ้าควรรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าและอธิปไตยของพระองค์อย่างไร? เมื่อเจ้าถูกประจันหน้าด้วยปัญหาเหล่านี้ และไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจ รับมือ และรับประสบการณ์กับมันอย่างไร ท่าทีอะไรที่เจ้าควรนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นจริงถึงเจตนาของเจ้าที่จะนบนอบ ความอยากที่จะนบนอบ และความเป็นจริงของการนบนอบของเจ้าต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า? ก่อนอื่น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรอคอย จากนั้นเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหา แล้วเจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ “การรอคอย” หมายถึงการรอคอยเวลาของพระเจ้า การรอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการเพื่อเจ้า การรอคอยน้ำพระทัยของพระองค์ที่จะค่อยๆ เปิดเผยตัวเองต่อเจ้า “การแสวงหา” หมายถึง การสังเกตและการทำความเข้าใจพระเจตนาอันเปี่ยมด้วยพระดำริของพระเจ้าที่มีต่อเจ้าโดยผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงวางโครงร่างเอาไว้ การทำความเข้าใจความจริงโดยผ่านทางสิ่งเหล่านั้น การเข้าใจสิ่งที่พวกมนุษย์ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงและหนทางต่างๆ ที่พวกเขาต้องยึดถือไว้ การทำความเข้าใจในผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงตั้งใจที่จะสัมฤทธิ์ในมนุษย์และความสำเร็จลุล่วงอะไรที่พระองค์ทรงตั้งใจบรรลุในพวกเขา “การนบนอบ” แน่นอนว่าย่อมอ้างอิงถึงการยอมรับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ การยอมรับในอธิปไตยของพระองค์ และโดยผ่านการยอมรับนี้ มารู้ว่าพระผู้สร้างทรงลิขิตขีดเขียนชะตากรรมมนุษย์อย่างไร พระองค์ทรงจัดหาให้กับมนุษย์ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างไร พระองค์ทรงพระราชกิจกับความจริงในมนุษย์อย่างไร ทุกสรรพสิ่งภายใต้การจัดการเตรียมการและอธิปไตยของพระเจ้าเป็นไปโดยสอดคล้องกับกฎธรรมชาติต่างๆ และหากเจ้าตั้งปณิธานว่าจะยอมให้พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการและลิขิตขีดเขียนทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเจ้า เจ้าควรเรียนรู้ที่จะรอคอย เจ้าควรเรียนรู้ที่จะแสวงหา และเจ้าควรเรียนรู้ที่จะนบนอบ นี่คือท่าทีที่ทุกบุคคลผู้ซึ่งต้องการที่จะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าต้องนำมาใช้ คุณสมบัติพื้นฐานที่ทุกบุคคลผู้ซึ่งต้องการที่จะยอมรับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าต้องมี เพื่อที่จะมีท่าทีเช่นนั้น เพื่อที่จะมีคุณสมบัติเช่นนั้น เจ้าต้องทำงานหนักขึ้น นี่คือหนทางเดียวที่เจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงที่แท้จริงได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 137

การยอมรับพระเจ้าเป็นองค์เจ้านายหนึ่งเดียวของเจ้าคือก้าวแรกในการบรรลุความรอด

ความจริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าคือความจริงที่ทุกบุคคลต้องคำนึงถึงอย่างจริงจัง ต้องได้รับประสบการณ์ และเข้าใจด้วยหัวใจของพวกเขา เพราะความเป็นจริงเหล่านี้มีผลต่อชีวิตของทุกบุคคล ต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของทุกบุคคล ต่อหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญยิ่งยวดที่ทุกบุคคลต้องผ่านในชีวิต ต่อความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าและท่าทีที่คนเราควรใช้เผชิญกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และต่อบั้นปลายสุดท้ายของทุกบุคคลเป็นธรรมดา ดังนั้น มันจึงเป็นการคุ้มค่าต่อการใช้พลังงานทั้งชีวิตในการเรียนรู้และทำความเข้าใจพวกมัน เมื่อเจ้ามองดูสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างตรงๆ เต็มตา เมื่อเจ้ายอมรับอธิปไตยของพระองค์ เจ้าจะค่อยๆ มาตระหนักและเข้าใจความจริงของการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่หากเจ้าไม่เคยระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่เคยยอมรับอธิปไตยของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้ามีชีวิตอยู่กี่ปี เจ้าจะไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าแม้แต่น้อยเลย หากเจ้าไม่รู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้าไปถึงสุดปลายถนน ต่อให้เจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายทศวรรษ เจ้าก็จะไม่มีอะไรแสดงออกมาเพื่อชีวิตเจ้า และเจ้าก็จะไม่มีความรู้แม้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์เป็นธรรมดา นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเศร้ามากหรอกหรือ? ดังนั้น ไม่สำคัญว่า เจ้าได้เดินมาไกลแค่ไหนแล้วในชีวิต ไม่สำคัญว่าตอนนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ไม่สำคัญว่าการเดินทางที่เหลือของเจ้าอาจยาวไกลสักเท่าใด ก่อนอื่น เจ้าต้องระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าและจริงจังกับมัน และยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าคือองค์เจ้านายผู้ทรงพระเอกลักษณ์ของเจ้า การบรรลุความรู้ที่ชัดเจนแม่นยำและการเข้าใจความจริงเหล่านี้ที่เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์คือบทเรียนบังคับสำหรับทุกคน มันคือกุญแจของการรู้จักชีวิตมนุษย์และบรรลุถึงความจริง เช่นนั้นคือชีวิตแห่งการทำความรู้จักพระเจ้า เป็นหลักสูตรพื้นฐานของการศึกษาของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญในแต่ละวัน ซึ่งไม่มีใครเลยที่สามารถเลี่ยงหนีได้ หากใครบางคนปรารถนาที่จะใช้ทางลัดเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายนี้ เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าตอนนี้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้! หากเจ้าต้องการหลีกหนีอธิปไตยของพระเจ้า นั่นยิ่งเป็นไปได้น้อยเข้าไปใหญ่! พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ผู้เดียวของมนุษย์ พระเจ้าคือองค์เจ้านายแต่ผู้เดียวของชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่จะลิขิตขีดเขียนชีวิตของเขาเอง เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะก้าวออกจากมัน ไม่สำคัญว่าคนเราจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน คนเราไม่สามารถมีอิทธิพลต่อ—นับประสาอะไรที่จะสามารถจัดวางเรียบเรียง จัดการเตรียมการ ควบคุม หรือเปลี่ยนแปลง—ชะตากรรมของผู้อื่น มีเพียงพระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ เท่านั้น ที่ทรงลิขิตขีดเขียนทุกสรรพสิ่งสำหรับมนุษย์ เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ที่ถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้นมีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงเป็นองค์เจ้านายหนึ่งเดียวของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้าถือครองอธิปไตยไม่เพียงเหนือมนุษยชาติที่ทรงสร้างมาเท่านั้น แต่ยังเหนือสิ่งที่ไม่ได้ทรงสร้างที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถมองเห็นได้ เหนือหมู่ดาว เหนือห้วงจักรวาล นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้ ข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่จริง ที่ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดเลยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากหนึ่งในพวกเจ้ายังคงไม่พึงพอใจกับสิ่งต่างๆ ตามที่พวกมันเป็นอยู่ โดยเชื่อว่าเจ้ามีทักษะหรือความสามารถพิเศษบางอย่าง และยังคิดไปอีกว่าด้วยจังหวะแห่งโชคดีบางอย่าง เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ในปัจจุบันของเจ้าได้ หรือไม่เช่นนั้นก็หลีกหนีพวกมันได้ หากเจ้าพยายามที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเจ้าเองโดยวิถีทางแห่งความพยายามของมนุษย์ และผลที่ได้คือแยกตัวเจ้าเองออกมาให้โดดเด่นกว่ามิตรสหายและได้รับชื่อเสียงและโชควาสนา เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าเลยว่า เจ้ากำลังทำสิ่งต่างๆ ให้ยากสำหรับตัวเจ้าเอง เจ้าแค่กำลังหาเรื่องใส่ตัวเท่านั้น เจ้ากำลังขุดหลุมศพของตัวเอง! สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะค้นพบว่า ตัวเจ้าได้เลือกทางผิดไป และความพยายามต่างๆ ของเจ้านั้นสูญเปล่า ความทะเยอทะยานของเจ้า ความอยากที่จะดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และการประพฤติปฏิบัติอันผิดมหันต์ของตัวเจ้าเองจะนำเจ้าล่องไปตามถนนที่ไม่มีทางย้อนคืน และเจ้าจะต้องรับผิดอย่างสาสมกับการกระทำนี้ แม้ว่าในตอนนี้เจ้ามองไม่เห็นความรุนแรงของผลสืบเนื่องที่ตามมา เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์ต่อไป และซาบซึ้งรู้คุณค่าของความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า พระเจ้าคือองค์เจ้านายของชะตากรรมมนุษย์ เจ้าจึงจะมาตระหนักอย่างช้าๆ ในสิ่งที่เราพูดถึงในวันนี้และความนัยที่แท้จริงของมัน การที่เจ้าจะมีหัวใจและจิตวิญญาณอย่างแท้จริงหรือไม่ และการที่เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งรักความจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีที่เจ้ามีต่ออธิปไตยของพระเจ้าและต่อความจริง โดยธรรมชาติแล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเจ้าสามารถที่จะรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่ หากในชีวิตของเจ้า เจ้าไม่เคยเลยที่จะสำนึกถึงอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และยิ่งไม่เคยเลยที่จะระลึกได้ถึงและยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไร้คุณค่าอย่างถึงที่สุด และไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าจะเป็นเป้าของความเกลียดและการปฏิเสธของพระเจ้า โดยเนื่องมาจากเส้นทางที่เจ้าได้ใช้เดินและทางเลือกที่เจ้าได้ทำไป แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า บรรดาผู้ซึ่งสามารถยอมรับการทดสอบของพระองค์ ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ นบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ และค่อยๆ ได้รับประสบการณ์จริงของพระวจนะของพระองค์ จะได้บรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาจะกลายเป็นได้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของพระผู้สร้างอย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นจะได้รับการช่วยให้รอดแล้วอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาได้รู้จักอธิปไตยของพระเจ้าแล้ว เพราะพวกเขาได้ยอมรับมันแล้ว ความซาบซึ้งที่พวกเขามีต่อข้อเท็จจริงในเรื่องของอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์ ความนบนอบของพวกเขาต่อมันนั้นเป็นจริงและแม่นยำ เมื่อเขาเผชิญความตาย พวกเขาจะมีจิตใจที่ไม่สะทกสะท้านต่อความตายเหมือนกับโยบ และนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการในทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า โดยไม่มีทางเลือกของปัจเจกบุคคล ไม่มีความอยากของปัจเจกบุคคล มีเพียงบุคคลดังกล่าวเท่านั้นที่จะสามารถหวนคืนไปเคียงข้างพระผู้สร้างในฐานะมนุษย์แท้ที่ถูกสร้างขึ้นมาคนหนึ่ง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 138

การทรงบัญชาของพระยาห์เวห์พระเจ้าที่มีต่อมนุษย์

ปฐมกาล 2:15-17 พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอาศัยอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและดูแลสวน พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงตรัสสั่งมนุษย์นั้นว่า “ผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ตามใจชอบ แต่ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่”

การล่อลวงหญิงนั้นของงู

ปฐมกาล 3:1-5 ในบรรดาสัตว์ป่าทั้งหมด ที่พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงสร้างนั้น งูฉลาดกว่าหมด มันถามหญิงนั้นว่า “จริงหรือ? ที่พระเจ้าตรัสว่า ‘ห้ามพวกเจ้ากินผลจากต้นไม้ทุกต้นในสวนนี้’” หญิงนั้นจึงตอบงูว่า “ผลของต้นไม้ในสวนนี้ เรากินได้ เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสว่า ‘ห้ามพวกเจ้ากินและถูกต้องเลย มิฉะนั้นพวกเจ้าจะตาย’” งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า “พวกเจ้าไม่ใช่ว่าจะต้องตายแน่ เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า พวกเจ้ากินผลจากต้นไม้นั้นวันใด ตาของพวกเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วพวกเจ้าจะเป็นเหมือนอย่างพระเจ้า คือรู้ความดีและความชั่ว”

สองบทตอนนี้คัดมาจากหนังสือปฐมกาลในพระคัมภีร์ พวกเจ้าทุกคนคุ้นเคยกับสองบทตอนนี้หรือไม่? สองบทตอนนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในปฐมกาล เมื่อมนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรก เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องจริง ก่อนอื่น พวกเรามาดูว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงมอบการทรงบัญชาประเภทใดแก่อาดัมและเอวา เนื้อหาของการทรงบัญชานี้สำคัญสำหรับหัวข้อของพวกเราในวันนี้มาก “พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงตรัสสั่งมนุษย์นั้นว่า ‘ผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ตามใจชอบ แต่ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่’” อะไรคือสิ่งสำคัญในการทรงบัญชาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ในบทตอนนี้? ประการแรก พระเจ้าทรงบอกมนุษย์ว่าสิ่งที่เขาสามารถกินได้ นั่นคือ ผลไม้จากต้นไม้หลายชนิด ไม่มีอันตรายและไม่มีพิษ ทั้งหมดนั้นสามารถกินได้และกินได้โดยอิสระตามที่มนุษย์ปรารถนา โดยไม่ต้องกังวลและสงสัยเลย นี่คือส่วนหนึ่งจากการทรงบัญชาของพระเจ้า อีกส่วนหนึ่งเป็นคำเตือน ในคำเตือนนี้ พระเจ้าทรงบอกมนุษย์ว่าเขาต้องไม่กินผลไม้จากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น จะเกิดสิ่งใดขึ้นหรือหากเขากินจากต้นไม้นี้? พระเจ้าได้ทรงบอกมนุษย์ว่า หากเจ้ากินจากมัน เจ้าจะตายอย่างแน่นอน พระวจนะเหล่านี้ตรงไปตรงมาไม่ใช่หรือ? หากพระเจ้าตรัสบอกเจ้าอย่างนี้แต่เจ้าไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด เจ้าจะปฏิบัติต่อพระวจนะของพระองค์เสมือนเป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งที่ต้องเชื่อฟังหรือไม่? พระวจนะเช่นนั้นควรต้องได้รับการเชื่อฟัง หรือไม่ควรได้รับการเชื่อฟัง? แต่ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถเชื่อฟังหรือไม่ พระวจนะของพระเจ้าก็ไม่อ้อมค้อม พระเจ้าได้ทรงบอกมนุษย์อย่างชัดเจนยิ่งนักว่าสิ่งใดที่เขาอาจกินได้และสิ่งใดที่เขาไม่อาจกินได้ และจะเกิดอะไรขึ้นหากเขากินสิ่งที่เขาไม่อาจกินได้ ในพระวจนะสั้นๆ เหล่านี้ที่พระเจ้าได้ตรัสไป เจ้าสามารถเห็นสิ่งใดจากพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือไม่? พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าเที่ยงแท้หรือไม่? มีเล่ห์ลวงใดๆ หรือไม่? มีความเท็จใดๆ หรือไม่? มีการข่มขู่ใดๆ หรือไม่? (ไม่มี) พระเจ้าได้ทรงบอกมนุษย์อย่างซื่อสัตย์ ตามความจริง และอย่างจริงใจถึงสิ่งที่เขาอาจกินได้และสิ่งที่เขาไม่อาจกินได้ พระเจ้าได้ตรัสอย่างชัดเจนและตรงๆ มีความหมายซ่อนเร้นใดๆ อยู่ในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? พระวจนะเหล่านี้ไม่ตรงไปตรงมาหรอกหรือ? มีความจำเป็นต้องคาดคะเนหรือไม่? (ไม่) ไม่มีความจำเป็นต้องคาดเดาเลย ความหมายของพระวจนะเหล่านี้ชัดแจ้งในทันทีที่มอง เมื่อได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ คนเรารู้สึกเข้าใจชัดเจนอย่างครบถ้วนถึงความหมายของมัน นั่นคือ สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะตรัสและสิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะแสดงออกมาจากพระทัยของพระองค์ สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงแสดงนั้นสะอาด ตรงไปตรงมา และชัดเจน ไม่มีสิ่งจูงใจแอบแฝง และไม่มีความหมายซ่อนเร้นใดๆ พระองค์ตรัสกับมนุษย์โดยตรง บอกเขาถึงสิ่งที่เขาอาจกินได้และสิ่งที่เขาไม่อาจกินได้ กล่าวคือ มนุษย์สามารถมองเห็นได้ว่าพระทัยของพระเจ้านั้นโปร่งใสและเที่ยงแท้ก็โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า ไม่มีร่องรอยของความเท็จในที่นี้ มันไม่ใช่กรณีของการบอกเจ้าว่าเจ้าไม่อาจกินสิ่งที่กินไม่ได้ หรือการบอกเจ้าว่า “จงทำแล้วดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น” กับสิ่งต่างๆ ที่เจ้าไม่สามารถกินได้ พระเจ้าไม่ใช่ทรงหมายถึงการนี้ ไม่ว่าพระเจ้าดำริสิ่งใดในพระทัยของพระองค์ นั่นคือสิ่งที่พระองค์ตรัส หากเราพูดว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์เพราะพระองค์ทรงแสดงและเปิดเผยพระองค์เองภายในพระวจนะเหล่านี้ในหนทางนี้ เจ้าอาจจะรู้สึกว่าเราทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หรือว่าเราได้ขยายประเด็นออกไปค่อนข้างไกลเกิน หากเป็นเช่นนั้น จงอย่างกังวลเลยพวกเรายังไม่แล้วเสร็จ

ตอนนี้พวกเรามาพูดคุยกันเกี่ยวกับ “การล่อลวงหญิงนั้นของงู” กันเถิด ผู้ใดคืองูนั้น? (ซาตาน) ซาตานเล่นบทตัวประกอบเสริมความเด่นในแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า และมันเป็นบทบาทที่พวกเราต้องกล่าวพาดพิงเมื่อพวกเราสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เหตุใดเราจึงกล่าวการนี้? หากเจ้าไม่รู้จักความชั่วและความเสื่อมทรามของซาตาน หากเจ้าไม่รู้จักธรรมชาติของซาตาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีทางที่จะรับรู้ความบริสุทธิ์ และเจ้าไม่สามารถรู้ว่าจริงๆ แล้วความบริสุทธิ์คือสิ่งใด ผู้คนเชื่อด้วยความสับสนว่าสิ่งที่ซาตานทำนั้นถูกต้อง เพราะพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยที่เสื่อมทรามประเภทนี้ เมื่อไม่มีตัวประกอบเสริมความเด่น ไม่มีจุดของการเปรียบเทียบ เจ้าไม่สามารถรู้ได้ว่าความบริสุทธิ์คือสิ่งใด นั่นคือเหตุผลที่ซาตานต้องถูกกล่าวพาดพิงในที่นี้ การกล่าวพาดพิงเช่นนั้นไม่ใช่การพูดคุยที่ว่างเปล่า พวกเราจะมองเห็นโดยผ่านทางคำพูดและความประพฤติซาตานว่าซาตานกระทำการอย่างไร ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามอย่างไร และสิ่งใดคือธรรมชาติและโฉมหน้าของซาตาน ดังนั้นแล้ว หญิงนั้นได้กล่าวสิ่งใดไปกับงูหรือ? หญิงนั้นได้เล่าให้งูฟังว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าได้ตรัสสิ่งใดแก่นาง เมื่อนางได้กล่าวคำพูดเหล่านี้ นางมั่นใจหรือไม่ว่าสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสกับนางนั้นเที่ยงแท้? นางไม่สามารถแน่ใจได้ ใช่หรือไม่? ในฐานะใครบางคนที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ๆ นางไม่มีความสามารถที่จะแยกแยะความดีจากความชั่ว และนางไม่มีความรับรู้ใดๆ เกี่ยวกับสิ่งใดรอบตัวนางเลย เมื่อตัดสินด้วยคำพูดที่นางพูดกับงู นางไม่แน่ใจในหัวใจของนางว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นถูกต้อง ท่าทีของนางเป็นเช่นนั้น ดังนั้น เมื่องูได้มองเห็นว่าหญิงนั้นมีท่าทีของความไม่มั่นใจต่อพระวจนะของพระเจ้า มันก็ได้กล่าวว่า “พวกเจ้าไม่ใช่ว่าจะต้องตายแน่ เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า พวกเจ้ากินผลจากต้นไม้นั้นวันใด ตาของพวกเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วพวกเจ้าจะเป็นเหมือนอย่างพระเจ้า คือรู้ความดีและความชั่ว” มีสิ่งใดเป็นปัญหาภายในคำพูดเหล่านี้หรือ? เมื่อพวกเจ้าได้อ่านประโยคนี้ พวกเจ้าได้รับสำนึกรับรู้เกี่ยวกับเจตนาของงูหรือไม่? เจตนาเหล่านั้นคือสิ่งใด? (เพื่อทดลองมนุษย์ เพื่อชักจูงเขาให้ทำบาป) มันต้องการที่จะทดลองหญิงผู้นี้ ที่จะหยุดนางจากการใส่ใจในพระวจนะของพระเจ้า แต่มันไม่ได้พูดสิ่งเหล่านี้โดยตรง ด้วยเหตุนี้ พวกเราสามารถกล่าวได้ว่ามันฉลาดแกมโกงมาก มันแสดงความหมายของมันออกมาในหนทางที่กลับกลอกและหลบหลีกเพื่อที่จะเข้าถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ของมัน ซึ่งมันปกปิดเก็บไว้ภายในใจของมัน ซ่อนเร้นจากมนุษย์─เช่นนั้นคือความฉลาดแกมโกงของงู นี่คือหนทางของการพูดและการแสดงการกระทำของซาตานตลอดมา มันพูดว่า “ไม่แน่” โดยไม่ได้ยืนยันทางหนึ่งทางใด แต่เมื่อได้ยินการนี้ หัวใจของหญิงที่ไม่รู้เท่าทันคนนี้ก็หวั่นไหว งูนั้นจึงยินดี เพราะคำพูดของมันได้มีผลตามที่อยากได้แล้ว─เช่นนั้นคือเจตนาที่ฉลาดแกมโกง ของงูนั้น ยิ่งไปกว่านั้น มันได้ล่อลวงนางด้วยการสัญญาถึงผลสุดท้ายที่ดูเหมือนน่าพึงปรารถนาสำหรับพวกมนุษย์ โดยกล่าวว่า “พวกเจ้ากินผลจากต้นไม้นั้นวันใด ตาของพวกเจ้าจะสว่างขึ้นในวัน” ดังนั้นนางครุ่นคิดว่า “การที่ตาของฉันสว่างขึ้นย่อมเป็นสิ่งที่ดี!” และเมื่อนั้นมันจึงได้พูดบางอย่างที่เป็นการชักนำมากขึ้นไปอีก เป็นคำพูดที่มนุษย์ไม่เคยรู้มาก่อน คำพูดที่มีอำนาจใหญ่หลวงในการทดลองเหนือบรรดาผู้ที่ได้ยิน นั่นคือ “พวกเจ้าจะเป็นเหมือนอย่างพระเจ้า คือรู้ความดีและความชั่ว คำพูดเหล่านี้ไม่เป็นการล่อลวงมนุษย์อย่างทรงพลังหรอกหรือ? มันเป็นเหมือนการที่ใครบางคนพูดกับเจ้าว่า “ใบหน้าของเธอมีรูปทรงที่น่าอัศจรรย์ ยกเว้นว่าดั้งจมูกของเธอสั้นไปนิด หากเธอได้แก้ไขตรงนั้น เมื่อนั้นเธอก็จะสวยระดับโลกไปเลย!” คำพูดเหล่านี้จะขับเคลื่อนหัวใจของใครบางคนที่ไม่เคยเก็บงำความอยากได้อยากมีใดๆ มาก่อนให้ทำศัลยกรรมความงามหรือไม่? คำพูดเหล่านี้ไม่เป็นการล่อลวงหรอกหรือ? การล่อลวงนี้ไม่ใช่กำลังทดลองเจ้าหรอกหรือ? และนี่ไม่ใช่การทดลองหรอกหรือ? (ใช่) พระเจ้าตรัสสิ่งต่างๆ อย่างนี้หรือไม่? มีคำใบ้ใดเกี่ยวกับการนี้ในพระวจนะของพระเจ้าที่พวกเราเพิ่งได้อ่านพิจารณาไปเมื่อครู่หรือไม่? (ไม่มี) พระเจ้าตรัสสิ่งที่พระองค์ดำริในพระทัยของพระองค์ใช่หรือไม่ มนุษย์สามารถมองเห็นพระทัยของพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ได้หรือไม่? (เห็นได้) แต่เมื่องูได้กล่าวคำพูดเหล่านั้นกับหญิงนั้น เจ้าสามารถมองเห็นหัวใจของมันได้หรือไม่? (ไม่เห็น) และเนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ มนุษย์จึงถูกคำพูดของงูล่อลวงโดยง่ายดาย ติดเบ็ดอย่างง่ายดาย และถูกจูงนำไปอย่างง่ายดาย ดังนั้นแล้ว เจ้าสามารถมองเห็นเจตนาของซาตานหรือไม่? เจ้าสามารถมองเห็นจุดประสงค์เบื้องหลังสิ่งที่ซาตานพูดหรือไม่? เจ้าสามารถมองเห็นแผนร้ายและเลศนัยของซาตานได้หรือไม่? (ไม่เห็น) วิธีที่ซาตานพูดเป็นตัวแทนของอุปนิสัยประเภทใด? เจ้าได้เห็นเนื้อแท้ประเภทใดในตัวซาตานโดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้? มันไม่แฝงการร้ายหรอกหรือ? ลางทีบนเปลือกนอกมันยิ้มให้เจ้า หรือลางทีมันไม่เปิดเผยการแสดงออกใดๆ ก็ตามเลย แต่ในหัวใจของมันนั้น มันกำลังคิดคำนวณอยู่ว่าจะได้วัตถุประสงค์ของมันมาอย่างไร และวัตถุประสงค์นี้นี่เองที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ สัญญาทั้งหมดที่มันทำกับเจ้า ข้อได้เปรียบทั้งหมดที่มันบรรยายนั้นคือหน้ากากอำพรางการล่อลวงของมัน เจ้ามองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดี ดังนั้น เจ้ารู้สึกว่าสิ่งที่มันพูดมีประโยชน์มากกว่า มีสาระสำคัญมากกว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัส เมื่อการนี้เกิดขึ้น แล้วมนุษย์จะไม่กลายเป็นนักโทษผู้นบนอบหรอกหรือ? กลยุทธ์ที่ซาตานใช้ไม่เลวทรามต่ำช้าหรอกหรือ? เจ้ายอมให้ตัวเองจมลงสู่ความเสื่อม เจ้ากลายเป็นมีความสุขที่จะติดตามไปกับซาตาน ทำตามซาตาน โดยที่ซาตานไม่ต้องกระดิกนิ้ว แต่แค่ด้วยการพูดสองประโยคนี้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงได้บรรลุวัตถุประสงค์ เจตนานี้ไม่ใช่ชั่วร้ายเลวทรามหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่โฉมหน้าดั้งเดิมที่สุดของซาตานหรอกหรือ? จากคำพูดของซาตาน มนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งจูงใจอันชั่วร้ายเลวทรามของมัน มองเห็นโฉมหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของมันและมองเห็นเนื้อแท้ของมัน นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ? เมื่อเปรียบเทียบประโยคเหล่านี้ หากไม่วิเคราะห์ลางทีเจ้าอาจจะรู้สึกราวกับว่าพระวจนะของพระยาห์เวห์พระเจ้านั้นตรงทื่อ ธรรมดาสามัญ และพบได้ทั่วไป จนพระวจนะเหล่านั้นไม่สมเหตุสมผลที่จะฉาบเงาให้เป็นเนื้อร้องในที่นี้เพื่อสรรเสริญความซื่อสัตย์ของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเราใช้คำพูดของซาตานและโฉมหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของซาตานมาเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าไม่มีน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้คนในวันนี้หรอกหรือ? (มี) มนุษย์สามารถสำนึกรับรู้ถึงความไร้ตำหนิล้วนๆ ของพระเจ้าโดยผ่านทางการเปรียบเทียบนี้ ทุกคำที่ซาตานพูด ตลอดจนสิ่งจูงใจและเจตนาของซาตานและวิธีที่มันพูด─สิ่งเหล่านั้นล้วนมีสิ่งเจือปน ลักษณะเฉพาะที่เป็นหลักในวิธีการพูดของซาตานคือสิ่งใด? ซาตานใช้การพูดอ้อมค้อมเพื่อล่อลวงเจ้า โดยไม่ปล่อยให้เจ้ามองทะลุการตีสองหน้าของมัน อีกทั้งมันไม่ยอมให้เจ้าหยั่งรู้วัตถุประสงค์ของมัน ซาตานปล่อยเจ้าคว้าเหยื่อล่อ แต่เจ้ายังต้องสรรเสริญและร้องขับขานคุณความดีของมันอีกด้วย ลูกเล่นนี้ไม่ใช่วิธีการที่ซาตานเลือกทำจนเป็นนิสัยหรอกหรือ? (ใช่)

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 139

บทสนทนาระหว่างซาตานกับพระยาห์เวห์พระเจ้า

โยบ 1:6-11 อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเหล่าทูตสวรรค์มารายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ ซาตานได้มาในหมู่เขาด้วย พระยาห์เวห์ตรัสถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน?” ซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “เจ้าได้พิจารณาดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย?” แล้วซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ? พระองค์ไม่ได้ทรงกั้นรั้วรอบตัวเขา ครอบครัวของเขา และทุกสิ่งที่เขามีอยู่เสียทุกด้านหรือ? พระองค์ได้ทรงอวยพรงานที่มือเขาทำ และฝูงปศุสัตว์ของเขาได้ทวีขึ้นในแผ่นดิน แต่ขอยื่นพระหัตถ์แตะต้องสิ่งของทั้งสิ้นที่เขามีอยู่ แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์”

โยบ 2:1-5 และอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเหล่าทูตสวรรค์มารายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ ซาตานได้มาในหมู่เขา เพื่อรายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ด้วย และพระยาห์เวห์ตรัสถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน?” ซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “เจ้าได้พิจารณาดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย? เขายังยึดมั่นในความซื่อสัตย์ของเขาอยู่ ถึงแม้เจ้าชวนเราให้ต่อสู้กับเขา เพื่อทำลายเขาโดยไม่มีเหตุ” แล้วซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “หนังแทนหนัง คนย่อมให้ทุกอย่างที่เขามีอยู่แทนชีวิตของเขา แต่บัดนี้ขอเหยียดพระหัตถ์แตะต้องกระดูกและเนื้อของเขา แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์”

สองบทตอนนี้ประกอบขึ้นทั้งสิ้นด้วยบทสนทนาระหว่างพระเจ้ากับซาตาน สองบทตอนนี้บันทึกสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสและสิ่งที่ซาตานได้พูด พระเจ้าไม่ได้ตรัสมากมาย และพระองค์ตรัสอย่างเรียบง่ายยิ่งนัก พวกเราสามารถมองเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าภายในพระวจนะที่เรียบง่ายของพระองค์หรือไม่? บางคนจะพูดว่าการนี้ไม่ใช่ทำได้อย่างง่ายดายเลย ดังนั้นแล้ว พวกเราสามารถมองเห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของซาตานในคำตอบของมันได้หรือไม่? (เห็นได้) ก่อนอื่นพวกเรามาดูว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าได้ตรัสถามคำถามประเภทใดกับซาตาน “เจ้ามาจากไหน?” นี่ไม่ใช่คำถามที่ตรงไปตรงมาหรอกหรือ? มีความหมายซ่อนเร้นใดๆ หรือไม่? (ไม่มี) มันเป็นแค่คำถามหนึ่งที่บริสุทธิ์ ไม่เจือปนด้วยสิ่งจูงใจแอบแฝงอันใด หากเราจะถามพวกเจ้าว่า “เจ้ามาจากไหน?” เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะตอบอย่างไร? มันเป็นคำถามที่ตอบยากหรือ? พวกเจ้าจะกล่าวว่า “จากไปๆ มาๆ และจากเดินไปเรื่อยๆ” หรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าคงจะไม่ตอบเยี่ยงนี้ ดังนั้นแล้วพวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อพวกเจ้าเห็นซาตานตอบแบบนี้? (พวกเรารู้สึกว่าซาตานกำลังไร้สาระ แต่ก็หลอกลวงด้วย) พวกเจ้าบอกได้หรือไม่ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไร? ทุกครั้งที่เรามองเห็นคำพูดเหล่านี้ของซาตาน เรารู้สึกขยะแขยง เพราะซาตานพูดคุย ทว่าคำพูดของมันก็ไม่บรรจุด้วยเนื้อหาสาระใดเลย ซาตานได้ตอบคำถามของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ คำพูดที่ซาตานได้พูดไปนั้นไม่ใช่คำตอบ คำพูดเหล่านั้นไม่ได้ให้ผลใดๆ มันไม่ใช่คำตอบต่อคำถามของพระเจ้า “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” พวกเจ้าเข้าใจอย่างไรกับคำพูดเหล่านี้? ซาตานมาจากไหนหรือ? พวกเจ้าได้รับคำตอบต่อคำถามนี้หรือไม่? (ไม่) นี่คือ “อัจฉริยภาพ” ในอุบายฉลาดแกมโกงของซาตาน─ไม่ปล่อยให้ผู้ใดค้นพบว่าที่จริงแล้วมันกำลังพูดสิ่งใด เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้ว เจ้าก็ยังคงไม่สามารถหยั่งรู้ถึงสิ่งที่มันพูดไปได้ ถึงแม้ว่ามันได้ตอบคำถามจบแล้วก็ตาม ถึงกระนั้นซาตานก็เชื่อว่ามันได้ตอบคำถามโดยเพียบพร้อมแล้ว เช่นนั้นแล้วเจ้ารู้สึกอย่างไร? ขยะแขยงหรือไม่? (ใช่) ตอนนี้พวกเจ้าเริ่มรู้สึกขยะแขยงเป็นการตอบสนองต่อคำพูดเหล่านี้ ซาตานไม่ได้พูดตรงๆ แต่ทิ้งให้เจ้าต้องเกาศีรษะ ไม่สามารถล่วงรู้แหล่งที่มาของคำพูดของมัน บางครั้งมันพูดอย่างจงใจ และบางครั้งเมื่อมันพูดคำพูดของมันถูกควบคุมโดยแก่นแท้ของมันเอง ธรรมชาติของมันเอง เหล่านี้คือคำพูดที่ตรงออกมาจากปากของซาตาน ซาตานไม่ได้ชั่งน้ำหนักกับคำพูดเหล่านี้เป็นเวลานานหรือพูดคำพูดเหล่านี้ออกไปในหนทางที่มันคิดว่าหลักแหลม ตรงกันข้าม มันแสดงคำพูดเหล่านั้นออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทันทีที่เจ้าถามซาตานว่ามันมาจากไหน มันตอบเจ้าอย่างนั้นด้วยคำพูดเหล่านี้ เจ้ารู้สึกฉงนฉงายมาก ไม่มีวันรู้อย่างแน่ชัดว่าซาตานมาจากที่ใด มีบ้างหรือไม่ท่ามกลางพวกเจ้าที่พูดเยี่ยงนี้? (มี) นี่เป็นวิธีพูดประเภทใดกัน? (มันกำกวมและไม่ให้คำตอบที่แน่ชัด) พวกเราควรใช้คำพูดประเภทใดเพื่อบรรยายวิธีพูดแบบนี้? มันเป็นคำที่ทำให้ไขว้เขวและทำให้เข้าใจไปในทางที่ผิด ไม่ใช่หรือ? สมมติว่าใครบางคนไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขาไปที่ใดเมื่อวานนี้ เจ้าถามพวกเขาว่า “ฉันเห็นท่านเมื่อวานนี้ ท่านกำลังไปไหนหรือ?” พวกเขาไม่บอกเจ้าโดยตรงว่าพวกเขาไปที่ใดเมื่อวาน ตรงกันข้าม พวกเขากล่าวว่า “วันอะไรก็ไม่รู้เมื่อวานนี้ มันน่าเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก!” พวกเขาได้ตอบคำถามของเจ้าหรือไม่? พวกเขาตอบ แต่พวกเขาไม่ได้ให้คำตอบที่เจ้าต้องการ นี่คือ “อัจฉริยภาพ” ภายในชั้นเชิงของวาทะของมนุษย์ เจ้าไม่มีวันสามารถค้นพบว่าพวกเขาหมายความถึงสิ่งใด อีกทั้งไม่สามารถล่วงรู้แหล่งที่มาหรือเจตนาในคำพูดของพวกเขา เจ้าไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งใดเพราะพวกเขามีเรื่องราวของพวกเขาเองอยู่ในหัวใจของพวกเขา─นี่คือแฝงการร้าย พวกเจ้ามักจะพูดในวิธีนี้ด้วยหรือไม่? (ใช่) เช่นนั้นแล้วจุดประสงค์ของพวกเจ้าคือสิ่งใด? บางครั้งมันเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเจ้าเอง บางครั้งเพื่อรักษาตำแหน่งของพวกเจ้าเอง ภาพลักษณ์ของพวกเจ้าเอง เพื่อเก็บความลับในชีวิตส่วนตัวของพวกเจ้าไว้ เพื่อรักษาความมีหน้ามีตาของพวกเจ้าเองเอาไว้ใช่หรือไม่? ไม่ว่าจุดประสงค์อะไรก็ตาม มันไม่สามารถแยกจากผลประโยชน์ของพวกเจ้าได้ มันเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของพวกเจ้า นี่ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์หรอกหรือ? ทุกคนที่มีธรรมชาติประเภทนี้คล้ายกันกับซาตานมิใช่หรือ? พวกเราสามารถพูดเยี่ยงนี้ได้ไม่ใช่หรือ? กล่าวโดยทั่วไปแล้ว การสำแดงนี้น่ารังเกียจและและน่าชิงชัง บัดนี้ พวกเจ้ารู้สึกขยะแขยงด้วยเช่นกันมิใช่หรือ? (ใช่)

เมื่อดูที่บทตอนแรกอีกครั้ง ซาตานตอบสนองต่อคำถามของพระยาห์เวห์อีกครั้งโดยกล่าวว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ?” ซาตานกำลังเปิดฉากโจมตีการประเมินโยบของพระยาห์เวห์ และการโจมตีนี้ป้ายสีด้วยความเป็นความไม่เป็นมิตร “พระองค์ไม่ได้ทรงกั้นรั้วรอบตัวเขา ครอบครัวของเขา และทุกสิ่งที่เขามีอยู่เสียทุกด้านหรือ?” นี่คือความเข้าใจและการประเมินของซาตานเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ที่ทรงมีต่อโยบ ซาตานประเมินพระราชกิจนั้นเยี่ยงนี้ โดยกล่าวว่า “พระองค์ได้ทรงอวยพรงานที่มือเขาทำ และฝูงปศุสัตว์ของเขาได้ทวีขึ้นในแผ่นดิน แต่ขอยื่นพระหัตถ์แตะต้องสิ่งของทั้งสิ้นที่เขามีอยู่ แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์” ซาตานมักจะพูดอย่างกำกวมเสมอ แต่ในที่นี้มันพูดด้วยคำเฉพาะที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม คำพูดเหล่านี้ถึงแม้ว่าพวกมันจะถูกพูดออกไปด้วยคำเฉพาะที่แน่ชัด แต่ก็เป็นการโจมตี การหมิ่นประมาท และการกระทำที่เยาะเย้ยท้าทายต่อพระยาห์เวห์พระเจ้า ต่อพระเจ้าพระองค์เอง พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้? พวกเจ้ารู้สึกเกลียดไม่ชอบใช่หรือไม่? พวกเจ้าสามารถมองเห็นทะลุถึงเจตนาของซาตานหรือไม่? ก่อนอื่น ซาตานปฏิเสธการประเมินของพระยาห์เวห์ที่ทรงมีต่อโยบ─มนุษย์ผู้ซึ่งยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ต่อมาซาตานปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่โยบพูดและทำ กล่าวคือ มันปฏิเสธความยำเกรงของเขาที่มีต่อพระยาห์เวห์ นี่ไม่ใช่การกล่าวหาหรอกหรือ? ซาตานกำลังกล่าวหา กำลังปฏิเสธ และกำลังตั้งข้อสงสัยกับทุกสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงกระทำและตรัส มันไม่เชื่อ โดยกล่าวว่า “หากพระองค์ตรัสสิ่งต่างๆ เยี่ยงนี้ เช่นนั้นแล้ว ข้าพระองค์ทรงมองไม่เห็นมันได้อย่างไร? พระองค์ได้ทรงมอบพระพรมากมายยิ่งนักให้แก่เขา ดังนั้น เขาจะไม่ยำเกรงพระองค์ได้อย่างไร?” นี่ไม่ใช่การปฏิเสธทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำหรอกหรือ? การกล่าวหา การปฏิเสธ การหมิ่นประมาท คำพูดของซาตานไม่ใช่การทำร้ายหรอกหรือ? คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่การแสดงออกที่แท้จริงถึงสิ่งที่ซาตานคิดอยู่ในหัวใจของมันหรอกหรือ? คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แบบเดียวกันกับพระวจนะที่พวกเราเพิ่งได้อ่านกันไปตอนนี้อย่างแน่นอน นั่นคือ “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” คำพูดเหล่านี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้ ซาตานได้ตีแผ่เนื้อหาในหัวใจของมันอย่างครบบริบูรณ์─ท่าทีที่มันมีต่อพระเจ้าและการที่มันเกลียดความยำเกรงพระเจ้าของโยบ เมื่อการนี้เกิดขึ้น ธรรมชาติที่มุ่งร้ายและชั่วร้ายของมันก็ถูกเปิดโปงอย่างครบบริบูรณ์ มันเกลียดบรรดาผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า เกลียดบรรดาผู้ที่หลบเลี่ยงความชั่ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกลียดพระยาห์เวห์ที่ทรงประทานพระพรให้มนุษย์ มันต้องการที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อทำลายโยบ ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงยกชูเขาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เพื่อทำให้เขาล่มจม โดยกล่าวว่า “พระองค์ตรัสว่าโยบยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว ข้าพระองค์เห็นต่างออกไป” มันใช้หนทางต่างๆ นานา เพื่อยั่วยุและทดลองพระยาห์เวห์ และใช้ลูกเล่นต่างๆ นานา เพื่อให้พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงมอบโยบให้ซาตานเพื่อที่จะถูกบงการ ทำอันตราย และนำไปใช้ในทางที่ผิดอย่างพิเรนทร์ มันต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อทำลายมนุษย์ผู้นี้ซึ่งชอบธรรมและมีความเพียบพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า มันเป็นแค่แรงกระตุ้นชั่วครู่ที่ทำให้ซาตานมีหัวใจประเภทนี้ใช่หรือไม่? ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น มันอยู่ในการสร้างมานานแล้ว พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงดูแลบุคคลหนึ่ง ทรงมองดูบุคคลผู้นี้ และตลอดเวลานั้นซาตานตามติดพระองค์ทุกย่างก้าว ผู้ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงโปรด ซาตานก็เฝ้าดูด้วย สะกดรอยตามมาข้างหลัง หากพระเจ้าทรงต้องประสงค์บุคคลนี้ ซาตานก็จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในอำนาจของมันเพื่อขัดขวางพระเจ้า ใช้ลูกเล่นชั่วร้ายต่างๆ นานาเพื่อทดลอง ทำให้พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำหยุดชะงักและอับปางลง ทั้งหมดก็เพื่อที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ที่ซ่อนเร้นของมัน วัตถุประสงค์นี้คืออะไรหรือ? มันไม่ต้องการให้พระเจ้าได้รับผู้ใดสักคน เหล่านั้นทั้งหมดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์มันก็ต้องการเพื่อตัวมันเอง มันต้องการที่จะยึดครองพวกเขา ควบคุมพวกเขา เพื่อกำกับดูแลพวกเขาจนพวกเขานมัสการมัน จนพวกเขาเข้าร่วมกับมันในการกระทำความชั่ว นี่ไม่ใช่สิ่งจูงใจที่ชั่วร้ายเลวทรามของซาตานหรอกหรือ? พวกเจ้ามักจะกล่าวบ่อยครั้งว่าซาตานนั้นชั่วยิ่งนัก แย่ยิ่งนัก แต่พวกเจ้าเคยมองเห็นมันแล้วหรือ? พวกเจ้าสามารถมองเห็นได้แค่ว่ามนุษย์แย่อย่างไร พวกเจ้ายังไม่ได้เห็นในความเป็นจริงว่าที่จริงแล้วซาตานแย่อย่างไร แต่พวกเจ้าได้มองเห็นความชั่วของซาตานในประเด็นนี้ที่เกี่ยวกับโยบแล้วหรือยัง? (เห็นแล้ว) ประเด็นนี้ได้ทำให้โฉมหน้าและแก่นแท้ที่น่าเกลียดน่ากลัวของซาตานชัดเจนมาก ในการทำสงครามกับพระเจ้า และการสะกดรอยตามมาข้างหลังพระองค์นั้น วัตถุประสงค์ของซาตานคือเพื่อรื้อทำลายพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำ เพื่อยึดครองและควบคุมบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับ เพื่อทำให้พวกเขาเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับดับสิ้นไปโดยสิ้นเชิง หากพวกเขาไม่ถูกทำให้ดับสิ้นไป เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมาเป็นสิ่งครอบครองของซาตาน เพื่อให้มันใช้งาน─นี่คือวัตถุประสงค์ของมัน แล้วพระเจ้าทรงทำสิ่งใดเล่า? พระเจ้าตรัสเพียงประโยคที่เรียบง่ายในบทตอนนี้เท่านั้น ไม่มีบันทึกถึงสิ่งใดเพิ่มเติมที่พระเจ้าทรงทำ แต่พวกเราเห็นว่ามีบันทึกเพิ่มเติมอีกมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่ซาตานทำและพูด ในบทตอนจากพระคัมภีร์ต่อไปนี้ พระยาห์เวห์ตรัสถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน?” คำตอบของซาตานเป็นอย่างไร? (มันยังคงเป็น “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น”) มันยังคงเป็นประโยคเดียวกันนั้น นี่ได้กลายมาเป็นคติประจำใจของซาตาน นามบัตรของซาตาน ดังนั้นการนี้เป็นอย่างไร? ซาตานไม่น่าเกลียดชังหรอกหรือ? แน่นอนว่ามันเพียงพอแล้วที่จะเอ่ยประโยคที่น่าขยะแขยงนี้เพียงแค่ครั้งเดียว เหตุใดซาตานจึงคอยกล่าวมันซ้ำๆ? นี่พิสูจน์สิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ ธรรมชาติของซาตานนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ซาตานไม่สามารถใช้การเสแสร้งเพื่อปกปิดใบหน้าอันอัปลักษณ์ของมันได้ พระเจ้าตรัสถามคำถามหนึ่งกับมันและนี่คือวิธีที่มันตอบสนอง ในเมื่อการนี้เป็นดังนั้น ก็จงจินตนาการดูว่ามันต้องปฏิบัติต่อพวกมนุษย์อย่างไร! ซาตานไม่กลัวพระเจ้า ไม่ยำเกรงพระเจ้า และไม่เชื่อฟังพระเจ้า ดังนั้นมันจึงกล้าที่จะทะลึ่งอย่างพิเรนทร์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า กล้าที่จะใช้คำพูดเดียวกันเหล่านี้เพื่อปัดทิ้งคำถามของพระเจ้า กล้าที่จะใช้คำตอบเดียวกันนี้ซ้ำๆ กับคำถามของพระเจ้า ที่จะพยายามใช้คำตอบนี้เพื่อสร้างความประหลาดใจสับสนให้กับพระเจ้า─นี่คือใบหน้าอันอัปลักษณ์ของซาตาน มันไม่เชื่อในความทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า ไม่เชื่อในสิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่เต็มใจที่จะนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระเจ้าอย่างแน่นอน มันอยู่ในการต่อต้านพระเจ้าเป็นเนืองนิตย์ โจมตีทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเป็นเนืองนิตย์ พยายามที่จะทำทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำอับปางลง─นี่คือวัตถุประสงค์ชั่วร้ายของมัน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 140

บทสนทนาระหว่างซาตานกับพระยาห์เวห์พระเจ้า

โยบ 1:6-11 อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเหล่าทูตสวรรค์มารายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ ซาตานได้มาในหมู่เขาด้วย พระยาห์เวห์ตรัสถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน?” ซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “เจ้าได้พิจารณาดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย?” แล้วซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ? พระองค์ไม่ได้ทรงกั้นรั้วรอบตัวเขา ครอบครัวของเขา และทุกสิ่งที่เขามีอยู่เสียทุกด้านหรือ? พระองค์ได้ทรงอวยพรงานที่มือเขาทำ และฝูงปศุสัตว์ของเขาได้ทวีขึ้นในแผ่นดิน แต่ขอยื่นพระหัตถ์แตะต้องสิ่งของทั้งสิ้นที่เขามีอยู่ แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์”

โยบ 2:1-5 และอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเหล่าทูตสวรรค์มารายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ ซาตานได้มาในหมู่เขา เพื่อรายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ด้วย และพระยาห์เวห์ตรัสถามซาตานว่า “เจ้ามาจากไหน?” ซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “เจ้าได้พิจารณาดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย? เขายังยึดมั่นในความซื่อสัตย์ของเขาอยู่ ถึงแม้เจ้าชวนเราให้ต่อสู้กับเขา เพื่อทำลายเขาโดยไม่มีเหตุ” แล้วซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า “หนังแทนหนัง คนย่อมให้ทุกอย่างที่เขามีอยู่แทนชีวิตของเขา แต่บัดนี้ขอเหยียดพระหัตถ์แตะต้องกระดูกและเนื้อของเขา แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์”

ดังที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือโยบนั้น วาทะสองบทตอนที่ซาตานได้เปล่งออกไปและสิ่งทั้งหลายที่ซาตานได้ทำนั้นเป็นตัวแทนความต้านทานของมันที่มีต่อพระเจ้าในแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์─ในที่นี้ ตัวตนที่แท้จริงของซาตานได้ถูกเปิดเผยออกมา เจ้าได้มองเห็นคำพูดและความประพฤติของซาตานในชีวิตจริงแล้วหรือยัง? เมื่อเจ้ามองเห็นสิ่งเหล่านั้น เจ้าอาจจะไม่คิดว่าพวกมันเป็นบางอย่างที่ซาตานได้พูด แต่กลับคิดว่าพวกมันเป็นสิ่งที่มนุษย์พูดแทน เมื่อสิ่งต่างๆ เช่นนี้ถูกมนุษย์พูดออกไป มันแสดงให้เห็นถึงสิ่งใดหรือ? มันแสดงให้เห็นถึงซาตาน ต่อให้เจ้าจำมันได้ เจ้าก็ยังคงไม่สามารถล่วงรู้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่ซาตานพูด แต่ในที่นี้และในตอนนี้เจ้ามองเห็นอย่างไม่อ้อมแอ้มถึงสิ่งที่ซาตานได้พูดด้วยตัวมันเอง ตอนนี้เจ้ามีความเข้าใจที่กระจ่างชัดไม่อ้อมแอ้มเกี่ยวกับโฉมหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวและความชั่วของซาตาน ดังนั้นสองบทตอนเหล่านี้ที่ซาตานได้พูดไปมีคุณค่าในการช่วยให้ผู้คนในวันนี้ได้รับความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของซาตานหรือไม่? สองบทตอนเหล่านี้มีค่าคู่ควรหรือไม่ แก่การสงวนรักษาอย่างพิถีพิถันเพื่อที่มวลมนุษย์ในวันนี้จะสามารถจำโฉมหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของซาตานได้ จำโฉมหน้าที่แท้จริงดั้งเดิมของซาตานได้? ถึงแม้ว่านี่อาจดูเหมือนเป็นสิ่งซึ่งไม่ถูกต้องเหมาะสมที่จะพูด แต่คำพูดเหล่านี้ เมื่อแสดงออกดังนั้น ถึงอย่างไรก็สามารถพิจารณาได้ว่าถูกต้องแม่นยำ แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่เราสามารถแสดงออกถึงแนวคิดนี้ได้ และหากพวกเจ้าสามารถเข้าใจมันได้ เช่นนั้นแล้ว นั่นก็พอแล้ว ซาตานโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อสิ่งต่างๆ ที่พระยาห์เวห์ทรงทำ โดยโยนคำกล่าวหาเกี่ยวกับความยำเกรงพระยาห์เวห์พระเจ้าของโยบออกมา ซาตานพยายามที่จะยั่วยุพระยาห์เวห์ด้วยวิธีการต่างๆ นานา โดยพยายามที่จะให้พระยาห์เวห์ไม่ทรงเอาผิดการทดลองโยบของมัน เพราะฉะนั้นคำพูดต่างๆ ของมันจึงมีธรรมชาติแบบยั่วยุอย่างสูง ดังนั้น จงบอกเราที ทันทีที่ซาตานได้พูดคำพูดเหล่านี้ พระเจ้าทรงสามารถทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่ซาตานต้องการทำได้อย่างชัดเจนหรือไม่? (ทรงเห็นได้) ในพระทัยของพระเจ้าแล้ว โยบ มนุษย์ที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรคนนี้ ผู้รับใช้ของพระเจ้าคนนี้ ที่พระเจ้าทรงถือว่าเป็นคนชอบธรรม คนเพียบพร้อม เขาสามารถทานทนต่อการทดลองประเภทนี้ได้หรือไม่? (ทนได้) เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสว่านี่เป็นไปได้ด้วยความแน่นอนเช่นนั้น? พระเจ้าทรงตรวจดูหัวใจของมนุษย์อยู่เสมอหรือไม่? (ใช่) ดังนั้นซาตานสามารถตรวจดูหัวใจของมนุษย์ได้หรือไม่? ซาตานทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าซาตานสามารถมองเห็นหัวใจของเจ้า ธรรมชาติชั่วของมันก็จะไม่มีวันปล่อยให้มันเชื่อว่าความบริสุทธิ์คือความบริสุทธิ์ หรือว่าความโสโครกคือความโสโครก ซาตานชั่วไม่มีวันสามารถมองเห็นคุณค่าของสิ่งใดที่บริสุทธิ์ ชอบธรรม หรือสว่างสดใสได้ ซาตานอดไม่ได้ที่จะกระทำการไปตามธรรมชาติของมัน ความชั่วของมัน อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย และโดยผ่านทางวิธีการที่ติดเป็นนิสัยของมัน ถึงแม้ต้องแลกด้วยการที่ตัวมันเองจะถูกพระเจ้าทรงลงโทษหรือทำลาย มันก็ไม่ลังเลที่จะต่อต้านพระเจ้าอย่างดื้อด้าน─นี่คือความชั่ว นี่คือธรรมชาติของซาตาน ดังนั้น ในบทตอนนี้ซาตานจึงพูดว่า “หนังแทนหนัง คนย่อมให้ทุกอย่างที่เขามีอยู่แทนชีวิตของเขา แต่บัดนี้ขอเหยียดพระหัตถ์แตะต้องกระดูกและนของเขา แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์”ซาตานคิดว่าความยำเกรงมนุษย์ของพระเจ้านั้นเป็นเพราะการที่มนุษย์ได้รับข้อได้เปรียบมากมายยิ่งนักจากพระเจ้า มนุษย์ได้รับข้อได้เปรียบต่างๆ จากพระเจ้า เขาจึงพูดว่าพระเจ้านั้นทรงดีงาม แต่นั่นไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงดีงาม มันเป็นเพียงเพราะมนุษย์ได้รับข้อได้เปรียบมากมายยิ่งนักนั่นเอง เขาจึงสามารถยำเกรงพระเจ้าในหนทางนี้ได้ ทันทีที่พระเจ้าทรงลิดรอนข้อได้เปรียบเล่านี้จากเขา เมื่อนั้นเขาก็จะละทิ้งพระเจ้า ในธรรมชาติที่ชั่วร้ายของซาตานนั้น มันไม่เชื่อว่าหัวใจมนุษย์สามารถยำเกรงพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เพราะธรรมชาติชั่วของมัน มันไม่รู้ว่าความบริสุทธิ์คือสิ่งใด นับประสาอะไรที่จะรู้ว่าความเคารพอย่างยำเกรงนั้นคือสิ่งใด มันไม่รู้ว่าการเชื่อฟังพระเจ้าคือสิ่งใดหรือการยำเกรงพระเจ้าคือสิ่งใด เพราะมันไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ มันจึงคิดว่ามนุษย์ไม่สามารถยำเกรงพระเจ้าด้วยเช่นกัน จงบอกเรามา ซาตานไม่ชั่วหรอกหรือ? นอกจากคริสตจักรของเราแล้ว ไม่มีเลยจากบรรดาศาสนาและนิกายต่างๆ กลุ่มทางศาสนาและทางสังคมทั้งหลายที่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือว่าพระเจ้าทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจได้ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าสิ่งที่เจ้าเชื่อไม่ใช่พระเจ้า มนุษย์ที่สำส่อนมองไปรอบตัวเขาแล้วเห็นว่าคนอื่นๆ ทุกคนนั้นสำส่อนเช่นเดียวกับเขา มนุษย์ปลิ้นปล้อนมองไปรอบตัวเขาแล้วเห็นแต่เพียงความไม่ซื่อสัตย์และความโกหก มนุษย์ชั่วมองเห็นคนอื่นๆ ทุกคนว่าชั่วและต้องการที่จะต่อสู้กับทุกคนที่เขาเห็น บรรดาผู้ที่มีความซื่อสัตย์อยู่ในปริมาณหนึ่งมองคนอื่นๆ ทุกคนว่าซื่อสัตย์ ดังนั้นพวกเขาจึงถูกหลอกเป็นเหยื่ออยู่เสมอ ถูกโกงเสมอ และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลยเกี่ยวกับการนั้น เราให้ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้พวกเจ้า กล่าวคือ ธรรมชาติชั่วของซาตานไม่ใช่แรงผลักดันทางใจเพียงชั่วประเดี๋ยวหรือถูกกำหนดโดยรูปการณ์แวดล้อม อีกทั้งมันไม่ใช่การสำแดงชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากเหตุผลหรือปัจจัยเชิงบริบทใดๆ ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง! ช่วยไม่ได้ที่ซาตานเป็นได้แค่หนทางนี้เท่านั้น! มันไม่สามารถทำสิ่งใดที่ดีได้ ถึงแม้เมื่อมันพูดบางสิ่งบางอย่างที่น่ายินดี มันเป็นไปแค่เพื่อล่อลวงเจ้า ยิ่งคำพูดของมันน่ายินดีมากขึ้น รู้กาลเทศะมากขึ้น สุภาพมากขึ้น เจตนาเบื้องหลังคำพูดเหล่านี้ก็ยิ่งมุ่งร้ายและชั่วร้ายเลวทรามมากขึ้น ซาตานแสดงใบหน้าประเภทใด ธรรมชาติประเภทใดหรือ ในสองบทตอนนี้? (แฝงการร้าย มุ่งร้ายและชั่ว) คุณลักษณะเฉพาะเบื้องต้นของซาตานคือความชั่ว ซาตานนั้นชั่วและมุ่งร้ายเหนืออื่นใดทั้งหมด

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 141

พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์และได้ทรงนำชีวิตของมวลมนุษย์ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา ไม่ว่าในการทรงประทานพระพรแก่มวลมนุษย์ การทรงสร้างธรรมบัญญัติและพระบัญญัติทั้งหลายให้แก่มนุษย์ หรือการวางกฎเกณฑ์ต่างๆ สำหรับชีวิต พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าจุดมุ่งหมายตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าในการทรงทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งใด? ก่อนอื่น เจ้าสามารถพูดด้วยความแน่นอนได้หรือไม่ว่าทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นเพื่อผลดีต่อมวลมนุษย์? เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคำพูดที่อลังการไร้ค่าไม่จริงใจสำหรับพวกเจ้า แต่เมื่อตรวจดูรายละเอียดภายในแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำนั้นมีเจตนารมณ์ที่จะนำทางและทรงนำมนุษย์ไปสู่การดำรงชีวิตแบบปกติมิใช่หรือ? ไม่ว่าจะเป็นการทำให้มนุษย์ยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของพระองค์หรือรักษาธรรมบัญญัติทั้งหลายของพระองค์ จุดมุ่งหมายของพระเจ้าก็คือเพื่อไม่ให้มนุษย์ตกไปสู่การนมัสการซาตานและไม่ให้ถูกซาตานทำอันตราย นี่คือรากฐานสำคัญที่สุด และนี่คือสิ่งที่ได้ทำขึ้นในตอนแรกเริ่มสุด ในตอนแรกเริ่มสุด เมื่อมนุษย์ยังไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้านั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เรียบง่ายบางอย่างและได้สร้างกฎข้อบังคับต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกเรื่องที่พอจะนึกได้ กฎข้อบังคับเหล่านี้เรียบง่าย ทว่าภายในกฎข้อบังคับเหล่านั้นบรรจุไปด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าทรงทะนุถนอมความล้ำค่า ทรงเชิดชู และทรงรักมวลมนุษย์อย่างสุดซึ้ง นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ? (เป็นเช่นนั้น) ดังนั้น พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระทัยของพระองค์นั้นบริสุทธิ์? พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระทัยของพระองค์นั้นสะอาด? (ได้) พระเจ้าทรงมีสิ่งจูงใจเพิ่มเติมใดๆ หรือไม่? (ไม่มี) ดังนั้น จุดมุ่งหมายนี้ของพระองค์ถูกต้องและเป็นบวกใช่หรือไม่? (ใช่) ในครรลองแห่งพระราชกิจของพระเจ้านั้น กฎข้อบังคับทั้งหมดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้นมีผลเชิงบวกต่อมนุษย์ นำทางให้แก่มนุษย์ ดังนั้นแล้ว ในพระทัยของพระเจ้านั้น มีพระดำริเพื่อรับใช้พระองค์เองบ้างหรือไม่? พระเจ้าทรงมีจุดมุ่งหมายเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับมนุษย์บ้างหรือไม่? พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์จากมนุษย์ในบางหนทางหรือไม่? (ไม่มี) ไม่แม้แต่นิดเดียว พระเจ้าทรงทำดังเช่นที่พระองค์ตรัส และพระวจนะและการกระทำของพระองค์สอดคล้องกันกับพระดำริของพระองค์ในพระทัยของพระองค์ ไม่มีจุดประสงค์ที่ด่างพร้อย ไม่มีพระดำริเพื่อรับใช้พระองค์เองใดๆ เลย ไม่มีสิ่งใดเลยที่พระองค์ทรงทำที่เป็นไปเพื่อพระองค์เอง ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้น พระองค์ทรงทำเพื่อมนุษย์ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ส่วนพระองค์ใดๆ ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงมีแผนและเจตนารมณ์ต่างๆ ซึ่งพระองค์ทรงวางให้กับมนุษย์ แต่ไม่มีสิ่งใดเลยในนั้นที่เป็นไปเพื่อพระองค์เอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำล้วนทำไปเพื่อมวลมนุษย์ เพื่อปกป้องมวลมนุษย์ เพื่อป้องกันมวลมนุษย์จากการถูกนำให้หลงเจิ่น ดังนั้น พระทัยของพระองค์นี้ไม่ล้ำค่าหรอกหรือ? เจ้าสามารถมองเห็นแม้แต่หมายสำคัญเล็กจิ๋วที่สุดของหัวใจซึ่งล้ำค่าเช่นนั้นในซาตานได้หรือไม่? (ไม่ได้) เจ้าไม่สามารถมองเห็นคำใบ้แม้เพียงนิดเกี่ยวกับการนี้ในซาตาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำถูกเปิดเผยอย่างเป็นธรรมชาติ บัดนี้ พวกเรามาดูวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจกันเถิด พระองค์ทรงทำพระราชกิจของพระองค์อย่างไร? พระเจ้าทรงใช้ธรรมบัญญัติเหล่านี้และพระวจนะของพระองค์และผูกมัดพวกมันอย่างแน่นหนารอบศีรษะของทุกบุคคลเหมือนคาถารัดเกล้า[ก] โดยบังคับใช้สิ่งเหล่านั้นกับมนุษย์ทุกคนหรือไม่? พระองค์ทรงพระราชกิจในหนทางนี้หรือไม่? (ไม่ใช่) ดังนั้นพระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในหนทางใด? (พระองค์ทรงนำพวกเรา พระองค์ทรงแนะนำและหนุนใจพวกเรา) พระองค์ทรงขู่หรือไม่? พระองค์ทรงวกไปวนมาเมื่อพระองค์ตรัสกับพวกเจ้าหรือไม่? (ไม่) เมื่อเจ้าไม่เข้าใจความจริง พระเจ้าทรงนำเจ้าอย่างไร? (พระองค์ทรงฉายความสว่าง) พระองค์ทรงฉายความสว่างบนตัวเจ้า ทรงบอกเจ้าอย่างชัดเจนว่านี่ไม่สอดคล้องกับความจริง และแล้วพระองค์ตรัสบอกเจ้าว่าเจ้าควรทำสิ่งใด จากหนทางเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ เจ้ารู้สึกว่าเจ้ามีสัมพันธภาพประเภทใดกับพระเจ้า? เจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่เหนือการจับความเข้าใจของเจ้าหรือไม่? (ไม่) ดังนั้น เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้ามองเห็นหนทางเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ? พระเจ้าทรงใกล้ชิดกับเจ้าเป็นพิเศษ ไม่มีระยะห่างระหว่างเจ้ากับพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงนำเจ้า เมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียมให้เจ้า ทรงช่วยเจ้าและทรงสนับสนุนเจ้า เจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงเป็นกันเองเพียงใด รู้สึกว่าพระองค์ทรงบันดาลใจให้เกิดความเคารพ เจ้ารู้สึกว่าพระองค์ทรงน่ารักชื่นชมเพียงใด เจ้ารู้สึกถึงความอบอุ่นของพระองค์ แต่เมื่อพระเจ้าทรงตำหนิเจ้าเนื่องจากความเสื่อมทรามของเจ้า หรือเมื่อพระองค์ทรงพิพากษาและทรงบ่มวินัยเจ้าเนื่องจากการกบฏต่อพระองค์ พระองค์ทรงใช้วิธีการใด? พระองค์ทรงตำหนิเจ้าด้วยพระวจนะหรือไม่? พระองค์ทรงบ่มวินัยเจ้าโดยผ่านทางสภาพแวดล้อมของเจ้าและโดยผ่านทางผู้คน กิจธุระและสิ่งต่างๆ หรือไม่? (ใช่) พระเจ้าทรงบ่มวินัยเจ้าถึงขอบเขตใด? พระเจ้าทรงบ่มวินัยมนุษย์ถึงระดับเดียวกันกับที่ซาตานทำอันตรายมนุษย์หรือไม่? (ไม่ พระเจ้าทรงบ่มวินัยมนุษย์เพียงถึงขอบเขตที่มนุษย์สามารถสู้ทนได้) พระเจ้าทรงพระราชกิจในหนทางที่สุภาพ น่ารักชื่นชม ละเอียดอ่อน และใส่พระทัย หนทางที่มีมาตรการเหนือธรรมดาและถูกต้องเหมาะสม หนทางของพระองค์ไม่ยั่วยุปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เข้มข้นในตัวเจ้า เช่น “พระเจ้าต้องทรงยอมให้ข้าพระองค์ทำการนี้” หรือ “พระเจ้าต้องทรงยอมให้ข้าพระองค์ทำการนั้น” พระเจ้าไม่เคยทรงให้เจ้ามีความตึงเครียดทางจิตใจหรืออารมณ์ประเภทนั้นที่ทำให้สิ่งต่างๆ เกินแบกรับได้ นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ? แม้กระทั่งเมื่อเจ้ายอมรับพระวจนะแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้ารู้สึกอย่างไร? เมื่อเจ้าสำนึกรับรู้ถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้ารู้สึกอย่างไร? เจ้ารู้สึกว่าพระเจ้าทรงศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจฝ่าฝืนได้หรือไม่? (รู้สึก) เจ้ารู้สึกถึงระยะห่างระหว่างตัวเจ้าเองกับพระเจ้าในเวลาเหล่านี้หรือไม่? เจ้ารู้สึกถึงความยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? ไม่─แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ารู้สึกเคารพอย่างยำเกรงต่อพระเจ้าต่างหาก มันไม่ใช่เพราะพระราชกิจของพระเจ้าหรอกหรือที่ผู้คนรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด? พวกเขาจะมีความรู้สึกเหล่านี้หรือไม่หากว่าซาตานเป็นผู้ที่ทำงานนี้? (ไม่) พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์ ความจริงของพระองค์ และพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อจัดเตรียมให้มนุษย์ เพื่อสนับสนุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เมื่อมนุษย์อ่อนแอ เมื่อมนุษย์รู้สึกท้อแท้ แน่นอนว่าพระเจ้าไม่ตรัสอย่างเกรี้ยวกราด โดยการตรัสว่า “ห้ามรู้สึกท้อแท้ มีสิ่งใดให้ต้องท้อแท้หรือ? เหตุใดเจ้าจึงอ่อนแอ? มีเหตุผลใดให้ต้องอ่อนแอหรือ? เจ้าอ่อนแอยิ่งนัก และเจ้าคิดลบยิ่งนักตลอดเวลา! มีประโยชน์อันใดเล่าในการที่เจ้ามีชีวิตอยู่? จงตายไปเสียและให้มันจบไปเสียที!” พระเจ้าทรงพระราชกิจในหนทางนี้หรือไม่? (ไม่) พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะกระทำการในหนทางนี้หรือไม่? (ทรงมี) กระนั้นพระเจ้าก็ไม่ทรงกระทำการในหนทางนี้ เหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงกระทำการในหนทางนี้ก็เป็นเพราะแก่นแท้ของพระองค์ แก่นแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์ การมองเห็นคุณค่าและการทะนุถนอมที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ไม่สามารถแสดงออกอย่างชัดเจนในเพียงแค่หนึ่งหรือสองประโยค มันไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยการอวดตัวของมนุษย์แต่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่พระเจ้าทรงนำพาออกมาในการปฏิบัติจริง มันเป็นการเปิดเผยถึงแก่นแท้ของพระเจ้า หนทางทั้งหมดเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระเจ้าราชกิจสามารถทำให้มนุษย์มองเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้หรือไม่? ในหนทางทั้งหมดเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ รวมถึงเจตนารมณ์ที่ดีของพระเจ้า รวมถึงผลที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เกิดกับมนุษย์ รวมถึงหนทางซึ่งแตกต่างกันที่พระเจ้าทรงนำมาใช้เพื่อทรงพระราชกิจต่อมนุษย์ พระราชกิจประเภทที่พระองค์ทรงทำ สิ่งที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้มนุษย์เข้าใจ—เจ้าได้เห็นความชั่วร้ายหรือความหลอกลวงใดๆ ในเจตนารมณ์ที่ดีของพระเจ้าบ้างหรือไม่? (ไม่เห็น) ดังนั้นในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัส ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ดำริในพระทัยของพระองค์ ตลอดจนแก่นแท้ของพระเจ้าที่พระองค์ทรงเปิดเผยนั้น พวกเราสามารถเรียกพระเจ้าว่าบริสุทธิ์ได้หรือไม่? (ได้) มนุษย์คนใดเคยได้เห็นความบริสุทธิ์นี้ในโลก หรือภายในตัวเขาเองหรือไม่? นอกเหนือจากพระเจ้าแล้ว เจ้าเคยได้เห็นสิ่งนั้นในมนุษย์คนใดหรือในซาตานหรือไม่? (ไม่เคย) ตามการหารือของพวกเราที่ยืดยาวขนาดนี้ พวกเราสามารถเรียกพระเจ้าว่า พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงเอกลักษณ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์ได้หรือไม่? (ได้) ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมอบแก่มนุษย์ รวมทั้งพระวจนะของพระเจ้า หนทางซึ่งแตกต่างกันที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจต่อมนุษย์ สิ่งที่พระเจ้าทรงบอกมนุษย์ สิ่งที่พระเจ้าทรงเตือนความจำมนุษย์ สิ่งที่พระองค์ทรงแนะนำและทรงหนุนใจ─ทั้งหมดล้วนมีต้นกำเนิดมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียว นั่นก็คือ ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า หากไม่มีพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์เช่นนั้น ก็ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถแทนที่ของพระองค์ในการทำพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำ หากพระเจ้าได้ทรงส่งมอบมนุษย์เหล่านี้ให้แก่ซาตานโดยสิ้นเชิง พวกเจ้าเคยพิจารณากันหรือไม่ว่าพวกเจ้าทั้งหมดจะอยู่ในสภาพเงื่อนไขประเภทใดในวันนี้? พวกเจ้าทั้งหมดจะยังนั่งอยู่ที่นี้ อย่างครบถ้วนและไม่ถูกล่วงล้ำทำลายกระนั้นหรือ? เจ้าจะกล่าวด้วยว่า “จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น” ใช่หรือไม่? เจ้าจะเป็นคนหน้าด้านอย่างมาก มั่นใจและลำพองใจเต็มที่อย่างมากในขณะที่พูดคำพูดเช่นนั้นและอวดตัวโดยไม่ละอายเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าใช่หรือไม่? (ใช่) เจ้าจะเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน โดยไม่มีข้อสงสัยเลย! ท่าทีของซาตานที่มีต่อมนุษย์เปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นว่าธรรมชาติและแก่นแท้ของซาตานนั้นแตกต่างไปจากของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง สิ่งใดหรือเกี่ยวกับแก่นแท้ของซาตานที่ตรงกันข้ามกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า? (ความชั่วของซาตาน) ธรรมชาติชั่วของซาตานเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เหตุผลที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ระลึกรู้วิวรณ์นี้ของพระเจ้าและแก่นแท้แห่งความบริสุทธิ์นี้ของพระเจ้าก็เพราะพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน ภายในความเสื่อมทรามของซาตาน และภายในวงล้อมในการดำเนินชีวิตของซาตาน พวกเขาไม่รู้ว่าความบริสุทธิ์คือสิ่งใด หรือจะให้นิยามความบริสุทธิ์ว่าอย่างไร ถึงแม้เมื่อเจ้าล่วงรู้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เจ้าก็ยังคงไม่สามารถให้นิยามสิ่งนั้นว่าเป็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วยความมั่นใจอันใดได้ นี่คือความแตกต่างภายในความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

ก. “คาถารัดเกล้า” คือ คาถาที่พระถัง ซัมจั๋ง ใช้ในนิยายจีนเรื่อง ไซอิ๋ว เขาใช้คาถานี้เพื่อควบคุมซุน หงอคง ด้วยการรัดห่วงโลหะรอบศีรษะของฝ่ายหลัง ซึ่งทำให้เขาปวดศีรษะอย่างรุนแรง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาตกอยู่ภายใต้การควบคุม นั่นได้กลายเป็นคำอุปมาเพื่อพรรณนาถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผูกมัดบุคคลหนึ่งไว้"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 142

คุณสมบัติหลักแทนตัวประเภทใดที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะของงานของซาตานที่ทำต่อมนุษย์? พวกเจ้าควรเรียนรู้การนี้โดยผ่านทางประสบการณ์ของพวกเจ้าเอง นั่นเป็นคุณสมบัติหลักแทนตัวมากที่สุดของซาตาน เป็นสิ่งที่มันทำซ้ำๆ สิ่งที่มันพยายามทำกับทุกผู้คน ลางทีพวกเจ้าอาจไม่สามารถมองเห็นคุณสมบัติหลักนี้ ดังนั้นพวกเจ้าจึงไม่รู้สึกว่าซาตานนั้นน่าขวัญผวาและน่าเกลียดยิ่งนัก ผู้ใดบ้างที่รู้ว่าคุณสมบัติหลักนี้คือสิ่งใด? จงบอกเรามา (ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันทำ มันทำเพื่อทำอันตรายมนุษย์) มันทำอันตรายมนุษย์อย่างไร? เจ้าสามารถบอกเราอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและในละเอียดที่มากขึ้นได้หรือไม่? (มันหลอกล่อ ชักจูงและทดลองมนุษย์) นั่นถูกต้อง เหล่านี้คือหลากหลายหนทางที่คุณสมบัติหลักนี้สำแดงออกมา ซาตานยังลวงตา โจมตีและกล่าวหามนุษย์ด้วย─เหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงชัด ยังมีอีกหรือไม่? (มันเล่าเรื่องโกหก) การโกงและการโกหกมาสู่ซาตานอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด มันทำสิ่งทั้งหลายเหล่านี้บ่อยครั้งมากจนคำโกหกไหลจากปากของมันโดยที่มันไม่จำเป็นแม้กระทั่งต้องคิด มีอีกหรือไม่? (มันหว่านเพาะความร้าวฉาน) อันนี้ไม่สำคัญมากนัก บัดนี้ เราจะบรรยายบางสิ่งบางอย่างแก่พวกเจ้าที่จะทำให้พวกเจ้าขนลุก แต่เราไม่ได้ทำเพื่อให้พวกเจ้าตกใจกลัว พระเจ้าทรงพระราชกิจต่อมนุษย์และทรงทะนุถนอมมนุษย์ทั้งในท่าทีของพระองค์และในพระทัยของพระองค์ ในทางกลับกัน ซาตานทะนุถนอมมนุษย์หรือไม่? ไม่ มันไม่ทะนุถนอมมนุษย์ ในทางตรงกันข้าม มันใช้เวลาส่วนมากคิดเกี่ยวกับการทำอันตรายมนุษย์ นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ? เมื่อมันกำลังคิดเกี่ยวกับการทำอันตรายมนุษย์ สภาวะทางจิตของมันเป็นสภาวะของความเร่งด่วนหรือไม่? (ใช่) ดังนั้น ในแง่ของงานที่ซาตานทำต่อมนุษย์ เรามีสองวลีที่สามารถบรรยายธรรมชาติที่ชั่วและมุ่งร้ายของซาตานได้อย่างเพียงพอ ที่สามารถเปิดโอกาสให้พวกเจ้ารู้จักความน่าเกลียดชังของซาตานได้อย่างแท้จริง กล่าวคือ ในการเข้าหามนุษย์ของซาตานนั้น มันมักต้องการที่จะยึดครองและครอบครองมนุษย์ทุกๆ คนโดยเชิงบังคับ จนถึงขอบเขตที่มันสามารถเข้าควบคุมมนุษย์ได้แบบเต็มที่และทำอันตรายมนุษย์ได้อย่างแสนสาหัส เพื่อให้มันสามารถสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของมันและทำความทะเยอทะยานอันป่าเถื่อนของมันลุล่วงได้ คำว่า “ยึดครองโดยเชิงบังคับ” หมายความว่าอย่างไร? มันคือบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นด้วยความยินยอมของเจ้า หรือโดยที่เจ้าไม่ยินยอมกันแน่? มันเกิดขึ้นโดยที่เจ้ารู้ หรือโดยที่เจ้าไม่รู้กันแน่? คำตอบก็คือว่า มันเกิดขึ้นโดยที่เจ้าไม่รู้โดยสิ้นเชิง! มันเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เจ้าไม่ตระหนักรู้ ลางทีอาจจะโดยที่มันไม่แม้กระทั่งพูดหรือทำสิ่งใดกับเจ้า ไม่มีสัญญา ไม่มีบริบท─นั่นไงคือซาตาน ที่กำลังตีวงโอบล้อมเจ้า รายล้อมเจ้าอยู่ มันมองหาโอกาสที่จะหาประโยชน์และแล้วมันจะยึดครองเจ้าโดยเชิงบังคับ ครอบครองเจ้า สัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของมันในการได้มาซึ่งการควบคุมเจ้าแบบเต็มที่และในการทำให้เจ้าเป็นทุกข์จากอันตราย นี่คือเจตนาและพฤติกรรมเฉพาะแบบที่สุดของซาตานขณะที่มันดิ้นรนที่จะกระชากมวลมนุษย์ไปจากพระเจ้า พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินเช่นนี้? (หวาดกลัวและเกรงกลัวอยู่ในหัวใจของพวกเรา) พวกเจ้ารู้สึกขยะแขยงหรือไม่? (รู้สึก) ในขณะที่พวกเจ้าถึงความขยะแขยงนี้ พวกเจ้าคิดว่าซาตานไร้ยางอายหรือไม่? เมื่อพวกเจ้าคิดว่าซาตานไร้ยางอาย แล้วพวกเจ้ารู้สึกขยะแขยงกับผู้คนเหล่านั้นรอบตัวเจ้าที่ต้องการควบคุมพวกเจ้าอยู่เสมอ พวกที่ทะเยอทะยานอย่างป่าเถื่อนเพื่อสถานะและผลประโยชน์หรือไม่? (รู้สึก) ดังนั้น ซาตานใช้วิธีการใดเพื่อครอบครองและยึดครองมนุษย์โดยเชิงบังคับ? พวกเจ้าเข้าใจชัดเจนกับการนี้หรือไม่? เมื่อพวกเจ้าได้ยินสองคำเหล่านี้ คำว่า “การยึดครองโดยเชิงบังคับ” และ “การครอบครอง” พวกเจ้ารู้สึกถึงการสำนึกรับรู้แปลกๆ ภายในตัวเจ้า และเจ้ารู้สึกขยะแขยงไม่ใช่หรือ? เจ้ามีสำนึกรับรู้ถึงความชั่วร้ายเกี่ยวกับคำเหล่านี้? ซาตานครอบครองเจ้า ยึดครองเจ้า และทำให้เจ้าเสื่อมทรามโดยที่เจ้าทั้งไม่ยินยอมและไม่รู้ตัว เจ้าสามารถลิ้มรสสิ่งใดในหัวใจของเจ้า? เจ้ารู้สึกเกลียดและขยะแขยงหรือไม่? (รู้สึก) เมื่อเจ้ารู้สึกถึงการเกลียดและขยะแขยงนี้ต่อหนทางเหล่านี้ของซาตาน เจ้ามีความรู้สึกประเภทใดต่อพระเจ้า? (สำนึกบุญคุณ) สำนึกบุญคุณต่อพระเจ้าสำหรับการช่วยเจ้าให้รอด ดังนั้นตอนนี้ ณ ชั่วขณะนี้ เจ้ามีความอยากหรือเจตจำนงที่จะยอมให้พระเจ้าทรงเข้าถือครองและควบคุมทั้งหมดที่เจ้ามีและที่เจ้าเป็นหรือไม่? (มี) เจ้าตอบเช่นนี้ในบริบทใด? (เจ้าพูดว่า “มี) เพราะเจ้ากลัวการถูกซาตานยึดครองและครอบครอบโดยเชิงบังคับใช่หรือไม่? (ใช่) เจ้าต้องไม่มีความรู้สึกนึกคิดประเภทนี้ มันไม่ถูกต้อง จงอย่ากลัว เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่นี่ ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัว ทันทีที่เจ้าได้เข้าใจแก่นแท้ที่ชั่วร้ายของซาตานแล้ว เจ้าควรจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้นหรือการทะนุถนอมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อความรักของพระเจ้า เจตนารมณ์ที่ดีของพระเจ้า ความเมตตาสงสารและความยอมผ่อนปรนต่อมนุษย์ของพระเจ้าและพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระเจ้า ซาตานนั้นน่าเกลียดยิ่งนัก แต่ทว่าหากการนี้ยังคงไม่บันดาลใจให้เจ้าเกิดความรักต่อพระเจ้า และให้เจ้าพึ่งพาและไว้วางใจในพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าเป็นบุคคลประเภทใดกัน? เจ้าเต็มใจที่จะยอมให้ซาตานทำอันตรายเจ้าเช่นนั้นหรือ? หลังจากได้เห็นความชั่วและความน่าน่าเกลียดน่ากลัวของซาตานแล้ว พวกเราหันกลับมาแล้วดูที่พระเจ้ากันเถิด ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงอันใดแล้วหรือยังในตอนนี้? พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์? พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงไร้ตำหนิ? “พระเจ้าทรงเป็นความบริสุทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์”─พระเจ้าทรงสามารถดำรงพระองค์ตามสมญานามนี้ได้หรือไม่? (ได้) ดังนั้น ในโลกนี้และท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นมิใช่หรือที่สามารถดำรงพระองค์ตามความเข้าใจนี้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้า? มีสิ่งอื่นใดอีกหรือไม่? (ไม่มี) ดังนั้น แท้ที่จริงแล้วพระเจ้าทรงมอบสิ่งใดให้มนุษย์กันแน่? พระองค์เพียงแค่ทรงมอบการดูแล ความใส่พระทัย และการคำนึงถึงเพียงเล็กน้อยโดยที่เจ้าไม่ตระหนักรู้ถึงมันกระนั้นหรือ? พระเจ้าได้ทรงมอบสิ่งใดให้มนุษย์หรือ? พระเจ้าได้ทรงมอบชีวิตให้มนุษย์ ได้ทรงมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้มนุษย์ และทรงประทานทั้งหมดนี้ให้แก่มนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไขโดยปราศจากการเรียกร้องสิ่งใด โดยไม่มีสิ่งจูงใจแอบแฝงอันใด พระองค์ทรงใช้ความจริง พระวจนะของพระองค์ และพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อทรงนำและทรงนำทางมนุษย์ โดยทรงนำพามนุษย์ออกไปจากอันตรายของซาตาน ออกไปจากการทดลองและการชักจูงของซาตาน โดยทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองทะลุถึงธรรมชาติที่ชั่วร้ายและโฉมหน้าที่น่าน่าเกลียดน่ากลัวของซาตานอย่างชัดเจน ความรักและความห่วงใยของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์นั้นเที่ยงแท้หรือไม่? มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้าทุกคนสามารถได้รับประสบการณ์หรือไม่? (ใช่แล้ว)

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 143

จงมองย้อนกลับไปในชีวิตของพวกเจ้าจนกระทั่งถึงตอนนี้ ดูที่พระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำแก่เจ้าในทุกปีแห่งความเชื่อของเจ้า ไม่ว่าความรู้สึกต่างๆ ที่การนี้กระตุ้นให้เกิดกับเจ้านั้นลึกหรือตื้นเขินก็ตาม นี่ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดในบรรดาทั้งหมดสำหรับเจ้าหรอกหรือ? มันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการจำเป็นที่จะได้มามากที่สุดหรอกหรือ? (มันใช่) นี่ไม่ใช่ความจริงหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่ชีวิตหรอกหรือ? (มันใช่) พระเจ้าเคยได้ทรงประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า แล้วต่อมาได้ทรงขอให้เจ้ามอบสิ่งใดแก่พระองค์เป็นการตอบแทนทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงมอบให้เจ้ากระนั้นหรือ? (ไม่เคย) ดังนั้น จุดประสงค์ของพระเจ้าคือสิ่งใด? เหตุใดพระเจ้าจึงทรงทำการนี้? พระเจ้าทรงมีวัตถุประสงค์ในการยึดครองเจ้ากระนั้นหรือ? (ไม่) พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะเสด็จขึ้นสู่บัลลังก์ของพระองค์ภายในหัวใจของมนุษย์ใช่หรือไม่? (ใช่) ดังนั้น สิ่งใดคือความแตกต่างระหว่างการที่พระเจ้าเสด็จขึ้นสู่บัลลังก์ของพระองค์กับการยึดครองโดยเชิงบังคับของซาตาน? พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับหัวใจของมนุษย์ พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะยึดครองหัวใจของมนุษย์─การนี้หมายความว่าอย่างไร? นี่หมายความว่าพระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้มนุษย์กลายเป็นหุ่นเชิดของพระองค์ เครื่องจักรของพระองค์กระนั้นหรือ? (ไม่) ดังนั้น จุดประสงค์ของพระเจ้าคือสิ่งใด? มีความแตกต่างกันหรือไม่ระหว่างการที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะยึดครองหัวใจของมนุษย์กับการที่ซาตานยึดครองโดยเชิงบังคับและครอบครองมนุษย์? (มี) พระเจ้าทรงได้ประโยชน์อันใดจากหัวใจของมนุษย์? และพระเจ้าทรงได้ประโยชน์อันใดจากการยึดครองเจ้า? ในหัวใจของพวกเจ้านั้นพวกเจ้าเข้าใจคำว่า “พระเจ้าทรงยึดครองหัวใจมนุษย์” ว่าอย่างไร? พวกเราต้องเป็นธรรมในวิธีที่พวกเราพูดคุยกันถึงพระเจ้าในที่นี้ มิฉะนั้นผู้คนจะเข้าใจผิด และคิดอยู่เสมอว่า “พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะยึดครองฉันอยู่เสมอ พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะยึดครองฉันเพื่อสิ่งใด? ฉันไม่ต้องการถูกยึดครอง ฉันเพียงแค่ต้องการที่จะเป็นนายของฉันเอง ท่านพูดว่าซาตานยึดครองมนุษย์ แต่พระเจ้าก็ทรงยึดครองมนุษย์ด้วยเช่นกัน นั่นไม่ใช่หนทางเดียวกันด้วยหรอกหรือ? ฉันไม่ต้องการปล่อยให้ผู้ใดยึดครองฉัน ฉันเป็นตัวฉันเอง!” ความแตกต่างในที่นี้คืออะไรหรือ? จงตรองกันดูที เราถามพวกเจ้าว่า คำว่า “พระเจ้าทรงยึดครองมนุษย์” เป็นวลีที่ว่างเปล่าหรือไม่? การที่พระเจ้าทรงยึดครองมนุษย์หมายความว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในหัวใจของเจ้าและทรงควบคุมทุกคำพูดและทุกการเคลื่อนไหวของเจ้าใช่หรือไม่? หากพระองค์ตรัสบอกเจ้าให้นั่ง เจ้าไม่กล้าที่จะยืนใช่หรือไม่? หากพระองค์ตรัสบอกเจ้าให้ไปทิศตะวันออก เจ้าไม่กล้าที่จะไปทิศตะวันตกใช่หรือไม่? “การยึดครอง” นี้อ้างอิงถึงบางสิ่งบางอย่างในทำนองเหล่านี้ใช่หรือไม่? (ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น) ตลอดหลายปีที่พระเจ้าได้ทรงบริหารจัดการมนุษย์ในพระราชกิจของพระองค์ต่อมนุษย์จนกระทั่งถึงตอนนี้ในช่วงระยะสุดท้ายนี้ สิ่งใดคือผลที่ทรงตั้งเจตนารมณ์ไว้ต่อมนุษย์จากพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าได้ตรัสไป? นั่นคือการที่มนุษย์ดำรงชีวิตตามสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นใช่หรือไม่? เมื่อดูที่ความหมายตามตัวอักษรของคำว่า “พระเจ้าทรงยึดครองหัวใจมนุษย์” ก็ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงเอาหัวใจมนุษย์และยึดครองมันไว้ ทรงดำรงพระชนม์ชีพในนั้นและไม่เสด็จออกมาอีกเลย พระองค์ทรงกลายเป็นเจ้านายแห่งหัวใจมนุษย์ และทรงสามารถที่จะครอบงำและบงการหัวใจมนุษย์ได้ตามประสงค์ เพื่อให้มนุษย์ต้องทำสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงบอกให้เขาทำ ในสำนึกรับรู้นี้ มันคงจะดูเหมือนว่าทุกบุคคลสามารถกลายเป็นพระเจ้าและครอบครองแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระองค์ได้ ดังนั้นในกรณีนี้ มนุษย์สามารถแสดงกิจการต่างๆ ของพระเจ้าได้ด้วยหรือไม่? คำว่า “การยึดครอง” สามารถอธิบายในหนทางนี้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) ดังนั้น นั่นคือสิ่งใด? พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าชีวิตที่คู่ควรที่พระเจ้าทรงประทานแก่มนุษย์คือสิ่งใด? เราถามพวกเจ้าว่า พระวจนะและความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดหาให้มนุษย์นั้นคือวิวรณ์แห่งแก่นแท้ของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นใช่หรือไม่? (ใช่) การนี้เที่ยงแท้อย่างแน่นอน แต่มันสำคัญหรือไม่ว่าพระเจ้าพระองค์เองทรงปฏิบัติและครอบครองพระวจนะทั้งหมดที่พระองค์ทรงจัดหาให้มนุษย์? จงตรองถึงการนี้บ้าง เมื่อพระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์ เหตุใดพระองค์จึงพิพากษา? พระวจนะเหล่านี้มีขึ้นมาได้อย่างไร? เนื้อหาของพระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสเมื่อพระองค์ทรงพิพากษามนุษย์คือสิ่งใด? พวกมันตั้งอยู่บนพื้นฐานใด? พวกมันมีพื้นฐานอยู่บนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์นั่นเองใช่หรือไม่? (ใช่) ผลที่สัมฤทธิ์ได้โดยการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้านั้นมีพื้นฐานอยู่บนแก่นแท้ของพระเจ้าใช่หรือไม่? (ใช่) ดังนั้น “การยึดครองมนุษย์” ของพระเจ้าเป็นวลีที่ว่างเปล่ากระนั้นหรือ? ไม่ใช่อย่างแน่นอน ดังนั้น เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสพระวจนะเหล่านี้กับมนุษย์? พระประสงค์ของพระองค์ในการตรัสพระวจนะเหล่านี้คืออะไร? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะใช้พระวจนะเหล่านี้เพื่อทำหน้าที่ในฐานะชีวิตของมนุษย์ใช่หรือไม่? (ใช่) พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะใช้ความจริงทั้งหมดนี้ที่พระองค์ได้ตรัสไปในพระวจนะเหล่านี้เพื่อรับบทบาทเป็นชีวิตของมนุษย์ เมื่อมนุษย์รับเอาความจริงทั้งหมดนี้และพระวจนะของพระเจ้าไว้และแปลงสภาพความจริงและพระวจนะนั้นให้เป็นชีวิตของเขาเอง เช่นนั้นแล้วมนุษย์สามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้หรือไม่? เช่นนั้นแล้วมนุษย์สามารถยำเกรงพระเจ้าได้หรือไม่? เช่นนั้นแล้วมนุษย์สามารถหลบเลี่ยงความชั่วได้หรือไม่? เมื่อมนุษย์ได้มาถึงจุดนี้ เช่นนั้นแล้วเขาสามารถเชื่อฟังอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้หรือไม่? เช่นนั้นแล้วมนุษย์อยู่ในตำแหน่งที่นบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าใช่หรือไม่? เมื่อผู้คนอย่างเช่นโยบ หรืออย่างเช่นเปโตร มาถึงสุดถนนของพวกเขา เมื่อชีวิตของพวกเขาสามารถถือได้ว่าได้มาถึงความเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อพวกเขามีความเข้าใจจริงเกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วซาตานยังคงสามารถนำทางพวกเขาให้หลงเจิ่นได้หรือไม่? เช่นนั้นแล้วซาตานยังคงสามารถยึดครองพวกเขาได้หรือไม่? ซาตานยังคงสามารถครอบครองพวกเขาโดยเชิงบังคับได้หรือไม่? (ไม่ได้) ดังนั้น นี่เป็นบุคคลประเภทใด? นี่คือใครบางคนที่ได้ถูกพระเจ้าทรงรับไว้อย่างครบบริบูรณ์แล้วใช่หรือไม่? (ใช่) ในความหมายระดับนี้ พวกเจ้ามองเห็นบุคคลประเภทนี้ผู้ที่ได้ถูกพระเจ้าทรงรับไว้อย่างครบบริบูรณ์เป็นอย่างไร? จากมุมมองของพระเจ้า ภายใต้รูปการแวดล้อมเหล่านี้ พระองค์ได้ทรงยึดครองหัวใจของบุคคลนี้แล้ว ว่าแต่บุคคลนี้รู้สึกอย่างไร? มันเป็นการที่พระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า และหนทางของพระเจ้ากลายเป็นชีวิตภายในมนุษย์ใช่หรือไม่ ที่ต่อมาชีวิตนี้ยึดครองการเป็นอยู่ทั้งหมดของมนุษย์ ทำให้สิ่งทั้งหลายที่เขาใช้ดำรงชีวิต ตลอดจนแก่นแท้ของเขาเพียงพอที่จะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยอย่างนั้นหรือ? จากมุมมองของพระเจ้า หัวใจของมวลมนุษย์ในชั่วขณะนี้ได้ถูกพระองค์ยึดครองแล้วหรือไม่? (ใช่) พวกเจ้าเข้าใจความหมายระดับนี้อย่างไรในตอนนี้? นั่นคือพระวิญญาณของพระเจ้าใช่หรือไม่ที่ยึดครองเจ้า? (ไม่ใช่ นั่นคือพระวจนะของพระเจ้าที่ยึดครองพวกเรา) มันคือหนทางของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่ได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า และมันคือความจริงนั่นเองที่ได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า ในเวลานี้ มนุษย์จึงครองชีวิตที่มาจากพระเจ้า แต่พวกเราไม่สามารถพูดได้ว่าชีวิตนี้คือพระชนม์ชีพของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเราไม่สามารถพูดได้ว่าชีวิตที่มนุษย์ได้มาจากพระวจนะของพระเจ้านั้นเป็นพระชนม์ชีพของพระเจ้า ดังนั้นไม่สำคัญว่ามนุษย์ติดตามพระเจ้านานเพียงใด ไม่สำคัญว่ามนุษย์ได้รับพระวจนะจากพระเจ้ามากเพียงใด มนุษย์ไม่มีวันสามารถกลายเป็นพระเจ้าได้ ถึงแม้ว่าวันหนึ่งพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราได้ยึดครองหัวใจของเจ้า บัดนี้เจ้าครองชีวิตของเรา” แล้วเจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าเป็นพระเจ้ากระนั้นหรือ? (ไม่) เช่นนั้นแล้วเจ้าจะกลายเป็นสิ่งใด? เจ้าจะไม่มีการเชื่อฟังโดยสมบูรณ์ต่อพระเจ้าหรอกหรือ? ร่างกายของเจ้าและหัวใจของเจ้าไม่ได้เต็มไปด้วยชีวิตที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้เจ้าหรอกหรือ? นี่คงจะเป็นการสำแดงที่ปกติอย่างยิ่งถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงยึดครองหัวใจของมนุษย์ นี่คือข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อมองสิ่งนั้นจากแง่มุมนี้ มนุษย์สามารถกลายเป็นพระเจ้าได้หรือไม่? เมื่อมนุษย์ได้มาซึ่งพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าแล้ว เมื่อมนุษย์สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์สามารถครอบครองพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้หรือไม่? (ไม่ได้) ไม่สำคัญว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เมื่อทั้งหมดได้ถูกพูดและทำไปแล้ว มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์อยู่ดี เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งจากการทรงสร้าง เมื่อเจ้าได้รับพระวจนะของพระเจ้าจากพระเจ้าและได้รับหนทางของพระเจ้าแล้ว เจ้าเพียงแต่ครองชีวิตที่มาจากพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น และไม่มีวันสามารถกลายเป็นพระเจ้าได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 144

การทดลองของซาตาน

มัทธิว 4:1-4 ครั้งนั้น พระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อมารจะได้มาทดลอง และพระองค์ทรงอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืน ภายหลังพระองค์ก็ทรงหิว ส่วนผู้ทดลองมาหาพระองค์ทูลว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” พระองค์ตรัสตอบว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ‘มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า’”

เหล่านี้คือคำพูดที่มารใช้เพื่อพยายามทดลององค์พระเยซูเจ้าเป็นครั้งแรก เนื้อหาของสิ่งที่มารได้กล่าวไว้คืออะไร? (“ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง”) คำพูดที่มารได้พูดไปเหล่านี้ช่างเรียบง่ายทีเดียว ว่าแต่มีปัญหาเกี่ยวกับแก่นแท้ของคำพูดเหล่านี้หรือไม่? มารกล่าวว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า” แต่ในหัวใจของมันนั้น มันรู้หรือมันไม่รู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า? (มันรู้) เช่นนั้นแล้วเหตุใดมันจึงกล่าวว่า “ถ้าท่านเป็น”? (มันกำลังพยายามที่จะทดลองพระเจ้า) แต่จุดประสงค์ของมันในการทำเช่นนั้นคืออะไรหรือ? มันได้กล่าวว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า” ในหัวใจของมันนั้น มันรู้ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มันรู้อยู่แก่ใจของมัน แต่ทั้งที่รู้เรื่องนี้ มันได้นบนอบต่อพระองค์และนมัสการพระองค์หรือไม่? (ไม่) มันต้องการทำสิ่งใด? มันต้องการที่จะใช้วิธีการนี้และคำพูดเหล่านี้เพื่อทำให้องค์พระเยซูเจ้าทรงกริ้ว และจากนั้นจึงหลอกพระองค์ให้กระทำการอยู่ในแนวเดียวกับเจตนาของมัน นี่ไม่ใช่ความหมายเบื้องหลังคำพูดของมารหรอกหรือ? ในหัวใจของซาตาน มันรู้อย่างชัดเจนว่านี่คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า แต่อย่างไรก็ดีมันได้กล่าวคำพูดเหล่านี้ไป นี่ไม่ใช่ธรรมชาติของซาตานหรอกหรือ? ธรรมชาติของซาตานคือสิ่งใด? (กลับกลอก ชั่ว และไม่มีความเคารพต่อพระเจ้า) ผลสืบเนื่องใดที่จะส่งผลจากการไม่มีความเคารพต่อพระเจ้า? นั่นไม่ใช่การที่มันต้องการโจมตีพระเจ้าหรอกหรือ? มันได้ต้องการใช้วิธีการนี้โจมตีพระเจ้า และดังนั้นมันจึงได้กล่าวว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” นี่ไม่ใช่เจตนาชั่วของซาตานหรอกหรือ? จริงๆ แล้วมันกำลังพยายามที่จะทำสิ่งใด? จุดประสงค์ของมันชัดแจ้งมาก กล่าวคือ มันกำลังพยายามที่จะใช้วิธีการนี้เพื่อปฏิเสธพระสถานภาพและพระอัตลักษณ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า สิ่งที่ซาตานหมายถึงในคำพูดเหล่านั้นก็คือ “หากท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงแปรสภาพก้อนหินเหล่านี้ให้เป็นขนมปัง หากท่านไม่สามารถทำการนี้ได้ เช่นนั้นแล้วท่านก็ไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า ดังนั้น ท่านก็ไม่ควรดำเนินงานของท่านอีกต่อไป” การนี้ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? มันต้องการที่จะใช้วิธีการนี้เพื่อโจมตีพระเจ้า มันต้องการที่จะรื้อถอนและทำลายพระราชกิจของพระเจ้า นี่คือความมุ่งร้ายของซาตาน การปองร้ายของมันเป็นการแสดงออกตามธรรมชาติถึงธรรมชาติของมัน ถึงแม้ว่ามันจะรู้ว่าองค์พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นการทรงจุติเป็นมนุษย์จริงๆ ของพระเจ้าพระองค์เอง แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะทำสิ่งประเภทนี้ โดยติดตามเบื้องหลังพระปฤษฎางค์ของพระเจ้าอย่างใกล้ชิด โจมตีพระองค์อย่างยืนกรานไม่ลดละและกำลังพยายามอย่างหนักที่จะก่อวินาศกรรมและทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก

บัดนี้ พวกเรามาวิเคราะห์วลีนี้ที่ซาตานได้พูดกันเถิด นั่นคือ “จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” การแปรสภาพก้อนหินให้เป็นขนมปัง─นี่หมายถึงสิ่งใดหรือไม่? หากมีอาหาร เหตุใดจึงไม่กินอาหาร? เหตุใดจึงจำเป็นต้องแปรสภาพก้อนหินให้เป็นอาหาร? สามารถกล่าวได้หรือว่า ตรงนี้ไม่มีความหมายอะไรอยู่เลย? ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงกำลังอดอาหารอยู่ ณ เวลานั้น แน่หรือว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงมีพระกระยาหารเพื่อเสวย? (พระองค์ทรงมี) ดังนั้น ตรงนี้ พวกเราสามารถมองเห็นความวิปริตในคำพูดของซาตานได้ สำหรับการหักหลังและการคิดร้ายทั้งหมดของซาตานนั้น พวกเรายังคงสามารถมองเห็นความวิปริตและความไร้สาระของมัน ซาตานทำสิ่งต่างๆ มากมายที่ทำให้พวกเจ้าสามารถมองเห็นธรรมชาติที่คิดร้ายของมัน เจ้าสามารถมองเห็นว่ามันทำสิ่งทั้งหลายที่ก่อวินาศกรรมต่อพระราชกิจของพระเจ้า และเมื่อเห็นการนี้ เจ้ารู้สึกว่ามันน่าเกลียดชังและน่าโกรธเกรี้ยว แต่ในทางตรงกันข้าม เจ้าไม่เห็นธรรมชาติที่เป็นเด็กไม่รู้จักโตและน่าขันเบื้องหลังคำพูดและการกระทำของมันหรอกหรือ? นี่เป็นการเปิดเผยหนึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติของซาตาน ในเมื่อมันมีธรรมชาติประเภทนี้ มันก็จะทำสิ่งประเภทนี้ สำหรับผู้คนในวันนี้ คำพูดเหล่านี้ของซาตานวิปริตและน่าหัวเราะ แต่ซาตานก็มีความสามารถในการเปล่งคำพูดเช่นนั้นจริงๆ พวกเราพูดได้หรือไม่ว่ามันไม่รู้เท่าทันและไร้สาระ? ความชั่วของซาตานมีอยู่ทุกหนทุกแห่งและมันกำลังถูกเปิดเผยอย่างสม่ำเสมอ และองค์พระเยซูเจ้าตรัสตอบมันอย่างไรหรือ? (“มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า”) พระวจนะเหล่านี้มีพลังอำนาจอันใดบ้างหรือไม่? (พระวจนะเหล่านี้มีพลังอำนาจ) เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าพระวจนะเหล่านี้มีพลังอำนาจ? นั่นก็เพราะว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง บัดนี้ มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยขนมปังเพียงอย่างเดียวหรือไม่? องค์พระเยซูเจ้าทรงอดอาหารเป็นเวลาสี่สิบวันและสี่สิบคืน พระองค์ไม่ได้ทรงอดอยากจนสิ้นพระชนม์หรอกหรือ? (ไม่) พระองค์ไม่ได้อดอยากจนสิ้นพระชนม์ ดังนั้นซาตานจึงได้เข้าหาพระองค์ กระตุ้นเตือนพระองค์ให้แปรสภาพก้อนหินให้เป็นอาหารโดยพูดสิ่งต่างๆ เช่น “หากท่านแปรสภาพก้อนหินให้เป็นอาหารได้ เช่นนั้นแล้วท่านก็จะมีของให้กินไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นแล้วท่านก็จะไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องหิวอีกต่อไปไม่ใช่หรือ?” แต่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้” ซึ่งหมายความว่า ถึงแม้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในร่างทางกายภาพ แต่ก็ไม่ใช่อาหารที่ช่วยให้ร่างทางกายภาพของเขามีชีวิตอยู่หรือหายใจได้ แต่เป็นพระวจนะทุกคำที่ดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าต่างหาก ในด้านหนึ่ง พระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง พระวจนะเหล่านี้ให้ความเชื่อแก่ผู้คน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาอาศัยพระเจ้าได้ และว่าพระองค์ทรงเป็นความจริง ในอีกด้านหนึ่ง มีแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงต่อพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? องค์พระเยซูเจ้ายังคงประทับยืนอยู่ ยังคงดำรงพระชนม์อยู่หลังการอดอาหารสี่สิบวันและสี่สิบคืนมิใช่หรือ? นี่มิใช่ตัวอย่างจริงหรอกหรือ? พระองค์มิได้รับประทานอาหารมาเป็นเวลาสี่สิบวันและสี่สิบคืน แต่กระนั้นพระองค์ยังคงทรงดำรงพระชนม์อยู่ นี่คือหลักฐานอันทรงพลังซึ่งยืนยันถึงความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ พระวจนะเหล่านั้นเรียบง่าย แต่สำหรับองค์พระเยซูเจ้าแล้วนั้น พระองค์ตรัสพระวจนะเหล่านั้นเฉพาะเมื่อซาตานทดลองพระองค์เท่านั้น หรือพระวจนะเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าทรงเป็นความจริง และพระเจ้าทรงเป็นชีวิต แต่ความจริงและชีวิตของพระเจ้านั้นเป็นการเพิ่มเติมในภายหลังหรือไม่? สิ่งเหล่านั้นเกิดจากประสบการณ์ในเวลาต่อมาหรือไม่? ไม่ สิ่งเหล่านั้นมีมาแต่เดิมในพระเจ้า กล่าวคือ ความจริงและชีวิตคือเนื้อแท้ของพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับพระองค์ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงเปิดเผยล้วนเป็นความจริง ความจริงนี้ พระวจนะเหล่านี้─ไม่ว่าเนื้อหาของพระวาทะจะยาวหรือสั้น─ก็สามารถทำให้มนุษย์มีชีวิตและให้ชีวิตแก่มนุษย์ได้ พระวจนะเหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนมีความสามารถที่จะได้รับความจริงและความกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับเส้นทางแห่งชีวิตมนุษย์ และทำให้พวกเขามีความสามารถที่จะมีความเชื่อในพระเจ้าได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ที่มาของการที่พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์จากพระวจนะเหล่านี้เป็นไปในเชิงบวก ดังนั้น พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เป็นเชิงบวกนี้บริสุทธิ์? (ได้) คำพูดเหล่านั้นของซาตานมาจากธรรมชาติของซาตาน ซาตานเปิดเผยธรรมชาติชั่วและคิดร้ายของมันทุกหนแห่งอย่างสม่ำเสมอ บัดนี้ ซาตานทำการเปิดเผยเหล่านี้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่? มีใครชี้นำให้มันทำการนี้หรือไม่? มีใครช่วยมันหรือไม่? มีใครบังคับขู่เข็ญมันหรือไม่? (ไม่มี) มันทำการเปิดเผยทั้งหมดเหล่านี้ด้วยความพร้อมใจของมันเอง นี่คือธรรมชาติชั่วของซาตาน สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำ และพระองค์ทรงทำมันอย่างไรก็ตาม ซาตานตามติดทุกย่างพระบาทของพระองค์ สาระสำคัญและธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้ที่ซาตานพูดและทำนั้นเป็นธาตุแท้ของซาตาน—ธาตุแท้ที่ชั่วและคิดร้าย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 145

มัทธิว 4:5-7 แล้วมารก็นำพระองค์ไปยังนครบริสุทธิ์ และให้พระองค์ประทับที่ยอดหลังคาพระวิหาร แล้วทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงกระโดดลงไป เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ‘พระเจ้าจะรับสั่งเรื่องท่านต่อบรรดาทูตสวรรค์ของพระองค์ และทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ ไม่ให้เท้าของท่านกระทบหิน’” พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน’”

ก่อนอื่นพวกเรามาดูคำพูดที่ซาตานได้กล่าวไว้ตรงนี้กันเถิด ซาตานได้พูดว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงกระโดดลงไป” และต่อมามันได้อ้างคำพูดจากองค์คัมภีร์ทั้งหลายว่า “พระเจ้าจะรับสั่งเรื่องท่านต่อบรรดาทูตสวรรค์ของพระองค์ และทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ ไม่ให้เท้าของท่านกระทบหิน” เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้าได้ยินคำพูดของซาตาน? คำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโตอย่างยิ่งมิใช่หรือ? คำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโต วิปริต และน่าขยะแขยง เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? ซาตานมักทำสิ่งที่โง่เขลาต่างๆ และมันเชื่อว่าตัวมันเองหลักแหลมมาก บ่อยครั้งที่มันอ้างคำพูดต่างๆ จากองค์คัมภีร์─แม้กระทั่งพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเอง─โดยพยายามที่จะพลิกพระวจนะเหล่านั้นกลับมาหาพระเจ้าเพื่อโจมตีพระองค์และเพื่อทดลองพระองค์ด้วยความพยายามที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของมันในการก่อวินาศกรรมต่อแผนการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าสามารถมองเห็นสิ่งใดในคำพูดเหล่านี้ที่ซาตานพูดหรือไม่? (ซาตานเก็บงำเจตนาชั่วเอาไว้) ในทุกสิ่งที่ซาตานทำนั้น มันได้พยายามที่จะทดลองมวลมนุษย์อยู่เสมอ ซาตานไม่ได้พูดอย่างตรงไปตรงมา แต่พูดในหนทางที่อ้อมค้อมโดยใช้การทดลอง การหลอกล่อ และการล่อลวง ซาตานนำการทดลองของมันเข้าหาพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา โดยเชื่อว่าพระองค์ย่อมไม่ทรงรู้เท่าทัน ทรงโง่เขลา และไม่ทรงสามารถแยกแยะรูปทรงที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลายได้อย่างชัดเจนไม่ผิดกับที่มนุษย์ก็ไม่มีความสามารถแยกแยะได้เช่นกัน ซาตานคิดว่าพระเจ้าและมนุษย์ก็เหมือนกันที่ไม่มีความสามารถที่จะมองทะลุถึงธาตุแท้ของมันและความหลอกลวงและเจตนาส่อแววร้ายของมัน นี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความโง่เขลาของซาตานหรอกหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ซาตานอ้างคำพูดจากองค์คัมภีร์ทั้งหลายอย่างเปิดเผย โดยเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับมัน และว่าเจ้าจะไม่สามารถจับข้อตำหนิใดๆ ในคำพูดของมันหรือหลีกเลี่ยงการถูกหลอกได้ นี่ไม่ใช่ความไร้สาระและความเป็นเด็กไม่รู้จักโตของซาตานหรอกหรือ? การนี้เป็นเหมือนกันไม่มีผิดกับตอนที่ผู้คนเผยแพร่ข่าวประเสริฐและเป็นพยานต่อพระเจ้า กล่าวคือ บางครั้งพวกผู้ปราศจากความเชื่อก็พูดบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกันกับสิ่งที่ซาตานพูดไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าได้ยินผู้คนพูดบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกันแล้วหรือไม่? เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้าได้ยินสิ่งทั้งหลายดังกล่าวนั้น? เจ้ารู้สึกขยะแขยงใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อเจ้ารู้สึกขยะแขยง เจ้าก็รู้สึกไม่ชอบและเกลียดชังใช่หรือไม่? เมื่อเจ้ามีความรู้สึกเหล่านี้เจ้าสามารถระลึกได้หรือไม่ว่าซาตานและอุปนิสัยเสื่อมทรามที่ซาตานทำงานเข้าไปในตัวมนุษย์นั้นเป็นความเลว? ในหัวใจของเจ้า เจ้าเคยมีความตระหนักนี้หรือไม่ว่า “เมื่อซาตานพูด มันทำเช่นนั้นเพื่อให้เป็นการโจมตีและการทดลอง คำพูดของซาตานนั้นไร้สาระ น่าหัวเราะ เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต และน่าขยะแขยง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าคงจะไม่มีวันตรัสหรือทรงพระราชกิจในหนทางเช่นนั้น และที่จริงแล้วพระองค์ก็ไม่เคยทรงทำเช่นนั้น”? แน่นอนว่า ในสถานการณ์นี้ผู้คนมีความสามารถสำนึกรับรู้ถึงมันได้เพียงเลือนรางเท่านั้น และยังคงไม่มีความสามารถที่จะจับความเข้าใจความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ? ด้วยวุฒิภาวะปัจจุบันของพวกเจ้านั้น พวกเจ้าแค่รู้สึกว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสคือความจริง เป็นประโยชน์ต่อพวกเรา และพวกเราต้องยอมรับมัน” ไม่ว่าเจ้าจะสามารถยอมรับการนี้ได้หรือไม่ก็ตาม เจ้าพูดโดยไม่มีการยกเว้นว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง แต่เจ้าไม่รู้ว่าความจริงโดยตัวของมันเองนั้นบริสุทธิ์และว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์

ดังนั้น การโต้ตอบของพระเยซูต่อคำพูดเหล่านี้ของซาตานเป็นอย่างไร? พระเยซูได้ตรัสกับมันว่า “พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน’” มีความจริงในพระวจนะเหล่านี้ที่พระเยซูตรัสหรือไม่? (มี) มีความจริงอยู่ในพระวจนะเหล่านี้ โดยผิวเผินแล้ว พระวจนะเหล่านี้เป็นพระบัญชาหนึ่งสำหรับผู้คนที่ติดตาม เป็นวลีที่เรียบง่าย แต่กระนั้นอย่างไรก็ตาม ทั้งมนุษย์และซาตานมักทำให้พระวจนะเหล่านี้ขุ่นเคืองบ่อยครั้ง ดังนั้น องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับซาตานว่า “อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน” เพราะการนี้เป็นสิ่งที่ซาตานทำบ่อยครั้ง โดยพยายามอย่างหนักขณะที่มันดำเนินการเรื่องนี้ สามารถกล่าวได้ว่าซาตานทำการนี้อย่างหน้าไม่อายและปราศจากความละอาย มันอยู่ในธรรมชาติที่เป็นแก่นแท้ของซาตานที่ไม่ยำเกรงพระเจ้าและที่ไม่มีความเคารพต่อพระเจ้าในหัวใจของมัน ถึงแม้เมื่อซาตานได้ยืนเคียงข้างพระเจ้าและสามารถมองเห็นพระองค์ มันก็อดไม่ได้ที่ตัวมันจะทำการทดลองพระเจ้า เพราะฉะนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสกับซาตานว่า “อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน” เหล่านี้คือพระวจนะที่ได้พระเจ้าตรัสกับซาตานบ่อยครั้ง ดังนั้น มันถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ที่จะนำวลีนี้มาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน? (ใช่ เพราะพวกเราก็มักจะทดลองพระเจ้าบ่อยครั้งด้วยเช่นกัน) เหตุใดผู้คนจึงมักจะทดลองพระเจ้าอยู่บ่อยๆ? นั่นเป็นเพราะผู้คนเต็มไปด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานใช่หรือไม่? (ใช่) ดังนั้นคำพูดของซาตานข้างต้นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนมักพูดบ่อยครั้งใช่หรือไม่? และผู้คนพูดคำพูดเหล่านี้ในสถานการณ์ใด? คนเราอาจสามารถพูดได้ว่าผู้คนพูดสิ่งทั้งหลายเช่นนี้มาโดยตลอดโดยไม่คำนึงถึงเวลาและสถานที่ นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าอุปนิสัยของผู้คนนั้นไม่แตกต่างไปจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานเลย องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสพระวจนะซึ่งเรียบง่ายไม่กี่คำ พระวจนะซึ่งเป็นตัวแทนของความจริง พระวจนะซึ่งผู้คนจำเป็นต้องมี อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์นี้ องค์พระเยซูเจ้ากำลังตรัสในหนทางเช่นนี้เพื่อโต้เถียงกับซาตานกระนั้นหรือ? มีสิ่งใดที่เป็นการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงอยู่ในสิ่งที่พระองค์ตรัสกับซาตานหรือไม่? (ไม่มี) องค์พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกอย่างไรในพระทัยของพระองค์เกี่ยวกับการทดลองของซาตาน? พระองค์ทรงรู้สึกขยะแขยงและผลักไสหรือไม่? (ใช่) องค์พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกผลักไสและขยะแขยง แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็มิได้ทรงโต้เถียงกับซาตาน และนับประสาอะไรที่พระองค์จะได้ตรัสถึงหลักการยิ่งใหญ่อันใด เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า? ก็เพราะซาตานเป็นเช่นนี้เสมอ มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้เลย) กล่าวได้หรือไม่ว่าซาตานไม่สะทกสะท้านกับเหตุผล? (ใช่) ซาตานสามารถระลึกได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง? ซาตานจะไม่มีวันระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริงและจะไม่มีวันยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง นี่คือธรรมชาติของมัน ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติของซาตานที่น่าผลักไส สิ่งนั้นอะไรหรือ? ในความพยายามของมันที่จะทดลององค์พระเยซูเจ้านั้น ซาตานได้คิดไปว่าต่อให้มันไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็จะยังคงพยายามทำเช่นนั้นอยู่ แม้ว่ามันจะถูกลงโทษ แต่มันก็ได้เลือกแล้วที่จะลองพยายาม แม้ว่ามันคงจะไม่ได้รับข้อได้เปรียบเลยจากการทำเช่นนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็จะลองพยายาม ยืนกรานในความพยายามของมันและยืนหยัดต่อต้านพระเจ้าจนถึงที่สุด นี่คือธรรมชาติจำพวกใดกัน? มันไม่ใช่ความชั่วหรอกหรือ? หากมนุษย์กลายเป็นโกรธเกรี้ยวและบันดาลโทสะขึ้นมาเมื่อมีการกล่าวเปรยถึงพระเจ้า เขาได้เห็นพระเจ้าแล้วหรือไร? เขารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด? เขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด ไม่เชื่อในพระองค์ และพระเจ้าไม่ได้ตรัสกับเขา พระเจ้าไม่เคยสร้างปัญหาให้เขา ดังนั้นเหตุใดเขาจึงต้องโมโห? พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าบุคคลผู้นี้ชั่ว? กระแสนิยมทางโลก การกิน การดื่ม และการแสวงหาความหรรษายินดี คนเด่นคนดัง─ไม่มีสิ่งใดในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่จะทำให้ผู้คนเช่นนั้นรู้สึกทุกข์ร้อน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการกล่าวเปรยถึงคำว่า “พระเจ้า” หรือถึงความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า เขาก็บันดาลโทสะขึ้นมา นี่ไม่ประกอบขึ้นเป็นการมีธรรมชาติชั่วหรอกหรือ? การนี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า นี่คือธรรมชาติชั่วของมนุษย์ ตอนนี้ เมื่อพูดถึงตัวของพวกเจ้าเอง มีหรือไม่ เวลาที่พวกเจ้ารู้สึกไม่ชอบเมื่อมีการกล่าวถึงความจริง หรือเมื่อมีการกล่าวถึงการทดสอบมวลมนุษย์ของพระเจ้า หรือพระวจนะเกี่ยวกับการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า พวกเจ้ารู้สึกผลักไส และพวกเจ้าไม่ต้องการได้ยินสิ่งทั้งหลาย เช่นนั้น? หัวใจของพวกเจ้าอาจคิดว่า “ผู้คนทั้งหมดล้วนพูดว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริงไม่ใช่หรือ? พระวจนะเหล่านี้บางคำไม่ใช่ความจริง! เห็นได้ชัดว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นเพียงพระวจนะแห่งการตักเตือนมายังมนุษย์! ผู้คนบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกไม่ชอบอย่างรุนแรงในหัวใจของพวกเขา และคิดว่า “การนี้ถูกพูดถึงทุกวัน─การทดสอบของพระองค์ การพิพากษาของพระองค์ เมื่อใดหรือมันถึงจะจบสิ้น? เมื่อใดพวกเราถึงจะได้รับบั้นปลายที่ดี?” ไม่รู้เลยว่าความโมโหแบบไม่มีเหตุผลนี้มาจากไหน นี่เป็นธรรมชาติจำพวกใดกัน? (ธรรมชาติชั่ว) มันได้รับการกำกับและนำโดยธรรมชาติชั่วของซาตาน จากมุมมองของพระเจ้าในแง่ของธรรมชาติที่ชั่วร้ายของซาตานและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์นั้น พระองค์ไม่เคยทรงโต้เถียงหรือเก็บความแค้นเคืองต่อผู้คน และพระองค์ไม่เคยทรงทำให้เป็นเรื่องใหญ่เมื่อผู้คนกระทำการอย่างโง่เขลา เจ้าจะไม่มีวันเห็นว่าพระเจ้าทรงมีทรรศนะคล้ายกันกับมนุษย์ในเรื่องของสิ่งทั้งหลายและที่มากกว่านั้นคือ เจ้าจะไม่เห็นว่าพระองค์ทรงใช้ทัศนคติ ความรู้ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา หรือการจินตนาการของมวลมนุษย์เพื่อรับมือกับเรื่องทั้งหลาย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำและทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงเปิดเผยนั้นเชื่อมโยงกับความจริง กล่าวคือ พระวจนะทุกคำที่พระองค์ได้ตรัสไปและการกระทำทุกอย่างที่พระองค์ได้กระทำไปนั้นผูกติดอยู่กับความจริง ความจริงนี้ไม่ใช่ผลิตผลของความเพ้อฝันบางอย่างซึ่งไร้พื้นฐาน พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยความจริงนี้และพระวจนะเหล่านี้โดยคุณความดีแห่งเนื้อแท้ของพระองค์และพระชนม์ชีพของพระองค์ เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้และเนื้อแท้ของทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำไปนั้นคือความจริง พวกเราจึงสามารถพูดได้ว่าเนื้อแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำนำพาความมีชีวิตชีวาและความสว่างมาให้ผู้คน ทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวก และความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกเหล่านั้น และชี้หนทางให้แก่มนุษยชาติเพื่อที่พวกเขาจะได้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับการกำหนดพิจารณาโดยเนื้อแท้ของพระเจ้าและโดยเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 146

มัทธิว 4:8-11 อีกครั้งหนึ่งมารได้นำพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาที่สูงมาก และได้แสดงบรรดาราชอาณาจักรในโลก ทั้งความรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์ทอดพระเนตร แล้วได้ทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านจะก้มลงนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน” พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “จงไปให้พ้น เจ้าซาตาน เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ‘จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว’” แล้วมารจึงไปจากพระองค์ และมีพวกทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์

ครั้นลูกเล่นสองครั้งก่อนของมันล้มเหลว มารซาตานก็ยังได้พยายามอีกครั้ง กล่าวคือ มันได้แสดงราชอาณาจักรทั้งหมดในโลกและความรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้องค์พระเยซูเจ้าทอดพระเนตร และได้ขอให้พระองค์นมัสการมัน เจ้าสามารถมองเห็นสิ่งใดเกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะที่แท้จริงของมารจากสถานการณ์นี้? มารซาตานไม่ใช่ไร้ยางอายโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ? (ใช่) มันไร้ยางอายอย่างไร? ทุกสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นซาตานยังได้หันกลับ และแสดงทุกสรรพสิ่งให้พระเจ้าทอดพระเนตร โดยกล่าวว่า “จงมองดูความอุดมด้วยโภคทรัพย์และความรุ่งโรจน์ของทุกสิ่งในราชอาณาจักรเหล่านี้ หากท่านนมัสการเรา เราจะมอบทั้งหมดนี้ให้แก่ท่าน” นี่ไม่ใช่การพลิกบทบาทโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ? ซาตานไม่ไร้ยางอายหรอกหรือ? พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง แต่พระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมาเพื่อความชื่นชมยินดีของพระองค์เองกระนั้นหรือ? พระเจ้าได้ทรงมอบทุกสิ่งทุกอย่างแก่มวลมนุษย์ แต่ซาตานต้องการที่จะยึดมันทั้งหมดและครั้นได้ยึดมันทั้งหมดไปแล้ว มันก็มาบอกพระเจ้าว่า “จงนมัสการเรา! นมัสการเราแล้วเราจะมอบทั้งหมดนี้แก่พระองค์” นี่คือโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของซาตาน มันไร้ยางอายโดยสิ้นเชิง! ซาตานไม่รู้แม้กระทั่งความหมายของคำว่า “ละอาย” นี่เป็นแค่อีกตัวอย่างหนึ่งของความชั่วของมัน มันไม่รู้แม้กระทั่งว่าความละอายคืออะไร ซาตานรู้อย่างชัดเจนว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและว่าพระองค์ทรงบริหารจัดการและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่เป็นของมนุษย์ และนับประสาอะไรที่จะเป็นของซาตาน แต่เป็นของพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นมารซาตานยังได้กล่าวอย่างหน้าไม่อายว่ามันจะให้ทุกสรรพสิ่งแก่พระเจ้า นี่มิใช่อีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ซาตานกระทำการอย่างไร้สาระและอย่างไร้ยางอายอีกครั้งหนึ่งหรอกหรือ? การนี้เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงเกลียดชังซาตานมากยิ่งขึ้นไปอีกมิใช่หรือ? ถึงกระนั้นไม่สำคัญว่าซาตานได้ลองพยายามสิ่งใด องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกหลอกหรือไม่? องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสสิ่งใด? “จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว” พระวจนะเหล่านี้มีความหมายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่? (มี) ความหมายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจำพวกใด? พวกเรามองเห็นความชั่วและความไร้ยางอายของซาตานในวาทะของมัน ดังนั้นหากมนุษย์นมัสการซาตาน บทอวสานจะเป็นอย่างไร? พวกเขาจะได้รับความอุดมด้วยโภคทรัพย์และความรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรทั้งหมดหรือไม่? (ไม่) พวกเขาจะได้รับสิ่งใด? มวลมนุษย์จะแค่กลายเป็นไร้ยางอายและน่าหัวเราะเหมือนซาตานหรือไม่? (ใช่) เช่นนั้นแล้วพวกเขาคงจะไม่แตกต่างไปจากซาตานเลย เพราะฉะนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ ซึ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน นั่นคือ “จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว” นี่หมายความว่านอกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า นอกจากพระเจ้าพระองค์เองแล้วนั้น หากเจ้ารับใช้สิ่งอื่น หากเจ้านมัสการมารซาตาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะเกลือกกลิ้งอยู่ในความโสมมแบบเดียวกันกับซาตาน เมื่อนั้นเจ้าคงจะร่วมแบ่งปันความไร้ยางอายและความชั่วของซาตานไปกับมัน และเจ้าคงจะทดลองพระเจ้าและโจมตีพระเจ้าเช่นเดียวกันกับซาตาน เช่นนั้นแล้ว บทอวสานจะเป็นอย่างไรสำหรับเจ้า? เจ้าคงจะถูกพระเจ้าทรงเกลียด ถูกพระเจ้าตีกระหน่ำลง ถูกพระเจ้าทำลาย หลังจากซาตานได้ทดลององค์พระเยซูเจ้าหลายครั้งโดยไม่สำเร็จแล้ว มันได้พยายามอีกครั้งหรือไม่? ซาตานไม่ได้พยายามอีกแล้วจากนั้นมันก็ได้จากไป การนี้พิสูจน์สิ่งใด? มันพิสูจน์ให้เห็นว่าธรรมชาติชั่วของซาตาน ความคิดร้ายของมัน และความไร้สาระกับความวิปริตของมันนั้นไม่มีคุณค่าคู่ควรแม้กระทั่งจะกล่าวเปรยถึงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำให้ซาตานปราชัยด้วยสามประโยคเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นมันก็โกยอ้าวหนีไปแบบหางจุกก้น อับอายเกินกว่าที่จะแสดงให้เห็นใบหน้าของมัน และมันไม่เคยทดลององค์พระเยซูเจ้าอีกเลย เนื่องจากองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำให้การทดลองของซาตานครั้งนี้ปราชัยไปแล้ว บัดนี้พระองค์จึงสามารถสานต่อพระราชกิจที่พระองค์จำเป็นต้องทรงกระทำและกิจทั้งหลายซึ่งวางอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้อย่างง่ายดาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำและได้ตรัสไปในสถานการณ์นี้มีความหมายซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงอันใดหรือไม่สำหรับมนุษย์ทุกคนหากนำมันมาใช้กับวันปัจจุบัน? (มี) ความหมายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจำพวกใด? การทำให้ซาตานปราชัยเป็นสิ่งง่ายที่จะทำกระนั้นหรือ? ผู้คนต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับธรรมชาติชั่วของซาตานหรือไม่? ผู้คนต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับการทดลองของซาตานหรือไม่? (ต้องมี) เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์กับการทดลองของซาตานในชีวิตของเจ้าเอง หากเจ้าสามารถมองทะลุถึงธรรมชาติชั่วของซาตาน เจ้าจะสามารถทำให้มันปราชัยได้หรือไม่? หากเจ้ารู้ถึงความไร้สาระและความวิปริตของซาตาน เจ้าจะยังคงยืนอยู่ข้างซาตานและโจมตีพระเจ้าหรือไม่? หากเจ้าเข้าใจว่าความคิดร้ายและความไร้ยางอายของซาตานกำลังถูกเปิดเผยโดยผ่านทางตัวเจ้าอย่างไร หากเจ้าระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้และเข้าใจอย่างชัดเจน เจ้าจะยังคงโจมตีและทดลองพระเจ้าในหนทางนี้อยู่หรือไม่? (ไม่ พวกเราจะไม่ทำ) พวกเจ้าจะทำสิ่งใด? (พวกเราจะกบฏต่อซาตานและทิ้งมันไป) นั่นเป็นสิ่งง่ายดายที่จะทำกระนั้นหรือ? มันไม่ง่ายเลย ในการทำสิ่งนี้ ผู้คนต้องอธิษฐานบ่อยๆ พวกเขาต้องวางตัวเองเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและตรวจสอบตัวเอง และพวกเขาต้องยอมให้การบ่มวินัยของพระเจ้าและการพิพากษากับการตีสอนของพระองค์เกิดขึ้นกับพวกเขา มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่ผู้คนจะค่อยๆ แกะตัวเองออกจากการหลอกลวงและการควบคุมของซาตานได้

บัดนี้ เมื่อดูที่คำพูดเหล่านี้ทั้งหมดที่ซาตานได้พูดไปนั้น พวกเราจะสรุปสิ่งทั้งหลายที่ประกอบขึ้นเป็นธาตุแท้ของซาตานกัน ก่อนอื่น ธาตุแท้ของซาตานสามารถกล่าวถึงได้โดยทั่วไปว่าเป็นสิ่งชั่ว ซึ่งตรงกันข้ามกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เหตุใดเราจึงพูดว่าธาตุแท้ของซาตานนั้นชั่ว? เพื่อตอบคำถามนี้ คนเราต้องตรวจดูผลสืบเนื่องของสิ่งที่ซาตานทำกับผู้คน ซาตานเสื่อมทรามและควบคุมมนุษย์ และมนุษย์กระทำการภายใต้อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน และดำรงชีวิตอยู่ในพิภพหนึ่งซึ่งผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มวลมนุษย์ถูกซาตานครอบงำและดูดซึมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว มนุษย์จึงมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน ซึ่งเป็นธรรมชาติของซาตาน จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานได้พูดและทำไปนั้น เจ้าได้เห็นความโอหังของมันแล้วหรือยัง? เจ้าได้เห็นความหลอกลวงและความคิดร้ายของมันแล้วหรือยัง? ความโอหังของซาตานส่วนใหญ่แล้วถูกแสดงออกมาอย่างไร? ซาตานเก็บงำความอยากที่จะยึดครองตำแหน่งของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาหรือไม่? ซาตานต้องการที่จะฉีกทึ้งพระราชกิจของพระเจ้า ตำแหน่งของพระเจ้า และเอามันมาให้ตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่ผู้คนจะได้ติดตาม สนับสนุน และนมัสการซาตาน นี่คือธรรมชาติอันโอหังของซาตาน เมื่อซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทราม มันบอกพวกเขาตรงๆ หรือไม่ว่าพวกเขาควรทำสิ่งใด? เมื่อซาตานทดลองพระเจ้า มันออกมาพูดหรือไม่ว่า “ข้าพระองค์กำลังทดลองพระองค์ ข้าพระองค์กำลังจะโจมตีพระองค์”? มันไม่ทำเช่นนั้นโดยเด็ดขาด ดังนั้นซาตานใช้วิธีการใด? มันล่อลวง ทดลอง โจมตี และวางกับดัก และถึงขั้นอ้างพระวจนะจากพระคัมภีร์ ซาตานพูดและกระทำการในหนทางต่างๆ นานาเพื่อสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ที่ส่อแววร้ายของมันและทำให้เจตนาของมันลุล่วง หลังจากซาตานได้ทำการนี้แล้ว สามารถมองเห็นสิ่งใดจากสิ่งที่สำแดงอยู่ในตัวมนุษย์? ผู้คนกลายเป็นโอหังด้วยหรือไม่? มนุษย์ได้ทนทุกข์จากความเสื่อมทรามของซาตานมาเป็นเวลาหลายพันปี และดังนั้นมนุษย์จึงได้กลายเป็นโอหัง หลอกลวง คิดร้าย และอยู่เหนือเหตุผล ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากธรรมชาติของซาตาน ในเมื่อธรรมชาติของซาตานนั้นชั่ว มันจึงได้ให้ธรรมชาติชั่วนี้แก่มนุษย์และนำพาอุปนิสัยชั่วและเสื่อมทรามนี้มาให้มนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน และต่อต้านพระเจ้า โจมตีพระเจ้า และทดลองพระองค์เหมือนซาตาน จนถึงขั้นที่มนุษย์ไม่สามารถนมัสการพระเจ้าได้และไม่มีหัวใจที่เคารพพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 147

วิธีที่ซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

ความรู้คือบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่เป็นบวกใช่หรือไม่? อย่างน้อยที่สุด ผู้คนคิดว่าความหมายแฝงของคำว่า “ความรู้” เป็นเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ ดังนั้น เหตุใดพวกเราจึงกำลังกล่าวถึงในที่นี้ว่าซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม? ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่ใช่แง่มุมหนึ่งของความรู้หรอกหรือ? กฎวิทยาศาสตร์ของนิวตันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความรู้หรอกหรือ? แรงโน้มถ่วงของโลกก็เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ด้วยมิใช่หรือ? (ใช่) ดังนั้น เหตุใดเล่า ความรู้จึงถูกระบุรายการให้อยู่ท่ามกลางสิ่งทั้งหลายที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม? ทรรศนะของพวกเจ้าในการนี้เป็นอย่างไร? ความรู้มีความจริงแม้สักเศษเสี้ยวหนึ่งในตัวมันหรือไม่? (ไม่มี) เช่นนั้นแล้ว เนื้อแท้ของความรู้คือสิ่งใด? ความรู้ทั้งหมดที่ผู้คนขวนขวายได้เรียนรู้นั้นอยู่บนพื้นฐานของสิ่งใด? มันอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการใช่หรือไม่? มิใช่ความรู้หรอกหรือที่มนุษย์ได้มาโดยผ่านทางการสำรวจค้น และการรวมยอด บนพื้นฐานของอเทวนิยม? ความรู้นี้มีความเชื่อมโยงกับพระเจ้าบ้างหรือไม่? มันเชื่อมโยงกับการนมัสการพระเจ้าหรือไม่? มันเชื่อมโยงกับความจริงหรือไม่? (ไม่) ดังนั้น ซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างไร? เราเพิ่งกล่าวไปว่าไม่มีสิ่งใดจากความรู้นี้ที่เชื่อมโยงกับการนมัสการพระเจ้าหรือกับความจริงเลย ผู้คนบางคนคิดถึงมันเช่นนี้ ว่า “ความรู้อาจไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความจริง แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม” ทรรศนะของพวกเจ้าในเรื่องนี้เป็นอย่างไร? เจ้าได้รับการสอนด้วยความรู้ที่ว่าความสุขของบุคคลหนึ่งต้องสร้างขึ้นด้วยสองมือของพวกเขาเองใช่หรือไม่? ความรู้สอนเจ้าว่าชะตากรรมของมนุษย์อยู่ในมือของเขาเองใช่หรือไม่? (ใช่) นี่เป็นการพูดคุยประเภทใด? (มันเป็นเรื่องเหลวไหล) ถูกต้องที่สุด! มันเป็นเรื่องเหลวไหล! ความรู้เป็นเรื่องซับซ้อนที่จะสนทนากัน เจ้าอาจกล่าวระบุอย่างเรียบง่ายว่าสาขาของความรู้ไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่าความรู้ นั่นก็คือสาขาหนึ่งของความรู้ที่เรียนรู้บนพื้นฐานของการไม่นมัสการพระเจ้าและบนการไม่เข้าใจว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เมื่อผู้คนศึกษาความรู้ชนิดนี้ พวกเขามองไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง พวกเขามองไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงกำกับดูแลหรือบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือการศึกษาวิจัยและสำรวจค้นความรู้สาขาวิชานั้นอย่างไม่รู้จบ และแสวงค้นคำตอบบนพื้นฐานของความรู้ อย่างไรก็ตาม มันไม่ถูกหรือที่ว่าหากผู้คนไม่เชื่อในพระเจ้าและกลับไล่ตามเสาะหาการศึกษาวิจัยเท่านั้น พวกเขาจะไม่มีวันพบเจอคำตอบที่แท้จริง? ทั้งหมดที่ความรู้สามารถมอบให้เจ้าได้ก็คือการทำมาหากิน อาชีพการงาน รายได้ เพื่อที่เจ้าจะไม่ต้องหิวโหย แต่มันจะไม่มีวันทำให้เจ้านมัสการพระเจ้า และมันจะไม่มีวันรักษาเจ้าให้ห่างจากความชั่ว ยิ่งเจ้าศึกษาความรู้มากขึ้น เจ้าจะยิ่งอยากเป็นกบฏต่อพระเจ้า อยากให้พระเจ้าอยู่ภายใต้การศึกษาของเจ้า อยากทดลองพระเจ้า และอยากต้านทานพระเจ้ามากขึ้น ดังนั้น บัดนี้ พวกเรามองเห็นว่าความรู้กำลังสอนสิ่งใดให้ผู้คน? ทั้งหมดก็คือปรัชญาของซาตานนั่นเอง ปรัชญาและกฎแห่งการอยู่รอดที่ซาตานเผยแพร่ไปท่ามกลางมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีความสัมพันธ์อันใดกับความจริงบ้างหรือไม่? สิ่งเหล่านั้นไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความจริงเลย และในข้อเท็จจริงแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริง ผู้คนมักกล่าวบ่อยครั้งว่า “ชีวิตคือการเคลื่อนที่” และ “มนุษย์คือเหล็ก ข้าวคือเหล็กกล้า มนุษย์รู้สึกหิวอย่างรุนแรงหากเขาข้ามอาหารไปสักมื้อ” คติพจน์เหล่านี้คือสิ่งใด? คติพจน์เหล่านี้เป็นเหตุผลวิบัติ และการได้ยินคติพจน์เหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกขยะแขยง ในสิ่งที่เรียกว่าความรู้ของมนุษย์นั้น ซาตานได้ชุบย้อมปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของมันและการคิดของมันเอาไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว และขณะที่ซาตานทำการนี้ มันเปิดโอกาสให้มนุษย์นำการคิด ปรัชญา และทัศนคติของมันไปใช้เพื่อที่มนุษย์อาจปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า ปฏิเสธอำนาจครอบครองของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งและเหนือชะตากรรมของมนุษย์ ดังนั้นขณะที่การศึกษาของมนุษย์ก้าวหน้าไปและเขาได้รับความรู้มากขึ้น เขารู้สึกว่าการดำรงอยู่ของพระเจ้ากลายเป็นคลุมเครือ และอาจถึงขั้นไม่รู้สึกอีกต่อไปว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่ ขณะที่ซาตานได้เพิ่มทัศนคติ มโนคติที่หลงผิด และความคิดทั้งหลายเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ มนุษย์ไม่ถูกทำให้เสื่อมทรามในช่วงระหว่างกระบวนการนี้หรอกหรือ? (ใช่) ตอนนี้มนุษย์วางชีวิตของเขาบนพื้นฐานของสิ่งใด? เขากำลังดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความรู้นี้จริงๆ ใช่หรือไม่? ไม่ มนุษย์กำลังวางชีวิตของเขาบนพื้นฐานของความคิด ทรรศนะและปรัชญาของซาตานที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในความรู้เหล่านี้ นี่คือที่ซึ่งส่วนที่เป็นแก่นสารของการที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามเกิดขึ้น นี่เป็นทั้งเป้าหมายของซาตานและวิธีการของมันในการทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

พวกเราจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงแง่มุมที่ผิวเผินที่สุดของความรู้ ไวยากรณ์และคำพูดในภาษาสามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่? คำพูดสามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่? (ไม่ได้) คำพูดไม่สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้ คำพูดเป็นเครื่องมือที่ผู้คนใช้เพื่อพูดและพวกมันยังเป็นเครื่องมือที่ผู้คนใช้สื่อสารกับพระเจ้าอีกด้วย ไม่ต้องกล่าวถึงว่าในปัจจุบัน ภาษาและคำพูดคือวิธีที่พระเจ้าทรงสื่อสารกับผู้คนด้วย พวกมันเป็นเครื่องมือ และพวกมันเป็นสิ่งจำเป็น หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง และสองคูณสองเท่ากับสี่ นี่ไม่ใช่ความรู้หรอกหรือ? แต่การนี้สามารถทำให้เจ้าเสื่อมทรามได้หรือไม่? นี่เป็นความรู้ทั่วไป─มันเป็นรูปแบบที่ตายตัว─และดังนั้นมันไม่สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้ ดังนั้น ความรู้ประเภทใดหรือที่ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม? ความรู้ที่ทำให้เสื่อมทรามคือความรู้ที่ระคนไปด้วยทัศนคติและความคิดของซาตาน ซาตานพยายามที่จะพร่ำฝังทัศนคติและความคิดเหล่านี้เข้าไปในมนุษยชาติโดยผ่านทางสื่อกลางของความรู้ ยกตัวอย่างเช่น ในบทความหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดผิดเกี่ยวกับคำที่เขียนขึ้นในตัวของมันเอง ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและเจตนาของผู้เขียนตอนที่พวกเขาได้เขียนบทความนั้น ตลอดจนเนื้อหาจากความคิดของพวกเขาด้วย เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายซึ่งมีจิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้ากำลังดูรายการแสดงทางโทรทัศน์ สิ่งทั้งหลายประเภทใดในรายการนั้นหรือ ที่สามารถเปลี่ยนทรรศนะของผู้คนได้? สิ่งที่ผู้แสดงพูด คำพูดในตัวมันเองจะทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่? (ไม่) สิ่งทั้งหลายจำพวกใดที่จะทำให้ผู้คนเสื่อมทราม? มันคงจะเป็นแก่นความคิดทั้งหลายและเนื้อหาของรายการแสดงนั้น ซึ่งคงจะเป็นตัวแทนของทรรศนะของผู้กำกับ ข้อมูลที่พกพามาในทรรศนะเหล่านี้สามารถแกว่งหัวใจและจิตใจของผู้คนได้ นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? บัดนี้พวกเจ้ารู้แล้วว่าเรากำลังอ้างอิงถึงสิ่งใดในการเสวนาเกี่ยวกับการที่ซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เจ้าจะไม่เข้าใจผิดแล้วใช่หรือไม่? ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เจ้าอ่านนวนิยายหรือบทความ เจ้าจะสามารถประเมินค่าได้ใช่หรือไม่ว่าความคิดที่แสดงออกอยู่ในคำทั้งหลายที่เขียนไว้นั้นจะทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามหรือจะเป็นมีส่วนร่วมสนับสนุนต่อมนุษยชาติ? (ใช่ ได้นิดหน่อย) นี่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ต้องศึกษาและได้รับประสบการณ์อย่างช้าๆ และไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่เข้าใจได้อย่างง่ายดายในทันที ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทำการวิจัยหรือศึกษาในสาขาวิชาหนึ่งของความรู้ แง่มุมในเชิงบวกบางอย่างของความรู้นั้นอาจช่วยเจ้าให้เข้าใจความรู้ทั่วไปบางอย่างเกี่ยวกับสาขานั้น ในขณะที่ยังทำให้เจ้าสามารถรู้ว่าผู้คนควรหลีกเลี่ยงสิ่งใดอีกด้วย จงดู “ไฟฟ้า” เป็นตัวอย่าง─นี่เป็นสาขาหนึ่งของความรู้มิใช่หรือ? เจ้าจะไม่เป็นคนไม่รู้เท่าทันหรอกหรือหากเจ้าไม่รู้ว่าไฟฟ้าสามารถช็อตและทำร้ายผู้คนได้? แต่ทันทีที่เจ้าเข้าใจสาขาของความรู้นี้ เจ้าก็จะไม่ประมาทในการสัมผัสกับวัตถุที่มีกระแสไฟฟ้า และเจ้าก็จะรู้วิธีการที่จะใช้ไฟฟ้า เหล่านี้เป็นสิ่งเชิงบวกทั้งคู่ ตอนนี้เจ้าเข้าใจชัดเจนแล้วใช่หรือไม่กับสิ่งที่พวกเราได้สนทนากันมาในแง่ที่เกี่ยวกับวิธีที่ความรู้ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม? มีความรู้อีกหลายชนิดที่ศึกษากันในโลกนี้และพวกเจ้าต้องใช้เวลาเพื่อแยกความต่างของความรู้เหล่านั้นเพื่อตัวพวกเจ้าเอง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 148

วิธีที่ซาตานใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

วิทยาศาสตร์คือสิ่งใด? วิทยาศาสตร์มีเกียรติสูงในจิตใจของมนุษย์ทุกคนและถือว่าลุ่มลึกมิใช่หรือ? เมื่อกล่าวถึงวิทยาศาสตร์ ผู้คนไม่รู้สึกหรือว่า “นี่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เกินเอื้อมถึงสำหรับผู้คนธรรมดา นี่เป็นหัวข้อที่นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้ นี่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแต่อย่างใด”? มันมีความเชื่อมโยงอันใดกับผู้คนธรรมดาหรือไม่? (มี) ซาตานใช้วิทยาศาสตร์ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร? ในการสนทนาของพวกเราตรงนี้ พวกเราจะพูดคุยถึงสิ่งทั้งหลายที่พูดคนมักจะเผชิญในชีวิตของพวกเขาเองเท่านั้น และไม่พูดถึงเรื่องอื่นๆ มีคำหนึ่งคือ “ยีน” เจ้าเคยได้ยินคำนี้หรือไม่? พวกเจ้าทุกคนคุ้นเคยกับคำนี้มิใช่หรือ? ยีนไม่ได้ถูกค้นพบโดยผ่านทางวิทยาศาสตร์หรอกหรือ? อันที่จริงแล้วยีนมีความหมายต่อผู้คนอย่างไร? ยีนไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าร่างกายเป็นสิ่งลึกลับหรอกหรือ? เมื่อผู้คนได้ถูกแนะนำให้รู้จักกับหัวข้อนี้ จะไม่มีผู้คนบางคน─โดยเฉพาะคนอยากรู้อยากเห็น─ที่ต้องการจะรู้มากขึ้นและต้องการรายละเอียดมากขึ้นหรอกหรือ? ผู้คนที่อยากรู้อยากเห็นเหล่านี้จะมุ่งเน้นพลังงานของตนไปกับเรื่องนี้ และเมื่อพวกเขาไม่มีสิ่งอื่นใดให้ทำ พวกเขาก็จะค้นคว้าข้อมูลในหนังสือและทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้รายละเอียดที่มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งนั้น วิทยาศาสตร์คือสิ่งใด? กล่าวตรงๆ ได้ว่า วิทยาศาสตร์คือความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์อยากรู้อยากเห็น สิ่งทั้งหลายที่ยังไม่รู้ และพระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกแก่พวกเขา วิทยาศาสตร์คือความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งลึกลับทั้งหลายที่มนุษย์ต้องการสำรวจค้น วงเขตของวิทยาศาสตร์คือสิ่งใด? เจ้าสามารถกล่าวได้ว่ามันค่อนข้างกว้าง มนุษย์ค้นคว้าและศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสนใจ วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยรายละเอียดและกฎของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ และต่อมาเป็นการนำเสนอทฤษฎีที่เป็นไปได้ทั้งหลายซึ่งทำให้ทุกคนต้องคิดว่า “นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้เป็นเลิศจริงๆ! พวกเขารู้มากมายยิ่งนัก เพียงพอแล้วที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้!” พวกเขามีความเลื่อมใสอย่างมากให้แก่นักวิทยาศาสตร์มิใช่หรือ? ผู้คนที่ศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ พวกเขามีทรรศนะแบบใดกัน? พวกเขาไม่ต้องการศึกษาวิจัยจักรวาล ศึกษาวิจัยสิ่งลึกลับทั้งหลายในสาขาวิชาที่พวกเขาสนใจหรอกหรือ? บทอวสานสุดท้ายของการนี้เป็นอย่างไร? ในวิทยาศาสตร์บางอย่าง ผู้คนได้บทสรุปของตนด้วยการคาดคะเน และในด้านอื่นๆ พวกเขาพึ่งพาประสบการณ์แบบมนุษย์เพื่อให้ได้บทสรุป ถึงกระนั้นในสาขาอื่นๆ ของวิทยาศาสตร์ ผู้คนก็มาถึงบทสรุปของพวกเขาบนพื้นฐานของการสังเกตการณ์เชิงประวัติศาสตร์หรือทางภูมิหลัง นี่ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? ดังนั้นวิทยาศาสตร์ทำสิ่งใดให้ผู้คนหรือ? สิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำก็แค่เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนมองเห็นวัตถุในโลกทางกายภาพ และเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ แต่มันไม่สามารถทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง ดูเหมือนว่ามนุษย์จะหาคำตอบในวิทยาศาสตร์ แต่คำตอบเหล่านั้นน่าฉงนฉงายและนำมาเพียงความพึงพอใจชั่วคราวเท่านั้น ความพึงพอใจที่ทำหน้าที่เพียงเพื่อจำกัดขอบเขตหัวใจของมนุษย์ไว้กับโลกทางวัตถุเท่านั้น มนุษย์รู้สึกว่าพวกเขาได้รับคำตอบจากวิทยาศาสตร์แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดประเด็นปัญหาใดขึ้นก็ตาม พวกเขาใช้ทรรศนะทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขาเป็นพื้นฐานเพื่อพิสูจน์และยอมรับประเด็นปัญหานั้น หัวใจมนุษย์กลายเป็นถูกครอบงำด้วยวิทยาศาสตร์และถูกมันล่อลวงจนถึงจุดที่มนุษย์ไม่มีจิตใจอีกต่อไปที่จะรู้จักพระเจ้า นมัสการพระเจ้า และเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งมาจากพระเจ้าและว่ามนุษย์ควรมองที่พระองค์เพื่อหาคำตอบ นี่ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? ยิ่งบุคคลหนึ่งเชื่อในวิทยาศาสตร์มากเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งกลายเป็นไร้สาระมากขึ้นเท่านั้น โดยเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีทางออกเชิงวิทยาศาสตร์ ว่าการศึกษาวิจัยสามารถแก้ปัญหาได้ทุกสิ่ง พวกเขาไม่แสวงหาพระเจ้าและพวกเขาไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ แม้กระทั่งบางคนที่ได้ติดตามพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็จะไปศึกษาวิจัยแบคทีเรียตามอำเภอใจหรือปรับปรุงข้อมูลบางอย่างเพื่อเป็นคำตอบแก่ประเด็นปัญหาหนึ่ง ผู้คนเช่นนั้นไม่มองประเด็นเหล่านั้นจากมุมมองของความจริง และในกรณีส่วนใหญ่พวกเขาต้องการที่จะพึ่งพาทรรศนะหรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือคำตอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาไม่พึ่งพาพระเจ้าและพวกเขาไม่แสวงหาพระเจ้า ผู้คนเยี่ยงนี้มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาหรือไม่? (ไม่มี) มีแม้กระทั่งผู้คนบางคนที่ต้องการศึกษาวิจัยพระเจ้าในบางหนทางในขณะที่พวกเขาศึกษาวิทยาศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาหลายคนที่ได้ไปยังภูเขาที่เรือใหญ่ได้มาหยุดพัก และด้วยเหตุนี้พวกเขาได้พิสูจน์การมีอยู่ของเรือใหญ่นั้น แต่ในการปรากฏของเรือใหญ่นั้นพวกเขามองไม่เห็นการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเขาเพียงแต่เชื่อในเรื่องราวและประวัติศาสตร์เท่านั้น นี่คือผลลัพธ์ของการที่พวกเขาศึกษาวิจัยทางวิยาศาสตร์และศึกษาโลกทางวัตถุ หากเจ้าศึกษาวิจัยสิ่งทั้งหลายทางวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นจุลชีววิทยา ดาราศาสตร์ หรือภูมิศาสตร์ เจ้าจะไม่มีวันพบผลลัพธ์ที่กำหนดพิจารณาว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือว่าพระองค์ทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นวิทยาศาสตร์ทำสิ่งใดเพื่อมนุษย์เล่า? มันมิได้ทำให้มนุษย์มีระยะห่างจากพระเจ้าหรอกหรือ? มันมิได้เป็นเหตุให้ผู้คนนำพระเจ้ามาอยู่ภายใต้การศึกษาทั้งหลายหรอกหรือ? มันมิได้ทำให้ผู้คนสงสัยมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) ดังนั้น ซาตานต้องการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างไร? ซาตานมิได้ต้องการที่จะใช้บทสรุปทางวิทยาศาสตร์มาหลอกลวงผู้คนและทำให้พวกเขามึนชา และใช้คำตอบที่กำกวมกุมหัวใจของผู้คนเอาไว้เพื่อที่พวกเขาจะไม่แสวงหาหรือเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) ดังนั้น นี่คือเหตุผลที่เราพูดว่าวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในหนทางทั้งหลายที่ซาตานใช้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 149

วิธีที่ซาตานใช้วัฒนธรรมตามประเพณีเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

สิ่งทั้งหลายมากมายที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมตามประเพณีนั้น มีอยู่หรือว่าไม่มี? (มี) “วัฒนธรรมตามประเพณี” นี้หมายถึงสิ่งใด? บางคนพูดว่ามันถูกส่งผ่านลงมาจากบรรพบุรุษ─นี่คือแง่มุมหนึ่ง ตั้งแต่ปฐมกาล วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม คติพจน์ และกฎเกณฑ์ทั้งหลายได้ถูกส่งผ่านลงมาภายในครอบครัว กลุ่มชาติพันธุ์ และแม้กระทั่งหมดทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ และสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นถูกปลูกฝังอยู่ในความคิดของผู้คน ผู้คนพิจารณาว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนที่ขาดเสียไม่ได้ในชีวิตของพวกเขาและถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นกฎเกณฑ์ โดยถือปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นเสมือนว่ามันเป็นชีวิตเสียเอง แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่เคยต้องการเปลี่ยนแปลงหรือทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้เลย เพราะพวกมันถูกส่งผ่านลงมาจากบรรพบุรุษของพวกเขา มีแง่มุมอื่นๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณีที่ขุดฝังอยู่ในกระดูกดำของผู้คน เช่นเดียวกับสิ่งทั้งหลายที่ส่งผ่านลงมาจากขงจื๊อและเม่งจื๊อ และสิ่งทั้งหลายที่ลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อสอนแก่ผู้คน นี่ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? วัฒนธรรมตามประเพณีนั้นรวมสิ่งใดไว้บ้าง? มันรวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ผู้คนเฉลิมฉลองหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลโคมไฟ วันเช็งเม้ง เทศกาลไหว้ขนมจ่าง ตลอดจนเทศกาลสารทจีน เทศกาลไหว้พระจันทร์ บางครอบครัวถึงขั้นเฉลิมฉลองวันที่ผู้อาวุโสสัมฤทธิ์ถึงวัยเฉพาะ หรือเมื่อลูกหลานมีอายุถึงหนึ่งเดือนหรือหนึ่งร้อยวัน และอื่นๆ เหล่านี้คือวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามประเพณีทั้งสิ้น วัฒนธรรมตามประเพณีไม่ใช่เป็นฐานที่มาของวันหยุดนักขัตฤกษ์เหล่านี้หรอกหรือ? แก่นของวัฒนธรรมตามประเพณีคือสิ่งใด? มันมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการนมัสการพระเจ้าหรือไม่? มันมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการบอกให้ผู้คนปฏิบัติความจริงหรือไม่? มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ใดเพื่อให้ผู้คนถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า ไปยังแท่นบูชาพระเจ้าและรับคำสอนของพระองค์บ้างหรือไม่? มีวันหยุดนักขัตฤกษ์เยี่ยงนี้บ้างหรือไม่? (ไม่มี) ผู้คนทำสิ่งใดในวันหยุดทั้งหมดเหล่านี้? ในยุคสมัยใหม่ วันหยุดเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นวาระโอกาสสำหรับการกิน การดื่ม และความสนุกสนาน แหล่งกำเนิดใดเป็นฐานที่มาวัฒนธรรมตามประเพณี? วัฒนธรรมตามประเพณีมาจากผู้ใด? (ซาตาน) มันมาจากซาตาน เบื้องหลังฉากของวันหยุดตามประเพณีเหล่านี้ ซาตานปลูกฝังบางสิ่งเฉพาะในตัวมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งใด? การทำให้แน่ใจว่าผู้คนจะจดจำบรรพบุรุษของพวกเขาคือหนึ่งในสิ่งเหล่านั้นใช่หรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงระหว่างวันเช็งเม้ง ผู้คนปัดกวาดเช็ดถูสุสานและถวายเครื่องบูชาแก่บรรพบุรุษของพวกเขา เพื่อให้ไม่ลืมบรรพบุรุษของพวกเขา อีกทั้งซาตานยังทำให้แน่ใจด้วยว่าผู้คนจะจดจำการเป็นคนรักชาติ ซึ่งตัวอย่างของการนี้ก็คือเทศกาลไหว้ขนมจ่าง แล้วเทศกาลไหว้พระจันทร์คือสิ่งใด? (งานรวมญาติ) ภูมิหลังของการรวมญาติคือสิ่งใด? สิ่งใดคือเหตุผลสำหรับการนี้? มันเป็นไปเพื่อสื่อสารและเชื่อมโยงกันทางอารมณ์ แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันส่งท้ายปีเก่าทางจันทรคติหรือเทศกาลโคมไฟ มีหนทางต่างๆ มากมายในการบรรยายเหตุผลเบื้องหลังการฉลองเหล่านี้ ไม่ว่าคนเราจะบรรยายเหตุผลเหล่านั้นอย่างไรก็ตาม แต่ละเหตุผลคือหนทางที่ซาตานปลูกฝังปรัชญาของมันและความคิดของมันในตัวผู้คน เพื่อที่พวกเขาจะไถลห่างไปจากพระเจ้าและไม่รู้ว่ามีพระเจ้า และถวายเครื่องบูชาให้แก่บรรพบุรุษของพวกเขาหรือไม่ก็แก่ซาตาน หรือกิน ดื่ม และมีความสนุกสนานกันเพื่อประโยชน์ของความอยากได้อยากมีแห่งเนื้อหนัง ขณะที่มีการฉลองวันหยุดเหล่านี้แต่ละวัน ความคิดและทรรศนะของซาตานก็ถูกปลูกลึกลงภายในจิตใจของผู้คนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เมื่อผู้คนมีอายุถึงสี่สิบปี ห้าสิบปี หรือแม้กระทั่งมีอายุมากขึ้น ความคิดและทัศนคติเหล่านี้ของซาตานก็ได้หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนทำจนสุดกำลังของพวกเขาเพื่อถ่ายทอดแนวคิดเหล่านี้ต่อไปยังคนรุ่นต่อไปไม่ว่าจะถูกหรือผิด โดยไม่เลือกหน้าและไม่มีการสงวนไว้ นี่ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) วัฒนธรรมตามประเพณีและวันหยุดนักขัตฤกษ์เหล่านี้ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร? เจ้ารู้หรือไม่? (ผู้คนกลายเป็นถูกกักขังและถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ของประเพณีเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาไม่มีเวลาหรือพลังงานที่จะแสวงหาพระเจ้า) นี่เป็นหนึ่งแง่มุม ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนฉลองในช่วงระหว่างตรุษจีน─หากเจ้าไม่ฉลองมัน เจ้าจะไม่รู้สึกเศร้าใจหรอกหรือ? มีความเชื่อความเชื่อเหนือธรรมชาติที่เจ้ายึดถือในหัวใจของเจ้าบ้างหรือไม่? เจ้าอาจจะรู้สึกว่า “ฉันไม่ได้ฉลองปีใหม่ และในเมื่อวันตรุษจีนเป็นวันไม่ดี ตลอดทั้งปีที่เหลือก็จะไม่ดีไปด้วย” ใช่หรือไม่? เจ้าจะรู้สึกไม่สบายใจและกลัวอยู่บ้างนิดหน่อยมิใช่หรือ? มีแม้กระทั่งผู้คนบางคนที่ไม่ได้ทำเครื่องบูชาให้บรรพบุรุษของพวกเขามาหลายปี และผู้ซึ่งจู่ๆ ก็ฝันว่าคนที่ตายไปแล้วมาขอเงินจากพวกเขา พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร? “น่าเศร้าอะไรเช่นนี้ที่ตอนนี้บุคคลผู้นี้จำเป็นต้องใช้เงิน! ฉันจะเผาเงินกระดาษให้พวกเขาบ้าง หากฉันไม่ทำ นั่นคงจะไม่ถูกต้องแน่ มันอาจจะทำให้เกิดปัญหากับพวกเราคนที่ยังมีชีวิตอยู่─ใครจะบอกได้ว่าโชคร้ายจะกระหน่ำมาเมื่อไหร่?” พวกเขาจะมีเค้าเมฆเล็กๆ นี้แห่งความเกรงกลัวและกังวลในหัวใจของพวกเขาอยู่เสมอ ใครให้ความกังวลนี้แก่พวกเขา? (ซาตาน) ซาตานคือแหล่งกำเนิดของความกังวลนี้ นี่ไม่ใช่หนึ่งในหลายหนทางที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามหรอกหรือ? มันใช้วิธีการและข้ออ้างทั้งหลายเพื่อควบคุมเจ้า เพื่อขู่เจ้า และเพื่อผูกมัดเจ้า จนเจ้าตกอยู่ในความงุนงงและยอมแพ้และนบนอบต่อมัน นี่คือวิธีที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม บ่อยครั้งเมื่อผู้คนอ่อนแอหรือเมื่อพวกเขาไม่ตระหนักรู้อย่างเต็มที่ถึงสถานการณ์ พวกเขาอาจทำบางสิ่งบางอย่างโดยไม่ตั้งใจในหนทางที่ปนเปยุ่งเหยิงอยู่ในหัว กล่าวคือ พวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานโดยไม่ตั้งใจและอาจจะกระทำการโดยไม่รู้ตัว อาจจะทำสิ่งทั้งหลายโดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ นี่คือหนทางที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ถึงขึ้นมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ตอนนี้ลังเลที่จะแยกไปจากวัฒนธรรมตามประเพณีที่หยั่งรากลึก ผู้ที่เพียงไม่สามารถละวางมันได้ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาอ่อนแอและนิ่งเฉยเสียจนพวกเขาปรารถนาที่จะฉลองวันหยุดประเภทเหล่านี้และพวกเขาปรารถนาที่จะพบกับซาตานและทำให้ซาตานพึงพอใจอีกครั้ง เพื่อนำความชูใจมาสู่หัวใจของพวกเขา ภูมิหลังของวัฒนธรรมตามประเพณีคือสิ่งใด? มือสีดำของซาตานกำลังชักใยอยู่เบื้องหลังฉากเหล่านี้ใช่หรือไม่? ธรรมชาติชั่วของซาตานกำลังบงการและควบคุมอยู่ใช่หรือไม่? ซาตานมีอิทธิพลควบคุมเหนือสิ่งนี้ทั้งหมดใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อผู้คนดำรงชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมตามประเพณีหนึ่งและฉลองวันหยุดตามประเพณีประเภทเหล่านี้ พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่านี่คือสภาพแวดล้อมที่พวกเขากำลังถูกซาตานหลอกและทำให้เสื่อมทราม และที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพวกเขามีความสุขที่ถูกซาตานหลอกและทำให้เสื่อมทราม? (ได้) นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้าทุกคนยอมรับ คือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้ารู้ดี

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 150

วิธีที่ซาตานใช้ความเชื่อเหนือธรรมชาติเพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม

ซาตานใช้ความเชื่อเหนือธรรมชาติเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างไรนะหรือ? ผู้คนล้วนต้องการรู้โชคชะตาของตนเอง ดังนั้น ซาตานจึงหาประโยชน์จากความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาเพื่อชักนำพวกเขา ผู้คนเข้ามาพัวพันในการดูดวง การทำนายโชคชะตา และการอ่านโหงวเฮ้งเพื่อที่จะเรียนรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขาในอนาคต และถนนประเภทใดที่ทอดอยู่ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ในที่สุด โชคชะตาและความสำเร็จที่คาดว่าจะเป็นไปได้ที่ผู้คนเป็นกังวลถึงยิ่งนักนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของผู้ใดเล่า? (ในพระหัตถ์ของพระเจ้า) สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า โดยการใช้วิธีการเหล่านี้ ซาตานต้องการให้ผู้คนรู้สิ่งใด? ซาตานต้องการที่จะใช้การอ่านโหงวเฮ้งและการทำนายโชคชะตาเพื่อบอกกับผู้คนว่ามันรู้โชคชะตาในอนาคตของพวกเขา และว่ามันไม่เพียงแค่รู้สิ่งเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังควบคุมสิ่งเหล่านั้นด้วย ซาตานต้องการที่จะใช้ข้อได้เปรียบจากโอกาสนี้และใช้วิธีการนี้เพื่อควบคุมผู้คน จนกระทั่งผู้คนมีความเชื่อในตัวมันอย่างมืดบอดและเชื่อฟังทุกคำพูดของมัน ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้าได้ทำการอ่านโหงวเฮ้งไปแล้ว หากหมอดูหลับตาของเขาและบอกเจ้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้นกับเจ้าในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านไปด้วยความกระจ่างแจ้งอย่างเพียบพร้อม เจ้าจะรู้สึกอย่างไรภายใน? เจ้าจะรู้สึกในทันทีว่า “เขาช่างถูกต้องแม่นยำยิ่งนัก! ฉันไม่เคยบอกอดีตของฉันแก่ผู้ใดมาก่อน เขารู้เกี่ยวกับมันได้อย่างไรนี่? ฉันนับถือหมอดูคนนี้จริงๆ!” สำหรับซาตานแล้ว มันไม่ใช่ง่ายดายเหลือเกินหรอกหรือที่จะรู้อดีตของเจ้า? พระเจ้าได้ทรงนำเจ้ามาถึงที่ที่เจ้าอยู่ในวันนี้ และตลอดเวลานั้นซาตานก็ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามและติดตามเจ้ามาโดยตลอด ช่วงตอนในหลายทศวรรษของชีวิตของเจ้าไม่มีความหมายใดต่อซาตาน และไม่ลำบากยากเย็นสำหรับซาตานเลยที่จะรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เมื่อเจ้าเรียนรู้ว่าทั้งหมดที่ซาตานพูดนั้นถูกต้องแม่นยำ เจ้าจะไม่มอบหัวใจของเจ้าให้มันหรอกหรือ? เจ้าไม่ใช่กำลังพึ่งพาอาศัยมันในการควบคุมอนาคตของเจ้าและโชคชะตาของเจ้าหรอกหรือ? ในทันทีนั้น หัวใจของเจ้าจะรู้สึกนับถือหรือเคารพมันอยู่บ้าง และสำหรับผู้คนบางคนนั้น ดวงจิตของพวกเขาอาจจะถูกมันฉกไปแล้วตรงจุดนี้ และเจ้าจะถามหมอดูทันทีว่า “ฉันควรทำสิ่งใดต่อไป? ฉันควรหลีกเลี่ยงสิ่งใดในปีที่จะมาถึงนี้? ฉันต้องไม่ทำสิ่งใดบ้าง?” และต่อมา เขาจะพูดว่า “เจ้าต้องไม่ไปที่นั่น เจ้าต้องไม่ทำการนี้ ต้องไม่สวมเสื้อผ้าสีนั้นสีนี้ เจ้าควรไปสถานที่นั้นๆ ให้น้อยลง ทำสิ่งนั้นๆ ให้มากขึ้น...” เจ้าจะไม่รับเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพูดไว้กับหัวใจในทันทีหรอกหรือ? เจ้าจะจดจำคำพูดของเขารวดเร็วกว่าพระวจนะของพระเจ้า เหตุใดเจ้าจึงจะจดจำสิ่งเหล่านั้นอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้? เพราะเจ้าคงจะต้องการพึ่งพาซาตานเพื่อโชคดี นี่ไม่ใช่เวลาที่มันยึดหัวใจของเจ้าหรอกหรือ? เมื่อการทำนายของมันเป็นจริง ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าจะไม่ต้องการตรงกลับไปหามันเพื่อค้นหาว่าปีต่อไปจะนำพาโชคชะตาใดมากระนั้นหรือ? (ใช่) เจ้าคงจะทำสิ่งใดก็ตามที่ซาตานบอกให้เจ้าทำและเจ้าคงจะหลีกเลี่ยงสิ่งทั้งหลายที่มันบอกให้หลีกเลี่ยง ในหนทางนี้ เจ้าไม่ใช่กำลังเชื่อฟังสิ่งทั้งหลายที่มันพูดหรอกหรือ? เจ้าจะตกไปสู่อ้อมกอดของมัน ถูกหลอกลวง และมาอยู่ภายใต้การควบคุมของมันอย่างรวดเร็วมาก การนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าเชื่อว่าสิ่งที่มันพูดเป็นความจริง และเพราะเจ้าเชื่อว่ามันรู้เกี่ยวกับชีวิตในอดีตของเจ้า ชีวิตของเจ้าในตอนนี้ และสิ่งที่อนาคตจะนำมา นี่คือวิธีการที่ซาตานใช้เพื่อควบคุมผู้คน แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้ใดหรือคือผู้ทรงควบคุมจริงๆ? พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นผู้ควบคุม ไม่ใช่ซาตาน ซาตานแค่กำลังใช้ลูกเล่นอันหลักแหลมของมันในกรณีนี้เพื่อใช้เล่ห์เหลี่ยมกับผู้คนที่ไม่รู้เท่าทัน ใช้เล่ห์เหลี่ยมกับผู้คนที่เพียงแค่มองเห็นโลกทางวัตถุเท่านั้น ให้มาเชื่อและพึ่งพามัน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจึงตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานและเชื่อคำพูดทุกคำของมัน แต่ซาตานเคยคลายกำมือของมันหรือไม่เมื่อผู้คนต้องการที่จะเชื่อและติดตามพระเจ้า? ซาตานไม่เคยทำเช่นนั้น ในสถานการณ์นี้ ผู้คนกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานจริงๆ ใช่หรือไม่? (ใช่) พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพฤติกรรมของซาตานในด้านนี้ช่างไร้ยางอาย? (ได้) เหตุใดพวกเราจึงกล่าวเช่นนั้นได้? เพราะเหล่านี้คือชั้นเชิงที่ฉ้อฉลและหลอกลวง ซาตานไร้ยางอายและชี้นำผิดๆ ให้ผู้คนคิดว่ามันควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาและว่ามันควบคุมชะตากรรมจริงๆ ของพวกเขา การนี้เป็นเหตุให้ผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันเชื่อฟังมันอย่างสิ้นเชิง พวกเขาถูกหลอกด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ผู้คนก็กราบไหว้ลงต่อหน้ามันในความมึนงงของพวกเขา ดังนั้น ซาตานใช้วิธีการแบบใด มันพูดสิ่งใดเพื่อทำให้เจ้าเชื่อในมัน? ยกตัวอย่างเช่น เจ้าอาจไม่ได้บอกซาตานว่ามีกี่คนในครอบครัวของเจ้า แต่มันอาจจะยังคงสามารถบอกเจ้าได้ว่ามีกี่คน และบอกอายุบิดามารดาและลูกหลานของเจ้า ถึงแม้เจ้าอาจจะได้มีความสงสัยและกังขาเกี่ยวกับซาตานมาก่อนหน้านี้ แต่หลังจากได้ยินมันพูดสิ่งเหล่านี้ เมื่อนั้นเจ้าจะไม่รู้สึกว่ามันน่าเชื่อมากขึ้นสักเล็กน้อยหรอกหรือ? เมื่อนั้นซาตานอาจจะพูดว่า งานลำบากยากเย็นสำหรับเจ้าเพียงใดในช่วงนี้ ว่าผู้บังคับบัญชาของเจ้าไม่ให้การยอมรับแก่เจ้าอย่างที่เจ้าสมควรได้รับ และทำงานขัดแย้งกับเจ้าอยู่เสมอ และอื่นๆ หลังจากได้ยินการนั้นแล้ว เจ้าคงจะคิดว่า “นั่นถูกต้องไม่มีผิด! สิ่งทั้งหลายในเรื่องงานไม่ได้ราบรื่นเลย” ดังนั้นเจ้าคงจะเชื่อซาตานมากขึ้นนิดหน่อย ต่อมามันคงจะพูดสิ่งอื่นบางอย่างเพื่อหลอกลวงเจ้า ทำให้เจ้าเชื่อมันมากยิ่งขึ้นไปอีก เจ้าคงจะพบทีละเล็กทีละน้อยว่าตัวเองไม่สามารถต้านทานหรือยังคงสงสัยมันได้อีกต่อไป ซาตานแค่ใช้เล่เหลี่ยมยิบย่อยเล็กน้อย แม้กระทั่งเล่ห์เหลี่ยมสัพเพเหระ และทำให้เจ้าประหลาดใจสับสนในหนทางนี้ เมื่อเจ้ากลายเป็นประหลาดใจสับสน เจ้าจะไม่สามารถระลึกได้ว่าตัวเจ้านั้นอยู่ตำแหน่งแห่งหนใดกันแน่ เจ้าจะทำอะไรไม่ถูก และเจ้าจะเริ่มทำตามสิ่งที่ซาตานพูด นี่คือวิธีการ “อันปราดเปรื่อง” ที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ซึ่งทำให้เจ้าตกไปอยู่ในกับดักของมันและถูกมันล่อลวงโดยไม่รู้ตัว ซาตานบอกเจ้าไม่กี่อย่างที่ผู้คนจินตนาการว่าดี และต่อมามันบอกเจ้าว่าให้ทำสิ่งใดและให้หลีกเลี่ยงสิ่งใด นี่คือวิธีที่เจ้าถูกทำให้หลงกลโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่เจ้าตกหลุมกลลวงนั้น สิ่งต่างๆ จะแก้ยากสำหรับเจ้า เจ้าจะคิดถึงสิ่งที่ซาตานพูดและสิ่งที่มันบอกให้เจ้าทำอย่างสม่ำเสมอ และเจ้าจะไม่รู้ตัวว่าถูกมันครอบงำ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? นั่นเป็นเพราะมวลมนุษย์ขาดความจริง และจึงไม่สามารถที่จะตั้งมั่นและต้านทานการล่อลวงและการทดลองของซาตานได้ เมื่อเผชิญหน้ากับความชั่วของซาตานและการหลอกลวง การหักหลังและความคิดร้ายของซาตาน มวลมนุษย์ช่างไม่รู้เท่าทัน ไม่เป็นผู้ใหญ่และอ่อนแอ มิใช่หรือ? นี่ไม่ใช่หนึ่งในหนทางที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามหรอกหรือ? (ใช่) มนุษย์ถูกหลอกและถูกใช้เล่ห์เหลี่ยมทีละเล็กทีละน้อยด้วยวิธีการทั้งหลายของซาตานโดยไม่รู้ตัว เพราะพวกเขาขาดความสามารถในการแยกความต่างระหว่างด้านบวกและด้านลบ พวกเขาขาดวุฒิภาวะนี้และความสามารถที่จะมีชัยเหนือซาตาน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 151

วิธีที่ซาตานใช้กระแสนิยมทางสังคมเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

กระแสนิยมทางสังคมได้มามีขึ้นเมื่อใด? สิ่งเหล่านั้นเพียงแค่มามีอยู่ในปัจจุบันนี้เท่านั้นหรือ? คนเราสามารถพูดได้ว่ากระแสนิยมทางสังคมเกิดขึ้นเมื่อซาตานเริ่มทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม กระแสนิยมทางสังคมรวมถึงสิ่งใดบ้าง? (ลีลาการแต่งกายและการแต่งหน้า) เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนมักเข้ามาติดต่อสัมพันธ์ด้วย ลักษณะแนวของเสื้อผ้า แฟชั่น และกระแสนิยม─สิ่งเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นหนึ่งแง่มุมเล็กๆ แง่มุมหนึ่ง มีสิ่งอื่นใดอีกหรือไม่? วลียอดนิยมทั้งหลายที่ผู้คนมักจะโพล่งออกมาบ่อยครั้งนั้นนับด้วยหรือไม่? ลีลาชีวิตที่ผู้คนอยากได้อยากมีนับหรือไม่? ดาวรุ่งนักนักดนตรี คนเด่นคนดัง นิตยสาร นวนิยายที่ผู้คนชอบนับหรือไม่? (นับ) ในจิตใจของพวกเจ้านั้น แง่มุมใดของกระแสนิยมทางสังคมที่สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้? สิ่งใดจากกระแสนิยมเหล่านี้ที่จูงใจพวกเจ้ามากที่สุด? ผู้คนบางคนอาจกล่าวว่า “พวกเราล้วนมาถึงวัยเฉพาะแล้ว พวกเราอยู่ในวัยห้าสิบหรือหกสิบปี เจ็ดสิบหรือแปดสิบปี และพวกเราไม่สามารถเข้ากันได้กับกระแสนิยมเหล่านี้อีกต่อไป และกระแสนิยมเหล่านี้ไม่อยู่ในความสนใจของพวกเราจริงๆ” การนี้ถูกต้องใช่หรือไม่? คนอื่นๆ อาจกล่าวว่า “พวกเราไม่ทำตามพวกคนเด่นคนดัง นั่นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่พวกคนหนุ่มสาวในวัยยี่สิบกว่าๆ ทำกัน พวกเราไม่สวมเสื้อผ้าตามแฟชั่นด้วย นั่นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนซึ่งใส่ใจภาพลักษณ์ทำกัน” ดังนั้นอะไรหรือในสิ่งเหล่านี้ที่สามารถทำให้พวกเจ้าเสื่อมทราม? (คติพจน์ยอดนิยม) คติพจน์เหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่? เราจะให้ตัวอย่างหนึ่ง แล้วพวกเจ้าจึงสามารถมองเห็นได้ว่ามันทำให้ผู้คนเสื่อมทรามหรือไม่ กล่าวคือ “เงินทำให้โลกหมุนไป” นี่เป็นกระแสนิยมหนึ่งหรือไม่? เมื่อเปรียบเทียบกับกระแสนิยมด้านแฟชั่นและอาหารชั้นเลิศที่พวกเจ้าได้กล่าวเปรยถึง นี่ไม่เลวร้ายกว่ามากหรอกหรือ? “เงินทำให้โลกหมุนไป” เป็นปรัชญาหนึ่งของซาตานและมันแพร่หลายไปท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งหมด ในทุกสังคมมนุษย์ เจ้าสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่ามันเป็นกระแสนิยมเพราะมันได้ถูกปลูกฝังในหัวใจของทุกผู้คน ตั้งแต่แรกเริ่มนั้น ผู้คนไม่ได้ยอมรับคติพจน์นี้ แต่ต่อมาพวกเขาก็ให้การยอมรับมันโดยปริยายเมื่อพวกเขาเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับชีวิตจริง และเริ่มที่จะรู้สึกว่าอันที่จริงแล้วคำพูดเหล่านี้จริงแท้ นี่ไม่ใช่กระบวนการที่ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามหรอกหรือ? ลางทีผู้คนอาจไม่เข้าใจคติพจน์นี้ในระดับเดียวกัน แต่ทุกคนก็มีระดับการตีความและการยอมรับคติพจน์ที่แตกต่างกันไปโดยมีพื้นฐานมาจากสิ่งทั้งหลายที่ได้เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาและจากประสบการณ์ส่วนบุคคลของพวกเขาเอง นั่นไม่ใช่กรณีนี้หรอกหรือ? ไม่ว่าใครบางคนจะมีประสบการณ์กับคติพจน์นี้มากเพียงใด ผลด้านลบใดหรือที่มันสามารถมีต่อหัวใจของใครบางคนได้? บางสิ่งบางอย่างถูกเปิดเผยโดยผ่านทางอุปนิสัยแบบมนุษย์ของผู้คนในพิภพนี้ รวมถึงพวกเจ้าแต่ละคน สิ่งที่ถูกเปิดเผยนี้จะได้รับการตีความอย่างไร? มันคือการนมัสการเงิน มันยากที่จะลบเรื่องนี้ออกไปจากหัวใจของใครบางคนใช่หรือไม่? มันยากมาก! ดูเหมือนว่าการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตานจะลึกซึ้งจริงๆ! ดังนั้นหลังจากที่ซาตานใช้กระแสนิยมนี้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม มันถูกสำแดงในพวกเขาอย่างไร? พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกเจ้าไม่สามารถอยู่รอดในพิภพนี้ได้โดยปราศจากเงินเลย ว่าแม้แต่วันหนึ่งที่ปราศจากเงินก็คงจะเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่? สถานะของผู้คนขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีเงินมากเพียงใด เช่นเดียวกับความนับถือที่พวกเขาอยากได้มา หลังของคนยากจนก้มโค้งด้วยความอดสู ในขณะที่คนมั่งคั่งชื่นชมกับสถานที่สูงส่งของพวกเขา พวกเขาเชิดและเย่อหยิ่ง พูดเสียงดังและดำรงชีวิตอย่างโอหัง คติพจน์และกระแสนิยมนี้นำพาสิ่งใดมาสู่ผู้คนหรือ? จริงหรือไม่ที่ผู้คนมากมายทำการพลีอุทิศทุกอย่างในการไล่ตามเสาะหาเงินตรา? ผู้คนมากมายไม่ได้สูญเสีย ศักดิ์ศรีและความสัตย์สุจริตของพวกเขาไปในการไล่ตามเสาะหาเงินตราที่มากขึ้นหรอกหรือ? ที่มากกว่านั้นคือ ผู้คนมากมายไม่ได้สูญเสียโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาและติดตามพระเจ้าไปเพื่อประโยชน์ของเงินหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่ความสูญเสียสำหรับผู้คนหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) ซาตานไม่ส่อแววร้ายหรอกหรือที่ใช้วิธีการนี้และคติพจน์นี้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามถึงระดับเช่นนั้น? นี่ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมที่คิดร้ายหรอกหรือ? ขณะที่เจ้าก้าวหน้าจากการคัดค้านคติพจน์ยอดนิยมนี้ไปสู่การยอมรับในที่สุดว่ามันเป็นความจริง หัวใจของเจ้าก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานโดยบริบูรณ์ และดังนั้นเจ้าก็ได้มาดำรงชีวิตอยู่ด้วยคติพจน์นี้โดยไม่ตั้งใจ คติพจน์นี้ส่งผลต่อเจ้าถึงระดับใดนะหรือ? เจ้าอาจจะรู้จักหนทางที่แท้จริง และเจ้าอาจจะรู้จักความจริง แต่เจ้าไร้พลังที่จะไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านั้น เจ้าอาจจะอย่างชัดเจนว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง แต่เจ้าไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคา หรือที่จะทนทุกข์เพื่อให้ได้รับความจริงนั้นมา ในทางกลับกัน เจ้าคงจะพลีอุทิศอนาคตและชะตาลิขิตของเจ้าเองเพื่อต้านทานพระเจ้าจนถึงที่สุดมากกว่า ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเข้าใจหรือไม่ว่าความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเจ้านั้นลึกซึ้งเพียงใดหรือยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าคงจะยืนกรานอย่างดื้อด้านในการที่จะมีหนทางของเจ้าเองและจ่ายราคาให้แก่คติพจน์นี้ กล่าวคือ คติพจน์นี้ได้ควบคุมพฤติกรรมของเจ้าและความคิดของเจ้าเอาไว้แล้ว และเจ้าก็คงจะให้มันควบคุมชะตากรรมของเจ้ามากกว่าที่จะล้มเลิกมันทั้งหมด ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนกระทำการในหนทางนี้ ที่พวกเขาถูกคติพจน์นี้ควบคุมและถูกมันบงการ แสดงตัวอย่างว่าการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตานมีประสิทธิภาพมิใช่หรือ? นี่เป็นปรัชญาและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานที่หยั่งรากในหัวใจของเจ้ามิใช่หรือ? หากเจ้าทำการนี้ ซาตานไม่ได้สัมฤทธิ์เป้าหมายของมันแล้วหรือ? (ใช่แล้ว) เจ้าเห็นหรือไม่ว่าซาตานได้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามในหนทางนี้อย่างไร? เจ้าสามารถรู้สึกถึงมันได้หรือไม่? (ไม่) เจ้าทั้งไม่เห็นมันและไม่รู้สึกถึงมัน เจ้ามองเห็นความชั่วของซาตานตรงนี้หรือไม่? ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามในทุกที่และทุกเวลา ซาตานทำให้มันเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่จะป้องกันตัวจากความเสื่อมทรามนี้ และทำให้มนุษย์อับจนหนทางที่จะต่อต้านมัน ซาตานทำให้เจ้ายอมรับความคิดของมัน ทัศนคติของมัน และสิ่งชั่วทั้งหลาย ที่มาจากมันในสถานการณ์ที่เจ้าไม่รู้ตัวและเมื่อเจ้าไม่มีการระลึกรู้ว่ากำลังเกิดสิ่งใดกับเจ้า ผู้คนยอมรับสิ่งต่างๆ เหล่านี้และไม่มีการยกเว้นใดๆ ต่อสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาทะนุถนอมและยึดมั่นกับสิ่งเหล่านี้เหมือนทรัพย์สมบัติล้ำค่า พวกเขาปล่อยให้สิ่งเหล่านี้บงการพวกเขาและทำกับพวกเขาเหมือนเป็นของเล่น นี่คือวิธีที่การทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตานนั้นยิ่งดิ่งลึกมากขึ้นตลอดเวลา

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 152

ซาตานใช้หลายวิธีการเหล่านี้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม มนุษย์มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทางวิทยาศาสตร์บางอย่าง มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมตามประเพณี และมนุษย์ทุกคนเป็นผู้รับมรดกและผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมตามประเพณี มนุษย์ถูกผูกมัดให้ต้องดำเนินวัฒนธรรมตามประเพณีที่ซาตานมอบให้เขานี้ต่อไป และมนุษย์ยังปฏิบัติตามกระแสนิยมทางสังคมที่ซาตานจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์อีกด้วย มนุษย์ไม่สามารถแยกจากซาตานได้ ปฏิบัติตามทุกอย่างที่ซาตานทำอยู่ตลอดเวลา ยอมรับความชั่ว การหลอกลวง ความคิดร้ายและความโอหังของมัน ทันทีที่มนุษย์ได้มาครองอุปนิสัยเหล่านี้ของซาตาน เขามีความสุขหรือเศร้าโศกที่ได้มาดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้? (โศกเศร้า) เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า? (เพราะมนุษย์ถูกมัดและควบคุมโดยสิ่งทั้งหลายที่เสื่อมทรามเหล่านี้ เขาใช้ชีวิตอยู่ในบาปและชีวิตของเขาถูกโอบล้อมอยู่ในการต่อสู้ดิ้นรนที่ยากลำเค็ญ) ผู้คนบางคนสวมแว่นสายตา โดยมีลักษณะภายนอกเป็นผู้มีภูมิปัญญาอย่างยิ่ง พวกเขาอาจพูดอย่างน่านับถือยิ่งนัก มีวาทศิลป์และเหตุผล และ เนื่องจากพวกเขาได้ก้าวผ่านสิ่งต่างๆ มามากมาย พวกเขาอาจมีประสบการณ์และทันสมัยอย่างมาก พวกเขาอาจมีความสามารถที่จะพูดในรายละเอียดของเรื่องทั้งหลายทั้งใหญ่และเล็กได้ ทั้งพวกเขายังอาจจะมีความสามารถที่จะประเมินความน่าเชื่อถือและให้เหตุผลสิ่งทั้งหลายด้วยเช่นกัน บางคนอาจจะมองดูที่พฤติกรรม และการปรากฏ ของผู้คนเหล่านี้ตลอดจนบุคลิกลักษณะ สภาวะความเป็นมนุษย์ การประพฤติ และอื่นๆ ของพวกเขาและพบว่าพวกเขาไม่มีข้อผิดพลาดเลย ผู้คนเช่นนั้นมีความสามารถเป็นพิเศษในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสนิยมทางสังคมปัจจุบัน ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้อาจสูงวัย พวกเขาก็ไม่เคยล้าหลังกระแสนิยมทั้งหลายของยุคนั้นและไม่เคยแก่เกินเรียน เมื่อมองผิวเผิน ไม่มีผู้ใดสามารถพบข้อผิดพลาดในบุคคลเช่นนี้ได้ แต่ทว่าภายในพวกเขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถึงที่สุดและโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถพบข้อผิดพลาดภายนอกจากผู้คนเหล่านี้ได้ ถึงแม้ว่าบนเปลือกนอกนั้นพวกเขาเป็นคนสุภาพ ได้รับการถลุง และครองความรู้และความมีศีลธรรมเฉพาะอย่าง และพวกเขามีความสัตย์สุจริต และถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีทางด้อยกว่าผู้คนรุ่นเยาว์ในด้านของความรู้ ทว่าในแง่ของธรรมชาติและธาตุแท้ของพวกเขา ผู้คนเช่นนี้เป็นแบบอย่างอันสมบูรณ์และมีชีวิตของซาตาน พวกเขาเป็นสำเนาถูกต้องของซาตาน นี่คือ “ดอกผล” ของการที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม สิ่งที่เราได้พูดไปอาจทำให้พวกเจ้าเจ็บปวด แต่ทั้งหมดนั้นจริงแท้ ความรู้ที่มนุษย์ศึกษา วิทยาศาสตร์ที่เขาเข้าใจ และวิถีทางที่เขาเลือกเพื่อทำให้เขาเข้ากันได้กับกระแสนิยมทางสังคมนั้นคือเครื่องมือที่ซาตานใช้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามโดยไม่มีการยกเว้น การนี้แท้จริงอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงดำรงชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง และมนุษย์ไม่มีหนทางที่จะรู้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือสิ่งใดหรือเนื้อแท้ของพระเจ้าคือสิ่งใด นี่เป็นเพราะบนเปลือกนอกนั้น คนเราไม่สามารถพบข้อผิดพลาดกับหนทางที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามได้ คนเราไม่สามารถบอกได้จากพฤติกรรมของใครบางคนว่าสิ่งใดผิดปกติ ทุกคนทำงานของตนเองไปตามปกติและดำรงชีวิตตามปกติ พวกเขาอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์ตามปกติ พวกเขาศึกษาและพูดตามปกติ ผู้คนบางคนได้เรียนรู้จริยธรรมมาเล็กน้อยและพูดเก่ง มีความเข้าใจและเป็นมิตร ชอบช่วยเหลือและใจบุญ และไม่หาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหยุมหยิมหรือเอาเปรียบผู้คน อย่างไรก็ตาม อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนี้หยั่งรากลึกภายในตัวพวกเขา และธาตุแท้นี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยอาศัยความพยายามภายนอก เนื่องจากธาตุแท้นี้ มนุษย์จึงไม่สามารถรู้จักความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ และถึงแม้เนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะได้เผยแก่มนุษย์ มนุษย์ก็ไม่จริงจังกับมัน นี่เป็นเพราะซาตานได้มาครอบงำความรู้สึก แนวคิด ทัศนคติ และความคิดของมนุษย์ไว้แล้วอย่างสิ้นเชิงโดยผ่านทางวิถีทางต่างๆ นานา การครอบงำและความเสื่อมทรามนี้ไม่ใช่ชั่วคราวหรือเป็นบางโอกาส แต่ปรากฏอยู่ทุกที่และตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ผู้คนมากมายยิ่งนักที่เชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาสามหรือสี่ปี─หรือแม้กระทั่งห้าหรือหกปีแล้ว─ก็ยังคงใช้ความคิด ทรรศนะ ตรรกะที่ชั่วร้ายเหล่านี้ และปรัชญาทั้งหลายที่ซาตานได้ปลูกฝังไว้ในตัวพวกเขาทรัพย์สมบัติล้ำค่า และไม่สามารถที่จะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไปได้ เพราะมนุษย์ได้ยอมรับสิ่งทั้งหลาย ที่ชั่ว โอหังและคิดร้ายที่มาจากธรรมชาติของซาตาน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความขัดแย้ง ข้อโต้เถียง และความเข้ากันไม่ได้อยู่บ่อยๆ ในสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นจากผลลัพธ์ของธรรมชาติอันโอหังของซาตาน หากซาตานได้มอบสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกแก่มวลมนุษย์─ยกตัวอย่างเช่น หากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าจากวัฒนธรรมตามประเพณีที่มนุษย์ได้ยอมรับนั้นเป็นสิ่งที่ดี─ผู้คนประเภทที่คล้ายกันควรสามารถไปด้วยกันได้หลังจากที่ยอมรับสิ่งเหล่านั้นแล้ว ดังนั้น เหตุใดจึงมีการแบ่งแยกมากมายระหว่างผู้คนที่ได้ยอมรับในสิ่งเดียวกัน? เหตุใดเล่าจึงเป็นเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้มาจากซาตานและซาตานได้สร้างการแบ่งแยกขึ้นท่ามกลางผู้คน สิ่งเหล่านี้จากซาตาน ไม่สำคัญว่าพวกมันจะปรากฏทางเปลือกนอกว่ามีศักดิ์ศรีหรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม ย่อมนำพาความโอหังมาสู่มนุษย์และทำให้มันแสดงออกในชีวิตของมนุษย์เท่านั้นเอง และไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าความหลอกลวงจากธรรมชาติชั่วของซาตาน นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? ใครบางคนที่สามารถปลอมตัว ที่ครองความอุดมทรัพย์ทางความรู้ หรือผู้ที่มีการอบรมเลี้ยงดูที่ดีก็ยังคงจะมีเวลาที่ยากลำบากในการปกปิดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขาอยู่ กล่าวคือ ไม่สำคัญว่าบุคคลนี้จะห่มคลุมตัวเองสักกี่วิธี ไม่ว่าเจ้าจะคิดถึงพวกเขาในฐานะธรรมมิกชนหรือไม่ หรือเจ้าจะคิดว่าพวกเขาเป็นคนมีความเพียบพร้อมหรือไม่ หรือเจ้าจะคิดว่าพวกเขาเป็นทูตสวรรค์หรือไม่ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะคิดว่าพวกเขาบริสุทธิ์หมดจดเพียงใด ชีวิตจริงของพวกเขาเป็นเยี่ยงใดเล่าเบื้องหลังฉาก? ธาตุแท้ใดหรือที่เจ้าจะมองเห็นในการเปิดเผยอุปนิสัยของพวกเขา? ไม่ต้องกังขาเลยว่าเจ้าคงจะมองเห็นธรรมชาติชั่วของซาตาน การพูดเช่นนั้นพอจะยอมรับได้หรือไม่? (ได้) ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้ารู้จักใครบางคนที่ใกล้ชิดกับพวกเจ้า ผู้ที่เจ้าคิดว่าเป็นคนดี อาจจะเป็นใครบางคนที่เจ้าเทิดทูน ด้วยวุฒิภาวะปัจจุบันของเจ้า เจ้าคิดถึงพวกเขาอย่างไร? อย่างแรก เจ้าประเมินว่าบุคคลประเภทนี้มีสภาวะความเป็นมนุษย์หรือไม่ ว่าพวกเขาซื่อสัตย์หรือไม่ ว่าพวกเขามีความรักแท้จริงต่อผู้คนหรือไม่ ว่าคำพูดและการกระทำของพวกเขาเป็นประโยชน์และช่วยผู้อื่นหรือไม่ (พวกเขาไม่เป็นเช่นนั้น) สิ่งที่เรียกว่าความใจดีมีเมตตา ความรัก หรือความดีงามอันใดที่ผู้คนเหล่านี้เปิดเผยออกมา? ทั้งหมดนั้นเป็นเท็จ ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงหน้าฉาก เบื้องหลังหน้าฉากนี้มีจุดประสงค์ชั่วแอบแฝง นั่นก็คือ เพื่อทำให้บุคคลนั้นเป็นที่รักใคร่บูชาและเทิดทูน พวกเจ้ามองเห็นการนี้อย่างชัดเจนใช่หรือไม่? (ใช่)

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 153

วิธีการที่ซาตานใช้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทรามนั้น นำพาสิ่งใดมาสู่มวลมนุษย์หรือ? วิธีการเหล่านั้นนำพาสิ่งใดที่เป็นบวกมาหรือไม่? ก่อนอื่น มนุษย์สามารถแยกความต่างระหว่างความดีและความชั่วได้หรือไม่? เจ้าจะพูดหรือไม่ว่า ในพิภพนี้ การที่ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือยิ่งใหญ่บางคน หรือนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ เป็นมาตรฐานที่พวกเขาใช้เพื่อตัดสินว่าบางสิ่งบางอย่างดีหรือชั่ว และถูกหรือผิดนั้นถูกต้องแม่นยำ? การประเมินของพวกเขาที่มีต่อเหตุการณ์และผู้คนยุติธรรมหรือไม่? การประเมินเหล่านั้นบรรจุไปด้วยความจริงหรือไม่? พิภพนี้ มนุษยชาตินี้ ประเมินสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกและเป็นลบบนพื้นฐานของมาตรฐานแห่งความจริงหรือไม่? (ไม่) เหตุใดผู้คนจึงไม่มีความสามารถนั้น? ผู้คนได้ศึกษาความรู้มากมายยิ่งนัก และรู้มากมายยิ่งนักเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ พวกเขาจึงครองความสามารถยิ่งใหญ่มิใช่หรือ? ดังนั้นเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบได้? เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? (เพราะผู้คนไม่มีความจริง วิทยาศาสตร์และความรู้ไม่ใช่ความจริง) ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานนำมาให้แก่มนุษยชาติคือความชั่ว ความเสื่อมทราม และการขาดพร่องความจริง ชีวิตและหนทาง ด้วยความชั่วและความเสื่อมทรามที่ซาตานนำพามาสู่มนุษย์ เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าซาตานมีความรัก? เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่ามนุษย์มีความรัก? ผู้คนบางคนอาจจะพูดว่า “ท่านผิดแล้ว มีผู้คนมากมายทั่วโลกที่ช่วยเหลือคนยากจนและไร้บ้าน ผู้คนเหล่านั้นไม่ใช่คนดีหรอกหรือ? ยังมีองค์กรการกุศลทั้งหลายที่ทำงานที่ดีงามอีกด้วย งานที่พวกเขาทำไม่ใช่งานที่ดีงามหรอกหรือ?” เจ้าจะพูดอย่างไรต่อการนั้น? ซาตานใช้วิธีการและทฤษฎีที่แตกต่างกันมากมายเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ความเสื่อมทรามนี้ของมนุษย์เป็นมโนทัศน์ที่คลุมเครือใช่หรือไม่? ไม่ใช่ มันไม่คลุมเครือ ซาตานยังทำบางสิ่งบางอย่างที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอีกด้วย และมันยังส่งเสริมทัศนคติหรือทฤษฎีในพิภพนี้และในสังคมอีกด้วย มันส่งเสริมทฤษฎีและปลูกฝังความคิดเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ ในทุกราชวงศ์และในทุกยุคสำคัญในประวัติศาสตร์ ความคิดและทฤษฎีเหล่านี้ค่อยๆ หยั่งรากในหัวใจของผู้คน และต่อมาพวกเขาก็เริ่มดำรงชีวิตด้วยสิ่งเหล่านั้น ทันทีที่พวกเขาเริ่มดำรงชีวิตด้วยสิ่งเหล่านี้ พวกเขาไม่กลายเป็นซาตานโดยไม่รู้ตัวหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้วผู้คนไม่กลายเป็นหนึ่งเดียวกับซาตานหรอกหรือ? เมื่อผู้คนได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับซาตานแล้ว ท่าทีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้าในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร? มันจะไม่ใช่ท่าทีแบบเดียวกันกับที่ซาตานมีต่อพระเจ้าหรอกหรือ? ไม่มีผู้ใดกล้ายอมรับการนี้ใช่หรือไม่? ช่างน่าสยองขวัญยิ่งนัก! เหตุใดเราจึงพูดว่าธรรมชาติของซาตานนั้นชั่วร้าย? เราไม่ได้พูดการนี้อย่างเลื่อนลอย ในทางตรงกันข้าม ธรรมชาติของซาตานถูกกำหนดพิจารณาและวิเคราะห์บนพื้นฐานของสิ่งที่มันได้ทำไปและสิ่งทั้งหลาย ที่มันได้เปิดเผยไป หากเราแค่พูดว่าซาตานชั่ว พวกเจ้าจะคิดอย่างไร? พวกเขาคงจะคิดว่า “เห็นได้ชัดว่าซาตานนั้นชั่ว” ดังนั้นเราถามเจ้าว่า “แง่มุมใดของซาตานที่ชั่ว?” หากเจ้าพูดว่า “การต้านทานของซาตานที่มีต่อพระเจ้านั้นชั่ว” เจ้ายังคงไม่ได้พูดด้วยความกระจ้างแจ้ง บัดนี้ที่เราได้พูดเกี่ยวกับข้อเฉพาะเจาะจงทั้งหลายในหนทางนี้แล้ว พวกเจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงในธาตุแท้แห่งความชั่วของซาตานแล้วใช่หรือไม่? (ใช่แล้ว) หากเจ้าสามารถมองเห็นธรรมชาติชั่วของซาตานได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมองเห็นสภาพเงื่อนไขทั้งหลายของเจ้าเอง มีสัมพันธภาพใดระหว่างสองสิ่งเหล่านี้หรือไม่? การนี้มีประโยชน์ต่อพวกเจ้าหรือไม่? (มี) เมื่อเราสามัคคีธรรมเกี่ยวกับเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้า จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องสามัคคีธรรมเกี่ยวกับธาตุแท้ชั่วของซาตาน? พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการนี้? (ใช่แล้ว มันจำเป็น) เพราะเหตุใดเล่า? (ความชั่วของซาตานขับให้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นที่สะดุดตาขึ้นมา) มันเป็นเช่นนั้นหรือ? นี่ถูกต้องเป็นบางส่วน เพราะหากปราศจากความชั่วของซาตาน ผู้คนก็คงจะไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ มันจึงถูกต้องที่กล่าวเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าพูดว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเพียงแค่มีอยู่เนื่องจากความที่มันต่างกันคนละขั้วกับความชั่วของซาตาน นี่ถูกต้องหรือไม่? การคิดในหนทางแบบวิภาษวิธีเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นเนื้อแท้ประจำพระองค์ของพระเจ้า แม้เมื่อพระเจ้าทรงเปิดเผยมันโดยผ่านทางกิจการทั้งหลายของพระองค์ นี่ยังคงเป็นการแสดงออกตามธรรมชาติถึงเนื้อแท้ของพระเจ้า และมันยังคงเป็นเนื้อแท้ประจำพระองค์ของพระเจ้า มันดำรงอยู่เสมอและเป็นเนื้อในแต่ดั้งเดิมของพระเจ้าพระองค์เอง แม้ว่ามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นมันได้ นี่เป็นเพราะมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานและอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตาน และพวกเขาไม่รู้เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่จะรู้เกี่ยวกับเนื้อหาอันเฉพาะเจาะจงในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ดังนั้น มันจำเป็นอย่างยิ่งหรือไม่ที่พวกเราต้องสามัคคีธรรมเกี่ยวกับธาตุแท้ชั่วของซาตานก่อน? (ใช่ มันสำคัญ) ผู้คนบางคนอาจแสดงความกังขาบางอย่างว่า “ท่านกำลังสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เอง ดังนั้นเหตุใดท่านจึงพูดคุยอยู่เสมอเกี่ยวกับว่า ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร และธรรมชาติของซาตานชั่วร้ายอย่างไร?” บัดนี้เจ้าได้คลายความกังขาเหล่านี้แล้ว มิใช่หรือ? เมื่อผู้คนมีวิจารณญาณเกี่ยวกับความชั่วของซาตาน และเมื่อพวกเขามีคำนิยามถูกต้องแม่นยำให้กับมัน เมื่อผู้คนสามารถมองเห็นเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงและการสำแดงถึงความชั่ว แหล่งกำเนิดและธาตุแท้ของความชั่วได้อย่างชัดเจน เมื่อนั้นเท่านั้น ผู้คนจึงสามารถตระหนักหรือระลึกได้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นอย่างไร ความบริสุทธิ์คือสิ่งใด โดยผ่านทางการเสวนาถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า หากเราไม่เสวนาถึงความชั่วของซาตาน ผู้คนบางคนจะเชื่ออย่างเข้าใจผิดว่า บางสิ่งที่ผู้คนทำในสังคมและท่ามกลางผู้คน─หรือสิ่งเฉพาะทั้งหลายที่มีอยู่ในพิภพนี้─อาจจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับความบริสุทธิ์ นี่เป็นทัศนคติที่ผิดไม่ใช่หรือ? (ใช่ มันผิด)

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 154

ซาตานใช้ความรู้เป็นเหยื่อ จงฟังให้ดี: ความรู้เป็นแค่เหยื่อชนิดหนึ่งเท่านั้น ผู้คนถูกล่อลวงให้เรียนอย่างหนักและปรับปรุงตัวเองวันแล้ววันเล่า เพื่อปรับใช้ความรู้เป็นอาวุธและเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความรู้นั้น และก็เพื่อใช้ความรู้เพื่อเปิดทางผ่านสู่วิทยาศาสตร์ อีกนัยหนึ่ง ยิ่งเจ้าได้รับความรู้มากขึ้นเพียงใด เจ้าก็ยิ่งจะเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น ซาตานบอกการนี้ทั้งหมดแก่ผู้คน มันบอกให้ผู้คนหล่อเลี้ยงอุดมคติอันสูงส่งขณะที่พวกเขากำลังศึกษาหาความรู้ สั่งสอนให้พวกเขาสร้างสมความทะเยอทะยานและความมุ่งมาดปรารถนา โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวเลย ซาตานถ่ายทอดข้อความมากมายเยี่ยงนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกโดยไม่รู้สึกตัวว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องหรือเป็นประโยชน์ ผู้คนเหยียบย่างบนเส้นทางนี้โดยที่ไม่รู้ตัว ถูกนำทางไปข้างหน้าโดยอุดมคติและความทะเยอทะยานของพวกเขาเองโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเขาเรียนรู้วิธีที่ผู้คนที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงคิดจากความรู้ที่ซาตานมอบให้ โดยที่ไม่ได้เจตนา ทีละขั้นทีละตอน พวกเขายังเรียนรู้หลายๆ สิ่งจากความประพฤติของผู้คนที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นวีรบุรุษทั้งหลายอีกด้วย ซาตานกำลังสนับสนุนอะไรให้แก่มนุษย์ในความประพฤติของวีรบุรุษเหล่านี้? มันต้องการปลูกฝังอะไรในมนุษย์? มนุษย์ผู้นั้นจะต้องรักชาติ มีความซื่อตรงแห่งชาติ และมีวิญญาณอันหาญกล้า มนุษย์เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวต่างๆ ทางประวัติศาสตร์หรืออัตชีวประวัติของบรรดาบุคคลที่กล้าหาญ? เพื่อที่จะมีสำนึกรับรู้เกี่ยวกับความจงรักภักดีส่วนบุคคล เพื่อที่จะตระเตรียมที่จะทำอะไรก็ตามเพื่อเพื่อนๆ และบรรดาพี่น้องของเรา ภายในความรู้นี้ของซาตาน มนุษย์เรียนรู้หลายสิ่งโดยไม่รู้ตัว ซึ่งไม่ใช่ด้านบวกเลยแม้แต่น้อย ในท่ามกลางการไม่ตระหนักรู้ของมนุษย์ เมล็ดพันธุ์ซึ่งซาตานได้ตระเตรียมเอาไว้ถูกเพาะปลูกในจิตใจที่ยังไม่โตเต็มที่ของผู้คน เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาควรที่จะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ ควรที่จะมีชื่อเสียง ควรที่จะเป็นวีรบุรุษ ควรที่จะรักชาติ เป็นคนที่รักครอบครัวของพวกเขา และเป็นคนที่จะทำอะไรก็ตามเพื่อเพื่อนและมีสำนึกรับรู้ของความจงรักภักดีส่วนบุคคล เมื่อถูกซาตานล่อใจ พวกเขาเดินไปบนถนนที่มันได้เตรียมไว้ให้พวกเขาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่พวกเขาเดินไปตามถนนสายนี้ พวกเขาถูกบีบบังคับให้ยอมรับกฎเกณฑ์แห่งการดำรงชีวิตของซาตาน โดยที่ไม่ตระหนักรู้อย่างสิ้นเชิง พวกเขาพัฒนากฎเกณฑ์ของพวกเขาเองซึ่งพวกเขาใช้ในการดำรงชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อะไรมากไปกว่ากฎเกณฑ์ของซาตาน ซึ่งมันได้ปลูกฝังในตัวพวกเขาอย่างหนักแน่น ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ ซาตานทำให้พวกเขาหล่อเลี้ยงวัตถุประสงค์ของพวกเขาเองและกำหนดเป้าหมายในชีวิต กฎเกณฑ์ที่จะใช้ในการดำรงชีวิต และทิศทางในชีวิตของพวกเขาเอง ปลูกฝังสิ่งต่างๆ ของซาตานในตัวพวกเขาตลอดเวลา โดยใช้เรื่องราวต่างๆ อัตชีวประวัติต่างๆ และวิถีทางอื่นๆ ทั้งหมดที่เป็นไปได้เพื่อล่อลวงผู้คน ทีละน้อยๆ จนกระทั่งพวกเขาฮุบเหยื่อ ด้วยวิธีนี้ ในช่วงระหว่างการเรียนรู้ของพวกเขา บางคนมาชอบวรรณคดี บางคนชอบเศรษฐศาสตร์ คนอื่นๆ ชอบดาราศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ แล้วก็มีบางคนที่มาชอบการเมือง บางคนที่ชอบฟิสิกส์ บางคนชอบวิชาเคมี และแม้กระทั่งคนอื่นๆ ที่ยังคงเป็นผู้ที่ชอบเทววิทยา เหล่านี้คือส่วนต่างๆ ทั้งหมดของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นความรู้ ในหัวใจของเจ้า เจ้าแต่ละคนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เจ้าแต่ละคนได้เคยสัมผัสกับพวกมันมาก่อน เจ้าแต่ละคนสามารถพูดเรื่อยไปอย่างไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับสาขาใดสาขาหนึ่งของความรู้เหล่านี้ และดังนั้นจึงชัดเจนว่าความรู้นี้ได้เข้าสู่จิตใจของพวกมนุษย์อย่างลึกซึ้งเพียงใด ช่างง่ายที่จะมองเห็นตำแหน่งที่ถูกความรู้นี้ยึดครองในจิตใจของผู้คน และผลกระทบที่มันมีต่อพวกเขานั้นลึกซึ้งเพียงใด ทันทีที่ใครบางคนเริ่มมีความชอบในด้านหนึ่งของความรู้ เมื่อบุคคลหนึ่งได้ตกหลุมรักมันอย่างลึกซึ้ง พวกเขาก็ย่อมเริ่มมีความทะเยอทะยานโดยไม่รู้ตัว: ผู้คนบางคนต้องการเป็นนักเขียน บางคนต้องการเป็นนักประพันธ์วรรณกรรม บางคนต้องการมีอาชีพทางการเมือง และบางคนต้องการมีส่วนร่วมในทางเศรษฐศาสตร์และกลายเป็นนักธุรกิจ แล้วก็ยังมีผู้คนส่วนหนึ่งที่ต้องการเป็นวีรบุรุษ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือมีชื่อเสียง ไม่ว่าใครบางคนต้องการเป็นบุคคลประเภทใดก็ตาม เป้าหมายของพวกเขาก็คือการรับวิธีการศึกษาหาความรู้นี้ไว้และใช้มันเพื่อปลายทางของพวกเขาเอง เพื่อตระหนักถึงความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง ความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง ไม่สำคัญว่ามันจะฟังดูดีเพียงใด—ไม่ว่าพวกเขาต้องการสัมฤทธิ์ความฝันของพวกเขา ไม่ต้องการสูญชีวิตของพวกเขาไปเปล่าๆ หรือต้องการมีอาชีพสักอย่างหรือไม่ก็ตาม—พวกเขาหล่อเลี้ยงอุดมคติและความทะเยอทะยานอันสูงส่งเหล่านี้ แต่ทั้งหมดนี้โดยแก่นแท้แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร? พวกเจ้าเคยพิจารณาคำถามนี้มาก่อนหรือไม่? ทำไมซาตานจึงกระทำการด้วยวิธีนี้? อะไรคือจุดประสงค์ของซาตานในการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ในมนุษย์? หัวใจของพวกเจ้าต้องเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับคำถามนี้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 155

ช่วงระหว่างกระบวนการของการศึกษาหาความรู้ของมนุษย์ ซาตานใช้วิธีการต่างๆ ทุกลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่อง การให้เพียงแค่บางส่วนของความรู้แก่พวกเขา หรือการเปิดโอกาสให้พวกเขาตอบสนองความอยากได้อยากมีหรือความทะเยอทะยานต่างๆ ของพวกเขา ซาตานต้องการนำทางเจ้าไปตามถนนใดกัน? ผู้คนคิดว่าไม่มีอะไรผิดกับการศึกษาหาความรู้ ว่ามันเป็นธรรมชาติอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ หากจะพูดในแบบที่ฟังดูแล้วน่าสนใจ การหล่อเลี้ยงอุดมคติอันสูงส่งหรือการมีความทะเยอทะยานก็คือการมีแรงผลักดัน และนี่ควรจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต สำหรับผู้คนที่จะดำรงชีวิตแล้ว มันไม่ใช่หนทางอันรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าหรอกหรือ หากพวกเขาสามารถตระหนักถึงอุดมคติของพวกเขาเอง หรือตั้งหลักในอาชีพการงานได้อย่างประสบความสำเร็จ? โดยการทำสิ่งเหล่านี้ คนเราไม่เพียงแค่สามารถให้เกียรติแก่บรรพบุรุษของตนได้เท่านั้น แต่ยังมีโอกาสที่จะทิ้งร่องรอยของตนไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน—นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอกหรือ? นี่เป็นสิ่งที่ดีในสายตาของผู้คนทางโลก และสำหรับพวกเขามันควรเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นด้านบวก อย่างไรก็ดี ซาตานนำผู้คนไปตามถนนแบบนี้ด้วยแรงจูงใจอันมุ่งร้ายของมัน และนั่นก็คือทั้งหมดที่มีสำหรับมันใช่หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ใช่ ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่สำคัญว่าอุดมคติของมนุษย์จะสูงส่งเพียงใด ไม่สำคัญว่าความอยากได้อยากมีของมนุษย์จะเป็นจริงได้เพียงใด หรือสิ่งเหล่านั้นจะถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ทั้งหมดที่มนุษย์ต้องการจะสัมฤทธิ์ผล ทั้งหมดที่มนุษย์แสวงหา เชื่อมโยงกับถ้อยคำสองคำอย่างแยกกันไม่ออก ถ้อยคำสองคำนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของทุกคน และถ้อยคำสองคำนี้เป็นสิ่งที่ซาตานตั้งใจที่จะปลูกฝังในมนุษย์ ถ้อยคำสองคำนี้คืออะไร? ถ้อยคำสองคำนี้ก็คือ “ชื่อเสียง” และ “ทรัพย์สมบัติ” ซาตานใช้วิธีการแบบที่แยบยลมาก วิธีการซึ่งเข้ากันได้ดีมากกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน ซึ่งไม่แตกต่างกันทางความคิดเลยแม้แต่น้อย โดยผ่านวิธีการนี้มันทำให้ผู้คนยอมรับหนทางแห่งการดำรงชีวิตของมัน กฎเกณฑ์ที่ใช้ในการดำรงชีวิตของมันโดยที่ไม่รู้ตัว และทำให้ผู้คนตั้งเป้าหมายในชีวิตและทิศทางในชีวิตของพวกเขา และในการทำเช่นนั้นพวกเขายังมามีความทะเยอทะยานในชีวิตโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน ไม่สำคัญว่าความทะเยอทะยานในชีวิตเหล่านี้อาจดูยิ่งใหญ่เพียงใด มันถูกเชื่อมโยงกับ “ชื่อเสียง” และ “ทรัพย์สมบัติ” อย่างแยกกันไม่ออก ทุกสิ่งที่บุคคลที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงคนใดก็ตาม—ในข้อเท็จจริงแล้วคือผู้คนทั้งหมด—ติดตามในชีวิตเกี่ยวข้องกับถ้อยคำสองคำนี้เท่านั้น: “ชื่อเสียง” และ “ทรัพย์สมบัติ” ผู้คนคิดว่าทันทีที่พวกเขามีชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาก็ย่อมสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์เพื่อชื่นชมกับสถานภาพอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง และเพื่อชื่นชมกับชีวิต พวกเขาคิดว่าชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติคือต้นทุนอย่างหนึ่งที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตแห่งการแสวงหาความยินดีและความชื่นชมยินดีที่ฟุ้งเฟ้อของเนื้อหนัง เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติซึ่งมวลมนุษย์อยากได้มาก ผู้คนจึงมอบร่างกาย จิตใจของพวกเขา ทั้งหมดที่พวกเขามี อนาคตของพวกเขาและโชคชะตาของพวกเขาให้ซาตานอย่างเต็มใจ ถึงแม้ว่าไม่รู้ตัวก็ตาม พวกเขาทำเช่นนั้นโดยที่ไม่มีความลังเลแม้แต่ชั่วขณะ ไม่รู้เท่าทันในความจำเป็นที่จะต้องเอาทั้งหมดที่พวกเขาได้มอบไปแล้วกลับคืนมาอยู่เรื่อยไป ผู้คนสามารถรักษาการควบคุมตัวเองได้หรือไม่เมื่อพวกเขาได้หลบภัยในซาตานในลักษณะนี้และกลายเป็นจงรักภักดีต่อมันแล้ว? แน่นอนว่าไม่ พวกเขาถูกซาตานควบคุมอย่างสิ้นเชิงและอย่างที่สุด พวกเขาได้จมดิ่งสู่หล่มอย่างสิ้นเชิงและอย่างที่สุด และไร้ความสามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้ เมื่อใครสักคนติดหล่มในชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาจะไม่แสวงหาสิ่งที่สว่างไสว สิ่งที่ชอบธรรม หรือบรรดาสิ่งที่สวยงามและดีงามอีกต่อไป นี่เป็นเพราะพลังยั่วยวนที่ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติมีเหนือผู้คนนั้นมากเกินไป พวกมันกลายเป็นสิ่งของสำหรับให้ผู้คนไล่ตามเสาะหาชั่วชีวิตของพวกเขาและกระทั่งชั่วนิรันดร์โดยไม่มีที่สิ้นสุด นี่ไม่จริงหรอกหรือ? บางคนจะพูดว่าการศึกษาหาความรู้ไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าการอ่านหนังสือหรือการเรียนรู้ไม่กี่สิ่งที่พวกเขายังไม่รู้ เพื่อที่จะได้ไม่ล้าสมัยหรือตามโลกไม่ทัน ความรู้นั้นเพียงเรียนรู้กันก็เพื่อที่พวกเขาจะสามารถหาอาหารมาวางบนโต๊ะได้ เพื่ออนาคตของพวกเขาเอง หรือเพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่างๆ มีบุคคลใดหรือไม่ที่จะสู้ทนกับการเรียนอย่างหนักเป็นเวลาหนึ่งทศวรรษเพียงเพื่อสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่างๆ เพียงเพื่อแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง? ไม่ ไม่มีใครเยี่ยงนี้เลย ดังนั้นแล้วทำไมบุคคลหนึ่งจึงทนทุกข์จากความยากลำบากเหล่านี้ตลอดเวลาหลายปีมานี้? มันเป็นไปเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติกำลังรอคอยพวกเขาอยู่ในที่ห่างไกล กวักมือเรียกพวกเขา และพวกเขาเชื่อว่าเพียงผ่านทางความขยัน ความยากลำบาก และการต่อสู้ดิ้นรนต่างๆ ของพวกเขาเองเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถเดินไปตามถนนที่จะนำทางพวกเขาไปสู่การได้รับชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติได้ บุคคลดังกล่าวต้องทนทุกข์จากความยากลำบากเหล่านี้เพื่อเส้นทางในภายภาคหน้าของพวกเขาเอง เพื่อความชื่นชมยินดในภายภาคหน้าของพวกเขา และเพื่อได้รับชีวิตที่ดีขึ้น ความรู้นี้คืออะไร—พวกเจ้าบอกเราได้หรือไม่? มันไม่ใช่กฎเกณฑ์ของการดำรงชีวิตที่ถูกปลูกฝังในผู้คน กฎเกณฑ์ที่ซาตานสอนพวกเขาในระหว่างการศึกษาหาความรู้ของพวกเขาหรอกหรือ? มันไม่ใช่ “อุดมคติอันสูงส่ง” ของชีวิตที่ซาตานปลูกฝังเข้าในตัวมนุษย์หรอกหรือ? ดูตัวอย่างจากแนวคิดต่างๆ ของผู้คนที่ยิ่งใหญ่ ความซื่อสัตย์ของคนที่มีชื่อเสียงหรือวิญญาณอันอาจหาญของบรรดาบุคคลที่กล้าหาญ หรือดูความห้าวหาญและความเมตตาของบรรดาตัวละครเอกและนักดาบในนวนิยายศิลปะการต่อสู้—เหล่านี้ไม่ใช่หนทางทั้งหมดที่ซาตานใช้ในการปลูกฝังอุดมคติเหล่านี้หรอกหรือ? (ใช่ มันเป็นเช่นนั้น) แนวคิดเหล่านี้มีอิทธิพลต่อคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และผู้คนของแต่ละรุ่นก็ถูกทำให้ยอมรับแนวคิดเหล่านี้ มีชีวิตเพื่อแนวคิดเหล่านี้ และไล่ตามเสาะหาแนวคิดเหล่านี้อย่างไม่สิ้นสุด นี่คือหนทาง ช่องทาง ซึ่งซาตานใช้โดยผ่านความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ดังนั้นแล้วภายหลังจากที่ซาตานได้นำทางผู้คนมาสู่ถนนสายนี้แล้ว ยังคงเป็นไปได้หรือไม่สำหรับพวกเขาที่จะนมัสการพระเจ้า? ความรู้และความคิดที่ซาตานปลูกฝังในมนุษย์มีการนมัสการพระเจ้าสักกระผีกหรือไม่? สิ่งเหล่านี้มีอะไรที่เป็นของความจริงหรือไม่? สิ่งเหล่านี้มีอะไรที่เป็นการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่? (ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้นเลย) พวกเจ้าดูเหมือนไม่แน่ใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่สำคัญ ตราบเท่าที่เจ้าระลึกรู้ได้ว่า “ชื่อเสียง” และ “ทรัพย์สมบัติ” เป็นถ้อยคำหลักสองคำที่ซาตานใช้เพื่อล่อลวงผู้คนไปสู่เส้นทางแห่งความชั่ว เช่นนั้นแล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว

เรามาทบทวนอย่างคร่าวๆ ถึงสิ่งที่เราได้หารือกันมาจนถึงตอนนี้เถิด: ซาตานใช้อะไรเพื่อทำให้มนุษย์อยู่ภายในการควบคุมของมันอย่างมั่นคง? (ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ) ดังนั้น ซาตานใช้ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเพื่อควบคุมความคิดของมนุษย์ จนกระทั่งทั้งหมดที่ผู้คนสามารถนึกถึงได้คือชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ทนทุกข์จากความยากลำบากต่างๆ เพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ สู้ทนความอัปยศอดสูเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ และพวกเขาจะทำการพิพากษาหรือการตัดสินใจใดๆ เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ด้วยวิธีนี้ ซาตานผูกมัดผู้คนเข้ากับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น และพวกเขาก็ไม่มีทั้งกำลังและความกล้าที่จะขว้างโซ่ตรวนออกไป พวกเขาแบกโซ่ตรวนเหล่านี้ไว้โดยที่ไม่รู้ตัวและเดินไปข้างหน้าต่อไปด้วยความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวง เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัตินี้ มนุษย์หลบเลี่ยงพระเจ้าและทรยศพระองค์และกลายเป็นชั่วร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ในหนทางนี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติของซาตาน ตอนนี้เมื่อดูการกระทำต่างๆ ของซาตาน แรงจูงใจอันมุ่งร้ายของมันไม่น่ารังเกียจอย่างยิ่งหรอกหรือ? บางทีวันนี้พวกเจ้ายังคงไม่สามารถมองทะลุถึงแรงจูงใจอันมุ่งร้ายของซาตาน เพราะพวกเจ้าคิดว่าคนเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเจ้าคิดว่าหากผู้คนทิ้งชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติไว้ข้างหลัง พวกเขาจะไม่สามารถเห็นหนทางข้างหน้าได้อีกต่อไป ไม่สามารถเห็นเป้าหมายของพวกเขาได้อีกต่อไป คิดว่าอนาคตของพวกเขาจะกลายเป็นมืดมิด คลุมเครือ และมืดมัว แต่วันหนึ่งพวกเจ้าทั้งหมดจะระลึกรู้ได้อย่างช้าๆ ว่าชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเป็นโซ่ตรวนอันมหึมาที่ซาตานใช้เพื่อผูกมัดมนุษย์ เมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะต้านทานการควบคุมของซาตานอย่างถ้วนทั่วและต้านทานโซ่ตรวนที่ซาตานใช้เพื่อผูกมัดเจ้าอย่างถ้วนทั่ว เมื่อเวลานั้นมาถึงเมื่อเจ้าปรารถนาจะขว้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวเจ้าออกไป เมื่อนั้นเจ้าจึงจะแยกทางกันอย่างเด็ดขาดกับซาตาน และเจ้าจะเกลียดทั้งหมดที่ซาตานได้นำมาให้เจ้าอย่างแท้จริง เมื่อนั้นเท่านั้นมวลมนุษย์จึงจะมีความรักและการโหยหาที่แท้จริงต่อพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 156

ซาตานใช้นามของวิทยาศาสตร์เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ความอยากของมนุษย์ที่จะสำรวจวิทยาศาสตร์และสืบสาวราวเรื่องความล้ำลึกต่างๆ ในนามของวิทยาศาสตร์ ซาตานตอบสนองความต้องการด้านวัตถุของมนุษย์และข้อเรียกร้องของมนุษย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นด้วยข้ออ้างนี้เองที่ซาตานใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม มันเป็นเพียงการคิดของมนุษย์หรือจิตใจของมนุษย์เท่านั้นหรือที่ซาตานทำให้เสื่อมทรามโดยใช้วิทยาศาสตร์ด้วยวิธีนี้? ในบรรดาผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ และสิ่งต่างๆ ในสิ่งรอบตัวของเราที่เราสามารถเห็นได้และที่เราได้มาสัมผัสด้วย มีอะไรอีกบ้างในบรรดาสิ่งเหล่านี้ที่ซาตานทำให้เสื่อมทรามด้วยวิทยาศาสตร์? (สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ) ถูกต้อง ดูเหมือนว่าพวกเจ้าได้รับอันตรายจากการนี้อย่างล้ำลึก และได้รับผลกระทบอย่างล้ำลึก นอกเหนือจากการใช้ผลของการสืบค้นและข้อสรุปต่างๆ ของวิทยาศาสตร์เพื่อหลอกลวงมนุษย์แล้ว ซาตานยังใช้วิทยาศาสตร์เป็นวิถีทางเพื่อดำเนินการการทำลายล้างอันโหดร้าย และการแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานแก่มนุษย์อีกด้วย มันทำการนี้ภายใต้ข้ออ้างว่า หากมนุษย์ดำเนินการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เช่นนั้นแล้วสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตและคุณภาพของชีวิตของมนุษย์ย่อมจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า จุดประสงค์ของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์นั้นก็เพื่อตอบสนองความต้องการด้านวัตถุที่เพิ่มขึ้นรายวันของผู้คนและความต้องการของพวกเขาที่จะทำให้คุณภาพของชีวิตของพวกเขาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือพื้นฐานทางทฤษฎีของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ของซาตาน อย่างไรก็ดี วิทยาศาสตร์ได้นำสิ่งใดมาสู่มนุษยชาติ? สิ่งแวดล้อมซึ่งเราเชื่อมโยงถึงนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง? อากาศที่มวลมนุษย์หายใจไม่ได้กลายเป็นมีมลพิษหรอกหรือ? น้ำที่เราดื่มยังคงบริสุทธิ์อย่างแท้จริงหรือไม่? (ไม่) อาหารที่เราบริโภคเป็นธรรมชาติหรือไม่? ส่วนใหญ่ของมันเติบโตโดยใช้ปุ๋ยเคมีและเพาะปลูกโดยใช้การดัดแปลงพันธุกรรม และยังมีการกลายพันธุ์ที่เกิดจากการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์หลากหลายวิธีเช่นกัน แม้กระทั่งผักและผลไม้ที่เรากินก็ไม่เป็นธรรมชาติอีกต่อไป แม้กระทั่งไข่ตามธรรมชาติก็ไม่ง่ายที่จะพบได้อีกต่อไป และไข่ก็ไม่มีรสชาติเหมือนที่เคยมีอีกต่อไป เมื่อได้ถูกแปรสภาพโดยสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ของซาตานไปแล้ว ดูที่ภาพใหญ่ บรรยากาศทั้งหมดทั้งมวลได้ถูกทำลายและทำให้เป็นมลพิษ ภูเขา ทะเลสาบ ป่าไม้ แม่น้ำ มหาสมุทร และทุกสิ่งเหนือและใต้ผืนดินทั้งหมดได้ถูกทำให้พินาศโดยสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ สรุปสั้นๆ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งมวล สิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตซึ่งพระเจ้าได้ทรงมอบแก่มนุษยชาติ ได้ถูกทำลายและถูกทำให้พินาศโดยสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากที่ได้รับสิ่งที่พวกเขาหวังอยู่ตลอดเวลาในด้านคุณภาพของชีวิตที่พวกเขาแสวงหา ตอบสนองทั้งความอยากได้อยากมีของพวกเขาและเนื้อหนังของพวกเขา สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่นั้นโดยสาระสำคัญแล้วได้ถูกทำลายและทำให้พินาศโดย “ความสำเร็จ” หลากหลายซึ่งนำมาโดยวิทยาศาสตร์ ตอนนี้ เราไม่มีสิทธิที่จะหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปสักเฮือกหนึ่งอีกต่อไป นี่ไม่ใช่ความโศกเศร้าของมวลมนุษย์หรอกหรือ? มีความสุขใดหลงเหลืออยู่ให้พูดถึงสำหรับมนุษย์หรือไม่ เมื่อเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แบบนี้? พื้นที่และสิ่งแวดล้อมในการดำชีวิตซึ่งมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่นี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าเพื่อมนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่ม น้ำที่ผู้คนดื่ม อากาศที่ผู้คนหายใจเข้าไป อาหารที่ผู้คนกิน พืช ต้นไม้ และมหาสมุทร—ทุกส่วนของสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตนี้พระเจ้าได้ทรงมอบแก่มนุษย์ มันเป็นธรรมชาติ ดำเนินการโดยสอดคล้องกับกฎธรรมชาติซึ่งบัญญัติขึ้นโดยพระเจ้า หากไม่มีวิทยาศาสตร์ ผู้คนคงจะมีความสุขและน่าจะได้ชื่นชมไปกับทุกสิ่งในสภาวะดั้งเดิมที่สุดของมัน โดยสอดคล้องกับหนทางแห่งพระเจ้าและสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานแก่พวกเขาเพื่อที่จะชื่นชม อย่างไรก็ดี ตอนนี้ ทั้งหมดนี้ได้ถูกซาตานทำลายและทำให้พินาศแล้ว พื้นที่อยู่อาศัยพื้นฐานของมนุษย์ไม่ได้อยู่ในสภาวะดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ไม่มีใครสามารถระลึกรู้ได้ว่าอะไรทำให้เกิดการนี้หรือการนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีผู้คนอีกมากที่เข้าหาวิทยาศาสตร์และเข้าใจมันโดยผ่านทางแนวคิดที่ซาตานปลูกฝังในตัวพวกเขา นี่ไม่น่ารังเกียจหรือน่าเวทนาอย่างยิ่งหรอกหรือ? ด้วยซาตานที่ตอนนี้ได้ครอบครองพื้นที่ซึ่งผู้คนดำรงอยู่แล้ว รวมถึงสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขา และทำให้พวกเขาเสื่อมทรามอยู่ในสภาวะนี้แล้ว และด้วยมนุษยชาติที่ยังคงพัฒนาต่อไปในหนทางนี้ มีความจำเป็นใดสำหรับพระเจ้าที่จะต้องทำลายผู้คนเหล่านี้ด้วยพระองค์เองหรือไม่? หากผู้คนยังคงพัฒนาต่อไปในหนทางนี้ พวกเขาจะใช้ทิศทางใด? (พวกเขาจะถูกถอนรากถอนโคน) พวกเขาจะถูกถอนรากถอนโคนอย่างไรเล่า? นอกเหนือจากการค้นหาชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติอันละโมบของผู้คนแล้ว พวกเขายังดำเนินการการสำรวจทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องและดำดิ่งลึกเข้าไปในการค้นคว้าวิจัย แล้วยังกระทำการอย่างไม่หยุดหย่อนในแบบที่เป็นการตอบสนองความต้องการด้านวัตถุและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง เช่นนั้นแล้วอะไรคือผลสืบเนื่องสำหรับมนุษย์? ก่อนอื่น ความสมดุลของระบบนิเวศถูกทำลายลง และเมื่อการนี้เกิดขึ้น ร่างกายของผู้คน อวัยวะภายในของพวกเขา ถูกปนเปื้อนและได้รับความเสียหายจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่สมดุลนี้ และโรคติดต่อและโรคระบาดหลากหลายชนิดก็แพร่กระจายไปทั่วโลก มันไม่จริงหรือที่ตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่มีการควบคุมได้เลย? มาถึงตอนนี้ที่พวกเจ้าเข้าใจการนี้แล้ว หากมนุษยชาติไม่ติดตามพระเจ้า แต่ติดตามซาตานในหนทางนี้อยู่เสมอ—การใช้ความรู้เพื่อทำให้ตัวพวกเขาเองบริบูรณ์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสำรวจอนาคตของชีวิตมนุษย์อย่างไม่หยุดหย่อน การใช้วิธีการแบบนี้เพื่อดำรงชีวิตต่อไป—เจ้าสามารถระลึกรู้ได้หรือไม่ว่าการนี้จะจบลงอย่างไรสำหรับมนุษยชาติ? (มันจะหมายถึงการสูญพันธุ์) ใช่แล้ว มันจะจบลงด้วยการสูญพันธุ์: มนุษยชาติเข้าใกล้การสูญพันธุ์ของตัวเองขึ้นทุกที ทีละก้าวๆ! ตอนนี้ดูราวกับว่าวิทยาศาสตร์เป็นยาวิเศษชนิดหนึ่งที่ซาตานได้ตระเตรียมสำหรับมนุษย์ เพื่อที่เมื่อพวกเจ้าพยายามที่จะหยั่งรู้สิ่งต่างๆ พวกเจ้าจะทำเช่นนั้นในหมอกหนาทึบ ไม่สำคัญว่าเจ้าจะมองอย่างตั้งใจเพียงใด เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน และไม่สำคัญว่าเจ้าจะพยายามอย่างตั้งใจเพียงใด เจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ดี ซาตานใช้นามของวิทยาศาสตร์เพื่อกระตุ้นความอยากของเจ้าและจูงจมูกเจ้า โดยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไปสู่หุบเหวลึกและความตาย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 157

ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม มีความคล้ายคลึงกันหลายประการระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและความเชื่อเหนือธรรมชาติ แต่ความแตกต่างก็คือว่า วัฒนธรรมดั้งเดิมนั้นมีเรื่องราว การพาดพิงถึง และแหล่งกำเนิดต่างๆ ที่แน่นอน ซาตานได้ประดิษฐ์และปั้นแต่งนิทานพื้นบ้านหรือเรื่องราวมากมายที่ปรากฏอยู่ในหนังสือทางประวัติศาสตร์ ทิ้งให้ผู้คนมีความประทับใจลึกซึ้งกับบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือทางเรื่องเหนือธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ในประเทศจีนมี “แปดเซียนข้ามทะเล” “การเดินทางสู่แดนตะวันตก” จักรพรรดิหยก “นาจาพิชิตราชามังกร” และ “สถาปนาเหล่าทวยเทพ” เหล่านี้ไม่ได้กลับกลายเป็นหยั่งรากลึกในจิตใจของมนุษย์หรอกหรือ? แม้ว่าเจ้าบางคนไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด เจ้ายังคงรู้เรื่องราวทั่วไป และเป็นเนื้อหาทั่วไปนี้นี่เองที่เกาะติดในหัวใจของเจ้าและจิตใจของเจ้า เพื่อที่เจ้าจะไม่สามารถลืมพวกมันได้ เหล่านี้คือแนวทางและตำนานต่างๆ ที่ซาตานได้ตระเตรียมไว้สำหรับมนุษย์นานมาแล้ว และคือสิ่งซึ่งได้แพร่กระจาย ในช่วงเวลาที่ต่างกัน สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายและกัดกร่อนดวงจิตของผู้คนโดยตรงและทำให้ผู้คนตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดทีละอย่างๆ นั่นจึงกล่าวได้ว่า ทันทีที่เจ้าได้ยอมรับวัฒนธรรมดั้งเดิม เรื่องราวต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ ที่เชื่อเหนือธรรมชาติเหล่านี้ ทันทีที่พวกมันถูกกำหนดขึ้นในจิตใจของเจ้า และทันทีที่พวกมันเกาะติดในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วก็เหมือนกับว่าเจ้าต้องมนตร์แล้ว—เจ้ากลายเป็นหลงติดและได้รับอิทธิพลจากเครื่องประกอบทางวัฒนธรรมเหล่านี้ แนวคิดและเรื่องราวดั้งเดิมเหล่านี้ พวกมันมีอิทธิพลต่อชีวิตของเจ้า ทัศนะของเจ้าที่มีต่อชีวิต และการตัดสินสิ่งต่างๆ ของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นก็คือพวกมันมีอิทธิพลต่อการไล่ตามเสาะหาเส้นทางที่แท้จริงของชีวิตของเจ้า: นี่คือมนตร์ชั่วโดยแท้ ถึงเจ้าจะพยายามอย่างไร เจ้าก็ไม่สามารถสลัดพวกมันให้หลุดได้ เจ้าฟันพวกมันแต่เจ้าก็ไม่สามารถโค่นพวกมันลงได้ เจ้าทุบตีพวกมันแต่เจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะพวกมันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ภายหลังจากที่ผู้คนถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดประเภทนี้โดยไม่รู้ตัวแล้ว พวกเขาเริ่มนมัสการซาตานโดยไม่รู้ตัว หล่อเลี้ยงภาพลักษณ์ของซาตานในหัวใจของพวกเขา อีกนัยหนึ่ง พวกเขากำหนดซาตานเป็นรูปเคารพของพวกเขา เป็นวัตถุเพื่อให้พวกเขานมัสการและเคารพนับถือ กระทั่งไปไกลถึงขนาดที่ถือว่ามันเป็นพระเจ้า สิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจของผู้คน ควบคุมคำพูดและความประพฤติของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้น แรกเริ่มนั้นเจ้าถือว่าเรื่องราวและตำนานเหล่านี้เป็นเท็จ แต่แล้วเจ้าก็รับรู้การดำรงอยู่ของพวกมันโดยไม่รู้ตัว ทำให้พวกมันเป็นบุคคลจริงและเปลี่ยนพวกมันให้เป็นวัตถุจริงที่มีตัวตน ในการไม่ตระหนักรู้ของเจ้า เจ้าได้รับแนวคิดเหล่านี้และการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ด้วยจิตใต้สำนึก เจ้ายังได้รับบรรดาปีศาจ ซาตาน และรูปเคารพต่างๆ ไว้ในบ้านของเจ้าเองและไว้ในหัวใจของเจ้าเองด้วยจิตใต้สำนึกอีกด้วย—นี่คือมนต์สะกดโดยแท้ ถ้อยคำเหล่านี้ตรงใจพวกเจ้าหรือไม่? (ตรงใจ) มีใครบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่ได้จุดธูปและนมัสการพระพุทธเจ้า? (มี) ดังนั้นแล้วอะไรคือจุดประสงค์ของการจุดธูปและการนมัสการพระพุทธเจ้า? (การอธิษฐานให้มีสันติสุข) เมื่อคิดถึงมันตอนนี้ มันไม่ไร้สาระหรอกหรือที่จะอธิษฐานต่อซาตานให้มีสันติสุข? ซาตานนำสันติสุขมาให้หรือไม่? (ไม่) เจ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนั้นเจ้าไม่รู้เท่าทันเพียงใด? พฤติกรรมเช่นนั้นไร้สาระ ไม่รู้เท่าทัน และไร้เดียงสา ใช่หรือไม่? ซาตานสนใจเพียงวิธีที่จะทำให้เจ้าเสื่อมทรามเท่านั้น ซาตานไม่อาจสามารถมอบสันติสุขให้เจ้าได้ แค่การหยุดพักชั่วคราวเท่านั้น แต่เพื่อที่จะได้รับการหยุดพักนี้เจ้าจะต้องปฏิญาณ และหากเจ้าผิดคำสัญญาของเจ้าหรือคำปฏิญาณที่เจ้าได้ทำกับซาตาน เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้เห็นว่ามันจะทรมานเจ้าอย่างไร ในการทำให้เจ้าปฏิญาณนั้น มันต้องการควบคุมเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อพวกเจ้าได้อธิษฐานเพื่อสันติสุข พวกเจ้าได้รับสันติสุขหรือไม่? (ไม่) เจ้าไม่ได้รับสันติสุข แต่ในทางตรงกันข้ามความพยายามของเจ้าได้นำมาซึ่งโชคร้ายและความวิบัติไม่มีที่สิ้นสุด—แท้จริงแล้วคือมหาสมุทรแห่งความขมขื่นที่ไร้ขอบเขต สันติสุขไม่ได้อยู่ภายในแดนครอบครองของซาตาน และนี่คือความจริง นี่คือผลสืบเนื่องซึ่งความเชื่อเหนือธรรมชาติในระบบศักดินาและวัฒนธรรมดั้งเดิมได้นำมาสู่มวลมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 158

ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามโดยผ่านทางแนวโน้มต่างๆ ทางสังคม “แนวโน้มต่างๆ ทางสังคม” รวมถึงหลายสิ่ง ผู้คนบางคนพูดว่า: “มันหมายถึงแฟชั่นล่าสุด เครื่องสำอาง ทรงผม และอาหารรสเลิศใช่ไหม?” สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นแนวโน้มต่างๆ ทางสังคมหรือไม่? พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มต่างๆ ทางสังคม แต่เราจะไม่พูดถึงพวกมัน ณ ที่นี้ เราเพียงปรารถนาที่จะพูดถึงแนวคิดที่แนวโน้มต่างๆ ทางสังคมทำให้เกิดขึ้นในผู้คน หนทางที่สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนประพฤติตนในโลก และเป้าหมายและทัศนคติในชีวิตที่สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดขึ้นในผู้คน เหล่านี้สำคัญมาก สิ่งเหล่านี้สามารถควบคุมและมีอิทธิพลต่อสภาวะจิตใจของมนุษย์ แนวโน้มเหล่านี้เกิดขึ้นทีละอย่าง และพวกมันทั้งหมดล้วนแต่มีอิทธิพลชั่วที่ทำให้มวลมนุษย์ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนสูญเสียมโนธรรม สภาวะความเป็นมนุษย์และเหตุผล ทำให้ศีลธรรมของพวกเขาและคุณภาพของลักษณะนิสัยของพวกเขาย่อหย่อนยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงระดับที่เราสามารถกล่าวได้กระทั่งว่าผู้คนส่วนใหญ่ตอนนี้ไม่มีความซื่อตรง ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ และพวกเขาไม่มีมโนธรรมใดๆ นับประสาอะไรที่จะมีเหตุผลใดๆ ดังนั้นแล้วแนวโน้มเหล่านี้คืออะไร? พวกมันคือแนวโน้มที่เจ้าไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อแนวโน้มใหม่อย่างหนึ่งแพร่ผ่านไปทั่วโลก บางทีอาจมีผู้คนเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่ล้ำหน้ากว่าผู้อื่น ปฏิบัติตัวดุจดังผู้ที่ก่อให้เกิดกระแสความนิยม พวกเขาเริ่มด้วยการทำสิ่งใหม่บางอย่าง จากนั้นจึงยอมรับแนวคิดบางชนิดหรือมุมมองบางอย่าง อย่างไรก็ดี ผู้คนส่วนใหญ่จะถูกทำให้ติดเชื้อ ถูกทำให้กลมกลืน และถูกดึงดูดใจโดยแนวโน้มประเภทนี้อย่างต่อเนื่องในสภาวะของการไม่ตระหนักรู้ จนกระทั่งพวกเขาทั้งหมดยอมรับมันโดยที่ไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจและกลับกลายเป็นจมอยู่ในมันและถูกมันควบคุม แนวโน้มเช่นนี้ แนวโน้มแล้วแนวโน้มเล่า เป็นเหตุให้ผู้คน—ผู้ที่ไม่ได้มีร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร และไม่สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นด้านบวกและด้านลบที่จะ ยอมรับพวกมันรวมทั้งมุมมองต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตและค่านิยมต่างๆ ที่มาจากซาตานอย่างเป็นสุข พวกเขายอมรับสิ่งที่ซาตานบอกกับพวกเขาเกี่ยวกับวิธีเข้าหาชีวิตและหนทางในการดำเนินชีวิตที่ซาตาน “ประทาน” ให้พวกเขา และพวกเขาไม่มีทั้งพละกำลังและความสามารถ นับประสาอะไรกับการตระหนักรู้ ที่จะต้านทาน ดังนั้นแล้วแนวโน้มเหล่านี้คืออะไรกันแน่? เราได้เลือกตัวอย่างง่ายๆ ที่พวกเจ้าอาจค่อยๆ มาเข้าใจ ตัวอย่างเช่น ผู้คนในอดีตทำธุุรกิจของพวกเขาโดยที่ไม่มีใครถูกโกง พวกเขาขายสิ่งของต่างๆ ในราคาเดียวกันไม่ว่าผู้ที่กำลังซื้ออยู่นั้นจะเป็นใครก็ตาม องค์ประกอบบางอย่างของมโนธรรมและสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ดีไม่ได้สื่อให้เห็น ณ ที่นี้หรอกหรือ? เมื่อผู้คนดำเนินธุรกิจเยี่ยงนี้ โดยสุจริต สามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขายังคงมีมโนธรรมบางอย่างและสภาวะความเป็นมนุษย์บางอย่าง ณ เวลานั้น แต่ด้วยความต้องการเงินทองที่เพิ่มขึ้นทุกทีของมนุษย์ ผู้คนได้มารักเงินทอง ทรัพย์สมบัติ และความยินดีมากขึ้นทุกทีโดยไม่รู้ตัว สรุปสั้น ๆ ผู้คนได้มามองเงินทองว่าสำคัญมากกว่าแต่ก่อน เมื่อผู้คนมองเงินทองว่าสำคัญมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของพวกเขา ชื่อเสียงของพวกเขา ชื่ออันดีงามของพวกเขา และความซื่อตรงของพวกเขาน้อยลงโดยไม่รู้ตัวมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าดำเนินธุรกิจ เจ้าเห็นคนอื่นๆ ใช้วิถีทางอันหลากหลายเพื่อโกงผู้คนและสร้างความร่ำรวย แม้ว่าเงินทองที่หามาได้จะได้มาโดยไม่สุจริต พวกเขากลับกลายเป็นร่ำรวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้พวกเขาอาจดำเนินธุรกิจเดียวกันกับเจ้า ครอบครัวของพวกเขาทั้งหมดก็ชื่นชมกับชีวิตมากกว่าที่เจ้าชื่นชม และเจ้ารู้สึกแย่ โดยกล่าวกับตัวเจ้าเองว่า “ทำไมฉันจึงไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้? ทำไมฉันจึงไม่สามารถหาเงินทองได้มากเท่าที่พวกเขาหาได้? ฉันต้องคิดหาหนทางที่จะได้รับเงินทองมากขึ้น เพื่อทำให้ธุรกิจของฉันรุ่งเรือง” แล้วเจ้าก็ทำจนถึงที่สุดเพื่อใคร่ครวญว่าจะหาเงินจำนวนมากได้อย่างไร ตามวิธีการทำเงินตามปกติ—การจำหน่ายสิ่งของต่างๆ ในราคาเดียวกันให้แก่ลูกค้าทุกคน—กำไรใดๆ ที่เจ้าได้นั้นเกิดขึ้นด้วยมโนธรรมที่ดี อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่หนทางที่จะร่ำรวยได้เร็ว เมื่อถูกผลักดันโดยแรงกระตุ้นที่จะทำกำไร การคิดของเจ้าผ่านการเปลี่ยนสภาพทีละน้อย ช่วงระหว่างการเปลี่ยนสภาพนี้ หลักการในการประพฤติตนของเจ้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เมื่อเจ้าโกงใครสักคนเป็นครั้งแรก เจ้ามีข้อสงสัย โดยกล่าวว่า “นี่จะเป็นครั้งเดียวที่ฉันโกงใครสักคน ฉันจะไม่ทำมันอีก ฉันไม่สามารถโกงผู้คนได้ มีผลสืบเนื่องอันร้ายแรงจากการโกง มันจะนำฉันไปสู่ปัญหามากมาย!” เมื่อเจ้าหลอกลวงใครสักคนเป็นครั้งแรก หัวใจของเจ้ามีความกระดากใจบ้าง นี่คือการทำงานของจิตสำนึกของมนุษย์—เพื่อทำให้เจ้ารู้สึกถึงความกระดากใจและเพื่อตำหนิติเตียนเจ้า เพื่อที่จะได้รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเมื่อเจ้าโกงใครสักคน แต่ภายหลังจากที่เจ้าได้หลอกลวงใครสักคนเป็นผลสำเร็จแล้ว เจ้าเห็นว่าบัดนี้เจ้ามีเงินทองมากกว่าที่เจ้าเคยมีมาก่อน และเจ้าคิดว่าวิธีการนี้สามารถเป็นประโยชน์มากสำหรับเจ้า ทั้งๆ ที่มีความปวดร้าวอันน่าเบื่อในหัวใจของเจ้า เจ้ายังคงรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังแสดงความยินดีกับตัวเองในความสำเร็จของเจ้า และเจ้ารู้สึกค่อนข้างพอใจกับตัวเอง เป็นครั้งแรกที่เจ้ายอมรับพฤติกรรมของเจ้าเอง วิถีทางอันหลอกหลวงของเจ้าเอง ภายหลังจากนั้น ทันทีที่มนุษย์ถูกปนเปื้อนโดยการโกงนี้แล้ว มันก็เป็นเช่นเดียวกับใครบางคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันและแล้วก็กลายเป็นนักพนัน ในการไม่ตระหนักรู้ของเจ้า เจ้าเห็นชอบในพฤติกรรมการโกงของเจ้าเองและยอมรับมัน ในการไม่ตระหนักรู้ เจ้าใช้การโกงเป็นพฤติกรรมทางการค้าซึ่งถูกกฎหมายและวิถีทางที่มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับการอยู่รอดและการดำรงชีพของเจ้า เจ้าคิดว่าโดยการทำการนี้เจ้าสามารถสร้างโชคลาภได้อย่างรวดเร็ว นี่คือกระบวนการหนึ่ง ได้แก่ ในตอนเริ่มต้น ผู้คนไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมประเภทนี้ได้และพวกเขาดูถูกเหยียดหยามพฤติกรรมและการปฏิบัตินี้ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มทดลองพฤติกรรมนี้ด้วยตัวเอง และทดสอบมันด้วยวิธีของพวกเขาเอง และหัวใจของพวกเขาก็เริ่มค่อยๆ แปลงสภาพ นี่คือการเปลี่ยนสภาพประเภทไหนกัน? มันเป็นการเห็นชอบและการยอมรับในแนวโน้มนี้ ในแนวคิดนี้ซึ่งถูกปลูกฝังในตัวเจ้าโดยแนวโน้มทางสังคม โดยไม่ไม่ตระหนักรู้ หากเจ้าไม่โกงผู้คนเมื่อทำธุรกิจกับพวกเขา เจ้าก็รู้สึกว่าเจ้าแย่ลง หากเจ้าไม่โกงผู้คน เจ้ารู้สึกราวกับว่าเจ้าได้สูญเสียอะไรบางอย่างไป โดยที่ไม่รู้ตัว การโกงนี้กลายเป็นวิญญาณแท้จริงของเจ้า กระดูกสันหลังของเจ้า และประเภทของพฤติกรรมที่จะขาดเสียไม่ได้ที่เป็นหลักการในชีวิตของเจ้า ภายหลังจากที่มนุษย์ได้ยอมรับพฤติกรรมนี้และการคิดนี้แล้ว นี่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหัวใจของเขาหรอกหรือ? หัวใจของเจ้าได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นความซื่อตรงของเจ้าก็เปลี่ยนไปเช่นกันหรือไม่? สภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าเปลี่ยนไปหรือยัง? จิตสำนึกของเจ้าเปลี่ยนไปหรือยัง? (เปลี่ยนไปแล้ว) ใช่ ทุกส่วนของบุคคลนี้ก้าวผ่านการเปลี่ยนเชิงคุณภาพ ตั้งแต่หัวใจของเขาไปจนถึงความคิดของเขา จนถึงระดับที่ว่าพวกเขาได้ถูกแปลงสภาพจากภายในสู่ภายนอก การเปลี่ยนแปลงนี้ดึงเจ้าให้ห่างจากพระเจ้าออกไปยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และเจ้ากลายเป็นมีความคิดสอดคล้องกับซาตานอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้ากลายเป็นเหมือนกับซาตานมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อมองแนวโน้มต่างๆ ทางสังคมเหล่านี้ เจ้าจะพูดได้หรือไม่ว่าพวกมันมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้คน? พวกมันมีผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างลึกซึ้งต่อผู้คนหรือไม่? (มี) พวกมันมีผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างลึกซึ้งมากต่อผู้คน มีอะไรเกี่ยวกับมนุษย์หรือที่ซาตานทำให้เสื่อมทรามโดยใช้แนวโน้มทางสังคมแนวโน้มแล้วแนวโน้มเล่า? (จิตสำนึกของมนุษย์ เหตุผล สภาวะความเป็นมนุษย์ ศีลธรรม และมุมมองเกี่ยวกับชีวิต) พวกมันทำให้เกิดความเสื่อมทีละน้อยในผู้คน ใช่หรือไม่? ซาตานใช้แนวโน้มต่างๆ ทางสังคมเหล่านี้เพื่อล่อลวงผู้คนเข้าสู่รังของบรรดาปีศาจทีละก้าว เพื่อที่ผู้คนที่หมกมุ่นอยู่กับแนวโน้มต่างๆ ทางสังคมสนับสนุนเงินทองและความอยากได้อยากมีทางวัตถุ ความชั่ว และความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่สิ่งเหล่านี้ได้เข้าสู่หัวใจของมนุษย์ แล้วมนุษย์กลายเป็นอะไร? มนุษย์กลายเป็นปีศาจ ซาตาน! ทำไม? เพราะ มีความโน้มเอียงทางจิตใจใดอยู่ในหัวใจของมนุษย์หรือ? ทำไมมนุษย์จึงเคารพ? มนุษย์เริ่มที่จะหาความยินดีในความชั่วและความรุนแรง ไม่แสดงความชอบสำหรับความสวยงามหรือความดีงาม ยิ่งน้อยไปกว่านั้นคือสันติสุข ผู้คนไม่เต็มใจที่จะใช้ชีวิตเรียบง่ายของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่กลับปรารถนาจะชื่นชมกับสถานภาพอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง เพื่อเพลิดเพลินในความยินดีในเนื้อหนัง ทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อสนองตอบเนื้อหนังของพวกเขาเอง โดยไม่มีข้อจำกัด ไม่มีพันธะที่จะรั้งพวกเขาไว้ อีกนัยหนึ่งคือ ทำอะไรก็ตามที่พวกเขาอยากทำ ดังนั้นแล้วเมื่อมนุษย์ได้กลายเป็นจมอยู่กับแนวโน้มประเภทเหล่านี้ ความรู้ที่เจ้าได้เรียนรู้จะสามารถช่วยให้เจ้าปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระได้หรือไม่? ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมดั้งเดิมและความเชื่อเหนือธรรมชาติสามารถช่วยให้เจ้าหลีกหนีจากสถานการณ์ที่ร้ายแรงมากนี้ได้หรือไม่? ศีลธรรมและพิธีกรรมดั้งเดิมที่มนุษย์รู้จักนั้นสามารถช่วยให้ผู้คนใช้ความยับยั้งชั่งใจได้หรือไม่? จงดูตัวอย่างของสามตัวละครคลาสสิก มันสามารถช่วยผู้คนดึงเท้าของพวกเขาออกจากหล่มของแนวโน้มเหล่านี้ได้หรือไม่? (ไม่ มันไม่สามารถทำได้) ด้วยเหตุนี้ มนุษย์กลับกลายเป็นชั่วร้าย โอหัง วางตัวว่าสูงส่งกว่าผู้อื่น เห็นแก่ตัว และมุ่งร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีความความรักระหว่างผู้คนอีกต่อไป ไม่มีความรักใดๆ ระหว่างสมาชิกในครอบครัวอีกต่อไป ไม่มีความเข้าใจใดๆ ท่ามกลางบรรดาญาติและเพื่อนๆ อีกต่อไป สัมพันธภาพของมนุษย์ได้กลับกลายเป็นแสดงลักษณะโดยความรุนแรง บุคคลทุกคนพยายามใช้วิธีการรุนแรงในการดำรงชีวิตท่ามกลางเพื่อนมนุษย์ของพวกเขา พวกเขาฉวยเอาขนมปังในแต่ละวันของพวกเขาโดยใช้ความรุนแรง พวกเขาได้ตำแหน่งหน้าที่และได้รับผลกำไรของพวกเขาโดยใช้ความรุนแรง และพวกเขาใช้วิธีรุนแรงและชั่วร้ายในการทำอะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการ มนุษย์คนนี้ไม่น่ากลัวหรอกหรือ? (น่ากลัว) ภายหลังจากที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่เราเพิ่งจะพูดถึง พวกเจ้าไม่คิดหรือว่ามันน่าหวาดกลัวที่จะใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมนี้ ในโลกนี้ และท่ามกลางผู้คนประเภทเหล่านี้ ซึ่งซาตานใช้ในการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม? (น่าหวาดกลัว) ดังนั้นแล้ว พวกเจ้าเคยรู้สึกว่าตัวเองน่าสมเพชหรือไม่? เจ้าจะต้องรู้สึกถึงมันเล็กน้อยในชั่วขณะนี้ ใช่หรือไม่? (ข้าพระองค์รู้สึก) เมื่อได้ยินน้ำเสียงของพวกเจ้า ดูราวกับว่าเจ้ากำลังคิดอยู่ว่า “ซาตานมีวิธีที่แตกต่างกันมากมายยิ่งนักที่จะทำให้มนุษย์เสื่อมทราม มันฉวยโอกาสทุกโอกาสและอยู่ทุกที่ที่เราหันไป มนุษย์ยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่?” มนุษย์ยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่? มนุษย์สามารถช่วยตัวเองให้รอดได้หรือไม่? (ไม่) จักรพรรดิหยกสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้หรือไม่? ขงจื๊อสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้หรือไม่? พระโพธิสัตว์กวนอิมสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้หรือไม่? (ไม่) ดังนั้นใครกันเล่าที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอด? (พระเจ้า) อย่างไรก็ดี บางคนจะตั้งคำถามในหัวใจของพวกเขา อย่างเช่น: “ซาตานทำอันตรายแก่เราอย่างดิบเถื่อนมาก ด้วยความบ้าคลั่งที่วิกลจริตยิ่งนัก จนพวกเราไม่มีความหวังที่จะดำเนินชีวิตและความมั่นใจใดๆ ที่จะดำเนินชีวิต พวกเราทั้งหมดดำเนินชีวิตในท่ามกลางความเสื่อมทราม และถึงอย่างไรบุคคลทุกคนก็ต้านทานพระเจ้า และบัดนี้หัวใจของพวกเราได้จมดิ่งต่ำเท่าที่พวกมันจะไปได้ ดังนั้นแล้วพระเจ้าทรงสถิต ณ ที่ใดในขณะที่ซาตานกำลังทำให้พวกเราเสื่อมทราม? พระเจ้าทรงกำลังทำอะไรอยู่? อะไรก็ตามที่พระเจ้าทรงกำลังทำเพื่อเรานั้น เราไม่เคยรู้สึกถึงมันเลย!” บางคนรู้สึกเศร้าสลดและค่อนข้างท้อแท้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถูกหรือไม่? สำหรับพวกเจ้าแล้ว ความรู้สึกนี้ลึกซึ้งมากเพราะทั้งหมดที่เราได้พูดมานั้นก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มาเข้าใจอย่างช้าๆ รู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาไร้ซึ่งความหวัง รู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาได้ถูกพระเจ้าละทิ้งแล้ว แต่จงอย่าเป็นกังวล หัวข้อการสามัคคีธรรมของเราสำหรับวันนี้ “ความชั่วของซาตาน” ไม่ใช่ประเด็นหลักที่แท้จริงของเรา อย่างไรก็ดี หากจะพูดถึงแก่นแท้ของความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เราจะต้องหารือถึงวิธีที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามและความชั่วของซาตานเสียก่อน เพื่อที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามนุษย์อยู่ในสภาพเงื่อนไขประเภทใดในขณะนี้ จุดมุ่งหมายหนึ่งของการพูดถึงการนี้คือการเปิดโอกาสให้ผู้คนรู้จักความชั่วของซาตาน ในขณะที่จุดมุ่งหมายอื่นคือการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าความบริสุทธิ์ที่แท้จริงคืออะไร

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 159

เมื่อใดก็ตามที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามหรือทำให้เกิดอันตรายซึ่งไม่ได้ควบคุมต่อมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงยืนดูอยู่เฉยๆ อีกทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงไม่แยแสและไม่ทรงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรร พระเจ้าทรงเข้าใจทั้งหมดที่ซาตานทำอย่างชัดแจ้งบริบูรณ์ ไม่สำคัญว่าซาตานทำอะไร ไม่สำคัญว่ามันทำให้แนวโน้มใดเกิดขึ้น พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดที่ซาตานกำลังพยายามทำ และพระเจ้าไม่ทรงละทิ้งบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรร แทนที่จะเป็นเช่นนั้น โดยที่ไม่เรียกร้องความสนใจใด ๆ—อย่างลับๆ อย่างเงียบๆ—พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งที่จำเป็น เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มพระราชกิจกับใครสักคน เมื่อพระองค์ได้ทรงเลือกใครสักคน พระองค์ไม่ทรงประกาศข่าวนี้แก่ใคร อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงประกาศข่าวนี้แก่ซาตาน นับประสาอะไรกับการทรงแสดงท่าทียิ่งใหญ่ใดๆ พระเจ้าแค่ทรงทำสิ่งที่จำเป็นอย่างเงียบมากๆ อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ในขั้นแรก พระองค์ทรงเลือกครอบครัวให้เจ้า ภูมิหลังครอบครัวของเจ้า พ่อแม่ของเจ้า บรรพบุรุษของเจ้า—ทั้งหมดนี้พระเจ้าทรงกำหนดตัดสินล่วงหน้า อีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าไม่ทรงทำการกำหนดตัดสินเหล่านี้จากอารมณ์ชั่ววูบ ในทางตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงเริ่มพระราชกิจนี้นานมาแล้ว ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงเลือกครอบครัวให้เจ้า จากนั้นพระองค์จึงทรงเลือกวันที่ซึ่งเจ้าจะถือกำเนิด จากนั้น พระเจ้าทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าถือกำเนิดและมาสู่โลกโดยที่ส่งเสียงร้อง พระองค์ทรงเฝ้าดูการเกิดของเจ้า ทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าเอ่ยคำแรกของเจ้า ทรงเฝ้าดูขณะที่เจ้าเดินสะดุดและเดินเตาะแตะเป็นครั้งแรกเมื่อเจ้าหัดเดิน ในขั้นแรกเจ้าก้าวเดินก้าวแรกและแล้วเจ้าก็ก้าวเดินอีกก้าว…และตอนนี้เจ้าสามารถวิ่ง กระโดด พูดคุย และแสดงความรู้สึกต่างๆ ของเจ้าได้ เมื่อผู้คนเติบโตขึ้น สายตาของซาตานจะจับจ้องไปที่พวกเขาทุกคน เช่นเดียวกับเสือที่จ้องเหยื่อของมัน แต่ในการทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าไม่เคยทรงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆ ที่เกิดจากผู้คน เหตุการณ์หรือสิ่งต่างๆ จากพื้นที่หรือเวลา พระองค์ทรงทำสิ่งที่พระองค์ควรทรงทำและสิ่งที่พระองค์ต้องทรงทำ ในขณะที่กำลังเติบโต เจ้าอาจเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าชอบ เช่น โรคภัยไข้เจ็บและความผิดหวัง แต่ขณะที่เจ้าเดินไปบนเส้นทางนี้ ชีวิตของเจ้าและอนาคตของเจ้าอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของพระเจ้าอย่างเข้มงวด พระเจ้าทรงมอบเครื่องรับประกันอันจริงแท้ซึ่งจะคงอยู่ตลอดชั่วชีวิตของเจ้าให้แก่เจ้า ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเจ้าที่นั่นเสมอ ทรงคุ้มกันเจ้าและทรงดูแลเจ้า เจ้าเติบโตขึ้นโดยที่ไม่ตระหนักรู้ถึงการนี้ เจ้าเริ่มมาสัมผัสกับสิ่งใหม่ ๆ และเริ่มที่จะรู้จักโลกใบนี้และมวลมนุษย์นี้ ทุกสิ่งนั้นสดและใหม่สำหรับเจ้า เจ้ามีบางสิ่งที่เจ้าชื่นชมที่จะทำ เจ้าดำเนินชีวิตภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ของเจ้าเอง เจ้าดำเนินชีวิตภายในพื้นที่ของเจ้าเอง และเจ้าไม่มีความตระหนักเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้าแม้แต่น้อย แต่พระเจ้าทรงเฝ้าดูเจ้าทุกย่างก้าวของหนทางขณะที่เจ้าเติบโตขึ้น และพระองค์ทรงเฝ้าดูเจ้าขณะที่เจ้าก้าวไปข้างหน้าทุกย่างก้าว แม้ในคราที่เจ้ากำลังศึกษาหาความรู้หรือกำลังศึกษาวิทยาศาสตร์ พระเจ้าไม่เคยทรงห่างเจ้าแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าก็แค่เป็นเหมือนคนอื่นๆ ในเรื่องที่ว่า ในระหว่างการได้มารู้จักโลกและเชื่อมสัมพันธ์กับมัน เจ้าได้กำหนดอุดมคติของเจ้าเอง เจ้ามีงานอดิเรกของเจ้าเอง ความสนใจของเจ้าเอง และเจ้ายังเก็บงำความทะเยอทะยานอันสูงส่งอีกด้วย เจ้ามักจะใคร่ครวญอนาคตของเจ้าเอง มักจะวาดเค้าโครงเกี่ยวกับว่าอนาคตของเจ้าควรมีรูปร่างอย่างไร แต่ไม่สำคัญว่าอะไรจะปรากฏขึ้นระหว่างทาง พระเจ้าทรงเห็นมันทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างชัดเจน บางทีเจ้าเองอาจได้ลืมอดีตของเจ้าเองไปแล้ว แต่สำหรับพระเจ้า ไม่มีใครที่สามารถเข้าใจเจ้าได้ดีไปกว่าพระองค์ เจ้าดำเนินชีวิตภายใต้สายพระเนตรอันจับจ้องของพระเจ้า เติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ในระหว่างช่วงเวลานี้ ภารกิจที่สำคัญที่สุดของพระเจ้าคือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีใครเคยล่วงรู้ บางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีใครรู้จัก พระเจ้าไม่ทรงบอกใครเกี่ยวกับการนี้อย่างแน่แท้ ดังนั้นแล้วอะไรคือสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่สุด? อาจกล่าวได้ว่ามันคือเครื่องรับประกันว่าพระเจ้าจะทรงช่วยบุคคลให้รอด นี่หมายความว่าหากพระเจ้าทรงต้องประสงค์ช่วยบุคคลนี้ให้รอด พระองค์ต้องทรงทำการนี้ ภารกิจนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งมนุษย์และพระเจ้า พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร? ดูเหมือนว่าพวกเจ้าไม่มีความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับการนี้ หรือมโนทัศน์ใดๆ เกี่ยวกับการนี้ ดังนั้นแล้วเราจะบอกพวกเจ้า ตั้งแต่เวลาที่เจ้าถือกำเนิดต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจมากมายกับเจ้า แต่พระองค์ไม่ทรงบรรยายทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำแก่เจ้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน พระเจ้าไม่ได้ทรงอนุญาตให้เจ้ารู้การนี้ และพระองค์ไม่ได้ทรงบอกเจ้า อย่างไรก็ดี สำหรับมวลมนุษย์ ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นสำคัญ ตามพระดำริของพระเจ้านั้น มันคือบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์ต้องทรงทำ ในพระทัยของพระองค์มีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญซึ่งพระองค์ทรงจำเป็นต้องทำเกินสิ่งใดๆ ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ไปมาก นั่นคือ ตั้งแต่เวลาที่บุคคลถือกำเนิดมาจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าต้องทรงรับประกันความปลอดภัยของพวกเขา เมื่อเจ้าได้ยินพระวจนะเหล่านี้ เจ้าอาจรู้สึกราวกับว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจอย่างเต็มเปี่ยม เจ้าอาจถามว่า “ความปลอดภัยนี้สำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ?” ถ้าอย่างนั้น อะไรคือความหมายตามตัวอักษรของ “ความปลอดภัย”? บางทีพวกเจ้าอาจเข้าใจว่ามันหมายถึงสันติสุข หรือบางทีพวกเจ้าอาจเข้าใจว่ามันหมายถึงการไม่เคยผ่านประสบการณ์กับความวิบัติหรือหายนะใดๆ การดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย การดำเนินชีวิตปกติ แต่ในหัวใจของพวกเจ้า เจ้าต้องรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น ดังนั้น จริงๆ แล้วสิ่งนี้ที่เราได้พูดถึง ที่พระเจ้าต้องทรงทำนั้น คืออะไรกันแน่? ความปลอดภัยหมายถึงอะไรสำหรับพระเจ้า? มันเป็นเครื่องรับประกันความหมายตามปกติของ “ความปลอดภัย” จริงๆ หรือไม่? ไม่ ดังนั้นแล้วอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ? “ความปลอดภัย” นี้หมายความว่าเจ้าจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน นี่สำคัญหรือ? การไม่ถูกซาตานกลืนกิน—นี่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเจ้าหรือไม่? ใช่แล้ว นี่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยส่วนตัวของเจ้า และไม่สามารถมีอะไรที่สำคัญไปกว่าได้ ทันทีที่เจ้าถูกซาตานกลืนกิน วิญญาณของเจ้าและเนื้อหนังของเจ้าไม่เป็นของพระเจ้าอีกต่อไป พระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดอีกต่อไป พระเจ้าทรงละทิ้งบรรดาวิญญาณและผู้คนที่ถูกซาตานกลืนกิน ดังนั้นเราจึงกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่พระเจ้าต้องทรงทำก็คือการรับประกันความปลอดภัยนี้ของเจ้า เพื่อรับประกันว่าเจ้าจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน เรื่องนี้สำคัญมาก ไม่ใช่หรอกหรือ? ดังนั้นแล้วทำไมพวกเจ้าจึงไม่สามารถตอบได้? ดูเหมือนว่าพวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะรู้สึกถึงความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 160

พระเจ้าทรงทำมากมายกว่านี้นอกเหนือจากการรับประกันความปลอดภัยของผู้คน โดยการรับประกันว่าพวกเขาจะไม่ถูกซาตานกลืนกิน พระองค์ยังทรงปฏิบัติพระราชกิจขั้นเตรียมการอันยิ่งใหญ่ก่อนที่จะทรงเลือกและทรงช่วยใครบางคนให้รอดอีกด้วย ประการแรก พระเจ้าทรงทำการตระเตรียมที่พิถีพิถันเกี่ยวกับว่าเจ้าจะมีลักษณะนิสัยแบบใด เจ้าจะถือกำเนิดในครอบครัวประเภทใด ใครจะเป็นพ่อแม่ของเจ้า เจ้าจะมีพี่น้องชายหญิงกี่คน และสถานการณ์ สถานภาพทางเศรษฐกิจ และสภาพเงื่อนไขต่างๆ ของครอบครัวที่เจ้าจะถือกำเนิดนั้นจะเป็นอย่างไร พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าส่วนใหญ่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถือกำเนิดในครอบครัวประเภทใด? ครอบครัวเหล่านั้นเป็นครอบครัวที่มีชื่อเสียงหรือไม่? เราไม่อาจกล่าวได้แน่นอนว่าไม่มีใครเลยที่ถือกำเนิดในครอบครัวที่มีชื่อเสียง อาจมีจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขาก็มีจำนวนน้อยมาก พวกเขาถือกำเนิดในครอบครัวที่มั่งคั่งเป็นพิเศษ ครอบครัวเศรษฐีพันล้าน หรือมหาเศรษฐีหรือไม่? ไม่ พวกเขาแทบจะไม่เคยถือกำเนิดในครอบครัวแบบนี้เลย ดังนั้นแล้วพระเจ้าทรงตระเตรียมครอบครัวประเภทใดให้กับส่วนใหญ่ของผู้คนเหล่านี้? (ครอบครัวธรรมดา) ถ้าอย่างนั้นแล้วครอบครัวใดบ้างที่อาจพิจารณาได้ว่าเป็น “ครอบครัวธรรมดา”? ครอบครัวเหล่านั้นรวมถึงครอบครัวของคนทำงาน นั่นก็คือ ครอบครัวที่พึ่งพาเงินค่าจ้างเพื่อความอยู่รอดเพื่อสามารถหาซื้อปัจจัยจำเป็นพื้นฐานได้ และไม่มั่งมีเกินไปนัก ครอบครัวเหล่านี้รวมถึงครอบครัวที่ทำการเกษตร ชาวนาที่พึ่งพาการเพาะปลูกพืชผลสำหรับอาหารของพวกเขา—มีธัญพืชไว้กิน และเสื้อผ้าไว้สวมใส่ และไม่ต้องหิวโหยหรือหนาวจนจะแข็งตาย แล้วก็มีบางครอบครัวที่ทำธุรกิจเล็กๆ และบางครอบครัวที่พ่อแม่เป็นปัญญาชน และครอบครัวเหล่านี้ยังสามารถนับได้ว่าเป็นครอบครัวธรรมดาเช่นกัน ยังมีพ่อแม่บางคนที่เป็นพนักงานบริษัทหรือเจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้น้อยอีกด้วย ที่ไม่สามารถนับได้ว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวที่มีชื่อเสียงเช่นกัน ส่วนใหญ่ถือกำเนิดในครอบครัวธรรมดา และการนี้ทั้งหมดได้รับการจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า ก่อนอื่น นั่นกล่าวได้ว่า สภาพแวดล้อมนี้ที่เจ้าดำรงชีวิตอยู่ไม่ใช่ครอบครัวที่มีทรัพย์สินมากมายที่ผู้คนอาจจินตนาการ และนี่เป็นครอบครัวซึ่งพระเจ้าได้ทรงกำหนดตัดสินให้เจ้า และผู้คนส่วนใหญ่จะดำรงชีวิตภายในขีดจำกัดของครอบครัวประเภทนี้ ดังนั้นแล้วสถานภาพทางสังคมเล่าเป็นเช่นไร? สภาวะทางเศรษฐกิจของพ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นคือปานกลางและพวกเขาไม่มีสถานะทางสังคมที่สูงส่ง—สำหรับพวกเขาแค่มีงานก็ดีแล้ว พวกเขารวมถึงบรรดาพวกผู้ปกครองหรือไม่? หรือบรรดาประธานาธิบดีของประเทศ? (ไม่) อย่างมากที่สุดพวกเขาก็เป็นผู้คนเช่นผู้จัดการในธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก สถานภาพทางสังคมของพวกเขานั้นดีพอใช้และสภาวะทางเศรษฐกิจของเขานั้นอยู่ระดับปานกลาง อีกปัจจัยหนึ่งคือสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของครอบครัว ก่อนอื่น ไม่มีพ่อแม่คนใดในหมู่ครอบครัวเหล่านี้ที่จะมีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อลูกๆ ของพวกเขาในการเดินเข้าสู่เส้นทางของพยากรณ์ศาสตร์หรือการทำนายโชคชะตา เหล่านี้คือจำนวนไม่กี่ครอบครัวที่เกี่ยวพันกับเรื่องต่างๆ ดังกล่าว พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างปกติ ในเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงเลือกประชากร พระองค์ทรงกำหนดสภาพแวดล้อมประเภทนี้ให้พวกเขา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อพระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดของพระองค์ เมื่อดูอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงทำอะไรซึ่งเป็นการเขย่าโลกเป็นพิเศษสำหรับมนุษย์ พระองค์แค่ทรงดำเนินการอย่างเงียบๆ และอย่างลับๆ ในการทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำต่อไป อย่างถ่อมพระทัยและในความเงียบ แต่ในข้อเท็จจริงนั้น ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำ พระองค์ทรงทำเพื่อที่จะวางรากฐานเพื่อความรอดของเจ้า เพื่อตระเตรียมถนนเบื้องหน้าและสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อความรอดของเจ้า ถัดไป พระเจ้าทรงนำทุกๆ บุคคลให้กลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ แต่ละบุคคลในเวลาที่ได้ถูกกำหนดไว้ เมื่อถึงตอนนั้นที่เจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า นั่นเป็นเวลาเมื่อถึงตอนนั้นที่เจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ เมื่อถึงคราที่การนี้เกิดขึ้น บางคนได้กลายเป็นพ่อแม่เองแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ ยังคงเป็นลูกของใครบางคนอยู่ อีกนัยหนึ่งคือ บางคนได้แต่งงานและมีลูกแล้ว ในขณะที่บางคนยังคงเป็นโสด ยังไม่ได้เริ่มต้นครอบครัวของพวกเขาเอง แต่ไม่ว่าสภาพการณ์ของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงกำหนดเวลาไว้แล้วที่พวกเจ้าจะถูกเลือกและเวลาที่พระกิตติคุณและพระวจนะของพระองค์จะมาถึงเจ้า พระเจ้าได้ทรงกำหนดรูปการณ์แวดล้อมไว้แล้ว ซึ่งกำหนดตัดสินว่าด้วยบุคคลบางคนหรือบริบทบางอย่างซึ่งจะใช้ในการส่งผ่านข่าวประเสริฐต่อไปยังเจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นทั้งหมดไว้ให้เจ้าแล้ว ด้วยวิธีนี้ แม้มนุษย์ไม่ตระหนักรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น มนุษย์ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์และกลับสู่ครอบครัวของพระเจ้า มนุษย์ยังติดตามพระเจ้าและเข้าสู่แต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย โดยเข้าสู่แต่ละขั้นตอนของวิธีการทรงพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งพระองค์ได้ทรงตระเตรียมเพื่อมนุษย์ พระเจ้าทรงใช้วิธีใดเมื่อพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ เพื่อมนุษย์ ณ เวลานี้? ก่อนอื่น อย่างน้อยที่สุดก็คือการดูแลเอาใจใส่และการคุ้มครองปกป้องที่มนุษย์ชื่นชม นอกเหนือจากนี้ พระเจ้าทรงกำหนดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ หลากหลายเพื่อที่มนุษย์จะได้เห็นการดำรงอยู่ของพระองค์และกิจการของพระองค์โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น มีบางคนที่เชื่อในพระเจ้าเพราะใครบางคนในครอบครัวของพวกเขาเจ็บป่วย เมื่อคนอื่นๆ ประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกเขา พวกเขาก็เริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้า และการเชื่อนี้เกิดขึ้นเพราะสภาพการณ์นี้ ดังนั้นแล้วใครกันที่ได้จัดการเตรียมการสภาพการณ์นี้? (พระเจ้า) โดยความเจ็บป่วยนี้ มีบางครอบครัวที่ทุกคนเป็นผู้เชื่อ ในขณะที่มีครอบครัวอื่นๆ ที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในครอบครัวที่เชื่อ เมื่อดูอย่างผิวเผิน อาจดูเหมือนว่าใครบางคนในครอบครัวของเจ้าประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วมันเป็นสภาพเงื่อนไขที่ถูกประทานแก่เจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า—นี่คือความเมตตาของพระเจ้า เพราะชีวิตครอบครัวนั้นยากลำบากสำหรับบางคนและพวกเขาไม่สามารถพบสันติสุขได้ เป็นไปได้ว่าโอกาสเหมาะที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จอาจนำเสนอตัวมันเอง—ใครบางคนบอกต่อข่าวประเสริฐและกล่าวว่า “จงเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าแล้วเจ้าจะมีสันติสุข” ด้วยเหตุนี้ โดยมิได้ตระหนักรู้ พวกเขาจึงได้มาเชื่อในพระเจ้าภายใต้รูปการณ์แวดล้อมอันเป็นธรรมชาติอย่างมาก ดังนั้นแล้วนี่ไม่ใช่สภาพเงื่อนไขประเภทหนึ่งหรอกหรือ? และข้อเท็จจริงที่ว่าครอบครัวของพวกเขาไม่ได้อยู่ในความสันติสุขคือพระคุณที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้พวกเขาหรือไม่? ยังมีบางคนอีกเช่นกันที่มาเชื่อในพระเจ้าด้วยเหตุผลอื่นๆ มีเหตุผลที่แตกต่างกันและหนทางที่แตกต่างกันของการเชื่อ แต่ไม่สำคัญว่าเหตุผลใดนำเจ้ามาเชื่อในพระองค์ มันทั้งหมดถูกจัดการเตรียมการและได้รับการทรงนำโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง ก่อนอื่น พระเจ้าทรงใช้วิธีที่หลากหลายในการเลือกเจ้าและในการนำเจ้าเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ นี่คือพระคุณที่พระเจ้าทรงประทานแก่บุคคลทุกคน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 161

ช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจในเรื่องเหล่านี้ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พระองค์ไม่เพียงแค่ทรงประทานพระคุณและพระพรแก่มนุษย์เหมือนกับที่พระองค์ทรงเคยทำมาก่อน อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงเกลี้ยกล่อมมนุษย์ให้ก้าวไปข้างหน้าอีกต่อไป ในระหว่างช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ มนุษย์ได้เห็นอะไรจากแง่มุมทั้งหมดของพระราชกิจของพระเจ้าที่เขาได้รับประการณ์มาแล้ว? มนุษย์ได้เห็นความรักของพระเจ้าและการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ในระหว่างช่วงเวลานี้พระเจ้าทรงจัดเตรียม ทรงสนับสนุน ทรงให้ความรู้แจ้ง และทรงนำมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้ค่อยๆ มารู้จักเจตนารมณ์ของพระองค์ รู้จักพระวจนะที่พระองค์ตรัส และความจริงที่พระองค์ทรงประทานแก่มนุษย์ เมื่อมนุษย์อ่อนแอ เมื่อเขาท้อแท้ เมื่อเขาไม่มีที่ไหนให้หันไปหา พระเจ้าจะทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อชูใจ แนะนำ และให้กำลังใจมนุษย์ เพื่อที่วุฒิภาวะอันน้อยนิดของมนุษย์จะสามารถค่อยๆ เติบโตด้วยพละกำลัง ลุกขึ้นด้วยความคิดด้านบวก และกลายเป็นเต็มใจที่จะร่วมมือกับพระเจ้า แต่เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือต้านทานพระองค์ หรือเมื่อมนุษย์เปิดเผยความเสื่อมทรามของเขา พระเจ้าจะไม่ทรงแสดงความปรานีในการตีสอนและการบ่มวินัยมนุษย์ อย่างไรก็ดี พระเจ้าจะทรงแสดงความยอมผ่อนปรนและความอดทนต่อความโง่เขลา ความไม่รู้เท่าทัน ความอ่อนแอ และความไม่เป็นผู้ใหญ่ของมนุษย์ ด้วยวิธีนี้ โดยผ่านทางพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อมนุษย์ มนุษย์ค่อยๆ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้น และมารู้จักเจตนารมณ์ของพระเจ้า มารู้จักความจริงบางอย่าง มารู้ว่าสิ่งใดเป็นด้านบวกและสิ่งใดเป็นด้านลบ มารู้ว่าความชั่วและความมืดคืออะไร พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการเดียวในการตีสอนและการบ่มวินัยมนุษย์ตลอดเวลา แต่พระองค์ก็ไม่ทรงแสดงความยอมผ่อนปรนและความอดทนตลอดเวลา แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงจัดเตรียมให้แต่ละบุคคลในวิธีที่แตกต่างกันที่ช่วงระยะที่แตกต่างกัน และตามวุฒิภาวะและขีดความสามารถที่แตกต่างกันของพวกเขา พระองค์ทรงทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อมนุษย์และด้วยต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ มนุษย์ไม่ล่วงรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้หรือเกี่ยวกับต้นทุนนี้ กระนั้นก็ตามในทางปฏิบัติทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นการดำเนินการกับแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ความรักของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริง: โดยผ่านทางพระคุณของพระเจ้า มนุษย์หลีกเลี่ยงความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า และตลอดเวลานั้นพระเจ้าทรงแสดงความยอมผ่อนปรนซ้ำแล้วซ้ำอีกสำหรับความอ่อนแอของมนุษย์ การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ค่อยๆ มารู้จักความเสื่อมทรามและแก่นแท้เยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ สิ่งซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียม ความรู้แจ้งของพระองค์เกี่ยวกับมนุษย์ และการทรงนำของพระองค์ทั้งหมดเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์รู้จักแก่นแท้ของความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในสิ่งที่ผู้คนต้องการ ถนนเส้นที่พวกเขาควรใช้ พวกเขาใช้ชีวิตเพื่ออะไร คุณค่าและความหมายของชีวิตของพวกเขา และวิธีเดินไปบนถนนข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำไม่สามารถแยกจากจุดประสงค์ดั้งเดิมหนึ่งประการของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วอะไรคือจุดประสงค์นี้? ทำไมพระเจ้าทรงใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับมนุษย์? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใด? อีกนัยหนึ่ง พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นสิ่งใดในมนุษย์? พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับอะไรจากมนุษย์? สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นก็คือการที่หัวใจของมนุษย์สามารถฟื้นคืนได้ วิธีการเหล่านี้ที่พระองค์ทรงใช้ในการทรงพระราชกิจกับมนุษย์เป็นความพยายามต่อเนื่องเพื่อปลุกหัวใจของมนุษย์ เพื่อปลุกจิตวิญญาณของมนุษย์ เพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจว่าเขามาจากที่ไหน ใครกำลังนำ สนับสนุน และจัดเตรียมให้เขา และใครได้อนุญาตให้มนุษย์มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน พวกมันเป็นวิถีทางเพื่อทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจว่าใครคือพระผู้สร้าง เขาควรนมัสการใคร ถนนประเภทใดที่เขาควรเดิน และในหนทางใดที่มนุษย์ควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกมันเป็นวิถีทางเพื่อค่อยๆ ฟื้นคืนหัวใจของมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะได้รู้จักพระทัยของพระเจ้า เข้าใจพระทัยของพระเจ้า และจับใจความได้ถึงการดูแลเอาใจใส่อันยิ่งใหญ่และความคิดที่อยู่เบื้องหลังพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมนุษย์ให้รอด เมื่อหัวใจของมนุษย์ฟื้นคืน มนุษย์ไม่ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยอันต่ำทรามและเสื่อมทรามอีกต่อไป แต่กลับปรารถนาจะไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เมื่อหัวใจของมนุษย์ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น มนุษย์ก็ย่อมสามารถตัดขาดตัวเองออกจากซาตานได้อย่างสิ้นเชิง เขาจะไม่ถูกซาตานทำอันตรายอีกต่อไป ไม่ถูกควบคุมหรือถูกมันหลอกอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มนุษย์สามารถให้ความร่วมมืออย่างเป็นเชิงรุกในพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์เพื่อทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย ด้วยเหตุนี้จึงบรรลุถึงความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว นี่คือจุดประสงค์ดั้งเดิมของพระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 162

การหารือที่เราเพิ่งได้จัดขึ้นเกี่ยวกับความชั่วของซาตาน ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่า มนุษย์ใช้ชีวิตท่ามกลางความทุกข์ใจอันใหญ่หลวง และรู้สึกว่าชีวิตของมนุษย์ถูกรุมเร้าด้วยโชคร้าย แต่บัดนี้เมื่อเรากำลังพูดถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าและพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติกับมนุษย์ นั่นทำให้พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร? (มีความสุขมาก) เราสามารถเห็นได้ตอนนี้ว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการให้มนุษย์อย่างอุตสาหะนั้น ไม่มีจุดด่างพร้อย ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นปราศจากความผิดพลาด ซึ่งหมายความว่ามันไม่มีข้อบกพร่อง ไม่จำเป็นต้องมีใครมาแก้ไข แนะนำ หรือทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับมัน ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อบุคคลทุกคนนั้นไม่ต้องสงสัยเลย พระองค์ทรงนำทางทุกคนโดยการจูงมือ ทรงดูแลเจ้าในทุกชั่วขณะที่กำลังผ่านไป และไม่เคยทรงห่างเจ้าแม้สักครั้ง เมื่อผู้คนเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบนี้และด้วยภูมิหลังแบบนี้ เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่าในข้อเท็จจริงแล้วผู้คนเติบโตขึ้นในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า? (ได้) ดังนั้นแล้วตอนนี้พวกเจ้ายังคงรู้สึกถึงสำนึกรับรู้ของการสูญเสียหรือไม่? มีใครบ้างไหมที่ยังคงรู้สึกท้อแท้? มีใครบ้างไหมที่รู้สึกว่าพระเจ้าได้ทรงละทิ้งมวลมนุษย์? (ไม่) ถ้าเช่นนั้นแล้วจริงๆ แล้วพระเจ้าได้ทรงทำอะไรกันแน่? (พระองค์ได้ทรงเฝ้าดูมวลมนุษย์) ความคิดและการดูแลเอาใจใส่อันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไม่ต้องสงสัยเลย ที่มากไปกว่านั้นคือ ในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ได้ทรงทำเช่นนั้นโดยไม่มีเงื่อนไขเสมอมา พระองค์ไม่เคยทรงพึงประสงค์ให้เจ้าคนใดต้องรู้ราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อเจ้าเพื่อทำให้เจ้ารู้สึกสำนึกในพระคุณของพระองค์อย่างลึกซึ้ง พระเจ้าได้ทรงเคยพึงประสงค์การนี้จากเจ้าหรือไม่? (ไม่) ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานของชีวิตมนุษย์ แทบจะทุกคนได้เคยเผชิญกับสถานการณ์อันตรายมากมายและเผชิญหน้ากับการทดลองมากมาย นี่เป็นเพราะซาตานกำลังยืนข้างเจ้า ดวงตาของมันจับจ้องที่เจ้าตลอดเวลา เมื่อความวิบัติถล่มเจ้า ซาตานเพลิดเพลินในการนี้ เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นกับเจ้า เมื่อไม่มีอะไรเลยที่ถูกต้องสำหรับเจ้า เมื่อเจ้ากลายเป็นติดพันในใยของซาตาน ซาตานมีความสุขสำราญใหญ่หลวงจากสิ่งเหล่านี้ ในส่วนของสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำอยู่นั้น พระองค์ทรงกำลังปกป้องเจ้ากับทุกชั่วขณะที่กำลังผ่านไป ทรงนำทางเจ้าให้ห่างจากโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าและจากความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่าทุกอย่างที่มนุษย์มี—สันติสุขและความชื่นบานยินดี พระพรและความปลอดภัยส่วนบุคคล—ในข้อเท็จจริงแล้วทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า พระองค์ทรงนำและทรงกำหนดตัดสินชะตากรรมของแต่ละคน แต่พระเจ้าทรงมีมโนคติที่หลงผิดมากเกินปกติเกี่ยวกับพระฐานะของพระองค์ อย่างที่ผู้คนบางคนพูดกันหรือไม่? พระเจ้าทรงประกาศกับเจ้าหรือไม่ว่า “เราคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากสิ่งทั้งปวง เป็นเรานั่นเองที่ควบคุมดูแลพวกเจ้า พวกเจ้าต้องร้องขอความปรานีจากเรา และการไม่เชื่อฟังจะถูกลงโทษด้วยความตาย”? พระเจ้าทรงเคยข่มขู่มวลมนุษย์ด้วยวิธีนี้หรือ? (ไม่) พระองค์เคยตรัสหรือไม่ว่า “มวลมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าเราปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร และพวกเขาอาจได้รับการปฏิบัติในวิธีใดก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องทำการจัดการเตรียมการอันสมบูรณ์สำหรับพวกเขา”? พระเจ้าทรงคิดในด้วยวิธีนี้หรือ? พระเจ้าทรงปฏิบัติพระองค์ในด้วยวิธีนี้หรือ? (ไม่) ในทางตรงกันข้าม การปฏิบัติของพระเจ้าต่อแต่ละบุคคลนั้นเป็นไปอย่างจริงจังจริงใจ และด้วยความรับผิดชอบ พระองค์ทรงปฏิบัติกับเจ้าอย่างรับผิดชอบมากกว่าที่เจ้าปฏิบัติกับตัวเอง นี่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ? พระเจ้าไม่ตรัสอย่างหาสาระไม่ได้ อีกทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงโอ้อวดพระฐานะอันสูงส่งของพระองค์หรือหลอกลวงผู้คนอย่างตลกคะนอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ ที่พระองค์เองทรงจำเป็นต้องทำอย่างสุจริตใจและอย่างเงียบๆ สิ่งเหล่านี้นำพระพร สันติสุข และความชื่นบานยินดีมาสู่มนุษย์ พวกมันนำพามนุษย์ไปสู่ สายพระเนตรของพระเจ้าและไปสู่ครอบครัวของพระองค์อย่างสงบสุขและอย่างเป็นสุข แล้วพวกเขาจึงดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับความรอดของพระเจ้าด้วยเหตุผลและการคิดที่ปกติ ดังนั้นแล้วพระเจ้าได้ทรงเคยตีสองหน้ากับมนุษย์ในพระราชกิจของพระองค์หรือไม่? พระองค์ได้ทรงเคยแสดงความเมตตาเทียมเท็จ โดยก่อนอื่นหลอกลวงมนุษย์ด้วยการล้อเล่นไม่กี่อย่างแล้วจึงทรงหันหลังไปหรือไม่? (ไม่) พระเจ้าได้เคยตรัสอย่างหนึ่งแล้วจึงทรงทำอีกอย่างหรือไม่? พระเจ้าได้ทรงเคยทำสัญญาที่ทำไม่ได้และอวดตัว ทรงบอกผู้คนว่าพระองค์สามารถทำการนี้เพื่อพวกเขาได้หรือช่วยทำการนั้นเพื่อพวกเขาได้ แต่แล้วก็ทรงหายไป หรือไม่? (ไม่) ไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า ไม่มีความเทียมเท็จ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และพระองค์ทรงจริงแท้ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ผู้คนสามารถเชื่อใจได้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งผู้คนสามารถมอบความไว้วางใจในชีวิตของพวกเขาและทุกสิ่งที่พวกเขามีได้ เนื่องจากไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงจริงใจที่สุด? (ได้) แน่นอนว่าพวกเราสามารถกล่าวได้! แม้คำว่า “จริงใจ” นั้นอ่อนด้อยเกินไป มีความเป็นมนุษย์มากเกินไปเมื่อนำไปใช้กับพระเจ้า มีคำอื่นใดให้เราใช้หรือไม่? เช่นนั้นคือขีดจำกัดของภาษาของมนุษย์ แม้ว่าจะค่อนข้างไม่เหมาะสมที่จะเรียกพระเจ้าว่า “จริงใจ” กระนั้นก็ตามพวกเราจะใช้คำนี้สำหรับตอนนี้ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและจริงใจ ดังนั้นแล้วเมื่อเราพูดถึงแง่มุมเหล่านี้ เรากำลังอ้างอิงถึงอะไร? เรากำลังอ้างอิงถึงความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์และความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับซาตานหรือไม่? ใช่ เราอาจกล่าวเช่นนั้นได้ นี่เป็นเพราะมนุษย์ไม่สามารถเห็นร่องรอยหนึ่งของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานในพระเจ้าได้ เราพูดถูกหรือไม่ในเรื่องนี้? อาเมน? (อาเมน!) เราไม่เห็นความชั่วของซาตานที่เปิดเผยให้เห็นในพระเจ้าเลย ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำและทรงเปิดเผยให้เห็นนั้นเป็นประโยชน์และช่วยมนุษย์ทั้งสิ้น ทำอย่างเต็มที่เพื่อจัดเตรียมให้มนุษย์ เต็มเปี่ยมด้วยชีวิตและให้มนุษย์มีถนนที่จะติดตามและมีทิศทางที่จะใช้ พระเจ้าไม่ทรงเสื่อมทราม และยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เมื่อดูทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์? (ได้) เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงมีความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์อีกทั้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างเดียวกันใดๆ ของมวลมนุษย์หรือแก่นแท้ของซาตาน และไม่มีอะไรเลยเกี่ยวกับพระเจ้าที่มีความคล้ายคลึงใดๆ กับสิ่งเหล่านี้ จากมุมมองนี้เราสามารถกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ พระเจ้าไม่ทรงแสดงความเสื่อมทรามใดๆ และการเปิดเผยแก่นแท้ของพระองค์เองในพระราชกิจของพระองค์ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการยืนยันว่าพระเจ้าพระองค์เองทรงบริสุทธิ์ พวกเจ้าเห็นการนี้หรือไม่? เพื่อที่จะรู้จักแก่นแท้อันบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตอนนี้เรามาดูสองแง่มุมนี้กัน: 1) ไม่มีร่องรอยของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามในพระเจ้า 2) แก่นแท้ของพระราชกิจต่อมนุษย์ของพระเจ้าเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เห็นแก่นแท้ของพระเจ้าเอง และแก่นแท้นี้เป็นด้านบวกทั้งสิ้น เนื่องจากสิ่งต่างๆ ที่พระราชกิจทุกส่วนของพระเจ้านำมาสู่มนุษย์นั้นล้วนเป็นด้านบวก ก่อนอื่น พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มนุษย์นั้นซื่อสัตย์—นี่ไม่ใช่เรื่องด้านบวกหรอกหรือ? พระเจ้าทรงมอบปัญญาแก่มนุษย์—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์สามารถหยั่งรู้ได้ระหว่างความดีและความชั่ว—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าใจความหมายและคุณค่าของชีวิตมนุษย์—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นเข้าไปข้างในแก่นแท้ของผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ และสิ่งต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับความจริง—นี่ไม่ใช่ด้านบวกหรอกหรือ? (ใช่ มันเป็นด้านบวก) และผลลัพธ์ของทั้งหมดนี้ก็คือว่า มนุษย์ไม่ถูกซาตานหลอกอีกต่อไป จะไม่ถูกซาตานทำอันตรายหรือควบคุมต่อเนื่องอีกต่อไป อีกนัยหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้คนปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความเสื่อมทรามของซาตานโดยสิ้นเชิง และดังนั้นจึงค่อยๆ เดินไปบนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 163

มีเล่ห์เพทุบายหลักหกอย่างที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

อย่างแรกคือการควบคุมและการบีบบังคับ นั่นคือ ซาตานจะทำทุกอย่างที่เป็นไปได้เพื่อควบคุมหัวใจของเจ้า “การบีบบังคับ” หมายถึงอะไร? มันหมายถึงการใช้การข่มขู่และยุทธวิธีอันหนักแน่นเพื่อทำให้เจ้าเชื่อฟังมัน ทำให้เจ้าคิดถึงผลสืบเนื่องหากเจ้าไม่เชื่อฟัง เจ้ากลัวและไม่กล้าท้าทายมัน ดังนั้นเจ้าจึงนบนอบต่อมัน

อย่างที่สองคือการโกงและการใช้กลเม็ด “การโกงและการใช้กลเม็ด” นำมาซึ่งอะไร? ซาตานสร้างเรื่องราวและการโกหกบางอย่าง ใช้อุบายลวงเจ้าให้เชื่อในเรื่องเหล่านั้น มันไม่เคยบอกเจ้าว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ แต่มันก็ไม่กล่าวตรงๆ ว่าเจ้าไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยพระเจ้า มันไม่ใช้คำว่า “พระเจ้า” เลย แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับใช้สิ่งอื่นๆ เป็นตัวแทน โดยใช้สิ่งนี้เพื่อหลอกลวงเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้าโดยพื้นฐาน แน่นอน “การใช้กลเม็ด” นี้รวมถึงแง่มุมต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่ด้านนี้เท่านั้น

อย่างที่สามคือการสั่งสอนที่หนักแน่น ผู้คนถูกสั่งสอนอย่างหนักแน่นด้วยสิ่งใด? การสั่งสอนที่หนักแน่นทำโดยทางเลือกของมนุษย์เองหรือไม่? มันทำด้วยความยินยอมของมนุษย์หรือไม่? (ไม่) ต่อให้เจ้าไม่ยินยอม ก็ไม่มีอะไรที่เจ้าสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน ในการไม่ตระหนักรู้ของเจ้า ซาตานสั่งสอนเจ้า ปลูกฝังเจ้าด้วยการคิดของมัน กฎเกณฑ์ชีวิตของมัน และแก่นแท้ของมัน

อย่างที่สี่คือการข่มขู่และการหลอกล่อ นั่นคือ ซาตานใช้เล่ห์เพทุบายหลากหลายเพื่อทำให้เจ้ายอมรับมัน ติดตามมัน และทำงานปรนนิบัติมัน มันจะทำอะไรก็ตามเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของมัน บางครั้งมันให้ความช่วยเหลือเล็กน้อยแก่เจ้า โดยตลอดเวลานั้นก็ล่อลวงเจ้าให้กระทำความบาป หากเจ้าไม่ติดตามมัน มันจะทำให้เจ้าทนทุกข์และลงโทษเจ้า และใช้วิธีหลากหลายเพื่อโจมตีและทำให้เจ้าติดบ่วง

อย่างที่ห้าคือการหลอกลวงและความตายด้าน “การหลอกลวงและความตายด้าน” คือเมื่อซาตานเรียบเรียงถ้อยคำที่ฟังดูอ่อนหวานและแนวคิดที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน เพื่อทำให้ดูราวกับว่ามันกำลังนึกถึงสถานการณ์ฝ่ายเนื้อหนังของผู้คน ถึงชีวิตและอนาคตของพวกเขา เมื่อที่จริงแล้วเป้าหมายเดียวของมันคือการหลอกเจ้า แล้วมันก็ทำให้เจ้าตายด้านเพื่อที่เจ้าจะไม่รู้ว่าอะไรถูกและอะไรผิด เพื่อที่เจ้าจะได้ถูกอุบายหลอกโดยที่ไม่รู้ตัวและดังนั้นจึงมาอยู่ใต้การควบคุมของมัน

อย่างที่หกคือการทำลายร่างกายและจิตใจ ส่วนใดของมนุษย์ที่ซาตานทำลาย? (จิตใจของมนุษย์และการดำรงอยู่ทั้งหมด) ซาตานทำลายจิตใจของเจ้า ทำให้เจ้าไร้พลังที่จะต้านทาน หมายความว่า หัวใจของเจ้าหันไปหาซาตานทีละน้อยๆ โดยไม่คำนึงถึงตัวเจ้าเอง มันปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ในตัวเจ้าทุกวัน ใช้แนวคิดและวัฒนธรรมเหล่านี้ทุกวันเพื่อชักจูงและเตรียมเจ้าให้พร้อม บ่อนทำลายเจตจำนงของเจ้าทีละน้อยๆ เพื่อที่ในท้ายที่สุดเจ้าไม่อยากเป็นคนดีอีกต่อไป เพื่อที่เจ้าไม่ปรารถนาจะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่เจ้าเรียกว่า “ความชอบธรรม” อีกต่อไป โดยที่ไม่รู้ตัว เจ้าไม่มีพลังใจที่จะว่ายทวนกระแสอีกต่อไป แต่กลับไหลไปตามมัน “ความวิบัติ” หมายความว่าซาตานทรมานผู้คนมากจนกระทั่งพวกเขากลายเป็นเงาของตัวเอง ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป นี่คือเวลาที่ซาตานจู่โจม เกาะกุมและกลืนกินพวกเขา

เล่ห์เพทุบายแต่ละอย่างเหล่านี้ที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ทำให้มนุษย์ไร้พละกำลังที่จะต้านทาน เล่ห์เพทุบายอย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อมนุษย์ อีกนัยหนึ่ง อะไรก็ตามที่ซาตานทำและเล่ห์เพทุบายใดๆ ที่มันใช้สามารถทำให้เจ้าเสื่อมได้ สามารถนำเจ้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตาน และสามารถทำให้เจ้าติดหล่มแห่งความชั่วและความบาป เหล่านี้คือเล่ห์เพทุบายที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 164

ของเจ้าเอง สำหรับตอนนี้ ความเข้าใจซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับรู้ของเจ้าเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระเจ้า ยังคงกำหนดให้ต้องมีช่วงเวลาอันยาวนานที่จะเรียนรู้ ที่จะยืนยัน ที่จะรู้สึก และที่จะผ่านประสบการณ์กับมัน จนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะรู้ จากใจกลางหัวใจของเจ้า ว่า “ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” หมายถึงว่าแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่มีข้อบกพร่อง ว่าความรักของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้มนุษย์ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว และเจ้าจะมารู้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นไม่ด่างพร้อยและไม่สามารถตำหนิติเตียนได้ แง่มุมเหล่านี้ของแก่นแท้ของพระเจ้าไม่ใช่แค่พระวจนะที่พระองค์ทรงใช้เพื่อโอ้อวดพระฐานะของพระองค์ แต่ในทางตรงกันข้ามพระองค์ทรงใช้แก่นแท้ของพระองค์เพื่อปฏิบัติกับแต่ละคนและทุกคนด้วยความจริงใจอันสงบเงียบ อีกนัยหนึ่ง แก่นแท้ของพระเจ้าไม่ว่างเปล่า และไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีหรือเรื่องของคำสอน และแน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้อย่างหนึ่ง ไม่ใช่การศึกษาอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นแก่นแท้ของพระเจ้ากลับเป็นการเปิดเผยที่แท้จริงของการกระทำของพระเจ้าเองและแก่นแท้ของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นที่ถูกเปิดเผย มนุษย์ควรรู้จักแก่นแท้นี้และจับใจความได้ เพราะทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำและพระวจนะทุกคำที่พระองค์ตรัสนั้นมีคุณค่าใหญ่หลวงและมีนัยสำคัญใหญ่หลวงต่อบุคคลทุกๆ คน เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “พระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงเอกลักษณ์” ได้อย่างแท้จริง เจ้าจะไม่เพ้อฝันอีกต่อไป โดยคิดว่ามีเส้นทางอื่นๆ นอกเหนือจากเส้นทางนี้ที่เจ้าสามารถเลือกเดิน และเจ้าจะไม่เต็มใจทรยศทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าอีกต่อไป เพราะแก่นแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์ นั่นหมายความว่าโดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถเดินข้ามผ่านชีวิตบนเส้นทางแห่งความสว่างที่ชอบธรรมได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรู้ความหมายของชีวิตได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถดำเนินชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงและทั้งมีและรู้จักความจริงได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถได้รับชีวิตจากความจริงได้ เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยเจ้าให้หลบเลี่ยงความชั่วและปลดปล่อยเจ้าจากอันตรายและการควบคุมของซาตานได้ นอกเหนือจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครและไม่มีสิ่งใดสามารถช่วยเจ้าให้รอดจากทะเลแห่งความทุกข์ได้ เพื่อที่เจ้าจะไม่ทนทุกข์อีกต่อไป การนี้กำหนดตัดสินโดยแก่นแท้ของพระเจ้า เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไม่เห็นแก่ตัวเลย เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่ท้ายที่สุดแล้วทรงรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเจ้า ต่อชะตาลิขิตของพวกเจ้าและต่อชีวิตของพวกเจ้า และพระองค์ทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งเพื่อเจ้า นี่คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะสามารถสัมฤทธิ์ได้ เพราะไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะมีแก่นแท้เฉกเช่นแก่นแท้ของพระเจ้า ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดมีความสามารถที่จะช่วยเจ้าให้รอดหรือนำทางเจ้าได้ นี่คือความสำคัญของแก่นแท้ของพระเจ้าต่อมนุษย์ บางทีพวกเจ้าอาจรู้สึกว่าถ้อยคำที่เราได้กล่าวเหล่านี้อาจช่วยได้เล็กน้อย โดยหลักการ แต่หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ารักความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้มารับประสบการณ์กับวิธีที่ถ้อยคำเหล่านี้จะไม่เพียงเปลี่ยนชะตาลิขิตของเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นถ้อยคำเหล่านี้จะนำเจ้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 165

เราอยากจะพูดกับพวกเจ้าเกี่ยวกับบางสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำเมื่อตอนต้นของการร่วมชุมนุมของพวกเราวันนี้ซึ่งทำให้เราประหลาดใจ พวกเจ้าบางคนอาจกำลังบ่มเพาะสำนึกรับรู้แห่งความกตัญญู บางทีเจ้าอาจกำลังรู้สึกสำนึกในบุญคุณ และดังนั้นอารมณ์ของเจ้าจึงนำมาซึ่งการกระทำอันสอดคล้องกัน สิ่งที่เจ้าได้ทำไม่ใช่อะไรบางอย่างที่จำเป็นต้องได้รับการตำหนิติเตียน มันไม่ใช่ทั้งถูกหรือผิด แต่เราอยากให้พวกเจ้าเข้าใจอะไรบางอย่าง สิ่งที่เราต้องการให้เจ้าเข้าใจคืออะไร? ก่อนอื่น เราอยากถามพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเจ้าเพิ่งไปทำตอนนี้ มันใช่การหมอบกราบหรือการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการหรือไม่? ใครบอกเราได้หรือไม่? (พวกเราเชื่อว่ามันคือการหมอบกราบ) พวกเจ้าเชื่อว่ามันคือการหมอบกราบ ถ้าอย่างนั้นแล้วอะไรคือความหมายของการหมอบกราบ? (นมัสการ) ถ้าอย่างนั้นแล้ว อะไรคือการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการ? เราไม่เคยสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการนี้กับพวกเจ้ามาก่อน แต่วันนี้เรารู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น พวกเจ้าหมอบกราบในการร่วมชุมนุมตามปกติของเจ้าหรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าหมอบกราบเมื่อเจ้ากล่าวคำอธิษฐานของเจ้าหรือไม่? (หมอบกราบ) เมื่อสถานการณ์อำนวย เจ้าหมอบกราบแต่ละครั้งที่เจ้าอธิษฐานหรือไม่? (หมอบกราบ) นั่นก็ดีแล้ว แต่สิ่งที่เราอยากให้พวกเจ้าเข้าใจวันนี้ก็คือว่า พระเจ้าเพียงทรงยอมรับการคุกเข่าแสดงความเคารพของผู้คนสองประเภทเท่านั้น พวกเราไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลจากพระคัมภีร์หรือความประพฤติและการประพฤติตนของบุคคลฝ่ายจิตวิญญาณใดๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ขณะนี้ เราจะบอกอะไรบางอย่างที่เป็นจริงแก่พวกเจ้า เริ่มแรก การหมอบกราบและการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทำไมพระเจ้าจึงทรงยอมรับการคุกเข่าแสดงความเคารพของบรรดาผู้ที่หมอบกราบด้วยตัวเอง? เป็นเพราะพระเจ้าทรงเรียกใครบางคนให้มาหาพระองค์และทรงเรียกบุคคลนี้ให้ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า เพื่อที่พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้เขาหมอบกราบเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ นี่คือบุคคลประเภทแรก ประเภทที่สองคือการคุกเข่าเพื่อนมัสการของใครบางคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว มีเพียงผู้คนสองประเภทนี้เท่านั้น ดังนั้นแล้วพวกเจ้าเป็นคนประเภทไหน? พวกเจ้าสามารถบอกได้หรือไม่? นี่คือความจริง แม้ว่ามันอาจทำร้ายความรู้สึกของเจ้าเล็กน้อย ไม่มีอะไรที่จะกล่าวเกี่ยวกับการคุกเข่าแสดงความเคารพของผู้คนช่วงระหว่างการอธิษฐาน—นี่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะเมื่อผู้คนอธิษฐานโดยมากแล้วเป็นการอธิษฐานเพื่อให้ได้อะไรบางอย่าง เป็นการเปิดหัวใจของพวกเขาแด่พระเจ้าและมาอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์กับพระองค์ มันเป็นการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนด้วยหัวใจต่อหัวใจกับพระเจ้า การนมัสการด้วยการคุกเข่าไม่ควรเป็นแค่พิธีรีตอง เราไม่ได้หมายความว่าจะตำหนิตำเตียนเจ้าสำหรับสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำวันนี้ เราแค่ต้องการทำให้เป็นที่ชัดเจนต่อพวกเจ้าเพื่อที่เจ้าจะเข้าใจหลักการนี้—เจ้ารู้เรื่องนี้ หรือไม่ใช่? (ใช่ พวกเรารู้) เรากำลังบอกเรื่องนี้กับเจ้าเพื่อที่เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นแล้ว ผู้คนมีโอกาสเหมาะที่จะหมอบกราบและคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าบ้างหรือไม่? มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันมีโอกาสนี้ ไม่ช้าก็เร็ววันนั้นจะมาถึง แต่เวลานั้นไม่ใช่ตอนนี้ เจ้าเห็นหรือไม่? เรื่องนี้ทำให้พวกเจ้าอารมณ์เสียหรือไม่? (ไม่) นั่นก็ดีแล้ว บางทีถ้อยคำเหล่านี้อาจจะสร้างแรงจูงใจหรือดลใจพวกเจ้าเพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถรู้ในหัวใจของพวกเจ้าถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากปัจจุบันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และรู้ว่าความสัมพันธ์ประเภทใดที่มีอยู่ตอนนี้ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ แม้ว่าพวกเราได้พูดถึงและแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมบ้างไปเมื่อไม่นานมานี้ ความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าก็ยังคงไม่เพียงพอเอาเสียเลย มนุษย์ยังคงต้องเดินทางอีกยาวไกลไปบนถนนแห่งการพยายามที่จะเข้าใจพระเจ้าสายนี้ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของเราที่จะทำให้พวกเจ้าทำการนี้ให้เป็นเรื่องเร่งด่วน หรือเพื่อเร่งรีบจะแสดงความมุ่งมาดปรารถนาหรือความรู้สึกประเภทเหล่านี้ สิ่งที่พวกเจ้าได้ทำวันนี้อาจเผยให้เห็นและแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเจ้า และเราได้รู้สึกถึงพวกมัน ดังนั้นในขณะที่พวกเจ้ากำลังทำมันอยู่ เราแค่ต้องการยืนขึ้นและมอบความปรารถนาดีของเราแก่พวกเจ้า เพราะเราปรารถนาให้พวกเจ้าทั้งหมดอยู่ดี ดังนั้น ในทุกๆ ถ้อยคำและทุกๆ การกระทำของเรา เราทำอย่างเต็มที่เพื่อช่วยพวกเจ้า เพื่อนำพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถมีความเข้าใจที่ถูกต้องและมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับทุกสรรพสิ่ง พวกเจ้าสามารถจับใจความการนี้ได้ หรือไม่ได้? (ได้) นั่นก็ดีแล้ว แม้ว่าผู้คนมีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันหลากหลายของพระเจ้า แง่มุมต่างๆ ของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นและพระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติ ส่วนใหญ่ของความเข้าใจนี้ไม่ไปไกลเกินกว่าการอ่านพระวจนะบนหน้ากระดาษ หรือการทำความเข้าใจพระวนจะเหล่านั้นในหลักการ หรือแค่การคิดถึงพระวจนะเหล่านั้น สิ่งที่ผู้คนขาดมากที่สุดคือความเข้าใจจริงและความเข้าใจลึกซึ้งที่มาจากประสบการณ์จริง แม้ว่าพระเจ้าทรงใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อปลุกหัวใจของมนุษย์ให้ตื่น ยังคงมีถนนอันยาวไกลที่จะต้องเดินก่อนที่การนี้จะสำเร็จลุล่วง เราไม่ต้องการเห็นใครก็ตามรู้สึกราวกับว่าพระเจ้าได้ทรงทิ้งพวกเขาไว้ในความหนาวเย็น ว่าพระเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาหรือได้หันหลังให้กับพวกเขา ทั้งหมดที่เราต้องการเห็นก็คือทุกคนอยู่บนถนนเพื่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและการพยายามเข้าใจพระเจ้า โดยเดินหน้าอย่างหาญกล้าด้วยความตั้งใจแน่วแน่อันไม่เปลี่ยนแปลง โดยปราศจากความสงสัยเคลือบแคลงหรือภาระใดๆ ไม่สำคัญว่าเจ้าได้กระทำผิดใด ไม่สำคัญว่าเจ้าได้ไถลห่างไปไกลเพียงใด หรือเจ้าได้ล่วงละเมิดอย่างรุนแรงเพียงใด จงอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาระหรือสัมภาระส่วนเกินที่เจ้าต้องแบกไปด้วยในการไล่ตามเสาะหาการเข้าใจพระเจ้าของเจ้า จงเดินไปข้างหน้าต่อไป พระเจ้าทรงเก็บความรอดของมนุษย์ไว้ในพระทัยของพระองค์ตลอดเวลา นี่ไม่มีวันเปลี่ยน นี่คือส่วนที่ล้ำค่ามากที่สุดของแก่นแท้ของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า:การรู้จักพระเจ้า 3