การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า 2

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 188

ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า พวกเจ้าแต่ละคนควรซาบซึ้งถึงวิธีที่เจ้าได้รับการยกย่องและการไถ่บาปอย่างถึงที่สุดโดยแท้จริงด้วยการรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และพระราชกิจในแผนของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงกระทำในเจ้า ณ วันนี้ พระเจ้าได้ทรงทำให้ผู้คนกลุ่มนี้เป็นจุดมุ่งเน้นเพียงจุดเดียวเท่านั้นในพระราชกิจของพระองค์อันครอบคลุมไปทั่วทั้งจักรวาล พระองค์ได้ทรงพลีอุทิศพระโลหิตทั้งหมดในพระหทัยของพระองค์แก่พวกเจ้า พระองค์ได้ทรงเรียกคืนพระราชกิจของพระวิญญาณทั่วทั้งจักรวาลและทรงมอบทั้งหมดนั้นให้แก่พวกเจ้า นั่นคือเหตุผลที่เรากล่าวว่าพวกเจ้าเป็นกลุ่มคนผู้มีวาสนา ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังได้ทรงย้ายพระสิริของพระองค์จากประเทศอิสราเอล จากประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรแล้ว มาสู่พวกเจ้า และพระองค์จะทรงทำให้จุดประสงค์ในแผนของพระองค์สำแดงผ่านกลุ่มนี้อย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจึงเป็นผู้ที่จะได้รับมรดกของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านี้ พวกเจ้าคือทายาทแห่งพระสิริของพระเจ้า บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำเหล่านี้ได้ กล่าวคือ “เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของพวกเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ” พวกเจ้าทุกคนเคยฟังพระวจนะเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในพวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกในนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านี้แล้ว พระวจนะเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างทารุณโหดร้ายโดยพญานาคใหญ่สีแดงในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ในการเหยียดหยามและการกดขี่ และผลที่ได้ก็คือพระวจนะของพระเจ้าจักได้รับการทำให้ลุล่วงในพวกเจ้า ในคนกลุ่มนี้นี่เอง เนื่องเพราะพระราชกิจเริ่มเปิดตัวบนแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้าทั้งหมดจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคมหาศาล และการทำพระวจนะมากมายให้สำเร็จลุล่วงนั้นย่อมใช้เวลา ด้วยเหตุนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าประการหนึ่งก็คือผู้คนได้รับการถลุง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์ เป็นความลำบากยากเย็นมหาศาลสำหรับพระเจ้าที่จะทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์โดยผ่านความลำบากยากเย็นนี้เอง อันเป็นการสำแดงพระปรีชาญาณของพระองค์และกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ และทรงใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์ พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในการชำระให้บริสุทธิ์และการพิชิตชัย โดยผ่านทางความทุกข์ของผู้คน โดยผ่านทางขีดความสามารถของพวกเขา และโดยผ่านทางอุปนิสัยเยี่ยงซาตานทั้งหมดของผู้คนในแผ่นดินโสมมนี้นี่เอง เพื่อที่พระองค์อาจทรงได้รับพระสิริจากการนี้ และเพื่อที่พระองค์อาจได้รับบรรดาผู้คนซึ่งจะเป็นพยานแห่งกิจการของพระองค์ ดังนี้เองที่เป็นนัยสำคัญทั้งหมดทั้งสิ้นของการพลีอุทิศทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้แก่ผู้คนกลุ่มนี้ นั่นก็คือพระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยด้วยการทรงปฏิบัติพระราชกิจโดยผ่านทางพวกที่ต่อต้านพระองค์นี่เอง และด้วยเหตุดังนี้เท่านั้น ที่ฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจะสามารถได้รับการสำแดง กล่าวได้อีกนัยว่า เฉพาะพวกคนในแผ่นดินที่ไม่สะอาดเท่านั้นที่ควรค่าแก่การสืบทอดมรดกพระสิริของพระเจ้า และการนี้เท่านั้นที่สามารถขับเน้นให้ฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระเจ้าโดดเด่นขึ้นมาได้ นั่นคือเหตุผลที่เรากล่าวว่า พระสิริของพระเจ้าได้รับมาจากแผ่นดินที่ไม่สะอาด และจากเหล่าคนที่มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินที่ไม่สะอาดนั่นเอง เช่นนี้เองคือน้ำพระทัยของพระเจ้า ช่วงระยะในพระราชกิจของพระเยซูก็เป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือ พระองค์จะทรงสามารถได้รับพระเกียรติในท่ามกลางพวกฟาริสีซึ่งข่มเหงพระองค์เท่านั้น หากไม่ใช่เพราะการข่มเหงของพวกฟาริสีและการทรยศของยูดาส พระเยซูย่อมจะไม่ทรงถูกเยาะเย้ยถากถางหรือใส่ร้ายป้ายสี นับประสาอะไรที่จะทรงถูกตรึงกางเขน และด้วยเหตุนั้นพระองค์ก็ย่อมไม่ทรงสามารถจะได้รับพระสิริ แห่งหนที่พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ในแต่ละยุค และแห่งหนที่พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนัง ก็คือแห่งหนที่พระองค์ทรงได้รับพระสิริ และแห่งหนที่พระองค์ทรงได้รับสิ่งที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะได้รับ นี่คือแผนแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และนี่คือการบริหารจัดการของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 189

ในแผนหลายพันปีของพระเจ้า มีสองส่วนของพระราชกิจที่ทรงทำในเนื้อหนัง กล่าวคือ ส่วนแรกคือพระราชกิจแห่งการตรึงกางเขน ซึ่งทำให้พระองค์ทรงได้รับพระเกียรติ อีกส่วนหนึ่งคือพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยและการทำให้มีความเพียบพร้อมในยุคสุดท้าย ซึ่งทำให้พระองค์ทรงได้รับพระเกียรติ นี่คือการบริหารจัดการของพระเจ้า ดังนั้น จงอย่ามองพระราชกิจของพระเจ้า หรือพระบัญชาของพระเจ้าที่มีต่อพวกเจ้าเป็นเรื่องเรียบง่าย พวกเจ้าทั้งหมดล้วนเป็นผู้สืบทอดความไพศาลแห่งพระสิรินิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบของพระเจ้า และเรื่องนี้ได้ถูกลิขิตไว้เป็นพิเศษแล้วโดยพระเจ้า จากพระสิริทั้งสองส่วน หนึ่งในนั้นสำแดงอยู่ในพวกเจ้า กล่าวคือ ทั้งหมดทั้งสิ้นของหนึ่งส่วนแห่งพระสิริของพระเจ้าได้ถูกประทานแก่พวกเจ้าแล้ว เพื่อให้มันเป็นมรดกของพวกเจ้า นี่คือการยกย่องของพระเจ้าที่ทรงประทานแก่พวกเจ้า และยังเป็นแผนซึ่งพระองค์ได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว ด้วยความยิ่งใหญ่ของพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงกระทำในแผ่นดินซึ่งพญานาคใหญ่สีแดงอาศัยอยู่ หากพระราชกิจนี้ถูกเคลื่อนไปยังที่อื่น มันคงเกิดผลมหาศาลไปนานแล้ว และมนุษย์ก็คงจะพร้อมใจที่จะยอมรับมันไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้คงจะง่ายดายมากจนเกินกว่าที่คณะสงฆ์แห่งทิศตะวันตกผู้เชื่อในพระเจ้าจะยอมรับได้ เนื่องจากมีช่วงระยะซึ่งเป็นพระราชกิจของพระเยซูเป็นตัวอย่างนำมาก่อน นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าไม่อาจทรงสัมฤทธิ์ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจแห่งการได้รับพระสิริ อันหมายถึง การได้รับการสนับสนุนโดยผู้คนและการตระหนักรู้โดยชาติทั้งหลายในที่อื่นใดเลย งานจึงไม่สามารถตั้งมั่นได้ นี่เองคือนัยสำคัญพิเศษยิ่งของงานช่วงระยะนี้ในแผ่นดินนี้ ไม่มีบุคคลใดสักคนในหมู่พวกเจ้าที่ได้รับการปกป้องโดยพระธรรมบัญญัติ—แทนที่จะเป็นดังนั้น พวกเจ้ากลับได้รับการลงโทษโดยพระธรรมบัญญัติ ที่เป็นปัญหายิ่งกว่าก็คือผู้คนไม่เข้าใจพวกเจ้า กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นญาติของเจ้า บิดามารดาของเจ้า เพื่อนของเจ้า หรือเพื่อนร่วมงานของเจ้า ก็ไม่มีใครเข้าใจพวกเจ้าเลย ครั้นพวกเจ้าถูก “ทอดทิ้ง” โดยพระเจ้า ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกเจ้าจะใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกต่อไป แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่สามารถทนต่อการอยู่ห่างจากพระเจ้าได้ ซึ่งนี่ก็คือนัยสำคัญแห่งการพิชิตชัยของพระเจ้าที่มีต่อผู้คน และเป็นพระสิริของพระเจ้า สิ่งที่พวกเจ้าได้รับมรดกตกทอดมาในวันนี้เหนือกว่าที่อัครทูตและผู้เผยพระวจนะทั้งหลายตลอดหลายยุคหลายสมัยเคยได้รับ และยังยิ่งใหญ่กว่าของโมเสสหรือเปโตรด้วยซ้ำ พระพรของพระเจ้าไม่สามารถได้มาภายในวันเดียวหรือสองวัน แต่ต้องได้มาด้วยการพลีอุทิศอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ พวกเจ้าจะต้องครองความรักซึ่งก้าวผ่านกระบวนการถลุงแล้ว พวกเจ้าต้องครองความเชื่ออันยิ่งใหญ่ และพวกเจ้าต้องมีความจริงมากมายที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเจ้าไปถึง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าต้องหันเข้าหาความยุติธรรมโดยไม่มีความขาดกลัวหรือคอยแต่เลี่ยงหนี และต้องมีความรักในพระเจ้าอย่างคงที่และไม่ลดน้อยลง พวกเจ้าต้องมีความแน่วแน่ ความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นในอุปนิสัยแห่งชีวิตของพวกเจ้า ความเสื่อมทรามของพวกเจ้าจะต้องได้รับการบำบัด พวกเจ้าจะต้องยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าโดยปราศจากการพร่ำบ่น และพวกเจ้าจะต้องเชื่อฟังแม้ต้องเผชิญกับความตาย นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรจะต้องบรรลุ นี่คือจุดหมายสุดท้ายของพระราชกิจของพระเจ้า และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากผู้คนกลุ่มนี้ ในเมื่อพระองค์ทรงให้แก่พวกเจ้า ดังนั้นพระองค์ก็จะทรงขอคืนจากพวกเจ้าอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าจะเป็นข้อเรียกร้องจากพวกเจ้าที่สมน้ำสมเนื้อกัน เพราะฉะนั้น พระราชกิจทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกระทำจึงมีเหตุผลซึ่งแสดงให้เห็นว่า เหตุใดพระเจ้าจึงทรงทำพระราชกิจที่เคร่งครัดและพิถีพิถันครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะการนี้นี่เอง พวกเจ้าจึงควรเต็มตื้นไปด้วยความเชื่อในพระเจ้า กล่าวโดยย่อได้ว่า พระราชกิจทุกอย่างของพระเจ้าล้วนทรงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจกลายเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การรับมรดกของพระองค์ นี่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งพระสิริของพระเจ้าเองแม้แต่น้อย แต่เพื่อความรอดของพวกเจ้า และเพื่อสร้างความเพียบพร้อมแก่คนกลุ่มนี้ ผู้ซึ่งได้รับความทุกข์ร้อนอย่างล้ำลึกในแผ่นดินที่ไม่สะอาดแห่งนี้ พวกเจ้าควรเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และดังนั้น เราขอเตือนสติผู้คนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์มากมายซึ่งปราศจากความรู้ความเข้าใจเชิงลึกหรือสำนึกรับรู้ กล่าวคือ จงอย่าทดสอบพระเจ้า และไม่ต้านทานอีกต่อไป พระเจ้าได้ทรงก้าวผ่านความทุกข์ที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดสู้ทนมาก่อน และนานมาแล้วก็ได้ทรงสู้ทนการเหยียดหยามที่ยิ่งหนักหนากว่าแทนมนุษย์มาแล้ว อะไรอื่นหรือที่เจ้าไม่สามารถปล่อยมือได้? อะไรหรือที่อาจสำคัญยิ่งกว่าน้ำพระทัยของพระเจ้า? อะไรหรือที่อาจสูงส่งกว่าความรักของพระเจ้า? การที่พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินที่ไม่สะอาดแห่งนี้ก็ยากพออยู่แล้ว หากซ้ำร้าย มนุษย์ยังล่วงละเมิดโดยรู้อยู่แก่ใจและโดยจงใจ งานของพระเจ้าย่อมต้องยืดเยื้อออกไป กล่าวสั้นๆ ก็คือ นี่ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของใครเลย มันไม่เป็นคุณแก่ใครสักคน พระเจ้าไม่ทรงมีพันธะผูกพันต่อกาลเวลา พระราชกิจของพระองค์และพระสิริของพระองค์ย่อมสำคัญอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น พระองค์จึงจะทรงจ่ายเพื่อพระราชกิจของพระองค์ไม่ว่าในราคาใด ไม่สำคัญว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า กล่าวคือ พระองค์จะไม่ทรงหยุดพักจนกว่าพระราชกิจของพระองค์จะเสร็จสิ้น พระราชกิจของพระองค์จะจบลงก็ต่อเมื่อพระองค์ทรงได้มาซึ่งส่วนที่สองของพระสิริของพระองค์ หากพระเจ้าไม่ทรงเสร็จสิ้นส่วนที่สองของการได้มาซึ่งพระสิริของพระองค์ในจักรวาลทั้งมวล วันของพระองค์จะไม่มีวันมาถึง พระหัตถ์ของพระองค์จะไม่มีวันไปจากผู้คนที่พระองค์ทรงเลือกสรรแล้ว พระสิริของพระองค์จะไม่มีวันเคลื่อนลงสู่ประเทศอิสราเอล และแผนของพระองค์ก็จะไม่มีวันได้รับการสรุปปิดตัว พวกเจ้าควรสามารถมองเห็นน้ำพระทัยของพระเจ้า และควรเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เรียบง่ายเหมือนกับการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง นั่นเป็นเพราะพระราชกิจของพระองค์ในวันนี้คือการแปลงสภาพผู้คนซึ่งถูกทำให้เสื่อมทราม ซึ่งมึนชาจนถึงระดับสูงสุด มันคือการชำระพวกที่ถูกสร้างขึ้นแต่ถูกดัดแปลงแก้ไขโดยซาตานให้บริสุทธิ์ นี่ไม่ใช่การทรงสร้างอาดัมหรือเอวา นับประสาอะไรที่จะเป็นการทรงสร้างความสว่าง หรือการทรงสร้างพืชพรรณและสัตว์ทั้งปวง พระเจ้าทรงยังความบริสุทธิ์ให้กับสิ่งซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามโดยซาตาน และจากนั้นจึงทรงรับสิ่งเหล่านั้นไว้เสมือนเป็นสิ่งใหม่ สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ของพระองค์ และสิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นพระสิริของพระองค์ การนี้ไม่ใช่อย่างที่มนุษย์จินตนาการ ไม่ได้เรียบง่ายอย่างการทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสิ่งในนั้น หรือพระราชกิจแห่งการสาปแช่งซาตานไปลงบาดาลลึก ในทางกลับกัน นี่คือพระราชกิจแห่งการแปลงสภาพมนุษย์ การเปลี่ยนสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบ และที่ไม่ได้เป็นของพระองค์ ให้เป็นสิ่งที่เป็นบวก และเป็นของพระองค์ นี่คือความจริงเบื้องหลังช่วงระยะนี้ของพระราชกิจแห่งพระเจ้า พวกเจ้าต้องเข้าใจสิ่งนี้ และหลีกเลี่ยงการทำเรื่องทั้งหลายให้เรียบง่ายเกินไป พระราชกิจของพระเจ้าไม่เหมือนงานธรรมดาสามัญใดๆ ความน่าอัศจรรย์และปรีชาญาณของพระราชกิจนั้นอยู่เหนือจิตมนุษย์ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงทำลายสรรพสิ่งเช่นกัน แทนที่จะทรงทำเช่นนั้น พระองค์กลับทรงแปลงสภาพสรรพสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงสร้าง และทรงชำระสรรพสิ่งทั้งมวลซึ่งถูกทำให้ด่างพร้อยโดยซาตานให้บริสุทธิ์ และด้วยประการฉะนี้ พระเจ้าจึงทรงเข้าสู่การประกอบการยิ่งใหญ่อันเป็นนัยสำคัญทั้งสิ้นทั้งมวลของพระราชกิจของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้าที่เจ้าเห็นในพระวจนะเหล่านี้เป็นเรื่องที่แสนจะเรียบง่ายจริงๆ หรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 190

ขณะพระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และทรงแปลงสภาพอุปนิสัยของเขา พระราชกิจของพระองค์นั้นไม่เคยหยุดยั้งเลย เพราะมนุษย์ขาดพร่องในหลายหนทางเกินไปและห่างไกลจากมาตรฐานที่พระองค์ทรงกำหนดมากนัก และดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเจ้าจะเป็นทารกแรกเกิดชั่วกัลปวสาน มีองค์ประกอบน้อยมากที่ทำให้พระองค์ทรงยินดี เพราะพวกเจ้าไม่ใช่อะไรเลยนอกจากสิ่งทรงสร้างทั้งหลายในพระหัตถ์ของพระเจ้า หากบุคคลหนึ่งตกอยู่ในความชะล่าใจ พวกเขาจะไม่ถูกพระเจ้าทรงเกลียดหรอกหรือ? การกล่าวว่าพวกเจ้าสามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ในวันนี้เป็นการกล่าวจากมุมมองอันจำกัดของร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพวกเจ้า หากพวกเจ้าจะต้องถูกประกบคู่กับพระเจ้าจริงๆ พวกเจ้าจะถูกทำให้ปราชัยไปตลอดกาลในสังเวียนนั้น เนื้อหนังของมนุษย์ไม่เคยได้รู้จักชัยชนะแม้สักครั้ง โดยผ่านทางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น จึงจะเป็นไปได้ที่มนุษย์จะมีคุณลักษณะต่างๆ แห่งการไถ่ในความจริงแล้ว ในบรรดาสิ่งต่างๆ เหลือคณนานับในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้า มนุษย์นั้นต่ำต้อยที่สุด แม้ว่าเขาจะเป็นเจ้านายของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นท่ามกลางพวกมันที่อยู่ภายใต้เล่ห์เหลี่ยมของซาตาน หนึ่งเดียวที่ตกเป็นเหยื่อในหนทางอันไม่รู้จบสู่ความเสื่อมทรามของมัน มนุษย์ไม่เคยมีอธิปไตยเหนือตัวเขาเอง ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในสถานที่อันเน่าเหม็นของซาตานและทนทุกข์กับการหัวเราะเยาะของมัน มันหยอกล้อพวกเขาในหนทางนี้และนั้นจนกระทั่งพวกเขามีชีวิตอยู่เพียงครึ่งชีวิตเท่านั้น โดยสู้ทนทุกความพลิกผัน ทุกความยากลำบากในโลกมนุษย์ ภายหลังจากที่ใช้พวกเขาเป็นของเล่นแล้ว ซาตานก็มอบจุดจบให้กับชะตาลิขิตของพวกเขา และดังนั้นผู้คนจึงเผชิญชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาในความงุนงงแห่งความสับสน ไม่เคยสักครั้งที่จะชื่นชมสิ่งดีทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสำหรับพวกเขา แต่กลับถูกซาตานทำให้เสียหายและถูกทิ้งไว้ให้กลายเป็นผ้าขี้ริ้วแทน ในวันนี้พวกเขาได้กลับกลายเป็นอ่อนกำลังและเหงาหงอยมากจนกระทั่งพวกเขาไม่มีแนวโน้มที่จะสังเกตเห็นพระราชกิจของพระเจ้าเอาเสียเลย หากผู้คนไม่มีแนวโน้มที่จะสังเกตเห็นพระราชกิจของพระเจ้า ประสบการณ์ของพวกเขาก็ถูกชี้ชะตาให้ยังคงแตกแยกเป็นส่วนๆ และไม่ครบบริบูรณ์ตลอดกาล และการเข้าสู่ของพวกเขาจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่าตลอดกาล ในเวลาหลายพันปีนับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้เสด็จมาสู่โลก มนุษย์ไม่ว่าจำนวนใดๆ ก็ตามที่มีอุดมคติอันสูงส่งได้ถูกพระเจ้าทรงใช้เพื่อทำงานให้กับพระองค์ในช่วงเวลาไม่ว่ากี่ปีก็ตาม แต่บรรดาผู้ที่รู้จักพระราชกิจของพระองค์นั้นมีน้อยมากจนแทบจะไม่มีตัวตนอยู่เลย ด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนที่ไม่ทราบจำนวนเข้ารับบทบาทของการต้านทานพระเจ้าในเวลาเดียวกันกับที่พวกเขาทำงานให้กับพระองค์ เพราะ แทนที่จะทำพระราชกิจของพระองค์ อันที่จริงแล้วพวกเขากลับทำงานของมนุษย์ในตำแหน่งที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้ นี่สามารถเรียกว่างานได้หรือ? พวกเขาสามารถเข้าสู่ได้อย่างไร? มนุษยชาติได้รับพระคุณของพระเจ้าไว้แล้วก็กลบฝังมัน เพราะการนี้ ตลอดหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา บรรดาผู้ที่ทำพระราชกิจของพระองค์จึงมีการเข้าสู่เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็แค่ไม่พูดเกี่ยวกับการรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า เพราะพวกเขาเข้าใจพระปรีชาญาณของพระเจ้าน้อยเกินไป อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าจะมีหลายคนที่รับใช้พระเจ้า แต่พวกเขาก็ได้ล้มเหลวที่จะเห็นว่าพระองค์ทรงได้รับการยกย่องอย่างไร และนี่คือสาเหตุที่ทุกคนได้กำหนดตัวพวกเขาเองเป็นพระเจ้าเพื่อให้ผู้อื่นนมัสการ

เป็นเวลาหลายปีเหลือเกินที่พระเจ้าทรงยังคงซ่อนเร้นอยู่ภายในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง พระองค์ได้ทรงสังเกตการณ์ผ่านฤดูใบไม้ผลิตและฤดูใบไม้ร่วงหลายฤดูเหลือเกินจากเบื้องหลังหมอกอันปกคลุม พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรลงมาจากสวรรค์ชั้นที่สามเป็นเวลาหลายวันและหลายคืนเหลือเกิน พระองค์ได้ทรงดำเนินไปท่ามกลางพวกมนุษย์เป็นเวลาหลายเดือนและหลายปีเหลือเกิน พระองค์ได้ทรงประทับเหนือพวกมนุษย์ทั้งมวล โดยทรงรอคอยอย่างเงียบเชียบผ่านฤดูหนาวอันเยือกเย็น หลายฤดูเหลือเกิน ไม่เคยแม้สักครั้งที่พระองค์ได้แสดงพระองค์เองอย่างเปิดเผยต่อใครเลย และไม่เคยทรงส่งเสียงแม้สักครั้ง และพระองค์ทรงจากไปโดยปราศจากหมายสำคัญและทรงกลับมาอย่างเงียบเชียบพอๆ กัน ใครหรือสามารถรู้จักพระพักตร์แท้จริงของพระองค์? พระองค์ไม่เคยตรัสกับมนุษย์แม้สักครั้ง ไม่เคยทรงปรากฏแก่มนุษย์แม้สักครั้ง มันง่ายเพียงใดที่ผู้คนจะทำพระราชกิจซึ่งพระเจ้าทรงพระบัญชา? พวกเขาตระหนักเล็กน้อยว่าการรู้จักพระองค์นั้นลำบากยากเย็นที่สุดในบรรดาสรรพสิ่ง ในวันนี้พระเจ้าได้ตรัสกับมนุษย์แล้ว แต่มนุษย์ไม่เคยรู้จักพระองค์ เพราะการเข้าสู่ของเขาในชีวิตนั้นจำกัดและตื้นเขินเกินไป ผู้คนนั้นไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิงที่จะปรากฏเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เมื่อมองจากมุมมองของพระองค์ พวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าน้อยเกินไปและเหินห่างจากพระองค์ไกลเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจซึ่งพวกเขาใช้ในการเชื่อในพระเจ้านั้นซับซ้อนเกินไป และพวกเขาก็แค่ไม่ยึดถือพระฉายาของพระเจ้าไว้ในด้านในสุดของหัวใจของพวกเขา ผลก็คือ ความพยายามอันอุตสาหะของพระเจ้า และพระราชกิจของพระองค์ เหมือนดั่งชิ้นส่วนทองคำที่ถูกกลบฝังอยู่ใต้ทราย ไม่สามารถเปล่งแสงวาบของความสว่างได้ สำหรับพระเจ้าแล้ว ขีดความสามารถ สิ่งจูงใจทั้งหลาย และทรรศนะของผู้คนเหล่านี้น่าเกลียดเป็นที่สุด เมื่อพวกเขาถูกทำให้ด้อยความสามารถที่จะรับไว้ ไม่รู้สึกจนถึงจุดของความไม่มีสำนึกรับรู้ ตกต่ำและเสื่อม ประจบประแจงเกินควร อ่อนแอและปราศจาก พลังจิต พวกเขาต้องถูกจูงอย่างที่วัวควายและม้าถูกจูง ในส่วนของการเข้าสู่ของเขาในจิตวิญญาณ หรือการเข้าสู่ในพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย โดยไม่มีความตั้งใจแน่วแน่แม้สักน้อยที่จะทนทุกข์เพื่อประโยชน์ของความจริง การที่บุคคลประเภทนี้จะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์โดยพระเจ้านั้นจะไม่ง่าย ด้วยเหตุนี้จึงสำคัญยิ่งที่พวกเจ้าจะต้องเริ่มการเข้าสู่ของพวกเจ้าจากมุมนี้—ที่พวกเจ้าเริ่มที่จะมารู้จักกับพระราชกิจของพระเจ้าโดยผ่านทางงานของพวกเจ้าและการเข้าสู่ของพวกเจ้า

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 191

พระเจ้าได้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หรือหากใช้คำของเพื่อนร่วมชาติจากฮ่องกงและไต้หวัน ก็คือ “ประเทศตอนใน” เมื่อพระเจ้าเสด็จมาแผ่นดินโลกจากฟ้าสวรรค์เบื้องบน ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลกที่ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ เพราะนี่คือความหมายที่แท้จริงของการเสด็จกลับมาภายใต้การทรงปกปิดของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงงานและดำรงชีวิตในเนื้อหนังมาเป็นเวลานาน กระนั้นยังไม่มีผู้ใดตระหนักรู้ กระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่มีผู้ใดระลึกได้ถึงเรื่องนี้ บางทีสิ่งนี้จะคงเป็นปริศนาชั่วนิรันดร์ การเสด็จมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในครั้งนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์อาจจะตระหนักรู้ได้ ไม่สำคัญว่าผลกระทบแห่งงานของพระวิญญาณจะมีขนาดใหญ่เพียงใดและทรงฤทธิ์เดชเพียงใดก็ตาม พระเจ้าทรงยังคงไม่ยินดียินร้ายเสมอ และไม่มีวันทรงเผยสิ่งใดก็ตามออกไป คนเราสามารถพูดได้ว่างานช่วงระยะนี้ของพระองค์เป็นเหมือนกับเสมือนว่ากำลังเกิดขึ้นในอาณาจักรสวรรค์ ถึงแม้ว่างานนี้จะเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อผู้คนทั้งหมดที่มีดวงตาที่จะมองเห็น แต่ก็ไม่มีผู้ใดระลึกถึงพระราชกิจนี้ได้ เมื่อพระเจ้าทรงงานช่วงระยะนี้ของพระองค์แล้วเสร็จ มนุษยชาติทั้งหมดจะแยกห่างจากท่าทีปกติของพวกเขา[1] และตื่นจากความฝันอันยาวนานของพวกเขา เราจำได้ว่าพระเจ้าเคยตรัสครั้งหนึ่งว่า “การเสด็จมาเป็นมนุษย์ในครั้งนี้เป็นเหมือนกับการตกลงมาในถ้ำเสือ” ความหมายของสิ่งนี้คือ เพราะในงานรอบนี้ของพระเจ้า พระเจ้าเสด็จมาเป็นมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น ประสูติในสถานที่อาศัยของพญานาคใหญ่สีแดง พระองค์ทรงเผชิญหน้ากับอันตรายที่อย่างสุดขีดด้วยการเสด็จมายัแผ่นดินโลกครั้งนี้มากกว่าแต่ก่อนเสียอีก สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญคือมีดและปืนและไม้กระบองและไม้พลอง สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญคือการทดลอง สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญคือฝูงชนที่สวมใส่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเจตนาอาฆาต พระองค์ทรงเสี่ยงที่จะถูกฆ่าทุกชั่วขณะ พระเจ้าเสด็จมาโดยนำพระพิโรธมาพร้อมกับพระองค์ อย่างไรก็ตาม พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงงานแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อม กล่าวคือ พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงทำส่วนที่สองของงานของพระองค์ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องไปหลังจากงานแห่งการไถ่ เพื่อประโยชน์ของงานในช่วงระยะนี้ของพระองค์ พระเจ้าทรงอุทิศความคิดและการใส่พระทัยอย่างถึงที่สุด และทรงกำลังใช้ทุกๆ วิถีทางที่คิดฝันได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการจู่โจมของการทดลอง โดยทรงปกปิดพระองค์เองอย่างถ่อมพระทัยและทรงไม่เคยโอ้อวดถึงอัตลักษณ์ของพระองค์เลย ในการช่วยเหลือมนุษย์จากกางเขน พระเยซูทรงปฏิบัติเพียงงานแห่งการไถ่จนครบบริบูรณ์เท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติงานแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อม ดังนั้น งานของพระเจ้าจึงได้รับการทรงทำเสร็จสิ้นเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น และการทรงทำงานแห่งการไถ่แล้วเสร็จเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของแผนการทั้งหมดของพระองค์ เมื่อยุคใหม่กำลังจะเริ่มต้นและยุคเก่ากำลังจะถอยห่างไป พระเจ้าพระบิดาทรงเริ่มต้นไตร่ตรองรอบคอบถึงส่วนที่สองของงานของพระองค์ และดำเนินการเตรียมพร้อมเพื่องานนั้น การจุติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายนี้ไม่ได้รับการพยากรณ์อย่างชัดเจนในอดีต ดังนั้นจึงเป็นการวางรากฐานของความลับที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเสด็จมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในครั้งนี้ เมื่อรุ่งอรุณมาถึง พระเจ้าเสด็จมาถึงแผ่นดินโลกและเริ่มต้นชีวิตของพระองค์ในเนื้อหนังโดยที่มนุษยชาติมากมายไม่รู้ตัว ผู้คนไม่ตระหนักรู้ถึงการมาถึงของชั่วขณะนี้ อาจเป็นว่าพวกเขาทั้งหมดกำลังหลับใหล อาจเป็นว่าผู้คนมากมายที่ตื่นอย่างคุมเชิงกำลังรออยู่ และอาจเป็นว่าผู้คนมากมายกำลังอธิษฐานเงียบๆ ต่อพระเจ้าในสวรรค์ กระนั้นท่ามกลางผู้คนมากมายเหล่านี้ทั้งหมด ไม่มีคนหนึ่งคนใดที่รู้ว่าพระเจ้าได้เสด็จมาถึงแผ่นดินโลกแล้ว พระเจ้าทรงงานเช่นนี้เพื่อดำเนินงานของพระองค์จนเสร็จสิ้นอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น และเพื่อสัมฤทธิ์ผลที่ดีกว่า และยังเพื่อป้องกันการทดลองที่มากยิ่งกว่าด้วย เมื่อการเคลิ้มหลับในฤดูใบไม้ผลิของมนุษย์หยุดลง งานของพระเจ้าจะได้เสร็จสิ้นไปนานแล้ว และพระองค์จะเสด็จจากไป โดยทรงนำชีวิตแห่งการท่องเที่ยวไปและการพักแรมบนแผ่นดินโลกของพระองค์มาถึงจุดสิ้นสุด เพราะงานของพระเจ้าพึงประสงค์ให้พระเจ้าทรงปฏิบัติและตรัสในสภาวะบุคคลของพระองค์เอง และเพราะไม่มีวิธีใดที่มนุษย์จะแทรกแซงได้ พระเจ้าจึงทรงทนฝ่าความทุกข์อย่างที่สุดเพื่อเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงงานด้วยพระองค์เอง มนุษย์ไม่สามารถทำงานแทนในงานของพระเจ้าได้ ด้วยเหตุผลนี้ พระเจ้าจึงทรงกล้าเผชิญอันตรายหลายพันครั้งมากกว่าในช่วงระหว่างยุคพระคุณ เพื่อเสด็จลงมายังแผ่นดินที่พญานาคใหญ่สีแดงอาศัยอยู่เพื่อทรงงานของพระองค์เอง โดยทรงสละพระดำริและความใส่พระทัยทั้งหมดของพระองค์เพื่อไถ่ผู้คนกลุ่มที่ยากจนนี้ ผู้คนกลุ่มนี้ที่ติดอยู่ในกองมูล ถึงแม้ว่าไม่มีผู้ใดรู้ถึงการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ทรงกังวลพระทัยแต่อย่างใด เพราะสิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่องานของพระองค์เป็นอย่างมาก เมื่อพิจารณาว่าทุกคนช่างเลวร้ายและชั่วร้ายอย่างถึงที่สุด แล้วพวกเขาจะทนยอมรับการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าได้อย่างไร? นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าจึงเสด็จมาบนแผ่นดินโลกอย่างเงียบๆ เสมอ ไม่สำคัญว่ามนุษย์ได้จมลงไปในความโหดร้ายที่เกินขอบเขตอย่างแย่ที่สุดหรือไม่ พระเจ้าทรงไม่เก็บสิ่งใดๆ เหล่านั้นมาใส่พระทัย แต่ทรงงานที่พระองค์ทรงต้องทำต่อไปเท่านั้น เพื่อทำให้พระบัญชาที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พระบิดาแห่งสวรรค์ได้มอบความไว้วางพระทัยให้พระองค์ได้ลุล่วง ผู้ใดท่ามกลางพวกเจ้าที่ระลึกถึงความดีงามของพระเจ้าได้บ้าง? ผู้ใดแสดงให้เห็นถึงความเห็นใจต่อภาระของพระเจ้าพระบิดามากกว่าที่พระบุตรของพระองค์ทรงแสดงให้เห็น? ผู้ใดสามารถเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา? พระวิญญาณของพระเจ้าพระบิดาในสวรรค์มักกังวลพระทัย และพระบุตรของพระองค์บนแผ่นดินโลกทรงอธิษฐานอยู่เนืองนิตย์เพื่อประโยชน์ของน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา โดยทรงกังวลพระทัยของพระองค์อย่างถึงที่สุด มีผู้ใดบ้างที่รู้ถึงความรักที่พระเจ้าพระบิดาทรงมีให้กับพระบุตรของพระองค์? มีผู้ใดบ้างที่รู้ถึงพระทัยที่พระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักทรงมีเพื่อคิดคำนึงถึงพระเจ้าพระบิดา? เมื่อแยกเป็นสองระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลก พระองค์ทั้งสองจึงทรงจ้องตามกันและกันจากที่ห่างไกลอยู่เนืองนิตย์ โดยทรงติดตามอีกฝ่ายหนึ่งในพระวิญญาณ โอ้มวลมนุษย์! เจ้าจะคำนึงถึงพระทัยของพระเจ้าเมื่อใด? เจ้าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเมื่อใด? พระบิดาและพระบุตรทรงพึ่งพากันและกันเสมอมา เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์ทั้งสองจึงทรงแยกห่างกัน โดยที่พระองค์หนึ่งประทับอยู่ในฟ้าสวรรค์เบื้องบน และอีกพระองค์หนึ่งประทับอยู่ในแผ่นดินโลกเบื้องล่าง? พระบิดาทรงรักพระบุตรของพระองค์เช่นเดียวกับที่พระบุตรทรงรักพระบิดาของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระบิดาจึงทรงต้องรอด้วยความถวิลหาพระบุตรอย่างลึกซึ้งและเจ็บปวดเช่นนั้น? พระองค์ทั้งสองอาจไม่ทรงแยกห่างกันนานนัก กระนั้น ผู้ใดบ้างที่รู้ว่าพระบิดาทรงโหยหาด้วยความถวิลหาที่เจ็บปวดเป็นเวลากี่วันกี่คืนแล้ว และพระองค์ทรงร่ำร้องถึงการเสด็จกลับของพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์มาเป็นเวลานานเท่าใดแล้ว? พระองค์ทรงเฝ้าสังเกต พระองค์ประทับนั่งอย่างเงียบสงบ และพระองค์ทรงรอ ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไม่มีสิ่งใดที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการกลับมาอย่างรวดเร็วของพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์ พระบุตรผู้ทรงร่อนเร่ไปจนสุดปลายพิภพ: พระองค์ทั้งสองจะได้ประทับอยู่ร่วมกันอีกครั้งเมื่อใด? ถึงแม้ว่าเมื่อได้ประทับอยู่ร่วมกันอีกครั้งแล้วพระองค์ทั้งสองจะทรงประทับอยู่ร่วมกันนิจนิรันดร์ พระองค์ทรงสามารถทนฝ่าการแยกจากกันหลายพันวันและหลายพันคืน โดยที่พระองค์หนึ่งประทับอยู่ในฟ้าสวรรค์เบื้องบนและอีกพระองค์ประทับอยู่บนแผ่นดินโลกเบื้องล่างได้อย่างไร? หลายทศวรรษบนแผ่นดินโลกรู้สึกเหมือนช่วงเวลาหลายพันปีในสวรรค์ พระเจ้าพระบิดาทรงสามารถที่จะไม่กังวลไปได้อย่างไร? เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก พระองค์ทรงได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์อย่างนับไม่ถ้วนเช่นเดียวกับที่มนุษย์ได้รับ พระเจ้าทรงไร้เดียงสา ดังนั้นแล้วเหตุใดพระองค์จึงทรงควรได้รับการทำให้ต้องทนฝ่าความทุกข์เดียวกันกับมนุษย์? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระเจ้าพระบิดาทรงร่ำร้องหาพระบุตรของพระองค์อย่างเร่งด่วนยิ่ง แล้วใครสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าบ้าง? พระเจ้าประทานให้มนุษย์มากเกินไป แล้วมนุษย์จะสามารถตอบแทนพระทัยของพระเจ้าอย่างเพียงพอได้อย่างไร? กระนั้น มนุษย์ยังให้พระเจ้าเล็กน้อยเกินไป ด้วยเหตุนั้นแล้ว พระเจ้าจะทรงไม่กังวลไปได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

1. “แยกห่างจากท่าทีปกติของพวกเขา” อ้างอิงถึงวิธีที่มโนคติที่หลงผิดและทรรศนะที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้าเปลี่ยนแปลงไป ทันทีที่พวกเขาได้มารู้จักพระเจ้าแล้ว"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 192

แทบไม่มีผู้ใดท่ามกลางมนุษย์ที่เข้าใจความเร่งด่วนในสภาวะจิตใจของพระเจ้า เพราะขีดความสามารถของพวกมนุษย์นั้นต่ำต้อยเกินไปและจิตวิญญาณของพวกเขาก็ค่อนข้างโง่ทึบ และดังนั้น พวกเขาทั้งหมดจึงไม่ใส่ใจหรือเอาใจใส่ใดๆ กับสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำ ด้วยเหตุผลนี้ พระเจ้าจึงทรงกังวลเกี่ยวกับมนุษย์อยู่เนืองนิตย์ เสมือนว่าธรรมชาติอันคล้ายสัตว์ของมนุษย์สามารถออกมาได้ทุกเมื่อ จากสิ่งนี้ คนเราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกว่าการเสด็จมาที่แผ่นดินโลกของพระเจ้านั้นมาพร้อมกับการทดลองที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่เพื่อประโยชน์ของการทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งครบบริบูรณ์ พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระสิริอย่างเต็มที่จึงตรัสบอกมนุษย์ถึงเจตนารมณ์ทุกประการของพระองค์ โดยไม่ทรงซ่อนสิ่งใดจากเขา พระองค์ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่หนักแน่นที่จะทรงทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์ และไม่ว่าจะมีความยากลำบากหรือการทดลองใดเกิดขึ้นก็ตาม พระองค์ทรงมองข้ามและทรงเพิกเฉยต่อสิ่งนั้นทั้งหมด พระองค์เพียงทรงงานของพระองค์เองอย่างเงียบๆ โดยทรงเชื่ออย่างหนักแน่นว่าวันหนึ่งเมื่อพระเจ้าทรงมาครอบครองพระสิริของพระองค์แล้ว มนุษย์จะรู้จักพระองค์ และทรงเชื่อว่าทันทีที่มนุษย์ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ เขาจะเข้าใจพระทัยของพระเจ้าอย่างสุดใจ ขณะนี้อาจมีผู้คนที่กำลังทดลองพระเจ้า หรือเข้าใจพระเจ้าผิด หรือตำหนิพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ทรงนำสิ่งใดๆ เหล่านี้มาใส่พระทัย เมื่อพระเจ้าเสด็จลงมาสู่พระสิริ ผู้คนทั้งหมดจะเข้าใจว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นไปเพื่อความสุขของมวลมนุษย์ และพวกเขาทั้งหมดจะเข้าใจว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นไปเพื่อให้มนุษย์อาจมีชีวิตรอดได้ดีขึ้น พระเจ้าเสด็จมาโดยทรงนำการทดลองมาด้วย และพระองค์ยังเสด็จมาโดยทรงนำพระบารมีและพระพิโรธมาด้วย ในเวลาที่พระเจ้าทรงไปจากมนุษย์ พระองค์ทรงได้มาครอบครองพระสิริของพระองค์ไปนานแล้ว และพระองค์เสด็จจากไปโดยเปี่ยมไปด้วยพระสิริอย่างเต็มที่และด้วยความปีติยินดีที่จะเสด็จกลับ พระเจ้าผู้ทรงพระราชกิจบนโลกไม่นำสิ่งต่างๆ มาใส่พระทัยไม่ว่าผู้คนจะปฏิเสธพระองค์อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงทำงานของพระองค์ต่อไปเท่านั้น การทรงสร้างโลกของพระเจ้าย้อนกลับไปหลายพันปี พระองค์เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงงานในปริมาณที่ไม่อาจวัดได้ และพระองค์ทรงได้รับประสบการณ์กับการปฏิเสธและการให้ร้ายของโลกมนุษย์อย่างเต็มที่ ไม่มีผู้ใดต้อนรับการเสด็จมาถึงของพระเจ้า พระองค์ทรงได้รับการต้อนรับอย่างเย็นชา ในครรลองแห่งการดำเนินไปด้วยความลำบากหลายพันปีเหล่านี้ การประพฤติของมนุษย์ก็ได้ทำให้พระเจ้าทรงเกิดบาดแผลอย่างรวดเร็วไปนานแล้ว พระองค์ไม่ทรงให้ความใส่พระทัยกับความกบฏของผู้คนอีกต่อไป และได้ทรงสร้างอีกแผนการหนึ่งเพื่อแปลงรูปและทำให้มนุษย์บริสุทธิ์แทน การเยาะเย้ย การให้ร้าย การข่มเหง ความทุกข์ลำบาก ความทุกข์ของการตรึงกางเขน การกีดกันจากมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งพระเจ้าทรงได้ประสบตั้งแต่ที่เสด็จมาเป็นมนุษย์: พระเจ้าทรงได้ลิ้มรสสิ่งเหล่านี้เพียงพอแล้ว และสำหรับความยากลำบากของโลกมนุษย์นั้น พระเจ้าผู้ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ก็ได้ทุกข์ทนกับสิ่งต่างๆ ทั้งหมดเหล่านี้จนถึงขีดสุด พระวิญญาณของพระเจ้าพระบิดาในสวรรค์ทรงพบว่าภาพเช่นนั้นเป็นสิ่งเหลือทนนานแล้ว และทรงรอพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์เสด็จกลับมาขณะที่พระองค์ทรงเอียงพระเศียรไปด้านหลังและปิดพระเนตรของพระองค์ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงปรารถนาก็คือมนุษยชาติทั้งหมดจะรับฟังและเชื่อฟัง และสามารถหยุดกบฏต่อพระองค์ได้โดยที่รู้สึกถึงความอับอายอย่างถึงที่สุดเฉพาะพระพักตร์เนื้อหนังของพระองค์ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงปรารถนาก็คือมนุษยชาติจะสามารถเชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าได้ พระองค์ทรงหยุดมีข้อเรียกร้องที่ยิ่งใหญ่ขึ้นกับมนุษย์ไปนานแล้ว เพราะพระเจ้าได้ทรงจ่ายราคาที่สูงเกินไปแล้ว แต่มนุษย์กลับกำลังหยุดพักสบายๆ[1] และไม่นำงานของพระเจ้ามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

1. “พักผ่อนสบายๆ” หมายความว่าผู้คนไม่รู้สึกรู้สากับพระราชกิจของพระเจ้าและไม่ถือว่าพระราชกิจนั้นสำคัญ"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 193

ในยุคพระคุณนั้น เมื่อพระเจ้ากลับสู่สวรรค์ชั้นที่สาม งานแห่งการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงของพระเจ้าได้เคลื่อนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของมันแล้วอย่างแท้จริง ทั้งหมดที่ยังคงเหลือบนแผ่นดินโลกก็คือกางเขนที่พระเยซูแบกไว้บนหลังของพระองค์ ผ้าลินินเนื้อดีที่เคยห่อพระเยซูไว้ และมงกุฎหนามและเสื้อคลุมสีเลือดหมูที่พระเยซูสวม (เหล่านี้คือสิ่งที่คนยิวใช้เพื่อเยาะเย้ยพระองค์) กล่าวคือ หลังจากที่งานแห่งการตรึงกางเขนพระเยซูได้ก่อให้เกิดการสำนึกรับรู้ที่ยิ่งใหญ่แล้วนั้น สิ่งต่างๆ ก็คลี่คลายลงอีกครั้ง จากนั้นเป็นต้นมา บรรดาสาวกของพระเยซูก็ได้เริ่มดำเนินงานของพระองค์ ทำการเลี้ยงดูและรดน้ำในคริสตจักรทุกแห่ง เนื้อหาของงานของพวกเขามีดังต่อไปนี้: พวกเขาได้ขอให้ผู้คนทั้งปวงกลับใจ สารภาพบาปของพวกเขา และรับบัพติศมา และอัครทูตทั้งหมดได้ออกไปเผยแผ่เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง เหตุการณ์ที่ไม่เลือนหายไป เกี่ยวกับการตรึงกางเขนพระเยซู และดังนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่ทุกคนจะเพียงแต่ทรุดลงกราบเฉพาะพระพักตร์ของพระเยซูเพื่อสารภาพบาปของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น บรรดาอัครทูตได้ไปทุกหนแห่งเพื่อถ่ายทอดคำพูดที่พระเยซูได้กล่าวไว้ จากจุดนั้นก็ได้เริ่มมีการสร้างคริสตจักรขึ้นในยุคพระคุณ สิ่งที่พระเยซูได้ทำไว้ในระหว่างยุคนั้นยังเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์และน้ำพระทัยของพระบิดาบนสวรรค์ด้วยเช่นกัน มีเพียงคำคมและการปฏิบัติมากมายเหล่านั้นเท่านั้นที่แตกต่างไปอย่างมากจากคำคมและการปฏิบัติของวันนี้ เนื่องจากเป็นยุคที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในเนื้อแท้แล้วพวกมันยังเป็นแบบเดียวกัน กล่าวคือ ทั้งคำคมและการปฏิบัติเหล่านั้นคืองานของพระวิญญาณของพระเจ้าในเนื้อหนัง และเป็นเช่นนั้นอย่างชัดเจนและแน่นอน งานและถ้อยคำประเภทนี้ได้ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดเส้นทางจนถึงวันนี้ และดังนั้น สิ่งจำพวกนี้ยังคงมีร่วมกันท่ามกลางสถาบันทางศาสนาทั้งหลายในปัจจุบัน และมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่องานของพระเยซูได้รับการสรุปปิดตัว และคริสตจักรทั้งหลายได้มาอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องของพระเยซูคริสต์แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ได้ริเริ่มแผนของพระองค์สำหรับงานของพระองค์ในอีกช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการมาเป็นมนุษย์ของพระองค์ในยุคสุดท้าย ดังที่มนุษย์มองเห็นนั้น การตรึงกางเขนของพระเจ้าได้สรุปปิดตัวงานแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าไปแล้ว ได้ไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงไปแล้ว และได้ทำให้พระองค์ได้ยึดกุญแจสู่แดนคนตายไว้แล้ว ทุกคนคิดว่างานของพระเจ้าได้สำเร็จลุล่วงอย่างครบถ้วนแล้ว ในความเป็นจริง จากมุมมองของพระเจ้าแล้วนั้น มีเพียงส่วนเล็กน้อยในงานของพระองค์เท่านั้นที่ได้สำเร็จลุล่วงไป ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทำไปคือการไถ่มวลมนุษย์ พระองค์ยังไม่ได้พิชิตมวลมนุษย์ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะได้เปลี่ยนโฉมหน้าเยี่ยงซาตานของมนุษย์เลย นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าตรัสว่า “ถึงแม้เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของเราจะได้ก้าวผ่านความเจ็บปวดของความตาย นั่นไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมดของการจุติเป็นมนุษย์ของเรา พระเยซูคือบุตรผู้เป็นที่รักของเราและได้ถูกตรึงที่กางเขนเพื่อเรา แต่พระองค์ไม่ได้สรุปปิดตัวงานของเราอย่างละเอียดถี่ถ้วน พระองค์เพียงแต่ได้ทำส่วนหนึ่งของงานนั้นเท่านั้น” ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าได้ทรงริเริ่มแผนรอบที่สองเพื่อสานต่องานแห่งการจุติเป็นมนุษย์ เจตนารมณ์สูงสุดของพระเจ้าคือเพื่อทำให้ผู้คนได้รับความเพียบพร้อมและเพื่อรับผู้คนทั้งหมดที่รอดจากเงื้อมมือของซาตานไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พระเจ้าได้ตระเตรียมอีกครั้งหนึ่งเพื่อกล้าเผชิญอันตรายแห่งการมาเป็นมนุษย์ สิ่งที่เป็นความหมายของ “การจุติเป็นมนุษย์” อ้างอิงถึง องค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งไม่ได้นำสง่าราศีมา (เพราะงานของพระเจ้ายังไม่เสร็จสิ้น) แต่เป็นผู้ทรงปรากฏในอัตลักษณ์ของพระบุตรผู้เป็นที่รัก และเป็นพระคริสต์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงพึงพอพระทัยในพระองค์ นั่นคือเหตุผลที่การนี้ถูกกล่าวถึงว่าเป็น “การกล้าเผชิญอันตราย” เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์นี้มีพลังอำนาจอันน้อยนิด และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง[1]และพลังอำนาจของพระองค์อยู่ห่างกันคนละขั้วจากสิทธิอำนาจของพระบิดาในสวรรค์ พระองค์เพียงแต่ทำให้พันธกิจแห่งเนื้อหนังลุล่วงเท่านั้น โดยทำให้งานของพระบิดาและพระบัญชาของพระองค์ครบบริบูรณ์โดยไม่กลับกลายมาเกี่ยวข้องในงานอื่น และพระองค์เพียงแต่ทำให้ส่วนหนึ่งของงานครบบริบูรณ์เท่านั้น นี่คือเหตุผลที่พระเจ้ามีนามว่า “พระคริสต์” ทันทีที่พระองค์มายังแผ่นดินโลก─นั่นคือความหมายที่ฝังอยู่ในนามนี้ เหตุผลที่มีการกล่าวว่า การมานั้นจะมาถึงพร้อมกับการทดลอง ก็เป็นเพราะว่ามีเพียงงานชิ้นเดียวเท่านั้นที่ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เหตุผลที่พระเจ้าพระบิดาทรงเรียกพระองค์ว่า “พระคริสต์” และ “พระบุตรผู้เป็นที่รัก” เท่านั้น แต่มิได้ทรงมอบสง่าราศีทั้งหมดให้พระองค์ก็เป็นเพราะว่าเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์จะมาทำงานชิ้นหนึ่งอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพื่อเป็นตัวแทนของพระบิดาในสวรรค์ แต่เพื่อทำพันธกิจของพระบุตรผู้เป็นที่รักให้ลุล่วงต่างหาก เมื่อพระบุตรผู้เป็นที่รักทำพระบัญชาทั้งหมดทั้งมวลที่พระองค์ได้รับไว้บนบ่าของพระองค์ให้ครบบริบูรณ์ พระบิดาจึงจะทรงมอบสง่าราศีเต็มเปี่ยมให้พระองค์ พร้อมด้วยพระอัตลักษณ์ของพระบิดา คนเราสามารถกล่าวได้ว่า นี่คือ “รหัสแห่งสวรรค์” เพราะองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งได้เสด็จมาเป็นมนุษย์และพระบิดาในสวรรค์นั้นทรงสถิตในสองอาณาจักรที่แตกต่างกัน ทั้งสองเพียงแต่เพ่งมองกันในพระวิญญาณ พระบิดาทรงจับพระเนตรมองพระบุตรผู้เป็นที่รัก แต่พระบุตรไม่สามารถมองเห็นพระบิดาจากที่ไกลได้ เป็นเพราะภาระหน้าที่ที่เนื้อหนังสามารถทำได้นั้นเล็กน้อยเกินไป และพระองค์สามารถมีโอกาสที่จะถูกฆ่าได้ทุกขณะนั่นเอง คนเราจึงสามารถพูดได้ว่าการมาครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตรายอันใหญ่หลวงที่สุด การนี้เป็นประหนึ่งว่าพระเจ้าสละพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์เข้าปากเสืออีกครั้งหนึ่ง ที่ซึ่งชีวิตของพระองค์อยู่ในอันตราย วางพระองค์ลงในที่ซึ่งซาตานรวมกำลังอยู่มากที่สุด แม้แต่ในรูปการณ์แวดล้อมที่เลวร้ายเหล่านี้ พระเจ้าก็ยังคงส่งมอบพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์ให้แก่ผู้คนแห่งสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความโสโครกและความผิดศีลธรรม เพื่อให้พวกเขา “เลี้ยงดูพระองค์จนถึงวัยผู้ใหญ่” นี่เป็นเพราะการทำเช่นนั้นคือหนทางเดียวที่จะทำให้งานของพระเจ้าดูเหมือนเหมาะสมและเป็นธรรมชาติ และนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ความปรารถนาทั้งหมดของพระเจ้าพระบิดาสำเร็จลุล่วง และทำให้งานส่วนสุดท้ายของพระองค์ท่ามกลางมวลมนุษย์ครบบริบูรณ์ พระเยซูมิได้ทรงทำมากไปกว่าทำให้ช่วงระยะหนึ่งของงานของพระเจ้าพระบิดาสำเร็จลุล่วงเท่านั้น เนื่องจากอุปสรรคที่เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์กำหนดให้มีและความแตกต่างในงานที่จะทำให้ครบบริบูรณ์ พระเยซูพระองค์เองจึงไม่ทรงรู้ว่าจะมีการกลับมายังเนื้อหนังเป็นครั้งที่สอง ดังนั้น ไม่มีผู้อธิบายพระคัมภีร์หรือผู้เผยพระวจนะคนใดกล้าที่จะเผยพระวจนะอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าจะทรงจุติมาเป็นมนุษย์อีกครั้งในยุคสุดท้าย นั่นก็คือ ว่าพระองค์จะกลับมาสู่เนื้อหนังอีกครั้งเพื่อทำงานส่วนที่สองของพระองค์ในเนื้อหนัง ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดได้ตระหนักว่าพระเจ้าได้ซ่อนเร้นพระองค์เองในเนื้อหนังนานมาแล้ว ไม่น่าประหลาดใจนัก ในเมื่อหลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้วเท่านั้นที่พระองค์ได้ทรงรับพระบัญชานี้ ดังนั้น จึงไม่มีคำเผยพระวจนะที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า และไม่สามารถประเมินค่าได้ต่อจิตใจมนุษย์ ในหนังสือการเผยพระวจนะทั้งหมดในพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้น ไม่มีพระวจนะที่กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่เมื่อพระเยซูเสด็จมาทรงพระราชกิจ ได้มีการเผยพระวจนะที่ชัดเจนอยู่แล้วซึ่งได้กล่าวว่า หญิงพรมจารีคนหนึ่งจะอยู่กับเด็ก และจะให้กำเนิดบุตรคนหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าพระองค์ได้ก่อเกิดขึ้นโดยผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้จะเป็นเช่นนั้น พระเจ้ายังคงได้ตรัสว่าการนี้เกิดขึ้นโดยเสี่ยงกับความตาย ดังนั้นแล้วมันจะเสี่ยงมากกว่าสักเพียงใดที่จะเป็นกรณีในปัจจุบัน? ไม่น่าประหลาดใจเลยที่พระเจ้าตรัสว่าการจุติเป็นมนุษย์ครั้งนี้เป็นการเสี่ยงอันตรายอันใหญ่หลวงกว่าอันตรายที่เคยเกิดขึ้นในระหว่างยุคพระคุณหลายพันเท่า พระเจ้าได้เผยพระวจนะไว้ในหลายๆ แห่งว่า พระองค์จะกำลังได้รับเอากลุ่มบรรดาผู้มีชัยชนะในแผ่นดินซีนิม ในเมื่อมันเป็นในทิศตะวันออกของโลกนี่เองที่บรรดาผู้มีชัยชนะจะได้รับการรับไว้ ดังนั้น สถานที่ซึ่งพระเจ้าจะเหยียบย่างในการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระองค์ก็ต้องเป็นดินแดนแห่งซีนิมโดยไม่มีข้อสงสัย ซึ่งเป็นจุดที่แน่ชัดว่าเป็นที่ซึ่งมังกรใหญ่สีแดงนอนขดตัวอยู่ ที่นั่น พระเจ้าจะได้รับลูกหลานของพญานาคใหญ่สีแดง เพื่อที่มันจะได้ถูกทำให้พ่ายแพ้อย่างราบคาบและได้รับความอับอาย พระเจ้ากำลังจะปลุกผู้คนเหล่านี้ให้ตื่น โดยแบกรับความทุกข์อย่างหนัก เพื่อปลุกเร้าพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะตื่นอย่างเต็มที่ และเพื่อทำให้พวกเขาเดินออกจากหมอกและละทิ้งพญานาคใหญ่สีแดง พวกเขาจะตื่นจากความฝันของพวกเขา จะระลึกได้ว่าพญานาคใหญ่สีแดงที่จริงแล้วมันคืออะไร จะกลายเป็นสามารถมอบหัวใจทั้งดวงของพวกเขาให้แก่พระเจ้าได้ จะลุกขึ้นจากการกดขี่ของพลังมืด จะยืนขึ้นในทิศตะวันออกของโลก และจะกลายเป็นข้อพิสูจน์แห่งชัยชนะของพระเจ้า ในหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าจะได้รับสง่าราศี ด้วยเหตุผลนี้อย่างเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าได้นำงานที่เคยมาถึงบทอวสานในอิสราเอลมาสู่ดินแดนที่พญานาคใหญ่สีแดงนอนขดตัวอยู่ และหลังจากที่ได้จากไปเกือบสองพันปี ก็ได้มาสู่เนื้อหนังอีกครั้งเพื่อสานต่องานแห่งยุคพระคุณ พระเจ้ากำลังเปิดตัวงานใหม่ในเนื้อหนังต่อตาเปล่าของมนุษย์ แต่ในทรรศนะของพระเจ้า พระองค์กำลังสานต่องานแห่งยุคพระคุณ แต่หลังจากช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไม่กี่พันปีแล้วเท่านั้น และด้วยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่ตั้งและโครงการในงานของพระองค์เท่านั้น ถึงแม้ว่าฉายาที่กายแห่งเนื้อหนังได้ใช้ในงานของวันนี้จะปรากฏแตกต่างไปจากพระเยซูโดยสิ้นเชิง แต่พวกพระองค์ก็กลายมาจากเนื้อแท้และรากเหง้าเดียวกัน และพวกพระองค์ก็มาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน พวกพระองค์อาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกันในภายนอก แต่ความจริงด้านในของงานของพวกพระองค์นั้นก็เหมือนกันโดยสมบูรณ์ ท้ายที่สุดแล้ว ยุคเหล่านั้นก็แตกต่างกันเหมือนเช่นกลางคืนและกลางวัน ดังนั้น งานของพระเจ้าจะสามารถติดตามแบบแผนที่ไม่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? หรือช่วงระยะที่แตกต่างกันของงานของพระองค์จะสามารถเข้าสู่หนทางของกันและกันได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (6)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

1. “มีพลังอำนาจอันน้อยนิด และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง” บ่งบอกส่า ความลำบากยากเย็นของเนื้อหนังนั้นมากเหลือเกิน และงานที่ทำก็ถูกจำกัดมากเกินไป"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 194

มนุษย์ได้ใช้เวลาจนกระทั่งถึงวันนี้เพื่อที่จะตระหนักว่าสิ่งที่มนุษย์ขาดนั้นไม่ใช่เพียงการจัดหาชีวิตฝ่ายวิญญาณและประสบการณ์ในการรู้จักพระเจ้าเท่านั้น แต่—สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งมากขึ้นไปอีกก็คือ—การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอุปนิสัยของเขา เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโบราณของเผ่าพันธุ์ของเขาเอง ผลก็คือว่ามนุษย์ไม่รู้สิ่งใดเลยเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า พวกมนุษย์ทั้งหมดล้วนหวังว่ามนุษย์จะสามารถได้รับการผูกติดอยู่กับพระเจ้าลึกลงไปภายในหัวใจของเขา แต่เพราะเนื้อหนังของมนุษย์นั้นเสื่อมทรามมากเหลือเกิน ทั้งมึนชาและปัญญาทึบ นี่จึงได้เป็นเหตุให้เขาไม่รู้สิ่งใดเลยเกี่ยวกับพระเจ้า ในการเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์ในวันนี้ จุดประสงค์ของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากการเปลี่ยนสภาพความคิดและจิตวิญญาณของผู้คน ตลอดจนพระฉายาของพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาที่พวกเขาได้มีมาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว พระองค์จะทรงใช้โอกาสนี้เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม กล่าวคือ พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงวิถีทางที่ผู้คนมารู้จักพระองค์และท่าทีของพวกเขาต่อพระองค์ด้วยความรู้ของมนุษย์ โดยทำให้มนุษย์สามารถทำการเริ่มต้นใหม่ที่มีชัยในการมารู้จักพระเจ้า และดังนั้นจึงสัมฤทธิ์ผลในการเริ่มใหม่และการเปลี่ยนสภาพของจิตวิญญาณมนุษย์ การจัดการและการบ่มวินัยนั้นคือวิธีการ ในขณะที่การพิชิตชัยและการเริ่มใหม่คือเป้าหมาย การขจัดความคิดเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ได้ยึดถือเกี่ยวกับพระเจ้าที่คลุมเครือนั้นเป็นเจตนารมณ์ของพระเจ้าตลอดกาล และในระยะหลังมานี้การนี้ยังได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับพระองค์ด้วยเช่นกัน ผู้คนทั้งหมดควรจะใช้ทรรศนะที่ยาวไกลในการพิจารณาสถานการณ์นี้ จงเปลี่ยนแปลงวิถีทางซึ่งแต่ละบุคคลได้รับประสบการณ์เพื่อที่เจตนารมณ์อันเร่งด่วนนี้ของพระเจ้าอาจจะไปถึงการบรรลุผลในไม่ช้า และเพื่อที่ช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกอาจได้รับการนำไปสู่ความครบบริบูรณ์อย่างเพียบพร้อม จงมอบความรักภักดีแด่พระเจ้าที่จำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องมอบให้พระองค์ และให้การชูใจแด่พระทัยของพระเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางพี่น้องชายหญิง ไม่ควรจะมีผู้ใดปัดความรับผิดชอบนี้ หรือเพียงแสร้งทำไปอย่างพอเป็นพิธี พระเจ้าเสด็จมาในเนื้อหนังครั้งนี้เพื่อตอบรับคำเชิญ และโดยเป็นการตอบรับอย่างตรงจุดต่อสภาพเงื่อนไขของมนุษย์ กล่าวคือ พระองค์เสด็จมาเพื่อจัดหาสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีให้แก่มนุษย์ ไม่สำคัญว่าขีดความสามารถหรือการอบรมของมนุษย์จะเป็นอย่างไร กล่าวโดยสรุป พระองค์จะทรงทำให้เขาสามารถเห็นพระวจนะของพระเจ้าได้ และจากพระวจนะของพระองค์ เขาสามารถเห็นการดำรงอยู่และการสำแดงของพระเจ้าและยอมรับการที่พระเจ้าทรงทำให้เขามีความเพียบพร้อม โดยเปลี่ยนแปลงความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เพื่อที่โฉมพระพักตร์ดั้งเดิมของพระเจ้าจะหยั่งรากอย่างมั่นคงในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ นี่คือความปรารถนาบนแผ่นดินโลกเพียงประการเดียวของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าธรรมชาติของมนุษย์ที่มีมาแต่กำเนิดจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือแก่นแท้ของมนุษย์จะต่ำต้อยเพียงใด หรือพฤติกรรมในอดีตของมนุษย์จริงๆ แล้วจะเหมือนสิ่งใดก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ พระองค์เพียงทรงหวังให้มนุษย์ทำพระฉายาของพระเจ้าที่เขามีในหัวใจภายในของเขาขึ้นใหม่อย่างครบบริบูรณ์ และมารู้จักแก่นแท้ของมวลมนุษย์ และด้วยผลจากการนั้นจึงมาถึงการเปลี่ยนสภาพของทัศนะเชิงอุดมการณ์ที่มีต่อมนุษย์ และสามารถที่จะถวิลหารอคอยพระเจ้าจากส่วนลึกและปลุกความผูกพันชั่วนิรันดร์ต่อพระองค์ กล่าวคือ นี่คือพระประสงค์หนึ่งเดียวที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 195

เราได้พูดไปหลายครั้งเหลือเกินว่างานของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนั้นกระทำไปเพื่อปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณของแต่ละบุคคล เพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจของแต่ละบุคคล จนถึงขนาดที่หัวใจของพวกเขาที่ได้ทนทุกข์กับความชอกช้ำใหญ่หลวงมาแล้ว ได้รับการฟื้นฟู ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นการช่วยกู้จิตใจของพวกเขาที่ได้ถูกความชั่วทำร้ายมาอย่างล้ำลึกเหลือเกิน มันเป็นไปเพื่อที่จะปลุกจิตวิญญาณของผู้คนให้ตื่น เพื่อละลายหัวใจที่เย็นชาของพวกเขา และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ฟื้นคืนกำลังขึ้นใหม่ นี่คือน้ำพระทัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า จงพักการพูดคุยถึงเรื่องที่ว่าชีวิตและประสบการณ์ต่างๆ ของมนุษย์นั้นสูงส่งหรือลุ่มลึกเพียงใดไว้ก่อน เมื่อหัวใจของผู้คนได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นแล้ว เมื่อพวกเขาได้ถูกปลุกเร้าจากความฝันของพวกเขาและรู้ดีเต็มที่ถึงอันตรายที่พญานาคใหญ่สีแดงได้กอปรขึ้น งานพันธกิจของพระเจ้าก็จะได้ครบบริบูรณ์ วันที่งานของพระเจ้าแล้วเสร็จยังเป็นวันที่มนุษย์เริ่มต้นบนเส้นทางที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้าอย่างเป็นทางการด้วย ณ เวลานั้น พันธกิจของพระเจ้าจะได้มาถึงบทอวสาน กล่าวคือ งานของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์จะได้แล้วเสร็จโดยครบบริบูรณ์ และมนุษย์จะเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ที่เขาควรจะปฏิบัติอย่างเป็นทางการ—เขาจะปฏิบัติกลุ่มงานของเขา เหล่านี้คือขั้นตอนต่างๆ แห่งงานของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เอง เจ้าควรจะควานหาเส้นทางของพวกเจ้าเพื่อเข้าสู่รากฐานแห่งการรู้จักสิ่งเหล่านี้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเจ้าควรจะเข้าใจ การเข้าสู่ของมนุษย์จะปรับปรุงดีขึ้นก็ต่อเมื่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้เกิดขึ้นลึกๆ ภายในหัวใจของเขาเท่านั้น เพราะงานของพระเจ้าคือความรอดที่ครบบริบูรณ์ของมนุษย์—มนุษย์ผู้ซึ่งได้รับการไถ่ ผู้ซึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันของความมืด และผู้ซึ่งไม่เคยปลุกเร้าตัวเขาเอง—จากสถานที่รวมตัวของปีศาจทั้งหลายแห่งนี้ มันเป็นไปเพื่อที่มนุษย์อาจจะได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจากหลายสหัสวรรษแห่งบาปและเป็นที่รักของพระเจ้า บดขยี้พญานาคใหญ่สีแดงลงโดยสิ้นเชิง สถาปนาราชอาณาจักรของพระเจ้า และนำพาการหยุดพักมาสู่หัวใจของพระเจ้าเร็วขึ้น มันเป็นไปเพื่อระบายความเกลียดชังที่อัดแน่นอกของพวกเจ้าโดยไม่มีการสงวนไว้ เพื่อกำจัดเชื้อราเหล่านั้นให้หมดสิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเจ้าผละจากชีวิตนี้ที่ไม่แตกต่างไปจากชีวิตของวัวหรือม้า เพื่อจะไม่เป็นทาสอีกต่อไป เพื่อจะไม่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงเหยียบย่ำหรือออกคำสั่งตามใจชอบอีกต่อไป พวกเจ้าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของชาติที่ล้มเหลวนี้อีกต่อไป จะไม่เป็นของพญานาคใหญ่สีแดงที่ร้ายกาจอีกต่อไป และเจ้าจะไม่ตกเป็นทาสของมันอีกต่อไป รังของปีศาจจะถูกพระเจ้าทรงฉีกเป็นชิ้นๆ อย่างแน่นอน และพวกเจ้าจะยืนเคียงข้างพระเจ้า—พวกเจ้าเป็นของพระเจ้า และไม่ใช่เป็นของจักรวรรดิแห่งทาสนี้ พระเจ้าทรงเกลียดสังคมมืดนี้เข้ากระดูกดำมานานแล้ว พระองค์ทรงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กระตือรือร้นที่จะฝังพระบาทของพระองค์ลงบนงูแก่ชั่วร้ายที่ร้ายกาจตัวนี้ เพื่อให้มันไม่อาจมีวันลุกขึ้นมาได้อีกและจะไม่มีวันทารุณมนุษย์อีก พระองค์จะไม่ทรงให้การกระทำในอดีตของมันมีข้ออ้าง พระองค์จะไม่ทรงทนยอมรับการหลอกลวงมนุษย์ของมัน และพระองค์จะทรงชำระแค้นสำหรับบาปทุกประการของมันตลอดยุคทั้งหลาย พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยหัวโจกของความชั่วทั้งหมดนี้[1]หลุดรอดไปได้แม้แต่นิดเดียว พระองค์จะทรงทำลายมันอย่างถึงที่สุด

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ :

1. “หัวโจกของความชั่วทั้งหมด” หมายถึง มารแก่ วลีนี้แสดงออกถึงความไม่ชอบสุดขีด"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 196

พระเจ้าได้ทรงทนฝ่าคืนที่ไม่ได้หลับมากมายหลายคืนเพื่อประโยชน์แห่งงานของมวลมนุษย์ จากที่สูงถึงส่วนลึกต่ำสุด พระองค์ได้เคลื่อนลงสู่นรกที่มีชีวิตซึ่งมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่เพื่อผ่านวันเวลาของพระองค์ไปกับมนุษย์ พระองค์ไม่เคยได้ทรงพร่ำบ่นถึงความโกโรโกโสท่ามกลางมนุษย์ และพระองค์ไม่เคยได้ทรงตำหนิมนุษย์สำหรับการไม่เชื่อฟังของเขา แต่ทรงสู้ทนความอัปยศอดสูอันยิ่งใหญ่ที่สุดขณะที่พระองค์ทรงดำเนินงานของพระองค์ด้วยพระองค์เองจนเสร็จสิ้น พระเจ้าจะทรงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของนรกได้อย่างไร? พระองค์จะทรงสามารถใช้ชีวิตของพระองค์ในนรกได้อย่างไร? แต่เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษย์ทั้งปวง เพื่อที่มวลมนุษย์ทั้งหมดจะสามารถพบกับการหยุดพักได้เร็วขึ้น พระองค์ได้ทรงสู้ทนความอัปยศอดสูและทรงทนทุกข์กับความอยุติธรรมเพื่อมายังแผ่นดินโลก และได้เสด็จเข้าสู่ “นรก” กับ “แดนคนตาย” เข้าสู่ถ้ำเสือ ด้วยพระองค์เอง เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด มนุษย์มีคุณสมบัติที่จะต่อต้านพระเจ้าอย่างไร? เขามีเหตุผลใดที่จะพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า? เขาสามารถกล้าที่จะเพ่งมองพระเจ้าได้อย่างไร? พระเจ้าแห่งสวรรค์ได้เสด็จมายังแผ่นดินแห่งความชั่วช้าที่โสโครกที่สุดแห่งนี้ และไม่เคยได้ทรงระบายความคับข้องพระทัยของพระองค์หรือพร่ำบ่นเกี่ยวกับมนุษย์ แต่กลับทรงยอมรับการย่ำยีทั้งหลาย[1] และการกดขี่ของมนุษย์อย่างเงียบๆ แทน พระองค์ไม่เคยทรงตอบโต้ข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลของมนุษย์ พระองค์ไม่เคยทรงทำการเรียกร้องมากเกินไปกับมนุษย์ และพระองค์ไม่เคยทรงกำหนดข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลให้กับมนุษย์ พระองค์เพียงทรงงานทั้งหมดที่มนุษย์พึงต้องใช้โดยไม่ทรงพร่ำบ่น ได้แก่ การสอน การให้ความรู้แจ้ง การตำหนิ กระบวนการถลุงวาจา การเตือนความจำ การกระตุ้น การปลอบโยน การพิพากษา และการเผย ขั้นตอนใดของพระองค์หรือที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อชีวิตของมนุษย์? ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงขจัดความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และชะตากรรมของมนุษย์ไป แต่ขั้นตอนใดที่พระเจ้าได้ทรงดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้วนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งชะตากรรมของมนุษย์หรือ? ขั้นตอนใดหรือที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการอยู่รอดของมนุษย์? ขั้นตอนใดหรือที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากความทุกข์นี้ และจากการกดขี่ของพลังมืดที่ดำเหมือนกลางคืน? ขั้นตอนใดหรือที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของมนุษย์? ผู้ใดสามารถเข้าใจพระหทัยของพระเจ้าได้ ซึ่งเป็นเสมือนหัวใจของแม่ที่รักใคร่? ผู้ใดสามารถจับใจความพระทัยที่แรงกล้าของพระเจ้าได้? พระทัยที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและความคาดหวังที่ร้อนแรงของพระเจ้าได้รับการตอบแทนด้วยหัวใจที่เย็นชา ด้วยสายตาที่ไม่แยแสและแข็งกระด้าง และด้วยการตำหนิติเตียนและดูถูกดูแคลนซ้ำๆ ของมนุษย์ สิ่งเหล่านั้นได้รับการตอบแทนด้วยข้อคิดเห็นที่เชือดเฉือน และการประชดประชัน และการดูแคลน สิ่งเหล่านั้นได้รับการตอบแทนด้วยการหยามหยันของมนุษย์ ด้วยการเหยียบย่ำและการปฏิเสธของเขา ด้วยการจับใจความผิดๆ ของเขา และการร้องครวญคราง และความเหินห่าง และการหลีกเลี่ยง และไม่ใช่โดยสิ่งใดเลยนอกจากการหลอกลวง การโจมตี และความขมขื่น คำพูดที่อบอุ่นได้พบกับคิ้วที่ดุดันและการเยาะเย้ยท้าทายที่เยือกเย็นจากนิ้วชี้ที่ส่ายไปมานับพัน พระเจ้าทรงทำได้แต่เพียงสู้ทน ก้มพระเศียร ปรนนิบัติผู้คนเหมือนกับวัวตัวผู้ที่เต็มใจ[2] หลายวันหลายคืนเหลือเกิน หลายครั้งยิ่งนักที่พระองค์ได้ทรงเผชิญหน้ากับดวงดาว หลายครั้งยิ่งนักที่พระองค์ได้ทรงออกเดินทางไปเมื่อรุ่งอรุณและเสด็จกลับมาเมื่อย่ำค่ำ และทรงนอนพลิกกายไปมา ทรงสู้ทนความทุกข์ทรมานที่ยิ่งใหญ่กว่าความเจ็บปวดแห่งการจากพระบิดาของพระองค์มานับพันเท่า ทรงสู้ทนการโจมตีและการทำให้สยบยอมของมนุษย์ และการจัดการกับการตัดแต่งของมนุษย์ ความถ่อมพระทัยและความลี้ลับของพระเจ้าได้รับการตอบแทนด้วยอคติ[3]ของมนุษย์ ด้วยทัศนะที่ไม่เป็นธรรมและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของมนุษย์ และหนทางอันไร้สุ้มเสียงที่พระเจ้าทรงงานในความลึกลับ ความอดกลั้นของพระองค์ การทนยอมรับของพระองค์ได้รับการตอบแทนด้วยสายตาละโมบของมนุษย์ มนุษย์พยายามที่จะกระทืบพระเจ้าให้สิ้นพระชนม์ โดยไม่มีความรู้สึกสำนึกผิด และพยายามที่จะเหยียบย่ำพระเจ้าให้จมพื้นดิน ท่าทีของมนุษย์ในการปฏิบัติของเขาต่อพระเจ้าคือท่าทีแห่ง “ความฉลาดที่หาได้ยาก” และพระเจ้าผู้ซึ่งถูกมนุษย์รังแกและดูถูก ถูกขยี้จนแบนอยู่ใต้เท้าของผู้คนนับหมื่น ในขณะที่มนุษย์เองยืนบนที่สูง ราวกับว่าเขาจะเป็นราชาแห่งเนินเขา ราวกับว่าเขาต้องการที่จะใช้พลังอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด[4] เพื่อเป็นศูนย์กลางที่มีแต่คนห้อมล้อมจากเบื้องหลังหน้าจอ เพื่อทำให้พระเจ้าเป็นผู้กำกับที่มีมโนธรรมและปฏิบัติตามกฎอยู่หลังฉาก ผู้ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้สู้ตอบหรือก่อให้เกิดความยากลำบาก พระเจ้าต้องทรงเล่นบทของจักรพรรดิองค์สุดท้าย พระองค์ต้องทรงเป็นหุ่นเชิด[5] ที่ปราศจากอิสรภาพทั้งปวง ความประพฤติของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบอกได้ ดังนั้น เขามีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะเรียกร้องการนี้หรือการนั้นจากพระเจ้า? เขามีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะยื่นข้อเสนอแนะแก่พระเจ้า? เขามีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะเรียกร้องให้พระเจ้าเห็นพระทัยความอ่อนแอของเขา? เขาเหมาะสมอย่างไรที่จะได้รับพระปรานีของพระเจ้า? เขาเหมาะสมอย่างไรที่จะได้รับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า? เขาเหมาะสมอย่างไรที่จะได้รับการอภัยของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า? จิตสำนึกของเขาอยู่ที่ใด? เขาได้ทำให้พระทัยของพระเจ้าแตกสลายนานมาแล้ว เขาได้ทิ้งให้พระทัยของพระเจ้าแหลกเป็นชิ้นๆ มานานแล้ว พระเจ้าเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์ด้วยความแจ่มใสและมีชีวิตชีวา โดยทรงหวังว่ามนุษย์คงจะโอบอ้อมอารีต่อพระองค์ ต่อให้เป็นเพียงด้วยความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ถึงกระนั้น พระทัยของพระเจ้าก็ใช้เวลานานกว่าจะได้รับการชูใจโดยมนุษย์ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงได้รับมาคือการโจมตีด้วยการขว้างก้อนหิมะ[6]และการทรมาน หัวใจของมนุษย์นั้นโลภเกินไป ความอยากของเขายิ่งใหญ่เกินไป เขาไม่มีวันสามารถอิ่มเอมได้ เขาประสงค์ร้ายและบ้าบิ่นอยู่เสมอ เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้พระเจ้ามีอิสรภาพหรือสิทธิ์ในการพูดใดๆ และทำให้พระเจ้าไม่ทรงมีทางเลือกนอกจากต้องนบนอบต่อความอัปยศอดสู และอนุญาตให้มนุษย์บงการพระองค์อย่างไรก็ได้ตามที่เขาปรารถนา

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (9)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ :

1. “การย่ำยีทั้งหลาย” ใช้เพื่อเปิดโปงการไม่เชื่อฟังของมวลมนุษย์

2. “ได้พบกับคิ้วที่ดุดันและการเยาะเย้ยท้าทายที่เยือกเย็นจากนิ้วชี้ที่ส่ายไปมานับพัน ก้มศีรษะ ปรนนิบัติผู้คนเหมือนกับวัวตัวผู้ที่เต็มใจ” เดิมทีเป็นประโยคเดี่ยว แต่ในที่นี้ถูกแยกออกเป็นสองประโยคเพื่อทำให้สิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น ประโยคแรกอ้างถึงการกระทำของมนุษย์ ในขณะที่ประโยคที่สองบ่งบอกถึงความทุกข์ที่พระเจ้าได้ทรงก้าวผ่าน และว่าพระเจ้านั้นถ่อมพระทัยและลี้ลับ 

3. “อคติ” อ้างถึงพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังของผู้คน

4. “ใช้พลังอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” อ้างถึงพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังของผู้คน พวกเขาชูตัวเองขึ้นสูง ใส่โซ่ตรวนผู้อื่น ทำให้คนเหล่านั้นติดตามพวกเขาและทนทุกข์เพื่อพวกเขา พวกเขาคือกองกำลังที่ไม่เป็นมิตรกับพระเจ้า

5. “หุ่นเชิด” ใช้เพื่อหยามหยันพวกที่ไม่รู้จักพระเจ้า

6. “ขว้างก้อนหิมะ” ใช้เพื่อเน้นให้เห็นพฤติกรรมที่ต่ำช้าของผู้คน"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 197

การจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าได้ส่งคลื่นกระแทกไปทั่วทุกศาสนาและทุกวงการ ได้ทำให้ระเบียบดั้งเดิมของแวดวงศาสนาทั้งหลาย “ถูกโยนเข้าสู่ความสับสนวุ่นวาย” และได้เขย่าหัวใจของคนเหล่านั้นทั้งหมดที่โหยหาการทรงปรากฏของพระเจ้า ผู้ใดไม่รักใคร่บูชา? ผู้ใดไม่ถวิลหาที่จะเห็นพระเจ้า? พระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางมนุษย์ด้วยพระองค์เองมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่เคยได้ตระหนักถึงการนั้น วันนี้ พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงปรากฏแล้ว และได้ทรงแสดงอัตลักษณ์ของพระองค์ออกไปให้มหาชนได้เห็น—การนี้จะไม่สามารถนำความปีติยินดีมาสู่หัวใจของมนุษย์ได้อย่างไร? ครั้งหนึ่งพระเจ้าได้ทรงร่วมแบ่งปันความชื่นชมยินดีและความเศร้ากับมนุษย์ และวันนี้พระองค์ก็ได้ทรงอยู่ร่วมกันกับมวลมนุษย์อีกครั้งแล้ว และทรงแบ่งปันเรื่องเล่าแห่งกาลเวลาที่ผ่านไปกับเขา หลังจากที่พระองค์ได้เดินออกจากยูเดีย ผู้คนก็ไม่สามารถหาร่องรอยของพระองค์พบ พวกเขาโหยหาที่จะได้พบกับพระเจ้าอีกครั้ง โดยแทบไม่รู้เลยว่าวันนี้พวกเขาได้พบกับพระองค์อีกครั้งและได้อยู่ร่วมกันกับพระองค์อีกครั้งแล้ว การนี้จะไม่สามารถกระตุ้นความคิดเกี่ยวกับวันวานได้อย่างไร? วันนี้เมื่อสองพันปีที่แล้ว ซีโมน บาร์โยนา ลูกหลานของคนยิว ได้เห็นพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอด ได้รับประทานร่วมโต๊ะเดียวกับพระองค์ และหลังจากติดตามพระองค์มาเป็นเวลาหลายปีก็รู้สึกถึงความรักที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อพระองค์ กล่าวคือ เขารักพระองค์จากก้นบึ้งหัวใจของเขา เขารักองค์พระเยซูเจ้าอย่างล้ำลึก คนยิวไม่รู้เลยว่าทารกผมทองผู้นี้ ซึ่งถือกำเนิดในรางหญ้าที่หนาวเหน็บ เป็นพระฉายาแรกแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าอย่างไร พวกเขาทั้งหมดคิดว่าพระองค์ก็เป็นแบบเดียวกับพวกเขา ไม่มีผู้ใดคิดว่าพระองค์แตกต่างไปแต่อย่างใด—ผู้คนจะสามารถระลึกได้ถึงพระเยซูที่ธรรมดาและสามัญนี้ได้อย่างไร? คนยิวคิดว่าพระองค์เป็นบุตรคนยิวคนหนึ่งในเวลานั้น ไม่มีผู้ใดเฝ้ามองพระองค์ในฐานะพระเจ้าผู้ทรงดีงาม และผู้คนไม่ทำสิ่งใดนอกจากทำการเรียกร้องจากพระองค์อย่างมืดบอด โดยขอให้พระองค์ประทานความมั่งคั่งและพระคุณมากมาย และสันติสุข และความชื่นชมยินดีแก่พวกเขา พวกเขารู้แต่เพียงว่า พระองค์ทรงมีทุกสิ่งทุกอย่างที่คนผู้หนึ่งจะสามารถปรารถนาได้เหมือนกับเศรษฐีผู้หนึ่ง ถึงกระนั้นผู้คนก็ไม่เคยได้ปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะคนผู้หนึ่งซึ่งเป็นที่รัก ผู้คนในเวลานั้นไม่ได้รักพระองค์ และมีแต่ประท้วงพระองค์เท่านั้น และทำการเรียกร้องที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลต่อพระองค์ พระองค์ไม่เคยทรงต้านทาน แต่ได้ประทานพระคุณแก่มนุษย์อย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่รู้จักพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงทำสิ่งใดนอกจากประทานความอบอุ่น ความรัก และความปรานีแก่มนุษย์อย่างเงียบๆ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ประทานวิธีการปฏิบัติใหม่ๆ แก่มนุษย์ โดยทรงนำทางมนุษย์ออกจากพันธนาการของธรรมบัญญัติ มนุษย์ไม่ได้รักพระองค์ เขาเพียงแต่อิจฉาพระองค์และระลึกได้ถึงความสามารถพิเศษของพระองค์เท่านั้น มวลมนุษย์ที่ตาบอดจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงดีงามได้ทรงทนทุกข์กับความอัปยศอดสูที่ยิ่งใหญ่เพียงใดเมื่อพระองค์เสด็จมาอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์? ไม่มีผู้ใดพิจารณาถึงความทุกข์ใจของพระองค์ ไม่มีผู้ใดรู้ถึงความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อพระเจ้าพระบิดา และไม่มีผู้ใดสามารถรู้ถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวของพระองค์ ถึงแม้ว่านางมารีย์จะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของพระองค์ แต่นางจะสามารถรู้ถึงพระดำริในพระทัยขององค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงปรานีได้อย่างไร? ผู้ใดเล่าที่รู้ถึงความทุกข์อันไม่อาจบรรยายได้ที่บุตรมนุษย์ได้ทนฝ่า? หลังจากได้ร้องขอจากพระองค์แล้ว ผู้คนในเวลานั้นได้วางพระองค์ไว้ในซอกหลืบแห่งความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาและทิ้งพระองค์ไว้ข้างนอกอย่างเย็นชา พระองค์จึงทรงระหกระเหินไปตามท้องถนน วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ทรงเลื่อนลอยไปเป็นเวลาหลายปีจนกระทั่งพระองค์ได้ดำรงพระชนม์มาเป็นเวลาสามสิบสามปีที่ยากลำบาก เป็นหลายปีที่ทั้งยาวนานและสั้นกระชับ เมื่อผู้คนจำเป็นต้องมีพระองค์ พวกเขาได้เชิญพระองค์เข้ามาในบ้านของพวกเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม พยายามที่จะทำข้อเรียกร้องต่อพระองค์—และหลังจากที่พระองค์ได้ทรงสร้างคุณูปการในส่วนของพระองค์ให้แก่พวกเขา พวกเขาก็ผลักไสพระองค์ออกนอกประตูทันที ผู้คนได้กินสิ่งที่ถูกจัดเตรียมให้จากโอษฐ์ของพระองค์ พวกเขาดื่มโลหิตของพระองค์ และพวกเขาชื่นชมพระคุณที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเขา แต่กระนั้นพวกเขาก็ต่อต้านพระองค์ด้วย เพราะพวกเขาไม่เคยได้รู้ว่าผู้ใดได้มอบชีวิตของพวกเขาแก่พวกเขา ในท้ายที่สุด พวกเขาได้ตรึงพระองค์กับกางเขน ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังไม่ทรงส่งเสียงใดๆ แม้กระทั่งวันนี้ พระองค์ก็ยังคงนิ่งเงียบ ผู้คนกินเนื้อหนังของพระองค์ พวกเขาดื่มพระโลหิตของพระองค์ พวกเขากินอาหารที่พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเขา และพวกเขาเดินบนหนทางที่พระองค์ได้ทรงเปิดให้แก่พวกเขา ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงเจตนาที่จะปฏิเสธพระองค์ แท้ที่จริงแล้วพวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้าผู้ซึ่งได้ประทานชีวิตแก่พวกเขาเสมือนเป็นศัตรู และกลับปฏิบัติต่อพวกที่เป็นทาสเช่นเดียวกับพวกเขาเสมือนเป็นพระบิดาแห่งสวรรค์แทน ในการนี้ พวกเขาไม่ได้จงใจต่อต้านพระองค์หรอกหรือ? พระเยซูได้มาสิ้นพระชนม์บนกางเขนได้อย่างไร? พวกเจ้ารู้หรือไม่? พระองค์ไม่ได้ทรงถูกทรยศโดยยูดาส ผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์มากที่สุดและได้กินพระองค์ ดื่มพระองค์ และชื่นชมพระองค์หรอกหรือ? ยูดาสไม่ได้ทรยศพระเยซูเพราะว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเป็นอื่นใดมากไปกว่าอาจารย์ปกติผู้ไม่สำคัญคนหนึ่งหรอกหรือ? หากผู้คนได้เห็นจริงๆ ว่าพระเยซูทรงเหนือธรรมดาและเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้มาจากสวรรค์ พวกเขาจะสามารถตรึงพระองค์ที่กางเขนทั้งเป็น เป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงจนกระทั่งพระองค์ไม่มีลมหายใจเหลืออยู่ในร่างของพระองค์ได้อย่างไร? ผู้ใดจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้? ผู้คนไม่ทำสิ่งใดนอกจากชื่นชมพระเจ้าด้วยความโลภที่ไม่รู้จักพอ แต่พวกเขาไม่เคยได้รู้จักพระองค์ พวกเขาได้รับมอบหนึ่งนิ้วและได้เอาไปหนึ่งไมล์ และพวกเขาได้ทำให้ “พระเยซู” เชื่อฟังคำบัญชาของพวกเขา เชื่อฟังคำสั่งของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ผู้ใดเล่าเคยแสดงสิ่งใดที่เป็นหนทางแห่งความปรานีต่อบุตรมนุษย์ผู้นี้ ผู้ซึ่งไม่มีที่ใดให้วางศีรษะของพระองค์? ผู้ใดเล่าเคยคิดถึงการร่วมแรงกำลังกับพระองค์เพื่อทำให้พระบัญชาของพระเจ้าพระบิดาสำเร็จลุล่วง? ผู้ใดเล่าเคยนึกถึงพระองค์? ผู้ใดเล่าเคยพิจารณาถึงความลำบากยากเย็นของพระองค์? มนุษย์บิดกระชากพระองค์ไปมาโดยไม่มีความรักแม้แต่น้อย มนุษย์ไม่รู้ว่าความสว่างและชีวิตของเขามาจากที่ใดและไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากวางแผนอย่างลับๆ ว่าจะตรึงกางเขน “พระเยซู” แห่งสองพันปีที่แล้ว ผู้ซึ่งได้รับประสบการณ์กับความเจ็บปวดท่ามกลางมนุษย์ อีกครั้งอย่างไร “พระเยซู” ทรงบันดาลความเกลียดชังเช่นนั้นจริงๆ หรือ? ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำไปถูกลืมเลือนไปนานแล้วหรือ? ความเกลียดชังที่บรรจบรวมกันมาเป็นเวลาหลายพันปีจะถูกปล่อยออกมาในที่สุด เจ้าซึ่งเป็นจำพวกเดียวกับคนยิว! “พระเยซู” เคยได้เป็นศัตรูกับพวกเจ้าเมื่อใดกัน จนพวกเจ้าควรจะเกลียดชังพระองค์มากถึงเพียงนี้? พระองค์ได้ทรงทำมากมายยิ่งนัก และได้ตรัสมากมายยิ่งนัก—ไม่มีสิ่งใดในการนั้นที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าเลยหรือ? พระองค์ได้ประทานชีวิตของพระองค์แก่พวกเจ้าโดยไม่ทรงถามหาสิ่งใดตอบแทน พระองค์ได้ประทานทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์แก่พวกเจ้าแล้ว—พวกเจ้ายังคงต้องการที่จะกินพระองค์ทั้งเป็นจริงๆ หรือ? พระองค์ได้ประทานทั้งหมดของพระองค์แก่พวกเจ้าโดยไม่ทรงลังเล โดยไม่เคยทรงชื่นชมความรุ่งโรจน์ทางโลก ความอบอุ่นท่ามกลางมนุษย์ ความรักท่ามกลางมนุษย์ หรือพระพรทั้งหมดท่ามกลางมนุษย์เลย ผู้คนนั้นใจร้ายกับพระองค์ยิ่งนัก พระองค์ไม่เคยได้ทรงชื่นชมความมั่งคั่งทั้งหมดบนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงอุทิศความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งพระหทัยที่จริงใจและเต็มไปด้วยความรู้สึกของพระองค์ให้แก่มนุษย์ พระองค์ได้ทรงอุทิศความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์แก่มวลมนุษย์แล้ว—และผู้ใดเคยให้ความอบอุ่นแก่พระองค์บ้าง? ผู้ใดเคยให้การชูใจแก่พระองค์บ้าง? มนุษย์ได้สุมความกดดันทั้งหมดไว้บนพระองค์ เขาได้ส่งมอบความโชคร้ายทั้งหมดให้แก่พระองค์ เขาได้ยัดเยียดประสบการณ์ที่โชคร้ายที่สุดท่ามกลางมนุษย์ให้พระองค์ เขาติเตียนพระองค์สำหรับความอยุติธรรมทั้งหมด และพระองค์ได้ยอมรับมันไปโดยปริยาย พระองค์เคยได้ทรงทักท้วงผู้ใดหรือไม่? พระองค์เคยได้ทรงถามหาการชดเชยเล็กๆ น้อยๆ จากผู้ใดไหม? ผู้ใดเคยแสดงความเห็นอกเห็นใจใดๆ ต่อพระองค์บ้าง? ในฐานะมนุษย์ปกติ ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่ไม่เคยมีวัยเด็กที่ช่างเพ้อฝันบ้าง? ผู้ใดบ้างไม่เคยมีวัยหนุ่มสาวอันเต็มไปด้วยสีสัน? ผู้ใดบ้างไม่เคยมีความอบอุ่นจากผู้คนอันเป็นที่รัก? ผู้ใดบ้างไม่มีความรักของญาติพี่น้องและมิตรสหาย? ผู้ใดไม่มีความนับถือจากผู้อื่น? ผู้ใดไม่มีครอบครัวที่อบอุ่น? ผู้ใดไม่มีความชูใจจากเพื่อนสนิทของพวกเขา? และพระองค์เคยได้ทรงชื่นชมสิ่งใดแบบนี้หรือไม่? ผู้ใดเคยได้ให้ความอบอุ่นสักเล็กน้อยกับพระองค์บ้าง? ผู้ใดเคยได้ให้เศษเสี้ยวของการชูใจแก่พระองค์บ้าง? ผู้ใดเคยแสดงศีลธรรมจรรยาแบบมนุษย์สักเล็กน้อยกับพระองค์บ้าง? ผู้ใดเคยยอมผ่อนปรนกับพระองค์บ้าง? ผู้ใดเคยอยู่กับพระองค์ในช่วงระหว่างเวลาที่ลำบากยากเย็นบ้าง? ผู้ใดเคยได้ผ่านชีวิตที่ยากลำบากกับพระองค์บ้าง? มนุษย์ไม่เคยผ่อนคลายข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อพระองค์ เขาแค่ทำการเรียกร้องต่อพระองค์โดยไม่มีความกระดากใจใดๆ ราวกับว่าเมื่อได้เสด็จมายังโลกมนุษย์แล้ว พระองค์ก็จำต้องทรงเป็นวัวหรือม้าของมนุษย์ เป็นนักโทษของเขา และจำต้องประทานทั้งหมดของพระองค์แก่มนุษย์ หาไม่แล้ว มนุษย์จะไม่มีวันยกโทษให้พระองค์ จะไม่มีวันเบามือกับพระองค์ จะไม่มีวันเรียกพระองค์ว่าพระเจ้า และจะไม่มีวันเลื่อมใสและเคารพพระองค์ มนุษย์นั้นมีท่าทีที่รุนแรงเกินไปต่อพระเจ้า ราวกับว่าเขาเตรียมที่จะทรมานพระเจ้าจนสิ้นพระชนม์ มีเพียงหลังจากนั้นเท่านั้นที่เขาจะผ่อนคลายข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อพระเจ้า มิฉะนั้นมนุษย์จะไม่มีวันลดมาตรฐานแห่งข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อพระเจ้าลงเลย มนุษย์เช่นนี้จะไม่ถูกพระเจ้าดูหมิ่นได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่โศกนาฏกรรมแห่งวันนี้หรอกหรือ? จิตสำนึกของมนุษย์อันตรธานไปหมดสิ้นแล้ว เขาเอาแต่พูดว่าเขาจะตอบแทนความรักของพระเจ้า แต่เขากลับแยกส่วนพระเจ้าและทรมานพระองค์จนสิ้นพระชนม์ นี่ไม่ใช่ “สูตรลับ” ในความเชื่อพระเจ้าของเขา ที่ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษของเขาหรอกหรือ? ไม่มีที่ใดที่จะไม่พบ “คนยิว” และวันนี้พวกเขายังคงทำงานเดียวกันนั้น พวกเขายังคงดำเนินงานเดียวกันนั้นในการต่อต้านพระเจ้าให้เสร็จสิ้น แต่กระนั้นก็ยังเชื่อว่าพวกเขากำลังเชิดชูพระเจ้าไว้สูง สายตาของมนุษย์เองจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร? มนุษย์ผู้ซึ่งใช้ชีวิตในเนื้อหนังจะสามารถปฏิบัติต่อพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ ผู้มาจากพระวิญญาณ เสมือนเป็นพระเจ้าได้อย่างไร? ผู้ใดบ้างท่ามกลางมนุษย์ที่จะสามารถรู้จักพระองค์? ความจริงอยู่ที่ใดท่ามกลางมนุษย์? ความชอบธรรมที่แท้จริงอยู่ที่ใด? ผู้ใดบ้างสามารถรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้า? ผู้ใดสามารถแข่งขันกับพระเจ้าในสวรรค์ได้? ไม่ต้องประหลาดใจเลยว่า เมื่อพระองค์ได้มาท่ามกลางมนุษย์ ไม่มีผู้ใดรู้จักพระเจ้าเลย และพระองค์ได้ทรงถูกปฏิเสธ มนุษย์สามารถทนยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าได้อย่างไร? เขาจะสามารถยอมให้ความสว่างขับความมืดของโลกนี้ออกไปได้อย่างไร? ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การเฝ้าเดี่ยวอันมีเกียรติของมนุษย์หรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การเข้าสู่ที่เที่ยงตรงของมนุษย์หรอกหรือ? และงานของพระเจ้าไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่การเข้าสู่ของมนุษย์หรอกหรือ? เราปรารถนาให้พวกเจ้าผนวกงานของพระเจ้าเข้ากับการเข้าสู่ของมนุษย์ และสถาปนาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ที่มนุษย์ควรจะปฏิบัติให้ดีสุดความสามารถของพวกเจ้า ในหนทางนี้ งานของพระเจ้าจะมาถึงบทอวสานหลังจากนั้น ซึ่งสรุปปิดตัวด้วยการถวายพระเกียรติแด่พระองค์!

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (10)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 198

วันนี้เราทำงานในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในประเทศจีนเพื่อเผยอุปนิสัยที่เป็นกบฏของพวกเขาทั้งหมด และเปิดโปงความน่าเกลียดของพวกเขา และการนี้ให้บริบทสำหรับการพูดทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องพูด หลังจากนั้น เมื่อเราดำเนินขั้นตอนต่อไปของพระราชกิจการพิชิตทั้งจักรวาลจนเสร็จสิ้นแล้ว เราจะใช้การพิพากษาที่เรามีให้กับพวกเจ้าเพื่อพิพากษาความไม่ชอบธรรมของทุกคนในทั้งจักรวาล เพราะผู้คนอย่างพวกเจ้าเป็นตัวแทนของความกบฏท่ามกลางมวลมนุษย์ พวกที่ไม่สามารถยกระดับขึ้นมาได้จะกลายเป็นเพียงสิ่งที่ใช้เน้นสิ่งอื่นและวัตถุเพื่อการปรนนิบัติ ในขณะที่ผู้ที่สามารถยกระดับขึ้นมาได้จะถูกนำไปใช้ เหตุใดเราจึงพูดว่าพวกที่ไม่สามารถยกระดับขึ้นมาได้จะทำหน้าที่เป็นได้เพียงสิ่งที่ใช้เน้นสิ่งอื่นเท่านั้น? นั่นเป็นเพราะคำพูดและงานของเราในปัจจุบันทั้งหมดมีเป้าหมายที่ภูมิหลังของพวกเจ้า และเพราะพวกเจ้าได้กลายเป็นตัวแทนและบุคคลตัวอย่างของความกบฏท่ามกลางมนุษย์ หลังจากนั้นเราจะนำคำพูดเหล่านี้ที่พิชิตพวกเจ้าไปยังชนต่างชาติทั้งหลายและใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อพิชิตผู้คนที่นั่น แต่เจ้าจะยังไม่ได้รับคำพูดเหล่านั้น นั่นไม่ได้ทำให้เจ้าเป็นสิ่งที่ใช้เน้นสิ่งอื่นหรือ? อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษยชาติทั้งมวล การกระทำที่กบฏของมนุษย์ และภาพลักษณ์และใบหน้าที่น่าเกลียดของมนุษย์—ทั้งหมดนี้ได้รับการบันทึกไว้ในวันนี้ในคำพูดที่ใช้เพื่อพิชิตพวกเจ้า จากนั้นเราจะใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อพิชิตผู้คนจากทุกชนชาติและทุกนิกาย เพราะพวกเจ้าเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างที่มีมาก่อน อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้เริ่มต้นการเดินทางเพื่อจงใจทอดทิ้งพวกเจ้า หากเจ้าล้มเหลวที่จะทำให้ดีในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า และดังนั้นเจ้าจึงพิสูจน์ว่าเป็นผู้ที่ไม่สามารถรักษาได้ เจ้าจะไม่เป็นเพียงวัตถุเพื่อการปรนนิบัติและสิ่งที่ใช้เน้นสิ่งอื่นหรือ? เราเคยพูดว่าเราใช้สติปัญญาของเราโดยมีพื้นฐานอยู่บนกลอุบายของซาตาน เหตุใดเราจึงพูดเช่นนั้น? นั่นไม่ใช่ความจริงที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เรากำลังพูดและกำลังทำในตอนนี้หรือ? หากเจ้าไม่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ หากเจ้าไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมแต่กลับถูกลงโทษแทน เจ้าจะไม่กลายเป็นสิ่งที่ใช้เน้นสิ่งอื่นหรือ? บางทีเจ้าอาจได้ทนทุกข์มากมายในช่วงเวลาของเจ้าแล้ว แต่เจ้ายังคงไม่เข้าใจสิ่งใดเลย เจ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิต ถึงแม้ว่าเจ้าจะได้รับการตีสอนและพิพากษาแล้ว แต่เจ้าก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และลึกๆ ลงไปภายในนั้น เจ้ายังไม่ได้รับชีวิต เมื่อถึงเวลาที่จะทดสอบงานของเจ้า เจ้าจะได้รับประสบการณ์กับการทดสอบที่ดุเดือดดั่งไฟและแม้กระทั่งความทุกข์ลำบากที่มากยิ่งกว่า ไฟนี้จะเปลี่ยนการเป็นอยู่ทั้งหมดของเจ้าให้กลายเป็นเถ้า ในฐานะใครบางคนที่ไม่ได้ครอบครองชีวิต ใครบางคนที่ปราศจากทองคำบริสุทธิ์ภายในแม้สักเสี้ยว ใครบางคนที่ยังคงติดอยู่กับอุปนิสัยเก่าๆ อันเสื่อมทราม และใครบางคนที่ไม่สามารถแม้กระทั่งทำงานที่ดีได้กับการเป็นสิ่งที่ใช้เน้นสิ่งอื่น เจ้าจะไม่ถูกกำจัดไปได้อย่างไร? พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยมีประโยชน์อันใดสำหรับใครบางคนที่มีค่าน้อยกว่าเงินหนึ่งเพนนี ใครบางคนที่ไม่ได้ครอบครองชีวิต? เมื่อเวลานั้นมาถึง วันของพวกเจ้าจะยากลำบากกว่าวันเหล่านั้นของโนอาห์และโสโดม! ถึงตอนนั้นการอธิษฐานของเจ้าจะไม่ให้ประโยชน์ใดกับเจ้า เจ้าจะสามารถกลับมาภายหลังและเริ่มต้นกลับใจใหม่อีกครั้งได้อย่างไรเมื่อพระราชกิจแห่งความรอดได้สิ้นไปแล้ว? ทันทีที่พระราชกิจแห่งความรอดทั้งหมดได้รับการดำเนินการเสร็จสิ้นก็จะไม่มีพระราชกิจนั้นอีก สิ่งที่จะมีคือการเริ่มต้นพระราชกิจการลงโทษผู้ที่ชั่วร้าย เจ้าต้านทาน เจ้ากบฏ และเจ้าทำสิ่งต่างๆ ที่เจ้ารู้ว่าชั่วร้าย เจ้าไม่ได้เป็นเป้าหมายของการลงโทษที่รุนแรงหรือ? เรากำลังพูดสิ่งนี้ออกมาให้เจ้าฟังในวันนี้ หากเจ้าเลือกที่จะไม่ฟัง เช่นนั้นแล้วเมื่อความวิบัติบังเกิดกับเจ้าในภายหลัง จะไม่สายเกินไปหรือหากเจ้าเริ่มรู้สึกเสียใจและเริ่มเชื่อในตอนนั้นเท่านั้น? เรากำลังให้โอกาสเจ้ากลับใจในวันนี้ แต่เจ้าไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนั้น เจ้าต้องการที่จะรอไปนานเท่าใด? จนกว่าจะถึงวันแห่งการตีสอนหรือ? เราไม่ได้จดจำการล่วงละเมิดที่ผ่านมาของเจ้าในวันนี้ เราให้อภัยเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เบนสายตาจากด้านที่เป็นลบของเจ้าเพื่อมองแค่ด้านที่เป็นบวกของเจ้า เพราะคำพูดและงานในปัจจุบันของเราทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเจ้าให้รอด และเราไม่มีเจตนาร้ายใดๆ ต่อเจ้า แต่เจ้ายังปฏิเสธที่จะเข้าสู่ เจ้าไม่สามารถแยกแยะความดีออกจากความเลว และไม่รู้ว่าจะซาบซึ้งกับความใจดีอย่างไร ผู้คนเช่นนั้นไม่ใช่แค่รอการมาถึงของการลงโทษและการลงทัณฑ์อันสาสมที่ชอบธรรมหรือ?

ตัดตอนมาจาก “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 199

เมื่อโมเสสทุบก้อนหิน และน้ำที่พระยาห์เวห์ทรงประทานได้ผุดออกมา มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อดาวิดได้เล่นพิณตั้งเพื่อสรรเสริญเรา พระยาห์เวห์—ด้วยหัวใจที่ถูกเติมด้วยความชื่นบานของเขา—มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อโยบสูญเสียปศุสัตว์ของเขาซึ่งเติมภูเขาทั้งหลายและความมั่งคั่งมากมายเกินบรรยาย และร่างกายของเขาได้กลายเป็นถูกปกคลุมไปด้วยฝีที่เจ็บปวด มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อเขาสามารถได้ยินเสียงของเรา พระยาห์เวห์ และเห็นพระสิริของเรา พระยาห์เวห์ มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา การที่เปโตรสามารถติดตามพระเยซูคริสต์ได้ก็เป็นเพราะความเชื่อของเขา การที่เขาสามารถถูกตรึงกับกางเขนเพื่อเห็นแก่เราและมอบคำพยานอันรุ่งโรจน์ก็เป็นเพราะความเชื่อของเขาเช่นกัน เมื่อยอห์นได้เห็นภาพลักษณ์อันรุ่งโรจน์ของบุตรมนุษย์ มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อเขาได้เห็นนิมิตแห่งยุคสุดท้าย มันเป็นเพราะความเชื่อของเขามากขึ้นไปอีก สาเหตุที่ทำไมบรรดาประเทศต่างชาติมากมายดังที่เรียกขานกันนั้นได้รับวิวรณ์ของเรา และได้มารู้ว่าเราได้กลับมาในเนื้อหนังแล้วเพื่อทำงานของเราท่ามกลางมนุษย์ ก็เป็นเพราะความเชื่อของพวกเขาเช่นกัน ทุกคนที่ถูกทำร้ายโดยถ้อยคำเกรี้ยวกราดของเราและกระนั้นกลับได้รับการปลอบใจจากถ้อยคำเหล่านั้น และได้รับการช่วยให้รอด—พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพราะความเชื่อของพวกเขาหรอกหรือ? ผู้คนได้รับมากมายเพราะความเชื่อของพวกเขา และนั่นไม่ใช่พระพรเสมอไป พวกเขาอาจไม่ได้รับความสุขและความปีติยินดีแบบที่ดาวิดรู้สึก หรือมีน้ำที่พระยาห์เวห์ทรงประทานให้เหมือนกับที่โมเสสได้รับ ตัวอย่างเช่น โยบได้รับพระพรจากพระยาห์เวห์เพราะความเชื่อของเขา แต่เขายังทนทุกข์กับความวิบัติด้วยเช่นกัน ไม่ว่าพวกเจ้าจะได้รับพระพรหรือทนทุกข์กับความวิบัติ ทั้งสองต่างก็เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านการอวยพระพรทั้งนั้น หากปราศจากความเชื่อ เจ้าจะไร้ความสามารถที่จะรับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยนี้ แล้วนับประสาอะไรกับการจะได้มองเห็นกิจการของพระยาห์เวห์ที่แสดงอยู่ต่อหน้าต่อตาเจ้าในวันนี้ เจ้าจะไร้ความสามารถที่จะมองเห็น แล้วนับประสาอะไรกับการที่เจ้าจะสามารถได้รับ สิ่งทำลายเหล่านี้ หายนะเหล่านี้ และการพิพากษาทั้งหมด—หากสิ่งเหล่านี้ไม่บังเกิดแก่เจ้า เจ้าจะสามารถมองเห็นกิจการของพระยาห์เวห์ในวันนี้ได้หรือ? ในวันนี้ สิ่งที่ทำให้เจ้าสามารถถูกพิชิตได้คือความเชื่อ และสิ่งที่ทำให้เจ้าสามารถเชื่อในทุกกิจการของพระยาห์เวห์ได้คือการถูกพิชิต เจ้าได้รับการตีสอนและการพิพากษาเช่นนั้นได้เพราะความเชื่อเท่านั้น เจ้าถูกพิชิตและได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยผ่านทางการตีสอนและการพิพากษานี้ หากปราศจากการตีสอนและการพิพากษาแบบที่เจ้ากำลังได้รับในวันนี้ ความเชื่อของเจ้าจะสูญเปล่า เพราะเจ้าจะไม่รู้จักพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าได้เชื่อในพระองค์มากเพียงใดก็ตาม ความเชื่อของเจ้าจะยังคงเป็นเพียงแค่การแสดงออกอย่างว่างเปล่าที่ไม่มีพื้นฐานอยู่ในความเป็นจริง ความเชื่อของเจ้าจะกลายเป็นจริงและเชื่อถือได้ และหัวใจของเจ้าจะหันหาพระเจ้าหลังจากที่เจ้าได้รับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นพระราชกิจที่ทำให้เจ้าเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์ ถึงแม้เจ้าจะทนทุกข์กับการพิพากษาและการสาปแช่งเป็นอันมากเพราะคำว่า “ความเชื่อ” นี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้ามีความเชื่อที่แท้จริงและเจ้าได้รับสิ่งที่แท้จริงที่สุด เป็นจริงที่สุด และล้ำค่าที่สุด นี่เป็นเพราะว่าเจ้ามองเห็นบั้นปลายสุดท้ายของสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้าในระหว่างการพิพากษาดำเนินไปเท่านั้น เจ้ามองเห็นว่าพระผู้สร้างควรต้องได้รับความรักในการพิพากษานี้ เจ้ามองเห็นพระพาหาของพระเจ้าในพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยเช่นนั้น เจ้ามาเข้าใจชีวิตมนุษย์อย่างสมบูรณ์ในการพิชิตชัยนี้ เจ้าได้รับเส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์และมาเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ “มนุษย์” ในการพิชิตชัยนี้ เจ้ามองเห็นอุปนิสัยอันชอบธรรมขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และโฉมพระพักตร์อันงดงามและเปี่ยมด้วยสง่าราศีในการพิชิตชัยนี้เท่านั้น เจ้าเรียนรู้จุดกำเนิดของมนุษย์และเข้าใจ “ประวัติศาสตร์ที่เป็นอมตะ” ของมนุษยชาติทั้งมวลในพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยนี้เท่านั้น เจ้ามาเข้าใจบรรพบุรุษของมวลมนุษย์และจุดกำเนิดของความเสื่อมทรามของมนุษย์ในการพิชิตชัยนี้ เจ้าได้รับความปีติยินดีและความสบาย ตลอดจนการตีสอนอันไม่รู้จบ การคุมวินัย และคำพูดตำหนิจากพระผู้สร้างต่อมวลมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างในการพิชิตชัยนี้ เจ้าได้รับพระพร ตลอดจนหายนะที่มนุษย์สมควรได้รับในพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยนี้...ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพราะความเชื่ออันเล็กน้อยของเจ้าหรือ? แล้วความเชื่อของเจ้าไม่เพิ่มขึ้นหลังจากที่เจ้าได้รับสิ่งเหล่านี้หรือ? เจ้าไม่ได้ได้รับมาแล้วมากมายหรือ? เจ้าไม่เพียงแต่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าและได้มองเห็นพระปรีชาญาณของพระเจ้าเท่านั้น แต่เจ้ายังได้รับประสบการณ์กับแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์ด้วยตัวเจ้าเองด้วย บางทีเจ้าคงจะพูดว่าหากเจ้าไม่มีความเชื่อ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะไม่ได้ทนทุกข์กับการตีสอนแบบนี้หรือการพิพากษาแบบนี้ แต่เจ้าควรรู้ว่าหากปราศจากความเชื่อ เจ้าไม่เพียงแต่จะไม่สามารถได้รับการตีสอนแบบนี้หรือการเอาใจใส่แบบนี้จากองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้น แต่เจ้าจะยังสูญเสียโอกาสที่จะได้พบกับพระผู้สร้างไปตลอดกาลด้วย เจ้าจะไม่มีวันรู้จักจุดกำเนิดของมวลมนุษย์ และไม่มีวันได้เข้าใจนัยสำคัญของชีวิตมนุษย์ ถึงแม้ว่าร่างกายของเจ้าตายไปและวิญญาณของเจ้าจากไป เจ้าก็จะยังคงไม่เข้าใจกิจการทั้งหมดของพระผู้สร้าง นับประสาอะไรที่เจ้าจะรู้ว่าพระผู้สร้างทรงปฏิบัติพระราชกิจอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นบนแผ่นดินโลกหลังจากที่พระองค์ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้น ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนี้ เจ้าเต็มใจที่จะตกลงไปในความมืดอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในลักษณะนี้ และทนทุกข์กับการลงโทษชั่วนิรันดร์หรือไม่? หากเจ้าแยกตัวเจ้าเองออกจากการตีสอนและการพิพากษาของวันนี้ สิ่งที่เจ้าจะได้พบคืออะไร? เจ้าคิดหรือว่าทันทีที่แยกจากการพิพากษาของปัจจุบันนี้แล้ว เจ้าจะสามารถหลีกหนีจากชีวิตที่ยากลำบากนี้ได้? เป็นเรื่องไม่จริงหรือที่หากเจ้าออกจาก “สถานที่นี้” สิ่งที่เจ้าจะได้เผชิญคือความทรมานที่เจ็บปวดหรือการข่มเหงอย่างโหดร้ายจากมาร? เจ้าอาจเผชิญกับวันและคืนที่ไม่อาจทานทนได้หรือไม่? เจ้าคิดหรือว่าแค่เพราะเจ้าหลีกหนีจากการพิพากษานี้ในวันนี้ เจ้าจะสามารถเลี่ยงหนีจากการทรมานในอนาคตนั้นได้ตลอดไป? อะไรจะเกิดกับเจ้า? สิ่งที่เจ้าหวังไว้จะสามารถเป็นแชงกรีล่าได้จริงๆ หรือ? เจ้าคิดหรือว่าเจ้าสามารถหลีกหนีจากการตีสอนชั่วนิรันดร์ในอนาคตได้ด้วยเพียงการวิ่งหนีจากความเป็นจริงเหมือนอย่างที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้? หลังจากวันนี้ เจ้าจะมีวันที่จะสามารถค้นพบโอกาสแบบนี้และพระพรแบบนี้ได้อีกหรือไม่? เจ้าจะสามารถค้นพบสิ่งเหล่านั้นเมื่อความวิบัติบังเกิดแก่เจ้าได้หรือ? เจ้าจะสามารถค้นพบสิ่งเหล่านั้นเมื่อมวลมนุษย์ทั้งปวงเข้าสู่การหยุดพักได้หรือ? ชีวิตที่มีความสุขของเจ้าในปัจจุบันและครอบครัวเล็กๆ ที่กลมเกลียวของเจ้า—สิ่งเหล่านั้นสามารถแทนที่บั้นปลายชั่วนิรันดร์ในอนาคตของเจ้าได้หรือ? หากเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริง และหากเจ้าได้รับมามากมายเพราะความเชื่อของเจ้า เช่นนั้นแล้วทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เจ้า—สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—ควรได้รับ และยังเป็นสิ่งที่เจ้าควรมีตั้งแต่เริ่มต้นด้วย ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับความเชื่อและชีวิตของเจ้ามากไปกว่าการพิชิตชัยเช่นนั้น

ตัดตอนมาจาก “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 202

เหนือสิ่งอื่นใด ผลลัพธ์ที่เจตนาของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยคือ เพื่อให้เนื้อหนังของมนุษย์ไม่กบฏอีกต่อไป นั่นคือ เพื่อให้จิตใจของมนุษย์ได้รับความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับพระเจ้า เพื่อให้หัวใจของมนุษย์เชื่อฟังพระเจ้าอย่างหมดจด และเพื่อให้มนุษย์ทะเยอทะยานที่จะอยู่เพื่อพระเจ้า ผู้คนยังไม่นับว่าถูกพิชิตเมื่ออารมณ์หรือเนื้อหนังของพวกเขาเปลี่ยนแปลง เมื่อความคิดของมนุษย์ ความมีสติรู้ตัวของมนุษย์ และสำนึกรับรู้ของมนุษย์เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เมื่อท่าทีทางใจทั้งหมดของเจ้าเปลี่ยนแปลง—นั่นจะเป็นเวลาที่เจ้าได้ถูกพระเจ้าพิชิตแล้ว เมื่อเจ้าได้ตกลงใจที่จะเชื่อฟังและนำวิธีการคิดแบบใหม่มาใช้แล้ว เมื่อเจ้าไม่นำมโนคติอันหลงผิดหรือเจตนาของเจ้าเองมาอยู่ที่พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าอีกต่อไป และเมื่อสมองของเจ้าสามารถคิดได้อย่างเป็นปกติ—กล่าวคือ เมื่อเจ้าสามารถใช้ความพยายามทำเพื่อพระเจ้าด้วยทั้งหมดทั้งหัวใจของเจ้า—เมื่อนั้น เจ้าจะเป็นบุคคลประเภทที่ถูกพิชิตอย่างสมบูรณ์แล้ว ในศาสนา ผู้คนมากมายประสบทุกข์อย่างมากมายตลอดทั้งชีวิตของพวกเขา: พวกเขาอยู่เหนือร่างกายของพวกเขาเอง และแบกทุกข์ของตน พวกเขายังแม้แต่ประสบทุกข์และทนฝ่าต่อไปเมื่ออยู่บนปากเหวแห่งความตาย! บางคนยังคงกำลังอดอาหารในตอนเช้าของวันที่พวกเขาตาย ทั้งชีวิตของพวกเขา พวกเขาปฏิเสธไม่ให้ตัวเองได้รับอาหารและเสื้อผ้าดีๆ และมุ่งเน้นที่การประสบทุกข์เท่านั้น พวกเขาสามารถอยู่เหนือร่างกายของพวกเขาได้และละทิ้งเนื้อหนังของพวกเขา จิตใจที่พวกเขามีให้กับการทนฝ่าความทุกข์ช่างน่ายกย่อง แต่ความคิดของพวกเขา มโนคติอันหลงผิดของพวกเขา ทัศนคติทางใจของพวกเขา และโดยแท้จริงแล้ว ธรรมชาติเก่าๆ ของพวกเขา ยังไม่ได้ถูกจัดการเลยแม้แต่น้อย พวกเขาขาดความรู้ที่แท้จริงใดๆ เกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง ภาพในใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้าเป็นภาพแบบดั้งเดิมที่มีพระเจ้าที่คลุมเครือเป็นนามธรรม ความแน่วแน่ที่จะประสบทุกข์ของพวกเขามาจากความกระเหี้ยนกระหือรือและธรรมชาติที่เป็นบวกของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาก็ทั้งไม่เข้าใจพระองค์หรือรู้น้ำพระทัยของพระองค์ พวกเขาเพียงทำงานและประสบทุกข์อย่างหูหนวกตาบอดเพื่อพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาไม่ให้คุณค่าใดๆ กับการปฏิบัติด้วยความรอบรู้เลย ใส่ใจวิธีการทำให้แน่ใจว่าการรับใช้ของพวกเขาทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงจริงๆ เพียงเล็กน้อย และพวกเขาก็ยิ่งไม่ตระหนักรู้วิธีการทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเข้าไปใหญ่ พระเจ้าที่พวกเขารับใช้ไม่ใช่พระเจ้าในพระฉายาต้นแบบของพระองค์ แต่เป็นพระเจ้าที่ห่อหุ้มอยู่ในตำนาน ผลิตผลจากจินตนาการของพวกเขาเอง พระเจ้าที่พวกเขาเพียงแค่เคยได้ยินหรือพบในงานเขียนเท่านั้น แล้วพวกเขาก็ใช้จินตนาการอันกว้างไกลและความเคร่งศาสนาของพวกเขาในการประสบทุกข์เพื่อพระเจ้า และปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้าที่พระเจ้าทรงประสงค์จะปฏิบัติ การรับใช้ของพวกเขาคลาดเคลื่อนเกินไป จนกระทั่งไม่มีพวกเขาคนใดที่สามารถรับใช้โดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงในทางปฏิบัติเลย ไม่ว่าพวกเขาจะยินดีประสบทุกข์อย่างไรก็ตาม มุมมองแต่เดิมของพวกเขาเกี่ยวกับการรับใช้และภาพในใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะพวกเขายังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษา การตีสอน กระบวนการถลุง และการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า อีกทั้งไม่มีใครคนใดเคยนำทางพวกเขาโดยใช้ความจริง ต่อให้พวกเขาเชื่อในพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด ก็ไม่มีพวกเขาคนใดที่เคยพบเห็นพระผู้ช่วยให้รอด พวกเขาเพียงรู้จักพระองค์โดยผ่านทางตำนานและคำบอกเล่าเท่านั้น ดังนั้น การรับใช้ของพวกเขารวมกันแล้วไม่มากกว่าการปิดตารับใช้ไปอย่างไร้แบบแผน ราวกับคนตาบอดที่รับใช้พ่อของเขาเอง ถึงที่สุดแล้ว การรับใช้เช่นนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลสิ่งใดได้บ้าง? และผู้ใดจะเห็นชอบกับการรับใช้เช่นนั้น? การรับใช้ของพวกเขายังคงเหมือนเดิมตลอดมาตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด พวกเขาได้รับเพียงบทเรียนที่มนุษย์สร้างขึ้น และอิงการรับใช้ของพวกเขาบนความเป็นธรรมชาติของพวกเขาและความชอบของพวกเขาเองเท่านั้น สิ่งนี้จะสามารถให้รางวัลใด? แม้กระทั่งเปโตร ผู้ซึ่งได้มองเห็นพระเยซู ก็ยังไม่รู้วิธีการรับใช้ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เขาเพียงมารู้ถึงการนี้ในท้ายที่สุดในวัยชราของเขา นี่บอกอะไรเกี่ยวกับผู้คนตาบอดที่ยังไม่ได้รับประสบการณ์กับการได้รับการจัดการหรือการได้รับการตัดแต่งแม้แต่น้อย และผู้ที่ไม่เคยมีผู้ใดนำทางพวกเขา? การรับใช้ของผู้คนมากมายในหมู่พวกเจ้าในวันนี้ไม่เหมือนกับของผู้คนที่ตาบอดเหล่านี้หรือ? ผู้คนทั้งหมดที่ยังไม่ได้รับการพิพากษา ยังไม่ได้รับการตัดแต่งและการจัดการ และผู้ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง—พวกเขาทั้งหมดไม่ได้ถูกพิชิตอย่างไม่สมบูรณ์หรือ? ผู้คนเช่นนั้นมีประโยชน์อันใดกัน? หากความคิดของเจ้า ความรู้ที่เจ้ามีเกี่ยวกับชีวิต และความรู้ที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้าไม่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงใหม่ใดๆ และเจ้าไม่ได้รับสิ่งใดอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่มีวันสัมฤทธิ์ผลสิ่งอันใดที่ยอดเยี่ยมในการรับใช้ของเจ้า! หากปราศจากนิมิตและความรู้ใหม่เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจะไม่สามารถถูกพิชิตได้ แล้ววิธีการติดตามพระเจ้าของเจ้าก็จะเหมือนกับผู้ที่ประสบทุกข์และอดอาหาร นั่นคือ มีคุณค่าเพียงน้อยนิด! เป็นที่แน่แท้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีคำพยานเพียงน้อยนิด เราจึงพูดว่าการรับใช้ของพวกเขาไร้ประโยชน์! พวกเขาใช้ชีวิตของพวกเขาไปกับการประสบทุกข์และการนั่งอยู่ในคุก พวกเขาอดกลั้น รักใคร่เสมอมา และพวกเขาแบกกางเขนเสมอมา พวกเขาถูกเยาะเย้ยและถูกปฏิเสธจากโลก พวกเขาได้รับประสบการณ์กับความยากลำบากทุกอย่าง และถึงแม้ว่าพวกเขาจะเชื่อฟังจนถึงที่สิ้นสุด แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ถูกพิชิต และไม่สามารถเสนอคำพยานใดๆ ต่อการถูกพิชิตได้ พวกเขาได้ประสบทุกข์มากมาย แต่ภายใน พวกเขาไม่รู้จักพระเจ้าเลย ความคิดเก่าๆ มโนคติอันหลงผิดเก่าๆ การปฏิบัติทางศาสนา ความรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น และแนวความคิดในแบบมนุษย์ของพวกเขา ไม่มีสิ่งใดเลยที่เคยได้รับการจัดการ ไม่มีเค้าของความรู้ใหม่ๆ ในตัวพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าไม่มีแม้สักเสี้ยวที่ถูกต้องหรือแท้จริง พวกเขาเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าผิด นี่คือการรับใช้พระเจ้าหรือ? ไม่ว่าความรู้ที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้าในอดีตจะเป็นอย่างไรก็ตาม หากความรู้นั้นยังคงเหมือนเดิมในวันนี้และเจ้ายังคงใช้มโนคติอันหลงผิดและแนวความคิดของเจ้าเองเป็นพื้นฐานความรู้ที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้าต่อไป ไม่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติสิ่งใดก็ตาม กล่าวคือ หากเจ้ายังไม่มีความรู้ใหม่ๆ ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า และหากเจ้ายังล้มเหลวที่จะรู้จักพระฉายาและพระอุปนิสัยที่แท้จริงของพระเจ้า หากความรู้ที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้ายังคงถูกนำด้วยความคิดตามระบบศักดินาและที่เป็นไสยศาสตร์ และยังคงเกิดขึ้นจากจินตนาการและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์อยู่ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ยังไม่ได้ถูกพิชิต เรากล่าวถ้อยคำทั้งหมดเหล่านี้ต่อเจ้าในวันนี้ เพื่อที่เจ้าอาจรู้ เพื่อที่ความรู้นี้อาจนำเจ้าสู่ความรู้ใหม่กว่าที่ถูกต้อง และเรายังกล่าวถ้อยคำเหล่านี้เพื่อกำจัดมโนคติอันหลงผิดเก่าๆ และวิธีการรู้เก่าๆ ในตัวเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจมีความรู้ใหม่ๆ ได้ หากเจ้ากินและดื่มคำพูดของเราจริงๆ เช่นนั้นแล้วความรู้ของเจ้าก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ตราบเท่าที่เจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าด้วยหัวใจแห่งความเชื่อฟัง เช่นนั้นแล้วมุมมองของเจ้าก็จะพลิกกลับ ตราบเท่าที่เจ้าสามารถยอมรับการตีสอนซ้ำๆ ได้ วิธีการคิดเก่าๆ ของเจ้าก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ตราบเท่าที่วิธีการคิดเก่าๆ ของเจ้าถูกแทนที่อย่างถ้วนทั่วด้วยวิธีการคิดใหม่ๆ การปฏิบัติของเจ้าก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสอดคล้องเช่นกัน ด้วยวิธีนี้ การรับใช้ของเจ้าจะตรงเป้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ และสามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเจ้า ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ และมโนคติอันหลงผิดมากมายที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วความเป็นธรรมชาติของเจ้าจะค่อยๆ ลดลง สิ่งนี้และเป็นเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นผลที่เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงพิชิตผู้คน มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในผู้คน หากในความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้า ทั้งหมดที่เจ้ารู้คือการอยู่เหนือร่างกายของเจ้าและการทนฝ่าและการประสบทุกข์ และเจ้าไม่รู้ว่าสิ่งนั้นผิดหรือถูก หรือยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าทำไปเพื่อใคร แล้วการปฏิบัติเช่นนั้นจะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 203

การได้รับการทำให้เพียบพร้อมหมายความว่าอะไร? การถูกพิชิตหมายความว่าอะไร? ผู้คนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ใดจึงจะถูกพิชิต? และพวกเขาต้องเป็นไปตามเกณฑ์ใดจึงจะได้รับการทำให้เพียบพร้อม? การพิชิตและการทำให้เพียบพร้อมต่างเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ของการทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ เพื่อให้มนุษย์ผู้นั้นอาจกลับคืนสู่สภาพเหมือนแต่เดิมของเขา และเป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขาและอิทธิพลของซาตาน การพิชิตนี้มาถึงในช่วงต้นของกระบวนการปฏิบัติพระราชกิจในมนุษย์ อันที่จริงแล้ว การพิชิตคือขั้นตอนแรกของพระราชกิจ ส่วนการทำให้เพียบพร้อมคือขั้นตอนที่สอง และเป็นพระราชกิจที่สรุปปิดตัว มนุษย์ทุกคนต้องก้าวผ่านกระบวนการถูกพิชิต หากไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะไม่มีวิธีการที่จะรู้จักพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาจะไม่ตระหนักรู้ว่ามีพระเจ้า ซึ่งกล่าวได้ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะยอมรับพระเจ้า และหากบุคคลหนึ่งไม่ยอมรับพระเจ้า ก็จะเป็นไปไม่ได้เช่นกันที่พวกเขาจะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์โดยพระเจ้า เนื่องจากพวกเขาไม่เป็นไปตามเกณฑ์สำหรับการทำให้ครบบริบูรณ์นี้ หากเจ้าไม่แม้แต่จะยอมรับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถรู้จักพระองค์ได้อย่างไร? เจ้าจะสามารถไล่ตามเสาะหาพระองค์ได้อย่างไร? เจ้าจะไม่สามารถเป็นพยานต่อพระองค์ได้เช่นกัน แล้วนับประสาอะไรกับการที่เจ้าจะมีความเชื่อเพื่อทำให้พระองค์พึงพอพระทัย ดังนั้นแล้ว สำหรับผู้ใดก็ตามที่ต้องการได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ ขั้นตอนแรกคือจะต้องก้าวผ่านพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยเสียก่อน นี่คือเงื่อนไขแรก แต่ทั้งการพิชิตและการทำให้เพียบพร้อมต่างเป็นไปเพื่อปฏิบัติพระราชกิจในผู้คนและเพื่อเปลี่ยนแปลงพวกเขา และแต่ละส่วนเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกิจในการบริหารจัดการมนุษย์ ทั้งสองขั้นตอนมีความจำเป็นเพื่อทำให้คนบางคนครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่อาจละเลยทั้งสองขั้นตอนได้ เป็นความจริงที่ว่า “การถูกพิชิต” นั้นฟังดูไม่ดีมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว กระบวนการพิชิตคนบางคนคือกระบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงพวกเขา ทันทีที่เจ้าถูกพิชิตแล้ว อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าอาจไม่ถูกกำจัดไปทั้งหมด แต่เจ้าจะได้รู้จักมัน โดยผ่านทางพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย เจ้าจะได้มารู้จักสภาวะความเป็นมนุษย์อันต่ำต้อยของเจ้า รวมทั้งความไม่เชื่อฟังอันมากมายของเจ้าเอง ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่สามารถละทิ้งหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยได้ แต่เจ้าจะได้มารู้จักสิ่งเหล่านี้ และนี่จะวางรากฐานของการทำให้เพียบพร้อมของเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ทั้งการพิชิตและการทำให้เพียบพร้อมต่างกระทำเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้คน เพื่อกำจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานออกไปจากพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถมอบตัวของพวกเขาเองให้แก่พระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ การถูกพิชิตเป็นเพียงขั้นตอนแรกในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของผู้คน และเป็นขั้นตอนแรกในการที่ผู้คนจะมอบตัวของพวกเขาเองให้แก่พระเจ้าทั้งหมด และเป็นขั้นตอนที่ต่ำกว่าขั้นตอนการได้รับการทำให้เพียบพร้อม อุปนิสัยในชีวิตของผู้ที่ถูกพิชิตเปลี่ยนแปลงไปน้อยกว่าอุปนิสัยของผู้ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมมาก การถูกพิชิตและการได้รับการทำให้เพียบพร้อมมีแนวคิดที่แตกต่างกัน เพราะเป็นพระราชกิจในระยะที่แตกต่างกัน และเพราะพระราชกิจทั้งสองนี้มีความคาดหวังจากผู้คนในระดับที่แตกต่างกัน การพิชิตมีความคาดหวังจากผู้คนในระดับที่ต่ำกว่า ในขณะที่การทำให้เพียบพร้อมมีความคาดหวังจากผู้คนในระดับที่สูงกว่า ผู้ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมคือผู้ที่ชอบธรรม ผู้ที่ได้รับการทำให้บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาคือการตกผลึกของพระราชกิจในการบริหารจัดการมนุษย์ หรือผลิตภัณฑ์สุดท้าย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่พวกมนุษย์ที่เพียบพร้อม แต่พวกเขาก็เป็นผู้ที่พยายามใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ถูกพิชิตยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้าในพระวจนะเท่านั้น พวกเขายอมรับว่าพระเจ้าได้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ ว่าพระวจนะได้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และว่าพระเจ้าทรงได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน พวกเขายังยอมรับว่าการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า การเฆี่ยนตีและกระบวนการถลุงของพระองค์ทั้งหมดต่างเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ พวกเขาเพียงเพิ่งจะเริ่มต้นมีสภาพเหมือนมนุษย์อยู่บ้างเท่านั้น พวกเขามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตอยู่บ้าง แต่ชีวิตยังคงเป็นสิ่งที่พร่ามัวสำหรับพวกเขา กล่าวคือ พวกเขาเพียงเพิ่งเริ่มต้นมีสภาวะความเป็นมนุษย์ นั่นคือผลของการถูกพิชิต เมื่อผู้คนย่างเท้าบนเส้นทางสู่การทำให้เพียบพร้อม การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่าๆ ของพวกเขาจะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ นอกจากนั้น ชีวิตของพวกเขาจะเติบโตต่อไป และพวกเขาจะค่อยๆ เข้าสู่ความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น พวกเขาสามารถเกลียดชังโลกและผู้คนทั้งมวลที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาเกลียดชังตัวพวกเขาเองอย่างยิ่ง แต่มากยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขารู้จักตัวพวกเขาเองอย่างชัดเจน พวกเขาเต็มใจที่จะใช้ชีวิตตามความจริง และพวกเขาทำให้การไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นเป้าหมายของพวกเขา พวกเขาไม่เต็มใจที่จะใช้ชีวิตภายในความคิดที่สร้างขึ้นด้วยสมองของพวกเขาเอง และพวกเขารู้สึกเกลียดชังความคิดว่าตัวเองชอบธรรมเสมอ ความหยิ่งยโส และความทะนงตัวของมนุษย์ พวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่สมควรเป็นอย่างดียิ่ง จัดการสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบรู้และสติปัญญา และรักภักดีและเชื่อฟังพระเจ้า หากพวกเขาได้รับประสบการณ์การตีสอนและการพิพากษา ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่กลายเป็นนิ่งเฉยหรืออ่อนแอเท่านั้น แต่พวกเขายังสำนึกพระคุณสำหรับการตีสอนและการพิพากษานี้จากพระเจ้าอีกด้วย พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้โดยไร้การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า ว่าสิ่งนี้ปกป้องพวกเขา พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความเชื่อเกี่ยวกับสันติสุขและความปีติยินดีและเกี่ยวกับการแสวงหาขนมปังเพื่อสนองความหิว อีกทั้งพวกเขายังไม่ไล่ตามเสาะหาความสุขสำราญทางเนื้อหนังชั่วขณะเดียว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบรรดาผู้ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม หลังจากที่ผู้คนถูกพิชิตแล้ว พวกเขายอมรับว่ามีพระเจ้า แต่มีข้อจำกัดในสิ่งที่ได้รับการสำแดงในตัวพวกเขาเมื่อพวกเขายอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้า จริงๆ แล้วพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์หมายถึงอะไร? การจุติเป็นมนุษย์หมายถึงอะไร? พระเจ้าซึ่งทรงจุติมาเป็นมนุษย์ทรงได้ปฏิบัติสิ่งใด? เป้าหมายและนัยสำคัญของพระราชกิจของพระองค์คืออะไร? หลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์มากมายแล้ว หลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับกิจการของพระองค์ในเนื้อหนังแล้ว เจ้าได้รับสิ่งใดมาบ้าง? เจ้าจะถูกพิชิตหลังจากที่เข้าใจทั้งหมดนี้แล้วเท่านั้น หากเจ้าเพียงพูดว่าเจ้ายอมรับว่ามีพระเจ้า แต่ไม่ละทิ้งสิ่งที่เจ้าควรต้องละทิ้ง และล้มเหลวที่จะสละความสุขสำราญทางเนื้อหนังที่เจ้าควรสละ แต่กลับอยากได้ความสะดวกสบายของเนื้อหนังเหมือนที่เจ้าเคยมีมาตลอดแทน และหากเจ้าไม่สามารถปล่อยอคติใดๆ ที่มีต่อพี่น้องชายหญิงทั้งหมด และไม่ยอมจ่ายสิ่งใดในการปฏิบัติง่ายๆ มากมาย เช่นนั้นแล้วนี่ก็พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่ถูกพิชิต ในกรณีนั้น แม้ว่าสิ่งที่เจ้าเข้าใจจะมีมากมาย แต่ทั้งหมดก็ไม่มีความหมายใดเลย ผู้ที่ถูกพิชิตคือผู้ที่เคยได้สัมฤทธิ์ผลในการเปลี่ยนแปลงเริ่มแรกและการเข้าสู่เริ่มแรกมาบ้างแล้ว การได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าทำให้ผู้คนมีความรู้เริ่มแรกเกี่ยวกับพระเจ้า และความเข้าใจเริ่มแรกเกี่ยวกับความจริง เจ้าอาจไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงที่ลึกซึ้งกว่า ละเอียดยิ่งกว่าได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในชีวิตจริงของเจ้า เจ้าสามารถนำความจริงที่เป็นพื้นฐานมากมายมาปฏิบัติได้ เช่น ความจริงที่เกี่ยวข้องกับความสุขสำราญทางเนื้อหนังของเจ้า หรือสถานะส่วนตัวของเจ้า ทั้งหมดนี้คือผลที่สัมฤทธิ์ขึ้นในผู้คนในระหว่างกระบวนการถูกพิชิต การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยยังสามารถมองเห็นได้ในผู้ที่ถูกพิชิต ตัวอย่างเช่น วิธีที่พวกเขาแต่งกายและแสดงตัวเอง และวิธีที่พวกเขาใช้ชีวิต—สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มุมมองของพวกเขาเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าเปลี่ยนแปลง พวกเขามีความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายของสิ่งที่พวกเขาไล่ตามเสาะหา และพวกเขามีความทะเยอทะยานที่สูงขึ้น ในช่วงระหว่างพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย มีการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกันเกิดขึ้นในอุปนิสัยในชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ตื้นเขิน เป็นขั้นต้น และด้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยและเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของผู้ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมแล้วเป็นอย่างมาก หากในระหว่างการถูกพิชิต อุปนิสัยของบุคคลไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และพวกเขาไม่ได้รับความจริงใดๆ เลย เช่นนั้นแล้ว บุคคลผู้นี้ก็ไร้ค่าและไร้ประโยชน์อย่างบริบูรณ์! ผู้ที่ยังไม่ถูกพิชิตไม่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมได้! หากบุคคลพยายามที่จะถูกพิชิตเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะไม่สามารถได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ได้ ต่อให้อุปนิสัยของพวกเขาจะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องบางอย่างในช่วงระหว่างพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยก็ตาม พวกเขาจะยังสูญความจริงเริ่มแรกที่พวกเขาได้รับไปแล้วด้วย ปริมาณการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในบรรดาผู้ที่ถูกพิชิตและบรรดาผู้ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก แต่การถูกพิชิตเป็นขั้นตอนแรกในการเปลี่ยนแปลง การถูกพิชิตเป็นรากฐาน การขาดการเปลี่ยนแปลงเริ่มแรกคือข้อพิสูจน์ว่าบุคคลไม่ได้รู้จักพระเจ้าจริงๆ แต่อย่างใด เพราะความรู้นี้มาจากการพิพากษา และการพิพากษาดังกล่าวเป็นส่วนที่สำคัญของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย เมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกคนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมจึงต้องถูกพิชิตก่อนเป็นอันดับแรก หากไม่เช่นนั้นแล้ว จะไม่มีทางที่พวกเขาจะได้รับการทำให้เพียบพร้อมไปได้

ตัดตอนมาจาก “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 204

เจ้าพูดว่าเจ้ายอมรับพระเจ้าซึ่งทรงจุติมาเป็นมนุษย์ และว่าเจ้ายอมรับการทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระวจนะ แต่เจ้ายังทำบางสิ่งบางอย่างลับหลังพระองค์ สิ่งที่ขัดต่อสิ่งที่พระองค์ทรงขอ และเจ้าไม่มีความยำเกรงพระองค์ในหัวใจของเจ้า นี่คือการยอมรับพระเจ้าหรือ? เจ้ายอมรับสิ่งที่พระองค์ตรัส แต่เจ้าไม่ปฏิบัติสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้ อีกทั้งยังไม่ปฏิบัติตามพระมรรคาของพระองค์ นี่คือการยอมรับพระเจ้าหรือ? และแม้ว่าเจ้าจะยอมรับพระองค์ กรอบความคิดของเจ้าเป็นเพียงกรอบความคิดที่มีความระแวดระวังต่อพระองค์เท่านั้นและไม่มีความเคารพใดเลย หากเจ้าเคยเห็นและยอมรับพระราชกิจของพระองค์และรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่เจ้ายังคงเฉื่อยชาและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เป็นบุคคลจำพวกที่ยังคงไม่ถูกพิชิต บรรดาผู้ที่ถูกพิชิตต้องทำทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ และแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถเข้าสู่ความจริงที่สูงขึ้นและความจริงเหล่านี้อาจอยู่เหนือพวกเขา แต่ผู้คนเหล่านั้นมีความเต็มใจในหัวใจที่จะบรรลุสิ่งนี้ สิ่งที่พวกเขาสามารถปฏิบัติได้มีขอบเขตและข้อจำกัดเพราะว่ามีข้อจำกัดในสิ่งที่พวกเขาสามารถยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดพวกเขาต้องทำทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ และหากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ผลในสิ่งนั้นแล้ว นี่ก็คือผลที่ได้สัมฤทธิ์เนื่องจากพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย สมมติเจ้าพูดว่า “เพราะพระเจ้าทรงสามารถตรัสพระวจนะมากมายที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ หากพระองค์ทรงไม่ใช่พระเจ้าแล้ว ใครเล่าจะเป็นพระเจ้า?” การคิดเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าเจ้ายอมรับพระเจ้า หากเจ้ายอมรับพระเจ้า เจ้าต้องแสดงออกผ่านการกระทำจริงๆ ของเจ้า หากเจ้าเป็นผู้นำคริสตจักร แต่เจ้าไม่ปฏิบัติตามความชอบธรรม หากเจ้ากระหายเงินและความมั่งมี และยักยอกเงินทุนของคริสตจักรเข้ากระเป๋าของเจ้าเอง นี่คือการยอมรับว่ามีพระเจ้าหรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และพระองค์ทรงคู่ควรแก่ความเคารพ เจ้าจะไม่มีความกลัวได้อย่างไรหากเจ้ายอมรับอย่างแท้จริงว่ามีพระเจ้า? หากเจ้าสามารถกระทำสิ่งที่เลวทรามเช่นนั้นได้ เจ้ายอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นสิ่งที่เจ้าเชื่อหรือ? สิ่งที่เจ้าเชื่อคือพระเจ้าที่กำกวม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าจึงไม่มีความกลัว! บรรดาผู้ที่ยอมรับและรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงทั้งหมดต่างยำเกรงพระองค์ และกลัวที่จะทำสิ่งใดก็ตามที่ต่อต้านพระองค์หรือสิ่งที่ขัดต่อมโนธรรมของพวกเขา พวกเขารู้สึกกลัวอย่างยิ่งที่จะทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขารู้ว่าขัดต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า สิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นการยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้า เจ้าควรทำสิ่งใดเมื่อบิดามารดาของเจ้าพยายามที่จะหยุดไม่ให้เจ้าเชื่อในพระเจ้า? เจ้าควรรักพระเจ้าอย่างไรเมื่อสามีผู้ไม่เชื่อของเจ้าทำดีต่อเจ้า? และเจ้าควรรักพระเจ้าอย่างไรเมื่อพี่น้องชายหญิงเกลียดชังเจ้า? หากเจ้ายอมรับพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะปฏิบัติอย่างเหมาะสมและใช้ชีวิตตามความเป็นจริงในเรื่องเหล่านี้ หากเจ้าล้มเหลวที่จะลงมือกระทำสิ่งที่จับต้องได้ แต่พูดเพียงว่าเจ้ายอมรับในการดำรงอยู่ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นเพียงคนที่ดีแต่พูด! เจ้าพูดว่าเจ้าเชื่อในพระองค์ และยอมรับพระองค์ แต่เจ้ายอมรับพระองค์ในลักษณะเช่นใด? เจ้าเชื่อพระองค์ในลักษณะเช่นใด? เจ้ายำเกรงพระองค์หรือไม่? เจ้าเคารพพระองค์หรือไม่? เจ้ารักพระองค์ลึกซึ้งลงไปข้างในหรือไม่? เมื่อเจ้าคับแค้นใจและไม่มีใครให้พึ่งพิง เจ้ารู้สึกถึงความน่าชื่นชมของพระเจ้า แต่หลังจากนั้นเจ้าก็ลืมทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนั้น นี่ไม่ใช่การรักพระเจ้า อีกทั้งไม่ใช่การเชื่อในพระเจ้า! ในท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้มนุษย์สัมฤทธิ์ผลในสิ่งใด? ทุกสภาวะทั้งหมดที่เราได้กล่าว เช่น การรู้สึกประทับใจในความสำคัญของตัวเจ้าเองเป็นอย่างมาก การรู้สึกว่าเจ้าเรียนรู้และเข้าใจสิ่งใดๆ ได้รวดเร็ว การควบคุมผู้อื่น การดูถูกผู้อื่น และการตัดสินผู้คนจากลักษณะภายนอกของพวกเขา การกลั่นแกล้งผู้ที่ซื่อสัตย์ การอยากได้เงินของคริสตจักร และอื่นๆ อีกมากมาย—การพิชิตชัยของเจ้าจะได้รับการทำให้สำแดงขึ้นก็ต่อเมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดเหล่านี้ถูกกำจัดจากเจ้าไปบางส่วนแล้วเท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 205

พวกเจ้าควรอุทิศตนทั้งสิ้นแก่งานของเรา พวกเจ้าควรทำงานที่ให้ประโยชน์ต่อเรา เราเต็มใจอธิบายทุกอย่างที่พวกเจ้าไม่เข้าใจเพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถได้รับทั้งหมดทุกสิ่งที่ยังขาดพร่องอยู่จากเราได้ แม้ว่าความบกพร่องของพวกเจ้านั้นมากล้นเกินคณานับ เราก็ยังเต็มใจที่จะทำงานที่ควรทำกับพวกเจ้าต่อไป และมอบความปรานีสุดท้ายของเราเพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รับผลประโยชน์จากเรา และได้รับเกียรติยศที่ขาดหายไปในตัวพวกเจ้า และเป็นสิ่งที่โลกไม่เคยได้เห็น เราได้ทำงานมาหลายปี ถึงกระนั้นก็ไม่มีมนุษย์คนใดรู้จักเราเลย เราปรารถนาจะบอกสิ่งลี้ลับหลายอย่างแก่พวกเจ้าซึ่งเราไม่เคยบอกใครอื่นมาก่อนเลย

ท่ามกลางมนุษย์นั้น เราเคยเป็นวิญญาณที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ วิญญาณที่พวกเขาไม่อาจเกี่ยวข้องได้เลย ด้วยเพราะงานสามช่วงระยะบนแผ่นดินโลกนี้ (การสร้างโลก การไถ่และการทำลายล้าง) เราจึงปรากฏท่ามกลางพวกเขาในเวลาต่างๆ กัน (อย่างไม่เป็นการเปิดเผย) เพื่อทำงานของเราท่ามกลางพวกเขา ครั้งแรกที่เราได้มาอยู่ท่ามกลางมนุษย์คือในระหว่างยุคแห่งการไถ่ แน่นอนว่า เราเข้ามาในครอบครัวชาวยิวครอบครัวหนึ่ง ดังนั้น คนพวกแรกที่ได้เห็นพระเจ้าเสด็จมาในแผ่นดินโลกก็คือพวกยิว เหตุผลที่เราได้ทำงานนี้ด้วยตัวเองก็เพราะว่าเราต้องประสงค์ที่จะใช้เนื้อหนังที่มาจุติของเราเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปในงานแห่งการไถ่ของเรา ดังนั้น คนพวกแรกที่จะได้เห็นเราจึงเป็นพวกยิวในยุคพระคุณ นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้ทำงานในเนื้อหนัง ในยุคแห่งอาณาจักรนั้น งานของเราคือการพิชิตแลการทำให้มีความเพียบพร้อม ดังนั้นเราจึงทำงานการเป็นผู้เลี้ยงของเราในเนื้อหนังอีกครั้ง นี่เป็นครั้งที่สองของเราในการทำงานในเนื้อหนัง ในสองช่วงระยะสุดท้ายของงาน สิ่งที่ผู้คนเกี่ยวข้องด้วยไม่ใช่พระวิญญาณที่มองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้อีกต่อไป แต่เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นพระวิญญาณที่ได้เป็นจริงขึ้นมาในเนื้อหนัง ดังนั้นในสายตาของมนุษย์ เราจึงกลายเป็นมนุษย์อีกครั้งโดยปราศจากรูปร่างหน้าตาและความรู้สึกเช่นพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าที่ผู้คนมองเห็นไม่เพียงแต่เป็นเพศชายเท่านั้น แต่เป็นเพศหญิงด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและเป็นปริศนาที่สุด ครั้งแล้วครั้งเล่าที่งานพิเศษสุดของเราได้พังทลายการเชื่อเก่าๆ ที่ยึดถือกันมาเนิ่นนานหลายต่อหลายปีลงไป ผู้คนพากันตกตะลึง! พระเจ้าไม่ได้เป็นแค่พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณ พระวิญญาณที่ทรงทวีอานุภาพขึ้นเป็นเจ็ดเท่า หรือพระวิญญาณผู้ทรงครอบคลุมทั้งหมด แต่เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งเช่นกัน—มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง มนุษย์ธรรมดาที่ไม่เหมือนใคร พระองค์ไม่เพียงเป็นเพศชาย แต่เป็นเพศหญิงด้วยเช่นกัน สองพระองค์เหมือนกันตรงที่ทั้งสองพระองค์ทรงกำเนิดมาเป็นมนุษย์ และต่างกันตรงที่หนึ่งนั้นทรงปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และอีกหนึ่งนั้นทรงถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ แต่กระนั้นก็ก่อเกิดมาจากพระวิญญาณโดยตรง สองพระองค์เหมือนกันตรงที่ทั้งสองทรงจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเพื่อดำเนินพระราชกิจของพระเจ้าพระบิดา และต่างกันตรงที่หนึ่งนั้นทรงปฏิบัติพระราชกิจการไถ่ ขณะที่อีกหนึ่งนั้นทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย ทั้งสองพระองค์ต่างเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระบิดา ทว่าหนึ่งนั้นเป็นผู้ไถ่ ซึ่งเปี่ยมด้วยความรักมั่นคงและความปรานี ส่วนอีกหนึ่งนั้นคือพระเจ้าแห่งความชอบธรรมซึ่งเปี่ยมด้วยความพิโรธและการพิพากษา หนึ่งนั้นคือจอมทัพผู้ทรงเปิดตัวพระราชกิจแห่งการไถ่ ขณะที่อีกหนึ่งนั้นคือพระเจ้าผู้ชอบธรรมซึ่งทำให้พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยสำเร็จลุล่วง หนึ่งนั้นคือปฐมกาล อีกหนึ่งนั้นคือบทอวสาน หนึ่งนั้นเป็นเนื้อหนังที่ไร้บาป ขณะที่อีกหนึ่งนั้นคือเนื้อหนังซึ่งเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการไถ่ สืบสานพระราชกิจนั้นต่อไปและไม่เคยมีบาป ทั้งสองพระองค์เป็นพระวิญญาณเดียวกัน แต่สถิตในมนุษย์ที่แตกต่างกันและทรงถือกำเนิดในสถานที่ต่างกัน และอยู่ต่างช่วงเวลากันหลายพันปี อย่างไรก็ตาม พระราชกิจทั้งมวลของทั้งสองพระองค์ต่างเสริมกันและกัน ไม่เคยขัดแย้งกัน และสามารถพูดถึงได้ในคราวเดียวกัน ทั้งสองพระองค์ล้วนเป็นคน แต่คนหนึ่งเป็นเด็กชาย อีกคนเป็นทารกเพศหญิง ในช่วงหลายปีดังกล่าว สิ่งที่ผู้คนได้เห็นนั้นไม่ใช่เพียงพระวิญญาณและไม่ใช่เพียงมนุษย์เพศชายผู้หนึ่ง แต่ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ตรงกับมโนคติที่หลงผิดใดๆ ของมนุษย์อีกด้วย เมื่อเป็นดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีวันหยั่งถึงเราได้อย่างครบถ้วน พวกเขาเฝ้าแต่เชื่อครึ่งและไม่เชื่อครึ่งในตัวเรา—เป็นทำนองว่าเรามีอยู่จริง แต่ก็เป็นภาพมายาในฝันเช่นกัน—นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใด กระทั่งทุกวันนี้ ผู้คนยังคงไม่รู้ในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พวกเจ้าสามารถสรุปความเป็นเราได้ด้วยประโยคเรียบง่ายประโยคเดียวจริงๆ หรือไม่? พวกเจ้ากล้าพูดจริงๆ หรือว่า “พระเยซูไม่ใช่อื่นใดนอกจากพระเจ้า และพระเจ้าไม่ใช่อื่นใดนอกจากพระเยซู”? พวกเจ้ากล้าพอที่จะพูดได้จริง ๆ หรือว่า “พระเจ้าไม่ใช่อื่นใดนอกจากพระวิญญาณ และพระวิญญาณไม่ใช่อื่นใดนอกจากพระเจ้า”? พวกเจ้าพูดได้ง่ายๆ เลยหรือว่า “พระเจ้าเป็นแค่มนุษย์ที่สวมสภาพเนื้อหนัง”? พวกเจ้ากล้าที่จะยืนกรานจริงๆ หรือว่า “พระฉายาของพระเยซูคือพระฉายาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า”? พวกเจ้าสามารถใช้คารมโวหารของตัวเองมาอธิบายพระฉายาและพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้อย่างครบถ้วนจริงๆ หรือ? พวกเจ้ากล้าจริงๆ หรือที่จะพูดว่า “พระเจ้าทรงสร้างเฉพาะผู้ชายเท่านั้นตามลักษณะพระฉายาของพระองค์ ไม่ทรงสร้างผู้หญิง”? หากเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็คงจะไม่มีเพศหญิงอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่เราคัดสรรแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ผู้หญิงจะเป็นหนึ่งในจำพวกของมนุษยชาติ บัดนี้ เจ้ารู้อย่างแท้จริงหรือไม่ ในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น? พระเจ้าทรงเป็นมนุษย์ใช่หรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณใช่หรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นผู้ชายจริงๆ หรือ? เฉพาะพระเยซูเท่านั้นหรือที่สามารถทำให้งานที่เราจะต้องทำนั้นเสร็จสิ้น? หากพวกเจ้าเลือกเพียงหนึ่งข้อจากข้างต้นเพื่อสรุปแก่นแท้ของเรา พวกเจ้าก็เป็นผู้เชื่อผู้จงรักภักดีคนหนึ่งซึ่งไม่รู้เท่าทันเสียเหลือเกิน หากว่าเราได้ทำงานในฐานะผู้มาจุติเป็นเป็นมนุษย์ในเนื้อหนังไปครั้งหนึ่ง และแค่ครั้งเดียวเท่านั้นพวกเจ้าจะจำกัดขอบเขตเราไหม? เจ้าสามารถเข้าใจเราอย่างถ้วนทั่วได้โดยการมองเพียงแวบเดียวจริงๆ หรือ? พวกเจ้าสามารถสรุปความเป็นเราได้อย่างสมบูรณ์จากสิ่งที่พวกเจ้าได้รับการเปิดเผยในระหว่างช่วงชีวิตที่ผ่านมาจริงๆ หรือไม่? หากเราทำงานแบบเดียวกันในทั้งสองครั้งของการจุติเป็นมนุษย์ของเรา พวกเจ้าจะล่วงรู้เกี่ยวกับเราได้อย่างไร? พวกเจ้าจะทิ้งให้เราถูกตอกตรึงกางเขนไปตลอดกาลอย่างนั้นหรือ? พระเจ้าอาจทรงเรียบง่ายอย่างที่พวกเจ้ากล่าวอ้างอย่างนั้นหรือ?

ตัดตอนมาจาก “อะไรคือความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 206

ช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจของสองยุคก่อนหน้านี้ทรงดำเนินการเสร็จสิ้นในประเทศอิสราเอล และอีกช่วงระยะหนึ่งทรงดำเนินการในแคว้นยูเดีย กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ทั้งสองช่วงระยะของพระราชกิจนี้หาได้พ้นไปจากประเทศอิสราเอลไม่ และแต่ละช่วงระยะได้ปฏิบัติกับผู้คนที่ทรงเลือกสรรเป็นอันดับแรก ผลลัพธ์ก็คือคนอิสราเอลเชื่อว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น เพราะพระเยซูทรงพระราชกิจในแคว้นยูเดียที่ซึ่งพระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขน พวกยิวจึงมองว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของประชาชนชาวยิว พวกเขาคิดว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของพวกยิวแต่ผู้เดียวไม่ใช่ของชนชาติอื่นใด คิดว่าพระองค์ทรงไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงไถ่บาปคนอังกฤษ หรือองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงไถ่บาปคนอเมริกัน แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงไถ่บาปคนอิสราเอล และเป็นพวกยิวนั่นเองที่พระองค์ได้ทรงไถ่บาปในประเทศอิสราเอล อันที่จริงแล้ว พระเจ้าทรงเป็นองค์เจ้านายของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง พระองค์ไม่เพียงทรงเป็นพระเจ้าของคนอิสราเอลหรือของพวกยิวเท่านั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง ทั้งสองช่วงระยะก่อนหน้านี้ของพระราชกิจของพระองค์เกิดขึ้นในประเทศอิสราเอลซึ่งได้สร้างมโนคติที่หลงผิดบางอย่างไว้ในผู้คน พวกเขาเชื่อว่าพระยาห์เวห์‌ทรงพระราชกิจของพระองค์ในประเทศอิสราเอล เชื่อว่าพระเยซูพระองค์เองทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์เสร็จสิ้นในแคว้นยูเดีย และยิ่งไปกว่านั้น เชื่อว่าพระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจ—และไม่ว่ากรณีใดก็ตาม พระราชกิจนี้ไม่ได้แผ่ขยายไปพ้นประเทศอิสราเอล พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจในคนอียิปต์หรือคนอินเดีย พระองค์ทรงพระราชกิจในคนอิสราเอลเท่านั้น ดังนั้น ผู้คนจึงก่อมโนคติที่หลงผิดสารพัดและวาดขอบพระราชกิจของพระเจ้าขึ้นภายในขอบเขตหนึ่ง พวกเขากล่าวว่าเมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงต้องทำเช่นนั้นท่ามกลางผู้คนที่ทรงเลือกสรรและทำในประเทศอิสราเอล นอกจากคนอิสราเอลแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงพระราชกิจต่อผู้อื่นเลย และไม่มีขอบเขตที่กว้างใหญ่กว่านี้อีกแล้วในพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาเข้มงวดเป็นพิเศษเมื่อมาถึงเรื่องการจัดให้พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ไม่แตกแถวและไม่อนุญาตให้พระองค์ขยับออกนอกเขตแดนของประเทศอิสราเอล เหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่มโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เท่านั้นหรอกหรือ? พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์ทุกชั้นและแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสร้างสิ่งทรงสร้างทั้งปวงขึ้นมา ดังนั้นพระองค์จะทรงจำกัดพระราชกิจของพระองค์ไว้กับประเทศอิสราเอลเท่านั้นได้อย่างไร? หากเป็นเช่นนั้นแล้ว การที่พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงขึ้นมาจะเป็นประโยชน์อันใดเล่า? พระองค์ทรงสร้างทั้งพิภพและพระองค์ทรงดำเนินแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์จนเสร็จสิ้นไม่เพียงในประเทศอิสราเอล แต่กับทุกๆ คนในจักรวาล ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในประเทศจีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรหรือรัสเซีย ทุกคนเป็นพงศ์พันธุ์ของอาดัม พวกเขาล้วนถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า ไม่มีแม้สักคนในพวกเขาสามารถหลบหนีออกนอกเขตแดนของการทรงสร้างได้และไม่มีแม้สักคนในพวกเขาสามารถแยกตัวเองออกจากป้ายฉลาก “พงศ์พันธุ์ของอาดัม” ได้ พวกเขาล้วนเป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า พวกเขาล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของอาดัม และพวกเขาก็เป็นพงศ์พันธุ์อันเสื่อมทรามของอาดัมและเอวา ไม่ใช่มีแต่คนอิสราเอลเท่านั้นที่เป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า แต่ทุกชนชาติก็เป็น เพียงแต่ว่าบางคนได้ถูกสาปแช่งและบางคนได้รับะการอวยพร มีมากมายหลายสิ่งที่น่าพอใจเกี่ยวกับคนอิสราเอล พระเจ้าทรงพระราชกิจต่อพวกเขาในตอนเริ่มต้นเพราะพวกเขาเสื่อมทรามน้อยที่สุด คนจีนนั้นไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบกับพวกเขาได้เลย พวกเขาด้อยกว่ามาก ดังนั้น ในตอนแรกเริ่ม พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจท่ามกลางประชาชนอิสราเอลและช่วงระยะที่สองของพระราชกิจของพระองค์นั้นได้ทรงดำเนินการในแคว้นยูเดียเท่านั้น—ซึ่งได้นำไปสู่มโนคติที่หลงผิดและกฎเกณฑ์มากมายท่ามกลางมนุษย์ โดยข้อเท็จจริงแล้ว หากพระเจ้าทรงต้องทำตามมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ พระองค์ก็จะทรงเป็นเพียงพระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น และดังนั้น จะทรงไม่สามารถแผ่ขยายพระราชกิจของพระองค์ไปยังชนต่างชาติ เพราะพระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้นและไม่ทรงเป็นพระเจ้าของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง คำเผยวจนะทั้งหลายกล่าวไว้แล้วว่า พระนามของพระยาห์เวห์จะได้รับการขยายความไปในหมู่ชนต่างชาติ กล่าวไว้ว่าจะแพร่กระจายไปยังชนต่างชาติ เหตุใดจึงได้เผยวจนะไว้เช่นนี้เล่า? หากพระเจ้าทรงเป็นเพียงพระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น พระองค์ก็จะทรงพระราชกิจในประเทศอิสราเอลเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์จะทรงไม่แพร่กระจายพระราชกิจนี้ และพระองค์จะทรงไม่กล่าวคำเผยวจนะเช่นนี้ ในเมื่อพระองค์ทรงกล่าวคำเผยวจนะนี้ไว้แล้ว พระองค์ก็จะทรงแผ่ขยายพระราชกิจของพระองค์ไปท่ามกลางชนต่างชาติ ท่ามกลางทุกชนชาติและทุกแผ่นดินอย่างแน่นอน ในเมื่อพระองค์ทรงกล่าวไว้เช่นนี้ พระองค์ก็จำต้องทรงปฏิบัติ นี่คือแผนการของพระองค์เพราะพระองค์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง และเป็นพระเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจท่ามกลางคนอิสราเอลหรือทั่วแคว้นยูเดียทั้งหมด พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำก็คือพระราชกิจของทั้งจักรวาลและพระราชกิจของมนุษยชาติทั้งมวล พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำในวันนี้ในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—ในชนต่างชาติ—ยังคงเป็นพระราชกิจของมนุษยชาติทั้งมวล ประเทศอิสราเอลสามารถเป็นฐานสำหรับพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกได้ ในทำนองเดียวกัน ประเทศจีนก็สามารถเป็นฐานสำหรับพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชนต่างชาติได้เช่นกัน บัดนี้พระองค์ยังไม่ได้ทรงลุล่วงในคำเผยวจนะที่ว่า “พระนามของพระยาห์เวห์จะได้รับการขยายให้ยิ่งใหญ่ท่ามกลางชนต่างชาติ” ไปแล้วหรอกหรือ? ขั้นตอนแรกของพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชนต่างชาติทั้งหลายก็คือพระราชกิจนี้เอง พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำในชนชาติของพญานาคใหญ่สีแดง ที่พระเจ้าซึ่งทรงจุติเป็นมนุษย์ควรทรงพระราชกิจในแผ่นดินนี้และทรงพระราชกิจท่ามกลางผู้คนที่ถูกสาปแช่งเหล่านี้นั้น ไม่ลงรอยกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง เหล่านี้คือผู้คนที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาทั้งหมด พวกเขาไม่มีค่าเลยและพวกเขาถูกพระยาห์เวห์ทอดทิ้งไปในตอนแรกเริ่ม ผู้คนสามารถถูกผู้คนอื่นทอดทิ้งได้ แต่ถ้าพวกเขาถูกพระเจ้าทอดทิ้งแล้วไซร้ ก็จะไม่มีใครสิ้นไร้สถานะไปกว่านี้แล้ว จะไม่มีใครที่มีค่าต่ำกว่านี้แล้ว สำหรับสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า การถูกครอบงำโดยซาตานหรือถูกทอดทิ้งโดยผู้คนนั้นเป็นบางสิ่งที่รู้สึกเจ็บปวดมาก—แต่สำหรับสิ่งทรงสร้างที่ถูกพระผู้สร้างทอดทิ้ง มันหมายความว่าพวกเขาไม่อาจมีสถานะต่ำกว่านี้ได้แล้ว พงศ์พันธุ์ของโมอับถูกสาปแช่ง และพวกเขาได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศล้าหลังนี้ ที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นประเทศของผู้คนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความมืดทั้งหมด พงศ์พันธุ์ของโมอับมีสถานะต่ำที่สุด เพราะผู้คนเหล่านี้มีสถานะต่ำที่สุดตลอดมา พระราชกิจที่ทรงทำต่อพวกเขาจึงสามารถพังทลายมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ให้สิ้นไปได้อย่างดีที่สุด และยังเป็นประโยชน์มากที่สุดต่อแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าทั้งหมดอีกด้วย การทรงพระราชกิจเช่นนี้ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพังทลายมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และพระเจ้าทรงเปิดตัวยุคสมัยก็ด้วยการนี้ กล่าวคือ พระองค์ทรงพังทลายมโนคติที่หลงผิดทั้งหมดของมนุษย์ ด้วยการนี้ พระองค์ทรงสิ้นสุดพระราชกิจของยุคพระคุณทั้งหมด ก็ด้วยการนี้ พระราชกิจแรกของพระองค์ได้ทรงดำเนินการไปในแคว้นยูเดีย ภายในเขตแดนของประเทศอิสราเอล ท่ามกลางชนต่างชาติทั้งหลายนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจใด ๆ เพื่อเปิดยุคสมัยใหม่ ช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจไม่เพียงทรงดำเนินการท่ามกลางคนต่างชาติเท่านั้น แต่ยังยิ่งมากไปถึงท่ามกลางบรรดาผู้ที่ถูกสาปแช่ง ประเด็นเดียวนี้คือหลักฐานที่สามารถสร้างความอัปยศให้แก่ซาตานได้อย่างมากที่สุด และดังนั้น พระเจ้าจึงทรง “กลายเป็น” พระเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงในจักรวาล องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง วัตถุแห่งการนมัสการสำหรับทุกสิ่งที่มีชีวิต

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 207

วันนี้ มีพวกที่ยังคงไม่เข้าใจว่าอะไรคือพระราชกิจใหม่ที่พระเจ้าได้ทรงเริ่มทำ ท่ามกลางชนต่างชาติ พระเจ้าได้ทรงนำมาซึ่งการเริ่มต้นใหม่ พระองค์ได้เริ่มยุคสมัยใหม่และริเริ่มพระราชกิจใหม่—และพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้กับพงศ์พันธุ์ของโมอับ นี่ไม่ใช่พระราชกิจใหม่ที่สุดของพระองค์หรอกหรือ? ไม่มีใครเลยสักคนทั่วทั้งประวัติศาสตร์ได้เคยมีประสบการณ์กับพระราชกิจนี้มาก่อน ไม่มีใครเคยได้ยินเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ และนับประสาอะไรที่จะได้ซาบซึ้งกับมัน พระปรีชาญาณของพระเจ้า การอัศจรรย์ของพระเจ้า ความไม่อาจหยั่งถึงได้ของพระเจ้า ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ล้วนถูกสำแดงให้ปรากฏผ่านช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ พระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย นี่ไม่ใช่พระราชกิจใหม่ พระราชกิจซึ่งพังทลายมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์หรอกหรือ? มีพวกที่คิดดังนี้: “ในเมื่อพระเจ้าทรงสาปแช่งโมอับและได้ตรัสไว้ว่าพระองค์จะละทิ้งพงศ์พันธุ์ของโมอับ แล้วในตอนนี้ พระองค์จะสามารถช่วยพวกเขาให้รอดได้อย่างไร?” เหล่านี้คือพวกคนต่างชาติที่ถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งและขับออกจากประเทศอิสราเอล คนอิสราเอลเรียกพวกเขาว่า “สุนัขต่างชาติ” ในมุมมองของทุกคน พวกเขาไม่เพียงเป็นสุนัขต่างชาติเท่านั้น แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ยังเป็นบุตรแห่งการทำลายล้าง ซึ่งกล่าวได้ว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาอาจเกิดมาภายในเขตแดนของประเทศอิสราเอล แต่พวกเขาไม่ได้เป็นของประชาชนอิสราเอล และถูกขับไล่ไปยังชนต่างชาติ พวกเขาต่ำต้อยที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งหมด แท้จริงแล้วมันเป็นเพราะพวกเขาต่ำต้อยที่สุดท่ามกลางมนุษยชาติที่พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในการเปิดตัวยุคใหม่ท่ามกลางพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเป็นตัวแทนของมนุษยชาติที่เสื่อมทราม พระราชกิจของพระเจ้านั้นมีการคัดสรรและตั้งเป้าเอาไว้ พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำในผู้คนเหล่านี้ในวันนี้ก็เป็นพระราชกิจที่ทรงปฏิบัติต่อสรรพสิ่งทรงสร้างเช่นกัน โนอาห์เป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า เช่นเดียวกับพงศ์พันธุ์ของเขา ผู้ใดในพิภพที่มีเนื้อและเลือดคือสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้าชี้ตรงไปที่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งหมด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครบางคนถูกสาปแช่งหลังจากที่พวกเขาถูกทรงสร้างขึ้นหรือไม่ พระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์นั้นชี้ตรงไปที่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งหมด ไม่ใช่ผู้คนที่ทรงเลือกสรรซึ่งยังไม่ถูกสาปแช่ง เนื่องจากพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้นท่ามกลางสรรพสิ่งทรงสร้างของพระองค์ พระองค์ย่อมจะทรงดำเนินการจนสำเร็จบริบูรณ์อย่างแน่นอน และพระองค์จะทรงพระราชกิจท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพระราชกิจของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงทรงสลายธรรมเนียมปฏิบัติทั้งหมดลงเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจท่ามกลางผู้คน สำหรับพระองค์แล้ว คำว่า “ถูกสาปแช่ง” “ถูกตีสอน” และ “ได้รับการอวยพร” นั้นไร้ความหมาย! พวกยิวนั้นก็ดี เช่นเดียวกับประชาชนอิสราเอลที่ทรงเลือกสรร พวกเขาเป็นคนที่มีขีดความสามารถดีและความเป็นมนุษย์ที่ดี ในช่วงเริ่มต้นนั้น พระยาห์เวห์ได้เปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางพวกเขา และทรงพระราชกิจแรกสุดของพระองค์—แต่การปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยพวกเขาในวันนี้ย่อมไร้ความหมาย พวกเขาอาจเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทรงสร้างด้วยเช่นกัน และอาจมีหลายสิ่งที่เป็นบวกเกี่ยวกับพวกเขา แต่การดำเนินการช่วงระยะนี้ของพระราชกิจท่ามกลางพวกเขาย่อมไร้ความหมาย พระเจ้าจะไม่ทรงสามารถพิชิตผู้คนและจะไม่ทรงสามารถโน้มน้าวใจสรรพสิ่งทรงสร้างได้ทั้งหมด ซึ่งแท้จริงแล้วคือเหตุผลของการสับเปลี่ยนพระราชกิจของพระองค์มายังผู้คนเหล่านี้ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง ที่มีนัยสำคัญยิ่งใหญ่ที่สุดในที่นี้คือการที่พระองค์ทรงเปิดตัวยุคสมัย การที่พระองค์ทรงพังทลายกฎเกณฑ์ทั้งหมดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ทั้งหมด และการที่พระองค์ทรงสิ้นสุดพระราชกิจของยุคพระคุณทั้งหมด หากพระราชกิจปัจจุบันของพระองค์ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นท่ามกลางคนอิสราเอล เมื่อถึงเวลาที่แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์ปิดตัวลง ทุกคนก็จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น เชื่อว่าคนอิสราเอลเท่านั้นที่เป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เชื่อว่าชาวอิสราเอลเท่านั้นที่สมควรได้รับพระพรและพระสัญญาของพระเจ้าเป็นมรดก การจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายในชนต่างชาติของประเทศแห่งพญานาคใหญ่สีแดงทำให้พระราชกิจของพระเจ้าในฐานะพระเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงนั้นสำเร็จลุล่วงลง พระองค์ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์ครบถ้วนทั้งหมดและพระองค์ก็จบพระราชกิจส่วนกลางของพระองค์ในชนชาติของพญานาคใหญ่สีแดง หัวใจสำคัญของพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะนี้คือความรอดของมนุษย์—กล่าวคือ การทำให้สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงนมัสการพระผู้สร้าง ดังนั้น จึงมีความหมายยิ่งใหญ่ต่อแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจ พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งใดที่ปราศจากความหมายหรือคุณค่า ในด้านหนึ่งนั้น ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจนำมาซึ่งยุคสมัยใหม่และยุติสองยุคสมัยก่อนหน้า ในอีกด้านหนึ่งนั้น มันพังทลายมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ทั้งหมดและหนทางอันเก่าแก่ทั้งหมดของความเชื่อและความรู้ของมนุษย์ พระราชกิจของสองยุคก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการไปตามมโนคติที่หลงผิดต่างๆ นานาของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะนี้ขจัดมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ออกไปจนหมดสิ้น ส่งผลให้พิชิตมนุษยชาติได้อย่างถึงที่สุด พระเจ้าจะทรงพิชิตผู้คนทั้งหมดทั่วจักรวาล ด้วยการพิชิตพงศ์พันธุ์ของโมอับผ่านพระราชกิจที่ทรงดำเนินการท่ามกลางพงศ์พันธุ์ของโมอับ นี่คือนัยสำคัญลึกสุดของช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระองค์ และเป็นแง่มุมที่มีค่าที่สุดของช่วงระยะนี้แห่งพระราชกิจของพระองค์ ต่อให้ตอนนี้เจ้ารู้แล้วว่าสถานะของตัวเจ้านั้นต่ำต้อยและเจ้ามีค่าต่ำ เจ้าจะยังคงรู้สึกว่าเจ้าได้พบกับสิ่งที่น่าชื่นบานที่สุด: เจ้าได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่เป็นมรดก ได้รับพระสัญญาอันยิ่งใหญ่ และเจ้าสามารถช่วยให้พระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระเจ้านี้สำเร็จลุล่วงไปได้ เจ้าได้เห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า เจ้ารู้จักพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของพระเจ้าและเจ้าทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า สองช่วงระยะก่อนหน้าของพระราชกิจของพระเจ้าทรงดำเนินการในประเทศอิสราเอล หากช่วงระยะนี้ของพระราชกิจของพระองค์ในยุคสุดท้ายดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นท่ามกลางคนอิสราเอลอีกเช่นกันแล้วไซร้ ไม่เพียงแต่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงจะเชื่อว่ามีเพียงคนอิสราเอลเท่านั้นที่เป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่แผนการบริหารจัดการทั้งสิ้นของพระเจ้าจะพลาดจากการบรรลุผลที่ทรงพึงปรารถนา ในระหว่างช่วงเวลาที่สองช่วงระยะของพระราชกิจของพระองค์ได้ทรงดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในประเทศอิสราเอล ไม่มีทั้งพระราชกิจใหม่—และพระราชกิจใด ๆ แห่งการเปิดตัวยุคสมัยใหม่—ได้ทรงดำเนินการเสร็จสิ้นไปท่ามกลางชนต่างชาติ ช่วงระยะในวันนี้ของพระราชกิจ—พระราชกิจแห่งการเปิดตัวยุคสมัยใหม่—ทรงดำเนินการท่ามกลางชนต่างชาติก่อน และยิ่งไปกว่านั้น ทรงดำเนินการเริ่มแรก ท่ามกลางพงศ์พันธุ์ของโมอับ ดังนั้นจึงเป็นการเปิดตัวทั้งยุคสมัย พระเจ้าได้ทรงพังทลายความรู้ใดๆ ที่ถูกบรรจุอยู่ในมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ โดยไม่ทรงยอมให้หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย ในพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยของพระองค์ พระองค์ได้ทรงพังทลายมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ บรรดาวิถีอันเก่าแก่แห่งความรู้ของมนุษย์ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงให้ผู้คนมองเห็นว่ากับพระเจ้าแล้ว ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีอะไรเก่าแก่เกี่ยวกับพระเจ้า มองเห็นว่าพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำนั้นล้วนมีเสรีภาพทั้งสิ้น ล้วนเป็นอิสระทั้งสิ้นและมองเห็นว่าพระองค์ทรงถูกต้องในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ เจ้าต้องนบนอบอย่างสุดใจต่อพระราชกิจใดก็ตามที่พระองค์ทรงทำท่ามกลางสรรพสิ่งทรงสร้าง พระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำมีความหมายและทรงดำเนินการเสร็จสิ้นโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยและพระปรีชาญาณของพระองค์เอง และไม่ได้เป็นไปตามตัวเลือกและมโนคติที่หลงผิด ทั้งหลายของมนุษย์ หากมีบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ย่อมทรงทำ และถ้ามีบางสิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ก็ย่อมทรงไม่ทำ ไม่ว่ามันจะดีเพียงใด! พระองค์ทรงพระราชกิจและทรงคัดสรรผู้รับและที่ตั้งของพระราชกิจของพระองค์โดยสอดคล้องกับความหมายและจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ในอดีตในยามที่พระองค์ทรงพระราชกิจ และพระองค์ไม่ทรงทำตามสูตรเก่าๆ อีกด้วย แต่พระองค์กลับทรงวางแผนพระราชกิจของพระองค์โดยสอดคล้องกับนัยสำคัญของพระราชกิจแทน ในท้ายที่สุด พระองค์จะบรรลุประสิทธิผลอันแท้จริงและเป้าหมายที่มุ่งหวังไว้ หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ในวันนี้ พระราชกิจนี้จะไม่เกิดประสิทธิผลในตัวเจ้าเลย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 208

หากผู้คนสามารถมองเห็นเส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์ ตลอดจนจุดประสงค์ของการบริหารจัดการมนุษยชาติของพระเจ้าได้ชัดเจนอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขาจะไม่ยึดถืออนาคตและชะตากรรมของแต่ละคนไว้เป็นสมบัติในหัวใจของพวกเขา จากนั้นพวกเขาจะไม่สนใจที่จะรับใช้บิดามารดาของพวกเขา ผู้ซึ่งแย่กว่าสุกรและสุนัขอีกต่อไป อนาคตและชะตากรรมของมนุษย์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกเรียกขานอย่างตรงๆ ในยุคปัจจุบันว่า “บิดามารดา” ของเปโตรหรอกหรือ? พวกเขาเป็นเหมือนเนื้อหนังและเลือดของมนุษย์เท่านั้น บั้นปลายและอนาคตของเนื้อหนังจะเป็นเช่นไรกันแน่? จะเป็นการได้เห็นพระเจ้าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือเพื่อให้ดวงจิตได้พบกับพระเจ้าหลังความตาย? เนื้อหนังจะจบลงพรุ่งนี้ในเตาหลอมขนาดใหญ่แห่งความทุกข์ลำบาก หรือในกองเพลิงใช่หรือไม่? คำถามเช่นนี้ไม่เกี่ยวข้องหรอกหรือกับการที่เนื้อหนังของมนุษย์จะสู้ทนต่อโชคร้ายหรือทนทุกข์กับข่าวใหญ่ที่สุดที่ผู้ใดก็ตามในกระแสปัจจุบัน ซึ่งมีสมองและมีความมีเหตุมีผลเป็นกังวลกับมันมากที่สุด? (ในที่นี้ การทนทุกข์อ้างอิงถึงการได้รับพระพร หมายความว่าการทดสอบในอนาคตมีประโยชน์ต่อบั้นปลายของมนุษย์ โชคร้ายอ้างอิงถึงการไร้ความสามารถที่จะยืนหยัดมั่นคงหรือการถูกหลอก หรือหมายความว่าคนเราจะพบกับสถานการณ์ที่โชคร้ายและเสียชีวิตของเราไปท่ามกลางความวิบัติ และว่าไม่มีบั้นปลายที่เหมาะสมสำหรับดวงจิตของเรา) แม้ว่ามนุษย์จะมีเหตุผลที่ดี บางทีสิ่งที่พวกเขาคิดอาจไม่สอดคล้องอย่างครบถ้วนบริบูรณ์กับสิ่งที่ควรจะต้องใช้ร่วมกับเหตุผลของพวกเขา นี่เป็นเพราะว่าพวกเขาทั้งหมดค่อนข้างสับสนและติดตามสิ่งต่างๆ อย่างมืดบอด พวกเขาทั้งหมดควรจับความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่พวกเขาควรเข้าสู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาควรจำแนกให้ชัดเจนว่าอะไรที่ควรเข้าสู่ในระหว่างความทุกข์ลำบาก (กล่าวคือ ในระหว่างกระบวนการถลุงในเตาเผา) ตลอดจนสิ่งที่พวกเขาควรตระเตรียมให้พร้อมในระหว่างการทดสอบของไฟ จงอย่าเฝ้ารับใช้บิดามารดาของเจ้า (หมายถึงเนื้อหนัง) ซึ่งเป็นเหมือนสุกรและสุนัข และยังแย่ยิ่งกว่ามดและแมลง อะไรคือประเด็นของการรับความเจ็บปวดรวดร้าวต่อสิ่งนั้น การคิดหนัก และการเค้นสมองของเจ้า? เนื้อหนังไม่ได้เป็นของเจ้า แต่อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่เพียงทรงควบคุมเจ้า แต่ยังทรงบัญชาซาตานอีกด้วย (นี่หมายความว่าเนื้อหนังนั้นแต่เดิมเป็นของซาตาน เพราะซาตานอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน จึงสามารถพูดได้ด้วยวิธีนี้เท่านั้น นี่เป็นเพราะว่าการพูดแบบนั้นสามารถโน้มน้าวใจได้ดีกว่า มันบอกเป็นนัยว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตานอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แต่อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า) เจ้ากำลังมีชีวิตอยู่ภายใต้การทรมานของเนื้อหนัง—แต่เนื้อหนังเป็นของเจ้าหรือไม่? มันอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหรือไม่? ทำไมจึงต้องเค้นสมองของของพวกเจ้าเพื่อมัน? ทำไม่จึงต้องออดอ้อนพระเจ้าอย่างหมกมุ่นเพื่อเห็นแก่เนื้อหนังเน่าเหม็นของเจ้า ซึ่งถูกบรรดาวิญญาณโสโครกกล่าวโทษ สาปแช่ง และสร้างมลทินมานานแล้ว? มีความจำเป็นอะไรหรือที่ต้องยึดพรรคพวกของซาตานให้อยู่ใกล้กับหัวใจของเจ้าเสมอ? เจ้าไม่กังวลหรอกหรือว่าเนื้อหนังสามารถทำลายอนาคตจริงๆ ของเจ้า ความหวังอันแสนวิเศษของเจ้าและบั้นปลายที่แท้จริงของชีวิตเจ้า?

ตัดตอนมาจาก “จุดประสงค์ของการบริหารจัดการมนุษยชาติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 209

เส้นทางของวันนี้ไม่ง่ายที่จะเดินไป อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะเกิดขึ้น และตลอดหลายยุคที่ผ่านไป มันหายากอย่างสุดขีด อย่างไรก็ตาม ใครจะไปคิดว่าเนื้อหนังของมนุษย์เพียงอย่างเดียวจะเพียงพอที่จะทำลายเขา? งานของวันนี้มีความล้ำค่ามากเท่ากับฝนในฤดูใบไม้ผลิ และมีคุณค่ามากเท่ากับความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากมนุษย์ไม่รู้จุดประสงค์ของพระราชกิจปัจจุบันของพระองค์หรือเข้าใจแก่นแท้ของมวลมนุษย์แล้ว จะพูดถึงความล้ำค่าและความมีคุณค่าของมันได้อย่างไร? เนื้อหนังไม่ได้เป็นของตัวพวกมนุษย์เอง ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าปั้นปลายของมันจริงๆ แล้วอยู่ที่ใด อย่างไรก็ตาม เจ้าควรรู้ดีว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างจะทรงคืนมวลมนุษย์ซึ่งถูกทรงสร้างขึ้นมา กลับสู่ตำแหน่งดั้งเดิมของพวกเขา และฟื้นฟูรูปลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขาจากเวลาที่พวกเขาถูกสร้างขึ้น พระองค์จะทรงเอาลมหายใจที่พระองค์ทรงระบายลมปราณเข้าสู่มนุษย์กลับคืนอย่างครบบริบูรณ์ ยึดคืนกระดูกและเนื้อหนังของเขา และส่งทั้งหมดคืนให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง พระองค์จะทรงแปลงสภาพและสร้างมนุษยชาติขึ้นใหม่อย่างครบบริบูรณ์ และเก็บคืนจากมนุษย์ซึ่งมรดกทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าที่ไม่ได้เป็นของมนุษยชาติ แต่เป็นของพระเจ้า และไม่มีวันมอบให้กับมวลมนุษย์อีกเลย นี่เป็นเพราะว่าไม่มีอะไรจากสิ่งเหล่านั้นที่เป็นของมวลมนุษย์ตั้งแต่แรก พระองค์จะทรงเอาพวกมันทั้งหมดกลับคืน—นี่ไม่ใช่การปล้นที่ไม่ยุติธรรม ตรงกันข้าม มันเป็นไปเพื่อฟื้นฟูสวรรค์และแผ่นดินโลกให้กลับสู่สภาพดั้งเดิม พร้อมกับแปลงสภาพและสร้างมนุษย์ขึ้นใหม่ด้วย นี่คือบั้นปลายที่สมเหตุสมผลสำหรับมนุษย์ แม้ว่าบางที มันอาจจะไม่ใช่การจัดสรรใหม่ของเนื้อหนังหลังจากที่มันถูกตีสอน ดังที่ผู้คนอาจจินตนาการไว้ พระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์โครงกระดูกของเนื้อหนังหลังจากที่มันถูกทำลาย พระองค์ทรงต้องประสงค์องค์ประกอบดั้งเดิมในมนุษย์ที่เป็นของพระเจ้าในปฐมกาล ดังนั้น พระองค์จะไม่ทรงทำลายล้างมนุษยชาติหรือกำจัดเนื้อหนังของมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ เพราะเนื้อหนังของมนุษย์ไม่ได้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเขา ตรงกันข้าม มันเป็นผู้ช่วยของพระเจ้าที่บริหารจัดการมนุษยชาติ พระองค์จะสามารถทำลายล้างเนื้อหนังของมนุษย์เพื่อ “ความชื่นชมยินดี” ของพระองค์ได้อย่างไร? จนบัดนี้ เจ้าได้ปล่อยมืออย่างแท้จริงจากเนื้อหนังของเจ้าทั้งหมด ซึ่งไม่มีค่าแม้แต่สตางค์เดียวแล้วหรือยัง? หากเจ้าสามารถจับความเข้าใจถึงร้อยละสามสิบของพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย (เพียงแค่ร้อยละสามสิบนี้หมายถึงการจับความเข้าใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ รวมทั้งพระราชกิจแห่งพระวจนะของพระเจ้าในยุคสุดท้าย) เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ต้อง “รับใช้” หรือ “กตัญญู” ต่อเนื้อหนังของเจ้าอีกต่อไป—เนื้อหนังที่ถูกทำให้เสื่อมทรามมานานหลายปี—เช่นที่เป็นอยู่ในวันนี้ เจ้าควรจะเห็นชัดเจนว่าบัดนี้ มนุษย์ได้ก้าวหน้าเข้าสู่สภาวะที่ไม่เคยมีมาก่อน และจะไม่หมุนไปข้างหน้าเหมือนวงล้อแห่งประวัติศาสตร์อีกต่อไป เนื้อหนังขึ้นราของเจ้าถูกปกคลุมด้วยแมลงวันมานานแล้ว ดังนั้นมันจะสามารถมีพลังในการหมุนกลับวงล้อแห่งประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าได้ทรงให้มันสามารถดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร? มันสามารถทำให้นาฬิกาแห่งยุคสุดท้ายที่เงียบเสียงไปแล้วกลับมาเดินอีกครั้ง และทำให้เข็มของมันขยับตามเข็มนาฬิกาได้อย่างไร? มันสามารถแปลงสภาพใหม่ให้โลก ซึ่งดูเหมือนถูกปกคลุมอยู่ในหมอกหนาทึบได้อย่างไร? เนื้อหนังของเจ้าสามารถชุบชีวิตบรรดาภูเขาและแม่น้ำได้หรือไม่? เนื้อหนังของเจ้าซึ่งมีหน้าที่เพียงเล็กน้อย สามารถฟื้นฟูโลกของมนุษย์แบบที่เจ้าโหยหาได้หรือไม่? เจ้าสามารถให้การศึกษาแก่ลูกหลานของเจ้าอย่างแท้จริงเพื่อให้เป็น “มนุษย์” ได้หรือไม่? บัดนี้เจ้าเข้าใจหรือยัง? เนื้อหนังของเจ้านั้นจริงๆ แล้วเป็นของอะไรกันแน่? เจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าที่จะทรงช่วยมนุษย์ให้รอด ทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และแปลงสภาพมนุษย์นั้น ไม่ใช่เพื่อที่จะมอบบ้านเกิดที่สวยงามแก่เจ้า หรือนำการพักผ่อนอย่างสงบมาสู่เนื้อหนังของมนุษย์ แต่เป็นไปเพื่อเห็นแก่พระสิริของพระองค์และคำพยานของพระองค์ เพื่อความชื่นชมยินดีที่ดียิ่งขึ้นของมวลมนุษย์ในอนาคต และเพื่อที่ในไม่ช้า พวกเขาจะมีความสามารถที่จะพักผ่อนได้ ถึงกระนั้น มันก็ไม่ใช่เพื่อเนื้อหนังของเจ้า เพราะมนุษย์เป็นเมืองหลวงของการบริหารจัดการของพระเจ้า และเนื้อหนังของมนุษย์เป็นเพียงผู้ช่วย (มนุษย์เป็นวัตถุที่มีทั้งจิตวิญญาณและร่างกาย ในขณะที่เนื้อหนังเป็นเพียงสิ่งของสิ่งหนึ่งที่ผุพัง นี่หมายความว่าเนื้อหนังเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งเพื่อใช้ในแผนการบริหารจัดการ) เจ้าควรรู้ว่าความเพียบพร้อม ความครบถ้วนบริบูรณ์ และการได้มนุษย์มาของพระเจ้า ไม่นำอะไรมานอกจากดาบและการเฆี่ยนตีบนเนื้อหนังของพวกเขา เช่นเดียวกับความทุกข์ที่ไม่รู้จบ กองเพลิง การพิพากษาที่ไร้ความปราณี การตีสอน และการสาปแช่ง และบททดสอบอันไร้ขอบเขต นั่นคือเบื้องลึกและความจริงของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สรรพสิ่งเหล่านี้ทั้งมวลถูกชี้นำไปที่เนื้อหนังของมนุษย์ และลูกศรแห่งความเป็นศัตรูทั้งหมดมุ่งเป้าไปที่เนื้อหนังของมนุษย์อย่างไร้ความปราณี (เพราะมนุษย์รู้เท่าไม่ถึงการณ์) ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อเห็นแก่พระสิริและคำพยานของพระองค์ และเพื่อการบริหารจัดการของพระองค์ นี่เป็นเพราะพระราชกิจของพระองค์ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์แต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เพื่อแผนทั้งหมดทั้งมวลด้วย ตลอดจนเพื่อทำให้น้ำพระทัยดั้งเดิมของพระองค์ลุล่วงเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมา ดังนั้น บางทีร้อยละเก้าสิบของสิ่งที่มนุษย์ประสบนั้นเกี่ยวข้องกับความทุกข์และบททดสอบของไฟ และน้อยมากที่จะมีวันที่แสนหวานและมีความสุขที่เนื้อหนังของมนุษย์โหยหา หรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่มนุษย์จะมีความสามารถที่จะชื่นชมกับช่วงเวลาแห่งความสุขในเนื้อหนัง ใช้เวลาที่สวยงามกับพระเจ้าได้ เนื้อหนังนั้นโสโครก ดังนั้นสิ่งที่เนื้อหนังของมนุษย์เห็นหรือได้ชื่นชมนั้นไม่มีอะไรนอกจากการตีสอนของพระเจ้า ซึ่งมนุษย์พบว่าไม่น่าโปรดปราน ราวกับว่ามันขาดสำนึกรับรู้ที่ปกติ นี่เป็นเพราะพระเจ้าจะทรงสำแดงให้เห็นว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งไม่ได้รับความโปรดปรานจากมนุษย์นั้น ไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้กับการทำให้ขุ่นเคืองของมนุษย์ และทรงเกลียดบรรดาศัตรู พระเจ้าทรงเปิดเผยพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ด้วยวิถีทางใดๆ ที่จำเป็น ด้วยเหตุนั้นจึงทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตานหกพันปีของพระองค์—พระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์ทั้งปวง และการทำลายล้างซาตานแห่งอดีตกาล!

ตัดตอนมาจาก “จุดประสงค์ของการบริหารจัดการมนุษยชาติ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 210

ยุคสุดท้ายได้มาถึงแล้วและนานาประเทศทั่วโลกตกอยู่ในความโกลาหล มีความอลหม่านทางการเมือง มีการดันดารอาหาร โรคระบาด น้ำท่วม และภัยแล้งปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง มีมหันตภัยในโลกของมนุษย์ ฟ้าได้ส่งความวิบัติลงมาด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้คือหมายสำคัญแห่งยุคสุดท้าย แต่สำหรับผู้คนแล้ว มันดูเหมือนโลกของความสนุกสนานและความงดงาม โลกที่กำลังจะกลายเป็นเช่นนั้นมากขึ้นไปอีก หัวใจของผู้คนทั้งหมดถูกดึงเข้าหามัน และผู้คนมากหลายติดกับดักและไม่สามารถสลัดตัวพวกเขาเองให้หลุดพ้นจากมันได้ และผู้คนจำนวนมากจะถูกพวกที่ยุ่งเกี่ยวกับการใช้เล่ห์เพทุบายและเวทย์มนตร์คาถาล่อลวง หากเจ้าไม่เพียรพยายามที่จะก้าวหน้า ไร้ซึ่งอุดมคติ และไม่ยึดตัวเจ้าเองอยู่ในหนทางที่แท้จริง เจ้าก็จะถูกคลื่นใต้น้ำแห่งบาปกวาดออกไป ประเทศจีนเป็นประเทศที่ล้าหลังที่สุดในบรรดาประเทศทั้งปวง นี่เป็นแผ่นดินที่พญานาคใหญ่สีแดงนอนขดตัวอยู่ ประเทศนี้มีประชากรมากที่สุดซึ่งบูชาเทวรูปและยุ่งกับเวทย์มนตร์คาถา มีวัดมากที่สุด และประเทศนี้เป็นสถานที่ซึ่งพวกมารโสมมอาศัยอยู่ เจ้าถือกำเนิดมาจากมัน เจ้าได้รับการศึกษาจากมันและแช่อยู่ในอิทธิพลของมัน เจ้าได้ถูกทำให้เสื่อมทรามและถูกทรมานโดยมัน แต่หลังจากที่ถูกทำให้ตื่นขึ้นเจ้าก็ละทิ้งมันและได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ นี่คือพระสิริแห่งพระเจ้า และนี่คือสาเหตุที่ทำไมช่วงระยะของงานช่วงนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น ได้ตรัสพระวจนะมากมาย และพระองค์จะได้ทรงรับพวกเจ้าไว้อย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุด—นี่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกิจของการบริหารจัดการของพระเจ้า และเจ้าคือ “ของที่ริบมาได้จากชัยชนะ” ของการสู้รบของพระเจ้ากับซาตาน ยิ่งพวกเจ้าเข้าใจความจริงมากขึ้นเท่าไรและยิ่งชีวิตแห่งคริสตจักรของเจ้าดีขึ้นเท่าไร พญานาคใหญ่สีแดงก็จะยิ่งคุกเข่ายอมสยบมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เหล่านี้คือเรื่องของโลกฝ่ายจิตวิญญาณ—เรื่องเหล่านี้คือการสู้รบของโลกฝ่ายจิตวิญญาณ และเมื่อพระเจ้าทรงได้รับชัยชนะ ซาตานก็จะอัปยศอดสูและล่มสลาย ช่วงระยะนี้แห่งพระราชกิจของพระเจ้ามีความสำคัญเหลือล้น พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นและช่วยผู้คนกลุ่มนี้ให้รอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เพื่อที่เจ้าจะได้หลีกหนีจากอิทธิพลของซาตาน ใช้ชีวิตในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ใช้ชีวิตในความสว่างของพระเจ้า และมีผู้นำและการทรงนำแห่งความสว่าง เช่นนั้นแล้วก็จะมีความหมายต่อชีวิตของเจ้า สิ่งที่พวกเจ้ากินและสวมใส่แตกต่างไปจากผู้ไม่เชื่อทั้งหลาย พวกเจ้าชื่นชมพระวจนะของพระเจ้าและใช้ชีวิตที่มีความหมาย—แล้วพวกเขาชื่นชมอะไรเล่า? พวกเขาชื่นชมกับ “มรดกของบรรพบุรุษ” และ “จิตวิญญาณแห่งชาติ” ของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาไม่มีร่องรอยของความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย! เสื้อผ้า คำพูด และการกระทำต่างๆ ของพวกเจ้าล้วนแล้วแต่ต่างไปจากของพวกเขาทั้งสิ้น ในท้ายที่สุด พวกเจ้าจะหลีกหนีจากความโสมมได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ติดบ่วงในการทดลองของซาตานอีกต่อไป และได้รับการจัดหาประจำวันของพระเจ้า พวกเจ้าควรระมัดระวังอยู่เสมอ แม้เจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่อันโสมม เจ้าก็ไม่ด่างพร้อยไปด้วยความโสมมและสามารถใช้ชีวิตเคียงข้างพระเจ้า ได้รับการปกป้องอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงเลือกพวกเจ้าจากท่ามกลางผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินสีเหลืองแห่งนี้ เจ้าไม่ใช่ผู้คนที่ได้รับพระพรมากที่สุดหรอกหรือ? เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—แน่นอนว่าเจ้าควรนมัสการพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาชีวิตที่มีความหมาย หากเจ้าไม่นมัสการพระเจ้าแต่ใช้ชีวิตภายในเนื้อหนังอันโสมมของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มิได้เป็นเพียงแค่สัตว์เดียรัจฉานในเครื่องแต่งกายของมนุษย์หรอกหรือ? เนื่องจากเจ้าเป็นมนุษย์ เจ้าควรสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าและสู้ทนความทุกข์ทุกอย่าง! เจ้าควรยินดีและแน่ใจยอมรับความทุกข์เล็กน้อยที่เจ้าต้องมีในวันนี้ และใช้ชีวิตที่มีความหมาย ดังเช่นโยบ และเปโตร ในโลกนี้ มนุษย์สวมใส่เสื้อผ้าของปีศาจ กินอาหารจากปีศาจ และทำงานและรับใช้ภายใต้นิ้วหัวแม่มือของปีศาจ กลายมาเป็นถูกเหยียบย่ำในความโสมมของมันอย่างสิ้นเชิง หากเจ้าไม่จับความเข้าใจความหมายของชีวิตหรือได้มาซึ่งวิถีทางที่แท้จริง เช่นนั้นแล้วจะมีความหมายอะไรในชีวิตของเจ้าเล่า? พวกเจ้าคือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาหนทางที่ถูกต้อง คือพวกที่แสวงหาการปรับปรุง พวกเจ้าคือผู้คนที่ลุกขึ้นในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง พวกที่พระเจ้าทรงเรียกขานว่ามีความชอบธรรม นั่นไม่ใช่ชีวิตที่มีความหมายมากที่สุดหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 211

ในวันนี้ งานที่เราทำในพวกเจ้านั้นหมายที่จะนำทางพวกเจ้าเข้าสู่ชีวิตแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ นั่นเป็นงานแห่งการเชิญนำเข้าสู่ยุคใหม่และแห่งการนำทางมวลมนุษย์เข้าสู่ชีวิตของยุคใหม่ งานนี้ได้รับการดำเนินการจนเสร็จสิ้นและพัฒนาไปท่ามกลางพวกเจ้าโดยตรงทีละขั้นตอน กล่าวคือ เราสอนพวกเจ้าต่อหน้าต่อตา เรารับเจ้าไว้กับมือ เราบอกพวกเจ้าในสิ่งใดก็ตามที่พวกเจ้าไม่เข้าใจ ประทานสิ่งใดก็ตามที่พวกเจ้าขาดพร่องให้แก่พวกเจ้า สามารถกล่าวได้ว่า สำหรับพวกเจ้าแล้ว งานนี้ทั้งหมดคือการจัดเตรียมของพวกเจ้าสำหรับชีวิต อันเป็นนำทางพวกเจ้าเข้าสู่ชีวิตแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติด้วยเช่นกัน นั่นหมายที่จะจัดเตรียมเสบียงอาหารสำหรับชีวิตของผู้คนกลุ่มนี้ในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายเป็นการเฉพาะเจาะจง สำหรับเราแล้ว งานนี้ทั้งหมดหมายที่จะยุติยุคเก่าและเชิญนำเข้าสู่ยุคใหม่ สำหรับเรื่องซาตาน แน่นอนว่าเราได้บังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะทำให้มันปราชัย งานที่เราทำท่ามกลางพวกเจ้าตอนนี้คือเสบียงอาหารของพวกเจ้าสำหรับวันนี้และความรอดอันทันต่อเวลาของพวกเจ้า แต่ในช่วงระหว่างไม่กี่ปีสั้นๆ เหล่านี้ เราจะบอกความจริงทั้งหมด หนทางแห่งชีวิตทั้งหมดทั้งมวล และแม้กระทั่งงานของอนาคตแก่พวกเจ้า นี่จะเพียงพอแล้วที่จะให้พวกเจ้าสามารถได้รับประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายอย่างเป็นปกติในอนาคต วจนะทั้งหมดของเราแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือสิ่งที่เราได้ไว้วางใจมอบหมายให้พวกเจ้า เราไม่ทำการเตือนสติอื่นใด วจนะทั้งหมดที่เราพูดกับเจ้าคือการเตือนสติพวกเจ้าของเรา เพราะในวันนี้พวกเจ้าไม่มีประสบการณ์กับวจนะจำนวนมากที่เราพูด และไม่เข้าใจความหมายภายในของวจนะเหล่านั้น สักวันหนึ่ง ประสบการณ์ของพวกเจ้าย่อมจะมาสู่การเกิดผลเหมือนดั่งที่เราได้พูดถึงในวันนี้ไม่มีผิด วจนะเหล่านี้คือนิมิตของพวกเจ้าในวันนี้ และวจนะเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเจ้าจะพึ่งพาอาศัยในอนาคต วจนะเหล่านี้คือเสบียงอาหารสำหรับชีวิตในวันนี้และเป็นการเตือนสติสำหรับอนาคต และไม่มีการเตือนสติใดที่จะสามารถดีกว่านี้ได้แล้ว นี่เป็นเพราะเวลาที่เราต้องทำงานบนแผ่นดินโลกไม่ยาวนานเท่ากับเวลาที่พวกเจ้าต้องได้รับประสบการณ์กับวจนะของเรา เราเพียงกำลังทำงานของเราให้เสร็จสมบูรณ์ ในขณะที่พวกเจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาชีวิต เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอันยาวไกลตลอดชีวิต มีเพียงภายหลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายมากมายแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถได้รับหนทางแห่งชีวิตอย่างครบบริบูรณ์ได้ เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมีความสามารถที่จะมองทะลุปรุโปร่งถึงความหมายภายในของวจนะที่เราพูดในวันนี้ เมื่อเจ้ามีวจนะของเราในมือของพวกเจ้า เมื่อเจ้าแต่ละคนได้รับบัญชาทั้งหมดของเรา ทันทีที่เราได้บัญชาทั้งหมดที่เราควรจะต้องบัญชาแก่เจ้า และเมื่องานแห่งวจนะได้มาถึงบทอวสาน ไม่ว่าจะได้สัมฤทธิ์ผลอันยิ่งใหญ่เพียงใด เมื่อนั้นการนำน้ำพระทัยของพระเจ้ามาดำเนินการก็จะได้สัมฤทธิ์ผลแล้วด้วยเช่นกัน การที่เจ้าต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงจนถึงขอบข่ายเฉพาะหนึ่งนั้น ไม่ใช่เป็นไปตามที่เจ้าจินตนาการ กล่าวคือ พระเจ้าไม่ทรงกระทำการไปตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การปฏิบัติ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 212

ในยุคสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงควรที่จะทำและเพื่อทรงปฏิบัติพันธกิจแห่งพระวจนะของพระองค์ พระองค์ได้ทรงมาด้วยพระองค์เองเพื่อทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้บรรดาผู้คนที่สมดังพระทัยของพระองค์มีความเพียบพร้อม นับจากเวลาแห่งการทรงสร้างจนถึงวันนี้ เป็นเพียงในระหว่างยุคสุดท้ายเท่านั้นที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการพระราชกิจประเภทนี้จนเสร็จสิ้น เฉพาะในระหว่างยุคสุดท้ายเท่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงจุติเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจในมาตราส่วนขนาดใหญ่เช่นนี้ แม้ว่าพระองค์ทรงสู้ทนความยากลำบากที่ผู้คนคงจะพบว่าลำยากยากเย็นที่จะสู้ทน และแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งถึงกระนั้นก็ทรงมีความถ่อมพระทัยที่จะกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง แต่ไม่มีแง่มุมใดในพระราชกิจของพระองค์ได้ถูกทำให้ล่าช้า และแผนการของพระองค์ก็ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของความอลหม่านแม้แต่น้อย พระองค์กำลังทรงพระราชกิจโดยสอดคล้องกับแผนการดั้งเดิมของพระองค์ หนึ่งในพระประสงค์แห่งการจุติเป็นมนุษย์ครั้งนี้คือการพิชิตผู้คน อีกหนึ่งคือการทำให้ผู้คนที่พระองค์ทรงรักมีความเพียบพร้อม พระองค์ทรงพึงปรารถนาที่จะมองเห็นผู้คนที่พระองค์ทรงทำให้มีความเพียบพร้อมด้วยพระเนตรของพระองค์เอง และพระองค์ทรงต้องการที่จะมองเห็นด้วยพระองค์เองว่าผู้คนที่พระองค์ทรงทำให้มีความเพียบพร้อมเป็นพยานให้พระองค์อย่างไร ไม่ใช่ผู้คนหนึ่งหรือสองคนที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม แต่กลับเป็นกลุ่มหนึ่งกลุ่มซึ่งประกอบด้วยผู้คนเพียงไม่กี่คน ผู้คนในกลุ่มนี้มาจากนานาประเทศของโลก และจากหลากหลายเชื้อชาติของโลก พระประสงค์ของการทรงพระราชกิจมากมายเหลือเกินนั้นก็คือการได้รับผู้คนกลุ่มนี้ การได้รับพยานที่ผู้คนกลุ่มนี้เป็นเพื่อพระองค์ และการได้มาซึ่งพระสิริที่พระองค์อาจทรงได้ออกมาจากพวกเขา พระองค์ไม่ทรงพระราชกิจที่ไม่มีนัยสำคัญ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจที่ไม่มีคุณค่า อาจกล่าวได้ว่า ในการทรงพระราชกิจมากมายเหลือเกินนั้น จุดมุ่งหมายของพระเจ้าคือการทำให้บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำให้มีความเพียบพร้อมทั้งหมดมีความเพียบพร้อม ในเวลาว่างใดที่พระองค์ทรงมีภายนอกการนี้ พระองค์จะทรงขับพวกที่ชั่วออกไป จงรู้ไว้ว่าพระองค์มิใช่ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่นี้เพราะพวกที่ชั่ว ในทางตรงกันข้าม พระองค์ทรงให้ทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ก็เพราะผู้คนจำนวนน้อยนิดเหล่านั้นที่พระองค์จะทรงทำให้มีความเพียบพร้อม พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำ พระวจนะที่พระองค์ตรัส ความล้ำลึกทั้งหลายที่พระองค์ทรงเปิดเผย และการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ทั้งหมดก็ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้คนจำนวนน้อยนิดเหล่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะพวกที่ชั่ว และนับประสาอะไรที่ผู้คนชั่วเหล่านั้นจะยุแหย่ให้เกิดพระพิโรธอันใหญ่หลวงในพระองค์ พระองค์ตรัสความจริง และตรัสถึงการเข้าสู่ก็เพราะบรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะพวกเขา และเป็นเพราะพวกเขานั่นเองที่พระองค์ทรงมอบพระสัญญาและพระพรของพระองค์มาให้ ความจริง การเข้าสู่ และชีวิตในสภาวะความเป็นมนุษย์ซึ่งพระองค์ตรัสถึงนั้น ไม่ได้ถูกดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของพวกที่ชั่ว พระองค์ทรงต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการตรัสกับพวกที่ชั่ว โดยทรงปรารถนาที่จะมอบความจริงทั้งหมดแก่บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแทน ถึงกระนั้น พระราชกิจของพระองค์พึงประสงค์ว่า สำหรับชั่วขณะนี้ พวกที่ชั่วได้รับอนุญาตให้ชื่นชมความมั่งคั่งของพระองค์บางส่วน พวกที่ไม่ดำเนินการความจริงจนเสร็จสิ้น พวกที่ไม่ทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย และพวกที่ทำให้พระราชกิจของพระองค์หยุดชะงักนั้นล้วนชั่วกันทั้งหมด พวกเขาไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้ และถูกพระเจ้าทรงเกลียดและปฏิเสธ ในทางกลับกัน ผู้คนที่นำความจริงไปปฏิบัติและสามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยและผู้ซึ่งสละทั้งตัวตนของพวกเขาในพระราชกิจของพระเจ้าคือผู้คนที่พระเจ้าจะทรงทำให้มีความเพียบพร้อม บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้ครบบริบูรณ์ไม่ใช่ผู้อื่นนอกจากผู้คนกลุ่มนี้ และพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำก็เพื่อประโยชน์ของผู้คนเหล่านี้ ความจริงซึ่งพระองค์ตรัสถึงชี้ตรงไปยังผู้คนซึ่งเต็มใจนำความจริงไปปฏิบัติ พระองค์ไม่ตรัสกับผู้คนที่ไม่นำความจริงไปปฏิบัติ การเพิ่มขึ้นของความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและการเติบโตขึ้นของวิจารณญาณที่พระองค์ตรัสถึงมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ผู้คนซึ่งสามารถดำเนินการความจริงจนเสร็จสิ้นได้ เมื่อพระองค์ตรัสถึงบรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ก็เป็นผู้คนเหล่านี้นั่นเองที่พระองค์กำลังตรัสถึง พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ชี้ตรงไปยังผู้คนที่สามารถฝึกฝนปฏิบัติความจริงได้ สิ่งทั้งหลายเช่น การครองปัญญาและสภาวะความเป็นมนุษย์นั้นชี้ตรงไปยังผู้คนที่เต็มใจจะนำความจริงไปปฏิบัติ พวกที่ไม่ดำเนินความจริงจนเสร็จสิ้นอาจได้ยินพระวจนะแห่งความจริงมากมาย แต่เพราะพวกเขาชั่วเหลือเกินโดยธรรมชาติและไม่สนใจในความจริง สิ่งที่พวกเขาเข้าใจจึงเป็นเพียงคำสอนกับคำพูดและทฤษฎีที่ว่างเปล่า โดยไม่มีคุณค่าแม้เพียงเล็กน้อยสำหรับการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ไม่มีพวกเขาสักคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า พวกเขาทั้งหมดคือผู้คนที่มองเห็นพระเจ้าแต่ไม่สามารถได้รับพระองค์ พวกเขาทั้งหมดล้วนถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษ

ตัดตอนมาจาก “เฉพาะบรรดาผู้มุ่งเน้นการฝึกฝนปฏิบัติเท่านั้นที่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 213

เป้าหมายหลักของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยคือการชำระมนุษยชาติให้สะอาดเพื่อที่มนุษย์จะสามารถครอบครองความจริงได้ เพราะมนุษย์เข้าใจความจริงน้อยเกินไป! การทรงทำพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยกับผู้คนเช่นนี้มีนัยสำคัญลึกที่สุด พวกเจ้าทั้งหมดได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความมืด และถูกทำร้ายอย่างลึกล้ำ เช่นนั้นแล้ว เป้าหมายของพระราชกิจนี้คือทำให้พวกเจ้าสามารถรู้จักธรรมชาติมนุษย์ และโดยวิธีนั้นจึงดำเนินชีวิตตามความจริง การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้นเป็นบางสิ่งที่สิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างทั้งหมดควรจะยอมรับ หากพระราชกิจของช่วงระยะนี้เกี่ยวข้องกับการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมเท่านั้น เช่นนั้นแล้วก็จะสามารถทำได้ในบริเตน หรืออเมริกา หรืออิสราเอล จะสามารถทำได้กับผู้คนของประเทศใดก็ได้ แต่พระราชกิจแห่งการพิชิตชั้นนั้นเลือกปฏิบัติ ขั้นตอนแรกของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยเป็นแบบระยะสั้น ยิ่งไปกว่านั้นจะถูกใช้เพื่อเหยียดหยามซาตานและพิชิตเอกภพทั้งปวง นี่คือพระราชกิจชั้นต้นของการพิชิตชัย คนเราสามารถพูดได้ว่าสิ่งทรงสร้างใดที่เชื่อในพระเจ้าจะสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ เพราะการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมจะสามารถสัมฤทธิ์ผลได้หลังจากการเปลี่ยนแปลงระยะยาวเท่านั้น แต่การถูกพิชิตนั้นแตกต่าง ตัวอย่างและแบบอย่างสำหรับการพิชิตชัยต้องเป็นอันที่ล้าหลังไกลที่สุด อาศัยอยู่ในความมืดที่มิดที่สุด พวกมันต้องลดค่าต่ำลงที่สุด ไม่เต็มใจยอมรับพระเจ้ามากที่สุด และไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้ามากที่สุด นี่เป็นบุคคลประเภทที่สามารถเป็นพยานต่อการถูกพิชิตได้อย่างแน่นอน เป้าหมายหลักของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยคือการเอาชนะซาตาน ในขณะที่เป้าหมายหลักของการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมคือการได้รับผู้คน พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยนี้ได้รับการดำเนินการที่นี่ กับผู้คนอย่างพวกเจ้า ก็เพื่อทำให้ผู้คนสามารถมีคำพยานได้หลังจากถูกพิชิตแล้วนั่นเอง จุดมุ่งหมายคือการให้ผู้คนเป็นคำพยานหลังจากถูกพิชิต ผู้คนที่ถูกพิชิตแล้วเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายแห่งการเหยียดหยามซาตาน ดังนั้นอะไรคือวิธีการหลักแห่งการพิชิตชัย? การตีสอน การพิพากษา การเปล่งคำสาปแช่ง และการเปิดเผย—โดยใช้อุปนิสัยอันชอบธรรมพิชิตผู้คนเพื่อที่พวกเขาจะได้เชื่ออย่างเต็มที่เพราะพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า การใช้ความเป็นจริงและสิทธิอำนาจของพระวจนะเพื่อพิชิตผู้คนและโน้มน้าวพวกเขาอย่างเต็มที่—นี่คือความหมายของการถูกพิชิต บรรดาผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วนั้นไม่เพียงแค่สามารถสัมฤทธิ์การเชื่อฟังหลังจากได้ถูกพิชิตแล้วเท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถมีความรู้เรื่องพระราชกิจแห่งการพิพากษา เปลี่ยนอุปนิสัยของพวกเขา และมารู้จักพระเจ้าได้อีกด้วย พวกเขามีประสบการณ์กับเส้นทางแห่งการรักพระเจ้า และกลายเป็นถูกเติมเต็มด้วยความจริง พวกเขาเรียนรู้วิธีมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า กลายเป็นสามารถทนทุกข์เพื่อพระเจ้าได้ และมีความตั้งใจของตัวเอง ผู้ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมแล้วคือบรรดาผู้ที่มีความเข้าใจที่จริงแท้ในความจริงเนื่องจากได้มีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ผู้ที่ได้รับการพิชิตแล้วคือบรรดาผู้ที่รู้เรื่องความจริง แต่ไม่ได้ยอมรับความหมายที่เป็นจริงของความจริง หลังจากได้รับการพิชิตแล้ว พวกเขาเชื่อฟัง แต่การเชื่อฟังของพวกเขาคือผลลัพธ์ทั้งหมดของการพิพากษาที่พวกเขาได้รับ พวกเขาไม่มีความเข้าใจอย่างสิ้นเชิงในความหมายที่เป็นจริงของความจริงมากมาย พวกเขายอมรับความจริงด้วยวาจา แต่พวกเขาไม่ได้เข้าสู่ความจริง พวกเขาจับใจความความจริง แต่พวกเขาไม่ได้มีประสบการณ์กับความจริง พระราชกิจที่ทรงกำลังทำกับบรรดาผู้ที่กำลังได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมรวมถึงการตีสอนและการพิพากษา พร้อมกับการจัดเตรียมชีวิต บุคคลที่เห็นคุณค่าของการเข้าสู่ความจริงคือบุคคลที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ความแตกต่างระหว่างบรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมกับบรรดาผู้ที่จะได้รับการพิชิตตั้งอยู่ที่ว่าพวกเขาเข้าสู่ความจริงหรือไม่ ผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วคือบรรดาผู้ที่จับใจความความจริง ได้เข้าสู่ความจริง และกำลังดำเนินชีวิตตามความจริง ผู้คนที่ไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้คือพวกที่ไม่จับใจความความจริง และไม่เข้าสู่ความจริง นั่นคือพวกที่ไม่ได้กำลังดำเนินชีวิตตามความจริง หากผู้คนเช่นนี้สามารถเชื่อฟังได้อย่างครบบริบูรณ์ในตอนนี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ได้รับการพิชิต หากผู้ที่ได้รับการพิชิตแล้วไม่แสวงหาความจริง—หากพวกเขาติดตาม แต่ไม่ดำเนินชีวิตตามความจริง หากพวกเขามองเห็นและได้ยินความจริง แต่ไม่เห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามความจริง—เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ ผู้คนที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมฝึกฝนปฏิบัติความจริงโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าตามเส้นทางสู่ความเพียบพร้อม โดยผ่านทางการนี้ พวกเขาทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า และพวกเขาก็ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ผู้ใดที่ติดตามไปจนถึงบทอวสานก่อนที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยสรุปปิดตัวก็คือผู้ที่ได้รับการพิชิตแล้ว แต่จะไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว “ผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว” อ้างอิงถึงบรรดาผู้ที่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าได้หลังจากพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยอวสานลง อ้างอิงถึงบรรดาผู้ที่ยืนหยัดในความยากลำบากและดำเนินชีวิตตามความจริงหลังจากพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยอวสานลง สิ่งที่แยกแยะการได้รับการพิชิตจากการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมคือความแตกต่างในขั้นตอนต่างๆ ของพระราชกิจ และความแตกต่างในระดับที่ผู้คนเข้าใจและเข้าสู่ความจริง พวกที่ไม่ได้ดำเนินไปบนเส้นทางสู่ความเพียบพร้อมทั้งหมด ซึ่งหมายถึงพวกที่ไม่ได้ครอบครองความจริง จะยังคงถูกกำจัดในท้ายที่สุด บรรดาผู้ที่ครอบครองความจริงและที่ดำเนินชีวิตตามความจริงเท่านั้นจะสามารถได้รับการรับไว้อย่างครบบริบูรณ์โดยพระเจ้าได้ นั่นคือ บรรดาผู้ที่ดำเนินชีวิตตามฉายาของเปโตรคือผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว ในขณะที่คนอื่นๆ ทั้งหมดเป็นผู้ที่ได้รับการพิชิตแล้ว พระราชกิจที่ทรงกำลังทำกับบรรดาผู้ที่กำลังได้รับการพิชิตทั้งหมดประกอบด้วยการวางคำสาปแช่ง การตีสอน และการแสดงพระพิโรธ และสิ่งที่มาสู่พวกเขาคือความชอบธรรมและคำสาปแช่ง การทำพระราชกิจกับบุคคลเช่นนี้คือการเปิดเผยโดยไร้พิธีรีตองหรือความสุภาพ—เพื่อเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามภายในพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้ระลึกถึงมันด้วยตนเอง และเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ ทันทีที่มนุษย์กลายเป็นเชื่อฟังอย่างครบบริบูรณ์แล้ว พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยก็อวสานลง แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังคงไม่พยายามเข้าใจความจริง แต่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยก็จะได้อวสานลงแล้ว

ตัดตอนมาจาก “ผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วเท่านั้นสามารถใช้ชีวิตที่มีความหมายได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 214

พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมอย่างไร? อุปนิสัยของพระเจ้าคืออะไร? มีอะไรอยู่ภายในอุปนิสัยของพระองค์? เพื่อชี้แจงสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ให้ชัดเจน: คนเราเรียกมันว่าการเผยแพร่พระนามของพระเจ้า คนเราเรียกมันว่าการเป็นคำพยานต่อพระเจ้า และคนเราเรียกมันว่าการยกย่องพระเจ้า ในท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์จะกลายเป็นได้รับการแปลงสภาพในอุปนิสัยในชีวิตของเขา โดยอิงจากรากฐานของการรู้จักพระเจ้า ยิ่งมนุษย์ก้าวผ่านการได้รับการจัดการและการได้รับการถลุงมากเท่าใด เขาจะยิ่งมีชีวิตชีวามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้ามีมากมายมากขึ้นเท่าใด มนุษย์จะยิ่งได้รับการทำให้เพียบพร้อมมากขึ้นเท่านั้น วันนี้ ในประสบการณ์ของมนุษย์ ทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าโต้กลับมโนคติที่หลงผิดของเขา และทั้งหมดอยู่เหนือปัญญาของมนุษย์และอยู่นอกความคาดหวังของเขา พระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์จำเป็นต้องมี และการนี้ไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ในทุกแง่มุม พระเจ้าดำรัสพระวจนะของพระองค์ในเวลาที่เจ้าอ่อนแอ ในหนทางนี้เท่านั้นพระองค์จึงจะทรงสามารถจัดหาชีวิตของเจ้าได้ พระองค์ทรงทำให้เจ้ายอมรับการจัดการของพระเจ้าโดยการโต้กลับมโนคติที่หลงผิดของเจ้า ในหนทางนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถกำจัดความเสื่อมทรามของเจ้าออกจากตัวเจ้าเองได้ ในวันนี้ พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงพระราชกิจภายในสภาวะของเทวสภาพในแง่มุมหนึ่ง แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง พระองค์ทรงพระราชกิจในสภาวะของความเป็นมนุษย์ปกติ เมื่อเจ้าหยุดที่จะสามารถปฏิเสธพระราชกิจใดๆ ของพระเจ้า เมื่อเจ้าสามารถนบนอบได้ไม่ว่าพระองค์จะตรัสหรือทรงกระทำสิ่งใดภายในสภาวะของความเป็นมนุษย์ปกติ เมื่อเจ้าสามารถนบนอบและเข้าใจได้ไม่ว่าพระองค์ทรงสำแดงความปกติประเภทใด และเมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์จริง เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถมั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะหยุดสร้างมโนคติที่หลงผิด และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถติดตามพระองค์จนถึงบทอวสานได้ มีสติปัญญาอยู่ในพระราชกิจของพระเจ้า และพระองค์ทรงทราบว่ามนุษย์สามารถยืนหยัดในคำพยานต่อพระองค์ได้อย่างไร พระองค์ทรงทราบว่าจุดอ่อนสำคัญของมนุษย์อยู่ที่ใด และพระวจนะที่พระองค์ตรัสสามารถบดขยี้เจ้าได้ที่จุดอ่อนสำคัญของเจ้า แต่พระองค์ยังทรงใช้พระวจนะอันเปี่ยมบารมีและรอบรู้ของพระองค์เพื่อทำให้เจ้ายืนหยัดในคำพยานต่อพระองค์ด้วยเช่นกัน เช่นนั้นคือกิจการอันอัศจรรย์ของพระเจ้า พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำเป็นสิ่งที่ปัญญาของมนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ ความเสื่อมทรามประเภทใดที่มนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งดำรงอยู่ของเนื้อหนังมี และสิ่งใดที่ประกอบเป็นแก่นสารของมนุษย์—ทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการเผยผ่านการพิพากษาของพระเจ้า ซึ่งทิ้งให้มนุษย์ไม่มีที่ให้ซ่อนจากความอับอายของเขาเอง

พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน เพื่อที่มนุษย์อาจได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ หากปราศจากการพิพากษาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์โดยพระองค์แล้ว มนุษย์คงไม่อาจสามารถรู้พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ได้ ซึ่งไม่ยินยอมให้มีการทำให้ขุ่นเคืองใดๆ อีกทั้งมนุษย์คงจะไม่สามารถเปลี่ยนความรู้เก่าๆ ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าให้กลายเป็นความรู้ใหม่ได้ เพื่อประโยชน์ของคำพยานของพระองค์ และเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้ความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์เป็นสิ่งที่รู้กันโดยทั่วไป ดังนั้นจึงทำให้มนุษย์สามารถมาถึงจุดที่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ได้รับการเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยของเขา และเป็นคำพยานที่ดังกึกก้องต่อพระเจ้าโดยผ่านทางการทรงปรากฏต่อสาธารณะของพระองค์ได้ การเปลี่ยนสภาพของอุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการทำให้สัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางพระราชกิจหลากหลายประเภทที่แตกต่างกันของพระเจ้า หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาเช่นนั้นแล้ว มนุษย์คงจะไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและติดตามพระทัยของพระเจ้าได้ การเปลี่ยนสภาพของอุปนิสัยของมนุษย์เป็นเครื่องแสดงว่ามนุษย์ได้ทำให้ตัวเขาเองเป็นอิสระจากพันธนาการของซาตานและจากอิทธิพลของความมืด และได้กลายเป็นแบบอย่างและอุทาหรณ์ของพระราชกิจของพระเจ้า พยานของพระเจ้า และผู้ที่ติดตามพระทัยของพระเจ้าอย่างแท้จริง ในวันนี้ พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้เสด็จมากระทำพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และพระองค์ทรงพึงประสงค์ให้มนุษย์สัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระองค์ ความเชื่อฟังต่อพระองค์ คำพยานต่อพระองค์ เพื่อให้รู้พระราชกิจภาคปฏิบัติและพระราชกิจปกติของพระองค์ เพื่อให้เชื่อฟังพระวจนะและพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ซึ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และเพื่อเป็นคำพยานต่อพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด รวมทั้งกิจการทั้งหมดที่พระองค์ทรงสำเร็จลุล่วงเพื่อพิชิตมนุษย์ บรรดาผู้ที่เป็นคำพยานต่อพระเจ้าต้องมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า คำพยานประเภทนี้เท่านั้นที่ถูกต้องแม่นยำและเป็นจริง และคำพยานประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้ซาตานอับอายได้ พระเจ้าทรงใช้บรรดาผู้ที่ได้มารู้จักพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอน การจัดการ และการตัดแต่งของพระองค์ เพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์ พระองค์ทรงใช้พวกที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามให้เป็นคำพยานต่อพระองค์ และเช่นเดียวกัน พระองค์จึงทรงใช้บรรดาผู้ที่อุปนิสัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และผู้ที่ได้รับพระพรของพระองค์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์ พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องให้มนุษย์สรรเสริญพระองค์ด้วยปากของเขา อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องได้รับการสรรเสริญและคำพยานจากผู้คนจำพวกของซาตาน ผู้ซึ่งยังไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์ เฉพาะบรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคำพยานต่อพระองค์ และเฉพาะบรรดาผู้ที่ได้มีการเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยของพวกเขาเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคำพยานต่อพระองค์ พระเจ้าจะไม่ทรงยินยอมให้มนุษย์นำความอับอายมาสู่พระนามของพระองค์อย่างตั้งพระทัย

ตัดตอนมาจาก “มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 215

ลองระลึกถึงฉากเหตุการณ์หนึ่งในพระคริสตธรรมคัมภีร์ คราที่พระเจ้าทรงก่อให้เกิดการทำลายล้างเมืองโสโดม และลองนึกถึงการที่ภรรยาของโลทกลายไปเป็นเสาเกลือได้อย่างไรเช่นกัน ลองรำลึกย้อนไปว่าประชาชนของเมืองนีนะเวห์ ได้กลับใจจากบาปของพวกเขาด้วยการใส่ชุดผ้ากระสอบและเข้าไปอยู่ในกองเถ้าอย่างไร และลองระลึกย้อนไปว่า อะไรที่ตามมาหลังจากที่ชาวยิวได้ตอกตรึงพระเยซูเข้ากับกางเขนเมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมา พวกยิวได้ถูกขับออกจากประเทศอิสราเอล และหลบหนีไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีมากมายที่ถูกฆ่า และชนชาติยิวทั้งชาติก็ตกอยู่ภายใต้การทำลายล้างในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกนั้นได้ตอกตรึงพระเจ้าเข้ากับกางเขน—กระทำผิดในบาปที่ชั่วช้ารุนแรงที่สุด—และยั่วยุพระอุปนิสัยของพระเจ้า พวกเขาจำต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเขาทำ และจำต้องแบกรับผลสืบเนื่องทั้งหมดที่มาจากการกระทำของพวกเขา พวกนั้นกล่าวโทษพระเจ้า ปฏิเสธพระเจ้า และดังนั้น พวกเขาจึงมีเพียงชะตากรรมเดียว นั่นคือ ถูกลงโทษโดยพระเจ้า นี่คือผลสืบเนื่องอันขมขื่นที่ตามมา และเป็นความวิบัติที่ผู้ปกครองทั้งหลายของพวกเขานำพามาสู่ประเทศและชนชาติของพวกเขาเอง

มาวันนี้ พระเจ้าทรงกลับมาสู่โลกเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ จุดแรกที่พระองค์ทรงเริ่มงานก็คือ แหล่งชุมนุมใหญ่ของบรรดาผู้ปกครองจอมเผด็จการ นั่นคือ ประเทศจีน ป้อมปราการอันเด็ดเดี่ยวแข็งขันในความเชื่อที่ว่าพระเจ้าไม่มีจริง พระเจ้าทรงได้ผู้คนมากลุ่มหนึ่งด้วยพระปรีชาญาณและฤทธานุภาพของพระองค์ ในระหว่างช่วงเวลานี้ พระองค์ทรงถูกตามล่าโดยพรรครัฐบาลของจีนในทุกวิถีทาง และตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ทรมานแสนสาหัส โดยไม่มีสถานที่ให้พระศิระของพระองค์ทรงเอนพัก ไม่สามารถหาที่พำนักกำบังกาย ทั้งที่เป็นเช่นนั้น พระเจ้ายังคงทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงเจตนาที่จะทำต่อไป พระองค์ดำรัสพระสุรเสียงของพระองค์และเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ไม่มีสักคนที่สามารถหยั่งลึกในพระมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าได้ได้อย่างลึกซึ้ง ในประเทศจีน ประเทศหนึ่งซึ่งถือพระเจ้าเป็นศัตรู พระเจ้ากลับไม่เคยหยุดทรงพระราชกิจของพระองค์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับมีประชาชนจำนวนมากขึ้นที่ยอมรับพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ อันเนื่องมาจากการที่พระเจ้าทรงทำทุกอย่างที่พระองค์จะสามารถทำได้เพื่อช่วยสมาชิกของมวลมนุษย์ทั้งหมดทุกคนให้รอด พวกเราเชื่อใจว่า ไม่มีประเทศหรือพลังอำนาจใดสามารถมาขวางทางในสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผล คนเหล่านั้นที่ขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้า ต่อต้านพระวจนะของพระเจ้า และก่อกวนและทำให้แผนการของพระเจ้าเสียไป จะต้องถูกพระเจ้าทรงลงโทษในท้ายที่สุด เขาผู้ซึ่งเยาะเย้ยท้าทายพระราชกิจของพระเจ้าจะต้องถูกส่งไปลงนรก ประเทศใดที่เยาะเย้ยท้าทายพระราชกิจของพระเจ้าจะต้องถูกทำลาย ชนชาติใดก็ตามที่ลุกขึ้นมาเป็นปฏิปักษ์ต่อพระราชกิจของพระเจ้าจะต้องถูกกวาดล้างออกไปจากแผ่นดินโลกและถึงกาลดับสูญ เราขอรบเร้าประชาชนของทุกชนชาติของทุกประเทศ และแม้แต่วงการต่างๆ ทุกวงการให้สดับฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ให้เฝ้ามองพระราชกิจของพระเจ้า และให้ใส่ใจในชะตากรรมของมวลมนุษย์ เพื่อทำให้พระเจ้าทรงมีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ทรงมีเกียรติที่สุด ทรงเป็นสิ่งสักการะสูงสุดและสิ่งสักการะเดียวเท่านั้นท่ามกลางมวลมนุษย์ และเพื่อช่วยให้มวลมนุษย์ทั้งปวงมีชีวิตอยู่ภายใต้พระพรของพระเจ้า เช่นเดียวกับพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมที่มีชีวิตอยู่ภายใต้พระสัญญาของพระยาห์เวห์ และเช่นเดียวกับที่อาดัมและเอวา ผู้ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมาก่อน ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสวนเอเดน

พระราชกิจของพระเจ้าถั่งโถมรุดหน้าไปราวลูกคลื่นอันทรงอิทธิฤทธิ์ ไม่มีใครสามารถยับยั้งพระองค์ได้ และไม่มีใครสามารถชะลอรั้งการเดินทัพของพระองค์ มีเพียงผู้คนที่รับฟังพระวจนะของพระองค์อย่างตั้งใจ และผู้ที่แสวงหาและกระหายในพระองค์เท่านั้น ที่สามารถติดตามย่างพระบาทของพระองค์และได้รับพระสัญญาจากพระองค์ พวกคนที่ไม่ทำเช่นนั้นจะต้องตกอยู่ภายใต้ความวิบัติอันท่วมท้น และการลงโทษอันสมควรแล้ว

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 216

พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้านั้นเริ่มต้นที่การสร้างโลก และมนุษย์อยู่ที่ใจกลางของพระราชกิจนี้ กล่าวได้ว่า การทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ เนื่องจากพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์นั้นครอบคลุมระยะเวลาหลายพันปี และไม่ได้เสร็จลงในช่วงแค่ไม่กี่นาทีหรือวินาที หรือภายในพริบตา หรือภายในหนึ่งหรือสองปี พระองค์ทรงจำเป็นต้องสร้างสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับความอยู่รอดของมวลมนุษย์ให้มากขึ้น อาทิ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และสิ่งทรงสร้างซึ่งมีชีวิตทุกชนิด อาหาร และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักอาศัย นี่คือจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการของพระเจ้า

หลังจากนั้น พระเจ้าได้ทรงส่งมอบมวลมนุษย์ให้กับซาตาน และมนุษย์ได้มีชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน ซึ่งค่อยๆ นำไปสู่พระราชกิจยุคแรกของพระเจ้า นั่นก็คือ เรื่องราวของยุคธรรมบัญญัติ…หลายพันปีผ่านไปในระหว่างช่วงยุคธรรมบัญญัติ มนุษยชาติได้กลายมาคุ้นชินกับการทรงนำในยุคธรรมบัญญัติและมองข้ามอย่างไม่เห็นคุณค่าเสมือนเป็นของตาย มนุษย์ค่อยๆ ละทิ้งความใส่ใจในพระเจ้า และเมื่อเป็นเช่นนั้น ในขณะที่กำลังปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ พวกเขาก็นมัสการพวกรูปเคารพ และกระทำความชั่วต่างๆ ไปด้วย พวกเขาปราศจากการปกป้องจากพระยาห์เวห์ และเอาแต่ใช้ชีวิตของพวกเขาอยู่หน้าแท่นบูชาในวิหารเท่านั้น โดยข้อเท็จจริงนั้น พระราชกิจของพระเจ้าได้ไปจากพวกเขานานแล้ว และแม้ว่าคนอิสราเอลยังคงยึดติดอยู่กับธรรมบัญญัติ และกล่าวพระนามของพระยาห์เวห์ และถึงขั้นเชื่ออย่างภาคภูมิใจว่า มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เป็นประชากรของพระยาห์เวห์ และเป็นผู้ที่พระยาห์เวห์ทรงเลือกสรร พระสิริแห่งพระเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาไปแล้วอย่างเงียบเชียบ…

เมื่อพระเจ้าปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงไปจากสถานที่หนึ่งอย่างเงียบเชียบและค่อยๆ เริ่มดำเนินการพระราชกิจใหม่ที่พระองค์ทรงเริ่มในอีกสถานที่หนึ่งอย่างแผ่วเบาเสมอ นี่ดูเหลือเชื่อต่อผู้คนที่ตกตะลึงจนตัวชา ผู้คนซึ่งหวงแหนความล้ำค่าต่อสิ่งเก่าๆ และมองสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยด้วยความเป็นปรปักษ์ หรือมองเป็นสิ่งที่น่ารำคาญเสมอ และดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชกิจใหม่ใดๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำ นับจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงที่สุด ในบรรดาสรรพสิ่งทั้งมวล มนุษย์คือสิ่งสุดท้ายที่รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น

ดังเช่นที่เคยเป็นตลอดมา หลังจากพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในยุคธรรมบัญญัติ พระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ของพระองค์ในช่วงระยะที่สอง นั่นคือ การทรงรับเนื้อหนัง—การทรงจุติมาเป็นมนุษย์เป็นเวลาสิบหรือยี่สิบปี—และการตรัสและการทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางเหล่าผู้เชื่อ แต่กระนั้นอย่างไม่มีข้อยกเว้น ก็ไม่มีใครสักคนเลยจริงๆ ที่รู้ และมีเพียงผู้คนจำนวนเล็กน้อยที่รับรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ภายหลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าได้ถูกตอกตรึงกับกางเขนและทรงคืนพระชนม์กลับมา […] ทันทีที่ช่วงระยะที่สองของพระราชกิจของพระเจ้าเสร็จสิ้น—หลังการตรึงกางเขน—พระราชกิจของพระเจ้าในการกู้คืนมนุษย์จากบาป (ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการกู้คืนมนุษย์มาจากเงื้อมมือของซาตาน) ก็ได้สำเร็จลุล่วงลง และฉะนั้น จากชั่วขณะเวลานั้นเป็นต้นมา มวลมนุษย์เพียงจำต้องยอมรับองค์พระเยซูเจ้าในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด และบาปทั้งหลายของพวกเขาก็จะได้รับการยกโทษ กล่าวพอเป็นพิธีได้ว่า บาปทั้งหลายของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งขวางกั้นการสัมฤทธิ์ผลในความรอดและในการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอีกต่อไป และจะไม่ใช่อำนาจอิทธิพลที่ซาตานใช้กล่าวหามนุษย์อีกต่อไป นั่นเป็นเพราะว่า พระเจ้าพระองค์เองนั้นได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจอันแท้จริง ได้ทรงกลายเป็นสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาปและตัวอย่างประสบการณ์ของเนื้อหนังที่บาป และพระเจ้าพระองค์เองคือเครื่องบูชาลบล้างบาป ด้วยวิธีนี้ มนุษย์จึงลงมาจากกางเขน และได้รับการไถ่และช่วยให้รอดผ่านทางเนื้อหนังมนุษย์ของพระเจ้า—สภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาปนี้ และฉะนั้น หลังจากที่ถูกซาตานจองจำเอาไว้ มนุษย์ก็ได้ขยับเข้าไปใกล้การยอมรับความรอดของพระองค์เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าขึ้นอีกก้าวหนึ่ง แน่นอนว่า พระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระยะนี้ล้ำลึกกว่าและพัฒนาไปมากกว่าการบริหารจัดการของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ

ที่กล่าวมานั้นคือการบริหารจัดการของพระเจ้าในอันที่จะส่งมอบมวลมนุษย์ให้กับซาตาน—มวลมนุษย์ที่ไม่รู้ถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น สิ่งที่ผู้ทรงสร้างทรงเป็น วิธีที่จะนมัสการพระเจ้า หรือเหตุผลที่จำเป็นจะต้องนบนอบต่อพระเจ้า—และเปิดโอกาสให้ซาตานทำให้เขาเสื่อมทราม พระเจ้าจึงทรงกู้คืนมนุษย์จากเงื้อมมือของซาตานทีละขั้นทีละตอน จนกว่ามนุษย์จะนมัสการพระเจ้าอย่างสุดใจและปฏิเสธซาตาน นี่คือการบริหารจัดการของพระเจ้า นี่อาจฟังเหมือนเป็นนิทานปรัมปรา และอาจดูน่างุนงงสงสัย ผู้คนรู้สึกเหมือนว่า นี่คือเรื่องราวปรัมปรา เพราะพวกเขาไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าได้มีอะไรเกิดขึ้นกับมนุษย์มากมายเพียงใดตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา และพวกเขายิ่งไม่รู้ว่า มีเรื่องราวมากมายเพียงใดที่ได้อุบัติขึ้นในจักรวาลและภาคพื้น และยิ่งไปกว่านั้น นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถซึ้งคุณค่าโลกอันชวนหวาดกลัวกว่าและน่าตกตะลึงกว่าซึ่งดำรงอยู่เหนือโลกวัตถุ แต่สายตามนุษย์ของพวกเขาทำให้พวกเขามองไม่เห็นเท่านั้นเอง มนุษย์รู้สึกเหมือนไม่สามารถเข้าใจมันได้ ก็เพราะมนุษย์ไม่เข้าใจนัยสำคัญแห่งความรอดของมนุษยชาติของพระเจ้า หรือนัยสำคัญของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และไม่เข้าใจว่าท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์เป็นอย่างไร ใช่การไม่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถึงที่สุดเช่นเดียวกับเอวาและอาดัมหรือไม่? ไม่ใช่! จุดประสงค์ของการบริหารจัดการของพระเจ้าก็เพื่อที่จะได้รับผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งนมัสการพระเจ้าและนบนอบต่อพระองค์ แม้ผู้คนเหล่านี้ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้มองซาตานเป็นบิดาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาระลึกรู้ได้ถึงใบหน้าอันน่าขยะแขยงของซาตานและปฏิเสธใบหน้านั้น และพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ พวกเขามารู้ว่าสิ่งใดที่อัปลักษณ์และสิ่งนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งซึ่งบริสุทธิ์อย่างไร และมาระลึกรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและความชั่วของซาตาน มนุษยชาติเช่นนี้จะไม่ทำงานให้ซาตาน หรือนมัสการซาตาน หรือจัดแท่นบูชาซาตานอีกต่อไป นี่เป็นเพราะพวกเขาคือกลุ่มของผู้คนที่ได้รับการรับไว้จากพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือนัยสำคัญของพระราชกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการมนุษย์ของพระเจ้า ในช่วงระหว่างพระราชกิจการบริหารจัดการของพระเจ้าครั้งนี้ มนุษย์คือเป้าหมายของทั้งความเสื่อมทรามของซาตานและความรอดของพระเจ้า และมนุษย์คือผลผลิตที่พระเจ้ากับซาตานกำลังต่อสู้เพื่อช่วงชิง ในขณะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระองค์กำลังทรงกู้มนุษย์คืนมาจากเงื้อมมือซาตานอย่างช้าๆ และดังนั้น มนุษย์จึงเข้ามาใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา…

และแล้วก็มาถึงยุคอาณาจักรซึ่งเป็นพระราชกิจในช่วงระยะที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น และกระนั้นก็ยากที่สุดที่มนุษย์จะยอมรับได้ด้วยเช่นกัน นี่เป็นเพราะว่า ยิ่งมนุษย์ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นเท่าไร ไม้เรียวของพระองค์ก็เคลื่อนเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้นเท่านั้น และพระพักตร์ของพระเจ้าก็จะเปิดเผยสู่มนุษย์อย่างชัดเจนขึ้นเท่านั้น ภายหลังการไถ่มวลมนุษย์ มนุษย์กลับสู่ครอบครัวของพระเจ้าอย่างเป็นทางการ มนุษย์เคยคิดว่าตอนนี้คือเวลาแห่งความชื่นชมยินดี กระนั้นพวกเขาก็ยังต้องอยู่ภายใต้การโจมตีซึ่งๆ หน้าอย่างเต็มที่จากพระเจ้าอยู่ดี ในแบบที่ไม่มีใครเคยสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เลย เมื่อผลออกมา นี่คือการบัพติศมาที่ประชากรของพระเจ้าจำต้อง “ชื่นชม” ภายใต้การปฏิบัติเช่นนี้ ผู้คนไม่มีทางเลือกใดนอกจากหยุดและคิดคำนึงกับตนเอง “ข้าพเจ้าเป็นลูกแกะซึ่งหลงฝูงมานานหลายปี ที่พระเจ้าทรงใช้จ่ายมากมายเพื่อที่จะซื้อคืนมา แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงทรงปฏิบัติกับข้าพเจ้าแบบนี้? นี่เป็นวิธีที่พระเจ้าจะหัวเราะเยาะข้าพเจ้า และเปิดเผยข้าพเจ้าอย่างนั้นหรือ…?” หลังจากหลายปีผ่านไป มนุษย์ได้กลายเป็นมีสภาพตรากตรำหยาบกร้าน จากการผ่านประสบการณ์ความยากลำบากของการถลุงและตีสอน แม้มนุษย์จะสูญเสีย “เกียรติ” และ “จินตนาการฝันหวาน” ไปแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านไป โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว เขาได้มาเข้าใจหลักธรรมแห่งการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ ได้มาซึ้งคุณค่าในหลายปีแห่งการอุทิศของพระเจ้าเพื่อที่จะช่วยมนุษยชาติให้รอด มนุษย์เริ่มเกลียดความกักขฬะของตัวเขาเองอย่างช้าๆ เขาเริ่มเกลียดความดุร้ายของเขา ความเข้าใจผิดทั้งหมดที่มีต่อพระเจ้า และการที่เขาเรียกร้องจากพระเจ้าอย่างไร้เหตุผล นาฬิกาไม่อาจเดินย้อนได้ เหตุการณ์ในอดีตกลายเป็นความทรงจำที่น่าเสียใจของมนุษย์ พระวจนะและความรักจากพระเจ้ากลายเป็นพลังขับเคลื่อนในชีวิตใหม่ของมนุษย์ บาดแผลของมนุษย์สมานขึ้นวันต่อวัน พละกำลังของเขาคืนกลับมา และเขาลุกขึ้นยืน และมองขึ้นไปยังพระพักตร์ขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์…เพียงเพื่อที่จะค้นพบว่า พระองค์ทรงอยู่ข้างกายข้าพเจ้าเสมอ และพบว่า รอยแย้มสรวลของพระองค์และโฉมพระพักตร์อันงดงามของพระองค์นั้นยังคงชวนหวั่นไหวยิ่งนัก พระหทัยของพระองค์ยังคงยึดมั่นในความห่วงใยที่มีต่อมนุษยชาติที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา และพระหัตถ์ของพระองค์ยังคงอบอุ่นและทรงฤทธานุภาพเฉกเช่นที่เป็นมาในคราเริ่มต้น ราวกับว่า มนุษย์ได้คืนสู่สวนเอเดน กระนั้นครานี้ มนุษย์หาได้ฟังเสียงยั่วยุของพญานาคอีกต่อไปไม่ และไม่หันหนีไปจากพระพักตร์ของพระยาห์เวห์อีกต่อไป มนุษย์คุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มองขึ้นไปยังพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มของพระเจ้า และถวายการพลีอุทิศอันมีค่าสูงสุดแด่พระองค์—โอ้! องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์!

ความรักและความสงสารเห็นใจของพระเจ้าแผ่ซ่านไปทั่วทุกรายละเอียดทั้งหมดของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และโดยไม่สนใจว่า ผู้คนจะสามารถเข้าใจเจตนารมณ์อันดีของพระเจ้าหรือไม่ พระองค์ยังคงทรงปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงเริ่มไว้ให้สำเร็จลุล่วงโดยไม่ทรงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย โดยไม่คำนึงเจาะจงว่ามีผู้คนมากมายเพียงใดที่เข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้า ความช่วยเหลือและผลประโยชน์ต่างๆ ที่พระราชกิจของพระเจ้านำพามาสู่มนุษย์นั้น ทว่าทุกคนสามารถซึ้งคุณค่าได้ บางที ในวันนี้ เจ้าอาจไม่รู้สึกถึงความรักใดๆ หรือชีวิตที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ แต่ตราบที่เจ้าไม่ทอดทิ้งพระเจ้า และไม่เลิกล้มความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง จะต้องมีสักวันที่พระเจ้าทรงเผยรอยแย้มสรวลกับเจ้า เนื่องด้วยจุดมุ่งหมายแห่งพระราชกิจการบริหารจัดการของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อกู้คืนผู้คนซึ่งอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน ไม่ใช่เพื่อทอดทิ้งผู้คนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและต่อต้านพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 217

ผู้คนทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจจุดมุ่งหมายของงานของเราบนโลก นั่นคือ สิ่งที่เราปรารถนาที่จะได้รับในท้ายที่สุด และระดับที่เราต้องสัมฤทธิ์ผลในงานนี้ก่อนที่งานจะสามารถครบบริบูรณ์ได้ หากว่าหลังจากที่เดินมากับเราจนถึงวันนี้ ผู้คนยังไม่เข้าใจว่างานของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เช่นนั้นแล้ว พวกเขาไม่ได้เดินมากับเราอย่างเปล่าประโยชน์หรอกหรือ? หากผู้คนติดตามเรา พวกเขาควรรู้เจตจำนงของเรา เราได้ทำงานบนแผ่นดินโลกมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว และจนถึงวันนี้ เรายังคงดำเนินการงานของเราเช่นนี้ต่อไป ถึงแม้ว่างานของเราจะมีโครงการมากมาย จุดประสงค์ของงานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราเต็มเปี่ยมไปด้วยคำพิพากษาและการตีสอนต่อมนุษย์ ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เราทำยังคงเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการช่วยเขาให้รอด และเพื่อประโยชน์แห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐของเราให้ดียิ่งขึ้นและขยายงานของเราออกไปให้ไกลยิ่งขึ้นท่ามกลางประชาชาติทั้งปวงเมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้ว ดังนั้นวันนี้ ในยามที่ผู้คนจำนวนมากจมลึกอยู่ในความท้อใจมานานแล้ว เรายังคงทำงานของเราต่อไป เราทำงานที่เราต้องทำเพื่อพิพากษาและตีสอนมนุษย์ต่อไป ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงว่ามนุษย์เบื่อหน่ายกับสิ่งที่เราพูด และเขาไม่มีความพึงปรารถนาที่จะสนใจงานของเรา เราก็ยังคงดำเนินการตามหน้าที่ของเราอยู่ เนื่องจากจุดประสงค์ของงานของเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลง และแผนดั้งเดิมของเราจะไม่หยุดชะงัก หน้าที่ของการพิพากษาของเราคือการทำให้มนุษย์สามารถเชื่อฟังเรายิ่งขึ้น และหน้าที่ของการตีสอนของเราคือการช่วยให้มนุษย์สามารถรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้ว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของเราก็ตาม แต่เราไม่เคยทำสิ่งใดที่ไร้ประโยชน์ต่อมนุษย์ เนื่องจากเราพึงปรารถนาที่จะทำให้ประชาชาติต่างๆ ทั้งหมดนอกเหนือไปจากอิสราเอลเชื่อฟังดังเช่นผู้คนแห่งอิสราเอล ทำให้พวกเขาเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ซึ่งเราคงจะมีหลักที่มั่นคงในแผ่นดินที่อยู่นอกอิสราเอล นี่คือการบริหารจัดการของเรา มันคืองานที่เรากำลังทำให้สำเร็จลุล่วงท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย แม้กระทั่งบัดนี้ ผู้คนจำนวนมากก็ยังคงไม่เข้าใจการบริหารจัดการของเรา เพราะว่าพวกเขาไม่มีความสนใจในเรื่องต่างๆ ดังกล่าว และใส่ใจเฉพาะอนาคตและบั้นปลายของตนเองเท่านั้น ไม่ว่าเราจะกล่าวอะไรก็ตาม พวกเขายังคงไม่แยแสต่องานที่เราทำ แต่กลับมุ่งเน้นอยู่กับบั้นปลายในวันพรุ่งนี้ของตนเพียงอย่างเดียว หากเรื่องต่างๆ ดำเนินไปอย่างนี้ งานของเราจะสามารถแผ่ขยายไปได้อย่างไร? ข่าวประเสริฐของเราจะได้รับการเผยแผ่ไปทั่วทั้งโลกได้อย่างไร? จงรู้ไว้เถิดว่าเมื่องานของเราเผยแผ่ออกไป เราจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายไป และโจมตีพวกเจ้าเหมือนดังที่พระยาห์เวห์ได้โจมตีแต่ละเผ่าของอิสราเอล ทั้งหมดนี้จะถูกทำลงไปเพื่อที่ข่าวประเสริฐของเราจะสามารถเผยแผ่ไปทั่วทั้งโลกได้ เพื่อที่ข่าวประเสริฐจะสามารถไปถึงประชาชาติทั้งหลาย เพื่อที่นามของเราจะได้รับการสรรเสริญโดยบรรดาผู้ใหญ่และเด็กๆ เช่นเดียวกัน และนามอันศักดิ์สิทธิ์ของเราจะได้เป็นที่ยกย่องในปากของผู้คนจากทุกเผ่าและทุกชาติ มันเป็นไปเพื่อที่ว่า ในยุคสุดท้ายนี้ นามของเราจะได้รับการสรรเสริญท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย เพื่อที่ประชาชาติทั้งหลายจะได้เห็นกิจการทั้งหลายของเราและพวกเขาจะเรียกเราว่าองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เนื่องจากกิจการทั้งหลายของเรา และเพื่อที่วจนะของเราจะได้บังเกิดขึ้นในอีกไม่นาน เราจะทำให้ผู้คนทั้งปวงรู้ว่าเราไม่ได้เป็นเพียงพระเจ้าของผู้คนแห่งอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นพระเจ้าของประชาชาติในบรรดาชาติทั้งหมดอีกด้วย แม้แต่บรรดาชาติที่เราได้สาปแช่ง เราจะปล่อยให้ผู้คนทั้งหมดได้เห็นว่าเราคือพระเจ้าของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง นี่คืองานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา จุดประสงค์ของแผนงานของเราสำหรับยุคสุดท้าย และงานเดียวที่จะต้องทำให้ลุล่วงในยุคสุดท้าย

ตัดตอนมาจาก “งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 218

ในระหว่างยุคสุดท้ายเท่านั้นที่งานซึ่งเราได้บริหารจัดการมาเป็นเวลาหลายพันปีจะถูกเปิดเผยแก่มนุษย์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เฉพาะบัดนี้เท่านั้นที่เราได้เผยความล้ำลึกเต็มเปี่ยมของการบริหารจัดการของเราแก่มนุษย์ และมนุษย์ได้เรียนรู้จุดประสงค์ของงานของเรา และยิ่งไปกว่านั้น ได้มาเข้าใจความล้ำลึกทั้งมวลของเรา เราได้บอกมนุษย์แล้วถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นบั้นปลายของสิ่งที่เขาให้ความเป็นห่วง เราได้เปิดเผยให้มนุษย์รู้ความล้ำลึกทั้งมวลของเราแล้ว ความล้ำลึกที่ถูกซ่อนไว้เป็นเวลาเกินกว่า 5,900 ปี พระยาห์เวห์คือใคร? พระเมสสิยาห์คือใคร? พระเยซูคือใคร? พวกเจ้าควรรู้ทั้งหมดนี้ งานของเราเปลี่ยนไปตามนามเหล่านี้ พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนั้นหรือยัง? นามอันศักดิ์สิทธิ์ของเราควรจะได้รับการประกาศอย่างไร? นามของเราควรจะได้รับการเผยแผ่ไปยังชาติใดชาติหนึ่งที่เรียกขานเราด้วยนามใดนามหนึ่งของเราอย่างไร? งานของเรากำลังแผ่ขยายออกไป และเราจะเผยแผ่ความเต็มเปี่ยมแห่งงานนั้นไปยังบรรดาชาติทั้งหลายทั้งปวง เนื่องจากงานของเราได้ถูกดำเนินการในตัวพวกเจ้า เราจะโจมตีพวกเจ้าดังเช่นที่พระยาห์เวห์ได้ทรงโจมตีบรรดาคนเลี้ยงแกะของวงศ์ดาวิดในอิสราเอล ทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายไปท่ามกลางทุกชาติ เนื่องจากในยุคสุดท้าย เราจะบดขยี้ชาติทั้งหมดให้แหลกละเอียดและทำให้ผู้คนในชาติเหล่านั้นกระเจิดกระเจิงไปอีกครั้ง เมื่อเรากลับมาอีกครั้ง ชาติทั้งหลายจะได้ถูกแบ่งแยกไปตามอาณาเขตที่กำหนดขึ้นโดยไฟที่ลุกไหม้ของเราแล้ว ณ เวลานั้น เราจะสำแดงตัวเราเองต่อมนุษยชาติอีกครั้งดังดวงอาทิตย์ที่แผดเผา แสดงตัวเราเองอย่างเปิดเผยต่อพวกเขาในฉายาขององค์บริสุทธิ์ซึ่งพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เดินอยู่ท่ามกลางบรรดาชาติที่หลากหลาย เหมือนดังที่ครั้งหนึ่งเรา พระยาห์เวย์ ได้เคยเดินท่ามกลางเผ่าคนยิว จากนั้นไป เราจะนำทางมนุษยชาติในชีวิตของพวกเขาบนแผ่นดินโลก ที่นั่นเองพวกเขาจะได้เห็นพระสิริของเราอย่างแน่นอน และพวกเขายังจะได้เห็นเสาเมฆในอากาศที่จะนำทางพวกเขาในชีวิตอย่างแน่นอนอีกด้วย เนื่องจากเราจะปรากฏตัวของเราในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์จะเห็นวันแห่งความชอบธรรมของเรา และการสำแดงอันมีสง่าราศีของเราอีกด้วย นั่นจะเกิดขึ้นเมื่อเราปกครองแผ่นดินโลกทั้งหมดและนำบุตรมากมายของเราไปสู่สง่าราศี ทุกหนแห่งบนแผ่นดินโลก บรรดามนุษย์จะยอมกราบไหว้ และพลับพลาของเราจะถูกตั้งขึ้นอย่างมั่นคงท่ามกลางมนุษยชาติ บนศิลาของงานที่เราดำเนินการวันนี้ ผู้คนจะรับใช้เราด้วยเช่นกันในวิหาร เราจะทุบแท่นบูชา ที่ปกคลุมไปด้วยสิ่งโสโครกและน่ารังเกียจนั้นจนแตกเป็นชิ้นๆ และสร้างขึ้นใหม่ ลูกแกะและลูกวัวแรกเกิดจะถูกนำไปกองรวมกันบนแท่นบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ เราจะทลายวิหารของวันนี้และสร้างวิหารใหม่ วิหารที่ตั้งอยู่ขณะนี้ ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่น่าชิงชัง จะทรุดฮวบลง และวิหารที่เราสร้างจะเต็มไปด้วยบรรดาผู้รับใช้ที่จงรักภักดีต่อเรา พวกเขาจะยืนขึ้นอีกครั้งและรับใช้เราเพื่อประโยชน์แห่งสง่าราศีของวิหารของเรา พวกเจ้าจะได้เห็นวันที่เราได้รับสง่าราศีอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน และเจ้ายังจะได้เห็นวันที่เราทลายวิหารนั้นและสร้างวิหารใหม่ขึ้นอย่างแน่นอนอีกด้วย พวกเจ้ายังจะได้เห็นวันซึ่งพลับพลาของเราเข้ามาในโลกมนุษย์อย่างแน่นอนอีกด้วย ขณะที่เราทุบวิหาร เราจึงจะนำพลับพลาของเรามาสู่โลกมนุษย์ได้ ขณะเดียวกับที่พวกเขาจะได้เห็นการลงมาของเรา หลังจากที่เราบดขยี้ชาติทั้งหมดแล้ว เราจะรวบรวมพวกเขาเข้าด้วยกันใหม่ ตั้งแต่นั้นมา เราจะสร้างวิหารของเราและตั้งแท่นบูชาของเรา เพื่อที่ทุกคนอาจถวายเครื่องบูชาแก่เรา รับใช้เราในวิหารของเรา และอุทิศตนอย่างสัตย์ซื่อต่องานของเราในประชาชาติทั้งหลาย พวกเขาจะเป็นอย่างเช่นคนอิสราเอลในปัจจุบันนี้ แต่งกายด้วยเสื้อและมงกุฎอย่างปุโรหิต ด้วยสง่าราศีของเรา พระยาห์เวห์ ซึ่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา และบารมีของเราที่วนเวียนอยู่เหนือพวกเขาและคงอยู่กับพวกเขา งานของเราในประชาชาติทั้งหลายจะได้รับการดำเนินการไปในทางเดียวกันอีกด้วย งานของเราในอิสราเอลเคยเป็นเช่นไร งานของเราในประชาชาติทั้งหลายก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย เพราะว่าเราจะแผ่ขยายงานของเราในอิสราเอลและเผยแพร่งานนั้นไปยังประชาชาติทั้งหลาย

ตัดตอนมาจาก “งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 219

บัดนี้เป็นเวลาที่วิญญาณของเราจะได้ปฏิบัติงานอันยิ่งใหญ่ และเป็นเวลาที่เราจะได้เริ่มต้นงานของเราท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย ที่มากไปกว่านั้น นี่เป็นเวลาที่เราจะได้จำแนกแยกแยะสรรพสิ่งสร้างทั้งปวง วางแต่ละสิ่งให้อยู่ในหมวดหมู่ที่สอดคล้องกัน เพื่อที่งานของเราจะได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และดังนั้นแล้ว สิ่งที่เราขอจากพวกเจ้าก็ยังคงเป็นว่า ให้เจ้ามอบถวายการดำรงอยู่ทั้งหมดของเจ้าให้แก่งานทั้งปวงของเรา และยิ่งไปกว่านั้น ให้เจ้าหยั่งรู้และมั่นใจในงานทั้งหมดที่เราได้ทำในตัวเจ้าให้ชัดเจน และวางกำลังทั้งหมดของเจ้าในงานของเราเพื่อที่งานนั้นจะได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องเข้าใจ จงหยุดจากการต่อสู้กันท่ามกลางตัวพวกเจ้าเอง การมองหาหนทางกลับหลัง หรือการแสวงหาความชูใจฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งจะทำให้งานของเราล่าช้าออกไป และทำให้อนาคตที่วิเศษสุดของเจ้าล่าช้าออกไป แทนที่จะปกป้องเจ้า การทำเช่นนั้นจะนำการทำลายล้างมาสู่เจ้า นี่จะไม่ใช่ความโง่เขลาของเจ้าดอกหรือ? สิ่งซึ่งเจ้าชื่นชมอย่างละโมบในวันนี้คือสิ่งที่กำลังทำลายอนาคตของเจ้า ในขณะที่ความเจ็บปวดที่เจ้าทนทุกข์ในวันนี้คือสิ่งที่กำลังปกป้องเจ้า เจ้าจะต้องตระหนักรู้สิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของการทดลองทั้งหลายซึ่งเจ้าจะออกแรงอย่างมากเพื่อสลัดตัวเจ้าเองให้หลุดพ้น และเพื่อเลี่ยงหนีการเดินหลงเข้าไปในหมอกหนาและการที่ไม่สามารถพบแสงอาทิตย์ได้ เมื่อหมอกหนาจางหายไป เจ้าจะพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางการพิพากษาของวันที่ใหญ่ยิ่ง เมื่อถึงเวลานั้น วันของเราจะเข้ามาใกล้มวลมนุษย์ เจ้าจะหลีกหนีการพิพากษาของเราได้อย่างไร? เจ้าจะสู้ทนความร้อนที่แผดเผาของแสงอาทิตย์ได้อย่างไร? เมื่อเราให้ความไพบูลย์แก่มนุษย์ เขาไม่ได้ทะนุถนอมมันไว้ในอกของเขา แต่กลับขว้างมันทิ้งไปในที่ที่ไม่มีใครจะสังเกตเห็น เมื่อวันของเราลงมายังมนุษย์ เขาจะไม่สามารถค้นพบความไพบูลย์ของเรา หรือพบวจนะแห่งความจริงที่ขมขื่นยิ่งกว่าที่เราได้กล่าวแก่เขานานมาแล้วได้อีกต่อไป เขาจะร้องไห้และคร่ำครวญ เพราะว่าเขาได้สูญเสียความเจิดจ้าของความสว่างไปและได้ตกลงสู่ความมืด สิ่งที่พวกเจ้าเห็นในวันนี้เป็นเพียงดาบคมกริบจากปากของเราเท่านั้น เจ้ายังไม่ได้เห็นไม้เท้าในมือของเราหรือเปลวไฟซึ่งเราใช้เผามนุษย์ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเจ้าจึงยังคงหยิ่งผยองและไม่ยับยั้งชั่งใจต่อหน้าเรา นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเจ้าจึงยังคงต่อสู้กับเราในบ้านของเรา โต้แย้งด้วยลิ้นมนุษย์ของเจ้าในสิ่งที่เราได้กล่าวด้วยปากของเรา มนุษย์ไม่เกรงกลัวเรา และอย่างไรก็ตามเขาก็แสดงความเป็นปรปักษ์กับเราอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งวันนี้ เขายังคงไม่มีความเกรงกลัวใดๆ พวกเจ้ามีลิ้นและฟันแห่งความอธรรมในปากของพวกเจ้า คำพูดและความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้าก็เหมือนคำพูดและความประพฤติของงูที่ได้ล่อลวงเอวาไปสู่บาป พวกเจ้าเรียกร้องการตอบแทนชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน จากกันและกัน และพวกเจ้าดิ้นรนต่อสู้ต่อหน้าเราเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ชื่อเสียง และผลกำไรสำหรับพวกเจ้าเอง ทว่าพวกเจ้ากลับไม่รู้ว่าเรากำลังเฝ้าดูคำพูดและความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้าอยู่อย่างลับๆ เราได้ฟังก้นบึ้งหัวใจของพวกเจ้าแล้ว ก่อนที่พวกเจ้าจะได้มาอยู่ต่อหน้าเราเสียด้วยซ้ำ มนุษย์ปรารถนาที่จะหลีกหนีให้พ้นมือของเราและหลบหลีกการสังเกตของสายตาของเราเสมอมา แต่เราไม่เคยเลี่ยงไปจากคำพูดหรือความประพฤติทั้งหลายของเขาเลย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เรากลับยอมให้คำพูดและความประพฤติเหล่านั้นเข้าสู่สายตาของเราอย่างมีจุดประสงค์ ซึ่งเราอาจตีสอนความไม่ชอบธรรมของมนุษย์และดำเนินการพิพากษากับการกบฏของเขา ดังนั้น คำพูดและความประพฤติที่เป็นความลับทั้งหลายของมนุษย์จึงยังคงอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของเราเสมอ และการพิพากษาของเราก็ไม่เคยจากมนุษย์ไป เพราะว่าการกบฏของเขานั้นมากเกินไป งานของเราคือการเผาและชำระล้างคำพูดและพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ที่ถูกเอ่ยและกระทำลงไปต่อหน้าวิญญาณของเรา ดังนี้[ก] เมื่อเราออกไปจากแผ่นดินโลก ผู้คนจะยังคงรักษาความจงรักภักดีของตนต่อเราไว้ และจะยังคงรับใช้เราเฉกเช่นที่บรรดาผู้รับใช้ที่บริสุทธิ์ของเราทำในงานของเรา ซึ่งเปิดโอกาสให้งานของเราบนแผ่นดินโลกดำเนินต่อไปจนถึงวันที่งานนั้นครบบริบูรณ์

ตัดตอนมาจาก “งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ : 

ก. ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “ดังนี้”"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 220

พวกเจ้าได้เห็นพระราชกิจใดที่พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในผู้คนกลุ่มนี้หรือไม่ ครั้งหนึ่งพระเจ้าตรัสไว้ว่า แม้แต่ในอาณาจักรพันปี ผู้คนยังคงต้องติดตามพระดำรัสของพระองค์ต่อไป และในอนาคต พระดำรัสของพระเจ้าจะยังนำชีวิตของมนุษย์โดยตรงในแผ่นดินอันดีงามแห่งคานาอัน ขณะโมเสสอยู่ในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าได้ทรงอบรมสั่งสอนและตรัสกับเขาโดยตรง พระเจ้าทรงส่งอาหาร น้ำ และมานาจากสวรรค์ให้ผู้คนได้ชื่นชม และวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น พระเจ้าทรงส่งสิ่งต่างๆ สำหรับกินและดื่มให้ผู้คนได้ชื่นชมด้วยพระองค์เอง และพระองค์ทรงส่งคำสาปแช่งเพื่อตีสอนผู้คนด้วยพระองค์เอง และดังนั้น พระเจ้าจึงดำเนินทุกขั้นตอนในในพระราชกิจของพระองค์จนเสร็จสิ้นด้วยพระองค์เอง วันนี้ ผู้คนแสวงหาการบังเกิดของความจริง พวกเขาแสวงหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และมีความเป็นไปได้ที่ผู้คนดังกล่าวทั้งหมดจะถูกเหวี่ยงทิ้งไป เพราะพระราชกิจของพระเจ้ากำลังกลายเป็นสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นทุกที ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าได้เสด็จลงมาจากสวรรค์ พวกเขายังไม่ตระหนักรู้เช่นกันว่า พระเจ้าได้ทรงส่งอาหารและยาบำรุงลงมาจากสวรรค์ แต่กระนั้น พระเจ้าก็ทรงมีอยู่จริงๆ และภาพฉากอันน่าตื่นเต้นของอาณาจักรพันปีในจินตนาการของผู้คนก็ยังเป็นพระดำรัสส่วนพระองค์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน นี่คือข้อเท็จจริง และเช่นนี้เท่านั้นจึงจะเรียกว่า การครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าบนแผ่นดินโลก การครองราชย์ร่วมกับพระเจ้าบนแผ่นดินโลกอ้างอิงถึงเนื้อหนัง เนื่องจากสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อหนังนั้นไม่ได้ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลก และดังนั้นบรรดาผู้คนทั้งหมดที่มุ่งเน้นการไปยังสวรรค์ชั้นที่สามจึงทำเช่นนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ สักวันหนึ่ง เมื่อทั้งจักรวาลกลับคืนสู่พระเจ้า ศูนย์กลางของพระราชกิจของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาลจะปฏิบัติตามพระดำรัสของพระองค์ ไม่ว่าจะ ณ แห่งหนตำบลใด บางคนจะใช้โทรศัพท์ บางคนจะขึ้นเครื่องบิน บางคนจะขึ้นเรือข้ามทะเล และบางคนจะใช้เลเซอร์เพื่อรับพระดำรัสของพระเจ้า ทุกคนจะนิยมบูชาและเปี่ยมด้วยความโหยหา พวกเขาทุกคนจะมาใกล้ชิดกับพระเจ้า และรวมตัวกันเข้าหาพระเจ้า และทุกคนจะนมัสการพระเจ้า และทั้งหมดนี้จะเป็นกิจการของพระเจ้า จงจดจำสิ่งนี้ไว้! พระเจ้าจะไม่เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในที่อื่นใดอย่างแน่นอน พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงนี้ที่ว่า พระองค์จะทำให้ผู้คนทั้งหมดทั่วทั้งจักรวาลมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์และนมัสการพระเจ้าบนแผ่นดินโลก และพระราชกิจของพระองค์ในที่อื่นๆ จะยุติลง และผู้คนจะถูกบีบให้ต้องแสวงหาหนทางที่แท้จริง เหมือนดั่งโยเซฟ: ทุกคนมาหาเขาเพื่ออาหาร และกราบไหว้เขาเพราะเขามีสิ่งต่างๆ ให้กิน เพื่อหลีกเลี่ยงกันดารอาหาร ผู้คนจะถูกบีบให้แสวงหาหนทางที่แท้จริง ชุมชนทางศาสนาทั้งหมดจะประสบทุกข์จากกันดารอาหารที่รุนแรง และมีเพียงพระเจ้าของวันนี้เท่านั้นที่เป็นน้ำพุของน้ำแห่งชีวิต ซึ่งมีน้ำพุที่ไหลรินตลอดเวลาจัดเตรียมไว้สำหรับความชื่นชมยินดีของมนุษย์ และผู้คนจะมาและพึ่งพาอาศัยพระองค์ นั่นจะเป็นเวลาที่กิจการของพระเจ้าได้รับการเปิดเผยและพระเจ้าทรงได้รับพระสิริ ผู้คนทั้งหมดทั่วจักรวาลจะนมัสการ “มนุษย์” ธรรมดาผู้นี้ นี่จะไม่ใช่วันแห่งพระสิริของพระเจ้าหรอกหรือ สักวันหนึ่ง ศิษยาภิบาลสูงอายุจะส่งโทรเลขมากมายออกไปเพื่อเสาะหาน้ำจากน้ำพุของน้ำแห่งชีวิต พวกเขาจะอยู่ในวัยชรา แต่พวกเขาจะยังมานมัสการบุคคลผู้นี้ ผู้ที่พวกเขาเคยดูหมิ่น พวกเขาจะยอมรับพระองค์ออกมาจากปากของพวกเขาเอง และจะเชื่อมั่นวางใจในพระองค์ด้วยหัวใจของพวกเขาเอง นี่ไม่ใช่หมายสำคัญและการอัศจรรย์หรอกหรือ? ยามที่ทั้งราชอาณาจักรชื่นบาน จะเป็นวันแห่งพระสิริของพระเจ้า และใครก็ตามที่มาหาพวกเจ้าและได้รับข่าวดีจากพระเจ้าก็จะได้รับการอวยพรจากพระเจ้า และประเทศและประชาชนที่ทำเช่นนั้นจะได้รับการอวยพรและได้รับการดูแลโดยพระเจ้า ดังนั้น ทิศทางในอนาคตจะเป็นดังนี้: ผู้ที่ได้รับพระดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าจะมีเส้นทางให้เดินบนแผ่นดินโลก และต่อให้พวกเขาเป็นนักธุรกิจ หรือนักวิทยาศาสตร์ หรือนักการศึกษา หรือนักอุตสาหกรรม บรรดาผู้ที่ปราศจากพระวจนะของพระเจ้าจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการจะก้าวเดินแม้เพียงหนึ่งก้าว และจะถูกบีบให้ต้องแสวงหาหนทางที่แท้จริง นี่คือความหมายของ “ด้วยความจริง เจ้าจะเดินไปทั่วทั้งโลก เมื่อปราศจากความจริง เจ้าจะไม่ได้ไปที่ใดเลย” ดังนั้น ข้อเท็จจริงก็คือ: พระเจ้าจะทรงใช้หนทาง (ซึ่งหมายถึงพระวจนะทั้งหมดของพระองค์) เพื่อบัญชาทั้งจักรวาลและปกครองและพิชิตมวลมนุษย์ ผู้คนต่างหวังเสมอว่า จะมีการแปรผันครั้งใหญ่ในวิถีทางที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ กล่าวโดยง่ายก็คือ พระเจ้าทรงควบคุมผู้คนผ่านพระวจนะ และเจ้าต้องทำในสิ่งที่พระเจ้าตรัส ไม่ว่าเจ้าจะปรารถนาหรือไม่ก็ตาม นี่คือข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งเป็นความจริง และทุกคนต้องเชื่อฟังทำตาม และดังนั้นเช่นกัน มันจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไปโดยไม่อาจหยุดยั้งและเป็นที่รู้กันโดยทั่วกัน

ตัดตอนมาจาก “อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 221

พระวจนะของพระเจ้าจะเผยแผ่ไปตามบ้านเรือนต่างๆมากมายเกินคณานับ พระวจนะเหล่านี้จะกลายเป็นที่รู้กันสำหรับทุกคน และมีเพียงยามนั้นเท่านั้นเองที่พระราชกิจของพระองค์จะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล ซึ่งกล่าวได้ว่า หากพระราชกิจของพระเจ้าจะต้องเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาลแล้ว เช่นนั้น พระวจนะของพระองค์ก็จะต้องเผยแผ่ ในวันแห่งพระสิริของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าจะแสดงฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ พระวจนะของพระองค์ทุกคำนับตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงวันนี้จะสำเร็จลุล่วงและถึงครามาบังเกิด โดยการนี้ พระสิริจะมาสู่พระเจ้าบนแผ่นดินโลก ซึ่งกล่าวได้ว่า พระวจนะของพระองค์จะครองราชย์บนแผ่นดินโลก ทุกคนที่เลวจะถูกตีสอนด้วยพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ทุกคนที่ชอบธรรมจะได้รับการอวยพรจากพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และทั้งหมดจะได้รับการสถาปนาและทำให้ครบบริบูรณ์ด้วยพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใด ทั้งหมดจะสำเร็จลุล่วงด้วยพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสร้างข้อเท็จจริง ทุกคนบนโลกจะเฉลิมฉลองพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก เพศชาย เพศหญิง คนแก่ หรือคนหนุ่มสาว ทุกคนจะนบนอบอยู่ภายใต้พระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าทรงปรากฏเป็นมนุษย์ ซึ่งทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นพระวจนะของพระองค์ได้บนแผ่นดินโลกอย่างเจิดจ้าจับตาและประหนึ่งมีชีวิต นี่คือความหมายของการที่พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ โดยเบื้องต้นแล้ว พระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกก็เพื่อสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงที่ว่า “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ซึ่งกล่าวได้ว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อที่อาจจะได้ปล่อยพระวจนะของพระองค์ออกทางเนื้อหนัง (ไม่เหมือนกับในช่วงเวลาของโมเสสในพันธสัญญาเดิม คราที่พระสุรเสียงของพระเจ้าปล่อยออกมาจากท้องฟ้าโดยตรง) หลังจากนั้น พระวจนะทั้งหมดของพระองค์ก็จะถูกทำให้ลุล่วงในช่วงระหว่างยุคอาณาจักรพันปี พระวจนะทั้งหมดของพระองค์จะกลายเป็นข้อเท็จจริงที่มองเห็นได้ต่อหน้าต่อตามนุษย์ และผู้คนจะเห็นพระวจนะทั้งหมดของพระองค์โดยใช้ดวงตาของตัวเองโดยปราศจากความไม่เสมอภาคกันแม้แต่น้อย นี่คือความหมายสูงสุดของการจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งกล่าวได้ว่า พระราชกิจของพระวิญญาณสำเร็จลุล่วง โดยผ่านทางเนื้อหนังและผ่านทางพระวจนะ นี่คือความหมายที่แท้จริงของ “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” การทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระวจนะ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้น-ที่สามารถตรัสถึงน้ำพระทัยของพระวิญญาณ และมีเพียงพระเจ้าผู้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์เท่านั้น-ที่สามารถตรัสในพระนามของพระวิญญาณ พระวจนะของพระเจ้ามีความเรียบง่ายต่อการทำความเข้าใจในพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ และคนอื่นๆ ทุกคนได้รับการทรงนำโดยพระวจนะเหล่านั้น โดยไม่มีใครได้รับการยกเว้น พวกเขาทั้งหมดดำรงอยู่ภายในวงเขตนี้ ผู้คนสามารถกลายมาเป็นตระหนักรู้ได้ก็เพียงจากพระดำรัสเหล่านี้เท่านั้น บรรดาผู้ที่ไม่ได้รับในหนทางนี้ย่อมกำลังฝันกลางวันหากพวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถรับพระดำรัสจากสวรรค์ได้ สิ่งดังกล่าวคือสิทธิอำนาจที่สาธิตให้เห็นในเนื้อหนังที่ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ทุกคนเชื่อในสิ่งนี้ด้วยความเชื่อมั่นทั้งมวล แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่น่าเคารพยกย่องที่สุดและศิษยาภิบาลที่เคร่งศาสนาก็ยังไม่สามารถกล่าวคำเหล่านี้ได้ พวกเขาทั้งหมดต้องนบนอบภายใต้พระวจนะของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดจะสามารถทำการเริ่มต้นใหม่ได้ พระเจ้าจะทรงใช้พระวจนะเพื่อพิชิตจักรวาล พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติสิ่งนี้โดยเนื้อหนังที่พระองค์ทรงจุติเป็นมนุษย์ แต่ใช้พระดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อพิชิตผู้คนทั้งหมดในทั้งจักรวาล เพียงเช่นนี้เท่านั้นที่พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และเช่นนี้เท่านั้น ที่เป็นการทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระวจนะ สำหรับมนุษย์ บางทีอาจปรากฏให้เห็นเสมือนว่าพระเจ้ามิได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจอะไรมากมายนัก แต่พระเจ้าแค่ทรงต้องดำรัสพระวจนะของพระองค์เท่านั้น และพระวจนะของพระองค์จะเป็นที่เชื่อมั่นและเป็นที่เกรงขามโดยทั่วกัน เมื่อปราศจากข้อเท็จจริง ผู้คนโห่ร้องและกรีดร้อง เมื่อมีพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาพลันเงียบกริบ พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงนี้เป็นแน่เพราะ นี่คือแผนการของพระเจ้าที่ได้ทรงสถาปนาไว้นานแล้ว การสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงของการมาถึงของพระวจนะบนแผ่นดินโลก อันที่จริง ไม่มีความจำเป็นที่เราต้องอธิบายว่า—การมาถึงของอาณาจักรพันปีบนแผ่นดินโลก ก็คือการมาถึงของพระวจนะของพระเจ้าบนโลก การเคลื่อนลงมาจากสวรรค์ของกรุงเยรูซาเลมใหม่ คือการมาถึงของพระวจนะของพระเจ้า เพื่อที่จะอยู่ท่ามกลางมนุษย์ เพื่อร่วมเคียงไปกับทุกการกระทำของมนุษย์ และความคิดทั้งหมดที่อยู่ภายในสุดของมนุษย์ นี่ยังเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งพระเจ้าจะทรงทำให้สำเร็จลุล่วง นี่คือความงดงามของอาณาจักรพันปี นี่คือแผนการที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้: พระวจนะของพระองค์จะปรากฏบนแผ่นดินโลกเป็นเวลาหลายพันปี และพระวจนะของพระองค์จะสำแดงกิจการทั้งหมดของพระองค์ และทำให้พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์บนแผ่นดินโลกเสร็จสิ้น และหลังจากนั้น ช่วงระยะนี้ของมวลมนุษย์ก็จะเป็นอันมาถึงบทอวสาน

ตัดตอนมาจาก “อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 222

ความวิบัติทุกลักษณะจะบังเกิดขึ้นตามติดกันมา ประชาชาติและสถานที่ทั้งหมดจะประสบหายนะ นั่นคือ ภัยพิบัติ การกันดารอาหาร น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง ความวิบัติเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเพียงแค่หนึ่งหรือสองที่เท่านั้น และความวิบัติเหล่านี้จะไม่จบลงภายในหนึ่งหรือสองวัน ในทางกลับกัน ความวิบัติเหล่านี้จะขยายไปทั่วเป็นบริเวณที่กว้างขึ้นทุกที และกลายเป็นรุนแรงมากขึ้นทุกที ในช่วงระหว่างเวลานี้ ทุกรูปแบบของภัยพิบัติจากแมลงจะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และปรากฏการณ์คนกินเนื้อคนจะบังเกิดขึ้นทุกที่ นี่คือการพิพากษาของเราต่อประชาชาติและกลุ่มประชาชนทั้งหมด บุตรทั้งหลายของเรา! พวกเจ้าต้องไม่ทนทุกข์กับเจ็บปวดหรือความยากลำบากจากความวิบัติ ความปรารถนาของเราคือการที่จะให้พวกเจ้ามีวัยวุฒิในไม่ช้า เข้ารับภาระที่วางอยู่บนไหล่ของเราโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เหตุใดเจ้าจึงไม่เข้าใจเจตจำนงของเราเล่า? งานในภายหน้าจะยิ่งต้องใช้ความทุ่มเทมากขึ้นทุกที พวกเจ้าใจแข็งมากจนจะทิ้งเราไว้กับงานเต็มมือเรา ให้เราต้องทำงานอย่างลำบากยากเข็ญเหลือเกินด้วยตัวเราเองอย่างนั้นหรือ? เราจะทำให้มันเรียบง่ายขึ้น นั่นคือ บรรดาผู้ที่ชีวิตของพวกเขาเจริญถึงวัยผู้ใหญ่ก็จะได้เข้าสู่ที่หลบภัย และจะไม่ทุกข์ทนกับเจ็บปวดหรือความยากลำบาก บรรดาผู้ที่ชีวิตของพวกเขายังไม่ได้เจริญถึงวัยผู้ใหญ่จะต้องทุกข์ทนกับเจ็บปวดและอันตราย วจนะของเราชัดแจ้งพอแล้ว มิใช่หรือ?

นามของเราจะแผ่ขยายไปทุกทิศทางและทั่วทุกที่ เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้นามศักดิ์สิทธิ์ของเราและรู้จักเรา ผู้คนจากทุกวิถีชีวิตในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา สิงคโปร์ สหภาพโซเวียต มาเก๊า ฮ่องกง และประเทศอื่นๆ จะมารวมตัวกันหนาแน่นในจีนทันที เพื่อตามหาหนทางที่แท้จริง นามของเราได้ได้รับการให้คำพยานต่อพวกเขาแล้ว ทั้งหมดที่เหลือคือเพื่อให้พวกเจ้าเจริญถึงวัยผู้ใหญ่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่พวกเจ้าอาจเป็นผู้เลี้ยงและนำทางพวกเขาได้ นี่เป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่ามีงานมากกว่านี้ที่ต้องทำให้เสร็จ นามของเราจะแพร่สะพัดออกไปอย่างกว้างขวางในการตื่นรู้เรื่องความวิบัติ และถ้าหากพวกเจ้าไม่ได้ใส่ใจ พวกเจ้าก็จะสูญเสียส่วนที่พวกเจ้ามีสิทธิ์ได้ พวกเจ้าไม่กลัวหรือ? นามของเราจะแผ่ขยายไปยังทุกศาสนา ทุกวิถีชีวิต ทุกประชาชาติ และทุกนิกาย นี่คืองานของเราที่ต้องทำให้เสร็จในหนทางอันเป็นระเบียบ ด้วยการเชื่อมโยงอันแนบแน่น ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยการจัดการเตรียมการอันมีปัญญาของเรา เราจะปรารถนาเพียงให้พวกเจ้าสามารถรุดหน้าไปกับทุกย่างก้าว ติดตามย่างก้าวของเราไปอย่างใกล้ชิด

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 65” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 224

เมื่อการกล่าวทักทายราชอาณาจักรดังขึ้น—ซึ่งเป็นตอนที่เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวานขึ้นด้วย—เสียงนี้สั่นสะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เขย่าสวรรค์ชั้นสูงสุด และทำให้ความรู้สึกลึกในใจของมนุษย์ทุกคนสั่นไหว เพลงสรรเสริญราชอาณาจักรดังกังวานขึ้นอย่างเป็นพิธีการในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง เป็นการพิสูจน์ว่าเราได้ทำลายชนชาตินั้นและได้สถาปนาราชอาณาจักรของเราแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ราชอาณาจักรของเราได้รับการสถาปนาขึ้นบนแผ่นดินโลก ณ ชั่วขณะนี้ เราเริ่มส่งทูตสวรรค์ของเราออกไปยังทุกๆ ชนชาติในโลกเพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นผู้เลี้ยงแก่บรรดาบุตรของเรา ผู้คนของเรา นี่ก็เพื่อให้เป็นไปตามข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของงานขั้นตอนต่อไปของเราด้วย อย่างไรก็ตาม เราไปยังที่ที่พญานาคใหญ่สีแดงนอนขดตัวอยู่ และแข่งขันกับมันด้วยตัวเอง ทันทีที่มนุษย์ทั้งหมดมารู้จักเราในเนื้อหนังและสามารถเห็นกิจการของเราในเนื้อหนัง ถ้ำของพญานาคใหญ่สีแดงก็จะกลายเป็นขี้เถ้าและหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในฐานะประชากรในราชอาณาจักรของเรา ในเมื่อเจ้าเกลียดพญานาคใหญ่สีแดงเข้ากระดูกดำ เจ้าก็ต้องทำให้หัวใจของเราพึงพอใจด้วยการกระทำของเจ้า และนำความละอายมาสู่พญานาคด้วยวิธีนี้ พวกเจ้าสำนึกรับรู้อย่างแท้จริงหรือไม่ว่าพญานาคใหญ่สีแดงนั้นน่ารังเกียจ? เจ้ารู้สึกอย่างแท้จริงหรือไม่ว่ามันเป็นศัตรูของกษัตริย์แห่งราชอาณาจักร? พวกเจ้ามีความเชื่อจริงอย่างแท้จริงหรือไม่ว่าเจ้าสามารถเป็นคำพยานที่น่าอัศจรรย์ให้เราได้? พวกเจ้ามีความมั่นใจอย่างแท้จริงหรือไม่ว่าพวกเจ้าสามารถเอาชนะพญานาคใหญ่สีแดงได้? นี่คือสิ่งที่เราขอจากพวกเจ้า ทั้งหมดที่เราต้องการคือให้พวกเจ้าสามารถไปถึงขั้นตอนนี้ได้ พวกเจ้าจะสามารถทำตามนี้ได้หรือไม่? เจ้ามีความเชื่อว่าเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ผลเรื่องนี้ได้หรือไม่? มนุษย์สามารถทำอะไรได้กันแน่? เราทำด้วยตัวเองไม่ดีกว่าหรือ? ทำไมเราถึงบอกว่าเราลงไปด้วยตัวเองในสถานที่ที่มีการเข้าร่วมการสู้รบ? สิ่งที่เราต้องประสงค์คือความเชื่อของพวกเจ้า ไม่ใช่ความประพฤติของพวกเจ้า มนุษย์ทุกคนไม่สามารถยอมรับวจนะของเราแบบตรงไปตรงมาได้ และกลับเพียงแค่เหลือบมองวจนะเหล่านั้นด้วยหางตาไปแทน การนี้ได้ช่วยให้เจ้าสัมฤทธิ์เป้าหมายของเจ้าแล้วหรือไม่? เจ้าได้มารู้จักเราด้วยวิธีนี้แล้วหรือไม่? ด้วยความสัตย์จริง ในบรรดามนุษย์บนแผ่นดินโลก ไม่มีแม้สักคนที่สามารถมองหน้าเราตรงๆ ได้ และไม่มีแม้สักคนที่สามารถรับความหมายที่บริสุทธิ์และไร้สิ่งปลอมปนของวจนะของเราได้ ดังนั้น เราจึงเริ่มดำเนินการโครงการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนแผ่นดินโลก เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของเราและสถาปนาฉายาที่แท้จริงของตัวเราเองในหัวใจของผู้คน ด้วยวิธีนี้ เราจะนำยุคที่มโนคติที่หลงผิดมีอำนาจเหนือผู้คนไปถึงบทอวสาน

วันนี้ เราไม่เพียงกำลังลงมายังชนชาติของพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้น แต่เรายังกำลังหันไปเผชิญหน้ากับทั่วทั้งจักรวาลอีกด้วย ทำให้สวรรค์ชั้นสูงสุดทั้งหมดทั้งมวลสั่นไหว มีสถานที่ใดสักแห่งไหมที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การพิพากษาของเรา? มีสถานที่สักแห่งไหมที่ไม่ดำรงอยู่ภายใต้ความหายนะที่เรากระหน่ำลงไป? ทุกที่ที่เราไป เราได้กระจาย “เมล็ดพันธุ์แห่งความวิบัติ” ทุกประเภทไว้แล้ว นี่เป็นหนึ่งในวิธีทั้งหลายที่เราทำงาน และเป็นการกระทำแห่งความรอดสำหรับมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย และสิ่งที่เรายื่นให้พวกเขายังคงเป็นความรักอย่างหนึ่ง เราปรารถนาที่จะอนุญาตให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นอีกทำความรู้จักเราและสามารถเห็นเรา และด้วยวิธีนี้ มาเคารพพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งพวกเขาไม่สามารถมองเห็นมานานหลายปีแล้ว แต่ผู้ซึ่ง ณ บัดนี้เป็นจริงแล้ว เราได้สร้างโลกด้วยเหตุผลอะไรหรือ? ทำไมหลังจากมนุษย์ได้กลายเป็นเสื่อมทราม เราจึงไม่ได้ทำลายล้างพวกเขาอย่างสิ้นเชิง? เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดใช้ชีวิตท่ามกลางความวิบัติด้วยเหตุผลอะไรเล่า? อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการรับสภาพมนุษย์? เมื่อเรากำลังปฏิบัติงานของเรา มนุษย์ไม่เพียงเรียนรู้เฉพาะรสชาติของความขมขื่นเท่านั้น แต่ยังเรียนรู้รสชาติของความหวานอีกด้วย จากผู้คนทั้งหมดในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ภายในพระคุณของเรา? หากเราไม่ได้มอบพระพรด้านวัตถุให้กับมนุษย์แล้ว ใครเล่าในโลกจะสามารถชื่นชมความอุดมสมบูรณ์ได้? เป็นไปได้หรือไม่ว่าการยอมให้พวกเจ้าเข้าประจำที่ของเจ้าในฐานะคนของเราคือพระพร? หากเจ้าไม่ได้เป็นคนของเรา แต่กลับเป็นคนปรนนิบัติ พวกเจ้าจะไม่ดำรงอยู่ภายในพระพรของเราเช่นนั้นหรือ? ไม่มีแม้สักคนท่ามกลางพวกเจ้าที่สามารถหยั่งถึงต้นกำเนิดของวจนะของเราได้ มนุษย์นั้น—แทนที่จะหวงแหนความล้ำค่าของตำแหน่งที่เราได้ประทานให้พวกเขา พวกเขามากมายหลายคน บ่มเพาะความไม่พอใจในหัวใจของพวกเขาเพราะตำแหน่ง “คนปรนนิบัติ” และอีกมากมายหลายคนแพร่พันธุ์ความรักต่อเราในหัวใจของพวกเขาเพราะตำแหน่ง “คนของเรา” ไม่ควรมีใครพยายามหลอกเรา ดวงตาของเรามองเห็นทุกอย่าง! ใครเล่าท่ามกลางพวกเจ้าที่รับด้วยความเต็มใจ ใครเล่าท่ามกลางพวกเจ้าที่ให้ความเชื่อฟังอย่างครบบริบูรณ์? หากการกล่าวทักทายราชอาณาจักรไม่ได้ดังขึ้น พวกเจ้าจะสามารถนบนอบอย่างแท้จริงจนถึงปลายทางหรือไม่? สิ่งที่มนุษย์สามารถทำและคิดได้ และพวกเขาสามารถไปได้ไกลแค่ไหน—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเราได้กำหนดพิจารณาไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 10” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 225

แม้จะมีข้อเท็จจริงว่าการก่อสร้างอาณาจักรได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่การกล่าวทักทายอาณาจักรก็ยังไม่ได้ดังขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะเลย บัดนี้มันเป็นเพียงคำเผยพระวจนะของสิ่งที่จะมา เมื่อผู้คนทั้งหมดได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ และทุกชาติในโลกได้กลายมาเป็นอาณาจักรของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้วก็จะถึงเวลาที่เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวานขึ้น วันปัจจุบันเป็นก้าวย่างเข้าหาช่วงระยะนั้น พลังได้ถูกปลดปล่อยเข้าหาวันนั้นแล้ว นี่คือแผนการของพระเจ้า และในอนาคตอันใกล้ แผนการนี้จะถูกทำให้เป็นจริง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้ทรงสำเร็จทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่าชาติทั้งหลายในโลกนี้เป็นเพียงปราสาทในผืนทรายที่สั่นไหวเมื่อกระแสน้ำสูงใกล้เข้ามา: วันสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว และพญานาคใหญ่สีแดงจะล้มคว่ำลงใต้พระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการของพระองค์ดำเนินไปอย่างเป็นผลสำเร็จ บรรดาทูตแห่งสวรรค์ได้ลงมาบนแผ่นดินโลก ทำอย่างเต็มที่เพื่อให้พระเจ้าพึงพอใจ พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ได้เสด็จไปยังสนามแห่งการสู้รบเพื่อทำสงครามกับศัตรู ที่ใดก็ตามที่การจุติเป็นมนุษย์ปรากฏขึ้นคือสถานที่ที่ศัตรูถูกทำลายจนสิ้นซาก ประเทศจีนจะเป็นชาติแรกที่ถูกทำลายล้าง ซึ่งจะถูกทำให้ย่อยยับโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าจะไม่ทรงผ่อนปรนให้ที่นั่นอย่างเด็ดขาด ข้อพิสูจน์ของการล่มสลายลงเรื่อย ๆ ของพญานาคใหญ่สีแดงสามารถมองเห็นได้ในการโตเต็มวัยวุฒิอย่างต่อเนื่องของผู้คน เรื่องนี้เด่นชัดและมองเห็นได้สำหรับใครก็ตาม การโตเต็มวัยวุฒิของผู้คนเป็นหมายสำคัญอย่างหนึ่งของการตายของศัตรู นี่คือคำอธิบายเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสิ่งที่เป็นความหมายของ “แข่งขันกับมัน” ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงเตือนความจำผู้คนในหลายโอกาสให้ถวายคำพยานที่สวยงามแด่พระองค์เพื่อยกเลิกสถานภาพที่ยึดถือโดยมโนคติที่หลงผิด ซึ่งเป็นความอัปลักษณ์ของพญานาคใหญ่สีแดง ในหัวใจของมนุษย์ พระเจ้าทรงใช้การเตือนความจำเช่นนั้นเพื่อทำให้ความเชื่อของผู้คนมีชีวิตชีวาขึ้น และในการทำเช่นนั้น ทรงสัมฤทธิ์ผลในการบรรลุพระราชกิจของพระองค์ นี่เป็นเพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “มนุษย์สามารถทำอะไรได้กันแน่ ? แต่เราทำด้วยตัวเองไม่ดีกว่าหรือ ?” พวกมนุษย์ทั้งหมดเป็นเยี่ยงนี้ พวกเขาไม่เพียงไม่สามารถ แต่พวกเขายังท้อใจและผิดหวังได้ง่ายอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถรู้จักพระเจ้า พระเจ้าไม่เพียงทรงฟื้นฟูความเชื่อของมนุษยชาติเท่านั้น พระองค์ยังทรงประสาทความแข็งแรงให้กับผู้คนอย่างลับ ๆ และสม่ำเสมออีกด้วย

ถัดไป พระเจ้าเริ่มตรัสกับจักรวาลทั้งมวล พระเจ้าไม่เพียงได้ทรงเริ่มพระราชกิจใหม่ของพระองค์ในประเทศจีนเท่านั้น แต่ทรงเริ่มทั่วทั้งจักรวาล พระองค์ได้ทรงเริ่มทำพระราชกิจใหม่ของวันนี้ ในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ เนื่องจากพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเปิดเผยกิจการของพระองค์ทั้งหมดไปทั่วแผ่นดินโลก เพื่อว่าพวกมนุษย์ทั้งหมดที่ได้ทรยศพระองค์จะมานบนอบอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของพระองค์อีกครั้ง การพิพากษาของพระเจ้าจะยังคงประกอบด้วยความกรุณาและความรักมั่นคงของพระองค์อยู่ พระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์ปัจจุบันทั่วทั้งแผ่นดินโลกเป็นโอกาสในการทำให้มนุษย์รู้สึกตื่นตระหนก กระตุ้นให้พวกเขาแสวงหาพระเจ้าเพื่อที่พวกเขาจะได้หลั่งไหลกลับไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ดังนั้น พระเจ้าจึงตรัสว่า “นี่เป็นวิธีหนึ่งในบรรดาวิธีทั้งหลายที่เราทำงาน และเป็นการกระทำแห่งความรอดสำหรับมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย และสิ่งที่เรายื่นให้พวกเขายังคงเป็นความรักอย่างหนึ่ง”

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 10” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 226

เราใช้สิทธิอำนาจของเราบนแผ่นดินโลก เปิดเผยคลี่คลายงานของเราในความถ้วนทั่ว ทั้งหมดที่อยู่ภายในงานของเราถูกสะท้อนบนโฉมหน้าของแผ่นดินโลก กล่าวคือ มวลมนุษย์บนแผ่นดินโลกไม่เคยสามารถจับความเข้าใจความเคลื่อนไหวของเราในสวรรค์ได้เลย อีกทั้งไม่สามารถใคร่ครวญถึงวงโคจรและแนววิถีของวิญญาณของเราได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน มนุษย์ส่วนมากจับความเข้าใจแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ภายนอกจิตวิญญาณเท่านั้น ไร้ความสามารถที่จะจับใจความได้ถึงสภาวะที่แท้จริงของจิตวิญญาณ ข้อเรียกร้องที่เรากำหนดให้แก่มนุษยชาติไม่ได้ส่งออกมาจากตัวตนที่คลุมเครือของเราที่อยู่ในสวรรค์ หรือจากตัวตนที่ไม่สามารถวัดได้ที่เราเป็นบนแผ่นดินโลก เราทำข้อเรียกร้องที่เหมาะสมโดยสอดคล้องกับวุฒิภาวะของมนุษย์บนแผ่นดินโลก เราไม่เคยทำให้ผู้ใดตกอยู่ในความลำบากยากเย็น อีกทั้งเราไม่เคยขอให้ใครต้อง “เค้นเลือดของเขาออกมา” เพื่อความหรรษายินดีของเรา—ข้อเรียกร้องของเราควรจะสามารถถูกจำกัดตามสภาพเงื่อนไขเช่นนั้นเท่านั้นหรือไม่? จากสรรพสิ่งที่ทรงสร้างบนแผ่นดินโลกนับหมื่นแสน สิ่งที่ทรงสร้างใดเล่าที่ไม่นบนอบต่ออุปนิสัยแห่งวจนะในปากของเรา? สรรพสิ่งที่ทรงสร้างเหล่านี้สิ่งใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าเรา ที่ไม่ได้ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่านอย่างสิ้นเชิงโดยวจนะของเราและโดยไฟเผาไหม้ของเรา? สรรพสิ่งที่ทรงสร้างเหล่านี้สิ่งใดที่กล้า “เดินวางมาด” ด้วยความเปรมปรีดิ์ที่ลำพองใจต่อหน้าเรา? สรรพสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งใดที่ไม่กราบไหว้ต่อหน้าเรา? เราคือพระเจ้าที่เพียงบังคับความเงียบเชียบให้แก่สิ่งทรงสร้างหรือไม่? จากบรรดาสิ่งต่างๆ ในสิ่งทรงสร้างนับหมื่นแสน เราเลือกคนเหล่านั้นที่ทำให้สมดังเจตนารมณ์ของเรา จากมนุษย์นับหมื่นแสนของมวลมนุษย์ เราเลือกคนเหล่านั้นที่ใส่ใจในหัวใจของเรา เราเลือกดวงดาวที่ดีที่สุดจากดวงดาวทั้งหมดทั้งมวล ด้วยผลจากการนั้น จึงได้เพิ่มลำแสงริบหรี่ของความสว่างให้กับราชอาณาจักรของเรา เราดำเนินไปบนแผ่นดินโลก กระจายสุคนธรสของเราไปทุกหนทุกแห่ง และในทุกๆ แห่ง เราทิ้งรูปสัณฐานของเราไว้ข้างหลัง แต่ละแห่งจะมีเสียงดังก้องด้วยเสียงของเรา ผู้คนทุกแห่งอ้อยอิ่งอยู่กับทัศนียภาพอันงดงามของเมื่อวานนี้ ด้วยว่ามนุษยชาติทั้งมวลกำลังจดจำอดีต...

มนุษยชาติทั้งมวลถวิลหาที่จะได้เห็นใบหน้าของเรา แต่เมื่อเราลงมาในสภาวะบุคคลบนแผ่นดินโลก พวกเขาทั้งหมดเกลียดชังการมาถึงของเรา และพวกเขาขับไล่การมาถึงของความสว่าง ราวกับว่าเราคือศัตรูของมนุษย์ในสวรรค์ มนุษย์ทักทายเราด้วยแสงของฝ่ายตั้งรับในดวงตาของเขา และยังคงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา กลัวอยู่ลึกๆ ว่าเราอาจมีแผนอื่นๆ สำหรับเขา เพราะมนุษย์คำนึงถึงเราว่าเป็นเพื่อนที่ไม่รู้จักคุ้นเคยผู้หนึ่ง พวกเขารู้สึกราวกับว่าเราเก็บงำเจตนาที่จะฆ่าพวกเขาตามอำเภอใจ ในสายตาของมนุษย์ เราคือศัตรูที่เป็นอันตรายถึงตายผู้หนึ่ง เมื่อได้ลิ้มรสความอบอุ่นของเราในท่ามกลางหายนะแล้ว แม้กระนั้น มนุษย์ยังคงไม่ตระหนักรู้ถึงความรักของเรา และยังคงแน่วแน่ที่จะขจัดเราออกไปและเยาะเย้ยท้าทายเรา ไม่มีทางเลยที่เราจะใช้ประโยชน์จากสภาพเงื่อนไขของเขาเพื่อลงมือกระทำการต่อต้านเขา เรากลับโอบกอดมนุษย์ไว้ในความอบอุ่นของการสวมกอด เติมปากของเขาให้เต็มไปด้วยความหวาน และให้ท้องของเขาอิ่มหนำด้วยอาหารจำเป็น แต่เมื่อความเดือดดาลอันเต็มไปด้วยความโกรธของเราทำให้ภูเขาและแม่น้ำทั้งหลายสั่นสะเทือน เราจะไม่มอบรูปแบบต่างๆ ของการช่วยเหลือเหล่านี้ให้กับเขาอีกต่อไป เพราะความขี้ขลาดของเขา ในเวลานี้ เราจะโกรธมากขึ้น จะไม่ยอมให้สิ่งมีชีวิตทั้งปวงได้โอกาสกลับใจและ ทอดทิ้งความหวังทั้งหมดของเราต่อมนุษย์เสีย เราจะตวงการลงทัณฑ์อันสาสมตามที่เขาสมควรได้รับอย่างเต็มที่มาก ในเวลานี้ เสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบจะส่องแสงวาบและคำรามกึกก้อง ดุจคลื่นในมหาสมุทรที่โหมกระหน่ำด้วยโทสะ เช่นเดียวกับภูเขานับหมื่นนับพันลูกที่พังทลายลงมา เพราะการเป็นกบฏของเขา มนุษย์จึงถูกทำให้ล้มลงโดยเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ และสรรพสิ่งที่ทรงสร้างอื่นๆ จะถูกทำลายล้างในการกระหน่ำเล่นงานของเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ และทั้งจักรวาลจะลงมาสู่ความอลหม่านอย่างฉับพลันทันที และสิ่งทรงสร้างจะไร้ความสามารถที่จะฟื้นฟูลมหายใจของชีวิตดั้งเดิมได้ กลุ่มมนุษย์จำนวนนับหมื่นแสนจะไม่สามารถหลีกหนีเสียงคำรามกึกก้องของฟ้าร้องได้ ในท่ามกลางแสงวาบของฟ้าแลบ มนุษย์กลุ่มใหญ่กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ล้มลงสู่กระแสน้ำที่ไหลมาโดยฉับพลัน ถูกพัดพาไปโดยกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ตกลงมาจากภูเขา ทันใดนั้นเอง โลกของ “พวกมนุษย์” ก็มาบรรจบกันในสถานที่ซึ่งเป็น “บั้นปลาย” ของมนุษย์ ซากศพมากมายไหลลงสู่ผิวน้ำของมหาสมุทร มนุษยชาติทั้งมวลไปห่างไกลจากเราเพราะความพิโรธของเรา ด้วยว่ามนุษย์ได้กระทำบาปต่อแก่นแท้แห่งวิญญาณของเรา และการกบฏของเขาทำให้เราขุ่นเคือง แต่ในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่มีน้ำ มนุษย์คนอื่นๆ ยังคงชื่นชมคำสัญญาที่เราได้มอบให้กับพวกเขาท่ามกลางเสียหัวเราและเสียงเพลง

เมื่อผู้คนทั้งหมดพากันนิ่งเงียบ เราก็ฉายแสงที่ส่องประกายแห่งความสว่างออกมาต่อหน้าต่อตาของพวกเขา เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงได้กลายเป็นชัดเจนในความคิดจิตใจและกลายเป็นสดใสในดวงตา ไม่เต็มใจที่จะนิ่งเงียบอยู่เรื่อยไปอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ความรู้สึกด้านจิตวิญญาณจึงถูกรวบรวมไว้ในหัวใจของพวกเขาทันที ขณะที่การนี้เกิดขึ้น มนุษยชาติทั้งมวลได้รับการฟื้นคืนชีพ โดยที่ละทิ้งความคับข้องใจที่ไม่ได้พูดถึงของพวกเขา มนุษย์ทั้งหมดเข้ามาต่อหน้าเรา เมื่อได้รับโอกาสรอดชีวิตอีกครั้งหนึ่งไปแล้วโดยผ่านทางวจนะที่เราประกาศ นี่เป็นเพราะมนุษย์ทุกคนปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโฉมหน้าของแผ่นดินโลก ถึงกระนั้นก็ดี ผู้ใดในท่ามกลางพวกเขาที่เคยมีเจตนาจะดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ของเราบ้าง? ผู้ใดในท่ามกลางพวกเขาที่เคยเปิดเผยถึงสิ่งต่างๆ ที่แสนวิเศษในตัวเขาเองที่เขาถวายเพื่อความชื่นชมยินดีของเราบ้าง? ผู้ใดในท่ามกลางพวกเขาที่เคยได้สืบหากลิ่นหอมยวนใจของเราบ้าง? มนุษย์ทั้งปวงคือสิ่งต่างๆ ที่หยาบกระด้างและไม่ได้รับการขัดเกลา กล่าวคือ ภายนอกพวกเขาดูเหมือนจะทำให้ตาพร่า แต่แก่นแท้ของพวกเขาไม่ได้รักเราอย่างจริงใจ ทั้งนี้เพราะ ในซอกหลืบลึกลงไปในหัวใจมนุษย์ ไม่เคยมีองค์ประกอบใดของเราเลย มนุษย์ขาดพร่องเกินไป นั่นคือเมื่อเปรียบเทียบเขากับเราก็ดูเหมือนว่าจะเผยถึงเหวใหญ่ซึ่งกว้างใหญ่พอๆ กับความกว้างใหญ่ที่อยู่ระหว่างสวรรค์กับแผ่นดินโลก ถึงกระนั้น เราก็ไม่ทำลายจุดที่อ่อนแอและเปราะบางของมนุษย์ อีกทั้งเราก็จะไม่เย้ยหยันเขาเพราะความขาดตกบกพร่องทั้งหลายของเขา มือของเราได้กระทำการบนแผ่นดินโลกมานับเป็นพันๆ ปี และตลอดช่วงเวลาทั้งหมด สายตาของเราคอยดูแลคุ้มกันมนุษยชาติทั้งมวล ถึงกระนั้นเราก็ไม่เคยเอาชีวิตมนุษย์สักชีวิตเดียวมาเล่นอย่างไม่ตั้งใจราวกับว่าเป็นของเล่น เราเฝ้าสังเกตความเจ็บปวดที่มนุษย์ได้รับไว้และเข้าใจถึงราคาที่เขาได้จ่าย ขณะที่เขายืนต่อหน้าเรา เราไม่ปรารถนาที่จะทำให้มนุษย์แปลกใจเพื่อจะตีสอนเขา อีกทั้งเราไม่ปรารถนาที่จะมอบสิ่งที่ไม่น่าพึงประสงค์แก่เขาด้วยเช่นกัน แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ตลอดเวลานี้ เราได้จัดเตรียมให้กับมนุษย์และมอบให้แก่เขาเท่านั้น ดังนั้นเอง ทั้งหมดที่มนุษย์ชื่นชมก็คือพระคุณของเรา มันคือความไพบูลย์ทั้งหมดที่มาจากมือของเรา เพราะเราอยู่บนแผ่นดินโลก มนุษย์จึงไม่เคยได้ทนทุกข์กับความทรมานจากความหิวโหย ตรงกันข้าม เราปล่อยให้มนุษย์ได้รับสิ่งต่างๆ จากมือของเราที่เขาอาจจะได้ชื่นชม และเราปล่อยให้มวลมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ภายในพรของเรา มวลมนุษย์ทั้งปวงไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การตีสอนของเราหรอกหรือ? เช่นเดียวกับที่มีความอุดมสมบูรณ์ในส่วนลึกของภูเขา และมีความสมบูรณ์ของสิ่งต่างๆ ให้ชื่นชมในห้วงน้ำทั้งหลาย ผู้คนที่ใช้ชีวิตภายในวจนะของเราในวันนี้ไม่มีอาหารให้ได้ขอบคุณและลิ้มรสหรอกมากขึ้นไปอีกหรอกหรือ? เราอยู่บนแผ่นดินโลก และมวลมนุษย์ชื่นชมพรของเราบนแผ่นดินโลก เมื่อเราทิ้งแผ่นดินโลกไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นเวลาที่งานของเรามาถึงซึ่งความครบบริบูรณ์ของมันด้วยเช่นกัน มนุษยชาติจะไม่ได้รับการผ่อนผันของเราอีกต่อไปเพราะความอ่อนแอของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 17” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 227

พวกเจ้าเกลียดชังพญานาคใหญ่สีแดงอย่างแท้จริงไหม? พวกเจ้าเกลียดชังมันอย่างจริงใจโดยแท้จริงไหม? ทำไมเราจึงได้ถามพวกเจ้าหลายครั้งเหลือเกิน? ทำไมเราจึงถามคำถามนี้กับพวกเจ้าต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? มีภาพลักษณ์อะไรของพญานาคใหญ่สีแดงในหัวใจของพวกเจ้า? มันได้ถูกขจัดไปแล้วจริงหรือ? พวกเจ้าไม่คำนึงถึงมันว่าเป็นบิดาของพวกเจ้าอย่างแท้จริงหรอกหรือ? ผู้คนทั้งหมดควรล่วงรู้เจตนารมณ์ของเราในคำถามต่างๆ ของเรา มันไม่ใช่เพื่อยั่วยุความโกรธของผู้คน และไม่ใช่เพื่อยุยงให้เกิดการกบฏท่ามกลางมนุษย์ อีกทั้งไม่ใช่เพื่อที่มนุษย์อาจพบเจอทางออกของเขาเอง แต่เป็นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งหมดปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของพญานาคใหญ่สีแดง ถึงกระนั้นก็ไม่ควรมีผู้ใดกระวนกระวายใจ ทั้งหมดย่อมจะสำเร็จลุล่วงโดยวจนะของเรา ไม่มีมนุษย์คนใดอาจมีส่วนร่วม และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำงานที่เราจะดำเนินการ เราจะปาดอากาศของแผ่นดินทั้งหมดจนสะอาดและกำจัดร่องรอยทั้งหมดของพวกมารบนแผ่นดินโลก เราได้เริ่มต้นแล้ว และเราจะตั้งต้นขั้นตอนแรกของงานแห่งการตีสอนของเราในที่อาศัยของพญานาคใหญ่สีแดง ด้วยเหตุนั้น จะเห็นได้ว่าการตีสอนของเราได้บังเกิดแก่ทั้งเอกภพ และจะเห็นได้ว่าพญานาคใหญ่สีแดงกับพวกวิญญาณที่มีมลทินทุกประเภทจะไม่มีพลังอำนาจที่จะหลีกหนีจากการตีสอนของเรา เพราะเราเฝ้ามองแผ่นดินทั้งหมด เมื่องานของเราบนแผ่นดินโลกเสร็จสิ้น นั่นคือ เมื่อยุคสมัยแห่งการพิพากษามาถึงบทอวสาน เราจะตีสอนพญานาคใหญ่สีแดงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ คนของเราจะได้เห็นการที่เราตีสอนพญานาคใหญ่สีแดงด้วยความชอบธรรมอย่างแน่นอน พวกเขาจะรินการสรรเสริญออกมาเพราะความชอบธรรมของเราอย่างแน่นอน และจะเชิดชูนามอันบริสุทธิ์ของเราตลอดกาลอย่างแน่นอนเพราะความชอบธรรมของเรา ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าย่อมจะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และย่อมจะสรรเสริญเราอย่างเป็นกิจจะลักษณะทั่วทั้งแผ่นดินต่างๆ ตลอดชั่วกาลนาน!

เมื่อยุคสมัยแห่งการพิพากษาไปถึงขีดสุดของมัน เราจะไม่รีบเร่งที่จะสรุปปิดงานของเรา แต่จะผสมกลมกลืนหลักฐานของยุคสมัยแห่งการตีสอนลงไปด้วย และเปิดโอกาสให้คนของเราทั้งหมดเห็นหลักฐานนี้ ในการนี้ย่อมจะเกิดดอกผลมากขึ้น หลักฐานนี้เป็นวิถีทางที่เราใช้ตีสอนพญานาคใหญ่สีแดง และเราจะทำให้คนของเราเห็นมันด้วยตาของพวกเขาเอง เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้จักอุปนิสัยของเรามากขึ้น เวลาที่คนของเราชื่นชมเราคือตอนที่พญานาคใหญ่สีแดงถูกตีสอน การทำให้ผู้คนของพญานาคใหญ่สีแดงลุกฮือและก่อกบฏต่อมันเป็นแผนการของเรา และนี่คือวิธีการที่เราใช้เพื่อทำให้คนของเรามีความเพียบพร้อม และเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับคนของเราทั้งหมดที่จะเติบโตในชีวิต

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 28” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 228

เมื่อดวงจันทร์ที่เจิดจ้าปรากฏขึ้น ค่ำคืนอันเงียบสงบก็พังทลายโดยพลัน แม้ว่าดวงจันทร์จะขาดเป็นริ้ว แต่มนุษย์ก็ร่าเริงดี และนั่งอย่างเปี่ยมสันติสุขใต้แสงจันทร์ ดื่มด่ำฉากอันสวยงามเคียงข้างแสงจันทร์ มนุษย์ไม่สามารถบรรยายอารมณ์ของเขาได้ มันเป็นราวกับว่าเขาปรารถนาที่จะโยนความคิดต่างๆ ของเขากลับสู่อดีต ราวกับว่าเขาปรารถนาที่จะมองไปข้างหน้าสู่อนาคต ราวกับว่าเขากำลังชื่นชมปัจจุบัน รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา และท่ามกลางอากาศน่าสบายมีกลิ่นอันสดชื่นแทรกซึมอยู่ ขณะที่สายลมอ่อนๆ เริ่มพัดโชย มนุษย์ก็ได้กลิ่นอันหอมหวน และดูเหมือนว่ามันจะทำให้เขามึนเมา ไม่สามารถที่จะปลุกเร้าตัวเขาเอง นี่เองคือเวลาที่เราได้มาท่ามกลางมนุษย์ด้วยตัวเราเอง และมนุษย์มีสำนึกรับรู้เพิ่มสูงขึ้นต่อกลิ่นหอมเข้มข้นนั้น และด้วยเหตุนั้น มนุษย์ทั้งปวงจึงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางกลิ่นหอมนี้ เรามีสันติสุขกับมนุษย์ มนุษย์มีชีวิตในความปรองดองกับเรา เขาจะไม่เบี่ยงเบนอีกต่อไปในความคำนึงที่เขามีถึงเรา เราจะไม่ตัดแต่งความขาดตกบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์อีกต่อไป จะไม่มีสีหน้าเป็นทุกข์บนใบหน้าของมนุษย์อีกต่อไป และความตายจะไม่คุกคามมวลมนุษย์ทั้งปวงอีกต่อไป วันนี้เราก้าวหน้าไปพร้อมกับมนุษย์สู่ยุคสมัยแห่งการตีสอน ไปข้างหน้าเคียงข้างกันกับเขา เรากำลังทำงานของเรา กล่าวคือ เราฟาดคทาของเราลงไปท่ามกลางมนุษย์และมันก็ตกลงบนสิ่งที่เป็นกบฏภายในมนุษย์ ในสายตาของมนุษย์ คทาของเราดูเหมือนจะมีพลังอำนาจพิเศษ กล่าวคือ มันเข้าตีพวกที่เป็นศัตรูของเราทั้งหมดและไม่ละเว้นพวกเขาง่ายๆ ท่ามกลางพวกที่ต่อต้านเราทั้งหมด คทาทำหน้าที่ที่มีมาแต่กำเนิดของมัน บรรดาผู้ที่อยู่ในมือของเราทั้งหมดย่อมปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเรา และพวกเขาไม่เคยได้เยาะเย้ยท้าทายความปรารถนาของเราหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อแท้ของพวกเขา ผลลัพธ์คือห้วงน้ำจะคำราม ภูเขาจะพังทลาย แม่น้ำใหญ่จะแยกสลาย มนุษย์จะโน้มเอียงเข้าหาการเปลี่ยนแปลงตลอดไป ดวงอาทิตย์จะสลัว ดวงจันทร์จะมืดมัว มนุษย์จะไม่มีวันแห่งการมีชีวิตอยู่ในสันติสุขอีกต่อไป จะไม่มีเวลาแห่งความสงบเงียบบนแผ่นดินอีกต่อไป ฟ้าสวรรค์จะไม่มีทางสงบและนิ่งเงียบอีก และย่อมจะไม่ทนฝ่าอีกต่อไป ทุกสรรพสิ่งจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่และจะฟื้นฟูรูปลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขา ครอบครัวทั้งหมดบนแผ่นดินโลกจะถูกแยกจากกัน และประชาชาติทั้งหมดบนแผ่นดินโลกจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ วันแห่งการอยู่ร่วมกันอีกครั้งระหว่างสามีกับภรรยาจะหมดไป มารดากับบุตรจะไม่ได้พบกันอีกต่อไปแล้ว จะไม่มีการบรรจบพบกันของบิดากับบุตรีอีก ทั้งหมดที่เคยมีบนแผ่นดินโลกจะถูกเราทุบแตกละเอียด เราไม่ให้โอกาสผู้คนปลดปล่อยอารมณ์ของพวกเขา เพราะเราปราศจากอารมณ์และได้รู้สึกรังเกียจอารมณ์ของผู้คนในระดับสุดขั้ว เป็นเพราะอารมณ์ระหว่างผู้คน เราจึงได้ถูกโยนไปไว้ข้างหนึ่ง และด้วยเหตุนั้น เราจึงได้กลายเป็น “คนอื่น” ในสายตาของพวกเขา เป็นเพราะอารมณ์ระหว่างผู้คน เราจึงได้ถูกลืม เป็นเพราะอารมณ์ของมนุษย์ เขาจึงฉวยโอกาสที่จะเรียนรู้ “มโนธรรม” ของเขา เป็นเพราะอารมณ์ของมนุษย์ เขาจึงเหนื่อยหน่ายกับการตีสอนของเราเสมอ เป็นเพราะอารมณ์ของมนุษย์ เขาจึงเรียกเราว่าใจร้ายและไม่ยุติธรรม และพูดว่าเราไม่ใส่ใจความรู้สึกของมนุษย์ในการที่เราจัดการสิ่งต่างๆ เราก็มีญาติบนแผ่นดินโลกด้วยหรือ? ใครได้เคยทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนกับเรา โดยไม่คิดถึงอาหารหรือการหลับนอน เพื่อประโยชน์แห่งแผนการบริหารจัดการทั้งปวงของเรา? มนุษย์จะสามารถเทียบกับพระเจ้าได้อย่างไร? มนุษย์จะเข้ากันได้กับพระเจ้าได้อย่างไร? พระเจ้าผู้ทรงสร้างจะสามารถเป็นประเภทเดียวกันกับมนุษย์ผู้ถูกสร้างได้อย่างไร? เราจะสามารถใช้ชีวิตและกระทำการพร้อมกับมนุษย์บนแผ่นดินโลกเสมอได้อย่างไร? ใครจะสามารถรู้สึกกังวลสนใจในหัวใจของเรา? คำอธิษฐานของมนุษย์หรือ? ครั้งหนึ่งเราเคยตกลงที่จะร่วมกับมนุษย์และเดินไปด้วยกันกับเขา—และใช่ จวบจนวันนี้มนุษย์ได้มีชีวิตอยู่ภายใต้ความห่วงใยใส่ใจและการปกป้องของเรา แต่จะมีสักวันไหมที่มนุษย์สามารถแยกตัวเขาเองจากความห่วงใยใส่ใจของเรา? แม้ว่ามนุษย์ไม่เคยได้สร้างภาระให้กับตัวเขาเองด้วยการกังวลสนใจในหัวใจของเรา แต่ใครจะสามารถมีชีวิตในแผ่นดินที่ไร้ความสว่างได้? เป็นเพียงเพราะพรของเราเท่านั้นมนุษย์จึงได้มีชีวิตมาจนกระทั่งวันนี้

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 28” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 229

ประเทศต่างๆ อยู่ในความวุ่นวายอย่างยิ่ง เพราะคทาของพระเจ้าได้เริ่มเล่นบทบาทของมันบนแผ่นดินโลก พระราชกิจของพระเจ้าสามารถมองเห็นได้ในสภาวะของแผ่นดินโลก เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “ห้วงน้ำจะคำราม ภูเขาจะพังทลาย แม่น้ำใหญ่จะแยกสลาย” นี่เป็นงานแรกเริ่มของคทาบนแผ่นดินโลก ด้วยผลลัพธ์คือ “ครอบครัวทั้งหมดบนแผ่นดินโลกจะถูกแยกจากกัน และประชาชาติทั้งหมดบนแผ่นดินโลกจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ วันแห่งการอยู่ร่วมกันอีกครั้งระหว่างสามีกับภรรยาจะหมดไป มารดากับบุตรจะไม่ได้พบกันอีกต่อไปแล้ว จะไม่มีการบรรจบพบกันของบิดากับบุตรีอีก ทั้งหมดที่เคยมีบนแผ่นดินโลกจะถูกเราทุบแตกละเอียด” เช่นนี้จะเป็นสภาวะทั่วไปของครอบครัวทั้งหลายบนแผ่นดินโลก โดยธรรมชาติแล้ว มันย่อมไม่สามารถเป็นสภาวะของพวกเขาทั้งหมด แต่เป็นสภาวะของพวกเขาส่วนใหญ่ ในทางด้านหนึ่ง มันกำลังอ้างอิงถึงรูปการณ์แวดล้อมที่ผู้คนของกระแสนี้จะมีประสบการณ์ด้วยในอนาคต มันบอกล่วงหน้าว่า เมื่อพวกเขาได้ก้าวผ่านการตีสอนแห่งพระวจนะและผู้ไม่เชื่อได้อยู่ภายใต้มหันตภัยแล้ว ก็จะไม่มีความสัมพันธ์ฉันครอบครัวท่ามกลางผู้คนบนแผ่นดินโลกอีกต่อไป พวกเขาทั้งหมดจะเป็นผู้คนของซีนิม และทั้งหมดจะซื่อสัตย์ในราชอาณาจักรของพระเจ้า ด้วยเหตุนั้น วันแห่งการอยู่ร่วมกันอีกครั้งระหว่างสามีกับภรรยาจะหมดไป มารดากับบุตรจะไม่ได้พบกันอีกต่อไปแล้ว จะไม่มีการบรรจบพบกันของบิดากับบุตรีอีก และดังนั้น ครอบครัวของผู้คนบนแผ่นดินโลกจะถูกแยกจากกัน ฉีกเป็นชิ้นๆ และนี่จะเป็นพระราชกิจสุดท้ายที่พระเจ้าทรงทำในมนุษย์ และเพราะพระเจ้าจะทรงเผยแผ่พระราชกิจนี้ไปทั่วเอกภพ พระองค์ย่อมทรงใช้โอกาสนี้ทำให้คำว่า “อารมณ์” ชัดเจนสำหรับผู้คน ด้วยเหตุนั้น จึงเปิดโอกาสให้พวกเขาเห็นว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าคือการฉีกครอบครัวของผู้คนทั้งหมดให้ขาดจากกัน และแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงใช้การตีสอนเพื่อแก้ปัญหา “ความขัดแย้งในครอบครัว” ทั้งหมดท่ามกลางมวลมนุษย์ ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะไม่มีทางที่จะปิดตัวส่วนสุดท้ายแห่งพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ส่วนสุดท้ายของพระวจนะของพระเจ้าตีแผ่ความอ่อนแอที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์—พวกเขาทั้งหมดมีชีวิตอยู่ภายในอารมณ์—และดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงหลีกเลี่ยงพวกเขาแม้เพียงคนเดียว และทรงเปิดโปงความลับที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของมวลมนุษย์ทั้งปวง เหตุใดมันจึงยากที่ผู้คนจะแยกตัวเองออกจากอารมณ์? การทำเช่นนั้นล้ำเลิศกว่ามาตรฐานทั้งหลายแห่งมโนธรรมหรือ? มโนธรรมสามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงได้หรือ? อารมณ์สามารถช่วยให้ผู้คนผ่านความทุกข์ยากได้หรือ? ในสายพระเนตรของพระเจ้า อารมณ์เป็นศัตรูของพระองค์—นี่ไม่ได้ถูกแถลงไว้อย่างชัดเจนในพระวจนะของพระเจ้าหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 28” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

"เชิงอรรถ:

ก. ข้อความดั้งเดิมไม่มีวลีที่ว่า “มันก็เป็นเช่นที่พระเจ้าตรัสไว้อย่างไม่ผิดเพี้ยนว่า”"

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 230

พระวจนะของพระเจ้าทั้งหมดมีพระอุปนิสัยบางส่วนของพระองค์อยู่ในนั้น พระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่สามารถแสดงออกในพระวจนะได้อย่างครบถ้วน ซึ่งเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าในพระองค์นั้นมีความมั่งคั่งมากเพียงใด ไม่ว่าจะอย่างไรแล้ว สิ่งที่ผู้คนมองเห็นและสัมผัสได้ก็มีจำกัด เช่นเดียวกับความสามารถของผู้คน ถึงแม้ว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีความชัดเจน ผู้คนก็ไร้ความสามารถที่จะเข้าใจได้อย่างครบถ้วน จงนำพระวจนะเหล่านี้มาเป็นตัวอย่าง: “ในแสงสว่างวาบของฟ้าแลบ สัตว์ทุกตัวถูกเผยรูปร่างที่แท้จริงของมัน ดังนั้น เมื่อได้รับความกระจ่างด้วยความสว่างของเรา มนุษย์ก็ได้รับความสะอาดบริสุทธิ์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยครอบครองกลับคืนมาอีกครั้งเช่นกัน โอ้ โลกเก่าๆ อันเสื่อมทราม! ในที่สุด มันได้ล้มคว่ำลงไปในน้ำโสโครก และด้วยการจมลงไปอยู่ใต้พื้นผิว จึงได้ละลายไปเป็นโคลนตม!” พระวจนะทั้งหมดของพระเจ้ามีการทรงเป็นของพระองค์อยู่ในนั้น และแม้ว่าทุกคนจะตระหนักรู้ถึงพระวจนะเหล่านี้ แต่พวกเขาไม่เคยได้รู้ความหมายของพระวจนะเลย ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว ทุกคนที่ต้านทานพระองค์ล้วนเป็นศัตรูของพระองค์ กล่าวคือ พวกที่เป็นของวิญญาณชั่วก็คือสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง จากการนี้ คนเราสามารถสังเกตเห็นสภาวะที่แท้จริงของคริสตจักรได้ มนุษย์ทั้งปวงได้รับความกระจ่างโดยพระวจนะของพระเจ้า และในความสว่างนี้ พวกเขาตรวจดูตนเองโดยมิได้อยู่ภายใต้การสั่งสอนหรือการตีสอนหรือการถอดถอนของผู้อื่นโดยตรง โดยมิได้อยู่ภายใต้วิธีการทำสิ่งต่างๆ แบบมนุษย์คนอื่นๆ และโดยไม่ได้มีผู้อื่นมาบ่งชี้แต่อย่างใด จาก “มุมมองแบบจุลทรรศน์” พวกเขามองเห็นอย่างชัดเจนมากจริงๆ แล้วมีอาการป่วยมากเพียงใดภายในของพวกเขา ในพระวจนะของพระเจ้านั้น วิญญาณทุกประเภทถูกแบ่งกลุ่มและถูกเผยออกมาในรูปลักษณ์ดั้งเดิมของมัน วิญญาณของทูตสวรรค์ทั้งหลายมีความกระจ่างและความรู้แจ้งมากกว่า ดังนั้น พระวจนะของพระเจ้าจึงมีว่า “มนุษย์ก็ได้รับความสะอาดบริสุทธิ์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยครอบครองกลับคืนมาอีกครั้ง” พระวจนะเหล่านี้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายที่พระเจ้าทรงสัมฤทธิ์ แน่นอนว่า สำหรับชั่วขณะนี้ ผลลัพธ์นี้ยังไม่อาจสัมฤทธิ์ได้อย่างครบถ้วน—มันเป็นเพียงการชิมลาง ซึ่งจะสามารถมองเห็นน้ำพระทัยพระเจ้าได้โดยผ่านทางนี้ พระวจนะเหล่านี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้คนจำนวนมากจะแหลกสลายภายในพระวจนะของพระเจ้า และจะถูกทำให้พ่ายแพ้ในกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปแห่งการทำให้ผู้คนทั้งปวงสะอาดบริสุทธิ์ ในที่นี้ คำว่า “[มัน] จึงได้ละลายไปเป็นโคลนตม!” ไม่ได้ขัดแย้งกับการที่พระเจ้ากำลังทรงทำลายโลกด้วยไฟ และ “ฟ้าแลบ” อ้างอิงถึงพระพิโรธของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงปล่อยพระพิโรธอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ออกมา จะส่งผลลัพธ์ให้ทั้งโลกได้รับประสบการณ์กับความวิบัติทุกชนิด เช่น ภูเขาไฟระเบิด เมื่อยืนอยู่บนที่สูงขึ้นในท้องฟ้า จะสามารถมองเห็นว่าบนแผ่นดินโลกนั้น ความหายนะทุกรูปแบบเข้าใกล้มวลมนุษย์ทั้งปวงมากขึ้นทุกวัน เมื่อมองลงมาจากบนที่สูง แผ่นดินโลกแสดงให้เห็นฉากต่างๆ อันหลากหลาย เช่น ฉากที่เกิดขึ้นก่อนแผ่นดินไหว ไฟเหลวพวยพุ่งแบบไม่มีการบอกกล่าว ลาวาไหลไปอย่างอิสระ ภูเขาทั้งหลายขยับเขยื้อน และแสงเย็นส่องระยิบระยับไปทั่ว ทั่วทั้งโลกได้จมลงสู่เปลวเพลิง นี่คือฉากที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยพระพิโรธของพระองค์ และมันคือเวลาแห่งการพิพากษาของพระองค์ พวกเหล่านั้นทั้งหมดที่มีเลือดเนื้อจะไร้ความสามารถที่จะหลีกหนีไปได้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่จำเป็นต้องใช้สงครามระหว่างประเทศทั้งหลายและความขัดแย้งระหว่างผู้คนเพื่อที่จะทำลายทั้งโลก แทนที่จะเป็นเช่นนั้น โลกกลับจะ “ชื่นชมตัวมันเองอย่างมีจิตสำนึก” ภายในเปลแห่งการตีสอนของพระเจ้า ไม่มีสักคนที่จะสามารถหลีกหนีได้ แต่ละคนและทุกคนต้องประสบพบผ่านความทุกข์ยากสาหัสนี้ทีละคน หลังจากนั้น ทั่วทั้งจักรวาลจะส่งประกายด้วยรัศมีอันพิสุทธิ์อีกครั้ง และมวลมนุษย์ทั้งปวงจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง และพระเจ้าจะทรงอยู่ในการหยุดพักเหนือจักรวาล และแต่ละวันจะทรงอำนวยพระพรแก่มวลมนุษย์ทั้งปวง ฟ้าสวรรค์จะไม่อ้างว้างอย่างเหลือทน แต่จะฟื้นคืนพลังที่มันไม่เคยมีนับตั้งแต่การทรงสร้างโลก และการมาของ “วันที่หก” จะเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงเริ่มต้นพระชนม์ชีพใหม่ ทั้งพระเจ้าและมวลมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพัก และจักรวาลจะไม่ขุ่นมัวหรือโสโครกอีกต่อไป แต่จะได้รับการเริ่มต้นใหม่ นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “แผ่นดินโลกจะเลิกหยุดนิ่งไม่ไหวติงและเงียบสงัดเป็นตายอีกต่อไป ฟ้าสวรรค์จะไม่อ้างว้างและเศร้าโศกอีกต่อไป” ในอาณาจักรสวรรค์ไม่เคยมีความไม่ชอบธรรมหรืออารมณ์แบบมนุษย์ หรืออุปนิสัยเสื่อมทรามใดๆ ของมวลมนุษย์ เพราะการรบกวนของซาตานไม่มีอยู่ที่นั่น “ประชากร” ทั้งหมดล้วนสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และชีวิตในฟ้าสวรรค์คือชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยความชื่นบานยินดี บรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดในสวรรค์จะมีพระปรีชาญาณและพระเกียรติของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 18” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 231

อาจกล่าวได้ว่าพระดำรัสของวันนี้ทั้งหมดเป็นการพยากรณ์เรื่องอนาคตทั้งหลาย พระดำรัสเหล่านี้เป็นวิธีที่พระเจ้าทรงทำการจัดการเตรียมการสำหรับขั้นตอนถัดไปของพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงเกือบจะได้เสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์ในผู้คนแห่งคริสตจักร และหลังจากนั้นพระองค์ก็จะทรงปรากฏเบื้องหน้าผู้คนทั้งหมดด้วยความเดือดดาล ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “เราจะทำให้ผู้คนบนแผ่นดินโลกยอมรับรู้ถึงการกระทำของเรา และกิจการของเราจะได้รับการพิสูจน์เบื้องหน้า “บัลลังก์พิพากษา” เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นอาจได้รับการยอมรับรู้ท่ามกลางผู้คนทั่วแผ่นดินโลก ซึ่งทั้งหมดจะยอมจำนน” เจ้าได้เห็นสิ่งใดในพระวจนะเหล่านี้ไหม? ในนี้คือบทสรุปความของส่วนถัดไปของพระราชกิจของพระเจ้า ก่อนอื่นพระเจ้าจะทำให้สุนัขเฝ้ายามทั้งหมดที่ใช้พลังอำนาจทางการเมือง ปักใจเชื่ออย่างจริงใจและพระองค์จะทำให้พวกมันก้าวถอยหลังจากเวทีแห่งประวัติศาสตร์ด้วยความสมัครใจของพวกมันเอง ไม่มีวันต่อสู้เพื่อสถานะอีก และไม่มีวันมีส่วนร่วมในอุบายและแผนร้ายอีก พระราชกิจนี้ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นผ่านทางพระเจ้า โดยการยกระดับความวิบัติต่างๆ นานาบนแผ่นดินโลก แต่มันไม่ใช่กรณีว่าพระเจ้าจะทรงปรากฏเลย ณ เวลานี้ ประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงจะยังคงเป็นแผ่นดินแห่งความโสมม และเพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงจะไม่ทรงปรากฏพระองค์ แต่จะเพียงแค่ทรงออกมาในรูปของการตีสอนเท่านั้น เช่นนั้นคือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถหนีรอดได้ ในระหว่างเวลานี้ พวกที่อาศัยอยู่ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงทั้งหมดจะทุกข์ทนกับหายนะ ซึ่งโดยธรรมดาแล้วจะรวมถึงราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลก (คริสตจักร) ด้วย นี่เป็นเวลาแน่แท้ที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏออกมา และดังนั้นผู้คนทั้งหมดจึงผ่านประสบการณ์กับมัน และไม่มีผู้ใดสามารถหนีรอดได้ พระเจ้าได้ทรงกำหนดการนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว มันเป็นเพราะขั้นตอนนี้ของพระราชกิจอย่างแน่นอนที่พระเจ้าตรัสว่า “บัดนี้เป็นเวลาที่จะดำเนินการแผนการอันใหญ่หลวงให้เสร็จสิ้น” เพราะในอนาคตจะไม่มีคริสตจักรบนแผ่นดินโลก และสืบเนื่องจากการมาถึงของมหันตภัย ผู้คนจึงจะเพียงแค่สามารถคิดเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าพวกเขา และจะเพิกเฉยต่อสิ่งอื่นทุกสิ่ง และมันจะลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขาที่จะชื่นชมพระเจ้าท่ามกลางมหันตภัย ด้วยเหตุนั้น ผู้คนจึงถูกขอให้รักพระเจ้าด้วยหัวใจทั้งหมดของพวกเขาในระหว่างเวลาที่น่าอัศจรรย์นี้ เพื่อให้พวกเขาไม่พลาดโอกาส เมื่อข้อเท็จจริงนี้ผ่านพ้น พระเจ้าจะได้ทรงเอาชนะพญานาคใหญ่สีแดงอย่างถึงที่สุดแล้ว และด้วยเหตุนั้นงานแห่งคำพยานของประชากรของพระเจ้าก็จะมาถึงบทอวสาน หลังจากนั้น พระเจ้าก็จะทรงตั้งต้นขั้นตอนถัดไปของพระราชกิจ โดยทำลายประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง และในท้ายที่สุดก็ตอกตรึงผู้คนทั่วทั้งจักรวาลแบบห้อยหัวลงบนกางเขน ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์จะทรงทำลายล้างมวลมนุษย์ทั้งปวง—เหล่านี้คือขั้นตอนในอนาคตของพระราชกิจของพระเจ้า ด้วยเหตุนั้น พวกเจ้าควรพยายามทำดีที่สุดของพวกเจ้าเพื่อรักพระเจ้าในสภาพแวดล้อมที่เปี่ยมสันติสุขนี้ ในอนาคตเจ้าจะไม่มีโอกาสเหมาะที่จะรักพระเจ้าอีกแล้ว เนื่องจากผู้คนมีเพียงแค่โอกาสเหมาะที่จะรักพระเจ้าในเนื้อหนังเท่านั้น เมื่อพวกเขาดำรงชีวิตในอีกพิภพหนึ่ง จะไม่มีผู้ใดพูดถึงการรักพระเจ้า นี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างหรือ? และดังนั้นพวกเจ้าควรรักพระเจ้าอย่างไรในระหว่างวันเวลาแห่งชีวิตของพวกเจ้า? เจ้าเคยได้นึกถึงการนี้ไหม? เจ้ากำลังรอคอยจนกระทั่งหลังจากที่เจ้าตายจึงจะรักพระเจ้าหรือ? นี่ไม่ใช่การพูดที่ไร้สาระหรือ? วันนี้ เหตุใดเจ้าจึงไม่ไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้า? การรักพระเจ้าขณะที่ยังคงไม่ว่างสามารถเป็นความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้าได้หรือ? สาเหตุที่มีการพูดว่าขั้นตอนนี้ของพระราชกิจของพระเจ้าจะมาถึงบทอวสานในไม่ช้าเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงมีคำพยานต่อหน้าซาตานแล้ว ด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่มนุษย์ต้องทำสิ่งใด มนุษย์เพียงแค่ถูกขอให้ไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้าในหลายปีที่เขามีชีวิต—นี่คือกุญแจ เพราะข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าไม่สูง และยิ่งไปกว่านั้น เพราะมีความกระวนกระวายที่เผาผลาญอยู่ในพระทัยของพระองค์ พระองค์จึงได้ทรงเปิดเผยบทสรุปความของขั้นตอนถัดไปของพระราชกิจก่อนที่ขั้นตอนนี้ของพระราชกิจจะได้เสร็จสิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีเวลามากเพียงใด หากพระเจ้าไม่ทรงกระวนกระวายในพระทัยของพระองค์ พระองค์จะตรัสพระวจนะเหล่านี้แต่เนิ่นๆ เช่นนี้หรือ? เป็นเพราะเวลามีน้อยนั่นเองที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในหนทางนี้ มีการหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถรักพระเจ้าด้วยสุดหัวใจของพวกเจ้า ด้วยสุดจิตใจของพวกเจ้า และด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดของพวกเจ้า ในแบบเดียวกันกับที่พวกเจ้าทะนุถนอมชีวิตของพวกเจ้าเอง นี่ไม่ใช่ชีวิตที่มีความหมายที่สุดหรือ? เจ้าจะพบเจอความหมายของชีวิตได้จากที่อื่นใดอีก? เจ้าไม่ใช่กำลังตาบอดเหลือเกินหรือ? เจ้าเต็มใจที่จะรักพระเจ้าหรือไม่? พระเจ้าควรค่าต่อความรักของมนุษย์ไหม? ผู้คนควรค่าต่อความรักใคร่บูชาของมนุษย์หรือไม่? ดังนั้นเจ้าควรทำสิ่งใด? จงรักพระเจ้าอย่างกล้าหาญ โดยไม่อิดออด และมองให้เห็นว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดกับเจ้า จงมองเห็นว่าพระองค์จะทรงสังหารเจ้าหรือไม่ โดยสรุปแล้ว กิจแห่งการรักพระเจ้าสำคัญมากกว่าการคัดลอกและการเขียนบันทึกสิ่งทั้งหลายเพื่อพระเจ้า เจ้าควรให้ตำแหน่งแรกแก่สิ่งซึ่งสำคัญที่สุด เพื่อที่ชีวิตของเจ้าอาจมีคุณค่ามากขึ้นและเต็มไปด้วยความสุข และจากนั้นเจ้าควรรอคอย “การตัดสินโทษ” ของพระเจ้าสำหรับเจ้า เรากังขาว่าแผนการของเจ้าจะรวมถึงการรักของพระเจ้าหรือไม่ เราปรารถนาให้แผนการของทุกคนกลายเป็นสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงทำให้เสร็จสิ้น และให้แผนการเหล่านั้นทั้งหมดกลายเป็นจริง

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 42” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: VIII. การเปิดโปงมโนคติอันหลงผิดทางศาสนา

ถัดไป: X. การเข้าสู่ชีวิต

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เรื่องจริงเบื้องหลังพระราชกิจยุคแห่งการไถ่

แผนการจัดการทั้งหมดของเรา ซึ่งเป็นแผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีนั้นประกอบด้วยสามระยะ หรือสามยุค ได้แก่ ยุคธรรมบัญญัติปฐมกาล ยุคพระคุณ...

ตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า

เราได้ทำงานไปมากมายท่ามกลางพวกเจ้า และแน่นอนว่า ได้กล่าวถ้อยคำไปมากพอสมควรด้วยเช่นกัน กระนั้นเราก็ยังอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า...

เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?

ยุคเก่าได้ผ่านไป และยุคใหม่ได้มาถึงแล้ว ปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่า พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจไปมากมาย พระองค์เสด็จเข้ามาสู่โลก...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้