การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า 1

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 141

การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสมัยนี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว คือการรู้ว่าสิ่งใดคือพันธกิจหลักในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ และสิ่งใดที่พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อทรงทำบนแผ่นดินโลก  ก่อนหน้านี้เราได้กล่าวไว้ในวจนะของเราว่าพระเจ้าได้เสด็จมาที่แผ่นดินโลก (ในระหว่างยุคสุดท้าย) เพื่อทรงวางแบบอย่างที่ดีเยี่ยมก่อนจะเสด็จจากไป  พระเจ้าทรงวางแบบอย่างที่ดีเยี่ยมนี้อย่างไร?  พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดยการตรัสพระวจนะ และโดยการทรงพระราชกิจและการตรัสทั่วทั้งแผ่นดิน  นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย พระองค์เพียงตรัสเพื่อทำให้แผ่นดินโลกเป็นโลกแห่งพระวจนะ เพื่อให้ทุกบุคคลได้รับการจัดเตรียมและได้รับความรู้แจ้งโดยพระวจนะของพระองค์ และเพื่อให้วิญญาณของมนุษย์ถูกปลุกให้ตื่นและเขาได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับนิมิตต่างๆ  ในระหว่างยุคสุดท้ายพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้เสด็จมาที่แผ่นดินโลกเพื่อที่จะตรัสพระวจนะเป็นหลัก  เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์ได้ทรงเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์ และพระองค์ได้ทรงทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่ที่มีการตรึงกางเขนสำเร็จลุล่วง  พระองค์ได้ทรงนำบทอวสานมาสู่ยุคธรรมบัญญัติ และได้ทรงล้มล้างทุกสิ่งที่เก่า  การเสด็จมาถึงของพระเยซูได้อวสานยุคธรรมบัญญัติและได้นำมาซึ่งยุคพระคุณ การเสด็จมาถึงของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้าย ได้นำบทอวสานมาสู่ยุคพระคุณ  พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อตรัสพระวจนะของพระองค์ เพื่อทรงใช้พระวจนะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เพื่อประทานความกระจ่างและความรู้แจ้งแก่มนุษย์ และเพื่อทรงขจัดพื้นที่ของพระเจ้าที่คลุมเครือภายในหัวใจของมนุษย์เป็นหลัก  นี่ไม่ใช่ช่วงระยะของพระราชกิจที่พระเยซูได้ทรงทำเมื่อพระองค์ได้เสด็จมา  เมื่อพระเยซูได้เสด็จมา พระองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์มากมาย  พระองค์ได้ทรงรักษาคนป่วยและได้ทรงไล่ผี และพระองค์ได้ทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ที่มีการตรึงกางเขน  ผลสืบเนื่องก็คือ ในมโนคติที่หลงผิดของผู้คน พวกเขาเชื่อว่านี่คือวิธีที่พระเจ้าควรจะทรงเป็น  เพราะเมื่อพระเยซูได้เสด็จมา พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจแห่งการขจัดฉายาของพระเจ้าที่คลุมเครือไปจากหัวใจของมนุษย์ เมื่อพระองค์ได้เสด็จมา พระองค์ได้ทรงถูกตรึงกางเขน พระองค์ได้ทรงรักษาคนป่วยและได้ทรงไล่ผี และพระองค์ได้ทรงเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์  ในแง่หนึ่ง การทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้ายขจัดพื้นที่ซึ่งพระเจ้าที่คลุมเครือถือครองในมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ เพื่อที่จะไม่ให้มีฉายาของพระเจ้าที่คลุมเครือในหัวใจของมนุษย์อีกต่อไป  พระองค์ทรงทำให้มนุษย์รู้จักความเป็นจริงของพระเจ้า และทรงขจัดพื้นที่ของพระเจ้าที่คลุมเครือในหัวใจของมนุษย์โดยผ่านทางพระวจนะจริงแท้และพระราชกิจจริงแท้ของพระองค์ การเคลื่อนไหวของพระองค์ทั่วแผ่นดินต่างๆ ทั้งหมดและพระราชกิจที่เป็นจริงและปกติเป็นพิเศษที่พระองค์ทรงทำท่ามกลางมนุษย์  ในอีกแง่หนึ่ง พระเจ้าทรงใช้พระวจนะที่ตรัสโดยเนื้อหนังของพระองค์ทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ และทำให้ทุกสรรพสิ่งสำเร็จลุล่วง  นี่คือพระราชกิจที่พระเจ้าจะทรงทำให้สำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย

สิ่งที่พวกเจ้าต้องรู้:

1. พระราชกิจของพระเจ้าไม่เหนือธรรมชาติ และพวกเจ้าไม่ควรจะเก็บงำมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า

2. พวกเจ้าต้องเข้าใจพระราชกิจหลักที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้เสด็จมาเพื่อทรงทำในครั้งนี้

พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อทรงรักษาคนป่วยหรือไล่ผี หรือทำปาฏิหาริย์ต่างๆ และพระองค์ก็ไม่ได้เสด็จมาเพื่อทรงเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งการกลับใจหรือเพื่อประทานการไถ่แก่มนุษย์  นั่นเป็นเพราะพระเยซูได้ทรงทำพระราชกิจนี้ไปแล้ว และพระเจ้าก็ไม่ทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ  วันนี้พระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อทรงนำบทอวสานมาสู่ยุคพระคุณและเลิกล้มวิธีปฏิบัติต่างๆ ทั้งหมดของยุคพระคุณ  หลักๆ แล้ว พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงได้เสด็จมาเพื่อทรงแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นจริง  เมื่อพระเยซูได้เสด็จมา พระองค์ได้ตรัสไม่กี่คำ พระองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ได้ทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และได้ทรงรักษาคนป่วยและไล่ผีเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นพระองค์ก็ตรัสคำพยากรณ์เพื่อที่จะโน้มน้าวผู้คนให้เชื่อ และทำให้พวกเขาเห็นว่าจริงๆ แล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงไร้อคติ  ในท้ายที่สุดพระองค์ก็ได้ทรงทำให้พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนนั้นครบบริบูรณ์  พระเจ้าของวันนี้ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และพระองค์ก็ไม่ทรงรักษาคนป่วยและไล่ผี  เมื่อพระเยซูได้เสด็จมา พระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำ ได้เป็นตัวแทนของส่วนหนึ่งของพระเจ้า แต่ครั้งนี้พระเจ้าได้เสด็จมาทำช่วงระยะของพระราชกิจที่ถึงกำหนด เพราะพระเจ้าไม่ทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ใหม่เสมอและทรงไม่มีวันเก่า และดังนั้น ทั้งหมดที่เจ้าเห็นในวันนี้คือพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 142

พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายได้เสด็จมาเพื่อที่จะตรัสพระวจนะของพระองค์ เพื่อที่จะทรงอธิบายทั้งหมดที่จำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์ เพื่อที่จะทรงชี้ให้เห็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะเข้าสู่ เพื่อที่จะทรงแสดงให้มนุษย์เห็นกิจการของพระเจ้า และเพื่อที่จะทรงแสดงให้มนุษย์เห็นพระปรีชาญาณ ฤทธานุภาพสูงสุดและความมหัศจรรย์ของพระเจ้าเป็นหลัก  โดยผ่านทางวิธีมากมายที่พระเจ้าทรงใช้ตรัส มนุษย์ก็มองเห็นความยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเจ้า ขนาดอันมหึมาของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ความถ่อมพระทัยและความลี้ลับของพระเจ้า  มนุษย์เห็นว่าพระเจ้าทรงสูงสุด แต่ก็เห็นว่าพระองค์ถ่อมพระทัยและทรงลี้ลับ และทรงสามารถกลายเป็นน้อยที่สุดของทั้งหมดได้  พระวจนะของพระองค์บางคำตรัสโดยตรงจากมุมมองของพระวิญญาณ บางคำตรัสโดยตรงจากมุมมองของมนุษย์ และบางคำจากมุมมองบุคคลที่สาม  ในการนี้จะสามารถเห็นได้ว่าลักษณะของพระราชกิจของพระเจ้าผันแปรอย่างมาก และโดยผ่านทางพระวจนะนั่นเองที่พระองค์ทรงอนุญาตให้มนุษย์เห็นการนั้น  พระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้ายทั้งปกติและเป็นจริง และดังนั้นกลุ่มคนในยุคสุดท้ายจึงอยู่ภายใต้การทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการทดสอบทั้งหมด  ผู้คนทั้งหมดได้เข้าสู่ท่ามกลางการทดสอบต่างๆ เช่นนี้ก็เพราะความเป็นปกติและความเป็นจริงของพระเจ้า การที่มนุษย์ได้ลงไปสู่การทดสอบของพระเจ้าก็เป็นเพราะความเป็นปกติและความเป็นจริงของพระเจ้า  ในระหว่างยุคพระเยซู ไม่ได้มีมโนคติที่หลงผิดหรือการทดสอบ  ผู้คนได้ติดตามพระองค์เพราะพระราชกิจส่วนใหญ่ที่พระเยซูได้ทรงทำสอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และพวกเขาก็ไม่ได้มีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระองค์เลย  การทดสอบต่างๆ ของวันนี้นั้นยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์ได้เคยเผชิญหน้ามา และเมื่อมีการกล่าวว่าผู้คนเหล่านี้ได้ออกมาจากความทุกข์ลำบากยิ่งใหญ่แล้ว นี่ก็คือความทุกข์ลำบากที่ถูกอ้างอิงถึงนั่นเอง  วันนี้พระเจ้าตรัสเพื่อทำให้เกิดความเชื่อ ความรัก การยอมรับความทุกข์ และการเชื่อฟังในผู้คนเหล่านี้  พระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายได้ตรัสนั้นได้รับการตรัสโดยสอดคล้องกับธาตุแท้แห่งธรรมชาติของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์ และสิ่งที่มนุษย์ควรจะเข้าสู่ในวันนี้  พระวจนะของพระองค์ทั้งเป็นจริงและปกติ กล่าวคือ พระองค์ไม่ตรัสถึงวันพรุ่งนี้ และพระองค์ไม่ทรงมองย้อนกลับไปที่วันวาน พระองค์เพียงตรัสถึงสิ่งที่ควรจะได้รับการเข้าสู่ ได้รับการนำไปปฏิบัติ และได้รับการเข้าใจในวันนี้เท่านั้น  หากในระหว่างยุคปัจจุบันมีบุคคลผู้หนึ่งโผล่ออกมาซึ่งสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ไล่ผี รักษาคนป่วย และทำปาฏิหาริย์มากมาย และหากบุคคลผู้นี้อ้างว่าพวกเขาคือพระเยซูผู้ได้เสด็จมา เช่นนั้นแล้วนี่จะเป็นสิ่งเทียมเท็จที่ทำขึ้นโดยพวกวิญญาณชั่วที่เลียนแบบพระเยซู  จงจดจำการนี้ไว้!  พระเจ้าไม่ทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ  ช่วงระยะแห่งพระราชกิจของพระเยซูได้ครบบริบูรณ์ไปแล้ว และพระเจ้าจะไม่มีวันทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะนั้นอีกครั้ง  พระราชกิจของพระเจ้าไม่สามารถลงรอยกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ ยกตัวอย่างเช่น พันธสัญญาเดิมได้บอกล่วงหน้าถึงการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ และผลลัพธ์ของคำพยากรณ์นี้คือการเสด็จมาของพระเยซู เมื่อการนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ก็น่าจะผิดที่จะมีพระเมสสิยาห์อีกองค์เสด็จมาอีกครั้ง  พระเยซูได้เสด็จมาแล้วครั้งหนึ่ง และมันน่าจะผิดหากพระเยซูจะเสด็จมาอีกครั้งในครานี้  มีชื่อเดียวสำหรับทุกยุค และแต่ละชื่อประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญของยุคนั้น  ในมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ พระเจ้าต้องทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เสมอ ต้องทรงรักษาคนป่วยและไล่ผีเสมอ และต้องทรงเป็นดุจดั่งพระเยซูเสมอ  กระนั้นในครานี้ พระเจ้าไม่ทรงเป็นเหมือนเช่นนั้นเลย  หากในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้ายังคงทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และยังคงทรงไล่ผีและรักษาคนป่วย—หากพระองค์ทรงทำอย่างเดียวกันกับพระเยซู—เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็คงจะกำลังทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ และพระราชกิจของพระเยซูก็จะไม่มีนัยสำคัญหรือคุณค่า  ดังนั้นในทุกยุคพระเจ้าจึงทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะเดียวจนแล้วเสร็จ  ทันทีที่แต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของพระองค์ได้ดำเนินการครบบริบูรณ์แล้ว ในไม่ช้าก็ถูกเลียนแบบโดยพวกวิญญาณชั่ว และหลังจากซาตานเริ่มตามหลังพระเจ้าไปติดๆ พระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนแปลงไปสู่วิธีการที่ต่างออกไป  ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงเสร็จสิ้นช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ ก็จะถูกเลียนแบบโดยพวกวิญญาณชั่ว  พวกเจ้าต้องชัดเจนเกี่ยวกับการนี้  เหตุใดพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้จึงแตกต่างจากพระราชกิจของพระเยซู?  เหตุใดพระเจ้าในวันนี้จึงไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ไม่ทรงไล่ผี และไม่ทรงรักษาคนป่วย?  หากพระราชกิจของพระเยซูเป็นเหมือนกับพระราชกิจที่ทรงทำในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ พระองค์จะทรงสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าแห่งยุคพระคุณได้หรือ?  พระองค์จะทรงสามารถทำให้พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนนั้นครบบริบูรณ์ได้หรือ? หากเช่นเดียวกับในยุคธรรมบัญญัติ พระเยซูได้ทรงเข้าไปในพระวิหารและได้ทรงรักษาวันสะบาโต เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่ทรงถูกข่มเหงโดยผู้ใด และผู้คนทั้งปวงก็จะอ้าแขนรับ  หากการณ์เป็นเช่นนั้น พระองค์จะทรงสามารถถูกตรึงกางเขนได้หรือ?  พระองค์จะทรงสามารถทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่ครบบริบูรณ์ได้หรือ?  อะไรจะเป็นประเด็นหากพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายได้ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เฉกเช่นที่พระเยซูได้ทรงทำ?  เฉพาะในกรณีที่พระเจ้าทรงทำอีกส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ในระหว่างยุคสุดท้าย อันเป็นยุคที่เป็นตัวแทนของส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการของพระองค์ มนุษย์จึงจะสามารถได้รับความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า และเมื่อนั้นเท่านั้น แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าจึงจะสามารถครบบริบูรณ์ได้

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 143

ในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อที่จะตรัสพระวจนะของพระองค์เป็นหลัก  พระองค์ตรัสจากมุมมองของพระวิญญาณ จากมุมมองของมนุษย์ และจากมุมมองบุคคลที่สาม พระองค์ตรัสด้วยวิธีที่แตกต่างกันโดยทรงใช้วิธีหนึ่งสำหรับช่วงเวลาหนึ่ง และพระองค์ทรงใช้วิธีการตรัสเพื่อเปลี่ยนมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์และขจัดฉายาของพระเจ้าที่คลุมเครือออกจากหัวใจของมนุษย์  นี่คือพระราชกิจหลักที่พระเจ้าทรงทำ  เนื่องจากมนุษย์เชื่อว่าพระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อรักษาคนป่วย เพื่อไล่ผี เพื่อทำปาฏิหาริย์ต่างๆ และเพื่อประทานพระพรด้านวัตถุแก่มนุษย์ พระเจ้าจึงทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะนี้—พระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา—เพื่อที่จะขจัดสิ่งต่างๆ เช่นนั้นออกไปจากมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์อาจจะได้รู้จักความเป็นจริงและความเป็นปกติของพระเจ้า และเพื่อที่พระฉายาของพระเยซูอาจจะถูกขจัดออกจากหัวใจของเขาและถูกแทนที่ด้วยพระฉายาใหม่ของพระเจ้า  ทันทีที่พระฉายาของพระเจ้าภายในมนุษย์กลายเป็นเก่า เช่นนั้นแล้วพระฉายานั้นก็กลายเป็นรูปเคารพรูปหนึ่ง  เมื่อพระเยซูได้เสด็จมาและได้ทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นตัวแทนของความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่าง ได้ตรัสพระวจนะบางคำ และได้ทรงถูกตรึงกางเขนในท้ายที่สุด  พระองค์ได้ทรงเป็นตัวแทนส่วนหนึ่งของพระเจ้า  พระองค์ไม่ทรงสามารถเป็นตัวแทนของทั้งหมดที่เป็นพระเจ้าได้ แต่พระองค์กลับได้ทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการทรงทำพระราชกิจส่วนหนึ่งของพระเจ้าแทน  นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เหลือเกินและทรงมหัศจรรย์เหลือเกิน และพระองค์ไม่สามารถหยั่งลึกได้ และเพราะพระเจ้าทรงทำเพียงส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ในทุกยุค  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำในระหว่างยุคนี้โดยหลักแล้วเป็นการจัดเตรียมพระวจนะสำหรับชีวิตของมนุษย์ การเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ และธาตุแท้แห่งธรรมชาติของมนุษย์ และการกำจัดสิ้นมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา ความนึกคิดเชิงศักดินา ความนึกคิดที่ล้าสมัย และความรู้และวัฒนธรรมของมนุษย์  สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดต้องได้รับการชำระให้สะอาดโดยผ่านทางการถูกเปิดโปงด้วยพระวจนะของพระเจ้า  ในยุคสุดท้ายพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่ทรงใช้หมายสำคัญและการอัศจรรย์  พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อเปิดโปงมนุษย์ พิพากษามนุษย์ ตีสอนมนุษย์ และทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เพื่อว่าในพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์จะได้มาเห็นพระปรีชาญาณและความดีงามของพระเจ้า และมาเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า และเพื่อว่ามนุษย์จะมองเห็นกิจการของพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า  ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ พระยาห์เวห์ได้ทรงนำทางโมเสสออกจากอียิปต์ด้วยพระวจนะของพระองค์ และได้ตรัสพระวจนะบางคำต่อชาวอิสราเอล ณ เวลานั้นกิจการส่วนหนึ่งของพระเจ้าได้ถูกทำให้ชัดเจน แต่เพราะขีดความสามารถของมนุษย์มีจำกัด และไม่มีอะไรจะสามารถทำให้ความรู้ของเขาครบบริบูรณ์ได้ พระเจ้าจึงยังตรัสและทรงพระราชกิจต่อไป  ในยุคพระคุณมนุษย์ได้เห็นกิจการส่วนหนึ่งของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง  พระเยซูทรงสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ รักษาคนป่วยและไล่ผี และถูกตรึงกางเขนได้ หลังจากนั้นสามวันพระองค์ก็ได้ทรงคืนพระชนม์และทรงปรากฏในเนื้อหนังต่อหน้ามนุษย์  มนุษย์ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้ามากไปกว่านี้  มนุษย์รู้มากเท่าที่พระเจ้าได้ทรงแสดงให้เขาเห็น และหากพระเจ้าไม่ได้ทรงแสดงสิ่งใดแก่มนุษย์มากไปกว่านี้ เช่นนั้นแล้วนี่คงจะเป็นระดับของการจำกัดขอบเขตที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า  ดังนั้นพระเจ้าจึงยังทรงพระราชกิจต่อไป เพื่อที่ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์อาจจะกลายเป็นลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเพื่อที่มนุษย์อาจจะมารู้จักเนื้อแท้ของพระเจ้าทีละเล็กทีละน้อย  ในยุคสุดท้ายพระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าถูกเปิดเผยโดยพระวจนะของพระเจ้า และมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาของเจ้าถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงแห่งพระเจ้า  พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายโดยหลักแล้วได้เสด็จมาเพื่อทำให้พระวจนะที่ว่า “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระวจนะเสด็จมาเป็นมนุษย์ และพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์” ลุล่วง และหากเจ้าไม่มีความรู้ถ้วนทั่วในเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถตั้งมั่นได้  ในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ที่จะทำให้พระราชกิจช่วงระยะที่พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์สำเร็จลุล่วงเป็นหลัก และนี่คือส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  ดังนั้นความรู้ของพวกเจ้าต้องชัดเจน ไม่ว่าวิธีใดที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้มนุษย์จำกัดขอบเขตพระองค์  หากพระเจ้าไม่ได้ทรงทำพระราชกิจนี้ในระหว่างยุคสุดท้าย เช่นนั้นแล้วความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์ก็จะไม่สามารถไปต่อได้เลย  เจ้าคงจะรู้เพียงว่าพระเจ้าทรงสามารถถูกตรึงกางเขนและทรงสามารถทำลายเมืองโสโดม และว่าพระเยซูทรงสามารถฟื้นคืนจากความตายและทรงปรากฏแก่เปโตรได้…แต่เจ้าคงจะไม่มีวันพูดว่าพระวจนะของพระเจ้าสามารถทำให้ทั้งหมดสำเร็จลุล่วงได้ และสามารถพิชิตมนุษย์ได้  เจ้าสามารถพูดถึงความรู้เช่นนี้ได้โดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น และยิ่งเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระองค์ก็จะกลายเป็นถ้วนทั่วมากขึ้นเท่านั้น  เมื่อนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะยุติการจำกัดขอบเขตพระเจ้าไว้ภายในมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง  มนุษย์มารู้จักพระเจ้าโดยการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ ไม่มีวิธีที่ถูกต้องอื่นใดในการรู้จักพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 144

วันนี้มันควรจะชัดเจนกับพวกเจ้าทั้งหมดว่า ในยุคสุดท้าย โดยหลักแล้ว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” นั่นเองที่พระเจ้าทรงทำให้สำเร็จลุล่วง  พระองค์ทรงทำให้มนุษย์รู้จักพระองค์และเข้าร่วมกับพระองค์ และเห็นกิจการจริงแท้ของพระองค์โดยผ่านทางพระราชกิจจริงแท้ของพระองค์บนแผ่นดินโลก  พระองค์ทรงทำให้มนุษย์เห็นชัดเจนว่าพระองค์ทรงสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้  และว่ามีหลายครั้งเช่นกันที่พระองค์ไม่ทรงสามารถทำเช่นนั้นได้ นี่ขึ้นอยู่กับยุค  จากการนี้เจ้าจะสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าไม่ทรงไร้ความสามารถที่จะแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่กลับทรงเปลี่ยนวิธีทำพระราชกิจของพระองค์แทน โดยสอดคล้องกับพระราชกิจที่ต้องทำและโดยสอดคล้องกับยุค  ในช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจ พระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การที่พระองค์ได้ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ไปบ้างในยุคพระเยซูนั้นเป็นเพราะพระราชกิจของพระองค์ในยุคนั้นแตกต่างไป  พระเจ้าไม่ทรงทำพระราชกิจนั้นในวันนี้ และผู้คนบางคนเชื่อว่าพระองค์ไม่ทรงสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้ ไม่อย่างนั้น พวกเขาก็คิดว่าหากพระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ไม่ทรงเป็นพระเจ้า  นั่นไม่ใช่ความคิดที่ผิดหรอกหรือ?  พระเจ้าทรงสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้ แต่พระองค์กำลังทรงพระราชกิจในยุคที่แตกต่างกัน และดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงทำพระราชกิจเช่นนั้น  เนื่องจากนี่คือยุคที่แตกต่างกัน และเพราะนี่เป็นช่วงระยะที่แตกต่างในพระราชกิจของพระเจ้า กิจการที่พระเจ้าได้ทรงทำให้ชัดเจนจึงแตกต่างเช่นกัน  ความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้าไม่ใช่ความเชื่อในหมายสำคัญและการอัศจรรย์หรือความเชื่อในปาฏิหาริย์ แต่เป็นความเชื่อในพระราชกิจที่เป็นจริงของพระองค์ในระหว่างยุคใหม่  มนุษย์มารู้จักพระเจ้าโดยผ่านทางลักษณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ และความรู้นี้ก่อให้เกิดการเชื่อในพระเจ้าขึ้นในมนุษย์ กล่าวคือ ความเชื่อในพระราชกิจและกิจการของพระเจ้า  ในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ พระเจ้าตรัสเป็นหลัก  จงอย่ารอดูหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เจ้าจะไม่เห็นเลย!  นี่เป็นเพราะเจ้าไม่ได้เกิดในระหว่างยุคพระคุณ  หากเจ้าได้เกิดในระหว่างยุคพระคุณ เจ้าก็คงจะสามารถได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่เจ้าได้เกิดในระหว่างยุคสุดท้าย และดังนั้นเจ้าจึงสามารถเห็นความเป็นจริงและความเป็นปกติของพระเจ้าเท่านั้น  จงอย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเหนือธรรมชาติในระหว่างยุคสุดท้าย  เจ้าสามารถเห็นเพียงพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ที่ทรงภาคชีวิตจริง ซึ่งไม่ทรงแตกต่างจากคนปกติใดๆ เท่านั้น  ในแต่ละยุค พระเจ้าทรงทำให้กิจการที่แตกต่างกันมีความชัดเจน  ในแต่ละยุค พระองค์ทรงทำให้ส่วนหนึ่งของกิจการของพระเจ้าชัดเจน และพระราชกิจของแต่ละยุคเป็นตัวแทนของส่วนหนึ่งจากพระอุปนิสัยของพระเจ้าและส่วนหนึ่งจากกิจการของพระเจ้า  กิจการที่พระองค์ทรงทำให้ชัดเจน ผันแปรไปตามยุคที่พระองค์ทรงพระราชกิจ แต่กิจการทั้งหมดให้ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ความเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงยิ่งขึ้นและติดดินมากขึ้นแก่มนุษย์  มนุษย์เชื่อในพระเจ้าเพราะกิจการทั้งหมดของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงมหัศจรรย์เหลือเกิน ทรงยิ่งใหญ่เหลือเกิน เพราะพระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์และไม่สามารถหยั่งลึกได้  หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงสามารถทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และทรงสามารถรักษาคนป่วยและไล่ผีได้ เช่นนั้นแล้วทัศนะของเจ้าก็ผิด และผู้คนบางคนจะพูดกับเจ้าว่า “พวกวิญญาณชั่วก็สามารถทำสิ่งต่างๆ เช่นนั้นได้เช่นกันไม่ใช่หรือ?”  นี่ไม่ได้ประกอบกันเป็นการเอาพระฉายาของพระเจ้าไปสับสนกับภาพลักษณ์ของซาตานหรอกหรือ?  วันนี้ความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้าเป็นเพราะกิจการมากมายของพระองค์และพระราชกิจจำนวนมากที่พระองค์ทรงกระทำ และวิธีมากมายที่พระองค์ตรัส  พระเจ้าทรงใช้ถ้อยดำรัสของพระองค์พิชิตมนุษย์และทำให้เขามีความเพียบพร้อม  มนุษย์เชื่อในพระเจ้าเพราะกิจการมากมายของพระองค์ ไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ผู้คนเพียงทำความรู้จักพระเจ้าด้วยการเป็นประจักษ์พยานถึงกิจการของพระองค์เท่านั้น  โดยการรู้จักกิจการจริงแท้ของพระเจ้า วิธีที่พระองค์ทรงพระราชกิจ วิธีการอันชาญฉลาดใดๆ ที่พระองค์ทรงใช้ วิธีที่พระองค์ตรัส และวิธีที่พระองค์ทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมเท่านั้น—โดยการรู้จักแง่มุมต่างๆ เหล่านี้เท่านั้น—เจ้าจึงจะสามารถจับใจความความเป็นจริงของพระเจ้าและเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์ได้ โดยรู้ว่าพระองค์โปรดสิ่งใด พระองค์ทรงชังสิ่งใด และรู้วิธีที่พระองค์ทรงพระราชกิจกับมนุษย์  โดยการเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าโปรดและไม่โปรด เจ้าก็จะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นบวกและลบได้ และโดยผ่านทางความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าจึงมีความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้า  กล่าวสั้นๆ คือ เจ้าต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และเจ้าต้องแก้ไขทัศนะของเจ้าเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าให้ถูกต้อง

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 145

ไม่ว่าเจ้าจะไล่ตามเสาะหาอย่างไร เจ้าก็ต้องเข้าใจพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำวันนี้เหนือสิ่งอื่นใด และเจ้าต้องรู้จักนัยสำคัญของพระราชกิจนี้  เจ้าต้องเข้าใจและรู้ว่าพระเจ้าทรงนำพาพระราชกิจใดมาเมื่อพระองค์เสด็จมาในยุคสุดท้าย พระองค์ทรงนำพาพระอุปนิสัยใดมา และสิ่งใดจะถูกทำให้ครบบริบูรณ์ในมนุษย์  หากเจ้าไม่รู้จักหรือเข้าใจพระราชกิจที่พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อกระทำในเนื้อหนัง เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ได้อย่างไร และเจ้าจะกลายเป็นคนสนิทของพระองค์ได้อย่างไร?  อันที่จริง การเป็นคนสนิทของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  หากผู้คนสามารถเข้าใจมันอย่างถี่ถ้วนและนำมันไปปฏิบัติได้ เช่นนั้นแล้ว มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ซับซ้อนเลย หากผู้คนไม่อาจเข้าใจมันได้อย่างถี่ถ้วนได้ เช่นนั้นแล้ว มันก็กลายเป็นยากกว่าเดิมมาก และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะกลายเป็นมีแนวโน้มที่จะทำให้การไล่ตามเสาะหาของพวกเขานำพวกเขาไปสู่ความคลุมเครือ  หากว่าในการไล่ตามเสาะหาพระเจ้านั้น ผู้คนไม่มีตำแหน่งของตนเองที่จะยืนหยัด และไม่รู้ว่าตนต้องยึดมั่นกับความจริงใด เช่นนั้นแล้ว นี่ก็หมายความว่าพวกเขาไม่มีรากฐาน และดังนั้นมันจึงกลายเป็นยากสำหรับพวกเขาที่จะตั้งมั่น  วันนี้มีคนมากมายเหลือเกินที่ไม่เข้าใจความจริง ที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างความดีและความชั่วหรือบอกได้ว่าสิ่งใดที่จะรักหรือเกลียด  ผู้คนเช่นนั้นแทบจะตั้งมั่นไม่ได้เลย  กุญแจสู่การเชื่อในพระเจ้าคือการสามารถที่จะนำความจริงไปปฏิบัติได้ ที่จะใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่จะรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์เมื่อพระองค์เสด็จมาในเนื้อหนังและหลักการที่พระองค์ทรงใช้ตรัส  จงอย่าติดตามผองชนทั้งหลาย  เจ้าต้องมีหลักการต่างๆ ในสิ่งที่เจ้าควรเข้าสู่ และเจ้าต้องยึดหลักการเหล่านั้นไว้  การยึดมั่นสิ่งเหล่านั้นภายในตัวเจ้าซึ่งถูกนำมาโดยความรู้แจ้งของพระเจ้า ย่อมจะเป็นประโยชน์แก่เจ้า  หากเจ้าไม่ยึดมั่น วันนี้เจ้าก็จะเฉไปทางหนึ่ง พรุ่งนี้เจ้าก็จะเฉไปอีกทาง และเจ้าจะไม่มีวันได้รับสิ่งใดที่เป็นจริงเลย  การเป็นเยี่ยงนี้ไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อชีวิตของเจ้าเองเลย  บรรดาผู้ที่ไม่เข้าใจความจริงมักจะติดตามผู้อื่นอยู่เสมอ กล่าวคือ หากผู้คนกล่าวว่านี่เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อนั้น เจ้าเองก็จะกล่าวว่ามันเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน หากผู้คนกล่าวว่ามันเป็นงานของวิญญาณชั่ว เมื่อนั้น เจ้าเองก็จะเริ่มกังขา หรือกล่าวว่ามันเป็นงานของวิญญาณชั่วเช่นกัน เจ้ามักจะพูดตามคำพูดของคนอื่นๆ แบบนกแก้วนกขุนทองอยู่เสมอ และไม่สามารถที่จะแยกแยะสิ่งใดด้วยตัวเองได้เลย และเจ้าไม่สามารถคิดด้วยตัวเองได้  นี่คือใครบางคนที่ไม่มีจุดยืน ที่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้—บุคคลเช่นนั้นเป็นคนเข็ญใจผู้ไร้ค่า!  เจ้าพูดตามคำพูดของคนอื่นๆ อยู่เสมอ กล่าวคือ วันนี้มีการกล่าวว่านี่เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่มีความเป็นไปได้ที่ว่าสักวันหนึ่งใครบางคนจะกล่าวว่านั่นไม่ใช่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และกล่าวว่าอันที่จริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งใดนอกจากความประพฤติของมนุษย์เท่านั้น—กระนั้นเจ้าก็ไม่สามารถหยั่งรู้สิ่งนี้ได้ และเมื่อเจ้าเป็นประจักษ์พยานว่าคนอื่นกล่าวสิ่งนี้ เจ้าก็จะกล่าวสิ่งเดียวกัน  แท้ที่จริงแล้วมันเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เจ้ากล่าวว่ามันเป็นงานของมนุษย์ เจ้าไม่ได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่หมิ่นประมาทพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้วหรอกหรือ?  ในการนี้ เจ้าไม่ได้ต่อต้านพระเจ้าเพราะเจ้าไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้หรอกหรือ?  บางทีสักวันหนึ่งคนโง่บางคนจะปรากฏขึ้น ผู้ซึ่งกล่าวว่า “นี่เป็นงานของวิญญาณชั่ว” และเมื่อเจ้าได้ยินถ้อยคำเหล่านี้เจ้าก็จะจนปัญญา และเจ้าจะถูกจองจำด้วยคำพูดของคนอื่นอีกครั้งหนึ่ง  ทุกครั้งที่ใครบางคนก่อให้เกิดการรบกวน เจ้าก็ไม่สามารถยืนหยัดต่อจุดยืนของเจ้าได้ และทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้าไม่ถือครองความจริง  การเชื่อในพระเจ้าและการพยายามที่จะรู้จักพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุถึงได้เพียงโดยการมาชุมนุมกันและการฟังคำเทศนา และเจ้าไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้โดยแรงปรารถนาเพียงอย่างเดียว  เจ้าต้องรับประสบการณ์ และรู้จัก และมีหลักการในการกระทำทั้งหลายของเจ้า และได้มาซึ่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เมื่อเจ้าได้ก้าวผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาแล้ว เจ้าก็จะสามารถวินิจฉัยหลายสิ่งได้—เจ้าจะสามารถแยกแยะระหว่างความดีและความชั่วได้ ระหว่างความชอบธรรมและความเลว ระหว่างสิ่งที่เป็นของเนื้อหนังและเลือดและสิ่งที่เป็นของความจริง  เจ้าควรสามารถที่จะแยกแยะระหว่างสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้ และในการทำเช่นนั้น ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นเช่นไร เจ้าก็จะไม่มีวันหลงทางเลย นี่เท่านั้นเป็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้า

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 146

การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย  เจ้าควรมีมาตรฐานต่างๆ และวัตถุประสงค์หนึ่งในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า เจ้าควรรู้จักวิธีที่จะแสวงหาหนทางที่แท้จริง วิธีที่จะวัดได้ว่านั่นเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่ และนั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่  หลักการพื้นฐานที่สุดในการแสวงหาหนทางที่แท้จริงคืออะไร?  เจ้าต้องมองไปที่ว่ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหนทางนี้หรือไม่ ว่าวจนะเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงความจริงหรือไม่ ผู้ใดได้รับการเป็นพยานให้ และมันสามารถนำสิ่งใดมาให้เจ้าได้  การแยกแยะระหว่างหนทางที่แท้จริงและหนทางที่เป็นเท็จนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐานหลายแง่มุม ซึ่งสิ่งที่เป็นรากฐานที่สุดของมันก็คือการบอกได้ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีอยู่ในนั้นหรือไม่  เพราะเนื้อแท้ของการเชื่อของผู้คนในพระเจ้าคือการเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้า และแม้กระทั่งการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ก็เป็นเพราะว่าเนื้อหนังนี้เป็นร่างจำแลงของพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าการเชื่อดังกล่าวยังคงเป็นการเชื่อในพระวิญญาณ  มีความแตกต่างหลายประการระหว่างพระวิญญาณและเนื้อหนัง แต่เพราะว่าเนื้อหนังนี้มาจากพระวิญญาณ และเป็นพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่มนุษย์เชื่อจึงยังคงเป็นเนื้อแท้ภายในของพระเจ้า  ดังนั้นในการแยกแยะว่ามันเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่ เหนือสิ่งอื่นใดเจ้าต้องมองไปที่ว่ามันมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าต้องมองไปที่ว่ามีความจริงอยู่ในหนทางนั้นหรือไม่  ความจริงนั้นเป็นอุปนิสัยชีวิตของความเป็นมนุษย์ปกติ นั่นคือ สิ่งที่ถูกเรียกร้องจากมนุษย์เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างเขาในปฐมกาล กล่าวคือสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน (ซึ่งรวมถึงสำนึกรับรู้แบบมนุษย์ ความเข้าใจเชิงลึก สติปัญญา และความรู้พื้นฐานของการเป็นมนุษย์)  นั่นคือ เจ้าจำเป็นต้องมองไปที่ว่าหนทางนี้สามารถนำผู้คนไปสู่ชีวิตแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติได้หรือไม่ ว่าความจริงที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นที่พึงประสงค์ตามความเป็นจริงแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติหรือไม่ ว่าความจริงนี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นจริงหรือไม่ และว่ามันเหมาะสมแก่เวลามากที่สุดหรือไม่  หากมีความจริงอยู่ เช่นนั้นแล้ว มันก็สามารถนำผู้คนไปสู่ประสบการณ์ต่างๆ ที่ปกติและเป็นจริง  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนก็จะกลายเป็นปกติมากขึ้นทุกที สำนึกรับรู้แบบมนุษย์ของพวกเขาก็จะกลายเป็นครบบริบูรณ์มากขึ้นทุกที ชีวิตของพวกเขาในเนื้อหนังและชีวิตฝ่ายวิญญาณก็กลายเป็นมีระเบียบมากขึ้นทุกที และอารมณ์ต่างๆ ของพวกเขาจะกลายเป็นปกติมากขึ้นทุกที  นี่คือหลักการข้อที่สอง   มีหลักการอีกข้อหนึ่ง ซึ่งก็คือว่าผู้คนมีความรู้ที่เพิ่มขึ้นในเรื่องพระเจ้าหรือไม่  และว่าการได้รับประสบการณ์กับงานและความจริงดังกล่าวสามารถบันดาลใจให้เกิดความรักต่อพระเจ้าในตัวพวกเขาและนำพวกเขาให้เข้าใกล้พระเจ้าได้มากขึ้นทุกทีหรือไม่  ในการนี้ ก็สามารถวัดได้ว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่  ที่เป็นรากฐานมากที่สุดก็คือว่าหนทางนี้สมจริงมากกว่าที่จะเหนือธรรมชาติหรือไม่ และว่ามันสามารถจัดเตรียมเพื่อชีวิตของมนุษย์ได้หรือไม่  หากมันสอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ ก็จะได้ข้อสรุปว่าหนทางนี้คือหนทางที่แท้จริง  เรากล่าววจนะเหล่านี้มิใช่เพื่อทำให้พวกเจ้ายอมรับหนทางอื่นๆ ในประสบการณ์ต่างๆ ในอนาคตของพวกเจ้า และไม่ใช่เป็นการทำนายว่าจะมีงานของยุคใหม่อีกยุคหนึ่งในอนาคต เรากล่าววจนะเหล่านี้เพื่อที่พวกเจ้าจะได้แน่ใจว่าหนทางแห่งวันนี้เป็นหนทางที่แท้จริง เพื่อที่พวกเจ้าจะไม่เพียงแน่ใจแค่บางส่วนในความเชื่อของพวกเจ้าในงานแห่งวันนี้และไม่สามารถที่จะได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับมัน  มีคนมากมายด้วยซ้ำที่ถึงแม้จะแน่ใจแล้ว แต่ยังคงติดตามอยู่ในความสับสน ความแน่ใจดังกล่าวไม่มีหลักการอยู่เลย และผู้คนเช่นนั้นต้องถูกกำจัดทิ้งไม่ช้าก็เร็ว  แม้แต่คนเหล่านั้นที่ไฟแรงเป็นพิเศษในการติดตามของพวกเขาก็ยังแน่ใจสามส่วนและไม่แน่ใจห้าส่วน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีรากฐาน  เพราะขีดความสามารถของพวกเจ้านั้นต่ำเกินไปและรากฐานของพวกเจ้าตื้นเกินไป พวกเจ้าจึงไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะความแตกต่างเลย  พระเจ้าไม่ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ซ้ำ พระองค์ไม่ทรงกระทำพระราชกิจที่ไม่สมจริง พระองค์ไม่กำหนดข้อพึงประสงค์ที่มากเกินไปจากมนุษย์ และพระองค์ไม่ทรงกระทำพระราชกิจที่อยู่เหนือสำนึกรับรู้ของมนุษย์  พระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงกระทำอยู่ภายในวงเขตแห่งสำนึกรับรู้ปกติของมนุษย์ และไม่เกินสำนึกรับรู้แห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ และพระราชกิจของพระองค์ดำเนินไปตามข้อพึงประสงค์ต่างๆ ที่ปกติของมนุษย์  หากมันเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนก็จะกลายเป็นปกติมากขึ้นทุกที และสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็จะกลายเป็นปกติมากขึ้นทุกที  ผู้คนได้ความรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอุปนิสัยของพวกเขา และเกี่ยวกับแก่นแท้ของมนุษย์ และพวกเขายังได้รับการถวิลหาความจริงที่มากขึ้นทุกทีอีกด้วย  กล่าวคือ ชีวิตของมนุษย์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ก็กลายเป็นสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้นเรื่อยๆ—ซึ่งทั้งหมดนี้คือความหมายของการที่พระเจ้าทรงกลายเป็นชีวิตของมนุษย์  หากหนทางหนึ่งไม่สามารถที่จะเปิดเผยบรรดาสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของมนุษย์ได้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์ได้ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่สามารถที่จะนำผู้คนไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือให้ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าแก่พวกเขาได้ และแม้กระทั่งทำให้ความเป็นมนุษย์ของพวกเขากลายเป็นต่ำต้อยลงทุกทีและทำให้สำนึกรับรู้ของพวกเขาผิดปกติมากขึ้นทุกที เช่นนั้นแล้ว หนทางนี้ก็ต้องไม่ใช่หนทางที่แท้จริง และมันอาจเป็นงานของวิญญาณชั่ว หรือเป็นหนทางเก่า  กล่าวโดยสรุปคือ มันไม่สามารถเป็นพระราชกิจในปัจจุบันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  พวกเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาตลอดหลายปีนี้ กระนั้นพวกเจ้าก็ไม่ระแคะระคายถึงหลักการต่างๆ ในการแยกแยะความแตกต่างระหว่างหนทางที่แท้จริงและหนทางที่เป็นเท็จ หรือในการแสวงหาหนทางที่แท้จริง  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจในเรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำ พวกเขาแค่ไปในที่ซึ่งคนส่วนใหญ่ไปกัน และพูดตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่พูด  ใครบางคนที่แสวงหาหนทางที่แท้จริงนี้เป็นอย่างไรเล่า?   และผู้คนเช่นนั้นจะสามารถพบหนทางที่แท้จริงได้อย่างไร?  หากพวกเจ้าจับใจความหลักการที่เป็นกุญแจสำคัญต่างๆ เหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเจ้าก็จะไม่ถูกหลอกลวง วันนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนต้องสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ นี่เป็นสิ่งที่สภาวะความเป็นมนุษย์ปกติควรครอง และนี่คือสิ่งที่ผู้คนต้องครองในประสบการณ์ของตน  หากแม้ในวันนี้ ผู้คนยังคงไม่แยกแยะสิ่งใดเลยในกระบวนการแห่งการติดตาม และหากสำนึกรับรู้แบบมนุษย์ของพวกเขายังคงไม่เติบโต เช่นนั้นแล้วผู้คนก็โง่เขลาเกินไป และการไล่ตามเสาะหาของพวกเขาก็เป็นการเข้าใจผิดและเบี่ยงเบน  ไม่มีการแยกแยะความแตกต่างแม้แต่น้อยในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าวันนี้ และในขณะที่มันเป็นความจริงตามที่เจ้ากล่าวว่าเจ้าได้พบหนทางที่แท้จริงแล้ว เจ้าได้รับมันมาแล้วอย่างนั้นหรือ?  เจ้าสามารถที่จะแยกแยะสิ่งใดได้แล้วหรือ?  เนื้อแท้ของหนทางที่แท้จริงนั้นคือสิ่งใด?  ในหนทางที่แท้จริงนั้น เจ้ายังไม่ได้รับหนทางที่แท้จริงเลย เจ้ายังไม่ได้มาซึ่งสิ่งใดของความจริงเลย  กล่าวคือ เจ้ายังไม่สัมฤทธิ์ผลสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดเลยในความเสื่อมทรามของเจ้า  หากเจ้ายังไล่ตามเสาะหาในหนทางนี้อยู่ต่อไป เจ้าก็จะถูกกำจัดทิ้งในที่สุด  เมื่อได้ติดตามมาจนถึงวันนี้แล้ว เจ้าควรแน่ใจว่าหนทางที่เจ้าได้ใช้เดินนั้นเป็นหนทางที่ถูกต้อง และไม่ควรมีข้อกังขาเพิ่มเติมอีก  ผู้คนมากมายไม่แน่ใจอยู่เสมอและหยุดไล่ตามเสาะหาความจริงเพราะเรื่องเล็กๆ บางเรื่อง  ผู้คนเช่นนั้นคือบรรดาผู้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาเป็นบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าในความสับสน  ผู้คนที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้าย่อมไม่สามารถที่จะเป็นคนสนิทของพระองค์ได้ หรือที่จะเป็นคำพยานต่อพระองค์ได้  เราขอแนะนำบรรดาผู้ที่เพียงแต่แสวงหาพระพรทั้งหลายและเพียงแต่ไล่ตามเสาะหาสิ่งที่คลุมเครือและเป็นนามธรรมเท่านั้นให้ไล่ตามเสาะหาความจริงโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ชีวิตของพวกเขาจะได้มีความหมาย พวกเจ้าจงอย่าหลอกตัวเองอีกต่อไปเลย!

ตัดตอนมาจาก “บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 147

ความครบถ้วนทั้งมวลของพระราชกิจซึ่งดำเนินไปจนเสร็จสิ้นตลอดหกพันปีนั้น ได้เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในขณะที่ยุคสมัยที่แตกต่างกันได้ผ่านมาและผ่านไป  การแปรผันในพระราชกิจนี้ได้มีพื้นฐานอยู่บนสถานการณ์โดยรวมของโลก และอยู่บนแนวโน้มทางพัฒนาการของมนุษยชาติในลักษณะองค์รวม พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยสอดคล้องกันเท่านั้น  ทั้งหมดหาได้ถูกวางแผนการไว้นับแต่ปฐมกาลแห่งการทรงสร้างไม่  ก่อนที่โลกจะถูกสร้างขึ้นมาหรือไม่นานนักหลังจากนั้น พระยาห์เวห์ยังมิได้ทรงวางแผนการช่วงระยะแรกแห่งพระราชกิจ ซึ่งเป็นช่วงระยะแห่งธรรมบัญญัติ ช่วงระยะที่สองแห่งพระราชกิจ ซึ่งเป็นช่วงระยะแห่งพระคุณ หรือ ช่วงระยะที่สามแห่งพระราชกิจ ซึ่งเป็นช่วงระยะแห่งการพิชิตชัย ซึ่งในนั้นพระองค์จะทรงเริ่มต้นด้วยพงศ์พันธุ์บางส่วนของโมอับ และพิชิตทั้งจักรวาลโดยผ่านทางการนี้  หลังการสร้างโลก พระองค์มิได้เคยตรัสพระวจนะเหล่านี้เลย ทั้งพระองค์ยังมิได้เคยตรัสตามหลังโมอับเช่นกัน ว่ากันจริงๆ แล้วก็คือ ก่อนมาถึงโลท พระองค์มิได้เคยดำรัสพระวจนะเหล่านี้เลย พระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้านั้นทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ  นี่คือวิธีที่แท้จริงที่พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการทั้งหกพันปีของพระองค์ได้พัฒนาขึ้นมา ก่อนการสร้างโลกพระองค์มิได้ทรงเขียนแผนการเช่นนั้นในรูปแบบของบางสิ่ง อย่างเช่น “แผนภูมิสรุปพัฒนาการของมนุษยชาติ” เอาไว้แล้วแต่ประการใดเลย  ในพระราชกิจของพระเจ้า  พระองค์ทรงแสดงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นออกมาตรงๆ พระองค์มิได้ทรงพยายามใช้พระดำริตริตรองของพระองค์เพื่อที่จะสร้างสูตรแผนการขึ้นมา แน่นอนอยู่แล้วว่า มีผู้เผยพระวจนะไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้กล่าวคำเผยพระวจนะไปอย่างมากมาย แต่ก็ยังคงกล่าวไม่ได้อยู่ดีว่า พระราชกิจของพระเจ้าเป็นหนึ่งในการวางแผนการอันแน่ชัดเสมอ คำเผยพระวจนะเหล่านั้นได้รับการสร้างขึ้นโดยสอดคล้องกับพระราชกิจของพระเจ้า ณ เวลานั้น พระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเป็นพระราชกิจที่จริงแท้ที่สุด  พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจนั้นไปโดยสอดคล้องกับพัฒนาการของแต่ละยุคสมัย และทรงใช้วิธีที่สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปเป็นพื้นฐานสำหรับพระราชกิจนั้น  สำหรับพระองค์แล้ว การดำเนินพระราชกิจไปจนเสร็จสิ้นนั้นคล้ายคลึงกับการบริหารยาเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ในขณะที่กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงสังเกต และทรงสานต่อพระราชกิจของพระองค์ไปตามการสังเกตการณ์ของพระองค์  ในทุกช่วงระยะของพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงปรีชาสามารถในการแสดงพระปรีชาญาณและพระปรีชาสามารถอันล้นพ้นของพระองค์ออกมา พระองค์ทรงเปิดเผยพระปรีชาญาณและสิทธิอำนาจอันอุดมของพระองค์โดยสอดคล้องกับพระราชกิจของยุคเฉพาะใดๆ และทรงอนุญาตให้ผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่พระองค์ทรงนำพากลับมาในช่วงระหว่างยุคนั้น ได้มองเห็นพระอุปนิสัยทั้งสิ้นของพระองค์  พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับความต้องการที่จำเป็นของผู้คนโดยสอดคล้องกับพระราชกิจซึ่งจำเป็นต้องถูกทำในแต่ละยุค โดยการทรงพระราชกิจใดก็ตามที่พระองค์ควรทรงกระทำ  พระองค์ทรงจัดหาสิ่งที่ต้องการจำเป็นให้กับผู้คน โดยมีพื้นฐานอยู่บนระดับที่ซาตานได้ทำให้พวกเขาเสื่อมทรามไป เหมือนกับวิธีที่พระองค์ได้ทรงทำไปในตอนที่พระยาห์เวห์ได้ทรงเริ่มสร้างอาดัมกับเอวา เพื่อที่จะทำให้พวกเขาสามารถสำแดงพระเจ้าบนแผ่นดินโลกได้ และเพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถเป็นพยานของพระเจ้าท่ามกลางสรรพสิ่งทรงสร้าง  อย่างไรก็ตาม  เอวาได้ทำบาปหลังจากการถูกงูทดลอง และอาดัมก็ได้ทำแบบเดียวกัน ตอนอยู่ในสวนนั้น พวกเขาทั้งคู่ได้กินผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว  ด้วยเหตุนั้น พระยาห์เวห์จึงได้มีพระราชกิจเพิ่มเติมที่จะปฏิบัติต่อพวกเขา  เมื่อเห็นความเปลือยเปล่าของพวกเขา พระองค์ได้ทรงปิดบังร่างกายของพวกเขาด้วยเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์  หลังจากนั้น พระองค์ได้ตรัสแก่อาดัมว่า “เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลจากต้นไม้ที่เราสั่งไม่ให้กินผลจากต้นนั้น แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะเจ้า…จนเจ้ากลับไปเป็นดิน เพราะเจ้าถูกนำมาจากดิน และเพราะเจ้าเป็นผงคลีดิน และเจ้าจะกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม” พระองค์ได้ตรัสแก่หญิงนั้นว่า “เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากมากขึ้นแก่เจ้า และเมื่อเจ้ามีครรภ์ เจ้าจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวด ถึงกระนั้น เจ้าจะยังปรารถนาในสามีของเจ้า และเขาจะปกครองตัวเจ้า”  แล้วจากนั้นมาพระองค์ก็ได้ทรงเนรเทศพวกเขาออกจากสวนเอเดน และได้ทรงทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ภายนอกสวนนั้น ดั่งที่มนุษย์สมัยใหม่ใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกตอนนี้นั่นเอง  ตอนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในตอนเริ่มแรกสุดนั้น ไม่ใช่แผนการของพระองค์ที่จะทรงยอมให้มนุษย์ถูกทดลองโดยงูหลังจากที่ถูกสร้างขึ้น แล้วจากนั้นก็สาปแช่งมนุษย์กับงู  อันที่จริงแล้ว พระองค์มิได้ทรงมีแผนการเช่นนั้น  ก็แค่หนทางที่สิ่งทั้งหลายได้พัฒนาขึ้นมานั่นเอง ที่ได้ให้พระราชกิจใหม่แก่พระองค์ที่จะทรงทำท่ามกลางสรรพสิ่งทรงสร้างของพระองค์  หลังจากพระยาห์เวห์ได้ดำเนินพระราชกิจนี้ไปจนเสร็จสิ้นท่ามกลางอาดัมกับเอวาที่อยู่บนแผ่นดินโลก มนุษยชาติได้พัฒนาต่อมาอีกหลายพันปี จนกระทั่ง “พระยาห์เวห์ทรงเห็นว่าความชั่วร้ายของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจทั้งหมดของเขาล้วนเป็นเรื่องชั่วร้ายตลอดเวลา  พระยาห์เวห์เสียพระทัยที่ทรงสร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัสยิ่งนัก…แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์”  ณ เวลานี้ พระยาห์เวห์ได้ทรงมีพระราชกิจใหม่มากขึ้นที่จะทำ เนื่องเพราะมนุษยชาติที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นนั้นได้เติบโตไปเป็นบาปหนาเกินไปภายหลังจากที่ถูกทดลองโดยงู  เมื่อรูปการณ์แวดล้อมเป็นเช่นนี้ ท่ามกลางมนุษยชาติทั้งมวลนั้น พระยาห์เวห์ได้ทรงคัดสรรครอบครัวของโนอาห์ให้ได้รับการละเว้น แล้วจากนั้นพระองค์ก็ได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในการทำลายล้างโลกด้วยน้ำท่วมไปจนเสร็จสิ้น  มนุษยชาติได้พัฒนาต่อมาในลักษณะนี้จนถึงทุกวันนี้ โดยเติบโตเสื่อมทรามลงทุกที และเมื่อถึงเวลาที่พัฒนาการของมนุษย์ไปถึงจุดยอดของมัน มันก็จะหมายถึงบทอวสานของมนุษยชาติ จากแรกเริ่มที่สุดขึ้นไปจนกระทั่งถึงบทอวสานของโลก ความจริงภายในของพระราชกิจของพระองค์ได้เป็นไปในหนทางนี้ตลอดมาและจะเป็นตลอดไป  ก็เหมือนกับวิธีที่ผู้คนจะถูกจำแนกชนชั้นไปตามประเภทของพวกเขา มันห่างไกลนักจากกรณีที่ว่า ในตอนแรกเริ่มที่สุด ทุกๆ บุคคลถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วให้เป็นของหมวดหมู่เฉพาะ ในทางกลับกัน ทุกคนค่อยๆ ถูกจำแนกหมวดหมู่ภายหลังจากการก้าวผ่านกระบวนการแห่งพัฒนาการแล้วเท่านั้น  ในตอนสุดท้าย ใครก็ตามที่ไม่สามารถได้รับการนำความรอดอันครบบริบูรณ์มาให้จะถูกส่งคืนสู่ “บรรพบุรุษ” ของพวกเขา  ไม่มีพระราชกิจใดเลยของพระเจ้าในหมู่มนุษยชาติที่ได้ถูกตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วในตอนสร้างโลก ในทางกลับกัน พัฒนาการของสิ่งต่างๆ นั่นเองที่ได้อำนวยให้พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในหมู่มนุษยชาติไปทีละขั้นตอน และในลักษณะที่สอดรับกับความเป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่า ตัวอย่างเช่น พระยาห์เวห์พระเจ้ามิได้ทรงสร้างงูเพื่อให้มาทดลองหญิงผู้นั้น นั่นหาใช่แผนการเฉพาะเจาะจงของพระองค์ไม่ ทั้งยังมิใช่บางสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเจตนาลิขิตไว้ล่วงหน้า  คนเราอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นการอุบัติขึ้นที่มิได้คาดหมาย ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นเพราะการนี้นี่เองที่พระยาห์เวห์ได้ทรงขับไล่อาดัมกับเอวาออกจากสวนเอเดนและได้ทรงปฏิญญาที่จะไม่สร้างมนุษย์ขึ้นมาอีก อย่างไรก็ดี ผู้คนเพียงค้นพบพระปรีชาญาณของพระเจ้าก็จากรากฐานนี้เท่านั้น  มันเป็นอย่างที่เราได้พูดไปตอนต้นนั่นเองว่า “เรานำสติปัญญาของเรามาใช้บนพื้นฐานของแผนร้ายของซาตาน”  ไม่สำคัญว่ามนุษยชาติจะเติบโตเสื่อมทรามไปอย่างไร หรืองูทดลองพวกเขาอย่างไร พระยาห์เวห์ยังคงทรงมีพระปรีชาญาณของพระองค์ เมื่อเป็นดังนั้น พระองค์ได้ทรงทำพระราชกิจใหม่ตลอดมานับตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างโลก และไม่มีขั้นตอนใดเลยของพระราชกิจนี้ที่เคยถูกทำซ้ำ  ซาตานได้นำแผนร้ายมาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มนุษยชาติได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอยู่เป็นนิตย์ และพระยาห์เวห์พระเจ้าก็ได้ดำเนินพระราชกิจอันเปี่ยมพระปรีชาญาณของพระองค์ไปจนเสร็จสิ้นโดยไม่หยุดยั้ง พระองค์มิเคยทรงล้มเหลว ทั้งยังมิเคยหยุดทรงพระราชกิจ ตลอดมานับตั้งแต่โลกได้ถูกสร้างขึ้นมา หลังจากที่พวกมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม พระองค์ยังทรงพระราชกิจอยู่ในหมู่พวกเขาต่อไปเพื่อที่จะมอบความปราชัยให้แก่ซาตาน ศัตรูซึ่งเป็นที่มาของความเสื่อมทรามของพวกเขา  การสู้รบนี้ได้เดือดดาลขึ้นตั้งแต่ครั้งปฐมกาล และจะดำเนินต่อไปจนถึงบทอวสานของโลก ในการทรงพระราชกิจนี้ทั้งหมด พระยาห์เวห์พระเจ้าไม่เพียงได้ทรงอนุญาตให้พวกมนุษย์ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เท่านั้น แต่ยังได้ทรงอนุญาตให้พวกเขามองเห็นพระปรีชาญาณ พระมหิทธิฤทธิ์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนสุดท้าย พระองค์จะทรงยอมให้พวกเขามองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์—การลงโทษคนเลวและการให้บำเหน็จรางวัลแก่คนดี  พระองค์ได้ทรงสู้รบกับซาตานมาจนถึงทุกวันนี้และและมิได้เคยทรงปราชัยเลย  นี่ก็เป็นเพราะพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงปรีชาญาณ และพระองค์ทรงนำพระปรีชาญาณของพระองค์มาใช้บนพื้นฐานของแผนร้ายทั้งหลายของซาตาน  เพราะฉะนั้น พระเจ้ามิใช่เพียงทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในฟ้าสวรรค์นั้นนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกวางอยู่ใต้ที่รองพระบาทของพระองค์ และข้อที่สำคัญ พระองค์ทรงทำให้คนเลวที่รุกรานและคุกคามมนุษยชาติตกมาอยู่ภายในการตีสอนของพระองค์ ผลลัพธ์ของพระราชกิจนี้ทั้งหมดเป็นผลสำเร็จได้ก็เพราะพระปรีชาญาณของพระองค์  พระองค์มิเคยทรงเปิดเผยพระปรีชาญาณของพระองค์มาก่อนการดำรงอยู่ของมนุษยชาติเลย เนื่องจากพระองค์มิได้มีศัตรูในฟ้าสวรรค์ บนแผ่นดินโลก หรือแห่งหนใดในทั้งจักรวาลเลย และไม่มีกำลังบังคับมืดที่คอยรุกรานสิ่งใดท่ามกลางธรรมชาติ หลังจากหัวหน้าทูตสวรรค์ได้ทรยศพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษยชาติขึ้นมาบนแผ่นดินโลก และเป็นเพราะมนุษยชาตินี่เองที่พระองค์จึงได้ทรงเริ่มสงครามที่ยาวนานนับพันปีของพระองค์อย่างเป็นกิจจะลักษณะกับซาตาน หัวหน้าทูตสวรรค์องค์นั้น—สงครามหนึ่งซึ่งยิ่งเร่าร้อนมากขึ้นตามทุกช่วงระยะที่สืบทอดมา  พระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระองค์มีปรากฏอยู่ในแต่ละช่วงระยะเหล่านี้ ถึงตอนนั้นเท่านั้นเองที่ทุกสิ่งทุกอย่างในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเป็นพยานให้กับพระปรีชาญาณ พระมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า และให้กับความเป็นจริงของพระเจ้าโดยเฉพาะ  พระองค์ยังคงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ต่อไปให้เสร็จสิ้นในลักษณะที่สอดรับกับความเป็นจริงในแบบเดียวกันนี้จนมาถึงวันนี้ นอกจากนี้แล้ว ขณะที่พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้น พระองค์ยังทรงเปิดเผยพระปรีชาญาณและพระมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ไปด้วยเช่นกัน  พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกเจ้ามองเห็นความจริงภายในของแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจ มองเห็นว่าจะอธิบายพระมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าอย่างไรให้แม่นยำ และที่มากกว่านั้นคือ มองเห็นคำอธิบายอันเด็ดขาดเกี่ยวกับความเป็นจริงของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรรู้ว่าองค์รวมแห่งมนุษยชาติได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 148

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ถูกทำไปอย่างเป็นธรรมชาติเสมอ พระองค์ทรงสามารถวางแผนการพระราชกิจของพระองค์ ณ เวลาใดก็ได้และดำเนินไปให้เสร็จสิ้น ณ เวลาใดก็ได้ เหตุใดหรือเราจึงพูดเสมอว่า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นสอดรับกับความเป็นจริง และพูดว่ามันใหม่อยู่เสมอ ไม่เคยเก่าเลย และสดใหม่จนถึงระดับสูงสุดเสมอ?  พระราชกิจของพระองค์หาได้ถูกวางแผนการไว้เป็นที่เรียบร้อยในตอนที่โลกได้ถูกสร้างขึ้นไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง!  ทุกขั้นตอนของพระราชกิจบรรลุผลที่เหมาะสมสำหรับกาลสมัยเฉพาะของมัน และขั้นตอนต่างๆ มิได้แทรกแซงกันและกันเลย  หลายครั้งหลายหน แผนการที่เจ้าอาจมีอยู่ในใจนั้นไม่เข้าคู่กันเอาเสียเลยกับพระราชกิจล่าสุดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระราชกิจของพระองค์มิได้เรียบง่ายเหมือนกับการใช้เหตุผลของมนุษย์ และมิได้ซับซ้อนเหมือนกับการจินตนาการของมนุษย์—มันประกอบด้วยการจัดหาให้กับผู้คน ณ เวลาใดและแห่งหนใดก็ตามโดยสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นในปัจจุบันของพวกเขา  ไม่มีใครเลยที่เข้าใจเกี่ยวกับธาตุแท้ของพวกมนุษย์ดีกว่าพระองค์ และด้วยเหตุผลนี้อย่างแน่ชัดนี่เองที่ทำให้ไม่มีอะไรเลยจะสามารถเข้ากันได้กับความต้องการจำเป็นที่เป็นจริงของผู้คนได้ดีเท่ากับพระราชกิจของพระองค์  เพราะฉะนั้นจากมุมมองของมนุษย์แล้ว ดูเหมือนว่าพระราชกิจของพระองค์ได้ถูกวางแผนการไว้ล่วงหน้ามาหลายพันปีแล้ว  ขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าในตอนนี้ พลางกำลังทรงงานและกำลังตรัสไปตามที่พระองค์ทรงเฝ้าทอดพระเนตรสภาวะที่พวกเจ้าเป็นอยู่ไปพร้อมกันนั้น พระองค์ทรงมีพระวจนะที่เหมาะสมพอดิบพอดีที่จะตรัสยามที่เผชิญกับสภาวะทุกๆ ชนิด เป็นการตรัสพระวจนะที่ผู้คนจำเป็นต้องมีอยู่พอดี  จงดูตัวอย่างจากขั้นตอนแรกของพระราชกิจของพระองค์ นั่นคือ กาลสมัยแห่งการตีสอน  หลังจากการนั้น ผู้คนได้จัดแสดงพฤติกรรมทุกลักษณะออกมาและปฏิบัติตนอย่างเป็นกบฏในแบบเฉพาะ สารพัดสภาวะในเชิงบวกได้ผุดออกมา เช่นเดียวกับสภาวะในเชิงลบเฉพาะบางอย่าง  พวกเขาได้มาถึงจุดหนึ่งในความเป็นลบของพวกเขา และได้แสดงขีดจำกัดต่ำสุดที่พวกเขาจะตกต่ำลงไป  พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์บนพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ด้วยเหตุนั้น จึงทรงรีบฉวยโอกาสนำพวกมันมาใช้ประโยชน์เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างมากมายจากพระราชกิจของพระองค์  นั่นก็คือ พระองค์ทรงพระราชกิจซึ่งเป็นการค้ำชูท่ามกลางผู้คน โดยขึ้นอยู่กับสภาวะปัจจุบันใดๆ ก็ตามของพวกเขาที่กำลังเป็นอยู่ ณ เวลาใดนั้น พระองค์ทรงดำเนินทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้นไปตามสภาวะที่แท้จริงของผู้คน  สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงรู้จักพวกมันได้อย่างไร?  พระเจ้าทรงดำเนินขั้นตอนต่อไปของพระราชกิจซึ่งควรถูกกระทำจนเสร็จสิ้น ไม่ว่าที่ใดและเวลาใด โดยสอดคล้องกับสภาวะของผู้คน  ไม่มีทางเลยที่พระราชกิจนี้ได้ถูกวางแผนการไว้ก่อนหน้าเป็นเวลาหลายพันปี นั่นมันเป็นมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์!  พระองค์ทรงพระราชกิจในขณะที่พระองค์ทรงสังเกตผลของพระราชกิจของพระองค์ และพระราชกิจของพระองค์ก็ลึกลงและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ในแต่ละครั้ง หลังจากการสังเกตผลของพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงนำขั้นตอนต่อไปของพระราชกิจของพระองค์มาดำเนินการ  พระองค์ทรงใช้สิ่งต่างๆ มากมายในการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป และในการทำให้พระราชกิจใหม่ของพระองค์มองเห็นได้สำหรับผู้คนเมื่อเวลาผ่านไป  การทรงพระราชกิจในลักษณะนี้สามารถจัดเตรียมเพื่อความต้องการจำเป็นของผู้คนได้ ก็เพราะพระเจ้าทรงรู้จักผู้คนทั้งหมดดีเกินไปนั่นเอง  นี่คือวิธีที่พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์จนเสร็จสิ้นจากสวรรค์  ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ก็ทรงพระราชกิจของพระองค์ในหนทางเดียวกัน โดยทำการจัดการเตรียมการไปตามรูปการณ์แวดล้อมจริงและทรงพระราชกิจในหมู่มนุษย์ ไม่มีพระราชกิจใดเลยของพระองค์ที่ได้ถูกจัดการเตรียมการไว้ก่อนโลกได้ถูกสร้าง ทั้งมันยังไม่ได้ถูกวางแผนการอย่างละเอียดลออเอาไว้ก่อนหน้า  สองพันปีหลังจากที่โลกได้ถูกสร้างขึ้น พระยาห์เวห์ได้ทรงเห็นว่ามนุษยชาติได้กลายเป็นเสื่อมทรามมากเหลือเกินจนพระองค์ได้ทรงใช้ปากของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เพื่อทำนายล่วงหน้าว่า หลังจากที่ยุคธรรมบัญญัติได้จบลง พระยาห์เวห์จะทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในเรื่องการไถ่บาปมนุษยชาติจนเสร็จสิ้นในยุคพระคุณ  แน่อยู่แล้วว่า นี่คือแผนการของพระยาห์เวห์ แต่ว่าแผนการนี้ก็ได้ถูกสร้างขึ้นไปตามรูปการณ์แวดล้อมที่พระองค์ได้กำลังทรงสังเกตอยู่ ณ เวลานั้นเช่นกัน แน่นอนว่า พระองค์มิได้ทรงดำริถึงมันในทันทีหลังจากที่ได้มีการสร้างอาดัม  อิสยาห์เพียงแต่ได้เปล่งเสียงแสดงคำเผยพระวจนะเท่านั้น แต่พระยาห์เวห์มิได้ทรงทำการตระเตรียมล่วงหน้าสำหรับพระราชกิจนี้ในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ ในทางกลับกัน พระองค์ได้ทรงเริ่มทำการนั้นในตอนเริ่มต้นของยุคพระคุณ เมื่อทูตได้ปรากฏในความฝันของโยเซฟเพื่อที่จะให้ความรู้แจ้งแก่เขาด้วยข่าวที่ว่าพระเจ้าจะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และเพียงตอนนั้นเองที่พระราชกิจแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์ได้เริ่มขึ้น พระเจ้าหาได้ทรงตระเตรียมสำหรับพระราชกิจแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์ในทันทีหลังจากการสร้างโลกดังที่ผู้คนจินตนาการไม่ มันได้ถูกตัดสินใจไปบนพื้นฐานของระดับที่มนุษยชาติได้พัฒนาไปถึงและสถานะของสงครามที่พระองค์มีกับซาตานเท่านั้นเอง

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรรู้ว่าองค์รวมแห่งมนุษยชาติได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 149

เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระวิญญาณของพระองค์เสด็จลงมาบนมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสวมใส่พระองค์เองเข้ากับร่างทางกาย  พระองค์เสด็จมาทรงพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก มิใช่เพื่อนำพาขั้นตอนต่างๆ อันมีขีดจำกัดเฉพาะมากับพระองค์ด้วย พระราชกิจของพระองค์นั้นไร้ขีดจำกัดโดยสิ้นเชิง  พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำในเนื้อหนังยังคงถูกกำหนดพิจารณาโดยผลลัพธ์ทั้งหลายของพระราชกิจของพระองค์ และพระองค์ทรงใช้สิ่งต่างๆ ดังกล่าวกำหนดพิจารณาความยาวของระยะเวลาที่พระองค์จะทรงพระราชกิจในขณะทรงอยู่ในเนื้อหนัง  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปิดเผยแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระองค์ออกมาโดยตรง โดยตรวจดูพระราชกิจของพระองค์ขณะที่พระองค์ดำเนินร่วมไป พระราชกิจนี้มิได้เป็นอะไรที่เหนือธรรมชาติจนทำให้ขีดจำกัดของการจินตนาการของมนุษย์เหยียดยาวออกไป  นี่ก็เหมือนกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในการทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง นั่นคือ พระองค์ได้ทรงวางแผนการและทรงพระราชกิจไปอย่างเป็นธรรมชาติ  พระองค์ได้ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด และมีเวลาเช้ากับเวลาเย็นขึ้นมา—การนี้ได้ใช้เวลาไปหนึ่งวัน  ในวันที่สอง พระองค์ได้ทรงสร้างฟ้าขึ้น และนั่นก็ใช้เวลาไปหนึ่งวันเช่นกัน แล้วพระองค์ก็ได้ทรงสร้างแผ่นดินโลก ทะเล และสิ่งทรงสร้างทั้งหลายทั้งหมดที่เป็นพลเมืองของมัน ซึ่งก็ยังพึงต้องการเวลาอีกหนึ่งวัน  การนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงวันที่หก เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์และปล่อยให้เขาบริหารจัดการสรรพสิ่งทั้งหมดบนแผ่นดินโลก แล้วพอวันที่เจ็ด เมื่อพระองค์ได้ทรงแล้วเสร็จการสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์จึงได้ทรงพักผ่อน  พระเจ้าได้ทรงอวยพรให้กับวันที่เจ็ดและตั้งให้มันเป็นวันศักดิ์สิทธิ์วันหนึ่ง พระองค์ได้ทรงตัดสินพระทัยสถาปนาวันศักดิ์สิทธิ์นี้ภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเรียบร้อยแล้ว หาใช่ก่อนการทรงสร้างพวกมันไม่  พระราชกิจนี้ก็ได้ถูกดำเนินไปจนเสร็จสิ้นอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน ก่อนการทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์มิได้ตัดสินพระทัยที่จะสร้างโลกในหกวัน และจากนั้นก็ทรงหยุดพักในวันที่เจ็ด การเช่นนั้นไม่ได้เป็นไปในแนวเดียวกับข้อเท็จจริงแต่อย่างใดเลย  พระองค์มิได้ทรงมีส่วนตัดสินพระทัยอะไรแบบนั้นเลย ทั้งยังหาได้วางแผนการเกี่ยวกับมันไว้ไม่  ไม่มีทางเลยที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่าการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งจะถูกทำให้เสร็จสิ้นในวันที่หกและว่าพระองค์จะทรงหยุดพักในวันที่เจ็ด ในทางกลับกัน พระองค์ได้ทรงสร้างไปตามสิ่งที่ดูเหมือนจะดีสำหรับพระองค์ ณ เวลานั้น  ทันทีที่พระองค์ได้แล้วเสร็จการทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็เป็นวันที่หกแล้ว  หากมันเป็นวันที่ห้าในตอนที่พระองค์แล้วเสร็จการทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เช่นนั้นพระองค์ก็คงจะทรงตั้งวันที่หกเป็นวันศักดิ์สิทธิ์  อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงนั้น พระองค์ได้ทรงแล้วเสร็จการทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในวันที่หก และฉะนั้นวันที่เจ็ดจึงกลายมาเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถูกส่งผ่านต่อมาจนถึงทุกวันนี้  เพราะฉะนั้น พระราชกิจปัจจุบันของพระองค์จึงกำลังถูกดำเนินการให้เสร็จสิ้นในลักษณะเดียวกันนี้เอง  พระองค์ตรัสและจัดเตรียมเพื่อความต้องการจำเป็นของพวกเจ้าโดยสอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ของพวกเจ้า นั่นก็คือ พระวิญญาณตรัสและทรงพระราชกิจไปตามรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ของผู้คน พระองค์คอยเฝ้าทอดพระเนตรโดยรวมทั้งหมดและทรงพระราชกิจ ณ เวลาใดและสถานที่ใดก็ได้  สิ่งที่เราทำ พูด วางให้แก่พวกเจ้า และมอบให้กับพวกเจ้านั้นก็คือสิ่งที่พวกเจ้าจำเป็นต้องมี ทั้งนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น  ด้วยประการฉะนั้น จึงไม่มีงานใดเลยของเราที่แยกจากความเป็นจริง ทั้งหมดเป็นความจริง เพราะพวกเจ้าทั้งหมดรู้ว่า “พระวิญญาณของพระเจ้าคอยเฝ้าทอดพระเนตรโดยรวมทั้งหมด”  หากการนี้ทั้งหมดล้วนได้ถูกตัดสินใจไว้ล่วงหน้าก่อนเวลาแล้ว มันจะไม่สำเร็จรูปเกินไปหน่อยหรือ?  ราวกับเจ้าคิดว่าพระเจ้าได้ทรงกะคำนวณแผนการสำหรับทั้งหกพันปี และจากนั้นก็ได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าให้มนุษยชาติเป็นกบฏ ต้านทาน คดโกง และหลอกลวง และครองความเสื่อมทรามของเนื้อหนัง ครองอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน และตัณหาของตา การตามใจตัวเองมากเกินไปของปัจเจกบุคคล  ไม่มีอะไรเลยในนั้นที่ได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า แต่ในทางกลับกัน ทั้งหมดล้วนได้เกิดขึ้นโดยเป็นผลลัพธ์มาจากการทำให้เสื่อมทรามของซาตาน  บางคนอาจพูดว่า “ซาตานไม่ได้อยู่ในกำมือของพระเจ้าด้วยหรอกหรือ?  พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ซาตานจะทำให้มนุษย์เสื่อมทรามในลักษณะนี้ และหลังจากนั้น พระเจ้าก็ได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์ไปจนเสร็จสิ้น”  อันที่จริงแล้ว พระเจ้าคงจะได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าให้ซาตานทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามอย่างนั้นหรือ?  พระเจ้าก็เพียงแค่ทรงใจจดใจจ่อเกินไปที่จะเปิดโอกาสให้มนุษยชาติมีชีวิตอย่างปกติ ดังนั้น จริงหรือที่พระองค์ก็คงจะทรงแทรกแซงชีวิตของพวกเขา?  หากเป็นเช่นนั้น การทำให้ซาตานปราชัยและการช่วยมนุษยชาติให้รอดจะไม่เป็นความพยายามที่ไร้ผลหรอกหรือ?  ความเป็นกบฏของมนุษยชาติได้ถูกลิขิตไว้แล้วล่วงหน้าได้อย่างไรกันเล่า?  มันเป็นบางสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเนื่องมาจากการแทรกแซงของซาตาน ดังนั้นมันได้ถูกลิขิตไว้แล้วล่วงหน้าโดยพระเจ้าได้อย่างไรกัน? ซาตานในกำมือของพระเจ้าที่พวกเจ้าคิดไปเองนั้นแตกต่างจากซาตานในกำมือของพระเจ้าที่เราพูดถึง  ตามคำกล่าวของพวกเจ้าที่ว่า “พระเจ้านั้นทรงมหิทธิฤทธิ์ และซาตานนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์”  ซาตานคงไม่เคยสามารถทรยศพระองค์ได้เลย  เจ้าไม่ได้พูดว่า พระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์หรอกหรือ?  ความรู้ของพวกเจ้าเป็นรูปธรรมเกินไป และไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความเป็นจริงเลย มนุษย์ช่างไม่เคยสามารถหยั่งลึกพระดำริของพระเจ้า ทั้งยังไม่เคยสามารถจับใจความในพระปรีชาญาณของพระองค์ได้เลย!  พระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์ นี่มิใช่ความเท็จแต่อย่างใดเลย  หัวหน้าทูตสวรรค์องค์นั้นได้ทรยศพระเจ้าก็เพราะพระเจ้าได้ทรงให้มันร่วมแบ่งปันสิทธิอำนาจในตอนเริ่มแรก  แน่อยู่แล้วว่า นี่เป็นเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน เหมือนกับตอนที่เอวาได้จำนนต่อการทดลองของงูไม่มีผิด  อย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญว่าซาตานดำเนินการทรยศของมันไปจนเสร็จสิ้นอย่างไร มันก็ยังคงหาได้มีมหิทธิฤทธิ์เท่ากับพระเจ้าไม่  ดังที่พวกเจ้าได้พูดไป ซาตานก็แค่พอมีฤทธิ์ ไม่สำคัญว่ามันจะทำอะไร สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็จะทำให้มันปราชัยลงเสมอ  นี่คือความหมายที่แท้จริงเบื้องหลังคำกล่าวที่ว่า “พระเจ้านั้นทรงมหิทธิฤทธิ์ และซาตานนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์”  เพราะฉะนั้น สงครามกับซาตานต้องถูกดำเนินไปทีละขั้นตอนจนเสร็จสิ้น  ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าทรงวางแผนการพระราชกิจของพระองค์โดยตอบสนองต่อกลโกงทั้งหลายของซาตาน—นั่นก็คือ พระองค์ทรงนำพาความรอดมาสู่มนุษยชาติ และทรงเปิดเผยพระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระองค์ในลักษณะอันเหมาะสมกับยุคที่กำลังเป็นอยู่  ในทำนองเดียวกัน พระราชกิจของพระองค์ในยุคสุดท้ายก็มิได้ถูกลิขิตล่วงหน้าไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนยุคพระคุณ การลิขิตล่วงหน้าต่างๆ มิได้ถูกทำในลักษณะเรียงลำดับแบบนี้ กล่าวคือ อันดับแรก การทำให้อุปนิสัยภายนอกของมนุษย์เปลี่ยนแปลง อันดับสอง การเกณฑ์ให้มนุษย์มาอยู่ภายใต้การตีสอนและการทดสอบของพระองค์ อันดับสาม การทำให้มนุษย์ก้าวผ่านบททดสอบแห่งความตาย อันดับสี่ การให้มนุษย์ได้รับประสบการณ์กับเวลาแห่งการรักพระเจ้าและแสดงปณิธานของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้าง อันดับห้า การอนุญาตให้มนุษย์มองเห็นน้ำพระทัยของพระเจ้าและรู้จักพระองค์อย่างครบบริบูรณ์ และสุดท้าย การทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์  พระองค์มิได้ทรงวางแผนการในสิ่งเหล่านี้ในช่วงระหว่างยุคพระคุณเลย ในทางกลับกัน พระองค์ได้ทรงเริ่มวางแผนการเหล่านี้ในยุคปัจจุบัน  ซาตานกำลังทำงาน พระเจ้าก็เช่นกัน  ซาตานแสดงอุปนิสัยเสื่อมทรามทั้งหลายของมัน ในขณะที่พระเจ้ากำลังตรัสอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผยสิ่งต่างๆ ซึ่งมีสาระสำคัญ  นี่คือพระราชกิจที่กำลังทำอยู่ในวันนี้ และมีหลักการทำงานเดียวกับหลักการที่ถูกใช้นานมาแล้วภายหลังการสร้างโลก

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรรู้ว่าองค์รวมแห่งมนุษยชาติได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 150

อันดับแรกพระเจ้าได้ทรงสร้างอาดัมกับเอวา และพระองค์ได้ทรงสร้างงูขึ้นมาด้วยเช่นกัน  ในบรรดาสรรพสิ่งทั้งมวล งูตัวนี้มีพิษที่สุด ตัวของมันบรรจุไปด้วยน้ำพิษ ซึ่งซาตานได้ใช้เพื่อฉวยประโยชน์จากมัน  นี่คืองูที่ได้พยายามทดลองเอวาให้ทำบาป  อาดัมได้ทำบาปหลังจากที่เอวาได้ทำลงไป และแล้วพวกเขาทั้งสองก็สามารถที่จะแยกความต่างระหว่างดีและชั่วได้  หากพระยาห์เวห์ได้ทรงทราบว่างูจะพยายามทดลองเอวา และทราบว่าเอวาจะทดลองอาดัม เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์จึงมิได้ทรงวางพวกเขาทั้งหมดไว้ในสวนเล่า?  หากพระองค์ทรงสามารถคาดทำนายสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์จึงได้ทรงสร้างงูขึ้นมาตัวหนึ่งและวางมันลงในสวนเอเดนเล่า?  เหตุใดหรือ สวนเอเดนจึงมีผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว?  พระองค์มิได้ทรงหมายที่จะให้พวกเขากินผลไม้นั้นหรอกหรือ?  เมื่อตอนที่พระยาห์เวห์เสด็จมา ทั้งอาดัมและเอวา ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับพระองค์ และถึงตอนนั้นเท่านั้นเองที่พระยาห์เวห์ได้ทรงทราบว่าพวกเขาได้กินผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วเข้าไปแล้ว และตกเป็นเหยื่อเล่ห์เหลี่ยมของงู  ในตอนสุดท้าย พระองค์จึงได้ทรงสาปแช่งงู และพระองค์ทรงสาปแช่งอาดัมกับเอวาเช่นเดียวกัน  ตอนที่พวกเขาทั้งสองกินผลของต้นไม้ พระยาห์เวห์หาได้ทรงตระหนักรู้เลยไม่ว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่  มนุษยชาติได้กลายเป็นเสื่อมทรามจนถึงจุดของการเป็นคนชั่วและสำส่อนทางเพศ ไปไกลมากถึงขนาดที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเก็บงำอยู่ในหัวใจของพวกเขานั้นชั่วและไม่ชอบธรรม มันล้วนแต่โสมมไปทั้งหมด  เพราะฉะนั้นพระยาห์เวห์ทรงเสียพระทัยกับการที่ได้ทรงสร้างมนุษยชาติขึ้นมา  หลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในการทำลายล้างโลกด้วยน้ำท่วมจนเสร็จสิ้น ซึ่งโนอาห์กับบุตรทั้งหลายของเขาได้รอดชีวิต บางสรรพสิ่งนั้นมิได้ก้าวล้ำและเหนือธรรมชาติเท่ากับที่ผู้คนอาจจินตนาการ  บ้างก็ถามว่า “ในเมื่อพระเจ้าได้ทรงทราบแล้วว่าหัวหน้าทูตสวรรค์จะทรยศพระองค์ เหตุใดพระองค์จึงได้ทรงสร้างมันขึ้นมาเล่า?”  เหล่านี้คือข้อเท็จจริง นั่นคือ ก่อนที่แผ่นดินโลกจะได้มาดำรงอยู่ หัวหน้าทูตสวรรค์เป็นทูตสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟ้าสวรรค์  มันมีอำนาจปกครองเหนือทูตสวรรค์ทั้งปวงในฟ้าสวรรค์ นี่เป็นสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้มัน  ด้วยการยกเว้นของพระเจ้า มันจึงยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาทูตสวรรค์แห่งฟ้าสวรรค์  ในเวลาต่อมา หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษยชาติขึ้น เบื้องล่างบนแผ่นดินโลก หัวหน้าทูตสวรรค์ได้ดำเนินการหักหลังซึ่งยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกต่อพระเจ้าจนสำเร็จ  เราพูดว่ามันได้ทรยศพระเจ้าก็เพราะมันต้องการที่จะบริหารจัดการมนุษยชาติและอยู่เหนือล้ำสิทธิอำนาจของพระเจ้า  หัวหน้าทูตสวรรค์นี่เองที่ได้ทดลองเอวาให้ทำบาป และที่มันทำเช่นนั้นก็เพราะมันปรารถนาที่จะสถาปนาอาณาจักรของมันบนแผ่นดินโลกและทำให้พวกมนุษย์หันหลังให้กับพระเจ้าและเชื่อฟังหัวหน้าทูตสวรรค์แทน หัวหน้าทูตสวรรค์เห็นว่า หลายสิ่งเหลือเกินที่จะสามารถเชื่อฟังมันได้—พวกทูตสวรรค์สามารถ เช่นเดียวกับที่ผู้คนบนแผ่นดินโลกก็สามารถ  นกและสัตว์ร้าย ต้นไม้ ป่า ภูเขา แม่น้ำ และทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกนั้นอยู่ใต้การดูแลของพวกมนุษย์—นั่นก็คือ อาดัมกับเอวา—ในขณะที่อาดัมกับเอวาเชื่อฟังหัวหน้าทูตสวรรค์  เพราะฉะนั้นหัวหน้าทูตสวรรค์จึงได้อยากที่จะอยู่เหนือล้ำสิทธิอำนาจของพระเจ้าและทรยศพระเจ้า หลังจากนั้น มันได้นำทูตสวรรค์มากมายในการกบฏต่อพระเจ้า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวิญญาณที่ไม่สะอาดสารพัดชนิด  พัฒนาการของมนุษยชาติจนถึงทุกวันนี้ไม่ได้มีเหตุมาจากการทำให้เสื่อมทรามของหัวหน้าทูตสวรรค์หรอกหรือ?  พวกมนุษย์เป็นอย่างที่พวกเขาเป็นในวันนี้ก็เพราะหัวหน้าทูตสวรรค์ได้ทรยศพระเจ้าและทำให้มนุษยชาติเสื่อมทราม  พระราชกิจแบบทีละขั้นตอนนี้ไม่ได้เป็นรูปธรรมและเรียบง่ายใกล้เคียงกับที่ผู้คนอาจจินตนาการเลย  ซาตานได้ดำเนินการทรยศของมันจนสำเร็จด้วยเหตุผลหนึ่ง ทว่าผู้คนก็หาได้สามารถจับใจความข้อเท็จจริงอันเรียบง่ายเช่นนั้นได้ไม่  เหตุใดเล่าที่พระเจ้าผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งจึงได้ทรงสร้างซาตานขึ้นมาด้วยเช่นกัน?  ในเมื่อพระเจ้าทรงดูหมิ่นซาตานมากมายยิ่งนัก และซาตานคือศัตรูของพระองค์ เหตุใดเล่าพระองค์จึงได้ทรงสร้างซาตานขึ้นมา?  การทรงสร้างซาตานไม่ใช่เป็นการที่พระองค์กำลังทรงสร้างศัตรูหรอกหรือ?  อันที่จริงแล้ว พระเจ้ามิได้ทรงสร้างศัตรูขึ้นมา ในทางกลับกัน พระองค์ทรงสร้างทูตสวรรค์ และต่อมาทูตสวรรค์องค์นั้นได้ทรยศพระองค์  สถานะของมันได้เติบโตยิ่งใหญ่เหลือเกินจนถึงขั้นที่มันได้ปรารถนาจะทรยศพระเจ้า  คนเราอาจสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็นความบังเอิญ แต่ว่านี่ก็เป็นความหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างหนึ่ง  มันคล้ายคลึงกับการที่บุคคลหนึ่งจะตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากที่การเป็นผู้ใหญ่ได้ไปถึงจุดเฉพาะจุดหนึ่ง สิ่งทั้งหลายก็แค่ได้พัฒนาการมาจนถึงช่วงระยะนั้นเท่านั้นเอง  พวกโง่สิ้นคิดบางคนกล่าวว่า “ในเมื่อซาตานเป็นศัตรูของพระองค์ เหตุใดพระองค์จึงทรงสร้างมันขึ้นมา?  พระองค์ไม่ทรงทราบหรอกหรือว่าหัวหน้าทูตสวรรค์จะทรยศพระองค์?  พระองค์ไม่ได้ทรงสามารถเขม้นมองจากชั่วกัลปาวสานสู่ชั่วกัลปาวสานหรอกหรือ?  พระองค์มิได้ทรงทราบธรรมชาติของหัวหน้าทูตสวรรค์หรอกหรือ?  ในเมื่อพระองค์ทรงทราบชัดเจนว่ามันจะทรยศพระองค์ เหตุใดพระองค์จึงได้ทำให้มันกลายเป็นหัวหน้าทูตสรรค์เล่า?  มันไม่ได้แค่ทรยศพระองค์เท่านั้น มันยังได้นำทูตสวรรค์องค์อื่นๆ มากมายเหลือเกินมากับมัน และมันก็ได้ลงมายังโลกของพวกมนุษย์เพื่อที่จะทำให้มนุษยชาติเสื่อมทราม ทว่ากระทั่งทุกวันนี้ พระองค์ก็ยังไม่ทรงสามารถเสร็จสิ้นแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์ได้เลย”  คำพูดเหล่านั้นถูกต้องหรือ?  เมื่อเจ้าคิดไปในหนทางนี้ เจ้าไม่ได้กำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยนหรอกหรือ?  มีคนอื่นๆ ที่พูดว่า “หากซาตานไม่ได้ทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามมาถึงปัจจุบันนี้ พระเจ้าก็คงจะไม่ได้ทรงนำพาความรอดมาสู่มนุษยชาติอย่างนี้  เมื่อเป็นดังนั้น พระปรีชาญาณและพระมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าคงจะไม่สามารถมองเห็นได้ นั่นคือ พระปรีชาญาณของพระองค์จะได้รับการเปิดเผยที่แห่งหนใดหรือ?  เพราะฉะนั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์หนึ่งขึ้นมาเพื่อซาตาน เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงสามารถเปิดเผยพระมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ได้ภายหลัง—หาไม่แล้ว มนุษย์จะสามารถค้นพบพระปรีชาญาณของพระเจ้าได้อย่างไรกัน?  หากมนุษย์มิได้ต้านทานพระเจ้าหรือกบฏต่อพระองค์ มันก็คงจะไม่จำเป็นที่การกระทำต่างๆ ของพระองค์จะต้องถูกเปิดเผย  หากสิ่งทรงสร้างทั้งปวงจะนมัสการพระองค์และนบนอบต่อพระองค์อยู่แล้ว พระเจ้าก็คงไม่ทรงมีพระราชกิจให้ทำ”  นี่ยิ่งห่างไกลความเป็นจริงเข้าไปใหญ่ เพราะไม่มีสิ่งใดเลยที่โสมมเกี่ยวกับพระเจ้า ดังนั้น พระองค์จึงไม่ทรงสามารถสร้างความโสมมได้  พระองค์ทรงเปิดเผยการกระทำต่างๆ ของพระองค์ในตอนนี้เพียงเพื่อที่จะทำให้ศัตรูของพระองค์ปราชัย เพื่อที่จะช่วยพวกมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างให้รอด และเพื่อที่จะมอบความปราชัยให้ปีศาจทั้งหลายและซาตานซึ่งเกลียดชัง ทรยศ และต้านทานพระเจ้า และซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์และเป็นของพระองค์ในตอนแรกเริ่มสุด  พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะมอบความปราชัยให้ปีศาจเหล่านี้ และเปิดเผยพระมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ต่อทุกสรรพสิ่งในการทำเช่นนั้น  มนุษยชาติและทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกในตอนนี้นั้นอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตานและอยู่ภายใต้แดนครอบครองของคนเลว  พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะเปิดเผยการกระทำต่างๆ ของพระองค์ต่อทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ผู้คนอาจรู้จักพระองค์ และด้วยประการฉะนี้จึงเป็นการทำให้ซาตานปราชัยและกำราบพวกศัตรูของพระองค์อย่างถ้วนหน้ากัน  ความครบถ้วนทั้งหมดของพระราชกิจนี้สำเร็จลุล่วงโดยผ่านทางการเปิดเผยการกระทำต่างๆ ของพระองค์  สิ่งทรงสร้างทั้งปวงของพระองค์นั้นอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงปรารถนาที่จะเปิดเผยพระมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์แก่พวกมัน อันเป็นการทำให้ซาตานปราชัยด้วยประการฉะนี้เอง  หากไม่มีซาตาน พระองค์ก็คงจะไม่ทรงจำเป็นต้องเปิดเผยกิจการของพระองค์  หากไม่ใช่เพราะการคุกคามของซาตาน พระเจ้าคงจะไม่ได้ทรงสร้างมนุษยชาติขึ้นมา และนำทางพวกเขามาใช้ชีวิตอยู่ในสวนเอเดน  ก่อนการทรยศของซาตาน เหตุใดเล่าพระเจ้าจึงไม่เคยทรงเปิดเผยกิจการของพระองค์ต่อพวกทูตสวรรค์หรือต่อหัวหน้าทูตสวรรค์เลย?  หากในปฐมกาล พวกทูตสวรรค์ทั้งหมดและหัวหน้าทูตสวรรค์ได้รู้จักพระเจ้าและได้นบนอบต่อพระองค์ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็คงจะไม่ได้ทรงดำเนินการกระทำต่างๆ ที่ไร้ความหมายเกี่ยวกับพระราชกิจไปจนเสร็จสิ้น  เพราะการดำรงอยู่ของซาตานและพวกปีศาจ พวกมนุษย์จึงได้ต้านทานพระเจ้าและเต็มปริ่มไปด้วยอุปนิสัยซึ่งเป็นกบฏเช่นกัน  เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงปรารถนาที่จะเปิดเผยการกระทำของพระองค์  เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำสงครามกับซาตาน  พระองค์จึงต้องทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เองและการกระทำทั้งหมดของพระองค์ในการที่จะมอบความปราชัยให้กับมัน  ในหนทางนี้ พระราชกิจแห่งความรอดที่พระองค์ทรงปฏิบัติท่ามกลางพวกมนุษย์จะอำนวยให้พวกเขามองเห็นพระปรีชาญาณและพระมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์  พระราชกิจที่พระเจ้ากำลังทรงปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้นั้นเปี่ยมความหมาย และไม่มีทางที่จะคล้ายคลึงกับพระราชกิจที่บางผู้คนพูดพาดพิงถึงว่า “พระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติไม่ย้อนแย้งกันหรอกหรือ?  การสืบทอดพระราชกิจนี้มิใช่เป็นแค่แบบฝึกหัดหนึ่งในการสร้างปัญหาให้ตัวพระองค์เองหรอกหรือ?  พระองค์ได้ทรงสร้างซาตานขึ้นมา แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้มันทรยศและต้านทานพระองค์  พระองค์ได้ทรงสร้างพวกมนุษย์ขึ้นมา แล้วจากนั้นก็ส่งมอบพวกเขาให้กับซาตาน ปล่อยให้อาดัมกับเอวาถูกทดลอง  เพราะพระองค์ได้ทรงทำทั้งหมดนี้ลงไปอย่างมีจุดประสงค์ เหตุใดพระองค์จึงยังคงทรงรังเกียจมนุษยชาติอยู่เล่า?  เหตุใดพระองค์จึงทรงเกลียดซาตาน?  พระองค์มิได้ทรงทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเองหรอกหรือ?  มีอะไรตรงนั้นให้พระองค์เกลียดชังหรือ?”  ผู้คนสิ้นคิดจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่พูดอะไรแบบนี้  พวกเขาปรารถนาที่จะรักพระเจ้า แต่ลึกลงไป พวกเขาพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า ช่างย้อนแย้งอะไรเช่นนี้!  เจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้ามีความคิดที่เหนือธรรมชาติมากเกินไป และเจ้าถึงกับกล่าวอ้างว่าพระเจ้าได้ทรงทำผิดพลาด—เจ้าช่างสิ้นคิดอะไรเช่นนั้น!  เจ้านั่นเองที่กำลังทำเป็นเล่นกับความจริง มันไม่ใช่กรณีที่พระเจ้าได้ทรงทำผิดพลาดเลยสักนิด! ผู้คนบางคนถึงขั้นพร่ำบ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เป็นพระองค์นั่นเองที่ได้ทรงสร้างซาตานขึ้นมา และพระองค์ก็ทรงโยนซาตานทิ้งลงมาท่ามกลางมนุษย์ และทรงส่งมอบพวกเขาให้กับมัน  ครั้นมนุษย์ได้ครองอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน พระองค์ก็มิได้ทรงยกโทษให้พวกเขา ในทางตรงข้าม พระองค์ได้ทรงเกลียดชังพวกเขาจนถึงระดับหนึ่งเลย  ในตอนแรก พระองค์ได้ทรงรักเขาถึงระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ พระองค์ทรงรังเกียจพวกเขา  พระองค์นั่นเองที่ได้ทรงเกลียดชังมนุษยชาติ ทว่าพระองก็คือผู้ซึ่งได้ทรงรักมนุษยชาติเช่นกัน  กำลังเกิดอะไรขึ้นตรงนี้กันแน่?  นี่ไม่ใช่การย้อนแย้งหรอกหรือ?”  ไม่ว่าพวกเจ้ามองมันอย่างไร นี่ก็คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในสวรรค์ นี่คือลักษณะที่หัวหน้าทูตสวรรค์ได้ทรยศพระเจ้าและมนุษยชาติได้ถูกทำให้เสื่อมทราม และนี่คือวิธีที่พวกมนุษย์ดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้  ไม่ว่าพวกเจ้าจะใช้วลีกับมันอย่างไร นั่นก็คือเรื่องราวทั้งหมดทั้งสิ้น  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าจักต้องเข้าใจว่า พระประสงค์ทั้งองค์รวมเบื้องหลังพระราชกิจนี้ที่พระเจ้ากำลังทรงกระทำอยู่ในวันนี้ก็คือ เพื่อที่จะช่วยพวกเจ้าให้รอด และเพื่อที่จะมอบความปราชัยให้กับซาตาน

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรรู้ว่าองค์รวมแห่งมนุษยชาติได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 151

พระเจ้าทรงใช้การบริหารจัดการพวกมนุษย์ของพระองค์ในการทำให้ซาตานปราชัย  ซาตานนำพาชะตากรรมของผู้คนไปสู่จุดจบ และทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงักโดยการทำให้พวกเขาเสื่อมทราม ในทางกลับกัน พระราชกิจของพระเจ้าคือความรอดของมนุษยชาติ  ขั้นตอนใดของพระราชกิจของพระเจ้าหรือ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยมนุษยชาติให้รอด?  ขั้นตอนใดหรือ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะชำระผู้คนให้สะอาด และทำให้พวกเขาประพฤติตนอย่างชอบธรรม และใช้ชีวิตในภาพลักษณ์ของคนทั้งหลายที่สามารถได้รับความรัก?  อย่างไรก็ตาม ซาตานไม่ได้ทำสิ่งนี้  มันทำให้มนุษยชาติเสื่อมทราม มันดำเนินงานของมันในการทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามจนสำเร็จอย่างต่อเนื่องไปทั่วทั้งจักรวาล  แน่อยู่แล้วว่า พระเจ้าก็ทรงพระราชกิจของพระองค์เอง โดยมิได้ใส่พระทัยกับซาตานแต่อย่างใด  ไม่สำคัญว่าซาตานจะมีสิทธิอำนาจมมากเพียงใด พระเจ้าก็ยังคงทรงเป็นผู้ที่ให้สิทธิอำนาจนั้นแก่มันอยู่ดี พระเจ้าไม่ได้ทรงให้สิทธิอำนาจทั้งหมดของพระองค์แก่มันจริงๆ แต่อย่างใด และดังนั้น ไม่สำคัญว่าซาตานจะทำอะไร มันไม่เคยสามารถอยู่เหนือล้ำพระเจ้าได้เลย และมันจะอยู่ในกำมือของพระเจ้าเสมอ  พระเจ้ามิได้ทรงเปิดเผยการกระทำใดของพระองค์ในขณะอยู่ในสวรรค์  พระองค์ก็แค่ได้ทรงให้สิทธิอำนาจในสัดส่วนเล็กๆ แก่ซาตานและได้ทรงอนุญาตให้มันทำการควบคุมเหนือทูตสวรรค์องค์อื่นๆ เท่านั้นเอง  เพราะฉะนั้น ไม่สำคัญว่าซาตานจะทำอะไร มันก็ไม่สามารถอยู่เหนือล้ำสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ เพราะสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้ทรงยอมอนุมัติให้มันแต่เดิมนั้นมีขีดจำกัด  ในขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ ซาตานทำให้เกิดการหยุดชะงัก  ในยุคสุดท้าย การทำให้เกิดการหยุดชะงักของมันจะแล้วเสร็จ ในทำนองเดียวกัน พระราชกิจของพระเจ้าก็จะแล้วเสร็จเช่นกัน และบรรดามนุษย์ประเภทที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้ครบบริบูรณ์ก็จะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์  พระเจ้าทรงชี้นำผู้คนไปในทางที่เป็นบวก พระชนม์ชีพของพระองค์คือน้ำแห่งชีวิต อันประมาณค่ามิได้ และไร้พรมแดน  ซาตานได้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจนถึงระดับหนึ่ง  ในตอนสุดท้าย น้ำแห่งชีวิตก็จะทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ และมันจะเป็นไปไม่ได้ที่ซาตานจะแทรกแซงและทำงานของมันจนสำเร็จ  ด้วยเหตุนั้นพระเจ้าจึงจะทรงสามารถได้รับประชากรของพระองค์โดยครบบริบูรณ์  กระทั่งบัดนี้ ซาตานก็ยังคงปฏิเสธที่จะยอมรับการนี้ มันยังคงต่อสู้ชิงดีกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง แต่พระองค์ก็หาได้ใส่พระทัยกับมันไม่  พระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะมีชัยชนะเหนือกำลังบังคับมืดทั้งหมดของซาตานและเหนืออิทธิพลมืดทั้งปวง”  นี่คือพระราชกิจซึ่งต้องถูกทำในเนื้อหนัง ณ ตอนนี้ และมันยังเป็นสิ่งที่ทำให้การทรงบังเกิดเป็นมนุษย์มีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ เป็นการทำให้ช่วงระยะของพระราชกิจแห่งการมอบความปราชัยให้กับซาตานในยุคสุดท้ายนั้นครบบริบูรณ์ และเป็นการกวาดล้างทุกสรรพสิ่งที่เป็นของซาตานออกไป  ชัยชนะของพระเจ้าเหนือซาตานนั้นมิอาจหลีกเลี่ยงได้!  อันที่จริง ซาตานได้ล้มเหลวไปนานแล้ว  เมื่อข่าวประเสริฐได้เริ่มเผยแผ่ไปทั่วแผ่นดินของพญานาคใหญ่สีแดง—นั่นก็คือ เมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์และพระราชกิจนี้ได้เริ่มเคลื่อนไหว—ซาตานได้รับความปราชัยอย่างถึงที่สุด เพราะพระประสงค์ที่แท้จริงที่สุดของการจุติเป็นมนุษย์ก็คือเพื่อที่จะกำราบซาตาน  ทันทีที่ซาตานมองเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง และได้เริ่มดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้น ซึ่งไม่มีกำลังบังคับใดเลยจะสามารถหยุดยั้งได้ เพราะฉะนั้น มันจึงกลายเป็นอึ้งตะลึงงันไปในทันทีที่พระราชกิจเข้ามาในสายตา และไม่กล้าที่จะก่อการร้ายใดๆ อีกต่อไป  ในตอนแรก ซาตานคิดว่า มันได้มีทุนสนับสนุนติดตัวเป็นสติปัญญาอันล้นเหลือ และมันจึงได้ขัดจังหวะและคุกคามพระราชกิจของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้คาดฝันว่า พระเจ้าจะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง หรือคาดฝันว่าในพระราชกิจของพระองค์นั้น พระเจ้าจะได้ทรงใช้การเป็นกบฏของซาตานทำหน้าที่เป็นวิวรณ์และการพิพากษาสำหรับมนุษยชาติ อันเป็นการพิชิตพวกมนุษย์และมอบความปราชัยให้กับซาตานด้วยประการฉะนี้เอง  พระเจ้าทรงพระปรีชาญาณกว่าซาตาน และพระราชกิจของพระองค์นั้นเกินล้ำกว่ามันไปไกล  เพราะฉะนั้น ก็อย่างที่เราได้แถลงไว้ก่อนหน้านี้ว่า “งานที่เราทำนั้นได้ถูกดำเนินไปจนเสร็จสิ้นโดยตอบสนองต่อกลโกงของซาตาน ในตอนสุดท้าย เราจะเปิดเผยมหิทธิฤทธิ์ของเราและความไร้พลังอำนาจของซาตาน”  พระเจ้าจะทรงพระราชกิจของพระองค์ในแถวหน้า ในขณะที่ซาตานลากหางตามมาข้างหลัง จนกระทั่งในตอนสุดท้าย มันจะถูกทำลายลงในที่สุด—มันจะไม่รู้กระทั่งว่าใครที่ตีมัน!  มันจะแค่ตระหนักถึงความจริงในทันทีที่มันได้ถูกทุบตีและบดขยี้ไปแล้ว และแล้วภายในตอนนั้นเอง มันก็จะได้ถูกเผาไหม้เป็นจุณในบึงไฟไปเรียบร้อยแล้ว  ถึงตอนนั้น มันจะไม่น่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ?  เพราะถึงตอนนั้น  ซาตานจะไม่มีกลอุบายมากกว่านี้ออกมาใช้อีกแล้ว!

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรรู้ว่าองค์รวมแห่งมนุษยชาติได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 152

พระราชกิจของพระเจ้าท่ามกลางมนุษย์เป็นสิ่งที่มิอาจแยกจากมนุษย์ได้ ด้วยเหตุที่มนุษย์เป็นวัตถุประสงค์ของพระราชกิจนี้ และเป็นสิ่งทรงสร้างเพียงอย่างเดียวของพระเจ้าที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้  ชีวิตของมนุษย์และกิจกรรมทั้งหมดของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่มิอาจแยกจากพระเจ้าได้ และถูกพระหัตถ์ของพระเจ้าควบคุมไว้ทั้งหมด และอาจถึงกับกล่าวได้ว่าไม่มีบุคคลใดสามารถดำรงอยู่โดยเป็นอิสระจากพระเจ้า  ไม่มีใครสามารถปฏิเสธการนี้เพราะนี่คือข้อเท็จจริง  ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของมวลมนุษย์ และมุ่งต่อต้านกลอุบายของซาตาน  ทั้งหมดที่มนุษย์จำเป็นต้องมีล้วนมาจากพระเจ้า และพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตของมนุษย์  ดังนั้น มนุษย์จึงไร้ความสามารถที่จะแยกจากพระเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าไม่เคยได้ทรงมีเจตนารมณ์ใดๆ ที่จะแยกจากมนุษย์  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ทั้งปวง และพระดำริของพระองค์เมตตาเสมอ  เช่นนั้นแล้ว สำหรับมนุษย์ ทั้งพระราชกิจของพระเจ้าและพระดำริของพระเจ้า (นั่นคือ น้ำพระทัยของพระเจ้า) ต่างเป็น “นิมิต” ที่มนุษย์ควรรู้  นิมิตทั้งหลายเช่นนั้นยังเป็นการบริหารจัดการของพระเจ้า และพระราชกิจที่มนุษย์ไม่สามารถกระทำได้อีกด้วย  ในขณะเดียวกัน ข้อพึงประสงค์ทั้งหลายที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ในช่วงระหว่างพระราชกิจของพระองค์ย่อมเรียกว่า “การปฏิบัติ” ของมนุษย์  นิมิตทั้งหลายคือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง หรือนิมิตก็คือน้ำพระทัยที่พระองค์ทรงมีให้กับมวลมนุษย์หรือจุดมุ่งหมายและนัยสำคัญต่างๆ ของพระราชกิจของพระองค์  สามารถกล่าวได้อีกว่านิมิตเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ ด้วยเหตุที่การบริหารจัดการนี้เป็นพระราชกิจของพระเจ้าและชี้นำไปที่มนุษย์ ซึ่งหมายความว่าเป็นพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำท่ามกลางมนุษย์ พระราชกิจนี้จึงเป็นหลักฐานและเส้นทางที่มนุษย์ใช้ผ่านเข้ามารู้จักพระเจ้า และพระราชกิจนี้ย่อมมีความสำคัญสูงสุดสำหรับมนุษย์  หากผู้คนให้ความสนใจเพียงหลักข้อเชื่อเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าหรือให้ความสนใจในรายละเอียดที่ไม่สำคัญอย่างแท้จริงแทนที่จะให้ความสนใจในความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่รู้จักพระเจ้าเลย และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาย่อมจะไม่ทำให้พระเจ้าสมดังพระทัย  พระราชกิจของพระเจ้าที่เป็นประโยชน์อย่างมากมายยิ่งต่อความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระเจ้านั้นเรียกว่านิมิต  นิมิตเหล่านี้คือพระราชกิจของพระเจ้า น้ำพระทัยของพระเจ้า และจุดมุ่งหมายกับนัยสำคัญของพระราชกิจของพระเจ้า ทั้งหมดนั้นเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์  การปฏิบัติอ้างอิงถึงสิ่งที่มนุษย์ควรกระทำ เป็นสิ่งซึ่งสิ่งทรงสร้างทั้งหลายที่ติดตามพระเจ้าควรกระทำ และยังเป็นหน้าที่ของมนุษย์อีกด้วย  สิ่งที่มนุษย์ควรต้องทำไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์ได้เข้าใจมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่เป็นข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ในช่วงระหว่างพระราชกิจของพระองค์  ในขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ ข้อพึงประสงค์เหล่านี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นลุ่มลึกมากขึ้นและยกสูงขึ้น  ตัวอย่างเช่น ในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ มนุษย์ต้องปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ และในช่วงระหว่างยุคพระคุณ มนุษย์ต้องแบกกางเขน  ยุคแห่งราชอาณาจักรนั้นแตกต่างออกไป กล่าวคือ ข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์นั้นสูงกว่าข้อพึงประสงค์ทั้งหลายในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ  เมื่อนิมิตได้รับการยกสูงขึ้น ข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์ก็กลายเป็นสูงขึ้นทุกที และกลายเป็นชัดเจนขึ้นและเป็นจริงยิ่งขึ้นทุกที  ในทำนองเดียวกัน นิมิตก็กลายเป็นจริงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  ด้วยเช่นกัน  นิมิตที่เป็นจริงมากมายเหล่านี้ไม่ได้เอื้อต่อการเชื่อฟังพระเจ้าของมนุษย์เท่านั้น แต่นอกจากนั้น ยังเอื้อต่อความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าด้วย

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 153

เมื่อเปรียบเทียบกับยุคต่างๆ ก่อนหน้านี้ พระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักรสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่า ชี้นำไปที่เนื้อแท้ของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขามากกว่า และผู้คนทั้งหมดที่ติดตามพระองค์มีความสามารถมากขึ้นที่จะกล่าวคำพยานต่อพระเจ้าพระองค์เอง  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในช่วงระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักร ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงแสดงพระองค์เองให้มนุษย์เห็นมากยิ่งกว่ายุคใดในอดีต ซึ่งหมายความว่านิมิตทั้งหลายที่มนุษย์ควรรู้นั้นสูงกว่าในยุคใดๆ ก่อนหน้านี้ เพราะพระราชกิจของพระเจ้าท่ามกลางมนุษย์ได้เข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อน นิมิตที่มนุษย์รู้ในช่วงระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักรจึงสูงที่สุดโดยตลอดพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการทั้งหมด  พระราชกิจของพระเจ้าได้เข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อน และดังนั้น นิมิตที่มนุษย์จะรู้ย่อมกลายเป็นสูงสุดในบรรดานิมิตทั้งหมด และการปฏิบัติของมนุษย์อันเป็นผลที่เกิดขึ้นก็ย่อมสูงกว่าในยุคใดก่อนหน้านี้เช่นกัน เพราะการปฏิบัติของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสอดคล้องกับนิมิต และความเพียบพร้อมของนิมิตก็แสดงถึงความเพียบพร้อมของข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์อีกด้วย  ทันทีที่การบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้าหยุดลง การปฏิบัติของมนุษย์ก็ยุติเช่นกัน และหากปราศจากพระราชกิจของพระเจ้า มนุษย์ก็จะไม่มีตัวเลือกอื่นใดนอกจากการทำตามหลักข้อเชื่อของยุคอดีตทั้งหลาย หรือถ้าไม่ทำเช่นนั้น เขาก็จะไม่มีที่ใดให้หันไปหาเลย  เมื่อปราศจากนิมิตใหม่ๆ มนุษย์ก็จะไม่มีการปฏิบัติใหม่ๆ เมื่อปราศจากนิมิตที่ครบบริบูรณ์ มนุษย์ก็จะไม่มีการปฏิบัติที่เพียบพร้อม เมื่อปราศจากนิมิตที่สูงขึ้น มนุษย์ย่อมจะไม่มีการปฏิบัติที่สูงขึ้น  การปฏิบัติของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามย่างพระบาทของพระเจ้า และในทำนองเดียวกัน ความรู้และประสบการณ์ของมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามพระราชกิจของพระเจ้าเช่นกัน  ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถเพียงใดก็ตาม เขาก็ยังคงไม่สามารถแยกจากพระเจ้าได้ และหากพระเจ้าทรงหยุดกระทำพระราชกิจแม้เพียงชั่วขณะหนึ่ง มนุษย์ก็จะตายด้วยพระพิโรธของพระองค์ทันที  มนุษย์ไม่มีสิ่งใดให้อวดตัว เพราะไม่ว่าวันนี้ความรู้ของมนุษย์จะสูงเพียงใด ไม่ว่าประสบการณ์ของเขาจะลุ่มลึกขนาดไหน เขาก็ไม่สามารถแยกจากพระราชกิจของพระเจ้าได้—เพราะการปฏิบัติของมนุษย์และสิ่งที่เขาควรแสวงหาในการเชื่อในพระเจ้าของเขานั้นไม่สามารถแยกจากนิมิตได้  ในทุกพระราชกิจของพระเจ้าที่เกิดขึ้น มีนิมิตต่างๆ ที่มนุษย์ควรรู้ และตามหลังนิมิตเหล่านี้ ข้อพึงประสงค์ที่เหมาะเจาะสำหรับมนุษย์จึงเกิดขึ้น  เมื่อปราศจากนิมิตเหล่านี้เป็นรากฐานแล้ว มนุษย์จะไม่สามารถปฏิบัติได้เลย อีกทั้งมนุษย์จะไม่สามารถติดตามพระเจ้าอย่างไม่หวั่นไหวได้  หากมนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้าหรือเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วทั้งหมดที่มนุษย์ทำก็สูญเปล่าและไม่สามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ไม่ว่ามนุษย์จะมีของประทานมากมายเพียงใดก็ตาม เขายังคงไม่สามารถแยกจากพระราชกิจของพระเจ้าและการทรงนำของพระเจ้า  ไม่ว่าการกระทำของมนุษย์จะดีเพียงใดหรือไม่ว่าจะมีการกระทำมากมายเพียงใดที่มนุษย์ลงมือทำก็ตาม การกระทำเหล่านั้นก็ยังคงไม่สามารถแทนที่พระราชกิจของพระเจ้าได้  และดังนั้น ไม่ว่าในกรณีใด การปฏิบัติของมนุษย์ย่อมไม่สามารถแยกจากนิมิตได้  พวกที่ไม่ยอมรับนิมิตใหม่จึงไม่มีการปฏิบัติใหม่  การปฏิบัติของเขาไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับความจริง เพราะพวกเขาปฏิบัติตามหลักข้อเชื่อและทำตามกฎที่ตายไปแล้ว พวกเขาไม่มีนิมิตใหม่ๆ เลย และผลที่ตามมาคือพวกเขาย่อมไม่ได้นำสิ่งใดจากยุคใหม่ไปปฏิบัติ  พวกเขาได้สูญเสียนิมิต และในการทำเช่นนั้น พวกเขาก็ได้สูญเสียพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปด้วย และพวกเขาได้สูญเสียความจริง  พวกที่ปราศจากความจริงก็คือลูกหลานของความไร้สาระน่าขัน พวกเขาเป็นร่างทรงของซาตาน  ไม่ว่าคนบางคนจะเป็นบุคคลประเภทใดก็ตาม พวกเขาย่อมไม่สามารถปราศจากนิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และไม่สามารถสูญสิ้นการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ ทันทีที่คนเราสูญเสียนิมิต คนเราก็ย่อมตกลงสู่แดนคนตายและใช้ชีวิตท่ามกลางความมืดทันที  ผู้คนที่ปราศจากนิมิตคือพวกที่ติดตามพระเจ้าอย่างโง่เขลา พวกเขาคือพวกที่ปราศจากพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในนรก  ผู้คนเช่นนั้นไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับแขวนพระนามของพระเจ้าไว้เหมือนกับแผ่นป้ายโฆษณา  พวกที่ไม่รู้จักพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกที่ไม่รู้จักพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ พวกที่ไม่รู้พระราชกิจสามระยะในการบริหารจัดการที่ครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า—พวกเขาย่อมไม่รู้นิมิต และดังนั้นจึงปราศจากความจริง  แล้วพวกที่ไร้ความจริงไม่ใช่คนทำชั่วทั้งหมดหรอกหรือ?  บรรดาผู้ที่เต็มใจจะนำความจริงไปปฏิบัติ บรรดาผู้ที่เต็มใจจะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแท้จริงคือผู้คนที่นิมิตย่อมทำหน้าที่เป็นรากฐานให้  พวกเขาได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าเพราะพวกเขาร่วมมือกับพระเจ้า และย่อมเป็นความร่วมมือนี้ที่มนุษย์ควรนำไปปฏิบัติ

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 154

ในนิมิตประกอบด้วยเส้นทางให้ปฏิบัติมากมาย  ภายในนิมิตยังประกอบด้วยข้อเรียกร้องต่อมนุษย์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เช่นเดียวกับพระราชกิจของพระเจ้าที่มนุษย์ควรรู้  ในอดีต ในช่วงระหว่างการชุมนุมพิเศษหรือการชุมนุมใหญ่ที่จัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ มีการพูดถึงเส้นทางการปฏิบัติเพียงแง่มุมเดียวเท่านั้น  วิธีปฏิบัติเช่นนั้นคือสิ่งที่ต้องนำมาปฏิบัติในช่วงระหว่างยุคพระคุณ และแทบจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเลย เพราะนิมิตของยุคพระคุณเป็นเพียงนิมิตเกี่ยวกับการตรึงกางเขนของพระเยซู และย่อมไม่มีนิมิตทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่กว่า  มนุษย์ไม่ได้ควรต้องรู้มากไปกว่าพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์โดยผ่านทางการตรึงกางเขนของพระองค์ และดังนั้น ย่อมไม่มีนิมิตอื่นใดในช่วงระหว่างยุคพระคุณให้มนุษย์ล่วงรู้  ในหนทางนี้ มนุษย์จึงเพียงมีความรู้อันจำกัดเกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น และนอกเหนือจากความรู้เกี่ยวกับความรักและความกรุณาของพระเยซูแล้ว ก็มีเพียงสิ่งที่เรียบง่ายและน่าสงสารไม่กี่อย่างให้มนุษย์นำไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากวันนี้อย่างมาก  ในอดีต ไม่ว่าสมัชชาของมนุษย์จะจัดขึ้นในรูปแบบใดก็ตาม มนุษย์ก็ไม่ได้สามารถพูดถึงความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแห่งพระราชกิจของพระเจ้า นับประสาอะไรที่ใครบางคนจะมีความสามารถที่จะพูดได้อย่างชัดเจนว่าเส้นทางการปฏิบัติใดเป็นเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้มนุษย์เข้าสู่  มนุษย์เพียงเพิ่มรายละเอียดง่ายๆ ไม่กี่อย่างลงในรากฐานของการอดกลั้นและความอดทน  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเนื้อแท้ของการปฏิบัติของเขาเลย เพราะภายในยุคเดียวกันนั้น พระเจ้าไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจใดที่ใหม่กว่า และข้อพึงประสงค์ที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ก็มีเพียงการอดกลั้นและความอดทน หรือการแบกกางเขนเท่านั้น  นอกเหนือจากการปฏิบัติเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีนิมิตใดที่สูงกว่าการตรึงกางเขนของพระเยซูอีก  ในอดีต ไม่มีการกล่าวถึงนิมิตอื่นเพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงทำพระราชกิจมากมายนัก และเพราะพระองค์ทรงมีเพียงข้อเรียกร้องอันจำกัดต่อมนุษย์เท่านั้น  ในหนทางนี้ ไม่ว่ามนุษย์ได้ทำสิ่งใดลงไปก็ตาม เขาก็ไม่สามารถล่วงละเมิดเขตแดนเหล่านี้ เขตแดนที่มีเพียงสิ่งที่เรียบง่ายและตื้นเขินไม่กี่อย่างให้มนุษย์นำไปปฏิบัติ  วันนี้เราพูดถึงนิมิตอื่นหลายอย่าง เพราะวันนี้มีพระราชกิจที่ได้ทรงกระทำมากขึ้น พระราชกิจที่เกินจากยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณไปหลายเท่า  ข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์ก็สูงกว่าในยุคอดีตหลายเท่าเช่นกัน  หากมนุษย์ไม่สามารถรู้พระราชกิจดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจนั้นก็จะไม่มีนัยสำคัญที่ยิ่งใหญ่ใดๆ  สามารถพูดได้ว่ามนุษย์จะมีความลำบากยากเย็นในการรู้จักพระราชกิจดังกล่าวอย่างครบถ้วนหากเขาไม่อุทิศความพยายามทั้งชีวิตให้กับพระราชกิจนั้น  ในพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย การพูดถึงเพียงเส้นทางการปฏิบัติจะทำให้การพิชิตชัยมนุษย์เป็นไปไม่ได้  เพียงการพูดถึงนิมิตโดยปราศจากข้อพึงประสงค์ใดๆ ต่อมนุษย์ก็จะทำให้การพิชิตชัยมนุษย์เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน  หากไม่มีการพูดถึงสิ่งใดนอกเหนือจากเส้นทางการปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะโบยตีจุดอ่อนของมนุษย์หรือขจัดมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และย่อมจะเป็นไปไม่ได้ด้วยที่จะพิชิตมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์  นิมิตคือเครื่องมือหลักของการพิชิตชัยมนุษย์ ถึงกระนั้น หากไม่มีเส้นทางการปฏิบัตินอกเหนือจากนิมิต เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็จะไม่มีหนทางให้ติดตาม และเขาจะยิ่งไม่มีวิถีทางเข้าสู่ใดๆ  สิ่งนี้ได้เป็นหลักการของพระราชกิจของพระเจ้ามาตั้งแต่เริ่มต้นจนอวสาน กล่าวคือ ในนิมิตมีสิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ และมีนิมิตที่นอกเหนือจากการปฏิบัติเช่นเดียวกัน  ระดับการเปลี่ยนแปลงทั้งในชีวิตของมนุษย์และอุปนิสัยของเขาย่อมเป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงในนิมิต  หากมนุษย์อาศัยเพียงความพยายามของตนเองเท่านั้น เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสัมฤทธิ์ระดับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ใดๆ  นิมิตพูดถึงพระวจนะของพระเจ้าพระองค์เองและการบริหารจัดการของพระเจ้า  การปฏิบัติอ้างอิงถึงเส้นทางการปฏิบัติของมนุษย์ และถึงวิธีการดำรงอยู่ของมนุษย์  ในการบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างนิมิตกับการปฏิบัติคือความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์  หากนิมิตถูกลบออกไป หรือหากนิมิตได้รับการพูดถึงโดยปราศจากการสนทนาถึงการปฏิบัติ หรือหากมีเพียงนิมิต แล้วการปฏิบัติของมนุษย์ได้ถูกกำจัดไป เช่นนั้นแล้วสิ่งต่างๆ ดังกล่าวก็ไม่อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการบริหารจัดการของพระเจ้า ยิ่งไม่อาจกล่าวได้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าได้รับการทรงกระทำเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์  ในหนทางนี้ ไม่เพียงแต่หน้าที่ของมนุษย์จะถูกลบออกไปเท่านั้น แต่ย่อมจะเป็นการปฏิเสธจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  หากนับตั้งแต่เริ่มต้นจนอวสาน มนุษย์พึงต้องปฏิบัติเท่านั้นโดยพระราชกิจของพระเจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องด้วย และนอกจากนี้ หากมนุษย์ไม่พึงต้องรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระราชกิจดังกล่าวก็จะยิ่งเรียกไม่ได้แม้กระทั่งว่าเป็นการบริหารจัดการของพระเจ้า  หากมนุษย์ไม่ได้รู้จักพระเจ้าและไม่ได้รู้เท่าทันน้ำพระทัยของพระเจ้า และได้ดำเนินการปฏิบัติของตนจนเสร็จสิ้นอย่างมืดบอดในหนทางที่คลุมเครือและเป็นนามธรรม เช่นนั้นแล้วเขาย่อมจะไม่มีวันกลายเป็นสิ่งทรงสร้างที่มีคุณสมบัติอย่างครบถ้วน  และดังนั้น ทั้งสองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้  หากมีเพียงพระราชกิจของพระเจ้า กล่าวคือ หากมีเพียงนิมิตและหากไม่มีความร่วมมือหรือการปฏิบัติของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วสิ่งต่างๆ ดังกล่าวก็จะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการบริหารจัดการของพระเจ้า  หากมีเพียงการปฏิบัติและการเข้าสู่ของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเส้นทางที่มนุษย์ได้เข้าสู่จะสูงเพียงใด นี่ก็ย่อมจะกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เช่นเดียวกัน  การเข้าสู่ของมนุษย์ต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างสอดคล้องกับพระราชกิจและนิมิต การเข้าสู่ของมนุษย์ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตามความคิดชั่วแล่น  หลักการปฏิบัติของมนุษย์ไม่ได้เป็นอิสระและไม่ใช่ไม่มีข้อจำกัด แต่ได้รับการกำหนดอยู่ในบางเขตแดน  หลักการเช่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสอดคล้องกับนิมิตของพระราชกิจ  ดังนั้น ในท้ายที่สุดแล้ว การบริหารจัดการของพระเจ้าย่อมขึ้นอยู่กับพระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 155

พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการได้เกิดขึ้นเพราะมวลมนุษย์เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าพระราชกิจได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์  ไม่มีการบริหารจัดการก่อนที่จะมีมวลมนุษย์ หรือในปฐมกาลเมื่อฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งได้รับการทรงสร้าง  หากในพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าไม่มีการปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ กล่าวคือ หากพระเจ้าไม่ทรงมีข้อพึงประสงค์ที่เหมาะเจาะสำหรับมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม (หากในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำ ไม่มีเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับการปฏิบัติของมนุษย์) เช่นนั้นแล้วพระราชกิจนี้ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการบริหารจัดการของพระเจ้า  หากความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งพระราชกิจของพระเจ้าได้เกี่ยวข้องเพียงแค่การบอกมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามว่าจะเริ่มการปฏิบัติของพวกเขาอย่างไร และพระเจ้าไม่ได้ทรงดำเนินแผนการใดๆ ของพระองค์เอง และไม่ได้ทรงแสดงเสี้ยวหนึ่งแห่งฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดหรือพระปรีชาญาณของพระองค์ออกมา เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์จะสูงเพียงใด ไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงพระชนม์ชีพท่ามกลางมนุษย์เป็นเวลานานเท่าใด มนุษย์ย่อมจะไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าเลย  หากเป็นเช่นนั้นแล้ว พระราชกิจประเภทนี้ก็จะควรค่าแม้กระทั่งต่อการเรียกว่าการบริหารจัดการของพระเจ้าน้อยลงไปอีก  กล่าวอย่างง่ายๆ คือ พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าคือพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำ และพระราชกิจทั้งหมดได้รับการดำเนินการจนเสร็จสิ้นภายใต้การทรงนำของพระเจ้าโดยบรรดาผู้ที่พระเจ้าได้ทรงรับไว้  พระราชกิจดังกล่าวสามารถสรุปความได้ว่าเป็นการบริหารจัดการ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระราชกิจของพระเจ้าท่ามกลางมนุษย์และท่ามกลางความร่วมมือกับพระองค์ของบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ รวมเรียกว่าการบริหารจัดการ  ในที่นี้ พระราชกิจของพระเจ้าเรียกว่านิมิต และความร่วมมือของมนุษย์เรียกว่าการปฏิบัติ  ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าสูงขึ้นเท่าใด (นั่นคือ ยิ่งนิมิตสูงขึ้นเท่าใด) พระอุปนิสัยของพระเจ้าก็ยิ่งได้รับการทำให้ชัดแจ้งแก่มนุษย์มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าขัดแย้งกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์มากขึ้นเท่าใด การปฏิบัติและความร่วมมือของมนุษย์ก็ยิ่งกลายเป็นสูงขึ้นเท่านั้น  ยิ่งข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์สูงขึ้นเท่าใด พระราชกิจของพระเจ้าก็ยิ่งขัดแย้งกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจากผลนั้นเอง บททดสอบทั้งหลายของมนุษย์และมาตรฐานต่างๆ ที่เขาพึงต้องไปให้ถึงก็กลายเป็นสูงขึ้นเช่นเดียวกัน  เมื่อพระราชกิจนี้สรุปปิดตัว นิมิตทั้งหมดย่อมจะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ไปแล้ว และสิ่งที่มนุษย์พึงต้องนำมาปฏิบัติย่อมจะได้ไปถึงจุดสูงสุดของความเพียบพร้อมแล้ว  นี่จะเป็นเวลาที่แต่ละคนได้รับการจำแนกตามประเภทด้วย เพราะสิ่งที่มนุษย์พึงต้องรู้ย่อมจะได้รับการแสดงให้มนุษย์เห็น  ดังนั้น เมื่อนิมิตไปถึงจุดสูงสุดของมัน พระราชกิจก็จะเข้าใกล้บทอวสานของมันอย่างสอดคล้องกัน และการปฏิบัติของมนุษย์ก็จะได้ไปถึงจุดสูงสุดของมันเช่นเดียวกัน  การปฏิบัติของมนุษย์อยู่บนพื้นฐานของพระราชกิจของพระเจ้า และการบริหารจัดการของพระเจ้าย่อมได้รับการแสดงออกอย่างครบถ้วนก็เพราะการปฏิบัติและความร่วมมือของมนุษย์เท่านั้น  มนุษย์คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของพระราชกิจของพระเจ้าและเป็นวัตถุประสงค์ของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้า และยังเป็นผลิตผลของการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าด้วย  หากพระเจ้าทรงพระราชกิจเพียงลำพังโดยปราศจากความร่วมมือของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีสิ่งใดสามารถทำหน้าที่เป็นการตกผลึกของพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ และเช่นนั้นแล้วการบริหารจัดการของพระเจ้าย่อมจะไม่มีนัยสำคัญใดๆ แม้แต่น้อย  นอกเหนือจากพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าจะทรงสามารถสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของการบริหารจัดการของพระองค์ และสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายในการใช้พระราชกิจนี้ทั้งหมดเพื่อทำให้ซาตานพ่ายแพ้ไปอย่างสมบูรณ์ ก็โดยการที่พระเจ้าทรงเลือกวัตถุประสงค์ที่เหมาะเจาะเพื่อแสดงพระราชกิจของพระองค์ออกมาและเพื่อพิสูจน์ถึงฤทธานุภาพสูงสุดและปัญญาของพระราชกิจเท่านั้น  ดังนั้น มนุษย์จึงเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า และมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถทำให้การบริหารจัดการของพระเจ้าเกิดผลและสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายสูงสุดของมัน  นอกเหนือจากมนุษย์ ไม่มีรูปแบบชีวิตอื่นใดที่สามารถรับบทบาทเช่นนั้นได้  หากมนุษย์จะกลายเป็นการตกผลึกที่แท้จริงของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว การไม่เชื่อฟังของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามย่อมต้องถูกขจัดไปให้หมดสิ้น  การนี้พึงต้องให้มนุษย์ได้รับวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับยุคที่แตกต่างกัน และพึงต้องให้พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจที่เกี่ยวข้องจนเสร็จสิ้นในท่ามกลางมนุษย์  ในท้ายที่สุดแล้ว เฉพาะในหนทางนี้เท่านั้นจึงจะมีการรับไว้ซึ่งผู้คนกลุ่มหนึ่งที่เป็นการตกผลึกของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า  พระราชกิจของพระเจ้าในท่ามกลางมนุษย์ไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าพระองค์เองโดยผ่านทางพระราชกิจของพระเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ในการที่จะทำให้สัมฤทธิ์คำพยานได้นั้น คำพยานดังกล่าวต้องมีมนุษย์ที่มีชีวิตที่เหมาะสมสำหรับพระราชกิจของพระองค์ด้วย  อันดับแรก พระเจ้าจะทรงพระราชกิจกับผู้คนเหล่านี้ก่อน จากนั้นพระราชกิจของพระองค์จะได้รับการแสดงออกผ่านผู้คนเหล่านี้ และดังนั้น คำพยานแห่งน้ำพระทัยของพระองค์จึงจะได้รับการกล่าวท่ามกลางสิ่งทรงสร้างทั้งหลาย และในการนี้ พระเจ้าจะได้ทรงสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์  พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจเพียงลำพังในการทำให้ซาตานพ่ายแพ้ เพราะพระองค์ไม่ทรงสามารถตรัสคำพยานโดยตรงให้พระองค์เองท่ามกลางทุกสรรพสิ่งทรงสร้าง  หากพระองค์ทรงทำเช่นนั้น ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะโน้มน้าวมนุษย์ให้เชื่ออย่างถึงที่สุด ดังนั้น พระเจ้าจึงต้องทรงพระราชกิจกับมนุษย์เพื่อพิชิตเขา และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พระองค์จะทรงมีความสามารถที่จะได้รับคำพยานท่ามกลางทุกสรรพสิ่งทรงสร้าง  หากมีเพียงพระเจ้าที่ทรงพระราชกิจโดยปราศจากความร่วมมือของมนุษย์ หรือหากมนุษย์ไม่พึงต้องให้ความร่วมมือแล้ว มนุษย์ก็จะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้พระอุปนิสัยของพระเจ้า และจะไม่ตระหนักรู้ถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าตลอดไป  เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระเจ้าก็ย่อมไม่สามารถเรียกว่าพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า  หากมนุษย์จะเพียงเพียรพยายาม และแสวงหาและทำงานอย่างหนักด้วยตัวเองเท่านั้น โดยไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็ย่อมจะกำลังเล่นตลกคะนองอยู่  หากปราศจากพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว สิ่งที่มนุษย์ทำย่อมเป็นการกระทำของซาตาน เขาย่อมเป็นกบฏและเป็นคนทำชั่ว  ซาตานได้รับการแสดงออกในทุกสิ่งที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามกระทำ และไม่มีสิ่งใดที่เข้ากันได้กับพระเจ้า และทั้งหมดที่มนุษย์ทำย่อมเป็นการสำแดงซาตาน  ในทั้งหมดที่ได้รับการพูดถึงนั้น ไม่มีสิ่งใดที่ไม่นับรวมนิมิตกับการปฏิบัติเข้าไว้ด้วย  มนุษย์พบวิธีปฏิบัติและเส้นทางแห่งการเชื่อฟังบนรากฐานของนิมิต เพื่อที่เขาอาจละวางมโนคติที่หลงผิดของเขาลงและได้รับสิ่งเหล่านั้นที่เขายังไม่ได้มีในอดีต  พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้มนุษย์ร่วมมือกับพระองค์ ให้มนุษย์นบนอบต่อข้อพึงประสงค์ของพระองค์อย่างสมบูรณ์ และมนุษย์ก็ขอมองเห็นพระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงกระทำ ขอได้รับประสบการณ์กับฤทธานุภาพอันเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า และขอรู้พระอุปนิสัยของพระเจ้า  สรุปความแล้ว สิ่งเหล่านี้คือการบริหารจัดการของพระเจ้า  ความปรองดองกับมนุษย์ของพระเจ้าคือการบริหารจัดการ และนี่คือการบริหารจัดการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 156

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับนิมิตโดยหลักแล้วอ้างอิงถึงพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติควรได้รับการปฏิบัติโดยมนุษย์ และไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับพระเจ้าเลย  พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการทรงทำให้ครบบริบูรณ์โดยพระเจ้าพระองค์เอง และการปฏิบัติของมนุษย์ย่อมได้รับการทำให้สัมฤทธิ์ผลโดยมนุษย์เอง  สิ่งที่พระเจ้าพระองค์เองควรทรงทำย่อมไม่จำเป็นต้องให้มนุษย์ทำ และสิ่งที่มนุษย์ควรปฏิบัติก็ไม่สัมพันธ์กับพระเจ้า  พระราชกิจของพระเจ้าคือพันธกิจของพระองค์เอง และไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับมนุษย์  พระราชกิจนี้ไม่จำเป็นต้องให้มนุษย์ทำ และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์จะไม่สามารถทำพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำได้  สิ่งที่มนุษย์พึงต้องปฏิบัติย่อมต้องให้มนุษย์ทำให้สำเร็จลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นการพลีอุทิศชีวิตของเขา หรือการส่งตัวเขาให้กับซาตานเพื่อยืนหยัดในคำพยาน—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดต้องได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วงโดยมนุษย์  พระเจ้าพระองค์เองทรงกระทำพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ควรต้องทรงกระทำจนครบบริบูรณ์ และสิ่งที่มนุษย์ควรทำย่อมได้รับการแสดงให้มนุษย์เห็น และงานที่เหลือจากนั้นก็ย่อมเป็นงานให้มนุษย์ทำ  พระเจ้าไม่ทรงกระทำพระราชกิจเพิ่มเติม  พระองค์ทรงกระทำเพียงพระราชกิจที่อยู่ภายในพันธกิจของพระองค์และทรงแสดงให้มนุษย์เห็นหนทางเท่านั้น และทรงกระทำพระราชกิจแห่งการเปิดทางเท่านั้น และไม่ได้ทรงกระทำพระราชกิจของการปูทาง  นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรเข้าใจ  การนำความจริงมาปฏิบัติหมายถึงการนำพระวจนะของพระเจ้ามาปฏิบัติ และทั้งหมดนี้คือหน้าที่ของมนุษย์ คือสิ่งที่มนุษย์ควรกระทำ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพระเจ้า  หากมนุษย์เรียกร้องให้พระเจ้าทรงทนทุกข์กับความทรมานและการถลุงในความจริง ในหนทางเดียวกันกับมนุษย์ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็กำลังไม่เชื่อฟัง  พระราชกิจของพระเจ้าคือการปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ และหน้าที่ของมนุษย์คือการเชื่อฟังการทรงนำทั้งหมดของพระเจ้าโดยไม่มีการต้านทานใดๆ  มนุษย์จำเป็นต้องสำเร็จลุล่วงในสิ่งที่เขาต้องบรรลุ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจหรือทรงพระชนม์ชีพในลักษณะใดก็ตาม  มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองที่ทรงสามารถกำหนดข้อพึงประสงค์ต่างๆ ให้กับมนุษย์ กล่าวคือ มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองที่เหมาะที่จะกำหนดข้อพึงประสงค์ต่างๆ ให้กับมนุษย์  มนุษย์ไม่ควรมีตัวเลือกและไม่ควรทำสิ่งใดนอกจากนบนอบและปฏิบัติอย่างสุดใจ นี่คือสำนึกรับรู้ที่มนุษย์ควรมี  ทันทีที่พระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองควรจะทรงกระทำได้รับการทรงกระทำให้ครบบริบูรณ์ มนุษย์พึงต้องได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจนั้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  หากในท้ายที่สุด เมื่อการบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้าได้รับการทรงทำให้ครบบริบูรณ์แล้วมนุษย์ยังไม่ได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ เมื่อนั้นมนุษย์ก็ควรถูกลงโทษ  หากมนุษย์ไม่ทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าลุล่วง เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นเพราะความไม่เชื่อฟังของมนุษย์ มันไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงถี่ถ้วนมากพอในพระราชกิจของพระองค์  พวกที่ไม่สามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ พวกที่ไม่สามารถทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าลุล่วง และพวกที่ไม่สามารถถวายความจงรักภักดีและทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงย่อมจะถูกลงโทษทั้งหมด  วันนี้ สิ่งที่พวกเจ้าพึงต้องสัมฤทธิ์ผลไม่ใช่ข้อเรียกร้องเพิ่มเติม แต่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ผู้คนทั้งหมดควรกระทำ  หากพวกเจ้าไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งหน้าที่ของพวกเจ้าหรือไม่สามารถทำมันได้ดี เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าไม่ได้กำลังนำความยากลำบากมาสู่ตัวพวกเจ้าเองหรอกหรือ?  พวกเจ้าไม่ได้กำลังเสี่ยงกับความตายอยู่หรือ?  พวกเจ้าจะยังคงสามารถคาดหวังที่จะมีอนาคตและความสำเร็จที่มองว่าน่าจะเป็นไปได้ได้อย่างไร?  พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการทรงกระทำเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ และความร่วมมือของมนุษย์ก็ได้รับการถวายเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระเจ้า  หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงกระทำทุกสิ่งที่พระองค์ควรทรงกระทำแล้ว มนุษย์พึงต้องทุ่มเทในการปฏิบัติของเขาและร่วมมือกับพระเจ้า  ในพระราชกิจของพระเจ้า มนุษย์ควรทุ่มเทจนสุดความพยายาม ควรมอบถวายความจงรักภักดีของเขา และไม่ควรปล่อยตัวปล่อยใจไปกับมโนคติที่หลงผิดมากมาย หรือนั่งนิ่งเฉยและรอความตาย  พระเจ้าทรงสามารถเสียสละพระองค์เองเพื่อมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถถวายความจงรักภักดีของเขาแด่พระเจ้าเล่า?  พระเจ้าทรงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถถวายความร่วมมือสักเล็กน้อยบ้างเล่า?  พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อมวลมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถทำหน้าที่บางอย่างของตนเพื่อประโยชน์แห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าเล่า?  พระราชกิจของพระเจ้าได้มาไกลถึงขนาดนี้ แม้กระนั้น พวกเจ้าก็ยังเพียงมองเห็นแต่ไม่ลงมือทำ พวกเจ้าได้ยินแต่ไม่ขยับตัว  ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่เป้าหมายของความพินาศหรอกหรือ?  พระเจ้าได้ทรงอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์แก่มนุษย์ แล้วเหตุใดวันนี้มนุษย์จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจริงจังจริงใจบ้าง?  สำหรับพระเจ้า พระราชกิจของพระองค์คือลำดับความสำคัญแรกของพระองค์ และพระราชกิจในการบริหารจัดการของพระองค์ย่อมมีความสำคัญที่สุด  สำหรับมนุษย์ การนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติและทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าลุล่วงคือลำดับความสำคัญแรกของเขา  พวกเจ้าทั้งหมดควรเข้าใจสิ่งนี้  พระวจนะที่ตรัสกับพวกเจ้าได้มาถึงแกนหลักของแก่นแท้ของพวกเจ้า และพระราชกิจของพระเจ้าได้เข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อน  ผู้คนมากมายยังคงไม่เข้าใจความจริงหรือความเทียมเท็จของหนทางนี้  พวกเขายังคงกำลังรอดูและไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา  แทนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขากลับตรวจดูทุกพระวจนะและทุกการกระทำของพระเจ้า พวกเขามุ่งเน้นที่ของเสวยและฉลองพระองค์ และมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาก็กลายเป็นหนักหนาขึ้นทุกที  ผู้คนเช่นนั้นไม่ได้กำลังทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องใหญ่อยู่หรอกหรือ?  ผู้คนเช่นนั้นจะสามารถเป็นผู้ที่แสวงหาพระเจ้าได้อย่างไร?  และพวกเขาจะสามารถเป็นผู้ที่มีเจตนานบนอบต่อพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเขาเอาความจงรักภักดีและหน้าที่ของพวกเขาไปเก็บไว้ลึกๆ ในจิตใจ และกลับจดจ่ออยู่กับสถานที่ประทับต่างๆ ของพระเจ้าแทน  พวกเขาช่างน่าโมโหเหลือทน!  หากมนุษย์ได้เข้าใจทั้งหมดที่พวกเขาควรต้องเข้าใจ และได้นำไปปฏิบัติซึ่งทั้งหมดที่เขาควรต้องนำไปปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าย่อมจะประทานพระพรของพระองค์แก่มนุษย์อย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากมนุษย์คือหน้าที่ของมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์ควรทำ  หากมนุษย์ไม่สามารถจับใจความเกี่ยวกับสิ่งที่เขาควรต้องเข้าใจและไม่สามารถนำสิ่งที่เขาควรนำไปปฏิบัติไปปฏิบัติได้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ย่อมจะถูกลงโทษ  พวกที่ไม่ร่วมมือกับพระเจ้าย่อมเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า พวกที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ย่อมต่อต้านพระราชกิจนั้น ถึงแม้ว่าผู้คนเช่นนั้นจะไม่ได้ทำสิ่งใดที่เป็นการต่อต้านพระราชกิจอย่างชัดเจนก็ตาม  ผู้คนทั้งหมดที่ไม่นำความจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ไปปฏิบัติคือผู้คนที่จงใจต่อต้านและไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ถึงแม้ว่าผู้คนเช่นนั้นจะให้ความสนใจเป็นพิเศษในพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ตาม  ผู้คนที่ไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและไม่นบนอบต่อพระเจ้าย่อมเป็นกบฏ และพวกเขาย่อมต่อต้านพระเจ้า  ผู้คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนคือพวกที่ไม่ร่วมมือกับพระเจ้า และผู้คนที่ไม่ร่วมมือกับพระเจ้าก็คือพวกที่ไม่ยอมรับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 157

เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไปถึงจุดหนึ่ง และการบริหารจัดการของพระองค์ไปถึงจุดหนึ่ง บรรดาผู้ที่ทำให้พระองค์สมดังพระทัยทั้งหมดย่อมจะสามารถทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ลุล่วงได้  พระเจ้าทรงกำหนดข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานของพระองค์เอง และอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผลได้  ในขณะที่ตรัสเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ยังทรงชี้หนทางแก่มนุษย์และประทานเส้นทางของการเอาชีวิตรอดแก่มนุษย์ด้วย  ทั้งการบริหารจัดการของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์ต่างอยู่ในพระราชกิจช่วงระยะเดียวกัน และได้รับการดำเนินการพร้อมกัน  การพูดถึงการบริหารจัดการของพระเจ้าสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของมนุษย์ และการพูดถึงสิ่งที่มนุษย์ควรกระทำกับการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของมนุษย์ก็สัมพันธ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  ไม่มีเวลาใดที่สองสิ่งนี้อาจแยกจากกัน  การปฏิบัติของมนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  นั่นเป็นเพราะว่าข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ก็กำลังเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และเพราะพระราชกิจของพระเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าอยู่เสมอ  หากการปฏิบัติของมนุษย์ยังคงติดอยู่ในหลักข้อเชื่อ นี่ย่อมพิสูจน์ว่าเขานั้นสูญสิ้นพระราชกิจและการทรงนำของพระเจ้า  หากการปฏิบัติของมนุษย์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรือไปให้ลึกขึ้น เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมพิสูจน์ว่าการปฏิบัติของมนุษย์ได้รับการดำเนินการตามเจตจำนงของมนุษย์ และไม่ใช่การปฏิบัติความจริง  หากมนุษย์ไม่มีเส้นทางที่จะก้าวย่าง เช่นนั้นแล้ว เขาก็ได้ตกลงไปในมือของซาตานเรียบร้อยแล้ว และถูกซาตานควบคุม ซึ่งหมายความว่าเขาย่อมถูกพวกวิญญาณชั่วควบคุม  หากการปฏิบัติของมนุษย์ไม่ไปให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระเจ้าก็จะไม่พัฒนา และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว การเข้าสู่ของมนุษย์ก็จะหยุดลง  นี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยตลอดพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้า หากมนุษย์จะยึดปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์เสมอ เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระเจ้าก็คงจะไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ และจะยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ที่จะนำทั้งยุคไปให้ถึงบทอวสาน  หากมนุษย์ได้ยึดมั่นในกางเขนและได้ปฏิบัติความอดทนและความถ่อมใจอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นไปไม่ได้ที่พระราชกิจของพระเจ้าจะก้าวหน้าต่อไป  ช่วงเวลาหกพันปีของการบริหารจัดการไม่สามารถได้รับการนำไปถึงบทอวสานท่ามกลางผู้คนที่เพียงปฏิบัติตามธรรมบัญญัติหรือเพียงยึดมั่นในกางเขนและปฏิบัติความอดทนกับความถ่อมใจเท่านั้น  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้ากลับได้รับการสรุปปิดตัวท่ามกลางผู้คนของยุคสุดท้ายคือ บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้า บรรดาผู้ที่ได้รับการฟื้นฟูจากเงื้อมมือของซาตาน และบรรดาผู้ที่ได้ปลดเปลื้องตัวพวกเขาเองอย่างสมบูรณ์จากอิทธิพลของซาตาน  นี่คือทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แห่งพระราชกิจของพระเจ้า  เหตุใดจึงมีการพูดว่าการปฏิบัติของพวกที่อยู่ในคริสตจักรทางศาสนานั้นล้าหลัง?  นั่นเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขานำไปปฏิบัตินั้นถูกตัดขาดจากพระราชกิจของวันนี้  ในยุคพระคุณ สิ่งที่พวกเขาได้นำไปปฏิบัตินั้นถูกต้อง แต่เมื่อยุคนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วและพระราชกิจของพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไป การปฏิบัติของพวกเขาก็ได้กลายเป็นล้าหลังไปเรื่อยๆ  การปฏิบัติเช่นนั้นได้ถูกพระราชกิจใหม่และความสว่างใหม่ทิ้งไว้ข้างหลัง  พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ก้าวหน้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากรากฐานดั้งเดิมของมันไปหลายขั้นตอนแล้ว  แม้กระนั้นผู้คนเหล่านั้นก็ยังคงติดอยู่ในช่วงระยะดั้งเดิมของพระราชกิจของพระเจ้า และยังคงมั่นคงต่อการปฏิบัติแบบเก่าและความสว่างเก่า  พระราชกิจของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงเวลาสามปีหรือห้าปี ดังนั้น การแปลงสภาพที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นจะไม่เกิดขึ้นแม้กระทั่งตลอดครรลองกว่า 2,000 ปีเชียวหรือ?  หากมนุษย์ไม่มีความสว่างใหม่หรือวิธีปฏิบัติใหม่ ก็หมายความว่าเขายังตามไม่ทันพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  นี่คือข้อบกพร่องของมนุษย์  การดำรงอยู่ของพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะวันนี้พวกที่เคยมีพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาก่อนหน้านี้ยังคงปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติที่ล้าหลังอยู่  พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าเสมอ และทุกผู้คนที่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ควรกำลังก้าวหน้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นและย่อมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอนด้วยเช่นกัน  พวกเขาไม่ควรหยุดที่ช่วงระยะหนึ่งใด  เฉพาะพวกที่ไม่รู้พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะยังคงอยู่ท่ามกลางพระราชกิจดั้งเดิมของพระองค์และย่อมจะไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  เฉพาะพวกที่ไม่เชื่อฟังเท่านั้นที่จะไม่สามารถได้รับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  หากการปฏิบัติของมนุษย์ตามไม่ทันพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วการปฏิบัติของมนุษย์ก็จะถูกแยกออกจากพระราชกิจของวันนี้อย่างแน่นอน และไม่สามารถเข้ากันได้กับพระราชกิจของวันนี้อย่างแน่นอน  ผู้คนที่ล้าหลังเช่นนี้ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงในน้ำพระทัยของพระเจ้าได้เลย นับประสาอะไรที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้คนที่ในท้ายที่สุดแล้วจะยืนหยัดในคำพยานต่อพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าย่อมไม่สามารถสรุปปิดตัวท่ามกลางกลุ่มคนเช่นนั้นได้  สำหรับพวกที่ครั้งหนึ่งเคยยึดถือธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์และพวกที่ครั้งหนึ่งเคยทนทุกข์เพื่อกางเขน หากพวกเขาไม่สามารถยอมรับช่วงระยะของพระราชกิจในยุคสุดท้าย เช่นนั้นแล้วทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำมาก็จะสูญเปล่าและไร้ประโยชน์  การแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดถึงพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังโอบล้อมที่นี่และตอนนี้ ไม่ใช่กำลังยึดติดกับอดีต  พวกที่ยังตามไม่ทันพระราชกิจของวันนี้และพวกที่ได้กลายเป็นแยกจากการปฏิบัติของวันนี้คือพวกที่ต่อต้านและไม่ยอมรับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้คนดังกล่าวเยาะเย้ยท้าทายพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้า  ถึงแม้ว่าพวกเขายึดมั่นในความสว่างของอดีต ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพวกเขาไม่รู้พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  เหตุใดจึงมีการพูดทั้งหมดนี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในวิธีปฏิบัติของมนุษย์ ถึงความแตกต่างในการปฏิบัติระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ถึงวิธีดำเนินการปฏิบัติในช่วงระหว่างยุคก่อนหน้านี้ และถึงวิธีทำการปฏิบัติในวันนี้?  การแบ่งแยกดังกล่าวในการปฏิบัติของมนุษย์ได้รับการพูดถึงเสมอ เพราะพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการปฏิบัติของมนุษย์จึงพึงต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  หากมนุษย์ยังคงติดอยู่ในช่วงระยะหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว นี่ก็พิสูจน์ว่าเขาไม่สามารถตามทันพระราชกิจใหม่และความสว่างใหม่ของพระเจ้า มันย่อมไม่ได้พิสูจน์ว่าแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลง  พวกที่อยู่นอกกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์คิดเสมอว่าพวกเขาถูกต้อง แต่อันที่จริงแล้ว พระราชกิจของพระเจ้าในตัวพวกเขาได้หยุดไปนานแล้ว และพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็หายไปจากพวกเขา  พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการส่งผ่านไปยังผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งนานแล้ว เป็นกลุ่มคนซึ่งพระองค์ทรงมีเจตนารมณ์ที่จะทรงทำพระราชกิจใหม่ของพระองค์ให้ครบบริบูรณ์กับพวกเขา  เพราะพวกที่อยู่ในศาสนาย่อมไม่สามารถยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าได้ และยึดมั่นเพียงในพระราชกิจเก่าของอดีต ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงละทิ้งผู้คนเหล่านี้ และทรงพระราชกิจใหม่ของพระองค์กับผู้คนที่ยอมรับพระราชกิจใหม่นี้  ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่ถวายความร่วมมือในพระราชกิจใหม่ของพระองค์ และการบริหารจัดการของพระองค์จะสามารถสำเร็จลุล่วงได้ในหนทางนี้เท่านั้น  การบริหารจัดการของพระเจ้ากำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าเสมอ และการปฏิบัติของมนุษย์ก็กำลังเคลื่อนสูงขึ้นอยู่เสมอ  พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจอยู่เสมอ และมนุษย์ย่อมขัดสนอยู่เสมอ จนกระทั่งทั้งพระเจ้ากับมนุษย์ไปถึงจุดสูงสุดของตน และพระเจ้ากับมนุษย์สัมฤทธิ์ความปรองดองอันครบบริบูรณ์  นี่คือการแสดงออกถึงความสำเร็จลุล่วงของพระราชกิจของพระเจ้า และเป็นผลสุดท้ายแห่งการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 158

ในแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของพระเจ้ายังมีข้อพึงประสงค์ต่อมนุษย์ที่สอดคล้องกับช่วงระยะนั้นๆ ด้วยเช่นกัน  ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกครองโดยการทรงสถิตและการบ่มวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกที่ไม่อยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมอยู่ภายใต้คำสั่งของซาตาน และปราศจากพระราชกิจใดๆ แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้คนที่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์คือบรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า กับผู้ที่ร่วมมือในพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า  หากบรรดาผู้ที่อยู่ภายในกระแสนี้ไม่สามารถร่วมมือ และไร้ความสามารถที่จะนำความจริงที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ในช่วงระหว่างยุคนี้ไปปฏิบัติได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะถูกบ่มวินัย และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดพวกเขาก็จะถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงละทิ้ง  บรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมจะใช้ชีวิตภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเขาจะได้รับการดูแลและการคุ้มครองปกป้องของพระวิญญาณบริสุทธิ์  บรรดาผู้ที่เต็มใจที่จะนำความจริงไปปฏิบัติย่อมได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกที่ไม่เต็มใจจะนำความจริงไปปฏิบัติย่อมถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงบ่มวินัย และอาจแม้กระทั่งถูกลงโทษ  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นบุคคลประเภทใดก็ตาม พระเจ้าจะทรงรับผิดชอบทุกผู้คนที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระองค์เพื่อประโยชน์แห่งพระนามของพระองค์ภายใต้เงื่อนไขว่าพวกเขานั้นอยู่ภายในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  บรรดาผู้ที่ถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระองค์และเต็มใจที่จะนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติจะได้รับพระพรของพระองค์ ส่วนพวกที่ไม่เชื่อฟังพระองค์และไม่นำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติย่อมจะได้รับการลงโทษของพระองค์  ผู้คนที่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์คือบรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ และเนื่องจากพวกเขาได้ยอมรับพระราชกิจใหม่แล้ว พวกเขาจึงควรร่วมมือกับพระเจ้าอย่างเหมาะสม และไม่ควรปฏิบัติตนเป็นกบฏที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน  นี่คือข้อพึงประสงค์เพียงข้อเดียวที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์  สำหรับผู้คนที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ การย่อมไม่เป็นดังนั้น กล่าวคือ พวกเขาอยู่นอกกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการบ่มวินัยกับการตำหนิของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่ได้ใช้กับพวกเขา  ตลอดทั้งวัน ผู้คนเหล่านี้ใช้ชีวิตภายในเนื้อหนัง พวกเขาใช้ชีวิตภายในจิตใจของพวกเขา และทั้งหมดที่พวกเขาทำก็สอดคล้องกับหลักข้อเชื่อที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์และการค้นคว้าวิจัยของสมองของพวกเขาเอง  นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์พึงประสงค์ และยิ่งไม่ใช่การร่วมมือกับพระเจ้าเข้าไปใหญ่  พวกที่ไม่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าจึงสูญสิ้นการทรงสถิตของพระเจ้า และนอกจากนั้น พวกเขาย่อมปราศจากพระพรและการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า  คำพูดและการกระทำส่วนใหญ่ของพวกเขาจึงยึดมั่นอยู่กับข้อพึงประสงค์ในอดีตของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  สิ่งเหล่านั้นคือหลักข้อเชื่อ ไม่ใช่ความจริง  หลักข้อเชื่อและระเบียบข้อบังคับเช่นนั้นเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าการชุมนุมกันของผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากศาสนา พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรหรือเป้าหมายของพระราชกิจของพระเจ้า  สมัชชาของผู้คนทั้งหมดท่ามกลางพวกเขาสามารถเรียกได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่ของศาสนา และย่อมไม่สามารถเรียกว่าคริสตจักร  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้  พวกเขาไม่มีพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ สิ่งที่พวกเขาทำดูเหมือนชวนให้นึกถึงศาสนา สิ่งที่พวกเขาทำในชีวิตดูเหมือนเต็มแน่นไปด้วยศาสนา  พวกเขาไม่มีการทรงสถิตและพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีคุณสมบัติที่จะได้รับการบ่มวินัยหรือความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นซากศพที่ไร้ชีวิต และเป็นหนอนแมลงวันที่ไร้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิญญาณ  พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการกบฏและการต่อต้านของมนุษย์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำชั่วทั้งหมดของมนุษย์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะรู้พระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าและน้ำพระทัยในปัจจุบันของพระเจ้า  พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้คนต่ำช้าที่ไม่รู้เท่าทัน และพวกเขาเป็นคนทรามที่ไม่สมควรจะเรียกว่าผู้เชื่อ!  ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำส่งผลถึงการบริหารจัดการของพระเจ้า และมันยิ่งไม่สามารถทำให้แผนการของพระเจ้าด้อยคุณค่าลงได้  คำพูดและการกระทำของพวกเขาน่าขยะแขยงเกินไป น่าสมเพชเกินไป และไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงเลย  สิ่งที่กระทำโดยพวกที่ไม่อยู่ในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระราชกิจใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพราะเหตุนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดก็ตาม พวกเขาย่อมปราศจากวินัยแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนอกจากนั้นย่อมปราศจากความรู้แจ้งแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพราะพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่ไม่มีความรักให้กับความจริง และเป็นผู้ที่ได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรังเกียจและปฏิเสธ  พวกเขาถูกเรียกว่าคนทำชั่ว เพราะพวกเขาเดินในเนื้อหนังและทำสิ่งใดๆ ก็ตามที่ทำให้พวกเขาพอใจภายใต้แผ่นป้ายโฆษณาถึงพระเจ้า  ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ พวกเขาก็จงใจเป็นศัตรูกับพระองค์ และวิ่งไปคนละทิศทางกับพระองค์  ความล้มเหลวของมนุษย์ในการร่วมมือกับพระเจ้าจึงเป็นกบฏอย่างสูงสุดในตัวมันเอง ดังนั้น ผู้คนเหล่านั้นที่จงใจวิ่งในทางตรงข้ามกับพระเจ้าจะไม่ได้รับการลงทัณฑ์ที่ยุติธรรมของพวกเขาโดยเฉพาะหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 159

พวกเจ้าต้องทำความรู้จักกับนิมิตต่างๆ แห่งพระราชกิจของพระเจ้าและจับความเข้าใจทิศทางทั่วไปของพระราชกิจของพระองค์  นี่คือการเข้าสู่เชิงบวก  เมื่อเจ้าเข้าใจถ่องแท้ในความจริงของนิมิตอย่างถูกต้องแล้ว การเข้าสู่ของเจ้าก็จะมั่นคง ไม่สำคัญว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เจ้าก็จะยังคงแน่วแน่ในหัวใจของเจ้า ชัดเจนเกี่ยวกับนิมิต และมีเป้าหมายสำหรับการเข้าสู่ของเจ้าและการไล่ตามเสาะหาของเจ้า  ในวิถีทางนี้ ประสบการณ์และความรู้ทั้งหมดภายในตัวเจ้าจะเติบโตลึกล้ำยิ่งขึ้นและมีรายละเอียดมากขึ้น  ทันทีที่เจ้าได้จับความเข้าใจภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นทั้งหมดทั้งมวลแล้ว เจ้าจะไม่ประสบทุกข์กับการสูญเสียใดๆ ในชีวิต อีกทั้งเจ้าจะไม่หลงเจิ่นอีกด้วย  หากเจ้าไม่ได้มาทำความรู้จักขั้นตอนเหล่านี้ของพระราชกิจ เจ้าก็จะประสบทุกข์กับการสูญเสียในแต่ละขั้นตอน และเจ้าจะต้องใช้เวลามากกว่าสองสามวันในการแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้กลับดีขึ้น อีกทั้งเจ้าจะไม่สามารถมุ่งมั่นในร่องครรลองที่ถูกต้องแม้กระทั่งในสองสัปดาห์อีกด้วย  นี่จะไม่ทำให้เกิดความล่าช้าหรอกหรือ?  มีมากมายในหนทางของการเข้าสู่และการปฏิบัติเชิงบวกที่พวกเจ้าต้องเข้าใจถ่องแท้  สำหรับนิมิตต่างๆ แห่งพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าต้องจับความเข้าใจประเด็นต่อไปนี้: นัยสำคัญของพระราชกิจแห่งการทรงพิชิตของพระองค์ เส้นทางในอนาคตสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม สิ่งที่ต้องสัมฤทธิ์โดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับการทดสอบและความทุกข์ลำบาก นัยสำคัญของการพิพากษาและการตีสอน หลักธรรมเบื้องหลังพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และหลักธรรมเบื้องหลังความเพียบพร้อมและการทรงพิชิต  เหล่านี้ล้วนเป็นของความจริงแห่งนิมิต  ส่วนที่เหลือคือ สามช่วงระยะของพระราชกิจในยุคธรรมบัญญัติ ยุคพระคุณ และยุคแห่งราชอาณาจักร ตลอดจนคำพยานในอนาคต  เหล่านี้ยังเป็นความจริงแห่งนิมิตอีกด้วย และเป็นสิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดและสำคัญยิ่งยวดที่สุด  ในปัจจุบัน มีมากมายยิ่งนักที่พวกเจ้าควรเข้าสู่และปฏิบัติ และบัดนี้ ก็ได้ถูกทำให้มีหลายระดับชั้นและมีรายละเอียดมากขึ้น  หากเจ้าไม่มีความรู้ในความจริงเหล่านี้ นี่ก็พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่ได้สัมฤทธิ์การเข้าสู่  โดยมากแล้ว ความรู้ของผู้คนเกี่ยวกับความจริงนั้นตื้นเกินไป พวกเขาไร้ความสามารถที่จะนำความจริงพื้นฐานบางอย่างไปปฏิบัติได้ และไม่รู้วิธีรับมือแม้แต่เรื่องที่ไม่สำคัญ  เหตุผลที่ผู้คนไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติความจริงได้ก็เพราะอุปนิสัยของพวกเขาเป็นกบฏ และเพราะความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับพระราชกิจของวันนี้นั้นตื้นเขินและเป็นด้านเดียวเกินไป  ดังนั้น จึงไม่ใช่งานง่ายที่ผู้คนจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เจ้าเป็นกบฏมากเกินไป และเจ้าเก็บรักษาตัวตนดั้งเดิมของเจ้าไว้มากเกินไป เจ้าไร้ความสามารถที่จะยืนอยู่ข้างความจริงได้ และเจ้าไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติแม้แต่ความจริงที่ชัดแจ้งในตัวเองที่สุด  ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดและเป็นพวกผู้ที่ไม่ได้ถูกพิชิต  หากการเข้าสู่ของเจ้าไม่มีทั้งรายละเอียดและวัตถุประสงค์ การเติบโตก็จะมาถึงเจ้าช้า  หากไม่มีความเป็นจริงแม้แต่น้อยในการเข้าสู่ของเจ้า เช่นนั้นแล้วการไล่ตามเสาะหาของเจ้าก็จะสูญเปล่า  หากเจ้าไม่ตระหนักรู้ถึงเนื้อแท้ของความจริง เจ้าก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  การเติบโตในชีวิตของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขานั้นสัมฤทธิ์ได้โดยการเข้าสู่ความเป็นจริง และยิ่งไปกว่านั้น โดยผ่านทางการเข้าสู่ประสบการณ์ที่มีรายละเอียด  หากเจ้าได้รับประสบการณ์ที่มีรายละเอียดมากมายระหว่างการเข้าสู่ของเจ้า และเจ้ามีความรู้และการเข้าสู่ที่แท้จริงมากมายแล้ว อุปนิสัยของเจ้าก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  แม้ว่าในปัจจุบัน หากเจ้ายังไม่ชัดเจนอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติแล้ว อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องชัดเจนเกี่ยวกับนิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า  หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถทำการเข้าสู่ได้ การเข้าสู่เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเจ้ามีความรู้เกี่ยวกับความจริงเท่านั้น  เฉพาะในกรณีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าในประสบการณ์ของเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะได้รับความเข้าใจที่ลึกล้ำยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความจริงและการเข้าสู่ที่ลึกล้ำยิ่งขึ้นด้วย  พวกเจ้าต้องมาทำความรู้จักกับพระราชกิจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 160

ในปฐมกาล หลังการทรงสร้างมวลมนุษย์ เป็นคนอิสราเอลที่ทำหน้าที่เป็นพื้นฐานของพระราชกิจของพระเจ้า  ประเทศอิสราเอลทั้งหมดเป็นฐานของพระราชกิจของพระยาห์เวห์บนแผ่นดินโลก  พระราชกิจของพระยาห์เวห์คือการนำทางและเป็นผู้เลี้ยงแก่มนุษย์โดยตรงด้วยการกำหนดธรรมบัญญัติ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตที่ปกติและนมัสการพระยาห์เวห์ในลักษณะที่ปกติบนแผ่นดินโลก  พระเจ้าในยุคธรรมบัญญัติไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้โดยมนุษย์  เพราะทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำคือการทรงนำผู้คนพวกแรกสุดที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม โดยการสั่งสอนและเป็นผู้เลี้ยงแก่พวกเขา พระวจนะของพระองค์จึงไม่ได้บรรจุอะไรไว้นอกจากธรรมบัญญัติ กฎเกณฑ์ และบรรทัดฐานของความประพฤติมนุษย์ และไม่ได้ให้ความจริงของชีวิตแก่พวกเขา  คนอิสราเอลภายใต้การนำของพระองค์ไม่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึก  พระราชกิจแห่งธรรมบัญญัติของพระองค์เป็นเพียงช่วงระยะแรกสุดในพระราชกิจแห่งความรอด จุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงของพระราชกิจแห่งความรอด และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของมนุษย์  ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นในช่วงเริ่มต้นของพระราชกิจแห่งความรอดที่พระองค์จะทรงยอมรับสภาพเนื้อหนังสำหรับพระราชกิจของพระองค์ในประเทศอิสราเอล  นี่คือเหตุผลที่พระองค์ทรงต้องการสื่อกลาง—เครื่องมือสักชิ้น—ที่จะใช้เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับมนุษย์  ดังนั้น ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างจึงมีผู้ที่พูดและทำงานในพระนามของพระยาห์เวห์ลุกขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีที่บรรดาบุตรมนุษย์และผู้เผยพระวจนะได้มาทำงานท่ามกลางมนุษย์  บรรดาบุตรมนุษย์ทำงานท่ามกลางมนุษย์ในพระนามของพระยาห์เวห์  การถูกพระยาห์เวห์ทรงเรียกว่า “บุตรมนุษย์” นั้นหมายความว่าผู้คนเช่นนี้ได้กำหนดธรรมบัญญัติในพระนามของพระยาห์เวห์  พวกเขาเป็นปุโรหิตท่ามกลางผู้คนของประเทศอิสราเอลอีกด้วย ปุโรหิตที่พระยาห์เวห์ทรงคอยปกป้องและคุ้มครอง และซึ่งพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ทรงพระราชกิจในพวกเขา พวกเขาเป็นผู้นำท่ามกลางผู้คน และรับใช้พระยาห์เวห์โดยตรง  ในทางกลับกัน ผู้เผยพระวจนะได้อุทิศตนเพื่อการพูดในพระนามของพระยาห์เวห์ต่อผู้คนของทุกแผ่นดินและชนเผ่า  พวกเขาทำนายพระราชกิจของพระยาห์เวห์อีกด้วย  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นบุตรมนุษย์หรือผู้เผยพระวจนะ ทั้งหมดได้รับการยกขึ้นโดยพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ด้วยพระองค์เองและมีพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในพวกเขา  ท่ามกลางผู้คน พวกเขาคือผู้ที่เป็นตัวแทนโดยตรงของพระยาห์เวห์ พวกเขาทำงานของพวกเขาเพียงเพราะพวกเขาได้รับยกขึ้นโดยพระยาห์เวห์ และไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นเนื้อหนังที่พระวิญญาณบริสุทธิ์พระองค์เองทรงจุติมาเป็น  ดังนั้น แม้ว่าพวกเขาจะพูดและทำงานคล้ายคลึงกันในพระนามของพระเจ้า บุตรมนุษย์และผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นในยุคธรรมบัญญัติจึงไม่ใช่เนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์  พระราชกิจของพระเจ้าในยุคพระคุณและช่วงระยะสุดท้ายนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะพระราชกิจแห่งความรอดและการพิพากษาของมนุษย์นั้นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์พระองค์เองทรงทำทั้งคู่ และดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นอย่างใดเลยที่จะยกผู้เผยพระวจนะและบุตรมนุษย์ขึ้นอีกครั้งเพื่อทำงานในพระนามของพระองค์  ในสายตามนุษย์ ไม่มีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเนื้อแท้และวิธีการทำงานของพวกเขา  และด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนจึงสับสนเป็นนิตย์ระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กับงานของบรรดาผู้เผยพระวจนะและบุตรมนุษย์  การทรงปรากฏของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์โดยพื้นฐานแล้วก็เหมือนกับการปรากฏของผู้เผยพระวจนะและบุตรมนุษย์  และพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ยิ่งปกติกว่าและเป็นจริงกว่าผู้เผยพระวจนะ  ดังนั้น มนุษย์จึงไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างพวกเขาได้  มนุษย์มุ่งเน้นไปยังสิ่งที่ปรากฏทั้งหมดโดยไม่ตระหนักรู้อย่างสิ้นเชิงว่า แม้ว่าทั้งสองเหมือนกันในการดำรงอยู่ การทำงานและการพูด แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างพวกเขา  เนื่องจากความสามารถของมนุษย์ในการแยกแยะสิ่งต่างๆ อ่อนด้อยเกินไป เขาจึงไร้ความสามารถที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างปัญหาง่ายๆ ยิ่งสิ่งที่ซับซ้อนมากๆ ยิ่งไม่ได้เลย  เมื่อผู้เผยพระวจนะและบรรดาผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ได้พูดและได้ทำงาน นี่คือการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ มันคือการรับใช้ภารกิจของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และมันเป็นบางสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำ  อย่างไรก็ตาม พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ก็คือการดำเนินการพันธกิจของพระองค์  แม้ว่ารูปสัณฐานภายนอกของพระองค์เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่พระราชกิจของพระองค์ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของพระองค์แต่เป็นพันธกิจของพระองค์  คำว่า “หน้าที่” ถูกนำมาใช้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ในขณะที่ “พันธกิจ” ถูกนำมาใช้ในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์  มีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสอง ซึ่งทั้งสองไม่สามารถเปลี่ยนที่กันได้  งานของมนุษย์เป็นเพียงการทำหน้าที่ของเขา ในขณะที่พระราชกิจของพระเจ้าคือการบริหารจัดการและการดำเนินการพันธกิจของพระองค์  ดังนั้น แม้ว่าอัครทูตหลายท่านได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้และผู้เผยพระวจนะหลายท่านก็เต็มเปี่ยมด้วยพระองค์ งานและคำพูดของพวกเขาเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  คำพยากรณ์ของพวกเขาอาจเกินเลยวิถีชีวิตที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ตรัสถึง และสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอาจอยู่เหนือกว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ แต่พวกเขาก็ยังคงทำหน้าที่ของพวกเขา และไม่ได้กำลังดำเนินการพันธกิจให้ลุล่วง  หน้าที่ของมนุษย์อ้างถึงภารกิจของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถบรรลุได้  อย่างไรก็ตาม พันธกิจที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงดำเนินการนั้นเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระองค์ และนี่ไม่สามารถบรรลุได้โดยมนุษย์  ไม่ว่าพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะตรัส ทรงพระราชกิจ หรือทรงสำแดงการมหัศจรรย์ พระองค์กำลังทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่ท่ามกลางการบริหารจัดการของพระองค์ และพระราชกิจเช่นนี้มนุษย์ไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้  งานของมนุษย์เป็นเพียงการทำหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในช่วงระยะใดช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจการบริหารจัดการของพระเจ้า  หากไม่มีการบริหารจัดการของพระเจ้า กล่าวคือ หากพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ต้องสูญหายไป หน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็จะสูญหายไป  พระราชกิจของพระเจ้าในการดำเนินการพันธกิจของพระองค์คือการบริหารจัดการมนุษย์ ในขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือการทำให้ภาระผูกพันของเขาเองลุล่วงเพื่อสนองตอบข้อเรียกร้องของพระผู้สร้าง และไม่มีทางสามารถถือได้ว่าเป็นการดำเนินการพันธกิจของผู้ใด  สำหรับแก่นแท้โดยธรรมชาติของพระเจ้า—สำหรับพระวิญญาณของพระองค์—พระราชกิจของพระเจ้าคือการบริหารจัดการของพระองค์ แต่สำหรับพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ที่ทรงสวมรูปสัญฐานภายนอกของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระราชกิจของพระองค์คือการดำเนินการพันธกิจของพระองค์  พระราชกิจใดๆ ก็ตามที่พระองค์ทรงทำก็คือการดำเนินการพันธกิจของพระองค์ ทั้งหมดที่มนุษย์สามารถทำได้คือทำให้ดีที่สุดภายในขอบเขตการบริหารจัดการของพระเจ้าและภายใต้การทรงนำของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 161

ในยุคพระคุณ พระเยซูได้ตรัสไว้หลายคำและทรงพระราชกิจมากมาย  พระองค์ทรงแตกต่างจากอิสยาห์อย่างไร?  พระองค์ทรงแตกต่างจากดาเนียลอย่างไร?  พระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะหรือไม่?  ทำไมจึงพูดว่าพระองค์คือพระคริสต์?  อะไรคือความแตกต่างระหว่างพวกเขา?  พวกเขาล้วนเป็นบุรุษทุกคนที่กล่าวคำพูด และคำพูดของพวกเขาก็ปรากฏต่อมนุษย์เหมือนกันไม่มากก็น้อย  พวกเขาทั้งหมดกล่าวคำพูดและทำงาน  ผู้เผยพระวจนะในภาคพันธสัญญาเดิมได้กล่าวคำพยากรณ์ และในทำนองเดียวกัน พระเยซูก็ทรงสามารถทำเช่นนั้นได้  ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?  ความแตกต่างในที่นี่อยู่บนพื้นฐานของลักษณะของงาน  เพื่อแยกแยะในเรื่องนี้ เจ้าต้องไม่พิจารณาธรรมชาติของเนื้อหนัง อีกทั้งเจ้าไม่ควรพิจารณาความลึกหรือความผิวเผินของคำพูดของพวกเขา  เจ้าต้องพิจารณางานของพวกเขาและผลที่งานของพวกเขาสัมฤทธิ์ในมนุษย์ก่อนเสมอ  คำพยากรณ์ที่ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ในเวลานั้นไม่ได้จัดหาชีวิตของมนุษย์ และการดลใจที่พวกเขา เช่น อิสยาห์และดาเนียล ได้รับนั้นเป็นเพียงคำพยากรณ์ และไม่ใช่วิถีชีวิต  หากไม่ใช่เพื่อการเปิดเผยโดยตรงของพระยาห์เวห์ ก็คงไม่มีใครสามารถทำงานนั้นได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์  พระเยซูก็ได้ตรัสพระวจนะหลายคำเช่นกัน แต่คำพูดเช่นนี้เป็นวิถีชีวิตซึ่งมนุษย์สามารถหาเส้นทางไปสู่การปฏิบัติจากมันได้  นั่นก็คือการกล่าวว่า ประการแรก พระองค์ทรงสามารถจัดหาชีวิตของมนุษย์ได้เพราะพระเยซูทรงเป็นชีวิต ประการที่สอง พระองค์ทรงสามารถย้อนกลับการเบี่ยงเบนของมนุษย์ได้ ประการที่สาม พระราชกิจของพระองค์ทรงสามารถทำต่อจากพระราชกิจของพระยาห์เวห์เพื่อดำเนินการยุคต่อได้ ประการที่สี่ พระองค์ทรงสามารถจับความเข้าใจในสิ่งจำเป็นภายในมนุษย์และเข้าใจในสิ่งที่มนุษย์ขาดพร่อง ประการที่ห้า พระองค์ทรงสามารถนำมาซึ่งยุคใหม่และสรุปปิดตัวยุคเก่า  นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ทรงถูกเรียกว่าพระเจ้าและพระคริสต์ พระองค์ไม่เพียงทรงแตกต่างจากอิสยาห์เท่านั้น แต่ทรงแตกต่างจากผู้เผยพระวจนะท่านอื่นๆ ทั้งหมดอีกด้วย  ลองดูอิสยาห์เป็นตัวเปรียบเทียบสำหรับงานของบรรดาผู้เผยพระวจนะ  ประการแรก เขาไม่สามารถจัดหาชีวิตของมนุษย์ ประการที่สอง เขาไม่สามารถนำมาซึ่งยุคใหม่  เขาทำงานภายใต้การนำของพระยาห์เวห์และไม่ใช่เพื่อการนำมาซึ่งยุคใหม่  ประการที่สาม คำพูดที่เขากล่าวนั้นอยู่เหนือเขา  เขาได้รับการเปิดเผยโดยตรงจากพระวิญญาณของพระเจ้า และคนอื่นๆ จะไม่เข้าใจ แม้จะได้ฟังคำพูดเหล่านั้น  เพียงแค่ไม่กี่สิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าคำพูดของเขาไม่ได้เป็นมากกว่าคำพยากรณ์ ไม่ได้เป็นมากกว่าแง่มุมหนึ่งของงานที่ถูกทำแทนที่ของพระยาห์เวห์  อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระยาห์เวห์ได้อย่างสมบูรณ์  เขาเป็นผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์ เป็นเครื่องมือในพระราชกิจของพระยาห์เวห์  เขาเพียงแค่กำลังทำงานในยุคธรรมบัญญัติและภายในขอบเขตของพระราชกิจของพระยาห์เวห์ เขาไม่ได้ทำงานเกินเลยยุคธรรมบัญญัติ  ในทางตรงกันข้าม พระราชกิจของพระเยซูแตกต่างออกไป  พระองค์ทรงอยู่เหนือขอบเขตของพระราชกิจของพระยาห์เวห์ พระองค์ทรงพระราชกิจเสมือนพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และก้าวผ่านการตรึงกางเขนเพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งหมด  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ได้ทรงดำเนินการพระราชกิจใหม่นอกพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงทำ  นี่คือการนำมาซึ่งยุคใหม่  นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสามารถตรัสถึงสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้  พระราชกิจของพระองค์เป็นพระราชกิจภายในการบริหารจัดการของพระเจ้าและเกี่ยวข้องกับมวลมนุษย์ทั้งหมด  พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจในมนุษย์เพียงไม่กี่คน อีกทั้งพระราชกิจของพระองค์ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อนำทางมนุษย์จำนวนจำกัด  ในส่วนของวิธีที่พระเจ้าทรงจุติเป็นมนุษย์ วิธีที่พระวิญญาณทรงมอบวิวรณ์ในเวลานั้น และวิธีที่พระวิญญาณทรงเคลื่อนลงสถิตบนบุรุษหนึ่งเพื่อทรงพระราชกิจ—เหล่านี้เป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้  มันเป็นไปไม่ได้อย่างที่สุดที่ความจริงเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นบทพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์  ดังนั้น ความแตกต่างสามารถทำขึ้นได้ท่ามกลางพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งเป็นรูปธรรมสำหรับมนุษย์  นี่เท่านั้นที่เป็นจริง  นี่เป็นเพราะเรื่องของพระวิญญาณนั้นไม่สามารถมองเห็นได้สำหรับเจ้าและมีพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงรู้จักอย่างชัดเจน และแม้แต่เนื้อหนังในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ก็ทรงรู้ไม่ทั้งหมด เจ้าสามารถเพียงแค่ตรวจสอบยืนยันได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่จากพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำไปแล้ว  จากพระราชกิจของพระองค์ จะเห็นได้ว่า ประการแรก พระองค์ทรงสามารถเปิดฉากยุคใหม่ ประการที่สอง พระองค์ทรงสามารถจัดหาชีวิตของมนุษย์และแสดงให้มนุษย์เห็นหนทางที่จะติดตามไป  นี่เพียงพอที่จะยืนยันว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง  อย่างน้อยที่สุด พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำก็สามารถเป็นตัวแทนของพระวิญญาณของพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ และจากพระราชกิจเช่นนี้ จะเห็นได้ว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงอยู่ภายในพระองค์  เมื่อพระราชกิจที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงทำโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อนำมาซึ่งยุคใหม่ นำพระราชกิจใหม่ และเปิดฉากอาณาจักรใหม่ เหล่านี้เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง  ดังนั้น นี่จึงทำให้พระองค์ทรงแตกต่างจากอิสยาห์ ดาเนียล และผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ท่านอื่นๆ  อิสยาห์ ดาเนียล และท่านอื่นๆ ล้วนอยู่ในกลุ่มคนที่มีการศึกษาและมีวัฒนธรรมสูงส่ง พวกเขาเป็นกลุ่มคนพิเศษภายใต้การนำของพระยาห์เวห์  เนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ก็มีความรู้สูงและไม่ขาดสำนึกรับรู้เช่นกัน แต่สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์เป็นปกติโดยเฉพาะ  พระองค์ทรงเป็นคนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง และตาเปล่าไม่สามารถหยั่งรู้สภาวะความเป็นมนุษย์พิเศษใดๆ เกี่ยวกับพระองค์หรือสืบหาสิ่งใดในสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ที่ไม่เหมือนกับสภาวะความเป็นมนุษย์ของคนอื่นๆ  พระองค์ไม่ได้ทรงเหนือธรรมชาติหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะใดๆ และพระองค์ไม่ทรงมีการศึกษาสูง ความรู้ หรือทฤษฎีใดๆ  ชีวิตที่พระองค์ตรัสถึงและเส้นทางที่พระองค์ทรงใช้ไม่ได้ได้มาโดยผ่านทางทฤษฎี โดยผ่านทางความรู้ โดยผ่านทางประสบการณ์ชีวิต หรือโดยผ่านทางการเลี้ยงดูโดยครอบครัว  แต่ตรงกันข้าม พวกนั้นเป็นพระราชกิจโดยตรงของพระวิญญาณ ซึ่งเป็นงานของเนื้อหนังที่ทรงจุติ  เป็นเพราะมนุษย์มีมโนคติที่หลงผิดใหญ่หลวงเกี่ยวกับพระเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะมโนคติเหล่านี้สร้างขึ้นจากองค์ประกอบที่คลุมเครือและเหนือธรรมชาติมากเกินไปจนกระทั่ง ในสายตาของมนุษย์ พระเจ้าปกติองค์หนึ่งพร้อมความอ่อนแอของมนุษย์ ซึ่งไม่สามารถสร้างหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ย่อมไม่ใช่พระเจ้าอย่างแน่นอน  เหล่านี้ไม่ใช่มโนคติที่ผิดพลาดของมนุษย์หรอกหรือ?  หากเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ไม่ได้เป็นคนธรรมดา เช่นนั้นแล้ว จะสามารถกล่าวว่าพระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?  การมีสภาพเนื้อหนังคือการเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญคนหนึ่ง  หากพระองค์ทรงเคยเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าแล้ว เช่นนั้นแล้วพระองค์คงจะทรงไม่ได้รับสภาพเนื้อหนัง  เพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นของฝ่ายเนื้อหนัง พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงจำเป็นต้องมีเนื้อหนังปกติ  นี่เป็นเพียงการทำให้นัยสำคัญของการทรงจุติเป็นมนุษย์ครบถ้วนบริบูรณ์  อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่กรณีของบรรดาผู้เผยวจนะและบุตรมนุษย์  พวกเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ ในสายตาของมนุษย์ สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ และพวกเขาแสดงการกระทำหลายอย่างที่เหนือกว่าความเป็นมนุษย์ธรรมดา  ด้วยเหตุผลนี้ มนุษย์จึงถือว่าพวกเขาเป็นพระเจ้า  บัดนี้ พวกเจ้าทั้งหมดต้องเข้าใจการนี้อย่างชัดเจน เพราะมันเป็นประเด็นที่สับสนได้ง่ายที่สุดของมนุษย์ทุกคนในยุคที่ผ่านไป  นอกจากนี้ การทรงจุติเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ล้ำลึกที่สุดของทุกสรรพสิ่ง และพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากที่สุดสำหรับมนุษย์  สิ่งที่เรากล่าวช่วยชักนำไปสู่การทำให้ภารกิจของพวกเจ้าและความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับความล้ำลึกของการทรงจุติเป็นมนุษย์ลุล่วง  ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระเจ้า กับนิมิต  ความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับการนี้จะมีประโยชน์มากขึ้นต่อการได้รับความรู้เกี่ยวกับนิมิต ซึ่งก็คือพระราชกิจการบริหารจัดการของพระเจ้านั่นเอง  ด้วยวิธีนี้ พวกเจ้าจะได้รับความเข้าใจมากมายเกี่ยวกับหน้าที่ที่ผู้คนหลากหลายประเภทควรปฏิบัติอีกด้วย  แม้ว่าคำพูดเหล่านี้จะไม่แสดงอย่างตรงไปตรงมาให้พวกเจ้าเห็นหนทาง แต่ก็ยังคงช่วยพวกเจ้าได้มากสำหรับการเข้าสู่ของพวกเจ้า เพราะชีวิตปัจจุบันของพวกเจ้ายังขาดนิมิตอยู่มาก และนี่จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่กีดกันการเข้าสู่ของพวกเจ้า  หากพวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะเข้าใจประเด็นเหล่านี้ได้แล้ว เช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีแรงจูงใจในการขับเคลื่อนการเข้าสู่ของพวกเจ้า  และการไล่ตามเสาะหาเช่นนี้จะสามารถช่วยให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าลุล่วงอย่างดีที่สุดได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 162

ผู้คนบางคนจะถามว่า “อะไรเล่าคือความแตกต่างระหว่างพระราชกิจที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ทรงทำกับงานของบรรดาผู้เผยพระวจนะและอัครทูตแห่งอดีตกาล?  ดาวิดก็ถูกเรียกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน และพระเยซูก็ทรงถูกเรียกเช่นนั้นเช่นกัน แม้ว่างานที่พวกเขาได้ทำนั้นแตกต่าง แต่พวกเขาก็ถูกเรียกด้วยชื่อเดียวกัน  จงบอกเรา ทำไมอัตลักษณ์ของพวกเขาจึงไม่เหมือนกัน?  สิ่งที่ยอห์นได้รู้เห็นคือนิมิตหนึ่ง เป็นนิมิตที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นกัน และเขาสามารถพูดพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตั้งพระทัยจะตรัส ทำไมอัตลักษณ์ของยอห์นจึงแตกต่างจากพระอัตลักษณ์ของพระเยซูเล่า?”  พระวจนะที่พระเยซูตรัสสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ และพระวจนะเหล่านั้นเป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระเจ้าอย่างเต็มที่  สิ่งที่ยอห์นได้เห็นคือนิมิตหนึ่ง และเขาไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างครบบริบูรณ์  ทำไมในเมื่อยอห์น เปโตรและเปาโลได้พูดคำพูดมากมาย เหมือนที่พระเยซูได้ตรัส แต่พวกเขากลับไม่ได้มีอัตลักษณ์เดียวกันกับพระเยซูเล่า?  หลักๆ แล้วเป็นเพราะงานที่พวกเขาได้ทำนั้นแตกต่าง  พระเยซูทรงเป็นตัวแทนของพระวิญญาณแห่งพระเจ้า และทรงเป็นพระวิญญาณแห่งพระเจ้าที่ทรงพระราชกิจโดยตรง  พระองค์ทรงพระราชกิจของยุคใหม่ เป็นพระราชกิจที่ไม่เคยมีใครได้ทำมาก่อน  พระองค์ทรงเปิดทางใหม่ พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระยาห์เวห์ และพระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เอง แต่ในส่วนของเปโตร เปาโล และดาวิดนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะถูกเรียกว่าอะไรก็ตาม พวกเขาก็เป็นเพียงตัวแทนของอัตลักษณ์ของสิ่งทรงสร้างสิ่งหนึ่งของพระเจ้าเท่านั้น และถูกพระเยซูหรือพระยาห์เวห์ทรงส่งมา  ดังนั้นไม่สำคัญว่าพวกเขาจะได้ทำงานมากเพียงใด ไม่สำคัญว่าการอัศจรรย์ที่พวกเขาได้ปฏิบัติจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาก็ยังคงเป็นแค่สรรพสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า และไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าได้  พวกเขาได้ทำงานในพระนามของพระเจ้า หรือได้ทำงานหลังจากที่ได้ถูกพระเจ้าทรงส่งมา นอกจากนี้พวกเขาได้ทำงานในยุคที่พระเยซูหรือพระยาห์เวห์ได้ทรงเริ่มต้น และพวกเขาไม่ได้ทำงานอื่นเลย  จะว่าไปแล้ว พวกเขาเป็นเพียงสรรพสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า  ในพันธสัญญาเดิม ผู้เผยพระวจนะหลายท่านได้กล่าวคำทำนายต่างๆ หรือได้เขียนหนังสือแห่งการเผยพระวจนะต่างๆ  ไม่มีใครได้พูดว่าพวกเขาเป็นพระเจ้า แต่ทันทีที่พระเยซูเริ่มทรงพระราชกิจ พระวิญญาณแห่งพระเจ้าก็ทรงเป็นคำพยานต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?  ณ จุดนี้ เจ้าคงจะรู้แล้ว!  ก่อนหน้านั้น บรรดาอัครทูตและผู้เผยพระวจนะได้เขียนสารอันหลากหลาย และได้ทำการเผยพระวจนะมากมาย  ต่อมาผู้คนได้เลือกสารการเผยพระวจนะบางส่วนเพื่อใส่ไว้ในพระคัมภีร์ และบางส่วนก็ได้สูญหายไป  เนื่องจากมีผู้คนพูดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้พูดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำไมบางส่วนจึงได้รับการพิจารณาว่าดี และบางส่วนได้รับการพิจารณาว่าไม่ดี?  และทำไมบางส่วนจึงถูกเลือก และส่วนอื่นๆ จึงไม่ถูกเลือก?  หากคำพูดเหล่านั้นเป็นพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสจริงๆ จะจำเป็นหรือไม่ที่ผู้คนต้องเลือกคำพูดเหล่านั้น?  ทำไมเรื่องราวของพระวจนะที่พระเยซูได้ตรัสและพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำจึงแตกต่างกันในแต่ละเล่มของข่าวประเสริฐทั้งสี่เล่ม?  นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของพวกที่บันทึกเรื่องราวเหล่านั้นหรอกหรือ?  ผู้คนบางคนจะถามว่า “ในเมื่อบรรดาสารที่เขียนขึ้นโดยเปาโลและผู้ประพันธ์ท่านอื่นๆ แห่งพันธสัญญาใหม่ และงานที่พวกเขาได้ทำ บางส่วนเป็นผลมาจากความตั้งใจของมนุษย์ และถูกปลอมปนโดยมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว ไม่มีมลทินของมนุษย์ดำรงอยู่ในพระวจนะที่พระองค์ (พระเจ้า) ตรัสในวันนี้หรอกหรือ?  พระวจนะเหล่านั้นไม่มีมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ปนอยู่ด้วยจริงๆ หรือ?”  พระราชกิจช่วงระยะนี้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงทำไปแล้วนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากงานที่เปาโลและอัครทูตและผู้เผยพระวจนะมากมายได้ทำ  ความแตกต่างไม่ได้มีเพียงในอัตลักษณ์เท่านั้น แต่โดยหลักแล้ว มีความแตกต่างในงานที่ดำเนินการ  หลังจากเปาโลถูกบดขยี้และล้มลงเฉพาะพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์นำให้ทำงาน และเขาได้กลายเป็นผู้หนึ่งที่ได้ถูกส่งไป  ดังนั้นเขาจึงได้เขียนสารไปที่คริสตจักรต่างๆ และสารเหล่านี้ทั้งหมดก็ได้ติดตามคำสอนต่างๆ ของพระเยซู  เปาโลถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งไปทำงานในพระนามขององค์พระเยซูเจ้า แต่เมื่อพระเจ้าพระองค์เองได้เสด็จมา พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจในพระนามใด และไม่ได้ทรงเป็นตัวแทนของผู้ใดนอกจากพระวิญญาณของพระเจ้าในพระราชกิจของพระองค์  พระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์โดยตรง นั่นคือ พระองค์ไม่ได้ทรงถูกมนุษย์ทำให้มีความเพียบพร้อม และพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ถูกดำเนินการตามคำสอนของมนุษย์คนใด  ในพระราชกิจช่วงระยะนี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงนำโดยการตรัสถึงประสบการณ์ส่วนพระองค์ของพระองค์ แต่กลับดำเนินการพระราชกิจของพระองค์โดยตรง โดยสอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ทรงมีแทน  ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบของบรรดาคนปรนนิบัติ เวลาแห่งการตีสอน การทดสอบแห่งความตาย เวลาแห่งการรักพระเจ้า…นี่คือพระราชกิจทั้งหมดที่ไม่เคยทรงทำมาก่อน และเป็นพระราชกิจที่เป็นของยุคปัจจุบัน แทนที่จะเป็นประสบการณ์ต่างๆ ของมนุษย์  ในคำพูดที่เราได้พูดไปแล้ว อันไหนเล่าที่เป็นประสบการณ์ต่างๆ ของมนุษย์?  พระวจนะเหล่านั้นทั้งหมดไม่ได้มาจากพระวิญญาณโดยตรงหรอกหรือ และพระวจนะเหล่านั้นไม่ได้ถูกพระวิญญาณทรงทำให้ปรากฏหรอกหรือ? มันเป็นเพียงว่าขีดความสามารถของเจ้านั้นต่ำเสียจนเจ้าไร้ความสามารถที่จะมองทะลุเข้าไปถึงความจริงได้!  วิถีชีวิตซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่เราพูดถึงนั้นคือการนำทางเส้นทาง และไม่เคยถูกผู้ใดพูดถึงมาก่อน อีกทั้งไม่เคยมีผู้ใดได้เคยมีประสบการณ์กับเส้นทางนี้ หรือรู้จักความเป็นจริงนี้  ก่อนที่เราจะได้เปล่งคำพูดเหล่านี้ออกมา ไม่เคยมีใครได้พูดคำพูดเหล่านี้  ไม่เคยมีใครได้พูดถึงประสบการณ์เช่นนี้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่เคยได้พูดรายละเอียดเช่นนี้ และนอกจากนั้น ไม่เคยมีผู้ใดได้ชี้ให้เห็นสภาวะเช่นนี้เพื่อเปิดเผยสิ่งเหล่านี้  ไม่เคยมีใครได้นำไปบนเส้นทางที่เรานำไปในวันนี้ และหากมันถูกนำโดยมนุษย์ เช่นนั้นแล้วมันก็คงจะไม่ใช่ทางใหม่ทางหนึ่ง  ดูเปาโลและเปโตรเป็นตัวอย่าง  พวกเขาไม่ได้มีประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเอง ก่อนที่พระเยซูทรงนำเส้นทาง  เป็นเพียงหลังจากพระเยซูทรงนำเส้นทางเท่านั้นพวกเขาจึงได้มีประสบการณ์กับพระวจนะที่พระเยซูตรัส และเส้นทางที่พระองค์ทรงนำ จากการนี้พวกเขาได้รับประสบการณ์มากมาย และพวกเขาก็เขียนสารต่างๆ  และดังนั้น ประสบการณ์ของมนุษย์จึงไม่เหมือนกับพระราชกิจของพระเจ้า และพระราชกิจของพระเจ้าก็ไม่เหมือนกับความรู้ที่มโนคติที่หลงผิดและประสบการณ์ของมนุษย์ได้บรรยายไว้  เราได้พูดครั้งแล้วครั้งเล่าว่า วันนี้เรากำลังนำเส้นทางใหม่ และกำลังทำงานใหม่ และงานและวาทะของเราแตกต่างจากงานและคำพูดของยอห์นและผู้เผยพระวจนะท่านอื่นๆ ทั้งหมด  ไม่เคยเลยที่เราได้รับประสบการณ์ก่อนแล้วจึงพูดถึงประสบการณ์เหล่านั้นกับพวกเจ้า—นั่นไม่จริงเลยแม้แต่น้อย  หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นจะไม่ได้หน่วงเหนี่ยวพวกเจ้านานมาแล้วหรอกหรือ?  ในอดีตความรู้ที่หลายคนพูดถึงก็ได้รับการยกย่องเช่นกัน แต่คำพูดทั้งหมดของพวกเขาถูกพูดออกมาบนพื้นฐานของคำพูดของเหล่าผู้ที่เรียกกันว่าบุคคลสำคัญฝ่ายจิตวิญญาณ  คำพูดเหล่านั้นไม่ได้นำทาง แต่มาจากประสบการณ์ของพวกเขา มาจากสิ่งที่พวกเขาได้เห็น และจากความรู้ของพวกเขา  บางคนได้มีมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และบางคนประกอบด้วยประสบการณ์ที่พวกเขาได้สรุปรวมไว้  วันนี้ลักษณะงานของเราแตกต่างจากของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง  เราไม่ได้มีประสบการณ์กับการถูกผู้อื่นนำ อีกทั้งเราก็ไม่ได้ยอมรับการถูกผู้อื่นทำให้มีความเพียบพร้อม  นอกจากนั้น ทั้งหมดที่เราได้พูดและสามัคคีธรรมแล้วนั้นไม่เหมือนกับของผู้อื่นใด และไม่เคยมีผู้อื่นใดได้พูด  วันนี้โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเจ้าเป็นใคร งานของเจ้าก็ดำเนินการไปบนพื้นฐานของคำพูดที่เราพูด  หากปราศจากวาทะและงานเหล่านี้ ใครจะสามารถมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ (การทดสอบของบรรดาคนปรนนิบัติ เวลาแห่งการตีสอน…) ได้เล่า และใครจะสามารถพูดถึงความรู้เช่นนี้ได้เล่า?  เจ้าไม่สามารถเห็นการนี้จริงๆ หรือ?  โดยไม่คำนึงถึงขั้นตอนของงาน ทันทีที่คำพูดของเราถูกพูด พวกเจ้าก็จะเริ่มต้นการสามัคคีธรรมโดยสอดคล้องกับคำพูดของเรา และทำงานโดยสอดคล้องกับคำพูดของเรา และมันก็ไม่ใช่หนทางที่พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งได้นึกถึง  เมื่อได้มาไกลจนถึงตอนนี้เจ้าไม่สามารถเห็นคำถามที่ชัดเจนและเรียบง่ายเช่นนี้หรอกหรือ?  มันไม่ใช่หนทางที่บางคนได้คิดขึ้นมา อีกทั้งก็ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของทางของบุคคลสำคัญฝ่ายวิญญาณคนใด  มันเป็นเส้นทางใหม่เส้นทางหนึ่ง และแม้แต่พระวจนะที่พระเยซูได้เคยตรัสไว้มากมายก็ไม่ได้ใช้กับเส้นทางนั้นอีกต่อไป  สิ่งที่เราพูดคืองานเปิดยุคใหม่ยุคหนึ่ง และเป็นงานที่ยืนโดยลำพัง งานที่เราทำ และคำพูดที่เราพูด ล้วนใหม่ทั้งหมด  นี่ไม่ใช่งานใหม่ของวันนี้หรอกหรือ?  พระราชกิจของพระเยซูก็เป็นเช่นนี้ด้วยเช่นกัน  พระราชกิจของพระองค์ก็แตกต่างจากงานของผู้คนในพระวิหารเช่นกัน และก็เช่นเดียวกันที่พระราชกิจของพระองค์แตกต่างจากงานของพวกฟาริสี และไม่ได้มีความคล้ายคลึงใดๆ กับงานที่ผู้คนแห่งประเทศอิสราเอลทั้งหมดได้ทำ  หลังจากรู้เห็นพระราชกิจนั้นแล้ว ผู้คนไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า “พระราชกิจนั้นถูกพระเจ้าทรงทำจริงๆ หรือ?”  พระเยซูไม่ได้ทรงยึดถือธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ เมื่อพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อสอนมนุษย์ ทั้งหมดที่พระองค์ได้ตรัสนั้นใหม่และแตกต่างจากสิ่งที่เหล่าวิสุทธิชนและผู้เผยพระวจนะโบราณแห่งพันธสัญญาเดิมได้พูดไว้ และด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงยังคงไม่แน่ใจ  นี่คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ยากต่อการรับมือเหลือเกิน  ก่อนที่จะยอมรับพระราชกิจขั้นตอนใหม่นี้ เส้นทางที่พวกเจ้าส่วนใหญ่ได้เดินไป คือการฝึกฝนปฏิบัติและเข้าสู่รากฐานของเส้นทางของบุคคลสำคัญฝ่ายวิญญาณเหล่านั้น  แต่ในวันนี้ งานที่เราทำแตกต่างอย่างมาก และดังนั้นพวกเจ้าจึงไร้ความสามารถที่จะตัดสินใจได้ว่ามันถูกต้องหรือไม่  เราไม่ใส่ใจว่าเส้นทางอะไรที่เจ้าได้เดินไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งเราไม่สนใจว่าเจ้าได้กิน “อาหาร” ของใคร หรือใครคือผู้ที่เจ้าได้ถือว่าเป็น “บิดา” ของเจ้า  ในเมื่อเราได้มาและได้นำงานใหม่มาเพื่อนำทางมนุษย์ ทั้งหมดที่ติดตามเราต้องปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด  ไม่สำคัญว่า “ครอบครัว” ที่เจ้ามาจากนั้นจะมีอำนาจมากเพียงใด เจ้าต้องติดตามเรา เจ้าต้องไม่ปฏิบัติตัวโดยสอดคล้องกับวิธีปฏิบัติแต่ก่อนของเจ้า “บิดาอุปถัมภ์” ของเจ้าควรลงจากตำแหน่ง และเจ้าควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อแสวงหาส่วนแบ่งอันยุติธรรมของเจ้า  ทั้งหมดทั้งมวลของเจ้าอยู่ในมือของเรา และเจ้าไม่ควรอุทิศการเชื่ออย่างมืดบอดมากเกินไปแก่บิดาอุปถัมภ์ของเจ้า เขาไม่สามารถควบคุมเจ้าได้อย่างครบบริบูรณ์  พระราชกิจของวันนี้ยืนอยู่โดยลำพัง  ทั้งหมดที่เราพูดในวันนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานจากอดีต มันเป็นการเริ่มต้นใหม่ และหากเจ้าพูดว่ามันถูกสร้างขึ้นด้วยมือของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นผู้ที่ตาบอดจนเกินกว่าจะช่วยให้รอด!

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 163

อิสยาห์ เอเสเคียล โมเสส ดาวิด อับราฮัม และดาเนียลคือผู้นำหรือผู้เผยพระวจนะท่ามกลางประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแห่งประเทศอิสราเอล  ทำไมพวกเขาจึงไม่ได้ถูกเรียกว่าพระเจ้า?  ทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่ได้ทรงเป็นคำพยานต่อพวกเขา? ทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงเป็นคำพยานต่อพระเยซูทันทีที่พระองค์เริ่มพระราชกิจของพระองค์ และเริ่มตรัสพระวจนะของพระองค์?  และทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงเป็นคำพยานต่อคนอื่นๆ?  พวกเขาเหล่ามนุษย์ที่มีเนื้อหนังทั้งหมดได้ถูกเรียกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า”  โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาถูกเรียกว่าอะไร งานของพวกเขาเป็นตัวแทนของความเป็นอยู่และเนื้อแท้ของพวกเขา และความเป็นอยู่และเนื้อแท้ของพวกเขาเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ของพวกเขา  เนื้อแท้ของพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับชื่อต่างๆ ของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาแสดงออกและวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาคือตัวแทนของเนื้อแท้ของพวกเขา  ในพันธสัญญาเดิมนั้น ไม่มีสิ่งใดผิดปกติในการถูกเรียกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า และบุคคลผู้หนึ่งอาจถูกเรียกด้วยชื่อใดก็ตาม แต่เนื้อแท้และอัตลักษณ์ที่มีมาแต่เกิดของเขานั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้  ท่ามกลางพระคริสต์เทียมเท็จ ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ และคนหลอกลวงเหล่านั้น ไม่มีพวกที่ถูกเรียกว่า “พระเจ้า” อยู่ด้วยหรอกหรือ?  และทำไมพวกเขาจึงไม่ใช่พระเจ้า?  เพราะพวกเขาไม่สามารถทำพระราชกิจของพระเจ้าได้  ในส่วนลึกพวกเขาเป็นมนุษย์ คนหลอกลวงผู้คน ไม่ใช่พระเจ้า และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า  ดาวิดไม่ได้ถูกเรียกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าท่ามกลางชนเผ่าทั้งสิบสองชนเผ่าด้วยหรอกหรือ?  พระเยซูก็ทรงถูกเรียกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน ทำไมพระเยซูเพียงผู้เดียวจึงถูกเรียกว่าพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์?  เยเรมีย์ไม่ได้เป็นที่รู้จักในฐานะบุตรมนุษย์ด้วยหรอกหรือ?  และพระเยซูไม่ได้เป็นที่รู้จักในฐานะบุตรมนุษย์หรอกหรือ?  ทำไมพระเยซูถูกตรึงกางเขนในพระนามของพระเจ้า?  ไม่ใช่เพราะเนื้อแท้ของพระองค์แตกต่างหรอกหรือ?  ไม่ใช่เพราะพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำแตกต่างหรอกหรือ?  ชื่อนั้นสำคัญหรือไม่?  แม้ว่าพระเยซูได้ทรงถูกเรียกว่าบุตรมนุษย์เช่นกัน แต่พระองค์ได้ทรงเป็นการจุติเป็นมนุษย์ครั้งแรกของพระเจ้า พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อรับฤทธานุภาพ และทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่สำเร็จลุล่วง  นี่พิสูจน์ว่าพระอัตลักษณ์และเนื้อแท้ของพระเยซูแตกต่างจากผู้อื่นที่ถูกเรียกว่าบุตรมนุษย์เช่นกัน  ในวันนี้ ผู้ใดท่ามกลางพวกเจ้ากล้าพูดว่าคำพูดทั้งหมดที่ถูกพูดโดยพวกที่ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์?  ผู้ใดเล่ากล้าพูดสิ่งต่างๆ เช่นนี้?  หากเจ้าพูดสิ่งต่างๆ เช่นนี้จริง เช่นนั้นแล้วทำไมหนังสือแห่งการเผยพระวจนะของเอสราจึงถูกละทิ้ง และทำไมสิ่งเดียวกันจึงถูกกระทำกับบรรดาหนังสือของวิสุทธิชนและผู้เผยพระวจนะในยุคโบราณเหล่านั้น?  หากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วทำไมพวกเจ้าจึงกล้าทำการเลือกตามอำเภอใจเช่นนี้?  เจ้ามีคุณสมบัติที่จะเลือกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  หลายเรื่องราวจากประเทศอิสราเอลก็ถูกละทิ้งเช่นกัน  และหากเจ้าเชื่อว่าข้อเขียนแห่งอดีตเหล่านี้ทั้งหมดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วทำไมหนังสือบางเล่มจึงถูกละทิ้ง?  หากหนังสือทั้งหมดนั่นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ควรได้รับการเก็บรักษาไว้ และส่งไปให้พี่น้องชายหญิงของคริสตจักรได้อ่าน  หนังสือเหล่านั้นไม่ควรถูกเลือกหรือละทิ้งโดยความตั้งใจของมนุษย์ มันผิดที่จะทำเช่นนั้น  การพูดว่าประสบการณ์ของเปาโลและยอห์นถูกผสมกับความเข้าใจเชิงลึกส่วนตัวของพวกเขาไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์และความรู้ของพวกเขามาจากซาตาน แต่เป็นเพียงว่าพวกเขามีสิ่งต่างๆ ที่มาจากประสบการณ์และความเข้าใจเชิงลึกส่วนตัวของพวกเขา  ความรู้ของพวกเขาสอดคล้องกับภูมิหลังของประสบการณ์จริงแท้ของพวกเขา ณ เวลานั้น และใครเล่าจะสามารถบอกได้อย่างมั่นใจว่าทั้งหมดนั่นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์?  หากข่าวประเสริฐทั้งสี่ล้วนมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วทำไมมัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์นแต่ละคนจึงพูดถึงบางสิ่งที่แตกต่างกันเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเยซู?  หากเจ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้วจงดูที่เรื่องราวต่างๆ ในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการที่เปโตรได้ปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้งอย่างไร กล่าวคือ การปฏิเสธทั้งหมดแตกต่างกัน และแต่ละครั้งก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง  หลายคนที่ไม่รู้เท่าทันพูดว่า “พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ก็ทรงเป็นมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นพระวจนะที่พระองค์ตรัสนั้นสามารถมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยครบบริบูรณ์ได้หรือ?  หากคำพูดของเปาโลและยอห์นถูกผสมกับความตั้งใจของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วพระวจนะที่พระองค์ตรัสนั้นก็ไม่ได้ถูกผสมกับความตั้งใจของมนุษย์จริงๆ หรือ?”  ผู้คนที่พูดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตาบอดและไม่รู้เท่าทัน!  จงอ่านข่าวประเสริฐทั้งสี่อย่างละเอียดถี่ถ้วน จงอ่านสิ่งที่ข่าวประเสริฐทั้งสี่ได้บันทึกไว้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พระเยซูได้ทรงทำ และพระวจนะที่พระองค์ได้ตรัสไว้  แต่ละเรื่องราวแตกต่างกันอย่างแน่นอนมาก และแต่ละเรื่องราวก็มีมุมมองของตัวเอง  หากสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นโดยผู้เขียนหนังสือเหล่านี้ทั้งหมดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วทั้งหมดก็ควรจะเหมือนกันและสอดคล้องกัน  เช่นนั้นแล้วทำไมจึงมีความแตกต่าง?  มนุษย์ไม่โง่อย่างที่สุดหรอกหรือ ที่ไร้ความสามารถที่จะมองเห็นเรื่องนี้?  หากเจ้าถูกขอให้เป็นคำพยานต่อพระเจ้า เจ้าจะสามารถให้คำพยานแบบใด?  วิธีรู้จักพระเจ้าเช่นนี้สามารถเป็นคำพยานต่อพระองค์ได้หรือไม่?  หากคนอื่นถามเจ้าว่า “หากบันทึกต่างๆ ของยอห์นและลูกาถูกผสมกับความตั้งใจของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วพระวจนะที่พระเจ้าของพวกเจ้าได้ตรัสไม่ได้ถูกผสมกับความตั้งใจของมนุษย์หรอกหรือ?” เจ้าจะสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้หรือไม่?  หลังจากลูกาและมัทธิวได้ยินพระวจนะของพระเยซู และได้เห็นพระราชกิจของพระเยซู พวกเขาก็พูดถึงความรู้ของพวกเขาเอง ในลักษณะของการรำลึกถึงอดีตโดยให้รายละเอียดของข้อเท็จจริงบางข้อของพระราชกิจที่พระเยซูได้ทรงทำ  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าความรู้ของพวกเขาได้ถูกเปิดเผยอย่างครบบริบูรณ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์?  นอกพระคัมภีร์มีบุคคลสำคัญฝ่ายจิตวิญญาณมากมายที่มีความรู้สูงกว่าพวกเขา ดังนั้นทำไมคำพูดของพวกเขาจึงไม่ได้ถูกคนรุ่นต่อๆ มารับไว้เล่า?  คำพูดของพวกเขาไม่ได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้เช่นกันหรอกหรือ?  จงรู้ไว้ว่าในพระราชกิจแห่งวันนี้ เราไม่ได้พูดถึงความเข้าใจเชิงลึกของตัวเราเองโดยตั้งอยู่บนรากฐานของพระราชกิจของพระเยซู อีกทั้งเราไม่ได้กำลังพูดถึงความรู้ของเราเองกับภูมิหลังของพระราชกิจของพระเยซู  พระเยซูได้ทรงพระราชกิจอะไร ณ เวลานั้น?  และงานอะไรที่เรากำลังทำในวันนี้?  สิ่งที่เราทำและพูดไม่เคยมีมาก่อน  เส้นทางที่เราเดินในวันนี้ไม่เคยถูกก้าวย่างมาก่อน เส้นทางนี้ไม่เคยถูกผู้คนแห่งยุคต่างๆ และรุ่นต่างๆ แห่งอดีตกาลเดิน  วันนี้มันได้ถูกเปิดตัวแล้ว และนี่ไม่ใช่พระราชกิจของพระวิญญาณหรอกหรือ?  แม้ว่าจะเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้นำแห่งอดีตทั้งหมดก็ยังคงดำเนินการงานของพวกเขาบนรากฐานของพระราชกิจอื่นๆ อย่างไรก็ตามพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองนั้นแตกต่าง  ช่วงระยะของพระราชกิจของพระเยซูนั้นเหมือนกัน กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงเปิดหนทางใหม่  เมื่อพระองค์ได้เสด็จมา พระองค์ได้ทรงประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินสวรรค์ และได้ตรัสว่ามนุษย์ควรกลับใจและสารภาพบาป  หลังจากที่พระเยซูได้ทรงทำพระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์แล้ว เปโตรกับเปาโลและคนอื่นๆ ก็เริ่มดำเนินการพระราชกิจของพระเยซูต่อไป  หลังจากที่พระเยซูได้ทรงถูกตอกตรึงกางเขน และได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พวกเขาก็ถูกพระวิญญาณส่งไปเผยแพร่หนทางแห่งกางเขน  แม้ว่าคำพูดของเปาโลได้รับการยกย่อง แต่คำพูดเหล่านี้ก็ยังตั้งอยู่บนรากฐานที่ถูกจัดวางไว้โดยสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้ อาทิ ความอดทน ความรัก ความทุกข์ การปกศีรษะ การรับบัพติศมา หรือคำสอนอื่นๆ ที่ต้องติดตาม  ทั้งหมดนี้ถูกพูดบนรากฐานของพระวจนะของพระเยซู  พวกเขาไม่สามารถเปิดทางใหม่ได้ เพราะพวกเขาคือมนุษย์ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงใช้

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 164

พระวาทะและพระราชกิจของพระเยซู ณ เวลานั้นไม่ได้ยึดถือตามคำสอน และพระองค์ไม่ได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์โดยสอดคล้องกับพระราชกิจแห่งธรรมบัญญัติของพันธสัญญาเดิม  พระราชกิจนั้นถูกดำเนินการโดยสอดคล้องกับพระราชกิจที่ควรทรงทำในยุคพระคุณ  พระองค์ได้ทรงตรากตรำโดยสอดคล้องกับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงก่อเกิด โดยสอดคล้องกับแผนการของพระองค์เอง และโดยสอดคล้องกับพันธกิจของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจโดยสอดคล้องกับธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม  ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ได้ทรงทำสอดคล้องกับธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม และพระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจเพื่อทำให้คำพูดของบรรดาผู้เผยพระวจนะลุล่วง  พระราชกิจของพระเจ้าแต่ละช่วงระยะนั้นไม่ได้ถูกดำเนินการอย่างชัดแจ้งเพื่อที่จะทำให้คำทำนายต่างๆ ของบรรดาผู้เผยพระวจนะในยุคโบราณลุล่วง และพระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อปฏิบัติตามคำสอนหรือจงใจทำให้คำทำนายของผู้เผยพระวจนะโบราณเป็นจริง  กระนั้นการกระทำของพระองค์ก็ไม่ได้ทำให้คำทำนายของผู้เผยพระวจนะโบราณหยุดชะงัก และไม่ได้รบกวนพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำไปแล้วก่อนหน้านี้  จุดที่โดดเด่นของพระราชกิจของพระองค์ไม่ใช่การปฏิบัติตามคำสอนใดๆ และเป็นการทรงพระราชกิจที่พระองค์เองควรทรงทำแทน  พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะหรือผู้ทำนาย แต่เป็นผู้กระทำที่จริงๆ แล้วเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงที่จะทำ และพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อเริ่มต้นยุคใหม่ของพระองค์และดำเนินพระราชกิจใหม่ของพระองค์  แน่นอนว่าเมื่อพระเยซูได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ก็ได้ทรงทำให้คำพูดมากมายที่ผู้เผยพระวจนะโบราณได้พูดไว้ในพันธสัญญาเดิมลุล่วงอีกด้วย  เช่นเดียวกันพระราชกิจของวันนี้ก็ได้ทำให้คำทำนายของผู้เผยพระวจนะโบราณในพันธสัญญาเดิมลุล่วง  มันเป็นเพียงว่าเราไม่ได้ชู “ปูมที่เก่าจนเหลือง” ก็เท่านั้นเอง  เพราะยังมีงานอีกมากที่เราต้องทำ มีคำพูดอีกมากที่เราต้องพูดกับพวกเจ้า และงานนี้และคำพูดเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าการอธิบายบทตอนต่างๆ จากพระคัมภีร์ยิ่งนัก เพราะงานเช่นนั้นไม่ได้มีนัยสำคัญหรือคุณค่ายิ่งใหญ่สำหรับพวกเจ้า และไม่สามารถช่วยพวกเจ้าได้ หรือเปลี่ยนแปลงพวกเจ้าได้  เราตั้งใจที่จะทำงานใหม่ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งการทำให้บทตอนใดจากพระคัมภีร์ลุล่วง  หากพระเจ้าได้เสด็จมาบนแผ่นดินโลกเพียงเพื่อทำให้คำพูดของผู้เผยพระวจนะโบราณแห่งพระคัมภีร์ลุล่วง เช่นนั้นแล้วใครเล่าจะยิ่งใหญ่กว่ากัน พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์หรือผู้เผยพระวจนะโบราณเหล่านั้น?  จะว่าไปแล้ว ผู้เผยพระวจนะดูแลรับผิดชอบพระเจ้า หรือว่าพระเจ้าทรงดูแลรับผิดชอบผู้เผยพระวจนะ?  เจ้าจะอธิบายคำพูดเหล่านี้อย่างไรเล่า?

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 165

พระราชกิจของพระเจ้าทุกขั้นตอนติดตามกระแสหนึ่งเดียวกัน และดังนั้นในแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้านั้น แต่ละขั้นตอนจึงมีขั้นตอนต่อไปตามมาติดๆ ตั้งแต่การสร้างแผ่นดินโลกเรื่อยมาจนถึงวันนี้  หากไม่มีใครปูทางให้ เช่นนั้นแล้วก็คงจะไม่มีใครตามหลังมา ในเมื่อมีพวกที่ตามหลังมา จึงมีพวกที่ปูทางให้  ด้วยวิธีนี้พระราชกิจจึงได้รับการสืบทอดลงไปทีละขั้นตอน  ขั้นตอนหนึ่งติดตามขั้นตอนอื่น และหากไม่มีผู้ใดเปิดทางให้ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเริ่มต้นพระราชกิจ และพระเจ้าก็คงจะไม่ทรงมีวิถีทางที่จะนำพระราชกิจของพระองค์ไปข้างหน้า  ไม่มีขั้นตอนใดที่ขัดแย้งกับขั้นตอนอื่น และแต่ละขั้นตอนตามหลังขั้นตอนอื่นตามลำดับเพื่อก่อเกิดเป็นกระแส นี่คือทั้งหมดที่พระวิญญาณองค์เดียวกันได้ทรงทำ  แต่โดยไม่คำนึงถึงว่าใครบางคนจะเปิดทางหรือดำเนินการงานของผู้อื่นต่อหรือไม่ นี่ไม่ได้กำหนดอัตลักษณ์ของพวกเขา  การนี้ไม่ถูกต้องหรอกหรือ?  ยอห์นได้เปิดทาง และพระเยซูได้ทรงดำเนินการพระราชกิจของพระองค์ต่อไป ดังนั้นการนี้พิสูจน์ว่าพระอัตลักษณ์ของพระเยซูต่ำกว่าของยอห์นหรือไม่?  พระยาห์เวห์ได้ทรงดำเนินการพระราชกิจของพระองค์ก่อนพระเยซู ดังนั้นเจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระยาห์เวห์ทรงยิ่งใหญ่กว่าพระเยซู?  ไม่ว่าพวกเขาได้ปูทางหรือได้ดำเนินการงานของผู้อื่นต่อหรือไม่ก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเนื้อแท้ของงานของพวกเขา และอัตลักษณ์ที่เนื้อแท้นั้นเป็นตัวแทน  การนี้ไม่ถูกต้องหรอกหรือ?  ในเมื่อพระเจ้าได้ตั้งพระทัยที่จะทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ พระองค์จึงต้องทรงยกระดับพวกที่สามารถทำงานแห่งการปูทางได้  เมื่อยอห์นเพิ่งเริ่มเทศนา เขาได้พูดว่า “จงเตรียมมรรคา แห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า จงทำหนทาง ของพระองค์ให้ตรงไป” “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว”  เขาได้พูดเช่นนั้นตั้งแต่เริ่มแรก และทำไมเขาจึงสามารถพูดคำเหล่านี้ได้เล่า?  ในแง่ของลำดับที่คำเหล่านี้ถูกพูด เป็นยอห์นที่ได้พูดข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินสวรรค์ครั้งแรก และพระเยซูได้ทรงเป็นผู้ที่ตรัสหลังจากนั้น  ตามมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์นั้น เป็นยอห์นที่ได้เปิดเส้นทางใหม่ และดังนั้นจึงแน่นอนว่ายอห์นยิ่งใหญ่กว่าพระเยซู  แต่ยอห์นไม่ได้พูดว่าเขาเป็นพระคริสต์ และพระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นคำพยานต่อเขาในฐานะพระบุตรสุดรักของพระเจ้า แต่เพียงได้ทรงใช้ให้เขาเปิดทางและตระเตรียมทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า  เขาได้ปูทางให้พระเยซู แต่เขาไม่สามารถทำงานในพระนามของพระเยซูได้  งานของมนุษย์ทั้งหมดได้รับการบำรุงรักษาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกด้วย

ในยุคแห่งพันธสัญญาเดิม พระยาห์เวห์ทรงเป็นผู้นำทาง และพระราชกิจของพระยาห์เวห์เป็นตัวแทนของยุคแห่งพันธสัญญาเดิมทั้งยุค และพระราชกิจทั้งหมดที่ทรงทำในประเทศอิสราเอล  โมเสสได้เชิดชูพระราชกิจนี้บนแผ่นดินโลกเท่านั้น และความอุตสาหะของเขาได้รับการพิจารณาว่าเป็นความร่วมมือที่มนุษย์ได้จัดหาให้  ณ เวลานั้น เป็นพระยาห์เวห์ที่ได้ตรัสเรียกโมเสส และพระองค์ได้ทรงชูโมเสสขึ้นท่ามกลางประชากรแห่งประเทศอิสราเอล และได้ทรงทำให้เขานำพวกเขาเข้าไปในถิ่นทุรกันดารและต่อไปยังคานาอัน  นี่ไม่ใช่งานของโมเสสเอง แต่เป็นพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ได้ทรงกำกับ และดังนั้นโมเสสจึงไม่สามารถถูกเรียกว่าพระเจ้าได้  โมเสสยังได้เขียนธรรมบัญญัติไว้ด้วย แต่พระยาห์เวห์ได้ทรงเป็นผู้ที่บัญญัติธรรมบัญญัตินี้ด้วยพระองค์เอง  เป็นเพียงว่าพระองค์ได้ทรงให้โมเสสเป็นผู้แสดงธรรมบัญญัตินั้น  พระเยซูก็ได้ทรงกำหนดพระบัญญัติเช่นกัน และพระองค์ได้ทรงยกเลิกธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม และได้ทรงบัญญัติพระบัญญัติสำหรับยุคใหม่  ทำไมพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง?  เพราะมีความแตกต่างอยู่อย่างหนึ่ง  ณ เวลานั้น งานที่โมเสสได้ทำไม่ได้เป็นตัวแทนของยุค อีกทั้งไม่ได้เปิดทางใหม่ เขาได้รับการชี้นำไปข้างหน้าโดยพระยาห์เวห์ และเป็นเพียงผู้หนึ่งซึ่งพระเจ้าทรงใช้  เมื่อพระเยซูเสด็จมา ยอห์นได้ดำเนินการงานขั้นตอนหนึ่งของการปูทางและได้เริ่มเผยแพร่ข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินสวรรค์แล้ว (พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงเริ่มต้นการนี้)  เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์ได้ทรงทำพระราชกิจของพระองค์เองโดยตรง แต่มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างพระราชกิจของพระองค์กับงานของโมเสส  อิสยาห์ก็ได้กล่าวคำเผยพระวจนะมากมายด้วย แต่ทำไมเขาจึงไม่ใช่พระเจ้าพระองค์เอง?  พระเยซูไม่ได้ตรัสคำเผยพระวจนะมากมาย กระนั้นทำไมพระองค์จึงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง?  ไม่มีใครกล้าที่จะพูดว่าพระราชกิจของพระเยซู ณ เวลานั้นทั้งหมดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะพูดว่าทั้งหมดนั่นมาจากความตั้งใจของมนุษย์ หรือว่าเป็นพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองทั้งสิ้น  มนุษย์ไม่ได้มีวิธีที่จะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ เช่นนี้  อาจพูดได้ว่าอิสยาห์ได้ทำงานเช่นนี้ และได้พูดคำเผยพระวจนะเช่นนี้ และทั้งหมดนั่นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ งานและคำพูดเหล่านั้นไม่ได้มาจากอิสยาห์เองโดยตรง แต่เป็นวิวรณ์ต่างๆ จากพระยาห์เวห์  พระเยซูไม่ได้ทรงทำพระราชกิจจำนวนมากมาย และไม่ได้ตรัสคำพูดมากมาย อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ตรัสคำเผยพระวจนะมากมาย  สำหรับมนุษย์แล้ว การเทศนาของพระองค์ดูเหมือนจะไม่ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษ แต่พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง และนี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจอธิบายได้  ไม่เคยมีใครเชื่อในยอห์น หรืออิสยาห์ หรือดาวิด อีกทั้งไม่เคยมีใครเรียกพวกเขาว่าพระเจ้า หรือดาวิดพระเจ้าหรือยอห์นพระเจ้า ไม่เคยมีใครพูดเช่นนี้ และมีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ทรงเคยถูกเรียกว่าพระคริสต์  การจำแนกประเภทนี้ถูกทำขึ้นโดยสอดคล้องกับคำพยานของพระเจ้า พระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการ และพันธกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติ  ในส่วนของมหาบุรุษแห่งพระคัมภีร์—อับราฮัม ดาวิด โยชูวา ดาเนียล อิสยาห์ ยอห์น และพระเยซู—โดยผ่านทางงานที่พวกเขาได้ทำ เจ้าสามารถบอกได้ว่าใครทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง และผู้คนชนิดใดเป็นผู้เผยพระวจนะ และผู้คนชนิดใดเป็นอัครทูต  ผู้ที่พระเจ้าทรงใช้ และผู้ที่ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง ได้รับการแยกแยะความแตกต่างและได้รับการกำหนดโดยเนื้อแท้และชนิดของงานที่พวกเขาได้ทำ  หากเจ้าไม่สามารถบอกความแตกต่างได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็พิสูจน์ว่าเจ้าไม่รู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายถึงอะไร  พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าเพราะพระองค์ได้ตรัสหลายคำเหลือเกิน และได้ทรงพระราชกิจมากเหลือเกิน โดยเฉพาะการที่พระองค์ทรงสาธิตการอัศจรรย์มากมาย  ในทำนองเดียวกัน ยอห์นก็ได้ทำงานมากมาย และได้พูดมากมายหลายคำเช่นกัน และโมเสสก็ได้ทำเช่นเดียวกัน ทำไมพวกเขาจึงไม่ถูกเรียกว่าพระเจ้าเล่า?  พระเจ้าทรงสร้างอาดัมโดยตรง ทำไมเขาจึงไม่ถูกเรียกว่าพระเจ้า แทนที่จะถูกเรียกว่าสิ่งทรงสร้างเท่านั้น?  หากมีใครบางคนพูดกับเจ้าว่า “วันนี้พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจมากมายเหลือเกิน และได้ตรัสคำพูดมากมายเหลือเกิน พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง  เช่นนั้นแล้ว ในเมื่อโมเสสได้พูดคำพูดมากมายเหลือเกิน เขาก็ต้องเป็นพระเจ้าพระองค์เองเช่นกัน!” เจ้าก็ควรถามพวกเขากลับไปว่า “ณ เวลานั้น เหตุใดพระเจ้าทรงเป็นคำพยานต่อพระเยซู และไม่ใช่ยอห์น ในฐานะพระเจ้าพระองค์เอง? ยอห์นไม่ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเยซูหรอกหรือ? สิ่งใดยิ่งใหญ่กว่ากัน งานของจอห์นหรือพระราชกิจของพระเยซู? กับมนุษย์แล้ว งานของยอห์นดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าพระราชกิจของพระเยซู แต่ทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงเป็นคำพยานต่อพระเยซู และไม่ใช่ยอห์นเล่า?”  สิ่งเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในวันนี้! ณ เวลานั้น เมื่อโมเสสนำประชาชนแห่งประเทศอิสราเอล พระยาห์เวห์ได้ตรัสกับเขาจากท่ามกลางหมู่เมฆ  โมเสสไม่ได้พูดโดยตรง แต่ได้รับการทรงนำโดยตรงโดยพระยาห์เวห์แทน  นี่คืองานของอิสราเอลแห่งพันธสัญญาเดิม  ภายในโมเสสไม่มีพระวิญญาณ หรือสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น  เขาไม่สามารถทำงานนั้นได้ และดังนั้นจึงมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างงานที่เขาได้ทำกับพระราชกิจที่พระเยซูได้ทรงทำ  และนั่นเป็นเพราะงานที่พวกเขาได้ทำแตกต่างกัน!  การที่จะมีใครบางคนถูกใช้โดยพระเจ้า หรือเป็นผู้เผยพระวจนะ เป็นอัครทูต หรือพระเจ้าพระองค์เองหรือไม่นั้น สามารถหยั่งรู้ได้ด้วยธรรมชาติของงานของเขา และสิ่งนี้จะทำให้ความแคลงใจของเจ้าสิ้นสุดลง  ในพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่ามีเพียงพระเมษโปดกเท่านั้นที่ทรงสามารถเปิดตราทั้งเจ็ดดวงได้  ตลอดหลายยุคที่ผ่านมามีผู้อธิบายคัมภีร์มากมายท่ามกลางบรรดาบุคคลสำคัญยิ่งใหญ่เหล่านั้น และดังนั้นเจ้าจึงสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นพระเมษโปดก?  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าคำอธิบายของพวกเขาทั้งหมดมาจากพระเจ้า?  พวกเขาเป็นเพียงผู้อธิบาย พวกเขาไม่มีอัตลักษณ์ของพระเมษโปดก  พวกเขาจะสามารถมีคุณค่าพอที่จะเปิดตราทั้งเจ็ดดวงได้อย่างไร?  เป็นความจริงที่ว่า “มีเพียงพระเมษโปดกเท่านั้นที่ทรงสามารถเปิดตราทั้งเจ็ดดวงได้” แต่พระองค์ไม่เพียงเสด็จมาเพื่อเปิดตราเจ็ดดวงเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต่อพระราชกิจนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องถูกดำเนินการอยู่แล้ว  พระองค์ทรงชัดเจนอย่างที่สุดเกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์เอง  จำเป็นหรือไม่ที่พระองค์จะใช้เวลามากมายในการตีความคัมภีร์? “ยุคแห่งพระเมษโปดกตีความคัมภีร์” ต้องถูกเพิ่มเข้าไปในหกพันปีแห่งพระราชกิจหรือไม่?  พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจใหม่ แต่พระองค์ก็ทรงจัดเตรียมวิวรณ์เกี่ยวกับพระราชกิจแห่งอดีตกาลให้ด้วย ทำให้ผู้คนเข้าใจความจริงของหกพันปีแห่งพระราชกิจ  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายบทตอนมากมายเกินไปจากพระคัมภีร์ เป็นพระราชกิจของวันนี้นั่นเองที่เป็นกุญแจ นั่นเป็นสิ่งสำคัญ  เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อแกะตราทั้งเจ็ดดวงโดยเฉพาะ แต่เพื่อทรงพระราชกิจแห่งความรอด

ตัดตอนมาจาก “ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 166

ในยุคพระคุณ ยอห์นได้ปูทางไว้ให้พระเยซู  ยอห์นไม่สามารถทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้นอกจากแค่ทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ลุล่วงเท่านั้น  ถึงแม้ว่ายอห์นจะเป็นผู้เบิกทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็ไร้ความสามารถที่จะเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ เขาเป็นแค่เพียงมนุษย์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน  หลังจากพระเยซูได้ทรงรับบัพติศมา พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาอยู่กับพระองค์เหมือนนกพิราบ  พระองค์จึงได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์ กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงเริ่มปฏิบัติพันธกิจของพระคริสต์  นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ได้ทรงเข้ารับพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า เพราะพระองค์ได้เสด็จมาจากพระเจ้านั่นเอง  ไม่สำคัญว่าความเชื่อของพระองค์จะเคยเป็นอย่างไรก่อนหน้านี้—มันอาจจะเคยอ่อนแอมาหลายครั้ง หรือแข็งแกร่งในหลายครั้ง—ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ปกติที่พระองค์ได้ทรงดำรงอยู่ก่อนการปฏิบัติพันธกิจของพระองค์  หลังจากที่พระองค์ทรงได้รับบัพติศมา (นั่นก็คือ ได้รับการเจิม) ฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าก็อยู่กับพระองค์โดยทันที และดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงเริ่มปฏิบัติพันธกิจของพระองค์  พระองค์ทรงสามารถทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่างๆ ทรงแสดงปาฏิหาริย์ และพระองค์ทรงมีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ เพราะพระองค์กำลังทรงพระราชกิจในนามของพระเจ้าพระองค์เองโดยตรง พระองค์กำลังทรงพระราชกิจของพระวิญญาณแทนพระองค์ และกำลังทรงแสดงให้เห็นถึงพระสุรเสียงของพระวิญญาณ  เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง การนี้ไม่สามารถโต้แย้งได้  ยอห์นเป็นใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน  เขาไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ อีกทั้งเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะเป็นตัวแทนของพระเจ้า  หากเขาเคยปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คงจะไม่ทรงอนุญาตให้ทำเช่นนั้น เพราะเขาไร้ความสามารถที่จะทำงานที่พระเจ้าพระองค์เองได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้สำเร็จลุล่วงได้  บางทีในตัวเขาอาจจะมีสิ่งที่เป็นเจตจำนงของมนุษย์อยู่มาก หรือบางสิ่งบางอย่างที่เบี่ยงเบน ไม่มีรูปการณ์แวดล้อมใดที่เขาจะสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าโดยตรงได้  ข้อผิดพลาดและการทำผิดของเขาเป็นตัวแทนของตัวเขาเองเท่านั้น แต่งานของเขาเป็นตัวแทนของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ถึงกระนั้น เจ้าก็ไม่สามารถพูดได้ว่าทั้งหมดของเขาเป็นตัวแทนของพระเจ้า  ความเบี่ยงเบนและการทำผิดของเขาสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ด้วยกระนั้นหรือ?  การที่จะผิดพลาดในการเป็นตัวแทนของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องปกติ แต่หากใครคนหนึ่งเบี่ยงเบนในการเป็นตัวแทนของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว นั่นจะไม่เป็นการทำให้พระเจ้าเสื่อมเสียพระเกียรติหรอกหรือ?  นั่นจะไม่เป็นการหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ?  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงอนุญาตให้มนุษย์ยืนแทนที่ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เขาจะได้รับการยกย่องจากผู้อื่น  หากเขาไม่ใช่พระเจ้า เขาคงจะไร้ความสามารถที่จะตั้งมั่นได้ในที่สุด  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงอนุญาตให้มนุษย์เป็นตัวแทนของพระเจ้าตามที่มนุษย์พอใจ!  ตัวอย่างเช่น พระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงเป็นพยานแก่ยอห์น และพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกเช่นกันนั่นเองที่ทรงเปิดเผยว่าเขาเป็นผู้ที่ปูทางให้แก่พระเยซู แต่พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำกับเขานั้นมีการวัดเป็นอย่างดี  ทั้งหมดที่ถูกขอจากยอห์นก็คือให้เป็นผู้ปูทางให้แก่พระเยซู ให้ตระเตรียมหนทางให้แก่พระองค์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์เพียงแค่ทรงยกชูงานของเขาในการปูทางและได้ทรงอนุญาตให้เขาเพียงแค่ทำงานเช่นนั้นเท่านั้น—เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอื่น  ยอห์นเป็นตัวแทนของเอลียาห์ และเขาเป็นตัวแทนของผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งผู้ได้ปูทาง  พระวิญญาณบริสุทธ์ได้ทรงยกชูเขาในการนี้ ตราบเท่าที่งานของเขาคือการปูทาง พระวิญญาณบริสุทธ์ก็ทรงยกชูเขา  อย่างไรก็ตาม หากเขาได้ทำการกล่าวอ้างว่าเป็นพระเจ้าพระองค์เอง และได้พูดว่าเขามาเพื่อทำพระราชกิจแห่งการไถ่ให้เสร็จสิ้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คงจะต้องทรงบ่มวินัยเขา  ไม่สำคัญว่างานของยอห์นจะยิ่งใหญ่เพียงใด และถึงแม้ว่ามันจะได้รับการยกชูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ งานของเขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอาณาเขต  สมมติว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงยกชูงานของเขาจริง อำนาจที่ได้มอบให้กับเขา ณ เวลานั้นก็ถูกจำกัดอยู่ที่การปูทางของเขา  เขาไม่สามารถทำงานอื่นใดได้เลย เพราะเขาเป็นเพียงยอห์นผู้ที่ได้ปูทางเท่านั้น และไม่ใช่พระเยซู  เพราะฉะนั้น คำพยานของพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงเป็นกุญแจสำคัญ แต่งานที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงอนุญาตให้มนุษย์ทำนั้นมีความสำคัญยิ่งยวดมากยิ่งกว่าเสียอีก  ยอห์นยังไม่ได้รับประจักษ์พยานที่กังวานก้อง ณ เวลานั้นหรอกหรือ?  งานของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่เช่นกันหรอกหรือ?  แต่งานที่เขาทำไม่สามารถเหนือกว่าพระราชกิจของพระเยซูได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นมากไปกว่ามนุษย์คนหนึ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน และไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าโดยตรงได้ และดังนั้นเอง งานที่เขาทำจึงถูกจำกัด  หลังจากที่เขาได้ทำงานแห่งการปูทางเสร็จสิ้นแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่ได้ทรงยกชูคำพยานของเขาอีกต่อไป ไม่มีงานใหม่ตามหลังเขามา และเขาได้จากไปขณะที่พระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้เริ่มต้นขึ้น

มีบางคนผู้ถูกครอบงำโดยวิญญาณชั่วและส่งเสียงร้องอย่างระเบ็งเซ็งแซ่ว่า “เราคือพระเจ้า!”   กระนั้น ในที่สุดพวกเขาก็ถูกเปิดเผย เพราะพวกเขาผิดในสิ่งที่พวกเขาเป็นตัวแทน  พวกเขาเป็นตัวแทนซาตาน และพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ใส่พระทัยพวกเขา  เจ้าจะยกย่องตัวเจ้าเองอย่างสูงเพียงใดก็ตาม หรือเจ้าจะส่งเสียงร้องอย่างแข็งกร้าวเพียงใดก็ตาม เจ้าก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งและเป็นผู้ที่เป็นของซาตาน  เราไม่มีวันส่งเสียงร้องว่า “เราคือพระเจ้า เราเป็นพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระเจ้า!”  แต่งานที่เราทำคือพระราชกิจของพระเจ้า  เราจำเป็นต้องตะโกนหรือ?  ไม่มีความจำเป็นต้องมีการยกย่อง  พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์เองด้วยพระองค์เอง และไม่ทรงจำเป็นต้องให้มนุษย์มอบสถานะแก่พระองค์หรือให้สมญาที่ให้เกียรติแก่พระองค์ กล่าวคือ  พระราชกิจของพระองค์เป็นตัวแทนของพระอัตลักษณ์และสถานะของพระองค์  ก่อนหน้าการบัพติศมาของพระองค์ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองหรือไม่?  พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรอกหรือ?  แน่ใจหรือไม่ว่าไม่สามารถกล่าวได้ว่า หลังจากการได้รับประจักษ์พยานแล้วเท่านั้นพระองค์จึงทรงกลายเป็นพระบุตรพระองค์เดียวของพระเจ้า?  ไม่ได้มีบุรุษหนึ่งที่มีนามว่าเยซูอยู่นานแล้วก่อนที่พระองค์จะได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์หรอกหรือ?  เจ้าไร้ความสามารถที่จะนำพาเส้นทางใหม่ๆ ออกมาหรือเป็นตัวแทนพระวิญญาณได้  เจ้าไม่สามารถแสดงออกถึงพระราชกิจของพระวิญญาณหรือพระวจนะที่พระองค์ตรัส  เจ้าไร้ความสามารถที่จะทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้ และเจ้าก็ไร้ความสามารถที่จะทำพระราชกิจของพระวิญญาณได้  พระปรีชาญาณ การอัศจรรย์ และความยากหยั่งถึงได้ของพระเจ้า และความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งพระอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงใช้ตีสอนมนุษย์—เหล่านี้ทั้งหมดล้วนเกินความสามารถของเจ้าที่จะแสดงออก  ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามกล่าวอ้างว่าเป็นพระเจ้า เจ้าคงจะมีเพียงชื่อเท่านั้นและไม่มีสิ่งใดจากเนื้อแท้นี้เลย  พระเจ้าพระองค์เองได้เสด็จมาแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดจำพระองค์ได้ กระนั้นพระองค์ยังทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ต่อไป และทรงทำเช่นนั้นในการเป็นตัวแทนของพระวิญญาณ  ไม่ว่าเจ้าจะเรียกพระองค์ว่ามนุษย์หรือพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าหรือพระคริสต์ หรือเรียกพระองค์ว่าพี่น้องหญิง นั่นก็ไม่สำคัญ  แต่พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำคือพระราชกิจของพระวิญญาณและเป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์ไม่ใส่พระทัยกับพระนามที่มนุษย์ใช้เรียกพระองค์  พระนามนั้นสามารถกำหนดพระราชกิจของพระองค์ได้หรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะเรียกพระองค์ว่าอย่างไร เท่าที่พระเจ้าทรงเกี่ยวข้องนั้น พระองค์ทรงเป็นเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระวิญญาณและได้รับความเห็นชอบโดยพระวิญญาณ  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะกรุยทางให้แก่ยุคใหม่ หรือนำพายุคเก่าไปถึงบทอวสาน หรือนำมาซึ่งยุคใหม่ หรือทำงานใหม่ได้ เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถเรียกเจ้าว่าพระเจ้าได้!

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 167

แม้กระทั่งมนุษย์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เองได้  นี่ไม่ใช่เป็นเพียงการกล่าวว่ามนุษย์เช่นนั้นไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการกล่าวว่างานที่เขาทำก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าโดยตรงได้เช่นกัน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประสบการณ์แบบมนุษย์ไม่สามารถถูกนำมาวางไว้ภายในการบริหารจัดการของพระเจ้าโดยตรงได้ และมันไม่สามารถเป็นตัวแทนของการบริหารจัดการของพระเจ้า  พระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงทำล้วนเป็นพระราชกิจที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำในแผนการบริหารจัดการของพระองค์เองทั้งสิ้น และมันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่ยิ่งใหญ่  งานที่มนุษย์ทำประกอบด้วยการจัดหาประสบการณ์แบบปัจเจกบุคคลของพวกเขา  มันประกอบด้วยการค้นหาเส้นทางใหม่แห่งประสบการณ์ที่นอกเหนือจากเส้นทางที่ถูกเหยียบย่ำโดยพวกที่ได้ไปก่อนหน้านั้น และเส้นทางแห่งการนำพี่น้องชายหญิงของพวกเขาขณะที่อยู่ภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์  สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้จัดหาคือประสบการณ์แบบปัจเจกบุคคลของพวกเขาหรืองานเขียนฝ่ายวิญญาณของผู้คนฝ่ายวิญญาณ  ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้จะถูกใช้งานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่งานที่พวกเขาทำก็ไม่เกี่ยวพันกับพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่แห่งการบริหารจัดการในแผนหกพันปี  พวกเขาเป็นแค่บรรดาผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงยกชูขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเพื่อนำทางผู้คนในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนกระทั่งหน้าที่การงานที่พวกเขาสามารถปฏิบัติได้จะสิ้นสุดลงหรือจนกว่าชีวิตของพวกเขาจะมาถึงบทอวสาน  งานที่พวกเขาทำเป็นเพียงเพื่อตระเตรียมเส้นทางที่เหมาะสมไว้สำหรับพระเจ้าพระองค์เอง หรือเพื่อสานต่อแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งจากการบริหารจัดการของพระเจ้าพระองค์เองบนแผ่นดินโลก  ในตัวของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ไร้ความสามารถที่จะทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่าแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ได้ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถเปิดหนทางใหม่ออกไปได้ นับประสาอะไรที่พวกเขาคนใดจะสามารถนำพาพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าจากยุคก่อนหน้านั้นไปสู่บทสรุปได้  เพราะฉะนั้น งานที่พวกเขาทำจึงเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่การงานของเขาเท่านั้น และไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เองที่ทรงปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ได้  นี่เป็นเพราะงานที่พวกเขาทำไม่เหมือนกับพระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงทำ  งานแห่งการนำมาซึ่งยุคใหม่ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์สามารถทำแทนพระเจ้าได้  งานนี้ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้นอกจากพระเจ้าพระองค์เอง  งานทั้งหมดที่มนุษย์ทำนั้นประกอบด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และทำไปเมื่อเขาได้รับการขับเคลื่อนหรือได้รับการให้ความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  การนำที่ผู้คนเหล่านี้จัดเตรียมประกอบด้วยการแสดงให้มนุษย์เห็นเส้นทางแห่งการปฏิบัติในชีวิตประจำวันและวิธีที่เขาควรกระทำการให้ลงรอยกับน้ำพระทัยของพระเจ้าทั้งสิ้น  งานของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระเจ้าอีกทั้งไม่เป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ดังตัวอย่างหนึ่งคือ งานของวิทเนสลีและวอทช์แมนนี คือการนำทาง  ไม่ว่าทางนั้นจะใหม่หรือเก่า งานนั้นก็ตั้งอยู่บนหลักแห่งการคงอยู่ภายในพระคัมภีร์  ไม่ว่างานนั้นจะเป็นการฟื้นฟูคริสตจักรท้องถิ่นหรือสร้างคริสตจักรท้องถิ่น งานของพวกเขาต้องเกี่ยวข้องกับการสถาปนาคริสตจักรทั้งหลาย  งานที่พวกเขาทำได้ทำให้งานที่พระเยซูและอัครทูตทั้งหลายของพระองค์ทิ้งไว้โดยยังไม่เสร็จสิ้นหรือไม่ได้พัฒนาเพิ่มเติมในยุคพระคุณได้ดำเนินการต่อไป  สิ่งที่พวกเขาทำในงานของพวกเขาคือการฟื้นฟูสิ่งที่พระเยซูได้ทรงขอจากชนรุ่นหลังที่จะมาภายหลังพระองค์ในพระราชกิจแรกเริ่มของพระองค์ เช่น การคลุมศีรษะของพวกเขา การรับบัพติศมา การหักขนมปัง หรือการดื่มไวน์  อาจกล่าวได้ว่า งานของพวกเขาคือการปฏิบัติตามพระคัมภีร์และการแสวงหาเส้นทางต่างๆ ภายในพระคัมภีร์  พวกเขาไม่ได้ทำความรุดหน้าใหม่ๆ ประเภทใดเลย  ดังนั้น คนเราสามารถมองเห็นเพียงการค้นพบหนทางใหม่ๆ ภายในพระคัมภีร์เท่านั้นในงานของพวกเขา ตลอดจนการปฏิบัติที่เป็นจริงที่ดีขึ้นและมากขึ้น  แต่คนเราไม่สามารถพบน้ำพระทัยปัจจุบันของพระเจ้าในงานของพวกเขาได้ นับประสาอะไรที่จะพบพระราชกิจใหม่ที่พระเจ้าในยุคสุดท้ายทรงวางแผนที่จะทำ  นี่เป็นเพราะเส้นทางที่พวกเขาเดินนั้นยังคงเป็นเส้นทางเก่า—ไม่มีการเริ่มใหม่และไม่มีความรุดหน้า  พวกเขายังคงยึดมั่นต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรึงกางเขนพระเยซูต่อไป ในการรักษาการปฏิบัติในการขอให้ผู้คนกลับใจและสารภาพบาปของพวกเขา ในการยึดมั่นกับคติพจน์ต่างๆ ที่ว่าคนที่สู้ทนจนถึงบทอวสานจะได้รับการช่วยให้รอด และที่ว่าบุรุษเป็นหัวหน้าของสตรี  และสตรีต้องเชื่อฟังสามีของเธอ และให้ยึดมั่นมากยิ่งขึ้นไปอีกกับมโนคติที่หลงผิดตามประเพณีที่ว่าพี่น้องหญิงไม่สามารถเทศนาได้ แต่เชื่อฟังได้เท่านั้น  หากความเป็นผู้นำในลักษณะนั้นได้รับการถือปฏิบัติต่อไป พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คงจะไม่มีวันทรงสามารถดำเนินการพระราชกิจใหม่ ปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากคำสอน หรือนำทางพวกเขาไปสู่อาณาจักรแห่งเสรีภาพและความสวยงามได้  ดังนั้น พระราชกิจช่วงระยะนี้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงยุค ต้องได้รับการกระทำและตรัสโดยพระเจ้าพระองค์เอง มิฉะนั้นก็ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำเช่นนั้นแทนพระองค์ได้  จนถึงบัดนี้แล้ว พระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นอกเหนือจากกระแสนี้ได้มาถึงจุดหยุดนิ่ง และบรรดาผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานก็ได้สูญเสียทิศทางของตน  ดังนั้น ในเมื่องานของผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานนั้นไม่เหมือนกับพระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงกระทำ อัตลักษณ์ของพวกเขาและกลุ่มคนที่พวกเขากระทำการแทนก็แตกต่างกันในทำนองเดียวกันนั้น  นี่เป็นเพราะพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำนั้นแตกต่างออกไป และในเรื่องนี้ บรรดาผู้ที่ทำงานเหมือนกันก็ได้รับอัตลักษณ์และสถานะที่แตกต่างกัน  ผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานอาจทำงานบางอย่างที่ใหม่ด้วยเช่นกัน และอาจจะขจัดงานบางอย่างที่เคยทำในยุคก่อนหน้านั้นด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่พวกเขาทำไม่สามารถแสดงออกถึงพระอุปนิสัยและน้ำพระทัยของพระเจ้าในยุคใหม่ได้  พวกเขาทำงานเพียงแค่เพื่อลบงานของยุคก่อนหน้านั้นทิ้งไป และไม่ใช่เพื่อทำงานใหม่เพื่อจุดประสงค์แห่งการเป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้าพระองค์เองโดยตรง  ด้วยเหตุนี้ ไม่สำคัญว่าพวกเขาลบล้างการปฏิบัติที่ล้าสมัยไปมากเพียงใด หรือพวกเขาแนะนำการปฏิบัติใหม่ๆ มากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเป็นตัวแทนของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  อย่างไรก็ตาม เมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงดำเนินพระราชกิจ พระองค์ไม่ทรงประกาศการลบล้างการปฏิบัติต่างๆ ของยุคเก่าอย่างเปิดเผยหรือทรงประกาศการตั้งต้นยุคใหม่โดยตรง  พระองค์ทรงซื่อตรงและตรงไปตรงมาในพระราชกิจของพระองค์  พระองค์ทรงเฉียบขาดในการปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำ กล่าวคือ พระองค์ทรงแสดงออกถึงพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำให้เกิดขึ้นโดยตรง ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ดังที่ได้ตั้งพระทัยไว้แต่เดิมโดยตรง โดยทรงแสดงออกถึงสิ่งทรงเป็นและพระอุปนิสัยของพระองค์  ตามที่มนุษย์มองเห็นนั้น พระอุปนิสัยของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ด้วยเช่นกัน ล้วนแตกต่างไปจากพระอุปนิสัยและพระราชกิจของพระองค์ในยุคต่างๆ ในอดีต  อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของพระเจ้าพระองค์เอง นี่เป็นเพียงความต่อเนื่องและการพัฒนาเพิ่มเติมในพระราชกิจของพระองค์  เมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงแสดงพระวจนะของพระองค์ออกมาและทรงนำพาพระราชกิจใหม่มาโดยตรง  ในทางตรงกันข้าม เมื่อมนุษย์ทำงาน มันเป็นไปโดยผ่านทางการตรึกตรองและการศึกษา หรือมันเป็นการขยายความรู้และความเป็นระบบของการปฏิบัติที่ก่อตั้งขึ้นบนงานของผู้อื่น  กล่าวคือ เนื้อแท้ของงานที่มนุษย์ทำคือการปฏิบัติตามระเบียบที่ตั้งไว้และการ “เดินบนเส้นทางเก่าในรองเท้าคู่ใหม่”  นี่หมายความว่า แม้กระทั่งเส้นทางที่ผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานได้เดินไป ก็ถูกสร้างขึ้นบนเส้นทางที่พระเจ้าพระองค์เองทรงเริ่มไว้  ดังนั้น เมื่อพิจารณาทุกๆ อย่างแล้ว มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ และพระเจ้าก็ยังคงทรงเป็นพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 168

ยอห์นเกิดมาด้วยพระสัญญา มากเท่ากับที่อิสอัคได้เกิดมากับอับราฮัม  เขาได้ปูทางไว้ให้พระเยซูและได้ทำงานมากมาย แต่เขาไม่ใช่พระเจ้า  ในทางตรงกันข้าม เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้เผยพระวจนะ เพราะเขาเพียงแค่ได้ปูทางไว้ให้พระเยซูเท่านั้น  งานของเขาก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน และมีเพียงหลังจากที่เขาได้ปูทางไว้แล้วเท่านั้นพระเยซูจึงได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นทางการ  ในสาระสำคัญแล้ว เขาเพียงแค่ลงแรงเพื่อพระเยซู และงานที่เขาทำเป็นการปรนนิบัติพระราชกิจของพระเยซู  หลังจากที่เขาได้เสร็จสิ้นการปูทางแล้ว พระเยซูก็ได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ พระราชกิจที่ใหม่กว่า เป็นรูปธรรมกว่า และมีรายละเอียดมากกว่า  ยอห์นได้ทำเพียงส่วนแรกเริ่มของงานนั้นเท่านั้น  ส่วนที่ยิ่งใหญ่กว่าของงานใหม่นั้นทำโดยพระเยซู  ยอห์นได้ทำงานใหม่ด้วยเช่นกัน แต่เขาไม่ใช่ผู้ที่นำมาซึ่งยุคใหม่  ยอห์นเกิดมาโดยพระสัญญา และทูตสวรรค์ได้ตั้งชื่อให้เขา  ในเวลานั้น บางคนต้องการที่จะตั้งชื่อเขาตามเศคาริยาห์พ่อของเขา แต่แม่ของเขาได้พูดออกมาว่า “เด็กคนนี้ไม่สามารถถูกเรียกด้วยชื่อนั้น  เขาควรถูกเรียกว่ายอห์น”  ทั้งหมดนี้เป็นไปตามพระราชโองการของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระเยซูก็ได้รับการตั้งพระนามตามพระราชโองการของพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นกัน พระองค์ประสูติจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระองค์ทรงได้รับพระสัญญาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระคริสต์ และบุตรมนุษย์  แต่งานของยอห์นก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน เหตุใดเขาจึงไม่ถูกเรียกว่าพระเจ้า?  ที่จริงแล้ว ความแตกต่างระหว่างพระราชกิจที่พระเยซูทรงทำกับงานที่ยอห์นทำคือสิ่งใด?  เหตุผลเดียวก็คือว่ายอห์นเป็นผู้ที่ได้ปูทางให้แก่พระเยซูใช่หรือไม่?  หรือเพราะการนี้พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว?  ถึงแม้ว่ายอห์นได้กล่าวไว้ด้วยว่า “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” และเขาได้ประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์เช่นกัน แต่งานของเขาก็ไม่ได้พัฒนาเพิ่มเติมและเพียงแค่ประกอบขึ้นเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น  ในทางตรงกันข้าม พระเยซูได้ทรงนำมาซึ่งยุคใหม่ ตลอดจนทรงนำยุคเก่าไปสู่บทอวสาน แต่พระองค์ยังทรงทำให้ธรรมบัญญัติแห่งภาคพันธสัญญาเดิมลุล่วงไปด้วยเช่นกัน  พระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำนั้นยิ่งใหญ่กว่างานของยอห์น และสิ่งที่มากกว่าคือพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง—พระองค์ทรงทำให้พระราชกิจช่วงระยะนั้นสำเร็จลุล่วง  สำหรับยอห์นนั้น เขาแค่ตระเตรียมทาง  ถึงแม้ว่างานของเขาจะยิ่งใหญ่ คำพูดของเขามีมากมาย และสาวกเหล่านั้นที่ติดตามเขาก็มีจำนวนมาก แต่งานของเขาก็ไม่ได้มากไปกว่าการนำพามนุษย์มาสู่จุดเริ่มต้นใหม่  มนุษย์ไม่เคยได้รับชีวิต หนทาง หรือความจริงที่ลึกซึ้งกว่าจากเขา อีกทั้งมนุษย์ไม่ได้รับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยผ่านทางเขา  ยอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ (เอลียาห์) ผู้ซึ่งได้เปิดพื้นฐานใหม่สำหรับพระราชกิจของพระเยซู และได้ตระเตรียมผู้ได้รับเลือก เขาเป็นผู้เบิกทางของยุคพระคุณ  เรื่องต่างๆ เช่นนั้นไม่สามารถหยั่งรู้ได้เพียงแค่โดยการสังเกตรูปลักษณ์ภายนอกของมนุษย์ปกติของพวกเขา  ทั้งหมดนี้เหมาะสมยิ่งกว่าเนื่องจากยอห์นได้ทำงานที่สำคัญยิ่งด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น เขาได้รับพระสัญญาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และงานของเขาได้รับการยกชูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  เมื่อเป็นดังนี้แล้ว  คนเราสามารถแยกแยะระหว่างอัตลักษณ์เฉพาะของพวกเขาโดยผ่านทางงานที่พวกเขาทำเท่านั้น เพราะไม่มีหนทางใดที่จะบอกถึงเนื้อแท้ของมนุษย์จากรูปลักษณ์ภายนอกของเขา อีกทั้งไม่มีหนทางใดสำหรับมนุษย์ที่จะสืบให้แน่ใจว่าคำพยานของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือสิ่งใด  งานที่ยอห์นทำกับพระราชกิจที่พระเยซูทรงทำนั้นไม่เหมือนกันและมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน  จากการนี้นี่เองคนเราจึงอาจจะกำหนดได้ว่ายอห์นเป็นพระเจ้าหรือไม่  พระราชกิจของพระเยซูคือเพื่อริเริ่ม เพื่อสานต่อ เพื่อสรุปปิดตัว และเพื่อนำมาซึ่งการเกิดผล  พระองค์ได้ทรงดำเนินการแต่ละขั้นตอนเหล่านี้ ในขณะที่งานของยอห์นไม่ได้มากไปกว่าการทำจุดเริ่มต้น  ในตอนเริ่มต้น พระเยซูได้ทรงเผยแพร่ข่าวประเสริฐและได้ทรงประกาศหนทางแห่งการกลับใจ และต่อมาได้ทรงดำเนินการต่อไปถึงการบัพติศมามนุษย์ รักษาคนป่วย ขับไล่พวกมาร  ในท้ายที่สุด พระองค์ได้ทรงไถ่มวลมนุษย์จากบาป และได้ทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์ตลอดทั้งยุคนั้น  พระองค์ยังได้เสด็จไปทั่วทุกที่ด้วยเช่นกัน โดยทรงประกาศต่อมนุษย์และทรงเผยแพร่ข่าวประเสริฐเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์  ในด้านนี้ พระองค์กับยอห์นนั้นเหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่พระเยซูได้ทรงนำมาซึ่งยุคใหม่และได้ทรงนำพายุคพระคุณมาสู่มนุษย์  พระวจนะที่มนุษย์ควรปฏิบัติและหนทางที่มนุษย์ควรติดตามในยุคพระคุณได้มาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และในท้ายที่สุด พระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการไถ่  ยอห์นไม่มีทางสามารถดำเนินการงานนี้ได้  และดังนั้น จึงเป็นพระเยซูนั่นเองที่ได้ทรงทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง และเป็นพระองค์นั่นเองที่ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง และทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้าโดยตรง  มโนคติที่หลงผิดของมนุษย์กล่าวว่า บรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ได้เกิดมาด้วยพระสัญญา ได้เกิดมาจากพระวิญญาณ ได้รับการยกชูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้ที่เปิดหนทางใหม่ๆ ออกมานั้นคือพระเจ้า  จากการให้เหตุผลดังนี้ ยอห์นก็คงจะเป็นพระเจ้าด้วยเช่นกัน และโมเสส อับราฮัม และดาวิด…พวกเขาทั้งหมดก็คงจะเป็นพระเจ้าด้วยเช่นกัน  การนี้ไม่ใช่เรื่องตลกสมบูรณ์แบบหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 169

บางคนอาจประหลาดใจว่า “เหตุใดยุคนั้นต้องได้รับการนำมาโดยพระเจ้าพระองค์เอง?  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้หรือ?”  พวกเจ้าล้วนตระหนักรู้ว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อแสดงออกถึงจุดประสงค์แห่งการนำมาซึ่งยุคใหม่ และแน่นอนว่า เมื่อพระองค์ทรงนำมาซึ่งยุคใหม่ พระองค์จะได้ทรงสรุปปิดตัวยุคก่อนหน้านั้นไปในเวลาเดียวกันไปแล้ว  พระเจ้าทรงเป็นปฐมและอวสาน คือพระองค์ด้วยพระองค์เองนั่นเองที่ทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์เคลื่อนไหว และดังนั้นก็ต้องเป็นพระองค์ด้วยพระองค์เองที่ทรงสรุปปิดตัวยุคก่อนหน้านั้น  นี่คือข้อพิสูจน์ถึงการทำให้ซาตานพ่ายแพ้ของพระองค์และถึงการพิชิตโลกของพระองค์  แต่ละครั้งที่พระองค์ด้วยพระองค์เองทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ มันเป็นการเริ่มต้นการสู้รบครั้งใหม่  หากไม่มีการเริ่มต้นงานใหม่ ก็คงจะไม่มีการสรุปปิดตัวของงานเก่าโดยธรรมชาติ  และเมื่อไม่มีการสรุปปิดตัวงานเก่า นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าการสู้รบกับซาตานยังไม่มาถึงบทอวสาน  มีเพียงเมื่อพระเจ้าพระองค์เองเสด็จมาและทรงดำเนินพระราชกิจใหม่ท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถหลุดพ้นจากแดนครอบครองของซาตานได้โดยสิ้นเชิง และได้รับชีวิตใหม่และการเริ่มต้นใหม่  มิฉะนั้นมนุษย์จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในยุคเก่าไปตลอดกาลและดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลเก่าๆ ของซาตานไปตลอดกาล  ด้วยทุกยุคที่พระเจ้าได้ทรงนำนั้น มนุษย์ส่วนหนึ่งได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ และด้วยเหตุนั้นมนุษย์จึงรุดหน้าไปพร้อมกับพระราชกิจของพระเจ้าไปสู่ยุคใหม่  ชัยชนะของพระเจ้าหมายถึงชัยชนะสำหรับคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระองค์  หากเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ทรงสร้างได้รับหน้าที่ให้ทำการสรุปปิดตัวยุค เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นจากมุมมองของมนุษย์หรือของซาตาน การนี้คงจะไม่เป็นมากไปกว่าการกระทำของการต่อต้านหรือทรยศพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำแห่งการเชื่อฟังพระเจ้า และงานของมนุษย์ก็คงจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับซาตาน  มีเพียงเมื่อมนุษย์เชื่อฟังและติดตามพระเจ้าในยุคที่พระเจ้าพระองค์เองทรงนำมาเท่านั้นซาตานจึงจะเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ เพราะนั่นคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ดังนั้น เรากล่าวว่าพวกเจ้าจำเป็นแต่เพียงต้องติดตามและเชื่อฟังเท่านั้น และไม่มีการพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเจ้าอีก  นี่คือสิ่งที่เป็นความหมายของการที่แต่ละคนรักษาหน้าที่ของเขาและแต่ละคนปฏิบัติหน้าที่การงานเฉพาะของเขา  พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์เอง และไม่มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่ต้องทำการนั้นแทนพระองค์ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงมีส่วนร่วมในงานของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ของเขาเองและไม่มีส่วนร่วมในพระราชกิจของพระเจ้า  การนี้เท่านั้นคือการเชื่อฟัง และการพิสูจน์ถึงความพ่ายแพ้ของซาตาน  หลังจากที่พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงเสร็จสิ้นการนำมาซึ่งยุคใหม่ พระองค์ก็ไม่เสด็จลงมาทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์ด้วยพระองค์เองอีกต่อไป  เป็นเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเป็นทางการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเขาและดำเนินการพันธกิจของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  เหล่านี้คือหลักการที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ ซึ่งไม่มีผู้ใดอาจล่วงละเมิดได้  มีเพียงการทรงพระราชกิจในหนทางนี้เท่านั้นที่สมเหตุสมผลและมีเหตุผล  พระราชกิจของพระเจ้าจะถูกกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้ทำให้พระราชกิจของพระองค์เคลื่อนที่ และพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้สรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์  พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้วางแผนพระราชกิจนั้น และพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้บริหารจัดการพระราชกิจ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้นำพาพระราชกิจไปสู่การเกิดผล  ดังที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราเป็นปฐมกาลและอวสาน เราคือผู้หว่านและผู้เก็บเกี่ยว”  ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์นั้นกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองแผนการบริหารจัดการหกพันปี ไม่มีผู้ใดสามารถทำพระราชกิจของพระองค์แทนพระองค์ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถนำพาพระราชกิจของพระองค์มาสู่การปิดตัวได้ เพราะพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้ถือครองทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์  เมื่อได้ทรงสร้างโลกแล้ว พระองค์จะทรงนำทางทั้งโลกให้ดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างของพระองค์ และพระองค์จะทรงสรุปปิดตัวทั้งยุคด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการนำพาแผนการทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ไปสู่การเกิดผล!

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 170

องค์รวมของพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นได้ถูกเปิดเผยไว้ในครรลองของแผนการบริหารจัดการหกพันปี  มันไม่ได้ถูกเปิดเผยเฉพาะในยุคพระคุณเท่านั้น อีกทั้งไม่ใช่เฉพาะในยุคธรรมบัญญัติเท่านั้น และยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ที่จะเป็นเช่นนั้นในช่วงเวลาของยุคสุดท้ายนี้  พระราชกิจที่ได้ถูกดำเนินไปจนเสร็จสิ้นในยุคสุดท้ายเป็นตัวแทนการพิพากษา ความพิโรธ และการตีสอน  พระราชกิจที่ถูกดำเนินการจนเสร็จสิ้นในยุคสุดท้ายไม่สามารถแทนที่พระราชกิจของยุคธรรมบัญญัติหรือพระราชกิจของยุคพระคุณได้  อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะทั้งสามเชื่อมโยงกันและกันก่อร่างขึ้นเป็นความครบถ้วนหนึ่งเดียว และทั้งหมดนั้นคือพระราชกิจของพระเจ้าหนึ่งเดียว  เป็นธรรมดาที่การลงมือปฏิบัติพระราชกิจนี้ได้ถูกแยกออกเป็นยุคต่างๆ  พระราชกิจที่ทรงทำในยุคสุดท้ายนำทุกสิ่งทุกอย่างมาสู่การปิดฉาก ที่ทรงทำไปในยุคธรรมบัญญัตินั้นคือพระราชกิจแห่งการเริ่ม และที่ทรงทำในยุคพระคุณคือพระราชกิจแห่งการไถ่  สำหรับเรื่องของนิมิตต่างๆ ของพระราชกิจในแผนการบริหารจัดการหกพันปีนี้ ไม่มีใครเลยที่มีความสามารถที่จะได้รับความเข้าใจหรือความเข้าใจเชิงลึกได้ และนิมิตเหล่านี้ยังคงค้างเป็นปริศนาอยู่  ในยุคสุดท้าย มีเพียงพระราชกิจแห่งพระวจนะเท่านั้นที่ถูกดำเนินการให้เสร็จสิ้น ทั้งนี้เพื่อที่จะนำมาซึ่งยุคแห่งราชอาณาจักร แต่มันไม่ใช่เป็นตัวแทนของยุคทั้งหมด  ยุคสุดท้ายไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ายุคสุดท้าย และไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ายุคแห่งราชอาณาจักร และพวกมันไม่ได้เป็นตัวแทนของยุคพระคุณและยุคธรรมบัญญัติ  มันก็แค่ว่า พระราชกิจทั้งหมดในแผนการบริหารจัดการหกพันปีถูกเปิดเผยต่อพวกเจ้าในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย  นี่คือการเปิดผ้าคลุมแห่งความล้ำลึก  ความล้ำลึกประเภทนี้เป็นบางสิ่งซึ่งไม่มีมนุษย์ใดเลยที่สามารถเปิดผ้าคลุมออกได้  ไม่สำคัญว่ามนุษย์มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระคัมภีร์มากมายแค่ไหน มันก็ยังคงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าพระวจนะต่างๆ  เพราะมนุษย์ไม่ได้เข้าใจสาระสำคัญของพระคัมภีร์เลย  ในการอ่านพระคัมภีร์นั้น มนุษย์อาจเข้าใจความจริงบางอย่าง อธิบายพระวจนะบางคำ หรือนำบทตอนและบทต่างๆ ซึ่งมีชื่อเสียงไปอยู่ภายใต้การพินิจพิเคราะห์อันหยุมหยิมของเขา แต่เขาก็จะไม่มีวันสามารถไขความหมายที่บรรจุอยู่ภายในพระวจนะเหล่านั้นออกมาได้ เพราะทั้งหมดที่มนุษย์มองเห็นคือพระวจนะที่ตายไปแล้ว ไม่ใช่ฉากเหตุการณ์แห่งพระราชกิจของพระยาห์เวห์และของพระเยซู และมนุษย์ไม่มีทางที่จะเปิดผ้าคลุมแห่งความล้ำลึกของพระราชกิจนี้ออกได้  เพราะฉะนั้นความล้ำลึกของแผนการบริหารจัดการหกพันปีนั้นคือความล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และถูกซ่อนเร้นอย่างลุ่มลึกที่สุด และยากหยั่งถึงทั้งสิ้นโดยมนุษย์  ไม่มีใครเลยที่สามารถจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้โดยตรง เว้นเสียแต่ว่า พระเจ้าพระองค์เองทรงอธิบายและเปิดเผยมันต่อมนุษย์ มิฉะนั้นแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะคงค้างเป็นปริศนาต่อมนุษย์ไปตลอดกาล คงค้างเป็นความล้ำลึกที่ถูกผนึกตราไว้ตลอดกาล  อย่าว่าแต่พวกที่อยู่ในโลกศาสนาเลย หากพวกเจ้าไม่ได้รับการบอกกล่าวในวันนี้แล้วไซร้ พวกเจ้าก็คงจะไม่มีวันได้จับความเข้าใจเช่นกัน  พระราชกิจหกพันปีนี้ล้ำลึกกว่าคำพยากรณ์ทั้งหมดของเหล่าผู้เผยวจนะ  มันเป็นความล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับจากการสร้างโลกมาจนถึงปัจจุบัน และไม่มีใครเลยท่ามกลางเหล่าผู้เผยวจนะตลอดทุกยุคที่เคยสามารถหยั่งลึกถึงมันได้ เพราะความล้ำลึกนี้ถูกเปิดผ้าคลุมออกก็เฉพาะในยุคสุดท้ายเท่านั้นและไม่เคยได้ถูกเปิดเผยมาก่อนเลย  หากพวกเจ้าสามารถจับความเข้าใจความล้ำลึกนี้ได้ และหากพวกเจ้ามีความสามารถที่จะได้รับมันในแบบครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน เช่นนั้นแล้ว บุคคลทางศาสนาทั้งหมดย่อมจะถูกกำราบโดยความล้ำลึกนี้  นี่เท่านั้นที่เป็นนิมิตอันยิ่งใหญ่ที่สุด มันคือสิ่งที่มนุษย์ถวิลหาอย่างใจจดใจจ่อที่สุดที่จะจับความเข้าใจ แต่ทว่ามันก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจอย่างชัดเจนที่สุดเช่นกัน  เมื่อตอนที่พวกเจ้าอยู่ในยุคพระคุณ พวกเจ้าก็ไม่ได้รู้ว่าพระราชกิจที่พระเยซูทรงทำหรือที่พระยาห์เวห์ทรงทำนั้นเกี่ยวกับอะไร  ผู้คนไม่ได้เข้าใจว่าเหตุใดพระยาห์เวห์จึงได้ทรงออกธรรมบัญญัติ เหตุใดพระองค์จึงได้ทรงขอให้มวลชนรักษาธรรมบัญญัติ หรือเหตุใดวิหารจึงได้จำเป็นต้องถูกสร้าง และยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ที่ผู้คนได้เข้าใจว่าเหตุใดคนอิสราเอลจึงถูกนำทางจากอียิปต์เข้าไปสู่ถิ่นธุรกันดาร แล้วก็ต่อไปยังคานาอัน  จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้นี่เองที่เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเปิดเผยออกมา

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 171

เว้นแต่บรรดาผู้ที่ได้รับการชี้นำพิเศษและการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว ไม่มีผู้ใดเลยที่มีความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่โดยไม่พึ่งพาอาศัยใคร เนื่องเพราะพวกเขานั้นพึงต้องมีการปรนนิบัติและการเลี้ยงของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงใช้  ดังนั้น ในแต่ละยุค พระเจ้าจึงทรงอุ้มชูผู้คนที่แตกต่างกันซึ่งสาละวนธุระยุ่งอยู่กับการเป็นผู้เลี้ยงให้กับคริสตจักรทั้งหลายเพื่อประโยชน์แห่งพระราชกิจของพระองค์  กล่าวคือ พระราชกิจของพระเจ้าต้องถูกทำโดยผ่านทางบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงมองอย่างโปรดปรานและทรงเห็นชอบด้วย พระวิญญาณบริสุทธิ์ต้องใช้ส่วนที่อยู่ภายในพวกเขาซึ่งควรค่าแก่การใช้เพื่อให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจ และพวกเขาได้รับการทำให้เหมาะแก่การที่พระเจ้าจะใช้ก็โดยผ่านทางการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  เนื่องจากความสามารถในการเข้าใจของมนุษย์นั้นขาดพร่องมากเกินไป เขาจึงต้องได้รับการเลี้ยงโดยบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงใช้ เหมือนกันกับการที่พระเจ้าทรงใช้โมเสสซึ่งเป็นผู้ที่พระองค์ได้ทรงพบมากมายในตัวเขาซึ่งเหมาะสมสำหรับการใช้ในเวลานั้น และซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ใช้ทรงพระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระยะนั้น  ในช่วงระยะนี้ พระเจ้าทรงใช้มนุษย์พลางก็ทรงใช้ประโยชน์จากส่วนของเขาซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถใช้ทรงพระราชกิจได้ไปด้วยเช่นกัน และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทั้งทรงชี้นำเขาและทำให้ส่วนที่เหลือซึ่งไม่สามารถใช้ได้นั้นมีความเพียบพร้อมไปในเวลาเดียวกัน

งานซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นโดยผู้เดียวที่พระเจ้าทรงใช้นั้นก็เพื่อร่วมมือกับพระราชกิจของพระคริสต์หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระเจ้าทรงอุ้มชูมนุษย์ผู้นี้ไว้ท่ามกลางมนุษย์ เขาอยู่ที่นั่นเพื่อนำทางเหล่าผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งปวง และพระเจ้าทรงอุ้มชูเขาก็เพื่อที่จะให้ปฏิบัติพระราชกิจแห่งความร่วมมือของมนุษย์  ด้วยการที่มีใครบางคนเช่นนี้ซึ่งมีความสามารถที่จะปฏิบัติงานแห่งความร่วมมือของมนุษย์ได้ ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์และพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ต้องทรงปฏิบัติท่ามกลางมนุษย์จึงสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ในปริมาณที่มากขึ้นโดยผ่านทางเขา  อีกหนทางที่จะพูดถึงการนี้เป็นดังนี้คือ จุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการใช้มนุษย์ผู้นี้ก็เพื่อให้ทุกคนที่ติดตามพระเจ้าสามารถเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ดีขึ้น และสามารถบรรลุข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้มากขึ้น  เนื่องจากผู้คนนั้นไม่สามารถที่จะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าหรือน้ำพระทัยของพระเจ้าได้โดยตรง พระเจ้าจึงได้ทรงอุ้มชูใครบางคนที่ถูกใช้ในการดำเนินงานดังกล่าวให้เสร็จสิ้นขึ้นมา  บุคคลนี้ที่พระเจ้าทรงใช้สามารถบรรยายได้เช่นกันว่าเป็นสื่อกลางที่พระเจ้าทรงนำผู้คนโดยผ่านทางนี้ เป็น “ผู้แปล” ที่สื่อสารระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์  ด้วยเหตุนั้น มนุษย์ผู้นี้จึงไม่เหมือนกับใครก็ตามในบรรดาผู้ที่ทำงานในครัวเรือนของพระเจ้าหรือผู้ที่เป็นอัครทูตของพระองค์  สามารถกล่าวได้ว่าเขาเป็นใครบางคนที่รับใช้พระเจ้าเช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้น แต่ในสาระสำคัญของงานของเขาและปูมหลังของการที่พระเจ้าทรงใช้เขานั้น เขาแตกต่างจากคนทำงานคนอื่นๆ และเหล่าอัครทูตอย่างมาก  ในแง่ของสาระสำคัญของงานของเขาและปูมหลังของการใช้เขา มนุษย์ที่พระเจ้าทรงใช้ได้รับการอุ้มชูขึ้นมาโดยพระองค์ พระเจ้าทรงตระเตรียมเขาไว้สำหรับพระราชกิจของพระเจ้า และเขาก็ร่วมมือในพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  ไม่มีบุคคลใดสามารถมีวันทำงานของเขาแทนเขาได้—นี่เป็นการร่วมมือของมนุษย์อันขาดเสียมิได้เลยไปจนตลอดงานของพระเจ้า  ในขณะเดียวกัน งานที่ดำเนินการเสร็จสิ้นโดยคนทำงานคนอื่นๆ หรือเหล่าอัครทูตนั้นเป็นแต่เพียงการลำเลียงและการนำหลายแง่มุมของการจัดการเตรียมการสำหรับคริสตจักรทั้งหลายในแต่ละช่วงเวลามาลงมือปฏิบัติให้เกิดผล หรือมิฉะนั้นก็เป็นงานของการจัดเตรียมชีวิตแบบเรียบง่ายบางอย่างเพื่อที่จะธำรงรักษาชีวิตคริสตจักร  คนทำงานและอัครทูตเหล่านี้ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า นับประสาอะไรที่พวกเขาสามารถถูกเรียกได้ว่าเป็นบรรดาผู้ที่ถูกใช้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกเขาถูกคัดเลือกจากในหมู่คริสตจักรทั้งหลายและหลังจากที่พวกเขาได้รับการฝึกอบรมและบ่มเพาะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว บรรดาผู้ที่เหมาะสมก็ได้รับการเก็บรักษาไว้ ในขณะที่พวกที่ไม่เหมาะสมถูกส่งกลับไปยังที่ที่พวกเขาจากมา  เนื่องจากผู้คนเหล่านี้ถูกคัดเลือกจากในหมู่คริสตจักรทั้งหลาย บางคนจึงแสดงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาออกมาหลังจากที่กลายเป็นผู้นำ และบางคนถึงขั้นทำสิ่งไม่ดีมากมายและจบลงด้วยการถูกกำจัดทิ้ง  ในทางกลับกัน มนุษย์ที่พระเจ้าทรงใช้นั้นเป็นใครบางคนที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้แล้ว และเป็นผู้ที่ครองขีดความสามารถเฉพาะอย่างหนึ่ง และมีสภาวะความเป็นมนุษย์  เขาได้รับการตระเตรียมและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมไว้ล่วงหน้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้รับการนำทางอย่างครบบริบูรณ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาถึงเรื่องงานของเขา เขาได้รับการทรงชี้นำและการบัญชาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์—ผลที่ได้จากการนี้ก็คือ ไม่มีการเบี่ยงเบนใดเลยบนเส้นทางแห่งการนำทางผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เพราะพระเจ้าทรงรับผิดชอบต่อพระราชกิจของพระองค์เองอย่างแน่นอน และพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์เองอยู่ตลอดเวลา

จาก “เกี่ยวกับการใช้มนุษย์ของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 172

พระราชกิจในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกิจของพระเจ้าเองหรืองานของผู้คนที่กำลังได้รับการใช้งาน ต่างก็เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เองคือพระวิญญาณ ซึ่งสามารถเรียกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือพระวิญญาณซึ่งทรงแกร่งกล้าขึ้นเป็นเจ็ดเท่า  โดยรวมแล้ว ทั้งหมดนั้นคือพระวิญญาณของพระเจ้า ถึงแม้ว่าพระวิญญาณของพระเจ้าจะได้รับการเรียกด้วยพระนามอื่นๆ ในยุคสมัยที่แตกต่างกันก็ตาม  เนื้อแท้เหล่านั้นยังคงเป็นหนึ่งเดียว  ดังนั้น พระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองคือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในขณะที่พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ไม่ใช่สิ่งใดที่น้อยไปกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงพระราชกิจ  งานของผู้คนที่ได้รับการใช้งานก็เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน  กระนั้นพระราชกิจของพระเจ้าก็เป็นการแสดงออกอย่างครบบริบูรณ์ถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งแท้จริงอย่างแน่นอน ในขณะที่งานของผู้คนที่ได้รับการใช้งานได้รับการผสมผสานด้วยสิ่งต่างๆ มากมายที่เป็นของมนุษย์ และไม่ได้เป็นการแสดงออกโดยตรงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่าว่าแต่เป็นการแสดงออกอย่างครบบริบูรณ์ของพระองค์เลย  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีความหลากหลายและไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพเงื่อนไขใดๆ  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์แตกต่างออกไปในผู้คนที่แตกต่าง พระราชกิจนี้สำแดงถึงแก่นแท้ที่แตกต่าง และพระราชกิจนี้แตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัยและตามประเทศ  แน่นอนว่าถึงแม้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในหลายวิธีที่แตกต่างกันและตามหลักการมากมาย แต่ไม่ว่าพระราชกิจนั้นจะดำเนินการอย่างไรหรือต่อผู้คนประเภทใด แก่นแท้ของพระราชกิจนั้นก็แตกต่างเสมอ  พระราชกิจทั้งหมดที่ได้รับการทำต่อผู้คนที่แตกต่างกันต่างก็มีหลักการของมัน และทั้งหมดนั้นสามารถเป็นตัวแทนของแก่นแท้ของวัตถุประสงค์ของพระราชกิจนั้น  นี่เป็นเพราะว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ค่อนข้างมีวงเขตที่เฉพาะเจาะจงและค่อนข้างผ่านการไตร่ตรองรอบคอบ  พระราชกิจที่ได้รับการดำเนินการในเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นมนุษย์ไม่ใช่อย่างเดียวกันกับพระราชกิจที่ทรงดำเนินการต่อผู้คน และพระราชกิจนั้นก็แตกต่างออกไปตามขีดความสามารถของบุคคลที่พระราชกิจนั้นดำเนินการด้วยเช่นกัน  พระราชกิจที่ได้รับการดำเนินการในเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นมนุษย์ไม่ได้ดำเนินการต่อผู้คน และไม่ใช่อย่างเดียวกันกับพระราชกิจที่ได้รับการดำเนินการต่อผู้คน  กล่าวอย่างสั้นๆ คือ ไม่สำคัญว่าพระราชกิจจะได้รับการดำเนินการอย่างไร พระราชกิจที่ปฏิบัติต่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไม่มีวันเป็นอย่างเดียวกัน และหลักการที่พระองค์ทรงพระราชกิจก็แตกต่างกันตามสภาวะและธรรมชาติของผู้คนที่แตกต่างกันที่พระองค์ทรงพระราชกิจ  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจต่อผู้คนที่แตกต่างกันตามเนื้อแท้โดยธรรมชาติของพวกเขา และไม่ทรงเรียกร้องสิ่งที่เกินจากเนื้อแท้นั้นจากพวกเขา อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจที่เกินจากขีดความสามารถโดยธรรมชาติของพวกเขาต่อพวกเขา  ดังนั้น พระราชกิจต่อมนุษย์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถมองเห็นแก่นแท้ของวัตถุประสงค์ของพระราชกิจนั้น  แก่นแท้โดยธรรมชาติของมนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลง ขีดความสามารถโดยธรรมชาติของเขามีจำกัด  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ผู้คนหรือทรงพระราชกิจต่อพวกเขาตามข้อจำกัดของขีดความสามารถของพวกเขา เพื่อที่ว่าพวกเขาอาจได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้น  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจต่อผู้คนที่กำลังได้รับการใช้งาน พรสวรรค์และขีดความสามารถโดยธรรมชาติของผู้คนเหล่านั้นได้รับการปลดปล่อย ไม่ได้ยับยั้งไว้  ขีดความสามารถโดยธรรมชาติของพวกเขาถูกนำมาใช้ในการปรนนิบัติของพระราชกิจ  อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงใช้ส่วนต่างๆ ของมนุษย์ที่สามารถนำมาใช้ในพระราชกิจของพระองค์ได้เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในพระราชกิจนั้น  ในทางตรงกันข้าม พระราชกิจที่ดำเนินการในเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นมนุษย์นั้นแสดงออกถึงพระราชกิจของพระวิญญาณโดยตรง และไม่เจือปนด้วยความคิดและจิตใจของมนุษย์  ทั้งพรสวรรค์ของมนุษย์ ประสบการณ์ของมนุษย์ และสภาพเงื่อนไขภายในของมนุษย์ไม่สามารถบรรลุไปถึงพระราชกิจนั้นได้  พระราชกิจมากมายทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีจุดหมายเพื่อให้ประโยชน์และเสริมสร้างมนุษย์  อย่างไรก็ตาม ผู้คนบางคนสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่มีสภาพเงื่อนไขสำหรับการทำให้มีความเพียบพร้อม ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ และแทบจะไม่สามารถช่วยให้รอดได้ และถึงแม้ว่าพวกเขาอาจเคยได้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะถูกกำจัดไป  นี่จึงกล่าวได้ว่า ถึงแม้พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการเสริมสร้างผู้คน แต่คนเราไม่สามารถกล่าวได้ว่าทุกคนที่ได้มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างครบบริบูรณ์ เพราะเส้นทางที่ผู้คนเดินตามในการไล่ตามเสาะหาของพวกเขานั้นไม่ใช่เส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกเขามีได้เพียงพระราชกิจแต่เพียงฝ่ายเดียวของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น ไม่ใช่การร่วมมือที่เป็นนามธรรมของมนุษย์หรือการไล่ตามเสาะหาที่ถูกต้องของมนุษย์  ดังนั้น พระราชกิจต่อผู้คนเหล่านี้ของพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงมาเพื่อปรนนิบัติผู้ที่กำลังได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  ผู้คนไม่สามารถมองเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้โดยตรง อีกทั้งผู้คนไม่สามารถสัมผัสพระราชกิจเหล่านี้ได้โดยตรงด้วยตัวเอง  พระราชกิจนี้สามารถแสดงออกได้โดยพวกที่ได้รับพรสวรรค์ของพระราชกิจเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้รับการจัดเตรียมให้กับผู้ติดตามโดยผ่านทางการแสดงออกที่ผู้คนทำ

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 173

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วงและครบบริบูรณ์โดยผ่านทางผู้คนหลายชนิดและสภาพเงื่อนไขที่แตกต่างหลากหลาย  ถึงแม้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์สามารถเป็นตัวแทนของพระราชกิจของทั้งยุคสมัย และสามารถเป็นตัวแทนของการเข้าสู่ของผู้คนในทั้งยุคสมัยได้ แต่พระราชกิจเกี่ยวกับรายละเอียดการเข้าสู่ของผู้คนยังคงจำเป็นต้องได้รับการดำเนินการโดยพวกมนุษย์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน ไม่ใช่โดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์  ดังนั้น พระราชกิจของพระเจ้าหรือพันธกิจของพระเจ้าเองคือพระราชกิจของเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้  พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้รับการดำเนินการครบบริบูรณ์โดยผ่านทางผู้คนหลายชนิดที่แตกต่าง ไม่มีบุคคลใดแม้สักคนที่จะสามารถสัมฤทธิ์พระราชกิจอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ได้ และไม่มีบุคคลใดแม้สักคนที่จะสามารถแสดงออกถึงพระราชกิจอย่างครบบริบูรณ์ได้  บรรดาผู้ที่นำคริสตจักรก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างครบบริบูรณ์ได้เช่นกัน  พวกเขาสามารถทำงานการเป็นผู้นำได้เพียงบางอย่างเท่านั้น  ดังนั้น พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงได้รับการแบ่งออกเป็นสามส่วน กล่าวคือ  พระราชกิจของพระเจ้าเอง พระราชกิจที่ดำเนินการโดยผู้คนที่ได้รับการใช้งาน และพระราชกิจที่ดำเนินการต่อผู้คนทั้งหมดในกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระราชกิจของพระเจ้าเองคือการนำทั้งยุคสมัย ส่วนพระราชกิจที่ดำเนินการโดยบรรดาผู้ที่ได้รับการใช้งานคือการนำผู้ติดตามทั้งหมดของพระเจ้าโดยการได้รับการส่งหรือได้รับพระบัญชาหลังจากที่พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์เอง และเหล่านี้คือผู้ที่ให้ความร่วมมือกับพระราชกิจของพระเจ้า พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินการต่อผู้ที่อยู่ในกระแสคือการรักษาพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์เอง นั่นคือ การรักษาการบริหารจัดการทั้งหมดของพระองค์และคำพยานของพระองค์ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ที่สามารถทำให้มีความเพียบพร้อมได้เพียบพร้อมไปพร้อมกัน  โดยรวมแล้ว สามส่วนนี้คือพระราชกิจที่ครบบริบูรณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่หากปราศจากพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองแล้ว พระราชกิจการบริหารจัดการจะหยุดนิ่งไปทั้งหมด  พระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองเกี่ยวพันกับงานของมวลมนุษย์ทั้งปวง และยังเป็นสิ่งแทนพระราชกิจของทั้งยุคสมัยด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าพระราชกิจของพระเจ้าเองเป็นสิ่งแทนทุกๆ การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและแนวโน้มของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในขณะที่งานของอัครทูตมาหลังจากพระราชกิจของพระเจ้าเองและติดตามพระราชกิจของพระเจ้าเอง และไม่ได้นำยุคสมัย อีกทั้งไม่ได้เป็นสิ่งแทนแนวโน้มของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทั้งยุคสมัย  พวกเขาเพียงทำงานที่มนุษย์ควรทำ ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการเลย  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำด้วยพระองค์เองคือโครงการที่อยู่ภายในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการ  ส่วนงานของมนุษย์เป็นเพียงหน้าที่ที่ผู้คนที่ได้รับการใช้งานทำให้ลุล่วง และไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการ  ถึงแม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงว่าทั้งสองต่างก็เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าเองและงานของมนุษย์ก็มีความแตกต่างที่ชัดเจนและมีความสำคัญเนื่องจากความแตกต่างในอัตลักษณ์และการเป็นตัวแทนของพระราชกิจนั้น  ยิ่งไปกว่านั้น ขอบเขตที่พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำนั้นแตกต่างออกไปตามวัตถุที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่าง  เหล่านี้คือหลักการและวงเขตของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 174

งานของมนุษย์เป็นเครื่องแสดงถึงประสบการณ์ของเขาและสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขา  สิ่งที่มนุษย์จัดเตรียมและงานที่เขาทำเป็นตัวแทนเขา  ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของมนุษย์ การใช้เหตุผลของมนุษย์ ตรรกะของมนุษย์ และจินตนาการอันอุดมของเขาทั้งหมดต่างรวมอยู่ในงานของเขา  ประสบการณ์ของมนุษย์มีความสามารถที่จะเป็นเครื่องแสดงถึงงานของเขาได้โดยเฉพาะ และประสบการณ์ของบุคคลหนึ่งจะกลายเป็นส่วนประกอบของงานของเขา  งานของมนุษย์สามารถแสดงออกถึงประสบการณ์ของเขา  เมื่อผู้คนบางคนได้รับประสบการณ์ในแง่ลบ ภาษาส่วนใหญ่ในการสามัคคีธรรมของพวกเขาจะประกอบด้วยองค์ประกอบที่เป็นลบ  หากประสบการณ์ของพวกเขาในช่วงเวลาหนึ่งเป็นบวกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาครอบครองเส้นทางในแง่มุมที่เป็นบวก การสามัคคีธรรมของพวกเขาจะหนุนใจเป็นอย่างยิ่ง และผู้คนสามารถได้รับการจัดเตรียมที่เป็นบวกจากสิ่งเหล่านั้น  หากผู้ทำงานคนหนึ่งกลับกลายเป็นทางลบในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การสามัคคีธรรมของเขาจะมีองค์ประกอบที่เป็นลบเสมอ  การสามัคคีธรรมประเภทนี้น่าหดหู่ และคนอื่นๆ จะกลายเป็นหดหู่โดยไม่รู้ตัวหลังจากการสามัคคีธรรมของเขา  สภาวะของผู้ติดตามเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้นำ  ไม่ว่าผู้ทำงานจะมีลักษณะอย่างไรภายใน นั่นคือสิ่งที่เขาแสดงออก และพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มักเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของมนุษย์  พระองค์ทรงพระราชกิจตามประสบการณ์ของผู้คนและไม่ทรงบังคับพวกเขา แต่ทรงทำข้อเรียกร้องขอจากผู้คนตามช่วงระหว่างการได้รับประสบการณ์ตามปกติของพวกเขา  นี่จึงกล่าวได้ว่าการสามัคคีธรรมของมนุษย์นั้นแตกต่างจากพระวจนะของพระเจ้า  สิ่งที่ผู้คนสามัคคีธรรมสื่อถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและประสบการณ์ของพวกเขาแต่ละคน โดยแสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและประสบการณ์ของพวกเขาบนพื้นฐานของพระราชกิจของพระเจ้า  ความรับผิดชอบของพวกเขาคือการค้นหาหลังจากที่พระเจ้าทรงพระราชกิจหรือตรัส ว่าสิ่งใดในนั้นที่พวกเขาควรปฏิบัติหรือเข้าสู่ และจากนั้นจึงส่งต่อสิ่งนั้นให้แก่ผู้ติดตาม  ดังนั้น งานของมนุษย์จึงเป็นตัวแทนการเข้าสู่และการปฏิบัติของพวกเขา  แน่นอนว่างานเช่นนั้นผสมผสานไปด้วยบทเรียนและประสบการณ์ของมนุษย์หรือความคิดบางประการของมนุษย์  ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอย่างไร ไม่ว่าต่อมนุษย์หรือในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ แต่ผู้ทำงานจะแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาเป็นเสมอ  ถึงแม้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเป็นผู้ทรงพระราชกิจ แต่พระราชกิจนั้นมีรากฐานมาจากสิ่งที่มนุษย์เป็นโดยธรรมชาติ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงดำเนินพระราชกิจโดยปราศจากรากฐาน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระราชกิจไม่ได้เกิดขึ้นมาเองดื้อๆ แต่กระทำขึ้นโดยสอดคล้องกับรูปการณ์แวดล้อมจริงแท้และสภาพเงื่อนไขที่เป็นจริงเสมอ  ในหนทางนี้เท่านั้นอุปนิสัยของมนุษย์จึงสามารถได้รับการแปลงสภาพ และมโนคติที่หลงผิดเก่าๆ ของเขาและความคิดเก่าๆ ของเขาจึงเปลี่ยนแปลง  สิ่งที่มนุษย์แสดงออกคือสิ่งที่เขาเห็น ได้รับประสบการณ์ และสามารถจินตนาการได้ และเป็นสิ่งที่ความคิดของมนุษย์สามารถบรรลุได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นหลักทฤษฎีหรือมโนคติที่หลงผิดก็ตาม  งานของมนุษย์ไม่สามารถเกินวงเขตของประสบการณ์ของมนุษย์ สิ่งที่มนุษย์มองเห็น สิ่งที่มนุษย์สามารถจินตนาการหรือคิดฝันได้ ไม่ว่างานนั้นจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม  ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงออกคือสิ่งที่พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็น และสิ่งนี้มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้—นั่นคือ สิ่งนี้เกินที่ความคิดของมนุษย์จะเอื้อมถึง  พระองค์ทรงแสดงออกถึงพระราชกิจของพระองค์ในการนำมวลมนุษย์ทั้งปวง และสิ่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของประสบการณ์ของมนุษย์ แต่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระองค์เองแทน  สิ่งที่มนุษย์แสดงออกคือประสบการณ์ของเขา ในขณะที่สิ่งที่พระเจ้าทรงแสดงออกคือสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น ซึ่งคือพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของพระองค์ซึ่งอยู่เกินเอื้อมสำหรับมนุษย์  ประสบการณ์ของมนุษย์คือความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและความรู้ของเขา ซึ่งได้มาโดยมีพื้นฐานจากการแสดงออกของพระเจ้าถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น  ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและความรู้เช่นนั้นเรียกกันว่าสิ่งที่มนุษย์เป็น และพื้นฐานของการแสดงออกของพวกเขาคืออุปนิสัยโดยธรรมชาติและขีดความสามารถของมนุษย์—นี่เป็นเหตุผลที่สิ่งเหล่านั้นเรียกกันว่าสิ่งที่มนุษย์เป็นเช่นเดียวกัน  มนุษย์มีความสามารถที่จะสามัคคีธรรมในสิ่งที่เขาได้รับประสบการณ์และมองเห็น  ไม่มีใครสามารถสามัคคีธรรมในสิ่งที่พวกเขายังไม่ได้รับประสบการณ์ ยังไม่ได้มองเห็น หรือที่ความคิดของพวกเขาไม่สามารถเอื้อมถึงได้ สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่พวกเขาไม่มีอยู่ภายในตัวพวกเขา  หากสิ่งที่มนุษย์แสดงออกไม่ได้มาจากประสบการณ์ของเขา นั่นก็จะเป็นจินตนาการหรือหลักทฤษฎีของเขา  กล่าวอย่างง่ายๆ คือ ไม่มีความเป็นจริงในคำพูดของเขา  หากเจ้าไม่เคยได้มาสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ของสังคม เจ้าคงจะไม่มีความสามารถที่จะสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของสังคมได้อย่างชัดเจน  หากเจ้าไม่มีครอบครัว เจ้าคงจะไม่เข้าใจส่วนใหญ่ที่พวกเขาพูดหากคนอื่นๆ พูดถึงเรื่องครอบครัว  ดังนั้นแล้ว สิ่งที่มนุษย์สามัคคีธรรมและงานที่เขาทำจึงเป็นตัวแทนถึงสิ่งที่เขาเป็นภายใน  หากมีใครบางคนได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับความเข้าใจที่เขามีเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา แต่เจ้าไม่ได้มีประสบการณ์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น เจ้าคงจะไม่กล้าปฏิเสธความรู้ของเขา แล้วนับประสาอะไรกับการที่เจ้าจะกล้ามั่นใจในเรื่องนั้นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์  นี่เป็นเพราะว่าการสามัคคีธรรมของพวกเขาเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าไม่เคยได้รับประสบการณ์ บางสิ่งบางอย่างที่เจ้าไม่เคยรู้จัก และจิตใจของเจ้าไม่อาจจินตนาการถึงสิ่งนั้นได้  จากความรู้ของพวกเขา ทั้งหมดที่เจ้าสามารถรับมาได้คือเส้นทางการก้าวผ่านการตีสอนและการพิพากษาในอนาคต  แต่เส้นทางนี้สามารถเป็นได้เพียงหนึ่งในความรู้เชิงหลักทฤษฎีเท่านั้น  สิ่งนั้นไม่สามารถเข้ามาแทนความเข้าใจของเจ้าเองได้ แล้วนับประสาอะไรกับประสบการณ์ของเจ้า  บางทีเจ้าคิดว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นค่อนข้างถูกต้อง แต่ในประสบการณ์ของเจ้าเองแล้ว เจ้าพบว่าสิ่งนั้นไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในหลายๆ วิธี  บางทีเจ้ารู้สึกว่าสิ่งที่เจ้าได้ยินมานั้นมีบางส่วนที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงโดยสิ้นเชิง เจ้าเก็บงำมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้ ณ ขณะนั้น และถึงแม้ว่าเจ้าจะยอมรับสิ่งนั้น แต่เจ้าก็ยอมรับอย่างลังเลเท่านั้น  แต่ในประสบการณ์ของเจ้าเองแล้ว ความรู้ที่เจ้าได้รับมโนคติที่หลงผิดกลายเป็นวิธีการปฏิบัติของเจ้า และยิ่งเจ้าปฏิบัติมากเท่าใด เจ้าก็ยิ่งเข้าใจคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของคำพูดที่เจ้าได้ยินมากขึ้นเท่านั้น  หลังจากที่ได้มีประสบการณ์ของเจ้าเองแล้ว เมื่อนั้นเจ้าจะสามารถพูดถึงความรู้ที่เจ้าควรมีเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าได้รับประสบการณ์ได้  นอกจากนี้ เจ้ายังสามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างบรรดาผู้ที่มีความรู้ที่เป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และพวกที่มีความรู้ที่มีพื้นฐานมาจากหลักทฤษฎีและไร้ค่า  ดังนั้น การที่ความรู้ที่เจ้าอ้างว่ามีจะสอดคล้องตามความจริงหรือไม่นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเกี่ยวกับความรู้นั้นหรือไม่  เมื่อมีความจริงในประสบการณ์ของเจ้า ความรู้ของเจ้าจะสัมพันธ์กับชีวิตจริงและมีค่า  โดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า เจ้ายังสามารถรับการหยั่งรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึก ทำให้ความรู้ของเจ้าลึกซึ้ง และเพิ่มพูนสติปัญญาและสามัญสำนึกเกี่ยวกับวิธีการที่เจ้าควรประพฤติตัวของเจ้าเองได้เช่นเดียวกัน  ความรู้ที่แสดงออกโดยผู้คนที่ไม่ได้ครอบครองความจริงคือหลักทฤษฎี ไม่ว่ามันอาจจะจะสูงส่งเพียงใดก็ตาม  บุคคลชนิดนี้อาจมีปัญญาอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงเรื่องเนื้อหนัง แต่ไม่สามารถหาความแตกต่างเมื่อพูดถึงเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณก็เป็นได้  นี่เป็นเพราะว่าบุคคลเช่นนั้นไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับกิจการฝ่ายจิตวิญญาณเอาเสียเลย  ผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่ไม่รู้แจ้งในกิจการฝ่ายจิตวิญญาณและไม่เข้าใจเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ  ไม่ว่าเจ้าจะแสดงออกถึงความรู้แบบใดก็ตาม ตราบเท่าที่ความรู้นั้นเป็นสิ่งที่เจ้าเป็น เช่นนั้นแล้วมันก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้า ความรู้จริงๆ ของเจ้า  สิ่งที่เสวนาโดยผู้คนที่พูดถึงเพียงหลักทฤษฎี—ผู้ที่เป็นผู้คนที่ไม่ได้ครอบครองทั้งความจริงหรือความเป็นจริง—ยังสามารถเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็น เพราะพวกเขาได้มาถึงหลักทฤษฎีของพวกเขาโดยผ่านทางการใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งเท่านั้น และมันเป็นผลจากการตรึกตรองอย่างลึกซึ้งของพวกเขา กระนั้นมันก็เป็นเพียงหลักทฤษฎี ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าจินตนาการ!

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 175

ประสบการณ์ทั้งหลายของผู้คนทุกประเภทเป็นตัวแทนสิ่งต่างๆ ภายในตัวพวกเขา  ผู้ใดก็ตามที่ไม่มีประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณจะไม่สามารถพูดถึงความรู้เกี่ยวกับความจริง อีกทั้งไม่สามารถแก้ไขความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่หลากหลายฝ่ายจิตวิญญาณได้  สิ่งที่มนุษย์แสดงออกคือสิ่งที่เขาเป็นภายใน—นี่คือสิ่งที่แน่นอน  หากคนเราปรารถนาที่จะมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ฝ่ายจิตวิญญาณและความรู้เกี่ยวกับความจริง คนเราต้องมีประสบการณ์จริง  หากเจ้าไม่สามารถพูดถึงสามัญสำนึกในชีวิตมนุษย์ได้อย่างชัดเจน เจ้าจะมีความสามารถที่จะพูดถึงสิ่งต่างๆ ฝ่ายจิตวิญญาณได้น้อยลงไปมากเท่าใด?  ผู้ที่สามารถนำคริสตจักร จัดหาชีวิตให้ผู้คน และเป็นอัครทูตให้กับผู้คนต้องมีประสบการณ์จริง  พวกเขาต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ฝ่ายจิตวิญญาณ และมีความซึ้งคุณค่าและประสบการณ์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจริง  มีเพียงผู้คนเช่นนั้นเท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ทำงานหรืออัครทูตที่นำคริสตจักรได้  มิฉะนั้นแล้ว พวกเขาจะสามารถติดตามในฐานะคนที่เล็กน้อยที่สุดได้เท่านั้น และไม่สามารถเป็นผู้นำได้ แล้วนับประสาอะไรกับการเป็นอัครทูตที่มีความสามารถที่จะจัดหาชีวิตให้กับผู้คนได้  นี่เป็นเพราะว่าหน้าที่การทำงานของอัครทูตนั้นไม่ใช่การรีบเร่งหรือการต่อสู้ แต่เป็นการทำงานการปรนนิบัติชีวิต และการนำผู้อื่นในการแปลงสภาพอุปนิสัยของพวกเขา  ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่การทำงานนี้ได้รับการบัญชาให้แบกรับความรับผิดชอบอันหนักหน่วง เป็นความรับผิดชอบที่ไม่ใช่แค่ผู้ใดก็ได้จะสามารถแบกรับ งานประเภทนี้สามารถทำได้โดยผู้ที่มีสิ่งที่เป็นชีวิตเท่านั้น นั่นคือ ผู้ที่มีประสบการณ์ของความจริง  งานนี้ไม่สามารถดำเนินการได้โดยแค่ใครก็ตามที่สามารถประกาศตัดขาด ที่สามารถรีบเร่ง หรือที่เต็มใจจะสละตัวพวกเขาเอง  ผู้คนที่ไม่มีประสบการณ์ของความจริงเลย ผู้ที่ไม่ได้ผ่านการตัดแต่งหรือพิพากษาไร้ความสามารถที่จะทำงานชนิดนี้ได้  ผู้คนที่ไม่มีประสบการณ์ ผู้ที่เป็นผู้คนที่ปราศจากความเป็นจริง ไร้ความสามารถที่จะมองเห็นความเป็นจริงได้อย่างชัดเจน เพราะพวกเขาเองปราศจากการเป็นอยู่ประเภทนี้  ดังนั้น บุคคลชนิดนี้จึงไม่เพียงแต่ไร้ความสามารถที่จะทำงานการเป็นผู้นำได้เท่านั้น แต่หากพวกเขายังคงปราศจากความจริงเป็นเวลานานแล้ว พวกเขาจะกลายเป็นวัตถุประสงค์ของการทำลายด้วยเช่นกัน  ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เจ้าแสดงออกสามารถยืนหยัดเป็นข้อพิสูจน์ถึงความยากลำบากที่เจ้าเคยได้รับประสบการณ์ในชีวิต สิ่งต่างๆ ที่เจ้าถูกตีสอน และประเด็นต่างๆ ที่เจ้าได้ถูกพิพากษา  และนี่ก็เป็นจริงสำหรับการทดสอบด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ในจุดที่คนเราได้รับการถลุง ในจุดที่คนเราอ่อนแอ—เหล่านี้คือด้านต่างๆ ที่คนเรามีประสบการณ์ ที่คนเรามีเส้นทาง  ตัวอย่างเช่น หากมีใครสักคนทนทุกข์กับความผิดหวังในการแต่งงาน พวกเขามักจะสามัคคีธรรมว่า “ขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า ข้าพระองค์ต้องทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้า และมอบถวายทั้งชีวิตของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ต้องวางการแต่งงานของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าโดยตลอดทั้งหมด  ข้าพระองค์ยินดีที่จะปฏิญาณทั้งชีวิตของข้าพระองค์ต่อพระเจ้า”  สิ่งต่างๆ ทั้งหมดภายในมนุษย์สามารถแสดงให้เห็นสิ่งที่เขาเป็นโดยผ่านทางการสามัคคีธรรม  จังหวะการพูดของบุคคล ไม่ว่าพวกเขาจะพูดเสียงดังหรือเสียงค่อย—เรื่องเช่นนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของประสบการณ์ และไม่สามารถเป็นตัวแทนถึงสิ่งที่พวกเขามีและเป็นได้  สิ่งเหล่านี้สามารถบอกได้เพียงว่าลักษณะนิสัยของบุคคลหนึ่งดีหรือแย่ ว่าธรรมชาติของพวกเขาดีหรือแย่ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเทียบเท่าได้กับที่ว่าใครบางคนมีประสบการณ์หรือไม่  ความสามารถในการแสดงตัวเองออกมาเมื่อพูด หรือทักษะหรือความเร็วในการพูดเป็นแค่เรื่องของการปฏิบัติ และไม่สามารถแทนที่ประสบการณ์ของคนเราได้  เมื่อเจ้าพูดถึงประสบการณ์แต่ละอย่างของเจ้า เจ้าสามัคคีธรรมในสิ่งที่เจ้าพบว่ามีความสำคัญ และทุกสิ่งภายในเจ้า  วาทะของเราแสดงถึงสิ่งที่เราเป็น แต่สิ่งที่เราพูดอยู่เกินเอื้อมสำหรับมนุษย์  สิ่งที่เราพูดไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์ และมันไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์สามารถมองเห็น และยังไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ แต่คือสิ่งที่เราเป็น  ผู้คนบางคนรับรู้เพียงว่าสิ่งที่เราสามัคคีธรรมนั้นคือสิ่งที่เราได้รับประสบการณ์ แต่พวกเขาไม่รับรู้ว่าสิ่งนั้นคือการแสดงออกของพระวิญญาณโดยตรง  แน่นอนว่าสิ่งที่เราพูดคือสิ่งที่เราเคยได้รับประสบการณ์มาแล้ว  เราคือผู้ที่ได้ทำงานการบริหารจัดการมาเป็นเวลาหกพันปี  เราได้รับประสบการณ์ในทุกสิ่งทุกอย่างนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการสร้างมวลมนุษย์มาจนถึงตอนนี้ แล้วเราจะไร้ความสามารถที่จะเสวนาถึงการนั้นได้อย่างไร?  เมื่อพูดถึงเรื่องของธรรมชาติของมนุษย์ เราได้มองเห็นอย่างชัดเจนแล้ว เราได้สังเกตเห็นมันมานมนานแล้ว  เราจะไร้ความสามารถที่จะพูดถึงมันอย่างชัดเจนได้อย่างไร?  เป็นเพราะเราได้เห็นแก่นแท้ของมนุษย์อย่างชัดเจน เราจึงมีคุณสมบัติที่จะตีสอนมนุษย์และพิพากษาเขา เพราะมนุษย์ทั้งหมดมาจากเรา แต่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม  แน่นอนว่าเราก็มีคุณสมบัติที่จะประเมินงานที่เราได้ทำไปแล้วเช่นกัน  ถึงแม้ว่างานนี้จะไม่ได้ทำโดยเนื้อหนังของเรา แต่งานนี้เป็นการแสดงออกโดยตรงของพระวิญญาณ และนี่คือสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็น  ดังนั้น เราจึงมีคุณสมบัติที่จะแสดงถึงงานนี้และทำงานที่เราควรต้องทำ  สิ่งที่ผู้คนพูดคือสิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์มา นั่นคือสิ่งที่พวกเขาได้มองเห็น สิ่งที่จิตใจของเขาสามารถไปถึงได้ และสิ่งที่สำนึกรับรู้ของพวกเขาสามารถสืบหาได้  นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสามารถสามัคคีธรรมได้  พระวจนะที่ตรัสโดยเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นมนุษย์คือการแสดงออกของพระวิญญาณโดยตรง และพระวจนะเหล่านั้นแสดงออกถึงพระราชกิจที่พระวิญญาณได้ทรงทำ ซึ่งเนื้อหนังไม่เคยได้รับประสบการณ์หรือมองเห็น กระนั้นพระองค์ยังทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น ด้วยเหตุที่เนื้อแท้ของเนื้อหนังนั้นคือพระวิญญาณ และพระองค์ทรงแสดงออกถึงพระราชกิจของพระวิญญาณ  นั่นคืองานที่พระวิญญาณได้ทรงกระทำไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะเกินเอื้อมสำหรับเนื้อหนังก็ตาม  หลังจากการจุติเป็นมนุษย์ โดยผ่านทางการแสดงออกของเนื้อหนัง พระองค์ทรงทำให้ผู้คนสามารถรู้จักสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น และทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้าและพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำแล้ว  งานของมนุษย์ทำให้ผู้คนมีความกระจ่างแจ้งมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาควรเข้าสู่และสิ่งที่พวกเขาควรทำความเข้าใจ งานนี้เกี่ยวพันกับการนำทางผู้คนสู่การเข้าใจและการได้รับประสบการณ์กับความจริง  งานของมนุษย์คือการค้ำชูผู้คน  พระราชกิจของพระเจ้าคือการเปิดเส้นทางใหม่และยุคสมัยใหม่สำหรับมวลมนุษย์ และเพื่อเปิดเผยต่อผู้คนถึงสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่รู้ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถรู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์  พระราชกิจของพระเจ้าคือการนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวง

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 176

พระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้รับการปฏิบัติเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้คน  ทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเสริมสร้างผู้คน และไม่มีพระราชกิจใดที่ไม่ให้ผลประโยชน์ต่อผู้คน  ไม่สำคัญว่าความจริงจะลึกซึ้งหรือตื้นเขิน และไม่สำคัญว่าขีดความสามารถของผู้ที่ยอมรับความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำนั้นให้ประโยชน์แก่ผู้คนทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งใดก็ตาม  แต่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่สามารถได้รับการดำเนินการโดยตรงได้ พระราชกิจต้องได้รับการแสดงออกผ่านผู้คนที่ให้ความร่วมมือกับพระองค์  ด้วยประการนี้เท่านั้นจึงจะสามารถได้รับผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้  แน่นอนว่าเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจโดยตรง พระราชกิจนั้นก็ไม่ถูกเจือปนแต่อย่างใด แต่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจโดยผ่านทางมนุษย์ พระราชกิจนั้นก็กลายเป็นด่างพร้อยอย่างยิ่ง และไม่ใช่พระราชกิจดั้งเดิมของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ดังเช่นนี้แล้ว ความจริงจึงเปลี่ยนแปลงไปในหลายระดับที่แตกต่างกัน  ผู้ติดตามไม่ได้รับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ได้รับการรวมกันระหว่างพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และประสบการณ์และความรู้ของมนุษย์  สิ่งที่ผู้ติดตามได้รับซึ่งเป็นส่วนของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นมีความถูกต้อง  ในขณะที่ประสบการณ์และความรู้ของมนุษย์ที่พวกเขาได้รับแตกต่างกันออกไปเพราะผู้ทำงานมีความแตกต่างกัน  ผู้ทำงานที่มีความรู้แจ้งและการทรงนำทางของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมีประสบการณ์ที่มีพื้นฐานจากความรู้แจ้งและการทรงนำทางนี้ต่อไป  ภายในประสบการณ์เหล่านี้คือจิตใจและประสบการณ์ของมนุษย์รวมกัน ตลอดจนสิ่งที่เป็นสภาวะความเป็นมนุษย์ และหลังจากนั้น พวกเขาจะได้รับความรู้หรือความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่พวกเขาควรมี  นี่คือวิธีการปฏิบัติของมนุษย์หลังจากที่ได้รับประสบการณ์กับความจริง  วิธีการปฏิบัติเช่นนี้ไม่ได้เหมือนกันเสมอไป เพราะผู้คนได้รับประสบการณ์แตกต่างกัน และสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนได้รับประสบการณ์ก็แตกต่างกัน  ในหนทางนี้ ความรู้แจ้งเดียวกันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ส่งผลให้เกิดความรู้และการปฏิบัติที่แตกต่างกัน เพราะผู้ที่ได้รับความรู้แจ้งนั้นมีความแตกต่างกัน  ผู้คนบางคนทำผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างการปฏิบัติ ในขณะที่อีกคนทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง และอีกคนไม่ได้ทำอะไรนอกไปจากทำผิดพลาด  นี่เป็นเพราะว่าผู้คนมีความสามารถในการทำความเข้าใจแตกต่างกัน และยังเป็นเพราะขีดความสามารถโดยธรรมชาติของพวกเขาก็แตกต่างกันด้วย  ผู้คนบางคนมีความเข้าใจแบบหนึ่งหลังจากที่ได้ยินสารหนึ่ง และผู้คนบางคนมีความเข้าใจอีกแบบหนึ่งหลังจากที่ได้ยินความจริง  ผู้คนบางคนเบี่ยงเบนไปเล็กน้อย ในขณะที่บางคนไม่เข้าใจความหมายที่เป็นจริงของความจริงเลยแม้แต่น้อย  ดังนั้น การเข้าใจของคนเราบอกบทวิธีการที่คนเราจะนำทางผู้อื่น นี่เป็นความจริงที่แน่ชัด เพราะงานของคนเราเป็นเพียงแค่การแสดงออกของสิ่งที่คนเราเป็น  ผู้คนที่ได้รับการนำทางโดยผู้ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจริงก็จะมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจริงเช่นเดียวกัน  ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนที่มีข้อผิดพลาดในความเข้าใจของพวกเขา แต่พวกเขาก็มีจำนวนน้อยนัก และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีข้อผิดพลาด  หากคนเรามีข้อผิดพลาดในความเข้าใจความจริงของเขา พวกที่ติดตามเขาผู้นั้นจะผิดพลาดเช่นเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย  และผู้คนเหล่านี้จะผิดพลาดในทุกๆ ความหมายของคำนี้  โดยมากแล้ว ระดับที่ผู้ติดตามเข้าใจความจริงจะขึ้นอยู่กับผู้ทำงาน  แน่นอนว่าความจริงจากพระเจ้ามีความถูกต้องและปราศจากข้อผิดพลาด และมันมีความแน่นอนอย่างแน่แท้  อย่างไรก็ตาม ผู้ทำงานไม่ได้ถูกต้องไปทั้งหมด และไม่สามารถกล่าวได้ว่าเชื่อถือได้ไปทั้งหมด  หากผู้ทำงานมีวิธีการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างยิ่งในการนำความจริงมาปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วผู้ติดตามก็จะมีวิธีการปฏิบัติเช่นเดียวกัน  หากผู้ทำงานไม่มีวิธีการปฏิบัติตามความจริงแต่มีเพียงหลักทฤษฎี เช่นนั้นแล้วผู้ติดตามก็จะไม่มีความเป็นจริง  ขีดความสามารถและธรรมชาติของผู้ติดตามได้รับการกำหนดโดยการกำเนิด และไม่ได้มีความสัมพันธ์กับผู้ทำงาน แต่ขอบเขตที่ผู้ติดตามเข้าใจความจริงและรู้จักพระเจ้านั้นขึ้นอยู่กับผู้ทำงาน (เป็นเช่นนี้แค่สำหรับผู้คนบางคนเท่านั้น)  ไม่ว่าผู้ทำงานเป็นอย่างไรก็ตาม ผู้ติดตามที่เขานำก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย  สิ่งที่ผู้ทำงานแสดงออกคือสิ่งที่เป็นเขาเอง โดยไม่มีการสงวนตัวใดๆ  สิ่งที่เขาเรียกร้องจากผู้ที่ติดตามเขาคือสิ่งที่เขาเองเต็มใจสัมฤทธิ์ผลหรือมีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์ผลได้  ผู้ทำงานส่วนใหญ่ใช้สิ่งที่พวกเขาทำเองเป็นพื้นฐานในการเรียกร้องจากผู้ติดตามของพวกเขา ถึงแม้ว่าจะมีผู้ติดตามของพวกเขาจำนวนมากมายที่ไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้เลย—และสิ่งที่คนเราไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้ก็กลายเป็นอุปสรรคในการเข้าสู่ของคนเรา

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 177

มีการเบี่ยงเบนน้อยกว่ามากในงานของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่ง การถูกจัดการ การพิพากษา และการตีสอน และการแสดงออกของงานของพวกเขาก็มีความถูกต้องแม่นยำมากกว่ามาก  บรรดาผู้ที่อาศัยความเป็นธรรมชาติของตนในการทำงานทำผิดพลาดค่อนข้างใหญ่หลวง  งานของผู้คนที่ยังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติของพวกเขาเองมากจนเกินไป ซึ่งทำให้เกิดอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ไม่ว่าขีดความสามารถของบุคคลจะดีเพียงใดก็ตาม พวกเขาต้องก้าวผ่านการตัดแต่ง การได้รับการจัดการ และการพิพากษาก่อนที่พวกเขาจะสามารถทำตามพระบัญชาของพระราชกิจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  หากพวกเขาไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาเช่นนั้น งานของเขาก็ไม่อาจสอดคล้องกับหลักการของความจริงได้ไม่ว่างานของเขาจะได้รับการดำเนินการมาดีเพียงใดก็ตาม และเป็นผลผลิตจากความเป็นธรรมชาติและความดีของมนุษย์เสมอ  งานของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่ง การจัดการ และการพิพากษามีความถูกต้องแม่นยำมากกว่างานของผู้ที่ยังไม่ได้รับการตัดแต่ง การจัดการและการพิพากษา  พวกที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาไม่แสดงออกถึงสิ่งใดเลยนอกจากเนื้อหนังและความคิดของมนุษย์ ซึ่งผสมปนเปด้วยปัญญาของมนุษย์และพรสวรรค์ภายในตัวเป็นอันมาก  นี่ไม่ใช่การแสดงออกที่ถูกต้องแม่นยำของมนุษย์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  บรรดาผู้ที่ติดตามผู้คนเช่นนี้ถูกนำมาอยู่ต่อหน้าพวกเขาด้วยขีดความสามารถภายในตัวของพวกเขา  เพราะพวกเขาแสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและประสบการณ์ของมนุษย์มากเกินไป ซึ่งเกือบจะหลุดจากเจตนารมณ์แต่ดั้งเดิมของพระเจ้าและเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์นั้นไกลจนเกินไป งานของบุคคลชนิดนี้จึงไม่สามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่กลับนำพวกเขามาอยู่ต่อหน้ามนุษย์แทน  ดังนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอนจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะดำเนินการตามพระบัญชาของพระราชกิจของพระเจ้าให้เสร็จสิ้น  งานของผู้ทำงานที่มีคุณสมบัติสามารถนำผู้คนไปสู่หนทางที่ถูกต้อง และให้พวกเขาได้รับการเข้าสู่ความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า  งานของเขาสามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  นอกจากนี้ งานที่เขาทำสามารถแตกต่างออกไปตามแต่ละบุคคล และไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้คนได้รับการหลุดพ้นและเสรีภาพ และความสามารถที่จะค่อยๆ เติบโตในชีวิต และที่จะมีการเข้าสู่ความจริงที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น  ส่วนงานของผู้ทำงานที่ไม่มีคุณสมบัตินั้นไม่ถึงมาตรฐานที่ควรเป็นอย่างมาก  งานของเขานั้นโง่เขลา  เขาสามารถนำผู้คนมาสู่กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้เท่านั้น และสิ่งที่เขาเรียกร้องจากผู้คนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบุคคล เขาไม่ได้ทำงานตามความจำเป็นจริงๆ ของผู้คน  ในงานชนิดนี้มีกฎเกณฑ์ต่างๆ มากจนเกินไปและมีหลักทฤษฎีมากจนเกินไป และงานนี้ไม่สามารถนำผู้คนมาสู่ความเป็นจริงได้ อีกทั้งไม่สามารถนำผู้คนเข้าสู่การปฏิบัติปกติของการเติบโตในชีวิตได้  งานนี้สามารถทำได้แค่ให้ผู้คนยึดติดกับกฎเกณฑ์ไร้ค่าไม่กี่ข้อเท่านั้น  การนำเช่นนั้นสามารถทำได้แค่นำทางผู้คนให้หลงเจิ่นเท่านั้น  เขานำทางเจ้าให้กลายเป็นเหมือนเขา เขาสามารถนำเจ้าไปสู่สิ่งที่เขามีและเป็น  ในการที่ผู้ติดตามจะหยั่งรู้ได้ว่าผู้นำมีคุณสมบัติหรือไม่นั้น กุญแจสำคัญคือการดูที่เส้นทางที่พวกเขานำทางและผลลัพธ์ของการทำงานของเขา และมองเห็นว่าผู้ติดตามได้รับหลักการตามความจริงหรือไม่ และพวกเขาได้รับวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับการแปลงสภาพของพวกเขาหรือไม่  เจ้าควรจำแนกความแตกต่างระหว่างงานที่แตกต่างกันของผู้คนชนิดที่แตกต่างกัน เจ้าไม่ควรเป็นผู้ติดตามที่โง่เขลา  นี่ส่งผลกระทบต่อเรื่องการเข้าสู่ของผู้คน  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะจำแนกความแตกต่างว่าการเป็นผู้นำของบุคคลใดมีเส้นทางและของบุคคลใดไม่มี เจ้าจะถูกหลอกลวงได้โดยง่าย  ทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อชีวิตของเจ้าเอง  มีความเป็นธรรมชาติมากเกินไปในงานของผู้คนที่ไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม งานนั้นผสมผสานด้วยเจตจำนงของมนุษย์มากจนเกินไป  สิ่งที่พวกเขาเป็นคือความเป็นธรรมชาติ—สิ่งที่มาพร้อมกับที่พวกเขาเกิด นั่นไม่ใช่ชีวิตหลังจากที่ได้รับการจัดการแล้วหรือความเป็นจริงหลังจากที่ได้รับการแปลงสภาพแล้ว  บุคคลเช่นนั้นจะสามารถสนับสนุนผู้ที่กำลังไล่ตามเสาะหาชีวิตได้อย่างไร?  ชีวิตที่มนุษย์คนนั้นมีโดยดั้งเดิมแล้วคือปัญญาหรือพรสวรรค์ภายในตัวของเขา  ปัญญาหรือพรสวรรค์ประเภทนี้ค่อนข้างไกลห่างจากสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องอย่างแท้จริงจากมนุษย์  หากมนุษย์ไม่ได้ผ่านการทำให้มีความเพียบพร้อมและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขาไม่ได้ผ่านการตัดแต่งและจัดการ จะมีช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างสิ่งที่เขาแสดงออกและความจริง  สิ่งที่เขาแสดงออกจะผสมผสานด้วยสิ่งที่คลุมเครือ เช่น จินตนาการและประสบการณ์ด้านเดียวของเขา  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเขาจะทำงานอย่างไรก็ตาม ผู้คนจะรู้สึกว่าไม่มีเป้าหมายโดยรวมและไม่มีความจริงที่เหมาะสมสำหรับการเข้าสู่ของผู้คนทั้งปวง  ในสิ่งที่เรียกร้องจากผู้คนนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกินความสามารถของพวกเขา เสมือนว่าพวกเขาเป็นเป็ดที่ถูกบังคับให้นั่งบนคอน  นี่คืองานจากเจตจำนงของมนุษย์  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ ความคิดของเขา และมโนคติที่หลงผิดของเขาแผ่ซ่านไปทุกส่วนในร่างกายเขา  มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมสัญชาตญาณที่จะปฏิบัติตามความจริง อีกทั้งเขาไม่มีสัญชาตญาณที่จะเข้าใจความจริงโดยตรง  นอกจากนั้นยังมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์—เมื่อบุคคลที่เป็นธรรมชาติประเภทนี้ทำงาน งานนั้นไม่ก่อให้เกิดการขัดจังหวะหรือ?  แต่มนุษย์ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วนั้นมีประสบการณ์ของความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจ และความรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามทั้งหลายของพวกเขา เพื่อที่สิ่งที่คลุมเครือและไม่เป็นจริงในงานของเขาจะค่อยๆ ลดลงไป การมีสิ่งเจือปนของมนุษย์กลายเป็นน้อยลง และการทำงานและการรับใช้ของเขาเข้ามาใกล้เคียงกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้น งานของเขาได้เข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง และมันยังได้กลายเป็นเหมือนจริงด้วยเช่นกัน  ความคิดในจิตใจของมนุษย์สกัดกั้นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพิเศษ  มนุษย์มีจินตนาการอันอุดมและตรรกะอันมีเหตุผล และเขาได้มีประสบการณ์อันยาวนานในการจัดการกิจการต่างๆ  หากแง่มุมเหล่านี้ของมนุษย์ไม่ได้ก้าวผ่านการตัดแต่งและการแก้ไข ทั้งหมดก็เป็นอุปสรรคต่อพระราชกิจ  ดังนั้น งานของมนุษย์จึงไม่สามารถสัมฤทธิ์ความถูกต้องแม่นยำในระดับที่สูงที่สุดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของผู้คนที่ไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 178

งานของมนุษย์คงอยู่ภายในแนวข่ายหนึ่งและถูกจำกัด  บุคคลหนึ่งสามารถทำได้เพียงงานระยะเฉพาะใดๆ เท่านั้น และไม่สามารถทำงานของทั้งยุคสมัยได้—มิฉะนั้น เขาคงจะนำทางผู้คนเข้าไปสู่ท่ามกลางกฎต่างๆ แล้ว  งานของมนุษย์สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับเวลาหรือระยะที่เฉพาะเจาะจงหนึ่งๆ เท่านั้น  นี่เป็นเพราะว่าประสบการณ์ของมนุษย์มีวงเขตของมันเอง  คนเราไม่สามารถเปรียบเทียบงานของมนุษย์กับพระราชกิจของพระเจ้าได้  วิธีการปฏิบัติของมนุษย์และความรู้เกี่ยวกับความจริงของเขาทั้งหมดใช้ได้กับวงเขตที่เฉพาะเจาะจงหนึ่งๆ  เจ้าไม่สามารถกล่าวว่าเส้นทางที่มนุษย์ก้าวย่างนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างครบบริบูรณ์ เพราะมนุษย์สามารถได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น และไม่สามารถได้รับการเติมเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างครบบริบูรณ์ได้  สิ่งที่มนุษย์สามารถรับประสบการณ์ได้ทั้งหมดอยู่ภายในวงเขตของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และไม่สามารถเกินจากแนวข่ายความคิดในจิตใจของมนุษย์ที่ปกติได้  คนเหล่านั้นทั้งหมดที่สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของความจริงที่ได้รับประสบการณ์ภายในแนวข่ายนี้  เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์กับความจริง สิ่งนั้นเป็นประสบการณ์ของชีวิตมนุษย์ที่ปกติที่ได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เสมอ นั่นไม่ใช่วิธีการรับประสบการณ์ที่เบี่ยงเบนไปจากชีวิตของมนุษย์ที่ปกติ  พวกเขาได้รับประสบการณ์กับความจริงที่ได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งอยู่บนรากฐานของการใช้ชีวิตมนุษย์ของพวกเขา  ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงนี้แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล และความลึกซึ้งของความจริงนี้สัมพันธ์กับสภาวะของบุคคลนั้นๆ  คนเราสามารถพูดได้เพียงว่าเส้นทางที่พวกเขาเดินคือชีวิตมนุษย์ที่ปกติของใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และอาจจะเรียกเส้นทางนั้นได้ว่าเส้นทางที่เดินโดยบุคคลที่ปกติที่ได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  คนเราไม่สามารถพูดได้ว่าเส้นทางที่เขาเดินคือเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระดำเนิน  ในประสบการณ์ของมนุษย์ที่ปกตินั้น เพราะผู้คนที่ไล่ตามเสาะหานั้นไม่เหมือนกัน พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่เหมือนกันด้วยเช่นกัน  นอกจากนั้น เพราะสภาพแวดล้อมที่ผู้คนได้รับประสบการณ์และแนวข่ายของประสบการณ์ของพวกเขาไม่เหมือนกัน และเพราะส่วนผสมของจิตใจและความคิดของพวกเขา ประสบการณ์ของพวกเขาจึงผสมผสานในระดับที่แตกต่างกัน  บุคคลแต่ละคนเข้าใจความจริงตามสภาพเงื่อนไขของพวกเขาที่แตกต่างกันและเป็นปัจเจก  ความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับความหมายจริงๆ ของความจริงไม่ได้ครบบริบูรณ์ และเป็นเพียงหนึ่งหรือหลายแง่มุมของความจริงนั้นเท่านั้น  วงเขตของความจริงที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเงื่อนไขของแต่ละบุคคล  ในหนทางนี้ ความรู้เกี่ยวกับความจริงเรื่องเดียวกันตามที่แสดงออกโดยผู้คนที่ต่างกันก็ไม่เหมือนกัน  นี่จึงกล่าวได้ว่าประสบการณ์ของมนุษย์มีข้อจำกัดเสมอ และไม่สามารถเป็นตัวแทนน้ำพระทัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างครบบริบูรณ์ อีกทั้งงานของมนุษย์ไม่สามารถได้รับการล่วงรู้ว่าเป็นพระราชกิจของพระเจ้า ถึงแม้ว่าสิ่งที่มนุษย์แสดงออกจะสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างใกล้ชิดมากก็ตาม และถึงแม้ว่าประสบการณ์ของมนุษย์จะใกล้เคียงกับพระราชกิจการทำให้มีความเพียบพร้อมที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดำเนินการก็ตาม  มนุษย์สามารถเป็นได้เพียงผู้รับใช้ของพระเจ้า ผู้ที่กระทำการงานที่พระเจ้ามอบความไว้วางพระทัยให้แก่เขา  มนุษย์สามารถแสดงออกได้เพียงความรู้ที่ได้รับการประทานความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และความจริงที่ได้รับจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเองเท่านั้น  มนุษย์ไม่มีคุณสมบัติและไม่เป็นไปตามสภาพเงื่อนไขที่จะเป็นทางออกของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เขาไม่มีสิทธิ์จะพูดว่างานของเขาคือพระราชกิจของพระเจ้า  มนุษย์มีหลักการทำงานของมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันและครอบครองสภาพเงื่อนไขที่หลากหลาย  งานของมนุษย์รวมถึงประสบการณ์ทั้งหมดของเขาภายใต้ความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ประสบการณ์เหล่านี้สามารถเพียงเป็นตัวแทนสิ่งที่มนุษย์เป็น และไม่ได้เป็นตัวแทนสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นหรือน้ำพระทัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ดังนั้น จึงไม่สามารถพูดได้ว่าเส้นทางที่มนุษย์เดินเป็นเส้นทางที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระดำเนิน เพราะงานของมนุษย์ไม่สามารถเป็นตัวแทนพระราชกิจของพระเจ้า และงานของมนุษย์และประสบการณ์ของมนุษย์ไม่ได้เป็นน้ำพระทัยที่ครบบริบูรณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์  งานของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะเริ่มกลายเป็นกฎเกณฑ์ และวิธีการทำงานของเขาถูกจำกัดเขตที่วงเขตที่จำกัดได้โดยง่าย และไร้ความสามารถที่จะนำผู้คนสู่หนทางที่อิสระได้  ผู้ติดตามส่วนใหญ่ใช้ชีวิตภายในวงเขตที่จำกัด และวิธีได้รับประสบการณ์ของพวกเขาก็ถูกจำกัดในวงเขตของมันด้วยเช่นกัน  ประสบการณ์ของมนุษย์ถูกจำกัดอยู่เสมอ และวิธีการทำงานของเขาก็ถูกจำกัดเป็นไม่กี่ชนิดเช่นเดียวกัน และไม่สามารถเทียบได้กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  นี่เป็นเพราะว่าในท้ายที่สุดแล้ว ประสบการณ์ของมนุษย์ถูกจำกัด  ไม่ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างไรก็ตาม พระราชกิจนั้นก็ไม่ถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์  ไม่ว่าพระราชกิจนั้นได้รับการดำเนินการอย่างไรก็ตาม พระราชกิจนั้นก็ไม่ถูกจำกัดด้วยวิธีการหนึ่งเดียวใดๆ  ไม่มีกฎเกณฑ์แต่อย่างใดเลยกับพระราชกิจของพระเจ้า—พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ได้รับการปลดปล่อยและเป็นอิสระ  ไม่สำคัญว่ามนุษย์ใช้เวลาในการติดตามพระองค์มากเพียงใดก็ตาม เขาไม่สามารถกลั่นกรองกฎใดๆ ที่ควบคุมวิธีการทรงพระราชกิจของพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าพระราชกิจของพระองค์จะมีหลักการ แต่พระราชกิจก็ได้รับการดำเนินการในวิธีใหม่ๆ เสมอ และมีการพัฒนาใหม่ๆ เสมอ และอยู่เกินเอื้อมสำหรับมนุษย์  ในช่วงเวลาหนึ่ง พระเจ้าอาจทรงมีพระราชกิจที่ต่างกันหลายชนิดและการนำทางผู้คนที่ต่างกันหลายวิธี ซึ่งทำให้ผู้คนมีการเข้าสู่และการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ อยู่เสมอ  เจ้าไม่สามารถหยั่งรู้กฎของพระราชกิจของพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงพระราชกิจในวิธีใหม่ๆ เสมอ และดังนั้นผู้ติดตามพระเจ้าจึงไม่กลายเป็นถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเท่านั้น  พระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองหลีกเลี่ยงมโนคติที่หลงผิดของผู้คนและตอบโต้มโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเสมอ  มีเพียงบรรดาผู้ที่ติดตามและไล่ตามเสาะหาพระองค์ด้วยหัวใจที่แท้จริงเท่านั้นที่สามารถทำให้อุปนิสัยของพวกเขาได้รับการแปลงสภาพและมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใดๆ หรือถูกจำกัดด้วยมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาใดๆ  งานของมนุษย์เรียกร้องจากผู้คนโดยมีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ของเขาเองและสิ่งที่เขาเองสามารถสัมฤทธิ์ผลได้  มาตรฐานของข้อพึงประสงค์เหล่านี้จำกัดอยู่ภายในวงเขตเฉพาะหนึ่งๆ และวิธีการปฏิบัติก็ยังถูกจำกัดอย่างมากเช่นเดียวกัน  ดังนั้นผู้ติดตามจึงใช้ชีวิตภายในวงเขตที่จำกัดนี้โดยไม่รู้ตัว เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็กลายเป็นกฎเกณฑ์และพิธีกรรม  หากงานของช่วงเวลาหนึ่งได้รับการนำทางโดยใครบางคนที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการทำให้มีความเพียบพร้อมของพระเจ้าโดยพระองค์เองและยังไม่ได้รับการพิพากษา ผู้ติดตามของเขาทั้งหมดจะกลายเป็นนักศาสนาและผู้เชี่ยวชาญในการต้านทานพระเจ้า  ดังนั้น หากมีใครสักคนเป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติ บุคคลนั้นต้องได้ก้าวผ่านการพิพากษาและได้ยอมรับการทำให้มีความเพียบพร้อมมาแล้ว  พวกที่ยังไม่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาจะแสดงออกเพียงสิ่งที่คลุมเครือและไม่เป็นจริงเท่านั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจจะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ตาม  เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะนำทางผู้คนเข้าไปในกฎเกณฑ์ที่คลุมเครือและเกินธรรมชาติ  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงดำเนินการไม่ได้สอดคล้องกับเนื้อหนังของมนุษย์  พระราชกิจของพระองค์ไม่ได้สอดคล้องกับความคิดของมนุษย์ แต่ตอบโต้มโนคติที่หลงผิดของมนุษย์  พระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ถูกทำให้ด่างพร้อยด้วยการแต้มสีสันของศาสนาที่คลุมเครือ  ผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยใครบางคนที่ยังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์  ผลลัพธ์เหล่านี้เกินที่ความคิดของมนุษย์จะเอื้อมถึง

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 179

งานในจิตใจของมนุษย์นั้นง่ายเกินไปที่มนุษย์จะสัมฤทธิ์  ตัวอย่างเช่น ศิษยาภิบาลและผู้นำในโลกศาสนาอาศัยความสามารถพิเศษและตำแหน่งของพวกเขาในการทำงานของพวกเขา  ผู้คนที่ติดตามพวกเขามาเป็นเวลานานจะติดเชื้อความสามารถพิเศษของพวกเขา และได้รับอิทธิพลจากบางส่วนของสิ่งที่พวกเขาเป็น  พวกเขามุ่งเน้นอยู่กับความสามารถพิเศษ ความสามารถ และความรู้ของผู้คน และพวกเขาให้ความสนใจกับสิ่งเหนือธรรมชาติและหลักทฤษฎีที่ลุ่มลึกและไม่เป็นจริงมากมาย (แน่นอนว่าหลักทฤษฎีที่ลุ่มลึกเป็นสิ่งที่ไม่อาจบรรลุได้)  พวกเขาไม่มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของผู้คน แต่มุ่งเน้นไปที่การฝึกผู้คนให้เทศนาและทำงาน พัฒนาความรู้ของผู้คน และคำสอนทางศาสนามากล้นของพวกเขา  พวกเขาไม่มุ่งเน้นไปที่ว่าอุปนิสัยของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด หรือว่าผู้คนเข้าใจความจริงมากเพียงใด  พวกเขาไม่สนใจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเนื้อแท้ของผู้คน และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะพยายามที่จะรู้ถึงสภาวะที่ปกติและไม่ปกติของผู้คน  พวกเขาไม่ตอบโต้มโนคติที่หลงผิดของผู้คน อีกทั้งพวกเขาไม่เผยมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง นับประสาอะไรที่พวกเขาจะตัดแต่งผู้คนเพื่อข้อบกพร่องหรือความเสื่อมทรามของพวกเขา  ผู้คนส่วนใหญ่ที่ติดตามพวกเขาปรนนิบัติด้วยความสามารถพิเศษของพวกเขา และทั้งหมดที่พวกเขาปลดปล่อยออกมาคือมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาและทฤษฎีทางเทววิทยา ซึ่งไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริงและไร้ความสามารถที่จะให้ชีวิตกับผู้คนได้โดยสิ้นเชิง  อันที่จริงแล้ว เนื้อแท้ของงานของพวกเขาคือการบ่มพรสวรรค์ เลี้ยงดูผู้คนที่ไม่มีสิ่งใดให้กลายเป็นบัณฑิตทางศาสนาที่มีพรสวรรค์ ซึ่งในภายหลังก็ไปทำงานและเป็นผู้นำต่อไป  เจ้าสามารถหยั่งรู้กฎเกณฑ์ใดๆ ในพระราชกิจเป็นเวลาหกพันปีของพระเจ้าได้หรือไม่?  ในงานที่มนุษย์ทำมีกฎเกณฑ์และข้อจำกัดมากมาย และสมองของมนุษย์ก็ดันทุรังจนเกินไป  สิ่งที่มนุษย์แสดงออกจึงเป็นความรู้และการตระหนักที่อยู่ภายในวงเขตของประสบการณ์ของเขา  มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะแสดงออกถึงสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้  ประสบการณ์หรือความรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความสามารถพิเศษหรือสัญชาตญาณของเขา  สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะการทรงนำและการทรงเป็นผู้เลี้ยงโดยตรงของพระเจ้า  มนุษย์มีเพียงปฏิภาณที่จะยอมรับการเป็นผู้เลี้ยงนี้ และไม่มีปฏิภาณใดที่สามารถแสดงออกได้โดยตรงว่าเทวสภาพคืออะไร  มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะเป็นแหล่งกำเนิด เขาสามารถเป็นได้เพียงภาชนะที่รองรับน้ำจากแหล่งกำเนิดเท่านั้น  นี่คือสัญชาตญาณของมนุษย์ ปฏิภาณที่คนเราควรมีในฐานะมนุษย์  หากบุคคลหนึ่งสูญเสียปฏิภาณที่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและสูญเสียสัญชาตญาณของมนุษย์ บุคคลนั้นก็จะสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปเช่นกัน และสูญเสียหน้าที่ของมนุษย์ที่ได้รับการทรงสร้างขึ้น  หากบุคคลหนึ่งไม่มีความรู้หรือได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าหรือพระราชกิจของพระองค์ บุคคลนั้นก็จะสูญเสียหน้าที่ของเขา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เขาควรกระทำในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และสูญเสียความมีเกียรติของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  การแสดงออกว่าเทวสภาพคืออะไรเป็นสัญชาตญาณของพระเจ้า ไม่ว่าจะแสดงออกในเนื้อหนังโดยพระวิญญาณโดยตรงหรือไม่ก็ตาม นี่คือพันธกิจของพระเจ้า  มนุษย์แสดงออกถึงประสบการณ์หรือความรู้ของเขาเอง (นั่นคือ แสดงออกถึงสิ่งที่เขาเป็น) ในช่วงระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าหรือหลังจากนั้น นี่คือสัญชาตญาณของมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์ และมันคือสิ่งที่มนุษย์ควรสัมฤทธิ์  ถึงแม้ว่าการแสดงออกของมนุษย์จะไปไม่ถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงแสดงออกเป็นอย่างมาก และถึงแม้ว่าการแสดงออกของมนุษย์จะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์หลายประการ แต่มนุษย์ต้องทำให้หน้าที่ที่ตนควรทำให้ลุล่วงได้ และทำสิ่งที่เขาต้องทำ  มนุษย์ควรทำทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สามารถทำได้เพื่อทำให้หน้าที่ของเขาลุล่วง และเขาไม่ควรมีการสงวนตัวใดๆ แม้แต่น้อย

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 180

พวกเจ้าต้องรู้วิธีที่จะบอกความแตกต่างระหว่างพระราชกิจของพระเจ้ากับงานของมนุษย์  เจ้าสามารถมองเห็นสิ่งใดในงานของมนุษย์?  มีองค์ประกอบของประสบการณ์ของมนุษย์มากมายในงานของเขา สิ่งที่มนุษย์แสดงออกคือสิ่งที่เขาเป็น  พระราชกิจของพระเจ้าเองก็แสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นก็แตกต่างจากสิ่งที่มนุษย์เป็น  สิ่งที่มนุษย์เป็นนั้นเป็นตัวแทนประสบการณ์และชีวิตของมนุษย์ (สิ่งที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์หรือเผชิญในชีวิตของพวกเขา หรือปรัชญาสำหรับการใช้ชีวิตที่เขามี) และผู้คนที่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างก็แสดงออกถึงการเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน  ไม่ว่าเจ้ามีประสบการณ์ของสังคมหรือไม่และไม่ว่าเจ้าใช้ชีวิตจริงๆ ในครอบครัวของเจ้าและได้รับประสบการณ์ภายในนั้นอย่างไร สามารถมองเห็นได้ในสิ่งที่เจ้าแสดงออก ในขณะที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นว่าพระองค์ทรงมีประสบการณ์ทางสังคมหรือไม่ในพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์  พระองค์ทรงตระหนักรู้เป็นอย่างดีถึงแก่นแท้ของมนุษย์ และทรงสามารถเปิดเผยการปฏิบัติประเภทต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวกับผู้คนทุกประเภท  พระองค์ทรงพระปรีชายิ่งกว่านั้นในการเปิดเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามทั้งหลายและพฤติกรรมที่เป็นกบฏของพวกมนุษย์  พระองค์ไม่ดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางผู้คนทางโลก แต่พระองค์ทรงตระหนักรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์ธรรมดาและความเสื่อมทรามทั้งหมดของผู้คนทางโลก  นี่คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์  ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่ทรงจัดการกับโลก พระองค์ทรงรู้กฎการจัดการโลก เพราะพระองค์เข้าพระทัยธรรมชาติของมนุษย์อย่างครบถ้วน  พระองค์ทรงรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระวิญญาณที่ตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นและหูของมนุษย์ไม่สามารถได้ยิน ทั้งในวันนี้และในอดีต  นี่รวมถึงสติปัญญาที่ไม่ใช่ปรัชญาสำหรับการใช้ชีวิตและการอัศจรรย์ที่ผู้คนหยั่งลึกได้ยาก  นี่คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์ ซึ่งเปิดกว้างต่อผู้คนและซ่อนเร้นจากผู้คนด้วยเช่นกัน  สิ่งที่พระองค์ทรงแสดงออกไม่ใช่สิ่งที่บุคคลเหนือปกติเป็น แต่เป็นพระลักษณะโดยธรรมชาติของพระวิญญาณและสิ่งที่พระวิญญาณทรงเป็น  พระองค์ไม่ได้ทรงพระดำเนินทั่วโลก แต่ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับโลก  พระองค์ทรงสัมผัสกับ “พวกลิงคล้ายคน” ที่ไม่มีความรู้หรือความรู้ความเข้าใจเชิงลึก แต่พระองค์ทรงแสดงพระวจนะที่สูงกว่าความรู้และสูงกว่าเหล่ามนุษย์ที่ยิ่งใหญ่  พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพภายในกลุ่มผู้คนที่ทึ่มและด้านชา ผู้ที่ปราศจากสภาวะความเป็นมนุษย์และผู้ที่ไม่เข้าใจธรรมเนียมและชีวิตของมนุษยชาติ แต่พระองค์ทรงสามารถขอให้มวลมนุษย์ใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และในขณะเดียวกันก็ทรงเปิดเผยพื้นฐานและสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ต่ำต้อยของมวลมนุษย์  ทั้งหมดนี้คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์ ซึ่งสูงส่งกว่าสิ่งที่บุคคลที่มีเนื้อและเลือดคนใดเป็น  สำหรับพระองค์แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับประสบการณ์กับชีวิตทางสังคมที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และสกปรกเพื่อที่จะทรงพระราชกิจที่พระองค์ต้องทรงทำและเปิดเผยถึงแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างถ้วนทั่ว  ชีวิตทางสังคมที่สกปรกไม่เสริมสร้างเนื้อหนังของพระองค์  พระราชกิจและพระวจนะของพระองค์เพียงเปิดเผยถึงความไม่เชื่อฟังของมนุษย์เท่านั้น และไม่ได้จัดเตรียมประสบการณ์และบทเรียนเพื่อการจัดการโลกให้กับมนุษย์  พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องเจาะลึกด้านสังคมหรือครอบครัวของมนุษย์เมื่อพระองค์ทรงจัดหาชีวิตให้กับมนุษย์  การตีแผ่และการพิพากษามนุษย์ไม่ใช่การแสดงออกถึงประสบการณ์ของเนื้อหนังของพระองค์  นั่นคือการเปิดเผยของพระองค์ถึงความไม่ชอบธรรมของมนุษย์หลังจากที่ทรงได้รู้ถึงความไม่เชื่อฟังของมนุษย์มาเป็นเวลานานและทรงชิงชังความเสื่อมทรามของมนุษย์  พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำทั้งหมดมีความหมายเพื่อเปิดเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ต่อมนุษย์ และเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น  มีเพียงพระองค์ที่ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจนี้ได้ พระราชกิจนี้ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่บุคคลที่มีเนื้อและเลือดสามารถสัมฤทธิ์ได้

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 181

พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำไม่ได้เป็นตัวแทนถึงประสบการณ์ของเนื้อหนังของพระองค์ ส่วนงานที่มนุษย์ทำเป็นตัวแทนถึงประสบการณ์ของเขา  ทุกคนพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา  พระเจ้าทรงสามารถแสดงออกถึงความจริงได้โดยตรง ในขณะที่มนุษย์สามารถแสดงออกได้เพียงประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความจริงที่เขาได้รับประสบการณ์มาแล้วเท่านั้น  พระราชกิจของพระเจ้าไม่มีกฎเกณฑ์และไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาหรือภูมิศาสตร์  พระองค์ทรงสามารถแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นได้ทุกที่ทุกเวลา  พระองค์ทรงพระราชกิจตามที่พระองค์มีพระประสงค์  งานของมนุษย์มีเงื่อนไขและบริบท หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ เขาจะไร้ความสามารถที่จะทำงานและไร้ความสามารถที่จะแสดงออกถึงความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระเจ้าหรือประสบการณ์ที่เขามีเกี่ยวกับความจริง  ในการที่จะบอกว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นพระราชกิจของพระเจ้าเองหรืองานของมนุษย์นั้น เจ้าเพียงต้องเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างทั้งสอง  หากไม่มีพระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงกระทำและมีเพียงงานของมนุษย์ เจ้าจะรู้เพียงว่าคำสอนของมนุษย์นั้นสูงเกินความสามารถของบุคคลอื่นๆ ทั้งหมด  น้ำเสียงการพูดของพวกเขา หลักการของพวกเขาในการรับมือกับสิ่งต่างๆ และกิริยาอันมีประสบการณ์และมั่นคงของพวกเขาในการทำงานนั้นอยู่เกินเอื้อมสำหรับผู้อื่น  พวกเจ้าทุกคนต่างเลื่อมใสผู้คนที่มีขีดความสามารถดีและความรู้ที่สูงส่งเหล่านี้ แต่เจ้าไม่สามารถมองเห็นจากพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์อยู่สูงเพียงใด  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงธรรมดา และเมื่อทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงปกติและเป็นจริง กระนั้นยังทรงไม่อาจวัดได้โดยมนุษย์ธรรมดา ซึ่งดังนั้นจึงทำให้ผู้คนรู้สึกมีความเคารพประเภทหนึ่งต่อพระองค์  บางทีประสบการณ์ของบุคคลหนึ่งในการทำงานของเขาล้ำหน้าเป็นพิเศษ หรือจินตนาการและการใช้เหตุผลของเขาล้ำหน้าเป็นพิเศษ และสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาก็ดีเป็นพิเศษ ลักษณะเช่นนั้นจะสามารถรับความเลื่อมใสของผู้คนได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถปลุกเร้าความเกรงขามและเกรงกลัวของพวกเขาได้  ผู้คนทั้งหมดต่างเลื่อมใสผู้ที่สามารถทำงานได้ดี ผู้ที่มีประสบการณ์ลึกซึ้งเป็นพิเศษ และผู้ที่สามารถปฏิบัติตามความจริง แต่ผู้คนเช่นนั้นไม่มีวันสามารถเอาความเกรงขามออกมาได้ มีเพียงความเลื่อมใสและความอิจฉาเท่านั้น  แต่ผู้คนที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เลื่อมใสพระเจ้า พวกเขากลับรู้สึกว่าพระราชกิจของพระองค์อยู่เกินเอื้อมของมนุษย์และยากที่มนุษย์จะหยั่งถึงได้ ว่าพระราชกิจของพระองค์สดชื่นและน่าพิศวง  เมื่อผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ความรู้แรกที่เขามีเกี่ยวกับพระองค์คือพระองค์ทรงยากหยั่งถึง ทรงชาญฉลาด และทรงน่าพิศวง และพวกเขาเคารพพระองค์และรู้สึกถึงความล้ำลึกของพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอยู่เกินจากความรู้ความเข้าใจของจิตใจมนุษย์  ผู้คนเพียงต้องการที่จะมีความสามารถทำได้ตามสิ่งที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ เพื่อทำให้สมดังพระองค์ทรงพึงปรารถนาเท่านั้น  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเกินพระพักตร์พระองค์ เพราะพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำนั้นไปไกลเกินกว่าความคิดและจินตนาการของมนุษย์ และมนุษย์ไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้  แม้กระทั่งมนุษย์เองก็ไม่รู้ถึงความไม่เพียงพอของเขาเอง กระนั้น พระเจ้าทรงสร้างเส้นทางใหม่และได้ทรงมานำมนุษย์เข้าสู่โลกที่ใหม่กว่าและสวยงามกว่า และด้วยเหตุนั้นมวลมนุษย์จึงได้สร้างความก้าวหน้าใหม่ๆ และได้มีการเริ่มต้นใหม่  สิ่งที่ผู้คนรู้สึกเพื่อพระเจ้าไม่ใช่ความเลื่อมใส หรือไม่ใช่แค่ความเลื่อมใส  ประสบการณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดของพวกเขาคือความเกรงขามและความรัก ความรู้สึกของพวกเขาคือพระเจ้าทรงน่าพิศวงโดยแท้  พระองค์ทรงพระราชกิจที่มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะทำได้ และตรัสสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะพูดได้  ผู้คนที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามีความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้เสมอ  ผู้คนที่มีประสบการณ์ลึกซึ้งเพียงพอจะสามารถเข้าใจความรักของพระเจ้า พวกเขาสามารถรู้สึกถึงความดีงามของพระองค์ ว่าพระราชกิจของพระองค์ช่างชาญฉลาด ช่างน่าพิศวง และด้วยเหตุนั้นจึงเป็นพลังที่ไม่จำกัดที่เกิดขึ้นท่ามกลางพวกเขา  มันไม่ใช่ความกลัวหรือความรักและความนับถือชั่วครั้งคราว แต่เป็นสำนึกรับรู้อย่างลึกซึ้งถึงความสงสารที่พระเจ้าทรงมีให้กับมนุษย์และการยอมผ่อนปรนให้กับเขา  อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่เคยได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์สำนึกรับรู้ถึงพระบารมีของพระองค์และสำนึกรับรู้ว่าพระองค์ไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้กับการทำให้ขุ่นเคืองใดๆ  แม้กระทั่งผู้คนที่เคยได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์มากมายก็ไร้ความสามารถที่จะหยั่งลึกพระองค์ได้ ทุกผู้คนที่เคารพพระองค์อย่างแท้จริงรู้ว่าพระราชกิจของพระองค์ไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน แต่ตรงกันข้ามกับมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเสมอ  พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้คนเลื่อมใสพระองค์ทั้งหมดหรือแสดงท่าทางแห่งการนบนอบต่อพระองค์ แต่พวกเขาควรสัมฤทธิ์ความเคารพที่แท้จริงและการนบนอบที่แท้จริง  ในพระราชกิจอันมากมายของพระองค์ ผู้ใดก็ตามที่มีประสบการณ์ที่แท้จริงจะรู้สึกเคารพพระองค์ ซึ่งสูงกว่าการเลื่อมใส  ผู้คนได้มองเห็นพระอุปนิสัยของพระองค์เนื่องจากพระราชกิจการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ และดังนั้นพวกเขาจึงเคารพพระองค์ในหัวใจของพวกเขา  พระเจ้าควรทรงได้รับการเคารพและเชื่อฟัง เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและพระอุปนิสัยของพระองค์ไม่เหมือนกับของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และอยู่เหนือกว่าของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  พระเจ้าทรงปรากฏด้วยพระองค์เองและทรงคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ และไม่ทรงใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ควรค่าแก่การเคารพและการเชื่อฟัง มนุษย์ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการนี้  ดังนั้น ผู้คนทั้งหมดที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์และรู้จักพระองค์อย่างแท้จริงจึงรู้สึกถึงความเคารพต่อพระองค์  อย่างไรก็ตาม พวกที่ไม่ปลดปล่อยมโนคติที่หลงผิดที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระองค์—พวกที่ไม่คำนึงถึงพระองค์ว่าทรงเป็นพระเจ้าเลย—ไม่มีความเคารพต่อพระองค์ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะติดตามพระองค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับพิชิต พวกเขาคือผู้คนที่ไม่เชื่อฟังโดยธรรมชาติ  ดังนั้น สิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยว่าจะสัมฤทธิ์ผลโดยการทรงพระราชกิจเพื่อให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมดได้มีหัวใจแห่งการเคารพให้กับพระผู้สร้าง นมัสการพระองค์ และนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข  นี่คือผลลัพธ์สุดท้ายที่พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์มีจุดมุ่งหมายที่จะสัมฤทธิ์  หากผู้คนที่เคยได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจดังกล่าวไม่เคารพพระเจ้าแม้แต่น้อย และหากการไม่เชื่อฟังในอดีตของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะถูกกำจัดอย่างแน่นอน  หากท่าทีที่บุคคลหนึ่งมีต่อพระเจ้าเป็นเพียงการเลื่อมใสพระองค์หรือการแสดงความนับถือต่อพระองค์จากที่ไกลๆ และไม่ใช่การรักพระองค์เลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือผลลัพธ์ที่บุคคลที่ปราศจากหัวใจที่รักพระเจ้าได้มาถึง และบุคคลนั้นขาดเงื่อนไขที่จะได้รับการทำใหมีความเพียบพร้อม  หากพระราชกิจมากมายไร้ความสามารถที่จะได้รับความรักที่แท้จริงของบุคคล เช่นนั้นแล้วบุคคลนั้นก็ไม่ได้รับพระเจ้า และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงแท้  บุคคลที่ไม่ได้รักพระเจ้าไม่ได้รักความจริงและดังนั้นจึงไม่สามารถได้รับพระเจ้า แล้วจะนับประสาอะไรกับการได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ผู้คนเช่นนั้นไร้ความสามารถที่จะเคารพพระเจ้าได้ ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไรก็ตาม และไม่ว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาอย่างไรก็ตาม  เหล่านี้คือผู้คนที่มีธรรมชาติที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และผู้ที่มีอุปนิสัยชั่วร้ายอย่างถึงที่สุด  ทุกคนที่ไม่เคารพพระเจ้าจะต้องถูกกำจัด ต้องเป็นเป้าหมายการลงโทษ และต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่ทำความชั่ว และต้องทนทุกข์มากยิ่งกว่าผู้ที่ได้กระทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 182

ที่จริงแล้ว พระราชกิจของพระเจ้าแตกต่างไปจากงานของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น การแสดงออกทั้งหลายของพระองค์จะสามารถเป็นอย่างเดียวกับการแสดงออกของพวกเขาได้อย่างไร?  พระเจ้าทรงมีพระอุปนิสัยเฉพาะของพระองค์เอง ในขณะที่มนุษย์มีหน้าที่ทั้งหลายที่พวกเขาควรที่จะทำให้ลุล่วง  พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นแสดงออกในพระราชกิจของพระองค์ ในขณะที่หน้าที่ของมนุษย์นั้นจำแลงรูปอยู่ในประสบการณ์ทั้งหลายของมนุษย์และแสดงออกในการไล่ตามเสาะหาทั้งหลายของมนุษย์  ดังนั้นจึงกลายเป็นที่ชัดเจนโดยผ่านทางพระราชกิจซึ่งได้รับการปฏิบัติเสร็จสิ้น ว่าอะไรบางอย่างคือการแสดงออกของพระเจ้าหรือการแสดงออกของมนุษย์  ไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับการอธิบายโดยพระเจ้าพระองค์เอง อีกทั้งไม่จำเป็นต้องพึงประสงค์ให้มนุษย์พยายามมุ่งมั่นที่จะเป็นพยาน ยิ่งไปกว่านั้น ไม่จำเป็นที่พระเจ้าพระองค์เองจะต้องทรงหยุดยั้งบุคคลใดๆ  ทั้งหมดนี้มาในฐานะวิวรณ์ตามธรรมชาติ นั่นไม่ได้ถูกบังคับและไม่ใช่อะไรบางอย่างที่มนุษย์สามารถแทรกแซงได้  หน้าที่ของมนุษย์สามารถรับรู้ได้โดยผ่านทางประสบการณ์ของพวกเขา และไม่ได้พึงประสงค์ให้ผู้คนต้องทำงานเกี่ยวกับประสบการณ์พิเศษใดๆ  แก่นแท้ทั้งหมดของมนุษย์สามารถถูกเปิดเผยได้ขณะที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน ในขณะที่พระเจ้าทรงสามารถแสดงพระอุปนิสัยในเนื้อแท้ของพระองค์ในขณะที่ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์  หากนั่นเป็นงานของมนุษย์ นั่นก็ย่อมไม่สามารถถูกปกปิดได้มิด  หากนั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ยิ่งขึ้นไปอีกที่พระอุปนิสัยของพระเจ้าจะถูกปกปิดโดยใครก็ตาม นับประสาอะไรที่จะถูกควบคุมโดยมนุษย์  ไม่มีมนุษย์คนใดที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นพระเจ้า และงานและคำพูดของพวกเขาก็ไม่สามารถคิดได้ว่าศักดิ์สิทธิ์หรือพิจารณาว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  กล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นมนุษย์เพราะพระองค์ได้ทรงสวมพระองค์เองในเนื้อหนัง แต่พระราชกิจของพระองค์ไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นงานของมนุษย์หรือหน้าที่ของมนุษย์  ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยดำรัสของพระเจ้าและจดหมายทั้งหลายของเปาโลไม่สามารถนำไปเทียบเท่ากันได้ อีกทั้งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าและคำพูดเกี่ยวกับการสั่งสอนของมนุษย์ก็ไม่สามารถนำไปพูดถึงบนเงื่อนไขที่เท่ากันได้  ดังนั้น จึงมีหลักการต่างๆ ที่แยกแยะพระราชกิจของพระเจ้าจากงานของมนุษย์  เหล่านี้ได้รับการแยกแยะตามแก่นแท้ต่างๆ ของตัวเอง ไม่ใช่ตามวงเขตของงานหรือความมีประสิทธิภาพชั่วคราวของงาน  เกี่ยวกับหัวเรื่องนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ทำข้อผิดพลาดเกี่ยวกับหลักการ  นี่เป็นเพราะมนุษย์ดูที่ภายนอก ซึ่งพวกเขาสามารถสัมฤทธิผลได้ ในขณะที่พระเจ้าทอดพระเนตรที่แก่นแท้ ซึ่งไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเนื้อของมวลมนุษย์  หากเจ้าถือว่าพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั่วไป และมองว่างานขนาดใหญ่ของมนุษย์เป็นพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งทรงสวมใส่ในเนื้อหนัง แทนที่จะเป็นหน้าที่ซึ่งมนุษย์ทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่เข้าใจผิดในหลักการหรอกหรือ?  จดหมายทั้งหลายและอัตชีวประวัติทั้งหลายของมนุษย์สามารถเขียนขึ้นได้อย่างง่ายดาย แต่เพียงบนรากฐานของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น  อย่างไรก็ดี ถ้อยดำรัสและพระราชกิจของพระเจ้าไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างง่ายดายโดยมนุษย์หรือทำให้สัมฤทธิผลได้โดยสติปัญญาและการคิดมนุษย์ อีกทั้งผู้คนไม่สามารถอธิบายถ้อยดำรัสและพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างถ้วนทั่วภายหลังจากที่ได้สำรวจสิ่งเหล่านั้นแล้ว  หากเรื่องเกี่ยวกับหลักการเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาใดๆ ในพวกเจ้า เช่นนั้นแล้วก็เป็นที่ชัดเจนว่าความเชื่อของพวกเจ้านั้นไม่แท้จริงอย่างยิ่งหรือไม่ได้รับการถลุง  อาจกล่าวได้แค่เพียงว่าความเชื่อของพวกเจ้าเต็มไปด้วยความคลุมเครือ และทั้งสับสนงุนงงและไร้ซึ่งหลักการ  หากปราศจากความเข้าใจกระทั่งประเด็นปัญหาสำคัญทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่สุดเกี่ยวกับพระเจ้าและมนุษย์แล้ว ความเชื่อประเภทนี้ไม่ใช่ความเชื่อที่ขาดพร่องความสามารถในการเข้าใจอย่างสิ้นเชิงหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เจ้ามีจุดยืนว่าด้วยจดหมาย 13 ฉบับอย่างไร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 183

พระเยซูทรงอยู่บนแผ่นดินโลกเป็นเวลาสามสิบสามปีครึ่ง พระองค์เสด็จมาเพื่อปฏิบัติพระราชกิจการตรึงกางเขน และผ่านการตรึงกางเขนนั้น พระเจ้าทรงได้รับส่วนหนึ่งของพระสิริของพระองค์  เมื่อพระเจ้าเสด็จมาบังเกิดในเนื้อหนัง พระองค์สามารถถ่อมพระทัยและหลบซ่อน และทรงสามารถสู้ทนความทุกข์มหาศาลได้  แม้พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ยังทรงสู้ทนทุกการถูกเหยียดหยามและทุกการกล่าวคำหยาบช้า และพระองค์ทรงสู้ทนความเจ็บปวดอันแสนสาหัสในการถูกตอกตรึงกับกางเขนเพื่อทำพระราชกิจแห่งการไถ่ให้เสร็จสมบูรณ์ หลังจากพระราชกิจในช่วงระยะนี้ได้สรุปปิดตัวลงแล้ว แม้ผู้คนมองเห็นว่าพระเจ้าทรงได้รับพระสิริอันใหญ่หลวง นี่ไม่ใช่ความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งพระสิริของพระองค์ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระสิริของพระองค์เท่านั้นที่พระองค์ทรงได้รับจากพระเยซู  ถึงแม้ว่าพระเยซูทรงสามารถสู้ทนทุกความยากลำบาก ถ่อมพระทัยและหลบซ่อนตัว ถูกตรึงกางเขนเพื่อพระเจ้า พระเจ้าก็ทรงได้รับพระสิริของพระองค์เพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น และพระองค์ทรงได้รับพระสิริของพระองค์ในประเทศอิสราเอล  พระเจ้ายังทรงมีพระสิริอยู่อีกหนึ่งส่วน นั่นก็คือ การเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจอย่างจริงจังและทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งมีความเพียบพร้อม  ในระหว่างช่วงระยะพระราชกิจของพระเยซู พระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งเหนือธรรมชาติบางประการ แต่พระราชกิจในช่วงระยะนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อทำการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์แต่อย่างใด โดยหลักแล้วเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงสามารถทนทุกข์และถูกตรึงกางเขนเพื่อพระเจ้าได้ ว่าพระเยซูทรงสามารถทนทุกข์ความเจ็บปวดมหาศาลได้ก็เพราะพระองค์ทรงรักพระเจ้า และว่าพระองค์ยังคงเต็มพระทัยที่จะพลีอุทิศชีวิตของพระองค์เพื่อน้ำพระทัยของพระเจ้าถึงแม้ว่าพระเจ้าได้ทอดทิ้งพระองค์ก็ตาม  หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์จนเสร็จสิ้นในประเทศอิสราเอลและพระเยซูทรงถูกตอกตรึงกับกางเขนแล้ว พระเจ้าทรงได้รับพระเกียรติ และพระเจ้าทรงแสดงคำพยานต่อหน้าซาตาน  พวกเจ้าทั้งไม่รู้อีกทั้งไม่เคยเห็นว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังอย่างไรในประเทศจีน ดังนั้น พวกเจ้าจะสามารถมองเห็นว่าพระเจ้าทรงได้รับพระเกียรติอย่างไร?  เมื่อพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยมากมายในพวกเจ้าจนพวกเจ้ายืนหยัดมั่นคง เมื่อนั้นพระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระยะนี้จึงประสบความสำเร็จ และนี่คือส่วนหนึ่งของพระสิริของพระเจ้า  พวกเจ้ามองเห็นเพียงสิ่งนี้ และพวกเจ้ายังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ยังไม่ได้มอบหัวใจของเจ้าให้พระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  พวกเจ้ายังไม่ได้มองเห็นพระสิรินี้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เจ้ามองเห็นเพียงว่าพระเจ้าได้ทรงพิชิตหัวใจของพวกเจ้าแล้ว ว่าพวกเจ้าไม่มีวันสามารถไปจากพระองค์ได้ และจะติดตามพระเจ้าไปจนถึงที่สุดและหัวใจของเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลง และว่านี่คือพระสิริของพระเจ้า  เจ้ามองเห็นพระสิริของพระเจ้าในสิ่งใด?  ในผลของพระราชกิจของพระองค์ในผู้คน  ผู้คนมองเห็นว่าพระเจ้าทรงดีงามยิ่งนัก พวกเขามีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และไม่เต็มใจที่จะไปจากพระองค์ และนี่คือพระสิริของพระเจ้า  เมื่อความแข็งแกร่งของพี่น้องชายหญิงของคริสตจักรทั้งหลายเกิดขึ้น และพวกเขาสามารถรักพระเจ้าจากหัวใจของพวกเขา มองเห็นฤทธานุภาพอันสูงสุดของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติ ฤทธานุภาพอันหาใดเปรียบได้แห่งพระวจนะของพระองค์ เมื่อพวกเขามองเห็นว่าพระวจนะของพระองค์มีสิทธิอำนาจ และว่าพระองค์ทรงสามารถริเริ่มพระราชกิจของพระองค์ในเมืองร้างของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และแม้ว่าผู้คนกำลังอ่อนแอ แต่เมื่อหัวใจของพวกเขากราบไหว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพวกเขาเต็มใจยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และแม้ว่าพวกเขาอ่อนแอและไม่คู่ควร แต่เมื่อพวกเขาสามารถมองเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าช่างควรค่าต่อความรักและช่างคู่ควรแก่การทะนุถนอมของพวกเขา เช่นนั้นนี่คือพระสิริของพระเจ้า เมื่อถึงวันที่ผู้คนได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า และสามารถยอมจำนนเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และสามารถเชื่อฟังพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ และฝากความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และชะตากรรมของพวกเขาไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า เมื่อนั้นพระเจ้าจะทรงได้รับพระสิริส่วนที่สองอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  กล่าวได้ว่าเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงภาคปฏิบัติได้เสร็จสิ้นอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว พระราชกิจของพระองค์ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่จะมาถึงบทอวสาน  กล่าวคือ เมื่อบรรดาผู้ที่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าและได้รับเลือกสรรโดยพระเจ้านั้นได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้ว พระเจ้าจะทรงได้รับพระเกียรติ  พระเจ้าตรัสว่าพระองค์ได้ทรงนำส่วนที่สองของพระสิริของพระองค์ไปทางทิศตะวันออก แล้วแต่พระสิรินี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  พระเจ้าได้ทรงนำพระราชกิจของพระองค์มาทางทิศตะวันออกแล้ว พระองค์ได้เสด็จมาที่ทิศตะวันออกแล้ว และนี่คือพระสิริของพระเจ้า  วันนี้ ถึงแม้ว่าพระราชกิจของพระองค์จะยังไม่แล้วเสร็จ แต่เพราะพระเจ้าได้ตัดสินพระทัยที่จะทรงพระราชกิจแล้ว พระราชกิจนี้จะมีอันสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน  พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจในประเทศจีนให้เสร็จสิ้น และพระองค์ทรงตั้งมั่นที่จะทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์  ดังนั้น พระองค์ไม่ประทานทางออกให้เจ้า—พระองค์ได้ทรงพิชิตหัวใจของเจ้าแล้ว และเจ้าต้องเดินหน้าต่อไปไม่ว่าเจ้าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม และเมื่อพวกเจ้าได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็ทรงได้รับพระเกียรติ  วันนี้ พระเจ้ายังไม่ได้รับพระเกียรติอย่างสมบูรณ์ เพราะพวกเจ้ายังไม่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  ถึงแม้ว่าหัวใจของพวกเจ้าได้กลับไปหาพระเจ้าแล้ว ยังคงมีความอ่อนแอมากมายในเนื้อหนังของเจ้า เจ้าไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เจ้าไร้ความสามารถที่จะใส่ใจในน้ำพระทัยของพระเจ้า และเจ้ายังมีสิ่งต่างๆ ในด้านลบมากมายที่พวกเจ้าจำต้องกำจัดออกไปจากตัวของพวกเจ้า และเจ้ายังต้องก้าวผ่านการทดสอบและกระบวนการถลุงอีกมากมาย  มีเพียงในหนทางนั้นเท่านั้นที่อุปนิสัยชีวิตของเจ้าจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเจ้าจะสามารถถูกพระเจ้ารับไว้ได้

ตัดตอนมาจาก “บทสนทนารวบรัดเกี่ยวกับ ‘อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว’” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 184

ณ เวลานั้น พระราชกิจของพระเยซูคือพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง  บาปต่างๆ ของทุกคนที่เชื่อในพระองค์ได้รับการอภัย ตราบเท่าที่เจ้าเชื่อในพระองค์ พระองค์จะทรงไถ่เจ้า หากเจ้าเชื่อในพระองค์ เจ้าก็ไม่เป็นคนบาปอีกต่อไป เจ้าได้รับการปลดเปลื้องจากบาปของเจ้า  นี่คือสิ่งที่เป็นความหมายของการได้รับการช่วยให้รอด และการได้รับความเป็นธรรมโดยความเชื่อ  แต่ถึงกระนั้นในบรรดาผู้ที่เชื่อ ก็ยังคงมีสิ่งที่เป็นกบฏและต่อต้านพระเจ้า และที่ยังคงต้องค่อยๆ ลบออกไป  ความรอดมิได้หมายความว่ามนุษย์ต้องได้รับการรับไว้โดยพระเยซูโดยสิ้นเชิง แต่หมายความว่ามนุษย์จะไม่มีบาปอีกต่อไป หมายความว่าเขาได้รับการอภัยบาปของเขาแล้ว  หากว่าเจ้าเชื่อ เจ้าจะไม่มีวันมีบาปอีก  ณ เวลานั้น พระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายที่บรรดาสาวกของพระองค์ไม่อาจจับใจความได้ และได้ตรัสมากมายหลายอย่างที่ผู้คนไม่เข้าใจ  นี่เป็นเพราะ ณ เวลานั้น พระองค์มิได้ให้คำอธิบายใดๆ  ด้วยเหตุนี้เอง หลายปีหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จจากไป มัทธิวได้ทำทะเบียนลำดับพงศ์ขึ้นเพื่อพระเยซู และคนอื่นๆ ก็ได้ทำงานมากมายที่มาจากเจตจำนงของมนุษย์  พระเยซูมิได้เสด็จมาเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมและได้รับมนุษย์ แต่เพื่อทรงพระราชกิจช่วงระยะหนึ่ง นั่นคือ การนำมาซึ่งข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์ และการทำให้พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนครบบริบูรณ์  และดังนั้น ทันทีที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน พระราชกิจของพระองค์ก็ได้มาถึงบทอวสานที่ครบบริบูรณ์  แต่ในช่วงระยะปัจจุบันนี้—ที่เป็นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย—มีพระวจนะที่ต้องตรัสออกไปมากขึ้น มีพระราชกิจที่ต้องทำมากขึ้น และต้องมีกระบวนการต่างๆ มากมาย  ดังนั้น ความล้ำลึกต่างๆ จากพระราชกิจของพระเยซูและพระยาห์เวห์ก็ต้องได้รับการเปิดเผยด้วยเช่นกัน เพื่อที่ผู้คนทั้งปวงอาจจะได้มีความเข้าใจและความกระจ่างแจ้งในการเชื่อของพวกเขา เพราะนี่คือพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย และยุคสุดท้ายคือบทอวสานของพระราชกิจของพระเจ้า เป็นเวลาแห่งการสรุปปิดตัวพระราชกิจ  พระราชกิจช่วงระยะนี้จะชี้แจงธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์และการไถ่ของพระเยซูแก่เจ้า และโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจจะได้เข้าใจพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลแห่งแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า และซึ้งคุณค่ากับนัยสำคัญและเนื้อแท้ทั้งหมดของแผนการบริหารจัดการหกพันปีนี้ และเข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจทั้งหมดที่พระเยซูได้ทรงกระทำไปและพระวจนะทั้งหลายที่พระองค์ได้ตรัสไป และปรับการเชื่อถือและการรักใคร่บูชาในพระคัมภีร์แบบมืดบอดของเจ้าให้สมดุล  ทั้งหมดนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจอย่างถี่ถ้วน  เจ้าจะได้มาเข้าใจทั้งพระราชกิจที่พระเยซูได้ทรงกระทำและพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ เจ้าจะเข้าใจและมองเห็นทั้งหมดเกี่ยวกับความจริง ชีวิต และหนทาง  ในพระราชกิจช่วงระยะที่พระเยซูทรงกระทำนั้น ทำไมพระเยซูจึงเสด็จจากไปโดยที่มิได้ทำการสรุปปิดตัวพระราชกิจ?  เพราะพระราชกิจในช่วงระยะของพระเยซูนั้นมิใช่พระราชกิจแห่งการสรุปปิดตัว  เมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงบนกางเขน พระวจนะของพระองค์ก็ได้มาถึงบทอวสานด้วยเช่นกัน หลังจากการตรึงกางเขนของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์ก็เสร็จสิ้นโดยครบบริบูรณ์  ช่วงระยะปัจจุบันแตกต่างออกไป กล่าวคือ หลังจากที่พระวจนะได้ถูกตรัสออกไปจนถึงบทอวสานและพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าได้รับการสรุปปิดตัวแล้วเท่านั้น พระราชกิจของพระองค์จึงจะได้เสร็จสิ้นลง  ในระหว่างช่วงระยะของพระราชกิจของพระเยซูนั้น ยังมีพระวจนะอีกมากมายที่ยังไม่ได้ตรัสออกไป หรือที่ยังไม่ได้รับการบรรยายให้เห็นภาพอย่างครบถ้วน  แต่ถึงกระนั้น พระเยซูก็มิได้ทรงใส่พระทัยว่าพระองค์ได้ตรัสหรือมิได้ตรัสสิ่งใดไป เพราะพันธกิจของพระองค์มิใช่พันธกิจเกี่ยวกับพระวจนะ และดังนั้น หลังจากพระองค์ทรงถูกตอกตรึงกับกางเขน พระองค์จึงเสด็จจากไป  พระราชกิจในช่วงระยะนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการตรึงกางเขนเป็นสำคัญ และไม่เหมือนกับช่วงระยะปัจจุบัน  พระราชกิจช่วงระยะปัจจุบันนี้โดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความครบบริบูรณ์ ของการทำให้ชัดเจน และของการนำพระราชกิจทั้งหมดไปสู่การสรุปปิดตัว  หากพระวจนะทั้งหลายไม่ได้ถูกตรัสออกไปจนถึงบทอวสานของมัน ก็จะไม่มีหนทางในการสรุปปิดตัวพระราชกิจนี้ เพราะในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจนั้น พระราชกิจทั้งหมดจะถูกนำพาไปถึงบทอวสานและทำให้สำเร็จลุล่วงโดยการใช้พระวจนะ  ณ เวลานั้น พระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายที่มนุษย์ไม่สามารถจับความเข้าใจได้  พระองค์ได้เสด็จจากไปอย่างเงียบๆ และวันนี้ยังคงมีผู้ที่ไม่เข้าใจพระวจนะของพระองค์อีกมากมายหลายคน ผู้ที่ความเข้าใจของพวกเขาเป็นความเข้าใจที่ผิดแต่ถึงกระนั้นพวกเขายังคงเชื่อว่ามันถูก และไม่รู้ว่าพวกเขาผิด  ในที่สุด ช่วงระยะปัจจุบันนี้จะนำพาพระราชกิจของพระเจ้าไปถึงบทอวสานที่ครบบริบูรณ์ และจะจัดเตรียมการสรุปปิดตัวของมัน  ทุกคนจะได้มาเข้าใจและรู้จักแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  มโนคติอันหลงผิดทั้งหลายภายในตัวมนุษย์ เจตนาต่างๆ ของเขา ความเข้าใจผิดของเขา มโนคติอันหลงผิดของเขาเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์และพระเยซู ทรรศนะของเขาเกี่ยวกับชนต่างชาติ และความเบี่ยงเบนและความผิดพลาดอื่นๆ ของพวกเขาจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  และมนุษย์จะเข้าใจเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องทั้งหมด และพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำทั้งหมด และความจริงทั้งหมดทั้งมวล  เมื่อการนั้นเกิดขึ้น พระราชกิจช่วงระยะนี้จะได้มาถึงบทอวสาน  พระราชกิจของพระยาห์เวห์คือการทรงสร้างโลก มันคือการเริ่มต้น พระราชกิจช่วงระยะนี้คือบทอวสานของพระราชกิจ และมันคือการสรุปปิดตัว  เมื่อแรกเริ่ม พระราชกิจของพระเจ้าได้ดำเนินการท่ามกลางบรรดาผู้ที่ได้รับการเลือกสรรจากอิสราเอล และมันคือรุ่งอรุณของศักราชใหม่ในสถานที่ที่บริสุทธิ์ที่สุดจากบรรดาสถานที่ทั้งหมด  พระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายดำเนินการในประเทศที่ไม่บริสุทธิ์มากที่สุดจากบรรดาประเทศทั้งหมด เพื่อพิพากษาโลกและนำพายุคนี้ไปสู่บทอวสาน  ในช่วงระยะแรกนั้น พระราชกิจของพระเจ้าได้ทำไปในสถานที่ที่สดใสที่สุดจากบรรดาสถานที่ทั้งหมด และช่วงระยะสุดท้ายดำเนินการขึ้นในสถานที่ที่มืดที่สุดจากบรรดาสถานที่ทั้งหมด และความมืดนี้จะถูกขับออกไป และความสว่างจะถูกนำออกมา และผู้คนทั้งหมดจะได้รับการพิชิต  เมื่อผู้คนจากสถานที่ที่ไม่บริสุทธิ์ที่สุดและมืดที่สุดจากบรรดาสถานที่ทั้งหมดนี้ได้รับการพิชิตแล้ว และประชากรทั้งหมดทั้งมวลได้ยอมรับว่ามีพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง และทุกบุคคลได้มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ เช่นนั้นแล้ว ข้อเท็จจริงจะถูกนำมาใช้เพื่อดำเนินการพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยโดยตลอดทั่วทั้งจักรวาล  พระราชกิจช่วงระยะนี้เป็นสัญลักษณ์ กล่าวคือ  ทันทีที่พระราชกิจของยุคนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว พระราชกิจแห่งการบริหารจัดการหกพันปีจะได้มาถึงบทอวสานอันครบบริบูรณ์  ทันทีที่บรรดาผู้ที่อยู่ในสถานที่มืดที่สุดจากบรรดาสถานที่ทั้งหมดได้รับการพิชิตแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่ามันจะเป็นเช่นนั้นในที่อื่นทุกแห่งด้วยเช่นกัน  เช่นนี้เอง มีเพียงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในประเทศจีนเท่านั้นที่นำการแสดงสัญลักษณ์อย่างมีความหมายมา  ประเทศจีนรวบรวมกำลังบังคับของความมืดทั้งหมดเอาไว้ในตัว และผู้คนของประเทศจีนเป็นตัวแทนของทุกคนผู้มีเนื้อหนัง มีซาตาน และมีเลือดเนื้อ  ผู้คนชาวจีนนี่เองที่เป็นผู้ซึ่งได้ถูกพญานาคใหญ่สีแดงทำให้เสื่อมทรามมากที่สุด ผู้ซึ่งมีการต่อต้านพระเจ้าที่หนักหน่วงที่สุด ผู้ซึ่งสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาต่ำช้าและไม่บริสุทธิ์มากที่สุด และดังนั้นพวกเขาจึงเป็นแม่แบบของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทรามทั้งหมด  นี่มิใช่หมายความว่าประเทศอื่นๆ จะไม่มีปัญหาใดเลย มโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ล้วนเหมือนกันทั้งหมด และถึงแม้ว่าผู้คนของประเทศเหล่านี้อาจจะมีขีดความสามารถสูง แต่หากพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว มันก็ต้องเป็นว่าพวกเขาต่อต้านพระองค์  เหตุใดชาวยิวจึงได้ต่อต้านและเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า?  เหตุใดพวกฟาริสีจึงได้ต่อต้านพระองค์ด้วยเช่นกัน? เหตุใดยูดาสจึงได้ทรยศพระเยซู?  ณ เวลานั้น สาวกจำนวนมากไม่รู้จักพระเยซู  หลังจากพระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนและได้ฟื้นขึ้นอีกครั้ง เหตุใดผู้คนจึงยังคงไม่เชื่อในพระองค์?  การไม่เชื่อฟังของมนุษย์ไม่เป็นเหมือนกันทั้งหมดหรอกหรือ?  ผู้คนของประเทศจีนเพียงถูกยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้นนั่นเอง และเมื่อพวกเขาได้รับการพิชิต พวกเขาจะกลายเป็นแบบอย่างและตัวอย่าง และจะทำหน้าที่เป็นบุคคลที่อ้างอิงสำหรับคนอื่นๆ  เหตุใดเราจึงกล่าวอยู่เสมอว่าพวกเจ้าเป็นผู้ช่วยให้กับแผนการบริหารจัดการของเรา?  ในผู้คนของประเทศจีนนั่นเองที่เป็นความเสื่อมทราม ความไม่บริสุทธิ์ ความไม่ชอบธรรม การต่อต้าน และการเป็นกบฏได้ถูกสำแดงอย่างครบบริบูรณ์มากที่สุด และเปิดเผยอยู่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งหมดของพวกเขา  ในด้านหนึ่ง พวกเขามีขีดความสามารถอ่อนด้อย และอีกด้านหนึ่ง ชีวิตและกระบวนการทางความคิดของพวกเขาล้าหลัง และนิสัยใจคอ สภาพแวดล้อมทางสังคม ครอบครัวที่ให้กำเนิดของพวกเขา—ทั้งหมดล้วนอ่อนด้อยและล้าหลังมากที่สุด  สถานะของพวกเขาก็ต่ำต้อยด้วยเช่นกัน พระราชกิจในสถานที่นี้เป็นสัญลักษณ์ และหลังจากที่พระราชกิจทดสอบนี้ได้มีการดำเนินการด้วยความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันแล้ว พระราชกิจที่ตามมาของพระเจ้าจะเป็นไปด้วยดีกว่านี้มาก  หากพระราชกิจขั้นตอนนี้สามารถครบบริบูรณ์ได้ เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจที่ตามมาก็จะเป็นที่ชัดเจน  ทันทีที่พระราชกิจขั้นตอนนี้ได้สำเร็จลุล่วงไป ก็จะสัมฤทธิ์ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อย่างครบถ้วน และพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยตลอดทั่วทั้งจักรวาลก็จะได้มาถึงบทอวสานอันครบบริบูรณ์

ตัดตอนมาจาก “นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 185

การทรงพระราชกิจต่อพงศ์พันธุ์ของโมอับในตอนนี้คือการช่วยให้พวกที่ได้ตกลงสู่ความมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้รอด  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกสาปแช่ง แต่พระเจ้าเต็มพระทัยที่จะรับพระสิริจากพวกเขา เพราะในตอนแรกนั้นพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้คนที่หัวใจของพวกเขาขาดพร่องพระเจ้า มีเพียงการทำให้พวกที่ปราศจากพระเจ้าในหัวใจของพวกเขามาเชื่อฟังและรักพระองค์เท่านั้นที่จะเป็นการพิชิตชัยที่แท้จริง และผลของพระราชกิจเช่นนั้นจะมีค่ามากที่สุดและโน้มน้าวให้เชื่อได้มากที่สุด  มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นการได้รับพระสิริ—นี่คือพระสิริที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับในยุคสุดท้าย  ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้มีฐานะต่ำต้อย แต่การที่ตอนนี้พวกเขาสามารถได้รับความรอดที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้นั้นคือการยกระดับโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง  พระราชกิจนี้มีความหมายอย่างยิ่ง และพระองค์ทรงได้รับผู้คนเหล่านี้โดยผ่านทางการพิพากษานี้  เจตนารมณ์ของพระองค์ไม่ใช่การลงโทษผู้คนเหล่านี้ แต่เป็นการช่วยพวกเขาให้รอด  หากในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายพระองค์ยังคงทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในอิสราเอล พระราชกิจนั้นจะไร้คุณค่า แม้ว่านั่นจะก่อให้เกิดผล แต่พระราชกิจนั้นจะไม่มีคุณค่าหรือนัยสำคัญที่ยิ่งใหญ่ใดๆ และพระองค์จะไม่ทรงสามารถรับพระสิริทั้งหมดได้  พระองค์กำลังทรงพระราชกิจต่อพวกเจ้า พวกที่ได้ตกลงสู่สถานที่ที่มืดมิดที่สุดจากทุกแห่งหน พวกที่ล้าหลังมากที่สุด  ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับว่ามีพระเจ้า และไม่เคยรู้ว่ามีพระเจ้า  สิ่งที่ทรงสร้างทั้งหลายเหล่านี้ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจนพวกเขาลืมพระเจ้าไปแล้ว  พวกเขาถูกซาตานทำให้หูหนวกตาบอด และไม่รู้แต่อย่างใดเลยว่ามีพระเจ้าอยู่ในสวรรค์  ในหัวใจของพวกเจ้านั้น พวกเจ้าทั้งหมดนมัสการรูปเคารพและนมัสการซาตาน—เจ้าไม่ได้เป็นพวกที่ต่ำต้อยที่สุด ล้าหลังที่สุดในบรรดาผู้คนหรอกหรือ?  เจ้าเป็นพวกที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาเนื้อหนัง ปราศจากอิสรภาพโดยส่วนตัวใดๆ และเจ้าทนทุกข์กับความยากลำบากเช่นเดียวกัน  พวกเจ้ายังเป็นผู้คนที่อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในสังคมนี้ด้วย ปราศจากแม้กระทั่งอิสรภาพในการเชื่อ  นัยสำคัญของการทรงพระราชกิจต่อพวกเจ้าอยู่ในที่นี้  การทรงพระราชกิจต่อพวกเจ้าซึ่งเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับในวันนี้ไม่ได้หมายที่จะเหยียดหยามพวกเจ้า แต่เพื่อเผยนัยสำคัญของพระราชกิจนี้  สำหรับพวกเจ้าแล้ว พระราชกิจนี้เป็นการยกระดับที่ยิ่งใหญ่  หากบุคคลหนึ่งมีเหตุผลและความรู้ความเข้าใจเชิงลึกแล้ว พวกเขาจะพูดว่า “ฉันเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ ไม่ควรค่าอย่างแท้จริงที่จะได้รับการยกระดับที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นในวันนี้จากพระเจ้า หรือพระพรที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น  ในทุกสิ่งที่ฉันทำและพูด และตามสถานะและคุณค่าของฉันแล้วนั้น ฉันไม่ควรค่าแก่พระพรที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นจากพระเจ้าแต่อย่างใดเลย  คนอิสราเอลมีความรักที่ยิ่งใหญ่ให้กับพระเจ้า และพระคุณที่พวกเขาได้ชื่นชมนั้นพระองค์ได้ประทานให้แก่พวกเขา แต่สถานะของพวกเขาสูงกว่าของพวกเรามากนัก  อับราฮัมอุทิศแด่พระยาห์เวห์ยิ่งนัก และเปโตรอุทิศแด่พระเยซูยิ่งนัก—การอุทิศของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่กว่าของพวกเราเป็นร้อยเท่า  จากการกระทำของพวกเรานั้น พวกเราไม่ควรค่าแก่การได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง”  การปรนนิบัติของผู้คนเหล่านี้ในประเทศจีนไม่สามารถนำมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้เลย  นั่นเป็นความยุ่งเหยิงอย่างบริบูรณ์ การที่ตอนนี้เจ้าได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าอย่างมากมายยิ่งนักนั้นเป็นการยกระดับของพระเจ้าทั้งสิ้น!  พวกเจ้าเคยได้แสวงหาพระราชกิจของพระเจ้าเมื่อใด?  พวกเจ้าเคยได้พลีอุทิศชีวิตของพวกเจ้าเพื่อพระเจ้าเมื่อใด?  พวกเจ้าเคยพร้อมที่จะละทิ้งครอบครัวของพวกเจ้า บิดามารดาของพวกเจ้า และลูกหลานของพวกเจ้าเมื่อใด?  ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่เคยได้จ่ายราคาที่ยิ่งใหญ่!  หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทรงนำเจ้าออกมา จะมีพวกเจ้ากี่คนที่สามารถพลีอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างได้?  เจ้าได้ติดตามมาจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ภายใต้แรงกดดันและการข่มขู่เท่านั้น  การอุทิศของพวกเจ้าอยู่ที่ใด?  การเชื่อฟังของพวกเจ้าอยู่ที่ใด?  จากการกระทำของพวกเจ้า พวกเจ้าควรถูกทำลายเสียนานแล้ว—พวกเจ้าทั้งหมดถูกกวาดล้างจนสิ้น  อะไรที่ทำให้พวกเจ้ามีคุณสมบัติที่จะชื่นชมพระพรที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น?  เจ้าไม่ควรค่าเลยแม้แต่น้อย!  ผู้ใดบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่ได้สร้างวิถีของพวกเขาเอง?  ผู้ใดบ้างท่ามกลางพวกเจ้าที่ได้พบวิธีที่แท้จริงด้วยตัวเอง?  พวกเจ้าทั้งหมดเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่ขี้เกียจ ตะกละตะกลาม และแสวงหาความสบาย!  พวกเจ้าคิดหรือว่าพวกเจ้ายิ่งใหญ่?  พวกเจ้ามีอะไรให้คุยโต?  แม้เมื่อเพิกเฉยต่อการที่พวกเจ้าเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับแล้ว ธรรมชาติของพวกเจ้าหรือที่เกิดของพวกเจ้าเป็นชนิดที่สูงที่สุดหรือ?  แม้เมื่อเพิกเฉยต่อการที่พวกเจ้าเป็นพงศ์พันธุ์ของเขาแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้เป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับอย่างถ้วนทั่วหรอกหรือ?  ความจริงของข้อเท็จจริงทั้งหลายสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?  การตีแผ่ธรรมชาติของพวกเจ้าในตอนนี้บิดเบือนความจริงของข้อเท็จจริงทั้งหลายหรือไม่?  จงมองดูที่ความเป็นทาสของพวกเจ้า ชีวิตของพวกเจ้า และบุคลิกลักษณะของพวกเจ้า—พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้าเป็นพวกที่ต่ำต้อยที่สุดของพวกที่ต่ำต้อยท่ามกลางมวลมนุษย์?  พวกเจ้ามีอะไรให้คุยโต?  จงมองดูฐานะของพวกเจ้าในสังคม  พวกเจ้าไม่ได้อยู่ที่ระดับต่ำที่สุดในสังคมหรือ?  พวกเจ้าคิดหรือว่าเราพูดผิดไป?  อับราฮัมได้มอบถวายอิสอัค—พวกเจ้าได้มอบถวายสิ่งใด?  โยบได้มอบถวายทุกสิ่งทุกอย่าง—พวกเจ้าได้มอบถวายสิ่งใด?  ผู้คนมากมายเหลือเกินได้ให้ชีวิตของพวกเขา ได้วางศีรษะของพวกเขาลง และหลั่งเลือดของพวกเขาเพื่อแสวงหาหนทางที่แท้จริง  พวกเจ้าเคยได้จ่ายราคานั้นหรือไม่?  เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกเจ้าไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะชื่นชมพระคุณที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นแต่อย่างใด  การพูดในวันนี้ว่าพวกเจ้าเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับเป็นการใส่ร้ายเจ้าหรือ?  จงอย่าคำนึงถึงตัวเจ้าเองอย่างสูงส่งเกินไป  เจ้าไม่มีสิ่งใดให้คุยโต  ความรอดที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น พระคุณที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้ถูกมอบให้กับเจ้าอย่างอิสระ  พวกเจ้าไม่ได้พลีอุทิศสิ่งใด กระนั้นพวกเจ้าก็ได้ชื่นชมพระคุณอย่างอิสระ  พวกเจ้าไม่รู้สึกละอายหรือ?  หนทางที่แท้จริงนี้คือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้าแสวงหาและพบด้วยตัวพวกเจ้าเองหรือ?  ไม่ใช่พระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือที่ผลักดันให้พวกเจ้ายอมรับสิ่งนั้น?  พวกเจ้าไม่เคยมีหัวใจที่จะแสวงหา แล้วนับประสาอะไรกับหัวใจที่แสวงหาและถวิลหาความจริง  พวกเจ้าแค่นั่งลงและชื่นชมสิ่งนั้น พวกเจ้าได้รับความจริงนี้โดยไม่ได้สละความมานะพยายามเลยแม้แต่น้อย  เจ้ามีสิทธิอะไรที่จะมาร้องทุกข์?  เจ้าคิดหรือว่าเจ้ามีคุณค่าอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด?  เมื่อเทียบกับบรรดาผู้ที่ได้พลีอุทิศชีวิตของพวกเขาและหลั่งเลือดของพวกเขาแล้ว พวกเจ้ามีอะไรให้ร้องทุกข์?  การทำลายพวกเจ้าในตอนนี้คงจะถูกต้องและเป็นธรรมชาติ!  พวกเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเชื่อฟังและติดตาม  พวกเจ้าไม่ควรค่าเลย!  ส่วนใหญ่จากพวกที่อยู่ท่ามกลางพวกเจ้าถูกเรียกออกมา แต่หากสภาพแวดล้อมของเจ้าไม่ได้ผลักดันเจ้าหรือหากเจ้าไม่ได้ถูกเรียกแล้ว พวกเจ้าก็จะไม่เต็มใจที่จะออกมาโดยสิ้นเชิง  ผู้ใดเล่าเต็มใจที่จะรับการประกาศตัดขาดเช่นนั้นบ้าง?  ผู้ใดเล่าเต็มใจที่จะละทิ้งความยินดีของเนื้อหนังบ้าง?  พวกเจ้าทั้งหมดเป็นผู้คนที่ครื้นเครงอย่างละโมบในความสบายและแสวงหาชีวิตที่หรูหรา!  พวกเจ้าได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น—พวกเจ้ามีอะไรที่จะพูดอีก?  พวกเจ้ามีข้อร้องทุกข์ใด?  พวกเจ้าได้รับอนุญาตให้ชื่นชมพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์แล้ว และพระราชกิจที่ไม่เคยมีการทรงกระทำมาก่อนบนแผ่นดินโลกได้รับการเผยต่อพวกเจ้าในวันนี้  นี่ไม่ใช่พระพรหรอกหรือ?  พวกเจ้าถูกตีสอนเช่นนั้นในวันนี้เพราะพวกเจ้าต้านทานพระเจ้าและกบฏต่อพระองค์  เพราะการตีสอนนี้ พวกเจ้าจึงได้มองเห็นความปรานีและความรักของพระเจ้า และยิ่งกว่านั้นพวกเจ้ายังคงได้มองเห็นความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ของพระองค์  เพราะการตีสอนนี้และเพราะความสกปรกโสมมของมวลมนุษย์ พวกเจ้าจึงได้มองเห็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และพวกเจ้าได้มองเห็นความบริสุทธิ์และความยิ่งใหญ่ของพระองค์  นี่ไม่ใช่ความจริงที่หายากที่สุดหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่ชีวิตที่มีความหมายหรอกหรือ?  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำนั้นเต็มไปด้วยความหมาย!  ดังนั้น ยิ่งฐานะของพวกเจ้าต่ำต้อยเท่าใด ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นมากยิ่งขึ้นเท่านั้นว่าพวกเจ้าได้รับการยกขึ้นสูงจากพระองค์ และยิ่งพิสูจน์ให้เห็นมากยิ่งขึ้นเท่านั้นว่าพระราชกิจของพระองค์มีคุณค่ายิ่งใหญ่ต่อพวกเจ้าในวันนี้  พระราชกิจนี้เป็นสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้เลย ซึ่งไม่สามารถรับได้จากที่อื่นใด!  ตลอดหลายยุคสมัย ไม่มีผู้ใดได้ชื่นชมความรอดที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น  ข้อเท็จจริงที่ว่าฐานะของพวกเจ้านั้นต่ำต้อยแสดงให้เห็นว่าความรอดของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด และนั่นแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อมวลมนุษย์—พระองค์ทรงช่วยให้รอด พระองค์ไม่ทรงทำลาย

ตัดตอนมาจาก “นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 186

เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นของโลก และพระองค์ไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อชื่นชมโลก  สถานที่ที่การทรงพระราชกิจจะเผยพระอุปนิสัยของพระองค์และมีความหมายมากที่สุดคือสถานที่ที่พระองค์ประสูติ  ไม่ว่าแผ่นดินนั้นจะบริสุทธิ์หรือสกปรกโสมม และไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงพระราชกิจที่ใดก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงบริสุทธิ์  พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แม้ว่าทั้งหมดนั้นได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้วก็ตาม  กระนั้น ทุกสรรพสิ่งยังคงเป็นของพระองค์ สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  พระองค์เสด็จมาแผ่นดินที่สกปรกโสมมและทรงพระราชกิจที่นั่นเพื่อเผยความบริสุทธิ์ของพระองค์ พระองค์ทรงทำสิ่งนี้เพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงสู้ทนการเหยียดหยามที่ยิ่งใหญ่เพื่อทรงพระราชกิจดังกล่าวเพื่อที่จะช่วยผู้คนแห่งแผ่นดินที่สกปรกโสมมนี้ให้รอด  การนี้ได้กระทำไปเพื่อเป็นพยาน เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ทั้งหมด  สิ่งที่พระราชกิจดังกล่าวแสดงให้ผู้คนเห็นคือความชอบธรรมของพระเจ้า และสามารถแสดงถึงมไหศวรรย์ของพระเจ้าได้ดีขึ้น  ความยิ่งใหญ่และความซื่อตรงของพระองค์ได้รับการสำแดงในความรอดของกลุ่มคนต่ำต้อยที่ผู้อื่นดูถูก  การเกิดในแผ่นดินที่สกปรกโสมมไม่ได้พิสูจน์แต่อย่างใดเลยว่าพระองค์ทรงต่ำต้อย นั่นเพียงทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดสามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และความรักที่แท้จริงที่พระองค์ทรงมีให้กับมวลมนุษย์เท่านั้น  ยิ่งพระองค์ทรงทำเช่นนั้นมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเผยความรักที่บริสุทธิ์ของพระองค์ ความรักที่ไร้จุดบกพร่องที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษย์ออกมามากยิ่งขึ้นเท่านั้น  พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และชอบธรรม  ถึงแม้ว่าพระองค์ประสูติในแผ่นดินที่สกปรกโสมม และถึงแม้ว่าพระองค์ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับบรรดาผู้คนที่เต็มไปด้วยความสกปรกโสมมเช่นเดียวกับพระเยซูที่ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับคนบาปในยุคพระคุณ แต่ทุกๆ เศษเสี้ยวของพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของการมีชีวิตรอดของมวลมนุษย์ทั้งหมดหรอกหรือ?  ทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อให้มวลมนุษย์สามารถได้รับความรอดที่ยิ่งใหญ่หรอกหรือ?  สองพันปีก่อน พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับคนบาปเป็นเวลาหลายปี  นั่นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการไถ่  วันนี้ พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับกลุ่มคนที่สกปรกโสมมและต่ำต้อย  นี่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของความรอด  พระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าหรอกหรือ?  หากไม่ใช่เพื่อการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดแล้ว เหตุใดพระองค์จึงได้ดำรงพระชนม์ชีพและทนทุกข์กับคนบาปเป็นเวลาหลายปีหลังจากที่ประสูติในรางหญ้าเล่า?  และหากไม่ใช่เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดแล้ว เหตุใดพระองค์จึงเสด็จกลับมาหามนุษย์เป็นครั้งที่สอง ประสูติในแผ่นดินนี้ที่เหล่าปีศาจรวมตัวกัน และดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับผู้คนเหล่านี้ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง?  พระเจ้ามิได้ทรงสัตย์ซื่อหรอกหรือ?  ส่วนใดในพระราชกิจของพระองค์ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อมวลมนุษย์?  ส่วนใดไม่ได้เป็นไปเพื่อลิขิตชีวิตของพวกเจ้า?  พระเจ้าทรงบริสุทธิ์—สิ่งนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้!  พระองค์ไม่ทรงเปรอะเปื้อนไปด้วยความสกปรกโสมม แม้ว่าพระองค์ได้เสด็จมายังแผ่นดินที่สกปรกโสมมก็ตาม ทั้งหมดนี้สามารถมีความหมายได้เพียงอย่างเดียวว่าความรักที่พระเจ้าทรงมีให้กับมวลมนุษย์นั้นไม่เห็นแก่พระองค์เองอย่างที่สุด และความทุกข์และการดูหมิ่นเหยียดหยามที่พระองค์ทรงสู้ทนช่างยิ่งใหญ่อย่างที่สุด!  พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าการดูหมิ่นเหยียดหยามที่พระองค์ทรงทนทุกข์เพื่อพวกเจ้าทั้งหมดและเพื่อลิขิตชีวิตของพวกเจ้านั้นใหญ่หลวงเพียงใด?  แทนที่จะช่วยผู้คนที่ยิ่งใหญ่หรือบุตรของครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอำนาจให้รอด พระองค์ตั้งพระทัยที่จะช่วยพวกที่ต่ำต้อยและโดนดูถูกแทน  ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ของพระองค์หรือ?  ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความชอบธรรมของพระองค์หรือ?  เพื่อประโยชน์ของการมีชีวิตรอดของมวลมนุษย์ทั้งหมดแล้วนั้น พระองค์ทรงยินดีที่จะประสูติในแผ่นดินที่สกปรกโสมมและทนทุกข์กับทุกๆ การดูหมิ่นเหยียดหยาม  พระเจ้าทรงแท้จริงยิ่งนัก—พระองค์ไม่ทรงพระราชกิจที่เท็จ  ทุกๆ ช่วงระยะของพระราชกิจไม่ได้กระทำไปในวิธีที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเช่นนั้นหรอกหรือ?  ถึงแม้ว่าผู้คนทั้งหมดใส่ร้ายพระองค์และกล่าวว่าพระองค์ประทับนั่งร่วมโต๊ะกับคนบาป ถึงแม้ว่าผู้คนทั้งหมดเย้ยหยันพระองค์และพูดว่าพระองค์ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับบุตรของความสกปรกโสมม ว่าพระองค์ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับผู้คนที่ต่ำต้อยที่สุด แต่พระองค์ยังคงอุทิศพระองค์เองอย่างไม่เห็นแก่พระองค์เอง และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงยังคงทรงถูกปฏิเสธท่ามกลางมวลมนุษย์  ความทุกข์ที่พระองค์ทรงสู้ทนไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าของพวกเจ้าหรอกหรือ?  พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำไม่ได้มากกว่าราคาที่พวกเจ้าได้จ่ายไปหรอกหรือ?  พวกเจ้าเกิดในแผ่นดินแห่งความสกปรกโสมม กระนั้นพวกเจ้าก็ได้รับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า  พวกเจ้าเกิดในแผ่นดินที่เหล่าปีศาจรวมตัวกัน กระนั้นพวกเจ้าก็ได้รับการปกป้องที่ยิ่งใหญ่  พวกเจ้ามีตัวเลือกใดหรือ?  พวกเจ้ามีข้อร้องทุกข์ใดหรือ?  ความทุกข์ที่พระเจ้าทรงสู้ทนไม่ได้ใหญ่หลวงกว่าความทุกข์ที่พวกเจ้าได้สู้ทนหรอกหรือ?  พระองค์เสด็จมายังแผ่นดินโลกและไม่เคยได้ทรงชื่นชมความปีติยินดีของโลกมนุษย์เลย  พระองค์ทรงรังเกียจสิ่งเช่นนั้น  พระองค์ไม่ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อให้มนุษย์ถวายสิ่งของทางวัตถุแด่พระองค์ อีกทั้งพระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อชื่นชมอาหาร เสื้อผ้า และเครื่องประดับของมนุษย์  พระองค์ไม่ใส่พระทัยกับสิ่งเหล่านี้  พระองค์เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทนทุกข์เพื่อมนุษย์ ไม่ใช่เพื่อชื่นชมโชควาสนาทางโลก  พระองค์เสด็จมาเพื่อทนทุกข์ เพื่อทรงพระราชกิจ และเพื่อทำให้แผนการบริหารจัดการของพระองค์ครบบริบูรณ์  พระองค์ไม่ได้ทรงเลือกสถานที่ที่ดี เพื่อดำรงพระชนม์ชีพในสถานเอกอัครราชทูตหรือโรงแรมที่สวยงาม อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงมีบริวารมากมายที่คอยรับใช้พระองค์  จากสิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นแล้ว พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจหรือเพื่อความชื่นชมยินดี?  ตาของพวกเจ้ามองไม่เห็นหรือ?  พระองค์ได้ประทานให้พวกเจ้ามากเพียงใดแล้ว?  หากพระองค์ประสูติในสถานที่ที่สะดวกสบายแล้ว พระองค์จะทรงสามารถได้รับพระสิริได้หรือ?  พระองค์จะทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจได้หรือ?  การที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้นจะมีนัยสำคัญใดๆ หรือ?  พระองค์จะทรงสามารถพิชิตมวลมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์หรือ?  พระองค์จะทรงสามารถช่วยกู้ผู้คนจากแผ่นดินแห่งความสกปรกโสมมได้หรือ?  ผู้คนถามตามมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาว่า “ในเมื่อพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ แล้วเหตุใดพระองค์จึงประสูติในสถานที่ที่สกปรกโสมมของพวกเราเล่า?  พระองค์ทรงเกลียดและทรงรังเกียจมนุษย์ที่สกปรกโสมมอย่างพวกเรา พระองค์ทรงรังเกียจการต้านทานของพวกเราและการกบฏของพวกเรา ดังนั้นแล้วเหตุใดพระองค์จึงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ร่วมกับพวกเราเล่า?  พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุด  พระองค์สามารถประสูติในที่ใดก็ได้ แล้วเหตุใดพระองค์จึงต้องประสูติในแผ่นดินที่สกปรกโสมมนี้?  พระองค์ทรงตีสอนและพิพากษาเราทุกวัน และพระองค์ทรงรู้อย่างชัดเจนว่าพวกเราเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ ดังนั้นแล้วเหตุใดพระองค์จึงยังคงดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกเราเล่า?  เหตุใดพระองค์จึงประสูติในครอบครัวของพงศ์พันธุ์ของโมอับ?  เหตุใดพระองค์ทรงทำเช่นนั้น?”  ความคิดเช่นนั้นของพวกเจ้านั้นขาดเหตุผลโดยสิ้นเชิง!  มีเพียงพระราชกิจเช่นนั้นเท่านั้นที่ทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ความถ่อมใจของพระองค์ และความซ่อนอยู่ของพระองค์ได้  พระองค์เต็มพระทัยที่จะพลีอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระองค์ และพระองค์ทรงสู้ทนความทุกข์ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระองค์  พระองค์ทรงกระทำการเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น เพื่อพิชิตซาตาน จนสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดอาจนบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ได้  มีเพียงการนี้เท่านั้นที่เป็นพระราชกิจที่มีค่าและเปี่ยมความหมาย

ตัดตอนมาจาก “นัยสำคัญของการช่วยพงศ์พันธุ์ของโมอับให้รอด” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน บทตัดตอน 187

ณ เวลานั้น ที่พระเยซูได้ทรงพระราชกิจอยู่ในยูเดีย พระองค์ได้ทรงทำอย่างเปิดเผยยิ่งนัก แต่ ณ ตอนนี้ เราทำงานและพูดอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าอย่างลับๆ  ผู้ไม่เชื่อทั้งหลายหาได้ตระหนักรู้ไม่โดยสิ้นเชิง  งานของเราท่ามกลางพวกเจ้านั้นถูกปิดกั้นสำหรับพวกคนที่อยู่ภายนอก  วจนะเหล่านี้ การตีสอนและการพิพากษาเหล่านี้เป็นที่รู้กันเฉพาะในหมู่พวกเจ้า และไม่มีใครอื่นอีกเลย  พระราชกิจนี้ทั้งหมดนี้ถูกดำเนินไปในท่ามกลางพวกเจ้าและได้รับการเปิดผ้าคลุมออกต่อพวกเจ้าเท่านั้น ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อนั้นไม่มีใครเลยที่รู้เรื่องนี้ เพราะมันยังไม่ถึงเวลา  ผู้คนเหล่านี้ในที่นี้ใกล้จะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้วหลังจากที่ได้สู้ทนการตีสอนมา  แต่พวกที่อยู่ภายนอกนั้นไม่รู้อะไรในการนี้เลย  การนี้ซ่อนเร้นเกินไป!  สำหรับพวกเขาแล้ว การที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นถูกซ่อนเร้นเอาไว้ แต่สำหรับบรรดาผู้ที่อยู่ในกระแสนี้ คนเราสามารถพูดได้เลยว่า พระองค์ทรงเปิดกว้าง  แม้ว่า ในพระเจ้านั้น ทั้งหมดล้วนเปิดกว้าง ทั้งหมดล้วนได้รับการเปิดเผย และทั้งหมดล้วนได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ นี่ก็เป็นจริงเฉพาะกับบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์เท่านั้น เท่าที่พิจารณาถึงพวกที่เหลือ พวกผู้ไม่เชื่อ ไม่มีอะไรเลยที่ถูกทำให้รู้  พระราชกิจที่กำลังถูกดำเนินอยู่ ณ เวลานี้ท่ามกลางพวกเจ้าและในประเทศจีนนั้นถูกปิดบังอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้พวกเขารู้  หากพวกเขากลายเป็นไหวตัวรับรู้เกี่ยวกับพระราชกิจนี้ขึ้นมาแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วทั้งหมดที่พวกเขาคงจะทำก็คือ กล่าวโทษมันและเป็นเหตุให้มันถูกข่มเหง  พวกเขาคงจะไม่เชื่อในพระราชกิจนี้  การทรงพระราชกิจในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง สถานที่ซึ่งล้าหลังที่สุดแห่งนี้ในบรรดาสถานที่ทั้งหลาย หาใช่ภารกิจอันง่ายดายเลย  หากพระราชกิจนี้จะต้องถูกทำไปอย่างเปิดเผย มันคงจะไม่มีทางดำเนินต่อไปได้  ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจย่อมเป็นอันไม่สามารถถูกดำเนินไปในสถานที่แห่งนี้ได้เท่านั้นเอง  หากพระราชกิจนี้จะต้องถูกดำเนินไปอย่างเปิดเผย พวกเขาจะยอมปล่อยให้มันเดินหน้าไปได้อย่างไร?  นี่จะไม่ทำให้พระราชกิจนี้ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่ถึงขั้นใหญ่กว่านี้ขึ้นไปอีกหรือ?  หากพระราชกิจนี้ไม่ได้ถูกปกปิด แต่กลับถูกดำเนินไปอย่างเปิดเผยเช่นเดียวกับในกาลสมัยของพระเยซูตอนที่พระองค์ได้ทรงรักษาคนป่วยและขับไล่ปีศาจออกอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เช่นนั้นแล้วมันจะไม่ “ถูกจับเป็นเชลย” โดยพวกมารไปนานแล้วหรอกหรือ?  พวกเขาจะสามารถทนยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  หากบัดนี้ เราต้องเข้าสู่ธรรมศาลาเพื่อประกาศและอบรมสั่งสอนมนุษย์ เช่นนั้นแล้วเราจะไม่ถูกฟาดฟันออกเป็นชิ้นๆ ไปนานแล้วหรอกหรือ?  และหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจริง งานของเราจะสามารถถูกดำเนินการต่อไปจนเสร็จสิ้นได้อย่างไร?  เหตุผลที่ไม่มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดเลยถูกสำแดงออกมาอย่างเปิดเผยนั้น ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการปกปิด  ดังนั้น ผู้ไม่เชื่อทั้งหลายจึงไม่สามารถมองเห็น รู้ หรือค้นพบงานของเราได้  หากช่วงระยะนี้ของพระราชกิจต้องถูกทำในลักษณะเดียวกับพระราชกิจของพระเยซูในยุคพระคุณ มันก็คงมิอาจมั่นคงได้มากเท่าที่มันกำลังเป็นอยู่ ณ ขณะนี้  ดังนั้นการทรงพระราชกิจอย่างลับๆ ในหนทางนี้จึงมีประโยชน์ต่อพวกเจ้าและต่อพระราชกิจโดยรวม  เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกมาถึงบทอวสาน นั่นก็คือ เมื่อพระราชกิจลับนี้สรุปตัวลง ถึงตอนนั้น ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจก็จะเผยตัวออกมาอย่างครึกโครมโดยพลัน  ทุกคนจะรู้ว่า มีผู้ชนะกลุ่มหนึ่งอยู่ในประเทศจีน ทุกคนจะรู้ว่า พระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นอยู่ในประเทศจีน และรู้ว่าพระราชกิจของพระองค์ได้มาถึงบทอวสานแล้ว  ถึงตอนนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะเริ่มตระหนักเกี่ยวกับมันเป็นครั้งแรกว่า เหตุใดหรือที่ประเทศจีนจึงยังไม่แสดงความเสื่อมถอยหรือทรุดฮวบลง?  ผลปรากฏออกมาว่า พระเจ้ากำลังทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในประเทศจีนด้วยพระองค์เองและได้ทรงทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งมีความเพียบพร้อมจนกลายเป็นผู้ชนะไปแล้วนี่เอง

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 5. การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า

ถัดไป: การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า 2

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มนุษย์ที่เสื่อมทรามไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้

มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การปกคลุมของอิทธิพลแห่งความมืดมิดเสมอมา ถูกพันธนาการด้วยอิทธิพลของซาตาน ไม่สามารถหลีกหนีไปได้...

บทที่ 13

ภายในวจนะและถ้อยคำของเรานั้นมีเจตนารมณ์ของเราซ่อนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ผู้คนก็มิได้รู้และเข้าใจในสิ่งเหล่านี้เลย...

มนุษย์สามารถมีความรักแท้จริงได้ โดยการได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุงเท่านั้น

พวกเจ้าทั้งหมดอยู่ท่ามกลางการทดสอบและกระบวนการถลุง เจ้าควรรักพระเจ้าอย่างไรในระหว่างกระบวนการถลุง? เมื่อได้รับประสบการณ์กับกระบวนการถลุง...

คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง

บรรดาผู้ที่อยู่ท่ามกลางพี่น้องชายหญิงซึ่งกำลังระบายถึงความรู้สึกในแง่ลบของตนอยู่เสมอนั้นเป็นสมุนของซาตานและพวกเขารบกวนคริสตจักร สักวันหนึ่ง...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger