ค. ว่าด้วยยุคแห่งราชอาณาจักร—ยุคสุดท้าย

33. เมื่อพระเยซูเสด็จมายังโลกมนุษย์ พระองค์ทรงเริ่มต้นยุคพระคุณและสิ้นสุดยุคธรรมบัญญัติ  ในยุคสุดท้ายนี้ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังอีกครั้ง และพร้อมกับการประสูติเป็นมนุษย์ในครั้งนี้ พระองค์ได้ทรงสิ้นสุดยุคพระคุณและนำมาซึ่งยุคราชอาณาจักร  ทุกคนที่สามารถยอมรับการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้าจะถูกพาเข้าสู่ยุคราชอาณาจักร และจะสามารถน้อมรับการทรงนำจากพระเจ้าได้ด้วยตนเองอีกด้วย  แม้พระเยซูเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์และทรงพระราชกิจมากมาย พระองค์เพียงทรงพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงเสร็จสิ้นและทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปของมนุษย์เท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงขจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ให้หมดไป  การช่วยมนุษย์ให้รอดจากอิทธิพลของซาตานโดยสิ้นเชิงนั้น ไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปและแบกรับบาปทั้งหลายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่านั้นเพื่อขจัดอุปนิสัยที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามออกจากตัวมนุษย์โดยสิ้นเชิง  ดังนั้น หลังจากมนุษย์ได้รับการอภัยบาปของตนแล้ว พระเจ้าก็เสด็จกลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และเริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา  พระราชกิจนี้ได้พามนุษย์เข้าสู่สภาวะที่สูงขึ้น  ทุกคนที่นบนอบอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์จะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น  พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทาง และชีวิต

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ

34. ก่อนที่มนุษย์จะได้รับการไถ่ พิษมากมายของซาตานได้ถูกปลูกฝังไว้ภายในตัวเขาแล้ว และหลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามมานานหลายพันปี ภายในตัวเขาก็มีธรรมชาติที่ต่อต้านพระเจ้าอยู่  ดังนั้น เมื่อไถ่มนุษย์แล้ว จึงเป็นเพียงเรื่องของการไถ่เท่านั้น  กล่าวคือ มนุษย์ถูกซื้อกลับมาในราคาที่สูง แต่ธรรมชาติที่เป็นพิษในตัวเขาไม่ได้ถูกกำจัด  มนุษย์ที่โสมมขนาดนั้นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะคู่ควรกับการรับใช้พระเจ้า  ด้วยพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนนี้ มนุษย์จึงจะมารู้จักแก่นแท้อันโสมมและเสื่อมทรามภายในตัวเขาเองอย่างครบถ้วน และเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงโดยบริบูรณ์และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ได้  ด้วยหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงคู่ควรที่จะกลับมาสู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของพระเจ้าได้  พระราชกิจทั้งหมดในยุคปัจจุบันล้วนทรงทำเพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มนุษย์สามารถทิ้งความเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะ และผ่านการถลุง  แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของความรอด น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า  ในความจริง ช่วงระยะนี้เป็นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยตลอดจนเป็นช่วงระยะที่สองในพระราชกิจแห่งความรอดอีกด้วย  ด้วยการพิพากษาและการตีสอนโดยพระวจนะนี่เอง พระเจ้าจึงทรงได้มนุษย์ไว้ และด้วยการถลุง การพิพากษา และการเปิดโปงโดยพระวจนะนี่เอง ความไม่บริสุทธิ์ มโนคติที่หลงผิด แรงจูงใจ และความหวังส่วนตัวภายในหัวใจมนุษย์จึงถูกเผยอย่างสมบูรณ์  แม้มนุษย์จะได้รับการไถ่และได้รับการยกโทษบาปไปแล้ว แต่ก็มองเรื่องนี้ได้เพียงว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำการกระทำผิดของมนุษย์และไม่ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการกระทำผิดของเขา  อย่างไรก็ตาม มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังโดยที่ยังไม่เป็นอิสระจากบาป และได้แต่ทำบาปต่อไปเท่านั้น เผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรที่ไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับอภัย  คนส่วนใหญ่ทำบาปในตอนกลางวันและสารภาพในตอนค่ำ  ดังนั้น แม้เครื่องบูชาลบล้างบาปจะมีประสิทธิผลกับมนุษย์ตลอดกาล แต่ก็ไม่อาจช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้  พระราชกิจแห่งความรอดจึงสำเร็จไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม  ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนเรียนรู้ว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากโมอับ พวกเขาก็พร่ำบ่น ยุติการไล่ตามเสาะหาชีวิต และกลายเป็นคนคิดลบโดยสิ้นเชิง  นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ยังไม่สามารถนบนอบได้อย่างสมบูรณ์ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าหรอกหรือ?  นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของมนุษย์โดยแท้ไม่ใช่หรือ?  เมื่อเจ้ายังไม่ถูกตีสอน เจ้าชูมือของเจ้าสูงกว่าผู้อื่นทั้งหมด แม้กระทั่งสูงกว่าพระเยซู  และเจ้าก็ร้องออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “จงเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า!  จงเป็นคนสนิทของพระเจ้า!  พวกเรายอมตายดีกว่าจะยอมก้มหัวให้ซาตาน!  จงขบถต่อซาตานเฒ่า!  ขบถต่อพญานาคใหญ่สีแดง!  ขอให้พญานาคใหญ่สีแดงจงสูญสิ้นอำนาจไปตลอดกาล!  ขอพระเจ้าทรงทำให้พวกเราครบบริบูรณ์!”  เสียงตะโกนของเจ้าดังกว่าผู้อื่นทั้งหมด  แต่แล้วเมื่อถึงเวลาแห่งการตีสอน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าถูกเผยให้เห็นอีกครั้ง  เสียงร้องของเจ้ายุติลง และเจ้าสูญเสียความแน่วแน่  นี่คือความเสื่อมทรามของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ฝังลึกยิ่งกว่าบาป เป็นสิ่งที่ซาตานปลูกฝังและหยั่งรากลึกอยู่ภายในตัวมนุษย์  ไม่ง่ายเลยที่มนุษย์จะตระหนักรู้บาปทั้งหลายของตนเอง และเขาไม่มีหนทางที่จะตระหนักถึงธรรมชาติที่หยั่งรากลึกของตนได้  ผลลัพธ์เช่นนี้สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยการผ่านการพิพากษาแห่งพระวจนะเท่านั้น  เมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้น มนุษย์จึงจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากจุดนี้เป็นต้นไปได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

35. พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายคือการตรัสพระวจนะ  พระวจนะสามารถส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในตัวมนุษย์ได้  ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในตัวผู้คนเหล่านี้ในยามนี้ ในเวลาที่พวกเขายอมรับพระวจนะเหล่านี้นั้น ยิ่งใหญ่กว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวผู้คนเมื่อพวกเขายอมรับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในยุคพระคุณมากมายนัก  เพราะในยุคพระคุณนั้น ปีศาจทั้งหลายได้ถูกขับไล่ออกจากมนุษย์ด้วยการวางมือและการอธิษฐาน แต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหลายภายในมนุษย์ยังคงอยู่  มนุษย์ได้รับการรักษาอาการเจ็บป่วยของตนและได้รับการอภัยบาปของตน แต่สำหรับเรื่องที่ว่ามนุษย์จะสามารถทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานภายในตัวเขาได้อย่างไรนั้น ยังไม่มีการทำพระราชกิจนี้ในตัวเขา  มนุษย์เพียงได้รับการช่วยให้รอดและอภัยบาปเพราะความเชื่อของเขาเท่านั้น แต่ธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของมนุษย์ไม่ได้ถูกขจัดออกไปและยังคงอยู่ภายในตัวเขา  บาปทั้งหลายของมนุษย์ได้รับการอภัยโดยผ่านทางการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์ไม่มีบาปภายในตัวเขาอีกต่อไป  บาปของมนุษย์อาจได้รับการอภัยผ่านเครื่องบูชาลบล้างบาป แต่สำหรับเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรให้มนุษย์ไม่ทำบาปอีกต่อไป จะทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของเขาโดยสิ้นเชิงได้อย่างไร และจะเปลี่ยนอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตไปในระดับหนึ่งได้อย่างไรนั้น มนุษย์ไม่มีทางแก้ปัญหา  บาปของมนุษย์ได้รับการอภัยแล้ว และนี่ก็เพราะพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนของพระเจ้า แต่มนุษย์ยังคงใช้ชีวิตภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานแบบเดิมของตนต่อไป  เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์จึงต้องได้รับการช่วยให้รอดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา ธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของเขาต้องถูกทิ้งไปโดยสมบูรณ์ และต้องไม่มีวันเกิดขึ้นมาอีก และอุปนิสัยของเขาต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง  ในเรื่องนี้ มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจเส้นทางของการเติบโตในชีวิต เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน  ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องการให้มนุษย์ปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับเส้นทางนี้ เพื่อที่อุปนิสัยของเขาจะได้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป และเขาจะได้มีชีวิตอยู่ภายใต้แสงของความสว่าง เพื่อที่ทั้งหมดที่เขาทำจะได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เพื่อที่เขาจะได้ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของตน และเพื่อที่เขาจะได้หลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งความมืดของซาตาน อันเป็นผลให้เขาโผล่พ้นจากบาปได้โดยสิ้นเชิง  เมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะได้รับความรอดโดยสมบูรณ์  ในเวลาที่พระเยซูกำลังทรงพระราชกิจของพระองค์อยู่นั้น ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน  มนุษย์เชื่อเสมอว่าพระองค์เป็นบุตรของดาวิด และป่าวประกาศว่าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีความเมตตากรุณาและทรงไถ่บาปทั้งหลายของมนุษย์  ด้วยความเชื่ออันแข็งแกร่งของพวกเขา บางคนก็ได้รับการรักษาจากการสัมผัสชายฉลองพระองค์ของพระองค์เท่านั้น คนตาบอดสามารถมองเห็นได้ และแม้แต่คนตายก็สามารถฟื้นคืนชีพได้  อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ไม่สามารถค้นพบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานที่ฝังรากลึกอยู่ภายในตัวเขาได้ อีกทั้งเขาก็ไม่รู้ว่าจะทิ้งมันไปอย่างไร  มนุษย์ได้รับพระคุณมามากมาย อาทิ สันติสุขและความสุขของเนื้อหนัง ความเชื่อของสมาชิกหนึ่งคนที่นำพรมาสู่คนทั้งครอบครัว การรักษาอาการป่วย และอื่นๆ  ที่เหลือก็คือความประพฤติที่ดีของมนุษย์และภาพลักษณ์มีเคร่งศาสนาของเขา หากใครสักสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานเหล่านี้ เขาย่อมถือเป็นผู้เชื่อที่ยอมรับได้  เฉพาะผู้เชื่อประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถเข้าสู่สวรรค์หลังความตาย ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาได้รับการช่วยให้รอด  แต่ในช่วงชีวิตของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ไม่เข้าใจหนทางของชีวิตเลยสักนิด  ทั้งหมดที่พวกเขาทำลงไปก็คือการกระทำบาปแล้วก็สารภาพบาปของตนวนเวียนเป็นวัฏจักร โดยไม่มีเส้นทางใดที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาเลย นั่นคือภาวะของมนุษย์ในยุคพระคุณ  มนุษย์ได้รับความรอดที่ครบบริบูรณ์แล้วหรือยัง?  ยัง!  ดังนั้น หลังจากที่พระราชกิจช่วงระยะนั้นแล้วเสร็จลง ก็ยังคงมีพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนอยู่  ช่วงระยะนี้คือการชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์โดยวิถีทางของพระวจนะ และประทานเส้นทางให้เขาเดินตามด้วยเหตุนี้  ช่วงระยะนี้จะไม่เกิดผลหรือมีความหมายเลย หากยังคงดำเนินต่อไปด้วยการขับไล่ปีศาจ เพราะจะไม่สามารถขุดรากถอนโคนธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของมนุษย์ได้ และมนุษย์ก็จะมาหยุดนิ่งอยู่ที่การได้รับอภัยบาปของตน  มนุษย์ได้รับการอภัยบาปของตนผ่านเครื่องบูชาลบล้างบาป เพราะพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนได้มาถึงปลายทางแล้ว และพระเจ้าทรงมีชัยเหนือซาตานแล้ว  แต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ยังคงอยู่ภายในตัวเขา มนุษย์ยังคงสามารถทำบาปและต่อต้านพระเจ้าได้ และพระเจ้าก็ยังไม่ทรงได้รับมวลมนุษย์เอาไว้  นี่คือสาเหตุที่พระเจ้าใช้พระวจนะมาเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ในพระราชกิจระยะนี้ ทำให้เขาปฏิบัติตามเส้นทางที่ถูกควร  พระราชกิจในช่วงระยะนี้เปี่ยมความหมายมากกว่าช่วงระยะก่อน และออกผลมากกว่า เพราะตอนนี้ พระวจนะคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์โดยตรง และทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยทั้งหมดของมนุษย์เสียใหม่ พระราชกิจระยะนี้จึงครอบคลุมรอบด้านกว่ามาก  เพราะฉะนั้น การประสูติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายได้ทำให้นัยสำคัญของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้านั้นครบบริบูรณ์ และทำให้แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าสำหรับความรอดของมนุษย์เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

36. พระราชกิจของยุคสุดท้ายคือการแยกทั้งหมดตามชนิดของพวกมันและการสรุปปิดตัวแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า เพราะเวลาได้ใกล้เข้ามาและวันของพระเจ้าได้มาถึงแล้ว พระเจ้าทรงนำทุกคนที่เข้ามาในราชอาณาจักรของพระองค์—ทุกคนที่จงรักภักดีต่อพระองค์จนถึงที่สุด—เข้าสู่ยุคของพระเจ้าพระองค์เอง กระนั้นก่อนการมาถึงแห่งยุคของพระเจ้าพระองค์เอง พระราชกิจของพระเจ้าไม่ใช่การเฝ้าสังเกตความประพฤติของมนุษย์หรือไต่สวนชีวิตของมนุษย์ แต่เป็นการพิพากษาการเป็นกบฏของมนุษย์  เพราะพระเจ้าจะชำระทุกคนที่มาอยู่หน้าพระบัลลังก์ของพระองค์ให้บริสุทธิ์ ทุกคนที่ได้ติดตามย่างพระบาทของพระเจ้าจนถึงทุกวันนี้คือผู้ที่มาอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกๆ คนที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในระยะสุดท้ายคือเป้าหมายของการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกคนที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในระยะสุดท้ายคือเป้าหมายของการพิพากษาของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง

37. พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสอนมนุษย์ เพื่อเปิดโปงธาตุแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์  พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ วิธีที่มนุษย์ควรนบนอบพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้า วิธีที่มนุษย์ควรใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ตามพระปัญญาและอุปนิสัยของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้ไปที่ธาตุแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เปิดโปงว่ามนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าอย่างไรนั้น ยิ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เป็นตัวแทนของซาตาน รวมทั้งกองกำลังฝ่ายศัตรูที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างไร ในการทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ ด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระเจ้าไม่ได้ตรัสอธิบายธรรมชาติของมนุษย์อย่างครบถ้วน แต่ทรงเปิดโปงและตัดแต่งเป็นเวลายาวนาน  วิธีการเปิดโปงและตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดนี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยคำพูดธรรมดาสามัญ แต่ใช้ความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิงมาดำเนินพระราชกิจแห่งการเปิดโปงและตัดแต่งนี้  มีเพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกกำราบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้มนุษย์สามารถได้รับความเข้าใจอย่างมากในเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในพระประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในข้อล้ำลึกทั้งหลายที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ นอกจากนี้ยังทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจและรู้จักแก่นแท้อันเสื่อมทราม รวมทั้งต้นเหตุแห่งความเสื่อมทรามของตน ทั้งยังค้นพบใบหน้าที่อัปลักษณ์ของตน ผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะแก่นแท้ของพระราชกิจนี้ที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดเผยความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าแก่ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง

38. มวลมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่าง่ถลำลึก ไม่รู้ว่ามีพระเจ้า และได้หยุดนมัสการพระเจ้า  ในตอนเริ่มต้นที่อาดัมและเอวาได้รับการสร้างขึ้น พระสิริและคำพยานของพระยาห์เวห์ปรากฏอยู่เสมอ  แต่หลังจากที่ถูกทำให้เสื่อมทราม มนุษย์ได้สูญเสียพระสิริและคำพยานนั้น เพราะทุกคนกบฏต่อพระเจ้าและหยุดยำเกรงพระองค์โดยสิ้นเชิง  พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในวันนี้คือการฟื้นคืนคำพยานทั้งหมดและพระสิริทั้งหมด และเพื่อให้มนุษย์ทุกคนนมัสการพระเจ้า เพื่อที่จะมีคำพยานท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นี่คือพระราชกิจที่จะมีการปฏิบัติในระหว่างช่วงระยะนี้  มวลมนุษย์จะถูกพิชิตอย่างไรกันแน่?  โดยการใช้พระราชกิจของพระวจนะในช่วงระยะนี้เพื่อโน้มน้าวมนุษย์ให้เชื่ออย่างสมบูรณ์ โดยการใช้การเปิดโปง การพิพากษา การตีสอน และการสาปแช่งอย่างไร้ปรานี เพื่อโน้มน้าวเขาอย่างเต็มที่ โดยการเปิดโปงความเป็นกบฏของมนุษย์ และพิพากษาการต้านทานของเขา เพื่อที่เขาอาจได้รู้ถึงความไม่ชอบธรรมและความโสมมของมวลมนุษย์ และด้วยเหตุนี้จึงใช้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวประกอบเสริมความเด่นให้กับอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระเจ้า  มนุษย์ถูกพิชิตและได้รับการโน้มน้าวให้เชื่ออย่างเต็มที่โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่  พระวจนะคือวิถีทางสู่การพิชิตมวลมนุษย์ในขั้นสุดท้าย และทุกคนที่ยอมรับการพิชิตชัยของพระเจ้าต้องยอมรับการเฆี่ยนตีและการพิพากษาของพระวจนะของพระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)

39. ในยุคราชอาณาจักร พระเจ้าทรงใช้พระวจนะมาเริ่มต้นยุคใหม่ เปลี่ยนวิถีทางแห่งการทรงพระราชกิจของพระองค์ และใช้ทรงพระราชกิจของทั้งยุค  นี่คือหลักธรรมที่พระเจ้าใช้ทรงพระราชกิจในยุคพระวจนะ  พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และตรัสจากมุมมองที่ต่างออกไป ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือพระวจนะที่ทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และสามารถมองเห็นพระปัญญาและความมหัศจรรย์ของพระองค์  พระเจ้าทรงพระราชกิจในลักษณะนี้เพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายดีขึ้น ได้แก่ การพิชิตผู้คน การทำให้ผู้คนเพียบพร้อม และการกำจัดผู้คนออกไป ซึ่งก็คือความหมายที่แท้จริงของการใช้พระวจนะทรงพระราชกิจในยุคพระวจนะ  เนื่องเพราะพระวจนะ ผู้คนจึงมารู้จักพระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า เนื้อแท้ของมนุษย์ และสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าสู่  เนื่องเพราะพระวจนะ พระราชกิจทั้งปวงที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำในยุคพระวจนะจึงสำเร็จลุล่วง  เนื่องเพราะพระวจนะ จึงมีการทดสอบ กำจัด และเผยตัวผู้คนออกมา  ผู้คนได้เห็นพระวจนะเหล่านี้ ได้ฟังพระวจนะเหล่านี้ และตระหนักรู้การมีอยู่ของพระวจนะเหล่านี้แล้ว  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ในมหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า รวมทั้งพระทัยของพระเจ้าที่รักและช่วยมนุษย์ให้รอด  คำว่า “วจนะ” อาจสามัญและธรรมดา แต่วจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมสั่นสะเทือนจักรวาล เปลี่ยนแปลงหัวใจของผู้คน เปลี่ยนมโนคติอันหลงผิดและอุปนิสัยดั้งเดิมของพวกเขา และเปลี่ยนแปลงลักษณะที่โลกทั้งใบเคยปรากฏ  ตลอดยุคทั้งหลาย มีเพียงพระเจ้าของยุคนี้เท่านั้นที่ทรงพระราชกิจด้วยวิธีนี้ และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ตรัสเช่นนี้และเสด็จมาช่วยมนุษย์ให้รอดเช่นนี้  ต่อแต่นี้ไป มนุษย์ย่อมดำรงชีวิตภายใต้การชี้นำแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่ามกลางการเลี้ยงดูและจัดหาโดยพระวจนะของพระองค์ ผู้คนใช้ชีวิตในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่ามกลางคำสาปแช่งและพรจากพระวจนะของพระเจ้า และผู้คนส่วนใหญ่ก็ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การพิพากษาและการตีสอนโดยพระวจนะของพระองค์  พระวจนะเหล่านี้และพระราชกิจนี้ล้วนเป็นไปเพื่อความรอดของมนุษย์ เพื่อลุล่วงน้ำพระทัยของพระเจ้า และเพื่อเปลี่ยนแปลงภาพปรากฏดั้งเดิมของโลกแห่งการทรงสร้างเดิม  พระเจ้าทรงสร้างโลกโดยใช้พระวจนะ  พระองค์ทรงนำผู้คนทั้งปวงในจักรวาลโดยใช้พระวจนะ ทรงพิชิตและช่วยพวกเขาให้รอดโดยใช้พระวจนะ และท้ายที่สุดพระองค์ก็จะใช้พระวจนะนำโลกเดิมทั้งใบไปสู่บทอวสาน เมื่อเป็นเช่นนี้ แผนการบริหารจัดการทั้งปวงของพระองค์จึงสำเร็จบริบูรณ์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ยุคราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ

40. ในระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักร พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ตรัสพระวจนะเพื่อพิชิตทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์  นี่คือการที่ “พระวจนะปรากฏในเนื้อหนัง”  พระเจ้าเสด็จมาในช่วงยุคสุดท้ายเพื่อทรงพระราชกิจนี้ กล่าวคือ พระองค์เสด็จมาเพื่อสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของการที่พระวจนะปรากฏในเนื้อหนัง  พระองค์เพียงตรัสพระวจนะเท่านั้น และแทบจะไม่มีการมาถึงของข้อเท็จจริงทั้งหลาย  นี่คือแก่นแท้จริงๆ ของการที่พระวจนะปรากฏในเนื้อหนัง และเมื่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ตรัสพระวจนะของพระองค์ นี่ก็คือการปรากฏของพระวจนะในเนื้อหนัง เป็นการที่พระวจนะเข้ามาอยู่ในเนื้อหนัง  “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า และพระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์”  นี่ (พระราชกิจที่พระวจนะปรากฏในเนื้อหนัง) คือพระราชกิจที่พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย และเป็นบทสุดท้ายในแผนการบริหารจัดการทั้งมวลของพระองค์ ดังนั้นพระเจ้าจึงต้องเสด็จมายังแผ่นดินโลกและสำแดงพระวจนะของพระองค์ในเนื้อหนัง  สิ่งที่ทำแล้วเสร็จในวันนี้ สิ่งที่จะทำแล้วเสร็จในภายภาคหน้า สิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำให้สำเร็จลุล่วง บั้นปลายสุดท้ายของมนุษย์ คนที่จะได้รับการช่วยให้รอด คนที่จะถูกทำลาย เป็นต้น—พระราชกิจทั้งปวงที่ควรสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดนี้มีระบุเอาไว้หมดแล้วอย่างชัดเจน และทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อที่จะสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของการที่พระวจนะปรากฏในเนื้อหนัง  กฎการปกครองและธรรมนูญซึ่งถูกบัญญัติขึ้นก่อนหน้านั้น พวกที่จะถูกทำลาย บรรดาผู้ที่จะเข้าสู่การหยุดพัก—พระวจนะเหล่านี้ทั้งหมดจะต้องถูกทำให้ลุล่วง  นี่คือพระราชกิจซึ่งถูกทำให้สำเร็จลุล่วงเป็นหลักโดยพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย  พระองค์ทรงทำให้ผู้คนเข้าใจว่าบรรดาผู้ที่ถูกกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเป็นของที่แห่งใด  และพวกที่ไม่ได้ถูกกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเป็นของที่แห่งใด ประชากรและบรรดาบุตรของพระองค์จะถูกแยกประเภทอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นต่ออิสราเอล จะเกิดอะไรขึ้นต่ออียิปต์—ในภายภาคหน้า ทุกๆ คำของพระวจนะเหล่านี้จะถูกทำให้สำเร็จลุล่วง  ก้าวย่างของพระราชกิจของพระเจ้ากำลังเร่งความเร็วขึ้น  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเป็นวิถีทางที่จะเปิดเผยต่อมนุษย์ถึงสิ่งซึ่งจะต้องถูกทำให้เสร็จสิ้นในทุกยุค สิ่งซึ่งจะต้องถูกทำให้เสร็จสิ้นโดยพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย และพันธกิจของพระองค์ซึ่งจะต้องได้รับการปฏิบัติ และพระวจนะเหล่านี้เป็นไปทั้งหมดเพื่อที่จะสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า

41. ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์โดยประการสำคัญแล้วก็เพื่อทรงพระราชกิจแห่ง “พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์” ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อทรงใช้พระวจนะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และทรงทำให้มนุษย์ยอมรับการตัดแต่งของพระวจนะและกระบวนการถลุงพระวจนะ  ในพระวจนะของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้เจ้าได้รับการจัดเตรียมและได้รับชีวิต และทำให้เจ้าเห็นพระราชกิจและกิจการของพระองค์  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อตีสอนและถลุงเจ้า และด้วยเหตุนี้ ต่อให้เจ้าทนทุกข์กับความเจ็บปวด นั่นก็เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าด้วยเช่นกัน  ในวันนี้ พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจด้วยข้อเท็จจริง แต่ด้วยพระวจนะ  เพียงหลังจากที่พระวจนะของพระองค์ได้มาถึงเจ้าแล้วเท่านั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงสามารถทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้าได้และทำให้เจ้าทนทุกข์จากความเจ็บปวดหรือรู้สึกถึงความหวานชื่น  มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถนำพาเจ้าไปสู่ความเป็นจริงได้ และมีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมได้  และดังนั้น อย่างน้อยที่สุดเจ้าจะต้องเข้าใจการนี้ นั่นคือ พระราชกิจซึ่งปฏิบัติสำเร็จโดยพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายโดยประการสำคัญแล้วคือ การใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทรงทำให้บุคคลทุกคนมีความเพียบพร้อมและเพื่อทรงนำมนุษย์  พระราชกิจทั้งหมดซึ่งพระองค์ทรงปฏิบัตินั้นทำโดยผ่านทางพระวจนะ พระองค์ไม่ทรงใช้ข้อเท็จจริงทั้งหลายเพื่อตีสอนเจ้า  มีบางเวลาที่ผู้คนบางคนต้านทานพระเจ้า  พระเจ้าไม่ทรงทำให้เจ้าได้รับความไม่สบายใหญ่หลวง เนื้อหนังของเจ้าไม่ได้ถูกตีสอน อีกทั้งไม่ได้ทนทุกข์ความเจ็บปวดใดๆ—แต่ทันทีที่พระวจนะของพระองค์มาถึงเจ้า และถลุงเจ้า นั่นก็ทนไม่ไหวแล้วสำหรับเจ้า นั่นไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ?  ในช่วงระหว่างเวลาของพวกคนปรนนิบัติ พระเจ้าได้ตรัสว่าจะโยนมนุษย์เข้าไปในบาดาลลึก  มนุษย์ได้มาถึงยังบาดาลลึกจริงๆ หรือไม่?  แค่โดยผ่านทางการใช้พระวจนะเพื่อถลุงมนุษย์ มนุษย์ก็ได้เข้าสู่บาดาลลึกไปแล้ว  และดังนั้น ในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงใช้พระวจนะเป็นหลักเพื่อทำให้ทุกสิ่งสำเร็จลุล่วงและเผยทุกสิ่ง  ด้วยพระวจนะของพระองค์เท่านั้นเจ้าจึงสามารถเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น ด้วยพระวจนะของพระองค์เท่านั้นเจ้าจึงสามารถเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง  เมื่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เสด็จมายังแผ่นดินโลก พระองค์ไม่ทรงพระราชกิจอื่นใดเว้นเสียแต่การตรัสถึงพระวจนะ—ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับข้อเท็จจริงทั้งหลาย พระวจนะทั้งหลายนั้นเพียงพอแล้ว  นั่นเป็นเพราะพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจนี้เป็นหลัก เพื่อยอมให้มนุษย์ได้เห็นมหา ฤทธานุภาพของพระองค์และมไหศวรรย์ในพระวจนะของพระองค์ เพื่อยอมให้มนุษย์ได้เห็นความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระองค์ในพระพระวจนะ และเพื่อยอมให้มนุษย์ได้รู้จักความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์ในพระวจนะ  ทั้งหมดที่พระองค์ทรงมีและทั้งหมดที่พระองค์ทรงเป็นนั้นอยู่ในพระวจนะของพระองค์  พระปัญญาและความมหัศจรรย์ของพระองค์นั้นอยู่ในพระวจนะของพระองค์  ในการนี้เจ้าถูกทำให้เห็นวิธีการมากมายซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการตรัสพระวจนะของพระองค์  พระเจ้าทรงพระราชกิจมานานมาก ส่วนใหญ่เป็นการจัดหาเสบียงให้แก่มนุษย์ เปิดโปงหรือตัดแต่งเขา  พระเจ้าไม่ทรงสาปแช่งใครโดยง่าย และแม้คราที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้น พระองค์ก็ทรงสาปแช่งพวกเขาโดยผ่านทางพระวจนะ  และดังนั้น ในยุคพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นี้ จงอย่าพยายามที่จะมองให้เห็นว่าพระเจ้าทรงรักษาคนป่วยและขับไล่บรรดาปีศาจอีก และจงหยุดมองหาหมายสำคัญทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา—ไม่มีประโยชน์ใดเลย!  หมายสำคัญทั้งหลายเหล่านั้นไม่สามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้!  หากจะพูดอย่างตรงๆ แล้วก็คือ ในวันนี้ พระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงพระองค์เองซึ่งอยู่ในเนื้อหนังมนุษย์ไม่ทรงกระทำการ พระองค์เพียงตรัสเท่านั้น  นี่คือความจริง!  พระองค์ทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และทรงใช้พระวจนะเพื่อป้อนอาหารและน้ำให้เจ้า  พระองค์ยังทรงใช้พระวจนะเพื่อทรงพระราชกิจเช่นกัน และพระองค์ทรงใช้พระวจนะแทนข้อเท็จจริงทั้งหลายเพื่อทำให้เจ้ารู้จักความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์  หากเจ้าสามารถล่วงรู้ลักษณะนี้ของพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนั่นก็ย่อมเป็นการยากที่จะมีความคิดในเชิงลบ  แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบ เจ้าควรมุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่เป็นบวกเท่านั้น—กล่าวคือ ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วงหรือไม่ก็ตาม หรือไม่ว่ามีการมาถึงของข้อเท็จจริงทั้งหลายหรือไม่ก็ตาม พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์ได้รับชีวิตจากพระวจนะของพระองค์ และนี่คือหมายสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาหมายสำคัญทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ นั่นคือข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถโต้แย้งได้ประการหนึ่ง  นี่คือหลักฐานที่ดีที่สุดที่ใช้ในการทำความรู้จักพระเจ้า และเป็นหมายสำคัญหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่กว่าบรรดาหมายสำคัญทั้งหลาย  มีเพียงพระวจนะเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า

42. ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมเป็นหลัก  พระองค์ไม่ทรงใช้หมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อบีบคั้นมนุษย์ หรือโน้มน้าวมนุษย์ การนี้ไม่สามารถทำให้มหาฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น  หากพระเจ้าเพียงได้แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เท่านั้น เช่นนั้นแล้วนั่นก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ความสัมพันธ์กับความจริงของพระเจ้าเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม  พระเจ้าไม่ทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่ทรงใช้พระวจนะเพื่อให้น้ำและเลี้ยงดูมนุษย์ ซึ่งหลังจากนั้น ความนบนอบอันครบบริบูรณ์ของมนุษย์และความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าจึงสัมฤทธิ์ผล  นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงปฏิบัติและพระวจนะซึ่งพระองค์ตรัส  พระเจ้าไม่ทรงใช้วิธีการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม—พระองค์ทรงใช้พระวจนะ และทรงใช้วิธีการอันแตกต่างหลากหลายของพระราชกิจในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม  ไม่ว่าจะเป็นการถลุง การตัดแต่ง หรือการจัดเตรียมพระวจนะ พระเจ้าตรัสจากมุมมองอันแตกต่างหลากหลายเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และเพื่อให้มนุษย์มีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระราชกิจ พระปัญญา และความอัศจรรย์ของพระเจ้า… เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าผู้ชนะกลุ่มหนึ่งถูกรับไว้จากทิศตะวันออก ซึ่งเป็นบรรดาผู้ชนะที่มาจากท่ามกลางความทุกข์ลำบากอันใหญ่หลวง  วจนะเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร?  วจนะเหล่านี้หมายความว่า ผู้คนที่ถูกรับไว้แล้วนี้นบนอบอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อก้าวผ่านการพิพากษา การตีสอน การตัดแต่ง และการถลุงทุกประเภทแล้วเท่านั้น  การเชื่อของผู้คนเหล่านี้ไม่คลุมเครือ แต่เป็นความจริงแท้  พวกเขายังไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดๆ หรือปาฏิหาริย์ใดๆ พวกเขาไม่มีความสามารถที่จะพูดวาจาและคำสอนที่สูงส่ง หรือพูดถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่ลุ่มลึก แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับมีความเป็นจริงและพระวจนะของพระเจ้าและความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและแท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า  กลุ่มแบบนี้ย่อมสามารถทำให้มหาฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นที่ชัดแจ้งได้มากกว่ามิใช่หรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า

43. ในยุคสุดท้ายพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและเสด็จมาที่แผ่นดินโลกเพื่อตรัสพระวจนะเป็นหลัก  เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรสวรรค์ และพระองค์ได้ทรงทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่ที่มีการตรึงกางเขนสำเร็จลุล่วง  พระองค์ได้ทรงนำบทอวสานมาสู่ยุคธรรมบัญญัติ และได้ทรงล้มล้างทุกสิ่งที่เก่า  การเสด็จมาถึงของพระเยซูได้อวสานยุคธรรมบัญญัติและได้นำมาซึ่งยุคพระคุณ การเสด็จมาถึงของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้าย ได้นำบทอวสานมาสู่ยุคพระคุณ  โดยหลักแล้ว พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อตรัสพระวจนะของพระองค์ ทรงใช้พระวจนะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เพื่อประทานความกระจ่างและความรู้แจ้งแก่มนุษย์ และขจัดตำแหน่งแห่งที่ของพระเจ้าที่คลุมเครือภายในหัวใจของมนุษย์ด้วยการนั้น  ตอนที่พระเยซูเสด็จมานั้น พระองค์มิได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของช่วงระยะนี้  ตอนที่พระองค์เสด็จมา พระองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์มากมาย  พระองค์ได้ทรงรักษาคนป่วยและได้ทรงไล่ผี และพระองค์ได้ทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ที่มีการตรึงกางเขน  ผลสืบเนื่องก็คือ ในมโนคติที่หลงผิดของผู้คน พวกเขาเชื่อว่านี่คือวิธีที่พระเจ้าควรจะทรงเป็น  เพราะเมื่อพระเยซูได้เสด็จมา พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจแห่งการขจัดฉายาของพระเจ้าที่คลุมเครือไปจากหัวใจของมนุษย์ เมื่อพระองค์ได้เสด็จมา พระองค์ได้ทรงถูกตรึงกางเขน พระองค์ได้ทรงรักษาคนป่วยและได้ทรงไล่ผี และพระองค์ได้ทรงประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์  ในแง่หนึ่งนั้น การประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้ายขจัดตำแหน่งที่พระเจ้าผู้คลุมเครือครองอยู่ในมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ออกไป เพื่อไม่ให้มีฉายาของพระเจ้าผู้คลุมเครืออยู่ในหัวใจของมนุษย์อีกต่อไป  พระองค์ทรงทำให้มนุษย์รู้จักความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า และทรงขจัดพื้นที่ของพระเจ้าที่คลุมเครือในหัวใจของมนุษย์โดยผ่านทางพระวจนะและพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ การเคลื่อนไหวของพระองค์ทั่วทุกแผ่นดิน และพระราชกิจซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงและปกติเป็นพิเศษที่พระองค์ทรงทำท่ามกลางมนุษย์  ในอีกแง่หนึ่ง พระเจ้าทรงใช้พระวจนะที่ตรัสโดยเนื้อหนังของพระองค์ทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ และทำให้ทุกสรรพสิ่งสำเร็จลุล่วง  นี่คือพระราชกิจที่พระเจ้าจะทรงทำให้สำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้า

44. ในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อที่จะตรัสพระวจนะของพระองค์เป็นหลัก  พระองค์ตรัสจากมุมมองของพระวิญญาณ จากมุมมองของมนุษย์ และจากมุมมองบุคคลที่สาม พระองค์ตรัสด้วยวิธีที่แตกต่างกันโดยทรงใช้วิธีหนึ่งสำหรับช่วงเวลาหนึ่ง และพระองค์ทรงใช้วิธีการตรัสเพื่อเปลี่ยนมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์และขจัดฉายาของพระเจ้าที่คลุมเครือออกจากหัวใจของมนุษย์  นี่คือพระราชกิจหลักที่พระเจ้าทรงทำ  เนื่องจากมนุษย์เชื่อว่าพระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อรักษาคนป่วย เพื่อไล่ผี เพื่อทำปาฏิหาริย์ต่างๆ และเพื่อประทานพระพรด้านวัตถุแก่มนุษย์ พระเจ้าจึงทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะนี้—พระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา—เพื่อที่จะขจัดสิ่งต่างๆ เช่นนั้นออกไปจากมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์อาจจะได้รู้จักความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและความเป็นปกติของพระเจ้า และเพื่อที่พระฉายาของพระเยซูอาจจะถูกขจัดออกจากหัวใจของเขาและถูกแทนที่ด้วยพระฉายาใหม่ของพระเจ้า  ทันทีที่พระฉายาของพระเจ้าภายในมนุษย์กลายเป็นเก่า เช่นนั้นแล้วพระฉายานั้นก็กลายเป็นรูปเคารพรูปหนึ่ง  เมื่อพระเยซูได้เสด็จมาและได้ทรงดำเนินพระราชกิจช่วงระยะนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นตัวแทนของความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่าง ได้ตรัสพระวจนะบางคำ และได้ทรงถูกตรึงกางเขนในท้ายที่สุด  พระองค์ได้ทรงเป็นตัวแทนส่วนหนึ่งของพระเจ้า  พระองค์ไม่สามารถเป็นตัวแทนของทั้งหมดที่เป็นพระเจ้าได้ แต่พระองค์กลับได้ทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการทรงทำพระราชกิจส่วนหนึ่งของพระเจ้าแทน  นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เหลือเกินและทรงมหัศจรรย์เหลือเกิน และพระองค์ไม่สามารถหยั่งลึกได้ และเพราะพระเจ้าทรงทำเพียงส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ในทุกยุค  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำในระหว่างยุคนี้โดยหลักแล้วเป็นการจัดเตรียมพระวจนะแห่งชีวิตสำหรับมนุษย์ การเปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ และอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเขา และการกำจัดสิ้นมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา ความนึกคิดเชิงศักดินา การคิดที่ล้าสมัย อีกทั้งความรู้และวัฒนธรรมของมนุษย์  สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องได้รับการชำระให้สะอาดโดยผ่านทางการถูกเปิดโปงด้วยพระวจนะของพระเจ้า  ในยุคสุดท้ายพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่ทรงใช้หมายสำคัญและการอัศจรรย์  พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อเปิดเผยมนุษย์ พิพากษามนุษย์ ตีสอนมนุษย์ และทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เพื่อให้มนุษย์มาเห็นพระปัญญาและความน่ารักของพระเจ้าจากในพระวจนะของพระเจ้า และมาเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า และเพื่อว่ามนุษย์จะมองเห็นกิจการของพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์  ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ พระยาห์เวห์ได้ทรงนำทางโมเสสออกจากอียิปต์ด้วยพระวจนะของพระองค์ และได้ตรัสพระวจนะบางคำต่อชาวอิสราเอล ณ เวลานั้นกิจการส่วนหนึ่งของพระเจ้าได้ถูกเปิดเผย แต่เพราะขีดความสามารถของมนุษย์มีจำกัด และไม่มีอะไรจะสามารถทำให้ความรู้ของเขาครบบริบูรณ์ได้ พระเจ้าจึงยังตรัสและทรงพระราชกิจต่อไป  ในยุคพระคุณมนุษย์ได้เห็นกิจการส่วนหนึ่งของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง  พระเยซูสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ รักษาคนป่วยและไล่ผี และถูกตรึงกางเขนได้ หลังจากนั้นสามวันพระองค์ก็ได้ทรงคืนพระชนม์และทรงปรากฏในเนื้อหนังต่อหน้ามนุษย์  มนุษย์ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้ามากไปกว่านี้  มนุษย์รู้มากเท่าที่พระเจ้าได้ทรงเผยให้เขาเห็น และหากพระเจ้าไม่ได้ทรงเผยสิ่งใดแก่มนุษย์มากไปกว่านี้ เช่นนั้นแล้วนี่คงจะเป็นระดับของการจำกัดขอบเขตที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า  ดังนั้นพระเจ้าจึงยังทรงพระราชกิจต่อไป เพื่อที่ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์อาจจะกลายเป็นลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเพื่อที่มนุษย์อาจจะมารู้จักเนื้อแท้ของพระเจ้าทีละเล็กทีละน้อย  ในยุคสุดท้ายพระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าถูกเปิดโปงโดยพระวจนะของพระเจ้า และมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาของเจ้าถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า  ในยุคสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อทำให้พระวจนะที่ว่า “พระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระวจนะเสด็จมาเป็นมนุษย์ และพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์” ลุล่วงเป็นหลัก และหากเจ้าไม่มีความรู้ถ้วนทั่วในเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถตั้งมั่นได้  ในระหว่างยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ที่จะทำให้พระราชกิจช่วงระยะที่พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์สำเร็จลุล่วงเป็นหลัก และนี่คือส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, รู้จักพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้า

45. ในพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย ความทรงฤทธิ์ของพระวจนะนั้นยิ่งใหญ่กว่าความทรงฤทธิ์ของการสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และสิทธิอำนาจของพระวจนะอยู่เหนือสิทธิอำนาจของหมายสำคัญและการอัศจรรย์  พระวจนะเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดที่ถูกฝังลึกอยู่ในหัวใจมนุษย์  เจ้าไม่มีหนทางที่จะค้นพบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านั้นด้วยตัวเจ้าเอง  เมื่อพวกมันถูกเปิดโปงด้วยพระวจนะ เจ้าจึงจะมาค้นพบพวกมันเอง เจ้าจะต้องให้การยอมรับ และเจ้าจะถูกโน้มน้าวให้เชื่ออย่างถึงที่สุด  นี่มิใช่สิทธิอำนาจของพระวจนะหรอกหรือ?  นี่คือผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์ได้ด้วยพระราชกิจของพระวจนะในวันนี้  ดังนั้น มนุษย์มิได้สามารถได้รับความรอดจากบาปของเขาอย่างครบถ้วนโดยผ่านทางการรักษาอาการป่วยและการขับไล่ปีศาจ อีกทั้งยังมิได้สามารถได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์อย่างครบถ้วนโดยการสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์  สิทธิอำนาจในการรักษาอาการป่วยและการขับไล่ปีศาจเพียงแค่ให้พระคุณแก่มนุษย์เท่านั้น แต่เนื้อหนังของมนุษย์ยังคงเป็นของซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานยังคงตกค้างอยู่ภายในมนุษย์  กล่าวได้อีกอย่างว่า สิ่งที่ยังไม่ได้รับการทำให้สะอาดนั้นยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบาปและความโสมม  เฉพาะหลังจากที่เขาได้รับการทำให้สะอาดโดยผ่านทางการกระทำของพระวจนะแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงสามารถได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าและกลายเป็นสะอาดบริสุทธิ์ได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

46. พระราชกิจช่วงระยะนี้จะชี้แจงธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์และการไถ่ของพระเยซูแก่เจ้า และโดยหลักแล้วก็เป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจเข้าใจพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลแห่งแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า และซึ้งคุณค่าในความสำคัญและแก่นแท้ทั้งปวงของแผนการบริหารจัดการหกพันปีนี้ และเข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจทั้งหมดที่พระเยซูได้ทำและพระวจนะทั้งหลายที่พระองค์ได้ตรัส และปรับการเชื่อและการรักใคร่บูชาพระคัมภีร์อย่างมืดบอดของเจ้าให้มีสมดุล  ทั้งหมดนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน  เจ้าจะมาเข้าใจทั้งพระราชกิจที่พระเยซูทำและพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ เจ้าจะเข้าใจและมองเห็นความจริง ชีวิต และหนทางทั้งปวง  ในพระราชกิจช่วงระยะที่พระเยซูทำนั้น เหตุใดพระเยซูจึงเสด็จจากไปโดยที่มิได้ทำพระราชกิจแห่งการสรุปปิดตัว?  เพราะพระราชกิจในช่วงระยะของพระเยซูนั้นมิใช่พระราชกิจแห่งการสรุปปิดตัว  เมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงกับกางเขน พระวจนะของพระองค์ก็ถึงกาลอวสานไปด้วย หลังจากการตรึงกางเขนของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์ก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์  ช่วงระยะปัจจุบันแตกต่างออกไป กล่าวคือ มีเพียงหลังจากที่พระวจนะได้รับการตรัสจนจบและพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าได้รับการสรุปปิดตัวแล้วเท่านั้น พระราชกิจของพระองค์จึงจะเสร็จสิ้น  ในช่วงระยะของพระราชกิจของพระเยซูนั้น มีพระวจนะอีกมากมายที่ยังไม่ได้ตรัส หรือยังไม่ได้รับการสื่อสารอย่างครบถ้วน  แต่ถึงกระนั้นพระเยซูก็มิได้ใส่พระทัยว่าพระองค์ได้ตรัสหรือมิได้ตรัสสิ่งใด เพราะพันธกิจของพระองค์มิใช่พันธกิจเกี่ยวกับพระวจนะ และดังนั้นหลังจากที่พระองค์ทรงถูกตอกตรึงกับกางเขน พระองค์จึงเสด็จจากไป  พระราชกิจในช่วงระยะนั้นเป็นไปเพื่อการตรึงกางเขนเป็นสำคัญ และไม่เหมือนกับช่วงระยะปัจจุบัน  พระราชกิจช่วงระยะปัจจุบันนี้โดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อความครบบริบูรณ์ การอธิบายให้ชัดเจน และการนำพระราชกิจทั้งหมดไปสู่การสรุปปิดตัว  หากพระวจนะทั้งหลายไม่ได้รับการตรัสจนจบ ก็จะไม่มีทางสรุปปิดตัวพระราชกิจนี้ เพราะในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจนั้น พระราชกิจทั้งหมดจะถึงกาลสิ้นสุดและสำเร็จลุล่วงโดยใช้พระวจนะ  ณ เวลานั้นพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายที่มนุษย์ไม่สามารถจับความเข้าใจได้  พระองค์ได้เสด็จจากไปอย่างเงียบๆ และวันนี้ยังคงมีผู้ที่ไม่เข้าใจพระวจนะของพระองค์อีกมากมายหลายคน พวกเขายังมีความเข้าใจที่ผิดพลาด แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเชื่อว่าถูกต้อง และไม่รู้ว่าพวกเขาผิด  ช่วงระยะสุดท้ายจะพาพระราชกิจของพระเจ้าไปถึงปลายทางที่สมบูรณ์ และจะสรุปปิดตัวพระราชกิจ  ทุกคนจะมาเข้าใจและรู้จักแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  มโนคติอันหลงผิดทั้งหลายภายในตัวมนุษย์ เจตนาต่างๆ ของเขา ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเขา มโนคติอันหลงผิดของเขาเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์และพระเยซู ทรรศนะที่เขามีต่อผู้ไม่มีความเชื่อ และความบิดเบี้ยวอื่นๆ ทั้งปวงของเขาจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  และมนุษย์จะเข้าใจเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องทั้งหมด พระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำทั้งหมด และความจริงทั้งหมดทั้งมวล  เมื่อการนั้นเกิดขึ้น พระราชกิจช่วงระยะนี้ย่อมจะถึงกาลอวสาน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (2)

47. หากผู้คนยังคงติดอยู่ในยุคพระคุณแล้ว พวกเขาจะไม่มีทางกำจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาได้ และยิ่งไม่มีทางรู้จักพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของพระเจ้าเลย  หากผู้คนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางพระคุณที่ล้นเหลือเสมอ แต่ไม่มีหนทางแห่งชีวิตที่เปิดโอกาสให้พวกเขารู้จักกับพระเจ้าหรือทำให้พระองค์สมดังพระทัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะไม่มีวันได้รับพระองค์อย่างแท้จริงในการเชื่อในพระองค์ของพวกเขา  การเชื่อประเภทนี้ช่างน่าสงสารเสียจริง  เมื่อเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์ในแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ในยุคแห่งราชอาณาจักร เจ้าจะรู้สึกว่าบรรดาความอยากได้อยากมีที่เจ้ามีมานานหลายปีได้กลายเป็นจริงในที่สุด  เจ้าจะรู้สึกว่าบัดนี้เท่านั้นที่เจ้าได้เห็นพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์อย่างแท้จริง  บัดนี้เท่านั้นที่เจ้าได้จ้องมองโฉมพระพักตร์ของพระองค์ ได้ยินถ้อยดำรัสส่วนพระองค์ของพระองค์ ได้ตระหนักถึงปัญญาแห่งพระราชกิจของพระองค์และรับรู้อย่างแท้จริงว่าพระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและทรงมหิทธิฤทธิ์เพียงใด  เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าได้รับหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้คนในอดีตกาลไม่เคยได้เห็นหรือครอบครอง  ณ เวลานี้ เจ้าจะรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือการเชื่อในพระเจ้าและอะไรคือการทำตัวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  แน่นอนว่าหากเจ้าเกาะติดกับมุมมองของอดีตและบอกปัดหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงของการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะยังคงมือว่างเปล่า ไม่ได้รับอะไรมาเลย และในท้ายที่สุด เจ้าจะถูกประกาศว่ามีความผิดในการต่อต้านพระเจ้า  บรรดาผู้ที่สามารถนบนอบความจริงและนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าจะได้รับการอ้างสิทธิ์ภายใต้พระนามของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สอง—องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  พวกเขาจะสามารถยอมรับการทรงนำส่วนพระองค์ของพระเจ้า ได้รับความจริงมากขึ้นและสูงส่งขึ้น ตลอดจนชีวิตที่เป็นจริง  พวกเขาจะได้เห็นนิมิตที่ไม่เคยมีผู้คนในอดีตเคยได้เห็นมาก่อน กล่าวคือ “แล้วข้าพเจ้าก็หันกลับมาดูตรงที่พระสุรเสียงตรัสกับข้าพเจ้านั้น  และเมื่อหันกลับมาแล้วข้าพเจ้าก็เห็นคันประทีปทองคำเจ็ดคัน ในท่ามกลางคันประทีปเหล่านั้นมีผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์ ทรงฉลองพระองค์ยาวคลุมพระบาท และทรงคาดแถบทองคำที่พระอุระ  พระเศียรและพระเกศาของพระองค์ขาวเหมือนอย่างขนแกะ และขาวเหมือนอย่างหิมะ พระเนตรของพระองค์เหมือนอย่างเปลวไฟ พระบาทของพระองค์เหมือนทองสัมฤทธิ์ ประหนึ่งหลอมบริสุทธิ์แล้วในเตาไฟ พระสุรเสียงของพระองค์เหมือนอย่างเสียงน้ำมากหลาย  พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวง และมีดาบสองคมที่คมกริบออกมาจากพระโอษฐ์ และพระพักตร์ของพระองค์เหมือนอย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงแรงกล้า” (วิวรณ์ 1:12-16)  นิมิตนี้เป็นการแสดงออกของพระอุปนิสัยครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า และการแสดงออกของพระอุปนิสัยครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์ยังเป็นการแสดงออกของพระราชกิจของพระเจ้าในการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งปัจจุบันของพระองค์ด้วยเช่นกัน  ในกระแสเชี่ยวกรากของการตีสอนและการพิพากษา บุตรมนุษย์ทรงแสดงออกถึงพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของพระองค์โดยอาศัยถ้อยดำรัส อนุญาตให้ทุกคนที่ยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ได้เห็นพระพักตร์แท้จริงของบุตรมนุษย์ ซึ่งเป็นภาพพรรณนาอันสัตย์จริงของพระพักตร์ของบุตรมนุษย์ตามที่ยอห์นได้เคยเห็น  (แน่นอนว่าทั้งหมดนี้จะไม่สามารถมองเห็นได้สำหรับพวกที่ไม่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคแห่งราชอาณาจักร)  พระพักตร์แท้จริงของพระเจ้าไม่สามารถบรรยายให้เห็นภาพอย่างครบถ้วนได้โดยใช้ภาษามนุษย์ และดังนั้นพระเจ้าจึงใช้วิธีการแห่งการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของพระองค์เพื่อแสดงพระพักตร์แท้จริงของพระองค์ต่อมนุษย์  ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือทุกคนที่ซึ้งคุณค่าในพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของบุตรมนุษย์ย่อมได้เห็นพระพักตร์แท้จริงของบุตรมนุษย์แล้ว เพราะพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่เกินไปและไม่สามารถบรรยายให้เห็นภาพอย่างครบถ้วนได้โดยใช้ภาษามนุษย์  เมื่อมนุษย์ได้รับประสบการณ์ในแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าในยุคแห่งราชอาณาจักร เช่นนั้นแล้วเขาก็จะรู้ความหมายแท้จริงของคำพูดของยอห์นเมื่อตอนที่เขาพูดถึงบุตรมนุษย์ท่ามกลางคันประทีปว่า “พระเศียรและพระเกศาของพระองค์ขาวเหมือนอย่างขนแกะ และขาวเหมือนอย่างหิมะ พระเนตรของพระองค์เหมือนอย่างเปลวไฟ พระบาทของพระองค์เหมือนทองสัมฤทธิ์ ประหนึ่งหลอมบริสุทธิ์แล้วในเตาไฟ พระสุรเสียงของพระองค์เหมือนอย่างเสียงน้ำมากหลาย  พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวง และมีดาบสองคมที่คมกริบออกมาจากพระโอษฐ์ และพระพักตร์ของพระองค์เหมือนอย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงแรงกล้า”

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ

48. เหตุใดพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยจึงเป็นพระราชกิจช่วงระยะสุดท้าย?  พระราชกิจนี้ไม่ใช่เพื่อสำแดงว่ามนุษย์แต่ละประเภทจะพบกับบทอวสานรูปแบบใดหรอกหรือ?  พระราชกิจนี้ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนได้รับการตีสอนและการพิพากษาในระหว่างช่วงเวลาที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยดำเนินไป เพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา แล้วจากนั้นก็ได้รับการจำแนกตามประเภทของพวกเขาหรือ?  แทนที่จะกล่าวว่านี่เป็นการพิชิตมวลมนุษย์ อาจจะเป็นการดีกว่าที่จะกล่าวว่านี่กำลังแสดงให้เห็นว่าบุคคลแต่ละประเภทจะมีบทอวสานแบบใด  นี่เป็นเรื่องของการพิพากษาบาปของผู้คน และจากนั้นจึงเปิดเผยประเภทต่างๆ ของผู้คน ดังนั้นจึงเป็นการตัดสินว่าพวกเขาชั่วร้ายหรือชอบธรรม  หลังจากพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย พระราชกิจแห่งการประทานรางวัลสำหรับความดีและการลงโทษสำหรับความชั่วก็จะมาถึง  ผู้คนที่นบนอบโดยบริบูรณ์—ซึ่งหมายถึงผู้ที่ถูกพิชิตอย่างถ้วนทั่ว—จะได้รับการจัดให้อยู่ในขั้นตอนถัดไปในการเผยแพร่พระราชกิจของพระเจ้าไปยังทั่วทั้งจักรวาล ผู้ที่ไม่ถูกพิชิตจะถูกจัดให้อยู่ในความมืดและจะพบกับหายนะ  ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงจะได้รับการจำแนกตามประเภท ความชั่วถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความชั่ว จะอยู่โดยไม่มีแสงอาทิตย์อีกเลย และผู้ชอบธรรมจะได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มความดี ได้รับความสว่างและใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างตลอดกาล  บทอวสานสำหรับทุกสรรพสิ่งมาใกล้แล้ว บทอวสานของมนุษย์ได้รับการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนกับตาของมนุษย์ และทุกสรรพสิ่งจะได้รับการจำแนกตามประเภท  เช่นนั้นแล้ว ผู้คนจะสามารถหลีกหนีจากความระทมของการที่แต่ละคนได้รับการจำแนกตามประเภทได้อย่างไร?  ปลายทางของบุคคลแต่ละประเภทได้รับการเปิดเผยเมื่อบทอวสานของทุกสรรพสิ่งมาใกล้แล้ว และมีการดำเนินการนี้ในระหว่างพระราชกิจแห่งการพิชิตทั่วทั้งจักรวาล (รวมถึงพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยทั้งหมด ซึ่งเริ่มต้นด้วยพระราชกิจในปัจจุบัน)  การเปิดเผยบทอวสานของมวลมนุษย์ทั้งปวงดำเนินการหน้าบัลลังก์พิพากษา ในระหว่างช่วงเวลาที่การตีสอนดำเนินไป และในระหว่างช่วงเวลาที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยของยุคสุดท้ายดำเนินไป…

ยุคสุดท้ายคือตอนที่สรรพสิ่งจะได้รับการจำแนกไปตามประเภทผ่านการพิชิตชัย  การพิชิตชัยคือพระราชกิจของยุคสุดท้าย กล่าวคือ การพิพากษาบาปของแต่ละบุคคลคือพระราชกิจในยุคสุดท้าย  มิฉะนั้นแล้ว ผู้คนจะถูกจำแนกไปตามประเภทได้อย่างไร?  พระราชกิจแห่งการจำแนกตามแต่ละประเภทที่ทรงทำในหมู่พวกเจ้าคือจุดเริ่มต้นของพระราชกิจดังกล่าวในทั่วทั้งจักรวาล  หลังจากนี้ ผู้คนจากทุกดินแดนและผู้คนทั้งหมดจะต้องยอมรับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยด้วยเช่นกัน  นี่หมายความว่าคนทุกคนในการทรงสร้างจะต้องถูกจำแนกไปตามประเภท และยอมสยบเบื้องหน้าบัลลังก์พิพากษาเพื่อรับการพิพากษา  ไม่มีผู้ใดและสิ่งใดสามารถหลีกหนีการทนทุกข์กับการตีสอนและการพิพากษานี้ได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดไม่ถูกจำแนกไปตามประเภท คนทุกคนจะถูกจำแนกเพราะจุดจบของสรรพสิ่งใกล้เข้ามาแล้ว สวรรค์และแผ่นดินโลกทั้งหมดได้มาถึงบทสรุปแล้ว  มนุษย์จะสามารถหลีกหนีจากวันที่การดำรงอยู่ของมนุษย์มาถึงบทอวสานได้อย่างไร?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)

49. ช่วงระยะแห่งยุคสุดท้ายซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์จะถูกพิชิต คือช่วงระยะสุดท้ายในการสู้รบกับซาตาน และยังเป็นพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดจากอำนาจของซาตานอย่างบริบูรณ์อีกด้วย  ความหมายเบื้องลึกของการพิชิตมนุษย์คือการที่รูปจำแลงของซาตาน—ซึ่งก็คือมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม—กลับคืนสู่พระผู้สร้างหลังจากที่เขาได้รับการพิชิต โดยเขาจะกบฏต่อซาตานและกลับคืนสู่พระเจ้าโดยบริบูรณ์ผ่านทางการพิชิตนี้  ในหนทางนี้ มนุษย์จึงจะถูกช่วยให้รอดโดยบริบูรณ์  และดังนั้นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยจึงเป็นพระราชกิจสุดท้ายในการสู้รบกับซาตาน และเป็นช่วงระยะสุดท้ายในการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อการทำให้ซาตานปราชัย  หากปราศจากพระราชกิจนี้ ความรอดอันบริบูรณ์ของมนุษย์ก็จะเป็นไปไม่ได้ในท้ายที่สุด ความพ่ายแพ้เอย่างหมดรูปของซาตานก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน และมวลมนุษย์ก็จะไม่มีวันสามารถเข้าสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์ หรือเป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตานได้  ผลพวงที่ตามมาคือ พระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดย่อมไม่สามารถสรุปปิดตัวได้ก่อนที่การสู้รบกับซาตานจะสรุปปิดตัว เพราะแก่นสำคัญของพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อความรอดของมนุษย์  มวลมนุษย์ในยุคแรกสุดอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า แต่เนื่องจากการทดลองและการทำให้เสื่อมทรามของซาตาน มนุษย์จึงถูกซาตานพันธนาการและตกอยู่ในมือของมารร้าย  ด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงกลายเป็นเป้าหมายที่จะถูกทำให้ปราชัยในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า  เนื่องจากซาตานถือครองมนุษย์ และเนื่องจากมนุษย์คือต้นทุนที่พระเจ้าทรงใช้ดำเนินการบริหารจัดการทั้งหมด หากมนุษย์จะได้รับการช่วยให้รอด เช่นนั้นแล้ว เขาก็ต้องถูกฉวยกลับมาจากมือของซาตาน ซึ่งหมายความว่ามนุษย์ต้องถูกนำกลับมาหลังจากที่ถูกซาตานจับไปเป็นเชลย  ด้วยเหตุนี้ ซาตานจึงต้องถูกทำให้ปราชัยโดยผ่านทางความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยเก่าของมนุษย์และการฟื้นคืนแห่งเหตุผลดั้งเดิมของมนุษย์  ในหนทางนี้ มนุษย์ที่ถูกจับเป็นเชลย จะสามารถถูกชิงกลับมาจากมือของซาตานได้  หากมนุษย์เป็นอิสระจากอิทธิพลและพันธนาการของซาตาน เช่นนั้นแล้ว ซาตานก็จะอับอาย มนุษย์จะถูกพากลับมาในท้ายที่สุด และซาตานก็จะปราชัย  และเนื่องจากมนุษย์เป็นอิสระจากอิทธิพลมืดของซาตาน มนุษย์จึงจะกลายเป็นรางวัลแห่งชัยชนะที่ได้มาจากการสู้รบทั้งหมดทั้งมวลนี้ และซาตานจะกลายเป็นเป้าหมายที่จะถูกลงโทษทันทีที่สงครามเสร็จสิ้น หลังจากนั้นพระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์ก็ย่อมจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์

50. ผู้ที่สามารถตั้งมั่นระหว่างพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าในยุคสุดท้าย—ซึ่งก็คือระหว่างพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายนั้น—จะเป็นผู้ที่จะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้ายเคียงข้างพระเจ้า เช่นนี้เอง บรรดาผู้ซึ่งเข้าสู่การหยุดพักทั้งหมดนั้นจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตาน และจะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าหลังจากได้ก้าวผ่านพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายของพระองค์แล้วเท่านั้น  พวกมนุษย์เหล่านี้ ผู้ซึ่งในที่สุดจะได้รับโดยพระเจ้านั้น จะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้าย  โดยแก่นแท้แล้วจุดประสงค์ของพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าหมายที่จะชำระมนุษยชาติให้บริสุทธิ์ เพื่อวันแห่งการหยุดพักขั้นสุดท้าย มิเช่นนั้น มนุษยชาติทั้งปวงก็จะไม่สามารถถูกจำแนกไปตามประเภทของตนได้ หรือเข้าสู่การหยุดพักได้  พระราชกิจนี้เป็นเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นของมนุษยชาติที่จะเข้าสู่การหยุดพัก  เฉพาะพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะชำระพวกมนุษย์ให้บริสุทธิ์จากความไม่ชอบธรรมของพวกเขา และเฉพาะพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์เท่านั้นที่จะเปิดโปงองค์ประกอบที่เป็นกบฏของมนุษยชาติเหล่านั้น ด้วยวิธีนั้น จึงเป็นการแยกแยะบรรดาผู้ที่สามารถถูกช่วยให้รอดออกจากบรรดาผู้ที่ไม่สามารถถูกช่วยให้รอดได้ และแยกบรรดาผู้ที่จะคงเหลืออยู่ออกจากบรรดาผู้ที่จะไม่คงเหลืออยู่ได้  เมื่อพระราชกิจนี้สิ้นสุดลง บรรดาผู้คนที่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ทุกคนจะถูกชำระให้บริสุทธิ์และเข้าสู่ดินแดนที่สูงส่งขึ้นของมนุษยชาติ ซึ่งพวกเขาจะได้สุขสำราญกับชีวิตที่สองของมนุษย์อันงดงามมากยิ่งขึ้นบนแผ่นดินโลก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาจะเข้าสู่วันหยุดพักของมนุษย์ และดำรงอยู่ร่วมกันกับพระเจ้า    หลังจากที่บรรดาผู้ไม่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ได้ถูกตีสอนและถูกพิพากษาแล้ว โฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาจะถูกเปิดโปงออกมาอย่างหมดเปลือก ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดจะถูกทำลาย และไม่ได้รับอนุญาตให้รอดชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกับซาตาน  มนุษยชาติแห่งอนาคตจะไม่รวมเข้ากับผู้คนประเภทนี้คนใดเลยอีกต่อไป ผู้คนเช่นนี้ไม่เหมาะสมที่จะเข้าสู่แผ่นดินแห่งการหยุดพักขั้นสูงสุด อีกทั้งไม่เหมาะสมที่จะร่วมในวันแห่งการหยุดพักที่พระเจ้าและมนุษยชาติจะร่วมแบ่งปันกัน ด้วยเพราะพวกเขาเป็นเป้าหมายแห่งการลงโทษและเป็นผู้คนไม่ชอบธรรมที่ชั่วร้าย  พวกเขาเคยได้รับการไถ่มาครั้งหนึ่ง และพวกเขายังได้ถูกพิพากษาและถูกตีสอนด้วย ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยลงแรงเพื่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม เมื่อวันสุดท้ายมาถึง พวกเขาจะยังคงถูกกำจัดออกไปและถูกทำลายเนื่องจากความชั่วร้ายของพวกเขา และเป็นผลมาจากความเป็นกบฏและการไม่สามารถได้รับการไถ่ของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันได้มาอยู่ในโลกแห่งอนาคตอีกครั้ง และจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งอนาคตอีกต่อไป  ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นวิญญาณของคนตายหรือเป็นผู้คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง คนทำชั่วทั้งหมดและพวกที่ไม่ได้ถูกช่วยให้รอดทั้งหมดจะถูกทำลายทันทีที่ผู้บริสุทธิ์ในท่ามกลางมนุษยชาติเข้าสู่การหยุดพัก  สำหรับวิญญาณและพวกมนุษย์ที่ทำชั่วเหล่านี้ หรือวิญญาณของผู้คนที่ชอบธรรมและบรรดาผู้ที่ทำความชอบธรรม ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในยุคใด พวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่เป็นคนชั่วจะถูกทำลายในที่สุด และพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่ชอบธรรมจะรอดชีวิต  การที่บุคคลหรือวิญญาณจะได้รับความรอดหรือไม่นั้น ไม่ได้ถูกตัดสินบนพื้นฐานของพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายโดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม มันจะถูกกำหนดโดยการที่พวกเขาได้ต้านทานหรือกบฏต่อพระเจ้าหรือไม่ต่างหาก  ผู้คนในยุคก่อนหน้านี้ ผู้ซึ่งกระทำชั่วและไม่สามารถได้รับความรอดได้ จะเป็นเป้าหมายสำหรับการลงโทษโดยไม่มีข้อสงสัย และพวกที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ผู้ซึ่งกระทำความชั่วและไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดก็จะเป็นเป้าหมายสำหรับการลงโทษอย่างแน่นอนด้วยเช่นกัน  พวกมนุษย์จะถูกแบ่งกลุ่มไปตามความดีและความชั่ว ไม่ใช่ตามยุคสมัยที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่  เมื่อถูกแบ่งกลุ่มดังนี้แล้ว พวกเขาจะไม่ถูกลงโทษหรือได้รับบำเหน็จรางวัลในทันที แต่ทว่าพระเจ้าจะทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการลงโทษคนชั่วและให้บำเหน็จรางวัลคนดีก็ต่อเมื่อหลังจากที่พระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นการดำเนินพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในยุคสุดท้ายของพระองค์แล้วเท่านั้น  อันที่จริง พระองค์ทรงแยกมนุษย์ออกเป็นคนดีและคนชั่วมาตั้งแต่ที่พระองค์ทรงเริ่มปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดแล้ว  พระองค์เพียงแค่จะให้บำเหน็จรางวัลคนชอบธรรมและลงโทษคนชั่วเฉพาะหลังจากที่พระราชกิจของพระองค์ได้มาถึงบทอวสานแล้วเท่านั้น  ไม่ใช่ว่าพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกเป็นกลุ่มๆ เมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จสมบูรณ์แล้ว จากนั้นก็เริ่มภารกิจแห่งการลงโทษคนชั่วและให้รางวัลคนดีในทันที แต่ภารกิจนี้จะกระทำต่อเมื่อพระราชกิจของพระองค์เสร็จสิ้นหมดแล้วเท่านั้น จุดประสงค์เดียวเบื้องหลังพระราชกิจขั้นสูงสุดแห่งการลงโทษคนชั่วและการให้บำเหน็จรางวัลคนดีของพระเจ้านั้นคือการชำระพวกมนุษย์ทั้งหมดให้บริสุทธิ์อย่างถ้วนทั่ว เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงนำมนุษยชาติที่ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างหมดจดเข้าสู่การหยุดพักอันเป็นนิรันดร์ได้  พระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระองค์มีความสำคัญยิ่งยวดเป็นที่สุด ซึ่งเป็นช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ทั้งหมด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน

ก่อนหน้า: ข. ว่าด้วยวิวรณ์ของพระเจ้าเรื่องพระราชกิจของพระองค์ในยุคพระคุณ

ถัดไป: 2. พระวจนะว่าด้วยพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger