ข. ว่าด้วยการเตือนสติและการปลอบโยนของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์

691. พระเจ้าได้เสด็จมาทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลกก็เพื่อช่วยมวลมนุษย์ซึ่งเสื่อมทรามให้รอด ไม่มีการโป้ปดมดเท็จอยู่ในการนี้เลย  หากมี พระองค์ก็คงไม่ได้เสด็จมาทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เองอย่างแน่นอน  ในอดีตนั้น วิถีทางแห่งความรอดของพระองค์เกี่ยวข้องกับการแสดงความรักและความเมตตาสงสารอย่างถึงที่สุด จนถึงขั้นที่พระองค์ประทานทั้งหมดของพระองค์ให้แก่ซาตานเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับมวลมนุษย์ทั้งหมดทั้งมวล  ปัจจุบันนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นเหมือนอดีต กล่าวคือ ความรอดที่ประทานให้แก่พวกเจ้าในวันนี้เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาแห่งยุคสุดท้าย ในช่วงระหว่างที่มีการจำแนกชั้นแต่ละบุคคลไปตามประเภท ทั้งนี้ วิถีทางแห่งความรอดของพวกเจ้าไม่ใช่ความรักหรือความเมตตาสงสาร แต่เป็นการตีสอนและการพิพากษา เพื่อที่มนุษย์อาจสามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนั้น ทั้งหมดที่พวกเจ้าได้รับคือการตีสอน การพิพากษา และการเฆี่ยนตีอย่างไร้ปรานี แต่จงรู้สิ่งนี้ไว้ว่า ในการเฆี่ยนตีอันไร้หัวใจนี้ไม่มีการลงโทษเลยแม้แต่น้อย  โดยไม่ต้องคำนึงว่าคำพูดของเราอาจจะกร้าวกระด้างเพียงใด สิ่งที่ตกมาถึงพวกเจ้าเป็นเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำที่อาจจะดูเหมือนไร้หัวใจอย่างถึงที่สุดสำหรับพวกเจ้า และไม่สำคัญว่าเราอาจจะมีความโมโหมากเพียงใด สิ่งที่พรั่งพรูลงมาบนพวกเจ้าก็ยังคงเป็นวจนะแห่งการสอน และเราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำร้ายพวกเจ้าหรือทำให้พวกเจ้าถึงแก่ความตาย  ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ?  จงรู้ไว้ว่าทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิพากษาอันชอบธรรม หรือกระบวนการถลุงและการตีสอนอันไร้หัวใจ ทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด  โดยไม่ต้องคำนึงว่า วันนี้ แต่ละคนได้รับการจำแนกชั้นไปตามประเภทหรือไม่ หรือหมวดหมู่ของมนุษย์ได้รับการตีแผ่หรือไม่ จุดประสงค์ของพระวจนะทั้งปวงและพระราชกิจของพระเจ้าคือเพื่อช่วยบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงให้รอด  การพิพากษาอันชอบธรรมถูกนำมาใช้ชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ และกระบวนการถลุงอันไร้หัวใจกระทำขึ้นเพื่อชำระพวกเขาให้สะอาด ทั้งพระวจนะหรือการสั่งสอนอันกร้าวกระด้างต่างกระทำเพื่อการชำระให้บริสุทธิ์และเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรละวางพระพรเกี่ยวกับสถานะลงและทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

692. วันนี้ พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเจ้า ตีสอนพวกเจ้า และกล่าวโทษพวกเจ้า แต่เจ้าต้องรู้ว่าประเด็นของการกล่าวโทษพวกเจ้าคือ เพื่อให้เจ้ารู้จักตัวเอง พระองค์ทรงกล่าวโทษ สาปแช่ง พิพากษา และตีสอน ก็เพื่อที่เจ้าอาจจะรู้จักตัวเจ้าเอง เพื่อที่อุปนิสัยของเจ้าอาจจะเปลี่ยนแปลง และที่ยิ่งไปมากกว่านั้นก็คือ เพื่อที่เจ้าอาจจะรู้คุณค่าของเจ้าเอง และมองเห็นว่าการกระทำทั้งหมดของพระเจ้านั้นชอบธรรมและเป็นไปโดยสอดคล้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์และข้อพึงประสงค์ทั้งหลายแห่งพระราชกิจของพระองค์ มองเห็นว่าพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจโดยสอดคล้องกับแผนการของพระองค์เพื่อความรอดของมนุษย์ และมองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม ผู้ซึ่งทรงรัก ทรงช่วยให้รอด ทรงพิพากษา และทรงตีสอนมนุษย์  หากเจ้ารู้เพียงว่าเจ้ามีสถานะอันต่ำต้อย รู้เพียงว่าเจ้าเสื่อมทรามและไม่เชื่อฟัง แต่ไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเผยชัดถึงความรอดของพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนที่พระองค์ทรงกระทำในตัวเจ้าในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีหนทางใดเลยที่จะได้รับประสบการณ์ นับประสาอะไรที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้  พระเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อประหัตประหารหรือทำลายล้าง แต่เพื่อพิพากษา สาปแช่ง ตีสอน และช่วยให้รอด  จนกว่าแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์จะมาถึงจุดปิดตัว—ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดเผยบทอวสานของมนุษย์แต่ละหมวดหมู่—พระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความรอด จุดประสงค์โดยล้วนของพระราชกิจก็คือการทำให้ผู้ที่รักพระองค์มีความครบบริบูรณ์—อย่างถ้วนทั่วเช่นนั้น—และเพื่อนำพาพวกเขาเข้ามาอยู่ในความนบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรละวางพระพรเกี่ยวกับสถานะลงและทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

693. แม้ว่าผู้คนได้รับการถลุงและได้รับการสัมผัสกับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าอย่างไร้ปราณี—ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคือการลงโทษพวกเขาเพราะบาปของพวกเขา เพื่อลงโทษเนื้อหนังของพวกเขา—แต่ก็ไม่มีสิ่งใดในพระราชกิจนี้ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกล่าวโทษเนื้อหนังของพวกเขาจนถึงกับถูกทำลายไป  การเผยที่รุนแรงโดยพระวจนะทั้งหมดเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการนำทางพวกเจ้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง  พวกเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจนี้มากมายด้วยตัวพวกเจ้าเอง และเป็นที่ชัดเจนว่าพระราชกิจนี้ไม่ได้นำทางพวกเจ้าไปสู่เส้นทางที่ชั่วร้าย! ทั้งหมดเป็นไปเพื่อทำให้พวกเจ้าใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และทั้งหมดสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของเจ้า  ทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้ามีพื้นฐานมาจากความต้องการของเจ้า ตามความอ่อนแอของเจ้า และตามวุฒิภาวะจริงๆ ของเจ้า และไม่มีการวางภาระที่ไม่อาจทนรับได้ใดๆ แก่พวกเจ้า  เจ้าไม่เข้าใจสิ่งนี้อย่างชัดเจนในวันนี้ และเจ้ารู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่เป็นธรรมกับเจ้า และที่จริงแล้วเจ้าเชื่ออยู่เสมอว่าเหตุผลที่เราตีสอน พิพากษา และตำหนิเจ้าทุกวันนั้นเป็นเพราะเราเกลียดชังเจ้า  แต่ถึงแม้ว่าสิ่งที่เจ้าทนทุกข์จะเป็นการตีสอนและการพิพากษา ที่จริงแล้วนี่ก็คือความรักสำหรับเจ้า และเป็นการคุ้มครองปกป้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  หากเจ้าไม่สามารถจับใจความความหมายที่ลึกซึ้งกว่าของพระราชกิจนี้ได้ ก็จะเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะได้รับประสบการณ์ต่อไป  ความรอดนี้ควรนำความชูใจมาให้แก่เจ้า  จงอย่าปฏิเสธที่จะกลับมามีสติคิดได้  เมื่อได้มาไกลถึงเพียงนี้แล้ว นัยสำคัญของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยควรเป็นที่ชัดเจนสำหรับเจ้า และเจ้าไม่ควรมีความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับพระราชกิจนี้เป็นอย่างอื่นอีกต่อไป!

ตัดตอนมาจาก “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

694. ทุกคนได้อยู่ภายใต้กระบวนการถลุงเพราะพระวจนะของพระเจ้า  หากพระเจ้าไม่ได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ มวลมนุษย์คงจะไม่ได้รับพระพรแห่งการทนทุกข์ผ่านกระบวนการถลุงนี้อย่างแน่นอน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บรรดาผู้ที่มีความสามารถที่จะยอมรับการทดสอบของพระวจนะของพระเจ้าได้คือผู้ที่ได้รับพระพร  บนพื้นฐานของขีดความสามารถที่มีอยู่โดยธรรมชาติของผู้คน พฤติกรรมของพวกเขา และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า พวกเขาไม่คู่ควรที่จะได้รับกระบวนการถลุงประเภทนี้  พวกเขาได้ชื่นชมกับพระพรนี้เพราะพวกเขาได้รับการยกขึ้นสูงโดยพระเจ้าแล้ว  ผู้คนเคยพูดว่าพวกเขาไม่คู่ควรที่จะได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า หรือได้ยินพระวจนะของพระองค์  วันนี้ การที่ผู้คนได้รับกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระองค์นั้น ทั้งหมดเป็นเพราะการยกย่องของพระเจ้าและความปรานีของพระองค์  นี่คือพระพรของบุคคลทุกคนที่ถือกำเนิดในยุคสุดท้าย—พวกเจ้าเคยได้รับประสบการณ์กับพระพรนี้ด้วยตัวเจ้าเองหรือไม่?  พระเจ้าทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วว่าผู้คนควรได้รับประสบการณ์ความทุกข์และการเสื่อมถอยในแง่มุมใด—สิ่งนี้ไม่ได้มีพื้นฐานบนข้อพึงประสงค์ของผู้คนเอง  นี่คือความจริงที่แจ่มแจ้ง  ผู้เชื่อทุกคนควรมีความสามารถที่จะยอมรับการทดสอบของพระวจนะของพระเจ้า และทนทุกข์ภายในพระวจนะของพระองค์  สิ่งนี้ชัดเจนสำหรับพวกเจ้าหรือไม่?  ดังนั้น เจ้าจึงได้รับพระพรของวันนี้เพื่อแลกกับความทุกข์ที่เจ้าได้ก้าวผ่านมา หากเจ้าไม่ได้ทนทุกข์เพื่อพระเจ้า เจ้าก็ไม่สามารถได้รับการชมเชยจากพระองค์ได้

ตัดตอนมาจาก “รักอันจริงแท้สำหรับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เอง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

695. ที่เจ้ามีความสามารถที่จะยอมรับการพิพากษา การตีสอน การประหาร และกระบวนการถลุงของพระวจนะของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น มีความสามารถที่จะยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า ได้รับการลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้ามาก่อนยุคสมัยต่างๆ แล้ว และด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงต้องไม่เศร้าหมองมากเกินไปเมื่อเจ้าถูกตีสอน  ไม่มีใครสามารถพรากพระราชกิจซึ่งพระองค์ได้กระทำในตัวพวกเจ้า และพระพรที่ประทานแก่เจ้าไปได้ และไม่มีใครสามารถพรากสิ่งทั้งหมดที่ได้ทรงประทานแก่พวกเจ้าไปได้  ผู้คนของศาสนาไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับพวกเจ้าได้เลย  พวกเจ้าไม่ได้ครอบครองความเชี่ยวชาญอย่างใหญ่หลวงในพระคัมภีร์และไม่ได้มีทฤษฎีทางศาสนา แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงทำงานในตัวพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าจึงได้รับมากกว่าใครตลอดยุคสมัยต่างๆ—และนี่คือพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้า  เพราะการนี้พวกเจ้าจึงต้องมอบอุทิศแด่พระเจ้าให้มากยิ่งขึ้น และจงรักภักดีต่อพระเจ้าให้มากยิ่งขึ้น  เนื่องจากพระเจ้าทรงฟูมฟักเจ้า เจ้าจึงต้องเพิ่มความพยายามของเจ้า และต้องเตรียมวุฒิภาวะของเจ้าให้พร้อมที่จะรับพระบัญชาของพระเจ้า  เจ้าต้องตั้งมั่นในสถานที่ที่พระเจ้าทรงประทานให้เจ้า ต้องไล่ตามเสาะหาในการเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า ต้องยอมรับการฝึกฝนของราชอาณาจักร ได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และในท้ายที่สุดก็ได้กลายเป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า  เจ้าครอบครองความแน่วแน่เหล่านี้หรือไม่?  หากเจ้าครอบครองความแน่วแน่เช่นนั้น ในท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และจะได้เป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า  เจ้าควรเข้าใจว่าพระบัญชาหลักกำลังได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และกำลังกลายเป็นพยานอันรุ่งโรจน์ต่อพระเจ้า  นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

696. ถึงพี่น้องชายหญิงทั้งปวงผู้ได้ยินเสียงของเราแล้ว กล่าวคือ พวกเจ้าได้ยินเสียงแห่งการพิพากษาที่รุนแรงของเราแล้ว และพวกเจ้าได้ทนฝ่าความทุกข์ที่สุดขั้ว  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าควรรู้ว่า เบื้องหลังเสียงที่เข้มงวดของเรามีเจตนารมณ์ของเราซ่อนอยู่!  เราบ่มวินัยพวกเจ้าเพื่อที่พวกเจ้าอาจได้รับการช่วยให้รอด  พวกเจ้าควรรู้ว่า สำหรับบุตรที่รักทั้งหลายของเรานั้น เราจะบ่มวินัยพวกเจ้าและตัดแต่งพวกเจ้าอย่างแน่นอน และทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์ในไม่ช้า  หัวใจของเรากระหายร้อนรนยิ่งนัก แต่พวกเจ้าไม่เข้าใจหัวใจของเรา และพวกเจ้าไม่กระทำการให้สอดคล้องกับวจนะของเรา  วจนะของเราในวันนี้มาถึงพวกเจ้า ทำให้พวกเจ้าระลึกได้โดยแท้จริงว่า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้รักใคร่ และทรงทำให้พวกเจ้าทั้งปวงมีประสบการณ์กับความรักที่จริงใจของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม มีผู้คนจำนวนน้อยที่กำลังเสแสร้งอยู่ด้วย […] นี่คือเจตนารมณ์ของเรา กล่าวคือเราต้องการบรรดาผู้ที่ต้องการเราอย่างแรงกล้า และบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาเราด้วยหัวใจที่แท้จริงเท่านั้นที่สามารถทำให้เรายินดีได้  เหล่านี้คือผู้คนที่เราจะสนับสนุนด้วยมือของเราเองอย่างแน่นอน และเราจะทำให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่เผชิญกับหายนะทั้งหลาย  ผู้คนที่ต้องการพระเจ้าอย่างแท้จริง จะเต็มใจที่จะคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า และกระทำเจตจำนงของเรา  ดังนั้น พวกเจ้าควรเข้าสู่ความเป็นจริงโดยเร็วา และยอมรับวจนะของเราเสมือนชีวิตของพวกเจ้า—นี่คือภาระอันใหญ่หลวงที่สุดของเรา  หากคริสตจักรและวิสุทธิชนทั้งหลายล้วนเข้าสู่ความเป็นจริง และล้วนสามารถสามัคคีธรรมกับเราได้โดยตรง สามารถมาเผชิญหน้ากับเรา และสามารถปฏิบัติความจริงและความชอบธรรมได้ เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะเป็นบุตรที่รักของเรา ผู้ที่เรายินดีในตัวพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง  เราจะมอบพรยิ่งใหญ่ทั้งปวงแก่ผู้คนเหล่านี้

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 23” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

697. เจ้าต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง เจ้าต้องมอบตัวเจ้าให้กับความจริง เจ้าต้องสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์มากขึ้นเพื่อที่จะได้รับความจริงมากขึ้น  นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ  เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ชีวิตครอบครัวอันสงบสุข และเจ้าจะต้องไม่สูญสิ้นศักดิ์ศรีและความสัตย์สุจริตของชีวิตเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีชั่วครู่ชั่วยาม  เจ้าควรไล่ตามเสาะหาทั้งหมดที่ดีงามและงดงาม และเจ้าควรไล่ตามเสาะหาเส้นทางในชีวิตที่เปี่ยมความหมายมากขึ้น  หากเจ้าดำเนินชีวิตที่ช่างหยาบช้าสามานย์เช่นนั้น และไม่เสาะหาวัตถุประสงค์ใดๆ เจ้าไม่ได้ทิ้งชีวิตไปอย่างสูญเปล่าหรอกหรือ? เจ้าสามารถได้รับอะไรบ้างจากชีวิตเช่นนั้น? เจ้าควรละทิ้งความชื่นชมยินดีทั้งหมดของเนื้อหนังเพื่อเห็นแก่ความจริงหนึ่งประการ และไม่ควรโยนความจริงทั้งหมดทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีเพียงเล็กน้อย ผู้คนเช่นนี้ไม่มีความสัตย์สุจริตหรือศักดิ์ศรีเลย การดำรงอยู่ของพวกเขาช่างปราศจากความหมาย!

ตัดตอนมาจาก “ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

698. คนเราสามารถรู้จักพระเจ้าได้โดยการเชื่อในพระองค์ กล่าวคือ นี่คือเป้าหมายสุดท้าย และเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์  เจ้าต้องใช้ความพยายามในการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พระวจนะของพระองค์ผลิดอกออกผลในการปฏิบัติของเจ้าได้  หากเจ้ามีเพียงความรู้เกี่ยวกับคำสอน เช่นนั้นแล้วความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะสูญเปล่า  เฉพาะเมื่อเจ้าปฏิบัติและใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์เท่านั้นความเชื่อของเจ้าจึงจะได้รับการพิจารณาว่าครบบริบูรณ์และสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  บนถนนสายนี้ ผู้คนมากมายสามารถพูดถึงความรู้มากมาย  แต่เมื่อถึงเวลาตายของพวกเขา ดวงตาของพวกเขาปริ่มไปด้วยน้ำตา และพวกเขาเกลียดตัวเองที่เสียเวลาไปทั้งชีวิตและใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าเพื่อความสูญเปล่า  พวกเขาเพียงเข้าใจคำสอน แต่ไม่สามารถนำความจริงมาปฏิบัติหรือเป็นพยานต่อพระเจ้าได้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาเพียงวิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที ยุ่งราวกับผึ้ง และเมื่อหมิ่นเหม่ใกล้ความตายเท่านั้นพวกเขาจึงมองเห็นในที่สุดว่าพวกเขาขาดพร่องคำพยานที่แท้จริง ว่าพวกเขาไม่ได้รู้จักพระเจ้าเลย  และนี่ไม่สายเกินไปหรือ?  เหตุใดเจ้าจึงไม่ใช้วันนี้ให้คุ้มค่าและไล่ตามเสาะหาความจริงที่เจ้ารัก?  เหตุใดจึงรอจนถึงวันพรุ่งนี้เล่า?  หากในชีวิตเจ้าไม่ทนทุกข์เพื่อความจริงหรือพยายามได้รับความจริง อาจเป็นได้หรือไม่ว่า เจ้าปรารถนาที่จะรู้สึกเสียใจในโมงยามแห่งการตายของเจ้า?  หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดหรือจึงเชื่อในพระเจ้า?  ในความเป็นจริง หากพวกเขาใช้ความทุ่มเทพยายามเพียงแผ่วบางที่สุด  ก็มีเรื่องมากมายที่ผู้คนสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ และด้วยการนั้นย่อมทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย  นี่เป็นเพียงเพราะหัวใจของผู้คนถูกครอบงำด้วยปีศาจ จนพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของพระเจ้าได้ และสาละวนเร่งร้อนอยู่เสมอเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังของพวกเขา และไม่สัมฤทธิ์สิ่งใดเลยในท้ายที่สุด  ด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนจึงทุกข์ร้อนจากปัญหาและความลำบากยากเย็นอยู่เสมอ  เหล่านี้ไม่ใช่การทรมานของซาตานหรือ?  นี่ไม่ใช่ความเสื่อมทรามของเนื้อหนังหรอกหรือ?  เจ้าไม่ควรพยายามที่จะหลอกลวงพระเจ้าโดยลมปาก  ตรงกันข้าม เจ้ากลับต้องปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  อย่าหลอกตัวเจ้าเอง—นั่นจะทำไปเพื่ออะไร?  เจ้าสามารถได้รับสิ่งใดหรือ จากการใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังของเจ้าและการดิ้นรนเพื่อผลกำไรและชื่อเสียง?

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

699. หากเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าไม่ใช่การแสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็อาจหาประโยชน์จากโอกาสนี้และหวนคืนสู่โลกเพื่อทำมันจนสำเร็จอีกด้วย  การเสียเวลาของเจ้าแบบนี้ไม่ควรค่าเลยจริงๆ—เหตุใดจึงทรมานตัวเจ้าเองเล่า?  มันไม่จริงหรอกหรือที่เจ้าอาจชื่นชมสิ่งต่างๆ ทุกประเภทข้างนอกในโลกอันสวยงาม?  เงินทอง ผู้หญิงสวย สถานะ ความฟุ้งเฟ้อ ครอบครัว ลูกหลาน และอื่นๆ—ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ของโลกไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าอาจชื่นชมได้หรอกหรือ?  จะมีประโยชน์อันใดที่จะเดินไปเดินมาตรงนี้โดยมองหาสถานที่ที่เจ้าสามารถมีความสุขได้?  บุตรมนุษย์ไม่ทรงมีที่ใดที่จะวางพระเศียรของพระองค์ ดังนั้นเจ้าจะสามารถมีสถานที่ที่สะดวกสบายได้อย่างไร?  พระองค์จะทรงสามารถสร้างสถานที่ที่สะดวกสบายอันสวยงามเพื่อเจ้าได้อย่างไร?  นั่นเป็นไปได้หรือ?  นอกจากการพิพากษาของเรา วันนี้เจ้าสามารถเพียงรับคำสอนเกี่ยวกับความจริงเท่านั้น  เจ้าไม่สามารถได้รับสิ่งชูใจจากเราและเจ้าไม่สามารถได้รับชีวิตที่สุขสบายที่เจ้าถวิลหารอคอยทั้งวันทั้งคืน  เราจะไม่ประทานความมั่งคั่งของโลกให้แก่เจ้า  หากเจ้าไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเราก็เต็มใจที่จะมอบทางแห่งชีวิตในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันแก่เจ้า ที่จะให้เจ้าเป็นดั่งปลาที่ได้กลับไปอยู่ในน้ำ  หากเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริง เราจะเอามันทั้งหมดกลับคืน  เราไม่เต็มใจที่จะมอบคำพูดจากปากของเราให้แก่พวกที่โลภอยากได้สิ่งชูใจ ผู้ที่เป็นดั่งสุกรและสุนัข!

ตัดตอนมาจาก “เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

700. เราพูดเลยว่า ผู้คนทุกคนที่ไม่ได้เห็นคุณค่าของความจริงคือพวกที่ไม่เชื่อและพวกที่หักหลังความจริง พวกมนุษย์เช่นนั้นจะไม่มีวันได้รับการยอมรับจากพระคริสต์ บัดนี้เจ้าได้ระบุหรือยังว่ามีความไม่เชื่อมากเพียงใดอยู่ภายในตัวเจ้า และเจ้ามีการทรยศต่อพระคริสต์มากเพียงใด เราเคี่ยวเข็ญเจ้าดังนี้ว่า เนื่องจากเจ้าได้เลือกหนทางแห่งความจริงเช่นนั้นแล้ว เจ้าจึงควรอุทิศตัวเจ้าเองโดยสุดหัวใจ จงอย่าลังเลหรือไม่เต็มใจ เจ้าควรเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นของโลกหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่เป็นของผู้คนทุกคนที่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง ผู้คนทุกคนที่นมัสการพระองค์ และผู้คนทุกคนที่อุทิศตนและสัตย์ซื่อต่อพระองค์

ตัดตอนมาจาก “เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงหรือไม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

701. จงอย่าเป็นผู้ติดตามพระเจ้าที่นิ่งเฉย และจงอย่าไล่ตามเสาะหาในสิ่งซึ่งทำให้เจ้าอยากรู้อยากเห็น  เจ้าจะทำลายตัวเจ้าเองและทำให้ชีวิตของเจ้าล่าช้าโดยผ่านทางการเป็นอยู่ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว  เจ้าต้องกำจัดความนิ่งเฉยและความไม่กระตือรือร้นเช่นนั้นออกไปจากตัวเจ้า และกลายมาเป็นเก่งกาจในเรื่องการไล่ตามเสาะหาสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกและเอาชนะความอ่อนแอของตัวเจ้าเอง เพื่อที่เจ้าอาจได้รับความจริงและดำเนินชีวิตด้วยความจริง  ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับความอ่อนแอของเจ้า และข้อบกพร่องของเจ้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้า  ปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้าและข้อบกพร่องอันใหญ่หลวงที่สุดของเจ้าคือการเป็นอยู่ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเจ้าและการขาดความพึงปรารถนาที่จะแสวงหาความจริงของเจ้า  ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเจ้าทั้งหมดก็คือสภาพจิตใจอันขี้ขลาดซึ่งเป็นที่มาให้พวกเจ้ามีความสุขกับสิ่งทั้งหลายในแบบที่พวกมันเป็น และแค่รออย่างนิ่งเฉย  นี่คืออุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้า และศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

702. วันนี้ เจ้าไม่สามารถเพียงรู้สึกพอใจกับวิธีที่เจ้าถูกพิชิตเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเส้นทางที่เจ้าจะเดินในอนาคตด้วยเช่นกัน  เจ้าต้องมีความทะเยอทะยานและความกล้าที่จะถูกทำให้มีความเพียบพร้อม และไม่ควรคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเจ้านั้นไร้ความสามารถ  ความจริงมีสิ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานหรือ? ความจริงสามารถจงใจโต้แย้งผู้คนได้หรือ? หากเจ้าเสาะหาความจริง มันจะสามารถประดังท่วมท้นตัวเจ้าได้กระนั้นหรือ? หากเจ้าตั้งมั่นในความยุติธรรมแล้วไซร้ มันจะซัดเจ้าร่วงลงไปอย่างนั้นหรือ? หากมันเป็นความทะเยอทะยานที่แท้จริงของเจ้าที่จะเสาะหาชีวิตแล้วไซร้ ชีวิตสามารถแคล้วคลาดไปจากเจ้าได้หรือ? หากเจ้าปราศจากความจริง นั่นหาใช่เพราะความจริงเพิกเฉยต่อเจ้าไม่ แต่เพราะเจ้าอยู่ห่างความจริงต่างหาก หากเจ้าไม่สามารถตั้งมั่นเพื่อความยุติธรรม นั่นหาใช่เพราะมีบางสิ่งผิดปกติกับความยุติธรรมไม่ แต่เพราะเจ้าเชื่อว่ามันล้ำเส้นข้อเท็จจริงทั้งหลาย  หากเจ้าไม่ได้รับชีวิตหลังจากการเสาะหามันเป็นเวลาหลายปี นั่นหาใช่เพราะชีวิตปราศจากมโนธรรมต่อเจ้าไม่ แต่เพราะเจ้าปราศจากมโนธรรมต่อชีวิต และได้ขับไสชีวิตให้จากไป หากเจ้ามีชีวิตในความสว่าง และไม่เคยสามารถได้รับความสว่าง นั่นหาใช่เพราะความสว่างไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่เจ้าไม่ แต่เพราะเจ้าไม่ได้ใส่ในการดำรงอยู่ของความสว่างต่างหาก และดังนั้น ความสว่างจึงได้จากเจ้าไปอย่างเงียบเชียบ  หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาแล้วไซร้ ย่อมพูดได้เพียงว่าเจ้าคือขยะอันไร้ค่า และไม่มีความกล้าในชีวิตเจ้าเลย และไม่มีจิตวิญญาณที่จะต้านทานกำลังบังคับของความมืดมิดเลย  เจ้าช่างอ่อนแอเกินไป! เจ้าไม่สามารถหลีกหนีกำลังบังคับของซาตานที่ปิดล้อมเจ้าอยู่ และเจ้าเต็มใจที่จะดำเนินชีวิตซึ่งมั่นคงและปลอดภัยในแบบนี้และตายไปในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น  สิ่งที่เจ้าควรสัมฤทธิ์ก็คือการเสาะหาของเจ้าเพื่อการได้รับการพิชิต นี่ต่างหากคือภาระหน้าที่ของเจ้า  หากเจ้าพอใจที่จะถูกพิชิตแล้วไซร้ เจ้าย่อมผลักไสการดำรงอยู่ของความสว่าง

ตัดตอนมาจาก “ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

703. บางทีเจ้าคงจะพูดว่าหากเจ้าไม่มีความเชื่อ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะไม่ได้ทนทุกข์กับการตีสอนแบบนี้หรือการพิพากษาแบบนี้  แต่เจ้าควรรู้ว่าหากปราศจากความเชื่อ เจ้าไม่เพียงแต่จะไม่สามารถได้รับการตีสอนแบบนี้หรือการเอาใจใส่แบบนี้จากองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้น แต่เจ้าจะยังสูญเสียโอกาสที่จะได้พบกับพระผู้สร้างไปตลอดกาลด้วย  เจ้าจะไม่มีวันรู้จักต้นกำเนิดของมวลมนุษย์ และไม่มีวันได้จับใจความนัยสำคัญของชีวิตมนุษย์ได้  ถึงแม้ว่าร่างกายของเจ้าตายไปและดวงจิตของเจ้าจากไป เจ้าก็จะยังคงไม่เข้าใจกิจการทั้งหมดของพระผู้สร้าง นับประสาอะไรที่เจ้าจะรู้ว่าพระผู้สร้างทรงปฏิบัติพระราชกิจอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นบนแผ่นดินโลกหลังจากที่พระองค์ทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้น  ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนี้ เจ้าเต็มใจที่จะตกลงไปในความมืดอย่างไม่รู้เท่าทันในลักษณะนี้ และทนทุกข์กับการลงโทษชั่วนิรันดร์หรือไม่?  หากเจ้าแยกตัวเจ้าเองออกจากการตีสอนและการพิพากษาของวันนี้ สิ่งที่เจ้าจะได้พบคืออะไร?  เจ้าคิดหรือว่าทันทีที่แยกจากการพิพากษาของปัจจุบันนี้แล้ว เจ้าจะมีความสามารถที่จะหลีกหนีจากชีวิตที่ลำบากยากเย็นนี้ได้?  เป็นเรื่องไม่จริงหรือที่หากเจ้าออกจาก “สถานที่นี้” สิ่งที่เจ้าจะได้เผชิญคือความทรมานที่เจ็บปวดหรือการข่มเหงอย่างโหดร้ายจากมาร?  เจ้าอาจเผชิญกับวันและคืนที่ไม่อาจทานทนได้หรือไม่?  เจ้าคิดหรือว่าแค่เพราะเจ้าหลีกหนีจากการพิพากษานี้ในวันนี้ เจ้าจะสามารถเลี่ยงหนีจากการทรมานในอนาคตนั้นได้ตลอดไป?  อะไรจะเกิดกับเจ้า?  สิ่งที่เจ้าหวังไว้จะสามารถเป็นแชงกรีล่าได้จริงๆ หรือ?  เจ้าคิดหรือว่าเจ้าสามารถหลีกหนีจากการตีสอนชั่วนิรันดร์ในอนาคตได้ด้วยเพียงการวิ่งหนีจากความเป็นจริงเหมือนอย่างที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้?  หลังจากวันนี้ เจ้าจะมีวันที่จะมีความสามารถพบเจอโอกาสเหมาะแบบนี้และพระพรแบบนี้ได้อีกหรือไม่?  เจ้าจะมีความสามารถค้นพบสิ่งเหล่านั้นเมื่อความวิบัติบังเกิดแก่เจ้าได้หรือ?  เจ้าจะมีความสามารถพบเจอสิ่งเหล่านั้นเมื่อมวลมนุษย์ทั้งปวงเข้าสู่การหยุดพักได้หรือ?  ชีวิตที่มีความสุขของเจ้าในปัจจุบันและครอบครัวเล็กๆ ที่ปรองดองของเจ้า—สิ่งเหล่านั้นสามารถแทนที่บั้นปลายชั่วนิรันดร์ในอนาคตของเจ้าได้หรือ?  หากเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริง และหากเจ้าได้รับมามากมายเพราะความเชื่อของเจ้า เช่นนั้นแล้วทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เจ้า—สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—ควรได้รับ และยังเป็นสิ่งที่เจ้าควรมีตั้งแต่เริ่มต้นด้วย  ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์กับความเชื่อและชีวิตของเจ้ามากไปกว่าการพิชิตชัยเช่นนั้น

ตัดตอนมาจาก “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

704. พวกที่ใช้ชีวิตนอกวจนะของเรา หลบหนีความทุกข์แห่งการทดสอบ พวกเขาทั้งหมดไม่ใช่กำลังล่องลอยผ่านโลกหรอกหรือ? พวกเขาเป็นเหมือนกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงที่ปลิวสะบัดตรงนั้นตรงนี้ โดยไม่มีที่ให้หยุดพัก และยิ่งไม่ต้องพูดถึงถ้อยคำปลอบประโลมของเรา  แม้ว่าการตีสอนและกระบวนการถลุงของเราจะไม่ติดตามพวกเขาไป พวกเขาไม่ใช่บรรดาขอทานที่เร่ร่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เตร็ดเตร่บนท้องถนนนอกราชอาณาจักรแห่งสวรรค์หรอกหรือ? โลกคือที่หยุดพักของเจ้าจริงๆ หรือ? โดยการหลีกเลี่ยงการตีสอนของเรา เจ้าสามารถบรรลุรอยยิ้มบางที่สุด ซึ่งแสดงความปลาบปลื้มจากโลกได้จริงๆ หรือ? เจ้าสามารถใช้ความชื่นชมยินดีชั่วขณะเดียวของเจ้าเพื่อปกปิดความว่างเปล่าในหัวใจของเจ้า ความว่างเปล่าซึ่งไม่สามารถปกปิดได้ ได้จริงๆ หรือ? เจ้าอาจมีความสามารถหลอกทุกคนในครอบครัวของเจ้าได้ แต่เจ้าไม่มีวันสามารถหลอกเราได้  เพราะความเชื่อของเจ้านั้นมีน้อยเกินไป จนถึงทุกวันนี้ เจ้าจึงยังคงไร้พลังอำนาจที่จะค้นพบความปีติยินดีใดๆ ที่ชีวิตมีให้  เราเร่งเร้าเจ้า: การใช้ครึ่งชีวิตของเจ้าอย่างจริงใจเพื่อเห็นแก่เราดีกว่าการใช้ทั้งชีวิตของเจ้าในเรื่องธรรมดาสามัญและงานที่ทำให้ยุ่งและไม่มีประโยชน์สำหรับเนื้อหนัง สู้ทนความทุกข์ทั้งมวลที่มนุษย์คนหนึ่งแทบจะไม่สามารถทนได้  การหวงแหนความล้ำค่าของตัวเจ้าเองมากมายยิ่งนักและหลบหนีจากการตีสอนของเราเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใดเล่า? การซ่อนตัวเจ้าเองจากการตีสอนชั่วขณะของเราเพียงเพื่อเก็บเกี่ยวความน่าตะขิดตะขวงใจชั่วนิรันดร์ การตีสอนชั่วนิรันดร์ เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใดเล่า? โดยข้อเท็จจริงแล้ว เราไม่บิดงอผู้ใดต่อเจตจำนงของเรา  หากใครบางคนเต็มใจที่จะนบนอบต่อแผนการของเราทั้งหมดอย่างแท้จริง เราก็จะไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างอ่อนด้อย  แต่เราพึงประสงค์ให้ผู้คนทั้งหมดเชื่อในเรา ดั่งเช่นที่โยบได้เชื่อในเรา พระยาห์เวห์  หากความเชื่อของพวกเจ้าเกินกว่าความเชื่อของโธมัส เช่นนั้นแล้วความเชื่อของพวกเจ้าก็จะบรรลุคำชมเชยจากเรา ในความจงรักภักดีของพวกเจ้านั้นเจ้าจะพบความสุขอันล้นพ้นของเรา และเจ้าจะพบพระสิริของเราในวันต่างๆ ของพวกเจ้าอย่างแน่นอน

ตัดตอนมาจาก “การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

705. พระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์ที่จะพิชิตผู้คนผ่านทางการตีสอน พระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์ที่จะนำทางผู้คนโดยการจูงจมูก พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้ผู้คนเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์และปฏิบัติงานด้วยวิธีนิยมแบบบ่มวินัย และทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์โดยผ่านการนี้  แต่ผู้คนไม่มีความละอายและเป็นกบฏต่อพระองค์อยู่เนืองนิตย์  เราเชื่อว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราที่จะพบวิธีที่เรียบง่ายที่สุดในการทำให้พระองค์ทรงสมดังพระทัย นั่นคือ การเชื่อฟังการจัดการเตรียมการทุกอย่างของพระองค์  หากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ในการนี้ได้อย่างแท้จริง เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายดายและน่าชื่นบานหรอกหรือ?  จงเดินไปบนเส้นทางที่เจ้าควรเดิน อย่าใส่ใจต่อสิ่งที่ผู้อื่นกล่าว และอย่าคิดมากจนเกินไป  อนาคตของเจ้าและชะตากรรมของเจ้าอยู่ในมือของเจ้าเองมิใช่หรือ?  เจ้าพยายามที่จะหลีกหนีเสมอ โดยปรารถนาที่จะเดินบนเส้นทางทางโลก—แต่เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถหนีออกไปได้เล่า?  เหตุใดเล่าเจ้าจึงหวั่นไหวอยู่ที่ตรงทางแยกมาเป็นเวลาหลายปี และแล้วก็ลงเอยด้วยการเลือกเส้นทางนี้อีกครั้ง?  หลังจากที่พเนจรมาเป็นเวลาหลายปี เหตุใดเจ้าจึงได้กลับคืนสู่บ้านหลังนี้ในตอนนี้ทั้งที่ตัวเจ้าเองไม่อยากทำ?  นี่ขึ้นอยู่กับเจ้าหรือไม่?  สำหรับพวกเจ้าเหล่านั้นที่อยู่ในกระแสนี้ หากเจ้าไม่เชื่อเรา เช่นนั้นแล้วก็จงฟังสิ่งนี้ กล่าวคือ หากเจ้าวางแผนที่จะจากไป มาดูกันว่าพระเจ้าจะทรงปล่อยให้เจ้าไปหรือไม่ ดูกันว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงขับเคลื่อนเจ้าอย่างไร—จงรับประสบการณ์ด้วยตัวเจ้าเอง  กล่าวตามตรงว่า ต่อให้เจ้าทนทุกข์กับความโชคร้าย เจ้าก็ต้องทนทุกข์ในกระแสนี้ และหากมีความทุกข์ใด เจ้าก็ต้องทนทุกข์ ณ ที่นี่ ในวันนี้ เจ้าไม่สามารถไปที่อื่นได้  นี่ชัดเจนต่อเจ้าหรือไม่?  เจ้าน่าจะไปที่ใดกันเล่า?  นี่คือประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้า  เจ้าคิดว่าการเลือกสรรของพระเจ้าต่อผู้คนกลุ่มนี้ไม่มีความหมายใดเลยหรือ?  ในพระราชกิจของพระองค์วันนี้ พระเจ้าไม่ทรงกริ้วมากขึ้นอย่างง่ายดาย—แต่หากผู้คนพยายามทำให้แผนการของพระองค์หยุดชะงัก พระพักตร์ของพระองค์จะทรงเปลี่ยนไปในทันใด เปลี่ยนจากสว่างไสวเป็นหม่นครึ้ม  ดังนั้น เราแนะนำให้เจ้าลงหลักปักฐานและนบนอบต่อการออกแบบของพระเจ้า และปล่อยให้พระองค์ทรงทำให้เจ้าครบบริบูรณ์  ผู้คนที่ทำเช่นนี้เท่านั้นจึงมีความเฉลียวฉลาด

ตัดตอนมาจาก “เส้นทาง… (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

706. ในภายภาคหน้า การที่เจ้าจะได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่งจะตัดสินบนพื้นฐานการกระทำ และพฤติกรรมของพวกเจ้าในวันนี้  หากเจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ก็ต้องเป็นตอนนี้เลยในยุคสมัยนี้ จะไม่มีอีกโอกาสแล้วในอนาคต  พระเจ้าทรงต้องประสงค์อย่างแท้จริงที่จะให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อมในตอนนี้ และนี่ไม่ใช่การพูดตามธรรมเนียม  ในภายภาคหน้า ไม่ว่าการทดสอบอะไรจะตกมาถึงเจ้า ไม่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้น หรือเจ้าต้องประสบกับความวิบัติใด พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อม นี่คือข้อเท็จจริงอันแน่นอนและไม่อาจโต้แย้งได้  สิ่งนี้สามารถมองเห็นได้จากที่ไหนหรือ? สามารถมองเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุคนไม่เคยบรรลุความสูงส่งอันยิ่งใหญ่เช่นในปัจจุบันนี้  พระวจนะของพระเจ้าได้เข้าสู่อาณาจักรสูงสุด และพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อมวลมนุษยชาติในปัจจุบันนั้นไม่เคยมีการเกิดขึ้นมาก่อน  แทบไม่มีใครจากคนรุ่นต่างๆ ที่ผ่านมาได้เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ แม้แต่ในยุคของพระเยซู วิวรณ์ของยุคปัจจุบันก็ไม่ได้มีอยู่  พระวจนะที่ตรัสต่อพวกเจ้า สิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจ และประสบการณ์ของพวกเจ้า ล้วนไปถึงจุดสูงสุดจุดใหม่  ในท่ามกลางการทดสอบและการตีสอน พวกเจ้าก็ไม่จากไป และนี่คือผลพิสูจน์พอเพียงว่าพระราชกิจของพระเจ้าได้บรรลุความรุ่งเรืองแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์มีความสามารถที่จะทำได้ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์รักษาไว้ แต่ทว่า นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  ด้วยเหตุนี้ จากความเป็นจริงหลายประการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า สามารถมองเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และพระองค์ทรงสามารถที่จะทำให้พวกเจ้าครบบริบูรณ์อย่างแน่นอน  หากพวกเจ้ามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในข้อนี้ และทำการค้นพบใหม่นี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่รอคอยการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าจะยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้าครบบริบูรณ์ในยุคปัจจุบันนี้เลย  ด้วยเหตุนี้เอง พวกเจ้าแต่ละคนควรทำเต็มกำลังของเจ้า โดยไม่เก็บกักความพยายาม เพื่อว่าเจ้าอาจได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ต่อทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

707. ในกระแสปัจจุบัน ทุกคนที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นหนุ่มสาวหรือคนสูงวัย ตราบที่พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาและเคารพพระองค์ พวกเขาก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้  พระเจ้าทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมโดยสอดคล้องกับหน้าที่ของพวกเขาซึ่งแตกต่างกันไป  ดังนั้นตราบที่เจ้าทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดของเจ้า และนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าก็สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้  ณ ปัจจุบัน ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่มีความเพียบพร้อม  บางครั้งเจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้หนึ่งอย่าง และบางครั้งก็ได้ถึงสองอย่าง  แค่ตราบใดที่เจ้าทำจนถึงที่สุดเพื่อที่จะสละตัวเจ้าเพื่อพระเจ้า เจ้าก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ได้ในท้ายที่สุด

ตัดตอนมาจาก “ต่อทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

708. พระประสงค์ของพระเจ้าคือเพื่อให้ทุกคนได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และท้ายที่สุดได้เป็นผู้ที่พระองค์ทรงรับไว้ ได้เป็นผู้ที่พระองค์ทรงชำระให้สะอาด และได้กลายเป็นประชากรที่พระองค์ทรงรัก  มันไม่สำคัญ ไม่ว่าเราจะกล่าวว่าพวกเจ้าล้าหลังหรือมีขีดความสามารถต่ำหรือไม่ก็ตาม—นี่คือข้อเท็จจริงทั้งหมด  การกล่าวเรื่องนี้ของเรามิได้พิสูจน์ว่าเราตั้งใจที่จะละทิ้งพวกเจ้า ว่าเราได้สูญสิ้นความหวังในตัวพวกเจ้า นับประสาอะไรที่จะพิสูจน์ว่าเราไม่เต็มใจที่จะช่วยพวกเจ้าให้รอด  วันนี้ เราได้มาเพื่อทำงานแห่งความรอดของพวกเจ้า ซึ่งกล่าวได้ว่า งานที่เราทำคือส่วนต่อเนื่องของงานแห่งความรอด  ทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม กล่าวคือ หากว่าเจ้าเต็มใจ หากว่าเจ้าไล่ตามเสาะหา ในท้ายที่สุดเจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์นี้ และไม่มีสักคนจากพวกเจ้าที่จะถูกละทิ้ง  หากเจ้ามีขีดความสามารถต่ำ ข้อพึงประสงค์ของเราต่อเจ้าจะสอดคล้องกับขีดความสามารถที่ต่ำของเจ้า หากเจ้ามีขีดความสามารถสูง ข้อพึงประสงค์ของเราต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับขีดความสามารถที่สูงของเจ้า หากเจ้าไม่รู้เท่าทันหรือไม่มีการศึกษา ข้อพึงประสงค์ของเราต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับความไม่มีการศึกษาของเจ้า หากเจ้ามีการศึกษา ข้อพึงประสงค์ของเราต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามีการศึกษา หากเจ้าเป็นคนสูงวัย ข้อพึงประสงค์ของเราต่อเจ้าจะสอดคล้องกับวัยของเจ้า หากเจ้ามีความสามารถในการให้การต้อนรับขับสู้ ข้อพึงประสงค์ของเราต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับความสามารถนี้ หากเจ้าพูดว่าเจ้าไม่สามารถให้การต้อนรับขับสู้ได้ และสามารถเพียงปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ หรือการดูแลคริสตจักร หรือการเข้าร่วมกิจการทั่วไปอื่นๆ  การทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมของเราก็จะสอดคล้องกับหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ  การจงรักภักดี การเชื่อฟังจนถึงปลายทาง และการพยายามที่จะมีความรักสูงสุดให้แก่พระเจ้า—นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องสำเร็จลุล่วง และไม่มีการปฏิบัติใดที่ดีกว่าสามสิ่งนี้  ท้ายที่สุด มนุษย์ต้องสัมฤทธิ์ในสามสิ่งนี้ และหากเขาสามารถสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว เขาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  แต่เหนืออื่นใด เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริง เจ้าต้องมุ่งสู่สิ่งที่ดีขึ้นและสูงขึ้นอย่างแข็งขัน และต้องไม่นิ่งเฉยในเรื่องนั้น  เราได้กล่าวไปแล้วว่าทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และมีความสามารถที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และเรื่องนี้ยังคงเป็นจริง  แต่เจ้าไม่พยายามที่จะทำให้ดีขึ้นในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า  หากเจ้าไม่สัมฤทธิ์ในสามเกณฑ์เหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว ในที่สุด เจ้าต้องถูกขจัดทิ้งไป  เราต้องการให้ทุกคนตามให้ทัน เราต้องการให้ทุกคนมีงานและความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสามารถเชื่อฟังไปจนถึงปลายทาง เพราะนี่คือหน้าที่ที่พวกเจ้าแต่ละคนควรต้องปฏิบัติ  เมื่อพวกเจ้าทั้งหมดได้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดก็จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วพวกเจ้าก็จะมีคำพยานอันกึกก้องด้วยเช่นกัน  ทุกคนที่มีคำพยานคือบรรดาผู้ที่มีชัยชนะเหนือซาตานและได้รับพระสัญญาของพระเจ้า และพวกเขาคือบรรดาผู้ที่จะยังคงเหลืออยู่เพื่อมีชีวิตในบั้นปลายอันน่าอัศจรรย์

ตัดตอนมาจาก “การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

709. ตาที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและอคติต่อผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนอ่อนเยาว์ควรมี และผู้คนอ่อนเยาว์ไม่ควรดำเนินการกระทำซึ่งเป็นการทำลายล้างและเป็นที่น่าสะอิดสะเอียน  พวกเขาไม่ควรปราศจากอุดมคติ ความทะเยอทะยานและความอยากอันกระตือรือร้นที่จะทำให้ตนเองดีขึ้น พวกเขาไม่ควรท้อแท้เกี่ยวกับความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ และพวกเขาไม่ควรสูญเสียความหวังในชีวิตหรือความมั่นใจในอนาคต พวกเขาควรมีความเพียรพยายามที่จะดำเนินต่อไปตามหนทางแห่งความจริงที่บัดนี้พวกเขาได้เลือกแล้ว—เพื่อตระหนักถึงความปรารถนาของพวกเขาที่จะสละทั้งชีวิตของพวกเขาเพื่อเรา  พวกเขาไม่ควรอยู่โดยปราศจากความจริง อีกทั้งพวกเขาไม่ควรซ่อนความหน้าซื่อใจคดและความไม่ชอบธรรม—พวกเขาควรตั้งมั่นในทีท่าที่เหมาะสม  พวกเขาไม่ควรล่องลอยตามไปเฉยๆ แต่ควรมีวิญญาณที่กล้าที่จะทำการพลีอุทิศและดิ้นรนต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความจริง  ผู้คนอ่อนเยาว์ควรมีความกล้าหาญที่จะไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อการบีบคั้นโดยกำลังบังคับแห่งความมืดและที่จะแปลงสภาพนัยสำคัญของการดำรงอยู่ของพวกเขา  ผู้คนอ่อนเยาว์ไม่ควรยอมรับความทุกข์ยากด้วยความไม่เต็มใจ แต่ควรเปิดกว้างและเปิดเผย ด้วยวิญญาณแห่งการให้อภัยสำหรับพี่น้องชายหญิงของพวกเขา  แน่นอนเหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ของเราต่อทุกคน และคำแนะนำของเราแก่ทุกคน  แต่ยิ่งไปกว่านั้น เหล่านี้เป็นวจนะปลอบขวัญของเราสำหรับผู้คนอ่อนเยาว์ทั้งหมด  พวกเจ้าควรปฏิบัติโดยสอดคล้องกับวจนะของเรา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนอ่อนเยาว์ไม่ควรปราศจากความแน่วแน่ที่จะใช้การหยั่งรู้ในปัญหาต่างๆ และที่จะแสวงหาความยุติธรรมและความจริง  พวกเจ้าควรไล่ตามเสาะหาทุกสรรพสิ่งที่สวยงามและดีงาม และพวกเจ้าควรได้รับความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งหมด  เจ้าควรมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของเจ้า และเจ้าต้องไม่ใช้ชีวิตอย่างไม่เอาใจใส่

ตัดตอนมาจาก “พระวจนะสำหรับผู้เยาว์และผู้สูงวัย” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

710. ในขณะที่กำลังมีการปฏิบัติพระราชกิจเพื่อความรอดของพระเจ้า บุคคลทุกคนซึ่งสามารถช่วยให้รอดได้จะได้รับการช่วยให้รอดมากเท่าที่จะมากได้และจะไม่มีใครถูกทิ้งขว้าง เพราะจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้าก็คือการช่วยมนุษย์ให้รอด  ผู้คนทั้งหมดที่ไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเองในระหว่างช่วงเวลาแห่งความรอดของมนุษย์ของพระเจ้า—รวมทั้งผู้คนทั้งหมดที่ไม่สามารถนบนอบต่อพระเจ้าได้อย่างครบบริบูรณ์—จะกลายเป็นวัตถุสำหรับการลงโทษ พระราชกิจในระยะนี้—พระราชกิจแห่งพระวจนะ—จะไขหนทางและความล้ำลึกทั้งปวงที่ผู้คนไม่เข้าใจให้กับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าและข้อพึงประสงค์ทั้งหลายที่พระเจ้ามีต่อพวกเขา และเพื่อให้พวกเขาสามารถมีความพร้อมพื้นฐานในการที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา  พระเจ้าทรงใช้เพียงพระวจนะในการทรงพระราชกิจของพระองค์ และมิทรงลงโทษผู้คนที่เป็นกบฏเล็กน้อย นี่เป็นเพราะว่าตอนนี้คือเวลาของพระราชกิจแห่งความรอด หากผู้ใดก็ตามซึ่งปฏิบัติอย่างเป็นกบฏได้ถูกลงโทษ เช่นนั้นก็จะไม่มีผู้ใดมีโอกาสเหมาะที่จะได้รับการช่วยให้รอดเลย  ทุกคนคงจะถูกลงโทษและตกลงไปสู่แดนคนตาย  จุดประสงค์ของพระวจนะที่ทรงพิพากษามนุษย์คือเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขารู้จักตัวเองและนบนอบต่อพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อลงโทษพวกเขาด้วยการพิพากษาดังกล่าว  ในระหว่างช่วงเวลาของพระราชกิจของพระวจนะ ผู้คนมากมายจะเปิดโปงความเป็นกบฏและการเยาะเย้ยท้าทายของพวกเขาออกมา รวมทั้งการไม่เชื่อฟังที่พวกเขามีต่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ด้วย  อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็คือ พระองค์จะไม่ลงโทษผู้คนเหล่านี้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์กลับจะทรงปัดทิ้งเฉพาะผู้ที่เสื่อมทรามจนถึงแก่นกลางและผู้ที่ไม่สามารถช่วยให้รอดได้เท่านั้น  พระองค์จะประทานเนื้อหนังของพวกเขาให้แก่ซาตาน และในไม่กี่กรณี จะทรงสิ้นสุดเนื้อหนังของพวกเขา บรรดาผู้ที่เหลืออยู่จะยังคงติดตามและได้รับประสบการณ์การถูกจัดการและตัดแต่งต่อไป  หากขณะกำลังติดตาม ผู้คนเหล่านี้ยังคงไม่สามารถยอมรับการถูกจัดการและตัดแต่งได้ และเสื่อมสภาพลงไปทุกที เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะสูญเสียโอกาสสำหรับความรอดของพวกเขา  แต่ละบุคคลที่ได้นบนอบต่อการพิชิตด้วยพระวจนะจะมีโอกาสเหมาะเกินพอที่จะได้รับความรอด ความรอดของพระเจ้าสำหรับผู้คนเหล่านี้แต่ละคนจะเป็นการให้ความกรุณาอันสูงสุดของพระองค์  กล่าวได้อีกนัยว่า พวกเขาจะมองเห็นการยอมผ่อนปรนอย่างถึงที่สุด  ตราบเท่าที่ผู้คนหันหลังกลับจากเส้นทางที่ผิด และตราบเท่าที่พวกเขาสามารถกลับใจได้ พระเจ้าจะประทานโอกาสให้พวกเขาได้รับความรอดของพระองค์  เมื่อพวกมนุษย์กบฏต่อพระเจ้าในครั้งแรก พระองค์ไม่ทรงพึงปรารถนาที่จะทำให้พวกเขาถึงแก่ความตาย แต่พระองค์กลับทรงทำทั้งหมดที่พระองค์ทรงสามารถทำได้เพื่อช่วยพวกเขาให้รอด  หากใครบางคนไม่มีห้องว่างให้กับความรอดเลยจริงๆ  เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะปัดพวกเขาทิ้งไป  เหตุผลที่พระเจ้าทรงลงโทษผู้คนบางคนช้า ก็เป็นเพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะช่วยทุกคนที่สามารถช่วยให้รอดได้  พระองค์ทรงพิพากษา ทรงให้ความรู้แจ้ง และทรงนำผู้คนด้วยพระวจนะเท่านั้น และไม่ใช้ไม้เรียวเพื่อทำให้พวกเขาถึงแก่ความตาย  การนำพระวจนะมาใช้เพื่อนำพาความรอดมาสู่มนุษย์คือจุดประสงค์และนัยสำคัญของช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจ

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรละวางพระพรเกี่ยวกับสถานะลงและทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

711. เราไม่ต้องการเห็นใครก็ตามรู้สึกราวกับว่าพระเจ้าได้ทรงทิ้งพวกเขาไว้ในความหนาวเย็น ว่าพระเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาหรือได้หันหลังให้กับพวกเขา  ทั้งหมดที่เราต้องการเห็นก็คือทุกคนอยู่บนถนนเพื่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและการพยายามเข้าใจพระเจ้า โดยเดินหน้าอย่างหาญกล้าด้วยความตั้งใจแน่วแน่อันไม่เปลี่ยนแปลง โดยปราศจากความสงสัยเคลือบแคลงหรือภาระใดๆ  ไม่สำคัญว่าเจ้าได้กระทำผิดใด ไม่สำคัญว่าเจ้าได้ไถลห่างไปไกลเพียงใด หรือเจ้าได้ล่วงละเมิดอย่างรุนแรงเพียงใด จงอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาระหรือสัมภาระส่วนเกินที่เจ้าต้องแบกไปด้วยในการไล่ตามเสาะหาการเข้าใจพระเจ้าของเจ้า  จงเดินไปข้างหน้าต่อไป  พระเจ้าทรงเก็บความรอดของมนุษย์ไว้ในพระทัยของพระองค์ตลอดเวลา นี่ไม่มีวันเปลี่ยน  นี่คือส่วนที่ล้ำค่ามากที่สุดของแก่นแท้ของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

712. จากปฐมกาลจนกระทั่งถึงวันนี้ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถสนทนากับพระเจ้าได้  กล่าวคือ ท่ามกลางสรรพสิ่งที่มีชีวิตและสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงของพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากมนุษย์ที่สามารถสนทนากับพระเจ้าได้  มนุษย์มีหูที่ทำให้เขาสามารถรับฟังได้ และตาที่ทำให้เขามองเห็น เขามีภาษา และมีแนวคิดของเขาเอง และมีเจตจำนงเสรี  เขาครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต้องมีในการรับฟังพระเจ้าตรัส และเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า และดังนั้นพระเจ้าจึงทรงประสาทความปรารถนาทั้งหมดของพระเจ้าให้กับมนุษย์ โดยทรงต้องประสงค์ที่จะทำให้มนุษย์เป็นสหายผู้มีจิตใจเดียวกันกับพระองค์และผู้ที่สามารถเดินไปกับพระองค์ได้  นับตั้งแต่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นบริหารจัดการ พระเจ้าทรงกำลังรอคอยอยู่ตลอดเวลาที่จะให้มนุษย์มอบหัวใจของเขาแก่พระองค์ ยอมให้พระองค์ชำระมันให้บริสุทธิ์และสวมใส่มัน เพื่อทำให้เขาเป็นที่พึงพอพระทัยของพระเจ้าและเป็นที่รักของพระเจ้า เพื่อทำให้เขาเคารพพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว  พระเจ้าทอดพระเนตรไปข้างหน้าและรอคอยบทอวสานนี้มาตลอด

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

713. มนุษยชาติซึ่งได้ไถลห่างไปจากการจัดเตรียมชีวิตตามแนวทางขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้น รู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อจุดประสงค์ของการดำรงอยู่ แต่กระนั้นกลับรู้ที่จะหวาดกลัวต่อความตาย  พวกเขาขาดการช่วยเหลือหรือสนับสนุน แต่ก็ยังคงสองจิตสองใจที่จะยอมปิดเปลือกตาลง และได้ทำใจที่จะใช้ชีวิตอย่างต่ำทรามในโลกนี้ เหมือนกระสอบบรรจุเนื้อหนังที่ปราศจากสำนึกรับรู้แห่งดวงวิญญาณที่เป็นของตนเอง  เจ้าดำเนินชีวิตอยู่แบบนี้ อย่างปราศจากความหวัง ปราศจากจุดมุ่งหมาย มนุษย์คนอื่นๆ ก็เช่นกัน  มีเพียงองค์บริสุทธิ์ในตำนานเท่านั้นที่จะช่วยผู้คนซึ่งกำลังครวญครางอยู่ท่ามกลางความทุกข์ของตน ผู้รอการมาถึงของพระองค์แทบขาดใจได้  จนถึงตอนนี้ การเชื่อนั้นก็ยังไม่เป็นที่ตระหนักในหมู่คนที่ไร้สติ  กระนั้นผู้คนก็ยังโหยหาสิ่งนั้นอยู่ดี  องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงมีพระเมตตาปราณีต่อผู้คนเหล่านี้ที่ทุกข์อย่างล้ำลึก ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงเอือมระอากับผู้คนที่ไร้สติเหล่านี้ เนื่องจากพระองค์ต้องทรงรอคอยคำตอบจากมนุษย์นานเกินไป  พระองค์ทรงเฝ้าปรารถนาที่จะแสวงหา แสวงหาหัวใจของเจ้าและจิตวิญญาณของเจ้า  เพื่อนำน้ำและอาหารมามอบให้เจ้า เพื่อปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้นมา เพื่อที่เจ้าจะไม่ต้องกระหายและหิวโหยอีกต่อไป  ยามที่เจ้ารู้สึกอ่อนล้าท้อใจและยามที่เจ้าเริ่มรู้สึกถึงความหนาวเหน็บอ้างว้างบางอย่างในโลกใบนี้ จงอย่าหลงทาง จงอย่าร่ำไห้  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้เฝ้าดู จะทรงโอบกอดการมาถึงของเจ้าไม่ว่า ณ เวลาใดก็ตาม  พระองค์จะทรงเฝ้าจับตาดูอยู่ข้างกายเจ้า รอคอยให้เจ้าหันหลังกลับมา  พระองค์ทรงกำลังรอคอยวันที่เจ้าพลันฟื้นความทรงจำขึ้นมา กล่าวคือ ยามที่เจ้าได้ตระหนักว่า ตัวเจ้านั้นมาจากพระเจ้า ได้ตระหนักว่า ณ เวลาหนึ่ง เจ้าได้หลงทางไป ณ เวลาหนึ่ง เจ้าได้สูญเสียสติไปในระหว่างเส้นทาง และ ณ เวลาหนึ่ง เจ้าได้ “บิดา” มาหนึ่งคน ยิ่งไปกว่านั้นคือ ยามที่เจ้าตระหนักว่า องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงติดตามเฝ้าดูเจ้าตลอดมา ทรงรอคอยปักหลักอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานแสนนานเพื่อการกลับมาของเจ้า  พระองค์ทรงเฝ้ารอดูด้วยความถวิลหาสุดพระทัย รอคอยการตอบสนองที่ไม่มีแม้คำตอบสักคำ  การรอคอยอย่างมั่นคงของพระองค์นั้นเลอค่าเหนือกว่าจะประมาณได้  และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของหัวใจมนุษย์และจิตวิญญาณของมนุษย์  บางที การรอคอยอย่างมั่นคงของพระองค์นั้นอาจไม่มีจุดสิ้นสุด และบางทีอาจมาถึงจุดสิ้นสุดของมันแล้ว  แต่ตัวเจ้านั้นก็ควรรู้ว่า หัวใจของเจ้าและจิตวิญญาณของเจ้านั้นอยู่ที่ไหนในเวลานี้

ตัดตอนมาจาก “การทอดถอนพระทัยขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

714. ความรักและความสงสารเห็นใจของพระเจ้าแผ่ซ่านไปทั่วทุกรายละเอียดทั้งหมดของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และโดยไม่สนใจว่า ผู้คนจะสามารถเข้าใจเจตนารมณ์อันดีของพระเจ้าหรือไม่ พระองค์ยังคงทรงปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงเริ่มไว้ให้สำเร็จลุล่วงโดยไม่ทรงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย  โดยไม่คำนึงเจาะจงว่ามีผู้คนมากมายเพียงใดที่เข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้า ความช่วยเหลือและผลประโยชน์ต่างๆ ที่พระราชกิจของพระเจ้านำพามาสู่มนุษย์นั้น ทว่าทุกคนสามารถซึ้งคุณค่าได้  บางที ในวันนี้ เจ้าอาจไม่รู้สึกถึงความรักใดๆ หรือชีวิตที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ แต่ตราบที่เจ้าไม่ทอดทิ้งพระเจ้า และไม่เลิกล้มความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง จะต้องมีสักวันที่พระเจ้าทรงเผยรอยแย้มสรวลกับเจ้า  เนื่องด้วยจุดมุ่งหมายแห่งพระราชกิจการบริหารจัดการของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อกู้คืนผู้คนซึ่งอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน ไม่ใช่เพื่อทอดทิ้งผู้คนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและต่อต้านพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: ก. ว่าด้วยข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์

ถัดไป: ค. ว่าด้วยคำเตือนของพระเจ้าสำหรับมนุษย์

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?

ยุคเก่าได้ผ่านไป และยุคใหม่ได้มาถึงแล้ว ปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่า พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจไปมากมาย พระองค์เสด็จเข้ามาสู่โลก...

ความแตกต่างในแก่นแท้ระหว่างพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์กับประชากรซึ่งพระเจ้าทรงใช้งาน

หลายปีมานี้เป็นเวลาที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงกำลังค้นหามาตลอดขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลก...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้