ก. ว่าด้วยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

228. พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และดังนั้นพระองค์จึงทรงทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์และนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระองค์ พระองค์จะทรงบัญชาทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งจะได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  สิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้าทั้งหมด รวมถึงสัตว์ พืชพรรณ มวลมนุษย์ ภูเขาและแม่น้ำ และทะเลสาบ—ทั้งหมดล้วนต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  ทุกสรรพสิ่งในท้องฟ้าและบนผืนดินต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถมีตัวเลือกใดและทั้งหมดต้องนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์  การนี้ประกาศกฤษฎีกาโดยพระเจ้า และเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า  พระเจ้าทรงบัญชาทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงจัดระเบียบและทรงจัดลำดับทุกสรรพสิ่ง โดยที่แต่ละสิ่งนั้นได้รับการแยกชั้นตามชนิด และได้รับการแบ่งสรรตำแหน่งของพวกมันเองโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า  ไม่สำคัญว่ามันจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถล้ำเลิศกว่าพระเจ้าได้ ทุกสรรพสิ่งรับใช้มวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น และไม่มีสิ่งใดเลยที่กล้าที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือทำการเรียกร้องใดๆ จากพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

229. พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้ขึ้นมา พระองค์ได้ทรงสร้างมวลมนุษย์นี้ขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นสถาปนิกแห่งวัฒนธรรมกรีกโบราณและอารยธรรมมนุษย์  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงปลอบประโลมมวลมนุษย์นี้ และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงดูแลเอาใจใส่มวลมนุษย์นี้ทั้งคืนและวัน  พัฒนาการและความก้าวหน้าของมนุษย์นั้นไม่สามารถแยกออกจากอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าได้ และประวัติศาสตร์และอนาคตของมวลมนุษย์เองก็หาได้พ้นไปจากการออกแบบของพระเจ้า  หากเจ้าเป็นคริสตชนแท้คนหนึ่ง เจ้าย่อมจะเชื่ออย่างแน่นอนว่า ความรุ่งเรืองและความตกต่ำของประเทศใดหรือชนชาติใดก็ตามอุบัติขึ้นตามการออกแบบของพระเจ้า  พระเจ้าแต่เพียงลำพังเท่านั้นที่ทรงรู้ชะตากรรมของประเทศหรือชาตินั้น และพระเจ้าเพียงลำพังเท่านั้นที่ทรงควบคุมครรลองของมวลมนุษย์นี้  หากมวลมนุษย์ปรารถนาจะมีชะตากรรมที่ดี หากประเทศหนึ่งปรารถนาจะมีชะตากรรมที่ดี มนุษย์ก็จะต้องกราบไหว้พระเจ้าเพื่อนมัสการ กลับใจ และสารภาพต่อพระพักตร์ของพระเจ้า หรือหากไม่เช่นนั้น ชะตากรรมและปลายทางของมนุษย์ก็จะต้องเป็นมหันตภัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

230. จากเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นการสร้างทุกสรรพสิ่ง ฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ได้เริ่มแสดงออกและเผยออกไป เพราะพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่ง  ไม่ว่าพระองค์จะได้ทรงสร้างพวกมันในลักษณะใด ไม่ว่าพระองค์จะได้ทรงสร้างพวกมันเพราะเหตุใด ทุกสรรพสิ่งก็ได้เป็นขึ้นมาและยืนหยัดมั่นคงและดำรงอยู่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง  ในเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะได้ปรากฏขึ้นในโลกนี้ พระผู้สร้างได้ทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อสร้างทุกสรรพสิ่งให้แก่มวลมนุษย์ และได้ทรงใช้วิธีการที่มีเอกลักษณ์ของพระองค์เพื่อตระเตรียมสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมให้แก่มวลมนุษย์  ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำอยู่ในการตระเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ ผู้ซึ่งจะได้รับลมปราณของพระองค์ในไม่ช้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะถูกสร้างขึ้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าได้รับการแสดงออกไปในสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงที่แตกต่างไปจากมวลมนุษย์ ในสิ่งทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่อย่างฟ้าสวรรค์ ดวงสว่าง ทะเล และแผ่นดิน และในพวกที่มีขนาดเล็กอย่างสัตว์และนก ตลอดจนแมลงและจุลินทรีย์ทุกประเภท รวมถึงแบคทีเรียต่างๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  แต่ละสิ่งได้ถูกมอบชีวิตให้โดยพระวจนะของพระผู้สร้าง แต่ละสิ่งได้แพร่หลายเนื่องจากพระวจนะของพระผู้สร้าง และแต่ละสิ่งได้ดำรงชีวิตภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้างเนื่องจากพระวจนะของพระองค์  ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับลมปราณของพระผู้สร้าง แต่พวกมันยังคงได้แสดงออกไปให้เห็นถึงพละกำลังแห่งชีวิตที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมันโดยผ่านทางรูปร่างและโครงสร้างที่แตกต่างกันของพวกมัน ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับความสามารถในการพูดที่พระผู้สร้างได้ทรงมอบให้แก่มวลมนุษย์ แต่พวกมันแต่ละสิ่งก็ได้รับหนทางหนึ่งในการแสดงชีวิตของพวกมันที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมัน และซึ่งแตกต่างไปจากภาษาของมนุษย์  สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่เพียงแต่มอบพละกำลังแห่งชีวิตแก่สิ่งที่เป็นวัตถุที่ดูเหมือนอยู่กับที่ เพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันหายไปเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงมอบสัญชาตญาณในการสืบพันธุ์และทวีจำนวนให้แก่สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งด้วย เพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันอันตรธานไป และเพื่อที่พวกมันจะได้ส่งต่อธรรมบัญญัติและหลักธรรมแห่งการอยู่รอดที่พระผู้สร้างได้ทรงประสิทธิ์ประสาทให้พวกมันรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ลักษณะที่พระผู้สร้างทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ได้ยึดติดอย่างเหนียวแน่นต่อทัศนคติแบบมหัพภาคหรือจุลภาค และไม่จำกัดอยู่กับรูปร่างใด พระองค์ทรงสามารถบัญชาการปฏิบัติงานของจักรวาลและครองอธิปไตยเหนือการมีชีวิตและความตายของทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงสามารถยักย้ายทุกสรรพสิ่งเพื่อให้พวกมันรับใช้พระองค์ พระองค์ทรงสามารถบริหารจัดการการทำงานทั้งหมดของภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ และปกครองทุกสรรพสิ่งภายในสิ่งเหล่านั้น และเหนือยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกสรรพสิ่ง  นี่คือการสำแดงถึงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่นอกเหนือจากมวลมนุษย์  การสำแดงเช่นนั้นไม่ใช่เป็นไปในเวลาเพียงชั่วชีวิตหนึ่งเท่านั้น มันจะไม่มีวันยุติ ไม่หยุดพัก อีกทั้งมันไม่สามารถถูกปรับเปลี่ยนหรือทำลายได้บุคคลหรือสิ่งใดๆ ได้ อีกทั้งไม่สามารถถูกเพิ่มหรือลดโดยบุคคลหรือสิ่งใดๆ ได้—เพราะไม่มีสิ่งใดสามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้ และดังนั้น สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจึงไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ได้ ไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  จงดูบรรดาผู้สื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้าเป็นตัวอย่าง  พวกเขาไม่มีฤทธานุภาพของพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะมีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และเหตุผลที่ว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่มีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้าก็คือเพราะพวกเขาไม่มีเนื้อแท้ของพระผู้สร้าง  สิ่งชีวิตที่ไม่ทรงสร้าง เช่น ผู้สื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้านั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างในนามของพระเจ้าได้ แต่ก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีกำลังบางอย่างที่ไม่มนุษย์ไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการที่จะสร้างทุกสรรพสิ่ง ในการบัญชาทุกสรรพสิ่ง และในการถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง  ดังนั้น ความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าจึงไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดได้ และในทำนองเดียวกันนั้น สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดได้  ในพระคัมภีร์ เจ้าเคยอ่านเรื่องผู้สื่อสารคนใดของพระเจ้าที่ได้สร้างทุกสรรพสิ่งหรือไม่?  เหตุใดพระเจ้าจึงไม่เคยส่งผู้สื่อสารหรือทูตสวรรค์ของพระองค์คนใดไปสร้างทุกสรรพสิ่ง?  นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความสามารถในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า  พวกเขาทั้งหมดอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง และอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เช่นเดียวกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง และดังนั้น ในหนทางเดียวกันนี้ พระผู้สร้างก็ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาและองค์อธิปัตย์ของพวกเขาด้วยเช่นกัน  ท่ามกลางพวกเขาแต่ละท่าน—ไม่ว่าพวกเขาจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย มีอำนาจยิ่งใหญ่หรือน้อยนิด—ก็ไม่มีสักท่านเดียวที่สามารถก้าวล้ำสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ และดังนั้น ท่ามกลางพวกเขาจึงไม่มีสักท่านเดียวที่สามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้  พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเรียกขานว่าพระเจ้า และจะไม่มีวันสามารถกลายเป็นพระผู้สร้างได้  เหล่านี้คือความจริงและข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

231. ก่อนที่มนุษยชาตินี้จะเกิดขึ้น ห้วงจักรวาล—ดาวเคราะห์ทั้งมวลและหมู่ดาวทั้งหมดในสวรรค์—ได้ดำรงอยู่ก่อนแล้ว  ในระดับมหัพภาค เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้มีการโคจรตลอดมาอย่างเป็นปกติภายใต้การควบคุมของพระเจ้าสำหรับการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกมัน ไม่ว่าจะผ่านไปหลายปีดีดักอย่างไร  ดาวเคราะห์ใดไปถึงจุดใด ณ เวลาเฉพาะใด ดาวเคราะห์ใดทำหน้าที่ใดและเมื่อใด ดาวเคราะห์ใดหมุนรอบตัวเองไปกับวงโคจรใด และมันจะหายลับไป หรือถูกแทนที่เมื่อใด—สิ่งทั้งมวลเหล่านี้ดำเนินหน้าไปโดยปราศจากความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย  ตำแหน่งของดาวเคราะห์และระยะห่างระหว่างพวกมันทั้งหมดเป็นไปตามแบบแผนต่างๆ อันรัดกุม ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถพรรณนาได้โดยข้อมูลอันเที่ยงตรง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่พวกมันเดินทางร่วมไป ความเร็วและแบบแผนของวงโคจรของพวกมัน เวลาที่พวกมันไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆ อันหลากหลาย—ทั้งหมดเหล่านี้สามารถบอกปริมาณได้อย่างเที่ยงตรงและพรรณนาได้โดยกฎพิเศษต่างๆ  หลายชั่วกัปชั่วกัลป์ที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายได้ดำเนินไปตามกฎเหล่านี้โดยปราศจากการเบี่ยงเบนแม้เพียงเล็กน้อย  ไม่มีอำนาจใดสามารถเปลี่ยนหรือขัดขวางวงโคจรของพวกมันหรือแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้  เนื่องเพราะกฎพิเศษต่างๆ ที่ปกครองการเคลื่อนไหวของพวกมัน และข้อมูลอันเที่ยงตรงที่พรรณนาเกี่ยวกับพวกมันนั้นถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง พวกมันดำเนินไปตามกฎเหล่านี้ด้วยตัวเองภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระผู้สร้าง  ในระดับระดับมหัพภาค ไม่ยากที่มนุษย์จะค้นพบแบบแผนบางอย่าง ข้อมูลบางอย่าง และกฎหรือปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้  แม้มนุษยชาติไม่ยอมรับแต่โดยดีว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง และไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระผู้สร้างได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้ระลึกถึงการดำรงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ไม่ว่าจะอย่างไร เหล่ามนุษย์นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักฟิสิกส์ทั้งหลายก็กำลังค้นพบกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล และหลักการกับแบบแผนที่บงการการเคลื่อนที่ของพวกมันทั้งหมดนั้นถูกปกครองและควบคุมโดยพลังงานมืดอันมหาศาลที่มองไม่เห็นอย่างหนึ่ง  ข้อเท็จจริงนี้ทำให้มนุษย์จำต้องยอมเผชิญหน้าและยอมรับรู้ว่า มีหนึ่งเดียวผู้ทรงฤทธิ์ในท่ามกลางแบบแผนการเคลื่อนที่เหล่านี้ที่กำลังทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งทุกอย่าง  ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือปกติ และแม้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระองค์ได้ พระองค์ก็ยังทรงปกครองและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในทุกชั่วขณะอยู่ดี  ไม่มีมนุษย์คนใดหรือพละกำลังใดเลยที่สามารถล่วงล้ำอธิปไตยของพระองค์ได้ ครั้นได้เผชิญกับข้อเท็จจริงนี้แล้ว มนุษย์จำต้องระลึกว่า กฎต่างๆ ที่กำลังปกครองการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่สามารถถูกควบคุมได้โดยมนุษย์ ไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยใครก็ตาม เขาต้องยอมรับแต่โดยดีอีกด้วยว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าใจกฎเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน และกฎเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกบงการโดยอธิปไตยหนึ่ง  เหล่านี้คือการแสดงออกทั้งหมดของสิทธิอำนาจแห่งพระเจ้าที่มนุษยชนสามารถรับรู้ได้ในระดับมหัพภาค

ในระดับจุลภาคนั้น ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล และแผ่นดินใหญ่ทั้งหมดที่มนุษย์อาจมองเห็นบนแผ่นดินโลก ทุกฤดูกาลที่เขาได้ผ่านประสบการณ์มา ทุกสรรพสิ่งที่อาศัยอยู่ในโลก รวมถึงพืชพรรณ สัตว์ จุลชีพ และมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น  ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้านั้น ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นหรือหายไปโดยสอดคล้องกับพระดำริของพระองค์ กฎต่างๆ ทีเกิดขึ้นมาควบคุมการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้เจริญเติบโตและเพิ่มทวีคูณไปด้วยกันกับกฎเหล่านี้ ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดเลยที่อยู่เหนือกฎเหล่านี้  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบเดียวก็คือ เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้า  หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นเพราะพระดำริของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า เพราะการกระทำของพระเจ้าพระองค์เองด้วยตัวพระองค์เอง  นี่หมายความว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระกมลของพระเจ้านี่เองที่ให้กำเนิดกฎเหล่านี้ทีขยับเปลี่ยนและเปลี่ยนไปตามพระดำริแห่งพระองค์ และการขยับเปลี่ยนและการเปลี่ยนไปเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นหรือเลือนหายไปก็เพื่อประโยชน์ของแผนการของพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

232. พระเจ้าทรงเฝ้ามองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างให้เป็นขึ้นมาและยืนหยัดมั่นคงเนื่องจากพระวจนะของพระองค์ และเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อย  ณ เวลานี้ พระเจ้าพึงพอพระทัยกับสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำขึ้นด้วยพระวจนะของพระองค์ และกิจการต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงสัมฤทธิ์ผลหรือไม่?  คำตอบก็คือว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในที่นี้?  ที่ว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” นั้นหมายแทนสิ่งใด?  มันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด?  มันหมายความว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพและพระปรีชาญาณที่จะทำให้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงวางแผนและได้ทรงแนะนำไว้สำเร็จลุล่วง ที่จะทำให้เป้าหมายที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้สำเร็จลุล่วง  เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำให้ภารกิจแต่ละอย่างครบบริบูรณ์แล้วนั้น พระองค์ทรงรู้สึกเสียพระทัยหรือไม่?  คำตอบก็ยังคงเป็นว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่เพียงแต่พระองค์จะไม่ทรงรู้สึกเสียพระทัย แต่ยังพึงพอพระทัยแทน  ที่ว่าพระองค์ไม่ทรงรู้สึกเสียพระทัยนั้นหมายความว่าอย่างไร?  มันหมายความว่าแผนของพระเจ้านั้นเพียบพร้อม ว่าฤทธานุภาพและพระปรีชาญาณของพระองค์นั้นเพียบพร้อม และว่าเฉพาะโดยสิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้นที่ความเพียบพร้อมเช่นนั้นจะสามารถสำเร็จลุล่วงได้  เมื่อมนุษย์ปฏิบัติภารกิจหนึ่ง เขาจะสามารถเห็นว่าดีเหมือนพระเจ้าได้หรือไม่?  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทำสามารถสำเร็จลุล่วงถึงความเพียบพร้อมได้หรือไม่?  มนุษย์สามารถทำบางสิ่งบางอย่างให้ครบบริบูรณ์อย่างถาวรชั่วกัลปาวสานได้หรือไม่?  ดังเช่นที่มนุษย์กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดเพียบพร้อม มีเพียงดีกว่าเท่านั้น” ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ทำสามารถบรรลุถึงความเพียบพร้อมได้  เมื่อพระเจ้าได้ทรงเห็นว่าทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงกระทำและสัมฤทธิ์ผลไปนั้นดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำนั้นถูกกำหนดโดยพระวจนะของพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำก็ได้มีรูปร่างถาวร ถูกจำแนกไปตามชนิด และได้รับตำแหน่ง จุดประสงค์ และการทำหน้าที่อันคงที่อย่างถาวรตลอดชั่วกัลปาวสาน  ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของพวกมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และการเดินทางที่พวกมันต้องทำในระหว่างการบริหารจัดการทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าก็ได้ถูกพระเจ้าลิขิตไว้แล้ว และมิอาจเปลี่ยนแปลงได้  นี่คือธรรมบัญญัติจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างได้ทรงมอบให้แก่ทุกสรรพสิ่ง

“พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”  พระวจนะที่เรียบง่ายไม่ได้รับความชื่นชมเหล่านี้ ซึ่งมักจะถูกละเลยไปนั้น เป็นพระวจนะที่มีธรรมบัญญัติจากสวรรค์และประกาศิตจากสวรรค์ที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้แก่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง  พระวจนะเหล่านั้นเป็นรูปจำแลงอีกอย่างหนึ่งของสิทธิอำนาจของพระเจ้า รูปจำแลงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากยิ่งขึ้น และลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น  พระผู้สร้างไม่เพียงแค่ทรงสามารถได้รับทั้งหมดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะได้รับ และสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะสัมฤทธิ์ โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์เท่านั้น แต่ยังทรงสามารถควบคุมทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงสามารถปกครองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ให้อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ได้อีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดล้วนเป็นระบบและเป็นปกติ  ทุกสรรพสิ่งยังได้แพร่หลาย ดำรงอยู่ และพินาศไปโดยพระวจนะของพระองค์ด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น พวกมันได้ดำรงอยู่ท่ามกลางธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้โดยสิทธิอำนาจของพระองค์ และไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น!  ธรรมบัญญัตินี้ได้เริ่มต้นขึ้นในทันทีทันใดที่ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” และมันจะดำรงอยู่ ดำเนินต่อไป และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันที่มันจะถูกถอดถอนโดยพระผู้สร้าง!  สิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างไม่เพียงแต่ถูกสำแดงออกในความสามารถของพระองค์ในการสร้างทุกสรรพสิ่งและบัญชาทุกสรรพสิ่งให้เป็นขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสำแดงออกในความสามารถของพระองค์ในการปกครองและถือครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และประทานชีวิตและพละกำลังแก่ทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ในความสามารถของพระองค์ในการทำให้ทุกสรรพสิ่งที่พระองค์จะทรงสร้างในแผนของพระองค์ปรากฏและดำรงอยู่ในโลกที่พระองค์ทรงทำขึ้นในรูปทรงที่เพียบพร้อม และโครงสร้างชีวิตที่เพียบพร้อม และบทบาทที่เพียบพร้อมอย่างถาวรไปตลอดชั่วกัลปาวสาน  และเช่นเดียวกันนั้น มันยังได้สำแดงอยู่ในวิธีที่พระดำริของพระผู้สร้างไม่ตกอยู่ใต้ข้อจำกัดใด ไม่ถูกจำกัดโดยกาลเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ  พระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างก็จะคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสิทธิอำนาจของพระองค์ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล  สิทธิอำนาจของพระองค์จะเป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์อยู่เสมอ และสิทธิอำนาจของพระองค์จะดำรงอยู่เคียงข้างกับพระอัตลักษณ์ของพระองค์ตลอดไป

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

233. ในพัฒนาการของมวลมนุษย์วันนี้นั้น สามารถกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์นั้นกำลังเจริญรุ่งเรือง และสามารถพรรณนาได้ว่าความสัมฤทธิ์ผลในการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ช่างน่าประทับใจ  ต้องกล่าวว่าความสามารถของมนุษย์นั้นกำลังเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่มวลมนุษย์ยังไม่สามารถทำได้ กล่าวคือ  มวลมนุษย์มีเครื่องบิน มีเรือบรรทุกเครื่องบิน และมีระเบิดปรมาณูแล้ว มวลมนุษย์ได้ไปในห้วงอวกาศ ได้เดินบนดวงจันทร์ ได้คิดค้นอินเทอร์เน็ต และได้มาใช้ชีวิตในรูปแบบที่ทันสมัยแล้ว แต่กระนั้นมวลมนุษย์ก็ยังไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจได้  สัญชาตญาณของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกอย่าง และธรรมบัญญัติที่พวกมันใช้ดำรงชีวิต และวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด—ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเหนือกว่าอำนาจทางวิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์ และมวลมนุษย์ก็ไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย  ณ จุดนี้ ต้องกล่าวว่าไม่สำคัญว่าวิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะบรรลุถึงความสูงที่ยิ่งใหญ่ใด มันก็ไม่สามารถเทียบกันได้กับสิ่งใดๆ ก็ตามจากพระดำริของพระผู้สร้าง และมันไม่สามารถหยั่งรู้ถึงความมหัศจรรย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้างและมหิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์  มีมหาสมุทรมากมายยิ่งนักบนแผ่นดินโลก แต่กระนั้น มหาสมุทรเหล่านั้นก็ไม่เคยล่วงละเมิดขีดจำกัดของพวกมันและขึ้นมาบนแผ่นดินตามใจชอบเลย และเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงกำหนดเขตคั่นสำหรับพวกมันแต่ละแห่ง พวกมันจึงอยู่ในที่ใดก็ตามที่พระองค์ทรงบัญชาพวกมัน และหากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าพวกมันจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ  หากไม่ได้รับอนุมัติจากพระเจ้า พวกมันก็ไม่อาจล่วงล้ำกันได้ และสามารถเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าทรงตรัสเช่นนั้นเท่านั้น และที่ซึ่งมันไปและหยุดอยู่ก็ถูกกำหนดพิจารณาโดยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

234. กล่าวตรงๆ ก็คือ “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” หมายความว่ามันขึ้นอยู่กับพระเจ้า  พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ในการตัดสินว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร และมันจะเสร็จสิ้นไปในลักษณะใดก็ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา  ธรรมบัญญัติแห่งทุกสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับพระเจ้า และมิได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมัน  มันไม่สามารถเคลื่อนที่ได้โดยความปรารถนาของมนุษย์ แต่กลับถูกเปลี่ยนแปลงโดยพระดำริของพระเจ้า พระปรีชาญาณของพระเจ้า และคำสั่งของพระเจ้าแทน  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิเสธได้  ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง จักรวาล ท้องฟ้าที่มีดวงดาว และฤดูกาลทั้งสี่ของปี สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและไม่ประจักษ์แก่ตาของมนุษย์—พวกมันล้วนดำรงอยู่ ทำหน้าที่ และเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ตามคำสั่งของพระเจ้า ตามพระบัญชาของพระเจ้า และตามธรรมบัญญัติแห่งปฐมกาลแห่งการทรงสร้าง  ไม่มีบุคคลแม้สักคนเดียวหรือวัตถุแม้สักสิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติของพวกมันได้ หรือเปลี่ยนแปลงครรลองตามธรรมชาติที่พวกมันใช้ทำหน้าที่  พวกมันได้มามีอยู่เนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพินาศไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

235. “เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”  เหล่านี้คือพระวจนะดั้งเดิมที่พระผู้สร้างได้ตรัสกับมวลมนุษย์  ขณะที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ รุ้งก็ได้ปรากฏขึ้นต่อสายตาของมนุษย์ และมันคงอยู่ ณ ที่นั้นมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้  ทุกคนเคยเห็นรุ้งดังกล่าว และเมื่อเจ้ามองเห็นมัน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันปรากฏอย่างไร?  วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์มัน หรือหาตำแหน่งแหล่งกำเนิดของมัน หรือระบุที่ตั้งของมันได้  นั่นก็เป็นเพราะรุ้งคือหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมนุษย์ มันไม่จำเป็นต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนมันได้  มันเป็นความต่อเนื่องของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะของพระองค์แล้ว  พระผู้สร้างทรงใช้วิธีการเฉพาะของพระองค์เองเพื่อปฏิบัติตามพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์และพระสัญญาของพระองค์ และดังนั้น การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญานี้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งขึ้นนั้น เป็นประกาศิตจากสวรรค์และกฎที่จะคงอยู่ตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของพระผู้สร้างหรือมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง  ธรรมบัญญัติที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นี้ต้องกล่าวว่าเป็นการสำแดงที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างภายหลังจากการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และต้องกล่าวว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างนั้นไร้ขีดจำกัด การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญคือความต่อเนื่องและการขยายสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  นี่คือกิจการอีกอย่างหนึ่งที่พระเจ้าทรงปฏิบัติโดยการใช้พระวจนะของพระองค์ และเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับมนุษย์โดยใช้พระวจนะ  พระองค์ได้ทรงบอกกับมนุษย์ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงมุ่งมั่นที่จะนำมา และในลักษณะที่มันจะสำเร็จลุล่วงและสัมฤทธิ์ผล  ในหนทางนี้เรื่องนั้นสำเร็จลุล่วงไปตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และวันนี้ หลายพันปีหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์ยังคงสามารถมองดูรุ้งที่ถูกตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า  เนื่องจากพระวจนะเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงดำรัสไว้ สิ่งนี้จึงได้คงอยู่โดยไม่ปรับเปลี่ยนและไม่เปลี่ยนแปลงมาจนกระทั่งถึงวันนี้  ไม่มีผู้ใดสามารถลบรุ้งนี้ได้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงกฎของมันได้ และมันมีอยู่เพียงเพราะพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่นอน  “พระเจ้าทรงดีงามดังเช่นพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงจะคงอยู่ตลอดกาล”  พระวจนะดังกล่าวสำแดงไว้ ณ ที่นี้อย่างชัดเจน และมันเป็นหมายสำคัญและคุณลักษณะที่ชัดเจนของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า  หมายสำคัญหรือคุณลักษณะเช่นนั้นไม่มีอยู่หรือมองไม่เห็นในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ อีกทั้งมองไม่เห็นอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  มันเป็นของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์เท่านั้น และจำแนกพระอัตลักษณ์และเนื้อแท้ที่พระผู้สร้างเท่านั้นจะทรงมีออกจากอัตลักษณ์และเนื้อแท้ของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง  ในขณะเดียวกัน มันยังเป็นหมายสำคัญและพระลักษณะเฉพาะที่ไม่มีวันจะถูกก้าวล้ำโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ได้ทรงสร้างใดๆ นอกเหนือจากพระเจ้าพระองค์เอง

การที่พระเจ้าทรงตั้งพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์เป็นการกระทำที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะใช้เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงหนึ่งกับมนุษย์และบอกให้มนุษย์รู้น้ำพระทัยของพระองค์  ในด้านนี้พระองค์ได้ทรงใช้วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้หมายสำคัญพิเศษเพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์ หมายสำคัญซึ่งเป็นพระสัญญาแห่งพันธสัญญาที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์  ดังนั้น การตั้งพันธสัญญานี้เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่?  แล้วมันยิ่งใหญ่อย่างไร?  นี่คือสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับพันธสัญญาอย่างแท้จริง กล่าวคือ  มันไม่ใช่พันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ทั้งปวง และมันจะยังคงมีผลไปจนกระทั่งถึงวันพระผู้สร้างทรงเลิกล้มทุกสรรพสิ่ง  ผู้บริหารพันธสัญญานี้คือพระผู้สร้าง และผู้บำรุงรักษามันก็ยังเป็นพระผู้สร้างอีกเช่นกัน  กล่าวสั้นๆ คือ ความครบบริบูรณ์ของพันธสัญญาแห่งรุ้งที่ตั้งขึ้นกับมวลมนุษย์นี้ได้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลตามการสนทนาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้  สรรพสิ่งที่ทรงสร้างสามารถทำสิ่งอื่นใดได้อีกหรือนอกเหนือจากนบนอบ เชื่อฟัง เชื่อ ซาบซึ้ง เป็นประจักษ์พยาน และสรรเสริญสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง?  เพราะไม่มีสิ่งใดนอกจากพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ที่ทรงมีฤทธานุภาพในการตั้งพันธสัญญาเช่นนั้น  การปรากฏของรุ้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นการประกาศต่อมวลมนุษย์และเรียกร้องให้เขาสนใจต่อพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์  ในการปรากฏอย่างต่อเนื่องของพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์นี้ สิ่งที่ถูกแสดงต่อมวลมนุษย์ไม่ใช่รุ้งหรือตัวพันธสัญญาเอง แต่เป็นสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของพระผู้สร้าง  การปรากฏของรุ้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั้นสาธิตแสดงกิจการที่น่าเกรงขามและน่ามหัศจรรย์ของพระผู้สร้างในสถานที่ซ่อนเร้น และในขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญยิ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่จะไม่มีวันเลือนรางไป และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  นี่มิใช่การแสดงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกแง่มุมหนึ่งหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

236. หลังจากได้อ่านในปฐมบท 18:18 ที่มีความว่า “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” แล้วนั้น พวกเจ้าสามารถรู้สึกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเจ้าสามารถสำนึกรับรู้ถึงความเหนือธรรมดาของพระผู้สร้างได้หรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้านั้นแน่นอน  พระเจ้าตรัสพระวจนะเช่นนั้นไม่ใช่เนื่องจากความมั่นใจในความสำเร็จของพระองค์ หรือไม่ใช่ในการเป็นตัวแทนของความมั่นใจในความสำเร็จของพระองค์  แทนที่จะเป็นเช่น พระวจนะเหล่านั้นกลับเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจแห่งถ้อยดำรัสของพระเจ้า และเป็นพระบัญญัติที่ทำให้พระวจนะของพระเจ้าลุล่วง  มีการแสดงออกสองเรื่องที่พวกเจ้าควรให้ความสนใจในที่นี้  เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” นั้น มีองค์ประกอบใดของความกำกวมในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่?  มีองค์ประกอบใดของความกังวลหรือไม่?  มีองค์ประกอบใดของความกลัวหรือไม่?  เนื่องจากคำว่า “แน่ทีเดียว” และคำว่า “จะได้” ในถ้อยดำรัสของพระเจ้า องค์ประกอบเหล่านี้ซึ่งเป็นองค์ประกอบเฉพาะของมนุษย์และมักจะแสดงออกอยู่ในตัวเขานั้นจึงไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆ กับพระผู้สร้างเลย  คงจะไม่มีผู้ใดกล้าใช้ถ้อยคำเช่นนั้นเมื่ออวยพรให้ผู้อื่นได้ดี คงจะไม่มีผู้ใดกล้าอวยพรผู้อื่นด้วยความแน่นอนเช่นนั้นเมื่อจะให้พวกเขามีชนชาติที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง หรือสัญญาว่าประชาชาติทั้งปวงบนแผ่นดินโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา  ยิ่งพระวจนะของพระเจ้าแน่นอนมากขึ้นเท่าใด พระวจนะเหล่านั้นก็ยิ่งพิสูจน์บางอย่างมากขึ้นเท่านั้น—แล้วบางอย่างนั้นคือสิ่งใด?  พระวจนะเหล่านั้นพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีสิทธิอำนาจเช่นนั้น ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จลุล่วงได้ และว่าความสำเร็จลุล่วงของพวกมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  พระเจ้าทรงมีความแน่นอนในพระทัยของพระองค์โดยไม่มีความลังเลยแม้แต่นิดเดียวในทั้งหมดที่พระองค์ทรงอวยพรอับราฮัม  ยิ่งไปกว่านั้น ความครบถ้วนบริบูรณ์ของการนี้จะสำเร็จลุล่วงไปตามพระวจนะของพระองค์ และไม่มีพลังอำนาจใดที่จะสามารถปรับเปลี่ยน ขวางกั้น ลดคุณค่า หรือรบกวนการบรรลุเป้าหมายของมันได้ ไม่ว่าสิ่งอื่นใดจะได้เกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเพิกถอนหรือมีอิทธิพลเหนือการบรรลุเป้าหมายและความสำเร็จลุล่วงของพระวจนะของพระเจ้าได้  นี่คือมหิทธิฤทธิ์อย่างยิ่งของพระวจนะที่ดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระผู้สร้าง และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่ไม่ยอมทนการปฏิเสธของมนุษย์!  เมื่อได้อ่านพระวจนะเหล่านี้แล้ว เจ้ายังรู้สึกสงสัยอยู่หรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และมีฤทธานุภาพ พระบารมี และสิทธิอำนาจในพระวจนะของพระเจ้า  มหิทธิฤทธิ์และสิทธิอำนาจเช่นนั้น และความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของความสำเร็จลุล่วงของข้อเท็จจริงนั้น ไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ทรงสร้างใดๆ และไม่สามารถเอาชนะได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ทรงสร้างใดๆ  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถสนทนากับมวลมนุษย์ด้วยพระกระแสเสียงและท่วงทำนองเช่นนั้น และข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าพระสัญญาของพระองค์มิใช่ถ้อยคำที่ว่างเปล่า หรือคำอวดตัวที่ไร้ผล แต่เป็นการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถเอาชนะได้โดยบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

237. เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น” นี่คือพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับอับราฮัม และมันจะสำเร็จลุล่วงไปจนชั่วกัลปาวสานดังเช่นพันธสัญญาแห่งรุ้ง และมันยังเป็นพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำแก่อับราฮัมด้วยเช่นกัน  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความสามารถที่จะทำพระสัญญานี้ให้กลายเป็นจริงได้  ไม่ว่ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ามนุษย์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่ามนุษย์จะมีทรรศนะหรือพิจารณาเห็นว่ามันเป็นอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะลุล่วงตามตัวอักษร ตามพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไป  พระวจนะของพระเจ้าจะไม่ปรับเปลี่ยนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเจตจำนงหรือมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และมันจะไม่ปรับเปลี่ยนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ  ทุกสรรพสิ่งอาจหายไป แต่พระวจนะของพระเจ้าจะคงอยู่ตลอดกาล  ในความเป็นจริงแล้ว วันที่ทุกสรรพสิ่งหายไปนั้นคือวันที่พระวจนะของพระเจ้าจะลุล่วงโดยครบบริบูรณ์อย่างแน่นอน เพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพระองค์ทรงควบคุมทุกสรรพสิ่งและกำลังชีวิตทั้งหมด พระองค์ทรงสามารถทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือทำให้บางสิ่งบางอย่างกลายเป็นความว่างเปล่าได้ และพระองค์ทรงควบคุมการแปลงรูปของทุกสรรพสิ่งจากมีชีวิตอยู่ให้ตายได้ สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะง่ายดายยิ่งไปกว่าการทวีเชื้อสายของใครบางคนให้มากมาย  การนี้ฟังดูเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับมนุษย์ เหมือนกับเทพนิยายเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งที่พระองค์ทรงตัดสินและทรงสัญญาที่จะทำไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน อีกทั้งไม่ใช่เทพนิยาย  ตรงกันข้าม มันเป็นข้อเท็จจริงที่พระเจ้าได้ทรงมองเห็นแล้ว และที่จะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน  พวกเจ้าซาบซึ้งกับการนี้หรือไม่?  ข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ว่าพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมมีจำนวนมากมายหรือไม่?  พวกเขามีจำนวนมากมายเพียงใด?  พวกเขามีจำนวนมากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” ที่พระเจ้าได้ตรัสไว้หรือไม่?  พวกเขาแพร่กระจายไปทั่วทุกชาติและภูมิภาค ไปถึงทุกที่ในโลกหรือไม่?  ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงโดยผ่านทางสิ่งใด?  มันสำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้าได้ลุล่วงต่อไป และกลายเป็นข้อเท็จจริงอยู่เนืองนิตย์มาเป็นเวลาหลายร้อยหรือหลายพันปีหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกตรัสไป นี่คือพระอิทธิฤทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า และเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งในปฐมกาลนั้น พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” และความสว่างก็เกิดขึ้น  การนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ลุล่วงไปในเวลาอันสั้นมาก และไม่มีความล่าช้าในการสำเร็จลุล่วงและการทำให้ลุล่วงของมัน ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นฉับพลัน  ทั้งสองนั้นเป็นการแสดงสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่เมื่อพระเจ้าได้ทรงอวยพรให้อับราฮัมนั้น พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นเนื้อแท้อีกด้านหนึ่งของสิทธิอำนาจของพระเจ้า ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่าสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างนั้นเกินกว่าการคิดคำนวณ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์ให้มองเห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในด้านที่เป็นจริงยิ่งขึ้นและวิจิตรบรรจงยิ่งขึ้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

238. สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่ได้กระพริบเปิดและปิด ไม่ได้มาและไป และไม่มีผู้ใดสามารถวัดว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใดได้  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปมากเพียงใด เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรบุคคลหนึ่ง พระพรนี้จะดำเนินต่อเนื่องไป และความต่อเนื่องของมันจะเป็นพยานถึงสิทธิอำนาจอันไม่อาจประเมินได้ของพระเจ้า และจะเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้เห็นการปรากฏอีกครั้งของพลังชีวิตที่ไม่สามารถดับได้ของพระผู้สร้างครั้งแล้วครั้งเล่า  การแสดงสิทธิอำนาจของพระองค์แต่ละครั้งคือการสาธิตแสดงที่เพียบพร้อมให้เห็นถึงพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ซึ่งสาธิตแสดงแก่ทุกสรรพสิ่ง และแก่มวลมนุษย์  ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่สำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นวิจิตรบรรจงเกินเปรียบเทียบ และไร้ข้อตำหนิโดยสิ้นเชิง  สามารถกล่าวได้ว่าพระดำริของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นล้วนเป็นภาพสวยงามอย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ และสำหรับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น ภาษาของมวลมนุษย์ไม่สามารถสื่อถึงนัยสำคัญและคุณค่าของมันได้  เมื่อพระเจ้าทรงทำพระสัญญากับบุคคลหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาจะเป็นที่คุ้นเคยของพระเจ้าเสมือนหลังพระหัตถ์ของพระองค์เอง ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่ใด หรือพวกเขาทำสิ่งใด ภูมิหลังของพวกเขาก่อนหรือหลังจากที่พวกเขาได้รับพระสัญญา หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม  ไม่สำคัญว่าเวลาจะล่วงเลยไปมากเพียงใดหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกตรัสไป สำหรับพระองค์แล้วมันเป็นราวกับว่าพระวจนะเหล่านั้นเพิ่งได้ถูกดำรัสไป  นี่เป็นการกล่าวว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพ และทรงมีสิทธิอำนาจชนิดที่พระองค์ทรงสามารถติดตามร่องรอย ควบคุม และทำให้พระสัญญาทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำกับมนุษย์ให้ลุล่วงได้ และไม่ว่าพระสัญญานั้นจะเป็นสิ่งใด ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใดในการทำให้ลุล่วงอย่างครบบริบูรณ์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าขอบเขตที่ความสำเร็จลุล่วงของมันสัมผัสเกี่ยวข้องจะกว้างเพียงใดก็ตาม—ยกตัวอย่างเช่น เวลา ภูมิประเทศ เชื้อชาติ และอื่นๆ—พระสัญญานี้ก็จะสำเร็จลุล่วงและลุล่วง และยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จลุล่วงและการทำให้ลุล่วงของมันจะไม่พึงประสงค์ให้พระองค์ต้องพยายามเลยแม้แต่นิดเดียว  การนี้พิสูจน์ถึงสิ่งใด?  มันพิสูจน์ให้เห็นว่าความกว้างของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้นเพียงพอที่จะควบคุมจักรวาลทั้งหมด และมวลมนุษย์ทั้งหมด

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

239. หลังจากพระเจ้าได้อวยพรอับราฮัมและโยบแล้ว พระเจ้ามิได้ทรงพำนักในที่ซึ่งพระองค์ทรงสถิต อีกทั้งพระองค์มิได้ทรงตั้งผู้สื่อสารของพระองค์ให้ทำงานในขณะที่รอดูว่าบทอวสานจะเป็นเช่นใด  ในทางตรงกันข้าม ทันทีที่พระเจ้าได้ดำรัสพระวจนะของพระองค์ ทุกสรรพสิ่งก็ได้เริ่มปฏิบัติตามพระราชกิจที่พระเจ้าได้ตั้งพระทัยที่จะทำ ภายใต้การทรงนำของสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมีการตระเตรียมผู้คน สิ่งทั้งหลาย และเป้าหมายทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงพึงประสงค์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทันทีพระวจนะได้ถูกดำรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ก็ได้เริ่มมีการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าไปทั่วทั้งแผ่นดิน และพระองค์ได้ทรงกำหนดช่วงระยะเวลาที่จะทำให้พระสัญญาที่พระองค์ได้ทรงทำไว้กับอับราฮัมและโยบนั้นสำเร็จลุล่วงและลุล่วง ในขณะที่ทรงทำการวางแผนและการตระเตรียมทั้งหมดที่เหมาะสมให้แก่ทุกอย่างที่พึงประสงค์สำหรับทุกขั้นตอนและแต่ละช่วงระยะสำคัญที่พระองค์ได้ทรงวางแผนที่จะดำเนินการ  ในระหว่างเวลานี้ พระเจ้าไม่เพียงแต่ได้ทรงยักย้ายผู้สื่อสารของพระองค์เท่านั้น แต่ยังได้ทรงยักย้ายทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้สร้างขึ้นด้วย  กล่าวคือ ภายในวงเขตที่มีการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นไม่เพียงประกอบด้วยบรรดาผู้สื่อสารเท่านั้น แต่ยังมีทุกสรรพสิ่งในการทรงสร้างซึ่งได้ถูกยักย้ายเพื่อปฏิบัติตามพระราชกิจที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง เหล่านี้คือลักษณะเฉพาะในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า  ในการจินตนาการของพวกเจ้านั้น บางคนอาจจะมีการเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าดังต่อไปนี้ นั่นคือ  พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจ และพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพ และดังนั้น พระเจ้าเพียงแค่ต้องทรงคงอยู่ในสวรรค์ชั้นที่สาม หรือในสถานที่ที่คงที่แห่งหนึ่ง และไม่ต้องทรงพระราชกิจเฉพาะใดๆ เลย และความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระเจ้าก็ครบบริบูรณ์อยู่ภายในพระดำริของพระองค์  บางคนอาจยังเชื่ออีกด้วยว่า ถึงแม้พระเจ้าจะได้ทรงอวยพรให้อับราฮัม แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ต้องทรงทำสิ่งใด และเพียงพอแล้วที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะของพระองค์เท่านั้น  นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือ?  เห็นได้ชัดว่าไม่!  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็เที่ยงแท้และจริง มิใช่ว่างเปล่า  ความแน่แท้และความเป็นจริงของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าค่อยๆ เผยและเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระองค์ ในการควบคุมเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์ และในกระบวนการที่พระองค์ทรงนำและทรงบริหารจัดการมวลมนุษย์  ทุกวิธีการ ทุกมุมมอง และทุกรายละเอียดเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือมวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำให้สำเร็จลุล่วง ตลอดจนการเข้าใจทุกสรรพสิ่งของพระองค์—ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนพิสูจน์อย่างแท้จริงว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ใช่พระวจนะที่ว่างเปล่า  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ถูกแสดงออกไปและถูกเผยเป็นเนืองนิตย์ และอยู่ในทุกสรรพสิ่ง  การสำแดงและการเปิดเผยเหล่านี้กล่าวถึงการมีอยู่จริงของสิทธิอำนาจของพระเจ้า เพราะพระองค์กำลังทรงใช้สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์ต่อไป และเพื่อบัญชาทุกสรรพสิ่ง และเพื่อปกครองทุกสรรพสิ่งในทุกชั่วขณะ ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ทั้งโดยบรรดาทูตสวรรค์หรือโดยผู้สื่อสารทั้งหลายของพระเจ้า  พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยว่าพระองค์จะประทานพระพรใดให้แก่อับราฮัมและโยบ—มันเป็นการตัดสินพระทัยของพระเจ้า  ถึงแม้ว่าบรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้าจะได้ไปเยือนอับราฮัมและโยบโดยตนเอง แต่การกระทำของพวกเขาก็มีพื้นฐานอยู่บนพระบัญชาของพระเจ้า และการกระทำของพวกเขาก็เป็นไปภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และในทำนองเดียวกัน บรรดาผู้สื่อสารก็อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า  ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเห็นว่าบรรดาผู้สื่อสารของพระเจ้าไปเยือนอับราฮัม และไม่ได้เป็นประจักษ์พยานว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงกระทำสิ่งใดโดยพระองค์เองในบันทึกของพระคัมภีร์ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มีเพียงองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจเท่านั้นที่เป็นพระเจ้าพระองค์เอง และการนี้ไม่ยอมทนการสงสัยใดๆ จากมนุษย์คนใด!  ถึงแม้ว่าเจ้าจะได้เห็นว่าบรรดาทูตสวรรค์และผู้สื่อสารทั้งหลายมีกำลังอันยิ่งใหญ่และได้แสดงการอัศจรรย์ทั้งหลาย หรือเห็นว่าพวกเขาได้ทำสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงบัญชา แต่การกระทำของพวกเขาก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์แห่งการทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์เท่านั้น และไม่ใช่การแสดงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าแต่อย่างใด—เพราะไม่มีมนุษย์หรือวัตถุใดที่จะมีหรือครอบครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในการสร้างทุกสรรพสิ่งและปกครองทุกสรรพสิ่ง  ดังนั้น ไม่มีมนุษย์หรือวัตถุใดที่จะสามารถใช้หรือแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

240. พวกเรามาดูบทตอนต่อไปของพระคัมภีร์กันเถิด: “เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ทรงร้องเสียงดังว่า ‘ลาซารัส ออกมาเถิด’ คนตายนั้นก็ออกมา…”  เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงทำเช่นนี้ พระองค์ตรัสเพียงอย่างเดียว: “ลาซารัส ออกมาเถิด”  จากนั้นลาซารัสก็ออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ—สิ่งนี้สำเร็จลุล่วงเพียงเพราะพระวจนะไม่กี่คำที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดำรัสออกมา  ในช่วงระหว่างเวลานี้ องค์พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงตั้งแท่นบูชา และพระองค์ไม่ได้ทรงกระทำการอื่นใด  พระองค์แค่ตรัสสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวนี้  นี่ควรเรียกว่าการอัศจรรย์หรือพระบัญชา?  หรือมันเป็นศาสตร์เวทมนตร์คาถาบางอย่าง?  จากภายนอกแล้ว ดูเหมือนว่าสามารถเรียกสิ่งนี้ได้ว่าเป็นการอัศจรรย์ และหากเจ้ามองสิ่งนี้จากมุมมองสมัยใหม่ แน่นอนว่าเจ้าก็จะยังคงเรียกสิ่งนี้ว่าการอัศจรรย์  อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นเวทมนตร์ประเภทที่ควรจะเรียกวิญญาณกลับจากความตาย และสิ่งนี้ไม่ใช่ศาสตร์เวทมนตร์คาถาประเภทใดๆ อย่างแน่นอน  หากพูดว่าการอัศจรรย์นี้เป็นการแสดงเล็กๆ ให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างอย่างเป็นปกติที่สุดก็ถูกต้องแล้ว  นี่คือสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า  พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะให้บุคคลคนหนึ่งตาย ที่จะให้วิญญาณของเขาออกจากร่างกายของเขาและกลับสู่แดนคนตายหรือที่ใดก็ตามที่มันควรไป  กรอบเวลาการตายของบุคคลและสถานที่ที่พวกเขาจะไปหลังจากที่ตาย—สิ่งเหล่านี้พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนด  พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเรื่องเหล่านี้ทุกที่และทุกเวลา โดยไม่ถูกจำกัดจากพวกมนุษย์ เหตุการณ์ วัตถุ พื้นที่ หรือภูมิศาสตร์  หากพระองค์ทรงต้องประสงค์จะทำมัน พระองค์ทรงสามารถทำมันได้ เพราะทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ และทุกสรรพสิ่งแพร่หลาย ดำรงอยู่ และพินาศตามพระวจนะของพระองค์และสิทธิอำนาจของพระองค์  พระองค์ทรงสามารถทำให้ชายที่ตายแล้วเป็นขึ้นจากตาย และสิ่งนี้คือบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์ทรงสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา  นี่คือสิทธิอำนาจที่มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ครอบครอง

เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงทำสิ่งต่างๆ เช่นการนำลาซารัสกลับจากความตาย เป้าหมายของพระองค์คือการให้หลักฐานเพื่อให้พวกมนุษย์และซาตานมองเห็น และเพื่อให้พวกมนุษย์และซาตานรู้ว่าทุกสิ่งเกี่ยวกับมวลมนุษย์ ชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ได้รับการกำหนดโดยพระเจ้า และว่าถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ยังทรงเป็นผู้บัญชาโลกฝ่ายกายที่สามารถมองเห็นได้ และโลกฝ่ายวิญญาณที่พวกมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้  นี่เป็นไปเพื่อให้มวลมนุษย์และซาตานรู้ว่าทุกสิ่งเกี่ยวกับมวลมนุษย์ไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งของซาตาน  นี่คือการเผยและการแสดงให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า และยังเป็นวิธีหนึ่งที่พระเจ้าทรงส่งสารถึงทุกสรรพสิ่ง ว่าชีวิตและความตายของมวลมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  การที่องค์พระเยซูเจ้าทรงทำให้ลาซารัสเป็นขึ้นจากตายเป็นหนึ่งในวิธีที่พระผู้สร้างทรงสอนและแนะนำมวลมนุษย์  นี่คือการกระทำที่เป็นรูปธรรมที่พระองค์ทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจเพื่อแนะนำและจัดเตรียมมวลมนุษย์  นี่คือวิธีหนึ่งที่พระผู้สร้างทรงทำให้มวลมนุษย์สามารถมองเห็นความจริงโดยไม่ใช้พระวจนะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาทุกสรรพสิ่ง  นี่คือวิธีหนึ่งที่พระองค์ทรงบอกมวลมนุษย์โดยผ่านทางการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงว่าไม่มีความรอดอื่นใดนอกเหนือจากความรอดโดยผ่านทางพระองค์  วิถีทางที่ไร้พระสุรเสียงที่พระองค์ทรงใช้เพื่อแนะนำมวลมนุษย์นี้อยู่ชั่วนิรันดร์ ลบไม่ออก และนำความตกใจและความรู้แจ้งที่ไม่มีวันเลือนลางไปมาสู่หัวใจของมนุษย์  การทรงทำให้ลาซารัสเป็นขึ้นจากตายถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า—นี่มีผลกระทบที่ลึกซึ้งต่อผู้ติดตามทุกๆ คนของพระเจ้า  การนี้ทำให้ความเข้าใจ นิมิตว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถบัญชาชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ได้เกิดติดตรึงอยู่ในทุกผู้คนที่เข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างลึกซึ้ง

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

241. ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ พระองค์ก็ทรงเข้มงวดและมีหลักธรรมอย่างยิ่งในการกระทำของพระองค์ และทรงเป็นจริงตามพระวจนะของพระองค์  ความเข้มงวดของพระองค์และหลักธรรมในการกระทำของพระองค์แสดงให้เห็นถึงความไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้ของพระผู้สร้างและความไม่สามารถเหนือกว่าได้ของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงครองสิทธิอำนาจสูงสุด และทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงมีฤทธานุภาพในการปกครองเหนือทุกสรรพสิ่ง แต่พระเจ้าก็ไม่เคยทรงทำลายหรือหยุดชะงักแผนของพระองค์เอง และแต่ละครั้งที่พระองค์ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ มันก็จะสอดคล้องอย่างเข้มงวดกับหลักธรรมของพระองค์เอง และปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกตรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระองค์อย่างแม่นยำ และปฏิบัติตามขั้นตอนและวัตถุประสงค์ของแผนของพระองค์  ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงปกครองนั้นก็เชื่อฟังหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าด้วยเช่นกัน และไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดๆ ได้รับการยกเว้นจากการจัดการเตรียมการของสิทธิอำนาจของพระองค์ อีกทั้งพวกเหล่านั้นก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ด้วย  ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น บรรดาผู้ที่ได้รับพรจะได้รับโชควาสนาที่สิทธิอำนาจของพระองค์ทำให้เกิดขึ้น และพวกที่ถูกสาปแช่งก็ได้รับการลงโทษของพวกเขาเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า  ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้น ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดๆ ที่จะได้รับการยกเว้นจากการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์  อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ได้  สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกปรับเปลี่ยนโดยการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยใดๆ และในทำนองเดียวกันนี้ หลักธรรมในการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ไม่ปรับเปลี่ยนด้วยเหตุผลใดๆ  ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกอาจก้าวผ่านกลียุคที่ยิ่งใหญ่ แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่เปลี่ยนแปลง ทุกสรรพสิ่งอาจมลายหายไป แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่มีวันสูญหาย  นี่คือเนื้อแท้ของสิทธิอำนาจที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้และไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้ของพระผู้สร้าง และนี่คือความทรงเอกลักษณ์ยิ่งของพระผู้สร้าง!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

242. สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่สามารถมีมนุษย์คนใดเอาอย่างได้ และพระอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าก็ไม่สามารถมีมนุษย์คนใดปลอมแฝงได้  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถเอาอย่างพระกระแสเสียงที่พระเจ้าตรัส แต่เจ้าก็ไม่สามารถเอาอย่างเนื้อแท้ของพระเจ้าได้  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถยืนในที่ของพระเจ้าและปลอมแฝงพระเจ้าได้ แต่เจ้าจะไม่มีวันสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะทำได้ และจะไม่มีวันสามารถปกครองและบัญชาทุกสรรพสิ่งได้  ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะเป็นสิ่งที่ทรงสร้างเล็กๆ สิ่งหนึ่งตลอดไป และไม่ว่าทักษะและความสามารถของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์มากเพียงใด แต่ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของเจ้าแล้วนั้น เจ้าอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง  ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถกล่าวคำพูดที่อวดกล้าบางคำ แต่นี่ก็ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีเนื้อแท้ของพระผู้สร้าง อีกทั้งไม่สามารถเป็นสิ่งแทนว่าเจ้ามีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าคือเนื้อแท้ของพระเจ้าพระองค์เอง  สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรียนรู้หรือเพิ่มเติมจากภายนอก แต่เป็นเนื้อแท้ภายในพระองค์ของพระเจ้าพระองค์เอง  และดังนั้น สัมพันธภาพระหว่างพระผู้สร้างกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างจึงไม่มีวันสามารถปรับเปลี่ยนได้เลย  ในฐานะหนึ่งในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง มนุษย์ต้องรักษาตำแหน่งของเขาเอง และประพฤติตนอย่างมีจิตสำนึก  จงพิทักษ์รักษาสิ่งที่พระผู้สร้างทรงมอบความไว้วางพระทัยแก่เจ้าอย่างสำนึกในหน้าที่  จงอย่ากระทำการล้ำเส้น หรือทำสิ่งทั้งหลายที่นอกเหนือขอบเขตความสามารถของเจ้า หรือที่เป็นที่เกลียดชังของพระเจ้า  จงอย่าพยายามที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือกลายเป็นยอดมนุษย์ หรือเหนือสิ่งอื่นใด จงอย่าพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้า  นี่คือวิธีที่ผู้คนไม่ควรอยากที่จะเป็น  การพยายามที่จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์นั้นช่างไร้สาระ  การพยายามที่จะกลายเป็นพระเจ้ายิ่งเป็นที่น่าอดสูมากยิ่งกว่าเสียอีก มันน่ารังเกียจและน่าเหยียดหยาม  สิ่งที่น่ายกย่องและสิ่งที่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างควรจะยึดมั่นไว้มากกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการกลายเป็นสิ่งที่ทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ผู้คนทั้งหมดควรไล่ตามเสาะหา

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

243. สิทธิอำนาจเองนั้นสามารถอธิบายได้ว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า  ประการแรก อาจกล่าวได้อย่างแน่นอนว่าทั้งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพนั้นเป็นเชิงบวก  ทั้งสองสิ่งนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับสิ่งใดที่เป็นเชิงลบเลย และไม่มีความเกี่ยวโยงกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่ไม่ได้ทรงสร้างใดๆ  ฤทธานุภาพของพระเจ้าสามารถสร้างสิ่งทั้งหลายในรูปร่างใดๆ ก็ตามที่มันมีชีวิตและพละกำลัง และการนี้ได้รับการกำหนดพิจารณาโดยชีวิตของพระเจ้า  พระเจ้าทรงเป็นชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งปวงเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าทุกคำ กล่าวคือ มามีชีวิตตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และดำรงชีวิตและสืบพันธุ์โดยพระบัญชาของพระเจ้า ซึ่งหลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงปกครองและทรงบัญชาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และจะไม่มีวันมีการเบี่ยงเบนตลอดไปตลอดกาลนาน  ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่มีสิ่งเหล่านี้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครอบครองและถือครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่าสิทธิอำนาจ  นี่คือความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นคำว่า “สิทธิอำนาจ” เอง หรือเนื้อแท้ของสิทธิอำนาจนี้ แต่ละอย่างสามารถเกี่ยวข้องกับพระผู้สร้างได้เท่านั้น เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจและเนื้อแท้อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และมันเป็นตัวแทนสิทธิอำนาจและสถานะของพระผู้สร้าง นอกเหนือจากพระผู้สร้างแล้วก็ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่สามารถเกี่ยวข้องกับคำว่า “สิทธิอำนาจ” ได้  นี่คือการตีความคำว่าสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

244. นับแต่ชั่วขณะที่เจ้าเข้ามาในโลกนี้พร้อมกับเสียงร้องจ้า เจ้าก็เริ่มทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง  เจ้าได้เริ่มการเดินทางของชีวิตของเจ้า โดยแสดงไปตามบทบาทของเจ้าในแผนการของพระเจ้าและในการทรงลิขิตของพระองค์  ไม่ว่าเจ้าจะมีภูมิหลังอย่างไร และการเดินทางข้างหน้าของเจ้าจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของฟ้าได้ และไม่มีใครควบคุมชะตาลิขิตของตนเองได้ เพราะมีเพียงพระองค์ผู้ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งเท่านั้นที่ทรงสามารถทำงานเช่นนั้นได้  นับตั้งแต่วันที่มนุษย์ได้มาสู่การดำรงอยู่ พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจเช่นนี้มาตลอด บริหารจัดการจักรวาล กำกับกฎเกณฑ์แห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับทุกสรรพสิ่งและวิถีโคจรของทุกสรรพสิ่งเหล่านั้น  เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง—มนุษย์ได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างเงียบเชียบและไม่รู้ตัว ด้วยความอ่อนหวานและหยาดฝน ตลอดจนหยดน้ำค้างจากพระเจ้า เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง—มนุษย์อยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระหัตถ์พระเจ้าโดยไม่รู้ตัว หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทุกอย่างในชีวิตของเขาอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าสิ่งใดและทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง สร้างขึ้นมาใหม่และปลาศนาการไปตามพระดำริของพระเจ้า  นี่คือหนทางที่พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือทุกสรรพสิ่ง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

245. ผู้คนที่บุคคลใดประสบพบเจอในครรลองของการเจริญเติบโต และสิ่งต่างๆ ที่มาติดต่อสัมพันธ์นั้น ล้วนเชื่อมโยงกับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างเป็นธรรมดา  ผู้คนไม่อาจรู้ล่วงหน้าถึงความสัมพันธ์ในกันและกันอันซับซ้อนประเภทต่างๆ เหล่านี้ ทั้งยังไม่อาจควบคุมพวกมันหรือหยั่งลึกถึงพวกมันได้ ผู้คนและสิ่งต่างๆ มากมายที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่บุคคลหนึ่งเติบโตขึ้นมา และไม่มีมนุษย์คนใดเลยที่สามารถจัดการเตรียมการหรือจัดวางเรียบเรียงโครงข่ายอันไพศาลของการเชื่อมโยงดังกล่าวได้  ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดเลยนอกจากพระผู้สร้างที่ทรงสามารถควบคุมการปรากฏอยู่ของผู้คน สิ่งต่างๆ และเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ทั้งพวกเขายังไม่อาจธำรงการปรากฏอยู่เหล่านั้นเอาไว้หรือควบคุมไม่ให้พวกมันหายไป และมันเป็นเหมือนโครงข่ายการเชื่อมโยงอันไพศาลหนึ่งซึ่งปรับรูปทรงของพัฒนาการของบุคคลไปตามที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ผู้คนเติบโตขึ้นมา  มันคือสิ่งที่สร้างบทบาทอันหลากหลายที่จำเป็นต่อพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง วางรากฐานอันแข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นเพื่อให้ผู้คนได้ทำให้ภารกิจของพวกเขาจนลุล่วงโดยประสบความสำเร็จ

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

246. หากการเกิดของคนเราถูกลิขิตชะตาโดยชีวิตก่อนหน้าของคนเรา เช่นนั้นแล้วความตายก็ทำเครื่องหมายบทอวสานของชะตาลิขิต  หากการเกิดของคนเราคือตอนเริ่มต้นภารกิจของคนเราในชีวิตนี้ เช่นนั้นแล้ว ความตายของคนเราก็เป็นเครื่องหมายบทอวสานของภารกิจของคนเรา  เนื่องจากพระผู้สร้างได้ทรงกำหนดชุดของรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับกำเนิดของบุคคลหนึ่งเอาไว้แล้ว มันจึงไม่จำเป็นต้องพูดว่า พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับความตายของคนเราไว้แล้วเช่นกัน  พูดอีกอย่างว่า ไม่มีใครเลยที่เกิดมาโดยบังเอิญ ไม่มีความตายของใครเลยที่มาถึงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และทั้งการเกิดและความตายนั้นจำเป็นต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับชีวิตในปัจจุบันและชีวิตก่อนหน้าของคนเรา  ทั้งรูปการณ์แวดล้อมของการเกิดและความตายของคนเราได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง นี่คือชะตาลิขิตของบุคคล ชะตากรรมของบุคคล  เนื่องจากมีคำอธิบายมากมายสำหรับกำเนิดของบุคคลหนึ่ง มันเป็นความจริงเช่นกันที่ความตายของบุคคลจะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาภายใต้รูปการณ์แวดล้อมอันหลากหลายชุดพิเศษของมันเอง  นี่คือเหตุผลสำหรับอายุขัยที่แปรปรวนของผู้คนและลักษณะกับเวลาแห่งความตายของพวกเขาที่แตกต่างกันไป  ผู้คนบางคนแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทว่าตายลงตั้งแต่อายุยังน้อย คนอื่นๆ อ่อนแอและเจ็บออดๆ แอดๆ ทว่ามีชีวิตอยู่จนถึงวัยชรา และจากไปอย่างสงบ  บ้างก็พินาศลงด้วยสาเหตุที่ไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนคนอื่นๆ ตายอย่างเป็นธรรมชาติ  บ้างก็จบชีวิตของพวกเขาไกลบ้าน คนอื่นๆ ปิดเปลือกตาลงเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีผู้เป็นที่รักอยู่เคียงข้างพวกเขา ผู้คนบางคนตายกลางอากาศ คนอื่นๆ ตายใต้พื้นโลก  บ้างก็จมลงใต้น้ำ คนอื่นๆ สูญหายไปในความวิบัติ  บ้างก็ตายในเวลาเช้า คนอื่นๆ ตายตอนกลางคืน…ทุกคนต้องการกำเนิดที่เด่นดัง ชีวิตที่เจิดจรัส และความตายที่มีเกียรติ แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถไปไกลเกินกว่าชะตาลิขิตของพวกเขาเองได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถหลีกพ้นอธิปไตยของพระผู้สร้างได้  นี่เป็นชะตากรรมของมนุษย์  มนุษย์สามารถวางแผนได้ทุกประเภทสำหรับอนาคตของพวกเขา แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถวางแผนลักษณะและเวลาเกิดของพวกเขาและของการลาจากโลกนี้ของพวกเขา  แม้ว่าผู้คนทำดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงและต้านทานการมาของความตาย ความตายก็ยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้อย่างเงียบกริบโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยอยู่ดี  ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าเมื่อไรหรืออย่างไรที่พวกเขาจะพินาศลง  ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าเมื่อไรมันจะเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่มนุษยชาติที่กุมพลังอำนาจของชีวิตและความตายเอาไว้ ไม่ใช่ความเป็นอยู่บางอย่างในพิภพธรรมชาติ แต่เป็นพระผู้สร้างผู้ซึ่งทรงมีสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์  ชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ไม่ใช่ผลงานของกฎบางอย่างแห่งพิภพธรรมชาติ แต่เป็นผลสืบเนื่องของอธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

247. ในทุกๆ วัน เจ้าจะไปไหน เจ้าจะทำอะไร ใครหรืออะไรที่พวกเจ้าจะเผชิญ เจ้าจะพูดอะไร จะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า—มีอันใดหรือในสิ่งนี้ ที่สามารถคาดทำนายได้? ผู้คนไม่สามารถล่วงรู้การเกิดเหตุทั้งหมดเหล่านี้ได้ นับประสาอะไรที่จะสามารถควบคุมวิธีที่สถานการณ์เหล่านี้จะก่อตัวขึ้นมาได้  ในชีวิตนั้น เหตุการณ์ที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการเกิดเหตุประจำวันทั่วไปอย่างหนึ่ง  ความผันผวนรายวันเหล่านี้และวิธีที่พวกมันคลี่คลายตัวออกมา หรือรูปแบบที่พวกมันเกิดขึ้นตามกันนั้นเป็นสิ่งเตือนจำสม่ำเสมอต่อมนุษยชาติ ว่าไม่มีอะไรเลยที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม ว่ากระบวนการเกิดของแต่ละเหตุการณ์  ธรรมชาติอันมิอาจหลบหลีกได้ของแต่ละเหตุการณ์นั้นไม่อาจขยับเปลี่ยนได้โดยเจตจำนงของมนุษย์  ทุกการเกิดเหตุสื่อนำการตักเตือนจากพระผู้สร้างมาสู่มนุษยชน และส่งข่าวมาด้วยเช่นกันว่ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้  ทุกเหตุการณ์คือการตอบโต้ความป่าเถื่อน ความทะเยอทะยานลมๆ แล้งๆ และความอยากที่จะกุมชะตากรรมของตนไว้ในมือตัวเองของมนุษย์  เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเหมือนการฟาดตบอย่างรุนแรงลงบนใบหน้าของมนุษยชาติ ทีละคน บีบให้ผู้คนพิจารณาเสียใหม่ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ใครกันที่ปกครองและควบคุมชะตากรรมของพวกเขา  และเมื่อความทะเยอทะยานและความอยากทั้งหลายของพวกเขาถูกขัดขวางและทำลายจนป่นปี้ จึงเป็นธรรมดาที่มนุษย์ย่อมมาถึงการยอมรับชะตากรรมที่รอท่าอยู่โดยไม่รู้สึกตัว—การยอมรับความเป็นจริง ยอมรับน้ำพระทัยแห่งฟ้าและอธิปไตยของพระผู้สร้าง  จากความผันผวนรายวันเหล่านี้สู่ชะตากรรมของชีวิตมนุษย์ทั้งหลายทั้งสิ้น หามีอันใดเลยที่ไม่ได้เปิดเผยแผนการของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์ หามีอันใดเลยที่ไม่ได้ส่งข่าวว่า “สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างนั้นมิอาจก้ำเกินได้” ที่ไม่ได้สื่อนำความจริงอันเป็นนิรันดร์ที่ว่า “สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างนั้นสูงสุด”

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

248. ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกบุคคลยอมรับอธิปไตยของพระองค์และการจัดการเตรียมการของพระองค์ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ และไม่สำคัญว่าคนเราดิ้นรนอย่างไรในครรลองของชีวิตคนเรา ไม่สำคัญว่าเส้นทางคดเคี้ยวกี่สายที่คนเราเดินไป ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะกลับคืนสู่วงโคจรแห่งชะตากรรมที่พระผู้สร้างได้ทรงขีดเส้นไว้ให้พวกเขา  นี่คือความไม่สามารถมีใครอยู่เหนือได้ของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างและลักษณะซึ่งสิทธิอำนาจของพระองค์ควบคุมและปกครองจักรวาล  ความไม่สามารถมีใครอยู่เหนือได้นี้ การควบคุมและปกครองในรูปแบบนี้นี้เองที่รับผิดชอบต่อกฎต่างๆ ที่ลิขิตขีดเขียนชีวิตของทุกสรรพสิ่ง ที่อำนวยให้มนุษย์มาจุติใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยปราศจากการแทรกแซง ที่ทำให้โลกหมุนตามปกติและเคลื่อนไปข้างหน้าวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า  พวกเจ้าได้เป็นพยานข้อเท็จจริงทั้งหมดเหล่านี้และเจ้าเข้าใจพวกมัน ไม่ว่าจะเพียงอย่างผิวเผินหรือลึกซึ้ง และความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความจริง และขึ้นอยู่กับความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า  เจ้ารู้จักความเป็นจริงเกี่ยวกับความจริงดีเท่าใด เจ้าได้รับประสบการณ์จากพระวจนะของพระเจ้าไปมากแล้วเท่าใด เจ้ารู้จักเนื้อแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าดีเท่าใด—เหล่านี้ทั้งหมดเป็นตัวแทนความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  การดำรงอยู่ของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์นบนอบต่อพวกมันหรือไม่ อย่างนั้นหรือ? ข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจนี้ถูกกำหนดโดยการที่มนุษยชาตินบนอบต่อมันหรือไม่ อย่างนั้นหรือ? สิทธิอำนาจของพระเจ้าดำรงอยู่ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร  ในทุกสถานการณ์ พระเจ้าทรงลิขิตขีดเขียนและทรงจัดการเตรียมชะตากรรมของมนุษย์ทุกคนและทุกสรรพสิ่งไปตามพระดำริของพระองค์และความปรารถนาของพระองค์  การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์จะไม่ส่งผลลัพธ์ให้สิ่งนี้เปลี่ยนไป  มันเป็นอิสระจากความเจตจำนงของมนุษย์ ไม่สามารถถูกแก้ไขตัดแปลงโดยการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของห้วงเวลา อวกาศ และภูมิประเทศ เนื่องเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นคือเนื้อแท้ที่แท้จริงของพระองค์  ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถรู้จักและยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่ามนุษย์จะสามารถนบนอบต่อมันได้หรือไม่—ไม่มีข้อพิจารณาใดเหล่านี้ที่ดัดแปลงแก้ไขข้อเท็จจริงที่ว่าอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์ได้แม้แต่น้อย  กล่าวได้ว่า ไม่สำคัญว่ามนุษย์มีท่าทีอะไรต่ออธิปไตยของพระเจ้า มันก็แค่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือทุกสรรพสิ่งได้อยู่ดี  ต่อให้เจ้าไม่นบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า พระองค์ก็ยังทรงบัญชาชะตากรรมของเจ้าอยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่สามารถรู้จักอธิปไตยของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ยังคงมีจริงอยู่ดี  สิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงที่อธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเลือกชอบหรือทางเลือกของมนุษย์  สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นอยู่ในทุกแห่งหน ทุกโมงยาม ทุกขณะเวลา  ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะจากไป แต่สิทธิอำนาจของพระองค์จะไม่มีวันจากไป เพราะพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ถูกจำกัดหรือขีดคั่นโดยผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งต่างๆ โดยห้วงอวกาศ หรือภูมิประเทศ  ตลอดเวลาทั้งหมด พระเจ้าทรงกวัดไกวสิทธิอำนาจของพระองค์ แสดงพระอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ สืบสานพระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์ดังพระองค์ได้ทรงทำเสมอ ตลอดเวลาทั้งหมด พระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสรรพสิ่ง—ดังเช่นที่พระองค์ทรงได้ทรงทำเสมอ  ไม่มีใครเลยที่เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้  มันคือข้อเท็จจริง มันคือความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับแต่ครั้งโบราณกาล!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

249. ชะตากรรมของมนุษยชาติและของจักรวาลพันเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิดกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผูกติดกับการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้างโดยมิอาจแยกกัน ในท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมเหล่านั้นก็ไม่อาจแยกจากสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ ในกฎแห่งทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงได้เข้าใจการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้าง และอธิปไตยของพระองค์ ในกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้รับรู้การปกครองของพระผู้สร้าง ในชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้อนุมานเกี่ยวกับวิธีต่างๆ ที่พระผู้สร้างทรงนำอธิปไตยของพระองค์มาบังคับใช้และควบคุมพวกเขา และในวงจรชีวิตของมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงได้มารับประสบการณ์อย่างแท้จริงในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างเพื่อทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิต เพื่อเป็นพยานว่าการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมเหล่านั้นเข้ามาแทนที่กฎ กฎเกณฑ์ และขนบประเพณีทางโลกทั้งหมด พลังและอำนาจอื่นๆ ทั้งหมด  เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษยชาติจึงจำต้องยอมรับว่าอธิปไตยของพระผู้สร้างนั้นมิอาจฝ่าฝืนได้โดยสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างใดๆ ยอมรับว่า ไม่มีพลังใดสามารถช่วงชิงอำนาจหรือดัดแปลงเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า  ภายใต้กฎและกฎเกณฑ์แห่งพระเจ้านี่เองที่มนุษย์และทุกสรรพสิ่งล้วนมีชีวิตอยู่และขยายเผ่าพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า  นี่ไม่ใช่รูปจำลองที่แท้จริงของสิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

250. หากบุคคลหนึ่งเพียงเชื่อในชะตากรรมเท่านั้น—ต่อให้พวกเขารู้สึกเกี่ยวกับมันอย่างลึกซึ้ง—แต่ด้วยการนั้นก็ใช่จะสามารถรู้จักและระลึกรู้ในอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของมนุษยชาติ ใช่จะนบนอบต่อมันและยอมรับมัน เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตของพวกเขาจะเป็นโศกนาฏกรรมหนึ่ง เป็นชีวิตหนึ่งซึ่งอยู่ไปโดยสูญเปล่า เป็นความว่างเปล่า พวกเขาจะยังคงไม่สามารถมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง ไม่สามารถกลายเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างในความหมายที่จริงแท้ที่สุดของคำๆ นี้ และไม่สามารถชื่นชมการมาถึงของพระผู้สร้างได้  บุคคลหนึ่งผู้ซึ่งรู้จักและมีประสบการณ์ในอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงควรอยู่ในสภาวะกระตือรือร้นเป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่ในสภาวะนิ่งเฉยรอเป็นฝ่ายรับหรือรู้สึกอับจนหนทาง  ในขณะที่บุคคลดังกล่าวจะยอมรับว่าทุกสรรพสิ่งถูกกำหนดชะตากรรม พวกเขาควรมีคำนิยามที่แม่นยำของคำว่าชีวิตและชะตากรรม นั่นคือ ทุกชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง  เมื่อคนเรามองย้อนกลับไปบนถนนที่คนเราได้เดินมา เมื่อคนเราย้อนรำลึกถึงทุกระยะของการเดินทางของคนเรา คนเรามองเห็นว่า ในทุกย่างก้าว ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะทุลักทุเลหรือราบรื่น พระเจ้ากำลังทรงนำอยู่บนเส้นทางของคนเรา กำลังวางแผนเส้นทางนั้น  การจัดการเตรียมการอันพิถีพิถันของพระเจ้า การวางแผนอันระมัดระวังของพระองค์นี่เองที่นำทางคนเรามาถึงทุกวันนี้โดยไม่รู้ตัว  การที่สามารถยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง การที่สามารถรับความรอดของพระองค์—ช่างเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้! หากคนเรามีท่าทีในแง่ลบต่อชะตากรรม นั่นก็พิสูจน์ว่า พวกเขากำลังฝืนต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้เพื่อพวกเขา ว่าพวกเขาไม่มีท่าทีในเชิงนบนอบ  หากคนเรามีท่าทีที่เป็นบวกต่ออธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์แล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วเมื่อคนเราย้อนรำลึกถึงการเดินทางของคนเรา เมื่อถึงคราวที่มนุษย์เริ่มที่จะเข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า คนเราจะมีความต้องการอย่างจริงจังตั้งใจมากขึ้นที่จะนบนอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ จะมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความมั่นใจที่จะยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงชะตากรรมของคนเราและหยุดทำการกบฏต่อต้านพระเจ้า ด้วยความที่คนเรามองเห็นว่า เมื่อคนเราไม่จับใจความเกี่ยวกับชะตากรรม เมื่อคนเราไม่เข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า เมื่อคนเราจงใจคลำทางมะงุมมะงาหราไปข้างหน้า พยุงสังขารเซซังไปในม่านหมอก การเดินทางนั้นยากเกินไป รวดร้าวหัวใจเกินไป  ดังนั้นเมื่อคนเราระลึกได้ในอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์ คนที่ฉลาดเลือกที่จะรู้จักและยอมรับมัน อำลาวันเวลาอันปวดร้าวเมื่อตอนที่พวกเขาได้พยายามที่จะสร้างชีวิตที่ดีด้วยสองมือของพวกเขาเอง และหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและไล่ตามเสาะหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เป้าหมายชีวิต” ในหนทางของเขาเอง  เมื่อคนเราไม่มีพระเจ้า เมื่อคนเรามองไม่เห็นพระองค์ เมื่อคนเราไม่สามารถระลึกได้อย่างชัดเจนถึงอธิปไตยของพระเจ้า ทุกวันก็ย่อมไร้ความหมาย ไร้คุณค่า น่าเวทนา  ไม่ว่าคนเราจะอยู่แห่งหนใด งานการของคนเราจะเป็นอะไร วิธีการดำเนินชีวิตของคนเราและการไล่ตามเสาะหาเป้าหมายของคนเราไม่ได้นำพาอะไรมาให้คนเราเลยนอกจากความหัวใจสลายอย่างไม่รู้จบและความทุกข์ทนที่ไม่มีการบรรเทา จนกระทั่งคนเราไม่สามารถทนมองย้อนกลับหลังไปในอดีตของคนเราได้  มีเพียงเมื่อคนเรายอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และแสวงหาชีวิตมนุษย์จริงเท่านั้นที่คนเราจะค่อยๆ เริ่มหลุดพ้นจากความทุกข์ทนและความหัวใจสลายทั้งหมด และกำจัดความว่างเปล่าทั้งปวงในชีวิตให้หมดสิ้นไป

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

251. มีเพียงผู้ซึ่งนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถบรรลุอิสรภาพที่แท้จริง

เนื่องเพราะผู้คนไม่ระลึกได้ถึงการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาจึงเผชิญกับชะตากรรมอย่างเยาะเย้ยท้าทายและด้วยท่าทีที่เป็นกบฏเสมอ และพวกเขาต้องการที่จะปลดเปลื้องจากสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้าและสิ่งต่างๆ ที่ชะตากรรมเตรียมไว้ให้ โดยหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อม ณ ปัจจุบันและแก้ไขดัดแปลงชะตากรรมของพวกเขา  แต่พวกเขาไม่มีวันสามารถทำสำเร็จ และถูกขัดขวางในทุกการขยับตัว  การดิ้นรนนี้ที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณของคนเรานำมาซึ่งความเจ็บปวดล้ำลึกชนิดที่กัดเซาะเข้าไปถึงกระดูกดำของคนเราในขณะที่คนเราใช้ชีวิตของพวกเขาทิ้งขว้างไปพลางๆ  อะไรหรือคือสาเหตุของความเจ็บปวดนี้? มันเป็นเพราะอธิปไตยของพระเจ้า หรือเพราะบุคคลหนึ่งเกิดมาอย่างโชคร้าย? เห็นได้ชัดว่า ไม่ถูกทั้งสองอย่าง โดยพื้นฐานแล้ว มันเกิดจากเส้นทางที่ผู้คนเดิน วิธีที่พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตของพวกเขา  ผู้คนบางคนอาจไม่ระลึกได้ถึงสิ่งเหล่านี้  แต่เมื่อเจ้ารู้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาระลึกได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ เมื่อเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนการไว้เพื่อเจ้า และได้ทรงตัดสินใจเพื่อเจ้านั้นคือผลประโยชน์และการปกป้องอันยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเจ้าเริ่มเบาบางลง และความเป็นอยู่ของเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้นกลายมาเป็นผ่อนคลาย อิสระ และเสรี  โดยการตัดสินจากสภาวะของผู้คนส่วนใหญ่ หากกล่าวตามความจริงแล้ว พวกเขาไม่สามารถมาเริ่มทำความเข้าใจอย่างแท้จริงต่อคุณค่าในทางปฏิบัติและความหมายของอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์ แม้จะเป็นในระดับความคิดเห็นส่วนตัว พวกเขาไม่ต้องการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างที่พวกเขาเคยทำมาก่อน และต้องการถูกปลดปล่อยจากความเจ็บปวดของพวกเขา ในแง่ความเป็นจริงพวกเขาไม่สามารถระลึกได้ถึงและนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาจะรู้วิธีแสวงหาและยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง  ดังนั้น หากผู้คนไม่สามารถระลึกได้อย่างแท้จริงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือเรื่องราวทั้งหมดของมนุษย์แล้วไซร้ หากพวกเขาไม่สามารถนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นการยากที่พวกเขาจะไม่ถูกขับเคลื่อนและล่ามติดอยู่กับแนวความคิดที่ว่า “ชะตากรรมของคนเรานั้น อยู่ในมือของคนเราเอง” มันจะยากที่พวกเขาจะสลัดความเจ็บปวดในการคร่ำเคร่งดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และคงไม่จำเป็นต้องพูดว่า มันก็จะเป็นการลำบากสำหรับพวกเขาเช่นกันที่จะกลายมามีเสรีภาพและเป็นอิสระ กลายมาเป็นผู้คนผู้ซึ่งนมัสการพระเจ้า  แต่มีหนทางหนึ่งซึ่งเรียบง่ายยิ่งนักที่จะทำให้คนเราเป็นอิสระจากสภาวะนี้ซึ่งเป็นการอำลาวิถีชีวิตเดิมของคนเรา เพื่อที่จะกล่าวคำอำลาต่อเป้าหมายชีวิตก่อนหน้านี้ของพวกเขา เพื่อที่จะสรุปและวิเคราะห์ลีลาชีวิตก่อนหน้านี้ มุมมองของชีวิต กิจกรรมต่างๆ ที่ทำไปตามความชอบ ความอยากได้อยากมี และอุดมคติต่างๆ ของคนเรา และจากนั้นก็เปรียบเทียบสิ่งเหล่านั้นกับน้ำพระทัยและข้อเรียกร้องของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ และดูว่ามีสิ่งใดในสิ่งเหล่านั้นที่สอดคล้องเข้ากันได้กับน้ำพระทัยและข้อเรียกร้องของพระเจ้า ดูว่ามีสิ่งใดบ้างในสิ่งเหล่านั้นที่มอบคุณค่าที่ถูกต้องของชีวิต นำทางคนเราไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับความจริง และอำนวยให้คนเรามีชีวิตอยู่กับสภาวะความเป็นมนุษย์และรูปสัณฐานของความเป็นมนุษย์  เมื่อเจ้ายังคงเจาะลึกลงไปซ้ำๆ และทำการจำแนกอย่างระมัดระวังในเป้าหมายอันหลากหลายที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาในชีวิต และหนทางการดำเนินชีวิตนับหมื่นแสนของพวกเขา เจ้าจะไม่พบแม้สักหนึ่งอย่างที่สอดคล้องกับพระเจตนาดั้งเดิมของพระผู้สร้างที่พระองค์ใช้ในการสร้างมนุษยชาติขึ้นมา  สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดดึงผู้คนให้ห่างออกจากอธิปไตยและการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้สร้าง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกับดักที่เป็นเหตุให้ผู้คนกลายเป็นต่ำช้า และเป็นสิ่งที่นำทางพวกเขาไปสู่นรก  หลังจากที่เจ้าระลึกได้ในเรื่องนี้ กิจของเจ้าก็คือวางมุมมองเก่าของชีวิตลง อยู่ให้ห่างจากกับดักอันหลากหลาย ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับชีวิตของเจ้าและทำการจัดการเตรียมการสำหรับเจ้า มันเป็นการพยายามเพียงเพื่อที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้า ที่จะมีชีวิตโดยปราศจากการเลือกของปัจเจกบุคคล และเพื่อที่จะกลายเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งนมัสการพระเจ้า  นี่ฟังดูง่าย แต่มันเป็นสิ่งซึ่งลำบากที่จะทำ  ผู้คนบางคนสามารถทนความเจ็บปวดของมันได้ ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่สามารถทนได้ บ้างก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตาม ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่เต็มใจ  พวกที่ไม่เต็มใจขาดความพึงปรารถนาและปณิธานที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาตระหนักรู้ในอธิปไตยของพระเจ้าอย่างชัดเจน รู้ดีอย่างครบถ้วนว่าพระเจ้านี่เองที่ทรงวางแผนการและจัดการเตรียมชะตากรรมมนุษย์ แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเตะถีบดิ้นรน และยังคงไม่ยอมประนีประนอมที่จะวางชะตากรรมไว้ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคับแค้นใจในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้น จึงมีผู้คนบางคนที่ต้องการดูด้วยตัวเองเสมอว่า พวกเขามีความสามารถอะไร พวกเขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมด้วยสองมือของพวกเขาเอง หรือที่จะสัมฤทธิ์ซึ่งความสุขโดยพลังอำนาจของพวกเขาเอง ที่จะมองเห็นว่าพวกเขาสามารถก้าวล้ำขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้า และผงาดขึ้นไปเหนืออธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่  โศกนาฏกรรมของมนุษย์ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาแสวงหาชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาไล่ตามเสาะหาชื่อเสียงและโชควาสนา หรือดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมของตัวเขาเองผ่านม่านหมอก แต่อยู่ตรงที่หลังจากที่เขาได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่า พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์แล้ว เขายังคงไม่สามารถปรับปรุงพฤติกรรมตนเองให้ดีขึ้น ไม่สามารถชักเท้าขึ้นจากปลักตม แต่ยังคงใจแข็งและดึงดันในความผิดพลาดของเขา  เขาเลือกที่จะดิ้นพราดตูมตามอยู่ในโคลนต่อไป แข่งขันชิงดีกับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างหัวชนฝา ฝืนต้านไปจนกว่าจะจบสิ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ทั้งหมดนั้นไม่มีความรู้สึกเสียใจในสิ่งที่กระทำไปแม้เพียงเสี้ยวกระผีก  เพียงเมื่อเขานอนหมดสิ้นสภาพและโลหิตไหลรินเท่านั้น ที่ในที่สุดเขาตัดสินใจยอมแพ้และหันหลังกลับ ที่คือความโศกเศร้าอันแท้จริงของมนุษย์ ดังนั้น เราพูดเลยว่า บรรดาผู้ที่เลือกนบนอบนั้นมีสติปัญญา และพวกที่เลือกดิ้นรนและหลบหนีนั้นช่างโง่เขลาปัญญาเอาเสียจริง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

252. จงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และเผชิญกับความตายอย่างสงบ

ณ ชั่วขณะที่บุคคลหนึ่งเกิดมา วิญญาณเปลี่ยวดายดวงหนึ่งเริ่มต้นประสบการณ์ของตัวเองบนแผ่นดินโลก ประสบการณ์ของมันเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่พระผู้สร้างได้ทรงจัดการเตรียมการเพื่อมัน คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า สำหรับบุคคลนั้น—ดวงวิญญาณนั้น—นี่คือโอกาสเหมาะอันยอดเยี่ยมที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง มารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และได้รับประการณ์กับมันแบบเป็นส่วนตัว  ผู้คนใช้ชีวิตของตัวเองภายใต้กฎต่างๆ ของชะตากรรมที่วางไว้สำหรับพวกเขาโดยพระผู้สร้าง และสำหรับบุคคลใดก็ตามที่เป็นคนมีเหตุผลพร้อมด้วยมโนธรรมนั้น การเริ่มพยายามทำความเข้าใจกับอธิปไตยของพระผู้สร้างและการมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นหาใช่สิ่งที่ยากเกินกว่าจะทำไม่ เมื่อชีวิตพวกเขาผ่านพ้นไปกว่าหลายสิบปี  เพราะฉะนั้น มันควรจะง่ายสำหรับทุกคนที่จะระลึกได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตกว่าหลายสิบปีของพวกเขาเองว่า ชะตากรรมของมนุษย์ทั้งหมดได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และมันควรง่ายที่จะจับความเข้าใจหรือที่จะสรุปว่าการมีชีวิตหมายถึงอะไร  ขณะที่คนเราอ้าแขนรับบทเรียนชีวิตเหล่านี้ คนเราจะค่อยๆ มาเข้าใจว่าชีวิตมาจากไหน มาจับความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่หัวใจจำเป็นต้องมีอย่างแท้จริง อะไรคือสิ่งที่จะนำทางคนเราไปบนเส้นทางชีวิตที่แท้จริง และอะไรคือภารกิจและเป้าหมายของชีวิตมนุษย์ที่ควรจะเป็น  คนเราจะค่อยๆ ระลึกได้ว่า หากคนเราไม่นมัสการพระผู้สร้าง หากคนเราไม่มาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์แล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วครั้งถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความตาย—คราที่ดวงวิญญาณกำลังเผชิญหน้ากับพระผู้สร้างอีกครั้ง—หัวใจของคนเราจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความวุ่นวายสับสนอย่างไร้ขีดจำกัด  หากบุคคลหนึ่งได้อยู่ ในโลกมาหลายสิบปีแล้ว ทว่ายังไม่เข้าใจว่าชีวิตมนุษย์มาจากไหน ทั้งยังไม่ระลึกได้ว่าชะตากรรมวางอยู่ในฝ่ามือของใคร เช่นนั้นแล้วก็ไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบ  ในหลายสิบปีแห่งประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ของพวกเขา บุคคลหนึ่งซึ่งได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างคือบุคคลที่มีความซาบซึ้งที่ถูกต้องต่อความหมายและค่าของชีวิต  บุคคลเช่นนั้นมีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจุดประสงค์ของชีวิต พร้อมด้วยประสบการณ์และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และที่เหนือล้ำไปกว่านั้นก็คือ สามารถที่จะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  บุคคลเช่นนั้นเข้าใจความหมายแห่งการทรงสร้างมวลมนุษย์ของพระเจ้า เข้าใจว่ามนุษย์ควรนมัสการพระผู้สร้าง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ครอบครองนั้นมาจากพระผู้สร้างและจะคืนกลับไปสู่พระองค์ในสักวันหนึ่งไม่ไกลนักในอนาคต  บุคคลประเภทนี้เข้าใจว่าพระผู้สร้างทรงจัดการเตรียมการกำเนิดของมนุษย์และทรงมีอธิปไตยเหนือความตายของมนุษย์ และว่าทั้งชีวิตและความตายได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  ดังนั้น เมื่อคนเราจับความเข้าใจได้ในสิ่งเหล่านี้ คนเราจะสามารถที่จะเผชิญความตายได้อย่างสงบไปเองเป็นธรรมดา ที่จะวางสิ่งครอบครองทางโลกทั้งหมดของคนเราลงอย่างสงบ ยอมรับและน้อมรับทุกสิ่งที่ตามมาอย่างมีความสุข และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายซึ่งถูกจัดการเตรียมการโดยพระผู้สร้างอย่างที่มันเป็น แทนที่จะหวาดหวั่นต่อมันอย่างมืดบอดและดิ้นรนขัดขืนมัน  หากคนเรามองชีวิตเหมือนเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้รับประสบการณ์อธิปไตยของพระผู้สร้างและที่จะมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ หากคนเรามองชีวิตคนเราเป็นโอกาสที่หายากที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่ของคนเราในฐานะมนุษย์ที่ทรงสร้างและที่จะได้ทำภารกิจของคนเราให้เสร็จสิ้น เช่นนั้นแล้ว แน่นอนว่า คนเราจะมีทรรศนะที่ถูกต้องต่อชีวิต แน่นอนว่าจะใช้ชีวิตที่ได้รับพระพรและได้รับการทรงนำโดยพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะเดินในความสว่างแห่งพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และแน่นอนว่าจะกลายมาเป็นพยานให้กับกิจการอันอัศจรรย์เลิศเลอของพระองค์ พยานต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า บุคคลเช่นนั้นจะได้รับความรักและการยอมรับจากพระผู้สร้างอย่างแน่นอน และมีเพียงบุคคลเช่นนั้นเท่านั้นที่สามารถมีท่าทีที่สงบต่อความตาย และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตด้วยความชื่นบาน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

253. การยอมรับพระเจ้าเป็นองค์เจ้านายหนึ่งเดียวของเจ้าคือก้าวแรกในการบรรลุความรอด

ความจริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าคือความจริงที่ทุกบุคคลต้องคำนึงถึงอย่างจริงจัง ต้องได้รับประสบการณ์ และเข้าใจด้วยหัวใจของพวกเขา เพราะความเป็นจริงเหล่านี้มีผลต่อชีวิตของทุกบุคคล ต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของทุกบุคคล  ต่อหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญยิ่งยวดที่ทุกบุคคลต้องผ่านในชีวิต ต่อความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าและท่าทีที่คนเราควรใช้เผชิญกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และต่อบั้นปลายสุดท้ายของทุกบุคคลเป็นธรรมดา  ดังนั้น มันจึงเป็นการคุ้มค่าต่อการใช้พลังงานทั้งชีวิตในการเรียนรู้และทำความเข้าใจพวกมัน  เมื่อเจ้ามองดูสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างตรงๆ เต็มตา เมื่อเจ้ายอมรับอธิปไตยของพระองค์ เจ้าจะค่อยๆ มาตระหนักและเข้าใจความจริงของการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระเจ้า  แต่หากเจ้าไม่เคยระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่เคยยอมรับอธิปไตยของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้ามีชีวิตอยู่กี่ปี เจ้าจะไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าแม้แต่น้อยเลย  หากเจ้าไม่รู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้าไปถึงสุดปลายถนน ต่อให้เจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายทศวรรษ เจ้าก็จะไม่มีอะไรแสดงออกมาเพื่อชีวิตเจ้า และเจ้าก็จะไม่มีความรู้แม้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์เป็นธรรมดา  นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเศร้ามากหรอกหรือ? ดังนั้น ไม่สำคัญว่า เจ้าได้เดินมาไกลแค่ไหนแล้วในชีวิต ไม่สำคัญว่าตอนนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ไม่สำคัญว่าการเดินทางที่เหลือของเจ้าอาจยาวไกลสักเท่าใด ก่อนอื่น เจ้าต้องระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าและจริงจังกับมัน และยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าคือองค์เจ้านายผู้ทรงพระเอกลักษณ์ของเจ้า  การบรรลุความรู้ที่ชัดเจนแม่นยำและการเข้าใจความจริงเหล่านี้ที่เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์คือบทเรียนบังคับสำหรับทุกคน มันคือกุญแจของการรู้จักชีวิตมนุษย์และบรรลุถึงความจริง  เช่นนั้นคือชีวิตแห่งการทำความรู้จักพระเจ้า เป็นหลักสูตรพื้นฐานของการศึกษาของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญในแต่ละวัน ซึ่งไม่มีใครเลยที่สามารถเลี่ยงหนีได้  หากใครบางคนปรารถนาที่จะใช้ทางลัดเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายนี้ เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าตอนนี้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้! หากเจ้าต้องการหลีกหนีอธิปไตยของพระเจ้า นั่นยิ่งเป็นไปได้น้อยเข้าไปใหญ่! พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ผู้เดียวของมนุษย์ พระเจ้าคือองค์เจ้านายแต่ผู้เดียวของชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่จะลิขิตขีดเขียนชีวิตของเขาเอง เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะก้าวออกจากมัน  ไม่สำคัญว่าคนเราจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน คนเราไม่สามารถมีอิทธิพลต่อ—นับประสาอะไรที่จะสามารถจัดวางเรียบเรียง จัดการเตรียมการ ควบคุม หรือเปลี่ยนแปลง—ชะตากรรมของผู้อื่น  มีเพียงพระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ เท่านั้น ที่ทรงลิขิตขีดเขียนทุกสรรพสิ่งสำหรับมนุษย์ เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ที่ถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้นมีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงเป็นองค์เจ้านายหนึ่งเดียวของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้าถือครองอธิปไตยไม่เพียงเหนือมนุษยชาติที่ทรงสร้างมาเท่านั้น แต่ยังเหนือสิ่งที่ไม่ได้ทรงสร้างที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถมองเห็นได้ เหนือหมู่ดาว เหนือห้วงจักรวาล  นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้ ข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่จริง ที่ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดเลยสามารถเปลี่ยนแปลงได้  หากหนึ่งในพวกเจ้ายังคงไม่พึงพอใจกับสิ่งต่างๆ ตามที่พวกมันเป็นอยู่ โดยเชื่อว่าเจ้ามีทักษะหรือความสามารถพิเศษบางอย่าง และยังคิดไปอีกว่าด้วยจังหวะแห่งโชคดีบางอย่าง เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ในปัจจุบันของเจ้าได้ หรือไม่เช่นนั้นก็หลีกหนีพวกมันได้ หากเจ้าพยายามที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเจ้าเองโดยวิถีทางแห่งความพยายามของมนุษย์ และผลที่ได้คือแยกตัวเจ้าเองออกมาให้โดดเด่นกว่ามิตรสหายและได้รับชื่อเสียงและโชควาสนา เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าเลยว่า เจ้ากำลังทำสิ่งต่างๆ ให้ยากสำหรับตัวเจ้าเอง เจ้าแค่กำลังหาเรื่องใส่ตัวเท่านั้น เจ้ากำลังขุดหลุมศพของตัวเอง! สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะค้นพบว่า ตัวเจ้าได้เลือกทางผิดไป และความพยายามต่างๆ ของเจ้านั้นสูญเปล่า  ความทะเยอทะยานของเจ้า ความอยากที่จะดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และการประพฤติปฏิบัติอันผิดมหันต์ของตัวเจ้าเองจะนำเจ้าล่องไปตามถนนที่ไม่มีทางย้อนคืน และเจ้าจะต้องรับผิดอย่างสาสมกับการกระทำนี้  แม้ว่าในตอนนี้เจ้ามองไม่เห็นความรุนแรงของผลสืบเนื่องที่ตามมา เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์ต่อไป และซาบซึ้งรู้คุณค่าของความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า พระเจ้าคือองค์เจ้านายของชะตากรรมมนุษย์ เจ้าจึงจะมาตระหนักอย่างช้าๆ ในสิ่งที่เราพูดถึงในวันนี้และความนัยที่แท้จริงของมัน  การที่เจ้าจะมีหัวใจและจิตวิญญาณอย่างแท้จริงหรือไม่ และการที่เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งรักความจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีที่เจ้ามีต่ออธิปไตยของพระเจ้าและต่อความจริง  โดยธรรมชาติแล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเจ้าสามารถที่จะรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่  หากในชีวิตของเจ้า เจ้าไม่เคยเลยที่จะสำนึกถึงอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ นับประสาอะไรที่จะระลึกได้ถึงและยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไร้คุณค่าอย่างถึงที่สุด และไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าจะเป็นเป้าของความเกลียดและการปฏิเสธของพระเจ้า โดยเนื่องมาจากเส้นทางที่เจ้าได้ใช้เดินและทางเลือกที่เจ้าได้ทำไป  แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า บรรดาผู้ซึ่งสามารถยอมรับการทดสอบของพระองค์ ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ นบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ และค่อยๆ ได้รับประสบการณ์จริงของพระวจนะของพระองค์ จะได้บรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาจะกลายเป็นได้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของพระผู้สร้างอย่างแท้จริง  ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นจะได้รับการช่วยให้รอดแล้วอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

254. ซาตานไม่เคยกล้าที่จะล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น มันยังรับฟังและเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาเฉพาะของพระเจ้าอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่เคยกล้าที่จะเยาะเย้ยท้าทายพระบัญชาและคำสั่งเหล่านั้น และแน่นอนว่ามันไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนคำสั่งใดๆ ของพระเจ้าอย่างอิสระ  เช่นนั้นเองคือขีดจำกัดทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้สำหรับซาตาน และดังนั้น ซาตานจึงไม่เคยกล้าที่จะข้ามขีดจำกัดเหล่านั้น  การนี้มิใช่พระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ?  การนี้มิใช่คำพยานต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ?  ซาตานมีการจับความเข้าใจที่ชัดเจนกว่ามวลมนุษย์มากในเรื่องวิธีประพฤติตนต่อพระเจ้า และวิธีมีทรรศนะต่อพระเจ้า และดังนั้น ในโลกฝ่ายวิญญาณ ซาตานจึงมองเห็นสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าอย่างชัดเจนยิ่ง และมีความซึ้งคุณค่าที่ลึกซึ้งในพระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าและหลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์  มันไม่กล้าที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปเลย อีกทั้งไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้นในหนทางใดเลย หรือที่จะทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมันไม่กล้าที่จะท้าทายพระพิโรธของพระเจ้าในหนทางใดเลย  ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วร้ายและโอหังโดยธรรมชาติ แต่มันไม่เคยกล้าที่จะข้ามเขตคั่นและขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ให้มัน  เป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่มันปฏิบัติตามเขตคั่นเหล่านี้อย่างเข้มงวด มันได้ยึดปฏิบัติตามพระบัญชาและคำสั่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงมอบให้กับมัน และไม่เคยกล้าที่จะก้าวข้ามเครื่องหมายนั้นเลย  ถึงแม้ว่าซาตานจะมุ่งร้าย แต่มันก็ฉลาดกว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอยู่มาก มันรู้จักพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง และรู้จักเขตคั่นของมันเอง  จากการกระทำ “ที่นบนอบ” ของซาตานจะเห็นได้ว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้นเป็นประกาศิตจากสวรรค์ซึ่งซาตานไม่สามารถล่วงละเมิดได้ และเห็นได้ว่าเป็นเพราะความทรงเอกลักษณ์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่นอนนั่นเอง ทุกสรรพสิ่งจึงเปลี่ยนแปลงและแพร่กระจายไปอย่างเป็นระเบียบ มวลมนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้นภายในครรลองที่พระเจ้าทรงตั้งขึ้น โดยไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถทำความเสียหายให้กับคำสั่งนี้ได้ และไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัตินี้ได้—เพราะสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และจากคำสั่งและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

255. แม้ว่าซานตานจะได้มองโยบด้วยสายตาที่ตะกละตะกลาม แต่หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าแล้วมันก็ไม่กล้าที่จะแตะต้องสักเส้นขนเดียวบนร่างกายของโยบ  ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วและโหดร้ายโดยธรรมชาติ แต่หลังจากพระเจ้าได้ทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่มัน มันก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากต้องปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าซานตานจะบ้าคลั่งดังเช่นหมาป่าท่ามกลางฝูงแกะเมื่อกล่าวถึงโยบ แต่มันก็ไม่กล้าที่จะลืมขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้กับมัน ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า และในทุกอย่างที่ซาตานทำนั้นมันไม่กล้าที่จะเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมและขีดจำกัดในพระวจนะของพระเจ้า—นี่มิใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ?  จากการนี้สามารถมองเห็นว่าซาตานไม่กล้าขัดพระวจนะใดๆ ของพระยาห์เวห์พระเจ้า  สำหรับซาตานแล้วนั้น พระวจนะทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าคือคำสั่งและธรรมบัญญัติจากสวรรค์ คือการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า—เพราะเบื้องหลังของพระวจนะทุกคำของพระเจ้าบ่งบอกถึงการลงโทษของพระเจ้าต่อพวกที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า และต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังและต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์  ซาตานรู้อย่างชัดเจนว่าหากมันฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว มันต้องยอมรับผลพวงที่ตามมาจากการล่วงละเมิดสิทธิอำนาจของพระเจ้าและการต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์  แล้วผลพวงที่ตามมาเหล่านี้คือสิ่งใด?  ไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่าผลพวงเหล่านั้นคือการที่มันถูกพระเจ้าลงโทษนั่นเอง  การกระทำของซาตานต่อโยบนั้นเป็นแค่พิภพเล็กๆ แห่งการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของมัน และเมื่อซาตานกำลังดำเนินการกระทำเหล่านี้ ขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดและคำสั่งที่พระองค์ได้ทรงออกให้แก่ซาตานนั้นก็เป็นแค่พิภพเล็กๆ แห่งหลักธรรมเบื้องหลังทุกอย่างที่มันทำนั่นเอง  นอกจากนี้บทบาทและตำแหน่งของซาตานในเรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่พิภพเล็กๆ แห่งบทบาทและตำแหน่งในพระราชกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และการไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยสิ้นเชิงของซาตานในการทดลองโยบนั้นเป็นเพียงพิภพเล็กๆ แห่งการที่ซาตานไม่กล้าทำการต่อต้านพระเจ้าแม้แต่นิดเดียวในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า  พิภพเล็กๆ เหล่านี้ให้คำเตือนใดแก่พวกเจ้าบ้าง?  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งรวมถึงซาตานนั้น ไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่สามารถล่วงละเมิดธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างทรงกำหนดขึ้นได้ และไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่กล้าฝ่าฝืนธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านี้ เพราะไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดเลยที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือหนีรอดจากการลงโทษที่พระผู้สร้างลงทัณฑ์ต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านั้น  มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงสามารถตั้งธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ได้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพที่จะทำให้พวกมันมีผลบังคับ และมีเพียงฤทธานุภาพของพระผู้สร้างเท่านั้นที่บุคคลหรือสิ่งใดๆ ไม่สามารถล่วงละเมิดได้  นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และนี่คือสิทธิอำนาจอันสูงสุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุด และซาตานคือหมายเลขสอง”  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเลยเว้นแต่พระผู้สร้างผู้ทรงครองกรรมสิทธิ์แห่งสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

256. อัตลักษณ์พิเศษของซาตานได้ทำให้ผู้คนมากมายแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าในการสำแดงแง่มุมต่างๆ ของมัน  มีแม้กระทั่งผู้คนโง่เขลามากมายที่เชื่อว่าซาตานก็มีสิทธิอำนาจเช่นเดียวกันกับพระเจ้า เพราะซาตานสามารถแสดงการอัศจรรย์ได้ และสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์  ด้วยเหตุนี้ มวลมนุษย์จึงสงวนที่ในหัวใจของเขาไว้ให้แก่ซาตาน นอกเหนือจากการนมัสการพระเจ้า และแม้กระทั่งนมัสการซาตานในฐานะพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้ทั้งน่าเวทนาและน่าชิงชัง  พวกเขาน่าเวทนาเนื่องจากความไม่รู้เท่าทันของพวกเขา และน่าชิงชังเนื่องจากความนอกรีตและแก่นแท้ชั่วร้ายในตัวของพวกเขา  ณ จุดนี้ เรารู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องแจ้งข้อมูลแก่พวกเจ้าว่าสิทธิอำนาจคือสิ่งใด และมันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด และมันเป็นตัวแทนของสิ่งใด  กล่าวโดยกว้างๆ พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นสิทธิอำนาจ สิทธิอำนาจของพระองค์เป็นสัญลักษณ์ของมไหศวรรย์และเนื้อแท้ของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองเป็นตัวแทนของสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า  ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซาตานจะกล้ากล่าวหรือว่ามันโดยตัวมันเองเป็นพระเจ้า?  ซาตานจะกล้ากล่าวหรือว่ามันได้สร้างทุกสรรพสิ่งและถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง?  แน่นอนว่ามันไม่กล้า!  เพราะมันไม่มีความสามารถในการสร้างทุกสรรพสิ่ง จนถึงทุกวันนี้มันยังไม่เคยทำสิ่งใดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้เลย และไม่เคยสร้างสิ่งใดที่มีชีวิตเลย  เพราะมันไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีวันเป็นไปได้ที่มันจะสามารถครองสถานะและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และสิ่งนี้กำหนดพิจารณาโดยเนื้อแท้ของมัน  มันมีฤทธานุภาพแบบเดียวกันกับพระเจ้าหรือไม่?  แน่นอนว่ามันไม่มี!  เราเรียกการกระทำของซาตาน และการอัศจรรย์ที่ซาตานแสดงว่าอย่างไร?  มันคือฤทธานุภาพหรือ?  สามารถเรียกมันว่าสิทธิอำนาจได้หรือไม่?  แน่นอนว่าไม่!  ซาตานชี้นำกระแสความชั่ว และทำให้เกิดความเสียหาย ลดคุณค่า และแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้าทุกแง่มุม  สำหรับหลายพันปีหลังมานี้ นอกจากการทำร้ายและการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม การล่อลวงและการหลอกลวงมนุษย์ไปในความชั่วช้าและการไม่ยอมรับพระเจ้าจนมนุษย์เดินไปสู่หุบเขาแห่งเงาความตายแล้ว ซาตานได้เคยทำสิ่งใดที่สมควรจะได้รับการระลึกถึง การยกย่อง หรือการเชิดชูจากมนุษย์แม้แต่น้อยนิดหรือไม่?  หากซาตานครอบครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ มวลมนุษย์จะได้ถูกมันทำให้เสื่อมทรามแล้วหรือไม่?  หากซาตานครอบครอบสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ มวลมนุษย์จะได้ถูกมันทำอันตรายแล้วหรือไม่?  หากซาตานครอบครองฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ มวลมนุษย์จะได้ละทิ้งพระเจ้าแล้วหันไปหาความตายแล้วหรือไม่?  ในเมื่อซาตานไม่มีสิทธิอำนาจหรือฤทธานุภาพ พวกเราควรจะสรุปอย่างไรเกี่ยวกับเนื้อแท้ของทุกอย่างที่มันทำ?  มีบรรดาผู้ที่นิยามทุกอย่างที่ซาตานทำว่าเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยม แต่กระนั้นเราเชื่อว่าคำนิยามเช่นนั้นยังไม่เหมาะสมนัก  ความประพฤติชั่วในการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามของมันเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมเท่านั้นหรือ?  พลังชั่วร้ายที่ซาตานำมาใช้ทำร้ายโยบ และความอยากอันแรงกล้าของมันที่จะทำร้ายและกลืนกินเขานั้นไม่อาจที่จะสัมฤทธิผลได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยม เมื่อมองย้อนกลับไป ฝูงแกะฝูงวัวของโยบ ที่กระจายออกไปกว้างไกลทั่วเนินเขาและภูเขาได้จากไปในชั่วพริบตา โชคลาภอันยิ่งใหญ่ของโยบมลายหายไปในชั่วพริบตา  การนั้นสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยมกระนั้นหรือ?  ธรรมชาติของทุกอย่างที่ซาตานสอดคล้องและเหมาะกับคำในแง่ลบอย่างเช่น การลดคุณค่า การแทรกแซง การทำลาย การทำอันตราย ความชั่ว ความมุ่งร้าย และความมืด และดังนั้นการเกิดขึ้นของทุกอย่างที่ไม่ชอบธรรมและชั่วร้ายนั้นย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเชื่อมโยงกับการกระทำของซาตาน และไม่อาจแยกได้จากเนื้อแท้อันชั่วร้ายของซาตาน  ไม่ว่าซาตานจะ “ทรงพลัง” เพียงใด ไม่ว่ามันจะฮึกเหิมหรือทะเยอทะยานเพียงใด ไม่ว่าความสามารถของมันในการก่อความเสียหายจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่ากลเม็ดที่มันใช้ล่อลวงและทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจะมีขอบเขตกว้างเพียงใด ไม่ว่าเล่ห์กลและกลอุบายที่มันใช้ข่มขู่มนุษย์จะฉลาดเพียงใด ไม่ว่ารูปร่างในการที่มันดำรงอยู่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงใด แต่มันไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตได้สักสิ่งเดียว ไม่เคยสามารถกำหนดธรรมบัญญัติหรือกฎต่างๆ สำหรับการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง และไม่เคยสามารถปกครองและควบคุมสิ่งใดได้เลย ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต  ตลอดทั่วทั้งจักรวาลและพื้นฟ้านั้นไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่เกิดมาจากมัน หรือดำรงอยู่เนื่องจากมัน ไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่มันปกครอง หรือที่มันควบคุม  ในทางตรงกันข้าม มันไม่เพียงแต่ต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นมันยังต้องเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาทั้งหมดของพระเจ้า  หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้า ก็เป็นการยากที่ซาตานจะสัมผัสได้แม้กระทั่งน้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดิน  หากไม่ได้รับการอนุมัติจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่แม้กระทั่งเป็นอิสระที่จะเคลื่อนย้ายมดไปมาบนแผ่นดินด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะเคลื่อนย้ายมวลมนุษย์ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมา  ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ซาตานด้อยค่ากว่าดอกลิลลี่บนภูเขา กว่านกที่บินอยู่ในอากาศ กว่าปลาในทะเล และกว่าหนอนแมลงบนแผ่นดินโลก  บทบาทของมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คือเพื่อรับใช้ทุกสรรพสิ่งและทำงานให้แก่มวลมนุษย์ และรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระองค์  ไม่ว่าธรรมชาติของมันจะมุ่งร้ายเพียงใด และไม่ว่าเนื้อแท้ของมันจะชั่วร้ายเพียงใด สิ่งเดียวที่มันสามารถทำได้คือปฏิบัติตามหน้าที่ของมันตามหน้าที่ กล่าวคือ การปรนนิบัติพระเจ้า และการจัดเตรียมการสอดประสานกับพระเจ้า  เช่นนั้นเองที่เป็นแก่นแท้และตำแหน่งของซาตาน  เนื้อแท้ของมันไม่ได้เชื่อมต่อกับชีวิต ไม่ได้เชื่อมโยงกับฤทธานุภาพ ไม่ได้เชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจ มันเป็นเพียงแค่ของเล่นในพระหัตถ์ของพระเจ้า แค่เครื่องจักรในการปรนนิบัติพระเจ้าเท่านั้น!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

257. ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามเรื่อยมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว  มันได้ใช้ความชั่วจำนวนนับไม่ถ้วน ได้หลอกลวงผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และได้กระทำอาชญากรรมที่ร้ายกาจในโลก  มันได้ทำร้ายมนุษย์ หลอกลวงมนุษย์ ชักจูงมนุษย์ให้ต่อต้านพระเจ้า และได้กระทำการชั่วที่ได้ทำลายและลดคุณค่าแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า  ถึงกระนั้น ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ทุกสรรพสิ่งและสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทั้งหลายยึดปฏิบัติตามกฎและธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง  เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ธรรมชาติและการอาละวาดอันชั่วร้ายของซาตานนั้นน่าเกลียดยิ่งนัก น่ารังเกียจและน่าชิงชังยิ่งนัก และเล็กน้อยและอ่อนแอยิ่งนัก  ถึงแม้ว่าซาตานจะเดินอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง แต่มันก็ไม่สามารถที่จะประกาศการเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียวในผู้คน สิ่งของ หรือวัตถุใดๆ ที่พระเจ้าได้ทรงบัญชา  หลายพันปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมวลมนุษย์ก็ยังคงชื่นชมกับความสว่างและอากาศที่พระเจ้าประทานให้ ยังคงหายใจด้วยลมปราณที่พระเจ้าพระองค์เองทรงถ่ายทอดออกมา ยังคงชื่นชมกับดอกไม้ นก ปลา และแมลงทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และชื่นชมกับทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้ วันและคืนยังคงแทนที่กันอย่างต่อเนื่อง ฤดูกาลทั้งสี่ยังคงปรับเปลี่ยนตามปกติ ห่านที่บินอยู่ในท้องฟ้าจากไปในฤดูหนาว และยังคงย้อนกลับมาในฤดูใบไม้ผลิถัดไป ปลาในน้ำไม่เคยทิ้งแม่น้ำและทะเลสาบ—ซึ่งเป็นบ้านของพวกมัน จั๊กจั่นบนแผ่นดินโลกร้องเพลงจากใจของพวกมันออกมาในระหว่างวันแห่งฤดูร้อน และจิ้งหรีดในพงหญ้าฮัมเพลงแผ่วเบาทันเวลาที่ลมพัดในระหว่างฤดูใบไม้ร่วง ห่านรวมตัวกันเป็นฝูง ในขณะที่นกอินทรียังคงสันโดษ ความภาคภูมิของสิงโตยังคงค้ำชูตนเองโดยการล่า กวางเอลก์ไม่ไถลห่างไปจากหญ้าและดอกไม้…สิ่งทรงสร้างมีชีวิตทุกประเภทท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจากไปและย้อนกลับมา และแล้วก็จากไปอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงนับล้านที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว—แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือสัญชาตญาณและธรรมบัญญัติแห่งการอยู่รอด  พวกมันดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงสัญชาตญาณของพวกมันได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถลดคุณค่ากฎในการอยู่รอดของพวกมันได้  ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์ผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจะถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและหลอกลวง แต่มนุษย์ก็ยังคงไม่สามารถยอมสละน้ำที่พระเจ้าทรงทำไว้ และอากาศที่พระเจ้าทรงทำไว้ และทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไว้ และมนุษย์ยังคงดำรงชีวิตและแพร่หลายในพื้นที่นี้ที่พระเจ้าทรงทำไว้  สัญชาตญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป  มนุษย์ยังคงพึ่งพาสายตาของเขาในการมอง พึ่งพาหูของเขาในการได้ยิน พึ่งพาสมองของเขาในการคิด พึ่งพาหัวใจของเขาในการเข้าใจ พึ่งพาขาและเท้าของเขาในการเดิน พึ่งพามือของเขาในการทำงาน และอื่นๆ สัญชาตญาณทั้งหมดที่พระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์เพื่อที่เขาจะสามารถยอมรับการจัดเตรียมของพระเจ้าได้นั้นยังคงไม่ปรับเปลี่ยน ปฏิภาณที่มนุษย์ใช้เพื่อร่วมมือกับพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง ปฏิภาณของมวลมนุษย์สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความอยากพบต้นกำเนิดของตนของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความโหยหาที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระผู้สร้างของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  เช่นนั้นคือรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และผู้ซึ่งได้สู้ทนการทำลายล้างที่กระหายเลือดที่เกิดขึ้นโดยซาตาน  ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์จะตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของซาตาน และไม่ใช่อาดัมกับเอวาจากปฐมกาลแห่งการทรงสร้างอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกันกับพระเจ้า เช่น ความรู้ จินตนาการ มโนคติที่หลงผิด และอื่นๆ และเต็มไปด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว มวลมนุษย์ยังคงเป็นมวลมนุษย์แบบเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา  มวลมนุษย์ยังคงได้รับการปกครองและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และยังคงดำรงชีวิตอยู่ภายในครรลองที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดขึ้น และดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์ผู้ซึ่งถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วนั้นเพียงแค่ถูกปกคลุมด้วยสิ่งสกปรก ที่มีเสียงท้องร้อง ที่มีปฏิกิริยาเชื่องช้าเล็กน้อย มีความจำที่ไม่ดีเท่าที่มันเคยเป็น และแก่ขึ้นเล็กน้อย—แต่การทำหน้าที่และสัญชาตญาณทั้งหมดของมนุษย์ได้เสียหายไปแล้วโดยสิ้นเชิง  นี่คือมวลมนุษย์ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะช่วยให้รอด  มวลมนุษย์นี้เพียงแต่ต้องรับฟังเสียงเรียกของพระผู้สร้าง และรับฟังพระสุรเสียงของพระผู้สร้าง และเขาจะยืนขึ้นและรีบค้นหาตำแหน่งแหล่งกำเนิดของเสียงนั้น  มวลมนุษย์นี้เพียงแต่ต้องมองเห็นรูปร่างของพระผู้สร้าง และเขาจะกลายเป็นไร้ความใส่ใจในสิ่งอื่นใดทั้งหมด และละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะอุทิศตนต่อพระเจ้า และแม้กระทั่งจะวางชีวิตของเขาลงเพื่อพระองค์  เมื่อหัวใจของมวลมนุษย์เข้าใจพระวจนะเปี่ยมน้ำใสใจจริงของพระผู้สร้าง มวลมนุษย์จะไม่ยอมรับซาตานและมาอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง เมื่อมวลมนุษย์ได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายของเขาโดยหมดจดแล้ว และได้รับการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระผู้สร้างอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อนั้น ความจำของมวลมนุษย์จะกลับคืนมา และ ณ เวลานี้มวลมนุษย์จะย้อนกลับมาสู่อำนาจครอบครองของพระผู้สร้างแล้วอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

258. ในความกว้างใหญ่ของจักรวาลและพื้นฟ้า สรรพสิ่งทรงสร้างเกินคณานับดำรงชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ ปฏิบัติตามกฎวัฏจักรแห่งชีวิต และยึดมั่นอยู่กับกฎเกณฑ์เดียวซึ่งคงที่  พวกที่ตายไปนำเอาเรื่องราวของการดำเนินชีวิตติดตัวไปด้วย และผู้ที่กำลังดำรงชีวิตอยู่ก็สร้างประวัติอันน่าเวทนาซ้ำแบบเดียวกับพวกที่ดับสูญไปแล้ว  และดังนั้น มวลมนุษย์จึงอดไม่ได้ที่จะถามตัวเขาเองว่า พวกเรามีชีวิตไปทำไม?  และทำไมพวกเราจึงต้องตาย?  ใครบัญชาโลกนี้? และใครสร้างมวลมนุษย์นี้ขึ้นมา? มวลมนุษย์ถูกสร้างโดยแม่ธรณีจริงหรือ?  มวลมนุษย์เป็นผู้ควบคุมชะตากรรมของตัวเขาเองจริงหรือ?…เหล่านี้คือคำถามต่างๆ ที่มนุษย์ได้ตั้งคำถามตลอดมาไม่เคยหยุดเป็นเวลาหลายพันปี โชคร้ายก็คือ ยิ่งมนุษย์กลายเป็นย้ำคิดอยู่กับคำถามเหล่านี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งเกิดความกระหายในวิทยาศาสตร์ขึ้นมามากตามกันเท่านั้น  วิทยาศาสตร์ให้ความพึงพอใจเพียงรวบรัดและความชื่นชมยินดีเพียงชั่วคราวของเนื้อหนัง แต่ไม่พอเพียงเลยแม้แต่น้อยที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากความอ้างว้างเดียวดาย ความเหงา และแค่พอจะปกปิดความสะพรึงกลัวและความท้อแท้สิ้นหวังลึกๆ ภายในวิญญาณของเขาเท่านั้น  มนุษยชาติแค่ใช้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและเข้าใจได้ด้วยสมองเพื่อทำให้หัวใจของเขาหมดความรู้สึก  กระนั้นความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดมนุษยชาติจากการสำรวจความล้ำลึกทั้งหลาย  มนุษยชาติแค่ไม่รู้ว่าใครคือผู้ครองอธิปไตยเหนือจักรวาลและทุกสรรพสิ่ง นับประสาอะไรกับเรื่องการเริ่มต้นและอนาคตของมนุษยชาติน้อยเข้าไปอีก  มนุษยชาติก็แค่มีชีวิตท่ามกลางกฎนี้อย่างจำยอม  ไม่มีใครเลยที่สามารถหลีกหนีได้ และไม่มีใครเปลี่ยนแปลงกฎนี้ได้ เนื่องเพราะท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งมวลและในฟ้าสวรรค์นั้น มีเพียงองค์หนึ่งเดียวตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลผู้ซึ่งทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง  พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยได้มองเห็น องค์หนึ่งเดียวที่มนุษย์ไม่เคยได้รู้จัก เป็นผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเชื่อในการดำรงอยู่ของพระองค์—กระนั้น พระองค์ก็ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งเป่าลมหายใจเข้าไปในบรรพบุรุษของมนุษยชาติ และให้ชีวิตแก่มนุษยชาติ พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้จัดเตรียมและบำรุงเลี้ยงมนุษยชาติ ให้โอกาสเขาได้ดำรงอยู่ และพระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงนำมนุษยชาติมาจนถึงปัจจุบัน  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ผู้นี้เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นองค์หนึ่งเดียวซึ่งมนุษยชาติพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด  พระองค์ทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล และปกครองสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในจักรวาล พระองค์ทรงบัญชาฤดูกาลทั้งสี่ และเป็นพระองค์ที่ทรงก่อให้เกิดสายลม น้ำค้างแข็ง หิมะ และสายฝน  พระองค์ทรงนำพาแสงแดดมาสู่มนุษยชาติ และนำมาซึ่งราตรีกาล  เป็นพระองค์ที่ทรงวางแผนผังฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก จัดเตรียมเทือกเขา ทะเลสาบ และแม่น้ำ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในนั้นให้กับมนุษย์  กิจการของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน พระปรีชาญาณของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นปรากฏพร้อมทุกแห่งหน  ธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์แต่ละประการเหล่านี้คือรูปจำแลงของกิจการของพระองค์ และแต่ละประการเผยพระปรีชาญาณและสิทธิอำนาจของพระองค์  ใครกันเล่าที่ตัวพวกเขาสามารถจะได้รับการยกเว้นจากอธิปไตยของพระองค์? และใครกันเล่าที่สามารถปลดตัวพวกเขาเองออกจากการออกแบบของพระองค์?  ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ภายใต้การเขม้นมองของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ทุกสรรพสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระองค์  กิจการของพระองค์และฤทธานุภาพของพระองค์ไม่ได้ทิ้งทางเลือกไว้ให้กับมนุษย์ นอกเหนือจากให้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า พระองค์ทรงดำรงอยู่จริงและครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง  ไม่มีสิ่งใดที่นอกเหนือจากพระองค์สามารถบัญชาจักรวาลได้ นับประสาอะไรกับการจัดเตรียมให้กับมนุษยชาตินี้อย่างไม่สิ้นสุด  ไม่ว่าเจ้าสามารถระลึกรู้ถึงกิจการของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรือไม่ ไม่มีข้อกังขาใดว่า ชะตากรรมของเจ้านั้นถูกกำหนดโดยพระเจ้า และไม่มีข้อกังขาเลยว่า พระเจ้าจะทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งเสมอ  การดำรงอยู่และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์ระลึกรู้ได้และจับใจความได้หรือไม่  มีเพียงพระองค์ที่รู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมนุษย์ และมีเพียงพระองค์ที่สามารถกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ชาติ ไม่ว่าเจ้าจะสามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้หรือไม่ อีกไม่นานนัก มนุษยชาติก็จะเป็นพยานรู้เห็นสิ่งทั้งหมดนี้ด้วยตาของพวกเขาเอง และนี่คือข้อเท็จจริงที่พระเจ้าจะทรงนำมาปฏิบัติในอีกไม่ช้านาน  มนุษยชาติมีชีวิตอยู่และตายไปภายใต้สายพระเนตรของพระเจ้า  มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อการบริหารจัดการของพระเจ้า และเมื่อเขาปิดตาลงเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาก็ปิดตาเพื่อการบริหารจัดการนี้ด้วยเช่นกัน  มนุษย์มาและไป กลับไปกลับมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนของอธิปไตยของพระเจ้าและการออกแบบของพระองค์โดยไม่มีข้อยกเว้น  การบริหารจัดการของพระเจ้านั้นไม่เคยหยุดยั้ง มีความก้าวหน้าอยู่เป็นนิตย์  พระองค์จะทรงทำให้มนุษยชาติตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ ไว้วางใจในอธิปไตยของพระองค์ มองดูกิจการต่างๆ ของพระองค์ และกลับคืนสู่ราชอาณาจักรของพระองค์  นี่คือแผนการของพระองค์ และพระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงบริหารจัดการมาตลอดเวลาหลายพันปี

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 9. แก่นพระวจนะว่าด้วยการรู้จักพระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ

ถัดไป: ข. ว่าด้วยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าทรงทำให้บรรดาผู้ซึ่งเป็นที่สมดังพระทัยของพระองค์มีความเพียบพร้อม

บัดนี้ พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับผู้คนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประกอบไปด้วยบรรดาผู้ที่เพียรพยายามที่จะร่วมมือกับพระองค์...

มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?

พระราชกิจของพระเจ้ากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ และแม้ว่าเป้าประสงค์ของพระราชกิจของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง...

เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?

ยุคเก่าได้ผ่านไป และยุคใหม่ได้มาถึงแล้ว ปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่า พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจไปมากมาย พระองค์เสด็จเข้ามาสู่โลก...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้