พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3
สิทธิอำนาจของพระเจ้า (2)
วันนี้เราจะมาสานต่อการสามัคคีธรรมของเราในหัวข้อ “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์” เราได้สามัคคีธรรมกันในหัวข้อนี้ไปแล้วสองคราว คราวแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และคราวที่สองเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า หลังจากที่ได้รับฟังการสามัคคีธรรมทั้งสองคราวนี้แล้ว พวกเจ้าได้รับความเข้าใจใหม่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์ พระสถานภาพ และเนื้อแท้ของพระเจ้าหรือไม่? ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้พวกเจ้าสัมฤทธิ์ความรู้ที่มีสาระและความมั่นใจในความจริงของการดำรงอยู่ของพระเจ้ามากขึ้นหรือไม่? วันนี้เรามีแผนการที่จะขยายความในหัวข้อ “สิทธิอำนาจของพระเจ้า”
การเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากมุมมองระดับมหัพภาคและจุลภาค
สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นมีเอกลักษณ์ เป็นการแสดงออกถึงคุณลักษณะเฉพาะของพระเจ้าและเป็นแก่นแท้ที่พิเศษของพระเจ้า พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง ชนิดที่ไม่มีในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและไม่ได้ทรงสร้างใดๆ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจประเภทนี้ กล่าวคือ มีเพียงพระผู้สร้าง—พระเจ้าพระผู้ทรงเอกลักษณ์—ที่แสดงออกในหนทางนี้และมีแก่นแท้นี้ ดังนั้นแล้ว เหตุใดพวกเราจึงควรพูดคุยเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้ากันเล่า? สิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองนั้นแตกต่างจาก “สิทธิอำนาจ” ที่มนุษย์คิดฝันในใจของเขาอย่างไร? สิทธิอำนาจมีสิ่งใดพิเศษกระนั้นหรือ? เหตุใดการพูดคุยเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าในที่นี้จึงมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ? พวกเจ้าแต่ละคนต้องพิจารณาประเด็นปัญหานี้อย่างรอบคอบ สำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” เป็นแนวคิดที่คลุมเครือ เป็นแนวความคิดที่พึงต้องใช้ความพยายามอันใหญ่หลวงที่จะทำความเข้าใจ และการเสวนาใดๆ ในเรื่องนี้ก็มีแนวโน้มไปในเชิงนามธรรม ด้วยเหตุนั้นจึงมักจะมีช่องว่างระหว่างความรู้ที่มนุษย์สามารถมีได้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าและแก่นแท้ของสิทธิอำนาจของพระเจ้าอยู่เสมอ ในการที่จะเชื่อมช่องว่างนี้เข้าด้วยกัน ทุกคนต้องค่อยๆ มาทำความรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ สิ่งต่างๆ และปรากฏการณ์หลากหลายที่อยู่ภายในขอบเขตของการเอื้อมถึงของมนุษย์และภายในความสามารถที่จะเข้าใจของมนุษย์ในชีวิตจริงของพวกเขา แม้ว่าวลี “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” อาจดูเหมือนมิอาจหยั่งลึกได้ แต่สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็ไม่ได้เป็นนามธรรมแต่อย่างใด พระองค์สถิตอยู่กับมนุษย์โดยตลอดทุกนาทีของชีวิตมนุษย์ ทรงนำทางเขาโดยตลอดในทุกๆ วัน ดังนั้น ในชีวิตจริงแล้ว บุคคลทุกคนจำเป็นจะต้องมองเห็นและมีประสบการณ์กับแง่มุมที่จับต้องได้มากที่สุดแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า แง่มุมที่จับต้องได้นี้คือข้อพิสูจน์ที่เพียงพอว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ามีอยู่จริง และยังเปิดโอกาสให้คนเราระลึกรู้และจับใจความได้อย่างครบถ้วนในข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจดังกล่าว
พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา และหลังจากที่ได้ทรงสร้างแล้ว พระองค์ก็ทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง นอกเหนือจากการมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งแล้ว พระเจ้ายังทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แนวคิดที่ว่า “พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้หมายความว่าอย่างไร? จะสามารถอธิบายแนวคิดนี้ได้อย่างไร? แนวคิดนี้ใช้ได้อย่างไรกับชีวิตจริง? การเข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะสามารถนำไปสู่การเข้าใจสิทธิอำนาจของพระองค์ได้อย่างไร? จากวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้นี่เองที่พวกเราควรมองเห็นว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงควบคุมนั้นหาใช่ส่วนหนึ่งของหมู่ดาวเคราะห์หรือส่วนหนึ่งของสิ่งทรงสร้างไม่ และยิ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์ แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง กล่าวคือ จากสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตไปจนถึงสิ่งที่เล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จากสิ่งที่มองเห็นได้ไปจนถึงสิ่งที่มองไม่เห็น จากหมู่ดาวแห่งห้วงจักรวาลไปจนถึงสิ่งต่างๆ ที่มีชีวิตบนแผ่นดินโลก ตลอดจนเหล่าจุลชีพที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ดำรงอยู่ในรูปแบบอื่นๆ นี่คือนิยามอันเที่ยงตรงของ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ที่พระเจ้าทรง “ควบคุม” เป็นวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ ขอบข่ายแห่งอธิปไตยและกฎเกณฑ์ของพระองค์
ก่อนที่มนุษยชาตินี้จะเกิดขึ้น ห้วงจักรวาล—กล่าวคือ ดาวเคราะห์ทั้งมวลและหมู่ดาวทั้งหมดในฟ้าสวรรค์—ได้ดำรงอยู่มาก่อนแล้ว ในระดับมหัพภาค เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้มีการโคจรอย่างเป็นปกติตลอดมาภายใต้การควบคุมของพระเจ้าสำหรับการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของพวกมัน ไม่ว่าจะผ่านไปหลายปีดีดักอย่างไรก็ตาม ดาวเคราะห์ใดไปถึงจุดใด ณ เวลาจำเพาะใด ดาวเคราะห์ใดทำหน้าที่ใดและเมื่อใด ดาวเคราะห์ใดโคจรไปตามวงโคจรใด และมันจะอันตรธานหรือถูกแทนที่เมื่อใด—สิ่งทั้งมวลเหล่านี้ดำเนินไปโดยไม่มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย ตำแหน่งของดาวเคราะห์และระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์ทั้งหมดเป็นไปตามแบบแผนต่างๆ อันรัดกุม ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถใช้ข้อมูลอันเที่ยงตรงมาพรรณนาได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ดาวเคราะห์เดินทางร่วมกันไป ความเร็วและรูปแบบของวงโคจร เมื่อใดดาวเคราะห์จะไปอยู่ตรงตำแหน่งใด—ทั้งหมดนี้สามารถคำนวณได้อย่างเที่ยงตรงและอธิบายด้วยกฎพิเศษต่างๆ ได้ ดาวเคราะห์ทั้งหลายได้ดำเนินตามกฎเหล่านี้มาหลายกัปหลายกัลป์โดยปราศจากการเบี่ยงเบนแม้แต่น้อย ไม่มีอำนาจใดสามารถเปลี่ยนหรือขัดขวางวงโคจรของพวกมันหรือแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ เนื่องเพราะกฎพิเศษต่างๆ ที่กำกับดูแลการเคลื่อนไหวของพวกมันและข้อมูลอันเที่ยงตรงที่อธิบายกฎเหล่านั้นถูกสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว ดาวเคราะห์ทั้งหลายจึงทำตามกฎเหล่านี้โดยอัตโนมัติภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระผู้สร้าง ในระดับมหัพภาค ไม่เป็นการยากที่มนุษย์จะค้นพบแบบแผนบางอย่าง ข้อมูลบางอย่าง และกฎหรือปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้บางอย่าง แม้มนุษยชาติไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง และไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาและทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้ระลึกรู้ถึงการดำรงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง กระนั้นก็ตาม เหล่านักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักฟิสิกส์ทั้งหลายของมนุษย์ก็กำลังค้นพบกันมากขึ้นทุกทีว่า หลักการกับแบบแผนที่บงการการดำรงอยู่และการเคลื่อนที่ของทุกสรรพสิ่งนั้น ถูกกำกับดูแลและควบคุมโดยพลังงานมืดอันไพศาลและซ่อนเร้นอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงนี้บีบให้มนุษย์ยอมเผชิญหน้าและยอมรับรู้ว่า มีองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงฤทธิ์ในท่ามกลางแบบแผนการเคลื่อนที่เหล่านี้ที่คอยจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งทุกอย่าง ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือปกติ และแม้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระองค์ได้ พระองค์ก็ทรงควบคุมและครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่างในทุกชั่วขณะ ไม่มีมนุษย์หรือกำลังบังคับใดที่สามารถล่วงพ้นอธิปไตยของพระองค์ได้ ครั้นได้เผชิญกับข้อเท็จจริงนี้แล้ว มนุษย์ย่อมต้องระลึกรู้ว่า กฎต่างๆ ที่กำลังกำกับดูแลการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่สามารถถูกมนุษย์ควบคุมได้ ไม่สามารถถูกใครก็ตามเปลี่ยนแปลงได้ เขาต้องยอมรับอีกด้วยว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าใจกฎเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน และกฎเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกบงการโดยองค์อธิปไตยองค์หนึ่ง เหล่านี้คือการแสดงออกทั้งหมดของสิทธิอำนาจแห่งพระเจ้าที่มวลมนุษย์สามารถรับรู้ได้ในระดับมหัพภาค
ในระดับจุลภาคนั้น ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล และผืนแผ่นดินทั้งหมดที่มนุษย์อาจมองเห็นบนแผ่นดินโลก ทุกฤดูกาลที่เขาผ่านประสบการณ์ ทุกสรรพสิ่งที่อาศัยแผ่นดินโลกอยู่ รวมถึงพืชพรรณ สัตว์ จุลชีพ และมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้า ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้านั้น ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นหรืออันตรธานไปโดยสอดคล้องกับพระดำริของพระองค์ กฎทั้งหลายเกิดขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ก็เจริญเติบโตและเพิ่มทวีคูณโดยเป็นไปตามกฎเหล่านี้ ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดอยู่เหนือกฎเหล่านี้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? มีเพียงคำตอบเดียวก็คือ เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้า หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นเพราะพระดำริของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า เพราะการกระทำส่วนพระองค์ของพระเจ้าพระองค์เอง นี่หมายความว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระกมลของพระเจ้านี่เองที่ให้กำเนิดกฎเหล่านี้ซึ่งขยับย้ายและเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริแห่งพระองค์ การขยับย้ายและการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นหรือเลือนหายไปก็เพื่อประโยชน์แห่งแผนการของพระองค์ ตัวอย่างเช่น การเกิดโรคระบาด โรคเกิดแพร่ระบาดโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ไม่มีผู้ใดรู้จุดกำเนิดของพวกมันหรือเหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดโรคระบาดจึงเกิดขึ้น และเมื่อใดก็ตามที่โรคหนึ่งแพร่ระบาดไปถึงบางสถานที่ พวกที่ถูกชี้ชะตาไว้ย่อมไม่สามารถหลีกหนีจากหายนะได้ วิทยาศาสตร์ของมนุษย์เข้าใจว่าโรคระบาดทั้งหลายเกิดจากการแพร่กระจายของจุลินทรีย์ที่ร้ายแรงหรือเป็นอันตราย และวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ไม่สามารถคาดคะเนหรือควบคุมความเร็ว แนวเขต และวิธีการแพร่เชื้อของพวกมันได้ แม้ผู้คนต่อต้านโรคระบาดโดยใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้คนหรือสัตว์ใดจะได้รับผลกระทบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงเมื่อเกิดการระบาดของโรค สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้ก็คือ พยายามป้องกันโรค ต้านทานโรคเอาไว้ และศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพวกมัน แต่ไม่มีใครรู้มูลเหตุที่อธิบายการเกิดขึ้นหรือการสิ้นสุดของโรคระบาดแต่ละโรค และไม่มีใครสามารถควบคุมพวกมันได้ ครั้นได้เผชิญกับการเกิดขึ้นและการแพร่กระจายของโรคระบาดแล้ว มาตรการแรกที่มนุษย์ใช้ก็คือ การพัฒนาวัคซีนขึ้นมา แต่บ่อยครั้งที่โรคระบาดวายไปเองก่อนที่วัคซีนจะพร้อมใช้ เหตุใดเล่าโรคระบาดจึงสลายตัว? บ้างก็พูดว่าพวกเชื้อโรคถูกควบคุมไว้ได้แล้ว ในขณะที่คนอื่นพากันพูดว่า พวกมันหายสูญไปก็เพราะการเปลี่ยนไปของฤดูกาล… ในส่วนที่ว่าการคาดเดาส่งเดชเหล่านี้ฟังขึ้นหรือไม่นั้น วิทยาศาสตร์กลับไม่สามารถให้คำอธิบายและไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ มนุษยชาติต้องไม่เพียงให้ความสำคัญกับการคาดเดาเหล่านี้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการขาดความเข้าใจและความหวาดกลัวที่มวลมนุษย์มีต่อโรคระบาดด้วย ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุที่โรคระบาดก่อตัวหรือสาเหตุที่พวกมันจบลง เนื่องจากมนุษยชาติมีความเชื่อแต่ในวิทยาศาสตร์ วางใจในวิทยาศาสตร์จนหมดสิ้น และไม่ระลึกรู้ถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหรือยอมรับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาย่อมจะไม่มีวันได้มาซึ่งคำตอบ
ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า สรรพสิ่งถือกำเนิด ดำเนินชีวิต และสิ้นสูญ ก็เพราะสิทธิอำนาจของพระองค์และเพื่อการบริหารจัดการของพระองค์ บางสิ่งมาแล้วก็ไปอย่างเงียบเชียบ และมนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้ว่ามาจากที่ใดหรือจับรูปแบบความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้นได้ และยิ่งไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดจึงมาแล้วก็ไป แม้มนุษย์จะสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางสรรพสิ่งได้ด้วยตาของตนเอง ได้ยินด้วยหู หรือมีประสบการณ์ได้ด้วยตนเอง แม้ทุกสิ่งจะเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์ และแม้มนุษย์จะมีประสบการณ์ทางจิตใต้สำนึกกับความไม่ปกติ ความเป็นปกติ หรือแม้กระทั่งความแปลกประหลาดของปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ แต่เขาก็ยังคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจตนารมณ์และพระดำริของพระผู้สร้าง ซึ่งอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางสรรพสิ่ง มีเรื่องเล่ามากมาย มีความจริงซ่อนเร้นอยู่มากมายในที่นั้น ด้วยเหตุที่มนุษย์ออกห่างจากพระผู้สร้างไปไกลแล้ว และไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง เขาจึงไม่เคยสามารถเข้าใจและตระหนักรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง สรุปแล้ว การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้าเกินขอบเขตที่มนุษย์จะจินตนาการ มีความรู้ และทำความเข้าใจได้ และเกินขอบเขตที่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะสัมฤทธิ์ได้ พ้นความสามารถของมวลมนุษย์ทรงสร้าง บางคนกล่าวว่า “คุณไม่เคยรู้เห็นอธิปไตยของพระเจ้า—แล้วคุณเชื่อได้อย่างไรว่าทั้งหมดนี้เป็นผลจากสิทธิอำนาจของพระองค์?” การมองเห็นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเชื่อ หรือการรับรู้และเข้าใจ แล้วการเชื่อเกิดจากสิ่งใด? เรากล่าวได้อย่างมั่นใจว่าการเชื่อเกิดจากระดับและความลึกซึ้งของความเข้าใจและประสบการณ์ที่ผู้คนมีเกี่ยวกับมูลเหตุและความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ ถ้าเจ้าเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่เจ้าไม่สามารถรับรู้ และยิ่งไม่สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยและการควบคุมที่พระเจ้าทรงมีเหนือสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันยอมรับอยู่ในหัวใจว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจเช่นนี้ และสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นมีความเฉพาะตัว เจ้าจะไม่มีวันยอมรับอย่างแท้จริงว่าพระผู้สร้างคือองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าและเป็นพระเจ้าของเจ้า
ชะตากรรมของมนุษยชาติและชะตากรรมแห่งจักรวาลมิอาจแยกจากอธิปไตยของพระผู้สร้างได้
พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ บางคนอยู่ในวัยกลางคน บางคนได้เข้าสู่วัยชรา พวกเจ้ามาจากการไม่เชื่อในพระเจ้าจนมาถึงการเชื่อในพระองค์ และจากการเริ่มเชื่อในพระเจ้าจนมาถึงการยอมรับพระวจนะของพระองค์ และการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ แล้วพวกเจ้ามีความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้ามากเพียงใด? เจ้าได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอันใดในชะตากรรมมนุษย์บ้าง? แท้จริงแล้ว ทุกสิ่งในชีวิตของเจ้าสามารถเป็นไปตามที่เจ้าอยากให้เป็นได้โดยแท้หรือไม่? ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่พวกเจ้ามีชีวิตอยู่ มีกี่เรื่องที่เป็นไปตามที่พวกเจ้าต้องการ? มีกี่เรื่องที่พวกเจ้าไม่อาจคาดการณ์ได้? มีกี่เรื่องที่มาในรูปของความประหลาดใจอันน่ายินดี? มีกี่เรื่องที่พวกเจ้ายังคงรอดูผล หรือยังคงรอเวลาที่เหมาะสมโดยไม่รู้ตัว รอคอยเจตจำนงของฟ้าสวรรค์? มีกี่เรื่องที่พวกเจ้ารู้สึกอับจนหนทางและไม่รู้เลยว่าจะเดินหน้าอย่างไร? ทุกคนเต็มไปด้วยความคาดหวังในชะตากรรมของตน หวังว่าทุกสิ่งในชีวิตจะเป็นไปตามที่ปรารถนา พวกเขาจะไม่ขาดแคลนอาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม และโชคลาภของพวกเขาก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก ไม่มีใครอยากเป็นคนยากจนและต่ำต้อยในชีวิต ถูกความยากลำบากและหายนะรุมเร้าอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะรู้ได้ล่วงหน้าหรือควบคุมได้ บางทีสำหรับบางคนแล้ว อดีตเป็นเพียงประสบการณ์จิปาถะอันยุ่งเหยิงปะปน พวกเขาไม่เคยเรียนรู้สิ่งที่เป็นน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจว่าน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์คืออะไร พวกเขาดำเนินชีวิตของตัวเองไปอย่างไม่คิดอะไร เหมือนสัตว์ทั้งหลายที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ใส่ใจเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษยชาติ หรือเหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิต หรือมนุษย์ควรจะใช้ชีวิตอย่างไร ผู้คนเหล่านี้เข้าสู่วัยชราโดยที่ไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษย์เลย และกระทั่งชั่วขณะที่พวกเขาตาย พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าชีวิตคือเรื่องเกี่ยวกับอะไร ผู้คนเหล่านี้ได้ตายไปแล้ว พวกเขามีชีวิตอยู่โดยปราศจากจิตวิญญาณ พวกเขาคือสัตว์ป่า แม้ว่าผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายในการทรงสร้างและได้รับความชื่นชมยินดีจากหลายหนทางที่โลกใช้สนองความจำเป็นทางวัตถุของพวกเขา และแม้ว่าพวกเขามองเห็นโลกวัตถุนี้รุดหน้าไปอย่างสม่ำเสมอ กระนั้นประสบการณ์ของพวกเขาเอง—สิ่งที่หัวใจและจิตวิญญาณของพวกเขารู้สึกและมีประสบการณ์—ก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับสิ่งที่จับต้องได้ทั้งหลาย และไม่มีวัตถุใดที่ทดแทนประสบการณ์ได้ ประสบการณ์คือการระลึกรู้ลึกลงไปในหัวใจของคนเรา เป็นบางสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การระลึกรู้นี้มีอยู่ในความเข้าใจของคนเราและการรับรู้ของคนเราเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และชะตากรรมมนุษย์ และบ่อยครั้งมันก็นำทางคนเราไปสู่การเข้าใจว่า องค์อธิปัตย์ผู้มิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นกำลังจัดการเตรียมสิ่งต่างๆ ทั้งหมด ทรงจัดวางเรียบเรียงทุกอย่างสำหรับมนุษย์ ในท่ามกลางทั้งหมดนี้ คนเราทำได้เพียงยอมรับการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของชะตากรรม คนเราทำได้เพียงยอมรับเส้นทางข้างหน้าที่พระผู้สร้างได้วางเอาไว้ ยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของคนเรา นี่คือข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ว่าคนเรามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและท่าทีใดเกี่ยวกับชะตากรรม ก็ไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนี้ได้
ในระหว่างแต่ละวันนั้น คนคนหนึ่งจะไปที่ใด พวกเขาจะทำสิ่งใด ใครหรืออะไรที่พวกเขาจะเผชิญ พวกเขาจะพูดอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา—ผู้คนสามารถทำนายสิ่งเหล่านี้ได้บ้างหรือไม่? อาจกล่าวได้ว่าไม่เพียงผู้คนไม่สามารถคาดการณ์ทั้งหมดนี้ล่วงหน้า แต่ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไร ในชีวิตประจำวันของผู้คน เหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ การเกิดขึ้นของ “เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน” เหล่านี้ อีกทั้งวิธีและรูปแบบที่เรื่องเหล่านี้พัฒนาไปนั้นเป็นสิ่งเตือนความจำให้แก่มวลมนุษย์อยู่เสมอว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน และเตือนว่ากระบวนการพัฒนาของแต่ละเหตุการณ์และความไม่อาจเลี่ยงได้ของแต่ละเหตุการณ์นั้นไม่อาจขยับเปลี่ยนได้โดยเจตจำนงของมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นของทุกเหตุการณ์ถ่ายทอดการเตือนสอนจากพระผู้สร้างมายังมวลมนุษย์ และยังส่งสารมาด้วยว่ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการหักล้างความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของมวลมนุษย์ที่หวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะกุมชะตากรรมของตนไว้ในมือของตัวเอง การหักล้างนี้เป็นเหมือนการตบหน้าอย่างแรงที่กระหน่ำใส่มวลมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า บีบให้ผู้คนทบทวนว่าใครกันแน่ที่ถืออธิปไตยอยู่เหนือและควบคุมชะตากรรมของพวกเขา และเมื่อความทะเยอทะยานและความอยากทั้งหลายของพวกเขาถูกทำลายและพังพินาศลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้คนยังอดไม่ได้ที่จะคล้อยตามการจัดการเตรียมการของชะตากรรมโดยไม่รู้ตัว และยอมรับความเป็นจริง น้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์ และอธิปไตยของพระผู้สร้าง จากการเกิดขึ้นซ้ำๆ ของ “เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน” สู่ชะตากรรมของทั้งชีวิตของมนุษย์ทั้งมวล หามีสิ่งใดที่ไม่ได้เปิดเผยอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง หามีสิ่งใดที่ไม่ได้ส่งสารว่า “สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างนั้นมิอาจก้ำเกินได้” หามีสิ่งใดที่ไม่ได้ถ่ายทอดความจริงอันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ที่ว่า “สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างนั้นสูงสุด”
ชะตากรรมของมนุษยชาติและสรรพสิ่งย่อมเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผูกติดอยู่กับการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้างโดยมิอาจแยกออกจากกันได้ ในท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมเหล่านี้ก็ไม่อาจแยกออกจากสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ ในกฎแห่งทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงมาเข้าใจการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์ ในกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงมารับรู้การกำกับดูแลของพระผู้สร้าง ในชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้อนุมานวิธีต่างๆ ที่พระผู้สร้างทรงใช้อธิปไตยและการควบคุมของพระองค์เหนือทุกสรรพสิ่ง และในวงจรชีวิตของมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงมามีประสบการณ์อย่างแท้จริงกับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างสำหรับทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิต มาเป็นพยานว่าการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการเหล่านั้นอยู่เหนือกฎ กฎเกณฑ์ และขนบประเพณีทางโลกทั้งหมด พลังอำนาจและกำลังบังคับอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษยชาติจึงถูกบีบให้ยอมรับว่าอธิปไตยของพระผู้สร้างมิอาจถูกสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดฝ่าฝืนได้ ไม่มีกำลังบังคับใดสามารถก่อกวนหรือปรับเปลี่ยนเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้แล้วล่วงหน้า ภายใต้กฎและกฎเกณฑ์แห่งพระเจ้านี่เองที่มนุษย์และทุกสรรพสิ่งล้วนมีชีวิตอยู่และขยายเผ่าพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า นี่ไม่ใช่รูปจำแลงที่แท้จริงของสิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างหรอกหรือ? แม้ว่าในกฎเชิงวัตถุวิสัยทั้งหลาย มนุษย์มองเห็นอธิปไตยของพระผู้สร้างและการสถาปนาทุกเหตุการณ์และทุกสรรพสิ่งของพระองค์ มีกี่คนที่สามารถทำความเข้าใจหลักการแห่งอธิปไตยที่พระผู้สร้างมีเหนือสรรพสิ่งได้เต็มที่? มีผู้คนมากเท่าใดที่สามารถรู้จัก ระลึกได้ ยอมรับ และนบนอบอย่างแท้จริงต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างที่มีเหนือชะตากรรมของพวกเขาเอง? เมื่อได้เชื่อในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้างแล้ว ผู้ใดเล่าจะเชื่อและระลึกรู้อย่างแท้จริงว่าพระผู้สร้างทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของชีวิตมนุษย์เช่นกัน? ใครเล่าที่สามารถจับใจความได้อย่างแท้จริงในข้อเท็จจริงที่ว่าชะตากรรมของมนุษย์วางอยู่ในฝ่าพระหัตถ์แห่งพระผู้สร้าง? ท่าทีแบบใดที่มนุษยชาติควรมีต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างเมื่อเผชิญหน้าข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงกำกับดูแลและควบคุมชะตากรรมของมนุษยชาติ? นั่นเป็นการตัดสินใจซึ่งมนุษย์ทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้ต้องทำเพื่อตัวพวกเขาเอง
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งหกในชีวิตมนุษย์
ในครรลองชีวิตของคนเรา บุคคลทุกคนย่อมมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่วิกฤติเป็นระยะๆ เหล่านี้คือขั้นตอนพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุดที่กำหนดชะตากรรมในชีวิตของบุคคล ต่อจากนี้คือการบรรยายโดยย่อเกี่ยวกับเครื่องหมายบอกทางเหล่านี้ที่ทุกบุคคลต้องผ่านในครรลองแห่งชีวิตของพวกเขา
หัวเลี้ยวหัวต่อแรก: การเกิด
สถานที่เกิดของบุคคล ครอบครัวที่พวกเขาเกิดมา เพศ รูปลักษณ์ และเวลาเกิดของคนเรา—เหล่านี้คือรายละเอียดของหัวเลี้ยวหัวต่อแรกของชีวิตบุคคล
ไม่มีผู้ใดอาจเลือกรายละเอียดที่แน่นอนของหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ได้ รายละเอียดเหล่านี้ถูกพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมภายนอกแต่อย่างใด และปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเหล่านี้ ซึ่งถูกพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว การที่บุคคลหนึ่งจะถือกำเนิดมานั้นหมายความว่า พระผู้สร้างได้ทรงลุล่วงขั้นตอนแรกของชะตากรรมที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการสำหรับบุคคลนั้นแล้ว เนื่องเพราะพระองค์ได้ทรงลิขิตรายละเอียดทั้งหมดนี้ไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว จึงไม่มีผู้ใดมีพลังอำนาจในการแก้ไขดัดแปลงรายละเอียดใดๆ ไม่ว่าชะตากรรมที่ตามมาของบุคคลนั้นจะเป็นเช่นไร เงื่อนไขการเกิดของคนเราได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และจะคงอยู่อย่างที่มันเป็น กล่าวคือ รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลจากชะตากรรมในชีวิตของคนเราแต่อย่างใดเลย อีกทั้งไม่ส่งผลกระทบในทางใดต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างที่มีเหนือชะตากรรมในชีวิตของคนเราด้วย
1) ชีวิตใหม่ถือกำเนิดมาจากแผนการของพระผู้สร้าง
รายละเอียดใดของหัวเลี้ยวหัวต่อแรก—สถานที่เกิดของคนเรา ครอบครัวของคนเรา เพศของคนเรา รูปลักษณ์ทางกายภาพของคนเรา เวลาเกิดของคนเรา—บุคคลหนึ่งสามารถเลือกสิ่งใดได้? เห็นได้ชัดว่าการเกิดของคนเรานั้นเป็นเหตุการณ์เชิงรับ คนเราเกิดมาในสถานที่จำเพาะ ณ เวลาจำเพาะ ในครอบครัวจำเพาะ ด้วยรูปลักษณ์จำเพาะทางกายภาพโดยมิได้ตั้งใจเอง คนเรากลายเป็นสมาชิกของครัวเรือนหนึ่ง เป็นกิ่งก้านของสาแหรกตระกูลหนึ่ง โดยมิได้จงใจ คนเราไม่มีทางเลือก ณ หัวเลี้ยวหัวต่อแรกของชีวิตนี้ แต่กลับถือกำเนิดมาในสภาพแวดล้อมที่ตายตัวตามแผนการของพระผู้สร้างเสียมากกว่า เข้าสู่ครอบครัวที่เจาะจง ด้วยเพศและรูปลักษณ์ที่เจาะจง และ ณ เวลาที่เจาะจงซึ่งเชื่อมโยงใกล้ชิดกับครรลองแห่งชีวิตของบุคคล บุคคลหนึ่งสามารถทำสิ่งใดได้ ณ หัวเลี้ยวหัวต่ออันวิกฤตินี้? โดยรวมแล้ว คนเราไม่มีทางเลือกเกี่ยวกับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดของคนเราเหล่านี้แม้แต่อย่างเดียว หากไม่ใช่เพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้างและการทรงนำของพระองค์ คนที่เข้ามาถือกำเนิดใหม่ในโลกนี้ย่อมไม่รู้ว่าจะไปที่ใดหรือพำนักแห่งหนใด ไร้ญาติพี่น้อง ไม่มีที่ให้ไป และไม่มีบ้านที่แท้จริง แต่เพราะการจัดการเตรียมการอันพิถีพิถันของพระผู้สร้าง พวกเขาจึงมีที่ให้พำนัก มีบิดามารดา มีที่ของตนเอง และมีญาติพี่น้อง แล้วจากนั้น พวกเขาจึงเริ่มการเดินทางในชีวิต ตลอดกระบวนการนี้ การเกิดขึ้นของชีวิตใหม่นี้กำหนดตามแผนการต่างๆ ของพระผู้สร้าง และทุกอย่างที่ชีวิตนี้จะได้ครอบครองก็จะได้รับการประทานจากพระผู้สร้าง จากร่างที่ลอยละล่องไร้ทิศทางโดยไม่มีสิ่งใดติดตัว ค่อยๆ กลายมาเป็นมนุษย์ซึ่งมีเลือดเนื้อ มองเห็นได้ จับต้องได้ เป็นหนึ่งในสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ที่คิด หายใจ และรู้สึกร้อนหนาว สามารถมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมปกติของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในโลกทางวัตถุ และเป็นผู้ที่จะก้าวผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างต้องผ่านประสบการณ์ในชีวิต การที่พระผู้สร้างทรงลิขิตกำเนิดของคนคนหนึ่งไว้ล่วงหน้าหมายความว่า พระองค์จะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอดแก่คนคนนั้น และในทำนองเดียวกัน การถือกำเนิดของคนคนหนึ่งย่อมหมายความว่าพวกเขาจะได้รับทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอดจากพระผู้สร้าง และจากนั้นเป็นต้นไป พวกเขาจะมีชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจัดเตรียมให้โดยพระผู้สร้าง และอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง
2) เหตุใดมนุษย์ซึ่งต่างกันจึงกำเนิดมาภายใต้รูปการณ์แวดล้อมที่ต่างกัน
บ่อยครั้งที่ผู้คนชอบจินตนาการไปว่า หากพวกเขาได้เกิดใหม่ ก็คงจะเป็นในครอบครัวที่เด่นดัง หากพวกเขาเป็นผู้หญิง พวกเขาคงจะมีหน้าตาดั่งสโนว์ไวท์และเป็นที่รักของทุกคน และหากพวกเขาเป็นผู้ชาย พวกเขาคงจะเป็นเจ้าชายรูปงามซึ่งไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลย พร้อมโลกทั้งใบที่คอยทำทุกสิ่งที่ต้องการให้ บ่อยครั้งที่มีพวกที่ตรากตรำทำงานอยู่ภายใต้ภาพมายามากมายเกี่ยวกับกำเนิดของตนและรู้สึกไม่พึงพอใจในกำเนิดของพวกเขาอย่างมาก ไม่พอใจในครอบครัวของพวกเขา รูปลักษณ์ของพวกเขา เพศของพวกเขา แม้กระทั่งเวลาเกิดของพวกเขา กระนั้นผู้คนก็ยังไม่เคยเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงเกิดมาในครอบครัวเฉพาะครอบครัวหนึ่ง หรือเหตุใดพวกเขาจึงมีรูปร่างหน้าตาเฉพาะแบบหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่า ไม่ว่าพวกเขาถือกำเนิด ณ แห่งหนใด หรือพวกเขามีรูปร่างหน้าตาเช่นใด พวกเขาก็จะต้องรับบทบาทอันหลากหลายและทำภารกิจที่แตกต่างกันในการบริหารจัดการของพระผู้สร้างให้ลุล่วง และจุดประสงค์นี้จะไม่มีวันเปลี่ยนไป ในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง ไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าคนเราเกิดที่ใด เป็นชายหรือหญิง หรือมีหน้าตาอย่างไร—ทั้งหมดนี้เป็นของชั่วคราว เป็นเพียงสัญลักษณ์และเครื่องหมายเล็กๆ ในการบริหารจัดการแต่ละระยะที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ทั้งมวลเท่านั้น บั้นปลายและจุดจบที่แท้จริงของคนเราไม่ได้ถูกกำหนดตามการถือกำเนิดของพวกเขาในช่วงระยะใดโดยเฉพาะ แต่กำหนดตามภารกิจที่พวกเขาจะทำให้ลุล่วงในชีวิตแต่ละครั้งที่มาเกิด และตามที่พระผู้สร้างทรงกำหนดให้พวกเขาเมื่อแผนการบริหารจัดการของพระองค์สิ้นสุดลง
กล่าวกันว่า ทุกผลกระทบย่อมมีต้นเหตุ และว่าไม่มีผลใดที่ไร้เหตุ ดังนั้น การถือกำเนิดของคนเราจึงจำเป็นต้องผูกติดอยู่กับทั้งชีวิตปัจจุบันของคนเราและชีวิตก่อนหน้านี้ หากความตายของบุคคลคือการจบวาระชีวิตในปัจจุบันของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว การเกิดของบุคคลก็คือการเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ หากวัฏจักรเดิมเป็นตัวแทนของชีวิตก่อนหน้านี้ของบุคคล เช่นนั้นแล้วย่อมเป็นธรรมดาที่วัฏจักรใหม่ก็คือชีวิตปัจจุบันของพวกเขา ในเมื่อกำเนิดของคนเราเชื่อมโยงกับชีวิตในอดีตของคนเรา รวมทั้งชีวิตปัจจุบันของคนเรา จึงกลายเป็นว่าตำแหน่งที่ตั้ง ครอบครัว เพศ รูปลักษณ์ และปัจจัยอื่นๆ ดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดของคนเราล้วนจำเป็นต้องสัมพันธ์กับชีวิตปัจจุบันและชีวิตในอดีตของคนเรา นี่หมายความว่า ปัจจัยทั้งหลายในการเกิดของบุคคลไม่เพียงได้รับอิทธิพลจากชีวิตก่อนหน้านี้ของคนเรา แต่ยังถูกกำหนดพิจารณาจากโชคชะตาในชีวิตปัจจุบันของคนเราด้วย ซึ่งอธิบายความหลากหลายของรูปการณ์แวดล้อมอันแตกต่างกันที่ผู้คนได้ถือกำเนิดมา กล่าวคือ บ้างก็เกิดมาในครอบครัวยากจน ส่วนคนอื่นๆ ก็เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย บ้างก็เกิดมาในครอบครัวธรรมดาสามัญ ขณะที่คนอื่นมีวงศ์ตระกูลเด่นดัง บ้างก็เกิดทางใต้ ส่วนคนอื่นเกิดทางเหนือ บ้างก็เกิดในทะเลทราย ส่วนคนอื่นเกิดในดินแดนอันเขียวขจี การเกิดของผู้คนบางคนมาพร้อมกับเสียงโห่ร้องยินดี เสียงหัวเราะ และการเฉลิมฉลอง ส่วนการเกิดของคนอื่นนำมาซึ่งน้ำตา หายนะ และวิบัติ บ้างเกิดมาเป็นที่หวงแหนราวสมบัติล้ำค่า ส่วนคนอื่นเกิดมาก็ถูกทิ้งขว้างราววัชพืช บ้างเกิดมาพร้อมรูปร่างหน้าตาที่ดี ส่วนคนอื่นมาพร้อมรูปร่างที่คดงอ บ้างก็น่ารักชวนมอง ส่วนคนอื่นนั้นอัปลักษณ์ บ้างก็เกิดยามเที่ยงคืน ส่วนคนอื่นเกิดภายใต้เปลวแดดของพระอาทิตย์เที่ยงวัน… กำเนิดของผู้คนทุกจำพวกถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตากรรมที่พระผู้สร้างทรงเตรียมไว้ให้พวกเขา กำเนิดของพวกเขากำหนดพิจารณาชะตากรรมในชีวิตปัจจุบันของพวกเขา ตลอดจนบทบาทที่พวกเขาจะแสดงและภารกิจที่พวกเขาจะทำให้ลุล่วง ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง ถูกพระองค์ลิขิตไว้ล่วงหน้า ไม่มีใครสามารถหลีกหนีชะตาที่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าของพวกเขาไปได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำเนิดของพวกเขาได้ และไม่มีใครเลยที่สามารถเลือกชะตากรรมของพวกเขาได้
หัวเลี้ยวหัวต่อที่สอง: การเจริญเติบโต
ผู้คนเจริญเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมทางบ้านที่แตกต่างกัน และเรียนรู้บทเรียนที่แตกต่างกันจากบิดามารดาของพวกเขา โดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาถือกำเนิดมาในครอบครัวประเภทใด ปัจจัยเหล่านี้กำหนดพิจารณาสภาพเงื่อนไขทั้งหลายที่บุคคลหนึ่งจะใช้ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และการเจริญเติบโตก็เป็นตัวแทนของช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออันวิกฤติช่วงที่สองของชีวิตบุคคล คงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ผู้คนไม่มีทางเลือก ณ หัวเลี้ยวหัวต่อนี้เช่นกัน มันถูกกำหนดตายตัว ถูกจัดการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน
1) พระผู้สร้างได้ทรงวางสภาพเงื่อนไขตายตัวสำหรับการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของแต่ละบุคคล
บุคคลไม่สามารถเลือกผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งทั้งหลายที่สอนสั่งและมีอิทธิพลต่อพวกเขาในขณะที่พวกเขาเจริญเติบโต คนเราไม่สามารถเลือกว่าจะได้รับความรู้หรือทักษะใดมา จะสร้างนิสัยใดขึ้นมา คนเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าบิดามารดาและญาติพี่น้องของตนเป็นใคร คนเราเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบใด กล่าวคือ สัมพันธภาพของคนเรากับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมของคนเรา และวิธีที่สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของคนเรา ทั้งหมดนั้นอยู่เหนือการควบคุมของคนเรา เช่นนั้นแล้วใครกันเล่าที่ตัดสินใจในสิ่งเหล่านี้? ผู้ใดจัดการเตรียมการสิ่งเหล่านี้? ในเมื่อผู้คนไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้ ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจในสิ่งเหล่านี้ให้กับตัวเองได้ และในเมื่อเห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่า การก่อรูปของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนี้วางอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้างนั่นเอง และเช่นเดียวกับที่พระผู้สร้างทรงจัดเตรียมรูปการณ์จำเพาะให้กับการถือกำเนิดของทุกคนโดยแท้ จึงแน่นอนว่าพระองค์ย่อมจัดเตรียมรูปการณ์เฉพาะให้แต่ละคนได้เติบโตขึ้นมาเช่นกัน หากการเกิดของบุคคลหนึ่งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รอบตัวพวกเขาแล้วไซร้ การที่คนคนนั้นเติบโตขึ้นมาย่อมจะส่งผลต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเหล่านั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง บางคนเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน แต่โตมาท่ามกลางความมั่งคั่ง ส่วนคนอื่นเกิดมาก็พาให้ครอบครัวของตนที่เดิมมั่งคั่งกลับตกต่ำ พลอยทำให้พวกเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ยากไร้ไปด้วย กำเนิดของคนเราไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวคอยกำกับ และรูปการณ์ที่แวดล้อมการเติบโตของใครๆ ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์หรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนเราจะสามารถจินตนาการให้เกิดขึ้นหรือควบคุมได้ เป็นผลที่เกิดจากชะตากรรมของคนเราเอง และมีชะตากรรมของคนเราเป็นตัวกำหนด แน่นอนว่าเมื่อดูที่มา สิ่งเหล่านี้กำหนดตามการลิขิตชะตากรรมของแต่ละคนไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้าง ถูกกำหนดโดยอธิปไตยที่พระผู้สร้างทรงมีเหนือชะตากรรมของคนคนนั้นและการจัดเตรียมของพระองค์ในเรื่องดังกล่าว
2) รูปการณ์แวดล้อมอันหลากหลายที่ผู้คนเติบโตขึ้นมานั้นก่อให้เกิดบทบาทที่แตกต่างกัน
ในระดับพื้นฐาน รูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายแห่งกำเนิดของบุคคลเป็นตัวกำหนดสิ่งแวดล้อมและรูปการณ์แวดล้อมที่พวกเขาต้องใช้เจริญเติบโตขึ้นมา และในทำนองเดียวกัน รูปการณ์แวดล้อมที่บุคคลหนึ่งเจริญเติบโตขึ้นมาก็คือผลงานของรูปการณ์แวดล้อมแห่งกำเนิดของพวกเขา ในระหว่างช่วงเวลานี้ คนเราเริ่มเรียนรู้ภาษา และจิตใจของคนเราเริ่มประสบพบเจอและซึมซาบสิ่งใหม่ๆ มากมาย อันเป็นกระบวนการของการที่คนเรากำลังเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ สิ่งทั้งหลายที่บุคคลได้ยินด้วยหูของคนเรา มองเห็นด้วยตาของคนเรา และซึมซับด้วยจิตใจของคนเราจะค่อยๆ เติมและให้ความมีชีวิตชีวาแก่โลกภายในของคนเรา ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่คนเราได้มาติดต่อสัมพันธ์ด้วย สามัญสำนึก ความรู้ และทักษะที่คนเราเรียนรู้ และวิธีคิดต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนเราและถูกใช้ฝังหัวหรือพร่ำสอนคนเรามา ทั้งหมดจะชี้นำและส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมในชีวิตของบุคคล ขณะที่คนเราเติบโต ภาษาที่พวกเขาเรียนรู้และความคิดที่พวกเขามีนั้นไม่อาจแยกออกจากสภาพแวดล้อมของพวกเขาได้ ซึ่งประกอบด้วยพ่อแม่และพี่น้องของพวกเขา รวมทั้งผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รอบตัวพวกเขา ดังนั้น คนคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาอย่างไรจึงถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอาศัยอยู่ และขึ้นอยู่กับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาพบเจอในช่วงเวลานี้ ในเมื่อรูปการณ์ที่แวดล้อมการเติบโตของคนคนหนึ่งถูกลิขิตไว้ล่วงหน้ามานานแล้ว ก็แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมที่พวกเขาใช้ดำรงชีวิตในกระบวนการนี้ย่อมถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าเช่นกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลือกและความชอบของพวกเขา แต่ขึ้นอยู่กับแผนการของพระผู้สร้าง การจัดเตรียมอย่างละเอียดรอบคอบของพระผู้สร้าง และอธิปไตยที่พระผู้สร้างมีเหนือชะตาชีวิตของคนเรา ดังนั้น ผู้คนที่บุคคลใดประสบพบเจอในครรลองของการเจริญเติบโต และสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาติดต่อสัมพันธ์ด้วย จึงล้วนเชื่อมโยงกับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างเป็นธรรมดา ผู้คนไม่อาจรู้ล่วงหน้าถึงประเภทต่างๆ เหล่านี้ของสัมพันธภาพระหว่างกันอันซับซ้อน ทั้งยังไม่อาจควบคุมพวกมันหรือหยั่งลึกถึงพวกมันได้ รูปการณ์แวดล้อมที่แต่ละคนเติบโตขึ้นมานั้นเกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆ และผู้คนทุกประเภท—ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถจัดเตรียมหรือจัดวางเรียบเรียงโครงข่ายความเชื่อมโยงอันไพศาลเช่นนี้ได้ ไม่มีใครหรือสิ่งใดนอกจากพระผู้สร้างที่สามารถควบคุมการเกิดขึ้น คงอยู่ และสูญสิ้นไปของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งปวงได้ และเป็นโครงข่ายความเชื่อมโยงอันไพศาลเช่นนี้นี่เองที่ปรับแต่งให้แต่ละคนเติบโตขึ้นมาภายใต้การลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง ทั้งยังสร้างสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา พลางหล่อหลอมบทบาทต่างๆ ที่จำเป็นต่อพระราชกิจบริหารจัดการของพระผู้สร้างอีกด้วย วางรากฐานอันมั่นคงและทรงพลังให้ผู้คนทำภารกิจของตนให้ลุล่วงได้อย่างราบรื่น
หัวเลี้ยวหัวต่อที่สาม: ความมีอิสระ
หลังจากที่บุคคลหนึ่งได้ผ่านพ้นวัยเด็กและวัยรุ่น และค่อยๆ ไปถึงภาวะความเป็นผู้ใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก้าวต่อไปก็คือ พวกเขาจะต้องละทิ้งวัยเยาว์ของพวกเขาโดยสมบูรณ์ กล่าวคำอำลากับบิดามารดาของพวกเขา และเผชิญหน้าถนนที่ทอดไปข้างหน้าอย่างผู้ใหญ่ที่มีอิสระคนหนึ่ง ณ จุดนี้ พวกเขาจะต้องเผชิญกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งต้องเผชิญหน้า เผชิญกับทุกส่วนของชะตากรรมของพวกเขาที่จะเผยตัวในไม่ช้า นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่สามที่บุคคลต้องผ่านล่วงไป
1) หลังจากกลายมามีอิสระ บุคคลก็เริ่มมีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้าง
หากการเกิดและการเจริญเติบโตของบุคคลคือ “ช่วงเวลาเตรียมพร้อม” สำหรับการเดินทางในชีวิตของคนเรา โดยเป็นการวางเสาหลักให้กับชะตากรรมของบุคคลแล้วไซร้ เมื่อคนเราเริ่มพึ่งพาตนเองก็คือการเปิดฉากพูดคุยกับชะตากรรมในชีวิตของตน หากการเกิดและการเจริญเติบโตของบุคคลคือความมั่งคั่งที่พวกเขาได้สั่งสมมาเพื่อตระเตรียมสำหรับชะตากรรมในชีวิตของพวกเขา เช่นนั้นแล้วความมีอิสระของบุคคลก็คือตอนที่พวกเขาเริ่มต้นใช้จ่ายหรือเพิ่มพูนความมั่งคั่งนั้น เมื่อคนเราจากพ่อแม่มาพึ่งพาตนเอง สภาพแวดล้อมทางสังคมที่พวกเขาเผชิญ รวมทั้งประเภทของงานและอาชีพที่พวกเขาพบเจอ ล้วนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของพวกเขา บางคนเลือกวิชาเอกที่ดีในมหาวิทยาลัยและลงเอยด้วยการได้งานที่ดีมากหลังสำเร็จการศึกษา กล่าวได้ว่าพวกเขาเริ่มต้นบนเส้นทางชีวิตได้อย่างสวยงาม ส่วนคนอื่นบ้างก็เรียนรู้และเชี่ยวชาญทักษะต่างๆ มากมาย แต่ไม่เคยหางานที่เหมาะกับตนหรือหาตำแหน่งของตนเองพบ และยิ่งไม่เคยสร้างอาชีพของตนเอง กล่าวได้ว่าก้าวแรกในชีวิตของผู้คนเหล่านี้เต็มไปด้วยความขลุกขลักและความยากลำบาก ความสำเร็จในอนาคตดูมืดมนและชีวิตของพวกเขาก็ไม่แน่นอน บางคนขยันทุ่มเทศึกษา แต่ก็พลาดโอกาสทุกครั้งที่จะได้รับการศึกษาขั้นสูงไปอย่างฉิวเฉียด ดูเหมือนพวกเขาจะถูกกำหนดให้ไม่มีวันประสบความสำเร็จ—กล่าวได้ว่าความหวังแรกสุดบนเส้นทางชีวิตของพวกเขาสูญสลายไปสิ้น เมื่อไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าราบรื่นหรือขรุขระ พวกเขาจึงรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าชะตาชีวิตของมนุษย์นั้นคาดเดาไม่ได้ขนาดไหน ดังนั้นจึงเผชิญชีวิตด้วยความหวาดหวั่นระคนคาดหวัง ผู้อื่นบ้างก็ไม่ได้รับการศึกษาที่ดีนัก แต่สามารถเขียนหนังสือได้และมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง บ้างก็แทบไม่รู้หนังสือเลย แต่สามารถทำเงินจากธุรกิจ ดังนั้นจึงหาเลี้ยงตนได้… คนเราจะเลือกอาชีพใด จะหาเลี้ยงชีพอย่างไร สิ่งที่พวกเขาเลือกจะดีหรือร้าย—ผู้คนมีทางเลือกในเรื่องเหล่านี้หรือไม่? สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาและการตัดสินใจของผู้คนหรือเปล่า? ผู้คนส่วนใหญ่อยากทำงานให้น้อยลงและหาเงินได้มากขึ้น ไม่อยากตรากตรำกรำแดดกรำฝน อยากแต่งตัวภูมิฐาน ดูโดดเด่นสะดุดตาไม่ว่าจะไปที่ใด เป็นที่หนึ่ง และนำเกียรติมาสู่บรรพชน ผู้คนมีความปรารถนาที่ “สมบูรณ์แบบ” เช่นนี้ แต่เมื่อพวกเขาออกเดินก้าวแรกไปบนเส้นทางชีวิต พวกเขาก็ค่อยๆ มองเห็นว่าชะตากรรมของมนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์แบบขนาดไหน และตระหนักอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกว่าแม้คนเราจะกล้าวางแผนอนาคตของตนและฝันเตลิดไปได้สารพัดอย่าง แต่ก็ไม่มีใครมีความสามารถหรืออำนาจที่จะทำให้ความฝันของตนเป็นจริงได้ หรือมีความสามารถที่จะควบคุมอนาคตของตนเองได้ จะมีช่องว่างระหว่างความฝันของคนเรากับความเป็นจริงที่พวกเขาเผชิญอยู่เสมอ สิ่งต่างๆ จะไม่มีวันสามารถเป็นไปตามที่คนเรานึกภาพเอาไว้ และเมื่อเผชิญความเป็นจริงดังกล่าว ผู้คนก็จะไม่มีวันสามารถพบเจอความพอใจหรือความสุข มีแม้กระทั่งบางคนที่พยายามคิดหาวิธีสารพัดอย่างและสำรวจทุกช่องทางที่เป็นไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุ่มเทพยายามและยอมเสียยอมสละทุกรูปแบบ เพื่อการหาเลี้ยงชีพและความสำเร็จในอนาคตของตน และเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตน แต่ในที่สุด ต่อให้พวกเขาสามารถทำให้ความฝันและความปรารถนาของตนเป็นจริงได้ด้วยการทำงานหนัก พวกเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนได้ และไม่ว่าจะดิ้นรนมากเพียงใด พวกเขาก็จะไม่มีวันก้าวข้ามชะตาชีวิตของตนได้ ไม่ว่าความสามารถและสติปัญญาของพวกเขาจะแตกต่างกันอย่างไร และไม่ว่าพวกเขาจะมีความแน่วแน่หรือไม่ก็ตาม ต่อหน้าชะตากรรม ทุกคนล้วนเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกว่าใครใหญ่เล็ก สูงต่ำ ได้รับการยกชูหรือต่ำศักดิ์ ทั้งนี้ คนเราจะประกอบอาชีพใด ทำสิ่งใดหาเลี้ยงชีวิต และมีความมั่งคั่งในชีวิตมากน้อยเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ความสามารถพิเศษ หรือความพยายามและความทะเยอทะยานของพวกเขา—แต่ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง
2) การไปจากบิดามารดาและการเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งใจที่จะรับบทบาทของคนเราในโรงมหรสพแห่งชีวิต
เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว คนเราย่อมสามารถผละจากพ่อแม่ตนและดำเนินชีวิตด้วยตนเองได้ และจุดนี้เองที่คนเราเริ่มต้นบทบาทของตนอย่างแท้จริง จุดที่หมอกจางหายไปและภารกิจในชีวิตของคนเราก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น คนเรายังคงผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่ของตนเพียงในนาม แต่ด้วยภารกิจของคนเราและบทบาทหน้าที่ในชีวิตนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของตนเลย โดยแก่นแท้แล้ว ความผูกพันใกล้ชิดนี้ย่อมเสื่อมลงเมื่อคนคนหนึ่งค่อยๆ เป็นอิสระ จากมุมมองทางชีววิทยา ผู้คนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะยังคงพึ่งพาพ่อแม่ของตนในจิตใต้สำนึก แต่หากกล่าวตามข้อเท็จจริงแล้ว ทันทีที่พวกเขาเติบโตเต็มที่ พวกเขาก็มีชีวิตที่แยกจากพ่อแม่ของตนโดยสมบูรณ์ และจะทำตามบทบาทหน้าที่ของตนอย่างเป็นอิสระ นอกจากให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่แล้ว ความรับผิดชอบที่พ่อแม่แบกรับในชีวิตก็มีแต่การตระเตรียมสภาพแวดล้อมภายนอกให้ลูกได้เติบโตขึ้นมา เรื่องก็มีอยู่เท่านั้น เพราะสิ่งที่มีผลต่อชะตากรรมของใครๆ ก็มีเพียงการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้างเท่านั้น คนคนหนึ่งจะมีอนาคตเช่นไรไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถควบคุมได้ เป็นสิ่งที่ถูกลิขิตเอาไว้ล่วงหน้ามานานแล้ว และแม้แต่พ่อแม่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนได้ ในเรื่องของชะตากรรมนั้น ทุกคนเป็นอิสระจากกัน ทุกคนมีชะตากรรมของตนเอง ดังนั้นจึงไม่มีพ่อแม่ของใครที่สามารถขัดขวางชะตากรรมในชีวิตของพวกเขาได้แต่อย่างใด หรือทำอะไรเพื่อคอยช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องบทบาทที่พวกเขามีในชีวิตได้ อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าคนเราจะถูกลิขิตเอาไว้ล่วงหน้าให้เกิดมาในครอบครัวใด เติบโตในสภาพแวดล้อมใด สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อให้ลุล่วงภารกิจในชีวิตของตนเท่านั้น เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้กำหนดชะตากรรมในชีวิตของคนคนหนึ่งในหนทางใดหนทางหนึ่ง หรือประเภทของโชคชะตาที่คนคนหนึ่งจะลุล่วงภารกิจของตน ดังนั้น ไม่มีพ่อแม่ของใครสามารถช่วยเหลือเขาให้ทำภารกิจในชีวิตของตนจนสำเร็จลุล่วงได้ และในทำนองเดียวกัน ไม่มีญาติพี่น้องของใครสามารถช่วยเขาสวมบทบาทในชีวิตให้ดีได้ คนเราจะทำภารกิจของตนให้แล้วเสร็จได้อย่างไรและจะดำเนินบทบาทของตนในสภาพความเป็นอยู่เช่นใดนั้น ขึ้นอยู่กับชะตากรรมที่พวกเขามีในชีวิตทั้งสิ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่เป็นรูปธรรมสามารถมีอิทธิพลต่อภารกิจที่พระผู้สร้างทรงลิขิตไว้ให้ใครล่วงหน้า ทุกคนกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวในสภาพแวดล้อมเฉพาะที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา จากนั้นก็ออกเดินไปทีละก้าวบนเส้นทางชีวิตของตนเองและทำให้ชะตาชีวิตที่พระผู้สร้างทรงจัดเตรียมไว้ให้พวกเขานั้นลุล่วง พวกเขาเข้าสู่ทะเลมนุษย์อันกว้างใหญ่และเข้าประจำตำแหน่งแห่งที่ในชีวิตของตนไปตามธรรมชาติและโดยอัตโนมัติ และเพราะเห็นแก่สิ่งที่พระผู้สร้างทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าและอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาจึงเริ่มทำให้ความรับผิดชอบของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างลุล่วง
หัวเลี้ยวหัวต่อที่สี่: การสมรส
เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ คนเรายิ่งห่างไกลจากบิดามารดาของตนและสิ่งแวดล้อมที่คนเราเกิดมาและได้รับการเลี้ยงดู และกลับเริ่มแสวงหาทิศทางในชีวิตและไล่ตามเสาะหาเป้าหมายชีวิตของตัวเองในลีลาที่ต่างจากบิดามารดาของคนเราแทน ในระหว่างเวลานี้ คนเราไม่จำเป็นต้องมีบิดามารดาอีกต่อไป แต่กลับมีคู่หูสักคนที่คนเราสามารถใช้ชีวิตด้วยได้ นั่นก็คือ คู่สมรส บุคคลหนึ่งซึ่งชะตากรรมของคนเราเกี่ยวพันเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นเหตุการณ์ใหญ่ของชีวิตเหตุการณ์แรกหลังความเป็นอิสระก็คือการสมรส หัวเลี้ยวหัวต่อที่สี่ที่คนเราต้องผ่านล่วงไป
1) ทางเลือกของปัจเจกบุคคลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรส
ชีวิตแต่งงานเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของทุกคน เป็นเวลาที่คนเราเริ่มแบกรับความรับผิดชอบต่างๆ อย่างแท้จริง และทำให้ภารกิจต่างๆ ลุล่วงไปทีละน้อย ผู้คนมีเรื่องเพ้อฝันมากมายเกี่ยวกับการแต่งงานก่อนที่พวกเขาจะมีประสบการณ์ด้วยตนเอง ซึ่งล้วนแต่วาดภาพเอาไว้สวยงามมาก ฝ่ายหญิงจินตนาการว่าคนที่เป็นอีกครึ่งหนึ่งของตนจะเป็นเจ้าชายรูปงาม ส่วนฝ่ายชายก็จินตนาการว่าตนจะได้แต่งงานกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย เรื่องเพ้อฝันเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีมาตรฐานในแบบที่ตนกำหนดขึ้นมาเองเมื่อพูดถึงการแต่งงาน แม้ว่าในยุคอันชั่วนี้ ข้อมูลข่าวสารทุกรูปแบบจะคอยปลูกฝังทัศนะต่างๆ ที่บิดเบี้ยวเกี่ยวกับการแต่งงานให้แก่ผู้คนอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ผู้คนยิ่งมีข้อกำหนดมากขึ้นเกี่ยวกับการแต่งงาน เกิดปมในใจและท่าทีแปลกๆ สารพัดชนิดเกี่ยวกับการแต่งงาน แต่ใครก็ตามที่แต่งงานไปแล้วย่อมรู้ว่าไม่ว่าคนเราจะเข้าใจการแต่งงานว่าอย่างไร ไม่ว่าจะมีท่าทีเช่นใดต่อการแต่งงาน การแต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องที่แต่ละคนจะเลือกได้
คนเราย่อมจะพบเจอผู้คนมากมายในชีวิต แต่ไม่มีใครรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วคู่สมรสของตนจะเป็นใคร แม้ว่าทุกคนจะมีมุมมองและความคิดของตนเองในเรื่องของการแต่งงาน แต่ก็ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าท้ายที่สุดแล้วใครจะกลายมาเป็นคนที่เป็นอีกครึ่งหนึ่งของตนอย่างแท้จริง และผู้คนเองก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องนี้ หลังจากพบเจอคนที่เจ้าชอบ เจ้าก็สามารถตามจีบคนคนนั้นได้ แต่พวกเขาจะสนใจเจ้าหรือไม่ และจะกลายมาเป็นคู่ชีวิตของเจ้าหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะตัดสินใจ คนที่เจ้าชอบไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เจ้าจะร่วมชีวิตด้วย แต่เป็นไปได้ว่าคนที่เจ้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนอาจก้าวเข้ามาในชีวิตของเจ้าโดยที่เจ้าไม่ทันสังเกตและกลายเป็นคู่ชีวิตของเจ้า กลายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในชะตากรรมของเจ้า คนที่เป็นอีกครึ่งหนึ่งของเจ้าซึ่งมีชะตากรรมผูกพันกับชะตากรรมของเจ้าอย่างแยกไม่ออก ดังนั้น แม้จะมีการแต่งงานนับไม่ถ้วนบนโลก ทว่าชีวิตแต่งงานของแต่ละคู่กลับแตกต่างกัน กล่าวคือ บางคู่ก็น่าผิดหวัง บางคู่น่ายินดี บางคู่ครอบคลุมฝั่งตะวันออกและตะวันตก บางคู่ครอบคลุมเหนือและใต้ บ้างเป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ บ้างก็มีที่ยืนทัดเทียมกันในสังคม บางคู่เต็มไปด้วยความผาสุก บางคู่เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม บางคู่ปลุกเร้าให้ผู้อื่นชื่นชมและอิจฉา บางคู่ก็ทำให้ผู้คนงุนงงและกระตุ้นให้รู้สึกดูหมิ่น บางคู่เต็มไปด้วยความเบิกบาน บางคู่นำมาซึ่งน้ำตาและความสิ้นหวังอย่างไม่รู้จบ… ในชีวิตแต่งงานที่มีอยู่หลายแบบนับไม่ถ้วนนี้ มนุษย์แสดงให้เห็นความจงรักภักดีและความทุ่มเทที่มีให้แก่ชีวิตแต่งงานอย่างไม่คลายคลอนชั่วนิรันดร์ พวกเขาแสดงให้เห็นความเอาใจใส่อย่างยิ่ง ความผูกพันมั่นคง และความมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงคู่ พวกเขาแสดงให้เห็นความอับจนหนทางและความไม่เข้าใจ แสดงให้เห็นการทรยศและแม้กระทั่งความเป็นปฏิปักษ์ ไม่ว่าชีวิตแต่งงานจะนำความสุขหรือความเจ็บปวดมาให้ ภารกิจของทุกคนในชีวิตแต่งงาน ซึ่งถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้าง ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป—ภารกิจนี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องทำให้แล้วเสร็จ และชะตากรรมของแต่ละคนซึ่งอยู่เบื้องหลังการแต่งงานทุกคู่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เป็นสิ่งที่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้างมานานแล้ว
2) การสมรสเกิดจากชะตากรรมของคู่สมรสทั้งสอง
ชีวิตสมรสคือช่วงสำคัญในชีวิตของคนเรา เป็นผลที่เกิดจากชะตากรรมในชีวิต และเป็นส่วนสำคัญในชะตากรรมนี้ ชีวิตสมรสไม่ได้เกิดจากเจตจำนงหรือความชอบส่วนตัวของใคร และไม่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก แต่ถูกกำหนดโดยชะตากรรมของคนสองคนโดยสมบูรณ์ เป็นชะตากรรมที่พระผู้สร้างทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าและจัดเตรียมให้แก่คู่สมรส ดูภายนอก การแต่งงานมีอยู่เพื่อให้มนุษย์มีลูกหลานสืบต่อไปได้ แต่ในความเป็นจริง การแต่งงานเป็นเพียงพิธีการให้คนเราสัมฤทธิ์ภารกิจของตน ในชีวิตแต่งงาน บทบาทของผู้คนไม่ได้มีแต่การเลี้ยงดูคนรุ่นต่อไปเท่านั้น พวกเขามีบทบาทซึ่งทำหน้าที่ประคับประคองชีวิตแต่งงาน รวมทั้งภารกิจที่สอดคล้องกันซึ่งพวกเขาควรทำให้ลุล่วง เนื่องจากการเกิดของคนเรามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ล้อมรอบมันต้องก้าวผ่าน การสมรสของคนเราจึงย่อมจะส่งผลกระทบต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ย่อมจะแปลงสภาพสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในหนทางหลากหลาย
เมื่อคนคนหนึ่งพึ่งตนเองได้ พวกเขาก็เริ่มเดินไปบนเส้นทางชีวิตของตนเอง ซึ่งนำพวกเขาเข้าไปหาผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่มีความเชื่อมโยงกับการแต่งงานของพวกเขาไปทีละก้าว ในเวลาเดียวกัน ว่าที่คู่ชีวิตของพวกเขาก็กำลังเข้าใกล้ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเดียวกันนั้นไปทีละก้าวเช่นกัน ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง คนสองคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน—แต่ด้วยชะตากรรมที่เชื่อมโยงกัน—กลับค่อยๆ ก้าวเข้าสู่การแต่งงานหนึ่งเดียวนั้น กลายเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์ ดั่งคำว่า “สองคนลงเรือลำเดียวกัน” ดังนั้น เมื่อคนคนหนึ่งก้าวเข้าสู่การแต่งงาน เส้นทางชีวิตของพวกเขาย่อมจะมีอิทธิพลและเกี่ยวพันกับคู่ชีวิตของตน ขณะที่เส้นทางชีวิตของคู่ชีวิตย่อมจะมีอิทธิพลและเกี่ยวพันกับชะตาชีวิตของพวกเขาเช่นกัน กล่าวอีกอย่างว่า ชะตากรรมของผู้คนล้วนเชื่อมโยงกัน และไม่มีใครสามารถทำภารกิจในชีวิตของตนให้เสร็จสิ้นหรือแสดงบทบาทของตนอย่างเป็นเอกเทศจากผู้อื่นได้โดยแท้ การถือกำเนิดของคนเราส่งผลต่อโครงข่ายความสัมพันธ์ขนาดมหึมา การเติบโตขึ้นมาก็เกี่ยวข้องกับโครงข่ายความสัมพันธ์อันซับซ้อนเช่นกัน และในทำนองคล้ายคลึงกัน การสมรสจึงมีอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถูกดำรงไว้ภายในโครงข่ายความสัมพันธ์อันซับซ้อนและกว้างใหญ่ โดยเกี่ยวข้องกับสมาชิกทุกคนของโครงข่ายนั้น และส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมของทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของมัน การแต่งงานไม่ใช่ผลผลิตของครอบครัวของคนเรา สภาพแวดล้อมที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา รูปร่างหน้าตา อายุ ขีดความสามารถ พรสวรรค์ของพวกเขา หรือปัจจัยอื่นๆ แต่อย่างใด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับเป็นผลผลิตของภารกิจที่มีร่วมกันและชะตากรรมที่เกี่ยวข้องกัน นี่คือจุดกำเนิดของการแต่งงาน ซึ่งเกิดขึ้นภายในชะตากรรมของมนุษย์ที่ได้รับการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการโดยพระผู้สร้าง
หัวเลี้ยวหัวต่อที่ห้า: ผู้สืบสันดาน
หลังการวิวาห์ คนเราเริ่มฟูมฟักคนรุ่นต่อไป คนเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าคนเราจะมีบุตรกี่คนและมีบุตรประเภทใด สิ่งนี้ได้ถูกกำหนดจากชะตากรรมของบุคคล ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้างด้วยเช่นกัน นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่ห้าที่บุคคลหนึ่งต้องผ่านพ้น
หากคนเราเกิดมาเพื่อสัมฤทธิ์บทบาทของการเป็นลูกของใครสักคน เช่นนั้นแล้ว คนเราก็เลี้ยงดูคนรุ่นถัดไปเพื่อลุล่วงบทบาทของการเป็นพ่อแม่ การสลับผลัดเปลี่ยนบทบาทเช่นนี้เปิดโอกาสให้คนเรามีประสบการณ์กับช่วงชีวิตที่ต่างกันจากมุมมองที่ต่างออกไป ทั้งยังให้ประสบการณ์ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างแก่พวกเขา และด้วยประสบการณ์ชีวิตนี้เอง พวกเขาจึงมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างโดยตรง ซึ่งพระองค์ก็ทรงใช้ในลักษณะเดียวกันเสมอ และด้วยประสบการณ์ชีวิตนี้เอง พวกเขาจึงมีประสบการณ์กับข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีใครสามารถล่วงล้ำหรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่พระผู้สร้างทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าได้
1) คนเราไม่มีอำนาจควบคุมเหนือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเชื้อสายของคนเรา
การเกิด การเจริญเติบโต และการสมรสล้วนนำมาซึ่งความผิดหวังหลากหลายประเภทและในระดับที่แตกต่างกัน ผู้คนบางคนไม่พึงพอใจกับครอบครัวของพวกเขาหรือรูปลักษณ์ทางกายของตัวพวกเขาเอง บ้างก็ไม่ชอบบิดามารดาของตัวเอง บ้างก็คับแค้นใจ หรือมีเรื่องพร่ำบ่นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาได้เติบโตขึ้นมา และสำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว ท่ามกลางความผิดหวังเหล่านี้ การสมรสคือที่สุดของความไม่สมดังปรารถนา ไม่ว่าคนเราไม่พึงพอใจกับกำเนิด การเติบโตเต็มวัย หรือการสมรสของคนเราอย่างไร ทุกคนที่ได้ก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วย่อมรู้ว่า คนเราไม่สามารถเลือกสถานที่และเวลาเกิดของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของพวกเขา ผู้ที่เป็นบิดามารดาของพวกเขา และผู้ที่เป็นคู่สมรสของพวกเขาได้ ได้แต่เพียงยอมรับน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์เท่านั้น กระนั้นเมื่อถึงเวลาที่ผู้คนจะฟูมฟักคนรุ่นต่อไป พวกเขากลับถ่ายทอดความอยากได้อยากมีทั้งหมดที่ไม่อาจทำให้เป็นจริงได้ในครึ่งแรกของชีวิตตนให้แก่ลูกหลานของตน ด้วยความหวังว่าลูกหลานของพวกเขาจะชดเชยความผิดหวังต่างๆ ในครึ่งแรกของชีวิตของตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้คนจึงปล่อยตัวเองให้ดื่มด่ำอยู่ในความเพ้อฝันทุกประเภทเกี่ยวกับลูกๆ ของตัวเอง ว่าลูกสาวของพวกเขาจะโตขึ้นไปเป็นสาวงามผู้ชวนตะลึง ลูกชายของพวกเขาจะเป็นสุภาพบุรุษผู้โก้หรู ว่าลูกสาวของพวกเขาจะรอบรู้วัฒนธรรมและเปี่ยมพรสวรรค์ และลูกชายของพวกเขาจะเป็นนักเรียนที่ฉลาดหัวดีและเป็นดาวกีฬา ว่าลูกสาวของพวกเขาจะสุภาพอ่อนโยน มีคุณธรรม และมีเหตุผล และลูกชายของพวกเขาจะเฉลียวฉลาด มีความสามารถ และเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นได้ดี พวกเขาหวังว่าเชื้อสายของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย จะเคารพผู้ใหญ่ เข้าใจหัวอกพ่อแม่ เป็นที่รักและยกย่องของทุกคน… ณ จุดนี้ ความหวังของชีวิตผลิบานสดชื่น และความหลงใหลใหม่ๆ ก็ถูกจุดประกายขึ้นในหัวใจของผู้คน ผู้คนรู้ว่าตนขาดความสามารถและไม่ประสบความสำเร็จใดๆ ในชีวิตนี้ ว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกครั้งหรือความหวังอีกครั้งที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับชะตากรรมของพวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงยัดเยียดความหวังทั้งหมดของพวกเขา ความอยากได้อยากมีและความใฝ่ฝันที่ยังไม่เป็นจริงของพวกเขาให้กับคนรุ่นต่อไป โดยหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาจะสามารถช่วยให้พวกเขาสัมฤทธิ์ความฝันของพวกเขาและทำให้ความอยากต่างๆ ของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมา หวังว่าลูกสาวและลูกชายของพวกเขาจะนำเกียรติยศมาสู่วงศ์สกุล ได้รับสถานะอันโดดเด่น หรือกลายเป็นคนร่ำรวยหรือมีชื่อเสียง กล่าวโดยสรุป พวกเขาต้องการเห็นลูกๆ ของตนทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด แผนการและความเพ้อฝันของผู้คนนั้นสมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่รู้หรือว่าจำนวนบุตรที่พวกเขามี รูปลักษณ์ ความสามารถ และอื่นๆ ของลูกๆ ของพวกเขานั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจ ยิ่งไปกว่านั้น ชะตากรรมของลูกๆ ก็ไม่ได้อยู่ในกำมือของพวกเขา? มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง ทว่าพวกเขาก็ยังหวังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนรุ่นเยาว์ พวกเขาไร้พลังอำนาจที่จะหลีกหนีชะตากรรมของตัวเอง แต่พวกเขากลับพยายามที่จะบงการชะตากรรมของลูกชายและลูกสาว พวกเขาไม่ได้กำลังประเมินตัวเองสูงเกินไปหรอกหรือ? นี่มิใช่ความโง่เขลาเบาปัญญาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์หรอกหรือ? ผู้คนจะตรากตรำอย่างหนักเพื่อลูกหลานของตน แต่ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าคนเราจะมีลูกหลานกี่คนและพวกเขาจะเป็นเช่นไร ก็ไม่ได้ถูกกำหนดโดยแผนการและความอยากได้อยากมีของผู้คน ผู้คนบางคนไร้เงินทอง แต่กลับมีบุตรมากมาย ผู้คนบางคนที่อุดมด้วยโภคทรัพย์กลับยังไม่มีบุตรสักคน บ้างก็ต้องการลูกสาวแต่ความปรารถนานั้นก็ถูกปฏิเสธ บ้างต้องการลูกชายแต่กลับล้มเหลวที่จะผลิตบุตรชายออกมา สำหรับบางคน ลูกคือพร สำหรับคนอื่นๆ ลูกๆ คือคำสาปแช่ง คู่ครองบางคู่มีความเฉลียวฉลาด ทว่ากลับให้กำเนิดบุตรที่หัวช้า พ่อแม่บางคนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ ทว่าลูกๆ ที่พวกเขาฟูมฟักกลับขี้เกียจสันหลังยาว พ่อแม่บางคนจิตใจดีและซื่อตรง แต่มีบุตรที่กลับกลายเป็นปลิ้นปล้อนและจิตใจโหดร้าย พ่อแม่บางคนสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ให้กำเนิดบุตรที่ไม่สมประกอบ พ่อแม่บางคนเป็นคนธรรมดาและไม่ประสบความสำเร็จ ทว่ากลับมีบุตรที่สัมฤทธิ์การใหญ่ พ่อแม่บางคนมีสถานภาพต่ำต้อย ทว่ากลับมีบุตรที่ผงาดสู่ความมีชื่อเสียงเด่นดัง…
2) หลังการฟูมฟักคนรุ่นต่อไป ผู้คนได้รับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับชะตากรรม
ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่ชีวิตแต่งงานทำเช่นนั้นในช่วงอายุราวสามสิบปี อันเป็นเวลาในชีวิตที่คนเรายังไม่มีความเข้าใจอันใดเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษย์ แต่เมื่อผู้คนเริ่มฟูมฟักลูกๆ และเมื่อเชื้อสายของพวกเขาเติบโต พวกเขาก็เฝ้ามองคนรุ่นใหม่มีชีวิตและประสบการณ์ทั้งหมดซ้ำรอยคนรุ่นก่อนหน้า และเมื่อมองเห็นอดีตของตัวพวกเขาเองสะท้อนอยู่ในลูกๆ พวกเขาจึงตระหนักว่าเส้นทางเดินของคนรุ่นเยาว์ก็เหมือนกับของพวกเขาเอง คือไม่สามารถถูกวางแผนหรือเลือกได้ ครั้นเผชิญกับข้อเท็จจริงนี้ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับแต่โดยดีว่า ชะตากรรมของบุคคลทุกคนนั้นได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และโดยไม่ได้ตระหนักถึงมันเสียทีเดียวนัก ผู้คนก็ค่อยๆ วางความอยากได้อยากมีของตนลง และความหลงใหลในหัวใจของพวกเขาก็ทะลักทลายและวายวางลง… ด้วยความที่ได้ผ่านป้ายบอกทางสำคัญๆ ในชีวิตตามที่จำเป็นมาแล้ว ผู้คนในช่วงเวลานี้จึงได้สัมฤทธิ์ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับชีวิต และนำท่าทีใหม่มาใช้ บุคคลหนึ่งในวัยนี้สามารถคาดหวังจากอนาคตได้เท่าใดกัน และความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้อันใดหนอที่พวกเขาต้องตั้งตารอ? หญิงวัยห้าสิบปีแบบไหนกันที่ยังคงฝันถึงเจ้าชายรูปงาม? ชายวัยห้าสิบปีแบบไหนกันที่ยังคงมองหาสโนว์ไวท์? หญิงวัยกลางคนแบบไหนกันที่ยังคงหวังจะพลิกจากลูกเป็ดขี้เหร่มาเป็นหงส์? ชายชราส่วนใหญ่มีพลังขับดันในอาชีพการงานแบบเดียวกับชายหนุ่มหรือ? โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าคนเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ผู้ใดก็ตามที่มีชีวิตมาถึงวัยนี้ย่อมมีแนวโน้มที่จะมีท่าทีซึ่งมีเหตุมีผลและใช้การได้เกี่ยวกับการสมรส ครอบครัว และลูกๆ โดยหลักแล้วบุคคลดังกล่าวไม่มีทางเลือกเหลืออยู่ ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะท้าทายชะตากรรม ส่วนในด้านประสบการณ์ของมนุษย์นั้น ทันทีที่คนเรามาถึงวัยนี้ คนเราย่อมเกิดท่าทีบางอย่างขึ้นมาเองว่า “คนเราต้องยอมรับชะตากรรม ลูกๆ ของคนเรามีโชควาสนาของพวกเขาเอง ชะตากรรมของมนุษย์นั้นถูกฟ้าสวรรค์ลิขิตไว้” ผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจความจริง หลังจากได้ฝ่าทุกความผันผวน ความคับข้องขุ่นมัว และความยากลำบากของพิภพนี้มาแล้ว ก็จะสรุปความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ด้วยคำว่า “นี่เป็นชะตากรรม!” แม้ว่าวลีนี้แสดงความตระหนักในชะตากรรมมนุษย์ของผู้คนทางโลกและบทสรุปที่พวกเขาได้มาถึงแล้วได้อย่างรัดกุม และแม้ว่ามันแสดงให้เห็นความอับจนหนทางของมนุษยชาติและอาจพรรณนาได้คมชัดและแม่นยำ แต่ก็ยังห่างไกลจากความเข้าใจในอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างมาก และไม่อาจแทนที่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้เลย
3) ความเชื่อในชะตากรรมไม่สามารถแทนที่ความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยแห่งพระผู้สร้าง
หลังจากที่ได้ติดตามพระเจ้ามาหลายปีขนาดนี้ มีความแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญระหว่างความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับชะตากรรม กับความรู้เกี่ยวกับผู้คนทางโลกหรือไม่? เจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วหรือเกี่ยวกับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง และมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงแล้วหรือ? ผู้คนบางคนมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกและรับรู้ได้ลึกซึ้งถึงวลีที่ว่า “นั่นเป็นชะตากรรม” กระนั้นพวกเขาก็ไม่เชื่อในอธิปไตยของพระผู้สร้างแม้แต่น้อย พวกเขาไม่เชื่อว่าชะตากรรมของมนุษย์ได้ถูกจัดการเตรียมการและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และไม่เต็มใจที่จะนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นช่างเสมือนลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ถูกคลื่นซัดสาดโยนไปมา ละล่องคว้างไปตามกระแสน้ำ ไม่มีทางเลือก ได้แต่รอเฉยๆ และกล้ำกลืนยอมรับชะตากรรมของตน กระนั้นพวกเขาก็หาได้ระลึกรู้ไม่ว่า ชะตากรรมของมนุษย์นั้นอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถริเริ่มที่จะมารู้จักอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตนเอง และด้วยการนั้น สัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หยุดฝืนต้านชะตากรรม และใช้ชีวิตภายใต้การดูแลเอาใจใส่ การปกป้อง และการทรงนำของพระเจ้า กล่าวได้อีกอย่างว่า การยอมรับชะตากรรมไม่ใช่สิ่งเดียวกับการนบนอบอธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตากรรมหาได้หมายความว่าคนเรายอมรับ ระลึกรู้ และรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตากรรมเป็นแค่การระลึกรู้ความจริงของชะตากรรมและการสำแดงอันผิวเผินของมัน นี่แตกต่างจากการรู้ว่าพระผู้สร้างทรงปกครองชะตากรรมของมนุษยชาติอย่างไร จากการระลึกรู้ว่าพระผู้สร้างคือแหล่งกำเนิดแห่งอำนาจครอบครองเหนือชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง และแน่นอนว่ายังห่างไกลอย่างมากจากการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการสำหรับชะตากรรมของมนุษยชาติของพระผู้สร้าง สมมติว่าบุคคลหนึ่งเพียงเชื่อในชะตากรรมเท่านั้น และถึงขั้นรู้สึกเกี่ยวกับชะตากรรมนั้นอย่างลึกซึ้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่สามารถรู้จักและยอมรับอธิปไตยที่พระผู้สร้างทรงมีเหนือชะตากรรมของผู้คน ไม่สามารถยอมรับและนบนอบอธิปไตยนั้น ในกรณีเช่นนั้น ชีวิตของเขาก็จะเป็นโศกนาฏกรรม ไม่ว่าอย่างไรก็จะอยู่อย่างสูญเปล่า เป็นความว่างเปล่า เขาจะไม่สามารถยอมสยบอยู่ใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้างอยู่ดี ไม่สามารถกลายเป็นมนุษย์ทรงสร้างในความหมายที่จริงแท้ของคำศัพท์นั้น และไม่สามารถได้รับการยอมรับจากพระผู้สร้าง บุคคลหนึ่งซึ่งรู้จักและมีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงควรอยู่ในสภาวะที่เป็นบวก ไม่ใช่สภาวะที่เป็นลบหรือยอมจำนน ในขณะที่ยอมรับว่าสรรพสิ่งถูกกำหนดชะตากรรม เขาย่อมมีคำนิยามที่ถูกต้องแม่นยำของชีวิตและชะตากรรมอยู่ในหัวใจของตน นั่นก็คือ ชีวิตมนุษย์ทั้งชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง เมื่อพวกเขามองย้อนกลับไปยังถนนที่ตนได้เดินมา เมื่อพวกเขาย้อนรำลึกถึงทุกระยะของการเดินทางในชีวิต พวกเขาย่อมมองเห็นว่า ในทุกย่างก้าว ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะทุลักทุเลหรือราบรื่น พระเจ้าทรงนำทางพวกเขา และทรงจัดการเตรียมเส้นทางนั้นให้พวกเขาอยู่ พวกเขาเข้าใจว่าการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบของพระเจ้า และการจัดการเตรียมการอันระมัดระวังของพระองค์นี่เองที่นำทางพวกเขามาถึงทุกวันนี้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว พวกเขาตระหนักว่าการที่สามารถยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างได้ ยอมรับความรอดจากพระองค์ได้นั้นคือพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์! หากบุคคลมีท่าทีที่เป็นลบต่อชะตากรรม นั่นก็พิสูจน์ว่า พวกเขากำลังฝืนต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้พวกเขา ว่าพวกเขาไม่มีท่าทีนบนอบ หากใครบางคนมีท่าทีที่เป็นบวกต่ออธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ของพระเจ้าแล้วไซร้ เช่นนั้นเมื่อพวกเขาย้อนมองการเดินทางของตน เมื่อพวกเขามีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาย่อมอยากอย่างจริงแท้มากขึ้นที่จะนบนอบทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมไว้ และจะมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความเชื่อมากขึ้นในการยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงชะตากรรมของตนและไม่กบฏต่อพระเจ้าอีกต่อไป ด้วยความที่คนเรามองเห็นว่า เมื่อคนเราไม่จับใจความเกี่ยวกับชะตากรรม เมื่อคนเราไม่เข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาก็เอาแต่ดิ้นรนอย่างดื้อดึงและเดินโซเซฝ่าม่านหมอก และการเดินทางนั้นก็ยากเกินไป อีกทั้งทำให้เจ็บปวดหัวใจมากเกินไป ดังนั้นเมื่อผู้คนตระหนักว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ คนฉลาดย่อมเลือกที่จะทำความรู้จักและยอมรับอธิปไตยของพระเจ้า อำลาวันเวลาอันปวดร้าวเมื่อตอนที่พวกเขาได้พยายามจะสร้างชีวิตที่ดีด้วยสองมือของพวกเขาเอง และหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและไล่ตามเสาะหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เป้าหมายชีวิต” ในหนทางของพวกเขาเอง เมื่อคนเราไม่มีพระเจ้า เมื่อคนเรามองไม่เห็นพระองค์ เมื่อคนเราไม่สามารถรู้จักอธิปไตยของพระเจ้าโดยแท้และชัดเจนได้ ทุกวันก็ย่อมไร้ความหมาย ไร้คุณค่า เจ็บปวดแสนสาหัส ไม่ว่าคนเราจะอยู่แห่งหนใด งานการของคนเราจะเป็นอะไร วิธีดำรงชีวิตและไล่ตามเสาะหาเป้าหมายก็ไม่ได้นำอะไรมาให้เลยนอกจากหัวใจที่เจ็บปวดอย่างไม่รู้จบและความทุกข์ทนที่ไม่มีการบรรเทา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาไม่อาจทนมองย้อนกลับไปได้ มีเพียงเมื่อคนเรายอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และไล่ตามการได้มาซึ่งชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงคนเราถึงจะค่อยๆ หลุดพ้นจากความปวดร้าวใจและเจ็บปวดทั้งหมด และกำจัดความว่างเปล่าทั้งปวงในชีวิตให้หมดสิ้นไป
4) มีเพียงผู้ซึ่งนบนอบอธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถบรรลุอิสรภาพที่แท้จริง
เพราะผู้คนไม่รู้จักการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาจึงเผชิญหน้ากับชะตากรรมด้วยอารมณ์แข็งขืนและท่าทีที่เป็นกบฏอยู่ตลอดเวลา และพวกเขาต้องการหลุดพ้นจากสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้า รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ชะตากรรมเตรียมไว้ให้อยู่เสมอ โดยหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ของตนในปัจจุบัน และแปรเปลี่ยนชะตากรรมของตน แต่พวกเขาไม่มีทางทำได้สำเร็จ และถูกขัดขวางทุกย่างก้าว การดิ้นรนที่ก่อตัวลึกในดวงจิตของพวกเขานี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดต่อพวกเขา และความเจ็บปวดนี้ฝังลึกเข้าไปถึงกระดูกของพวกเขา พร้อมกันนั้นก็ทำให้พวกเขาผลาญชีวิตของตนเองไปเปล่าๆ อะไรหรือคือสาเหตุของความเจ็บปวดนี้? เพราะอธิปไตยของพระเจ้า หรือเพราะมีชะตากรรมที่เลวร้าย? เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นความจริงทั้งคู่ เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว นั่นเกิดจากเส้นทางที่ผู้คนเลือกเดิน และหนทางที่พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตของตน บางคนอาจไม่มีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อเจ้ารู้และยอมรับอย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ เมื่อเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงว่า สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือและจัดเตรียมไว้ให้เจ้าล้วนเป็นประโยชน์ต่อเจ้าและคุ้มครองเจ้าอย่างมาก จากนั้นเจ้าจะรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเจ้าค่อยๆ เบาบางลง และตัวตนทั้งหมดของเจ้าจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง มีเสรี และเป็นอิสระ เมื่อตัดสินจากสภาวะของผู้คนส่วนใหญ่ กล่าวตามความจริงแล้ว พวกเขาไม่สามารถทำใจยอมรับได้อย่างแท้จริงถึงคุณค่าและความหมายในทางปฏิบัติของอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์ แม้ว่าในระดับความรู้สึกส่วนตัวแล้ว พวกเขาไม่ต้องการดำเนินชีวิตอย่างที่พวกเขาเคยทำมาก่อนอีกต่อไป และต้องการหลุดพ้นจากความเจ็บปวดของพวกเขา แต่ในแง่ความเป็นจริง พวกเขากลับไม่สามารถระลึกรู้และนบนอบอธิปไตยของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่รู้วิธีแสวงหาและยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง ดังนั้น หากผู้คนไม่สามารถระลึกรู้อย่างแท้จริงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือเรื่องราวทั้งหมดของมนุษย์ หากพวกเขาไม่สามารถนบนอบอำนาจครอบครองของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นการยากที่พวกเขาจะไม่ถูกล่ามและถูกขับเคลื่อนโดยแนวความคิดที่ว่า “ชะตากรรมของคนเรานั้นอยู่ในมือของคนเราเอง” มันย่อมจะยากที่พวกเขาจะสลัดหลุดจากความเจ็บปวดในการคร่ำเคร่งดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และคงไม่จำเป็นต้องพูดว่า มันก็จะเป็นการลำบากสำหรับพวกเขาเช่นกันที่จะกลายมามีเสรีภาพและเป็นอิสระอย่างแท้จริง กลายมาเป็นผู้คนที่นมัสการพระเจ้า วิธีที่ง่ายที่สุดที่คนเราจะพาตัวเองเป็นอิสระจากสภาวะนี้ก็คือการอำลาวิถีชีวิตแต่เก่าก่อนของคนเรา การกล่าวคำอำลาเป้าหมายชีวิตก่อนหน้านี้ของคนเรา การสรุปและชำแหละวิถีชีวิต มุมมองในชีวิต การไล่ตามไขว่คว้า ความอยากได้อยากมี และความมุ่งมาดปรารถนาที่ตนมีก่อนหน้านี้ แล้วจากนั้นก็นำสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับเจตนารมณ์และข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ ดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่เข้ากันได้กับเจตนารมณ์ของพระเจ้า มีสิ่งใดบ้างที่ตรงตามข้อกำหนดของพระเจ้า มีสิ่งใดให้คุณค่าที่ถูกต้องของชีวิต พาให้คนเราเข้าใจความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และเปิดโอกาสให้คนเรามีชีวิตอยู่กับความเป็นมนุษย์และสภาพเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อเจ้ายังคงเจาะลึกลงไปซ้ำๆ และชำแหละเป้าหมายอันหลากหลายที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาในชีวิต รวมทั้งวิถีชีวิตนานาประการของพวกเขาอย่างระมัดระวัง เจ้าจะไม่พบสักอย่างเดียวที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระผู้สร้างซึ่งพระองค์ใช้ในการสร้างมนุษยชาติขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดดึงผู้คนให้ห่างออกจากอธิปไตยและการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้สร้าง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกับดักที่เป็นเหตุให้ผู้คนกลายเป็นคนที่ต่ำช้าและนำทางพวกเขาไปสู่นรก หลังจากที่เจ้าตระหนักรู้การนี้ สิ่งที่เจ้าควรทำก็คือปล่อยมือจากทัศนะเก่าๆ ในชีวิต อยู่ให้ห่างจากกับดักนานา ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับและจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้แก่ชีวิตของเจ้า เสาะแสวงที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้าเท่านั้น ไม่เลือกสิ่งใดด้วยตนเอง และกลายเป็นคนที่นมัสการพระเจ้า การนี้ฟังดูง่าย แต่ยากที่จะทำ ผู้คนบางคนสามารถทนความเจ็บปวดของมันได้ ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่สามารถทนได้ บ้างก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตาม ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่เต็มใจ พวกที่ไม่เต็มใจขาดความพึงปรารถนาและปณิธานที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาตระหนักรู้ในอธิปไตยของพระเจ้าอย่างชัดเจน รู้ดีอย่างครบถ้วนว่าพระเจ้านี่เองที่ทรงวางแผนการและจัดการเตรียมชะตากรรมมนุษย์ แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเตะถีบดิ้นรน และยังคงไม่ยอมประนีประนอมที่จะวางชะตากรรมของพวกเขาไว้ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้าและนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคับแค้นใจในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้นจึงมีผู้คนบางคนที่ต้องการดูด้วยตัวเองเสมอว่า พวกเขามีความสามารถอะไร พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมด้วยสองมือของพวกเขาเอง หรือสัมฤทธิ์ความสุขด้วยพลังอำนาจของพวกเขาเอง ต้องการมองเห็นว่าพวกเขาสามารถก้าวล้ำขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้า และผงาดเหนืออธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ โศกนาฏกรรมของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่เขาไล่ตามไขว่คว้าชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้อยู่ที่เขาไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ หรือดิ้นรนต่อสู้ชะตากรรมของตัวเองผ่านม่านหมอก แต่กลับอยู่ที่ว่า หลังจากที่เขาได้เห็นการดำรงอยู่ของพระผู้สร้าง หลังจากที่เขาได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่าพระผู้สร้างทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์แล้ว เขาก็ยังไม่สามารถหันหลังกลับจากเส้นทางที่ผิด ไม่สามารถชักเท้าขึ้นจากปลักตม แต่กลับทำใจแข็งและดึงดันในความผิดพลาดของตน เขาชอบมากกว่าที่จะยังคงดิ้นรนอยู่ในโคลนตม ต่อสู้กับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างหัวชนฝา ต่อต้านไปจนถึงที่สุด ทั้งหมดนั้นไม่มีความสำนึกผิดแม้เพียงเสี้ยวกระผีก จนกระทั่งเมื่อเขานอนหมดสิ้นสภาพและโลหิตไหลนองเท่านั้น เขาจึงตัดสินใจยอมแพ้และหันหลังกลับในที่สุด นี่คือโศกนาฏกรรมอันแท้จริงของมนุษย์ ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า บรรดาผู้ที่เลือกนบนอบนั้นเป็นคนมีปัญญา ส่วนพวกที่เลือกดิ้นรนต่อสู้และหลบหนีนั้นเป็นคนโง่เขลาและดื้อรั้น
หัวเลี้ยวหัวต่อที่หก: ความตาย
หลังจากความวุ่นวายมากมายเหลือเกิน ความคับข้องขุ่นมัวและความผิดหวังหลายครั้งครา หลังจากความชื่นบานและความเศร้าโศก และการขึ้นๆ ลงๆ มากมายยิ่งนัก หลังจากหลายต่อหลายปีที่ไม่สามารถลืมเลือน หลังจากได้จับตามองฤดูกาลผันเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า คนเราก็ได้ผ่านเครื่องหมายบอกทางสำคัญต่างๆ ของชีวิตโดยปราศจากการสังเกต และในชั่วพริบตา คนเราก็พบว่าตัวเองเข้าสู่วัยสนธยาของคนเราเสียแล้ว มีรอยประทับเครื่องหมายแสดงเวลาทั้งหลายทั่วร่างของคนเรา กล่าวคือ คนเราไม่สามารถยืนหลังตรงได้อีกต่อไป เส้นผมของคนเราเปลี่ยนจากสีเข้มเป็นสีขาว ในขณะที่ดวงตาซึ่งครั้งหนึ่งเคยสดใสและแจ่มชัดเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวและพร่าเลือน ผิวที่เคยเรียบเนียนและนุ่มนวลกลับกลายเป็นยับย่นและมีจุดด่างดำ การได้ยินของคนเราอ่อนแอลง ฟันของคนเราโยกคลอนและร่วงหล่น ปฏิกิริยาตอบสนองของคนเรากลายเป็นเฉื่อยชา การเคลื่อนไหวของคนเราเชื่องช้า… ณ จุดนี้ คนเราได้แสดงการอำลาครั้งสุดท้ายต่อหลายปีแห่งความรุ่มร้อนของวัยเยาว์ของคนเรา และเข้าสู่สนธยาแห่งชีวิตคนเรา นั่นคือ วัยชรา อันดับต่อไป คนเราจะเผชิญหน้ากับความตาย หัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายในชีวิตมนุษย์
1) มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงกุมพลังอำนาจแห่งชีวิตและความตายไว้เหนือมนุษย์
หากการเกิดของคนเราถูกลิขิตโดยชีวิตก่อนหน้าของตน เช่นนั้นแล้วความตายของคนเราก็แสดงถึงบทอวสานของชะตาลิขิตนั้น หากการเกิดของคนเราคือจุดเริ่มต้นภารกิจของคนเราในชีวิตนี้ เช่นนั้นแล้ว ความตายของคนเราก็แสดงถึงบทอวสานของภารกิจนั้น เนื่องจากพระผู้สร้างได้ทรงกำหนดชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับการกำเนิดของแต่ละคนเอาไว้แล้ว แน่นอนว่า พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับความตายของพวกเขาไว้แล้วเช่นกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีใครที่เกิดมาโดยบังเอิญ ไม่มีใครตายอย่างกะทันหัน ทั้งการเกิดและความตายเกี่ยวข้องกับชีวิตก่อนหน้าและชีวิตปัจจุบันของคนเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รูปการณ์แวดล้อมของการเกิดและรูปการณ์แวดล้อมของความตายของคนเราเป็นอย่างไรนั้น สัมพันธ์กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง นี่คือชะตาลิขิตของคนคนหนึ่ง เป็นชะตากรรมของคนคนหนึ่ง เนื่องจากมีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับการกำเนิดของคนคนหนึ่ง ย่อมต้องมีรูปการณ์แวดล้อมเฉพาะที่หลากหลายสำหรับความตายของคนคนหนึ่งด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ในหมู่มวลมนุษย์จึงเกิดมีอายุขัยที่หลากหลาย ผู้คนมีรูปแบบและเวลาตายที่ต่างกัน บางคนแข็งแรงและมีสุขภาพดี แต่กลับตายตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนอ่อนแอและเจ็บออดๆ แอดๆ แต่กลับมีชีวิตจนถึงวัยชราและจากไปอย่างสงบ บางคนตายด้วยสาเหตุที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนบางคนตายไปตามธรรมชาติ บางคนก็ตายไกลบ้าน ส่วนบางคนหลับตาลงเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีผู้เป็นที่รักของตนอยู่เคียงข้าง คนบางคนตายกลางอากาศ บางคนตายใต้แผ่นดินโลก บางคนจมน้ำ บางคนตายจากภัยพิบัติ บางคนตายในตอนเช้า บางคนตายตอนกลางคืน… ทุกคนล้วนต้องการการกำเนิดที่เด่นดัง ชีวิตที่เจิดจรัส และความตายที่มีเกียรติ แต่ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือชะตาลิขิตของตนเองได้ ไม่มีใครสามารถหลบหนีอธิปไตยของพระผู้สร้างได้ นี่เป็นชะตากรรมของมนุษย์ ผู้คนสามารถวางแผนสำหรับอนาคตของพวกเขาได้ทุกรูปแบบ แต่ไม่มีใครสามารถวางแผนว่าตนจะเกิดมาอย่างไรหรือจากโลกนี้ไปอย่างไรและเมื่อใด แม้ว่าผู้คนต่างทำดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงและต้านทานการมาถึงของความตาย แต่ความตายก็ยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้อย่างเงียบกริบโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวอยู่ดี ไม่มีใครรู้ว่าตนจะตายเมื่อใดหรือตายอย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เห็นได้ชัดว่าตัวมนุษย์เองไม่ได้กุมอำนาจสูงสุดเหนือชีวิตและความตายของตน และไม่ใช่สิ่งมีชีวิตใดในโลกธรรมชาติ แต่เป็นพระผู้สร้างผู้ทรงสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ ชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ไม่ใช่ผลลัพธ์ของกฎบางอย่างแห่งโลกธรรมชาติ แต่เป็นผลลัพธ์ของอธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง
2) ผู้ซึ่งไม่รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างจะถูกหลอนโดยความหวาดกลัวต่อความตาย
เมื่อคนเราเข้าสู่วัยชรา ความท้าทายที่คนเราเผชิญหน้าไม่ใช่การจัดเตรียมเพื่อครอบครัวหรือการมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนเรา แต่เป็นวิธีที่จะบอกลาชีวิตของคนเรา วิธีที่จะพบจุดจบของชีวิตคนเรา วิธีที่จะใส่เครื่องหมายจุดจบประโยคตรงท้ายประโยคแห่งชีวิตคนเรา แม้โดยผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าผู้คนให้ความใส่ใจเพียงน้อยนิดต่อความตาย แต่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงการสำรวจตรวจค้นหัวข้อนี้ได้ เพราะไม่มีใครเลยที่รู้ว่ามีอีกพิภพหนึ่งนอนรออยู่อีกฟากของความตายหรือไม่ พิภพที่มนุษย์มิอาจล่วงรู้หรือรู้สึกได้ พิภพที่พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย นี่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่จะเผชิญกับความตายที่มาประจันหน้า หวาดกลัวที่จะเผชิญกับมันตามที่พวกเขาควรเผชิญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำทุกอย่างที่จะหลีกเลี่ยงหัวข้อนี้ และดังนั้นมันจึงเติมความหวาดหวั่นเกี่ยวกับความตายให้กับบุคคลทุกคน และเพิ่มม่านแห่งความล้ำลึกให้กับข้อเท็จจริงซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ คลี่คลุมเงาถาวรลงบนหัวใจของทุกบุคคล
เมื่อคนเรารู้สึกถึงความเสื่อมของร่างกายคนเรา เมื่อคนเราสำนึกรับรู้ว่าตนกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ความตาย คนเราก็รู้สึกถึงความหวาดหวั่นอันคลุมเครืออย่างหนึ่ง ความเกรงกลัวอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถบรรยายได้ ความเกรงกลัวต่อความตายทำให้คนเรารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นกว่าเดิมและรู้สึกอับจนหนทางมากขึ้นเรื่อยๆ และที่จุดนี้เอง คนเราจึงถามตัวเองว่ามนุษย์มาจากไหน? มนุษย์กำลังจะไปที่ใด? มนุษย์ตายไปพร้อมกับที่ชีวิตของเขาวิ่งผ่านเขาไปอย่างเร่งรีบแบบนี้หรือ? นี่คือจุดท้ายประโยคที่ทำเครื่องหมายแสดงจุดจบของชีวิตมนุษย์อย่างนั้นหรือ? ในท้ายที่สุดแล้ว อะไรคือความหมายของชีวิต? จะว่าไปแล้ว ชีวิตมีค่าอะไรหรือ? มันเกี่ยวกับความมีชื่อเสียงและโชควาสนาใช่หรือไม่? มันเกี่ยวกับการฟูมฟักเลี้ยงดูครอบครัวหนึ่งใช่หรือไม่?… ไม่ว่าคนเราจะครุ่นคิดตลอดมาเกี่ยวกับคำถามเฉพาะเหล่านี้อย่างไร ไม่ว่าคนเราจะเกรงกลัวความตายอย่างลึกล้ำเพียงใด ในส่วนลึกของหัวใจของบุคคลทุกคนมีความพึงปรารถนาที่จะหยั่งคะเนความล้ำลึกต่างๆ อันเป็นความรู้สึกหนึ่งของความไม่เข้าใจชีวิต และที่ปะปนมากับสิ่งเหล่านี้ก็คือความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจเกี่ยวกับโลก ความรู้สึกอิดออดที่จะจากไป บางทีอาจไม่มีใครเลยที่สามารถเสกสรรพรรณนาได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่มนุษย์เกรงกลัวนั้นคืออะไรกันแน่ สิ่งที่มนุษย์แสวงหาคือสิ่งใด สิ่งที่เขารู้สึกอ่อนไหวด้วยนั้นคืออะไร และอะไรที่เขารู้สึกอิดออดไม่อยากทิ้งไว้ข้างหลัง…
ด้วยความที่พวกเขาเกรงกลัวความตาย ผู้คนจึงมีความกังวลมากมายเหลือเกิน ด้วยความที่พวกเขาเกรงกลัวความตาย ผู้คนจึงมีสิ่งต่างๆ มากมายที่พวกเขาไม่อาจปล่อยวางได้ ครั้นถึงเวลาที่พวกเขากำลังจะตาย บางผู้คนก็หงุดหงิดกระสับกระส่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องนั้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับลูกๆ ของพวกเขา คนที่พวกเขารัก ความอุดมในโภคทรัพย์ของพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาสามารถลบความทุกข์และความหวาดหวั่นที่ความตายนำมาให้ออกไปได้ด้วยการวิตกกังวลนี้ ราวกับว่าพวกเขาสามารถหลีกหนีความอับจนหนทางและความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดายที่เคียงคู่มากับความตายได้ด้วยการผดุงความใกล้ชิดกับการดำรงชีวิตประเภทนี้เอาไว้ ในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์มีความเกรงกลัวอันคลุมเครือ ความเกรงกลัวการพลัดพรากจากผู้เป็นที่รักทั้งหลายของคนเรา เกรงกลัวว่าจะไม่มีวันได้ทอดสายตามองไปยังผืนนภาสีครามอีกแล้ว ว่าจะไม่มีวันได้มองไปบนโลกวัตถุอีกแล้ว วิญญาณอันเปลี่ยวดายซึ่งคุ้นชินกับการอยู่ท่ามกลางผู้เป็นที่รัก กำลังอิดออดที่จะคลายมือที่เกาะกุมออกและจากไป คนเดียวตามลำพัง สู่พิภพหนึ่งซึ่งไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย
3) ชีวิตหนึ่งซึ่งใช้ไปกับการแสวงหาชื่อเสียงและโชควาสนา ทำให้คนเราตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยามเผชิญหน้ากับความตาย
เพราะอธิปไตยและการลิขิตของพระผู้สร้าง ดวงจิตเดียวดายที่เริ่มต้นโดยปราศจากสิ่งใดโดยสิ้นเชิงจึงได้รับบิดามารดาและครอบครัว ได้รับโอกาสที่จะกลายเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และโอกาสที่จะมีประสบการณ์กับชีวิตมนุษย์และการเดินทางผ่านโลกมนุษย์ นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสที่จะมีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้าง มารู้จักความอัศจรรย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ โอกาสที่จะมารู้จักและยอมสยบต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ทว่าผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่คว้าโอกาสที่หายากและแสนสั้นนี้เอาไว้อย่างแท้จริง ผู้คนทุ่มเทพลังงานทั้งชีวิตต่อสู้กับชะตากรรม ใช้เวลาทั้งชีวิตวุ่นวายอยู่กับการพยายามหาเลี้ยงครอบครัวของตนและวิ่งวุ่นไปมาเพื่อเกียรติยศและผลประโยชน์ สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนหวงแหนยิ่งนักคือความรักครอบครัว เงินตรา ชื่อเสียงและผลประโยชน์ และพวกเขามองสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต ผู้คนล้วนพร่ำบ่นถึงชะตากรรมอันโหดร้าย แต่พวกเขากลับเพิกเฉยต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ผู้คนควรเข้าใจและพึงสำรวจมากที่สุด นั่นคือ “เหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิตอยู่ มนุษย์ควรดำเนินชีวิตอย่างไร รวมทั้งอะไรคือคุณค่าและความหมายของชีวิตมนุษย์” ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ยาวนานเพียงใด พวกเขาก็จะใช้เวลาทั้งชีวิตเพียงเพื่อที่จะเร่งไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์เท่านั้น จนกระทั่งวัยเยาว์ล่วงเลยไป ผมหงอกและผิวหนังก็เหี่ยวย่นแล้ว จนกระทั่งพวกเขาตระหนักว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่อาจหยุดยั้งตนจากความชราได้ เงินทองไม่อาจเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจของตนได้ และจนกระทั่งพวกเขาเข้าใจว่าไม่มีใครสามารถหลีกหนีจากกฎแห่งการเกิด แก่ เจ็บป่วย และตายได้ รวมถึงไม่มีใครสามารถหลบพ้นการจัดการเตรียมการของชะตากรรม มีเพียงเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตเท่านั้นที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า ต่อให้คนเรามีโภคทรัพย์มหาศาลและสินทรัพย์มากล้น ต่อให้คนเรามีสิทธิพิเศษและอยู่ในฐานะสูงส่ง คนเราก็ยังคงไม่สามารถหลบหนีความตายและต้องคืนสู่สถานะดั้งเดิมของพวกเขาอยู่ดี นั่นคือ ดวงวิญญาณอันโดดเดี่ยวที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ในยามที่ผู้คนมีบิดามารดา พวกเขาเชื่อว่าบิดามารดาคือทุกสิ่งทุกอย่าง ในยามที่ผู้คนมีทรัพย์สมบัติ พวกเขาก็คิดว่าเงินทองคือปัจจัยหลักในการยังชีพของคนเรา ว่ามันคือวิถีทางที่คนเราใช้ในการดำเนินชีวิต ในยามที่ผู้คนมีสถานภาพ พวกเขาก็เกาะเกี่ยวมันไว้อย่างแน่นหนาและจะเสี่ยงชีวิตพวกเขาเพื่อมัน มีเพียงเมื่อผู้คนกำลังจะปลดปล่อยโลกนี้ไปเท่านั้นที่พวกเขาตระหนักว่า สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาใช้ชีวิตไล่ตามเสาะหานั้น ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากหมู่เมฆที่ลอยผ่านไป ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่พวกเขาสามารถเกาะกุมได้ ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่พวกเขาสามารถเอาไปด้วยได้ ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่สามารถละเว้นพวกเขาจากความตาย ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่สามารถจัดเตรียมเพื่อนร่วมทางหรือการปลอบประโลมให้กับดวงวิญญาณที่โดดเดี่ยวระหว่างการเดินทางกลับของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรในสิ่งเหล่านี้เลยที่สามารถช่วยบุคคลหนึ่งให้รอดและทำให้พวกเขาสามารถอยู่เหนือความตายได้ ชื่อเสียงและผลประโยชน์ที่คนเราสัมฤทธิ์ได้ในโลกวัตถุนั้นให้ความพึงพอใจชั่วคราว ความยินดีที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป และให้ความรู้สึกเทียมเท็จอยู่ในใจว่าปลอดภัย ทั้งยังเป็นเหตุให้คนเราหลงทางกันอีกด้วย และดังนั้นผู้คนที่ตะเกียกตะกายอยู่กลางทะเลมนุษย์อันกว้างใหญ่ไพศาล ใฝ่หาสันติสุข ความสุขสบาย และความสงบเย็นในหัวใจ จึงถูกคลื่นลูกแล้วลูกเล่ากลืนหาย เวลาที่ผู้คนยังขบคิดไม่ออกในเรื่องที่พวกเขาพึงเข้าใจมากที่สุด—ว่าพวกเขามาจากไหน เหตุใดพวกเขาจึงมีชีวิต พวกเขากำลังจะไปที่ใด และอื่นๆ—พวกเขาก็ถูกชื่อเสียงและผลประโยชน์ยั่วใจ ถูกพวกมันควบคุมและชักนำไปในทางที่ผิด และหลงทางไปอย่างไม่อาจย้อนคืน เวลาผ่านไปเร็วราวกับติดปีก หลายปีผ่านไปในชั่วพริบตา และก่อนที่คนเราตระหนักในสิ่งนี้ คนเราก็ได้บอกลาปีต่างๆ ที่ดีที่สุดของชีวิตคนเราไปแล้ว เมื่อผู้คนใกล้จะอำลาจากโลกนี้ พวกเขาย่อมมาถึงจุดที่ค่อยๆ ตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้กำลังลอยหายไป พวกเขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเกาะกุมสิ่งใดที่เดิมทีเป็นของตนไว้อีกต่อไป ในเวลานี้ พวกเขาจึงรู้สึกอย่างแท้จริงว่าตนเองก็เป็นเหมือนทารกแรกเกิดที่กำลังร้องไห้จ้าโดยยังคงไม่มีสิ่งใดเป็นของตนเลย เมื่อถึงจุดนี้ พวกเขาจำต้องเริ่มใคร่ครวญว่าตนทำอะไรลงไปบ้างในชีวิต คุณค่าของการมีชีวิตอยู่คืออะไร ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร และผู้คนได้มาสู่โลกนี้เพราะเหตุใด และแน่แท้ว่า ณ จุดนี้เองที่พวกเขายิ่งต้องการรู้มากขึ้นทุกที ว่าชีวิตถัดไปมีอยู่จริงหรือไม่ สวรรค์มีจริงหรือไม่ ผลกรรมสนองมีจริงหรือไม่… ยิ่งคนเราเข้าใกล้ความตายมากขึ้นเท่าใด คนเราก็ยิ่งต้องการที่จะเข้าใจว่าชีวิตเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคนเราใกล้ความตายเข้าไปเท่าไร หัวใจของเราก็ยิ่งดูเหมือนว่างเปล่ามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคนเราใกล้ความตายมากขึ้นเท่าไร คนเราก็ยิ่งรู้สึกอับจนหนทางมากขึ้นเท่านั้น และดังนั้น ความเกรงกลัวที่คนเรามีต่อความตายจึงค่อยๆ เติบโตขึ้นในแต่ละวัน มีสองเหตุผลที่ความรู้สึกดังกล่าวสำแดงออกมาในผู้คนในยามที่พวกเขาเข้าใกล้ความตาย ประการแรกคือ พวกเขากำลังจะสูญเสียชื่อเสียงและความอุดมในโภคทรัพย์ที่ชีวิตพวกเขาเคยได้อาศัยพึ่งพิง กำลังจะละทิ้งทั้งหมดที่ดวงตามองเห็นในโลกนี้ไว้ข้างหลัง ประการที่สองคือ พวกเขากำลังจะเผชิญหน้า คนเดียวตามลำพัง กับพิภพที่ไม่คุ้นเคย ดินแดนลี้ลับที่ไม่รู้จัก ที่ซึ่งพวกเขากลัวที่จะย่างเท้าลงไป ที่ซึ่งพวกเขาไม่มีผู้เป็นที่รักและไม่มีการค้ำจุนในวิถีทางใดเลย เพราะเหตุผลสองประการนี้ ทุกคนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความตายจึงรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ผ่านประสบการณ์กับความตื่นตระหนกและสำนึกรับรู้แห่งความรู้สึกอับจนหนทางอย่างที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย มีเพียงเมื่อใครบางคนได้มาถึงจุดนี้จริงๆ เท่านั้น พวกเขาจึงตระหนักว่าเมื่อคนคนหนึ่งเข้าสู่โลกนี้ ก่อนอื่น พวกเขาควรเข้าใจว่ามนุษย์มาจากไหน เหตุใดผู้คนจึงมีชีวิตอยู่ ผู้ใดครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์ และผู้ใดจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้แก่การดำรงอยู่ของมนุษย์และครองอธิปไตยเหนือการดำรงอยู่นี้—ความเข้าใจนี้คือต้นทุนที่คนคนหนึ่งใช้ดำรงชีวิต และนี่คือพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของคนคนหนึ่ง พวกเขาไม่ควรเรียนรู้เป็นอันดับแรกว่าจะจัดเตรียมเพื่อครอบครัวของตนหรือไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์อย่างไร หรือทำอย่างไรจึงจะโดดเด่นเหนือคนอื่นในกลุ่ม หรือวิธีที่จะใช้ชีวิตที่มั่งคั่งกว่าเดิม และยิ่งไม่ใช่ว่าจะนำหน้าผู้อื่นหรือแข่งขันได้อย่างสบายในการประลองประเภทต่างๆ ได้อย่างไร แม้ว่าทักษะเพื่อความอยู่รอดนานัปการที่ผู้คนใช้เวลาทั้งชีวิตของพวกเขากับการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญจะทำให้พวกเขามีความสะดวกสบายทางวัตถุอย่างล้นเหลือ แต่ทักษะเหล่านี้กลับไม่เคยนำการปลอบประโลมและความมั่นคงที่แท้จริงมาสู่หัวใจของพวกเขาเลย แต่กลับทำให้ผู้คนหลงทิศทางอยู่ตลอดเวลา มีความลำบากยากเย็นในการควบคุมตนเอง และพลาดโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะเรียนรู้ความหมายของชีวิต ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาซ่อนเร้นในตัวผู้คนเกี่ยวกับวิธีเผชิญหน้ากับความตายอย่างถูกต้อง—ชีวิตของผู้คนกำลังถูกทำลายในหนทางนี้ พระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างยุติธรรม ทรงมอบโอกาสเหมาะทั้งหลายแก่ทุกคน ซึ่งต้องใช้ทั้งชีวิตจึงจะได้มา เพื่อให้ได้รับประสบการณ์และรู้จักอธิปไตยของพระองค์ ทว่ามีเพียงเมื่อความตายขยับเข้ามาใกล้ เมื่อตอนที่ความน่าสะพรึงกลัวของมันปรากฏขึ้นรางๆ เท่านั้น ที่คนเราเริ่มมองเห็นความสว่าง—และแล้ว มันก็สายเกินไป!
ผู้คนใช้เวลาทั้งชีวิตของตนไล่ตามเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ ทำเหมือนสิ่งเหล่านี้เป็นเชือกเส้นสุดท้ายให้เกาะ เป็นเครื่องเกื้อหนุนเพียงอย่างเดียวของตน—ราวกับว่าการครอบครองสิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตและหนีความตายพ้น ต่อเมื่อพวกเขาใกล้จะตายแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะตระหนักว่าเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์เป็นเรื่องไกลตัวพวกเขาเพียงใด และยามเผชิญหน้าความตาย พวกเขาอ่อนแอและไร้กำลังเพียงใด เปราะบาง โดดเดี่ยว และอับจนหนทางเพียงใด ไม่รู้จะหันไปหาใคร พวกเขาตระหนักว่าเงินทองหรือชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่อาจแลกเป็นชีวิตได้ ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะมั่งคั่งเพียงใด ไม่ว่าสถานะของพวกเขาจะสูงส่งเพียงใด ยามเผชิญหน้าความตาย ทุกคนล้วนยากจนและไร้นัยสำคัญเท่าเทียมกัน พวกเขาตระหนักว่าเงินไม่อาจซื้อชีวิตได้ ชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่สามารถทำให้คนคนหนึ่งหนีความตายพ้น ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ไม่อาจต่อชีวิตให้คนคนหนึ่งได้แม้สักนาทีหรือวินาทีเดียว ยิ่งผู้คนรู้สึกเช่นนี้ พวกเขาก็ยิ่งโหยหาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ยิ่งผู้คนรู้สึกเช่นนี้ พวกเขาก็ยิ่งหวาดกลัวเมื่อความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ ถึงจุดนี้เท่านั้นที่พวกเขาตระหนักอย่างแท้จริงว่าชีวิตของพวกเขาไม่ได้เป็นของพวกเขา ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของพวกเขา และคนเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าตนจะเป็นหรือจะตาย—เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจควบคุมได้
4) จงยอมสยบอยู่ใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และเผชิญหน้าความตายอย่างสงบ
ณ ชั่วขณะที่บุคคลหนึ่งเกิดมา วิญญาณเปลี่ยวดายดวงหนึ่งก็เริ่มประสบการณ์ของตัวเองบนแผ่นดินโลก เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่พระผู้สร้างได้ทรงจัดการเตรียมการเพื่อวิญญาณดวงนั้น คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า สำหรับบุคคลนั้น—ซึ่งก็คือดวงวิญญาณนั้น—นี่คือโอกาสอันยอดเยี่ยมที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง โอกาสที่จะมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และได้รับประสบการณ์กับมันด้วยตนเอง ผู้คนใช้ชีวิตของตัวเองภายใต้กฎต่างๆ ของชะตากรรมที่พระผู้สร้างทรงวางไว้ให้พวกเขา และให้แก่บุคคลใดก็ตามที่เป็นคนมีเหตุผลและมโนธรรม การใช้เวลาหลายทศวรรษในชีวิตของพวกเขาทำใจยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างและการมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นหาใช่สิ่งที่ยากเกินจะทำไม่ เพราะฉะนั้น มันน่าจะง่ายมากสำหรับทุกคนที่จะระลึกรู้โดยผ่านทางประสบการณ์ชีวิตกว่าหลายสิบปีของพวกเขาเองว่า ชะตากรรมทั้งปวงของมนุษย์ล้วนถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และมันควรง่ายที่จะจับความเข้าใจหรือสรุปว่าการมีชีวิตหมายถึงอะไร ขณะที่คนเราอ้าแขนรับบทเรียนชีวิตเหล่านี้ คนเราจะค่อยๆ มาเข้าใจว่าชีวิตมาจากไหน มาจับความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่หัวใจจำเป็นต้องมีอย่างแท้จริง อะไรคือสิ่งที่จะนำทางคนเราไปบนเส้นทางชีวิตที่แท้จริง และอะไรคือภารกิจและเป้าหมายที่ควรจะเป็นของชีวิตมนุษย์ คนเราจะค่อยๆ ระลึกรู้ว่า หากคนเราไม่นมัสการพระผู้สร้าง หากคนเราไม่ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจครอบครองของพระองค์แล้วไซร้ ครั้นถึงคราวเผชิญกับความตาย—คราที่ดวงวิญญาณของคนเรากำลังจะเผชิญหน้ากับพระผู้สร้างอีกครั้ง—หัวใจของคนเราจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความวุ่นวายสับสนอันไร้ขีดจำกัด หากบุคคลหนึ่งได้อยู่ในโลกมาหลายสิบปีแล้ว ทว่ายังไม่เข้าใจว่าชีวิตมนุษย์มาจากไหน ทั้งยังไม่ระลึกรู้ว่าชะตากรรมของมนุษย์วางอยู่ในฝ่ามือของใคร เช่นนั้นแล้วก็ไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบ ในหลายสิบปีแห่งประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ของพวกเขา บุคคลหนึ่งซึ่งได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างคือบุคคลที่มีความซาบซึ้งในความหมายและคุณค่าของชีวิตอย่างถูกต้อง บุคคลเช่นนั้นมีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจุดประสงค์ของชีวิต พร้อมด้วยประสบการณ์และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และที่เหนือล้ำไปกว่านั้นก็คือ สามารถที่จะนบนอบสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง บุคคลเช่นนั้นเข้าใจความหมายของการที่พระผู้สร้างทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมา เข้าใจว่ามนุษย์ควรนมัสการพระผู้สร้าง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ครอบครองนั้นมาจากพระผู้สร้างและจะคืนกลับไปสู่พระองค์ในสักวันหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลในอนาคต บุคคลประเภทนี้เข้าใจว่าพระผู้สร้างทรงจัดการเตรียมการกำเนิดของมนุษย์และทรงมีอธิปไตยเหนือความตายของมนุษย์ และว่าทั้งชีวิตและความตายได้ถูกสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น เมื่อคนเราจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงในสิ่งเหล่านี้ คนเราจะสามารถเผชิญหน้าความตายได้อย่างสงบเป็นธรรมดา สามารถวางสิ่งภายนอกทั้งหมดของคนเราลงอย่างสงบ ยอมรับและน้อมรับทุกสิ่งที่ตามมาอย่างมีความสุข และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายซึ่งถูกจัดการเตรียมการโดยพระผู้สร้างอย่างที่มันเป็น แทนที่จะหวาดหวั่นกับมันและดิ้นรนขัดขืนมันอย่างมืดบอด หากคนเรามองว่าชีวิตคือโอกาสที่จะได้รับประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้างและมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ หากคนเรามองชีวิตของตนว่าเป็นโอกาสอันหาได้ยากที่จะลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะมนุษย์ทรงสร้างและทำภารกิจของตนให้เสร็จสิ้น เช่นนั้นแล้ว คนเราก็จะมีทรรศนะที่ถูกต้องต่อชีวิตอย่างแน่นอน จะมีชีวิตที่ได้รับพรและการทรงนำจากพระผู้สร้างอย่างแน่นอน จะเดินในความสว่างแห่งพระผู้สร้างอย่างแน่นอน จะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแน่นอน จะยอมสยบอยู่ใต้อำนาจครอบครองของพระองค์อย่างแน่นอน และจะกลายมาเป็นพยานให้กับกิจการอันอัศจรรย์เลิศเลอของพระองค์ พยานต่อสิทธิอำนาจของพระองค์อย่างแน่นอน คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า บุคคลเช่นนั้นจะได้รับความรักและการยอมรับจากพระผู้สร้างอย่างแน่นอน และมีเพียงบุคคลเช่นนั้นเท่านั้นที่สามารถมีท่าทีที่สงบต่อความตาย และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตด้วยความชื่นบาน เห็นได้ชัดว่าบุคคลหนึ่งซึ่งมีท่าทีประเภทนี้กับความตายก็คือโยบ โยบอยู่ในสถานะที่ยอมรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข และได้นำการเดินทางแห่งชีวิตของเขาไปสู่บทสรุปที่ราบรื่น และทำภารกิจในชีวิตของเขาจนเสร็จสมบูรณ์ เขาได้กลับคืนไปอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง
5) กิจที่เสาะแสวงทำและสิ่งที่ได้รับมาในชีวิตของโยบอำนวยให้เขาเผชิญความตายโดยสงบ
ในข้อพระคัมภีร์ได้เขียนเกี่ยวกับโยบไว้ว่า “และโยบก็สิ้นชีวิตเป็นคนแก่หง่อมทีเดียว” (โยบ 42:17) นี่หมายความว่า เมื่อโยบตายจากไป เขาไม่มีความเสียใจและไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย แต่ไปจากพิภพนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังที่ทุกคนรู้กันแล้ว โยบเป็นชายผู้หนึ่งซึ่งยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในขณะที่เขายังมีชีวิต ความประพฤติของเขาได้รับการชมเชยจากพระเจ้าและได้รับการรำลึกถึงโดยผู้อื่น และชีวิตของเขาอาจกล่าวได้ว่ามีคุณค่าและนัยสำคัญที่เกินล้ำผู้อื่นทั้งปวง โยบได้ชื่นชมพรจากพระเจ้า และได้รับการเรียกขานว่าชอบธรรมจากพระองค์บนแผ่นดินโลก เขาถูกพระเจ้าทดสอบและถูกซาตานทดลองอีกด้วย เขาได้ยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้าและคู่ควรที่จะได้รับการเรียกขานจากพระองค์ว่าบุคคลผู้ชอบธรรม ในหลายทศวรรษหลังจากที่เขาถูกพระเจ้าทดสอบ เขาใช้ชีวิตที่ยิ่งมีค่ากว่า เปี่ยมความหมายกว่า เป็นหลักเป็นฐานกว่า และเปี่ยมสันติสุขกว่าแต่ก่อน เนื่องเพราะความประพฤติอันชอบธรรมของเขา พระเจ้าจึงทรงทดสอบเขา และเนื่องเพราะความประพฤติอันชอบธรรมของเขาอีกเช่นกัน พระเจ้าจึงได้ทรงปรากฏแก่เขาและตรัสกับเขาโดยตรง ดังนั้น หลายปีหลังจากที่เขาถูกทดสอบ โยบก็ได้เข้าใจและได้ซาบซึ้งในคุณค่าของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้บรรลุความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และได้รับความรู้ที่เที่ยงตรงและแน่ชัดมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่พระผู้สร้างประทานและนำพรของพระองค์คืนไป หนังสือของโยบบันทึกว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าถึงกับประทานพรแก่โยบมากมายกว่าที่พระองค์เคยทำมาก่อน โดยถึงกับทรงวางโยบในตำแหน่งที่จะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างและเผชิญกับความตายอย่างสงบได้ดีขึ้น ดังนั้นเมื่อโยบแก่ตัวลงและเผชิญหน้าความตาย แน่นอนว่าเขาย่อมจะไม่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของเขาเลย เขาไม่มีความห่วงกังวล ไม่มีอะไรให้เสียใจ และแน่นอนว่าไม่ได้เกรงกลัวความตาย เนื่องเพราะเขาได้ใช้ชีวิตทั้งหมดของเขาไปกับการเดินบนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องห่วงกังวลเกี่ยวกับจุดจบของตัวเขาเอง ทุกวันนี้มีผู้คนกี่คนเล่าที่สามารถปฏิบัติในทุกทางเหมือนกับที่โยบได้ทำตอนที่เขาได้เผชิญหน้ากับความตายของตัวเขาเอง? เหตุใดจึงไม่มีใครสามารถรักษาบุคลิกลักษณะภายนอกที่เรียบง่ายแบบนั้น? มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นก็คือ โยบได้ใช้ชีวิตของเขาในการไล่ตามเสาะหาการเชื่อ ความระลึกรู้ และการนบนอบอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตัวเขาเอง และด้วยการเชื่อ การระลึกรู้ และการนบนอบนี้เองที่เขาได้ใช้ก้าวผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในชีวิต ได้ใช้ชีวิตในช่วงหลายปีสุดท้ายของเขา และได้ต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้าย ไม่ว่าสิ่งที่โยบได้รับประสบการณ์จะเป็นอะไร กิจต่างๆ ที่เขาเสาะแสวงทำและเป้าหมายในชีวิตของเขานั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เป็นความสุข เขาไม่ได้มีความสุขเพียงเพราะพรต่างๆ หรือการเห็นชอบที่พระผู้สร้างประทานแก่เขาเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเพราะกิจที่เขาเสาะแสวงทำและเป้าหมายชีวิตของเขา เพราะการเติบโตของความรู้และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างที่เขาได้บรรลุโดยผ่านทางความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว และยิ่งไปกว่านั้น เพราะประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ในฐานะผู้ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง อยู่ภายใต้กิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า และเพราะประสบการณ์และความทรงจำอันแผ่วเบาทว่าไม่อาจลืมเลือนได้เกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กัน การได้ใกล้ชิดสนิทสนม และความเข้าใจในกันและกันระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า โยบมีความสุขก็เพราะความชูใจและความชื่นบานที่มาจากการได้รู้เจตนารมณ์ของพระผู้สร้าง และเพราะความยำเกรงซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ได้เห็นว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์ ดีงาม และสัตย์ซื่อ โยบสามารถเผชิญความตายโดยปราศจากความทุกข์ใดๆ ก็เพราะเขาได้รู้ว่า ในการตายนั้น เขาจะได้กลับไปเคียงข้างพระผู้สร้าง กิจต่างๆ ที่เขาได้เสาะแสวงทำและสิ่งต่างๆ ที่เขาได้รับมาในชีวิตนั่นเองที่ได้อำนวยให้เขาเผชิญกับความตายอย่างสงบ อำนวยให้เขาเผชิญกับความน่าจะเป็นของการที่พระผู้สร้างจะทรงนำชีวิตของเขาคืนไปได้อย่างสงบ และยิ่งไปกว่านั้น อำนวยให้เขาได้ยืนอย่างไร้มลทินและไร้กังวลเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้สร้าง ทุกวันนี้ผู้คนสามารถสัมฤทธิ์ความสุขประเภทที่โยบได้มีหรือไม่? พวกเจ้ามีภาวะที่จำเป็นสำหรับการทำเช่นนั้นหรือไม่? ในเมื่อทุกวันนี้ผู้คนมีภาวะเหล่านี้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุขดังเช่นที่โยบได้มี? เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์ของการเกรงกลัวความตายได้? ในตอนที่กำลังเผชิญกับความตาย ผู้คนบางคนปัสสาวะราดออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็สั่นเทิ้ม เป็นลมหมดสติ ต่อว่าฟ้าสวรรค์และมนุษย์ไม่ต่างกัน บางคนถึงกับร่ำไห้คร่ำครวญ เหล่านี้หาใช่ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันเมื่อความตายคืบใกล้เข้ามาแต่อย่างใดไม่ โดยหลักแล้ว ผู้คนประพฤติไปในทางที่น่าตะขิดตะขวงใจเหล่านี้ก็เพราะลึกลงไปภายในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาเกรงกลัวความตาย เพราะพวกเขาไม่มีความรู้ที่ชัดเจนและความซึ้งคุณค่าในอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ นับประสาอะไรที่จะนบนอบสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง ผู้คนมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบนี้ก็เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรเลยนอกจากจัดการเตรียมการและกำกับดูแลทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวพวกเขาเอง ควบคุมชะตากรรมของพวกเขาเอง ชีวิตและความตายของพวกเขาเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาไม่เคยสามารถที่จะหลีกหนีความเกรงกลัวที่มีต่อความตายได้
6) โดยการยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่คนเราจะสามารถคืนกลับไปเคียงข้างพระองค์ได้
เมื่อคนเราไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ความรู้ของคนเราเกี่ยวกับชะตากรรมและความตายย่อมสับสนเลอะเลือนอย่างแน่นอน ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้า ไม่ยอมรับว่ามนุษย์ไม่สามารถทิ้ง หรือหลุดพ้นจากอธิปไตยดังกล่าวได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความตาย พวกเขาจึงมีคำพูดสุดท้ายที่ไม่รู้จบ มีความกังวล และความเสียใจอยู่เสมอ พวกเขาหนักอึ้งไปด้วยปมในใจมากมายเหลือเกิน ความรู้สึกอิดออดไม่เต็มใจมากมายเหลือเกิน ความรู้สึกสับสนมากมายเหลือเกิน นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเกรงกลัวความตาย สำหรับบุคคลใดก็ตามที่ได้ถือกำเนิดมาในพิภพนี้ การเกิดเป็นสิ่งจำเป็น และความตายเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถผงาดเหนือครรลองของสิ่งต่างๆ หากคนเราปรารถนาที่จะจากพิภพนี้ไปอย่างไร้ความเจ็บปวด ถ้าอยากเผชิญทางแยกสุดท้ายของชีวิตโดยไม่มีความไม่เต็มใจที่จะปล่อยมือหรือความห่วงกังวล หนทางเดียวก็คือจากไปอย่างไม่มีความรู้สึกเสียใจ และหนทางเดียวที่จะจากไปโดยไม่มีความเสียใจใดๆ ก็คือ การรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง รู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ นบนอบอธิปไตยและสิทธิอำนาจของพระองค์ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถอยู่ห่างไกลจากความต่อสู้ดิ้นรนของมนุษย์ จากความชั่ว จากพันธนาการของซาตาน และเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถใช้ชีวิตเหมือนชีวิตของโยบ ได้รับการทรงนำและได้รับพรจากพระผู้สร้างได้ ชีวิตหนึ่งซึ่งเป็นอิสระและมีเสรีภาพ ชีวิตหนึ่งซึ่งมีค่าและความหมาย ชีวิตหนึ่งซึ่งซื่อสัตย์และจริงใจเปิดเผย เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถน้อมรับต่อการทดสอบและการลิดรอนของพระผู้สร้าง การจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างได้เหมือนกับโยบ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราสามารถนมัสการพระผู้สร้างด้วยชีวิตทั้งหมดของคนเรา และได้รับการเห็นชอบจากพระองค์ ดังที่โยบได้ทำ และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ มองเห็นพระองค์ทรงปรากฏ เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่และตายไปอย่างเป็นสุข ปราศจากความเจ็บปวด ปราศจากความห่วงกังวล ปราศจากความรู้สึกเสียใจเหมือนกับโยบ เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่ในความสว่างเหมือนกับโยบ และผ่านทุกหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตในความสว่าง เสร็จสิ้นการเดินทางของคนเราในความสว่างอย่างราบรื่น เสร็จสิ้นภารกิจของคนเราอย่างประสบความสำเร็จ—ได้รับประสบการณ์ เรียนรู้ และมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—และตายจากไปในความสว่าง และยืนเคียงข้างพระผู้สร้างตราบชั่วนิจนิรันดร์ ในฐานะมนุษย์ที่ทรงสร้างและที่พระองค์ทรงเห็นชอบ
จงอย่าพลาดโอกาสเหมาะที่จะได้รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง
หัวเลี้ยวหัวต่อทั้งหกที่พรรณนาไปข้างต้นเป็นระยะที่มีความสำคัญยิ่งยวดซึ่งพระผู้สร้างทรงวางไว้ และบุคคลปกติทุกคนต้องผ่านล่วงในชีวิตของพวกเขา จากมุมมองของมนุษย์ ทุกหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เป็นจริง ไม่มีใครสามารถเดินเลี่ยงไปได้ และหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและอธิปไตยของพระผู้สร้าง ดังนั้น สำหรับมนุษย์แล้ว แต่ละหัวเลี้ยวหัวต่อนี้คือด่านสำคัญ และตอนนี้พวกเจ้าทั้งหมดล้วนเผชิญหน้ากับคำถามที่จริงจังว่า จะผ่านแต่ละด่านไปอย่างประสบความสำเร็จได้อย่างไร
หลายทศวรรษที่ก่อเกิดเป็นชีวิตมนุษย์นั้นไม่ยาวและไม่สั้น ช่วงเวลายี่สิบปีเศษระหว่างการเกิดและการเจริญวัยไปเป็นผู้ใหญ่ผ่านไปในชั่วพริบตา และแม้ว่า ณ จุดนี้ของชีวิต บุคคลหนึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว แต่ผู้คนในกลุ่มอายุนี้แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และชะตากรรมมนุษย์ เมื่อพวกเขาเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น พวกเขาก็ค่อยๆ ก้าวไปสู่วัยกลางคน ผู้คนในวัยสามสิบกว่าและสี่สิบกว่ามีประสบการณ์ของชีวิตและชะตากรรมในขั้นหัดบิน แต่แนวคิดของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงคลุมเครืออยู่มาก กระทั่งถึงวัยสี่สิบแล้วนั่นเองที่ผู้คนบางคนเริ่มเข้าใจมวลมนุษย์และจักรวาลซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และจับความเข้าใจได้ว่าชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ชะตากรรมมนุษย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ผู้คนบางคนแม้ได้เป็นผู้ติดตามพระเจ้ามานานแล้วและตอนนี้อยู่ในวัยกลางคน ก็ยังคงไม่สามารถมีความรู้และนิยามที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการนบนอบที่แท้จริง ผู้คนบางคนไม่ใส่ใจในสิ่งใดเลยนอกจากการพยายามที่จะได้รับพร และแม้ว่าพวกเขามีชีวิตอยู่มาหลายปี พวกเขาก็ไม่รู้หรือเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างที่มีอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์เลยแม้แต่น้อย และไม่เคยแม้แต่จะก้าวเข้าสู่บทเรียนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าแต่อย่างใด ผู้คนเช่นนั้นช่างโง่เขลาเบาปัญญาอย่างสิ้นเชิง และชีวิตของพวกเขาก็ถูกใช้ไปอย่างเปล่าประโยชน์
หากช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์ถูกแบ่งออกตามระดับประสบการณ์ชีวิตและความรู้เกี่ยวกับชะตากรรมมนุษย์ของผู้คน พวกมันจะสามารถถูกแบ่งอย่างคร่าวๆ ได้เป็นสามระยะ ระยะแรกคือวัยเยาว์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างการเกิดและวัยกลางคน หรือจากการเกิดกระทั่งถึงวัยสามสิบปี ระยะที่สองคือการเจริญวัยไปเป็นผู้ใหญ่ จากวัยกลางคนสู่วัยชรา หรือจากอายุสามสิบปีถึงหกสิบปี และระยะที่สามคือช่วงเวลาแห่งการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวของคนเรา ซึ่งลงท้ายด้วยการเริ่มต้นของวัยชรา เริ่มจากอายุหกสิบปีจนกระทั่งคนเราไปจากพิภพนี้ พูดอีกอย่างได้ว่า ตั้งแต่การเกิดถึงวัยกลางคน ความรู้ของผู้คนส่วนใหญ่เกี่ยวกับชะตากรรมและชีวิตนั้นถูกจำกัดอยู่กับการลอกเลียนแนวคิดของผู้อื่น และแทบไม่มีสาระที่เป็นจริงในทางปฏิบัติเลย ในระหว่างช่วงเวลานี้ ทรรศนะที่คนเรามีต่อชีวิตและหนทางทั้งหลายที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนั้นค่อนข้างผิวเผินและใสซื่อ นี่คือช่วงเวลาอ่อนเยาว์ของคนเรา เพียงหลังจากที่คนเราได้ลิ้มรสความชื่นบานและความโศกเศร้าทั้งมวลของชีวิตแล้วเท่านั้นที่คนเราได้รับความเข้าใจที่แท้จริงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับชะตากรรม และ—โดยจิตใต้สำนึก ลึกลงไปในหัวใจของคนเรา—ค่อยๆ มาซึ้งคุณค่าของความมิอาจเปลี่ยนกลับได้ของชะตากรรม และตระหนักอย่างช้าๆ ว่า อธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นมีอยู่จริง นี่คือช่วงเวลาแห่งการเจริญไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของคนเรา บุคคลหนึ่งเข้าสู่ช่วงเวลาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวของพวกเขาเมื่อพวกเขาหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และเมื่อพวกเขาไม่เต็มใจที่จะถูกดึงดูดเข้าสู่การต่อสู้ดิ้นรน และกลับรู้จักความเป็นไปของชีวิตตัวเอง นบนอบเจตจำนงของฟ้าสวรรค์ สรุปรวมผลสำเร็จและความผิดพลาดต่างๆ ในชีวิตของตนเอง และรอการพิพากษาของพระผู้สร้างที่มีต่อชีวิตของพวกเขาแทน เมื่อพิจารณาประสบการณ์และสิ่งถือครองอันแตกต่างที่ผู้คนได้มาในระหว่างสามช่วงเวลานี้ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ โอกาสทองที่คนเราจะได้รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างนั้นไม่ได้มีมากมายนัก หากคนเรามีชีวิตอยู่ถึงอายุหกสิบปี คนเราย่อมมีเวลาเพียงสามสิบปีโดยประมาณที่จะทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง หากคนเราต้องการช่วงเวลาที่ยาวกว่านั้น นั่นก็เป็นไปได้ต่อเมื่อชีวิตคนเรายืนยาวเพียงพอ ต่อเมื่อคนเราสามารถมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งศตวรรษเท่านั้น เราจึงพูดเลยว่า ตามกฎการดำรงอยู่ของมนุษย์ตามปกตินั้น แม้เป็นกระบวนการที่ยาวนานมาก นับจากตอนที่คนเราเผชิญกับหัวข้อของการทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างเป็นครั้งแรกจนกระทั่งถึงเวลาที่คนเราสามารถระลึกรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยนั้น และจากตรงนั้นจนถึงจุดที่คนเราสามารถนบนอบอธิปไตยของพระผู้สร้าง หากคนเรานับปีดูจริงๆ แล้ว คนเรามีโอกาสไม่เกินสามสิบหรือสี่สิบปีเลยที่จะได้รับบำเหน็จรางวัลเหล่านี้ และบ่อยครั้งที่ผู้คนหลงลืมตัวไปกับความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานของพวกเขาในการที่จะได้รับพร ดังนั้นพวกเขาจึงมิอาจหยั่งรู้ว่า แก่นสารของชีวิตมนุษย์นั้นอยู่ที่ไหนและไม่จับความเข้าใจในความสำคัญของการทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผู้คนเช่นนั้นไม่หวงแหนโอกาสอันล้ำค่าของการเข้าสู่พิภพมนุษย์เพื่อมีประสบการณ์กับชีวิตมนุษย์และอธิปไตยของพระผู้สร้างนี้ และพวกเขาหาได้ตระหนักไม่ว่าการที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้รับการทรงนำจากพระผู้สร้างด้วยพระองค์เองนั้นล้ำค่าอย่างไร เราจึงพูดเลยว่า ผู้คนที่ต้องการให้พระราชกิจของพระเจ้าจบลงโดยเร็ว ผู้ซึ่งปรารถนาว่าพระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมจุดจบของมนุษย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็นสภาวะบุคคลที่แท้จริงของพระองค์ในทันที และได้รับพรโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้—พวกเขามีความผิดฐานไม่เชื่อฟังในระดับที่เลวร้ายที่สุด และพวกเขาช่างโง่เขลาอย่างถึงที่สุด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีปัญญาในหมู่มนุษย์ บรรดาผู้ที่มีความเฉียบแหลมทางจิตใจอย่างที่สุด คือผู้ที่พึงปรารถนาที่จะคว้าโอกาสอันไม่เหมือนใครนี้ไว้ในช่วงเวลาอันจำกัดของพวกเขา เพื่อทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง สองความอยากที่แตกต่างกันนี้เผยให้เห็นสองทรรศนะและการไล่ตามเสาะหาที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล กล่าวคือ บรรดาผู้ที่แสวงหาพรมีความเห็นแก่ตัวและต่ำช้า แสดงให้เห็นการไร้ความคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่เคยพยายามทำความรู้จักอธิปไตยของพระเจ้า ไม่เคยพึงปรารถนาที่จะนบนอบอธิปไตยนั้น แต่แค่ต้องการมีชีวิตตามที่พวกเขาพอใจ พวกเขาเป็นพวกคนเสื่อมที่ไม่อนาทรร้อนใจ และเป็นผู้คนในหมวดหมู่นี้นี่เองที่จะถูกทำลายล้าง บรรดาผู้ที่พยายามทำความรู้จักพระเจ้านั้นสามารถวางความอยากของตัวเองลง มีความเต็มใจที่จะนบนอบอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และพวกเขาเสาะแสวงที่จะเป็นผู้คนประเภทที่นบนอบสิทธิอำนาจของพระเจ้าและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า ผู้คนดังกล่าวมีชีวิตอยู่ในความสว่างและในท่ามกลางพรของพระเจ้า และแน่นอนว่าพวกเขาจะได้รับการชมเชยจากพระเจ้า ไม่ว่าอย่างไร ทางเลือกของมนุษย์นั้นไม่มีประโยชน์ และมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะใช้เวลานานเท่าใด จะเป็นการดีกับผู้คนมากกว่าหากพวกเขาปล่อยตัวเองให้เป็นไปตามพระปรานีของพระเจ้าและนบนอบอธิปไตยของพระองค์ หากเจ้าไม่วางตัวเองให้เป็นไปตามพระปรานีของพระเจ้าแล้วไซร้ อะไรเล่าที่เจ้าจะสามารถทำได้? พระเจ้าจะทรงได้ผลลัพธ์เป็นการทนทุกข์กับความสูญเสียอันใดอย่างนั้นหรือ? หากเจ้าไม่ปล่อยตัวเองให้ขึ้นอยู่กับพระปรานีของพระเจ้า แต่กลับพยายามวางตัวเองเป็นผู้กำกับควบคุมแล้วไซร้ เจ้าก็กำลังสร้างทางเลือกที่โง่เขลา และท้ายที่สุดเจ้าก็จะเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ทนทุกข์กับความสูญเสีย ต่อเมื่อผู้คนให้ความร่วมมือกับพระเจ้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้น ต่อเมื่อผู้คนรีบเร่งที่จะยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ทำความรู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และทำความเข้าใจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีความหวัง มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่ชีวิตของพวกเขาจะไม่ถูกใช้ให้หมดไปอย่างไร้ประโยชน์ และพวกเขาจะได้รับความรอด
ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์
หลังจากที่ได้ฟังทุกสิ่งที่เราเพิ่งได้พูดไป แนวคิดของพวกเจ้าเกี่ยวกับชะตากรรมได้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่? เจ้าเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมนุษย์ว่าอย่างไร? พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกบุคคลยอมรับอธิปไตยของพระองค์และการจัดการเตรียมการของพระองค์ในเชิงรุกหรือไม่ก็ในเชิงรับ และไม่ว่าคนเราดิ้นรนอย่างไรในครรลองชีวิตของคนเรา ไม่ว่าคนเราเดินไปบนเส้นทางคดเคี้ยวสักกี่สาย ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะกลับคืนสู่วงโคจรแห่งชะตากรรมที่พระผู้สร้างได้ทรงขีดเส้นไว้ให้พวกเขา นี่คือความมิอาจถูกพิชิตได้แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างและลักษณะที่สิทธิอำนาจของพระองค์ควบคุมและกำกับดูแลจักรวาล การควบคุมและกำกับดูแลในรูปแบบของความมิอาจถูกพิชิตได้นี้นี่เองที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกฎต่างๆ ที่ลิขิตชีวิตของทุกสรรพสิ่ง อำนวยให้มนุษย์มาเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยปราศจากการแทรกแซง ทำให้โลกหมุนตามปกติและเคลื่อนไปข้างหน้าวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พวกเจ้าได้เป็นพยานให้กับข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้และเจ้าเข้าใจพวกมัน ไม่ว่าจะอย่างผิวเผินหรือลึกซึ้ง และความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความจริง และขึ้นอยู่กับความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้ารู้จักความเป็นจริงความจริงดีเพียงใด เจ้าผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าไปมากเพียงใดแล้ว เจ้ารู้จักแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าดีเพียงใด—เหล่านี้ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การดำรงอยู่ของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์นบนอบหรือไม่นบนอบพวกมันหรือไม่? ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจนี้ถูกกำหนดโดยการที่มนุษยชาตินบนอบหรือไม่นบนอบสิทธิอำนาจนี้หรือไม่? สิทธิอำนาจของพระเจ้าดำรงอยู่ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร ในทุกสถานการณ์ พระเจ้าทรงสั่งการและจัดการเตรียมทุกชะตากรรมมนุษย์และทุกสรรพสิ่งตามพระดำริและพระประสงค์ของพระองค์ ความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์จะไม่ส่งผลให้การนี้เปลี่ยนแปลงไป มันเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ ไม่สามารถถูกแก้ไขดัดแปลงโดยความเปลี่ยนแปลงใดๆ ของกาลเวลา พื้นที่ และภูมิประเทศ เนื่องเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นคือแก่นแท้ของพระองค์นั่นเอง ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถรู้จักและยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่ามนุษย์จะสามารถนบนอบอธิปไตยนี้ได้หรือไม่—ข้อพิจารณาทั้งสองนี้ไม่ได้ดัดแปลงแก้ไขข้อเท็จจริงที่ว่าอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์แม้แต่น้อย กล่าวได้ว่า ไม่ว่ามนุษย์มีท่าทีเช่นไรต่ออธิปไตยของพระเจ้า ท่าทีนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือทุกสรรพสิ่งได้อยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่นบนอบอธิปไตยของพระเจ้า พระองค์ก็ยังทรงบัญชาชะตากรรมของเจ้าอยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่สามารถรู้จักอธิปไตยของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ยังคงมีอยู่จริง สิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงที่อธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเลือกชอบหรือทางเลือกของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นอยู่ในทุกแห่งหน ทุกโมงยาม ทุกขณะเวลา ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะจากไป แต่สิทธิอำนาจของพระองค์จะไม่มีวันจากไป เพราะพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ถูกจำกัดหรือขีดคั่นโดยผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งต่างๆ โดยห้วงอวกาศ หรือภูมิประเทศ ตลอดเวลาทั้งหมด พระเจ้าทรงกวัดไกวสิทธิอำนาจของพระองค์ แสดงพระอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ สืบสานพระราชกิจบริหารจัดการของพระองค์ดังพระองค์ได้ทรงทำเสมอ ตลอดเวลาทั้งหมด พระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสรรพสิ่ง—ดังเช่นที่พระองค์ได้ทรงทำเสมอ ไม่มีใครเลยที่เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ มันคือข้อเท็จจริง มันคือความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับแต่ครั้งโบราณกาล!
ท่าทีและการปฏิบัติอันเหมาะสมสำหรับผู้ซึ่งปรารถนาจะนบนอบสิทธิอำนาจของพระเจ้า
ตอนนี้มนุษย์ควรทำความรู้จักและปฏิบัติต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์ด้วยท่าทีเช่นใด? นี่คือปัญหาที่แท้จริงที่ตั้งอยู่ตรงหน้าทุกคน เวลาเผชิญปัญหาในชีวิตจริง เจ้าควรทำอย่างไรจึงจะเข้าใจและตระหนักรู้คุณค่าของสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้า? เมื่อเจ้าเผชิญหน้าปัญหาเหล่านี้ และไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจ รับมือ และมีประสบการณ์กับปัญหาอย่างไร เจ้าควรใช้ท่าทีเช่นใดมาแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีเจตนาและความประสงค์ที่จะนบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้ารวมทั้งความเป็นจริงของการนบนอบนี้? ก่อนอื่น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรอคอย จากนั้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหา แล้วเจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ “การรอคอย” หมายถึงการรอเวลาของพระเจ้า รอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้แก่เจ้า และรอคอยให้เจตนารมณ์ของพระองค์ค่อยๆ เผยออกมาให้เจ้ารู้ “การแสวงหา” หมายถึงการพิจารณาและทำความเข้าใจเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้าผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ เป็นการทำความเข้าใจความจริงในสิ่งเหล่านั้น ทำความเข้าใจสิ่งที่มนุษย์ควรทำและหนทางที่พวกเขาควรปฏิบัติตาม ทำความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงหมายที่จะสัมฤทธิ์ผลอันใดในตัวมนุษย์และทรงหมายที่จะบรรลุความสำเร็จอันใดในตัวพวกเขา ส่วน “การนบนอบ” นั้นแน่นอนว่าย่อมหมายถึงการยอมรับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ และเมื่อยอมรับ ก็มีประสบการณ์ว่าพระผู้สร้างทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์อย่างไร ทรงจัดหาชีวิตให้กับมนุษย์ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างไร และทรงบ่มเพาะความจริงในตัวมนุษย์อย่างไร สรรพสิ่งภายใต้อธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้าล้วนเชื่อฟังกฎธรรมชาติ และถ้าเจ้ามีความเชื่อที่จะยอมรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมและใช้อธิปไตยเพื่อเจ้า เจ้าก็ควรเรียนรู้ที่จะรอคอย เจ้าควรเรียนรู้ที่จะแสวงหา และเจ้าควรเรียนรู้ที่จะนบนอบ นี่คือท่าทีซึ่งทุกคนที่เต็มใจนบนอบสิทธิอำนาจของพระเจ้าควรใช้ ทั้งยังเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดซึ่งทุกคนที่เต็มใจยอมรับและนบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้าควรมี การที่จะมีท่าทีดังกล่าว การที่จะมีคุณสมบัติดังกล่าว เจ้าต้องพยายามให้มากขึ้น เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะเข้าถึงการนบนอบที่แท้จริงและเข้าสู่ความเป็นจริงที่แท้จริงได้
การยอมรับพระเจ้าเป็นองค์อธิปัตย์ผู้ทรงเอกลักษณ์ของเจ้าคือก้าวแรกในการได้รับความรอด
ความจริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าคือความจริงที่ทุกบุคคลต้องคำนึงถึงอย่างจริงจัง ต้องได้รับประสบการณ์และเข้าใจด้วยหัวใจของพวกเขา เพราะความจริงเหล่านี้มีผลต่อชีวิตของทุกบุคคล ต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของทุกบุคคล ต่อหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญยิ่งยวดที่ทุกบุคคลต้องผ่านในชีวิต ต่อความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าและท่าทีที่คนเราควรใช้เผชิญกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และต่อบั้นปลายสุดท้ายของทุกบุคคลเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงต้องใช้พลังงานทั้งชีวิตในการรู้จักและทำความเข้าใจความจริงเหล่านี้ เมื่อเจ้ามองดูสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างตรงๆ เต็มตา เมื่อเจ้ายอมรับอธิปไตยของพระองค์ เจ้าจะค่อยๆ มาตระหนักและเข้าใจความจริงของการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่หากเจ้าไม่เคยระลึกรู้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่เคยยอมรับอธิปไตยของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้ามีชีวิตอยู่กี่ปี เจ้าก็จะไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าแม้แต่น้อยเลย หากเจ้าไม่รู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วไซร้ เมื่อเจ้าไปถึงสุดปลายถนน ต่อให้เจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายทศวรรษ เจ้าก็จะไม่มีอะไรมาแสดงให้เห็นว่าชีวิตเจ้าสัมฤทธิ์สิ่งใดบ้าง และเจ้าก็จะไม่มีความรู้แม้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์เป็นธรรมดา นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเศร้ามากหรอกหรือ? ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าได้เดินมาไกลเพียงใดแล้วในชีวิต ไม่ว่าตอนนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ไม่ว่าการเดินทางที่เหลือของเจ้าอาจยาวไกลสักเท่าใด ก่อนอื่น เจ้าต้องระลึกรู้สิทธิอำนาจของพระเจ้าและจริงจังกับมัน และยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าคือองค์อธิปัตย์ผู้ทรงเอกลักษณ์ของเจ้า การบรรลุความรู้ที่ชัดเจนแม่นยำและการเข้าใจความจริงเหล่านี้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์คือบทเรียนภาคบังคับสำหรับทุกคน มันคือกุญแจของการรู้จักชีวิตมนุษย์และการบรรลุความจริง นี่ยังเป็นชีวิตและบทเรียนพื้นฐานแห่งการทำความรู้จักพระเจ้าที่ทุกคนต้องเผชิญในแต่ละวันอีกด้วย ซึ่งไม่มีใครเลยที่สามารถเลี่ยงหนีได้ หากใครบางคนปรารถนาที่จะใช้ทางลัดในการไปถึงเป้าหมายนี้ เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าตอนนี้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้! หากเจ้าต้องการหลีกหนีอธิปไตยของพระเจ้า นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่! พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียวของมนุษย์ พระเจ้าคือองค์อธิปัตย์เพียงองค์เดียวของชะตากรรมมนุษย์ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของเขาเอง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะก้าวออกนอกชะตากรรมนั้น ไม่ว่าคนเราจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน คนเราก็ไม่สามารถมีอิทธิพลต่อชะตากรรมของผู้อื่น นับประสาอะไรที่จะสามารถจัดวางเรียบเรียง จัดการเตรียมการ ควบคุม หรือเปลี่ยนแปลงชะตากรรมเหล่านั้น มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมีเอกลักษณ์พระองค์เอง เท่านั้นที่ครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งเกี่ยวกับมนุษย์ เนื่องจากมีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมีเอกลักษณ์พระองค์เองเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์และกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่เป็นองค์อธิปัตย์ผู้ทรงเอกลักษณ์ของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่เพียงกุมอธิปไตยเหนือมนุษยชาติที่ทรงสร้างมาเท่านั้น แต่เหนือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้ทรงสร้างซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดสามารถมองเห็นได้ เหนือหมู่ดาว และเหนือห้วงจักรวาลอีกด้วย นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้ ข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่จริง ซึ่งไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากยังมีพวกเจ้าสักคนหนึ่งไม่พึงพอใจกับสิ่งต่างๆ ตามที่พวกมันเป็นอยู่ โดยเชื่อว่าเจ้ามีทักษะหรือความสามารถพิเศษบางอย่าง และยังคิดไปอีกว่าด้วยจังหวะแห่งโชคดีบางอย่าง เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ในปัจจุบันของเจ้าได้ หรือไม่เช่นนั้นก็หลีกหนีพวกมันได้ หากเจ้าพยายามที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเจ้าเองโดยใช้ความพยายามของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลให้เจ้าโดดเด่นกว่ามิตรสหายของเจ้าและทำให้มีชื่อเสียงและโชควาสนา เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าเลยว่า เจ้ากำลังทำสิ่งต่างๆ ให้ยากสำหรับตัวเจ้าเอง เจ้าแค่กำลังหาเรื่องใส่ตัวเท่านั้น เจ้ากำลังขุดหลุมศพให้ตัวเอง! สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะค้นพบว่าตัวเจ้าได้เลือกทางผิดไป และความพยายามต่างๆ ของเจ้านั้นสูญเปล่า ความทะเยอทะยานของเจ้า ความอยากที่จะดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และการประพฤติปฏิบัติอันผิดมหันต์ของตัวเจ้าเองจะนำเจ้าล่องไปตามถนนที่ไม่มีทางย้อนคืน และเจ้าจะต้องจ่ายราคาที่สาสมกับการกระทำนี้ แม้ว่าในตอนนี้เจ้ามองไม่เห็นความร้ายแรงของผลสืบเนื่องที่ตามมา แต่เมื่อเจ้ามีประสบการณ์กับความจริงต่อไปและซึ้งคุณค่าของความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า พระเจ้าคือองค์อธิปัตย์ของชะตากรรมมนุษย์ เจ้าจึงจะมาตระหนักอย่างช้าๆ ในสิ่งที่เราพูดถึงในวันนี้และความนัยที่แท้จริงของมัน การที่เจ้าจะมีหัวใจและจิตวิญญาณอย่างแท้จริงหรือไม่ และการที่เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งรักความจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีที่เจ้ามีต่ออธิปไตยของพระเจ้าและต่อความจริงว่าเป็นท่าทีแบบใด โดยธรรมชาติแล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเจ้าสามารถที่จะรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่ หากในชีวิตของเจ้า เจ้าไม่เคยเลยที่จะสำนึกรับรู้ถึงอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และยิ่งไม่เคยระลึกรู้และยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไร้คุณค่าอย่างถึงที่สุด และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าจะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า อันเนื่องมาจากเส้นทางที่เจ้าได้ใช้เดินและทางเลือกที่เจ้าได้เลือกไป แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า บรรดาผู้ที่สามารถยอมรับการทดสอบของพระองค์ ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ นบนอบสิทธิอำนาจของพระองค์ และค่อยๆ ได้รับประสบการณ์จริงของพระวจนะของพระองค์ จะได้บรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และตระหนักรู้คุณค่าแห่งอธิปไตยของพระองค์อย่างแท้จริง พวกเขาจะยอมสยบให้แก่พระผู้สร้างอย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาได้รู้จักอธิปไตยของพระเจ้าแล้ว เพราะพวกเขาได้ยอมรับมันแล้ว พวกเขามีความซึ้งคุณค่าที่ถูกต้องแม่นยำและเป็นจริงในการนบนอบต่อข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าคือองค์อธิปัตย์เหนือชะตากรรมของมนุษย์ เมื่อพวกเขาเผชิญความตาย พวกเขาจะมีจิตใจที่ไม่สะทกสะท้านต่อความตายเหมือนกับโยบ และนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการในทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า โดยไม่มีตัวเลือกของปัจเจกบุคคล ไม่มีความอยากของปัจเจกบุคคล มีเพียงบุคคลเช่นนั้นเท่านั้นที่จะสามารถหวนคืนไปเคียงข้างพระผู้สร้างในฐานะมนุษย์ทรงสร้างที่แท้จริง
17 ธันวาคม ค.ศ. 2013