ฉ. ว่าด้วยการทำความเข้าใจอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของคนเราและธรรมชาติกับแก่นแท้ของคนเรา

493. เพื่อที่จะรู้จักตัวเอง เจ้าต้องรู้จักการแสดงออกทั้งหลายของความเสื่อมทรามของเจ้า จุดอ่อนที่สำคัญต่อชีวิตของตัวเจ้าเอง อุปนิสัยของเจ้า และธรรมชาติกับแก่นแท้ของเจ้า  เจ้าต้องรู้จักสิ่งเหล่านั้น—สิ่งจูงใจทั้งหลายของเจ้า มุมมองทั้งหลายของเจ้า และท่าทีของเจ้าเกี่ยวกับทุกๆ สิ่ง—ที่ถูกเปิดเผยในชีวิตประจำวันของเจ้าให้ลึกลงไปถึงรายละเอียดท้ายสุดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเจ้าอยู่ที่บ้านหรือนอกบ้าน ตอนที่เจ้ากำลังอยู่ในการชุมนุม ตอนที่เจ้ากำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือในทุกๆ ประเด็นปัญหาที่เจ้าเผชิญ  เจ้าต้องมารู้จักตัวเองโดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้  เพื่อที่จะรู้จักตัวเจ้าในระดับที่ลึกขึ้น เจ้าต้องรวมพระวจนะของพระเจ้าเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว เฉพาะโดยการรู้จักตัวเองบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้

ตัดตอนมาจาก “ความสำคัญของการไล่ตามเสาะหาความจริง และเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

494. เจ้าจะสามารถบอกได้อย่างไรว่า ธาตุแท้ของบุคคลหนึ่งคือสิ่งใด?  เจ้าไม่สามารถบอกได้ว่าธรรมชาติและธาตุแท้ของบุคคลหนึ่งคือสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พวกเขาไม่ทำอะไรเลยหรือตอนที่พวกเขาทำบางสิ่งสัพเพเหระ  เหล่านี้แสดงให้เห็นอยู่ในสิ่งที่พวกเขาเปิดเผยออกมาเป็นประจำ ในสิ่งจูงใจทั้งหลายเบื้องหลังการกระทำของพวกเขา ในเจตนาทั้งหลายเบื้องหลังสิ่งที่พวกเขาทำ ในความอยากได้อยากมีทั้งหลายที่พวกเขาเก็บงำไว้ และในเส้นทางที่พวกเขาเดิน  ที่ยิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นอยู่ในวิธีที่พวกเขาเกิดปฏิกิริยาเมื่อตอนที่พวกเขาเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ได้รับการจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า เมื่อตอนที่พวกเขาเผชิญกับบางสิ่งที่พระเจ้าทรงทำต่อพวกเขาด้วยพระองค์เอง เมื่อตอนที่พวกเขาถูกทดสอบและถลุง หรือจัดการและตัดแต่ง หรือไม่เช่นนั้นก็ตอนที่พระเจ้าทรงให้ความกระจ่างและนำพวกเขาด้วยพระองค์เอง  การนี้ทั้งปวงสัมพันธ์กับสิ่งใดหรือ?  การนี้สัมพันธ์กับการกระทำทั้งหลายของบุคคลหนึ่ง หนทางที่พวกเขาดำรงชีวิต และหลักธรรมทั้งหลายที่พวกเขาใช้ประพฤติปฏิบัติตน  ทั้งมันยังสัมพันธ์กับทิศทางและเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา และวิถีทางที่พวกเขาใช้ในการไล่ตามเสาะหา  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันสัมพันธ์กับเส้นทางที่บุคคลนี้ใช้เดิน วิธีที่พวกเขาดำรงชีวิต สิ่งที่พวกเขาใช้ดำรงชีวิต และสิ่งที่เป็นพื้นฐานแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “วิธีหยั่งรู้ธรรมชาติและธาตุแท้ของเปาโล” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

495. กุญแจสู่การสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยคือการรู้จักธรรมชาติของคนเราเอง และการนี้ต้องเกิดขึ้นโดยสอดคล้องกับวิวรณ์จากพระเจ้า  มีเพียงในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่ใครคนหนึ่งสามารถรู้จักธรรมชาติอันน่าขยะแขยงของตนเองได้ ระลึกได้ถึงพิษอันหลากหลายของซาตานในธรรมชาติของตนเอง ตระหนักว่าตนนั้นโง่เขลาและไม่รู้เท่าทัน และระลึกได้ถึงองค์ประกอบที่อ่อนแอและเป็นด้านลบในธรรมชาติของตน  หลังจากที่สิ่งเหล่านี้เป็นที่รู้จักอย่างครบถ้วนแล้ว และเจ้าสามารถเกลียดชังตัวเจ้าเองและละทิ้งเนื้อหนังได้อย่างแท้จริง ดำเนินการตามพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างสม่ำเสมอ และมีเจตจำนงที่จะนบนอบต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์และพระวจนะของพระเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะได้เริ่มเข้าสู่เส้นทางของเปโตรแล้ว

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักตัวเองโดยหลักแล้วคือการรู้จักธรรมชาติมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

496. เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า เปโตรไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่การเข้าใจคำสอน นับประสาอะไรที่เขาจะมุ่งความสนใจไปที่การได้มาซึ่งความรู้ทางเทววิทยา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขาจดจ่ออยู่กับการจับใจความความจริงและการจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ตลอดจนการสัมฤทธิ์ความเข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์และความดีงามของพระองค์  เปโตรยังได้พยายามที่จะเข้าใจสภาวะอันเสื่อมทรามหลากหลายของมนุษย์จากพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน ตลอดจนธรรมชาติอันเสื่อมทรามและข้อบกพร่องจริงแท้ของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการทำตามแง่มุมทั้งหมดของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมนุษย์เพื่อที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย  เปโตรมีการปฏิบัติที่ถูกต้องมากมายเหลือเกินที่ยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า การนี้อยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากที่สุด และนั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่บุคคลหนึ่งจะสามารถร่วมมือได้ในขณะที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  เมื่อได้รับประสบการณ์กับการทดสอบหลายร้อยครั้งจากพระเจ้า เปโตรได้ตรวจสอบตัวเขาเองอย่างเข้มงวดโดยอิงทุกพระวจนะแห่งการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า ทุกพระวจนะแห่งวิวรณ์เกี่ยวกับมนุษย์ของพระเจ้า และทุกพระวจนะแห่งข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อมนุษย์ และเพียรพยายามที่จะหยั่งลึกความหมายของพระวจนะเหล่านั้น  เขาพยายามอย่างจริงจังจริงใจที่จะไตร่ตรองและจดจำทุกพระวจนะที่พระเยซูตรัสกับเขา และได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีมาก  โดยผ่านทางการปฏิบัติลักษณะนี้ เขาสามารถสัมฤทธิ์ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเขาเองจากพระวจนะของพระเจ้า และเขาไม่เพียงมาเข้าใจสภาวะอันเสื่อมทรามหลากหลายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมาเข้าใจแก่นแท้ ธรรมชาติ และข้อบกพร่องทั้งหลายของมนุษย์เช่นกัน  นี่คือความหมายของการเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก “วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

497. หากผู้คนจะต้องเข้าใจตนเอง พวกเขาก็ต้องเข้าใจสภาวะที่แท้จริงของพวกเขา  แง่มุมสำคัญที่สุดของการเข้าใจสภาวะของตนเองของคนเรานั้นก็คือ การมีการจับความเข้าใจในความคิดและแนวคิดทั้งหลายของตนเองของคนเรา  ในทุกช่วงเวลา ความคิดของผู้คนได้ถูกควบคุมโดยสิ่งใหญ่สิ่งหนึ่ง  หากเจ้าสามารถได้รับการควบคุมอยู่เหนือความคิดทั้งหลายของเจ้า เจ้าย่อมสามารถได้รับการควบคุมเหนือสิ่งทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังความคิดเหล่านั้น  ผู้คนไม่สามารถควบคุมความคิดและแนวคิดทั้งหลายของเขาได้ แต่พวกเขาจำเป็นต้องรู้จริงๆ ว่า ความคิดและแนวคิดเหล่านี้มาจากไหน สิ่งใดที่เป็นสิ่งจูงใจเบื้องหลังพวกมัน ความคิดและแนวคิดเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นอย่างไร สิ่งใดควบคุมพวกมัน และธรรมชาติของพวกมันคืออะไร  หลังจากที่อุปนิสัยของเจ้าได้แปลงสภาพไปแล้ว ความคิดและแนวคิดทั้งหลายของเจ้า ความอยากทั้งหลายที่หัวใจของเจ้าคอยเฝ้าแสวงหา และทัศนคติของเจ้าเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหา—ซึ่งได้ถูกผลิตออกมาจากส่วนทั้งหลายของเจ้าที่ได้ถูกแปลงสภาพไป—จะแตกต่างกันไป  ความคิดและแนวคิดเหล่านั้นที่ก่อกำเนิดออกมาจากส่วนทั้งหลายของเจ้าที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่เข้าใจชัดเจน และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่ได้วางแทนที่ด้วยประสบการณ์ของความจริงนั้นช่างโสมม สกปรก และอัปลักษณ์  ผู้คนในทุกวันนี้ผู้ซึ่งได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าแล้วเป็นเวลาหลายปี พอมีสำนึกรับรู้และความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่บ้าง  ผู้คนเหล่านั้นที่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ นั้นยังไม่เข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ พวกเขายังคงไม่ชัดเจน  พวกเขาไม่รู้ว่าส้นเท้าของอคิลลีสที่หมายถึงจุดอ่อนของพวกเขานั้นอยู่ตรงไหน หรือว่าในพื้นที่ใดที่พวกเขาจะร่วงลงต่ำได้ง่าย  ปัจจุบันนี้ พวกเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นบุคคลประเภทใด และแม้ว่าผู้คนอื่นๆ สามารถมองเห็นในบางขอบข่ายว่าเจ้าเป็นบุคคลประเภทใด แต่เจ้าก็ไม่สามารถสำนึกรับรู้มันได้  เจ้าไม่สามารถจำแนกความต่างของความคิดธรรมดาทั่วไปหรือเจตนาของเจ้าอย่างชัดเจนได้ และเจ้าไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นแก่นสารของเรื่องเหล่านี้  ยิ่งเจ้าเข้าใจแง่มุมหนึ่งลึกซึ้งขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะแปลงสภาพในแง่มุมนั้นมากขึ้นเท่านั้น ครั้นเป็นเช่นนั้น สิ่งทั้งหลายที่เจ้าทำจะเป็นไปโดยสอดคล้องกับความจริง เจ้าจะมีความสามารถที่จะสนองข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้ และเจ้าจะอยู่ใกล้ชิดกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้น  โดยการแสวงหาในหนทางนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งผลลัพธ์ทั้งหลาย

ตัดตอนมาจาก “ผู้คนซึ่งสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอยู่เป็นนิตย์นั้นเป็นผู้คนที่มีเหตุผลน้อยที่สุด” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

498. ไม่ว่าใครก็สามารถใช้คำพูดกับการกระทำของพวกเขาเองเพื่อแสดงให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาได้ แน่นอนว่าโฉมหน้าที่แท้จริงนี้คือธรรมชาติของพวกเขา  หากเจ้าเป็นใครสักคนที่พูดอ้อมค้อมไปมา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีธรรมชาติที่อ้อมค้อม  หากธรรมชาติของเจ้าคือความเจ้าเล่ห์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กระทำการในหนทางที่ไม่ซื่อ และเจ้าก็ทำให้คนอื่นๆ ถูกเจ้าหลอกได้อย่างง่ายมาก  หากธรรมชาติของเจ้านั้นมุ่งร้าย คำพูดของเจ้าอาจรื่นหูน่าฟัง แต่การกระทำของเจ้าไม่สามารถปกปิดเล่ห์กลอันมุ่งร้ายต่างๆ ของเจ้าได้  หากธรรมชาติของเจ้านั้นเกียจคร้าน เช่นนั้นแล้วทั้งหมดที่เจ้าพูดก็หมายที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเพราะว่าความไม่ใส่ใจและความเกียจคร้านของเจ้า และการกระทำของเจ้าก็จะเชื่องช้าและพอเป็นพิธี และค่อนข้างสันทัดเรื่องการปกปิดความจริง  หากธรรมชาติของเจ้านั้นเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เช่นนั้นแล้วคำพูดของเจ้าก็จะมีเหตุมีผล และการกระทำของเจ้าก็จะสอดคล้องกับความจริงได้อย่างดีด้วยเช่นกัน  หากธรรมชาติของเจ้านั้นรักภักดี เช่นนั้นแล้วคำพูดของเจ้าก็จริงใจอย่างแน่นอน และวิถีที่เจ้ากระทำก็มีเหตุผล เป็นอิสระจากสิ่งใดก็ตามที่อาจทำให้นายของเจ้าไม่สบายใจ  หากธรรมชาติของเจ้านั้นเต็มไปด้วยราคาหรือละโมบอยากได้เงินทอง เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าก็จะเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยๆ และเจ้าก็จะกระทำสิ่งเบี่ยงเบนไร้ศีลธรรมไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้คนจะไม่ลืมง่ายๆ และซึ่งจะทำให้ผู้คนรังเกียจ

ตัดตอนมาจาก “ปัญหาที่ร้ายแรงมาก: การทรยศ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

499. เจ้าเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างไรหรือ?  ตามจริงแล้ว การเข้าใจธรรมชาติของเจ้านั้นหมายถึงการวิเคราะห์ความลึกซึ้งของดวงจิตของเจ้า นั่นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ในชีวิตเจ้า  นั่นคือตรรกะของซาตานและทัศนคติของซาตานที่เจ้าใช้ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด นั่นก็คือ ชีวิตของซาตานนั่นเองที่เจ้าใช้ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด  เฉพาะด้วยการพลิกแผ่นดินให้เจอส่วนทั้งหลายที่อยู่ลึกลงไปในดวงจิตของเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเข้าใจธรรมชาติของเจ้าได้  จะพลิกแผ่นดินหาสิ่งเหล่านี้เจอได้อย่างไรหรือ?  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถถูกชำแหละและพลิกแผ่นดินหาจนเจอได้โดยผ่านทางแค่หนึ่งหรือสองเหตุการณ์ นั่นก็คือ หลายคราว หลังจากที่เจ้าทำบางสิ่งบางอย่างแล้วเสร็จ เจ้าก็ยังคงไม่ได้มาถึงความเข้าใจหนึ่งเลย  อาจสามารถใช้เวลาสามถึงห้าปีกว่าที่เจ้าจะมีความสามารถได้รับแม้แค่เสี้ยวเล็กจิ๋วของการตระหนักและการเข้าใจ  ในสถานการณ์มากมาย เจ้าต้องทบทวนตัวเองและมารู้จักตัวเอง และเฉพาะเมื่อเจ้าฝึกฝนปฏิบัติในการขุดลึกลงไปเท่านั้น เจ้าจึงจะมามองเห็นผลลัพธ์  ขณะที่ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับความจริงทั้งหลายเติบโตลุ่มลึกมากขึ้นทุกที เจ้าก็จะค่อยๆ มารู้จักธรรมชาติและแก่นแท้ของตัวเจ้าเองโดยผ่านทางการทบทวนตัวเองและความรู้จักตัวเอง  เพื่อที่จะรู้จักธรรมชาติของเจ้า เจ้าต้องทำบางสิ่งสองสามอย่างให้สำเร็จลุล่วง  สิ่งแรกก็คือ เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าชอบ  นี่มิใช่อ้างอิงถึงสิ่งที่เจ้าชอบกินหรือชอบสวมใส่ แต่ในทางกลับกัน นั่นหมายถึงสิ่งประเภททั้งหลายที่เจ้าชื่นชม สิ่งทั้งหลายที่เจ้าริษยา สิ่งทั้งหลายที่เจ้าเคารพบูชา สิ่งทั้งหลายที่เจ้าแสวงหา และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าให้ความสนใจในหัวใจของเจ้า  เจ้าชัดเจนในการนี้หรือไม่?  สิ่งชนิดใดที่รวมอยู่ในสิ่งทั้งหลายที่เจ้าชอบ?  สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เจ้ามักจะให้ความสนใจ สิ่งที่เจ้านมัสการ ชนิดของผู้คนที่เจ้าชื่นชมในการเข้ามาติดต่อสัมพันธ์ด้วย ชนิดของสิ่งที่เจ้าชอบทำ และชนิดของผู้คนที่เจ้าชื่นชูในหัวใจ  ตัวอย่างเช่น ผู้คนส่วนใหญ่ชอบผู้คนที่มีจุดยืนยิ่งใหญ่ ผู้คนซึ่งมีความงามสง่าอยู่ในกิริยาท่าทางและวาทะของพวกเขา หรือชอบพวกที่พูดคำยกยอแบบมีวาทศิลป์ หรือพวกที่แสร้งสวมบทบาท  ที่พาดพิงถึงไปก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คนใดที่พวกเขาชอบมีปฏิกิริยาด้วย  สำหรับสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนชื่นชมนั้น สิ่งเหล่านี้รวมไปถึงการเต็มใจทำสิ่งเฉพาะบางอย่างที่ทำได้ง่ายดาย การชื่นชมในสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นคิดว่าดี และที่คงจะเป็นเหตุให้ผู้คนขับร้องคำสรรเสริญและให้คำชม  ในธรรมชาติทั้งหลายของผู้คนนั้นมีคุณลักษณะเฉพาะธรรมดาทั่วไปของสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาชอบอยู่  นั่นก็คือ พวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นรู้สึกอิจฉาโดยเนื่องมาจากรูปลักษณ์ภายนอก พวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่มองดูสวยงามและหรูหรา และพวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์และสิ่งทั้งหลายที่ทำให้ผู้อื่นเคารพบูชาพวกเขาโดยเนื่องมาจากรูปลักษณ์  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่ผู้คนชื่นชอบนั้นยิ่งใหญ่ ละลานตา งามหรู และโอฬาร  ผู้คนล้วนเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้  สามารถเห็นได้ว่า ผู้คนไม่ครองความจริงอันใดเลย ทั้งพวกเขายังไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์แท้อีกด้วย  ไม่มีนัยสำคัญแม้ระดับน้อยนิดที่สุดอยู่ในการเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้ ทว่าผู้คนก็ยังชอบสิ่งเหล่านั้น […] สิ่งที่เจ้าชอบ สิ่งที่เจ้ามุ่งเน้น สิ่งที่เจ้าเคารพบูชา สิ่งที่เจ้าอิจฉา และสิ่งที่เจ้าคิดในหัวใจของเจ้าทุกวันล้วนแล้วแต่เป็นตัวแทนธรรมชาติของเจ้า  นั่นเพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าธรรมชาติของเจ้าชื่นชอบความไม่ชอบธรรม และในสถานการณ์ที่รุนแรง ธรรมชาติของเจ้านั้นชั่วและไม่สามารถเยียวยารักษาได้  เจ้าควรวิเคราะห์ธรรมชาติของเจ้าในหนทางนี้ กล่าวคือ จงตรวจสอบว่าเจ้าชื่นชอบสิ่งใดและเจ้าละทิ้งสิ่งใดในชีวิตของเจ้า  บางทีเจ้าอาจดีต่อใครบางคนเป็นการชั่วคราว แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าชื่นชอบพวกเขา  แน่นอนว่าสิ่งที่เจ้าชื่นชอบอย่างแท้จริงก็คือสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติของเจ้า ต่อให้กระดูกของเจ้าหัก เจ้าก็คงจะยังคงชื่นชมมันและไม่มีวันจะสามารถละทิ้งมันได้  นี่ไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนแปลง

ตัดตอนมาจาก “สิ่งใดที่ควรรู้เกี่ยวกับการแปลงสภาพอุปนิสัยของคนเรา” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

500. สิ่งใดหรือที่ประกอบกันขึ้นเป็นธรรมชาติของบุคคล?  เจ้าเพียงรู้จักความเสื่อมทราม ความไม่เชื่อฟัง ข้อบกพร่อง ข้อเสียหาย มโนคติที่หลงผิด และเจตนาทั้งหลายของมนุษย์ และไร้ความสามารถที่จะค้นพบสิ่งทั้งหลายภายในธรรมชาติของมนุษย์  เจ้าเพียงรู้ชั้นผิวส่วนนอกเท่านั้น โดยปราศจากความสามารถที่จะค้นพบต้นกำเนิดของมัน  นี่ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เลย  บ้างก็ถึงกับคิดถึงสิ่งผิวเผินเหล่านี้ว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ โดยกล่าวว่า “ดูนะ ฉันเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ฉันระลึกรู้ความโอหังของตัวฉัน  นั่นไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์หรอกหรือ?”  ความโอหังเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ นั่นแท้จริงมาก  อย่างไรก็ตาม นั่นไม่เพียงพอให้ยอมรับได้ในความหมายเชิงคำสอน  การรู้จักธรรมชาติของคนเราเองคืออะไรหรือ?  จะสามารถรู้จักการนั้นได้อย่างไร?  การนั้นถูกรู้จักจากแง่มุมใด?  ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมชาติของคนเราควรถูกให้ทรรศนะอย่างเฉพาะเจาะจงโดยผ่านทางสิ่งทั้งหลายที่คนเราเปิดเผยอย่างไร?  ก่อนอื่น เจ้าสามารถมองเห็นธรรมชาติของมนุษย์โดยผ่านทางความสนใจทั้งหลายของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนรักการเต้นรำโดยเฉพาะ บ้างก็รักพวกนักร้องหรือดาราภาพยนตร์เป็นพิเศษ และบ้างก็ชื่นชูผู้คนที่มีชื่อเสียงบางคนโดยเฉพาะ  จากการมองที่ความสนใจเหล่านี้ ธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้คืออะไร?  ตัวอย่างเช่น บ้างก็อาจจะชื่นชูนักร้องเฉพาะบางคน กระทั่งถึงจุดที่พวกเขาย้ำคิดอยู่กับทุกการเคลื่อนไหว ทุกรอยยิ้ม และทุกคำพูดของนักร้องผู้นั้น  พวกเขาติดพันนักร้องผู้นั้น และแม้แต่ถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่างที่นักร้องผู้นั้นสวมใส่และสนิทสนมกับมัน  ความชื่นชูระดับนี้แสดงให้เห็นอะไรที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์หรือ?  นั่นแสดงให้เห็นว่า บุคคลดังกล่าวมีเพียงสิ่งเหล่านั้นในหัวใจของเขาเท่านั้น และไม่มีพระเจ้า  สิ่งสารพัดทั้งหมดที่บุคคลนี้คิด รัก แสวงหานั้นเป็นของซาตาน สิ่งเหล่านั้นยึดครองหัวใจของบุคคลนี้ ซึ่งถูกยกให้กับสิ่งเหล่านี้  อะไรหรือคือปัญหาตรงนี้?  หากบางสิ่งถูกรักอย่างสุดขั้ว เช่นนั้นแล้ว สิ่งนั้นสามารถกลายมาเป็นชีวิตของใครบางคนและยึดครองหัวใจของเขาได้ อันเป็นการพิสูจน์อย่างเต็มที่ว่า บุคคลนั้นเป็นผู้เคารพบูชาบุคคลต้นแบบคนหนึ่งผู้ซึ่งไม่ต้องการพระเจ้า และกลับรักมารแทน  เพราะฉะนั้น พวกเราสามารถสรุปได้ว่า ธรรมชาติของบุคคลเช่นนั้นเป็นธรรมชาติที่รักและเคารพบูชามาร ไม่รักความจริง และไม่ต้องการพระเจ้า  นี่คือหนทางที่ถูกต้องของการให้ทรรศนะต่อธรรมชาติของใครบางคนหรือ?  นี่คือหนทางที่ถูกต้องอย่างครบบริบูรณ์  นี่คือวิธีที่ธรรมชาติของมนุษย์ถูกชำแหละ  ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนชื่นชูเปาโลมากเป็นอย่างยิ่ง  พวกเขาชอบที่จะออกไปข้างนอกและกล่าวสุนทรพจน์และทำงาน พวกเขาชอบที่จะพบปะและพูดคุย พวกเขาชอบให้ผู้คนฟังพวกเขา เคารพบูชาพวกเขา และรายล้อมพวกเขา  พวกเขาชอบที่จะมีสถานะในจิตใจของผู้อื่น และพวกเขาซาบซึ้งเมื่อผู้อื่นให้คุณค่าภาพลักษณ์ของพวกเขา  พวกเราลองมาวิเคราะห์ธรรมชาติของพวกเขาจากพฤติกรรมเหล่านี้กันว่า สิ่งใดหรือที่เป็นธรรมชาติของพวกเขา?  หากพวกเขาประพฤติเช่นนี้จริง เช่นนั้นแล้วมันก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาโอหังและทะนงตน  พวกเขาไม่นมัสการพระเจ้าแต่อย่างใดเลย พวกเขาแสวงหาสถานะที่สูงส่งกว่าและปรารถนาที่จะมีสิทธิอำนาจเหนือผู้อื่น ที่จะครองพวกเขา และที่จะมีสถานะในจิตใจของพวกเขา  นี่คือภาพลักษณ์อมตะของซาตาน  แง่มุมที่โดดเด่นของธรรมชาติของพวกเขาก็คือความโอหังและความทะนงตน ความไม่เต็มใจที่จะนมัสการพระเจ้า และความปรารถนาที่จะได้รับการเคารพบูชาจากผู้อื่น  พฤติกรรมเช่นนั้นสามารถให้ทรรศนะที่ชัดเจนมากแก่เจ้าในเรื่องธรรมชาติของพวกเขา

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

501. เมื่อมาถึงเรื่องการรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการที่จะมองเห็นการนั้นจากมุมมองของทรรศนะทางโลกของมนุษย์ ทรรศนะชีวิต และค่านิยมทั้งหลาย  พวกที่เป็นมารร้ายล้วนดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเอง  โดยหลักแล้วทรรศนะชีวิตและคำคมทั้งหลายของพวกเขามาจากคติพจน์ของซาตาน อาทิ “ทุกคนจงทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารร้ายพาไปตามยถากรรม”  คำพูดสารพัดที่กล่าวโดยพวกกษัตริย์มาร พวกตัวที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย และบรรดานักปรัชญาของแผ่นดินโลกนั้นได้กลายมาเป็นชีวิตจริงของมนุษย์ไปแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำพูดส่วนใหญ่ของขงจื๊อผู้ซึ่งประชาชนชาวจีนกล่าวขวัญถึงในฐานะ “ปราชญ์” นั้น ได้กลายมาเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ทั้งยังมีสุภาษิตที่มีชื่อเสียงของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า และคติพจน์อมตะของพวกบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงหลากหลายที่ถูกยกมาอ้างบ่อยครั้งอีกเช่นกัน เหล่านี้ล้วนเป็นเค้าโครงของปรัชญาทั้งหลายของซาตานและธรรมชาติของซาตาน  สิ่งเหล่านี้ยังเป็นการแสดงตัวอย่างและคำอธิบายที่ดีที่สุดของธรรมชาติของซาตาน  พิษเหล่านี้ที่ถูกซึมซาบเข้าสู่หัวใจของมนุษย์ล้วนมาจากซาตาน ไม่มีแม้สักนิดของพิษเหล่านั้นที่มาจากพระเจ้า  คำโกหกและความเหลวไหลเช่นนั้นอยู่ในการต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าโดยตรงเช่นกัน  มันชัดเจนอย่างสมบูรณ์ว่า ความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งหลายนั้นล้วนมาจากพระเจ้า และพวกสิ่งที่เป็นลบทั้งหลายซึ่งเป็นพิษต่อมนุษย์นั้นมาจากซาตาน  เพราะฉะนั้น เจ้าสามารถหยั่งรู้ธรรมชาติของบุคคลหนึ่ง และหยั่งรู้ว่าเขาเป็นของใครได้ ก็จากทรรศนะชีวิตและค่านิยมทั้งหลายของเขา  ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่  คำโกหกทั้งหลายและความเหลวไหลของพวกเขาได้กลายเป็นชีวิตและธรรมชาติของมนุษย์ไปแล้ว  “ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” เป็นหนึ่งคติพจน์เยี่ยงซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีที่ได้ถูกปลูกฝังเข้าไปในทุกคนและที่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ยังมีคำพูดอื่นๆ ของปรัชญาทั้งหลายสำหรับการดำรงชีวิตที่เป็นเหมือนคติพจน์นี้อยู่อีก  ซาตานใช้วัฒนธรรมตามประเพณีอันประณีตของแต่ละชนชาติในการให้การศึกษาผู้คน เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกลงไปและถูกกลืนกินโดยนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้างซึ่งไร้พรมแดน และในตอนสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า  ลองจินตนาการถึงการถามคำถามต่อไปนี้กับใครบางคนที่ได้มีบทบาทแข็งขันในสังคมมาหลายทศวรรษว่า “ด้วยความที่ท่านได้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกเป็นเวลานานเหลือเกินและสัมฤทธิ์ผลไปมากมายยิ่งนัก อะไรหรือคือคติพจน์หลักซึ่งมีชื่อเสียงที่ท่านใช้ดำรงชีวิต?”  เขาอาจกล่าวว่า “คติพจน์ที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘ข้าราชการไม่โขกศัพท์พวกที่ให้ของกำนัล และพวกที่ไม่ประจบย่อมไม่สำเร็จลุล่วงอันใดเลย’”  คำพูดเหล่านี้มิใช่เป็นตัวแทนของธรรมชาติของบุคคลนั้นหรอกหรือ?  การใช้วิถีทางใดก็ตามอย่างขาดหลักศีลธรรมเพื่อได้มาซึ่งตำแหน่งได้กลายเป็นธรรมชาติของเขา และการเป็นข้าราชการคือสิ่งที่ให้ชีวิตแก่เขา  ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิตของผู้คน ในการประพฤติปฏิบัติและพฤติกรรมของพวกเขา พวกเขาแทบจะไม่ครองความจริงแต่อย่างใดเลย  ตัวอย่างเช่น ปรัชญาทั้งหลายของพวกเขาสำหรับการดำรงชีวิต หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยสารพัดพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และพวกมันทั้งหมดล้วนมาจากซาตาน  ด้วยเหตุนั้น ทุกสรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนเป็นสรรพสิ่งของซาตาน  พวกข้าราชการทั้งหมด พวกที่กุมอำนาจ และพวกที่สำเร็จลุล่วงนั้น มีเส้นทางและความลับในการที่จะประสบความสำเร็จของตัวพวกเขาเอง  ความลับทั้งหลายดังกล่าวไม่ใช่เป็นตัวแทนอันสมบูรณ์แบบของธรรมชาติของพวกเขาหรอกหรือ?  พวกเขาได้ทำสิ่งใหญ่โตทั้งหลายเช่นนั้นในโลก และไม่มีใครเลยที่สามารถมองทะลุกลอุบายและเล่ห์กลทั้งหลายที่วางอยู่เบื้องหลังพวกเขาได้  นี่ก็แค่แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นคิดร้ายและเคลือบแฝงเพียงใด  มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก  น้ำพิษของซาตานไหลเวียนผ่านเลือดของทุกบุคคล และสามารถเห็นได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ชั่ว และเป็นปฏิกิริยานิยม เต็มอิ่มและชุ่มแช่อยู่ในปรัชญาทั้งหลายของซาตาน—ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันนั้น มันคือธรรมชาติหนึ่งซึ่งทรยศพระเจ้า  นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า  ธรรมชาติของมนุษย์สามารถเป็นที่รู้ทั่วกันได้หากได้ถูกชำแหละในหนทางนี้

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

502. ธรรมชาติของซาตานนี่เองที่กำกับดูแลและครอบงำผู้คนจากภายในจนกว่าพวกเขานั้นได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและได้รับความจริงแล้ว  สิ่งใดหรือที่ธรรมชาตินั้นพ่วงท้ายมาด้วยเป็นพิเศษ?  ตัวอย่างเช่น  เหตุใดเจ้าจึงเห็นแก่ตัว?  เหตุใดเจ้าจึงปกป้องตำแหน่งของตัวเจ้าเอง?  เหตุใดภาวะอารมณ์ของเจ้าจึงรุนแรงนัก?  เหตุใดเจ้าจึงชอบสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น?  เหตุใดเจ้าจึงเป็นเหมือนคนชั่วพวกนั้น?  อะไรคือพื้นฐานของความชอบของเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายดังกล่าว?  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  เหตุใดเจ้าจึงมีความสุขยิ่งนักที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้  ถึงตอนนี้ พวกเจ้าล้วนได้มาเข้าใจว่า เหตุผลหลักเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็คือว่า สิ่งเหล่านี้บรรจุไปด้วยพิษของซาตาน  สำหรับสิ่งที่พิษของซาตานเป็นนั้น มันสามารถแสดงออกมาอย่างครบถ้วนด้วยคำพูด  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามพวกคนทำชั่วว่าเหตุใดพวกเขาจึงปฏิบัติตนเช่นนั้น พวกเขาก็จะตอบว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”  วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา  ตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  พวกเขาอาจทำสิ่งทั้งหลายเพื่อจุดประสงค์นี้นั้น แต่พวกเขาก็แค่กำลังทำมันเพื่อตัวพวกเขาเอง  ผู้คนล้วนคิดว่าในเมื่อ มันเป็นว่ามนุษย์ทุกคนทำเพื่อตนเองและมารก็เอาตัวคนรั้งท้ายไป พวกเขาก็ควรดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง โดยการทำทุกสิ่งทุกอย่างในอำนาจของพวกเขาเพื่อที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับสถานภาพที่ดีและอาหารและเครื่องนุ่งห่มอะไรที่พวกเขาต้องการจำเป็น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”—นี่คือชีวิตและปรัชญาของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  ถ้อยแถลงนี้เป็นพิษของซาตานอย่างแน่แท้ และเมื่อถูกผู้คนซึมซับฝังไว้ภายใน มันจึงกลายเป็นธรรมชาติของพวกเขา  ธรรมชาติของซาตานนั้นถูกเปิดโปงโดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้ คำพูดเหล่านี้เป็นตัวแทนซาตานอย่างครบบริบูรณ์  พิษนี้กลายเป็นชีวิตของผู้คนเช่นเดียวกับเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา และมนุษยชาติซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามก็ได้ถูกครอบงำโดยพิษนี้เป็นเวลาหลายพันปี  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานทำก็เพื่อตัวมันเอง  มันปรารถนาที่จะข้ามผ่านพระเจ้า หลุดพ้นจากพระองค์ และกวัดแกว่างอำนาจด้วยตัวมันเอง และเพื่อที่จะครองสรรพสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น  เพราะฉะนั้นธรรมชาติของมนุษย์ก็คือธรรมชาติของซาตานนั่นเอง  อันที่จริงแล้ว คติประจำใจของผู้คนจำนวนมากสามารถเป็นตัวแทนและสะท้อนธรรมชาติของพวกเขาได้  ไม่สำคัญว่าผู้คนพยายามที่จะอำพรางตัวพวกเขาอย่างไร ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำและในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูด พวกเขาไม่สามารถซ่อนเร้นธรรมชาติของพวกเขาได้  มีบางคนที่ไม่เคยพูดความจริงและเก่งในการเสแสร้ง แต่ทันทีที่ผู้อื่นได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาสักระยะหนึ่ง ธรรมชาติอันหลอกลวงของพวกเขาและความไม่ซื่อสัตย์อย่างที่สุดของพวกเขาก็จะถูกค้นพบ  ในที่สุด ผู้อื่นจะมาสู่ข้อสรุปบางอย่างว่า ผู้คนเหล่านี้ไม่เคยพูดความจริงสักคำ และเป็นผู้คนที่หลอกลวง  ถ้อยแถลงนี้พูดถึงธรรมชาติของพวกเขา นั่นคือภาพประกอบและหลักฐานที่ดีที่สุดของธรรมชาติและแก่นแท้ของพวกเขา  ปรัชญาของพวกเขาสำหรับการดำรงชีวิตคือการไม่บอกความจริงแก่ใครเลย และการไม่เชื่อใครเลยด้วยเช่นกัน  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมนุษย์บรรจุปรัชญามากมาย  บางครั้งเจ้าเองก็ไม่แม้แต่จะตระหนักรู้การนั้นและไม่เข้าใจสิ่งนั้น กระนั้นทุกชั่วขณะของชีวิตของเจ้าก็มีพื้นฐานอยู่บนสิ่งนั้น  ที่มากกว่านั้น เจ้าคิดว่าปรัชญานี้ค่อนข้างถูกต้อง มีเหตุผล และไม่มีการเข้าใจผิด  นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าปรัชญาของซาตานได้กลายเป็นธรรมชาติของผู้คน และพวกเขากำลังใช้ชีวิตโดยสอดคล้องกับปรัชญาของซาตานอย่างสมบูรณ์ และไม่ได้เป็นกบฏต่อการนั้นเลยแม้แต่น้อย  ดังนั้น พวกเขากำลังเปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงซาตานอยู่เนืองนิตย์ และในทุกด้าน พวกเขาใช้ชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตานอยู่เนืองนิตย์  ธรรมชาติของซาตานคือชีวิตของมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

503. ทุกๆ สิ่งที่ดำรงอยู่ในหัวใจของพวกเรานั้นอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า  นี่รวมถึงสิ่งทั้งหลายที่พวกเราคิดว่าดี และแม้แต่สิ่งเหล่านั้นที่พวกเราเชื่อเรียบร้อยแล้วว่าเป็นบวก  พวกเราได้ทำบัญชีรายการสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นความจริง เป็นส่วนของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และเป็นสิ่งที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของพระเจ้า พวกมันเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด  ความห่างระหว่างสิ่งที่พวกเราคิดกับความจริงที่ตรัสโดยพระเจ้านั้นมิอาจประเมินวัดได้  ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงต้องรู้จักตัวของพวกเรา  นับจากแนวคิด ทัศนคติ และการกระทำของพวกเราไปจนถึงการศึกษาเชิงวัฒนธรรมที่พวกเราได้รับมา แต่ละสิ่งนั้นคุ้มค่าแก่การซอกซอนลึกเข้าไปและการชำแหละอย่างทะลุปรุโปร่ง  สิ่งเหล่านี้บางอย่างมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคม บ้างก็มาจากครอบครัว บ้างก็มาจากการศึกษาในโรงเรียน และบ้างก็มาจากหนังสือทั้งหลาย  บ้างก็มาจากมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของพวกเราด้วยเช่นกัน  สิ่งจำพวกเหล่านี้น่าขวัญผวาที่สุด เพราะพวกมันผูกมัดและควบคุมคำพูดและการกระทำของพวกเรา ครอบงำจิตใจของพวกเรา และนำสิ่งจูงใจ เจตนา และเป้าหมายของพวกเราในสิ่งที่พวกเราทำ  หากพวกเราไม่ขุดสิ่งเหล่านี้ออกไป พวกเราจะไม่มีวันยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเข้ามาในตัวพวกเราอย่างเต็มที่ และพวกเราจะไม่มีวันยอมรับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าโดยปราศจากข้อสงสัยและนำข้อพึงประสงค์เหล่านั้นไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติ  ตราบที่เจ้าเก็บงำแนวคิดกับทัศนคติของตัวเจ้าเอง และความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้องเอาไว้ เจ้าย่อมจะไม่มีวันยอมรับพระวจนะของพระเจ้าอย่างเต็มที่หรืออย่างไม่สงวนความสงสัย ทั้งเจ้ายังจะไม่ฝึกฝนปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้นในรูปแบบดั้งเดิมของพระวจนะเหล่านั้น แน่นอนว่า เจ้าจะนำพระวจนะเหล่านั้นไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติก็เฉพาะหลังจากที่ได้ทำการประมวลผลพระวจนะเหล่านั้นในจิตใจของเจ้าเสียก่อนเท่านั้น  นี่จะเป็นวิธีที่เจ้าทำสิ่งทั้งหลาย และจะเป็นหนทางที่เจ้าใช้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเช่นกัน กล่าวคือ แม้ว่าเจ้าอาจจะสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน แต่เจ้าก็จะมีความมีราคีของตัวเจ้าเองผสมปนเปมาด้วยเสมอ และเจ้าย่อมจะคิดว่า นี่คือความหมายของการฝึกฝนปฏิบัติความจริง ว่าเจ้าได้เข้าใจความจริงแล้ว และว่าเจ้ามีครบทุกอย่างแล้ว  สภาวะของมวลมนุษย์ไม่น่าเวทนาหรอกหรือ?  มันไม่น่าตกใจกลัวหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “เจ้าจะสามารถรู้จักตัวเองได้ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่หลงผิดของเจ้าเท่านั้น” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

504. นี่คือกุญแจสำคัญสู่การคิดทบทวนกับตัวเองและการรู้จักตัวเอง กล่าวคือ ยิ่งเจ้ารู้สึกว่า เจ้าทำได้ดี หรือได้ทำในสิ่งที่ถูกในหลายพื้นที่เฉพาะมากขึ้นเท่าไร และยิ่งเจ้าคิดว่าเจ้าสามารถสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าได้หรือมีค่าคู่ควรแก่การอวดตัวในหลายพื้นที่เฉพาะมากขึ้นเท่าไร เช่นนั้นแล้วก็ย่อมคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้นสำหรับเจ้าที่จะรู้จักตัวเจ้าเองในพื้นที่เหล่านั้น และย่อมคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้นสำหรับเจ้าที่จะขุดลึกลงไปในพื้นที่เหล่านั้นเพื่อดูความมีราคีที่ดำรงอยู่ในตัวเจ้า รวมถึงดูว่าอะไรคือสิ่งทั้งหลายในตัวเจ้าที่ไม่สามารถสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าได้  พวกเราจงมาดูเปาโลเป็นตัวอย่างกันเถิด  เปาโลนั้นมีความรู้ดีเป็นพิเศษ และเขาได้ทนทุกข์ไปมากมายในงานแห่งการประกาศของเขา  ผู้คนมากมายชื่นชมบูชาเขาเป็นพิเศษ  ผลลัพธ์ก็คือ ภายหลังจากที่ได้ทำงานมากมายไปจนครบบริบูรณ์แล้ว เขาก็ได้ทึกทักไปว่าคงจะมีมงกุฎกันเก็บเอาไว้ให้เขา  นี่เป็นเหตุให้เขาล่องไปตามเส้นทางที่ผิดไกลขึ้นทุกที จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้ถูกพระเจ้าทรงลงโทษ  ณ เวลานั้น หากเขาได้คิดทบทวนตัวเองและชำแหละตัวเอง เช่นนั้นแล้ว เขาก็คงจะไม่ได้คิดการนั้น  กล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือ เปาโลไม่ได้มุ่งเน้นที่การแสวงหาความจริงในพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า เขาเพียงเชื่อในมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการทั้งหลายของตัวเขาเองเท่านั้น  เขาได้คิดไปว่า ตราบที่เขาได้ทำในสิ่งดีไม่กี่อย่างลงไป และจัดแสดงพฤติกรรมที่ดีงาม พระเจ้าก็คงจะสรรเสริญและประทานบำเหน็จให้แก่เขา  ในตอนท้ายนั้น มโนคติที่หลงผิดและจินตนาการทั้งหลายของตัวเขาเองได้ทำให้จิตวิญญาณของเขามืดบอดและบดบังใบหน้าที่แท้จริงของเขา  อย่างไรก็ตาม ผู้คนไม่ได้รู้การนี้ และด้วยความที่พระเจ้ามิได้ทรงนำการนี้มาเผย พวกเขาจึงยังคงตั้งเปาโลไว้เป็นมาตรฐานให้เอื้อมไปถึง เป็นตัวอย่างที่จะดำเนินชีวิตตามกันต่อไป และได้คำนึงถึงเขาในฐานะคนที่พวกเขาถวิลหาที่จะเป็นเหมือนกัน  เปาโลได้กลายเป็นวัตถุที่พวกเขาไล่ตามเสาะหา และวัตถุที่พวกเขาเลียนแบบ  เรื่องราวเกี่ยวกับเปาโลนี้ทำหน้าที่เป็นคำเตือนหนึ่งสำหรับทุกคนที่เชื่อในพระเจ้า ซึ่งก็คือว่า เมื่อใดก็ตามที่พวกเรารู้สึกว่าพวกเราได้ทำดีเป็นพิเศษ หรือเชื่อว่าพวกเรานั้นมีพรสวรรค์เป็นพิเศษในบางด้าน หรือคิดว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือจำเป็นต้องได้รับการจัดการในบางด้าน พวกเราก็ควรเพียรพยายามที่จะคิดทบทวนและรู้จักตัวพวกเราเองให้ดีขึ้นในด้านนั้น การนี้สำคัญยิ่งยวด  นี่เป็นเพราะ แน่นอนว่า เจ้ายังไม่ได้พลิกแผ่นดินหา ให้ความสนใจ หรือชำแหละแง่มุมทั้งหลายของตัวเจ้าเองซึ่งเจ้าเชื่อว่าดี เพื่อที่จะมองเห็นว่า อันที่จริงแล้ว แง่มุมเหล่านั้นบรรจุสิ่งใดที่ต้านทานพระเจ้าบ้างหรือไม่

ตัดตอนมาจาก “เจ้าจะสามารถรู้จักตัวเองได้ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่หลงผิดของเจ้าเท่านั้น” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

505. ผู้คนมีความเข้าใจผิวเผินเกินไปเกี่ยวกับธรรมชาติของพวกเขาเอง และมีความขัดแย้งใหญ่หลวงระหว่างการนี้กับพระวจนะแห่งการพิพากษาและวิวรณ์ของพระเจ้า  นี่ไม่ใช่การเข้าใจผิดในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผย แต่ในทางตรงกันข้ามเป็นการขาดพร่องความเข้าใจอันลุ่มลึกของมนุษย์เกี่ยวกับธรรมชาติของพวกเขาเอง  ผู้คนไม่มีความเข้าใจพื้นฐานหรือความเข้าใจที่เป็นแก่นสารเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขามุ่งความสนใจและอุทิศพลังงานของพวกเขาไปที่การกระทำและการแสดงออกภายนอกของพวกเขา  ต่อให้ใครบางคนได้พูดบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับการเข้าใจตัวเขาเองเป็นครั้งคราว นั่นก็คงจะไม่ลุ่มลึกมากนัก  ไม่มีผู้ใดเลยได้เคยคิดว่าตัวเขาเองคือบุคคลชนิดนี้หรือมีธรรมชาติชนิดนี้เนื่องจากได้เคยทำสิ่งแบบนี้หรือได้เคยเปิดเผยบางสิ่งมาแล้ว  พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยธรรมชาติและธาตุแท้ของมนุษยชาติ แต่พวกมนุษย์เข้าใจว่าวิธีการทำสิ่งทั้งหลายของพวกเขาและวิธีการพูดของพวกเขานั้นมีตำหนิและมีข้อเสียหาย ดังนั้น นั่นจึงเป็นภารกิจที่เหนื่อยยากอย่างหนึ่งสำหรับผู้คนที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ  ผู้คนคิดว่าความเข้าใจผิดของพวกเขาเป็นเพียงการสำแดงชั่วขณะที่ถูกเปิดเผยอย่างไม่ระมัดระวังแทนที่จะเป็นวิวรณ์ของธรรมชาติของพวกเขา  ผู้คนที่คำนึงถึงตัวพวกเขาเองแบบนี้ไม่นำความจริงไปปฏิบัติ เพราะพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงว่าคือความจริงและไม่กระหายความจริง ดังนั้น เมื่อนำความจริงไปปฏิบัติ พวกเขาเพียงทำตามกฎเกณฑ์อย่างพอเป็นพิธีเท่านั้น  ผู้คนไม่มองธรรมชาติของพวกเขาเองว่าเสื่อมทรามเกินไป และเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้แย่ถึงขนาดที่พวกเขาควรถูกทำลายหรือถูกลงโทษ  พวกเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยที่จะโกหกเป็นครั้งคราว และพิจารณาตัวพวกเขาเองว่าดีกว่าที่พวกเขาเคยเป็นในอดีตมาก อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงแล้วพวกเขาไม่ใกล้กับการเป็นไปตามมาตรฐานเลย เพราะผู้คนเพียงมีการกระทำบางอย่างที่ไม่ละเมิดความจริงให้เห็นภายนอกเท่านั้น ในเมื่ออันที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้กำลังนำความจริงไปปฏิบัติ

ตัดตอนมาจาก “การทำความเข้าใจธรรมชาติของคนเราและการนำความจริงไปปฏิบัติ” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

506. หากความรู้ของผู้คนเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองนั้นตื้นเขินเกินไป พวกเขาก็จะพบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแก้ปัญหาทั้งหลาย และอุปนิสัยในชีวิตของพวกเขาก็ย่อมจะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา  จึงจำเป็นที่ต้องรู้จักตัวเราเองในระดับที่ลุ่มลึก ซึ่งหมายถึงการรู้จักธรรมชาติของตัวเราเองว่า องค์ประกอบใดที่รวมอยู่ในธรรมชาตินั้น สิ่งเหล่านี้ก่อกำเนิดขึ้นอย่างไร และสิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด  ที่มากกว่านั้นก็คือ เจ้ามีความสามารถที่จะเกลียดชังสิ่งเหล่านี้ได้จริงหรือไม่?  เจ้าได้เห็นดวงจิตอันอัปลักษณ์ของเจ้าเองกับธรรมชาติชั่วของเจ้าแล้วหรือไม่?  หากเจ้ามีความสามารถอย่างแท้จริงที่จะมองเห็นความจริงเกี่ยวกับตัวเจ้าเองแล้วไซร้ เจ้าย่อมเริ่มที่จะเกลียดตัวเอง  เมื่อเจ้าเกลียดตัวเจ้าเอง แล้วจากนั้นก็นำพระวจนะของพระเจ้ามาฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าก็จะสามารถตัดขาดจากเนื้อหนังและมีความแข็งแกร่งที่จะดำเนินความจริงจนเสร็จสิ้นโดยปราศจากความลำบากยากเย็น  เหตุใดเล่าผู้คนมากมายจึงทำตามความเลือกชอบทางเนื้อหนังของพวกเขา?  ก็เพราะพวกเขาพิจารณาว่าตัวพวกเขาเองช่างดีงามนัก พลางรู้สึกว่าการกระทำของพวกเขานั้นถูกต้องและเป็นธรรม รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีความผิดเลย และรู้สึกกระทั่งว่า พวกเขาถูกต้องอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงมีความสามารถที่จะปฏิบัติตนไปด้วยข้อสันนิษฐานที่ว่าความยุติธรรมนั้นอยู่ข้างพวกเขา  เมื่อคนเราระลึกได้ถึงสิ่งที่ธรรมชาติของคนเราเป็น—อัปลักษณ์อย่างไร น่าดูหมิ่นอย่างไร และน่าเวทนาอย่างไร—เมื่อนั้นคนเราก็จะไม่ภาคภูมิใจในตัวเองอย่างเกินขนาด ไม่โอหังอย่างลำพองเหลือเกิน และไม่ยินดีกับตัวเองเหลือเกินดังก่อนหน้านี้  บุคคลเช่นนั้นรู้สึกว่า ‘ฉันต้องจริงจังตั้งใจและติดดิน และนำพระวจนะของพระเจ้ามาฝึกฝนปฏิบัติบ้าง  หาไม่แล้ว ฉันย่อมจะไม่ดีพอที่จะไปถึงมาตรฐานของการเป็นมนุษย์ และจะอดสูที่จะดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า’  เช่นนั้นแล้ว คนเราจึงมองเห็นตัวเองอย่างแท้จริงว่าไม่มีความสลักสำคัญ ไร้นัยสำคัญอย่างแท้จริง  ณ เวลานี้ ย่อมกลับกลายเป็นง่ายที่คนเราจะดำเนินความจริงให้เสร็จสิ้น และคนเราจะปรากฏเป็นเหมือนที่มนุษย์ควรเป็นอยู่บ้าง  มีเพียงเมื่อผู้คนเกลียดตัวพวกเขาเองอย่างแท้จริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีความสามารถที่จะตัดขาดจากเนื้อหนัง  หากพวกเขาไม่เกลียดตัวพวกเขาเอง พวกเขาก็จะไม่มีความสามารถที่จะตัดขาดจากเนื้อหนังได้  การที่คนเราเกลียดชังตัวเองอย่างแท้จริงนั้นประกอบด้วยสองสามสิ่ง กล่าวคือ สิ่งแรก การรู้จักธรรมชาติของตัวคนเราเอง และสิ่งที่สอง การมองเห็นตัวคนเราเองอัตคัดขัดสนและน่าเวทนา การมองเห็นตัวคนเราเองเล็กและไร้นัยสำคัญอย่างสุดขั้ว และการมองเห็นดวงจิตอันสกปรกและน่าเวทนาของคนเราเอง  เมื่อคนเราเห็นสิ่งที่คนเราเป็นอย่างแท้จริงโดยครบถ้วน และได้สัมฤทธิ์บทอวสานนี้แล้ว ถึงตอนนั้น คนเราจึงจะสามารถได้รับความรู้เกี่ยวกับตัวคนเราเองอย่างแท้จริง และสามารถพูดได้ว่า คนเราได้มารู้จักตัวคนเราเองอย่างครบถ้วนแล้ว  เมื่อนั้นเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถเกลียดชังตัวคนเราเองได้อย่างแท้จริง โดยไปไกลถึงขั้นสาปแช่งตัวเอง และรู้สึกอย่างแท้จริงว่า คนเราได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึกจนถึงขนาดที่คนเราไม่สามารถแม้กระทั่งมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์คนหนึ่ง  เช่นนั้นแล้ว สักวันหนึ่ง เมื่อการคุกคามแห่งความตายปรากฏขึ้น บุคคลเช่นนั้นย่อมจะคิดว่า ‘นี่คือการลงโทษอันชอบธรรมของพระเจ้า  พระเจ้าทรงชอบธรรมโดยแท้ ฉันควรตายจริง!’  ณ จุดนี้ เขาจะไม่ยื่นเรื่องร้องทุกข์ นับประสาอะไรที่จะติเตียนพระเจ้า ด้วยรู้สึกเพียงว่า เขาช่างขัดสนและน่าเวทนายิ่งนัก โสมมและเสื่อมทรามยิ่งนักจนเขาสมควรแล้วที่จะถูกกวาดล้างโดยพระเจ้า และดวงจิตเช่นของเขานั้นไม่เหมาะที่จะดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก  ณ จุดนี้ บุคคลผู้นี้จะไม่ต้านทานพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะทรยศพระเจ้า  หากใครคนหนึ่งไม่รู้จักตัวเอง และยังคงพิจารณาตัวเองว่าดีมาก เช่นนั้นแล้วเมื่อความตายมาเคาะประตู บุคคลนี้จะคิดว่า “ฉันได้ทำดีเหลือเกินในความเชื่อของฉัน  ฉันได้แสวงหาหนักเพียงใด!  ฉันได้ให้มากมายเหลือเกิน ฉันได้ทนทุกข์มากมายเหลือเกิน กระนั้นในที่สุดแล้ว ตอนนี้พระเจ้ากำลังทรงขอให้ฉันตาย  ฉันไม่รู้ว่าความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ที่ใด  เหตุใดพระองค์จึงกำลังทรงขอให้ฉันตาย?  หากแม้กระทั่งบุคคลหนึ่งเช่นฉันต้องตาย เช่นนั้นแล้วใครเล่าจะได้รับการช่วยให้รอด?  เผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่มาถึงบทอวสานหรอกหรือ?”  อย่างแรก บุคคลนี้มีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า  ประการที่สอง บุคคลนี้กำลังพร่ำบ่น และไม่ได้กำลังแสดงให้เห็นการนบนอบใดๆ แต่อย่างใดเลย  นี่เหมือนกันไม่มีผิดกับเปาโล กล่าวคือ  เมื่อเขากำลังจะตาย เขาไม่รู้จักตัวเขาเอง และเมื่อถึงเวลาที่การลงโทษของพระเจ้าใกล้มาถึง นั่นก็สายเกินไปแล้วที่จะกลับใจ

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักตัวเองโดยหลักแล้วคือการรู้จักธรรมชาติมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

ก่อนหน้า: จ. ว่าด้วยการทำความเข้าใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการระบุบ่งชี้งานของพวกวิญญาณชั่ว

ถัดไป: ช. ว่าด้วยวิธีที่จะเป็นบุคคลผู้ซื่อสัตย์

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เส้นทาง… (1)

ในชั่วชีวิตของพวกเขา ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาจะเผชิญกับความผิดพลาดล้มเหลวแบบใด และพวกเขาจะอยู่ภายใต้กระบวนการถลุงแบบใด สำหรับบางคน...

เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น

วันนี้เจ้ารักพระเจ้ามากเพียงใด? และเจ้ารู้ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำไว้ในตัวเจ้ามากเพียงใด? เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าควรจะเรียนรู้...

เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?

ยุคเก่าได้ผ่านไป และยุคใหม่ได้มาถึงแล้ว ปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่า พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจไปมากมาย พระองค์เสด็จเข้ามาสู่โลก...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้