ค. ว่าด้วยวิธีที่จะรู้จักตนเองและสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริง

358. หลังจากหลายพันปีแห่งความเสื่อมทราม มนุษย์ด้านชาและปัญญาทึบ เขาได้กลายเป็นปีศาจตนหนึ่งซึ่งต่อต้านพระเจ้า จนถึงขนาดที่ความเป็นกบฏของมนุษย์ต่อพระเจ้านั้นได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหลาย และกระทั่งมนุษย์เองก็ไม่สามารถที่จะพรรณนาพฤติกรรมอันเป็นกบฏของเขาได้อย่างครบถ้วน—ด้วยเหตุที่มนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึก และได้ถูกซาตานพาออกนอกลู่นอกทางไปถึงขนาดที่ว่าเขาไม่รู้ว่าจะหันไปทางใด  แม้กระทั่งวันนี้ มนุษย์ยังคงทรยศพระเจ้า กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เห็นพระเจ้า เขาทรยศพระองค์ และเมื่อเขาไม่สามารถเห็นพระเจ้า เขาก็ทรยศพระองค์ด้วยเช่นกัน  มีแม้กระทั่งพวกที่เมื่อได้เป็นประจักษ์พยานในคำสาปแช่งของพระเจ้าและพระพิโรธของพระเจ้าแล้ว ก็ยังคงทรยศพระองค์  และดังนั้นเราจึงกล่าวว่าสำนึกรับรู้ของมนุษย์ได้สูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันไปแล้ว และมโนธรรมของมนุษย์ก็ได้สูญเสียหน้าที่ดั้งเดิมของมันไปแล้วด้วยเช่นกัน  มนุษย์ที่เราเฝ้ามองคือสัตว์เดียรัจฉานตัวหนึ่งในเครื่องแต่งกายของมนุษย์ เขาเป็นอสรพิษตัวหนึ่ง และไม่สำคัญว่าเขาพยายามทำตัวให้ดูเหมือนน่าเวทนาต่อหน้าต่อตาของเราเพียงใด เราจะไม่มีวันเมตตาเขา ด้วยเหตุที่มนุษย์ไม่มีการจับความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างขาวกับดำ ในความแตกต่างระหว่างความจริงกับสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง  สำนึกรับรู้ของมนุษย์ด้านชายิ่งนัก กระนั้นเขาก็ยังคงปรารถนาที่จะได้รับพร สภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาต่ำศักดิ์ยิ่งนัก กระนั้นเขาก็ยังคงปรารถนาที่จะมีอธิปไตยของกษัตริย์  เขาจะสามารถเป็นกษัตริย์ของใครได้ ด้วยสำนึกรับรู้เช่นนั้น?  เขาที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์เช่นนั้นจะสามารถนั่งบนบัลลังก์ได้อย่างไร?  มนุษย์ไม่มีความละอายใจจริงๆ!  เขาคือผู้เคราะห์ร้ายที่ทะนงตนคนหนึ่ง!  สำหรับพวกเจ้าที่ปรารถนาจะได้รับพร เราขอแนะนำให้เจ้าหากระจกเงาบานหนึ่งแล้วมองดูภาพสะท้อนอันน่าเกลียดของเจ้าเองเสียก่อน—เจ้ามีสิ่งจำเป็นในการเป็นกษัตริย์หรือไม่?  เจ้ามีหน้าตาเหมือนผู้หนึ่งซึ่งสามารถได้รับพรหรือไม่?  ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าเลยแม้แต่น้อยและเจ้ายังไม่ได้นำความจริงใดๆ มาปฏิบัติเลย กระนั้นเจ้ายังคงปรารถนาที่จะมีวันพรุ่งนี้ที่น่าอัศจรรย์อยู่อีก  เจ้ากำลังหลอกตัวเอง!  มนุษย์ซึ่งเกิดมาในดินแดนอันโสมมเช่นนั้น ได้ติดเชื้อจากสังคมในระดับที่รุนแรง  เขาได้รับกำหนดเงื่อนไขจากจริยธรรมแบบศักดินา และได้รับการศึกษาจาก “สถาบันอุดมศึกษา” การคิดอ่านที่ล้าหลัง ศีลธรรมอันเสื่อมทราม การมองชีวิตที่เสื่อมถอย ปรัชญาที่น่าดูหมิ่นของการติดต่อเจรจาทางโลก การดำรงอยู่อันไร้ค่าอย่างที่สุด และขนบธรรมเนียมและชีวิตในแต่ละวันอันต่ำทราม—ทั้งหมดนี้ได้รุกล้ำเข้าไปในหัวใจของมนุษย์อย่างรุนแรง และได้บ่อนทำลายและโจมตีมโนธรรมของเขาอย่างรุนแรงมาโดยตลอด  ผลก็คือ มนุษย์ออกห่างจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และต่อต้านพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ อุปนิสัยของมนุษย์ไร้ความปรานีขึ้นทุกวัน และไม่มีสักคนที่เต็มใจสละสิ่งใดๆ เพื่อพระเจ้า ไม่มีสักคนที่เต็มใจนบนอบพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสักคนที่เต็มใจแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มนุษย์ไล่ตามไขว่คว้าความยินดีอย่างเต็มหัวใจของเขาภายใต้อำนาจของซาตาน และทำให้เนื้อหนังของพวกเขาเสื่อมทรามในปลักตมที่ไม่อาจหลุดพ้น  แม้คราที่พวกเขาได้ยินความจริง พวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดก็ไม่มีความปรารถนาที่จะปฏิบัติความจริง และพวกเขาก็ไม่มีแนวโน้มที่จะแสวงหาแม้เมื่อพวกเขาเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงปรากฏแล้วก็ตาม  มวลมนุษย์ที่ต่ำทรามเช่นนี้จะสามารถมีพื้นที่ที่จะได้รับความรอดได้อย่างไร?  มวลมนุษย์ที่เสื่อมศีลธรรมเช่นนี้จะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างได้อย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์เริ่มต้นด้วยความรู้เกี่ยวกับเนื้อแท้ของเขาและโดยผ่านทางการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในการคิด ธรรมชาติ และทัศนะทางจิตใจของเขา—โดยผ่านทางการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทั้งหลาย  ในหนทางนี้เท่านั้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงทั้งหลายจะได้สำเร็จลุล่วงในอุปนิสัยของมนุษย์  รากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ก็คือการชักพาให้หลงผิด การทำให้เสื่อมทราม และพิษของซาตาน  มนุษย์ถูกซาตานพันธนาการและควบคุมเอาไว้ และเขาทุกข์ทนกับอันตรายใหญ่หลวงที่ซาตานก่อให้เกิดขึ้นกับการคิด ศีลธรรม ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และสำนึกรับรู้ของเขา  นั่นเป็นเพราะสิ่งพื้นฐานทั้งหลายของมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วอย่างแน่นอน และไม่เหมือนอย่างที่สุดกับวิธีการที่พระเจ้าได้ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง มนุษย์จึงต่อต้านพระเจ้าและไม่สามารถยอมรับความจริง  ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของมนุษย์จึงควรเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในการคิด ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และสำนึกรับรู้ของเขา ซึ่งจะเปลี่ยนความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเจ้าและความรู้ของเขาเกี่ยวกับความจริง  พวกที่เกิดมาในดินแดนที่เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกที่สุดในบรรดาดินแดนทั้งหมดนั้นไม่รู้เท่าทันในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น หรือความหมายของการเชื่อในพระเจ้ายิ่งขึ้นไปอีก  ยิ่งผู้คนเสื่อมทรามมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้จักการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าน้อยลงเท่านั้น และสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเขาก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น  แหล่งที่มาของการต่อต้านและการเป็นกบฏต่อพระเจ้าของมนุษย์ก็คือการที่เขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม  เพราะถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มโนธรรมของมนุษย์จึงยิ่งด้านชา เขาไม่มีศีลธรรม ความคิดของเขาเสื่อมลง และเขามีทัศนคติทางจิตใจที่ล้าหลัง  ก่อนที่เขาจะถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ปกติแล้วหลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์ก็นบนอบพระเจ้าและนบนอบพระวจนะของพระองค์  เขามีสำนึกรับรู้และมโนธรรมที่ถูกต้อง และมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติไปเองโดยธรรมชาติ  หลังจากที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม สำนึกรับรู้ มโนธรรม และสภาวะความเป็นมนุษย์ดั้งเดิมของมนุษย์ก็ทึบเขลาและถูกซาตานทำให้เสื่อมลง  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสูญเสียความนบนอบและความรักที่เขามีต่อพระเจ้า  สำนึกรับรู้ของมนุษย์ได้กลายเป็นผิดปกติวิสัย อุปนิสัยของเขาได้กลายเป็นเช่นเดียวกับอุปนิสัยของสัตว์ตัวหนึ่ง และความเป็นกบฏที่เขามีต่อพระเจ้าก็เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที กระนั้นก็ตามมนุษย์ยังคงไม่รู้และไม่ตระหนักถึงการนี้ เอาแต่ต่อต้านและกบฏอย่างไม่ลดละ  อุปนิสัยของมนุษย์ถูกเผยในการแสดงออกทั้งหลายของสำนึกรับรู้ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และมโนธรรมของเขา เพราะสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของเขานั้นไม่น่าไว้ใจ และมโนธรรมของเขาได้มึนชายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้อุปนิสัยของเขาจึงเป็นกบฏต่อพระเจ้า  หากสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นนั้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของเขาก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ และย่อมทำตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าไม่ได้เช่นกัน  หากสำนึกรับรู้ของมนุษย์ไม่น่าไว้ใจ เขาก็ย่อมไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้และไม่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้า “สำนึกรับรู้ที่ปกติ” หมายถึงการนบนอบและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า โหยหาพระเจ้า จริงแท้ต่อพระเจ้าโดยสมบูรณ์ และมีมโนธรรมต่อพระเจ้า  นั่นหมายถึงการเป็นหัวใจและจิตใจหนึ่งเดียวกับพระเจ้า และการไม่ต่อต้านพระเจ้าโดยจงใจ  การมีสำนึกรับรู้ที่ผิดปกติวิสัยไม่ได้เป็นเช่นนี้  เนื่องจากมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เขาจึงได้คิดมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นมา และเขาไม่เคยมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือการโหยหาในพระองค์เลย ยิ่งไม่พักต้องพูดถึงมโนธรรมที่มีต่อพระเจ้า มนุษย์ต่อต้านพระเจ้าและตัดสินพระองค์โดยจงใจ และยิ่งไปกว่านั้น ยังกล่าวคำผรุสวาทใส่พระองค์ลับหลังพระองค์  มนุษย์ตัดสินพระเจ้าลับหลังพระองค์ ทั้งที่รู้ชัดเจนว่าพระองค์คือพระเจ้า มนุษย์ไม่มีเจตนาที่จะนบนอบพระเจ้า และเพียงคอยแต่สร้างข้อเรียกร้องและคำร้องขอแบบไม่ลืมหูลืมตาจากพระองค์  ผู้คนเช่นนั้น—ผู้คนผู้ซึ่งมีสำนึกรับรู้อันผิดปกติวิสัย—ไม่สามารถที่จะรู้จักพฤติกรรมอันน่าดูหมิ่นของพวกเขาเองหรือเสียใจในความเป็นกบฏของพวกเขา  หากผู้คนสามารถรู้จักตัวเองได้ พวกเขาก็ย่อมได้รับเอาสำนึกรับรู้ของพวกเขากลับมาแล้วเล็กน้อย ยิ่งผู้คนที่ไม่สามารถรู้จักตัวเองมีความเป็นกบฏต่อพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีสำนึกรับรู้ที่ถูกต้องน้อยลงเท่านั้น

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

359. ธรรมชาติของซาตานนี่เองที่กำกับดูแลและครอบงำผู้คนจากภายในไปจนกว่าพวกเขาจะมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าใจความจริงแล้ว  สิ่งใดหรือที่ธรรมชาตินั้นพ่วงท้ายมาด้วยเป็นพิเศษ?  ตัวอย่างเช่น  เหตุใดพวกเจ้าจึงเห็นแก่ตัว?  เหตุใดเจ้าจึงปกป้องตำแหน่งของตัวเจ้าเอง?  เหตุใดเจ้าจึงมีความรู้สึกรุนแรงเช่นนั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชื่นชมสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชอบสิ่งชั่วร้ายพวกนั้น?  อะไรคือพื้นฐานของความชื่นชอบของพวกเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายดังกล่าว?  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  เหตุใดเจ้าจึงมีความสุขยิ่งนักที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้?  ถึงตอนนี้พวกเจ้าล้วนได้มาเข้าใจว่าเหตุผลหลักเบื้องหลังสิ่งทั้งปวงนี้ก็คือว่า มีพิษของซาตานอยู่ภายในตัวมนุษย์  ดังนั้น อะไรคือพิษของซาตาน?  สามารถแสดงมันออกมาในทางใดได้บ้าง?  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามว่า “ผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร?  ผู้คนควรดำรงชีวิตเพื่อสิ่งใด?”  ผู้คนก็จะตอบว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”  วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา  ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น  “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม”—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพเหมือนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานทำก็เพื่อเห็นแก่ความอยากได้อยากมี ความมักใหญ่ใฝ่สูง และจุดมุ่งหมายของมันเอง  มันปรารถนาที่จะล้ำเลิศกว่าพระเจ้า หลุดพ้นจากพระเจ้า และยึดอำนาจการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงสร้าง  วันนี้ขอบข่ายที่ผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามเป็นดังนี้คือ พวกเขาล้วนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน พวกเขาทั้งหมดพยายามปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้า และพวกเขาต้องการควบคุมชะตากรรมของตนเอง และพยายามต่อต้านการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาก็เหมือนกับของซาตานอย่างไม่ผิดเพี้ยน  เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของมนุษย์จึงเป็นธรรมชาติของซาตานนั่นเอง  ในข้อเท็จจริงนั้น คติพจน์และภาษิตของผู้คนมากมายแสดงถึงธรรมชาติของมนุษย์และสะท้อนให้เห็นแก่นแท้แห่งความเสื่อมทรามของมนุษย์  สิ่งที่ผู้คนเลือกคือสิ่งที่พวกเขาชอบ และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแทนของอุปนิสัยและการไล่ตามเสาะหาของผู้คน  ในทุกคำที่บุคคลหนึ่งๆ พูด และในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่ว่าจะอำพรางอย่างไร ทุกการกระทำและคำพูดก็ไม่สามารถปกปิดธรรมชาติของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น ปกติแล้วพวกฟาริสีประกาศได้ดีมาก แต่เมื่อพวกเขาได้ฟังคำเทศนาและความจริงที่พระเยซูทรงแสดง แทนที่จะยอมรับ พวกเขากลับกล่าวโทษสิ่งเหล่านี้  นี่เปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกฟาริสีที่รังเกียจและเกลียดความจริง  ผู้คนบางคนพูดจาไพเราะมากและอำพรางตนเองเก่ง แต่หลังจากที่ผู้อื่นคบค้าสมาคมกับพวกเขาไปสักระยะหนึ่ง ผู้อื่นก็พบว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นหลอกลวงและไม่ซื่อสัตย์อย่างยิ่ง  หลังจากคบค้าสมาคมกับพวกเขาเป็นเวลานาน ทุกคนก็ค้นพบแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  ในที่สุด ผู้อื่นก็ลงความเห็นดังต่อไปนี้ว่า พวกเขาไม่เคยพูดความจริงสักคำ ทั้งยังหลอกลวง  ถ้อยแถลงนี้แสดงให้เห็นธรรมชาติของผู้คนดังกล่าว ทั้งยังเป็นตัวอย่างและข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดของแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขาคือการไม่บอกความจริงแก่ใครเลย ตลอดจนการไม่ไว้วางใจใครเลย  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมนุษย์บรรจุปรัชญาและพิษของซาตานเอาไว้มากมาย  บางครั้งเจ้าเองก็ไม่ทันตระหนักรู้ถึงปรัชญาเหล่านี้ด้วยซ้ำและไม่เข้าใจ ถึงกระนั้น ทุกขณะของชีวิตเจ้าก็มีพื้นฐานอยู่บนสิ่งเหล่านี้  ที่มากกว่านั้นคือเจ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องและมีเหตุผลทีเดียว และไม่ใช่การเข้าใจผิดแต่อย่างใด  นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าปรัชญาของซาตานได้กลายเป็นธรรมชาติของผู้คนไปแล้ว และว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตตามปรัชญาเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ คิดไปว่าหนทางในการใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี และไม่ได้สำนึกกลับใจแต่ประการใด  ดังนั้น พวกเขากำลังเปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาอยู่เนืองนิตย์ และพวกเขายังใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานอยู่ตลอดเวลา  ธรรมชาติของซาตานคือชีวิตของมนุษยชาติ และเป็นแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษยชาติ

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร

360. เจ้าเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างไร?  สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการแยกแยะธรรมชาติของมนุษย์จากมุมมองทางโลกทัศน์ของมนุษย์ ทรรศนะชีวิต และค่านิยมทั้งหลาย  พวกที่เป็นมารร้ายล้วนดำรงชีวิตเพื่อตัวเอง  โดยหลักแล้วทรรศนะชีวิตและคำคมทั้งหลายของพวกเขามาจากคติพจน์ของซาตาน อาทิ “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “มนุษย์ยอมตายเพื่อทรัพย์สมบัติ เหมือนนกยอมตายเพื่ออาหาร” และตรรกะวิบัติอื่นๆ ในทำนองนี้  คำกล่าวทั้งหมดนี้ของพวกราชามาร พวกผู้ยิ่งใหญ่ และนักปรัชญาทั้งหลายได้กลายมาเป็นชีวิตจริงของมนุษย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำพูดส่วนใหญ่ของขงจื๊อผู้ซึ่งชาวจีนกล่าวขวัญว่าเป็น “ปราชญ์” นั้น ได้กลายมาเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ทั้งยังมีสุภาษิตที่มีชื่อเสียงของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า และมีวาจาอมตะที่ผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายมักจะกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกด้วย  เหล่านี้ล้วนเป็นบทสรุปของปรัชญาทั้งหลายของซาตานและธรรมชาติของซาตาน  สิ่งเหล่านี้ยังเป็นการแสดงตัวอย่างและคำอธิบายที่ดีที่สุดของธรรมชาติของซาตาน  พิษเหล่านี้ที่ถูกซึมซาบเข้าสู่หัวใจของมนุษย์ล้วนมาจากซาตาน และไม่ได้มาจากพระเจ้าแม้แต่น้อย  คำพูดเยี่ยงมารเช่นนั้นอยู่ในการต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าโดยตรงเช่นกัน  มันชัดเจนอย่างสมบูรณ์ว่า ความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งหลายนั้นล้วนมาจากพระเจ้า และสิ่งทั้งปวงที่เป็นลบซึ่งทำให้มนุษย์ถูกพิษนั้นมาจากซาตาน  เพราะฉะนั้น เจ้าสามารถแยกแยะธรรมชาติของบุคคลหนึ่ง และแยกแยะได้ว่าพวกเขาเป็นของใคร โดยดูที่ทรรศนะและค่านิยมที่พวกเขามีต่อชีวิต  ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและผู้ยิ่งใหญ่  คำพูดเยี่ยงมารของพวกเขาได้กลายเป็นชีวิตและธรรมชาติของมนุษย์ไปแล้ว  “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” เป็นคำกล่าวของซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีและถูกปลูกฝังไว้ในตัวทุกคน และนี่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ยังมีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้ด้วย  ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละชนชาติมาอบรมสั่งสอน ชักพาให้หลงผิด และทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้าง และถูกนรกที่ไร้พรมแดนนี้กลืนกิน และสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า  ผู้คนบางคนทำหน้าที่เป็นข้าราชการในสังคมมาหลายทศวรรษ  จงจินตนาการถึงการตั้งคำถามต่อไปนี้กับพวกเขาว่า “พวกคุณทำงานได้ดียิ่งในหน้าที่นี้ อะไรหรือคือคติพจน์หลักซึ่งมีชื่อเสียงที่พวกคุณใช้ดำรงชีวิต?”  พวกเขาอาจกล่าวว่า “สิ่งเดียวที่ฉันเข้าใจก็คือ ‘ข้าราชการไม่โขกสับพวกที่ให้ของกำนัล และพวกที่ไม่ประจบย่อมไม่สำเร็จลุล่วงอันใดเลย’”  นี่คือปรัชญาเยี่ยงซาตานที่พวกเขาใช้เป็นพื้นฐานของอาชีพการงาน  คำพูดเหล่านี้มิได้แสดงถึงธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้หรอกหรือ?  การใช้วิถีทางใดก็ตามอย่างขาดหลักศีลธรรมเพื่อได้มาซึ่งตำแหน่งได้กลายเป็นธรรมชาติของพวกเขา วงการข้าราชการและความสำเร็จในอาชีพการงานคือเป้าหมายของพวกเขา  ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิต ในการประพฤติปฏิบัติตนและพฤติกรรมของผู้คน  ตัวอย่างเช่น ปรัชญาในการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขา หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และทั้งหมดนี้ล้วนมาจากซาตาน  ด้วยเหตุนั้น สรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนจึงเป็นของซาตาน  พวกข้าราชการทั้งหมด พวกที่กุมอำนาจ และพวกที่ประสบความสำเร็จนั้น มีเส้นทางและความลับในการที่จะประสบความสำเร็จของตัวพวกเขาเอง  ความลับทั้งหลายดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนอันสมบูรณ์แบบของธรรมชาติของพวกเขาหรอกหรือ?  พวกเขาได้ทำสิ่งใหญ่โตเช่นนั้นในโลก และไม่มีใครเลยที่สามารถมองทะลุกลอุบายและเล่ห์กลทั้งหลายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพวกเขาได้  นี่แสดงให้เห็นชัดว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นประสงค์ร้ายและเคลือบแฝงเพียงใด  มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก  พิษของซาตานไหลเวียนอยู่ในเลือดของคนทุกคน และสามารถกล่าวได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม เลวร้าย เป็นปฏิปักษ์ และต่อต้านพระเจ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยปรัชญาและพิษของซาตาน จมจ่อมอยู่ในนั้น กลายเป็นแก่นแท้ธรรมชาติของซาตานจนหมดสิ้น  นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า  ผู้คนสามารถรู้จักตัวเองได้อย่างง่ายดายหากธรรมชาติของพวกเขาสามารถถูกชำแหละได้ในหนทางนี้

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์

361. เจ้าจะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างไร?  อันที่จริงแล้วการเข้าใจธรรมชาติของเจ้าเองหมายถึงการชำแหละสิ่งทั้งหลายที่อยู่ลึกเข้าไปในดวงจิตของเจ้า—สิ่งทั้งหลายในชีวิตของเจ้า รวมทั้งตรรกะและปรัชญาทั้งหมดของซาตานที่เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตของเจ้า—ซึ่งก็คือชีวิตของซาตานที่เจ้าใช้ในการดำเนินชีวิต  มีเพียงการขุดคุ้ยสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในดวงจิตของเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเข้าใจธรรมชาติของเจ้า  จะขุดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร?  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถถูกขุดคุ้ยหรือชำแหละได้ด้วยเรื่องราวเพียงหนึ่งหรือสองเรื่อง  หลายครั้งหลายคราวหลังจากที่เจ้าทำบางสิ่งบางอย่างแล้วเสร็จ เจ้าก็ยังไม่เกิดความเข้าใจอยู่ดี  อาจสามารถใช้เวลาสามถึงห้าปีกว่าที่เจ้าจะมีความตระหนักหรือความเข้าใจแม้เสี้ยวเล็กๆ สักเสี้ยวหนึ่ง  ดังนั้นในหลายสถานการณ์ เจ้าต้องทบทวนตัวเองและมารู้จักตัวเอง  เจ้าต้องขุดลึกลงไปและชำแหละตัวเองตามพระวจนะของพระเจ้า เพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์ขึ้นมาบ้าง  ขณะที่ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับความจริงทั้งหลายเติบโตลุ่มลึกมากขึ้นทุกที เจ้าก็จะค่อยๆ มารู้จักแก่นแท้ธรรมชาติของตัวเจ้าเองโดยผ่านทางการทบทวนตัวเองและความรู้จักตัวเอง

การที่จะรู้จักธรรมชาติของเจ้านั้น เจ้าต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของตนด้วยการทำสิ่งต่างๆ สักสองสามอย่าง  สิ่งแรกก็คือ เจ้าต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าชอบ  นี่มิใช่อ้างอิงถึงสิ่งที่เจ้าชอบกินหรือชอบสวมใส่ แต่ในทางกลับกัน นั่นหมายถึงสิ่งประเภททั้งหลายที่เจ้าชื่นชม สิ่งทั้งหลายที่เจ้าริษยา สิ่งทั้งหลายที่เจ้าเคารพบูชา สิ่งทั้งหลายที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้า และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าให้ความสนใจในหัวใจของเจ้า ชนิดของผู้คนที่เจ้าชื่นชมในการเข้ามาติดต่อสัมพันธ์ด้วย และชนิดของผู้คนที่เจ้าเลื่อมใสและหลงใหลได้ปลื้มอยู่ในหัวใจ  ตัวอย่างเช่น ผู้คนส่วนใหญ่ชอบผู้ที่ได้รับการยกย่อง ผู้คนซึ่งมีความงามสง่าอยู่ในกิริยาท่าทางและวาทะของพวกเขา หรือชอบพวกที่พูดจากะล่อน หรือพวกที่แสร้งสวมบทบาท  ที่พาดพิงถึงไปก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คนใดที่พวกเขาชอบมีปฏิกิริยาด้วย  สำหรับสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนชื่นชมนั้น สิ่งเหล่านี้รวมไปถึงการเต็มใจทำสิ่งเฉพาะบางอย่างที่ทำได้ง่ายดาย การชื่นชมในสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นคิดว่าดี และที่ผู้คนจะเห็นชอบและสรรเสริญ  ในธรรมชาติทั้งหลายของผู้คนนั้นมีคุณลักษณะเฉพาะธรรมดาทั่วไปของสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาชอบอยู่  นั่นก็คือ พวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นรู้สึกอิจฉาโดยเนื่องมาจากรูปลักษณ์ภายนอก พวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ดูสวยงามและหรูหรายิ่ง และพวกเขาชอบผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ทำให้ผู้อื่นเคารพบูชาพวกเขา  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่ผู้คนชื่นชอบนั้นยิ่งใหญ่ ละลานตา งามหรู และโอฬาร  ผู้คนล้วนเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้  สามารถเห็นได้ว่า ผู้คนไม่ครองความจริงอันใดเลย ทั้งพวกเขายังไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์แท้อีกด้วย  ไม่มีนัยสำคัญแม้แต่น้อยในการเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้ ทว่าผู้คนก็ยังชอบสิ่งเหล่านี้  สิ่งเหล่านี้ที่ผู้คนชอบดูเหมือนว่าดีเป็นพิเศษสำหรับพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ผู้คนเต็มใจที่จะไล่ตามไขว่คว้าเป็นพิเศษ… สิ่งที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้าและโหยหานั้นเป็นของกระแสนิยมทางโลก สิ่งเหล่านี้เป็นของซาตานและพวกมาร พระเจ้าทรงรังเกียจสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ก็ไร้ซึ่งความจริงใดๆ  สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนโน้มเอียงที่จะโหยหานี้เปิดโอกาสให้ค้นพบแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  ความเลือกชอบของผู้คนมองเห็นได้ในหนทางที่พวกเขาแต่งกาย  ผู้คนบางคนเต็มใจที่จะสวมเสื้อผ้าที่ดึงดูดความสนใจหลากสีสัน หรือชุดที่แปลกประหลาด  พวกเขาพร้อมที่จะสวมใส่เครื่องประดับที่ไม่มีใครอื่นสวมใส่มาก่อน และพวกเขารักสิ่งทั้งหลายที่สามารถดึงดูดเพศตรงข้าม  การที่พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความเลือกชอบที่พวกเขามีให้กับสิ่งเหล่านี้ในชีวิตของพวกเขาและลึกลงไปภายในหัวใจของพวกเขา  สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาชอบไม่ได้มีเกียรติหรือว่าดี  ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลปกติควรไล่ตามเสาะหา  ในความเสน่หาที่พวกเขามีต่อสิ่งเหล่านี้มีความไม่ชอบธรรมอยู่  ทัศนะของพวกเขาเหมือนกับทัศนะของผู้คนทางโลกโดยแท้  คนเราไม่อาจมองเห็นได้ว่ามีส่วนใดของการนี้ที่เชื่อมโยงกับความจริง  เพราะฉะนั้น สิ่งที่เจ้าชอบ สิ่งที่เจ้ามุ่งเน้น สิ่งที่เจ้าเคารพบูชา สิ่งที่เจ้าอิจฉา และสิ่งที่เจ้าคิดในหัวใจของเจ้าทุกวันล้วนแล้วแต่เป็นตัวแทนธรรมชาติของเจ้า  ความชอบที่เจ้ามีต่อสิ่งที่เป็นของทางโลกเหล่านี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าธรรมชาติของเจ้าชื่นชอบความไม่ชอบธรรม และในสถานการณ์ที่ร้ายแรง ธรรมชาติของเจ้าก็เลวและไม่อาจเยียวยาได้  เจ้าควรชำแหละธรรมชาติของเจ้าในหนทางนี้คือ จงตรวจสอบว่าเจ้าชื่นชอบสิ่งใดและเจ้าละทิ้งสิ่งใดในชีวิตของเจ้า  เจ้าอาจจะดีต่อใครบางคนเป็นครั้งคราว แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าชื่นชอบพวกเขา  แน่นอนว่าสิ่งที่เจ้าชื่นชอบอย่างแท้จริงก็คือสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติของเจ้า ต่อให้มันทำให้กระดูกของเจ้าหัก เจ้าก็คงจะยังคงชื่นชมมันและไม่มีวันจะสามารถละทิ้งมันได้  นี่ไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนแปลง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา

362. กุญแจสำคัญในการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยคือการรู้จักธรรมชาติของตนเอง และเรื่องนี้ก็ต้องทำตามที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเอาไว้  เฉพาะในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่คนคนหนึ่งจะสามารถรู้จักธรรมชาติอันน่าเกลียดของตน พิษต่างๆ ของซาตานที่อยู่ในธรรมชาติของตน ความโง่เขลาและความไม่รู้ของตน ตลอดจนองค์ประกอบที่เปราะบางและเป็นลบในธรรมชาติของตนได้  หลังจากที่เจ้ารู้จักสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้และเกลียดตนเองได้จริง ขบถต่อเนื้อหนังได้ ยืนหยัดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ยืนหยัดไล่ตามเสาะหาความจริงขณะทำหน้าที่ของตนเพื่อที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย และกลายเป็นคนที่รักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะออกเดินไปบนเส้นทางของเปโตรแล้ว  ถ้าไม่มีพระคุณของพระเจ้าหรือความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ยากที่จะเดินไปบนเส้นทางนี้ เพราะถ้าไม่มีความจริง ผู้คนก็จะไม่สามารถขบถต่อตนเอง  การเดินไปบนเส้นทางแห่งการได้รับการทำให้เพียบพร้อมอย่างเปโตรนั้นต้องมีความแน่วแน่ มีความเชื่อ และต้องพึ่งพาพระเจ้าเป็นสำคัญ  ยิ่งไปกว่านั้น ตัวบุคคลก็ต้องนบนอบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และไม่ออกห่างจากพระวจนะของพระเจ้าเป็นอันขาดไม่ว่าเรื่องใด  นี่คือแง่มุมที่สำคัญยิ่งซึ่งจะละเมิดมิได้อย่างเด็ดขาด  ขณะที่คนเรามีประสบการณ์อยู่นั้น ยากมากที่จะทำความรู้จักตนเอง และถ้าไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะไม่มีผลลัพธ์ใดๆ เกิดขึ้น  การที่จะเดินบนเส้นทางของเปโตรนั้น คนเราต้องมุ่งทำความรู้จักตนเองและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

363. ในด้านหนึ่ง ระหว่างบททดสอบของพระเจ้า มนุษย์ได้รู้ถึงข้อบกพร่องของตนและเห็นว่าตนนั้นไร้ความหมาย น่าเหยียดหยาม และต่ำต้อย ว่าตนไม่มีสิ่งใดเลยและไม่ใช่สิ่งใดเลย ในอีกด้านหนึ่ง ระหว่างบททดสอบ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมบางอย่างสำหรับมนุษย์เพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความน่ารักของพระเจ้าภายในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น  แม้ว่าความเจ็บปวดนั้นใหญ่หลวง และบางครั้งก็ไม่สามารถผ่านพ้นไปได้—จนถึงขั้นโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส—เมื่อมีประสบการณ์ในเรื่องนี้แล้ว มนุษย์ย่อมมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเขาดีงามเพียงใด และบนรากฐานนี้เท่านั้น ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้าจึงเกิดขึ้นในตัวมนุษย์  วันนี้ มนุษย์เห็นว่า ด้วยพระคุณ ความรัก และความปรานีของพระเจ้าอย่างเดียวนั้น เขาไม่สามารถพอที่จะรู้จักตัวเขาเองได้อย่างแท้จริง และนับประสาอะไรที่เขาจะสามารถรู้จักแก่นแท้ของมนุษย์ได้  โดยผ่านทั้งทางกระบวนการถลุงและการพิพากษาของพระเจ้า และในระหว่างกระบวนการถลุงในตัวมันเองนี้เท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถรู้ความขาดตกบกพร่องของเขา และรู้ว่าเขาไม่มีสิ่งใดเลย

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น

364. นี่คือกุญแจสำคัญสู่การคิดทบทวนกับตัวเองและการรู้จักตัวเอง กล่าวคือ ยิ่งเจ้ารู้สึกมากขึ้นเท่าไรว่า เจ้าทำได้ดี หรือทำในสิ่งที่ถูกในหลายด้านเฉพาะ และยิ่งเจ้าคิดมากขึ้นเท่าไรว่า เจ้าสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้หรือมีความสามารถที่จะอวดตัวในบางด้าน เช่นนั้นแล้วการรู้จักตัวเจ้าเองในด้านเหล่านั้นก็จะคุ้มค่ามากขึ้น และการขุดลึกลงไปในด้านเหล่านั้นเพื่อดูว่าเจ้ามีความมีราคีใดอยู่ในตัวก็ย่อมจะคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น รวมถึงดูว่าอะไรคือสิ่งทั้งหลายในตัวเจ้าที่ไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  พวกเราจงมาดูเปาโลเป็นตัวอย่างกันเถิด  เปาโลนั้นมีความรู้ดีเป็นพิเศษ เขาได้ทนทุกข์ไปมากมายในตอนที่เขาประกาศและทำงาน และผู้คนมากมายก็ชื่นชมบูชาเขาเป็นพิเศษ  ผลลัพธ์ก็คือ หลังจากที่ได้ทำงานมากมายไปจนครบบริบูรณ์แล้ว เขาก็ได้ทึกทักไปว่าคงจะมีมงกุฎจัดวางเอาไว้ให้เขา  นี่เป็นเหตุให้เขาล่องไปตามเส้นทางที่ผิดไกลขึ้นทุกที จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้ถูกพระเจ้าทรงลงโทษ  หากเขาได้คิดทบทวนและชำแหละตนเอง ณ เวลานั้น เช่นนั้นแล้ว เขาย่อมจะไม่ได้คิดในหนทางที่เคยคิด  กล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือ เปาโลไม่ได้มุ่งเน้นที่การแสวงหาความจริงในพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า เขาเพียงเชื่อในมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการทั้งหลายของตัวเขาเองเท่านั้น  เขาได้คิดไปว่าการแค่ทำสิ่งที่ดีบ้าง และแสดงพฤติกรรมที่ดีงามบ้าง พระเจ้าก็คงจะทรงเห็นชอบและประทานบำเหน็จให้แก่เขา  ในตอนท้ายนั้น มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันทั้งหลายของตัวเขาเองได้ทำให้หัวใจของเขามืดบอดและบดบังความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของเขา  แต่ผู้คนไม่สามารถแยกแยะการนี้ พวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ และดังนั้นก่อนที่พระเจ้าจะทรงเปิดโปงการนี้ พวกเขาจึงถือเอาเปาโลเป็นมาตรฐานที่ใช้เป็นเป้าหมายอยู่เสมอ เป็นตัวอย่างที่จะดำเนินชีวิตตามกันต่อไป และได้คำนึงถึงเขาในฐานะรูปเคารพที่พวกเขาเสาะแสวงและถวิลหาที่จะเป็นเช่นนั้น  กรณีของเปาโลคือการตักเตือนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเราที่ติดตามพระเจ้าสามารถทนทุกข์และยอมลำบากในหน้าที่ของพวกเรา และเมื่อพวกเรารับใช้พระเจ้า พวกเราย่อมรู้สึกว่าพวกเรานั้นอุทิศตนและรักพระเจ้า และในเวลาเช่นนี้ พวกเราควรคิดทบทวนและเข้าใจตนเองยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับเส้นทางที่พวกเรากำลังใช้อยู่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  นี่เป็นเพราะสิ่งที่เจ้าคิดว่าดีคือสิ่งที่เจ้าจะกำหนดว่าถูกต้อง และเจ้าจะไม่กังขา คิดทบทวน หรือชำแหละว่าสิ่งนั้นมีอะไรที่ต้านทานพระเจ้าหรือไม่  ตัวอย่างเช่น มีผู้คนที่เชื่อว่าตัวพวกเขาเองมีหัวใจที่ใจดีมีเมตตาอย่างยิ่ง  พวกเขาไม่เคยเกลียดชังหรือทำอันตรายผู้อื่น และพวกเขายื่นมือช่วยเหลือพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงที่มีความจำเป็นในครอบครัวของพวกเขาเสมอ เพื่อกันมิให้ปัญหาของพวกเขาไปไกลเกินแก้ไข พวกเขามีไมตรีจิตอันยิ่งใหญ่ และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในอำนาจของพวกเขาเพื่อช่วยเหลือทุกคนที่พวกเขาสามารถช่วยได้  แต่พวกเขาไม่เคยมุ่งปฏิบัติความจริง และพวกเขาก็ไร้ซึ่งการเข้าสู่ชีวิต  อะไรหรือคือผลลัพธ์ของการมีน้ำใจเช่นนั้น?  พวกเขาทำให้ชีวิตของตัวพวกเขาเองต้องชะลอออกไป แต่พวกเขาก็ค่อนข้างยินดีกับตัวเอง และพึงพอใจสุดขีดกับทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำลงไป  ที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขาภูมิใจในการนั้นอย่างใหญ่หลวง โดยเชื่อว่าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่มีสิ่งใดขัดกับความจริงเลย ว่าการนั้นย่อมจะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน และเชื่อว่าพวกเขาคือผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  พวกเขามองความใจดีมีเมตตาที่ตนมีตามธรรมชาติว่าเป็นต้นทุน และทันทีที่พวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาก็นึกไปเองว่านั่นคือความจริง  ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือความดีแบบมนุษย์  พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงแต่อย่างใด เพราะพวกเขาทำเช่นนั้นต่อหน้ามนุษย์ หาใช่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าไม่ และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะปฏิบัติไปตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและตามความจริง  เพราะฉะนั้นความประพฤติทั้งปวงของพวกเขาจึงสูญเปล่า  ไม่มีสิ่งใดเลยที่พวกเขาทำที่เป็นการปฏิบัติความจริงหรือปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในทางกลับกัน พวกเขาใช้ความใจดีมีเมตตาและพฤติกรรมที่ดีแบบมนุษย์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น  โดยสรุปแล้ว พวกเขาไม่แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ อีกทั้งพวกเขาก็มิได้กระทำไปโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระองค์  พระเจ้าไม่ทรงเห็นชอบพฤติกรรมอันดีประเภทนี้ของมนุษย์ สำหรับพระเจ้านี่คือควรถูกประณาม และไม่คู่ควรแก่การจดจำของพระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น

365. ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจตนเองอย่างผิวเผินมาก  พวกเขาไม่รู้ชัดถึงสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติของตนเลย  รู้จักแต่สภาวะที่เสื่อมทรามบางอย่างที่ตนเผยออกมา สิ่งที่พวกเขามีแนวโน้มที่จะทำ หรือข้อบกพร่องที่ตนมีเท่านั้น และนี่ก็ทำให้พวกเขานึกว่ารู้จักตนเองแล้ว  ถ้าพวกเขาปฏิบัติตามกฎข้อบังคับบางอย่าง แน่ใจได้ว่าตนไม่ได้ทำบางสิ่งผิดพลาด และสามารถหลีกเลี่ยงการกระทำผิดบางอย่างได้ พวกเขาก็จะนึกว่าตนเองมีความเป็นจริงในการเชื่อในพระเจ้าและทึกทักเอาว่าพวกเขาจะได้รับความรอด  นี่เป็นเพียงความคิดฝันของมนุษย์เท่านั้น  ถ้าเจ้ายึดปฏิบัติตามสิ่งเหล่านั้น เจ้าจะเว้นจากการกระทำผิดได้จริงหรือ?  เจ้าจะบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตนได้จริงหรือ?  เจ้าจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ได้จริงหรือ?  เจ้าจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้จริงหรือ?  ไม่ได้แน่  นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน  ผู้คนควรมีมาตรฐานที่สูงในการเชื่อในพระเจ้า ได้แก่ การได้มาซึ่งความจริง และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของตนก็มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง  นี่ย่อมต้องให้ผู้คนพยายามทำความรู้จักตนเองเสียก่อน  ถ้าคนเรารู้จักตนเองอย่างตื้นเขินเกินไป นี่ก็จะไม่แก้ปัญหาอันใดเลย และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน  เจ้าต้องรู้จักตนเองในระดับที่ลงลึก  ซึ่งหมายถึงการรู้จักธรรมชาติของเจ้า และรู้ว่าธรรมชาติในตัว มีองค์ประกอบใดอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากที่ใด และมาจากไหน  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าสามารถเกลียดสิ่งเหล่านี้ได้จริงหรือไม่?  เจ้ามองเห็นดวงจิตที่อัปลักษณ์และธรรมชาติอันเลวของตนเองหรือยัง?  ถ้าเจ้ามองเห็นความจริงเกี่ยวกับตนเองอย่างแท้จริง เจ้าจะเกลียดตนเอง  เมื่อเจ้าเกลียดตนเอง แล้วจากนั้นก็พยายามนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ เจ้าจะสามารถขบถต่อเนื้อหนังและมีเรี่ยวแรงมาปฏิบัติความจริง และนั่นก็จะไม่ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการดิ้นรนอีกต่อไป  เหตุใดผู้คนมากมายจึงกระทำการตามความพอใจทางเนื้อหนังของตน?  เพราะพวกเขามองว่าตนเองเป็นคนที่ค่อนข้างดี รู้สึกว่าการกระทำของตนนั้นเหมาะสมและชอบด้วยเหตุผลอย่างยิ่ง ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ และถึงกับถูกต้องโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงกระทำการด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง  เมื่อพวกเขารู้จริงว่าธรรมชาติของตนเป็นเช่นไรกันแน่—อัปลักษณ์ น่ารังเกียจ และน่าสมเพชเพียงใด—พวกเขาก็จะเลิกคิดว่าตนเองสูงส่งมาก เลิกโอหังเช่นนั้น และไม่รู้สึกกระหยิ่มใจขนาดนั้นอีกต่อไป  พวกเขาจะคิดว่า “ฉันต้องปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าบ้างโดยที่สองเท้ายังติดดินอย่างมั่นคง  มิฉะนั้น ฉันจะเข้าไม่ถึงมาตรฐานของการเป็นมนุษย์ และละอายใจที่จะมีชีวิตอยู่เบื้องหน้าพระเจ้า”  พวกเขาจะมองเห็นโดยแท้ว่าตนนั้นตัวเล็กและไร้นัยสำคัญอย่างแท้จริง  ถึงจุดนี้ การปฏิบัติความจริงย่อมจะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขา และพวกเขาก็จะดูเหมือนอย่างที่มนุษย์ควรเป็นอยู่บ้าง  คนคนหนึ่งจะขบถต่อเนื้อหนังได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเกลียดตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น  ถ้าไม่เกลียดตนเอง พวกเขาก็จะไม่สามารถขบถต่อเนื้อหนัง  การเกลียดตนเองโดยแท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  การที่จะทำเช่นนั้น คนเราต้องมีหลายสิ่ง  ประการแรก คนเราต้องรู้จักธรรมชาติของตน  ประการที่สอง พวกเขาต้องมองเห็นว่าตนนั้นอ่อนด้อยและน่าสมเพช เป็นคนตัวเล็กและไร้นัยสำคัญอย่างยิ่ง และต้องมองเห็นดวงจิตที่สกปรกและน่าสมเพชของตน  เมื่อมองเห็นครบถ้วนว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นเช่นใด—เมื่อสัมฤทธิ์ผลดังนี้แล้ว—พวกเขาย่อมรู้จักตนเองอย่างแท้จริง และกล่าวได้ว่าพวกเขารู้จักตนเองอย่างถูกต้องแม่นยำ  ถึงจุดนี้เท่านั้น พวกเขาจึงจะเกลียดตนเองได้ ถึงขนาดสาปแช่งตนเอง รู้สึกอย่างแท้จริงว่าผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักจนไร้ซึ่งสภาพเสมือนมนุษย์  วันหนึ่ง หากพวกเขาเผชิญภัยคุกคามจากความตายอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะคิดว่า “นี่คือการลงโทษอันชอบธรรมจากพระเจ้า  พระเจ้าทรงชอบธรรมโดยแท้  ฉันสมควรตาย!”  ถึงจุดนั้น พวกเขาจะไม่เปล่งเสียงแสดงความคับข้องใจ และยิ่งจะไม่พร่ำบ่นพระเจ้า—พวกเขาจะรู้สึกแต่เพียงว่าตนนั้นอ่อนด้อย น่าสมเพช สกปรก และเสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง ควรถูกพระเจ้ากำจัดและทำลายเสีย และพวกเขาจะรู้สึกว่าดวงจิตเช่นของตนนั้นไม่เหมาะที่จะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก  ดังนั้น พวกเขาก็จะไม่พร่ำบ่นหรือต่อต้านพระเจ้า และยิ่งจะไม่ทรยศพระองค์  แต่ถ้าพวกเขาไม่รู้จักตนเอง และยังคงนึกว่าตนนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างดี เช่นนั้นแล้วเมื่อการตายคุกคามเข้ามาใกล้ พวกเขาก็จะคิดว่า “ฉันทำไว้ดีมากแล้วในความเชื่อของฉัน  ฉันไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างหนัก พลีอุทิศไปมากมาย และทนทุกข์มากนัก แต่สุดท้าย พระเจ้ากลับปล่อยให้ฉันตาย  ฉันไม่รู้ว่าความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ที่ไหน  ทำไมพระองค์ถึงปล่อยให้ฉันตาย?  ถ้าแม้กระทั่งคนอย่างฉันยังต้องตาย แล้วจะมีใครสามารถได้รับความรอด?  เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่จบสิ้นกันหมดหรอกหรือ?”  ประการแรก พวกเขาจะมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า  ประการที่สอง พวกเขาจะพร่ำบ่นพระองค์และไม่มีการนบนอบแต่อย่างใด  แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นเหมือนเปาโลที่ไม่รู้จักตนเองแม้ในยามที่เขากำลังจะตาย  เมื่อการลงโทษของพระเจ้ามาถึงตัวพวกเขา นั่นย่อมจะสายเกินไปแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

ก่อนหน้า: ข. ว่าด้วยวิธีที่จะปฏิบัติตามความจริง เข้าใจความจริง และการเข้าสู่ความเป็นจริง

ถัดไป: ง. ว่าด้วยวิธีที่จะก้าวผ่านการพิพากษากับการตีสอน และบททดสอบกับกระบวนการถลุง

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger