วิบัติแก่ผู้ที่รอคอยเพียงองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาบนเมฆ

วันที่ 30 เดือน 03 ปี 2026

ความหวังสูงสุดของผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าคือ ได้ต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระองค์และถูกรับขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ บัดนี้มหันตภัยใหญ่หลวงได้เริ่มขึ้นแล้ว การต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด จากถ้อยคำในพระคัมภีร์ที่ว่า “ชาวกาลิลีเอ๋ย ทำไมพวกท่านถึงยืนจ้องมองฟ้าสวรรค์?  พระเยซูองค์นี้ที่ทรงรับไปจากท่านทั้งหลายขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกในลักษณะเดียวกับที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น” (กิจการ 1:11) โลกศาสนาเชื่อว่า เนื่องจากองค์พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ในร่างกายฝ่ายวิญญาณบนก้อนเมฆหลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์จะเสด็จกลับมาในร่างกายฝ่ายวิญญาณโดยเสด็จลงมาบนก้อนเมฆเช่นกัน พวกเขาทุกคนกำลังรอคอยที่จะได้เห็นร่างกายฝ่ายวิญญาณขององค์พระเยซูเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์บนก้อนเมฆเพื่อรับพวกเขาเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่พวกเขาจะได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยวิธีนี้จริงหรือ?  ทำไมผู้เชื่อจึงยึดถ้อยคำของทูตสวรรค์เป็นหลักในการเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและการต้อนรับพระองค์ แทนที่จะยึดพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า?  ท้ายที่สุดแล้ว ใครคือองค์พระผู้เป็นเจ้า และใครคือพระเจ้า?  เมื่อเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของการต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราควรเชื่อพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือถ้อยคำของทูตสวรรค์?  เห็นได้ชัดว่าถ้อยคำที่ผมเพิ่งอ้างอิงเป็นถ้อยคำของทูตสวรรค์ พวกเขากล่าวเพียงว่าองค์พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาในลักษณะเดียวกับที่พระองค์ทรงจากไป แต่ไม่ได้กล่าวอะไรอีก จากสิ่งนี้เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมาในร่างกายฝ่ายวิญญาณ?  องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “แต่ไม่มีใครรู้เรื่องวันหรือเวลานั้น แม้แต่พวกทูตในฟ้าสวรรค์หรือพระบุตร มีแต่พระบิดาเท่านั้น(มาระโก 13:32)  แล้วทูตสวรรค์รู้ได้อย่างไรว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมาแบบใด?  เมื่อเป็นเช่นนี้ คำเผยพระวจนะของทูตสวรรค์จะแม่นยำได้หรือ?  องค์พระเยซูเจ้าไม่เคยตรัสว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาและทรงปรากฏต่อมนุษย์ในรูปร่างกายฝ่ายวิญญาณ แต่พระองค์กลับตรัสซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพระองค์จะเสด็จมาในฐานะ “บุตรมนุษย์” และ “เจ้าบ่าว” ตัวอย่างเช่น “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น(มัทธิว 24:27)  “เพราะว่าบุตรมนุษย์ในวันของพระองค์นั้นจะเหมือนอย่างฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน(ลูกา 17:24-25)  “เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด’(มัทธิว 25:6)  จากคำเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า เราสามารถแน่ใจได้ว่าเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา พระองค์จะทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะบุตรมนุษย์ ทรงปรากฏและแสดงความจริงเพื่อทรงพระราชกิจ และดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายเพื่อช่วยผู้คนกลุ่มหนึ่งให้รอดและทำให้พวกเขาเป็นผู้ชนะ พระองค์จะทรงเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรไปยังทุกชาติทั่วโลก เพื่อให้อาณาจักรของพระเจ้าเป็นจริงบนแผ่นดินโลก พระเจ้าผู้ทรงปรากฏในเนื้อหนังเพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์ ทรงพิชิตซาตานและกองกำลังศัตรูทั้งหมด และสถาปนาราชอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลก สิ่งนี้เผยให้เห็นถึงฤทธานุภาพและพระปัญญาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และนี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงได้รับพระสิริ

อย่างไรก็ตาม ผู้คนไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าเลย โดยอาศัยเพียงมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเอง พวกเขาจำกัดลักษณะการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า โดยคิดว่าพระองค์จะเสด็จมาในร่างกายฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจะยอมรับพระองค์ก็ต่อเมื่อได้เห็นร่างกายฝ่ายวิญญาณของพระองค์เสด็จลงมาบนก้อนเมฆเท่านั้น นี่คือความผิดพลาดร้ายแรง เมื่อผู้คนเห็นร่างกายฝ่ายวิญญาณของพระองค์มาถึง พวกเขาจะคิดว่าตนได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว แต่ในความเป็นจริง พวกเขาจะพบความวิบัติ เช่นเดียวกับเมื่อโธมัสเห็นร่างกายฝ่ายวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าปรากฏแก่เขา เขาจึงเชื่อและกล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์” องค์พระเยซูเจ้าไม่ทรงเห็นชอบเขา แต่กลับตรัสว่า “เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ?  คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข(ยอห์น 20:29)  ในยุคสุดท้าย องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะบุตรมนุษย์ ทรงแสดงความจริงเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา หากคุณไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับสิ่งนี้ แต่ยืนกรานที่จะรอจนกว่าจะได้เห็นร่างกายฝ่ายวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาบนก้อนเมฆจึงจะเชื่อ คุณก็จะพลาดโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าในยุคสุดท้าย เมื่อร่างกายฝ่ายวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมา จะเป็นเวลาที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าได้สิ้นสุดลง และจะเป็นเวลาที่พระองค์ทรงประทานรางวัลแก่คนดีและทรงลงโทษคนชั่ว นั่นจะทำให้คำเผยพระวจนะในหนังสือวิวรณ์ลุล่วงอย่างบริบูรณ์ “นี่แน่ะ พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ แม้แต่คนทั้งหลายที่แทงพระองค์ และมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะคร่ำครวญเพราะพระองค์(วิวรณ์ 1:7)  เมื่อถึงตอนนั้น ก็จะสายเกินไปแล้ว นั่นจะเป็นเวลาที่ผู้คนจะคร่ำครวญและขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ตีอกชกหัวด้วยความสิ้นหวัง มาอ่านพระวจนะบทตอนหนึ่งกันครับ “ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังคงอยากบอกทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นธรรมิกชนผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเอง นี่จะเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมปรากฏแก่สาธารณชน บางทีนั่นอาจจะเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า อย่างไรก็ดี เจ้าควรรู้ว่าเวลาที่เจ้าเห็นด้วยตาตัวเองว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ ก็จะเป็นเวลาที่เจ้าลงสู่นรกเพื่อรับการลงโทษเช่นกัน เป็นเวลาที่การสิ้นสุดแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าได้รับการกล่าวประกาศ และเป็นเวลาที่พระเจ้าประทานรางวัลให้คนดีและลงโทษคนชั่ว เพราะในยามที่มีแต่การแสดงความจริงเท่านั้น ก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญ การพิพากษาของพระเจ้าย่อมจะสิ้นสุดลงแล้ว บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และด้วยเหตุนี้จึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ จะถูกนำมาอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และได้เข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อที่ว่า ‘พระเยซูที่ไม่ประทับมาบนเมฆขาวคือพระคริสต์เทียมเท็จ’ เท่านั้นที่จะอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์ เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทำหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงพิพากษาอย่างรุนแรง ทั้งยังแสดงชีวิตและหนทางที่แท้จริง ดังนั้นจึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว)  จากพระวจนะบทตอนนี้ เราจะเห็นได้ว่าความวิบัติรอคอยทุกคนที่เอาแต่รอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาบนก้อนเมฆ แทนที่จะยอมรับการทรงปรากฏและพระราชกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้าในเนื้อหนัง

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ใครคือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว?

ทุกวันนี้ ผู้คนส่วนมากมีความเชื่อและเชื่อว่ามีพระเจ้า พวกเขาเชื่อในพระเจ้าที่สถิตอยู่ในหัวใจของพวกเขา ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนในหลายๆ...

การมองให้ออกว่าพระเจ้าพระองค์เดียวทรงราชกิจสามระยะอย่างไร

วันนี้หัวข้อการสามัคคีธรรมของเราก็คือ “การมองให้ออกว่าพระเจ้าพระองค์เดียวทรงราชกิจสามระยะอย่างไร” หัวข้อนี้สำคัญ...

บาปของเราได้รับการอภัยแล้ว—เมื่อทรงกลับมาองค์พระผู้เป็นเจ้าจะนำเราตรงเข้าสู่ราชอาณาจักรหรือไม่

ความวิบัติก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเหล่าผู้เชื่อ ต่างรอคอยการเสด็จมาของพระผู้ช่วยให้รอดด้วยใจจดจ่อ โหยหาที่จะถูกยกขึ้นไปบนฟ้ายามหลับ...

ทำไมเราจึงต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เพียงด้วยการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าเท่านั้น?

ตอนนี้ ผู้เชื่อทุกคนต่างเฝ้ารอให้องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาบนเมฆ เพราะภัยพิบัติเริ่มรุนแรงขึ้น และพวกโรคระบาดต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย...

ติดต่อเราผ่าน Messenger