การแยกแยะพระคริสต์เทียมเท็จออกจากพระคริสต์แท้จริง
วันนี้ผมขอพูดถึง การแยกแยะพระคริสต์เทียมจากพระคริสต์แท้ บางคนอาจถามว่า มันเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าของเรายังไง เกี่ยวค่อนข้างมากครับ...
พวกเราต้อนรับผู้แสวงหาทุกคนที่ถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้า!
ผู้เชื่อจำนวนมากอ่านถ้อยคำของเปาโลใน 2 ทิโมธีที่ว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” (2 ทิโมธี 3:16) จึงสรุปว่าถ้อยคำทั้งหมดในพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าและมาจากพระองค์ พวกเขาเชื่อว่าถ้อยคำใดๆ ในพระคัมภีร์ ไม่ว่าใครเป็นผู้พูด ล้วนเป็นพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาถึงกับคิดว่าพระคัมภีร์เป็นตัวแทนองค์พระผู้เป็นเจ้า และแค่ยึดมั่นในพระคัมภีร์ก็สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ แต่ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่?
คำกล่าวที่ว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” นั้น เปาโลเป็นผู้กล่าว ตอนที่เขากล่าวยังไม่มีพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ เพราะงานเขียนเหล่านี้ไม่ได้รับการรวบรวมเป็นเล่มจนกระทั่ง 300 กว่าปีหลังสมัยพระคริสต์ จึงเห็นได้ชัดว่าเปาโลหมายถึงพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ทีนี้ คำกล่าวของเปาโลนั้นแม่นยำจริงหรือไม่? เราไม่รู้แน่ชัด แต่เราไม่เคยเห็นองค์พระเยซูเจ้าตรัสเช่นนั้น ทั้งไม่เคยเห็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัส และที่แน่ๆ เราไม่เคยเห็นผู้เผยพระวจนะคนใดถ่ายทอดสารนั้น เราทุกคนรู้ว่าพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่มีถ้อยคำของผู้คนหลายกลุ่ม รวมถึงถ้อยคำของอัครทูต พวกฟาริสี และยูดาส และมีถ้อยคำของซาตานอยู่ในนั้นด้วยซ้ำ แน่นอนว่าถ้อยคำของพวกเขาไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ไม่ว่าคำกล่าวนี้ของเปาโลจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน ซึ่งก็คือ หากผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเอาแต่ยึดมั่นในพระคัมภีร์และปฏิบัติต่อพระคัมภีร์ราวกับว่าเป็นพระเจ้า พวกเขาก็คิดผิดโดยสิ้นเชิง องค์พระเยซูเจ้าเคยตรัสว่า “พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเองเป็นพยานให้กับเรา แต่พวกท่านก็ยังไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:39-40) พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าชัดเจนมาก พระคัมภีร์เป็นเพียงบันทึกพระราชกิจในอดีตของพระเจ้าและเป็นพยานถึงพระองค์ พระคัมภีร์เองไม่ได้มีชีวิตนิรันดร์ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครอบครองหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง หนทาง และชีวิต พระเจ้าคือพระผู้สร้างและแหล่งที่มาแห่งชีวิตของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงครองอธิปไตยเหนือฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง และการจัดเตรียมชีวิตของพระองค์สำหรับมนุษยชาติก็ไม่มีที่สิ้นสุดและไม่มีวันหมดสิ้น อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์เป็นเพียงหนังสือประวัติศาสตร์ที่บันทึกพระราชกิจก่อนหน้านี้ของพระเจ้า จะสามารถเทียบเท่ากับพระเจ้าได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ เมื่อเทียบกับพระเจ้าเองแล้ว พระวจนะของพระเจ้าเพียงไม่กี่คำที่พบในพระคัมภีร์จึงเป็นเพียงน้ำหยดเดียวในมหาสมุทร การอ้างว่าใครบางคนสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้โดยเพียงแค่ยึดมั่นในพระคัมภีร์เป็นเพียงความเพ้อฝัน พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจสามระยะในการบริหารจัดการมวลมนุษย์ และพระองค์กำลังตรัสพระวจนะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงไว้มากมาย พระวจนะที่ถูกบันทึกไว้ใน “พระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนัง” มีถึงเจ็ดเล่มแล้ว มากกว่าพระวจนะในพระคัมภีร์หลายเท่า สิ่งนี้ทำให้พระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าลุล่วงอย่างบริบูรณ์ ที่ว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะว่าพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่พระองค์จะตรัสสิ่งใดก็ตาม ที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13) “หากใครปฏิเสธเราและไม่ยอมรับวจนะของเรา จะมีสิ่งหนึ่งที่พิพากษาเขา นั่นคือ คำที่เรากล่าวไว้แล้วย่อมจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:48) มีคำเผยพระวจนะในหนังสือวิวรณ์ด้วย “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย” (วิวรณ์ 2:7) คำเผยพระวจนะเหล่านี้ชัดเจนอย่างยิ่ง เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาในยุคสุดท้าย พระองค์จะตรัสกับคริสตจักรต่างๆ อีกครั้ง โดยทรงแสดงความจริงทั้งมวลเพื่อพิพากษามวลมนุษย์ กล่าวคือ พระองค์จะทรงใช้ความจริงเพื่อพิพากษาและชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ ช่วยพวกเขาให้รอดจากความเสื่อมทรามของซาตาน และปลดปล่อยพวกเขาจากพันธนาการของบาป นี่เป็นพระราชกิจระยะหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นพระราชกิจระยะสุดท้ายในพระราชกิจแห่งความรอดของพระเจ้า จากสิ่งนี้ เราจะเห็นได้ว่าพระเจ้าไม่เคยตรัสตามพระคัมภีร์ มีเรื่องมากมายที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะตรัสกับมนุษยชาติ พระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์เป็นเพียงน้ำหยดเดียวในมหาสมุทร ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงแสดงความจริงระดับสูง และความจริงจำนวนมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะที่พิพากษาผู้คน ชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ และทำให้พวกเขาเพียบพร้อม ล้วนแสดงโดยพระเจ้าในระหว่างพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ในยุคสุดท้าย หากมีการแสดงพระวจนะเหล่านี้ในยุคพระคุณ ผู้คนก็คงรับไม่ไหวหรือไม่พร้อมรับพระวจนะเหล่านั้น ดังนั้น การที่ผู้คนคิดว่าตนสามารถได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้โดยการยึดมั่นในพระคัมภีร์เพียงอย่างเดียวจึงเป็นความเพ้อฝันล้วนๆ ผู้คนจินตนาการว่าการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ง่ายกว่าที่เป็นจริงมาก พวกเขามีแต่ความโสมมและความเสื่อมทราม ดำเนินชีวิตอยู่ในบาปและไม่สามารถหลุดพ้นได้ พวกเขาไม่รู้เรื่องพระราชกิจของพระเจ้าเลย นับประสาอะไรกับอุปนิสัยของพระเจ้า แม้จะเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามานานหลายปี พวกเขาก็ยังคงทำบาปและต่อต้านพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง พวกเขาไม่ยำเกรงหรือนบนอบพระเจ้า แต่กลับคาดหวังว่าจะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์โดยเพียงแค่ยึดมั่นในพระคัมภีร์และพระนามขององค์พระเยซูเจ้า นี่ไม่ใช่เรื่องตลกหรอกหรือ? วันนี้ องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมานานแล้ว พระองค์ได้ทรงปรากฏและกำลังทรงแสดงความจริงเพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์ หญิงพรหมจารีมีปัญญาทุกคนที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าล้วนถูกรับขึ้นไปอยู่ต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระองค์แล้ว พวกเขาทุกคนยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือความจริงและเป็นถ้อยดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาได้เข้าร่วมงานเลี้ยงแห่งราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ และได้เป็นพยานที่งดงามและกึกก้องให้พระเจ้า พวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและสรรเสริญพระองค์ทุกวัน และรู้สึกถึงความชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกคนสามารถเห็นได้ ดังที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระคริสต์ของยุคสุดท้ายทรงนำมาซึ่งชีวิต และนำมาซึ่งหนทางแห่งความจริงที่ถาวรและเป็นนิรันดร์ ความจริงนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ได้รับชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รู้จักพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า หากเจ้าไม่แสวงหาทางแห่งชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางได้รับการเห็นชอบจากพระเยซู และจะไม่มีทางมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่ประตูของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเจ้านั้นเป็นทั้งหุ่นเชิดและนักโทษของประวัติศาสตร์ พวกที่ถูกควบคุมโดยข้อบังคับทั้งหลาย โดยคำพูด และโดยโซ่ตรวนแห่งประวัติศาสตร์จะไม่มีทางสามารถได้รับชีวิตหรือได้รับหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ นี่เป็นเพราะทั้งหมดที่พวกเขามีนั้นคือน้ำขุ่นซึ่งได้ถูกยึดถือไว้มาเป็นเวลาหลายพันปีแทนที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิตซึ่งไหลมาจากพระบัลลังก์ ผู้ที่ไม่ได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยน้ำแห่งชีวิต จะยังคงเป็นซากศพ เป็นของเล่นของซาตาน และบุตรแห่งนรกไปตลอดกาล เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร? เจ้าเอาแต่เสาะแสวงที่จะยึดติดกับอดีต ยืนนิ่ง และรักษาสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น และไม่พยายามเปลี่ยนสถานะปัจจุบันและละทิ้งประวัติศาสตร์ไปเสีย ดังนั้นเจ้าจะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าตลอดเวลาหรอกหรือ? ขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่และทรงฤทธานุภาพ ดั่งคลื่นที่ถาโถมและฟ้าที่ร้องคำรามอย่างต่อเนื่อง—กระนั้นเจ้าก็นั่งรอคอยการทำลายล้างอย่างนิ่งเฉย ยึดติดอยู่กับสิ่งเก่าๆ และรอคอยให้สิ่งต่างๆ ตกลงมาใส่ตักของเจ้าเอง อย่างนี้แล้ว เจ้าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นคนที่เดินตามรอยพระบาทของพระเมษโปดกได้อย่างไร? แล้วนี่จะแสดงให้เห็นได้อย่างไรว่า พระเจ้าที่เจ้ายึดถือนั้นเป็นพระเจ้าที่ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่เคยเก่าเลย? และคำพูดทั้งหลายจากบรรดาหนังสือที่เก่าจนเหลืองคร่ำคร่าของเจ้าจะสามารถหอบหิ้วเจ้าข้ามเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร? คำพูดเหล่านั้นจะสามารถนำทางเจ้าในการแสวงหาขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? และคำพูดเหล่านั้นจะสามารถพาเจ้าขึ้นไปสู่สวรรค์ได้อย่างไร? สิ่งที่เจ้าถืออยู่ในมือของเจ้านั้นเป็นเพียงคำพูดที่สามารถให้ได้แต่เพียงการปลอบใจชั่วคราว ไม่ใช่ความจริงที่สามารถให้ชีวิตแก่เจ้าได้ คำพูดในบทคัมภีร์ทั้งหลายที่เจ้าอ่านทำให้ลิ้นของเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยคำพูดได้เท่านั้น ไม่ใช่คำพูดแห่งปัญญาที่สามารถช่วยให้เจ้ารู้จักชีวิตมนุษย์ได้ และยิ่งไม่ใช่เส้นทางที่สามารถนำเจ้าไปสู่ความเพียบพร้อมได้ ความคลาดเคลื่อนนี้เป็นสาเหตุให้เจ้าไตร่ตรองไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ทำให้เจ้ามีความเข้าใจเชิงลึกในความล้ำลึกต่างๆ ที่อยู่ในนั้นหรอกหรือ? เจ้าสามารถพาตัวเจ้าเองสู่สวรรค์เพื่อพบพระเจ้าด้วยตัวของเจ้าเองได้หรือ? หากปราศจากการเสด็จมาของพระเจ้า เจ้าจะสามารถพาตัวเจ้าเองเข้าสู่สวรรค์เพื่อชื่นชมความสุขในครอบครัวกับพระเจ้าได้หรือ? เจ้ายังคงฝันกลางวันอยู่ในขณะนี้หรือไม่? เช่นนั้นเราจึงเตือนสติเจ้าให้หยุดฝันและจงมองดูว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในเวลานี้ ดูว่าใครที่กำลังดำเนินงานในการช่วยมนุษย์ให้รอดระหว่างยุคสุดท้ายอยู่ในขณะนี้ หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่มีวันได้รับชีวิต” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้)
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ
วันนี้ผมขอพูดถึง การแยกแยะพระคริสต์เทียมจากพระคริสต์แท้ บางคนอาจถามว่า มันเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าของเรายังไง เกี่ยวค่อนข้างมากครับ...
กว่าสามสิบปีแล้ว ที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงปรากฏ เริ่มทรงงานและแสดงความจริงในปี 1991...
ตอนนี้ เรากำลังเห็นความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า กับโรคระบาดล้างโลก ผู้เชื่อรอคอยอย่างเร่งด่วนให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาบนเมฆ...
ทุกวันนี้ ผู้คนส่วนมากมีความเชื่อและเชื่อว่ามีพระเจ้า พวกเขาเชื่อในพระเจ้าที่สถิตอยู่ในหัวใจของพวกเขา ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนในหลายๆ...