วิธีแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จ

วันที่ 03 เดือน 04 ปี 2026

องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “ในเวลานั้นถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่า ‘นี่แน่ะ พระคริสต์อยู่ที่นี่’ หรือ ‘อยู่ที่โน่น’ อย่าเชื่อเลย เพราะว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จหลายคนปรากฏขึ้น แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อชักพาแม้พวกที่พระเจ้าทรงเลือกให้หลงผิด ถ้าเป็นได้(มัทธิว 24:23-24)  ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสในโลกศาสนามักใช้ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นพื้นฐาน ในการตัดสินว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในยุคสุดท้าย และตัดสินว่าคำกล่าวอ้างใดๆ ที่เป็นพยานยืนยันถึงการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนเป็นเท็จ เรื่องนี้ทำให้ผู้เชื่อจำนวนมากเอาแต่เฝ้าระวังพระคริสต์เทียมเท็จอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเมื่อเป็นเรื่องของการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่กลับไม่กล้าที่จะแสวงหาและสืบค้นการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแข็งขัน ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญในการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าคือการสามารถแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จได้ แล้วเราจะแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จได้อย่างไร?  ประการแรก เราต้องรู้ว่าคำกล่าวที่ว่า “เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จจะปรากฏตัวในยุคสุดท้ายเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิด” เป็นสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ด้วยพระองค์เอง คำกล่าวนี้เป็นความจริง นี่คือข้อเท็จจริง เราทุกคนได้เห็นเหตุการณ์ที่เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จปรากฏตัวเพื่อชักพาผู้คนในบางประเทศให้หลงผิด ซึ่งพิสูจน์ว่าพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าได้ลุล่วงแล้ว แต่บางคนปฏิเสธการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพราะเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จปรากฏตัวในยุคสุดท้าย พวกเขากำลังทำผิดพลาดอะไร?  นี่ไม่ต่างอะไรกับการกลัวสำลักจนไม่กล้ากินหรอกหรือ?  พวกเขาไม่ได้กำลังปฏิเสธคำเผยพระวจนะเรื่องการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าหรอกหรือ?  หากผู้คนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่กล้าปฏิเสธคำเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า พวกเขาไม่ได้กำลังต่อต้านองค์พระผู้เป็นเจ้าหรอกหรือ?  คนเช่นนี้จะต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร?  แล้วทำไมองค์พระเยซูเจ้าจึงทรงเตือนผู้คนในยุคสุดท้ายให้เฝ้าระวังพระคริสต์เทียมเท็จ?  นี่คือความรักของพระเจ้า พระเจ้าทรงทำเช่นนี้เพื่อคุ้มครองเรา และเพื่อป้องกันไม่ให้เราถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิดและติดตามพวกเขา หากเราถูกชักพาให้หลงผิด เราก็จะไม่สามารถได้รับความรอดของพระเจ้าได้ ดังนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงตรัสพระวจนะเหล่านี้ไว้แต่เนิ่นๆ ในยุคพระคุณ เพื่อที่เราจะได้เฝ้าระวังพระคริสต์เทียมเท็จ เราสามารถเห็นเจตนารมณ์อันเปี่ยมอุตสาหะของพระเจ้าในเรื่องนี้ แต่ผู้คนจำนวนมากไม่มีความเข้าใจที่บริสุทธิ์ต่อพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า ขณะที่เฝ้าระวังพระคริสต์เทียมเท็จ พวกเขาก็ปฏิเสธการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าในยุคสุดท้าย เพื่อที่จะเฝ้าระวังพระคริสต์เทียมเท็จ พวกเขาจึงปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อแสดงความจริง นี่ไม่ต่างอะไรกับการกลัวสำลักจนไม่กล้ากินหรอกหรือ?  คนเช่นนี้ไม่ใช่หญิงพรหมจารีที่โง่เขลาหรอกหรือ?  การทำเช่นนี้ไม่ไร้สาระอย่างที่สุดหรอกหรือ?  โดยการตรัสบอกให้เราเฝ้าระวังพระคริสต์เทียมเท็จ องค์พระเยซูเจ้ากำลังทรงเตือนให้พวกเราเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม หากเราไม่เฝ้าระวังและเตรียมพร้อม และบังเอิญถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิด เราก็คงจะจบสิ้นกันแล้วไม่ใช่หรือ?  ไม่เพียงแต่เราจะไม่สามารถต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ แต่ในท้ายที่สุดเรายังจะต้องลงนรกและถูกลงโทษอีกด้วย ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว เราควรจะเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมอย่างไรเพื่อต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า?  เราควรจะแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จได้อย่างไร?  ประการแรก เราต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะว่าอะไรคือความจริงกันแน่และใครสามารถแสดงความจริงได้ เมื่อเราเห็นเรื่องนี้ได้ชัดเจนแล้ว ก็ง่ายที่เราจะแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จ นี่เป็นเพราะเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จไม่มีความจริง และวิญญาณชั่วต่างๆ ก็ไม่มีเช่นกัน ผู้ที่ไม่มีความจริงจะสามารถแสดงความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาทำไม่ได้แน่นอน เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จล้วนเป็นผู้ที่ถูกวิญญาณชั่วสิงสู่ พวกเขามาจากซาตาน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความจริงและไม่สามารถแสดงความจริงได้ แล้วเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จอาศัยอะไรในการชักพาให้ผู้คนหลงผิด?  ประการแรก อาศัยการกล่าวคำเผยพระวจนะเทียมเท็จ ประการที่สอง อาศัยการเผยแพร่คำสอนนอกรีตและความเชื่อผิดๆ และประการที่สาม อาศัยการทำงานของวิญญาณชั่ว การพูดภาษาแปลกๆ เทียมเท็จ และการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ปัจจุบันนี้ เวลาที่เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้ผู้คนหลงผิด โดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะกล่าวคำเผยพระวจนะเทียมเท็จและเผยแพร่คำสอนนอกรีตและความเชื่อผิดๆ พวกเขาอาศัยสิ่งนี้ในการชักพาให้ผู้คนหลงผิด เรายังไม่เคยเห็นพวกเขาแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิด นี่เป็นเรื่องที่หายากมาก บางทีอาจเป็นเพราะพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต หากพระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิดจริงๆ แล้วละก็ ร้อยละเก้าสิบเก้าของโลกศาสนาทั้งหมดก็จะไปเชื่อในเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จ นี่เป็นเพราะมีคนน้อยมากในมวลมนุษย์ที่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง ผู้คนที่ไม่มีความจริงตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง และล้วนถูกเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จชักพาให้หลงผิดได้ง่าย ดังนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงทรงเผยพระวจนะนี้โดยหลักแล้วเพื่อให้ผู้คนเฝ้าระวังเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จที่ปรากฏตัวในยุคสุดท้าย และเพื่อบอกผู้คนถึงลักษณะของเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จ ด้วยวิธีนี้ ผู้คนจะสามารถแยกแยะเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและหลีกเลี่ยงการถูกชักพาให้หลงผิดได้ นี่คือพระประสงค์ขององค์พระเยซูเจ้าในการตรัสพระวจนะเหล่านี้ และยังเป็นเจตนารมณ์อันเปี่ยมอุตสาหะขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย แต่องค์พระเยซูเจ้าไม่เคยตรัสว่าพระองค์จะไม่เสด็จกลับมา หากใครไม่เชื่อว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้วเพราะองค์พระเยซูเจ้าตรัสว่าเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จจะปรากฏตัว พวกเขาก็คิดผิด องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “นี่แน่ะ เราจะมาในเร็วๆ นี้(วิวรณ์ 3:11)  ดังนั้น การเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสอธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้ว่าอย่างไร?  พวกเขาบอกผู้เชื่อว่า “เพราะเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จจะปรากฏตัวในยุคสุดท้ายเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิด ดังนั้นข่าวสารใดๆ ที่กล่าวว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้วล้วนเป็นเท็จ พวกคุณไม่ได้รับอนุญาตให้แสวงหาและสืบค้น ยิ่งไปกว่านั้น พวกคุณไม่ควรยอมรับเรื่องนี้” นี่เป็นวิธีการอย่างแยบยลในการปฏิเสธพระวจนะที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “นี่แน่ะ เราจะมาในเร็วๆ นี้” โดยการอธิบายเช่นนี้ ศิษยาภิบาลกำลังตีความพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าผิดไป หากผู้คนเชื่อคำกล่าวอ้างของศิษยาภิบาลและไม่สืบค้นหนทางที่แท้จริงอีกต่อไป พวกเขาก็ได้ตกหลุมพรางอุบายของซาตานและพวกมารแล้ว ดังนั้น ศิษยาภิบาลคนใดก็ตามที่อธิบายบทตอนนี้ในลักษณะนี้ก็เพียงแค่กำลังชักพาให้ผู้คนหลงผิด พวกเขาใช้ตัวอย่างของเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จที่ชักพาให้ผู้คนหลงผิดเพื่อปฏิเสธการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า เพื่อปฏิเสธการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และเพื่อปฏิเสธว่าพระเจ้าทรงแสดงความจริงเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดในยุคสุดท้าย จุดประสงค์ของพวกเขาคือเพื่อป้องกันไม่ให้คุณต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อทำให้คุณปฏิเสธที่จะเชื่อหรือสืบค้นไม่ว่าคุณจะได้ยินใครเป็นพยานยืนยันให้พระคริสต์หรือกล่าวว่าพระคริสต์อยู่ที่ใด และเพื่อทำให้คุณเพียงแค่อยู่ในคริสตจักรฟังคำเทศนาและเชื่อคำพูดของพวกเขา เพื่อที่ในท้ายที่สุด คุณจะได้ติดตามพวกเขาลงนรก นี่คือเจตนาของบรรดาศิษยาภิบาล แล้วอะไรคือวิธีตีความบทตอนนี้อย่างถูกต้องบริสุทธิ์?  ควรตีความเช่นนี้ “เราเชื่อในพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นความจริงที่เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จที่ชักพาให้ผู้คนหลงผิดจะปรากฏตัวขึ้นอย่างแน่นอนในยุคสุดท้าย แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันว่าองค์พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาอย่างแน่นอน นี่คือพระสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัตย์ซื่อ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา ดังนั้นพระองค์จะเสด็จมาแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่สามารถปฏิเสธการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เพราะเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จปรากฏตัวในยุคสุดท้าย และเราไม่อาจถอยหนีต่อการสืบค้นหนทางที่แท้จริงหรือปฏิเสธการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงเพราะกำลังระวังเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จ การทำเช่นนั้นทำให้เราเสี่ยงที่จะพลาดโอกาสในการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและได้รับความรอด” การอธิบายเช่นนี้ไม่ใช่การชักพาให้ผู้คนหลงผิด แต่ศิษยาภิบาลมักจะเผยแพร่ความเชื่อที่ผิดๆ โดยตัดสินว่าข่าวสารใดๆ ที่กล่าวว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาแล้วล้วนเป็นเท็จ และกล่าวว่าข่าวสารใดๆ ที่กล่าวว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาประสูติเป็นมนุษย์ในฐานะบุตรมนุษย์ล้วนเป็นเท็จ นี่ไม่ใช่การตีความพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าผิดไปหรอกหรือ?  ทั้งหมดนี้คือการตีความพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าผิดไป ซึ่งพิสูจน์ว่าศิษยาภิบาลกำลังชักพาให้ผู้คนหลงผิด พวกเขากำลังตีความพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าผิดไปและบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายในการชักพาให้ผู้คนหลงผิด นี่คือเจตนาและอุบายของศิษยาภิบาลในวิธีการอธิบายบทตอนนี้ แล้วเราควรจะแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จอย่างไรเมื่อเป็นเรื่องของการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า?  มีสามสิ่งที่ผู้คนต้องเข้าใจ ประการแรก วิธีการตีความพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า “เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จจะปรากฏตัวในยุคสุดท้ายเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิด” ประการที่สอง วิธีการแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จ และประการที่สาม เจตนาและจุดประสงค์เบื้องหลังวิธีการที่ศิษยาภิบาลอธิบายบทตอนนี้ เมื่อสามสิ่งนี้ชัดเจนสำหรับคุณแล้ว คุณก็จะสามารถแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จได้ มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่ทรงสามารถแสดงความจริงได้ เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จไม่มีความจริง พวกเขาสามารถบอกได้เพียงคำเผยพระวจนะเทียมเท็จหรือแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่างเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิดเท่านั้น บรรดาผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและเป็นพวกมารจะเชื่อในหมายสำคัญและการอัศจรรย์เท่านั้น ไม่ใช่ความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงถูกชักพาให้หลงผิดไปติดตามเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จ แต่บรรดาผู้ที่เชื่อและรักความจริงจะติดตามพระคริสต์และยอมรับความจริงเท่านั้น และในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะได้รับชีวิตและได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า

แล้วอะไรคือพระราชกิจที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเสด็จมาทำเป็นหลัก?  องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล(ยอห์น 16:13)  พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายก็เพื่อทรงพระราชกิจนี้โดยเฉพาะ พระองค์จะทรงชี้แนะผู้คนเข้าสู่ความจริงทั้งมวล แล้วพระองค์ทรงพระราชกิจอะไรโดยเฉพาะ?  คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย พระคัมภีร์บอกว่า “เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า(1 เปโตร 4:17)  “แล้วข้าพเจ้าเห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น แผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ก็หายไปจากพระพักตร์ของพระองค์ และไม่มีใครพบเห็นที่อยู่ของพวกมันอีกเลย ข้าพเจ้ายังเห็นบรรดาคนตาย ทั้งคนใหญ่โตและคนเล็กน้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น แล้วหนังสือต่างๆ ก็ถูกเปิดออก และหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็ถูกเปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต คนตายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของเขาทั้งหลายที่เขียนไว้ในหนังสือเหล่านั้น(วิวรณ์ 20:11-12)  การพิพากษาของพระที่นั่งใหญ่สีขาวที่เผยพระวจนะไว้ในหนังสือวิวรณ์หมายถึงอะไร?  หมายถึงการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงแสดงความจริง แล้วการบังเกิดเป็นมนุษย์หมายถึงอะไร?  นั่นหมายถึงการเป็นบุตรมนุษย์ บุตรมนุษย์พระองค์นี้ทรงเหมือนกับองค์พระเยซูเจ้า พระองค์คือพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงมีแก่นแท้ความเป็นพระเจ้า และพระองค์คือการทรงปรากฏของพระเจ้า ทรงประทับบนพระที่นั่งใหญ่สีขาวเพื่อพิพากษาทุกประชาชาติและทุกชนชาติ ดังนั้น เมื่อคุณเห็นพระเจ้าทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา นั่นหมายความว่าพระองค์ได้เสด็จมาแล้ว ตอนนี้พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กำลังทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย ซึ่งเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จสามารถแสดงความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาไม่สามารถแสดงความจริงได้ พระองค์ผู้ทรงสามารถแสดงความจริงได้คือพระเจ้าผู้ทรงปรากฏและกำลังทรงพระราชกิจ มีเพียงพระองค์ผู้ทรงสามารถแสดงความจริงได้เท่านั้นที่ทรงสามารถดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาได้ ความจริงเปรียบเสมือนกระจกที่เผยให้เห็นเหล่าปีศาจ ความจริงคือสิ่งที่เผยให้เห็นผู้คนได้มากที่สุด เมื่อพระเจ้าทรงแสดงความจริง ผู้คนทั้งปวงจะได้รับความอับอายต่อหน้าความจริง และธาตุแท้ของพวกเขาจะต้องถูกเผยออกมา ไม่ว่าสถานะของพวกเขาจะสูงส่งเพียงใดหรือมีความรู้มากเพียงใด เมื่อพวกเขาเห็นความจริง พวกเขาก็เริ่มสำรวมและไม่กล้าพูดจาบุ่มบ่าม คำพูดและทฤษฎีเพียงไม่กี่คำของพวกเขานั้นไร้ค่าโดยสิ้นเชิงต่อหน้าความจริง ดังนั้น แม้แต่ซาตานเองก็ยังสำรวม และไม่กล้าพูดอะไรต่อหน้าความจริง ในอดีต โลกศาสนาได้เผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูลและใส่ร้ายคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แต่ตั้งแต่นั้นมาที่พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้รับการเผยแพร่ทางออนไลน์ โลกศาสนาก็เงียบลงและสำรวมมากขึ้น ตอนนี้ มีคนไม่มากนักที่กล้าตัดสินและกล่าวโทษคริสตจักร และคำวิพากษ์วิจารณ์คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็น้อยลงเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีพวกมารไม่กี่ตนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่นานความเชื่อผิดๆ ของพวกเขาก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้ และผู้ที่ตัดสินและกล่าวโทษพระเจ้าส่วนใหญ่ก็ล้มลงแล้ว เมื่อผู้คนจำนวนมากเห็นพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาก็รู้สึกว่าพระวจนะเหล่านี้มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ และล้วนเป็นความจริง พวกเขารู้สึกว่าคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีความจริงและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเป็นไปได้มากว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงปรากฏและกำลังทรงพระราชกิจ บางคนสืบค้นอยู่หนึ่งหรือสองปีแล้วจึงยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า บางคนสืบค้นอยู่สามถึงห้าปีแล้วจึงยอมรับ และบางคนสืบค้นอยู่เจ็ดหรือแปดปี หรือแม้กระทั่งสิบปีก่อนที่จะยอมรับ มีบุคคลที่มีชื่อเสียงในประเทศตะวันตกต่างๆ ที่ได้ยอมรับแล้ว รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงต่างๆ เช่น ศิษยาภิบาล นักเขียน และศาสตราจารย์ แล้วพวกเขายอมรับได้อย่างไร?  พวกเขาเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ล้วนเป็นความจริง พวกเขาก็มั่นใจว่าพระวจนะเหล่านี้ทรงแสดงโดยพระเจ้า และพวกเขาก็มั่นใจว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระราชกิจของพระเจ้า แม้ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในฐานะบุตรมนุษย์ธรรมดา แต่พระวจนะที่ทรงแสดงโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ล้วนเป็นความจริงและทำให้ผู้คนยอมรับอย่างสิ้นเชิง และดังนั้นบรรดาผู้ที่รักความจริงจึงยอมรับพระองค์ บรรดาผู้ที่ไม่รักความจริงก็เหมือนกับพวกฟาริสีเมื่อครั้งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจ พวกเขาก็ยอมรับเช่นกันว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ แต่เพราะพวกเขาไม่รักความจริง พวกเขาจึงไม่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ นอกจากนี้ยังมีบางคนที่ถูกโลกศาสนาตีกรอบอยู่ด้วย เพราะกลัวจะถูกขับไล่ออกจากโลกศาสนา พวกเขาจึงไม่กล้าเชื่อหรือยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ นี่ไม่ใช่ความโง่เขลาและไม่รู้หรอกหรือ?  ในการเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและสืบค้นหนทางที่แท้จริง คุณต้องมีความคิดของตัวเอง คุณจะฟังศิษยาภิบาลอยู่ตลอดไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเชื่อบรรพชนของคุณ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของการมีความจริง การเป็นหญิงพรหมจารีผู้มีปัญญานั้น คุณต้องเฝ้าระวัง อธิษฐาน และรู้วิธีแสวงหาความจริง หากคุณไม่รู้วิธีอธิษฐานและไม่รู้วิธีพึ่งพาพระเจ้า คุณมีแนวโน้มที่จะถูกชักพาให้หลงผิด ถูกควบคุม และตกอยู่ในกำมือของซาตานและเหล่าศิษยาภิบาล

แล้วคุณต้องมีอะไรได้บ้างถึงจะแสวงหาและสืบค้นหนทางที่แท้จริงได้?  ประการแรก คุณต้องมีวิจารณญาณแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริง ใครมีความจริง และใครสามารถแสดงความจริงได้ เมื่อคุณเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจนแล้ว คุณก็จะสามารถแยกแยะพระคริสต์เที่ยงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จได้ หากพระองค์คือพระคริสต์ พระองค์ก็ทรงสามารถแสดงความจริงได้อย่างแน่นอน หากเขาไม่ใช่พระคริสต์ เขาก็ไม่สามารถแสดงความจริงได้ เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จอาศัยอะไรในการชักพาให้ผู้คนหลงผิด?  การกล่าวคำเผยพระวจนะเทียมเท็จและการเผยแพร่คำสอนนอกรีตและความเชื่อผิดๆ เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จไม่มีความจริงเลย หากคุณสามารถมองเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน คุณก็จะไม่ถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิดได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสไม่มีความจริงและเป็นผู้เลี้ยงแกะเทียมเท็จ คุณก็จะไม่ถูกพวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสชักพาให้หลงผิดเช่นกัน หากผู้คนที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าถูกพวกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสควบคุม พวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างแน่นอน แต่เป็นพวกของซาตาน บรรดาผู้ที่เทิดทูนศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสล้วนเป็นหญิงพรหมจารีที่โง่เขลาและไม่สามารถต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ จำสิ่งนี้ไว้!  การสืบค้นหนทางที่แท้จริงหมายถึง ประการหนึ่งคือ การสามารถตัดสินได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพและล้วนเป็นความจริง ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถแสดงความจริงได้ และนอกจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครสามารถแสดงความจริงได้ อีกประการหนึ่ง หมายถึงการตัดสินว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นความจริงอย่างแน่นอนและมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงแสดงได้ ว่าไม่มีมาร ซาตาน หรือวิญญาณชั่วตนใดที่สามารถแสดงความจริงได้ และคำพูดที่ชักพาให้หลงผิดและโฆษณาชวนเชื่อที่เป็นลบใดๆ ล้วนเป็นคำโกหกและคำพูดเยี่ยงมารที่ไม่ควรค่าแก่การเชื่อ เมื่อสืบค้นหนทางที่แท้จริง ก็เพียงพอแล้วที่จะแน่ใจเกี่ยวกับสองสิ่งนี้ หากคนธรรมดาผู้นี้สามารถแสดงความจริงได้ และสามารถแสดงถ้อยคำที่มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพได้ เช่นนั้นพระองค์ก็คือการทรงปรากฏของบุตรมนุษย์ที่องค์พระเยซูเจ้าทรงเผยพระวจนะไว้ นี่คือการทรงปรากฏของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่านี่คือพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนัง อย่างที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสไว้ “พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ได้รับการเรียกขานว่าพระคริสต์ ดังนั้น การเรียกพระคริสต์ผู้สามารถประทานความจริงแก่ผู้คนว่าพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินเหตุแต่อย่างใด นี่ก็เพราะพระองค์ทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ทรงครองอุปนิสัยของพระเจ้า รวมทั้งพระปัญญาในการทรงพระราชกิจของพระเจ้า ซึ่งมนุษย์ไม่อาจมีได้ บรรดาพวกที่เรียกตัวเองว่าพระคริสต์ แต่กลับไม่สามารถทำพระราชกิจของพระเจ้าได้นั้นเป็นพวกฉ้อฉล พระคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นแค่การสำแดงของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเนื้อหนังเฉพาะที่พระเจ้าทรงสวมในขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกและทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์ท่ามกลางมนุษย์ เนื้อหนังนี้ไม่สามารถแทนที่ได้โดยมนุษย์ผู้ใด แต่เป็นเนื้อหนังที่สามารถแบกรับพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกได้อย่างครบถ้วน สามารถแสดงอุปนิสัยของพระเจ้า สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้อย่างเหมาะสม และสามารถจัดเตรียมชีวิตให้แก่มนุษย์ ไม่ช้าก็เร็ว พวกที่แสร้งแสดงตนเป็นพระคริสต์จะพินาศทั้งหมด เพราะแม้พวกเขาอ้างว่าเป็นพระคริสต์ พวกเขาก็ไม่มีแก่นแท้ของพระคริสต์เลย ดังนั้นแล้ว เราจึงกล่าวว่าความจริงแท้แห่งพระคริสต์ไม่สามารถกำหนดโดยมนุษย์ได้ แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตอบและตัดสินด้วยพระองค์เอง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บาปของเราได้รับการอภัยแล้ว—เมื่อทรงกลับมาองค์พระผู้เป็นเจ้าจะนำเราตรงเข้าสู่ราชอาณาจักรหรือไม่

ความวิบัติก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเหล่าผู้เชื่อ ต่างรอคอยการเสด็จมาของพระผู้ช่วยให้รอดด้วยใจจดจ่อ โหยหาที่จะถูกยกขึ้นไปบนฟ้ายามหลับ...

“คนที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์” มีความหมายที่แท้จริงว่าอย่างไร?

ในยุคสุดท้าย องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาทรงจุติเป็นมนุษย์อีกครั้ง และทรงประกาศความจริงนับสิบล้านคำ ทรงกระทำงานอีกขั้นหนึ่งคือ...

วิบัติแก่ผู้ที่รอคอยเพียงองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาบนเมฆ

ความหวังสูงสุดของผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าคือ ได้ต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระองค์และถูกรับขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์...

การแยกแยะพระคริสต์เทียมเท็จออกจากพระคริสต์แท้จริง

วันนี้ผมขอพูดถึง การแยกแยะพระคริสต์เทียมจากพระคริสต์แท้ บางคนอาจถามว่า มันเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าของเรายังไง เกี่ยวค่อนข้างมากครับ...

ติดต่อเราผ่าน Messenger