“คนที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์” มีความหมายที่แท้จริงว่าอย่างไร?

วันที่ 30 เดือน 03 ปี 2026

ในยุคสุดท้าย องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาทรงจุติเป็นมนุษย์อีกครั้ง และทรงประกาศความจริงนับสิบล้านคำ ทรงกระทำงานอีกขั้นหนึ่งคือ “งานแห่งการพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศน์ของพระเจ้า” ผู้คนจากทุกประเทศทุกทิศที่กระหายใคร่เห็นการทรงปรากฏของพระเจ้า เมื่อได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ต่างก็ยืนยันว่า นี่คือพระสุรเสียงของพระเจ้า จึงพากันกลับมายังพระบัลลังก์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาได้ผ่านประสบการณ์การพิพากษาเฉพาะพระพักตร์ของพระคริสต์ และ อุปนิสัยเสื่อมทรามก็ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ไปบ้าง อย่างไรก็ตาม ในโลกศาสนามีผู้คนบางส่วน แม้ได้เห็นว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงมากมายเช่นนี้แล้ว แต่ก็ยังลังเลไม่ยอมรับ พวกเขาคิดว่า “องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า ‘คนที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์(ยอห์น 3:36)  องค์พระเยซูเจ้าคือบุตรมนุษย์ พระองค์คือพระคริสต์ และหนทางของพระองค์คือหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ เราเชื่อว่าตราบใดที่เราเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า เราจะสามารถได้รับชีวิตนิรันดร์ เหตุใดเราจึงควรเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์?  คุณกำลังพูดว่าเราไม่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้แม้ว่าเราจะเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าอย่างนั้นหรือ?  เป็นไปไม่ได้ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเรา” มุมมองเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?

เป็นความจริงที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “คนที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์” แต่พระองค์ก็ตรัสด้วยว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล(ยอห์น 16:12-13)  องค์พระเยซูเจ้าทรงหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าการเชื่อในพระเยซูแห่งยุคพระคุณเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเชื่อในการเสด็จกลับมาของพระเยซู การเชื่อในการเสด็จมาครั้งที่สองขององค์พระเยซูเจ้า และการเชื่อว่าพระวิญญาณแห่งความจริงได้เสด็จมาเพื่อชี้แนะมนุษย์เข้าสู่ความจริงทั้งมวล นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น เราจึงแน่ใจได้ว่าพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า “คนที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์” สามารถจับใจความได้ด้วยวิธีนี้ “วางใจในพระบุตร” ไม่เพียงแต่หมายถึงการเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเชื่อในบุตรมนุษย์ผู้เสด็จกลับมาในยุคสุดท้ายด้วย คือการเชื่อในความจริงทั้งมวลที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงในยุคสุดท้าย ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะได้รับชีวิตนิรันดร์ หากเราเชื่อเพียงพระนามขององค์พระเยซูเจ้าจากยุคพระคุณ จะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ เพราะในยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการไถ่เพียงอย่างเดียว พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา ดังนั้น สิ่งที่ผู้คนได้รับจากการเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าในยุคพระคุณจึงมีจำกัดมาก เราทุกคนรู้ว่าตลอดสองพันปีที่ผ่านมาของยุคพระคุณ แม้ว่าบาปของผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกคนจะได้รับการอภัยแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในวงจรไม่สิ้นสุดของการทำบาปในเวลากลางวันและสารภาพบาปในเวลากลางคืน ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามกำราบร่างกายตัวเองอย่างหนักเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของบาปได้ นี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ?  ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงชี้แจงเรื่องนี้อย่างชัดเจนมาก

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “แม้พระเยซูเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์และทรงพระราชกิจมากมาย พระองค์เพียงทรงพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงเสร็จสิ้นและทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปของมนุษย์เท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงขจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ให้หมดไป การช่วยมนุษย์ให้รอดจากอิทธิพลของซาตานโดยสิ้นเชิงนั้น ไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปและแบกรับบาปทั้งหลายของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่านั้นเพื่อขจัดอุปนิสัยที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามออกจากตัวมนุษย์โดยสิ้นเชิง ดังนั้น หลังจากมนุษย์ได้รับการอภัยบาปของตนแล้ว พระเจ้าก็เสด็จกลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และเริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา พระราชกิจนี้ได้พามนุษย์เข้าสู่สภาวะที่สูงขึ้น ทุกคนที่นบนอบอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์จะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทาง และชีวิต(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ)  “เจ้ารู้เพียงว่าพระเยซูจะเสด็จลงมาในยุคสุดท้าย แต่พระองค์จะเสด็จลงมาอย่างไรกันแน่?  คนบาปเช่นพวกเจ้าซึ่งเพิ่งได้รับการไถ่ และยังไม่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า—เจ้าสามารถทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้ากระนั้นหรือ?  สำหรับเจ้า เจ้าผู้ซึ่งยังคงเป็นตัวตนเก่าของเจ้า เป็นความจริงที่ว่าเจ้าได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเยซู และเจ้าไม่ได้เป็นคนบาปเนื่องจากความรอดของพระเจ้า แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าปราศจากบาป หรือปราศจากความไม่บริสุทธิ์ หากเจ้ายังไม่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลง แล้วเจ้าจะได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างไร?  ภายในตัวเจ้าเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ และเจ้าก็เห็นแก่ตัวและต่ำทราม กระนั้นเจ้าก็ยังคงปรารถนาที่จะลงมาพร้อมกับพระเยซู—เจ้าคงจะโชคดีเช่นนั้นหรอก!  เจ้าพลาดขั้นตอนหนึ่งในการเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว เจ้าเพียงได้รับการไถ่บาปเท่านั้น ยังไม่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลง การที่เจ้าจะทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้านั้น พระเจ้าต้องทรงพระราชกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงและชำระเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยพระองค์เอง หาไม่แล้ว เจ้าก็แค่ได้รับการไถ่แล้วเท่านั้น ไม่มีทางที่จะได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะชื่นชมพรอันวิเศษร่วมกับพระเจ้า เพราะเจ้าช้าไปหนึ่งก้าวในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงและทำให้มนุษย์เพียบพร้อม ดังนั้น คนบาปที่เพิ่งได้รับการไถ่เช่นเจ้าจึงไม่สามารถได้รับมรดกจากพระเจ้าโดยตรง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ว่าด้วยคำเรียกขานและอัตลักษณ์)  พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ชัดเจนมาก ผู้ที่ยอมรับเพียงพระราชกิจแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้าได้รับการอภัยบาปเท่านั้น พวกเขาไม่ได้ถูกชำระบาปและถูกชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ พวกเขาไม่สามารถได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า และแน่นอนว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์ การจะได้รับชีวิตนิรันดร์ในความเชื่อของเรา เราต้องยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย ต้องได้รับการชำระบาป เข้าใจความจริงมากขึ้น และได้รับความจริงระดับสูงเท่านั้น เราจึงจะสามารถดำเนินชีวิตในความสว่างและมีคุณสมบัติที่จะสืบทอดพระสัญญาของพระเจ้า ดังนั้น ผู้คนจึงไม่สามารถได้รับชีวิตนิรันดร์โดยการเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า ยอมรับความจริงทั้งมวลที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดง แก้ไขธรรมชาติที่มีบาปของตน และได้รับการชำระบาปเพื่อบรรลุการเปลี่ยนแปลงด้านอุปนิสัย เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะได้รับชีวิตนิรันดร์ ใครก็ตามที่เห็นว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงมากมายแต่ปฏิเสธที่จะยอมรับ ย่อมเป็นผู้ที่รังเกียจและเกลียดชังความจริงอย่างแน่นอน คนเหล่านี้จะถูกพระเจ้าทรงละทิ้งและทรงกำจัดออกไป และจะตกอยู่ในความวิบัติ นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เราขอบอกพวกเจ้าดังนี้ว่า ผู้คนที่ไม่ยอมรับความจริง แต่กลับรอการเสด็จมาถึงของพระเยซูบนเมฆขาวอย่างมืดบอด คือบรรดาผู้ที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอน และเป็นพวกที่จะถูกทำลายเป็นแน่ พวกเจ้าเพียงปรารถนาพระคุณของพระเยซู และเพียงต้องการสุขสำราญกับอาณาจักรอันผาสุกแห่งสวรรค์ ทว่าพวกเจ้าไม่เคยเชื่อฟังพระวจนะที่พระเยซูตรัส และไม่เคยยอมรับความจริงที่พระเยซูทรงแสดงเมื่อพระองค์ทรงกลับมาสู่เนื้อหนัง พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาแลกกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซูทรงกลับมาบนเมฆขาว? สิ่งนั้นก็คือความจริงใจที่พวกเจ้าทำบาปซ้ำๆ แล้วก็พูดคำสารภาพบาปของพวกเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในนั้นใช่หรือไม่?  พวกเจ้าจะถวายสิ่งใดเพื่อพลีอุทิศให้แก่พระเยซูผู้ทรงกลับมาบนเมฆขาว?  สิ่งนั้นก็คือต้นทุนจากงานหลายปีที่พวกเจ้าใช้ยกย่องตัวเองใช่หรือไม่?  พวกเจ้าจะยกสิ่งใดขึ้นมาทำให้พระเยซูผู้ทรงกลับมาไว้เนื้อเชื่อใจพวกเจ้า?  สิ่งนั้นคือธรรมชาติอันโอหังของพวกเจ้าที่ไม่นบนอบต่อความจริงใดเลยใช่หรือไม่?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว)  “พระคริสต์ของยุคสุดท้ายทรงนำมาซึ่งชีวิต และนำมาซึ่งหนทางแห่งความจริงที่ถาวรและเป็นนิรันดร์ ความจริงนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ได้รับชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รู้จักพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า หากเจ้าไม่แสวงหาทางแห่งชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางได้รับการเห็นชอบจากพระเยซู และจะไม่มีทางมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่ประตูของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเจ้านั้นเป็นทั้งหุ่นเชิดและนักโทษของประวัติศาสตร์ พวกที่ถูกควบคุมโดยข้อบังคับทั้งหลาย โดยคำพูด และโดยโซ่ตรวนแห่งประวัติศาสตร์จะไม่มีทางสามารถได้รับชีวิตหรือได้รับหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ นี่เป็นเพราะทั้งหมดที่พวกเขามีนั้นคือน้ำขุ่นซึ่งได้ถูกยึดถือไว้มาเป็นเวลาหลายพันปีแทนที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิตซึ่งไหลมาจากพระบัลลังก์ ผู้ที่ไม่ได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยน้ำแห่งชีวิต จะยังคงเป็นซากศพ เป็นของเล่นของซาตาน และบุตรแห่งนรกไปตลอดกาล เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร?  เจ้าเอาแต่เสาะแสวงที่จะยึดติดกับอดีต ยืนนิ่ง และรักษาสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น และไม่พยายามเปลี่ยนสถานะปัจจุบันและละทิ้งประวัติศาสตร์ไปเสีย ดังนั้นเจ้าจะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าตลอดเวลาหรอกหรือ?… จงมองดูว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในเวลานี้ ดูว่าใครที่กำลังดำเนินงานในการช่วยมนุษย์ให้รอดระหว่างยุคสุดท้ายอยู่ในขณะนี้ หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่มีวันได้รับชีวิต(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ทำไมเราจึงต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เพียงด้วยการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าเท่านั้น?

ตอนนี้ ผู้เชื่อทุกคนต่างเฝ้ารอให้องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาบนเมฆ เพราะภัยพิบัติเริ่มรุนแรงขึ้น และพวกโรคระบาดต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย...

แนวความคิดเรื่องตรีเอกานุภาพสมเหตุสมผลไหม?

ตั้งแต่องค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ทรงพระราชกิจแห่งยุคพระคุณ นานสองพันปี คริสตศาสนาทั้งหมดได้นิยามพระเจ้าแท้จริงหนึ่งเดียวในฐานะ...

ติดต่อเราผ่าน Messenger