เมื่อพระผู้ช่วยให้รอดทรงกลับมาพระองค์จะยังทรงถูกเรียกว่าพระเยซูไหม?
ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เสด็จมาแล้ว ทรงแสดงความจริง ปรากฏและทรงงานเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ตั้งแต่เผยแพร่หนังสือ...
พวกเราต้อนรับผู้แสวงหาทุกคนที่ถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้า!
ตอนนี้ ผู้คนมากมายในโลกศาสนาที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าต่างปรารถนาที่จะต้อนรับพระองค์และกำลังสืบค้นหนทางที่แท้จริง พวกเขาได้ยินว่าคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นพยานยืนยันว่าองค์พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาแล้ว กำลังทรงแสดงความจริงและทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรอคอยการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือเสาะแสวงที่จะฟังเสียงของพระองค์ พวกเขารู้สึกว่านี่สอดคล้องกับพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ยังคงสับสนและคิดว่า “ในเมื่อผู้คนจะได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆ แล้วทำไมยังต้องคอยฟังเสียงของพระองค์อีก?” เรามาสามัคคีธรรมเรื่องนี้กันค่ะ องค์พระเยซูเจ้าเผยพระวจนะไว้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมาสองทางด้วยกัน หนึ่งคือในฐานะบุตรมนุษย์ที่เสด็จมาอย่างลับๆ และอีกหนึ่งคือการเสด็จมาบนเมฆอย่างเปิดเผย ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆเท่านั้นในยุคสุดท้าย ผู้คนก็ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของพระเจ้าเพื่อต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆอย่างเปิดเผยย่อมมีผลมหาศาล—สะเทือนฟ้าสะเทือนดินและเปี่ยมบารมีอย่างแท้จริง—และผู้คนก็จะมองเห็นได้โดยตรง—ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของพระเจ้าเพื่อต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่คนส่วนใหญ่ในโลกศาสนาไม่สามารถรับรู้ได้ พวกเขายึดติดกับความคิดที่จะได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆ นึกไปว่าตราบใดที่เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆด้วยตาของตนเอง พวกเขาก็จะต้อนรับพระองค์ได้ ดังนั้น คนที่เชื่อว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาบนเมฆจึงไม่มุ่งสนใจฟังเสียงของพระเจ้า สถานการณ์ทั่วทั้งโลกศาสนาตอนนี้เป็นแบบนี้ ทุกคนรอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆ ไม่มีใครเสาะแสวงที่จะฟังเสียงของพระเจ้า ผลของการคิดที่จะต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าแบบนี้ร้ายแรงเกินจะคาดคิดได้! ในพระคัมภีร์ องค์พระเยซูเจ้าเผยพระวจนะเรื่องการเสด็จกลับมาว่า “นี่แน่ะ เรากำลังมาเหมือนอย่างขโมย” (วิวรณ์ 16:15) “เพราะฉะนั้นพวกท่านจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านจะเสด็จมาเวลาไหน” (มัทธิว 24:42) “แต่ไม่มีใครรู้เรื่องวันหรือเวลาแม้แต่บรรดาทูตแห่งฟ้าสวรรค์หรือพระบุตร มีแต่พระบิดาองค์เดียว” (มัทธิว 24:36) เมื่อคนที่รับรู้ได้จริงมาเห็นคำเผยพระวจนะเรื่องการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า พวกเขาก็จะตรองว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมาในฐานะบุตรมนุษย์แน่นอน เราจะต้อนรับบุตรมนุษย์ได้อย่างไร? จะรู้ได้อย่างไรว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จแล้ว? องค์พระเยซูเจ้าตรัสพระวจนะเอาไว้ว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” (ยอห์น 10:27) เมื่อเป็นแบบนี้ คุณก็ต้องเงี่ยหูฟังเสียงของพระเจ้าเพื่อต้อนรับบุตรมนุษย์ แล้วคุณควรเงี่ยหูฟังเสียงของพระเจ้าอย่างไร? ถ้าเป็นเรื่องการเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆ ยังต้องเตรียมตัวหรือไม่? ใครๆ ก็มองเห็นและรับรู้ได้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆ ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัว แต่การฟังเสียงของพระเจ้าได้นั้น คุณต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม—ต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมเพราะไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าจะเสด็จมาเมื่อไร นอกจากนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาเป็นบุตรมนุษย์—แค่มองเห็น ผู้คนเลยรู้ไม่ได้ว่าเป็นพระองค์ ดังนั้น จากพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า เราจะเห็นได้ว่าการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เสด็จมาบนเมฆเป็นเรื่องง่าย แต่จะต้อนรับการทรงปรากฏของบุตรมนุษย์ เราต้องตั้งใจฟังเสียงของพระเจ้า ตรงนี้เองที่ยาก เราจึงต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม เช่นนั้นเรามาคุยกันต่อว่าทำไมต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “ในสมัยของโนอาห์ เหตุการณ์เคยเป็นมาแล้วอย่างไร ในสมัยของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นไปอย่างนั้นด้วย พวกเขากินและดื่ม สมรสกัน และยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนกระทั่งถึงวันนั้นที่โนอาห์เข้าไปในเรือใหญ่ และน้ำมาท่วมล้างผลาญพวกเขาจนหมดสิ้น” (ลูกา 17:26-27) จะเห็นได้ว่าการเสด็จมาของบุตรมนุษย์มีรูปการณ์เหมือนสมัยของโนอาห์ ผู้คนกิน ดื่ม สมรส และถูกจับแต่งงาน สภาวการณ์เหล่านี้ แน่นอนว่าเกิดขึ้นก่อนมหันตภัย ง่ายมากที่จะมองข้ามรูปการณ์ช่วงก่อนมหันตภัย เพราะมวลมนุษย์ช่วงก่อนมหันตภัยนี้เลวร้ายมาก—ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในกระแสนิยมอันชั่วที่กิน ดื่ม รื่นเริง และแต่งงานแล้วแต่งงานอีก แต่ในช่วงมหันตภัย กระแสนิยมอันชั่วที่กิน ดื่ม และแต่งงานแล้วแต่งงานอีกนี้จะยังมีอยู่หรือไม่? ย่อมจะหมดไปนานแล้ว ตอนที่เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ มีใครรู้บ้างว่าตายไปกี่คน? เมืองต่างๆ ร้างผู้คน ชนบทก็ร้างคนเช่นกัน กระแสนิยมที่กิน ดื่ม และแต่งงานแล้วแต่งงานอีกก็หายไปเฉยๆ ชัดเจนว่าวันเวลาแบบสมัยของโนอาห์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว คนที่ไม่ได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนมหันตภัยล้วนเผชิญมหันตภัยนั้น มีเพียงคนที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าเท่านั้นที่ถูกรับขึ้นไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อร่วมงานเลี้ยงแห่งราชอาณาจักรสวรรค์ ยอมรับการพิพากษาของพระเจ้า และรับการชำระให้บริสุทธิ์ ทุกคนเป็นพยานถึงการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า คนเหล่านี้คือกลุ่มผู้มีชัยที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาก่อนมหันตภัย
ตอนนี้เราทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบุตรมนุษย์เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนมหันตภัย และจะเสด็จมาบนเมฆอย่างเปิดเผยเมื่อมหันตภัยใหญ่หลวงสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ช่วงเวลาและรูปการณ์ตอนที่บุตรมนุษย์เสด็จมาอย่างลับๆ และตอนเสด็จมาอย่างเปิดเผยหลังมหันตภัยใหญ่หลวงสิ้นสุดลงนั้นแตกต่างกัน หนึ่งเกิดก่อนมหันตภัย และอีกหนึ่งเกิดหลังมหันตภัย ก่อนมหันตภัยคือการที่บุตรมนุษย์เสด็จมาแสดงความจริงและทรงงานการพิพากษาโดยเริ่มที่พระนิเวศของพระเจ้า พระเจ้ามาประสูติเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอด แบบเดียวกับที่องค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจ หลังจากมหันตภัยใหญ่หลวงสิ้นสุดลง บุตรมนุษย์จะเปลี่ยนรูปสัณฐานและเสด็จมาบนเมฆอย่างเปิดเผย ถึงตอนนั้น พระราชกิจของพระเจ้าที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอดย่อมสิ้นสุดแล้ว อาณาจักรทั้งหมดของซาตานก็ถูกทำลายไปแล้ว ผู้ไม่มีความเชื่อที่ต่อต้านพระเจ้าและผู้คนในโลกศาสนาโดยทั่วไปย่อมเสียชีวิตกันหมดแล้ว ดังนั้น เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆอย่างเปิดเผย ก็จะทรงปูนบำเหน็จคนดีและลงโทษคนชั่ว ต่อให้คนส่วนน้อยที่ไม่ยอมรับการทรงปรากฏและพระราชกิจของบุตรมนุษย์ รอดชีวิตมาเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆอย่างเปิดเผยได้ พวกเขาก็เป็นเป้าหมายของการลงโทษอยู่ดี ถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะร่ำไห้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน และตรงไปนรก พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสไว้ชัดเจนว่า “บรรดามนุษย์ในจักรวาล ทุกคนที่เป็นพวกของหมู่มารจะถูกกวาดล้างไปสิ้น ทุกคนที่บูชาซาตานจะล้มลงกลางไฟที่ลุกโชนของเรา—นั่นคือ นอกจากคนที่ตอนนี้อยู่ในกระแสแล้ว ทุกคนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 26) ควรเข้าใจพระวจนะเหล่านี้ว่าอย่างไร? นี่หมายความว่าถ้าอยากรอดชีวิตจากมหันตภัย คุณต้องยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย คนที่ไม่ยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าจะตายกันหมด ทุกคนที่เอาแต่รอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆย่อมตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง ดังนั้น เจตนารมณ์ที่พระเจ้าให้คุณต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าก็เพื่อให้เป็นหญิงพรหมจารีมีปัญญาที่สามารถต้อนรับการทรงปรากฏของบุตรมนุษย์ได้ คนที่ต้อนรับการทรงปรากฏของบุตรมนุษย์ย่อมได้รับพร นี่คือพรที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า แต่คนที่ยืนกรานจะรอดูองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆก่อนจึงจะต้อนรับพระองค์ล้วนเป็นหญิงพรหมจารีที่โง่เขลาที่สุด เพราะเมื่อเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆ นั่นย่อมไม่ใช่พรจากพระเจ้า แต่เป็นสัญญาณว่าพวกเขาจะถูกลงโทษ ดังนั้น ถ้าอยากต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า กุญแจสำคัญคือการต้อนรับการทรงปรากฏและพระราชกิจของบุตรมนุษย์ นี่เท่านั้นที่ตรงกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า
ตอนนี้ทุกคนควรเข้าใจว่า การที่จะต้อนรับบุตรมนุษย์ได้นั้น ต้องมุ่งฟังเสียงของพระเจ้าให้ออก เพราะภายนอกนั้น บุตรมนุษย์เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง เหมือนองค์พระเยซูเจ้าทุกอย่าง ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือพระองค์แสดงความจริงและทรงพระราชกิจของพระเจ้าได้ ถ้าอยากดูออกว่าเป็นบุตรมนุษย์ผู้ประสูติเป็นมนุษย์ คุณต้องรู้วิธีฟังเสียงของพระเจ้า แล้วจะฟังเสียงของพระเจ้าได้อย่างไร? สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้ว่าอะไรคือความจริง ต่อให้ไม่เข้าใจความจริงเวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้า ตราบใดที่คุณรู้สึกได้ในใจว่าเป็นความจริง และมั่นใจได้ว่าเป็นความจริง นั่นก็เพียงพอแล้ว ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงและในใจไม่รู้สึกอะไรเวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว คุณก็จะไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้า ตอนนี้ คนมากมายทั่วโลกยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันแล้ว แรกอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาก็ไม่เข้าใจความจริงเช่นกัน แต่ทุกคนก็รู้สึกได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ และล้วนเป็นความจริง พวกเขาเลยยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คนที่สามารถได้ยินเสียงของพระเจ้าคือคนที่ได้รับพรมากที่สุด นี่คือพรที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขา ทันทีที่พระเจ้าตรัสพระวจนะออกมา แกะของพระเจ้าย่อมมีความรู้สึกอย่างหนึ่งในใจ พวกเขาสัมผัสได้ว่าพระวจนะเหล่านี้มีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่นัก และเป็นความจริง พวกเขาอาศัยอะไรถึงฟังเสียงของพระเจ้าออก? อาศัยการหยั่งรู้ในวิญญาณของพวกเขา การหยั่งรู้ในวิญญาณคือการรับรู้ได้ว่าพระวจนะเหล่านี้มีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่นัก พระวจนะเหล่านี้ลึกซึ้งมาก พระวจนะเหล่านี้มาจากพระเจ้า และไม่มีวันที่มนุษย์คนไหนจะพูดออกมาได้ นอกจากนี้ พออ่านพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาก็มั่นใจได้ว่าเป็นความจริง และรู้สึกว่ามีเพียงความจริงเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ คนเช่นนี้ย่อมรู้สึกบางอย่างเมื่อได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง ดังนั้น การสามารถฟังเสียงของพระเจ้าออกจึงขึ้นอยู่กับความรู้สึกในวิญญาณ ขึ้นอยู่กับการหยั่งรู้ องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” (ยอห์น 10:27) คำกล่าวที่ว่า “แกะของพระเจ้าย่อมฟังเสียงของพระเจ้า” ไม่ได้บอกเราว่าแกะของพระเจ้าต้องมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้ามากี่ปี มีประสบการณ์ชีวิต และรู้จริงเรื่องพระเจ้าก่อนจึงจะฟังเสียงของพระองค์ออก แต่บอกเราว่าคนที่เป็นแกะของพระเจ้าจะฟังเสียงของพระเจ้าออกโดยธรรมชาติ นี่คือสัญชาตญาณที่แกะของพระเจ้ามี คนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณย่อมมีสัญชาตญาณนี้ คนที่มีสัญชาตญาณนี้คือแกะของพระเจ้า ส่วนคนที่ไม่มีย่อมไม่ใช่แกะของพระเจ้า ตอนนี้พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริงไปมากแล้ว แต่ผู้คนมากมายในโลกศาสนาก็ยังคงต่อต้านและกล่าวโทษพระองค์ คนเหล่านี้ไม่ใช่แกะของพระเจ้า เป็นหญิงพรหมจารีผู้โง่เขลาที่อยู่ในความมืดมิดไปแล้ว พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ เป็นพวกมาร และเหล่าซาตาน
แล้วคุณจะฟังเสียงของพระเจ้าออกได้อย่างไร? คุณต้องแสวงหาและสืบค้น ข้อแรก สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตระหนักได้ว่าพระวจนะของพระเจ้ามีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ นอกจากนี้ก็ต้องตระหนักว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ไม่มีมนุษย์คนไหนมีความจริงเหล่านี้ และไม่มีมนุษย์คนไหนที่พูดได้ไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีก็ตาม พระวจนะของพระเจ้าล้วนเป็นความจริง ความจริงคือสิ่งที่เป็นบวก ความจริงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ ซ้ำยังต่างจากความคิดและทฤษฎีของมนุษย์อย่างสิ้นเชิงอีกด้วย พระวจนะของพระเจ้าเป็นตัวแทนเจตนารมณ์ของพระเจ้า อุปนิสัยของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น พระเจ้าเท่านั้นที่แสดงสิ่งเหล่านี้ได้ อีกประการหนึ่งคือ พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยความล้ำลึกในพระคัมภีร์ได้ รวมทั้งความล้ำลึกต่างๆ ในพระราชกิจของพระเจ้า ไม่มีมนุษย์คนไหนเปิดเผยความล้ำลึกเหล่านี้ได้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงเผยความล้ำลึกเหล่านี้แก่มนุษย์ พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเปิดเผยได้ ในการฟังเสียงของพระเจ้า คุณต้องมุ่งสนใจแง่มุมเหล่านี้เป็นหลัก ถ้าสามารถฟังเสียงของพระเจ้าออก และอย่างน้อยที่สุดก็มั่นใจได้ว่าพระองค์ผู้แสดงความจริงเหล่านี้คือผู้ที่พระเจ้าส่งมา อย่างน้อยคุณก็จะไม่ต่อต้านและกล่าวโทษพระเจ้า แล้วถ้าคุณมั่นใจได้ว่ามีแต่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่แสดงความจริงเหล่านี้ได้ นั่นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ คุณย่อมจะต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว
เรามาคุยกันต่อว่าองค์พระเยซูเจ้าหมายความว่าอย่างไรเมื่อตรัสบอกให้เราเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม มีอย่างน้อยสามเรื่องที่คุณต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม เรื่องแรกคือ เราจะพิจารณาอย่างไรว่าบุตรมนุษย์ที่เสด็จมาคือพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และเป็นพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย ถ้าคุณไม่เฝ้าระวังและเตรียมพร้อม คุณก็จะไม่สามารถต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะในยุคสุดท้ายจะมีพระคริสต์เทียมเท็จมาชักพาผู้คนให้หลงผิด—คนที่ไม่มีความจริงย่อมถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิดได้ง่าย ดังที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ในเวลานั้นถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่า ‘นี่แน่ะ พระคริสต์อยู่ที่นี่’ หรือ ‘อยู่ที่โน่น’ อย่าเชื่อเลย เพราะว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จหลายคนปรากฏขึ้น แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อชักพาแม้พวกที่พระเจ้าทรงเลือกให้หลงผิด ถ้าเป็นได้” (มัทธิว 24:23-24) ถ้าคุณไม่เข้าใจความจริง ก็มีอันตรายที่จะถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิด ถ้าไม่เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมย่อมอันตราย ถ้าคุณต้อนรับพระคริสต์เที่ยงแท้ไม่ได้ และถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิด สุดท้ายคุณก็จะถูกลงโทษ ดังนั้น ในการต้อนรับการกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าไม่เฝ้าระวัง ก็จะใช้เส้นทางผิดและถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิดได้ง่ายเหลือเกิน นี่จึงเป็นเรื่องแรกที่ต้องเฝ้าระวัง เรื่องที่สองที่ต้องเฝ้าระวังก็คือ ถ้าคุณไม่รู้ความจริงและไม่เข้าใจความจริง คุณก็มีแนวโน้มที่จะถูกศิษยาภิบาล ถูกความคิดนอกรีตและตรรกะวิบัติต่างๆ ของโลกศาสนาชักพาให้หลงผิด บางคนรู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ดีมากเมื่อได้ฟัง แต่ก็คิดว่า “เวลาสืบค้นหนทางที่แท้จริง ฉันต้องรอให้ศิษยาภิบาลเห็นด้วยเสียก่อน ฉันต้องให้ศิษยาภิบาลของฉันเป็นผู้เฝ้าประตูเพื่อดูว่าหนทางนี้จริงหรือเท็จ แบบนั้นจะได้ไม่มีอะไรผิดพลาด” แต่ทันทีที่พวกเขาถามศิษยาภิบาลของตน ศิษยาภิบาลก็พร่ำพูดแต่ความคิดนอกรีตและตรรกะวิบัติ พวกเขาเลยถูกชักพาให้หลงผิดและปฏิเสธพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าพวกเขาพบคนที่เข้าใจความจริงและสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขา เรียนรู้ที่จะแยกแยะหนทางที่แท้จริงออกจากหนทางเทียมเท็จ และในที่สุดก็ตระหนักรู้หนทางที่แท้จริง ยอมรับความจริง และไม่ถูกโลกศาสนาดึงตัวกลับไป พวกเขาย่อมได้รับพร แต่ถ้าพบเจอคนชั่วหรือคนไร้สาระที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ซ้ำคนเหล่านี้ก็พร่ำพูดความคิดนอกรีตและตรรกะวิบัติบางอย่าง พวกเขาก็จะถูกชักพาให้หลงผิด ดังนั้น ในการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าไม่เฝ้าระวัง ก็เสี่ยงที่จะถูกชักพาให้หลงผิด ไม่ได้การแน่ถ้าไม่เข้าใจคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ หรือไม่สามารถใช้วิจารณญาณดูความจริงได้ หรือด้อยขีดความสามารถ และถ้าถูกบุคคลด้านลบคอยรบกวนตลอดเวลาก็แน่นอนที่สุดว่าย่อมไม่ได้การ นี่คือเรื่องที่สองที่ต้องเฝ้าระวังค่ะ เรื่องที่สามที่ต้องเฝ้าระวังก็คือ ถ้าคุณไม่มีความจริง ก็ง่ายที่จะเกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระคริสต์ อย่างเช่น พอบางคนเห็นว่าพระคริสต์มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และดูภายนอกก็ไม่มีอะไรเหนือธรรมชาติ พวกเขาก็เกิดมโนคติอันหลงผิด นึกไปว่า “ตอนที่องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมา พระองค์ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ทำไมพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้ายถึงไม่แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์บ้าง? ถ้าไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระองค์จะใช่พระเจ้าพระองค์เองจริงหรือ?” พวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้ายทรงแสดงความจริงก็เพื่อทรงงานพิพากษา และได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยขึ้นมา นี่คือหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และเป็นพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บางคนคิดลบเมื่อความวิบัติมาถึงตัว คิดไปว่าถ้าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าเที่ยงแท้ พระองค์ก็ควรคุ้มครองพวกเขา การมีมโนคติอันหลงผิดเช่นนี้เป็นอันตราย เพราะมีแนวโน้มที่จะทรยศพระเจ้า! คุณดูสิ คนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมเกิดมโนคติอันหลงผิดเรื่องพระคริสต์อยู่เสมอ—ผู้คนแบบนี้มีอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ นี่คือเรื่องที่สามที่คุณต้องเฝ้าระวัง เพื่อต้อนรับพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย คุณต้องเฝ้าระวังและเตรียมน้ำมัน ซึ่งหมายถึงสามเรื่องนี้เป็นหลัก ถ้าไม่เฝ้าระวังสามเรื่องนี้ละก็ ต่อให้คุณยอมรับพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย ก็จะยืนหยัดมั่นคงได้ยากอยู่ดีเมื่อเผชิญความวิบัติหรือการทดลอง หรือได้ฟังคำโฆษณาชวนเชื่อที่เป็นลบ หรือคำพูดที่ชักพาให้หลงผิดของพวกศิษยาภิบาล
การเฝ้าระวังและเตรียมตัวพร้อมต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงสำคัญมาก! ถ้าไม่เฝ้าระวังและเตรียมพร้อม ก็ง่ายเหลือเกินที่จะถูกชักพาให้หลงผิด และง่ายเหลือเกินที่จะพลาดโอกาสได้รับความรอด ผู้คนมากมายไม่เพียงไม่เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมเท่านั้น แต่ยังไม่แสวงหาหรือสืบค้นแม้แต่น้อย เอาแต่ฟังศิษยาภิบาลของตน และมองหาคำตอบในพระคัมภีร์เสมอ คนเช่นนี้ไม่มีทางได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า จึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระองค์—นี่เป็นเพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีรอยพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าก็อยู่ที่นั่น ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่ ในการเสาะหารอยพระบาทของพระเจ้า ตลอดมาพวกเจ้ามองข้ามคำว่า ‘พระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต’ และดังนั้น ผู้คนมากมายแม้ในเวลาที่พวกเขาได้รับความจริงจึงไม่เชื่อว่าพวกเขาได้พบรอยพระบาทของพระเจ้าแล้ว และพวกเขายิ่งไม่ยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้า เป็นความผิดพลาดร้ายแรงยิ่งนัก!” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 1: การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่)
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ
ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เสด็จมาแล้ว ทรงแสดงความจริง ปรากฏและทรงงานเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ตั้งแต่เผยแพร่หนังสือ...
หลายคนที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าคิดว่า “องค์พระเยซูเจ้าทรงอภัยบาปให้เราแล้ว เราจึงเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ...
ผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกคนเชื่อในพระสัญญาขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า “เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกท่าน...
ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ได้ทรงงานและทรงแสดงความจริงมากมาย สิ่งเหล่านี้เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต...